วิกิซอร์ซ thwikisource https://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81 MediaWiki 1.47.0-wmf.12 first-letter สื่อ พิเศษ พูดคุย ผู้ใช้ คุยกับผู้ใช้ วิกิซอร์ซ คุยเรื่องวิกิซอร์ซ ไฟล์ คุยเรื่องไฟล์ มีเดียวิกิ คุยเรื่องมีเดียวิกิ แม่แบบ คุยเรื่องแม่แบบ วิธีใช้ คุยเรื่องวิธีใช้ หมวดหมู่ คุยเรื่องหมวดหมู่ สถานีย่อย คุยเรื่องสถานีย่อย ผู้สร้างสรรค์ คุยเรื่องผู้สร้างสรรค์ งานแปล คุยเรื่องงานแปล หน้า คุยเรื่องหน้า ดัชนี คุยเรื่องดัชนี TimedText TimedText talk มอดูล คุยเรื่องมอดูล Event Event talk บทสวดทำวัตรเย็น 0 213 293795 157442 2026-07-23T10:15:15Z Lunlumita 12009 293795 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา, พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ, พุทฺธํ ภควนฺตํ อภิวาเทมิ. ข้าพเจ้าถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้า (กราบ) สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม, ธมฺมํ นมสฺสามิ. พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว,ข้าพเจ้าขอนมัสการพระธรรม (กราบ) สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ, สงฺฆํ นมามิ. พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว,ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์ (กราบ) ==[[ปุพพภาคนมการ]]และ[[พุทธานุสสติ]]== (ผู้นำ กล่าว) หนฺท มยํ พุทฺธสฺส ภควโต ปุพฺพภาคนมการญฺเจว พุทฺธานุสฺสติ นยญฺจ กโรม เส ฯ (สวดพร้อมกัน) {{กาพย์กลอน/เริ่ม}} {{กาพย์กลอน/บาทรอง|{{ปุพพภาคนมการ}}|}} {{กาพย์กลอน/จบ}} ตํ โข ปน ภควนฺตํ เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต ก็กิติศัพท์อันงาม ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแลฟุ้งเฟื่องไป ดังนี้ว่า อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ แม้ด้วยเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเข้า พระองค์นั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู เป็นผู้บริบูรณ์แล้วด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปดีแล้ว เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ เป็นผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นครูผู้สอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ดังนี้ '''ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวนำดังนี้''' ==พุทธาภิคีติ== หนฺท มยํ พุทฺธาภิคีตึ กโรม เส. '''สวดพร้อมกัน''' พุทฺธวารหนฺตวรตาทิคุณาภิยุตฺโต พระพุทธเจ้า เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยพระคุณ มีความเป็นพระอรหันต์เป็นต้น สุทฺธาภิ {{ญ}}าณกรุณาหิสมาคตตฺ โต มีพระอัธยาศัย ประกอบด้วยพระบริสุทธิคุณ พระปัญญาคุณและพระกรุณาคุณ โพเธสิ โย สุชนตํ กมลํว สูโร พระองค์ใด ยังชนผู้ดีให้เบิกบานแล้ว ดั่งดวงพระอาทิตย์ยังดอกบัวให้บานฉะนั้น วนฺทามหํ ตมรณํ สิรสา ชิเนนฺทํ ข้าพเจ้า ขอไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไม่มีข้าศึก ผู้เป็นยอดแห่งผู้ชนะ ด้วยเศียรเกล้า พุทฺโธ โย สพฺพปาณีนํ สรณํ เขมมุตฺตมํ พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ป{{ฐ}}มานุสฺสติฏฺ{{ฐ}}านํ วนฺทามิ ตํ สิเรนหํ ข้าพเจ้า ขอไหว้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นที่ตั้งแต่อนุสสติที่ ๑ ด้วยเศียรเกล้า พุทฺธสฺสาหสฺมิ ทาโสว (สตรีว่า ทาสีว) ข้าพเจ้าขอเป็นทาส(ทาสี)ของพระพุทธเจ้าเทียว พุทฺโธ เม สามิกิสฺสโร พระพุทธเจ้า เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า พุทฺโธ ทุกฺขสฺส ฆาตา จ วิธาตา จ หิตสฺส เม พระพุทธเจ้าเป็นผู้กำจัดทุกข์ด้วย เป็นผู้ทำซึ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้าด้วย พุทฺธสฺสาหํ นิยฺยาเทมิ สรีรญฺชีวิตณฺจิทํ ข้าพเจ้า ขอมองกายถวายชีวิตอันนี้แก่พระพุทธเจ้า วนฺทนฺโตหํ (สตรีว่า วนฺทนฺตีหํ) จริสฺสามิ พุทฺธสฺเสว สุโพธิตํ ข้าพเจ้าไหว้อยู่ จักประพฤติซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้าทีเดียว นตฺถิ เม สรณํ อญฺ{{ญํ}} พุทฺโธ เม สรณํ วรํ สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระพุทธเจ้า เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า เอเตน สจฺจวชฺเชน วฑฺเฒยฺยํ สตฺถุ สาสเน ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา พุทฺธํ เม วนฺทมาเนน (สตรีว่า วนฺทมานาย) ยํ ปุญฺ{{ญํ}} ปสุตํ อิธ บุญใด อันข้าพเจ้า ไหว้พระพุทธเจ้า ขวนขวายแล้วในบัดนี้ สพฺเพปิ อนฺตรายา เม มาเหสุํ ตสฺส เตชสา แม้สรรพอันตรายทั้งหลาย อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าด้วยเดชแห่งบุญนั้น '''ก้มลงกราบว่า''' กาเยน วาจาย ว เจตสา วา พุทฺเธ กุกมฺมํ ปกตํ มยา ยํ กรรมอันน่าเกลียดอันใด ที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าด้วยกายหรือดัวยวาจาใจ พุทฺโธ ปฏิคฺคณฺหตุ อจฺจยนฺตํ กาลนฺตเร สํวริตุํ ว พุทฺเธ ขอพระพุทธเจ้าจงทรงงดโทษล่วงเกินอันนั้น เพื่อระวังต่อไปในพระพุทธเจ้า ลุกขึ้น แล้วผู้เป็นหัวหน้ากล่าวนำดังนี้ หนฺท มยํ ธมฺมานุสฺสตินยํ กโรม เส. '''สวดพร้อมกัน''' สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว สนฺทิฏฺ{{ฐิ}}โก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก เป็นของอันบุคคลพึงเห็นเอง เป็นของไม่มีกาลเวลา เป็นของจะร้องเรียกผู้อื่นให้มาดูได้ เป็นของอันบุคคลพึงน้อมเข้ามาใส่ใจ ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ อันพวกวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน ดังนี้ ลุกขึ้น แล้วผู้เป็นหัวหน้ากล่าวนำดังนี้ หนฺท มยํ ธมฺมาภิคีตึ กโรม เส. '''สวดพร้อมกัน''' สฺวากฺขาตตาทิคุณโยควเสน เสยฺโย พระธรรมเป็นของอันประเสริฐด้วยอำนาจอันประกอบด้วยคุณมีความเป็นแห่งสวากตะเป็นต้น โย มคฺคปากปริยตฺติวิโมกฺขเภโท อันใด ต่างด้วยมรรคผล ปริยัติและวิโมกข์ ธมฺโม กุโลกปตนา ตทธาริธารี พระธรรมกันผู้ทรงธรรมนั้นจากการตกไปในโลกที่ชั่ว วนฺทามหํ ตมหรํ วรธมฺมเมตํ ข้าพเจ้าขอไหว้พระธรรมอันขจัดความมืดอันนั้น ธมฺโม โย สพฺพปาณีนํ สรณํ เขมมุตฺตมํ พระธรรมอันใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุติยานุสฺสติฏฺ{{ฐ}}านํ วนฺทามิ ตํ สิเรนหํ ข้าพเจ้า ขอไหว้พระธรรมอันนั้น ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอนุสสติที่ ๒ ด้วยเศียรเกล้า ธมฺมสฺสาหสฺมิ ทาโสว (สตรีว่า ทาสีว) ข้าพเจ้าขอเป็น ทาส(ทาสี) ของพระธรรมเทียว ธมฺโม เม สามิกิสฺสโร พระธรรม เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ธมฺโม ทุกฺขสฺส ฆาตา จ พระธรรม เป็นธรรมกำจัดทุกข์ด้วย วิธาตา จ หิตสฺส เม เป็นธรรมทำซึ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้าด้วย ธมฺมสฺสาหํ นิยฺยาเทมิ สรีรญฺชีวิตญฺจิทํ ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระธรรม วนฺทนฺโตหํ (สตรีว่า วนฺทนฺตีหํ) จริสฺสามิ ธมฺมสฺเสว สุธมฺมตํ ข้าพเจ้าไหว้อยู่ จักประพฤติ ซึ่งความเป็นธรรมดี แห่งพระธรรมทีเดียว นตฺถิ เม สรณํ อญฺ{{ญํ}} ธมฺโม เม สรณํ วรํ สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระธรรมเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า เอเตน สจฺจวชฺเชน วฒฺเฒยฺยํ สตฺถุ สาสเน ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอข้าพเจ้า พึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา ธมฺมํ เม วนฺทมาเนน (สตรีว่า วนฺทมานาย) ยํ ปุญฺ{{ญํ}} ปสุตํ อิธ บุญอันใด ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมขวนขวายแล้วในบัดนี้ สพฺเพปิ อนฺตรายา เม มาเหสุํ ตสฺส เตชสา แม้สรรอันตรายทั้งหลาย อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชบุญนั้น '''ก้มลงกราบว่า''' กาเยน วาจาย ว เจตสา วา ธมฺเม กุกมฺมํ ปกตํ มยา ยํ กรรมน่าเกลียดอันใดที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว ในพระธรรม ด้วยกาย หรือวาจาใจ ธมฺโม ปฏิคฺคณฺหตุ อจฺจยนฺตํ กาลนฺตเร สํวริตุํ ว ธมฺเม ขอพระธรรมจงงดโทษนั้น เพื่อระวังต่อไปในพระธรรม ลุกขึ้น แล้วผู้เป็นหัวหน้ากล่าวนำดังนี้ หนฺท มยํ สงฺฆานุสฺสตินยํ กโรม เส. '''สวดพร้อมกัน''' สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเข้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว อุชุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว {{ญ}}ายปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติถูกแล้ว สามีจิปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติชอบแล้ว ยทิทํ คือ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺ{{ฐ}} ปุริสปุคฺคลา คู่แห่งบุรุษทั้งหลาย ๔ บุรุษบุคคลทั้งหลาย ๘ เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ นี่แหละพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า อาหุเนยฺโย ท่านเป็นผู้ควนสักการะที่เขานำมาบูชา ปาหุเนยฺโย ท่านเป็นผู้ควรของต้อนรับ ทกฺขิเณยฺโย ท่านเป็นผู้ควรทักษิณาทาน อญฺชลีกรณีโย ท่านเป็นผู้ควรอัญชลีกรรม อนุตฺตรํ ปุญฺ{{ญ}}กฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ ท่านเป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ '''ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวนำดังนี้''' หนฺท มยํ สงฺฆาภิคีตึ กโรม เส. '''สวดพร้อมกัน''' สทฺธมฺมโช สุปฏิปตฺติคุณาทิยุตฺโต พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้เกิดจากพระสัทธรรม ประกอบแล้วด้วยคุณมีสุปฏิบัติคุณ เป็นต้น โยฎฺ{{ฐ}}พฺพิโธ อริยปุคฺคลสงฺฆเสฎฺโ{{ฐ}} พวกใด เป็นหมู่แห่งพระอริยบุคคลอันประเสริฐสุด ๘ จำพวก สีลาทิธมฺมปวราสยกายจิตฺโต มีกายและจิต อาศัยธรรมอันประเสริฐมีศีลเป็นต้น วนฺทามหํ ตมริยาน คณํ สุสุทฺธํ ข้าพเจ้าขอไหว้ หมู่พระอริยะทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งหมดจดสะอาด สงฺโฆ โย สพฺพปาณีนํ สรณํ เขมมุตฺตมํ พระสงฆ์เหล่าใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตติยานุสฺสติฏฺ{{ฐ}}านํ วนฺทามิ ตํ สิเรนหํ ข้าพเจ้า ขอไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น ผู้เป็นที่ตั้งแต่อนุสสติที่ ๓ ด้วยเศียรเกล้า สงฺฆสฺสาหสฺมิ ทาโสว (สตรีว่า ทาสีว) ข้าพเจ้าขอเป็นทาส(ทาสี) ของพระสงฆ์เทียว สงฺโฆ เม สามิกิสฺสโร พระสงฆ์เป็นนายของข้าพเจ้า สงฺโฆ ทุกฺขสฺส ฆาตา จ วิธาตา จ หิตสฺส เม พระสงฆ์เป็นผู้กำจัดทุกข์ด้วย เป็นผู้ทำซึ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้าด้วย สงฺฆสฺสาหํ นิยฺยาเทมิ สรีรญฺชีวิตญฺจิทํ ข้าพเจ้า ขอมอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระสงฆ์ วนฺทนฺโตหํ (สตรีว่า วนฺทนฺตีหํ) จริสฺสามิ สงฺฆสฺโสปฏิปนฺนตํ ข้าพเจ้าไหว้อยู่ จักประพฤติ ซึ่งความปฏิบัติแห่งพระสงฆ์ นตฺถิ เม สรณํ อญฺ{{ญํ}} สงฺโฆ เม สรณํ วรํ สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า เอเตน สจฺจวชฺเชน วฑฺเฒยฺยํ สตฺถุ สาสเน ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา สงฺฆํ เม วนฺทมาเนน (สตรีว่า วนฺทมานาย) ยํ ปุญฺ{{ญํ}} ปสุตํ อิธ บุญใดอันข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์ ขวนขวายแล้ว ณ บัดนี้ สพฺเพปิ อนฺตรายา เม มาเหสุํ ตสฺส เตชสา แม้สรรพอันตรายทั้งหลายอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น '''ก้มลงกราบว่า''' กาเยน วาจาย ว เจตสา วา สงฺเฆ กุกมฺมํ ปกตํ มยา ยํ กรรมน่าเกลียดอันใดที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในพระสงฆ์ ด้วยกายหรือวาจาใจ สงฺโฆ ปฏิคฺคณฺหตุ อจฺจยนฺตํ กาลนฺตเร สํวริตุํ ว สงฺเฆ ขอพระสงฆ์จงงดโทษนั้น เพื่อระวังต่อไป ในพระสงฆ์ ภาพประกอบบทสวดมนต์ทำวัตรเย็น [http://video.google.com/videoplay?docid=-6180348455464130398&ei=AK8FSuC9HYfSwgOarqncCg&q=ทำวัตรเย็น ทำวัตรเย็น] <p align=right>[[บทสวดมนต์และพระคาถา|กลับหน้าหลัก]]</p> cb54xr9q5obxphsebqng2wgmwnlwqe0 อิติปิโสพระเจ้า ๕ องค์ 0 5182 293769 60132 2026-07-23T10:03:55Z Lunlumita 12009 293769 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} อิติปิโส ภะคะวา นะ ศัตรูทั้งหลายเอ๋ย เจวะ พัทธะภัณฑัง วา ปิจังงัง วา โสภะคะปิอิ อิติปิโส ภะคะวา โม ศัตรูทั้งหลายเอ๋ย เจวะ พัทธะภัณฑัง วา ปิจังงัง วา โสภะคะปิอิ อิติปิโส ภะคะวา พุทธ ศัตรูทั้งหลายเอ๋ย เจวะ พัทธะภัณฑัง วา ปิจังงัง วา โสภะคะปิติอิ อิติปิโส ภะคะวา ธา ศัตรูทั้งหลายเอ๋ย เจวะ พัทธะภัณฑัง วา ปิจังงัง วา โสภะคะปิติอิ อิติปิโส ภะคะวา ยะ ศัตรูทั้งหลายเอ๋ย เจวะ พัทธะภัณฑัง วา นะจังงัง วา โสภะคะปิติอิ ฯ ''เมื่ออยู่กลางดงเสือสิงห์กระทิงแรด หมั่นภาวนาพระคาถานี้ ศัตรูไม่รบกวนเลย'' qjati7hqigvx03gfq6ihagvzphv3q9d บทกรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร 0 5186 293796 48241 2026-07-23T10:15:19Z Lunlumita 12009 293796 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} กัมมะโน กัตถาโน กัมมะ ปัจเจกะพุทโธ พุทธัง ทั่วจักวาฬัง ธัมมัง ทั่วจักวาฬัง สังฆัง ทั่วจักวาฬัง เมื่อเสร็จพิธีทำบุญและพระสงฆ์กล่าวรับแล้วให้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรของเราโดยว่าดังนี้ '''ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศลจากการเจริญภาวนานี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้ ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ ท่านจะอยู่ภพใดหรือภูมิใดก็ตาม ขอให้ท่านได้รับผลบุญนี้ แล้วโปรดอโหสิกรรม และอนุโมทนาบุญแก่ข้าพเจ้าด้วยอำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ''' nm124l48zp8mg7r2zwdawitm9yflyfe คาถาเสริมทรัพย์ 0 5290 293680 170313 2026-07-23T09:04:02Z Lunlumita 12009 293680 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 - จากหนังสือ [https://palungjit.org/attachments/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-pdf.5316866/ "พระคาถาแก้จน" พิมพ์ พ.ศ. 2562]}} {{no header}} ตั้ง นะโม 3 จบ '''พุทธะ มะอะอุ นะโม พุทธายะ ( ว่า 1 จบ )''' '''วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา''' '''วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มาณีมามะ พุทธัสสะ สะวาโหม''' ใช้สวดภาวนาก่อนนอน 3 จบ ตื่นนอนเช้า 3 จบ เวลาใส่บาตรจบขันข้าว 1 จบ แล้วให้ระลึกถึงพระรัตนตรัยและพระปัจเจกโพธิ อย่าได้เว้น นอกนั้นว่างเมื่อไหร่ท่องเมื่อนั้น จะบังเกิดโภคทรัพย์มากมาย. ==เิ่พิ่มเติม== *ไฟลภาพจากหนังสือ ''พระคาถาแก้จน'' [[ภาพ:คาถาพระปัจเจกโพธิ์โปรดสัตว์.pdf]] [[หมวดหมู่:คาถา]] bwpytboc8z7mh6ffqkbmxgbppeu91w7 293681 293680 2026-07-23T09:04:14Z Lunlumita 12009 293681 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 - จากหนังสือ [https://palungjit.org/attachments/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-pdf.5316866/ "พระคาถาแก้จน" พิมพ์ พ.ศ. 2552]}} {{no header}} ตั้ง นะโม 3 จบ '''พุทธะ มะอะอุ นะโม พุทธายะ ( ว่า 1 จบ )''' '''วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา''' '''วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มาณีมามะ พุทธัสสะ สะวาโหม''' ใช้สวดภาวนาก่อนนอน 3 จบ ตื่นนอนเช้า 3 จบ เวลาใส่บาตรจบขันข้าว 1 จบ แล้วให้ระลึกถึงพระรัตนตรัยและพระปัจเจกโพธิ อย่าได้เว้น นอกนั้นว่างเมื่อไหร่ท่องเมื่อนั้น จะบังเกิดโภคทรัพย์มากมาย. ==เิ่พิ่มเติม== *ไฟลภาพจากหนังสือ ''พระคาถาแก้จน'' [[ภาพ:คาถาพระปัจเจกโพธิ์โปรดสัตว์.pdf]] [[หมวดหมู่:คาถา]] hmcjvsosntfyujqjyzbsm21eqc4mqwg ไฟล์:Analytics 18-11-49.gif 6 7508 293686 12706 2026-07-23T09:08:31Z Lunlumita 12009 293686 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 – ภาพจับหน้าจอของซอฟต์แวร์ มีลิขสิทธิ์ (ตาม [[:Commons:Screenshots#Software]])}} Executive summary from Google Analytics for Wikisource 18 November 2006 alywceti59fb91x2m9mqlwsvghca3qj ไฟล์:Analytics 18-11-49 content.gif 6 7510 293685 12708 2026-07-23T09:08:23Z Lunlumita 12009 293685 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 – ภาพจับหน้าจอของซอฟต์แวร์ มีลิขสิทธิ์ (ตาม [[:Commons:Screenshots#Software]])}} Content summary from Google Analytics for Wikisource 18 November 2006 h8h6v47c2vhcuhiqaocdjxcixangnw5 ไฟล์:Analytics 18-11-49 marketing.gif 6 7511 293684 12709 2026-07-23T09:08:17Z Lunlumita 12009 293684 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 – ภาพจับหน้าจอของซอฟต์แวร์ มีลิขสิทธิ์ (ตาม [[:Commons:Screenshots#Software]])}} Marketing summary from Google Analytics for Thai Wikisource 18 November 2006 a7lw3836qrbez4kng82phoqtv0aob20 วิกิซอร์ซ:กูเกิ้ลอนาลีติก 4 7512 293678 89163 2026-07-23T09:01:13Z Lunlumita 12009 293678 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - หน้านี้มีไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ได้รับการใช้งาน (ตั้งแต่ปี 2006 หรือ 20 ปีที่แล้ว)}} {{อดีต}} ==18 พฤศจิกายน 2549== [[ภาพ:Analytics 18-11-49.gif]] [[ภาพ:Analytics 18-11-49 content.gif]] [[ภาพ:Analytics 18-11-49 marketing.gif]] 1uze2g4qv02r0kpmpctr4xalyla56fe ไฟล์:คาถาพระปัจเจกโพธิ์โปรดสัตว์.pdf 6 7514 293679 12717 2026-07-23T09:03:38Z Lunlumita 12009 293679 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 - จากหนังสือ [https://palungjit.org/attachments/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-pdf.5316866/ "พระคาถาแก้จน" พิมพ์ พ.ศ. 2562]}} ไฟล์รูปภาพของหนังสือ "พระคาถาแก้จน" f0a9y752a7sp6sq8lud7trqq4gajq9b 293682 293679 2026-07-23T09:04:28Z Lunlumita 12009 293682 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 - จากหนังสือ [https://palungjit.org/attachments/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-pdf.5316866/ "พระคาถาแก้จน" พิมพ์ พ.ศ. 2552]}} ไฟล์รูปภาพของหนังสือ "พระคาถาแก้จน" c7crw23cbnzfp7kgfr0z0rmapukf9ss บทสวดพระมหาบรมจักพรรดิ 0 8209 293794 21771 2026-07-23T10:15:12Z Lunlumita 12009 293794 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} '''โดยย่อ''' นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ (3จบ) แล้วสำรวมกายวาจาใจนึกถึงครูบาอาจารย์ที่เคารพหรือท่านหลวงปู่ทวดแล้วตั้งพุทธานุสติถึงพระพุทธเจ้าและคุณงามความดีของท่าน แล้วกล่าวว่า... นะโมพุทธายะ พระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลี จะมหาเถรัง อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ (สวด 3 จบ หรือตามกำลังวัน อาทิต 6 จบ/ จันทร์ 15 จบ / อังคาร 8 จบ/พุธ17 จบ /พฤหัสฯ 19 จบ /ศุกร์ 21 จบ / เสาร์10 จบ) เนื้อหาเพิ่มเติมอ่านที่เว็บ www.watthummuangna.com pkuetepbqd9e5k778noklq473nqc3db ไฟล์:King Bhumibol 6th cycle birthday logo.jpg 6 8212 293677 13650 2026-07-23T08:59:39Z Lunlumita 12009 293677 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 – ไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์}} ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ szidfgo7r0suolp59b8eg9cutqees8u วิกิซอร์ซ:ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา 4 10093 293676 89167 2026-07-23T08:58:59Z Lunlumita 12009 293676 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - หน้านี้มีไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ได้รับการใช้งาน (ตั้งแต่ปี 2006 หรือ 20 ปีที่แล้ว)}} {{อดีต}} [[ภาพ:King Bhumibol 6th cycle birthday logo.jpg|250px]] '''ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา''' ขอจงทรงพระเจริญ เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยสืบต่อไป :ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้่าปกกระหม่อม :: วิกิซอร์ซภาษาไทย 0m7mrn043mmhtwlu9caavcq18z8vjrk จริยธรรมของพระโพธิสัตว์ ๑๐ ประการ 0 11360 293799 18556 2026-07-23T10:16:41Z Lunlumita 12009 293799 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} :๑. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าร่างกายจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ :( มีโรคภัยไข้เจ็บเป็นธรรมดา ) :๒. พระโพธิสัตว์ครองชีพโดยไม่ปรารถนาว่าจะไม่มีภยันตราย :( มีภัยอันตรายเป็นธรรมดา ) :๓. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าจะไม่มีอุปสรรคในการชำระจิตให้บริสุทธิ์ :( ย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา ) :๔. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าจะไม่มีมารขัดขวางการปฏิบัติภารกิจ :( จะต้องมีมารมาขัดขวางการปฏิบัติโพธิจิตเป็นธรรมดา ) :๕. พระโพธิสัตว์คิดว่าจะทำงานให้นานที่สุด โดยไม่ปรารถนาจะให้สำเร็จผลเร็ว :( ปล่อยวางเรื่องกาลเวลา ทำงานเพื่องาน ) :๖. พระโพธิสัตว์คบเพื่อนโดยไม่ปรารถนาว่าจะได้ผลประโยชน์จากเพื่อน :( รักผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ) :๗. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าจะให้คนอื่นตามใจตนเองเสมอไปทุกอย่าง :( ไม่มีความเห็นแก่ตัว ) :๘. พระโพธิสัตว์ทำความดีกับคนอื่น ไม่ปรารถนาสิ่งตอบแทน :( ต้องการให้คนอื่นพ้นทุกข์ ) :๙. พระโพธิสัตว์เห็นลาภแล้ว ไม่ปรารถนาจะมีหุ้นส่วนด้วย :(ไม่ปรารถนาในลาภและสรรเสริญ) :๑๐. พระโพธิสัตว์ เมื่อถูกใส่ร้ายป้ายสี ติเตียน นินทาแล้ว ไม่ปรารถนาจะได้โต้ตอบหรือฟ้องร้อง :( การใส่ร้ายป้ายสี ติเตียน นินทา เป็นธรรมดาของโลก ) :จริยธรรมทั้ง ๑๐ ประการนี้ เป็นการปฏิบัติธรรมชั้นสูงของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ เรียกว่า "มหาอุปสรรค" ซึ่งถ้าท่านผู้ปฏิบัติธรรม นำมาท่องทุกวัน จะช่วยขัดเกลาจิตใจให้ดีงาม ช่วยให้ง่ายต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน e2qqwsty1dx8c03d5j7kaz5j4yve7s5 คำอุทิศส่วนกุศลเวลาบำเพ็ญทาน 0 11361 293800 18559 2026-07-23T10:16:47Z Lunlumita 12009 293800 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} อิทัง เม ปุญญัง ผลบุญอันนี้ ที่ข้าพเจ้าได้น้อมถวาย ขอให้เป็นปัจจัย แก่มรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลอันใกล้นี้ด้วยเทอญ อิทัง เม ทานัง ผลทานอันนี้ ที่ข้าพเจ้าได้น้อมถวาย ขอให้ถึง แก่ บิดามารดา วงศาคณาญาติ และมิตรสหาย เปรตอสุรกาย เทวดาทั้งหลาย สรรพสัตว์ทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวร พระภูมิเจ้าที่ และบริวารของพระภูมิเจ้าที่ ที่บ้านของข้าพเจ้า ที่ทำงานของข้าพเจ้า ขอให้ได้รับ เอากุศลอันนี้ ที่ข้าพเจ้าได้น้อมถวาย สิ้นกาลนานเทอญ mkdrhg3ff91xajkz3ozi49ef9fm4nzt อารัมภกถา อรรถกถาสังยุตตนิกาย สคาถวรรค 0 13333 293770 25848 2026-07-23T10:04:07Z Lunlumita 12009 293770 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} '''สารัตถปกาสินี อรรถกถาสังยุตตนิกาย''' :'''อรรถกถาสังยุตตนิกายสวรรค''' : '''อารัมภกถา''' :ข้าพเจ้าพระพุทธโฆษาจารย์ ขอ :น้อมนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระ- :สุคตเจ้าผู้หลุดพ้นแล้วจากคติ ผู้มีพระทัย :เยือกเย็นสนิทด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ผู้ :มีความมืดคือโมหะอันแสงสว่างแห่งปัญญา :ขจัดแล้ว ผู้เป็นครูของชาวโลกทั้งหลาย :พร้อมทั้งมนุษย์และเทวดา. :พระพุทธเจ้าทรงทำให้แจ้งพระ- :สัพพัญญุตญาณ ทรงเข้าถึงพระธรรมใด :อันมีมลทินไปปราศแล้ว ข้าพเจ้าขอ :น้อมนมัสการพระธรรมอันเยี่ยมนั้นด้วย :เศียรเกล้า. :ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการด้วยเศียร- :เกล้า ซึ่งพระอริยสงฆ์เจ้าอยู่เป็นหมู่แห่ง :พระอริยบุคคลแม้ทั้งแปดพวก ผู้เป็นบุตร :อันเกิดแต่พระอุระของพระสุคตเจ้า ผู้ย่ำยี :เสียได้ซึ่งมารและเสนามาร. :บุญใด สำเร็จแล้วด้วยการกราบไหว้พระรัตนตรัยของข้าพเจ้าผู้มีจิต เลื่อมใสแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้มี อันตรายอันขจัดดีแล้ว อรรถกถาใด อันพระขีณาสพ ๕๐๐ องค์ ผู้ชำนาญ แตกฉานในปฏิสัมภิทาช่วยกันร้อยกรอง แล้วตั้งแต่ปฐมสังคายนา ต่อมามีการ ร้อยกรองอีกสองครั้ง คือในทุติย-ตติยสังคายนา เพื่อประกาศเนื้อความของ ปกรณ์สังยุตตนิกายอันประเสริฐ ซึ่งประดับด้วยวรรคแห่งสังยุตอันจำแนก ญาณต่าง ๆ ที่พระพุทธะและสาวกของพระพุทธะพรรณนาไว้ดีแล้ว ก็อรรถกถา นั้นแหละ อันพระมหินทเถระผู้ชำนาญจากประเทศอินเดียนำมายังเกาะสิงหล (ประเทศศรีลังกา) ต่อมาได้ประดิษฐานไว้ด้วยภาษาสิงหล เพื่อประโยชน์ แก่หมู่ชนชาวเกาะ ข้าพเจ้านำอรรถกถาภาษาสิงหลออกแปลเป็นภาษามคธซึ่ง เป็นภาษาที่น่ารื่นรมย์ ถูกต้องตามระเบียบพระบาลีไม่มีภาษาอื่นปะปน ไม่ ขัดแย้งทฤษฎีของพระเถระทั้งหลาย ผู้อยู่ในมหาวิหาร ผู้เป็นดังประทีปของ เถระวงศ์ ผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ละเอียดรอบคอบ จักตัดข้อความที่ซ้ำ ๆ ออกแล้ว จักประกาศเนื้อความอรรถกถาสังยุตตนิกายนี้ เพื่อความชื่นชมยินดีของสาธุชน และเพื่อดำรงอยู่สิ้นกาลนานแห่งพระธรรม. :การพรรณนาอันใด ที่กระทำไว้ในพระนครทั้งหลาย อันสืบเนื่อง มาจากพระนครสาวัตถี ภายหลังได้ร้อยกรองอีกสองครั้งนั้น ได้ยินว่า เรื่อง ทั้งหลาย และพุทธพจน์ที่กล่าวไว้ในพระนครนั้นเป็นไปโดยพิสดาร ข้าพเจ้า จักกล่าวอรรถกถานั้นในที่นี้จักไม่กล่าวให้พิสดารเกินไป ส่วนอรรถกถาแห่ง พระสูตรเหล่าใดเว้นจากเรื่องย่อมไม่แจ่มแจ้ง เพื่อความแจ่มแจ้งแห่งพระสูตร นั้น ข้าพเจ้าก็จักแสดงเรื่องเหล่านั้น. :พุทธพจน์เหล่านั้น คือ สีลกถา ธุดงคธรรม พระกรรมฐานทั้งปวง ความพิสดารของฌานและสมาบัติ ทั้งประกอบด้วยจริยะและวิธีการ อภิญญา ทั้งหมด คำวินิจฉัยอันผนวกด้วยปัญญา ขันธ์ ธาตุ อายตนะ อินทรีย์ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาทเทศนาซึ่งไม่นอกแนวพระบาลีมีนัยอันละเอียด รอบคอบ และวิปัสสนาภาวนา คำที่กล่าวมานี้ทั้งหมดข้าพเจ้ากล่าวไว้ใน วิสุทธิมรรคแล้วอย่างบริสุทธิ์ดี เพราะฉะนั้น ในที่นี้ จักไม่วิจารณ์เรื่องทั้งหมด นั้นอีก ก็เพราะคัมภีร์วิสุทธิมรรคที่ข้าพเจ้ารจนาไว้ด้วยประการดังกล่าวมานี้ แหละ ดำรงอยู่ท่ามกลางแห่งนิกายทั้ง ๔ จักประกาศข้อความตามที่กล่าวไว้ใน นิกายทั้ง ๔ เหล่านั้น ฉะนั้น ขอสาธุชนทั้งหลายจงถือเอาคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น กับอรรถกถานี้ แล้วจักทราบข้อความตามที่อิงอาศัยคัมภีร์สังยุตตนิกายนั้นได้. :ในพระคัมภีร์เหล่านั้น คัมภีร์ชื่อว่า สังยุตตนิกาย มี ๕ วรรค คือ สคาถวรรค นิทานวรรค ขันธวรรค (บาลีเป็นขันธวารวรรค) สฬายตนวรรค มหาวรรค เมื่อว่าโดยสูตรมี ๗,๗๖๒ สูตร นี้ชื่อว่า สังยุตตสังคหะ. เมื่อว่า โดยภาณวารมี ๑๐๐ ภาณวาร. ในวรรคแห่งสังยุตนั้นมีสาคาถวรรคเป็นเบื้องต้น. ในสูตรทั้งหลาย มีโอฆตรณสูตร เป็นเบื้องต้น. คำพระสูตรว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้น ที่ท่านพระอานนทเถระกล่าวไว้ในเวลาทำปฐมมหาสังคีตินั้น มีนิทาน เป็นเบื้องต้น. ก็ปฐมมหาสังคีตินี้นั้น ท่านพระอรรถกถาจารย์ให้พิสดารไว้ใน เบื้องต้น ของอรรถกถาทีฆนิกายสุมังคลวิลาสินี เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบ ปฐมมหาสังคีตินั้นโดยนัยอันพิสดารในที่นั้นเถิด. : '''จบอารัมภกถา''' 81rvc3rw5vlrce4gm051xmo8b5xdbee แสงเดือน 0 13654 293766 26959 2026-07-23T10:02:39Z Lunlumita 12009 293766 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} นวล แสงนวลผ่องงามตา แสงจันทรา ส่องเรืองฟากฟ้าไกล งาม แสงงามผ่องอำไพ ย้อมดวงใจ ให้คงคลั่งไคล้เดือน ชมแล้วชมเล่า เฝ้าชะแง้แลดู เพลินพิศเพลินอยู่ ไม้รู้ลืมเลือน เดือน แสดงเดือนผ่องวันเพ็ญ แสงจันทร์เพ็ญ เด่นงามใดจะเหมือน โฉมงามเทียบ เปรียบเดือนแสงงาม 6b0rgf5t1rd66rqorj2ljthqpcodjpe ไฟล์:IEZoneSettingforiScript.png 6 13838 293687 27459 2026-07-23T09:09:41Z Lunlumita 12009 293687 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 – ภาพจับหน้าจอของซอฟต์แวร์ มีลิขสิทธิ์ (ตาม [[:Commons:Screenshots#Software]]) และไม่มีการใช้งานแล้ว}} ภาพประกอบการตั้งค่า Trusted sites ในไออีสำหรับ[[WS:iScript|สคริปต์จัดให้]] d0lbwd4p0gm2sfkifxevdbzcsffcvjh ไฟล์:IEPopupSettingforiScript.png 6 13840 293688 27461 2026-07-23T09:09:46Z Lunlumita 12009 293688 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 – ภาพจับหน้าจอของซอฟต์แวร์ มีลิขสิทธิ์ (ตาม [[:Commons:Screenshots#Software]]) และไม่มีการใช้งานแล้ว}} ภาพประกอบการตั้งค่า Pop-up blocker ในไออีสำหรับ[[WS:iScript|สคริปต์จัดให้]] squm5wdi5atlp289cw5xemkalwcxhwz ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ 0 13880 293762 28045 2026-07-23T10:00:57Z Lunlumita 12009 293762 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} {{หัวเรื่อง |ชื่อเรื่อง=[[บทอาขยาน]] บทหลัก''' ระดับประถมศึกษา '''&nbsp; |ชื่อเรื่องย่อย=ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ |วิกิพีเดียชื่อเรื่อง= |ผู้แต่ง=พระยาอุปกิตศิลปสาร |ผู้แต่งไม่ลิงก์= |วิกิพีเดียผู้แต่ง= |ผู้แปล= |เรื่องก่อนหน้า= |เรื่องถัดไป= |ก่อนหน้า=[[วิชาเหมือนสินค้า]] |ถัดไป=[[ผู้ชนะ]] |หมายเหตุ=คัดเลือกโดยกรมวิชาการ }} ;โคลงนำ [[โคลงสี่สุภาพ]] {|align="center" |'''๏''' มวลมนุษย์ผู้เปรื่อง | ปรีชา เชี่ยวแฮ |- | เพราะใคร่ใฝ่ศึกษา | สิ่งรู้ |- | รู้กิจผิดชอบหา | เหตุสอด ส่องนา |- | นี่แหละบุคคลผู้ | เพียบด้วยความเจริญ |- |} ;[[กาพย์ยานี ๑๑]] {|align="center" |<poem> มวลผู้ชูปรีชา เสาะวิทยาไม่ห่างเหิน ผิดชอบกอบไม่เกิน รู้ดำเนินตามเหตุผล ชื่อว่าปรีชาดี ผิดชอบมีพิจารณ์ยล ผู้นั้นจักพลันดล พิพัฒน์พ้นจักพรรณนา ควรเราผู้เยาว์วัย จงใฝ่ใจการศึกษา อบรมบ่มวิทยา ปรุงปรีชาให้เชี่ยวชาญ ขั้นนี้จักชี้ว่า มีปัญญาไม่สมฐาน ต้องหัดดัดสันดาน กอบวิจารณ์ใช้ปัญญา สังเกตตามเหตุผล ผิดชอบยลด้วยปรีชา ดังนี้จึงชี้ว่า มีปัญญาอย่างเพียบเพ็ญ มีดพร้าถาหินให้ มีดคมได้มิยากเย็น ถ้าใช้มีดไม่เป็น ฟันคนเล่นโทษมหันต์ เมื่อใดใช้มีดเป็น กอบกิจเห็นคุณอนันต์ ปัญญากล่าวมานั้น เปรียบได้กันกับศัสตรา </poem> |- |} [[หมวดหมู่:โคลงสี่สุภาพ]] [[หมวดหมู่:บทอาขยาน]] [[หมวดหมู่:กาพย์ยานี ๑๑]] 7jaev82xp6d9s2euah8kdnckwhmlagc ไฟล์:ThaiWS Analytics JantoFeb2008.jpg 6 14272 293692 29058 2026-07-23T09:16:48Z Lunlumita 12009 293692 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 – ภาพจับหน้าจอของซอฟต์แวร์ มีลิขสิทธิ์ (ตาม [[:Commons:Screenshots#Software]]) และไม่ได้ใช้งานแล้ว}} == คำอธิบายโดยย่อ == {{nonfreeimage | คำอธิบายภาพ = ภาพแสดงสถิติวิกิซอร์ซ เดือน มกราคม-เมษายน 2551 | เจ้าของลิขสิทธิ์ = กูเกิล | เว็บไซต์ที่มา = http://www.google.com/analytics/ | เหตุผลในการใช้ภาพ = ใช้แสดงสถิติในเชิงกราฟิกส์ }} qyzcgp86w5y4af4828v56sw4wjzchuf ไฟล์:ThaiWS Analytics JantoFeb2008 Keywords.jpg 6 14273 293693 29059 2026-07-23T09:16:53Z Lunlumita 12009 293693 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 – ภาพจับหน้าจอของซอฟต์แวร์ มีลิขสิทธิ์ (ตาม [[:Commons:Screenshots#Software]]) และไม่ได้ใช้งานแล้ว}} == คำอธิบายโดยย่อ == {{nonfreeimage | คำอธิบายภาพ = ภาพแสดงสถิติวิกิซอร์ซ เดือน มกราคม-เมษายน 2551 | เจ้าของลิขสิทธิ์ = กูเกิล | เว็บไซต์ที่มา = http://www.google.com/analytics/ | เหตุผลในการใช้ภาพ = ใช้แสดงสถิติในเชิงกราฟิกส์ }} 5rrc3jnc4e0hedgvlieu82pbq58zmdj ไฟล์:ThaiWS Analytics JantoFeb2008 Top contents.jpg 6 14274 293694 29060 2026-07-23T09:16:59Z Lunlumita 12009 293694 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 – ภาพจับหน้าจอของซอฟต์แวร์ มีลิขสิทธิ์ (ตาม [[:Commons:Screenshots#Software]]) และไม่ได้ใช้งานแล้ว}} == คำอธิบายโดยย่อ == {{nonfreeimage | คำอธิบายภาพ = ภาพแสดงสถิติวิกิซอร์ซ เดือน มกราคม-เมษายน 2551 | เจ้าของลิขสิทธิ์ = กูเกิล | เว็บไซต์ที่มา = http://www.google.com/analytics/ | เหตุผลในการใช้ภาพ = ใช้แสดงสถิติในเชิงกราฟิกส์ }} 5rrc3jnc4e0hedgvlieu82pbq58zmdj วิกิซอร์ซ:สถิติ/จำนวนผู้ใช้งาน 4 14278 293689 29067 2026-07-23T09:11:30Z Lunlumita 12009 สถิติที่ไม่ได้อัปเดตเกือบ 20 ปีแล้ว 293689 wikitext text/x-wiki {{เว็บย่อ|userstats}} '''โครงการนับจำนวนผู้ใช้งานในวิกิซอร์ซ''' เป็นส่วนหนึ่งของ [[วิกิซอร์ซ:สถิติ|โครงการสถิติในวิกิซอร์ซ]] ข้อมูลด้านล่างได้ข้อมูลจากการติดตั้ง[[:w:จาวาสคริปต์|จาวาสคริปต์]]ลงในส่วนของโปรแกรม[[:w:มีเดียวิกิ|มีเดียวิกิ]] และใช้ระบบของ[[:w:กูเกิล แอนะลิติกส์|กูเกิล แอนะลิติกส์]] ซึ่งเป็นระบบให้บริการฟรีช่วยในการนับจำนวนบทความ สำหรับผู้ที่สนใจดูสถิติอย่างละเอียด ติดต่อที่ [[ผู้ใช้:Manop]] สำหรับอ้างอิงกับเว็บไซต์ไทยเว็บอื่น ซึ่งสามารถดูได้ที่ [http://truehits.net/index_ranking.php อันดับเว็บไซต์ไทยจาก ทรูฮิตส์] ; ปัญหาในปัจจุบัน : ใช้ระบบของแอนะลิติกส์ ซึ่งทำให้ทุกคนไม่สามารถเข้าดูได้อย่างอิสระต้องผ่านการล็อกอิน ซึ่งถ้าใครสามารถเขียนโปรแกรมเก็บสถิติได้อย่างเสรี ให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย อนาคตจะได้ลดส่วนนี้ออกไป <!-- == สถิติ กุมภาพันธ์ 2551 == [[ภาพ:ThaiWS Analytics JantoFeb2008.jpg]] === หน้านิยม === [[ภาพ:ThaiWS Analytics JantoFeb2008 Top contents.jpg]] === คำสำคัญที่ค้นหาผ่านเสิร์ชเอนจิน === [[ภาพ:ThaiWS Analytics JantoFeb2008 Keywords.jpg]] --> [[หมวดหมู่:วิกิซอร์ซ]] lczuzan22nz0hermcyqzqiqxg9auugq 293690 293689 2026-07-23T09:15:53Z Lunlumita 12009 293690 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - หน้าที่ไม่ได้ใช้งานอีกแล้ว เพราะปัจจุบันวิกิมีเดียมีเครื่องมืออื่นในทางสถิติ ประกอบกับบุคคลต่าง ๆ ที่ระบุไว้น่าจะพ้นจากความรับผิดชอบที่นี่ไปแล้ว (ไม่เคลื่อนไหวตั้งแต่ 2008 หรือเกือบ 20 ปี))}} {{เว็บย่อ|userstats}} '''โครงการนับจำนวนผู้ใช้งานในวิกิซอร์ซ''' เป็นส่วนหนึ่งของ [[วิกิซอร์ซ:สถิติ|โครงการสถิติในวิกิซอร์ซ]] ข้อมูลด้านล่างได้ข้อมูลจากการติดตั้ง[[:w:จาวาสคริปต์|จาวาสคริปต์]]ลงในส่วนของโปรแกรม[[:w:มีเดียวิกิ|มีเดียวิกิ]] และใช้ระบบของ[[:w:กูเกิล แอนะลิติกส์|กูเกิล แอนะลิติกส์]] ซึ่งเป็นระบบให้บริการฟรีช่วยในการนับจำนวนบทความ สำหรับผู้ที่สนใจดูสถิติอย่างละเอียด ติดต่อที่ [[ผู้ใช้:Manop]] สำหรับอ้างอิงกับเว็บไซต์ไทยเว็บอื่น ซึ่งสามารถดูได้ที่ [http://truehits.net/index_ranking.php อันดับเว็บไซต์ไทยจาก ทรูฮิตส์] ; ปัญหาในปัจจุบัน : ใช้ระบบของแอนะลิติกส์ ซึ่งทำให้ทุกคนไม่สามารถเข้าดูได้อย่างอิสระต้องผ่านการล็อกอิน ซึ่งถ้าใครสามารถเขียนโปรแกรมเก็บสถิติได้อย่างเสรี ให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย อนาคตจะได้ลดส่วนนี้ออกไป <!-- == สถิติ กุมภาพันธ์ 2551 == [[ภาพ:ThaiWS Analytics JantoFeb2008.jpg]] === หน้านิยม === [[ภาพ:ThaiWS Analytics JantoFeb2008 Top contents.jpg]] === คำสำคัญที่ค้นหาผ่านเสิร์ชเอนจิน === [[ภาพ:ThaiWS Analytics JantoFeb2008 Keywords.jpg]] --> [[หมวดหมู่:วิกิซอร์ซ]] r3ya9g267syv9vm9vjpta4su5s7r672 วิกิซอร์ซ:สถิติ 4 14280 293691 29066 2026-07-23T09:16:17Z Lunlumita 12009 293691 wikitext text/x-wiki หน้านี้ สรุปสถิติที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวิกิซอร์ซภาษาไทย ในปัจจุบันมีหน้าที่นับได้ว่าเป็นบทความทั้งหมด '''{{NUMBEROFARTICLES}}''' หน้า จำนวนผู้เข้าชมวิกิซอร์ซมากที่สุดคือ 183,356 คน เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2551 โดยมีการเข้าชม 705,577 หน้า <sup>[[วิกิซอร์ซ:สถิติ/จำนวนผู้ใช้งาน|อ้างอิง]]</sup> ; หน้าสถิติในวิกิซอร์ซไทย * [[พิเศษ:Statistics|หน้าสถิติของระบบ]] จำนวนบทความ จำนวนผู้ลงทะเบียน และจำนวนหน้าทั้งหมด <!-- * [[วิกิซอร์ซ:สถิติ/จำนวนผู้ใช้งาน]] --> * [[:m:Wikisource|สถิติจากโครงการวิกิมีเดีย]] รวมวิกิซอร์ซทุกภาษา * [http://stats.wikimedia.org/wikisource/EN/TablesWikipediaTH.htm สถิติการใช้งาน] จำนวนผู้เขียน จำนวนบทความแยกโดยละเอียด [[หมวดหมู่:วิกิซอร์ซ]] 55tv5u9vxgxfh1k7pqrog5n07dug501 พระคาถาแผ่เมตตาไปทั่ว 3 โลก 0 14325 293802 29250 2026-07-23T10:18:26Z Lunlumita 12009 293802 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} นโม พุทธสิกขีพระพุทธเจ้า นโม สรรพพุทธานัง นโม สรรพธัมมานัง นโม สรรพสังฆานัง นโม อิติ อิติ โพธิสัตว์ โอม ฉัพพรรณรังสีพระพุทธเจ้า โอม ท่านท้าวจาตุรมหาพรหม โอม ท่านท้าวพยายมราช โอม ท่านท้าวสักกะเทวราช โอม ท่านท้าวจาตุรมหาราช ลูกขออุทิศส่วนกุศลด้วย อิทัง ปุญญะพะลัง ผลบุญใดที่ลูกได้สั่งสมมารวมทั้งสวดพระนามพระผู้มีพระภาคเจ้า ลูกขอแผ่ส่วนกุศลไปกับฉัพพรรณรังสีรัศมีหกประการขององค์สมเด็จพระพิชิตมารศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ขอได้โปรดดลบันดาลให้สรรพสัตว์ทั้งสามโลก เจ้ากรรมนายเวร และญาติมิตร มีความสุขสำเร็จในชีวิต ได้หลุดพ้นจากวัฎสงสาร โดยสิ้นเชิง ด้วยพระบารมีมิอาจประมาณ ลูกขอน้อมนอบนมัสการด้วยจิตใจ ขอให้สรรพสัตว์ทั้ง 3 โลก เจ้ากรรมนายเวรญาติมิตรและจิตลูกสว่างสะอาดสดใส หลุดพ้นไซร้สู่บ้านพระนิพพานพร้อมด้วยบริวารทุกท่านเทอญ สัมปะติจฉามิ สัมปะจิตฉามิ นิพพานสุขัง mhd43vffufkzep6eh61uroygkiv0hbc สักวา 0 14412 293773 29374 2026-07-23T10:05:58Z Lunlumita 12009 293773 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} บทที่ ๔ บทสักวา ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ สักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน ไม่เหมือนแม้นพจมานที่หวานหอม กลิ่นประเทียบเปรียบดวงพวงพะยอม อาจจะน้อมจิตโน้มด้วยโลมลม แม้นล้อลามหยามหยาบไม่ปลาบปลื้ม ดังดูดดื่มบอระเพ็ดต้องเข็ดขม ผู้ดีไพร่ไม่ประกอบชอบอารมณ์ ใครฟังลมเมินหน้าระอาเอย 577xxkb1gm08vzt6g9a7w8xxayhid74 มหาเวสสันดรชาดก 0 14424 293775 227488 2026-07-23T10:06:33Z Lunlumita 12009 293775 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} โส โพธิสตฺโต ปางนั้นสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ ตรัสได้ทรงฟังพระลูกน้อย ทรงกันแสงทูลละห้อยวันนั้น กลั้นพระโศกมิได้ละอายพระทัยแก่เทพยดา เสด็จเข้าสู่ภายในพระบรรณศาลา ซบพระพักตราทรงพระกันแสงสะอื้นไห้ ว่าโอ้เจ้าเพื่อนเข็ญใจของพ่อเอ่ย เจ้าเคยกระทำกรรมไว้เป็นไฉน จึ่งมาตกเข็ญใจไร้ยากอนาถา ให้พราหมณ์ชราร่างร้ายกาจ ตะแกมาทำสีหนาทโพยโบยตี โอเวลาปานฉะนี้ก็สายัณห์ คนทั้งหลายเขาเรียกกันกินอาหาร บ้างก็เล้าโลมลูกหลานให้อาบน้ำแล้วหลับนอน แต่สองบังอรของพ่อนี้ ใครจะปราณีให้นมน้ำ ก็จะตรากตรำลำบากใจ ที่ไหนจะเดินได้ด้วยพระบาทเปล่า ทั้งไอแดดจะแผดเผาให้พุพอง จะชอกช้ำคล้ำเป็นหนองลงลามไหล สองสุริยวงศ์ตั้งแต่ว่าจะทรงกันแสงไห้ สุดอาลัยของพ่อแล้วที่จะติดตาม จะบ่ายหน้าไปหาพราหมณ์เมื่อยามเย็น เฒ่าจัญไรไหนเลยจะเห็นด้วยสองเจ้า มีแต่จะรุกเร้าคำรามตี ธชีเอ่ยกระไรเลยไม่เกรงขามเราบ้างเมื่อยามจน จะคิดดูบ้างเป็นไรว่าลูกทั้งสองคนคู่ชีวาตม์ ยังตัดใจให้ขาดมิให้เสียประโยชน์ แต่ก่อนโสดข้าสินไถ่สืบมาถึงสี่ชั่ว ผู้อื่นรู้ก็เกรงกลัวไม่ทำได้เหมือนพราหมณ์ผู้นี้ เสมือนหนึ่งพรานเบ็ดมาตีปลาที่หน้าไซ บรรดาปลาจะเข้าไปให้แตกฉาน ตัวเราผู้ทำทานเหมือนตัวปลา พระโพธิญาณในภายหน้านั้นคือไซ ปรารถนาจะเข้าไปจึ่งยกพระลูกให้เป็นทานบารมี พระลูกรักทั้งสองศรีดั่งกระแสสินธุ์ พราหมณ์ประมาทหมิ่นมาด่าตี เสมือนกระทุ่มวารีให้ปลาตื่น นำพระทัยท้าวเธอถอยคืนจากอุเบกษา บังเกิดอวิชชามาห่อหุ้ม พระปัญญานั้นกลัดกลุ้มไปด้วยโมโหให้ลุ่มหลง โทโสเข้าซ้ำส่งให้บังเกิดวิหิงสาขึ้นทันที ว่าอุเหม่! อุเหม่! พราหมณ์ผู้นี้นี่อาจองทะนงหนอ มาตีลูกต่อหน้าพ่อไม่เกรงใจ ธชีเอ่ยกูมาอยู่ป่าเปล่าเมื่อไร ทั้งพระขรรค์ศิลป์ชัยก็ถือมา ก็ทรงพระแสงธนูศรกระสันมั่นกับมือ ฆ่าพราหมณ์ผู้นี้เสียเถิดหรือ เธอก็ฮึดหื้ออยู่แต่ในพระทัย ภายหลังจึ่งตั้งจิตพิจารณาในพระอริยประเพณีหน่อพุทธางกูร ก็รู้ว่าอาตมะนี่เพิ่มพูนมหาปุตตบริจาคเจียวสิหว่า เมื่อพระปัญญาบังเกิดมี พระบรมราชฤษีเธอจึ่งตรัสสอนพระองค์เองว่า ดูกรมหาเวสสันดร อย่าอาวรณ์โว้เว้ทำเนาเขา ข้ากับเจ้าเขาจะตีกันไม่ต้องการ ให้ลูกเป็นทานแล้ว ยังมาสอดแคล้วเมื่อภายหลัง ท้าวเธอจึ่งตั้งพระสมาธิระงับดับพระวิโยค กลั้นพระโศกสงบแล้ว พระพักตร์ก็ผ่องแผ้วแจ่มใส ดุจทองอุไรทั้งแท่ง อันบุคคลจะแกล้งหล่อแล้วมาวางไว้ในพระอาศรม ตั้งแต่จะเชยชมพระปิยบุตรทานบารมี แห่งหน่อพระชินศรีเจ้า นั้นแล hksun5pwkrwnkd4y6vlgbljzh3eyxs5 เจ้าดวงมาลา 0 14744 293768 38838 2026-07-23T10:03:05Z Lunlumita 12009 293768 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} :เจ้าดวงมาลา ไปวัดด้วยข้า ทำบุญด้วยกัน :เด็ดเจ้าวันนี้ จะไปสู่สวรรค์ :ทำบุญด้วยกัน เถิดเจ้าดวงมาลา บทร้อยกรองเชิญดอกไม้ tqtowq5srtn4rtew6dk0pncl1mtky9l โคลงภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ 0 14785 293764 34059 2026-07-23T10:01:56Z Lunlumita 12009 293764 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} โคลงภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ ห้องที่ ๑ โคนำจำเพาะพ้อง พานประสบ ดอกประทุมห่อผอบ กลัดกลุ้ม บานกลีบกลิ่นตรลบ เลวงรื่น รสนา พระจึ่งเผยผอบอุ้ม บุตรแล้วรับขวัญ ฯลฯ กุศลดลแนะได้ ดวงจิต เป็นบุตรสุดสมคิด พ่อแล้ว พ่อจักเสกนามสฤษฎ์ พรสวัสดิ์ แม่นา จงชื่อสีดาแก้ว เกิดเกื้อบุญธรรม (พระยาศรีสุนทรโวหาร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระชนกฤษีทำพิธีบวงสรวง ไถได้นางสีดา แล้วลาเพศกลับเข้ากรุงมิถิลา นางสีดาเป็นธิดาทศกัณฐ์และนางมณโฑ เมื่อเกิดถูกทำนาย่วาจะผลาญญาติ จึงถูกใส่ผอบลอยมาจนกระชนกฤษีพบเจ้า และฝังดินฝากเทวดาไว้ ห้องที่ ๒ สมเด็จภูวนาถเจ้า จอมภพ ทรงตริเตรียมปรารภ เริ่มตั้ง พิธียกศิลป์ครบ ตามสาตร ไสยเฮย เสี่ยงสัตย์เสี่ยงบุญทั้ง เสี่ยงท้าวทุกนคร ท้าวใดเคยคู่สร้าง บุตรี กูนา ยกธนูโมฬี เชิดช้อน จักสมภิเษกศรี สายสวาดิ กูแฮ ใช่คู้แม้นคัดค้อน อย่าเขยื้อนสะเทื้อนไหว (พระยาศรีสุนทรโวหาร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวชนกปรารภจะหาคู่ให้นางสีดา จึงให้โหรหาฤกษ์ ห้องที่ ๓ ปางกษัตริย์เกษตรแคว้น สากล นครเฮย โดยรอบขอบมณฑล ทั่วหล้า ต่างทราบกิจนุสนธิ์ โดยราช- สาส์นนา ว่าบัดนี้ชนกท้าว ธิราชไท้มิถิลา ฯลฯ ให้กษัตริย์ไปเสี่ยงอ้าง บารมี ยกธนูโมฬี เลิศแล้ว ใครยกธนูศรี สวัสดิ์เชิด ได้นา จักภิเษกนางแก้ว กับผู้พยุงศิลป์ นานาอเนกร้อย เอ็ดกษัตริย์ ต่างยกพหลรัด รีบผ้าย ดลแดนเขตจังหวัด เมืองมิ- ถิลาแฮ ตั้งพลับพลาแยกย้าย รอบด้านแดนกรุง (พระยาศรีสุนทรโวหาร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวชนกให้ป่าวประกาศเชิญหน่อกษัตริย์ต่างเมืองมายกศรของพระอิศวรในกรุงมิถิลา ห้องที่ ๔ ปางองค์เยาวเรศล้ำ ลักษมี สถิตแทบปราสาทสี- หาสห้อง ดลใจนาฏทฤษฎี โดยช่อง แกลแล นัยน์เนตรนางเล็งต้อง เนตรไท้ผทมสินธุ์ กุศลสองก่อนสร้าง ทันถึง เสียวจิตรพิศวาสรึง รักร้อน ต่างองค์ต่างหลงตรึง ลานเสน่ห์ กันนา พระเหลือบเยาวลักษณ์ค้อน ตอบให้ในที (หลวงฤทธิพลไชย แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามสบเนตรนางสีดา ก่อนพิธียกมหาธนูโมฬี ของพระอิศวร ห้องที่ ๕ กฤษณุรักษ์รู้ ทีองค์ อนุชแฮ จึ่งเสด็จดำเนินหงส์ แช่มช้อย ยื่นหัตถ์ยกศิลป์ทรง ชูเชิด ไว้นา จะหนักแต่สักน้อย หนึ่งน้นฤๅมี เสร็จแสดงวรเดชน้าว สายศิลป์ ประลองแฮ ไหวหวั่นทั่วปถพิน แผ่นฟ้า พโยมพยับอับเมฆิน ครรชิต ช่วงนา วายุพัดปัดป่าวหล้า โลกแจ้งแสงสูริย์ (หลวงฤทธิพลไชย แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามยกมหาธนูโมฬีได้ ท้าวชนกจึงส่งราชสาส์นไปยังกรุงศรีอยุธยา ห้องที่ ๖ สองเสด็จโดยด่วนเฝ้า อัยกา ยบบาททูลจอมนรา ธิราชท้าว หลานรักจักขอลา บัวบาท พระเอย ไปอยุธยาด้าว ดุจได้สดับสาร ฯลฯ หลานรักจงรีบร้อน เร็วพลัน ไปอยุธย์โดยวัน เริ่มไว้ กอปรการวิวาห์สรร ศุภฤกษ์ สองนา ตามพระราชสาส์นไท้ ท่านท้าวบิตุรงค์ (พระยาสุนทรนุรักษ์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระพรตพระสัตรุดอนุชาของพระรามทูลลาท้าวไกยเกษ (พระอัยกา(ตา) ของพระพรต) เพื่อไปกรุงศรีอยุธยา ห้องที่ ๗ พระพรตพระสัตรุดพร้อม เสนี จากที่พักเสด็จลี- ลาศเฝ้า ถวายประณตฟังคดี บรมนาถ แห่งพระบิตุเรศเจ้า อยุทธ์ด้าวภูวดล ปางพงศ์จักรพรรดิเจ้า จอมธรรม์ เห็นพระโอรสพลัน ประภาษถ้อย ตรัสสั่งสุมันตัน เตรียมพยุห- ยาตรเฮย ไตรตรวจจงเรียบร้อย รุ่งแล้วจ้กจร (พระยาสุนทรนุรักษ์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระพรตพระสัตรุดทูลาท้าวไกยเกษไปกรุงศรีอยุธยาและตามเสด็จไปในงานวิวาห์ของพระรามที่กรุงมิถิลา ห้องที่ ๘ พระจอมเมรุมาศทั้ง นางสุชา- ดาเอย นำจักรีสีดา ด่วนคล้อย สรงชลสุคนธา เสร็จประดับ เครื่องนอ ดุจสุริยันจันทร์ย้อย หยัดหล้าเฉลิมศรี จวบฤกษ์เทวราชเจ้า จอมมัฆ- วานนา นำพระกฤษณุรักษ์ รีบแคล้ว สุจิตรานาฎนำลัก ษมีสู่ แท่นเอย สองร่วมเศวตรฉัตรแก้ว เกี่ยวด้วยการเฉลิม (พระยาสุนทรนุรักษ์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - อภิเษกพระรามกับนางสีดาในกรุงมิถิลา ห้องที่ ๙ รามสูรอสุรร้าย เริงทนง ถวิลจักประพาสดง ดับเศร้า ทรงเครื่องทิพย์เสด็จทรง ขวานเพชร ศรแฮ เหาะรีบลุป่าเข้า เขตรแคว้นมิถิลา ถึงรถเห็นราชทั้ง สององค์ ขุนราพพิศยุพยง หยาดฟ้า เหวยมนุษย์ไยทนง นามเช่น เราฮา พานาฎผาดผ่านหน้า จักล้างชิงสมร (ขุนท่องสื่อคนเก่า แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวทศรถ พระรามยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา พบรามสูรขวางหน้า พระรามรบกับรามสูร รามสูรเห็นเป็นพระนารายณ์จึงขอถวายศร พระรามฝากพระพิรุณรักษาไว้ ห้องที่ ๑๐ ทรพายินยิ่งแค้น หุนหัน โผนเผ่นทลวงถลัน ขวิดคว้า ทรพีย่อตัวนัน ยืนรับ รบพ่อ ตัวต่อตัวต่างกล้า ต่อโต้กลางแปลง กาสรสองเสี่ยวสู้ อลวน หายต่อหาญเชิงชน เชี่ยวรู้ ต่างคล่องต่างแคล่วยล เสมอจักร หมุนนา เสียงดุจลมพยุอู้ ทั่วทั้งอารัญ (ขุนโอวาทวรกิจ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - นนทกาลซึ่งเป็นยักษ์เฝ้าทวารกำแพงชั้นในของพระอิศวร เกิดกำเริบไปหยอกนางมาลีซึ่งเป็นนางฟ้า พระอิศวรกริ้วจึงสาปให้มาเกิดเป็นควายเผือกชื่อทรพา และให้มีบุตรชื่อทรพีฆ่าตาย ด้วยเหตุนั้นทรพาจึงฆ่าควายลูกชายทุกคนที่เกิดมา แต่นางนิลาซึ่งเป็นเมียตัวหนึ่งแอบไปคลอดลูกชายในถ้ำ และขอให้เทวดาช่วยรักษาควายดำลูกตัวนี้ชื่อทรพา เมื่อเติบใหญ่วัดรอยเท้าบิดาได้แล้ว จึงไปท้าทรพารบ และฆ่าทรพาตาย แล้วจึงกำเริบไปท้าเทวดาอื่นๆ รบจนถึงพระอิศวร ห้องที่ ๑๑ ปางไทเทเวศรเจ้า จอมสวรรค์ ยินอรรถวจนะอัน หยาบช้า จึ่งเผยพจน์เทพยบัญ- ชาตรัส เหม่ๆมึงนี่ท้า กล่าวถ้อยทารุณ เผยอยกยศเขย่งอ้าง อวดหาญ ทุดถ่อยทรพีพาล พูดเพ้อ หยามหยาบหยิ่งทยาน จักยุทธ์ กูฤๅ ยืนชงักแหงนชเง้อ ยื่นหน้าท้าทาย (ขุนโอวาทวรกิจ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทรพากำเริบมาท้ารบพระอิศวร พระอิศวรให้ไปท้าพาลีที่กรุงขีดขิน ห้องที่ ๑๒ ปางพาลีสดับถ้อย ผรุสกา- สรแฮ ทรงชักพระขรรค์อา- วุธแล้ว โกรธเฉกอัคนีมา ฟอนฟาด ทรวงแฮ โจนจากปราสาทแก้ว กาจเข้ารณรงค์ ทรพีจิตจ่อจ้อง คอยผจัญ มุขเบิ่งหยุดยืนยัน ขยับข้อ บุตรอินทร์อุกสอึกผัน พักตร์ต่อ ยุทธ์แฮ ขุนกระบือมิถดท้อ รับถ้าเร็วถึง (หมื่นนิพนธ์ไพเราะ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทรพีบุกเข้าถึงหน้าลานกรุงขีดขินท้าพาลีรบ ห้องที่ ๑๓ หกเทพย์ออกจากเบื้อง กายควาย แสดงฤทธิ์เพราพราย แพร่ถ้ำ เฉพาะกระบี่บฉาย โฉมเฉิด ลออเอย รเห็จจากสิงขรล้ำ ลุ้าพิมานเนา พาลียลแยบยิ้ม โผนทยาน จับกระบืออหังการ ฤทธิ์แกล้ว ทรพีต่อรำบาญ แรงพิบัติ ถอยเฮย กระบี่เทิดขรรค์แก้ว ฟาดต้องกาสร (หมื่นนิพนธ์ไพเราะ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พาลีลวงทรพีให้ไปสู้กันในถ้ำ และสั่งสุครีพว่าถ้าเลือดไหลออกมาข้นหมายความว่าเป็นเลือดทรพี ถ้าเลือดไหลออกมาเหลวเป็นเลือดตน ถ้าเป็นอย่างหลังให้สุครีพสั่งวานรขนหินปิดปากถ้ำเสีย หลังจากรบกัน ๗ วันพาลีฆ่าทรพีตายในถ้ำ ด้วยออกอุบายให้เทวดาหกองค์ที่รักษาทรพีออกจากกายของทรพี บังเอิญคืนก่อนนั้นฝนตก เลือดที่ไหลออกมานอกถ้ำจึงเหลยว สุครีพสำคัญผิดจึงให้พวกวานรขนหินปิดปากถ้ำเสีย พาลีโกรธขับไล่สุครีพออกจากเมืองไปอาศัยอยู่ที่อัมตังสิงขร เพราะนึกว่สุครีพคิดจะแย่งสมบัติกรุงขีดขิน ห้องที่ ๑๔ ฝ่ายกุจจีแต่ต้อง กสุนแผลง อาฆาตพระรามแหนง นึกร้าย พอการอภิเษกแจง จัดพรัก พร้อมเฮย ค่อมคิดแล้วรีบผ้าย สู่เฝ้ามหิษี พิไรว่าพระแม่เจ้า จอมไกย เกษเอย รามจักครองเวียงไชย เฉิดหล้า พระพรตยศหย่อนไฉน นึกอัป ยศเอย พระแม่ทูลอย่าช้า เรื่องท้าวสัตย์ปทาน (ขุนมหาสิทธิโวหาร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - นางกุจจีค่อมทูลยุยงนางไกยเกษีมิให้พระรามได้ราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา โดยให้ออกเดินป่าเป็นเวลา ๑๔ ปี เพราะเหตุว่าพระรามเมื่อทรงพระเยาว์เคยแกล้วนางโดยยิงกระสุนใส่หลังของนางแอ่นไปข้างหน้าแล้วกลับมาข้างหลังดังเดิม ทำให้นางได้รับความอับอาย ห้องที่ ๑๕ ฝ่ายกุจจีค่อมแจ้ง ขยิ่มใจ จรเฮย สมที่คิดกลใน นึกนั้น ถึงเข้ากราบอรไท ทูลเรื่อง สั่งนา ว่าอมาตย์มาชั้น โปรดเกล้าทูลเตือน ไกยเกษีสดับรู้ กิจสรรพ์ สั่งเอย จงกุจจีจรพลัน เถิดเจ้า บอกอมาตย์สุมันตัน ทูลพระ รามนา บิตุรศให้มาเฝ้า ที่ท้องพระโรงใน (ขุนมหาสิทธิโวหาร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวทศรถให้ตั้งกระบวนแห่พระรามเลียบเมือง เพื่อจะขึ้นครองราชย์ ห้องที่ ๑๖ พระลักษมณ์ทราบเหตุสิ้น แสนเคือง พระพี่บ่ได้เมือง มุ่นเศร้า จับศรฤทธิเรือง น้าวมุ่ง พระนางแฮ พระกฤษณ์ทราบเสด็จเข้า ยุดห้ามอนุชา พระบิตุรงค์ทรงสัตย์ไว้ เดิมมี กับแม่ไกยเกษี สั่งซ้ำ แรมป่าสิบสี่ปี จึงกลับ กรุงแฮ จำพี่จักผดุงค้ำ สัตย์นั้นคงควร (ขุนมหาสิทธิโวหาร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามเตรียมการบวชเป็นฤษี พระลักษมณ์ออกบวชตาม พระพรตจะฟันนางไกยเกษีมารดา เหตุที่ทำให้พระบิดาคือท้าวทศรถเสียพระทัยจนสิ้นพระชนม์ ห้องที่ ๑๗ ปางจอมอยุธเยศไท้ ทิวงคต สองมหิษีกำสรด โศกสอื้น จึงสองพระนักพรต สู่นิเวศน์ วังนา พร้อมหมู่อำมาตย์สดื้น ตื่นหน้านางสนทม จึงบรมนักสิทธิ์ให้ พนักงาน ยกพระสพสนานธาร ผ่องแผ้ว ทรงภูษิตอลงการ เครื่องกษัตริย์ เสร็จแฮ เชิญพระศพลงโกศแก้ว สถิตชั้นสุพรรณราย (นายเสถียรรักษา แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวทศรถสิ้นพระชนม์ ตั้งพระเมรุมาศท้าวทศรถ พระฤษีห้ามไม่ให้นางไกยเกษีและพระพรตขึ้นไปขมาพระศพ ห้องที่ ๑๘ ห้ากษัตริย์อีกทั้ง สองดา- บสแฮ มาที่ประชุมโยธา แห่งหั้น ให้พระพรตเนารา- ชะรถ ทรงเอย พาเที่ยวในไพรดั้น สืบไท้ทรงสังข์ ข้ามธารเหวโขดข้าง เนินไศล เห็นพฤกษ์ทิวไรไร ฝั่งน้ำ นามเรียกสะโตงใน แนวป่า นั้นนา รีบเร่งพหลล่วงล้ำ ลาศเข้าเขตนที (พระเทพกระวี แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระพรตพระสัตรุดกับสามชนนีซึ่งมีนางไกยเกษีรวมอยู่ด้วยออกตามพระราม เพื่อขอร้องให้กลับคืนกรุงศรีอยุธยา ห้องที่ ๑๙ ห้ากษัตริย์เสด็จข้าม เฉนียนชล ถึงฝั่งกับพวกพหล คับขั้ง ชนนีเสด็จเนาบน รถรีบ ยาตรเฮย ลุบริเวณชฎิลยั้ง หยุดพ้องพลพนท์ ทัพคั่งนอกเขตรด้าว กุฎี พระพรตเชิญชนนี เสด็จเต้า สองดาบสนำวิถี สี่กษัตริย์ จรแฮ ถึงถิ่นภารทวาชเข้า นบน้อมนักธรรม์ (พระเทพกระวี แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามพระลักษมณ์นางสีดา พบกับฤษีสรภังค์ ห้องที่ ๒๐ บัดนั้นพิราบร้าย เรืองฤทธิ์ จวบเจ็ดทิวาคิด ใคร่ผ้าย สวมสอดรัตนพิจิตร อ่าอาตม์ จับหอกทยานย้าย ยาตรเข้าไพรสัณฑ์ จับสัตว์กินอิ่มแล้ว ดึงลัดา มานอ ผูกบาทคชคอนคลา คล่าคล้อย ถึงสวนพิศพฤกษา เห็นหัก รทมเอย บ่าวเจ็บตายกว่าร้อย โกรธฟุ้งตวาดถาม (พระเจ้าราชรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุตรี ทรงนิพนธ์) - แปลร้อยแก้ว - พระราม พระลักษมณ์ นางสีดา เข้าสวนพิราพ และฆ่าพิราพตาย ห้องที่ ๒๑ วันนั้นยักษืชื่ออ้าง ชิวหา แปลงรูปคือพรหมตา หลับพริ้ง ลิ้นแลบปิดลงกา มืดทั่ว หลับสนิทดังว่าทิ้ง ร่างม้วยอาสัญ จอมราชไล่มคแล้ว เร่งพล กลับเฮย ถึงบูรีแลมน มืดหล้า ตรัสสั่งอสุรสกล เกรียวกู่ เรียกเฮย แต่สักตนฤๅอ้า ปากร้องรับขาน (นายโตเปรียญ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐืพระพาสป่าให้ชิวหาน้องเขยรักษาเมือง ชิวหาตระเวนรักษาเมืองจนง่วงนอนทนไม่ไหวแผลงฤทธิ์แลบลิ้นปิดเมืองไว้ ทศกัณฐ์กลับมาไม่เห็นเมือง ขว้างจักรถูกลิ้นชิวหาจนตาย ห้องที่ ๒๒ ปางขุนขรสถิตพร้อม เสนา ยลขนิษฐ์ขาดแขนขา จมูกหวิ้น หูปากแหว่งสงกา จึ่งตรัส ถามเอย นางสดับแสร้างแต่งลิ้น กล่าวล้วนดีสม เดิมลาทศพักตร์เข้า ไพรศรี สหนึ่งนาฏสองชี ยั่วเย้า น้องรักบ่ไยดี มันโกรธ ทำโทษเพียงข้าเจ้า จักม้วยมรณา (หม่อมเจ้าชายดำ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - นางสำมนักขาเมียชิวหามาเกี้ยวพระรามพระลักษมณ์ ถูกพระลักษมณ์ตัดหูตัดจมูก มาทูลฟ้องพระยาขรพี่ชาย พระยาขรยกทัพออกรบพระราม พระรามฆ่าตาย ห้องที่ ๒๓ ตรีเศียรได้สดับถ้อย พลทูล ทรงโศกอาดูรพูน เทวษเศร้า คิดถึงเหล่าประยูร พงศ์เผ่า ท่านเฮย สามโอษฐ์สั่งมาตย์เร้า ผูกช้างจัดพล ฯลฯ ราเมศรยลจักรเจ้า มัชวาร เวียนแฮ ทรงลั่นอัคนิวาตผลาญ จักรแก้ว จักรแหลกล่วงพะควาญ คชมอด ม้วยเฮย ขุนยักษ์ตกดินแล้ว เผ่นเข้าราวี (จมื่นทิพยเสนา แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระยาทูตกับพระยาตรีเศียรพี่ชายนางสำมนักขายกพลออกไปรบกับพระราม พระรามสังหารพระยาทูตและพระยาตรีเศียร ห้องที่ ๒๔ มารีศโลดล่อล้อ นเรศวร เห็นพระห่างหวางหวน หกเลี้ยว เผ่นโผนกระโจนจวน จักค่ำ ลงแฮ รามราชพิฆาตเขี้ยว ขับข้ามตามกวา ล้างผลาญมารมฤคล้า แรงแสยง เดชเฮย กลับพักตร์เป็นยักษ์แฝง ป่าป้อง ภูวนาภพิฆาตแผลง ศรเสียบ มารแฮ ยักษ์ร่ำทำเสียงร้อง ลักษมณ์อ้ามาพลัน (พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้วรวรรณากร ทรงนิพนธ์) - แปลร้อยแก้ว - นางสำมนักขามาทูลทศกัณฐ์ถึงความงามของนางสีดา ทศกัณฐ์หลงเชื่อ ให้มารีศแปลงกายเป็นกวางทองไปลวง แล้วตนเองแปลงเป็นฤษีเข้าลักนาง พระรามแผลงศรต้องมารีศตาย ห้องที่ ๒๕ ลูกลมสมเยศอ้าง หนุมาน จากพิถีสู่สถาน ถิ่นไม้ ประสบสองมหาศาล โสภาคย์ พรรณแฮ อยากสมานมิตรไท้ ท่านท้าวทางกล กำแหงแปลงเพศเพี้ยง พานร น้อยเฮย ปีนป่ายต่ายพฤกษ์จร จวบท้าว แผลงฤทธิ์ปลิดใบกร เก็บทุ่ม ทิ้งแฮ พระลักษมณ์ห้ามลิงห้าว ห่มไม้คลายทวี (พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้วรวรรณากร ทรงนิพนธ์) - แปลร้อยแก้ว - พระรามพระลักษมณ์ตามหานางสีดา พบสดายุ พระยานกบอกข่าวว่าทศกัณฐ์ลักไป สดายุถวายแหวนแล้วสิ้นใจ พระรามปลงศพให้แล้วติมตามพลีดเข้าไปในวงแขนยักษ์กุมพล โปรดยักษ์กุมพลพ้นทรมานกลับขึ้นไปแดนสวรรค์ ต่อมาหนุมานถวายตัว ห้องที่ ๒๖ ถึงประทับยับยั้งร่ม นิโครธา สุครีพบังคมลา บาทไท้ พระสรงเทพยสาตรา เสร็จรด กระบี่แฮ ออกโอษฐ์อวยพรให้ ฤทธิ์ร้าเรืองณรงค์ สุครีพลาเลื่อนขึ้น เวหาส เหินแฮ ลอยลิ่วตรงปราสาท เรียกร้อง เหวยๆ หน่อเทวราช เร่งออก มาเฮย ตัวท่านวันนี้ต้อง มอดม้วยมฤตยู พาลีดาลเดือดได้ ยินอนุช เรียกนา จับพระขรรคาวุธ วิ่งคว้าง ดาราวิเชียรฉุด ช้าก่อน พระเอย เห็นจักรมีพวกอ้าง จึ่งกล้าท้าณรงค์ (ขุนวิจิตวรสาสน์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานพาสุครีพมาเฝ้าพระราม สุครีพกับพาลีรบกัน จนพาลีรู้ว่าพระรามเป็นนารายณ์อวตาร จึงยอมตายตามคำสาบานที่ได้ให้ไว้แต่ก่อน เพราะแย่งนรางดาราที่พระอิศวรประทานให้แก่สุครีพมาเป็นเมียของตน ห้องที่ ๒๗ อมเรศทราบเหตุให้ วิศณุกรรม์ นำทิพยอาภรณ์สรรพ์ เสร็จพร้อม สู่คันธมาทน์เนรัญ มิตรพลับ- พลาแฮ ใร่มรังใหญ่ค้อม เขตด้าวภูมิดี อักษรลิขิตไว้ ใบบาน แกลแฮ ว่าพระจอมมัฆวาน เสกสร้าง ถวายองค์พระอวตาร ปชุมพยุห์ ทัพเอย ปขจึดสัตว์บาปล้าง ราพเสี้ยนอสูรพาล (หลวงภาษีวิเศษ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามเผาศพพาลี เฃและเทวดานำเครื่องทรงมาถวายให้พระราม พระลักษมณ์สึกจากเพศฤษี ห้องที่ ๒๘ เดชเวทเหมุทกฟุ้ง วายุพัด ต้องแฮ ปวงกระหลับสงัด เงียบพร้อม หนุมานถอดยอดรัตน์ ปราสาท ทลุล่วงพิดานด้อม จวบท้าวเธอผทม ช้อนแท่นพานเรศรขึ้น คัคนานต์ ระเห็จเฮย สุครีพเหาะตามหลาน ลิ่วฟ้า ชั่วนิ้วลัดลุสถาน คันธมาทน์ ลงจากโพยมสู่หล้า จรัสแจ้งแสงจันทร์ (นายเสถียรรักษา ผู้แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระลักษมณ์มาเตือนสุครีพเรื่องจะช่วยค้นหานางสีดส หนุมานลักท้าวมหาชมพู พระราชาแห่งอาณาจักรวานรอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสหายกับพาลีไปถวายพระรามที่ภูเขาคันธมาทน์ เพื่อจะให้เป็นพันธมิตรกับพระราม ห้องที่ ๒๙ เสด็จออกตรัสกิจร้า อรินทร์มาร ปวงมาตยาทูลสาร ขจัดแผ้ว ขอให้กระบินทร์หาญ ไปสืบ ผลูนา เยือนพระลักษมีแล้ว จึ่งผ้ายพหลรณ ทรงอบสั่งสุครีพให้ จัดทหาร จรแฮ ทูลว่าชมพูพาน กลั่นกล้า อีกองคตหนุมาน สามฉาด เฉลียวนอ พระสดับพลางหยิบผ้า สพักทั้งแหวนพธู (นายทัด กุเรเตอร์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามให้สามทหาร คือ อนุมาน องคต และชมพูพาน ไปสืบข่าวนางสีดา และสืบหาทางไปกรุงลงกา ห้องที่ ๓๐ ยักษ์ตอบปักหลั่นนี้ คือนาม ข้าเอย เดิมรักสนมงาม เงื่อนชู้ ป้องปิดบมิดความ พรายแพร่ ออกนา องคือมรินทร์รู้ สาปข้าเป็นมาร ซ้ำสาปให้อยู้เฝ้า สระศรี ต่อพบทหารจักรี เดชกล้า ลูบกายครบสามที สูญโทษ สาปแฮ ขอท่านจงโปรดข้า ช่วยให้คืนสวรรค์ (นายทัด กุเรเตอร์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - องคตลูบหลังยักษ์ปักหลั่นให้พ้นสาป ระหว่างเดินทางไปกรุงลงกา ห้องที่ ๓๑ ตรับสารขานตอบชี้ มรรคา โพ้นฟากมีสิทธา หนึ่งเจ้า ไปถึงจึ่งแวะหา ถามเหตุ ท่านเฮย แถลงกิจตามข้อเค้า จบแล้วลับหาย หนุมานตระหนักถ้อย ปรีดา ร่ายเวทกลับกายา ใหญ่ง้ำ หางขึงทอดข้ามสา- คเรศรับ กระบี่เฮย สรรพเสร็จส่งข้ามน้ำ นับถ้วนกระบวนคลา (นายทัด กุเรเตอร์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานส่งนางบุษมาลีขึ้นสงรรค์ แล้วร่ายเวทแปลงตัวให้ใหญ่ พาฝูงลิงข้ามมาพบพระชฏิลฤษีเพื่อถามทางไปกรุงลงกา ห้องที่ ๓๒ ผีเสื้อสิ้นคิดอ้า โอษฐ์ออก ดุจอ่าวคอยขยอก กระบี่เคี้ยว เนตรแม้สุริยกลอก กลับมุ่ง โดดเด่นสาครเลี้ยว แล่นคว้าวานร หนุมานหาญระเห็จเมื้อ หมายเฉพาะ ตรงโอษฐ์มารเข้าเหมาะ มุ่งล้าง ออกกรรณยักษ์ขวาเหาะ หันกลับ รีดรุดประเวศข้าง ช่องซ้ายโสตมาร (หม่อมราชวงศ์ วิน แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานฆ่าอสุรีผีเสื้อสมุทรนายด่านทางน้ำเฝ้ากรุงลงกา ห้องที่ ๓๓ ผิดองค์ลิงแล่นค้น ปรางค์มณี หนึ่งนา พบแทตย์หนุ่มเขียวสี เฉกย้อม นางร่วมแท่นเลิศฉวี วรรณผ่อง พักตร์เอย สามเล่มศิลป์ชัยพร้อม ท่าแกล้วการณรงค์ กลับสู่ปรางค์สี่ได้ เห็นองค์ ทศพักตร์นอนแนบอนงค์ สนิทเนื้อ ตริว่าลักษมีปลง จิตเสน่ห์ มารแฮ โกรธยักษ์ชักตรีเงื้อ ปจวบจิ้งจกเสียง (หม่อมราชวงศ์ วิน แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานเข้าพบพระฤษีนารท ลองฤทธ่แพ้พระฤษีและรบกับนางอากาศตะไลเสื้อเมืองกรุงลงกา นายด่านทางอากาศ ฆ่านางอากาศตะไลตาย แล้วค้นหานางสีดาในวังทศกัณฐ์ ห้องที่ ๓๔ ทศพักตร์แต่ลักได้ นางสี- ดาเฮย มาอยู่ในสวนเทวี เทวษเศร้า จวบจวนขวบฤๅมี พานพบ พักตร์นา รุมรอุอกเร้า รักร้อนคนึงถึง ฯลฯ ชมนางพลางเร่งร้อน ใจลี- ลาศนา เถลิงแท่นทองมณี เพรพร้อย นั่งแทบพระลักษมี เสาวภาคย์ เหลือบเนตรชำเลืองช้อย ขยิ่มยิ้มทยานใจ ฯลฯ ร่ำพลางนางหน่วงขึ้น รุกขา ขุนกระบี่บังกายา ยอบเฝ้า นางจับพระภูษา สวมกิ่ง โศกเฮย รีบกระสันศอเข้า ทอดทิ้งองค์ลง (พระยาศรีสิงหเทพ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์เกี้ยวนางสีดาในยสวน นางสีดาผูกศอ หนุมานช่วยแก้ทัน แล้วถวายแหวนของพระราม ห้องที่ ๓๕ ลูกลมเลิศเลื่องล้ำ เลอหาญ ลาจากองค์นงคราญ นึกได้ เรามาสื่อสืบสาร เสร็จสบ นางนา จำประลองฤทธิ์ให้ หากรู้แรงมาร ตริเสร็จระเห็จขึ้น รุกขา หักกิ่งจันทร์จำปา ปีบแก้ว ม่วลมุดพุทรา สกัดหล่น ลงแฮ ทิ้งฉุดหลุดรากแล้ว แกว่งคว้างพลางโยน (พระยาศรีสิงหเทพ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานเข้าหักสวนขวัญ ฆ่าสหัสกุมารตาย อินทรชิตจับตัวได้ ห้องที่ ๓๖ ทศพักตร์เผยพจน์เอื้อน โองการ ถามแฮ ไฉนจักฆ่าเองผลาญ ชีพได้ สิ่งใดซึ่งประหาร ชีวิต วอดนา สูเร่งบอกเหตุให้ แต่ล้วนใจจริง ลิงหลอกบอกเหตุท้าว ยักษา เพลิงคลอกเผากายา มอดม้วย ทศพักตร์สั่งเสนา มารจับ ลิงแฮ ผูกรัดพันพัตรด้วย นุ่นเคล้น้ำมันชโลม (พระยาศรีสิงหเทพ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานถูกลงโทษต่างๆ ลงท้ายลวงทศกัณฐ์ให้เอาไฟเผาตนแล้วเลยเผาเมืองลงกา ห้องที่ ๓๗ เสด็จทรงบุษบกแก้ว อลงกต พระประยูรสนมประณต นั่งล้อม ลอยเลื่อนสู่บรรพต นามสัต นานา ถึงประทับสถานพร้อม พรั่งหน้าพลามาร โชลนจ่าวิเสทล้วน ชาววัง ตกตะลึงตึงตัง ตื่นเต้น ขนของวิ่งไปยัง ศิขเรศ บ้างออกนอกวังเขม้น สู่ด้าวสัตนา (พระยาศรีสิงหเทพ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์พาพระญาติวงศ์หนีเพิงไปอยู่เขาสัตนา ห้องที่ ๓๘ ปางทศพักตร์พร้อม มหิษี สนมเอย ประทับสัตนาคิรี พักยั้ง เล็งประเทศธานี เพลิงทรุด โทรมแฮ เธอตรึกเหตุคราวครั้ง นิเวศสร้างปางบรรพ์ เดิมลงกาบุเรศนี้ พรหมา รังประสาทอัยกา ธิราชไท้ งามสอาดโอภา ภพเทพ ถึงฤๅ จำจักเชิยเทพให้ นิมิตแม้นเมืองพรหม (ขุนพิสนฑ์สังฆกิจ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์ขอให้เทวดาลงมาสร้างเมืองใหม่ให้ ห้องที่ ๓๙ พระเสด็จยาตรเยื้องสู่ พระพลา ประทับเสร็จเสนา แน่นเฝ้า ร่ำถึงเหตุสุดายา จิตจา นานเอย จำจะยกพหลเต้า ติดล้อมเมืองมาร รอญราพณืรับพนิตเจ้า จอมพธู คืนกลับอโยธยายู- ยาตรเต้า พอตกโอษฐ์ชมพู- พานนบ สนองแฮ เขาหนึ่งตั้งที่เข้า ท่าข้ามเขตมาร (ขุนพิสนฑ์สังฆกิจ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - สามทหารกลับจากกรุงลงกามาเฝ้าพระราม พระรามยกพลไปประชิดกรุงลงกา ห้องที่ ๔๐ ปางทศพักตร์เผ่าพ้อง พงศ์พรหม- เมศเฮย กับมิ่งมณโพผทม แท่นแก้ว ทรงสถิตแต่ประถม ยามค่ำ ธม่อยหลับสนิทแล้ว ล่วงพ้นยามประฉิม ทัณฑ์จะถึงชีพไท้ ทศกัณฐ์ เกิดนิมิตมหัศจรรย์ จิตว้า ตกใจตื่นตรองฝัน เฟือนเฝื่อน ใจแฮ พอสุริยจัดแจ่มฟ้า ฝ่ายท้าวเสด็จสรง ทรงเครื่องเสร็จท้อง โรงธาน ท่านแล ประทับอาสน์อมาตย์มาร หมอบเฝ้า องค์อสุรโองการ บอกกิจ พิเภกเอย เรานิทรคืนนี้เจ้า พี่เคลิ้มหลับฝัน (พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์ฝัน พิเภกทำนายว่าจะตายหมดทั้งโคตร ให้ส่งสีดาคืน ทศกัณฐ์โกรธ ขับพิเภกออกจากเมือง ห้องที่ ๔๑ จักกฤษณ์จึ่งตรัสด้วย มนตรี พิเภามาฝากชี พิตไว้ รับควรมิควรดี ใดบอก เราเอย ญาณฤกษ์ควรเลี้ยงใช้ แต่เชื้อทศกัณฑ์ สุครีพทูลว่าต้อง ทดลอง ให้กระทำสัตย์สนอง บาทไว้ ใจตรงจึ่งควรปอง โปรดชุบ เลี้ยงแฮ ผิวพิรุธจักได้ เฆี่ยนซ้ำบั่นเศียร (พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - นิลนนท์จับพิเภกได้พามาเฝ้าพระราม พิเภกขอสวามิภักดิ์อยู่ด้วยและขอดูกำลังฤทธิ์ทหารเพื่อเปรียบเทียบกับฝ่ายลงกา ห้องที่ ๔๒ ครื้นๆ พื้นพวกข้าง ขีดขิน เมืองฮา ถั่นๆ บั่นศืขริน แบกร้อง ต่างๆ คว่างหอบหิน ทายทุ่ม กันแฮ หลัดๆ ปัดปิดป้อง ต่างป้องปิดกัน อลวนพลเดชพื้น ชมพู พลเฮย ง้างงัดแง่ผาชู เพียบพื้น ต่างเดาะต่างโยนดู ดุจจักร ผันแฮ ต่างคว่างต่างเท้งครื้น ครั่นครื้นพงพนานต์ อุโฆษบรรพตร้าว เราะกัน เป็นประกายเปลวควัน กลบฟ้า หินหักกระจายผัน บินทั่ว ทิศเฮย พยุยับอับหล้า เล่ห์พื้นโพยมพัง (พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ก้อนหินที่เกิดจากการประลองกำลังของกองทัพลิงตกทีกรุงลงกา ทศกัณญ์ใช้ให้สุกรสารไปดู ห้องที่ ๔๓ หนุมานรับยาตรขึ้น เวหา หนเอย ถึงทัพกลับกายา ใหญ่ง้ำ หัตถ์หนึ่งครอบโยธา ทั้งหมด ต้อนออกทีละตนน้ำ จิตรจ้องจับมาร สุกรสารตกประหม่าหน้า ซีดสลด ลงนอ ลับล่อรอจ้องจด สุดท้าย คิดลี้จะหนีสด สุดยาก นักเฮย สุดคิดที่จักผ้าย ย่อยั้งฟังการ (พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานจับสุกรสารถวายพระราม พระรามให้ลงโทษสุกรสาร แล้วทศกัณฐ์แปลงเป็นฤษีมาบอกให้พระรามยกทัพกลับไป ห้องที่ ๔๔ ไทแทตย์ถึงถิ่นแล้ว ลำเค็ย รำลึกกลึกเห็น เหตุน้อย ตรัสหาพระหลานเบญ- ญกายบอก เหตุแฮ ให้ตัดศึกนางอ้อย อิ่งอ้อนวอนวิง ฯลฯ พึ่งหลายวานอย่าน้อย กมลขมา เทอญแม่ เชิญช่วยออกอาสา ศึกด้วย แปลงโฉมเฉกสีดา ดลหาด ทรายเฮย ลงทอดธารทำม้วย มอดแล้วลอยไป (หมื่นพากยโวหาร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศก้ณฐ์ให้นางเบญกายแปลงเป็นสีดาทำตายลอยน้ำไปเพื่อทำอุบายตัดศึก นางเบญกายไปเฝ้าดูตัวน่างสีดาแล้วกลับมาแปลงให้ทศกัณฐ์ดู ห้องที่ ๔๕ พระนรายน์เห็นชอบให้ ชุมเชิง ตะกอนแฮ กระบี่แบกศพเถลิง แหล่งนั้น เบญกายก็ระอุเพลิง ผลาญพลุ่ง ผลุดแฮ เหาะโด่งโดยควันดั้น ดอดด้นดันหนี หนุมานทยานยุดได้ ดวงสมร มารนา พาสู่พระสี่กร แก่นไท้ พระตรวาดรวีสร ประสาทสุ- ครีพแฮ สูซักจริงจงได้ เสด็จขึ้นพลับพลา (หมื่นพากยโวหาร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามลงสรงน้ำ พบเบญกายแปลงคิดว่าเป็นนางสีดา พระรามโศก หนุมานขอพิสูจน์เอาศพเผาไฟ เบญกายหนี หนุมานจับตัวมาถวาย เบญกายถูกลงโทษ จึงสารภาพ พิเภกทูลให้ฆ่า พระรามให้หนุมานพากลับไปส่งกรุงลงกา ห้องที่ ๔๖ ตรัสสั่งสุครีพให้ เกณฑ์นิกร กระบินทร์เฮย ถมก่อวิถีจร อย่าช้า บัดบุตรรวิวร รับรีบ มาแฮ เกณฑ์บุตรพระกาฬกล้า กลั่นทั้งหนุมาน สองสัญญารับทิ้ง ผลัดขน ผานา วายุบุตรขีดขินพหล ตรวจใช้ นิลพัทจัดคุมพล ลิงเหล่า ชมพูแฮ ยี่สิบเจ็ดสมุทรให้ รีบเข้าทลายเขา (พระยาราชสัมภารากร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามให้จองถนนข้ามไปกรุงลงกา หนุมานรบกันนิลพัทเรื่องรับก้อนหิน พระรามขับนิลพัทไปรั้งเมืองขีดขิน ห้องที่ ๔๗ ลูกลมไล่กระชั้น ฟันปลา จวบสุพรรณมัจฉา เฉิดช้อย นรลักษณ์เล่ห์เลขา ดำผ่อง ผิวแฮ หางอย่างปลาแน่งน้อย นาฏแม้นโฉมสวรรค์ ฯลฯ นางขอชีพิตพร้อง สมญา เราสุพรรณมัจฉา บุตรไท้ ทศเศียรราชบิดา ดำรัส สั่งแฮ เกณฑ์หมู่มัศยาให้ คาบรื้อผาถนน (พระยาราชสัมภารากร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์สั่งนางสุพรรณมัจฉาให้นำบริวารทำลายถนน หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉาได้ ห้องที่ ๔๘ บุตรกระบินทร์ยินแทตย์ไท้ บัญชา ถามเอย ทูลแต่โดยเดิมมา ไม่พลั้ง นามข้าชื่อมัจฉา- นุเทพย์ สฤษฎ์แฮ จงทราบโดยเหตุตั้ง สัตย์น้อมทูลเสนอ จอมมารโสมนัสด้วย สมนิมิต ตรัสว่าเรารักสนิท แน่ถ้อย จงเป็นปิยบุตรคิด ควรสมัค ใจนา พลันรับกุมารน้อย สถิตเบื้องรถทรง (พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - นางสุพรรณมัจฉาคลอดมัจฉานุลูกชายหนุมานที่หาดทราย ไมยราพซึ่งเป็นยักษ์และญาติกับทศกัณฐ์ไปพบ พามาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ห้องที่ ๔๙ พานเรศเห็นจบแจ้ง ในกล ยักษ์เอย จึ่งแทรกพสุธาดล ดัดดั้น เห็นยักษ์นิมิตตน แอบอยู่ จึ่งแกว่งตรีกระชั้น จู่จ้วงโจมประจัญ ยักษ์ฝันเซซวดซ้ำ เสียที จึงจับไต่ถามคดี เสร็จแล้ว จิกเกศตัดเกล้าลี ลากลับ มานา เสนอเหตุพระจักรแก้ว กับทั้งถวายเศียร (พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามยกพลข้ามสมุทร ให้ประคนธรรพและหนุมานล่วงหน้าไปตรวจชัยภูมิ หนุมานทราบว่ทศกัณฐ์ให้ภานุราชหนุนแผ่นดินไว้ ค้นพบแล้วฆ่าภานุราชตาย ห้องที่ ๕๐ หลานอินทร์แผลงเดชเข้ พังประ ตูนา หมู่ยักษ์ห่อนรอพะ พักตรืได้ องคตรีบสู่พระ โรงราช แล่นโลดโดดยืนใกล้ แท่นท้าวทศกัณฐ์ พลันขดหางขึ้นนั่ง ทำทรง สูงแทบแท่นขององค์ ราพณ์ร้าย เราเป็นทูตพระพงศ์ พิษณุ ท่นแฮ พระโปรดให้เราผ้าย สู่ท้าวแถลงสาส์น (พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามให้องคตสื่อสาร ทหารไม่เปิดประตูกรุงลงกาองคตจึงพังประตูเข้าไป ห้องที่ ๕๑ บัดเถลิงชั้นฉัตรก้ำ กึ่งสวรรค์ สรพรึบสรพรั่งสาวสรร แซ่ซ้อง ต่างดูพวกพลขันธ์ เขตศึก สิบพักตร์พักตร์ผ่องพร้อม พร่ำอ้ออวดบุญ ฯลฯ รวีวรบุตรน้าว เหนี่ยวฉัตร ฉัตรบ่ทานฤทธิ์ตระบัด หักร้า ราพณ์ร่วงตรุบตรุบพลัด แพลงพลาด พลันจรัสสุริยจ้า แจ่มฟื้นเมทนี ขุนกระบินทร์โถมทีบท้าว ทศพักตร์ ถนัดอุราราพณ์อัก อกเอี้ยว ท้าวฉุดกระชากชัก ชฎาติด ไปแฮ เชิดชฎาแยกเขี้ยว ยักคิ้วหลอกอสูร (พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - สุครีพรับอาสาไปหักฉัตรทศกัณฐ์ที่ตั้งขึ้น เพื่อป้องกันมิให้กองทัพพระรามได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ ฉัตรนี้เป็นของท้าวธาดาหรือมหาจัตุรพักตร์พระอัยกาของทศกัณฐ์สร้างขึ้นเพื่อป้องกันกรุงลงกา ห้องที่ ๕๒ ทศเศียรเชิญไล่ล้าง หลานอัช- บาลเฮย ฤๅอนต่างช่วยขจัด ศึกบ้าง นางหวาดหริวงศ์หัตถ์ ปิดโสต สองแฮ ไมยราพทวนถามอ้าง อัตถ์นี้เยียไฉน ฯลฯ อสุรบุตรยุดรถซ้ำ ฟาดประชด แม่รา รถแหลกสิงห์ตายหมด สิบร้อย กลับวังสั่งมาตย์ประณต จัดทัพ เสร็จแฮ เสด็จรีบทรงรถคล้อย คลาศด้าวโดยทาง ฯลฯ ไมยราพขึ้นแท่นให้ โหมกูณฑ์ นั่งสมาธิอ่านมนต์มูล มากซ้ำ เนตรหลับนับลมคูณ พันคาบ เดชเวทมัวเมฆคล้ำ อุโฆษครื้นดินสะเทือน (พระยาราชสัมภารากร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ไมยราพไม่ยอมเชื่อนางจันทประภาผู้เป็นชนนี มาเฝ้าทศกัณฐ์ตามคำเชิญ และตั้งพิธีหุงยาสะกดทัพพระราม ห้องที่ ๕๓ ทวีวรราชต้อง มนต์สดม หลับเฮย พิเภาผอยอารมณ์ เรื่อยริ้ว ไมยราพย่องยลสม จิตรหยุด คนึงแล พรั่นพระเดชดาลกริ้ว กลับเข้าเคียงองค๋ ฯลฯ ไมยรายแบกพิษณุเจ้า จากโอษฐ์ ลิงเอย ชำแรกลอดเขาโขด เขตเข้า วางรามแทบป่าโตนด ตรัสสั่ง มารแฮ กรงเหล็กจำจงเฝ้า ค่ำนี้รไวรวัง (พระยาราชสัมภารากร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานอาสาอมพลับพลาพระราม และไมยราพสะกดทัพ ห้องที่ ๕๔ พิเภกทูลว่าเจ้า บาดาล มาลักพระอวตาร สู่ด้าว ขอวายุบุตรหาญ โดยเสด็จ ด่วนแฮ วรราชอนุชท้ว สดับแล้วปัญชาตาม ฯลฯ บงบัวบานแบะแม้น กงรถ วายุบุตรจับดอกปลด บัดสบั้น เศียรมุดปล่องก้านหมด หางตลอด ไปแฮ ผลุดโผล่จวบด่านกั้น ก่อล้วนผาแลง ฯลฯ พระรามไมยราพให้ ขังกรง เหล็กเฮย โกฏิยักษ์คุมอยู่จง โตนดโน้น ท่านผู้วุฒืไกรจง ตรองตริ การนา ไปไป่ถึงที่โพ้น จักแก้ได้ไฉน (พระยาราชสัมภารากร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานหักด่านต่างๆ ของไมยราพเพื่อติดตามพระรามกลับคืน รวมทั้งได้พบมัจฉานุลูกชาย ห้องที่ ๕๕ ไมยราพถอดจิตไว้ ในตรี- กูฎเอย เป็นภมรเนามณี กล่องแม้น ฆ่ายักษ์ ขยี้ชี- พิตก่อน ฆ่าพ่อ วายุบุตรรู้ที่เร้น เร่งเร้ามนต์แผลง บันดาลกายใหญ่แม้น พรหมาน พักตร์สี่แปดกรทยาน เยี่ยมฟ้า บาทซ้ายเหยียบยักษ์ปาน เขาทับ ไว้นอ ขวาเหยียบตรีกูฎคว้า ยอดง้างงมภมร (พระยาราชสัมภารากร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานพบกับนางพิรากวนพี่สาวไมยราพ ซึ่งกำลังถูกลงโทษ ออกอุบายจนเข้าในเมืองได้ นางพิรากวนบอกที่ขึงพระราม หนุมานฆ่าไมยราพตาย ห้องที่ ๕๖ ทราบเรื่องเคืองขุ่นแค้น โศกา ครวยเอย เรืองฤทธิ์วิทยามา เพลี่ยงแพ้ เสียศักดิ์พ่ายอ้ายพา นรชาติ เพราะพิเภกบอกลแก้ จึ่งต้นค้นถึง รำพึงศึกฮึกเหี้ยม จำหัก เสียเฮย เห็นแต่ระน้องจัก หักได้ ธำรงฤทธิ์โมกขศักดิ์ พรหมประ สาทนา ตริเสร็จสั่งสนมให้ บอกน้องมาพลัน (หม่อมเจ้าอลังการ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานพบที่ขังพระราม และฆ่าไมยรายตาย ตั้งให้วัยวิกลูกนางพิรากวนครองเมืองแทน ทศกัณฐ์ทราบว่าไมยราพตาย ให้กุมภกรรมออกรบ ห้องที่ ๕๗ กุมภรรณสดับถ้อย แถลงพลัน มึงบ่ควรคู่ประจัญ ต่ำแต้ม ต้นรังฝั่งอุดรขัน ขึงยั่ง ยืนนา เอ็งฉุดหลุดจึ่งแย้ม โอษฐ์อ้างอวงณรงค์ ฯลฯ รีบลุดรเงื้อม กาลจัน คิรีนา รังใหญ่ไพศาลทัน เทิดฟ้า ท้าวยันบ่ายันหัน หัตถ์เย่อ พยุงเอย เอนหลุดด้วยแรงกล้า กลับเย้ยขุนมาร ฯลฯ บุตรอาทิตย์ประชิดสู้ สัปยุทธ์ รังหวดราพแรงรุด แหลกไม้ ยักษ์ตีถูกตัวทรุด เสียหลัก รับนา ขุนแทตย์รวมรัดได้ หนีบหมั้นเมือนคร (หม่อมเจ้าอลังการ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - กุมภกรรณออกรบ พิเภกอาสาห้ามทัพ และองคตลวงถามปริศนาจากกุมภกรรณจนถึงสุครีพถอนต้นรังหลักทวีปอุดรมารบกับกุมภกรรณ ห้องที่ ๕๘ ยิ่งคิดยิ่งแคันแน่น ทรวงใน ชบเนตรอาบพักตร์ไหล เล่ห์น้ำ ขึ้นยังพระโรงชัย เฝ้าบาท เชษฐ์นา เหลือบสบหมู่อมาตย์ซ้ำ พักตร์ก้มเกี่ยงอาย ทศเศียรเห็นพระน้อง ทักถาม ใดพ่อออกรบราม คาบนี้ ย่อยยับลับหลงความ กลก่อ งๅ ฤๅศึกแรงกว่ากี้ ก่อล้างปางปฐม (หม่อมเจ้าอลังการ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - เมื่อกุมภกรรณออกอุบายให้สุครีพถอนต้นรับจนหมดแรงแล้ว ก็เข้าจับสุครีพไป หนุมานตามมาแก้สุครีพได้ ห้องที่ ๕๙ หนุมานแปรรูปแม้น เหมือนโส นัขเฮย ลอยเน่าเหม็นฉู่โฉ โฉ่คลุ้ม กาองคตผกโผ ผันจับ สแกแฮ ปีกกระพือลมหุ้ม หอบต้องอสุรินทร์ กุมภกรรณลับหอกแก้ว เกริกคุณ มนต์เฮย สบกลิ่นโสโครกฉุน เฉียบร้อน เหลือบเล็งจวบสกุณ กาจิก สแกแฮ เหม็นจัดอัดทรวงขย้อน ขยับย้อนอาเจียน (พระยาราชวรานุกูล แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - กุมภกรรณตั้งพิธีลับหอกโมกขศักดิ์ หนุมานกับองคตแปลงเป็นสุนัขเน่าและกาไปทำลายพิธี ห้องที่ ๖๐ อุปราชเผ่นผงาดง้าง งอนรถ ลักษมณ์เฮย หมายพุ่งโมกขศักดิ์จด จ่อจ้อง อนุชรามรับรองประชด ประชิดเหยียบ บ่าแฮ ทรงฟาดสาตรศรต้อง ราพซั้นซวน5]k กุมภกรรณเจ็บร่างร้าว ราววอด วายนอ ร่ายเวทเป่าหายตลอด ตลบย้อน กลับพุ่งโมกขศักดิ์สอด เสียบอุระ ลักษมณ์เฮย ล้มสลบสุครีพช้อน ช่วยอุ้มตระกององค์ (พระยาราชวรานุกูล แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - กุมภกรรณออกรบกับพระลักษมณ์ พระลักษมณ์ต้องหอกโมกขศักดิ์ของกุมภกรรณ ห้องที่ ๖๑ พิเภกโหรเอกรู้ เลอโลก ทูลว่าพระอย่าโศก สลดซ้ำ พรหมประสิทธิ์ฤทธิโมกข- ศักดิ์เชี่ยว ชาญแฮ แต่ประสาทยาค้ำ คู้แก้กันหาย พระลักษมณ์ยังไป่ม้วย ชีวี เกรงแต่พระสุริยศรี ส่องข้าม โปรดให้หนุมานลี- ลาศรีบ รเห็ดแฮ ทูลพระรำไพห้าม รถรั้งรอเหิน แล้วจรัลบรรพตพร้อม สรรพยา เก็บเฮย สังกรณีตรีชวา ที่แท้ อีกเบญจนทีมา เป็นกระ- สายแฮ ผสมบดโอสถแก้ หอกมลื้นหลุดหาย (พระยาราชวรานุกูล แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานเก็บสรรพยาแก้ฤทธิ์หอกโมกขศักดิ์ ห้องที่ ๖๒ เห็นต้นกร่างใหญ่ล้ำ พฤกษา ใบกิ่งบังสุริยา ร่มชื้อ มีแท่นแผ่นศิลา เลี่ยนสอาด ขึ้นนั่งหลับเนตรรื้อ ร่ำอ้าอ่านมนต์ บัดเดี๋ยวกายเติบแม้น เสมอองค์ พรหมเอย อสุรย่างเยื้องลง สู่น้ำ ทอดกายอยู่ในคง- คาสาธ- ยายแฮ จมดิ่จดดินล้ำ เท่ห์พ้นบนเห็น น้ำท้นวนพลุ่งเท้อ ทวนไป มาเอย นูนพลั่งดังซ่าไพร ป่วนครื้น ด้วยฤทธิ์พิธีไกร เกรียงเดช ราพนา ชลน่าพลับพลาตื้น ขอดแห้งเห็นทราย (ขุนปฏิภาณพิจิตร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - กุมภกรรณอาสาทำพิธีทดน้ำ ห้องที่ ๖๓ หนุมานนฤมิตด้วย เดชา กลายกลับเป็นลูกพา ยุไท้ โตกระห่านผ่นภูผา ผกเพิก พังแฮ ปลุกฤทธิ์คิดจักได้ รบร้าราญสมร กรกุมตรีเพชรกล้า วราวุธ เงื้อง่าท่าฤทธิรุทร เร่งเร้า สี่นางวิ่งอุตลุด ลานหลบ หนีนา ขุนกระบี่รี่เร็วเต้า แหวกน้ำดำลง พบองค์อุปราชเจ้า ลงกา อ่านเวทนอนขวางชลา แหล่งไว้ ทำเป็นเช่นทนบวา รีคั่ง อยู่แฮ กระบี่โกรธโลดโจนใกล้ ถีบซ้ำทำทนง (พระเจ้าน้องยาเธอ กราหมื่นเทววงศ์วโรปการ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานล้างพิธีทดน้ำของกุมภกรรณ ห้องที่ ๖๔ พระรามพระลักษมณ์ร้า เกลียวกลม กันแฮ สบท่าพระทรงพรหม มาสตร์ได้ แผลงถูกยักษ์ซานซม ล้มเหลือบ เห็นแฮ เป็นสี่กรกราบไหว้ นอบน้อมขอขมา ฯลฯ ยามขุนมารได้รับ พรนารายณ์ เรียกพิเภกมาหมาย สั่งน้อง ข้าเจ้าอย่าดูดาย แต่สุข ตนนอ จงจิตรคิดซื่อต้อง ต่อน้ำพระทัย ฯลฯ เสร็จคำสอนสิ้นชีพ ไปสวรรค์ พิเภกแสนโศกศัลย์ สุดไห้ ทวยเทพย์เหิ่มหฤหรรษ์ โปรยทิพย์ มาลย์เฮย เสร็จปราบยักษ์สองไท้ กลับเข้าพลับพลา (พระเจ้าน้องยาเธอ กราหมื่นเทววงศ์วโรปการ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - กุมภกรรณออกรบกับพระราม ถูกพระรามฆ่าตาย ห้องที่ ๖๕ หนุมานนฤมิตด้วย เดชา กลายกลับเป็นลูกพา ยุไท้ โตระหง่ายผ่านภูผา ผกเพิก พังแฮ ปลุกฤทธิ์คิดจักได้ รบร้าราญสมร กรกุมตรีเพชรกล้า วราวุธ เงื้อง่าท่าฤทธิรุทร เร่งเร้า สี่นางวิ่งอุตลุด ลานหลบ หนีนา ขุนกระบี่รี่เร็วเต้ แหวกน้ำดำลง พบองค์อุปราชเจ้า ลงกา อ่านเวทนอนขวางชลา แหล่งไว้ ทำเป็นเช่นทนบวา รีคั่ง อยู่แฮ กระบี่โกรธโลดโจนใกล้ ถีบซ้ำทำทนง (หลวงอินทรอาวุธ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์ให้อินทรชิตออกรบกับพระลักษมณ์ ห้องที่ ๖๖ ปางพระราเมศร์ล้ำ ฤทธิรงค์ ดัดผธมสรงทรง เครื่องแล้ว สว่างแสงพระสุริยง ผจงจับ ศรเฮย เสด็จน่าพับพลาแพร้ว สพรึบพร้อมพลไกร ทั้งสิบแปดมกุฎเฝ้า บาทยุคล ทรงสดับศัพท์พหล โหดเร้า ถามพิเภกขุนพล ใดยก มานา ทูลว่าโอรสเจ้า ภพด้วยแดนมาร ชื่ออินทรชิตแกล้ว กาจฉกรรจ์ สามพระเป็นเจ้าสรร สาตรให้ ตรัสถามว่าใครทัน เทียบฤทธิ์ เขาเฮย ทูลว่าพระน้องไท้ อาจต้านต่อกร (หลวงอินทรอาวุธ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - อินทรชิตออกรบกับพระลักษมณ์เป็นครั้งแรกไม่แพ้ชนะกันจนพลบจึงหย่าทัพเข้าเมือง ห้องที่ ๖๗ อินทรชิตกลับสู่ด้าย ดลสถาน เสด็จด่วนทูลแถลงการ ชนกไท้ ลูกออกต่ออรินทร์ราญ ศึกลักษมณ์ พลกระบี่นับสมุทรได้ ตอบโต้ตลุมบร ฯลฯ ขอลาไปกอบตั้ง พิธีกรรม์ ชุบนาคบาศพรหมสรร สฤษฎร์ไว้ ยังอากาศคีรีบรร- จบสัปต วารแฮ อำนาจล่มโลกได้ อริร้ายเร็วสูญ ฯลฯ ท้าวทำอำนาจก้อง เกริกพนา- สณฑ์เฮย กระทืบบาทแผลงศักดา เดชไท้ พลายปิศาจยินรอา เร็วหลีก สยบแฮ เสร็จประทับโพรงไม้ กอบตั้งการพิธี (พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเกษมสันต์โสภาคย์ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - อินทรชิตลาทศกัณฐ์ไปตั้งพิธีชุบศรนาคบาศในโพรงไม้โรทัน ห้องที่ ๖๘ ทันใดเผยพจน์เอื้อน บัญชา สั่งอสุรเสนา หนึ่งผู้ แถลงเหตุแด่นัดดา มังกะระ กัณฐ์เอย เชิญพระหลานมากู้ เผ่าพ้องพงศ์พรหม ท้าวยี่สิบหัตถ์ไท้ ยลหลาน ท่านนา ปราโมทย์หฤทัยบาน เบิกหน้า ลูบหลังกล่าวพจมาน ยุบลเรื่อง เศิกแฮ ปวงญาติรับรบร้า พินาศสิ้นในณรงค์ บัดนี้อินทรชิตตั้ง พิธี กำหนดเจ็ดราตรี จึ่งแล้ว ดัสกรก็ย่ำยี อยู่ทุก วันนา เชิญพ่อช่วยลุงแผ้ว เศิกให้สูญสลาย (พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเกษมสันต์โสภาคย์ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ๋ให้มังกรกัณฐ์ผู้เป็นนัดดาออกรบขัดตาทัพ ห้องที่ ๖๙ พระยาพิเภาเยื้อน ทูลไท ท่านเอย อสุรซึ่งยกพลไกร ออกร้า คือมังกรกัณฐ์ดนัย ขุนแทตย์ ขรแฮ ศรสิทธิ์ฤทธิ์กาจกล้า สถิตด้าวโรมคัล ฯลฯ ขุนโหรแถลงให้สั่ง ศิลป์ทรง ไปนา พระจับพรหมาสตร์ทนง เหนี่ยวน้าว แม้อสูรอยู่ใดจง บอนบั่น เศียรนา เสร็จสั่งศิลป์ฤทธิ์ห้าว พุ่งขึ้นเวหน ศิลป์ทรงตรงตัดเกล้า มังกร กัณฐ์เอย ขาดกระเด็นเมือมรณ์ ชีพร้าง รูปฤทธิ์เกื่อนอัมพร พลันเหือด หายแฮ เสร็จพระปราบราพมล้าง เศิกแล้วคืนสถาน (พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามแผลงศรล้างมังกรกัณฐ์ ถูกมังกรกัณฐ์ตาย ห้องที่ ๗๐ ผินพักตร์เผยโอษฐ์เอื้อน แถลงอรรถ เรียกวิรุญมุขตรัส สั่งใช้ จงยกพยุห์รีบรัด โรมราช อรินา ขัดรับทัพมั่นไว้ อย่าท้อทานประจญ ฯลฯ วิรุญมุขนอบเกล้า รับพจน์ องค์พระอัยกาทศ- พักตร์แผ้ว น้อมเศียรประนมประณต ลารีบ ครไลยแฮ ซั้นสั่งเสนีแกล้ว แกว่นกล้าการณรงค์ ฯลฯ ให้เคลื่อนพยุหยาตร์เต้า โดยขบวน หม่นมืดมัวหมอกหวน ตลบคลุ้ม ครื้นครึกอธึกมวล มารหมู่ พหลแฮ ต่างโลกต่างแล่นกลุ้ม ต่างกล้าปลองกล (ขุนวิสุทธากร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์ให้วิรุญมุขกุมารโอรสของวิรุญจำบังผู้เป็นนัดดาออกรบขัดตาทัพ รบแพ้พระลักษณ์ ห้องที่ ๗๑ ลุอากาศบรรพตแล้ว ลอบลง นิมิตเฮย เป็นรูปอัศยาอง อาจชั้น แสดงเดชสนั่นดง ผังเผ่น ทยานแฮ กัดพฤกษ์โรทันบั้น พินาศด้วยฤทธิรอน เสียงสนั่นฝุงนาคเลื้อย หลีกหนี อินทรชิตพิโรธหมี ไล่ล้าง อัศยากลับอินทรีย์ เป็นกระ- บินทร์เฮย ปรบหัตถ์ชี้พักตร์อ้าง อวดเย้ยเลยครไล (ขุนวิสุทธากร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - อินทรชิตเสียพิธีชุบศรนาคบาศ เพราะชามพูวราชแปลงเป็นหมีมาทำลายพิธี ห้องที่ ๗๒ อินทรชิตยบไพร่แพ้ พานร พิโรธเฮย แผลงนาคบาศฤทธิรอน รวดผ้าย เป็นนาคเกลื่อนกลาดสลอน รวบรัด ริปูแฮ พิษพ่นเป็นเพลิงร้าย รอบกลุ้มกลางสมร รึงรัดพระลักษมณ์ทั้ง พลากร หกสิบสมุทวานร นาคคล้อง ล้มสลบกลาดดินดอน ดูอนาถ แต่พิเภกบต้อง นาคด้วยเป็นประยูร (ขุนวิสุทธากร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - อินทรชิตให้วิรุญมุขจำแแลงกายเป็นตน ส่วนตนเองกำบังกายขึ้นไปอยู่ในเมฆ แล้วแผลงศรนาคบาศมาต้องพระลักษมณ์และกองทัพวานร ห้องที่ ๗๓ องค์พระราเมศรได้ สดับพจน์ ราพแฮ เพียงสุรามฤตรด ผ่องแผ้ว มีพระกมลปลด ปลิดเทวศ วายแฮ วางพระอนุชแล้ว เหนี่ยวน้าวธนูศิลป์ ทรงแผลงพลายวาตก้อง กัมปนา โชติช่วงดังดวงอา- ทิตย์แผ้ว ลุที่สถิตครุฑา พลันทราบ เหตุเฮย ว่าพระทรงจักรแก้ว ตรัสให้หาครไล ฯลฯ จึ่งแสดงเดชด้วย ฤทธี โจมจิกวาสุกรี ไล่ล้าง นาคตื่นแตกตนหนี โดยด่วน เพราะเดชสุบรรณร้าง ขจัดสิ้นสูญแสลง (ขุนวิสุทธากร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามแผลงศรพลายวาตเรียกพระยาครุตมาแก้นาคบาศ ห้องที่ ๗๔ อินทรชิตก้มเกศเกล้า รับพร เปรมกระมลลาจร ยาตรเยื้อง มาปราสาทอลงกรณ์ สถิตแท่น ทองเอย ร้อนอุระค่อยปลดเปลื้อง สั่งให้จัดพบ ฯลฯ ทศเศียรไสยาสน์ร้อน ทรวงหมอง หลับเนตรหฤทัยตรอง ตรึกสู้ จนพระสุริย์เรืองรอง ส่องโลก ออกพระโรงตรวจผู้ ต่อต้านพานรินทร์ สั่งอสูรกำปั่นกล้า รณยุทธ์ จงยกพลสิบสมุทร กลั่นแกล้ว ขัดทัพรับมนุษย์ ไว้ก่อน นาฮา อินทรชิตเสร็จพิธีแล้ว จักได้รณรงค์ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - อินทรชิตลาทศกัณฐ์ไปชุบศรพรหมาสตร์ที่ริมหาดมรกต ทศกัณฐ์จึงให้อสุรกำปั่นออกรบขัดตาทัพ ห้องที่ ๗๕ อินทรชิตหลับเนตรตั้ง สาธยาย มนต์เอย แว่วข่าวกล่าวความตาย สดับดุ้ง เสียกิจวิทยาคลาย เสียเสื่อม เวทแฮ กระทิบบาทกราดเกรี้ยวฟุ้ง คาดคั้นหั่นหัวล แล้วกลับได้สติตั้ง บริกรรม หลับเนตรอ่านเวทสำ- หรับใช้ พรหมาสตร์สาตรศรทำ โดยเลศ จนครบพันคาบได้ ครั่นครื้นปัถพี (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - อินทรชิตตั้งพิธีพรหมาสตร์ และอสุรกำปั่นออกข้ดตาทัพ อสุรกำปั่นถูกหนุมานฆ่าตาย อินทรชิตจึงออกรบแทน ห้องที่ ๗๖ อินทรชิตสถิตเบื้อง คอคชินทร์ เห็นพระลักษมณ์กับกระบินทร์ สติพลั้ง จบพรหมาสตร์ศักดิ์ศิลป์ เหนือเกศ จึ่งพาดสายหมายรั้ง หน่วงน้าวแผลงผลาญ เป็นศรกลาดเกลื่อนทั้ง ที่รบ สนั่นเอย ต้องพระลักษมณ์ล้มสลบ เล่ห์ม้วย ต้ององคตสุครีพวบ แซ่วแน่ นิ่งนา ต้องสิบแปดมงกุฎด้วย ดาษล้มรเนนนอน (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - อินทรชิตจำแลงตนเป็นพระอินทร์ แล้วแผลงศรพรหมาสตร์ต้องพระลักษมณ์และกองท้พ พระรามมาเห็นเข้าสลบไป ทศกัณฐ์จึงปล่อยให้นางสีดามาเยี่ยมพลยังสนามรบ แต่ต่อมาเมื่อพระรามฟื้นแล้ว พิเภกซึ่งกลับจากนำพวกวานรไปหาผลไม้จึงบอกหนุมานหายามาแก้ได้ ห้องที่ ๗๗ อินทรชิตประณตน้อม ทูลสาร โดยคิดกลกิจการ กอบแก้ เอาหาญตอบต่อหาญ เห็นยาก อยู่นา แม่นมนุษย์จักแพ้ เพื่อด้วยกลลวง ขอประทานนักโทษอ้าย สุขา- จารเอย แปรรูปดุจสีดา แน่งเนื้อ ทำกลกล่าวมุสา ลวงลักษมณ์ รามพ่อ ยังไม่ถอยทัพเมื้อ มั่วพ้องพลลิง (ขุนวิสูตรเสนี แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามเลิกทัพกลับ อินทรชิตรับอาสาทศกัณฐ์ออกไปรบอีก ห้องที่ ๗๘ อินทรชิตตอบว่าแฮ้ พระลักษมณ์ เอ็งอาจอวดหาญหัก ฮึกแท้ เราหน่อกษัตริย์ศักดิ์ ทำศึก ยังไป่สุดฤทธิ์แพ้ จักได้ไปยอม เอ็งอวดมหิทธิ์ห้าว อหังการ ควรแต่ล้างสีดาลาญ ชีพม้วย ศพวากจักประทาน เอ็งเร่ง รับเฮย ฉุดสุขาจารด้ย ดุเงื้อแสงขรรค์ (ขุนวิสูตรเสนี แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - อินทรชิตตัดหัวสุขาจาร ซึ่งแปลงเป็นนางสีดา เพื่อลวงพระลักษมณฯ์ แต่พระรามทรงใช้ให้สุครีพ หนุมานและองคตกลับไปดูที่สมรภูมิ ก็ทรงทราบว่ามิใช่นางสีดาจริง ห้องที่ ๗๙ อินทรชิตรีบเร้า พลพลัน ลุเอย เนินจักรวาลบรร พตยั้ง สั่งกาลจักรจัดปัน การพิ ธีนอ กุมภนิยาตั้ง ที่ไม้ไผ่ครึม ฯลฯ เสร็จสถิตแท่นแพร้วรัตน์ รูจี หัตถ์เกี่ยวประคำมณี แนบคล้อง บูชิตเวทศิลปศรี สามพาด ตักนา หลับเนตรตามแบบต้อง แน่วตั้งบริกรรม ฯลฯ ธาดาประสาทให้ ขุนยักษ์ษ กุมภนิยาสุรศักดิ์ เสกตั้ง ครบเจ็ดทิวาจัก กายสิทธิ์ คงนา ฆ่าไป่วายชีพทั้ง พวกพื้นพลไกร (ขุนพินิจฉัย แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - อินทรชิตตั้งพิธีกุมภนิยาในป่าไผ่ ถูกพระลักษมณ์ทำลายพิธี ห้องที่ ๘๐ ทราบทรงพลายวาตต้อง อินทร- ชิตฮา กระบี่ฟื้นโผนผละ รอดม้วย พรหมาสตร์พระยกจะ แผลงอีก ครั้งแฮ พิเภกทูลห้ามด้วย อสูรได้พรพรหม แแม้นเศียรขาดตกพื้น ดินพลัน เพลิงดุจไปกัลป์ โลกไหม้ พานรัตน์รับเศียรมัน มีอยู่ พรหมแฮ พระสั่งองคตให้ สู่ท้าวธาดา หลานอินทรืเหาะลุได้ พรหมประทาน พานเฮย กระบี่กลับพระแผลงผลาญ ราพแล้ว ขาดกรขาดเศียรมาร กระเด็นจา กายฮา องคตเชิดพานแก้ว รับเกล้าไวถวาย (ขุนพินิจฉัย แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - อินทรชิตกลับเข้ากรุงลงกาขอกินนมนางมณโฑผู้เป็นมารดา และออกรบจนตาย แต่เมื่อเศียรตกลงมานั้นองคตต้องรับด้วยพานแว่นฟ้าของพระพรหม มิฉะนั้นจะเกิดไฟไหม้จักรวาลตามพรที่พระพรหมประทานไว้ ห้องที่ ๘๑ มโหทรรับถ้อยพระ พรหมพงศ์ เชิญศพอินทรชิตลง โกศแล้ว ตั้งบนราชรถทรง เกณฑ์แห่ พร้อมนา เดินกระบวนด่วนแคล้ว ลุเข้าเขตรเขา ฯลฯ ดลไศลสิบพักตร์ผู้ ผ่านถวัลย- ราชเฮย ยูรยาตรขึ้นบนบรร- พตยั้ง ดำรัสสั่งกุมภัณฑ์ พวกพนัก- งานเฮย ให้ยกโกศศพตั้ง ที่ชั้นชุมเพลิง มหิศรสุรเดชเจ้า บุรี ราพฤๅ แกว่งหอกเกิดอัคนี โชติแพร้ว ชวนองค์อรรคเทพี กับสุณิ- สาแฮ ปลงศพพระลูกแก้ว ก่นเศร้ากันแสง (พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์เผาศพอินทรชิตนอกกรุงลงกา ห้องที่ ๘๒ ประทับเกยทูลกิจอ้าง นามอินทร์ ถวายเอย ทรงปราบราพณ์ไพรินทร์ ฤทธิ์แกล้ว พระสดับเร่งทรงยิน- ดีประภาษ ขอบจิตอัมรินทรืแล้ว เทพน้อมทูลเสนอ ฯลฯ สิบรถเห็นรบสิ้น สิบขุน เคืองแฮ โลดไล่สิบลิงหมุน มุ่งมล้าง สุครีพหนุมานผลุน ผลักรถ องคตนิลนนท์คว้าง ไขว่กั้นกันมาร ฯลฯ ทศเศียรเจ็บแสบส้าน พิษศร ร่ายพระเวทบวร กลั่นแกล้ว ศรกลับขยับถอน ถอยหลุด จวนค่ำซ้ำเลิกแคล้ว คลาศเมื้อเมืองมาร (สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามได้รถเวไชยันต์จากพระอินทร์ออกรบกับทศกัณฐ์ และสิบขุนสิบรถเป็นครั้งแรก ห้องที่ ๘๓ อดิศรสหัสเดชแค้น คึกขาน ฉิฉะมนุษย์หาญ สู่ร้อน เฉกสัตว์ตักแตนคลาน คลอกอัค- นีนอ ตัวพี่จักรบต้อน แต่ด้วยพริบตา สนทนาพลางสั่งให้ เดินนิกร พลเอย รีบสู่ลกานคร คั่งซ้อง ทศพักตร์รีบรถจร นำเชษ- ฐาแฮ เห็นรถเชษฐ์จักต้อง ติดซุ้มทวารวัง (หม่อมเจ้าศรีโสภณ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์เลี้ยงพระยามูลพลัมกับท้าวสหัสเดชะผู้เป็นสหายซึ่งได้รับเชิญให้มาช่วยทำศึกรบกับพระราม ห้องที่ ๘๔ หนุมานทูลจักอ้าง อาสา พลันนิมิตกายา ใหญ่ท้าว เชิญราชสู่บ่าคลา รีบรบ ยักษืแฮ พระลักษณ์ทรงศรน้าว สนั่นก้องโลกัย ศรไชยผลาญรถเจ้า จอมยักษ์ ยักษ์โกรธพลันจับจักร คว่างคว้าง จักรเวียนรอบพระลักษมณ์ พลันเหนี่ยว ศรแฮ พลาญจักรแหลกเลยล้าง ไพรพื้นำพลพลัน กุมภัณฑ์อุปราชแค้น ขยาดใจ มานะโลกหักไศล ทุ่มร้า พระลักษมณ์ลั่นศรไชย มลายชีพ ยักษ์แฮ อุปราชมอดมิช้า เทพซ้องถวายพร (หม่อมเจ้าศรีโสภณ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระลักษมณ์รบกับมูลพลัม และฆ่ามูลพลัมตาย ห้องที่ ๘๕ วายุบุตรแปลงรูปแม้น พรหมมาน พักตร์สี่แปดกรทยาน เยี่ยมฟ้า โถมถีบปิ่นปางตาล รถหัก ปวงนาฏกำนัลว้า วิ่งดั้นขวัญหนี ฯลฯ ขุนกระบินทร์หลยล่อล้อ ลอบชก ยักษ์พลาดลิงเหยียบอก แอ่นเอี้ยว เอาหางมัดเวียนวก ตวัดแน่น ฯลฯ บัดวายุบุตรจ้อง จับตรี แผลงเดชดุจไกรสีห์ เยี่ยมถ้ำ โถมจิกเกศอสุรี จรีแกว่ง ตัดหั่นฟันเศียรห้ำ ยักษ์ร้ายวายชนม์ (หม่อมเจ้าสวัสดิ์ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานรับอาสาลวงจับท้าวสหัสเดชะ ได้คทาชี้ต้นตายปลายเป็นของท้าวสหัสเดชะ จับท้าวสหัสเดชะมาให้พวกลิงเยาะเย้ยแล้วจึงฆ่าท้าวสหัสเดชะตาย ห้องที่ ๘๖ ปางรามเสด็จออกแจ้ง เสียงพล ยักษ์เอย ถามพิเภาแจ้งยุบล แบบรู้ แสงอาทิตย์มีแว่นผจญ พรหมเก็บ นานแฮ จงโปรดองคตผู้ ฉลาดให้ลวงพรหม ฯลฯ ธาดาหยิบแว่นให้ อสุรีแปลงเอย องคตรับดุษฎี เสร็จแล้ว อำลารีบจรลี ยังราช รามแฮ ถวายแว่นสุรการแกล้ว กล่าวแจ้งกลถวาย ฯลฯ จอมมารแสงอาทิตย์ทั้ง จิตไพ- รีนอ ถูกพิษศรเสียดใจ จวบล้ม พับลงเสือกเศียรไป ปวดทั่ว กายนอ ฤทธิ์พิษศรเฉกต้ม ตัดสิ้นสูญชนม์ (หม่อมเจ้าสวัสดิ์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามรบกับแสงอาทิตย์นัดดาทศกัณฐ์ ฆ่าแสงอาทิตย์ตาย ห้องที่ ๘๗ ปวงท้าวทศพักตร์ผู้ พงศ์พรหม ประทับรถเนินพนม ที่นั้น ยลทัพลักษมณ์รามสม จิตจัก มล้างเฮย ให้ยกพลกระชั้น ชิดเข้าโจมตี อสุรพลกองน่าเข้า โจมสัป- ยุทธ์นา ทัพน่านารายณ์รับ รบด้วย พลรบๆ กลอกกลับ กลางถิ่น สมรเฮย สองฝ่ายฤๅขยาดม้วย ดุจช้างเมามัน ยักษ์ลิงต่างต่อสู้ สับสน หาญต่อหาญเริงรณ ร่ายเลี้ยว ศัพท์สนนั่นพ่างภูมิดล ดอยถล่ม ทลายฤๅ พลกาจต่อกาจเกรี้ยว กราดกล้าชิงชัย (นายแช่มนักเรียน แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามยกออกรบกับทศกัณฐ์ไม่แพ้ชนะกัน ห้องที่ ๘๘ ทศพักตร์คืนเขตขึ้น ประทับปรา- สาทเอย ตรัสบอกยอกัลยา ร่วมไว้ ทัพมนุษย์สองรา ปราบยาก นักแม่ แม่จักเห็นใครได้ เด็ดเสี้ยนสงคราม มณโฑทูลตอบเจ้า จอมมาร สัตลุงเจ้าจักรพาล เพื่อนท้าว กับตรีเมฆองค์หลาน สองเลื่อง เดชนา ควรสั่งสองสู่ด้าว จักได้เผด็จบร ฯลฯ สัตลุงร่วมอาสน์ท้าว ทศกัณฐ์ ต่างนบนอบตามฉัน เพื่อนพ้อง ตรีเมฆอภิวันท์ องค์บิตุ- ลานา เจ้าจักรวาลกล่าวพร้อง เศิกเสี้ยนมนุษย์ไฉน (หลวงอินทรโกษา แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์ให้เชิญท้าวสัตลุงพระสหาย กับตรีเมฆนัดดามาปรึกษาในการศึก ห้องที่ ๘๙ ปางพิษณุล้างสัด ลุงตาย แล้วแฮ ตรีเมฆบัดกายหาย หลากอั้น ตรึกกริ่งตรัสถามอุบาย พิเภก ทูลนา มันคิดหนีเดชดั้น สู่ด้าวนาคินทร์ ทรงสดับรับสั่งให้ หนุมาน แทรกแผ่นไผทตามผลาญ แทตย์ท้าว ลูกลมรับโองการ ถอยรับ ท่านนา ชำแรกปัถพีด้าว อุรุคไท้เร็วถึง ฯลฯ สวาหลบรบรับจ้วง โจมปจัญ ฉวยแย่งได้พฤกษ์พลัน ถีบซ้ำ ยักษ์ล้มลูกลมยัน เหยียบอก จิกเกศตรีแกว่งห้ำ หั่นเกล้ามารมรณ์ (หลวงอินทรโกษา แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามพระลักษณ์รบกับท้าวสัตลุงและตรีเมฆ พระรามสังหารสัตลุง ตรีเมฆหนีไปซ่อนกายในเม็ดทราย หนุมานตามพบและฆ่าตาย ห้องที่ ๙๐ ท้าวราพณ์ร่างเวทกรึ้ง กรึงไศล แล้วเสด็จสถิตใน แท่นแก้ว รลึกคุณพระครรไล หงส์นมัส- การแฮ ขัดสมาธิร่ายมนต์แกล้ว ห่อนได้ไหวติง ฯลฯ มณโฑร้องกรีดคว้า กอดผัว จอมราพรู้สึกตัว หวาดสดุ้ง เผยเนตรพบลิงพัว พันหยอก เมียแฮ เหลืออดพิโรธฟุ้ง โลดขึ้นยืนยัน ฉวยชักคันฉัตรต้อน ตีสวา สามต่อฤทธิ์อสุรา ร่ำล้อ รบพลางผลัดกันมา ยื้อหยอก นางแฮ ท้าวราพณ์เหลือรับท้อ จิตรยั้งยืนตลึง (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์ตั้งพิธีชุบกายให้เป็นเพชร หนุมานสะกดพานางมณโฑมาเย้าหยอกจนเสียพิธี ห้องที่ ๙๑ ทศเศียรแสนโศกเศร้า เสียพิธี อุมงค์เอย มนต์เสื่อมซ้ำมหิษีเสื่อม พริ้ง อุ้มองค์อรรคเทวี กลับสู่ กรุงแฮ ถึงแท่นทอดองค์กลิ้ง กลอกเกล้าเกลือกเขนย ฯลฯ หวนหฤทัยนึกได้ โดยหมาย ท้าวสัทธาสูรสหาย เอกอ้าง อีกองค์พระหลานชาย ชาญเชี่ยว มนต์เฮย จำจักหามามล้าง อริให้ผุยผง ฯลฯ ให้หามาทั้งพระ หลานขลัง มนต์นา นามวิรุญจำบัง ฤทธิ์แกล้ว เนาในพระราชวัง จารึก นครแฮ อมาตย์รับโองการแล้ว บอกให้เขียนสาร (พระพินิตพินัย แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์รับท้าวสัทธาสูรผู้เป็นสหาย กับวิรุญจำบังผู้เป็นหลานเข้ากรุงลงกา ห้องที่ ๙๒ สัทธาสูรได้เวท เรียกวรา- วุธเอย โปรดสั่งหนุมานคลา สกัดร้าว ลวงราพเรียกเทวา- วุธเหวี่ยง รับแฮ มันไม่เห็นสาตรท้าว สอดแคล้วมนต์ประลัย มารตนเดียวเคี่ยวสู้ ศรตี สวาเฮย วายุบุตรกวัดแกว่งตรี ไล่จ้ำ โถมถีบถูกอสุรี ผลงสาตร ศรแฮ ลิงหักศรมารห้ำ ระบี่ปล้ำชิงคทา สองสวาโรมราพลัม ปัถพี วายุบุตรโจจับทวี บาทสบิ้ง ฟาดกับแผ่นธรณี อสุรดับ ชีพแฮ ฟันท่อนรอนกายกลิ้ง ปั่นเกล้าอสุรา (พระพินิตพินัย แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานใช้อุบายลวงให้สัทธาสูรเรียกอาวุธจากเทวดา แล้วให้ฝ่ายตนรับไว้หมดและฆ่าสัทธาสูรตาย ห้องที่ ๙๓ ฝ่ายพยนต์รูปราพร้าย รำบาญ อยู่นา แกว่งหอกควบหัยทยาน ยุทธ์กล้า แทงลิงแตกขจายผลาญ ชีพมอด ม้วยแฮ พานเรศต่งรุมร้า รูปนั้นฤๅหนี พระตรีภูวนาถน้าว ศิลป์พลาย- งสจแฮ แผลงภาพยนต์มลาย แหลกแล้ว เกิดเป็นกระบัดตาย สามคาบ คืนนา ฉงนจิตพระจักรแก้ว กล่าวถ้อยถามโหร พิเภกโอนศิรน้อม ทูลยุบล พระเอย รูปราพภาพยนต์ เสกซ้อม ตัวมันเหลื่อมไปดล อังกาศ ไศลนา ขอพระแผลงข่ายล้อม รูปร้ายมารยา (พระพินิตพินัย แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - วิรุญจำบังออกรบและกำบังตนไล่แทงวานร ห้องที่ ๙๔ หนุมานเมิลยักษ์ลี้ หลบหาย ร่ายเวทวิเศษกลาย กลับให้ หางยาวนับโยชน์ขยาย หยั่งสมุทร วงรอบอสุเรศรไว้ หว่างห้องขนดหาง รังรัดกระหวัดได้ ตนมาร ฉุดกระชากจากธาร ถีบซ้ำ เหยียบกายจิกเกศทยาน ยืนหยัด ฉวยชักตรีเพชรห้ำ หั่นเกล้าขาดรอน (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์) - แปลร้อยแก้ว - วิรุญจำบังสู้พระรามไม่ได้จึงหนีไปซ่อนตัวอยู่ในฟองน้ำ หนุมานจับวิรุญจำบังได้แล้วฆ่าตาย ตัดเอาศีรษะมาถวายพระราม ห้องที่ ๙๕ แถลงปางอสุเรศรเจ้า ลงกา ทราบสหายนัดดา ดับม้วย ร่ำริตริไตรหา เชิงช่อง ชนะแฮ เห็นแต่อัยกาด้วย สิทธิ์ซั้นสาปสาร คิดการไป่ช้าสั่ง หลานรัก วานุเวกนนยวิกยักษ์ รีบเต้า จำทูลทูตแถลงลักษณ์ สารสื่อ แด่พระอัยกาเจ้า ยอดฟ้าผาสูง (พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์ให้นนยวิกวายุเวกไปเชิญท้าวมาลีวราชมาตัดสินความ เพราะท้าวเธอมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ อาจสาปแช่งพระรามพระลักษมณ์ ให้พ่ายแพ้ได้ ห้องที่ ๙๖ ธรรมพรหมหลักแก้วคู่ โลกา ทรงพินิตพิจารณา ถ่องถ้วน เท็จจริงทุกสิ่งปรา- กฎพระ ญาณเฮย ดำริตริไตรล้วน เลือกถ้อยธรรมแถลง ดูก่อนหลานรักผู้ ประธาน แทตย์เฮย พิสัยชัติยมหาศาล สืบเชื้อ ย่อมทรงยุติธรรมสถาน เดียวสิ่ง อื่นเอย สู้สละชนม์เพื่อเกื้อ ก่อตั้งยุติธรรม นางนี้บัดนี้แน่ รู้เมีย เขาเฮย ขืนคบทศธรรมเสีย ศักดิ์ท้าว บาปหนาอย่าควรเคลีย คืนส่ง เสียเทอญ จักยิ่งยศคุณอคร้าว โลกหล้าฦาธรรม์ (พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวมาลีวราชตัดสินความตามยุติธรรมให้พระรามชนะ แต่ทศกัณฐ์ไม่ยอมส่งนางสีดา ห้องที่ ๙๗ เทวาพานเรศล้าง พิธีกรรม์ สิ้นเสร็จเพี้ยนเพศผัน ไป่ข้อง กลับเป็นเพศเทวัน ดั่งเก่า เหินระเห็จเวหาสห้อง มหิศวร์ไท้ทูลความ ราพณ์ร้ายถึงนิเวศน์เข้า มณเฑียร เลออาสน์หฤทัยเจียน จักม้วย โอ้อกแต่ตูเพียร เคี่ยวขับ ศึกแฮ มีแต่ยับย่อยด้วย มนุษย์แม้แมลงวัน (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงษ์ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์ตั้งพิธีปั้นรูปเทวดาเผาไฟ เพราะมาเป็นพยานให้พระรามชนะคดี เทพบุตรพาลีรับเทวบัญชาพระอิศวรลงมาล้างพิธี ห้องที่ ๙๘ ทศพักตร์รบรุกเร้า พลางยล หาพิเภกจะผจญ เจอะใกล้ ด่าว่าาติทรชน ไป่คิด คุณเฮย ดีแต่สาวไส้ให้ แก่เสี้ยนศัตรู รู้เล่ห์กลศึกสิ้น ลึกลับ ฆ่าโคตรประยูรยับ ย่อยม้วย เศียรมึงจักขาดพับ อยู่ที่ นั้นเฮย พลันพลุ่งหอกไปด้วย เดชห้าวหฤทัยหาญ พระลักษมณ์กลัวหอกต้อง พระยา พิเภกเฮย จึ่งจับศรศักดา ปัดป้อง กระบิลพัทซัดยันมา ถูกพระ กายแฮ สุดจะทานองค์ต้อง ตกพื้นปัถพี (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงษ์ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศก้ณฐ์ออกรบพระราม แล้วพุ่งหอกกบิลพัทหมายฆ่าพิเภก พระลักษมณ์ช่วยป้องปัด จึงต้องหอกกบิลพัทสลบ ห้องที่ ๙๙ วายุบุตรบันลุเบื้อง พสัญญี เขาเฮย ยกเหตุพระจักรี อกอ้าง เทเวศร์ทราบยินดี บอกสรรพ ยาแฮ เก็บเสร็ตระเห็จคว้าง บ่ายเบื้องอินทกาล ฯลฯ พลันร่ายพระเวทให้ อสุรา หลับหมดทั้งลงกา เกลื่อนกลิ้ง จึ่งถอดยอดพรหมา แลโปร่ง แล้วเหวี่ยงพรหมพักตร์ทิ้ง แหลกสิ้นดินไหว ฯลฯ จำกูจักคิดแกล้ง ประจานมัน ให้อับอายเทวัน ทั่วหล้า จึ่งจับเกศผูกกัน กับเกศ เมียแฮ จารึกลงที่หน้า ากแล้วสาปอสูร (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงษ์ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานหักยอดปราสาททศกัณฐ์เช้าไปลักหินบดยา เพื่อมาแก้พิษหอกกบิลพัท แล้วผูกผมทศกัณฐ์ติดไว้กับนางมณโฑ และเขียนไว้ที่หน้าผากทศกัณญ์ว่าให้นางมณโฑเคาะเศียรทศกัณฐ์ ๓ ครั้ง ผมจึงจะหลุด ห้องที่ ๑๐๐ กฤษณ์แผลงพรหมาสตร์ต้อง รถหัก ลิงที่ถูกศรศักดิ์ อดสิ้น มารนิมิตกายยักษ์ ใหญ่แทรก สุธาแฮ อ้าโอษฐ์พลางแลบลิ้น ปิดป้องแสงสูริย์ เหล่าลิงเห็นมืดตื้อ ผิดเชิง วิ่งเตลิดเปิดเปิง นปี้ งมเงอะกระเจอะกระเจิง เข้าปาก ยักษ์เฮย อสุรขบกระบี่บี้ ยอกแล้วเลยกลืน (พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนบดินทรไพศาลโสภณ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามรบกับทัพนาสูรเชษฐาต่างมารดาทศกัณฐ์ สุครีพตัดแขนทัพนาสูรแล้วพระรามแผลงศรฆ่าทัพนาสูรตาย นางมณโฑอาสาหุงน้ำทิพย์ ห้องที่ ๑๐๑ ทศเศียรทรงคชแกล้ว กลางณรงค์ สั่งบุตรเข้ายุทธยง อย่าช้า พลปักษ์กระบี่ตรง ตรูรบ กันแฮ พระลักษมณ์แผลงถูกม้า ชีพสิ้นทั้งสอง ฯลฯ ทศพักตร์วักน้ำทิพย์ ปะพรม ปิศาจฟื้นกลุ่มกลม รบร้า จักรกฤษณ์คิดปรารมภ์ ถามเหตุ พิเภกเฮย อสุรเป็นพรั่งหน้า จักแก้กลไฉน ยักษ์โหรยอหัตถ์แล้ว ทูลพลัน อุทกทิพย์มณโฑสรร เสกไซ้ รับแก้พิธีอัน สังวาส รสนา อีกพระแผลงศรให้ โอบอ้อมล้อมอสูร (พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนบดินทรไพศาลโสภณ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์ได้น้ำทิพย์มาพรมซากศพญาติวงศ์และพลมารที่ตายไปให้ฟื้นขึ้นมาช่วยรบ พระรามแผลงศรเป็นข่ายเพชรล้อมไว้ ห้องที่ ๑๐๒ ยกพลเร่งรีบเข้า ลงกา ต่างทักถามกิจจา แซ่ซ้อง กระบี่บอกชาวประชา เสร็จศึก แล้วพ่อ ลิงมนุษย์พี่น้อง อดม้วยฤๅหลอ ลงจากคอคชเข้า โรงพิธี นั่งแนบดาบสนี อกน้อง ว่าอริราชไพรี ายวอด หมดแล เชิญสถิตสถานห้อง นั่งช้ำไยไฉน ถึงปรางค์พลางพลอดจ้อ เจรจา ตั้งแต่นี้ลงกา งบเสี้ยน เพราะเจ้าเสกธารา ชุบชีพ ยักษ์แฮ นางตอบว่าผิดเพี้ยน เวทข้าลงกาจม (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานอาสาแปลงเป็นทศกัณฐ์เข้ามาล้างพิธีน้ำทิพย์นางมณโฑ ห้องที่ ๑๐๓ นริศราเมศกริ้ว โกรธา ลงจากราชรถา ประทะสู้ ต่างรบต่างเรืองอา- นภาพต่าง หาญแฮ ว่องต่อว่องไวรู้ วงร้าทีรณ ฯลฯ พระทรงดำริด้วย การสง- ครามแฮ ซึ่งสิบศิรไป่ปลง พม้วย พลางถามพิเภกจง แจ้งเหตุ อสุรคงชีพด้วย เดชกล้ากลั่นไฉน พิเภกทูลเหตุแจ้ง จริงประจักษ์ ว่าจิตรท้าวทศพักตร์ ถอดไว้ อาศรมแห่งพระนัก- สิทธิ์ซ่อน สงวนแฮ จักกราบทูลก่อนไส้ เฉกแสร้งสังหาร (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์) - แปลร้อยแก้ว - พระรามแผลงศรถูกทศกัณฐ์ ขาดเศียรขาดกรแต่ไม่ตาย เพราะถอดดวงใจฝากฤษีโคบุตรไว้ ห้องที่ ๑๐๔ ทศพักตร์ผันพบหน้า พานร ลุกขยับจับศร ก่งรั้ง ถามว่าพระพาปร ปักษ์สู่ ไยฤๅ แค้นยิ่งโยมไป่ยั้ง จักแย้งยิงมัน ฤาษีร้องห้ามอย่า หุนหัน ขึ้นนั่งบัลลังก์พลัน พลอดจ้อ วานรนี่ผิดกัน กับพระ รามนอ ให้รูปพามาง้อ อยู่ด้วยพระยามาร (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานอาสาลักกล่องดวงใจทศกัณฐ์จากพระฤษีโคบุตร โดยหลอกว่าทิ้งพระรามมา และให้พระฤษีโคบุตรนำไปถวายตัวแด่ทศกัณฐ์ หนุมานยังหลอกพระฤษีโคบุตรอีกว่าให้นำกล่องดวงใจทศกัณฐ์ไปด้วย เกลือกพระรามจะส่งทหารมาลักเวลาไม่อยู่ ครั้นก่อนเข้ากรุงลงกา หนุมานกลับห้ามมิให้พระฤษีนำกล่องดวงใจเข้าไปเพราะดวงใจอาจกลับเข้าตัวทศกัณฐ์ได้ ให้ฝากองคตซึ่งติดตามมาด้วยไว้นอกเมือง พระฤษีก็เชื่อ แล้วหนุมานจึงนิมิตปลอมกล่องดวงใจให้องคตนำกล่องดวงใจของจริงไปซ่อนไว้ เวลาพระฤษีกลับออกมาจากเมืองให้มอบกล่องดวงใจปลอมไปให้ แล้วพระฤษีโคบุตรก็พาหนุมานเข้าไปในเมืองลงกาเพื่อถวายตัวแก่ทศกัณฐ์ ห้องที่ ๑๐๕ กระบี่ว่าบัดนี้ บุตรมา เฝ้าแฮ หวังจะใคร่ทูลลา ปราบเสี้ยน สิบเศียรสบอัชฌา- สัยสั่ง มาตย์แฮ ให้จัดพยุห์อย่าเพี้ยน ผิดครั้งพระดนัย ฯลฯ ลูกลมโลดรถเลี้ยว ไล่พา- นรเฮย กระโชกโบกมือสวา วิ่งซ้อง ลางตัวตื่นเต็มประดา เดินไขว่ ขวางแฮ ศรหวดบให้ต้อง ตวาดต้อนแตกกราว (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานอาสาออกศึกรบกับพระลักษมณ์ แสร้งทำอุบายให้ทศกัณฐ์เชื่อว่าสวามิภักดิ์ ห้องที่ ๑๐๖ ฝ่ายลูกพายุฟื้น นิทรา ประดับอลังการ์ กนกแพร้ว โลมกันยุมาลา ปราบศึก สมรแฮ แล้วสู่ปราสาทแก้ว ยอบเฝ้าทศกัณฐ์ กุมภัณฑ์ยลพักตร์ยิ้ม ยินดี ยิ่งนา เรียกนั่งร่วมแท่นมณี หยอกเย้า บิดรพิศพ่อผ่องศรี สุดกว่า ก่อนเฮย เป็นกระไรข้าเฝ้า นี่เนื้อบุญเรา ฯลฯ หนุมานเสแสร้งตอบ วาที ลูกกริ่งปรปักษ์หนี น่าส้อน เชิญพระปิ่นภูมี ศวรเสด็จ ด้วยแฮ จักจับมนุษย์ต้อน กระบี่ให้แตกฉาว (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานหลอกให้ทศกัณฐ์ออกรบ ห้องที่ ๑๐๗ หนุมานจรจากเจ้า ลงกา ร่ายเวทบังนัยนา กองกั้ง กันหมู่อสุรพลา- กรห่อน เห็นแฮ เหาะลิ่วกลางลมยั้ง อยู่ถ้าหลานอินทร์ กระบินบงพ้องบุตร พระพาย หยิบกล่องล่องลมผาย ผาดฟ้า มาส่งแก่พี่ชาย ชมชื่น กันแฮ สองร่อนลงสู่หล้า รีบเฝ้าพระนรายณ์ ฯลฯ ชูกล่องชีพิตให้ เห็นพลัน หัวเราะพลางเยาะหยัน หยาบเย้ย เหวยเหวยราพณ์อาธรรม์ ชีพจัก มลายแฮ นี่กล่องของใครเฮ้ย หยั่งรู้ฤาไฉน (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์) - แปลร้อยแก้ว - หนุมานชูกล่องดวงใจเย้ยทศกัณฐ์ ห้องที่ ๑๐๘ อสุราองค์แอบใกล้ มเหสี สรวลนอ อย่าแม่อายเสนี อย่าร้อง ม้วยที่พิเภกที่ จะสืบ พงศ์แม่ อุสส่าห์ฝากองค์น้อง จะได้ดำรงตน สั่งเสร็จขึ้นรถไท้ ขับพล คลานา ฝูงราษฎร์แน่นคอยยล ท่านเต้า อาลัยท่านทุกตน ชลหลั่ง พักตร์นา ท้าวก็แสนสุดเศร้า โศกเอื้อนอาลัย (พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์โศก สั่งเมืองและออกรบเป็นครั้งสุดท้าย ห้องที่ ๑๐๙ หริวงศ์ทรงสดับถ้อย หนุมาน แหลมหลักเชิงเศิกชาญ พจน์พร้อง ทรงศรรีบแผลงผลาญ ทศพักตร์ เฉวียนฉวัดกระบัดต้อง อกท้าวทศเศียร คชทันต์ที่อกอ้าว ทศพักตร์ หลุดกระเด็จดุจชัก คว่างทิ้ง รูปแปลงกลับประจักษ์ เป็นทศ- เศียรนา ตกจากพิยรถกลิ้ง กับพื้นปัถพี (พระยาศรีสิงหเทพย์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศกัณฐ์แปลงตนเป็นพระอินทร์ออกรบกับพระรามจนตาย ห้องที่ ๑๑๐ ภิเภกรับสั่งให้ พนังงาน เชิญพระศพประดิษฐาน โกศแก้ว วางเหนือราชรถยาน รายเครื่อง สูงแฮ พลแห่พรั่งพร้อมแล้ว เคลื่อนคล้อยคลาขบวน แตรสังข์เซ็งแซ่ซ้อง เสียงครหึม กลองนะประโคมครึม ครั่นคร้าม เสนาเนตรนองซึม ชลคร่ำ ครวญเฮย สบส่ำสาวสนมสอื้น กลับเข้าเวียงไชย (พระยาศรีสิงหเทพย์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พิเภกให้เชิญศพทศกัณฐ์เข้าเมือง ห้องที่ ๑๑๑ แม้นจิตรข้าหน่ายไท้ ทรงศักดิ์ ไปรักใคร่ทศพักตร์ ชาติช้า ฤาชายอื่นจากจัก- กฤษณราช ก็ดี จงพระเพลิงผลาญข้า มอดสิ้นสูญชนม์ แม้ซื่อสัตย์ต่อเบื้อง บาทา สมเด็จพระภรรดา ธิราชเจ้า อย่าร้อนอย่ารนรา คีหม่น หมองแฮ เสี่ยงสัตย์เสร็จเสด็จเข้า ยาตรเยื้องลุยไฟ (พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุตรี ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - นางสีดาลุยเพลิงถวายสัตย์ต่อพระราม ห้องที่ ๑๑๒ ให้เชิญพระโกศเจ้า กรุงมาร ขึ้นสู่บุษบกกาญจน์ รถแก้ว ท้าวเสด็จสู่ราชยาน โบกหัตถ์ กลองชนะปี่ไฉนแจ้ว โจ่งคลื้มเสียงขาน เดินขบวนพยุหบาตรซ้อน สามสาย ต้นเชือกโบกธงชาย เชิดช้อย รถโยงรถจันทนราย เป็นระเบียบ ไปแฮ พลแห่กองหน้าคล้อย รถเมื้อลานเมรุ (หลวงภาษีวิเศษ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ขบวนแห่ศพทศกัณฐ์ไปสู่เมรุ ห้องที่ ๑๑๓ ขบวนแห่พระศพท้าว ทศศรี ถึงพระเมรุรูจี จึ่งยั้ง เวียนพระศพครบตรี วารรอบ เมรุนา เชิญพระโกศขึ้นตั้ง สถิตเบื้องเบญจา ฯลฯ งานเล่นโขนหุ้นงิ้ว ลครอึง อลเอย สามต่อไล่ลวดกรลึง ฟ่อนฟ้อน รำแพนพวกหกขึง ขันลอด บ่วงนา นอนดาบอีกคาบค้อน มีดซ้ำโยนซอย ฯลฯ ปวงพระวงศ์บริจาคสิ้น วัตถุทาน จวบบ่ายฝ่ายพนักงาน จัดพร้อม เชิญพระศพจอมมาร สู่แท่น ที่เอย พิเภกกับประยูรห้อม เกลื่อนกลุ้มถวายเพลิง (พระครูอุภัยสังฆกิจจานุกร ผู้แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พิเภกถวายเพลิงศพทศกัณญ์ ห้องที่ ๑๑๔ พิเภกเชิญเสด็จขึ้น ตำหนัก สวนแฮ องค์พระกฤษณุรักษ์ ย่างเยื้อง ลักษมีวิมลพักตร์ พระอนุช ท่านนา โดยเสด็จบังคมเบื้อง บาทเฝ้าฟังสาร ราเมศเผยพจน์ถ้อย สุนทร ถามพระลักษมีสมร เพราะพร้อง อ้าแม่จากเรียมจร มาอยู่ นี้ฤา ฤาว่าตำหนักน้อง สถิตนั้นถิ่นไหน สีดาประณตไท้ ทูลรำ- พันแฮ หวนเหตุแห่งความรกำ เก่ากี้ รทมทนทุกข์เทวศลำ- บากยิ่ง พระเอย ในพระตำหนักนี้ อสุรให้สถิตเสถียร (หลวงฤทธิพลไชย แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามราชาภิเษกพิเภกครองกรุงลงกา พระราม นางสีดา และพระลักษมณ์ ประทับแรมในสวนขวัญ ห้องที่ ๑๑๕ เทพย์หนึ่งเนาที่เฝ้า พระศูลี ทูลทัดพระวาที ท่านไว้ พระอวยเดชราพทวี ใครปราบ ยากนา กลับสาปศพมารให้ ขจัดทิ้งชลปลัย หริวงศ์ทรงทราบน้าว ศรแผลง ต้องยักษ์ศักดาแสดง ดาษม้วย เป็นลมกรดกราดแรง ศพสาด ทเลเฮย สูญชีพมารหมดด้วย เดชพ้องพรศุลี (ขุนท่องสื่อคนเก่า แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - อัศกรรณสหายของทศกัณฐ์ยกทัพมารบกับพระราม พระรามฆ่าตาย แล้วกลับเกิดเป็น ๒ ตาย ๒ กลับเกิด ๔ ฯลฯ พิเภกทูลให้แผลงศรกวาดศพลงทะเลตามพรของพระอิศวร ห้องที่ ๑๑๖ บรรลัยกัลป์รับถ้อย ทูลขยาย กำหนดสัปตวารหมาย ไม่ช้า บัดลากลับรีลผาย ผันสู่ ปรางค์แฮ ตรัสสั่งสนมสนิทหน้า นิ่มเนื้อนวลถนอน ฯลฯ ถึงวังเข้าซุ่มซุ้ม พระทวาร ยอหัตถ์นมัสการ กึ่งเกล้า ร่ายเวทเดชพรหมมาน สมัคมุ่ง จิตรแฮ ตระบัดก็หายกลายเข้า สู่ห้องมาตุรงค์ ราพคลายพระเวทให้ เห็นองค์ ยุรยาตรมาดหมายตรง แท่นแก้ว ฝ่ายกาลอัคคีอนงค์ เนาอาสน์ นางนา เห็นพระโอรสแก้ว วิ่งว้ามาประคอง (ขุนท่องสื่อคนเก่า แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - เมื่อพระรามยกทัพกลับ พิเภกทูลให้แผลงศรทำลายถนนที่จองไว้ บรรลัยกัลป์ขึ้นมาจากบาดาลเยี่ยมทศกัณฐ์ พบนางกาลอัคคีมารดาจึงรู้ว่าบิดาคือทศกัณฐ์ถูกพระรามฆ่าตาย ห้องที่ ๑๑๗ ลูกลมร่ายเวทเปลื้อง แปลงตน เป็นกระบือบัดดล ด่วนเต้า ลงบึงทอดกายกล ติดหล่ม อยู่แฮ หวังจักลวงยักษ์เข้า แบกรู้พลังมาก บรรลัยกัลป์อสุรร้าย เร็วจร ลุที่บึงกาสร สถิตรต้อง ถามถึงพวกพานร มนุษย์ลักษมณ์ รามเอย เดินทัพทางนี้พ้อง พบบ้างฤาไฉน (ขุนท่องสื่อคนเก่า แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - บรรลัยกัลป์ตามมารบ หนุมานแปลงเป็นกระบือ ต่อมาได้รบกันและฆ่าบรรลัยกัลป์ตาย ห้องที่ ๑๑๘ พระสดับมธุรสเอื้อน โองการ ให้เคลื่อนพยุหหาญ รีบแคล้ว ตระบัดลุยังสถาน นครขีด- ขินฮา หยุดประทับรถแก้ว พรั่งพร้อมจตุรงค์ ดารายุพเรศรู้ เหตุพลัน พร้อมหมู่พระกำนัล แวดล้อม ไปเฝ้าพระทรงสุบรรณ ยังฝ่าย น่าแฮ ถึงรถประณตน้อม นบนิ้วอภิวันท์ (กุเรเตอร์ทัด แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามเคลื่อนพลเข้าเมืองขีดขิน นิทพัทซึ่งรั้งเมืองอยู่ออกมารับเสด็จ ห้องที่ ๑๑๙ ยาตรย้ายพยุหพื้น พลหาญ จากขีดขินเขนขาน โห่เร้า สามกระษัตริย์แสนสำราญ บนบุษ- บกเฮย ทัพน่าธงนำเข้า เขตแคว้นแดนดง ฯลฯ มาถึงนิวาสเจ้า จอมอา- จาริย์เฮย พวกยักษ์ลิงวิ่งฮา ฮึกห้าม พระยลกุขันมา ตรัสเรียก พรานนึกใจจิตคร้าม ยอบยั้งบังคม (พระพิบุลย์ไอสวรรย แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามให้หนุมานกับกุขันไปส่งข่าวเสด็จกลับในกรุงศรีอยุธยา ห้องที่ ๑๒๐ ถึงปีสิบสี่ถ้วน กำหนด สัญญาเฮย พระสัตรุดพระพรต พิราพร้อง เหตุใดพระทรงยศ ไม่กลับ มานา ครบสัตย์สัญญาน้อง จักต้องลาญชนม์ อยู่ไยอัประยศถ้วน เทวัญ เสียชีพรักษ์สัตย์ธรรม์ ชอบไว้ คิดเสร็จจรผัน สู่พระแม่ สามเฮย ประณตลานาฏไท้ จักเข้ากองกูณฑ์ (พระมหาคำ เปรียญ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระพรต พระสัตรุดเตรียมเข้ากองไฟ ถ้าพระรามไม่เสด็จกลับภายใน ๑๔ ปี หนุมานและกุขันเข้าเฝ้าทูลเรื่องพระรามเสด็จกลับให้ทรงทราบ ห้องที่ ๑๒๑ สมเด็จภูวนาถเจ้า จักรี เปรมกระมลปรีดี โปรดให้ ขุนวายุบุตรมี ความชอบ ใหญ่นา เป็นพระยาอนุชิตได้ ผ่านอ้าวอยุทธยา ฯลฯ ตรัสสั่งพิเภกเจ้า ลงกา จักเยี่ยมด้วยศรา วุธใช้ กำหนดวิกละครา คอยตอบ ข่าวเฮย แล้วเรียกพนักงานให้ จัดพร้อมของประทาน โปรดปูนบำเหน็ดถ้วน ทั้งหมด แจกเครื่องลำดับยศ ทั่วหน้า ต่างรับต่างประณต ลาบาท พระเฮย ย้ายแยกยังเขตหล้า แหล่งด้าวแดนตน (พระมหาคำ เปรียญ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามปูนบำเหน็จความชอบประทานอนุชาและทหาร ห้องที่ ๑๒๒ ปางพระยาอนุชิตได้ ครองศรี อยุทธ์แฮ ร้อนจิตคืออัคคี ลวกไหม้ ถวายคืนรัชภูมี ตรัสสั่ง กระบี่นา พรหมาสตร์ตกใดไซ้ จักสร้างเวียงประทาน ทรงแผลงศรสิทธิ์ด้วย เดชา อนุชิตตามศรคลา รีบเร้า ศรตกนพภูผา เก้ายอด ราบฤา ลิงกวาดกำแพงเค้า นิเวศน์พื้นภูมิเวียง เสร็จกิจรีบกลับเฝ้า ทูลสาร าพระแสงสุริการ ตกต้อง เขาเก้ายอดแหลกปาน เทพปราบ ลงนา ข้ากวาดกำแพงป้อง เขตแล้วมาฉลอง (พระมหาคำ เปรียญ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามประทานกรุงอยุธยาแก่หนุมานตามที่ได้ทรงสัญญาไว้ แต่หนุมานไม่รับ พระรามจึงทรงสร้างเมืองใหม่ ประทานหนุมาน ห้องที่ ๑๒๓ ปางจอมพิภพเจ้า จักรวาล ทรงพระนามมหาบาล แกว่นแกล้ว มนทามิ่งเยาวมาลย์ อัคเรศ พระเอย ถวัลย์ราชสราญแผ้ว ผ่อพ้นไพรี ระลึกถึงทศพักตร์ไท้ พรหมพงศ์ เสด็จออกพระโรงทรง สั่งให้ เสนีเทียบจัตุรงค์ โดยเสด็จ ประเวศเยี่ยมลงกาไท้ พรุ่งแจ้งจักจร (หลวงอินทรอาวุธ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวมหาบาลเพทาสูรสหายทศกัณฐ์ ยกทัพมาเยี่ยมทศกัณฐ์ ทราบว่าทศกัณฐ์ตายจึงยกพลเข้าประชิดเมืองลงกา ห้องที่ ๑๒๔ วายุบุตรยุทธิ์แย่งได้ กระบองตาล ตีถูกจอมจักรวาล แด่วดิ้น เผ่นเหยียบอุระมาร ถามพิเภก ไฉนราพเทพาสิ้น ชีพแล้วคืนเป็น พิเภกตอบขุนราพแกล้ว การณรงค์ เพราะพระอิศวรทรง ประสิทธิ์ไว้ จักฆ่าอสุระจง ผ่าอก ออกเอย บี้บีบหทัยให้ แหลกแล้วจึ่งผลาญ วายุบุตรสดับพร้อง ยินดี เงือดง่าอาวุธตรี แกว่งคว้าง ผ่าอุระอสูรี แขวะควัก กระมลแฮ บี้บีบละเอียดล้าง ราพสิ้นสูญชนม์ (หลวงอินทรอาวุธ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พิเภกรบกับท้าวมหาบาลเพทาสูร หนุมานซึ่งพระรามทรงส่งให้มาช่วยพิเภก เข้าช่วยฆ่าท้าวมหาบาลตาย ห้องที่ ๑๒๕ กำหนดทศมาสถ้วน นางทรง ครรภ์เฮย ประสูติพระกุมารยง ยศล้ำ ทรงสิริวิไลองค์ ลออเอี่ยม ควรคู่นครค้ำ เขตด้าวแดนมาร ฯลฯ จอมราพพิเภกผู้ เพ็ญยศ หลงคิดว่าโอรส สืบไส้ แช่มชื่นกระมลมท มัวโม่ห์ เพียงหนึ่งท้าวเธอได้ ฝ่ายด้าวดุสิตสวรรค์ ฯลฯ ประทานนามตามจิตท้าว จำนง แด่พระกูมารยง ยิ่งแกล้ว ไพนาสุริย์วงศ์ เฉลิมเกียรติ พูนสวัสดิ์พิพัฒน์แผ้ว ผ่องพ้นอันตราย (นายโต เปรียญ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - กำเนิดไพนาสุริย์วงศ์ โอรสทศกัณฐ์และนางมณโฑ แต่พิเภกสำคัญผิดว่าเป็นลูกตน รวมทั้งกำเนิดอสุรผัดบุตรหนุมานและนางเบญกาย ห้องที่ ๑๒๖ วันหนึ่งอนุชิตเจ้า จอมนรา ราษฎร์เฮย ออกพระโรงเสนา แน่นเฝ้า ทรวินิจกิตยา- นุกิจ เสร็จเฮย จึ่งพระผู้ผ่านเผ้า จักเต้าสวนขวัญ ฯลฯ บันดาลคิดเคลิบเคลิ้ม สกนธ์ตน คงจริตอย่างลิงลน เลศนั้น ถอดมกุฎภิมณฑน์ มอบพนัก- งานเฮย ปีนป่ายอัมพพฤกษ์ดั้น โดดเต้นโดยคนอง ฯลฯ กูซนจนต้องรับ รองอาย จักอยู่บสบาย บ่อนนี้ ควรคิดหลบหลีกกาย สันโดษ เดียวเฮย เอาเพศดาบสลี้ ลับหน้านางจร (นายโต เปรียญ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระยาอนุชิตหรืออนุมานชมอุทยาน เก็บผลมะม่วงให้สนม ยางมะม่วงหยดถูกศีรษะ เผลอตัวให้เท้าเกา นางสนมเห็นเข้าหัวเราะ เลยแปลงเป็นมนุษย์และหนีไปบวชอยู่กับพระฤษีทิศไพที่เขามณฑป ห้องที่ ๑๒๗ พระกุมารสดับถ้อย วรณี- สูรเอย เจ็บจิตดังศรศรี เสียบไส้ แสนขุ่นพระทัยเทวี พูนเทวษ ดาลเดือดมิเหือดไห้ กลับเข้าคืนวัง ถึงเฝ้าพิเภกแล้ว ทูลลา เสด็จสู่ปรางค์มารดา สุดลห้อย มณโฑอรรคชายา ยลบุตร พิไรเอย กรกระกองลูกน้อย พร่ำถ้อยวอนถาม (พระปลัดสิงห์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - วรณีสูรพี่เลี้ยงไพนาสุริย์วงศ์ทำอุบายให้รู้ว่าพิเภกไม่ใช่บิดา ไพนาสุริย์วงศ์จึงแกล้งขอลาไปเรียนศิลปศาสตร์กับพระกาลดาบส ห้องที่ ๑๒๘ ปางจอมจักรวรรดิเจ้า มลิวัน เสวยรัชมไหศวรรย์ ผ่องแผ้ว มวลมาตย์เชี่ยวชาญฉกรรจ์ เชิงยุทธ์ นาฮา สามโลกลืมฤทธิ์แกล้ว ทั่วท้าวสยองหยอน ฯลฯ จอมพงศ์ทรงสดับเอื้อน โองการ ถามเฮย สหายรักยังสำราญ ผ่องแผ้ว ฤามีหมู่อรินทร์หาญ เหิมย่ำ ยีนา ใช้ท่านสแงคลาศแคล้ว เพื่อด้วยกิจไฉน ฯลฯ หน่อนาถถวายจอกแล้ว พจนา ทูลเลย ว่าพระจอมนีครา ร่มเกล้า สูญสิ้นพระชนมา- ยุเพราะ อรินทร์เอย สหายญาติหลาทบเท้า ทอดด้วยศรราม (พระปลัดสิงห์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ไพนาสุริย์วงศ์กับวรณีสูรพี่เลี้ยงลอบไปกรุงมลิวัน ผ่านด่านไฟกรดและน้ำกรุงของกรุงมลิวัน ตามวิชาที่เรียนมาจากพระกาลดาบส แล้วเข้าเฝ้าท้าวจักรวรรดิทูลข่าวทศกัณฐ์ถูกพระรามฆ่าตาย ห้องที่ ๑๒๙ พิเภกสดับเสด็จเข้า สนานองค์ ทรงเครื่องยุทธยง ผ่องแผ้ว พระไตถ์จับศรทรง เสด็จสู่ รถเฮย ได้ฤกษ์เลิกทัพแกล้ว โห่ก้องสนั่นไหว ฯลฯ จักรวรรดิยืนรถแก้ว กลางพล เห็นพิเภกคุมพหล กลาดกล้า มุ่งขเม่นเข่นขบทนต์ กทีบบาท ตรัสสั่งให้กองหน้า เร่งเข้าโจมตี ฯลฯ จักรวรรดิอ่านเวทล้าง ศรหลุด แล้วเฮย แผลงนาคศราวุธ ว่องคล้อง รัดพิเภกเซซุด ตกจาก รถแฮ สี่พักตร์สั่งยักษ์จ้อง จับรั้งเร็วมา (พระปลังสิงห์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวจักรวรรดิยกทัพมาประชิดกรุงลงกา พิเภกออกรบแพ้ ท้าวจักรวรรดิให้จำตรุขังไว้ ห้องที่ ๑๓๐ ปางจักรวรรดิราพร้าย ใจหาญ เสร็จมอบภพศฤงคาร เขตด้าว ปรีเปรมกระมลบาน บรมสุข สุดแฮ การเสร็จสมเด็จท้าว ยักษ์เข้าไพชยนต์ พิเภกติดตรุตรึ้ง กรากครัน เลยล่วงสิบห้าวัน โศกเศร้า หลงเลี้ยงลูกอาธรรม์ ทรยศ เรารอบรู้ล้นเกล้า บ่คุ้มภัยเบียน (พระพหลพลพยุหเสนา แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวจักรวรรดิอภิเษกไพนาสุริย์วงศ์ เปลี่ยนนามเป็นท้าวทศพิน ครองกรุงลงกา อสุรผัดลามารดาเพื่อไปตามหาบิดาคือหนุมาน ห้องที่ ๑๓๑ สองอนุชรวิแผ้ว สรงชล ทรงเครื่องสำหรับรณ- ยุทธ์เยื้อง ลาบาทมาตุสามยล พูนเพิ่ม พรนา เดชฤทธิ์ประสิทธิ์เปลื้อง ปลิดร้ายอรินทร์พาล รับพรชนนีศรแล้ว ยาตรา เฝ้าบาทพระจักรา- ธิราชไท้ สัตรุดนบเชษฐา พระลักษมณ์ แล้วแฮ ศรเกราะต่างองค์ให้ โอษฐ์อื้ออวยพร (พระพหลพลพยุหเสนา แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - อสุรผัดพบหนุมาน แล้วทั้งสองจึงมาเฝ้าพระรามเล่าความถวาย พระรามให้พระพรต พระสัตรุด พร้อมทั้งท้าวพระยาพานร ยกทัพไปช่วยพิเภกตีกรุงลงกาคืน และตามไปรบกับท้าวจักรวรรดิที่กรุงมลิวัน ห้องที่ ๑๓๒ นิลพัทกรกราบเกล้า ทูลคดี อันส่ำสุรเสนี ทั่วหล้า อาสาออกศึกมี ความชอบ แล้วนอ ยังแต่ความชอบข้า บาทนั้นไป่มี จะละยศหมดแม้ สกนธ์ตน ลงทอดคว่ำขวางบน สมุททรนี้ เชิญเสด็จพระพาพล พาหนะ ไปเทอญ ขอแต่ชอบเชิดชี้ เกียรติไว้เป็นเฉลิม (พระราชครูพิเชต แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - นิลพัทนิรมิตกาย ทอดตัวเป็นสะพาน ให้กองทัพ้ามไปประชิดกรุงลงกา ห้องที่ ๑๓๓ พระดำรัสสั่งใช้ ชมพู- พานเฮย จงสื่อนครลองดู สักครั้ง เขาจะอ่อนน้อมดนู ฤาขัด แข็งนา ท่านอย่าเผลอพลันพลั้ง พลาดต้องบัดสี พานรินทร์รับสั่งแล้ว รเห็จทยาน บรรลุลงกาสถาน ไป่ช้า ลอยอยู่ณคัคนานต์ ตรงช่อง แกลแฮ สิงหนาทตวาดท้า แทตย์ท้าวทศพิน ฯลฯ พานรินทร์รีบเลื่อนล้ำ ลงไป ประดิษฐานภูมิไผท เผ่นคว้าง โถมถีบถูกอุรไพ- นาสุร- วงศ์แฮ ตกแท่นจับจิกง้าง เกศเกล้ากุมภัณฑ์ (พระราชครูพิเชต แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระพรตให้ชมพูพานไปสื่อสารแก่ทศพิน ห้องที่ ๑๓๔ อสุรผัดโจนจับได้ วรณี- สูรนา จับจิกเกศอสุรี คร่าไว้ สามอสูรจับยักษี สองโสด มาแฮ พาประเวศถวายไท้ ที่ยั้งยุทธภูมิ พระพรตพักตร์ผ่องแผ้ว พูนปรา- โมทย์แฮ ตรัสเรียกสุครีพมา สั่งซ้ำ ท่านก็บุตรสุริยา เดชยิ่ง จงอย่าเผลอพลาดพล้ำ พ่ายรู้ไพริน (พระราชครูพิเชต แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระพรตพระสัตรุด ยกทัพรบกับทศพิน ยามลิวันและกันยุเวกโอรสอินทรชิตช่วย อสุรผัดจับตัวทศพิน และวรณีสูรได้ ห้องที่ ๑๓๕ ตรัสเสร็จสั่งให้บุตร สุริยฉัน ชำระโทษสองกุมภัณฑ์ แผกร้าย ฟอกเอาเพื่อนพวกมัน มวลหมู่ ขบถนา สุครีพรับสั่งย้าย ยาตรยั้งยังพลาน บังคับตำรวทั้ง ทำมรง กับพวกราชมัลอง- อาจห้าว ผูกสองนักโทษทนง กับหลัก คาเอย ติดเครื่องไม้กระหมับคร้าว กราดนิ้วกระทบเตือน (ขุนพินิจฉัย แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทศพิณและวรณีสูรถูกลงทัณฑ์และตระเวณประจาน ห้องที่ ๑๓๖ ตระเวนรอบด้าวรีบ นำยักษ์ สองเอย สู่ที่มัดกับหลัก แหล่งแล้ว เพชฌฆาตอย่างฟันนัก- โทษขาด เศียรแฮ จึ่งเสียบประจานแพ้ว อยู่ข้างทวารเวียง มณโฑทราบบุตรม้วย ชีวา แล้วเอย รันทดหฤทัยอา- ดุรดิ้น แสนสลดถั่งชลนา นอกพักตร์ พธุนอ กำสรดเพียงจักสิ้น ชีพให้โหยครวญ (ขุนพินิจฉัย แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระพรตสั่งให้เอาทศพิณและวรณีสูร ไปตระเวนแล้วประหาร ห้องที่ ๑๓๗ ฤาษีตรึงแล้วทราบ ตลอดกิจ แจ้งในนิมิต แม่นพร้อง ถูกตามเคราะห์โหรพิธ ทูลเหตุ ฝันนา ดวงพระชาตาต้อง ฆาตด้วยลักษณ์จันทร์ ฯลฯ จักช่วยเสดาะเคราะห์ด้วย พระมนต์ เศกยอดคาถาจน ครบแล้ว พันคาบรดสกนธ์ ขุนยักษ์ นั้นแฮ อวยศิริลาแคล้ว คลาศยั้งกุฎิดง (หม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันท์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวจักรวรรดิฝันร้าย ให้พระปรเมศฤษีรดน้ำมนต์ ต่อมาพระพรตและพระสัตรุดยกทัพประชิดกรุงมลิวัน ห้องที่ ๑๓๘ หนุมานเหาะเข้าด่าน ในทฤษฎิ์ มารเฮย มีชื่อกาลสูรมหิทธิ์ หอกเฟื้อย ใจหาญอ่านมนต์สิทธิ์ ไสยเวท เรียกนาคหลายหลากเลื้อย เลิกพั้งพานโผน ฯลฯ ร่ายเวทแปลงเพศเพี้ยน กายา เป็นสุบรรณบินถลา ไล่จ้ำ จิกฉาบคาบนาคมา เหมือนเหยื่อ ลางหลบลางตายน้ำ กรดแห้งเหือดหาย กลายเพศจากครุฑแล้ว เป็นลิง เผือกนา พักตร์สี่แปดกรสิง หนาทเกรี้ยว กาลสูรเดือดโดดชิง ชัยกระบี่ ขับพวกพหลพลเลี้ยว ไล่ล้อมลิงขาว (นายเริก หมื่นพากยโวหาร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระยาอนุชิต (หนุมาน) อาสาหักด่านน้ำกรด ไฟกรด ของกรุงมลิวันฆ่ามัฆวานและกาลสูรนายด่านตาย ห้องที่ ๑๓๙ ลิงโถมโจมเข้าหัก ยอดปรา- สาทแฮ คีบกลับพลับพลาถวาย บาทไท้ ทูลเสร็จพระอนุชา ชมชอบ ลิงเอย เรืองเดชหาไหนได้ ดุจนี้ดีขยัน ขุนยักษ์ยลชั้นยอด ปรางค์หัก อัประยศนิกรยักษ์ ยิ่งเศร้า ใช้มารชื่อฤทธิจักร จรรีบ ไปเอย ทูลราชโอรสเจ้า ว่าท้าวแทตย์เชิญ (นายเริก หมื่นพากยโวหาร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระพรตตั้งทัพที่เขามยุรา ให้นิลนนท์สื่อสาร ต่อมาท้าวจักรวรรดิให้หาสุริยาภพโอรสออกรบ ห้องที่ ๑๔๐ สุริยาภพหลับเนตรน้อม จิตสาสร์ เสกนา ยินอุโฆษเปรี้ยงปราด เปรื่องก้อง ลืมเนตรพิศเขากลาด ล้อมกลับ หายเฮย เห็นเมฆสูรสาตรต้อง พินาศสิ้นเสียชนม์ กระทืบบาทกราดกริ้ว หอกธทูน แบกเฮย กลอกพักตร์กวักหัตถ์ยูร- ยาตรเต้น พิเภกประณตบาทมูล พระสัตรุด แถลงแฮ ขุนยักษ์จับหอกเขม้น มุ่งร้ายระวังองค์ (ขุนพิสณฑ์สังฆกิจ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระสัตรุดรบกับสุริยาภพ สุริยาภพให้เมฆสูรเนรมิตกายเป็นภูเขากั้นพลมารไว้ เพื่อตนเองปลุกเสกหอกเมฆพัทให้เรืองฤทธิ์ พระสัตรุดแผลงศรต้องเมฆสูรตาย สุร้ยาภพพุ่งหอกต้องพระสัตรุดสลบ ห้องที่ ๑๔๑ จันทน์แดงเลิศล้ำอยู่ อโยทธะ ยาเอย มูลอุสุภอาสน์ศิวะ เทพท้าว อยู่อินทกาละ ไกรลาศ ถ้ำแฮ หินบดอยู่พรหมด้าว ที่ท้าวธาดา ลูกหินอยู่ถิ่นท้อง บาดาล นาคราชเนานานกาล เก็บไว้ แม้โปรดสั่งกระบี่ชาญ ฤทธิรุด นำสิ่งพัสดุได้ หอกนั้นพลันถอน พระพรตฟังภิเภกพร้อง ความทู่ล พลันเรียกนิลพัทยูร สู่เฝ้า สั่งควใามเยี่ยงเค้ามู่ล พิเภกนบ ถวายแฮ อย่านิ่งนอนใจเจ้า รีบร้อนเร็วไป (ขุนพิสณฑ์สังฆกิจ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - นิลพัทอาสาไปหาสรรพยาและสิ่งของต่างๆ แก้พิษหอกเมฆพัท เมื่อพระสัตรุดฟื้นแล้ว พระพรตพระสัตรุดทรงยกทัพกลับพลับพลา ห้องที่ ๑๔๒ คอยเหตุเห็นมนุษย์ฟื้น ชีวา เร่งรีบทูลกิจจา แต่ไท้ จักรวรรดิวาบจิตปรา- รมย์นิ่ ตลึงแฮ ให้เรียกบุตรมาใกล้ อาสน์ชี้แจงแถลง สุริยาภพทราบเหตุซ้ำ อาสา อันมนุษย์คืนชีวา รอดได้ ยังมีจักรศรคทา- วุธคู่ หัตถ์แฮ ขอสนองพระคุณไท้ ธิราชร้ารอนเข็ญ (ขุนวิสูตรเสนี แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - สุริยาภพรบกับพระพรต พระสัตรุด ถูกพระพรตฆ่าตาย ห้องที่ ๑๔๓ บรรลัยจักรรีบเฝ้า บิตุรงค์ จักรวรรดิบงบุตรทรง ไต่ถ้อย ไพรีชีพมันปลง ปลดหมด ฤาพ่อ สายจิตจึ่งคลับคล้อย ค่ำคลุ้มอนธการ บุตรท้าวทูลเรื่อง ดัสกร สองมนุษย์มันเรืองศร สุดสู้ ลูกจักกราบลาจร ชุบสาตร ก่อนแฮ จงพระตรัสใช้ผู้ หนึ่งตั้งขัดณรงค์ (นายสิงโตมหาดเล็ก แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - บรรลัยจักรอนุชาสุริยาภพออกรบแล้วไปทำพิธีชุบศรเหราพต องคตและอสุรผัดล้างพิธี มารกระบิลออกขัดตาทัพถูกนิลพัทฆ่าตาย ห้องที่ ๑๔๔ ลูกลมแปลงเพศเพี้ยน นกอิน- ทรีย์เฮย จิกกระชากเหราศิลป์ สลัดทิ้ง สุครีพมุ่งพักตร์ผิน รับพระ ไว้เฮย นิลพัทตียักษ์กลิ้ง เกลือกม้วยพลมาร ราหูพิโรธเลี้ยว ชิงสวา สุครีพมือเดียวพา พระอุ้ม องคตกับปักษา นิทพัท ช่วยแฮ ต่างต่อตีทิ่มกลุ้ม ราพต้องตกดิน (นายประภาษมณเฑียรปลัดวังขวา แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - บรรลัยจักรออกรบกับพระพรตและพระส้ตรุด พระสัตรุดต้องศรเหราพต บรรลัยจักรมอบพระสัตรุดให้อสูรราหูรักษาไว้ในอากาศแต่หนุมาน นิลพัท สุครีพ และองคตแก้คืนกลับมาได้ ห้องที่ ๑๔๕ บรรลัยจักรโกรธกริ้ว วานร ขว้างจักรไปราญรอน ไล่ล้าง พระพรตลั่นสาตรศร หมายพิฆาต มารแฮ ถูกจักรพระจายคว้าง พินาศม้วยรถพล ขุนยักษ์รถหักสิ้น เสียนิกาย แผลงสาตรเป็นไฟพราย ไล่ล้าง พระพรตลั่นศรมลาย พิรุณดับ เพลิงแฮ อสุเรศไล่ตีคว้าง พี่น้องสององค์ (นายประภาษมณเฑียร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - บรรลัยจักรออกรบกับพระพรต ถูกพระพรตฆ่าตาย ห้องที่ ๑๔๖ ป่างนนยุพักตร์น้อง บรรลัย- จักรแฮ เนาเขตมารันไศล ต่อตั้ง พิธีประสงค์สาตรไตร- โลกนาถ แก่สิบขวบบยั้ง จวบร้อยปีปลาย คราวจักเกิดเหตุร้าย ลางมี ปลาดนอ โลหิคตจากเมฆี หยดย้อย นึกพระชนกชนนี เหตุวิบัติ ใดนอ จำจะละกิจคล้อย รีบเฝ้าฟังการ (หลวงบรรหารอัตถคดี แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวจักรวรรดิออกรบกับพระพรต แต่ไม่แพ้ชนะกัน นนยุพักตร์โอรสองค์สุดท้องของท้าวจักรวรรดิ ไปตั้งตบะทำพิธี เกิดลางสังหรณ์เลิกตบะกิจเข้าเฝ้าบิดาแล้วอาสาศึก ห้องที่ ๑๔๗ แทตย์แปดกรโก่งน้าว ศิลปสิทธิ์ ถูกเพราะอนุชจักรกฤษณ์ ไป่ลื้น ศรถอยไล่เสียบติด ลิงโดด ดิ้นเฮย พระลั่นศรสนั่นครื้น ครั่นฟ้าดินสะเทือน ศรตกติดทั่วทั้ง กายมาร เป่าปัดพิษศรมลาญ หล่นได้ ราพจับจักรปาดาล เพลิงพลุ่ง จวบราชรถท่านไท้ เหนี่ยวน้าวศรแผลง (หลวงบรรหารอัตถคดี แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - นนยุพักตร์ออกรบกับพระสัตรุด พระสัตรุดฆ่าตาย ท้าวจักรวรรดิออกรบพระพรตต้องศรตรึงทั้งกายแก้ได้แล้วหย่าทัพเข้าเมือง ห้องที่ ๑๔๘ องค์อนุชหริรักษ์น้าว จันทวา- ทิตย์เฮย แผลงจักรแหลกสว่างพา- นเรศฟื้น ซ้ำต้องอกอสุรา ปลิวตก ดงแฮ แทตย์โลดถลันห่อนลื้น แล่นล้างพานร นิลพัทโผนจับได้ ไวยตาล ฟาดกับสุธามาร แทบม้วย ยักษ์ขยาดยุทธการ ตริพิ- ธีเอย เร่งเลิกทัพกลับด้วย พยุห์เข้าเมืองมาร (ขุนภักดีอาษา แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระพรตรบกับท้าวไวยตาลผู้ครองกรุงกุรุราชซึ่งอยู่ใต้ดิน สหายท้าวจักรวรรดิไม่แพ้ชนะ ท้าวไวยตาลหย่าทัพกลับเข้ากรุงมลิวัน ห้องที่ ๑๔๙ พระยายักษ์จักรวรรดิเจ้า อสุรา ปางพระสหายคลา เขตรแล้ว โองการมอบอาญา- ศึกสิทธิ์ ขาดเอย ให้อสุรเพตราแกล้ว ออกสู้สู่ณรงค์ เพตรามาจ้ดได้ พลผจญ หกเหล่าทรหดทน ทั่วหน้า ได้ฤกษ์ราพแต่งตน ตามยศ ขี่คชขัดคทากล้า กาจแม้นไกรสร (ขุนภักดีอาษา แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวจักรวรรดิให้อสุรเพตราออกขัดตาทัพ ถูกองคตฆ่าตาย ท้าวไวยตาลทำพิธีชุบกระบองตาลในกรุงกุรุราช นิลพัทและอสุรผัดล้างพิธี ห้องที่ ๑๕๐ บั่นได้เศียรแทตย์แล้ว สองคลา กลับเฮย บรรลุเขามยุรา ค่ายไท้ องคตเลิกยุทธนา มาพบ พร้อมเอย สามต่างมีชัยได้ อริเสี้ยนสองมาร นฤบาลออกอาสน์แล้ว สามนาย เฝ้าบาทพระนรายณ์ ธิราชเจ้า น้อมเกล้ากราบทูลถวาย เศียรราพ ร้ายแฮ ในท่ามกลางอมาตย์เฝ้า สดับไท้บัณฑูร (ขุนภักดีอาษา แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวไวยตาลยกออกไปรบจากกรุงกุรุราช นิลพัทและอสุรผัดกัดอยู่ปากทาง และฆ่าท้าวไวยตาลตาย ห้องที่ ๑๕๑ พระพรตยบไพร่พร้อม พลขันธ์ สรงเสร็จทรงเครื่องสรรพ์ ยุทธ์แพร้ว ชวนพระอนุชาจรัล เสด็จร่วม รถแฮ ชอบโชคพิไชยฤกษ์แล้ว คลี่พ้องพลกระบินทร์ ทรงรถเทียมอัศว์เชื้อ ชาญผจญ เผ่นพิโรธคำรน ร่ำร้อง โลมเหลืองเลื่องแลกล กลีบกมุท- มาลย์แฮ สาระถีถือทวนจ้อง ท่าจ้วงโจมแทง (ขุนวิสูตรเสนี แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระพรตรบกับท้าวจักรวรรดิ ท้าวจักรวรรดิต้องศรแก้ได้แล้วหย่าทัพ ห้องที่ ๑๕๒ ปางยอดชาเยศทั้ง ธิดา สดับวับจิตรอาทวา หวั่นเศร้า เทียมทิพยสับตรา- วุธตัด เศียรแฮ เศียรซบกับบาทเจ้า พิภพแล้วครวญทูล สองเผือจักพึ่งผู้ ใดไฉน พระเอย ยามพระอยู่เย็นใจ จากร้อน ขอพระผ่อนพระทัยไป สมานมิตร มนุษย์เทอญ โอษฐ์ตรัสสองหัตถ์ข้อน อุระซ้ำแสนศัลย์ (ขุนวิสูตรเสนี แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวจักรวรรดิออกรบแล้วมีลางร้าย ห้องที่ ๑๕๓ ปางองค์จักรวรรดิต้อง ศรปัก อกเอย นอนแน่แลพระพักตร์ พี่น้อง เห็นสังข์คทาจักร จรัสแจ่ม องค์นา ทราบว่าวงศ์นรายณ์พร้อง พร่ำง้อขอษมา สองกษ้ตริย์สดับถ้อย พระยามาร ทรงคิดแสนสงสาร ยักษ์ท้าว ออกโอษฐ์โปรดประทาน โอวาท จงท่านมุ่งหมายด้าว ดึ่งได้ไปสวรรค์ (พระยาสุนทรนุรักษ์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวจักรวรรดิต้องศรพระพรต เห็นพระพรต พระสัตรุด เป็นอวตารของเทพอาวุธพระนารายณ์ ทูลขอขมาแล้วตาย พระญาติวงศ์เผาศพท้าวจักรวรรดิ ห้องที่ ๑๕๔ สองกษัตริย์พักถ้วน ตรีวาร สรงเสร็จทรงรถวิมาน มาศพื้น เคลื่อนจากอโยธยาน พลโห่ เกรียวแฮ เสียงสนั่นครั่นครื้น รีบเข้าเขตอรัญ กับถึงริมฝั่งน้ำ พักพหล วายุบุตรแปลงตน เติบแท้ นอนทอดต่างถนน ยาวใหญ่ ลิงยักษ์เสียงเซ้งแส้ ไต่เต้นตามคนอง (ขุนวิจิตรวรสาสน์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - เสร็จศึกแล้วพระพรตพระสัตรุดยกพลกลับกรุงศรีอยุธยา หนุมานทอดกายให้กองท้พข้ามจากกรุงลงกากลับไปผืนแผ่นดินใหญ่ ห้องที่ ๑๕๕ สองน้องจักรกฤษณ์น้อง ศิระราบ มนุษย์ยักษ์ลิงกราบ เกลื่อนเกล้า ได้พระราชทานลาภ เหลือแหล่ ต่างฤดีแดเร้า รื่นชื้นรวมชม พระจอมโมลิศไท้ อวตาร เสร็จซึ่งปูนบำนาญ บ่ายคล้อย จากอาสน์สูรกาญจน์ ยุรยาตร สถิตแท่นมณเฑียรพร้อย พรั่งพร้อมแสนสุรางค์ (พระสาธุศีลสังวร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามปูนบำเหน็จอนุชาทั้งสองและทหาร ห้องที่ ๑๕๖ พระจักรีตรัสถ้อย แต่ห- นุมานนา บุตรท่านหางเกะกะ กีดแท้ อนุชิตจึ่งเดชะ โปรดช่วย พ้นเพศมัจฉาแก้ ปลดเปลื้องรำคาญ ตรัสว่าอย่าทุกข์ร้อน กระบี่ศรี พระจับพระขรรค์โมฬี แกว่งใกล้ นังคุษฐ์หลุดเองมี ความสุข สบายเอย พ่อลูกไหว้แล้วไหว้ เล่าล้นเหลือเกษม (พระสาธุศีลสังวร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามตัดหางมัจฉานุให้พ้นเพศจากมัจฉา ท้าวมหาชมพูกับไวยวิกเข้าเฝ้าพระราม ห้องที่ ๑๕๗ กษณะปิศาจใต้ ธรณี นางอดูลยักษี ชื่อพร้อง ทราบความว่าเทพี มาสระ สนานแฮ อาฆาตมาดหมายจ้อง จิตร้ายฤษยา จักลองทำเล่ห์ให้ สีดา พลัดพรากจากพระรา- เมศรไท้ คิดแล้วแหวกคงคา ขึ้นจาก ที่แฮ ถึงฝั่งแฝงพุ่มไม้ หนึ่งแล้วร่ายมนต์ (หม่อมราชวงศ์ พระเจริญ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามพระลักษมณ์ประพาสป่า นางอดูลปิศาจซึ่งเป็นญาติกับทศกัณฐ์ แปลงเป็นสนมเฝ้านางสีดาระหว่างสรงน้ำ ห้องที่ ๑๕๘ ภูบาลพิโรธโอ้ สีดา รักยักษ์ลอบเรขา ซ่อนไว้ เจ้าลักษมณ์เร่งเร็วพา ปลงชีพ เสียพ่อ แล้วแหวะดวงใจให้ แห่งข้าขอดู พระลักษมณ์ฟังไป่เอื้อม อาจทาน ทัดเฮย รับสั่งพาเยาวมาลย์ คลาศเต้า ลับเนตรพระภูบาล สองโศก สลดแฮ นางว่าพระน้องเจ้า จักมล้างหนไหน (หม่อมราชวงศ์ พระเจริญ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - นางอดูลปิศาจทูลยุยงให้นางสีดาเขียนรูปทศกัณฐ์ให้ดู แล้วเข้าสิงลบไม่ออก ซุกไว้ใต้พระที่ พระรามกลับมาจากป่า ค้นพบกริ้วสั่งให้พระลักษมณ์พานางสีดาไปฆ่าเสีย พระลักษมณ์ฆ่าไม่ตายจึงปล่อยให้นางไป พระอินทร์เนรมิตเป็นเนื้อตายให้แหวะดวงใจไปถวายพระรามแทน ห้องที่ ๑๕๙ บันดาลเทเวศร์แจ้ง ชวนชา- ยาเฮย สุจิตรสุธรรมา หนุ่มเหน้า สุนันท์สุชาตา อัคเรศร สี่เอย กับหมู่อัปสรเต้า เสด็จแคว้นอาศรม ถึงอาศรมบทห้อง กุฎี ตรัสสั่งสี่มหิษี พรั่งพร้อม จงเฝ้าพระลักษมี ผดุงบาท เธอนา มวลหมู่อัปสรล้อม แวดเข้าประคองครรภ์ สีดาอัคเรศรได้ ยลนาง สวรรค์แฮ คลายวิ้ตกทุกข์จาง จากเศร้า ศุภฤกษ์จวบอรุณสาง วายุรวด แรงแฮ ประสูติพระกุมารเจ้า หน่อเนื้อหริวงศ์ (ขุนวิสุทธากร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระอินทร์แปลงเป็นกระบือนำเสด็จนางสีดาไปสู่สำนักพระวัชมฤคฤษี นางสีดาให้กำเนิดพระมงกุฎ ห้องที่ ๑๖๐ ยลรังแสนอ้อมใหญ่ สาขา ครึมเฮย พระเชษฐ์บอกอนุชา เชิดชี้ จะลองเดชศรปรา- กฎเกียรติ ไว้นอ แผลงพฤกษารังนี้ เพื่อให้แหลกลาญ ทรงแผลงพิฆาตต้น พระยารัง หักโค่นโคนเพิกพัง แหลกล้ม บันลืมนฤนาทดัง ตลอดทั่ว ภพแฮ มานุษย์เทพาก้ม พักตร์ว้าหวาดสยอง (ขุนวิสุทธากร แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระวัชมฤคฤษีชุบพระลบ เพราะนึกว่าพระมงกุฎหายไป นางสีดามาเห็นเข้าจึงขอให้คงพระลบไว้เป็นเพื่อนเล่นพระมงกุฎ ต่อมาพระมงกุฎประลองศรต้องต้นพระยารังโค่น ห้องที่ ๑๖๑ สรรพเสร็จปล่อยอัศว์แล้ว คลาจร วายุบุตรตามอัสดร ดุ่มเด้า ป่างองค์อดิศร สองกนิษฐ์ รามแฮ ทรงรถยกพลเต้า สุดท้ายผ่ายหลัง กล่าวกลับองค์พี่น้อง เนากุฎี ดงเอย ลาบาทพระชนนี นาฏเจ้า จักใคร่เที่ยวไพรศรี หวังสุข จิตรแฮ นางสดับดาลจิตเร้า รุ่มร้อนฤทัยไหว (พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามให้ปล่อยม้าอุปการ หนุมานสะกดตามไป พบพระมงกุฎขี่ม้า หมายจับไปถวาย ถูกพระมงกุฎตีด้วยคันศร จับมัดสาปและสักหน้าประจาน ห้องที่ ๑๖๒ พระพรตจบสาตรขึ้น เสี่ยงพลัน นึกเดชทรงสบรรณ กอบเกื้อ แผลงปราดเกิดลงผัน พัดบ่วง หมดแฮ บัดกระทบห่อเนื้อ นาถกลิ้งกลางอรัญ ลูกลมโถมจู่จ้อง โจมจับ รวบพี่น้องหนีลับ หลีกได้ บัดพาพระบุตรกลับ ยังน่า รถแฮ ถวายแก่อนุชไท้ ธเรศเจ้าจอมราม (นายจิต เสมียนมิวเซียม แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามให้พระพรตพระส้ตรุดยกพลออกไปจับพระมงกุฎและพระลบ ห้องที่ ๑๖๓ พระพรตภูวนาถกริ้ว กุมาร ว่าหมู่ลูกอหังการ เก่งแกล้ว เสนีเร่งมัดประจาน จงมั่น สั่งเสร็จทรงรถแล้ว เลิกรี้พลจร ถึงนครหยุดทัพแล้ว เสด็จดล วังเอย สองราชนบบาทยุคล เชษฐ์ไท้ ทูลความแต่เดิมผจญ จนเสร็จ ศึกนา จับพี่มัดมาได้ แต่น้องดอกหนี (หม่อมเจ้าภุชงค์ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามสั่งจองจำพระมงกุฎ นางอัปสรเทพรำพาลงมาช่วยพระลบอาสาตักน้ำให้ แล้วลอบเอาแหวนของนางสีดาใส่ในหม้อน้ำแก้เครื่องพันธนาการหลุด หลบหนีไปพร้อมกับกันพระมงกุฎ ห้องที่ ๑๖๔ ศรศรีสองราชสู้ เสมอกัน จึ่งพระบุตรสฤษฎ์สรร เสี่ยงน้าว ศรกลับเกิดอัศจรรย์ จวบเนตร เป็นเครื่องสการท้าว ถ่องล้วนอเนกงาม ปางรามทราบเสี่ยงน้าว ศรประสาน เป็นเครื่องทิพย์กระยาหาร ฉัตรกั้น เยาวราชหยิบคาวหวาน เสวยเล่น พลางเอย จักรกฤษณ์คิดอัดอั้น จึ่งเอื้อนบัญชา (หม่อมเจ้าภุชงค์ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามทรงทราบว่าพระมงกุฎพระลบเป็นโอรสเพราะศรศิลป์ไม่กินกัน ห้องที่ ๑๖๕ อัคเรศรลงปล่องได้ โดยถวิล เห็นหัตถ์อรยุพิน พระคว้า นางสลัดหลุดเลยลิน ลาลุ นาคนอ สฤษฎ์รักษ์หลากอ้า อกโอ้อัศจรรย์ วิรุณนาคกล่าวถ้อย ถามสมร นางตรัสโดยสุนทร ทบเท้า สมเด็จพระสนี่กร คือภัส- ดานา นาคประณตเชิญเจ้า สถิตยั้งปราค์มณี (พระธรรมกิติ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามออกอุบายเข้าโกศ ให้หนุมานไปเชิญนางสีดากลับมาขมาพระศพ นางสีดาสิ้นสติ พระรามออกจากหลังม่านมาประคอง นางสีดารู้สึกพระองค์ เสด็จหนีลงบาดาลไปอาศัยท้าววิรุณนาค ห้องที่ ๑๖๖ พระกฤษณ์พินิจน้าว ศรแผลง พิรุณร่วงรดเพลิงแดง ดับสิ้น กุเวรนุราชฤทธิแรง รณเร่ง รบนา สองพระหวดยักษ์ดิ้น กลับขึ้นรณรงค์ ยักษ์กลับจับเหนี่ยวน้าว แผลงศร เป็นนาคอักนิษฐ์สลอน ไล่เลี้ยว พระกฤษณ์ปล่อย่ศรจร จากแหล่ง เป็นครุฑฉุดคาบเคี้ยว ขบคั้นนาคี (พระธรรมกิติ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พิเภกทูลแนะให้พระรามออกเดินป่าเป็นครั้งที่ ๒ เวลา ๑ ปี เพื่อเสดาะพระเคราะห์ มีพระลักษมณ์ และหนุมานตามเสด็จ พระลักษมณ์รบกับตรีปักกันฆ่าตรีปักกันตาย ท้าวกุเวรนุราชผู้เป็นพ่อทราบข่าวยกออกมา ถูกพระรามฆ่าตาย ต่อมาพระรามถอนคำสาปของพระอิศวรให้กุมภัณฑ์นุราช กลับเป็นเทวดาดังเดิม ห้องที่ ๑๖๗ สดับสารปานเปรียบได้ ดุสิต ตรัสบอกเบื้องบูรพทิศ ท่านเต้า เราสองปฤกษากิจ ตามเสด็จ พนัสนา พระโปรดให้อยู่เฝ้า นิเวศด้วยสองหลาน สิบแปดมงกุฎพร้อม ทูลลา นบสี่กระษัตรา เสร็จแล้ว ออกจากอยุธยา ยูรยาตร เร็วแฮ หมายทิศบูราแผ้ว รีบร้อนจรแสวง (พระธรรมกิติ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวพระยาวานรทั้งหลายมีสุครีพเป็นหัวหน้ามาเฝ้า พระพรต ถามข่าวทิศทางที่จะติดตามพระรามไปเดินป่า ห้องที่ ๑๖๘ วายุภักษ์ยลยักษ์กลิ้ง กลาดสมร กวัดแกว่งกระบองรอน กระบี่ล้ม สิบแปดมกุฎจร จับบาท ปีกแฮ ตีถูกมารทรุดก้ม สบแก้มเศียรกาย ยักษ์เดียวเคี่ยวขับสู้ ศึกลิง เจ็บปวดยิ่งยวดจริง จิตร้อน สองปีกปัดป้องชิง ช่องออก ห่างเฮย บินรีบเร็วหลบส้อน ซุ่มเข้าเมฆินทร์ (หลวงรัฐยาธิมาลบัญชา แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - อสูรวายุพักตร์ซึ่งเป็นครึ่งยักษ์ครึ่งนก เจ้าเมืองมหาวิเชียรธานี โฉบพระราม พระลักษมณ์ จะเอาไปเป็นอาหาร ทหารพระรามตามแก้ไขทัน สุครีพและหนุมานแย่พระรามพระลักษมณ์ได้ นิลพัทและองคตฆ่าอสูรวายุพักตร์ตาย ห้องที่ ๑๖๙ หริวงศ์ทรงสดับแจ้ง การรอน ราพเฮย โสมนัสหัตถ์ทรงถอน กกแก้ว อุณาราชโสรจสาคร เสร็จสว่าง สกนธ์แฮ หวนฮึกมานะแคล้ว คลาดเข้าโจมตี พระจักรีเสด็จเข้า รณรงค์ ศรหวงถูกราพองค์ ปั่นคว้าง ซ้ำพาดกกแก้วทรง ศรลั่น ไปแฮ ต้องอกอสูรร้าง ชีพเมื้อตรึงเผา (พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเกษมสันต์โสภาคย์ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามรบกับท้าวอุณาราช พระโคศภฤษีมาแนะนำให้แผลงด้วยต้นกกแก้ว ต้องท้าวอุณาราชแล้วสาปซ้ำ ให้เกิดไก่แก้ว และนนทรีไว้คอยซ้ำศรกก ตรึงไว้เมื่อศรเขยื้อน ห้องที่ ๑๗๐ นารายณ์รับเสาวณิตแล้ว ลาจร เสด็จสถิตจพระบรรจถรณ์ แท่นไท้ ทรงพระราชอนุสร ถึงกระบี่ ทหารเฮย ความชอบควรปูนให้ ยศทั้งอลังการ เสด็จออกประทับยั้ง ยังราช อาสน์เอย ตรัสสั่งคลังอำมาตย์ มากม้วน ให้จัจดเครื่องประสาธน์ บำเหน็ด ทหารเฮย มงกุฎสังวาลล้วน เพชรแก้วแกมกาญจน์ (ขุนหลวงพระไกรศรี แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระราม พระลักษมณ์ และทหารกลับกรุงศรีอยุธยา ห้องที่ ๑๗๑ ได้ฤกษ์ฆาตฆ้องเลิก บายศรี อินทร์เป่าสังข์ดนตรี ครั่นก้อง ศิวะส่งแว่นมณี เวียนเจ็ด รอบแฮ เสร็จดับเทียมเจิมพร้อง พร่ำอื้ออวยไชย เสร็จพรภิเษกแล้ว ทรงตรัส สั่งเอย จงกลับกรุงศรีสวัสดิ์ สร่างเศร้า รามกับสี่กษัตริย์ อนุชิต ลาแฮ พร้อมเทพทรงรถเร้า ลุด้าวอยุทธยา (ขุนท่องสื่อคนเก่า แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระอิศวรให้เทพอำมาตย์ลงมาเชิญพระรามและนางสีดาขึ้นไปเฝ้าแล้วทรงอภิเษกสมรสให้ใหม่ ห้องที่ ๑๗๒ ครธรรพ์ล่ามฤคแล้ว จากกุรงค์ เถลิงรถประพาศดง ขนัดห้อม ห้าโยชน์กึ่งจึ่งบง ไศลใหญ่ สูงแฮ ธารทดกพยุหยาตรพร้อม สอาดสอ้านสราญแสน ขับรถลดเลี้ยวเล่น เล็งกะฎี เล็กเล็กเนินคิรี เรี่ยตั้ง คเนคนึงซึ่งฤาษี สรรพรต ปองนอ ตูไป่ยายียั้ง ยิ่งกล้ากลากูณฑ์ (หม่อมเจ้าพระประภากรบวรวิสุทธิวงษ์ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวคนธรรพ์นุราช เจ้าเมืองดีศศรีสิน ยกพลประพาสป่า เห็นพระฤษีบำเพ็ญตบะให้พลมารทำลายพิธี ห้องที่ ๑๗๓ ฝ่ายคนธรรพ์นุราชแค้น คอยสาร ตอบเฮย ไม่ส่งตามหฤทัยทยาย ยิ่งกริ้ว รับสั่งมาตย์หมู่มาร หมายประกาศ เกณฑ์แฮ เทียมรถคชเข้าริ้ว รีบดั้นเดินขบวน เสียงลั่นพิลึกก้อง โกลา- หลแฮ ชนชาติอรัญวา หวาดร้อง จูงหลานลูกลากถลา หลบแล่น เตลิดแฮ อสุรทัพเลยล่วงท้อง ทุ่งเข้าเขตนคร (พระพิบูลย์ไอสวรรย์ แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ท้าวคนธรรพ์นุราชและวิรุณพัทลูกชายยกทัพไปปล้นกรุงไกยเกษ จนถึงท้าวไกยเกษพระอัยกา (ตา) ของพระพรตต้องหนีไปพึ่งพระฤษีโควินท์ ห้องที่ ๑๗๔ องค์หรินทร์ยินกริ้วพ่า พิษอัค- นีฤๅ เหม่เหม่คนธรรพ์ยักษ์ หยาบช้า กูผู้ฤทธิ์สิทธิศักดิ์ ศรสาตร กูเฮย ฤๅจ่อมเลือดอสูรกล้า กลาดม้วยหึงปาง สงครามครานี้พรต สัตรุด พ่อเอย หลานพ่อสองปลองยุทธ์ เยี่ยงไว้ จงสองพ่อฤทธิรุด รังทัพ ใหญ่พ่อ มงกุฎกองขันให้ ทัพหน้าลบกุมาร (หม่อมเจ้าพระประภากรบวรวิสุทธิวงษ์ ทรงแต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระรามทรงทราบข่าวว่ากรุงไกยเกษถูกปล้น โปรดให้พระพรต พระสัตราดพระมงกุฎและพระลบยกทัพไปช่วย ห้องที่ ๑๗๕ พระดำรัสสั่งใช้ มาหวัง บอกแฮ รักชื่อกลัวชีวัง วอดแล้ว รีบจรกราบถวายบัง คมบาท พระเอย แข็งขัดคงไป่แคล้ว บุตรน้อยนารายณ์ผลาญ คนธรรพฺยินศัพท์เบื้อง บนยล ลิงเฮย ลอยพิหาสเหินสกนธ์ เก่งกล้า ทรงพิโรธขบทนต์ กระทืบ บาทแฮ อุเหม่เอ็งหยาบช้า ชาติเชื้อเดียรฉาน (หลวงบรรหารอัตถคดี แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ทัพพระพรต พระสัตรุด ตั้งพลับพลาประชิดกรุงไกยเกษ ให้ชามพูวราชสื่อสาร ห้องที่ ๑๗๖ อสุรินทร์ตกรถคว้า อาวุธ ขึ้นเหยียบรถพระบุตร ย่างย้าย ต่างองค์ต่างสัปยุทธ์ ยักษ์พลาด ทีนา พระบุตรโปรยราพร้าย ตกพื้นปัถพี ธลงจากรถขึ้น อังสา มารเอย หัตถ์จับเกศอสุรา รบเร้า ศรทรงหวดแทตย์ถลา ถอยห่าง กันแฮ ยักษ์กลับขับพลเข้า แข่งหน้าดาประดัง (หลวงบรรหารอัตถคดี แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - ชามพูวราชแสดงฤทธิ์สื่อสาร ท้าวคนธรรพ์นุราชและวิรุณพัทออกรบ ถูกพระมงกุฎ พระลบฆ่าตาย ห้องที่ ๑๗๗ สี่กษัตริย์กับทั้ง อัยกา ประทับแรมมรรคา ค่ำค้าง กำหนดเจ็ดทิวา ลุถึง ไกยเกษีบุรีร้าง เริศไร้โรยนรินทร์ รถถึงจึ่งเทียบแก้ว เกยชัย เสด็จสู่ปรางค์อำไพ ห่อนช้า สถิตถึงแท่นอุไร เรืองโรจ สบพักตร์สนมเสนอหน้า โศกช้ำระกำทรวง (ขุนท่องสื่อคนเก่า แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - เสร็จศึกแล้ว สี่กษัตริย์ยกทัพเข้ากรุงไกยเกษ และอัญเชิญท้าวไกยเกษกลับมาครองเมืองดังเดิม7 ห้องที่ ๑๗๘ กรุงศรีอยุทธเยศทั้ง มิถิล- ลาเอย ไกยเกษราชธานินทร์ เนื่องอ้าง สามภพดุจเมืองอินทร์ อมรเสก สรรแฮ แผ่พระเกียรติเกริกกว้าง ทั่วพื้นชมพู ทุกประเทศราชน้อม บรรณา- การเอย รุกขมาศหิรัญผกา พรั่งพร้อม บุตรีแลนัดดา ดุรงค์คช- ลักษณ์แฮ สรรพสู่มานบน้อม เนื่องเข้าประณตถวาย ฯลฯ เฉิดเช่นฉัตรทิพย์ทั้ง สี่คัน ร่มทั่วจักรวาลบรร- เจิดหล้า ไพรีเรียบเปรียบฉัน เฉกน่า กลองแฮ พระเกียรติยืนชั่วฟ้า โลกสิ้นฤาสูญ (ขุนพินิจฉัย แต่ง) - แปลร้อยแก้ว - พระพรต พระสัตรุด พระมงกุฎ และพระลบ กลับจากกรุงไกยเกษเข้าเฝ้าพระรามที่กรุงศรีอยุธยา พระรามปูนบำเหน็จทั่วหน้า hpfbaum9btz6bwi2qd2fge42ntr4mg4 นกเขา 0 15383 293798 34415 2026-07-23T10:16:25Z Lunlumita 12009 293798 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} นกเอ๋ยนกเขา ขันแต่เช้าหลายหนไปจนเที่ยง สามเส้ากุกแกมแซมสำเนียง เสนาะเสียงเพียงจะรีบงีบระงับ อันมารดารักษาบุตรสุดถนอม สู้ขับกล่อมไกวเปลเห่ให้หลับ พระคุณท่านซาบซึมอย่าลืมลับ หมั่นคำนับค่ำเช้านะเจ้าเอย gl5scht3cnuuzn26tnx6q4xri03c1i5 ตำนานศุลกากร 0 15614 293797 35234 2026-07-23T10:16:13Z Lunlumita 12009 293797 wikitext text/x-wiki {{ลบ|หน้าที่ถูกทิ้งมา 17 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง}} ตำนานศุลกากร พระยาอนุมานราชธน (ยง เศฐียรโกเศศ) เรียบเรียง ________ พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระวงวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงษ์อธิราช วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ณ เมรุสุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส _________ พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์ คำนำ เจ้าภาพในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พร 9xafx0zv0xy8gge33olzcuudo5f2vno นโมการอัฏฐก 0 15622 293793 37093 2026-07-23T10:15:09Z Lunlumita 12009 293793 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} '''นะโมการะอัฏฐะกะ''' ใช้สวดต่อจากสัมพุทเธ หรือนะมะการะสิทธิคาถา นะโม อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ มะเหสิโน, นะโม อุตตะมะธัมมัสสะ สวากขาตัสเสวะ เตนิธะ, นะโม มะหาสังฆัสสาปิ วิสุทธะสีละทิฏฐิโน, นะโม โอมาตยารัทธัสสะ ระตะนัตตยัสสะ สาธุกัง, นะโม โอมะกาตีตัสสะ ตัสสะ วัตถุตตยัสสะปิ, นะโมการัปปะภาเวนะ วิคัจฉันตุ อุปัททะวา, นะโมการานุภาเวนะ สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา, นะโมการัสสะ เตเชนะ วิธิมหิ โหมิ เตชะวา ฯ คำแปล - เป็นบทสวดนอบน้อมพระรัตนตรัย ๘ ประการ และขอพรพระรัตนตรัยให้การประกอบพิธีปราศจากอุปสรรคทั้งปวง ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสวงหาผลอันยิ่งใหญ่, ขอนอบน้อมแด่พระธรรมอันสูงสุด ในพระศาสนานี้ ที่พระองค์ตรัสแล้ว, ขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์หมู่ใหญ่ แด่พระรัตนตรัยที่ปรารภแล้ว ให้สำเร็จประโยชน์, ขอนอบน้อมแด่หมวดวัตถุ อันล่วงพ้นโทษต่ำช้านั้น ด้วยการประกาศการกระทำความนอบน้อม, อุปัทวะทั้งหลาย จงปราศจากไปด้วยอานุภาพแห่งการกระทำความนอบน้อม, ขอความสวัสดีจงมีทุกเมื่อ ด้วยเดชแห่งการกระทำความนอบน้อม เราจงเป็นผู้มีเดช ในมงคลพิธีเถิด. 19qc2vf322fktaizuxyw4wb7ikgg8sw คำไหว้ครู 0 15623 293807 78854 2026-07-23T10:21:53Z Lunlumita 12009 293807 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} {{วิกิพีเดีย|พิธีไหว้ครู |คำไหว้ครู }} &nbsp;(ผู้นำสวด) ปาเจราจริยาโหนติ คุณุตตรานุสาสกา &nbsp;(สวดทานองสรภัญญะ) &nbsp;ข้าขอประณตน้อมสักการ บูรพคณาจารย์ ผู้ก่อเกิดประโยชน์ศึกษา &nbsp;ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา อบรมจริยา แก่ข้าฯ ในกาลปัจจุบัน &nbsp;ข้าฯ ขอเคารพอภิวันท์ ระลึกคุณอนันต์ ด้วยใจนิยมบูชา &nbsp;ขอเดชกตเวทิตา อีกวิริยะพา ปัญญาให้เกิดแตกฉาน &nbsp;ศึกษาสำเร็จทุกประการ อายุยืนนาน อยู่ในศีลธรรมอันดี &nbsp;ให้ได้เป็นเกียรติเป็นศรี ประโยชน์ทวี แก่ข้าฯ และประเทศไทยเทอญ &nbsp;(ผู้นำสวด) ปัญญาวุฒิกเร เต เต ทินโนวาเท นมามิหัง &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำปฏิญาณของนักเรียน &nbsp;&nbsp;เราคนไทย ใจกตัญญู รู้คุณชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ &nbsp;&nbsp;เรานักเรียน จะต้องประพฤติตน ให้อยู่ในระเบียบวินัยของโรงเรียน มีความซื่อสัตย์ ต่อตนเองและผู้อื่น &nbsp;เรานักเรียน จะต้องไม่ทำตน ให้เป็นที่เดือดร้อน แก่ตนเองและผู้อื่น kmy81n0nem6xruqc323h416z2olrnzn ไฟล์:หัวใจธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร.ogg 6 15644 293695 35356 2026-07-23T09:18:51Z Lunlumita 12009 293695 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 – แจกเป็นธรรมทาน ไม่ใช่ว่าไม่มีลิขสิทธิ์ + ไฟล์ไม่มีการใช้งานแล้ว}} == คำอธิบายโดยย่อ == {{nonfreeimage | คำอธิบายภาพ = หัวใจบทสวดพระธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร | เจ้าของลิขสิทธิ์ = หมดลิขสิทธิ์, <br>'''วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก''' ผู้จัดทำแจกเป็นธรรมทาน (สาธารณสมบัติ-หมดลิขสิทธิ์) <br>สวดนำโดย'''พระเทพญาณวิศิษฏ์''' เจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร <br>เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๔ รอบ ๔๘ พรรษา | เว็บไซต์ที่มา = http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mantras&group=16 , http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=15846 | เหตุผลในการใช้ภาพ = ประกอบบทความ [[ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง]] }} 1gqlynzfwz81n5kdla0t2kg5g7xgfei ศีล 227 0 15647 293774 73411 2026-07-23T10:06:11Z Lunlumita 12009 293774 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} {{วิกิพีเดีย|ศีล 227}} ศีลรวมทั้งหมดแล้ว 227 ข้อ ได้แก่ == ปาราชิก มี 4 ข้อ == # เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย (ร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์) # ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี (ขโมย) # พรากกายมนุษย์จากชีวิต (ฆ่าคน) หรือแสวงหาศาสตราอันจะนำไปสู่ความตายแก่ร่างกายมนุษย์ หรือ พรรณนาคุณความตาย หรือ ชักชวนเพื่อความตาย # กล่าวอวดอุตตริมนุสสธัมม์ อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้าในตัวว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่โอ้อวดความสามารถของตัวเอง) == สังฆาทิเสส มี 13 ข้อ == # ปล่อยน้ำอสุจิด้วยความจงใจ เว้นไว้แต่ฝัน # กำหนัด(มีใจกระหายอยาก ต้องการกามคุณสตรี)แล้วเคล้าคลึง จับมือ จับช้องผม ลูบคลำ จับต้องอวัยวะอันใดก็ตามของสตรีเพศ # กำหนัด(มีใจกระหายอยาก ต้องการกามคุณสตรี)แล้วพูดจาหยาบคาย เกาะแกะสตรีเพศ เกี้ยวพาราสี ด้วยถ้อยคำพาดพิงเมถุน # กำหนัด(มีใจกระหายอยาก ต้องการกามคุณสตรี)แล้วกล่าวถึงคุณในการบำเรอตนด้วยกามแก่สตรี พาดพิงเมถุน เช่นพูดว่า หญิงใดบำเรอคนมีศีลเช่นเรา นั่นเป็นยอดการบำเรอ นะจ๊ะน้องหญิง # ทำตัวเป็นสื่อรัก บอกความต้องการของอีกฝ่ายให้กับหญิงหรือชาย แม้สามีกับภรรยา หรือแม้แต่หญิงขายบริการ # สร้างกุฏิด้วยการขอ # สร้างวิหารใหญ่ โดยพระสงฆ์มิได้กำหนดที่ รุกรานคนอื่น # แกล้งใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล # แกล้งสมมุติแล้วใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล # ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน # เป็นพวกของผู้ที่ทำสงฆ์ให้แตกกัน # เป็นผู้ว่ายากสอนยาก และต้องโดนเตือนถึง 3 ครั้ง # ทำตัวเป็นเหมือนคนรับใช้ ประจบคฤหัสถ์ == อนิยตกัณฑ์ มี 2 ข้อ == # การนั่งในที่ลับตา มีอาสนะกำบังอยู่กับสตรีเพศ และมีผู้มาเห็นเป็นผู้ที่เชื่อถือได้พูดขึ้นด้วยธรรม 3 ประการอันใดอันหนึ่งกล่าวแก่ภิกษุนั้นได้แก่ ปาราชิกก็ดี สังฆาทิเสสก็ดี หรือปาจิตตีย์ก็ดี ภิกษุนั้นถือว่ามีความผิดตามที่อุบาสกผู้นั้นกล่าว # ในสถานที่ที่ไม่เป็นที่ลับตาเสียทีเดียว แต่เป็นที่ที่จะพูดจาค่อนแคะสตรีเพศได้สองต่อสองกับภิกษุผู้เดียว และมีผู้มาเห็นเป็นผู้ที่เชื่อถือได้พูดขึ้นด้วยธรรม 2 ประการอันใดอันหนึ่งกล่าวแก่ภิกษุนั้นได้แก่ สังฆาทิเสสก็ดี หรือปาจิตตีย์ก็ดี ภิกษุนั้นถือว่ามีความผิดตามที่อุบาสกผู้นั้นกล่าว == นิสสัคคิยปาจิตตีย์ มี 30 ข้อ == คืออาบัติที่ต้องสละสิ่งของว่าด้วยเรื่องจีวร ไหม บาตร อย่างละ 10ข้อ # เก็บจีวรที่เกินความจำเป็นไว้เกิน 10 วัน # อยู่โดยปราศจากจีวรแม้แต่คืนเดียว # เก็บผ้าที่จะทำจีวรไว้เกินกำหนด 1 เดือน # ใช้ให้ภิกษุณีซักผ้า # รับจีวรจากมือของภิกษุณี # ขอจีวรจากคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ เว้นแต่จีวรหายหรือถูกขโมย # รับจีวรเกินกว่าที่ใช้นุ่ง เมื่อจีวรถูกชิงหรือหายไป # พูดทำนองขอจีวรดีๆ กว่าที่เขากำหนดจะถวายไว้แต่เดิม # พูดให้เขารวมกันซื้อจีวรดีๆ มาถวาย # ทวงจีวรจากคนที่รับอาสาเพื่อซื้อจีวรถวายเกินกว่า 3 ครั้ง # หล่อเครื่องปูนั่งที่เจือด้วยไหม # หล่อเครื่องปูนั่งด้วยขนเจียม (ขนแพะ แกะ) ดำล้วน # ใช้ขนเจียมดำเกิน 2 ส่วนใน 4 ส่วน หล่อเครื่องปูนั่ง # หล่อเครื่องปูนั่งใหม่ เมื่อของเดิมยังใช้ไม่ถึง 6 ปี # เมื่อหล่อเครื่องปูนั่งใหม่ ให้เอาของเก่าเจือปนลงไปด้วย # นำขนเจียมไปด้วยตนเองเกิน 3 โยชน์ เว้นแต่มีผู้นำไปให้ # ใช้ภิกษุณีที่ไม่ใช้ญาติทำความสะอาดขนเจียม # รับเงินทอง # ซื้อขายด้วยเงินทอง # ซื้อขายโดยใช้ของแลก # เก็บบาตรที่มีใช้เกินความจำเป็นไว้เกิน 10 วัน # ขอบาตร เมื่อบาตรเป็นแผลไม่เกิน 5 แห่ง # เก็บเภสัช 5 (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย) ไว้เกิน 7 วัน # แสวงและทำผ้าอาบน้ำฝนไว้เกินกำหนด 1 เดือนก่อนหน้าฝน # ให้จีวรภิกษุอื่นแล้วชิงคืนในภายหลัง # ขอด้ายเอามาทอเป็นจีวร # กำหนดให้ช่างทอทำให้ดีขึ้น # เก็บผ้าจำนำพรรษา (ผ้าที่ถวายภิกษุเพื่ออยู่พรรษา) เกินกำหนด # อยู่ป่าแล้วเก็บจีวรไว้ในบ้านเกิน 6 คืน # น้อมลาภสงฆ์มาเพื่อให้เขาถวายตน == ปาจิตตีย์ มี 92 ข้อ == # ห้ามพูดปด # ห้ามด่า # ห้ามพูดส่อเสียด # ห้ามกล่าวธรรมพร้อมกับผู้ไม่ได้บวชในขณะสอน # ห้ามนอนร่วมกับอนุปสัมบัน (ผู้ไม่ใช้ภิกษุ) เกิน 3 คืน # ห้ามนอนร่วมกับผู้หญิง # ห้ามแสดงธรรมสองต่อสองกับผู้หญิง # ห้ามบอกคุณวิเศษที่มีจริงแก่ผู้มิได้บวช # ห้ามบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่ผู้มิได้บวช # ห้ามขุดดินหรือใช้ให้ขุด # ห้ามทำลายต้นไม้ # ห้ามพูดเฉไฉเมื่อถูกสอบสวน # ห้ามติเตียนภิกษุผู้ทำการสงฆ์โดยชอบ # ห้ามทิ้งเตียงตั่งของสงฆ์ไว้กลางแจ้ง # ห้ามปล่อยที่นอนไว้ ไม่เก็บงำ # ห้ามนอนแทรกภิกษุผู้เข้าไปอยู่ก่อน # ห้ามฉุดคร่าภิกษุออกจากวิหารของสงฆ์ # ห้ามนั่งนอนทับเตียงหรือตั่งที่อยู่ชั้นบน # ห้ามพอกหลังคาวิหารเกิน 3 ชั้น # ห้ามเอาน้ำมีสัตว์รดหญ้าหรือดิน # ห้ามสอนนางภิกษุณีเมื่อมิได้รับมอบหมาย # ห้ามสอนนางภิกษุณีตั้งแต่อาทิตย์ตกแล้ว # ห้ามไปสอนนางภิกษุณีถึงที่อยู่ # ห้ามติเตียนภิกษุอื่นว่าสอนนางภิกษุณีเพราะเห็นแก่ลาภ # ห้ามให้จีวรแก่นางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ # ห้ามเย็บจีวรให้นางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ # ห้ามเดินทางไกลร่วมกับนางภิกษุณี # ห้ามชวนนางภิกษุณีเดินทางเรือร่วมกัน # ห้ามฉันอาหารที่นางภิกษุณีไปแนะให้เขาถวาย # ห้ามนั่งในที่ลับสองต่อสองกับภิกษุณี # ห้ามฉันอาหารในโรงพักเดินทางเกิน 3 มื้อ # ห้ามฉันอาหารรวมกลุ่ม # ห้ามรับนิมนต์แล้วไปฉันอาหารที่อื่น # ห้ามรับบิณฑบาตเกิน 4 บาตร # ห้ามฉันอีกเมื่อฉันในที่นิมนต์เสร็จแล้ว # ห้ามพูดให้ภิกษุที่ฉันแล้วฉันอีกเพื่อจับผิด # ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล # ห้ามฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน # ห้ามขออาหารประณีตมาเพื่อฉันเอง # ห้ามฉันอาหารที่มิได้รับประเคน # ห้ามยื่นอาหารด้วยมือให้ชีเปลือยและนักบวชอื่นๆ # ห้ามชวนภิกษุไปบิณฑบาตด้วยแล้วไล่กลับ # ห้ามเข้าไปแทรกแซงในสกุลที่มีคน 2 คน # ห้ามนั่งในที่ลับมีที่กำบังกับมาตุคาม (ผู้หญิง) # ห้ามนั่งในที่ลับ (หู) สองต่อสองกับมาตุคาม # ห้ามรับนิมนต์แล้วไปที่อื่นไม่บอกลา # ห้ามขอของเกินกำหนดเวลาที่เขาอนุญาตไว้ # ห้ามไปดูกองทัพที่ยกไป # ห้ามพักอยู่ในกองทัพเกิน 3 คืน # ห้ามดูเขารบกันเป็นต้น เมื่อไปในกองทัพ # ห้ามดื่มสุราเมรัย # ห้ามจี้ภิกษุ # ห้ามว่ายน้ำเล่น # ห้ามหลอกภิกษุให้กลัว # ห้ามแสดงความไม่เอื้อเฟื้อในวินัย # ห้ามติดไฟเพื่อผิง # ห้ามอาบน้ำบ่อยๆ เว้นแต่มีเหตุ # ให้ทำเครื่องหมายเครื่องนุ่งห่ม # วิกัปจีวรไว้แล้ว (ทำให้เป็นสองเจ้าของ-ให้ยืมใช้) จะใช้ต้องถอนก่อน # ห้ามเล่นซ่อนบริขารของภิกษุอื่น # ห้ามฆ่าสัตว์ # ห้ามใช้น้ำมีตัวสัตว์ # ห้ามรื้อฟื้นอธิกรณ์ (คดีความ-ข้อโต้เถียง) ที่ชำระเป็นธรรมแล้ว # ห้ามปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น # ห้ามบวชบุคคลอายุไม่ถึง 20 ปี # ห้ามชวนพ่อค้าผู้หนีภาษีเดินทางร่วมกัน # ห้ามชวนผู้หญิงเดินทางร่วมกัน # ห้ามกล่าวตู่พระธรรมวินัย (ภิกษุอื่นห้ามและสวดประกาศเกิน 3 ครั้ง) # ห้ามคบภิกษุผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย # ห้ามคบสามเณรผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย # ห้ามพูดไถลเมื่อทำผิดแล้ว # ห้ามกล่าวติเตียนสิกขาบท # ห้ามพูดแก้ตัวว่า เพิ่งรู้ว่ามีในปาฏิโมกข์ # ห้ามทำร้ายร่างกายภิกษุ # ห้ามเงื้อมือจะทำร้ายภิกษุ # ห้ามโจทภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูล # ห้ามก่อความรำคาญแก่ภิกษุอื่น # ห้ามแอบฟังความของภิกษุผู้ทะเลาะกัน # ให้ฉันทะแล้วห้ามพูดติเตียน # ขณะกำลังประชุมสงฆ์ ห้ามลุกไปโดยไม่ให้ฉันทะ # ร่วมกับสงฆ์ให้จีวรแก่ภิกษุแล้ว ห้ามติเตียนภายหลัง # ห้ามน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อบุคคล # ห้ามเข้าไปในตำหนักของพระราชา # ห้ามเก็บของมีค่าที่ตกอยู่ # เมื่อจะเข้าบ้านในเวลาวิกาล ต้องบอกลาภิกษุก่อน # ห้ามทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งา หรือเขาสัตว์ # ห้ามทำเตียง ตั่งมีเท้าสูงกว่าประมาณ # ห้ามทำเตียง ตั่งที่หุ้มด้วยนุ่น # ห้ามทำผ้าปูนั่งมีขนาดเกินประมาณ # ห้ามทำผ้าปิดฝีมีขนาดเกินประมาณ # ห้ามทำผ้าอาบน้ำฝนมีขนาดเกินประมาณ # ห้ามทำจีวรมีขนาดเกินประมาณ == ปาฏิเทสนียะ มี 4 ข้อ == # ห้ามรับของคบเคี้ยว ของฉันจากมือภิกษุณีมาฉัน # ให้ไล่นางภิกษุณีที่มายุ่งให้เขาถวายอาหาร # ห้ามรับอาหารในสกุลที่สงฆ์สมมุติว่าเป็นเสขะ (อริยบุคคล แต่ยังไม่ได้บรรลุเป็นอรหันต์) # ห้ามรับอาหารที่เขาไม่ได้จัดเตรียมไว้ก่อนมาฉันเมื่ออยู่ป่า == เสขิยวัตร 75 == === เสขิยะ สารูป มี 26 ข้อ === # นุ่งให้เป็นปริมณฑล (ล่างปิดเข่า บนปิดสะดือไม่ห้อยหน้าห้อยหลัง) # ห่มให้เป็นนปริมณฑล (ให้ชายผ้าเสมอกัน) # ปกปิดกายด้วยดีไปในบ้าน # ปกปิดกายด้วยดีนั่งในบ้าน # สำรวมด้วยดีไปในบ้าน # สำรวมด้วยดีนั่งในบ้าน # มีสายตาทอดลงไปในบ้าน (ตาไม่มองโน่นมองนี่) # มีสายตาทอดลงนั่งในบ้าน # ไม่เวิกผ้าไปในบ้าน # ไม่เวิกผ้านั่งในบ้าน # ไม่หัวเราะดังไปในบ้าน # ไม่หัวเราะดังนั่งในบ้าน # ไม่พูดเสียงดังไปในบ้าน # ไม่พูดเสียงดังนั่งในบ้าน # ไม่โคลงกายไปในบ้าน # ไม่โคลงกายนั่งในบ้าน # ไม่ไกวแขนไปในบ้าน # ไม่ไกวแขนนั่งในบ้าน # ไม่สั่นศีรษะไปในบ้าน # ไม่สั่นศีรษะนั่งในบ้าน # ไม่เอามือค้ำกายไปในบ้าน # ไม่เอามือค้ำกายนั่งในบ้าน # ไม่เอาผ้าคลุมศีรษะไปในบ้าน # ไม่เอาผ้าคลุมศีรษะนั่งในบ้าน # ไม่เดินกระโหย่งเท้า ไปในบ้าน # ไม่นั่งรัดเข่าในบ้าน ===โภชนปฏิสังยุตต์ มี 30 ข้อ === คือหลักในการฉันอาหารได้แก่ # รับบิณฑบาตด้วยความเคารพ # ในขณะบิณฑบาต จะแลดูแต่ในบาตร # รับบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง (ไม่รับแกงมากเกินไป) # รับบิณฑบาตแค่พอเสมอขอบปากบาตร # ฉันบิณฑบาตโดยความเคารพ # ในขณะฉันบิณฑบาต และดูแต่ในบาตร # ฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ (ไม่ขุดให้แหว่ง) # ฉันบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง ไม่ฉันแกงมากเกินไป # ฉันบิณฑบาตไม่ขยุ้มแต่ยอดลงไป # ไม่เอาข้าวสุกปิดแกงและกับด้วยหวังจะได้มาก # ไม่ขอเอาแกงหรือข้าวสุกเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน หากไม่เจ็บไข้ # ไม่มองดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะยกโทษ # ไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่เกินไป # ทำคำข้าวให้กลมกล่อม # ไม่อ้าปากเมื่อคำข้าวยังมาไม่ถึง # ไม่เอามือทั้งมือใส่ปากในขณะฉัน # ไม่พูดในขณะที่มีคำข้าวอยู่ในปาก # ไม่ฉันโดยการโยนคำข้าวเข้าปาก # ไม่ฉันกัดคำข้าว # ไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย # ไม่ฉันพลางสะบัดมือพลาง # ไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าว # ไม่ฉันแลบลิ้น # ไม่ฉันดังจับๆ # ไม่ฉันดังซูด ๆ # ไม่ฉันเลียมือ # ไม่ฉันเลียบาตร # ไม่ฉันเลียริมฝีปาก # ไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ # ไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในบ้าน ===ธัมมเทสนาปฏิสังยุตต์ มี 16 ข้อ === # ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีร่มในมือ # ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีไม้พลองในมือ # ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีของมีคมในมือ # ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีอาวุธในมือ # ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมเขียงเท่า (รองเท้าไม้) # ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมรองเท้า # ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในยาน # ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนที่นอน # ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งรัดเข่า # ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่โพกศีรษะ # ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่คลุมศีรษะ # ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนอาสนะ (หรือเครื่องปูนั่ง) โดยภิกษุอยู่บนแผ่นดิน # ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งบนอาสนะสูงกว่าภิกษุ # ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งอยู่ แต่ภิกษุยืน # ภิกษุเดินไปข้างหลังไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่เดินไปข้างหน้า # ภิกษุเดินไปนอกทางไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในทาง === ปกิณสถะ มี 3 ข้อ === # ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ยืนถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ # ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในของเขียว (พันธุ์ไม้ใบหญ้าต่างๆ) # ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในน้ำ == อธิกรณสมถะ มี 7 ข้อ == # ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ในที่พร้อมหน้า (บุคคล วัตถุ ธรรม) # ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยการยกให้ว่าพระอรหันต์เป็นผู้มีสติ # ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยยกประโยชน์ให้ในขณะเป็นบ้า # ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยถือตามคำรับของจำเลย # ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ # ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยการลงโทษแก่ผู้ผิด # ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยให้ประนีประนอมหรือเลิกแล้วกันไป j3sxrz2cu3otu7brc5lffg20pb7pyrn ระบำชาวเกาะ 0 15796 293778 244338 2026-07-23T10:07:22Z Lunlumita 12009 293778 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} รำระบำชาวเกาะ ไพเราะเสนาะจับใจ สายน้ำหลั่งไหล สายน้ำหลั่งไหล กระทบหาดทรายดังครืน ๆ กระทบหาดทรายดังครืน ๆ 94in0iksp7ghnc7gughzpnz31bm8ko8 อย่านั่งใกล้ถุงเงินคำ 0 15816 293772 39071 2026-07-23T10:05:44Z Lunlumita 12009 293772 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} อย่านั่งใกล้ถุงเงินคำ อย่าฟังคำคนล่าย อย่าจ่ายเงินผิด อย่าติดใจคนบาป หื้อหาบไปค้า ใคร่เป็นข้าหื้ออยู่ดาย อย่าขี้คร้านลูกขวาย กินงายแล้วอย่านอน อย่าเคียดต่อหมู เข้าทบูถวยหมอเจือจาน รู้การคิงบ่รู้การท่าน อย่าปานใจหมอง อย่าตีเถียงฟ้า อย่าเล็งม้าเถียงตะวัน อย่าฟันพร่าเข้าบ้าน อย่าต้านชู้ด้วยเมียท่าน อย่าทอดไม้จิ่มคนใด อย่าโฟ่ใบ้บ่รู้สัง อย่าโยะหมา อย่าฆ่าเด็ก อย่าขวักเหล็กกาปลอม อย่าบดอมปู่เยียะการหนัก หื้อรักพ่อแม่ หื้อมีแผหลวงหลาย จากวรรณกรรมล้านนา ปู่เจ้าสอนหลาน (ภาคเหนือ) qg77caid84myj87azac8sfmi0d7m5yx พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ ๖ 0 16147 293804 57383 2026-07-23T10:20:02Z Lunlumita 12009 293804 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 – ละเมิดลิขสิทธิ์ (เพชรรัตน ราชสุดา เป็นนามปากกาของ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี ซึ่งสิ้นพระชนม์ยังไม่ถึง 50 ปี)}} ==คำปรารภ== <center>''คำนำ''</center> พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระมหากรุณาต่อแม่ก๊ะและข้าพเจ้ามาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่แม่ก๊ะประชวรหนักก่อนถึงวาระสุดท้าย ครั้นแม่ก๊ะสิ้นพระชน์ลงก็พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์การพระศพอย่างสมพระเกียรติ กับทรงสละเวลาเสด็จมาเป็นองค์ประธานในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานโดยลำดับมา ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ทั้งนี้พระราชโอรสธิดาก็ได้เสด็จในการสวดพระอภิธรรมเป็นการส่วนพระองค์อยู่เป็นประจำ ในโอกาสที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมกำหนดการพระราชทานเพลิงศพแม่ก๊ะในวันเสาร์ที่ ๘ มีนาคม ศกนี้ นั้น ข้าพเจ้าได้ให้จัดพิมพ์หนังสือบทเสภาเรื่อง "พญาราชวังสัน" กับ "สามัคคีเสวก" และหนังสือ "พระราชนิพนธ์โคลงสุภาษิต" ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของทูลกระหม่อมก๊ะ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำหรับพระราชทานเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพแม่ก๊ะ ด้วยสำนึกในพระเมตตาของทูลกระหม่อมก๊ะและแม่ก๊ะที่มีต่อลูก เพชรรัตน ราชสุดา วังรื่นฤดี ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙ ==พระประวัติพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ ๖== '''พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี''' (15 เมษายน พ.ศ. 2448 — 10 ตุลาคม พ.ศ. 2528) เป็นพระวรราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า '''เครือแก้ว อภัยวงศ์''' ธิดาของพระยาอภัยภูเบศร (เลื่อม อภัยวงศ์) กับเล็ก บุนนาค ต่อมาได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า '''สุวัทนา''' ได้เข้ารับราชการฝ่ายใน ในตำแหน่งเจ้าจอมสุวัทนา และได้รับการสถาปนาเป็น พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ตามลำดับ พระองค์ได้ให้ประสูติการแก่พระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวในรัชกาลคือ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี แต่หลังจากประสูติพระเจ้าลูกเธอได้เพียงหนึ่งวัน พระราชสวามีได้สวรรคตลง พระองค์และพระธิดาจึงได้เสด็จไปประทับยังสหราชอาณาจักรกว่า 20 ปี ภายหลังจึงได้เสด็จนิวัติประเทศไทยโดยพำนักในวังรื่นฤดี เป็นการถาวรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2528 เนื่องจากอาการแทรกซ้อนเกี่ยวกับพระปับผาสะอักเสบ ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริพระชนมายุได้ 80 พรรษา ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระโกศทองน้อย ประดิษฐานพระศพภายใต้ฉัตรตาดทอง 5 ชั้น ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตร เมื่อถึงงานพระเมรุ ได้อันเชิญพระโกศโดยรถวอพระวิมานไปยังพระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส ในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2529 และพระราชทานเพลิงพระศพในวันเดียวกันนั้น และมีการเก็บพระอัฐิในวันที่ 9 มีนาคม และวันฉลองพระอัฐิเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ซึ่งทั้งสองงานดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ปฏิบัติพระกรณียกิจแทนพระองค์ ส่วนพระอัฐิของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ 6 ได้ประดิษฐาน ณ หอพระนากในพระบรมมหาราชวังและส่วนหนึ่งเชิญไปประดิษฐานยังวิมานพระอัฐิ [[วังรื่นฤดี]] ส่วนพระอังคารของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีได้ประดิษฐาน ณ ใต้ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม เคียงข้างพระราชสวามี ตามพระราชพินัยกรรมที่ทรงลิขิตไว้ว่า ''"...ส่วนเรื่องพระอัษฐินั้น, ใครจะคิดอย่างไรก็ตาม, แต่เราเห็นโดยจริงใจว่า สุวัทนาสมควรที่จะได้ตั้งคู่กับเรา"'' ส่วนฉัตรสุมพระอัฐินั้นเชิญไปถวายพระอภัยวงศ์ วัดแก้วพิจิตร จ.ปราจีนบุรี อันเป็นวสัดประจำสกุลอภัยวงศ์ bfisr4jr6wwuw5po8zzct8s06l9n252 ลิลิตพระฦๅ 0 16221 293776 37535 2026-07-23T10:06:57Z Lunlumita 12009 293776 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} '''ลิลิตพระฦๅ''' '''หลวงศรีมโหสถ''' ''ประพันธ์เมื่อ จุลศักราช ๑๒๑๘'' เจ้าภาพพิมพ์เป็นบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงนฤยุติสัณหพาท (ชาย นาควิเชตร์) ณ วัดโสมนัสวิหาร วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๐๑ '''คำปรารภ''' การที่คณะเจ้าภาพได้จัดพิมพ์หนังสือ "ลิลิตพระฦๅ" ชำร่วยในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงนฤยุติสัณหพาท (ชาย นาควิเชตร์) แก่ท่านที่เคารพนับถือมิตรสหายรวมตลอดถึงบรรดาญาติของท่านผู้วายชนม์ครั้งนี้ หาได้ลืมระลึกถึงการพิมพ์หนังสือพระธรรมคำสั่งสอนและคำสวดมนต์ภาวนาพระคาถาต่างๆ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธจ้า อันเป็นประเพณีที่เจ้าภาพในการฌาปนกิจปฏิบัติกันอยู่โดยแพร่หลายแล้วนั้นเสียมิได้ และบางท่านอาจมีความคิดเห็นว่าการจัดพิมพ์หนังสือ "ลิลิตพระฦๅ" ที่ท่านกำลังอ่านอยู่ขณะนี้ ชำร่วยในงานอันถือว่าเป็นวาระที่ทุกท่านที่ได้กรุณามาเป็นเกียรติแก่ท่านผู้วายชนม์อยู่นั้นว่าเป็นการกระทำที่ตรงข้ามกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าในงานนี้ก็ดี คณะเจ้าภาพผู้จัดพิมพ์ขอประทานกราบเรียนถึงมูลเหตุที่ทำให้มีการจัดพิมพ์หนังสือ "ลิลิตพระฦๅ" ชำร่วยครั้งนี้ด้วยความเคารพ ดังนี้ หนังสือ "ลิลิตพระฦๅ" เล่มนี้ เป็นบทประพันธ์ของคุณปู่ของท่านผู้วายชนม์ ได้ประพันธ์ขึ้นเมื่อครั้งรับราชการอยู่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ขณะมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงศรีมโหสถ (ชื่อเดิม มหากลัด) ส่วนคำโคลงฉบับผนวกเกี่ยวกับเรื่องรามเกียรติ์นั้นได้ประพันธ์ขึ้นเมื่อมีบรรดาศักดิ์เป็นพระราชครูพิเชต ซึ่งปรากฎหลักฐานในศิลาจารึกวัดพระศรีรัตนศาสดารามปจจุบันนี้ แต่ฉพาะ "ลิลิตพระฦๅ" นี้ นอกจากจะมีอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรแล้ว ก็ยากที่ะหาอ่านจากที่อื่นได้ เพราะจากปีที่ได้ประพันธ์ไว้ถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลา ๑๐๒ ปีแล้วประการหนึ่ง กับเมื่อท่านผู้วายชนม์ยังมีชีวิตอยู่ ได้เคยปรารภอยู่เนืองๆ ว่าหนังสือ "ลิลิตพระฦๅ" ที่คุณปู่ของท่านได้เคยประพันธ์ไว้ในรัชกาลที่ ๔ นั้น เป็นบทประพันธ์ที่มีเค้าเรื่องน่าอ่านและชอบด้วยเหตุผลในสมัยนั้น แม้ในสมัยปัจจุบันนี้ก็ไม่ถึงกับขาดรสนิยมเสียทีเดียว เพราะมีทั้งเรื่องตลกขบขัน บทโศรก บทรักอันสดชื่น แต่ท่านเสียดายว่าน่าจะสูญสิ้นไปในไม่ช้านักหากไม่มีผู้ใดจัดพิมพ์ขึ้นอีก ท่านปรารภด้วยว่าหากท่านมีโอกาสพิมพ์หนังสือเป็นของชำร่วยในกรณีย์ใดๆ ก็ตาม ท่านก็จะพิมพ์หนังสือ "ลิลิตพระฦๅ" นี้ชำร่วยก่อนหนังสืออื่นอีกประการหนึ่ง h2ixwqmsajpk7i669b0x6q4x9k40qp2 พระคาถามุรธาภิเษก 0 16378 293803 38336 2026-07-23T10:18:50Z Lunlumita 12009 293803 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท5 – ไม่ใช่งานภาษาไทย}} ''' == พระคาถาพุทธาภิเสก == นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ๑-พุทธาทิจโจ มะหาเตโช ธัมมะจันโท ระสาหะโร สังฆะตาระคะโณ เสฏโฐ อัมเห รักขันตุ ปายะโต ๒-สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ เอเตนะ สัจจะรัชเชนะ พุทโธ วิยะ เอตานิ ๓-มะหาเตชานิ มะหานุภาวานิ ภะวันตุ ยาวะ สาสะนังฯ นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา มะนุสสัตตา ทิอัฏฐะวิธาภินีหาระสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทานะปาระมิสัมปันโน ๔-นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทานะอุประปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทานะปะระมัตถะปาระมิสัมปันโน ๕- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สีละปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สีละอุปะปาระมิสัมปันโน ๖- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สีละปะระมัตถะปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา เนกขัมมะปาระมิสัมปันโน ๗- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา เนกขัมมะอุปะปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา เนกขัมมะปะระมัตถะปาระมิสัมปันโน ๘- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปัญญาปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปัญญาอุปะปาระมิสัมปันโน ๙- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปัญญาปะระมัตถะปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา วิริยะปาระมิสัมปันโน 2 ๑๐- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา วิริยะอุปะปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา วิริยะปะระมัตถะปาระมิสัมปันโน ๑๑- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ขันติปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ขันติอุปะปาระมิสัมปันโน ๑๒- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ขันติปะระมัตถะปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สัจจะปาระมิสัมปันโน ๑๓- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สัจจะอุปะปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สัจจะปะระมัตถะปาระมิสัมปันโน ๑๔- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะธิฏฐานะปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะธิฏฐานะอุปะปาระมิสัมปันโน ๑๕- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะธิฏฐานะปะระมัตถะปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา เมตตาปาระมิสัมปันโน ๑๖- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา เมตตาอุปะปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา เมตตาปะระมัตถะปาระมิสัมปันโน ๑๗- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อุเปกขาปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อุเปกขาอุปะปาระมิสัมปันโน ๑๘- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อุเปกขาปะระมัตถะปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทะสะปาระมิสัมปันโน ๑๙- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทะสะอุปะปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทะสะปะระมัตถะปาระมิสัมปันโน ๒๐- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สะมะติงสะปาระมิสัมปันโน หยุด นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อังคะปะริจจาคะปาระมิสัมปันโน ฯ ๒๑- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ชีวิตะปะริจจาคะปาระมิสัมปันโน ฯ 3 นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปุตตะปะริจจาคะปาระมิสัมปันโน ๒๒- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ภะริยาปะริจจาคะปาระมิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ติวิธะจะริยาสัมปันโน ๒๓- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา โลกัตถะจะริยาสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ญาตัตถะจะริยาสัมปันโน ๒๔- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา พุทธัตถะจะริยาสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา กายะสุจะริตะสัมปันโน ๒๕- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา วะจีสุจะริตะสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา มะโนสุจะริตะสัมปันโน ๒๖- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะภิสัมโพธิสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สัพพัญญุตะญาณะสัมปันโน ๒๗- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะนาวะระณะญาณะสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา มะหาปัญญาสัมปันโน ๒๘- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปุถุปัญญาสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา คัมภีระปัญญาสัมปันโน ๒๙- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา หาสะปัญญาสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ชะวะนะปัญญาสัมปันโน ๓๐- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ติกขะปัญญาสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา นิพเพธิกะปัญญาสัมปันโน ๓๑- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ยะมะกะปาฏิหาริยะญาณะสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ติวิธะวิชชาสัมปันโน ๓๒- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทิพพะจักขุวิชชาสัมปันโน อาสะวักขะยะวิชชาสัมปันโน ๓๓- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา จะตุเวสารัชชะญาณะสัมปันโน พุทธัตเต วิสาระทะญาณะสัมปันโน อาสะวักขะเย วิสาระทะญาณะสัมปันโน 4 อะนันตะราเย วิสาระทะญาณะสัมปันโนธัมมะเทสะนายะ วิสาระทะญาณะสัมปันโน ๓๔- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา จะตุปะฏิสัมภิทาญาณะสัมปันโน ปะเภทะคะตาอัตถะปะฏิสัมภิทาญาณะสัมปันโน ปะเภทะคะตาธัมมะปะฏิสัมภิทาญาณะ สัมปันโน ปะเภทะคะตานิรุตติปะฏิสัมภิทาญาณะสัมปันโน ปะเภทะคะตาปะฏิภาณะปะฏิสัมภิทาญาณะ สัมปันโน ๓๕- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปัญญาจักขุสัมปันโน อาสะยานุสะยะญาณะสัมปันโน เหฏฐิมะมัคคะผะละญาณะจักขุสัมปันโน สะมันตะจักขุสัมปันโน ทิพพะจักขุสัมปันโน ปัญญาจักขุสัมปันโน ๓๖- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะสาธาระณัญญาณะสัมปันโน อินทุริยะปะโรปะริยะญาณะสัมปันโน อาสะยานุสะยะญาณะสัมปันโน ยะมะกะปะฏิหาริยะญาณะสัมปันโน มะหากะรุณาสะมาปัตติญาณะสัมปันโน อะนาวะระณะสัมปันโน สัพพัญญุตะญาณะสัมปันโน ๓๗- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สัตตะโพชฌังคะระตะนะสัมปันโน สะติสัมโพชฌังคะระตะนะสัมปันโน ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังคะระตะนะสัมปันโน วิริยะสัมโพชฌังคะระตะนะสัมปันโน ปิติสัมโพชฌังคะระตะนะสัมปันโน ปัทสิทธิสัมโพชฌังคะระตะนะสัมปันโน สะมาธิสัมโพชฌังคะระตะนะสัมปันโน อุเปกขาสัมโพชฌังคะระตะนะสัมปันโน ๓๘- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อัฏฐะวิชชาสัมปันโน ฉัตติงสะโกฏิสหัสสะมะหา วะชิระวิปัสสะนาญาณะวิชชาสัมปันโน จะตุวีสะติโกฏิสะตะสะหัสสะสะมาปัตติปุเรจาริกมะหา วะชิระวิปัสสะนาญาณะวิชชาสัมปันโน มะโนมะยิทธิญาณะวิชชาสัมปันโน อิทธิวิธิญาณะวิชชาสัมปันโน ทิพพะโสตะญาณะวิชชาสัมปันโน เจโตปะริยะญาณะวิชชาสัมปันโน 5 ปุพเพนิวาสานุสสะติญาณะวิชชาสัมปันโน ทิพพะจักขุญาณะวิชชาสัมปันโน อาสะวักขะยะญาณะวิชชาสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา นะวานุปุพพะวิหาระสัมปันโน ปะฐะมัชฌานะสะมาปัตติสัมปันโน ทุติยัชปะฐะมัชฌานะสะมาปัตติสัมปันโน ตะติยัชฌานะสะมาปัตติสัมปันโน จะตุตถัชฌานะสะมาปัตติสัมปันโน อากาสานัญจายะสะมาปัตติสัมปันโน วิญญาณัญจายะตะนะสะมาปัตติสัมปันโน อากิญจัญญายะตะนะสะมาปัตติสัมปันโน เนวะสัญญานาสัญญายะตะนะ สะมาปัตติสัมปันโน สัญญาเวทะยิตะนะนิโรธะสะมาปัตติสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทะสะพะละญาณะสัมปันโน ฐานาฐานัญพะละสัมปันโน สัพพัตถะคามินีปะฏิปะทาญาณะพะละ สัมปันโน อะเนกะธาตุนานาธาตุญาณะพะละสัมปันโน สัตตานัง นานาธิมุตติกะญาณะสัมปันโน อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนานัง กัมมะสะมาทานานัง ฐานะโส เหตุโส วิปากัง เวทิตัตตาญานะพะละสัมปันโน ปะระสัตตานัง ปะระปุคคะลานัง อินทฺริยะปะโร ปะริยะญาณะพะละสัมปันโน สัพเพสัง ญาณะวิโมกขะสะมาธิสะมาปัตตีนัง สังกิเลสะโวทานะวุฏฐานะญาณะพะละสัมปันโน ปุพเพนิวาสานุสสะติญาณะสัมปันโน จุตูปะปาตะญาณะพะละสัมปันโน อาสะวักขะยะญาณะสัมปันโนฯ ฯลฯ นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปัณณะระสะจะระณะสัมปันโน สีละสังวะระจะระณะธัมมะสัมปันโน อินทริเยสุ คุตตัทวาระตาจะระณะ ธัมมะสัมปันโน โภชะเนมัตตัญุตาจะระณะธัมมะสัมปันโน ชาคะริยานุโยคะนุยตะตะตาจะระณะ ธัมมะสัมปันโน สัทธาจะระณะธัมมะสัมปันโน หิริจะระณะธัมมะสัมปันโน 6 โอตตัปปะจะระณะธัมมะสัมปันโน พาหุสัจจะจะระณะธัมมะสัมปันโน อารัทธะวิริยะตาจะระณะธัมมะสัมปันโน อุปัฏฐิตะสะติตาจะระณะธัมมะสัมปันโน ปัญญะวันตะตาจะระณะธัมมะสัมปันโน ปะฐะมัชฌานะ จะระณะธัมมะสัมปันโน ทุติยัชฌานะจะระณะธัมมะสัมปันโน ตะติยัชฌานะจะระณะธัมมะสัมปันโน จะตุตถะชะฌานะจะระณะสัมปันโน นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อัฏฐาระสะพุทธะธัมมะสัมปันโน อตีตังเส อัปปะฏิหะตะญาณะสัมปันโน อะนาคะตัง เส อัปปะฏิหะตะญาณะสัมปันโน ปัจจุปันนัง เส อัปปะฏิหะตะญาณะสัมปันโน อิเมหิ ตีหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัตตา โส ภะคะวา ญาณะปุพพังคะมะญาณานุปะริวัตติตะกายะกัมมะสัมปันโน ญาณะปุพพังคะมะญาณานุปะริวัตติตะวะจีกัมมะสัมปันโน ญาณะปุพพังคะมะญาณานุปะริวัตติตะมะโนสัมปันโน อิเมหิ ตีหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัตตา โส ภะคะวา สันทัสสะนะปะริปุณโณ ธัมมะเทสะนายะ ปะริปุณโณ วิริยัสสะ ปะริปุณโณ สะมาธิสสะ ปะริปุณโณ ปัญญายะ ปะริปุณโณ วิมุตติยา ปะริปุณโณ อิเมหิ ทะวาทะสะหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะ ภะคะวะโต นัตถิ ทะวา นัตถิ ระวา นัตถิ อัปปะมัตตัง นัตถิ เวคายิตัตตัง นัตถิ อัพยาวัฏฏะมาโน นัตถิ อัปปะฏิสังขา อุเปกขาติ อัฏฐาระเสวะ เต โหนติ พุทธะธัมมา อะจินติยา อะจินเตยเยสุ ปะสันนานัง วิปาโก โหติ อะจินติยา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ พุทโธ วิยะ เอตานิ 7 มะหาเตชานิ มะหานุภาวานิ ภะวะตุ สัพพะทา ฯ อะโถปิ ราชะภัณฑานิ อาวุธานิ อะเนกะธา เตชะวันตานิ ติฏฐันติ อานุภาวะปะสิทธิยาฯ หยุด นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทะวัตติงสะมะหาปุริสะลักขะณะสัมปันโน สุปะติฏฐิปาโท วะตะ โส ภะคะวา พุทธัสสะ ภะคะวะโต เหฏฐา ปาทะตะเลสุ เทวะ จักกานิ ชาตานิ สะหัสสารานิ สะเนมิกานิ สะนาภิกานิ สัพพาการะปะริปูรานิ อายะตะปัณหิ วะตะ โส ภะคะวา ทีฆังคุลี วะตะ โส ภะคะวา มุทุตะลุณะหัตถะปาโท วะตะ โส ภะคะวา ชาละหัตถะปาโท วะตะ โส ภะคะวา อุสสังคะปาโท วะตะ โส ภะคะวา เอณิชังโฆ วะตะ โส ภะคะวา ฐิตะโกวะ อะโนนะมันโต อุโภหิ ปาณิตะเลหิ ชาณุกานิ ปะริมัชชันโต วะตะ โส ภะคะวา โกโสหิตะวัตถะคุยโห วะตะ โส ภะคะวา สุวัณณะวัณโณ กาญะจะนะสันนิภะตะโจ วะตะ โส ภะคะวา สุขุมัจฉะวิ วะตะ โส ภะคะวา สุขุมัจฉะวิตายะ ระโช ชันเลนะ อะนุปะลิม ปิตะกาโย วะตะ โส ภะคะวา อุทธัคคะโลโม วะตะ โส ภะคะวา พรัหมุชุคัตโต วะตะ โส ภะคะวา ปิตันตะรังโส วะตะ โส ภะคะวา นิโคระธะปะริมัณฑะโล วะตะ โส ภะคะวา สะมะวัฏฏะกะขันโธ วะตะ โส ภะคะวา ระสัคคะสัคคี วะตะ โส ภะคะวา สีหะหะนุ วะตะ โส ภะคะวา จัตตาฬีสะทันโต วะตะ โส ภะคะวา สะมะทัน วะตะ โส ภะคะวา อะวิระฬะทันโต วะตะ โส ภะคะวา สุสุกกะทาโฐ วะตะ โส ภะคะวา ปะหุตชิวโห วะตะ โส ภะคะวา พรัหมะสะโร กะระวิกภาณี วะตะ โส ภะคะวา อะภินีละเนตโต วะตะ โส ภะคะวา โคปะมุโข วะตะ โส ภะคะวา พุทธัสสะ ภะคะวะโต ภะมุกันตะเร ชาตา อณณา โอทาตา มุทุกา ตูละสันนิภา อุณหิสะสีโส วะตะโส ภะคะวา ทะวัตติงสาเยวะ เตโหนติ 8 มะหาสัตตะสะสะ ลักขะณา ทะวัตติงสะลักขะโณ พุทโธ สุนักขัตโต วะ จันทิมา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ พุทโธ วิยะ เอตานิ มะหาเตชานิ มะหานุภาวานิ ภะวันตุ ยาวะ สาสะนัง ฯ หยุด ฯ นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะสีตะบา นุพะยัญชะนะสัมปันโน ปีตังคุลี วะตะ โส ภะคะวา อะนุปุพะพังคุลี วะตะ โส ภะคะวา วัฏฏังคุลี วะตะ โส ภะคะวา ตามพะนะโข วะตะ โส ภะคะวา ตังคะนะโข วะตะ โส ภะคะวา สินิทธะนะโข วะตะ โส ภะคะวา นิคุยหะโคปผะโก วะตะ โส ภะคะวา สะมะปาโท วะตะ โส ภะคะวา คะชะสะมานักกะโม วะตะ โส ภะคะวา สีหะสะมานักกะโม วะตะ โส ภะคะวา อุสะภะสะมานักกะโม วะตะ โส ภะคะวา ทักขิณาวัฏฏาวัฏฏะนะวะตะ โส ภะคะวา สะมันตะจารุชาณุมัณฑะโล วะตะโส ภะคะวา ปะริปุณณะปุริสะพยัญชนะ วะตะ โส ภะคะวา ทักขิณา วัฏฏะนาภี วะตะ โส ภะคะวา อัจฉินทะนาภี วะตะ โส ภะคะวา สุวัณณะกัททะสีสะทิสะอุรุ วะตะโส ภะคะวา เอราวัณกะระสะทิสะภุโช วะตะ โส ภะคะวา สุจิคัตโต วะตะ โส ภะคะวา โกมะละอะนุสสันนา นุสะสันนะสัพพะ- คัตตะลิตโต วะตะ โส ภะคะวา อะลีนะคัตโต วะตะ โส ภะคะวาฯ ติละกาทิวิระหิตะคัตโต วะตะ โส ภะคะวา อะนุปพเพนะ รุจิระคัตโต วะตะ โส ภะคะวา วิสุทธะคัตโต วะตะ โส ภะคะวา โคฏิสะหัสสานัง ปะกะติหัตถีนัง พะละธะโร วะตะ โส ภะคะวา ตุงคะนาโส วะตะ โส ภะคะวา สุสัณฐานะนาโส วะตะ โส ภะคะวา รัตตัทวิชะปะโส วะตะ โส ภะคะวา สุกกะทันโต วะตะ โส ภะคะวา สินิทธะทันโต วะตะ โส ภะคะวา วิสุทินัทฺริโย วะตะ โส ภะคะวา วัฏฏะทาโฐ วะตะ โส ภะคะวา อายะตะทันโต วะตะ โส ภะคะวา 9 คัมภีระปาณีตะเลโข วะตะ โส ภะคะวา อายะตะเลโข วะตะ โส ภะคะวา อะชุเลโข วะตะ โส ภะคะวา สุจิระสัณฐานะเลโข วะตะ โส ภะคะวา ปะริมัณฑะละกายะภาวันโต วะตะโส ภะคะวา ปะริปุณณะกะโปโล วะตะ โส ภะคะวา อายะตะวิสาละเนตโต วะตะ โส ภะคะวา ปะญะจะปะสาทะวันตะเนตโต วะตะโส ภะคะวา อะกุฏฏิตะมุโข วะตะ โส ภะคะวา มุทะตะนุกะรัตตะชิวโห วะตะ โส ภะคะวา อายะตะชิวโห วะตะ โส ภะคะวา อายะตะสุรุจิระกัณโณ วะตะ โส ภะคะวา นิคันฐิสิโร วะตะ โส ภะคะวา นิคุยหะสิละ วะตะ โส ภะคะวา ฉัตตะนิภะจารุสีโส วะตะ โส ภะคะวา อายะตะปุถุละนะลาตะโสโภ วะตะโส ภะคะวา สุสัณฐาณะภะมุโก วะตะ โส ภะคะวา กัณหะภะมุโก วะตะ โส ภะคะวา อะนุโลมะภะมุโก วะตะ โส ภะคะวา อะยะวาภะมุโก วะตะ โส ภะคะวา** สุขุมาละคัตโต วะตะ โส ภะคะวา อะติวิยะอุชชะลิตะคัตโต วะตะ โส ภะคะวา วิมะละคัตโต วะตะ โส ภะคะวา สินิทธะคัตโต วะตะ โส ภะคะวา สุคันธะตะนุ วะตะ โส ภะคะวา สะมะโลโม วะตะ โส ภะคะวา สุนีละโลโม วะตะ โส ภะคะวา กุณฑะละวัฏฏะกะโลโม วะตะ โส ภะคะวา ทักขิณาวัฏฏะกะ วะตะ โส ภะคะวา สุสัณฐานะโลโม วะตะ โส ภะคะวา สินิทธะโลโม วะตะ โส ภะคะวา อะลุลิตะโลโม วะตะ โส ภะคะวา อะติสุขุมะอัสสาสะปัสสา สะจาระโณ วะตะ โส ภะคะวา สุสัณฐานะมุโข วะตะ โส ภะคะวา สุคันธะมุโข วะตะ โส ภะคะวา สุนีละเกโส วะตะ โส ภะคะวา กุณฑะละวัฏฏะเกโส วะตะ โส ภะคะวา ทักขิณาวัฏฏะเกโส วะตะ โส ภะคะวา สุสัณฐานะเกโส วะตะ โส ภะคะวา สินิทธะเกโส วะตะ โส ภะคะวา สัณหะเกโส วะตะ โส ภะคะวา อะลุลิตะเกโส วะตะ โส ภะคะวา สุทโธตะเกโส วะตะ โส ภะคะวา เกตุมาลาวะรัตตะวิจิตโต วะตะโส ภะคะวา เอวัง อะสีตะยานุพพะยัญชะนะ ปะฏิมัณฑิตะรูปะกาโย วะตะ โส ภะคะวา หยุด 10 เอวัง สัพพังคะโสภะโณ รูปะกา โย อะจินตะโย อะจินตะเยสุ ปะสันนานัง วิปาโกปิ อะจินตะโย เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ พุทโ วิยะ เอตานิ อะปะริมาณานิ มะหาเตชานิ มะหานุภาวานิ นิรันตะรายานิ นิรุปัททะวานิ ฐิรัฏฐิทานิ ภะวันตุ ยาวะ สาสะนัง อะโถปิ ราชภัณฑานิ อาวุธานิ อะเนกะธา เตชะวันตานิ ติฏฐันตุ อานุภาวะปะสิทธิยา ภะคะวะโต รูปะกายะโถมะนา พุทธาภิเสกะคาถา ปะฐะมา สะมัตตา พุทธาทิจโจ มะหาเตโช ธัมมะจันโท ระสาหะโร สังฆะตาระโณ เสฏโฐ อัมเห รักขันตุ ปายะโต ปะณิธานะโต ปัฏฐายะ ตะถาคะโต มะหาการุณิโก โลกานุกัมปายะ มาตุทาระกะมานะวะโต ปัฏฐายะ จิตเตนะ สัตตะอะสังไขยยัง สัมมาสัมโพธิง ปัตเถตวา มะหาสาคะระจักกะวัตติโต ปัฏฐายะ วาจายะ นะวาสังเขยยัง สัมมาสัมโพธิง ปัตเถตวา ทีปังกะระสัมมาสัมพุทธัสสะ ปาทะมูเล ลัทธัพยากะระโณ กัปปะสะตะสะหัสสาธิกานิ จัตตาริ อะสังเขยยานิ สะมัตติงสัพทะธะการะธัมเม ปูเรนโต ยาวะ เวสสันตะระภาวัง อาคันตะวา เวสสันตะรัตตะภาเว สัพพะปาระมิโย นิฏฐาเปตวา ปาระมีกูฏัง คะเหตวา ตุสิตะปุเร นิพพัตติตวา เทวะราชะภูโต พุทธะกาลัง ญัตวา สันนิปะติเตหิ เทวะพรัหมะคะเณหิ กาโลยันเต มะหาวีระ อุปปัชชะ มาตุกุจฉิยัง สะเทวะกัง ตาระยันโต พุชฌัสสุ อะมะตัง ปะทันติ วะทันเตหิ ยาจิโต นิมันติโต สักยะราชะกุเล มะหามายายะ เทวิยา 11 กุจฉิยัง ปะฏิสันธิง คะเหตวา ลุมพินีวะเน มาตุคัพภา โสตถินา วิชาโต อุตตะราภิมุโข สัตตะปาเท วีติหาเรตวา ปังกะชะมุททะนิฏฐิโต สัพพา ทิสา อนุวิโลเกตวา อัตตะนา สะทิสัง ปัคคะลัง อะทิสวา อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เสฏโฐหะมัสมิ โลกัสสาติ อาทิกัง อาสะภิวาจัง นิจฉาเรตวา เอกูนะติงสะวัสสานิเทวะกุมาโร วิยะ มะหาสัมปัตติโย อะนุภะวันโต จัตตาโร นิมิตเต ทิสวา มะหาสัมปัตติโย ปะหายะ มะหาภินิกขะมะนัง นิกขะมิตวา อะโนมายะ นะทิยา ตีเร ปัพพะชิตวา อุทุมพะระวะเน ฉัพพัสสานิ มะหาปะธานัง ปัทหิตวา วิสาขะปุณณะมายัง สุชาตายะ ทินนัง มะธุปายาสัง ปะฏิคคะเหตวา เนรัญชะรายะ นะทิยา ตีเร ปะริภุญชิตวา เนรัญชะรายะ สุวัณณะปาฏิง ปะวาเหตวา สาละวะเน ทิวาวิหารัง คันตวา สายัณหะสะมะเย โสตถิเยนะ ทินนา อัฏฐะ ติณมุฏฐิโย คะเหตวา เทวะตาหิ อะลังกะตะมัคเคนะ ชะยะมะหาโพธิรุกขะมูลัง อุปะคันตะวา สุริเย อัฏฐังคะเตเยวะ สะเสนัง สะวาหะนัง สะพะลัง มารัง วิทธังเสตวา ปะลาเปตวา ปะฐะมะยาเม ปุพเพนิวาสัง อะนุสสะริตวา มัชฌิมะยาเม ทิพพะจักขุ วิโสเธตวา ปัจฉิมะยาเม อะวิชชาปัจจะยา สังขารา อิจเจวะมาทิเก ปะฏิจจะสัมปะปาทะกัง วิจาระณะสะมัตถัง มะหาวะชิระญาณัง โอตาเรตวา สัพพะกังขัง วูปะสะเมตวา จะตุปาริสุทธิสีละสังขาตัง สีละวิสุทธิง ปัตวา อะภิญญาปาทะกัง จะตุตถัชฌานะสังขาตัง จิตตาวิสุท อุปปาเทตวา ตะโต นามะรูปะวะวัตถานะสะมัตถัง ทิฏฐิวิสุทธิง ปัตวา ตะโต สัพพะพุทธานุจิณณัง วิปัสสะนาปาทะกัง จะตุตถะชุฌานัง สะมาปัชชิตวา ปัญจะสุ อุปาทานักขันเธสุ อะภินิวิสิตวา สัมมัปปัญญายะ อุทะยัพพะยะญาณานิ ละภิตะวา อิเม อุปะกิเลสานัง มัคคาติ ชานะนะสะมัตถัง มัคคามัคคะญาณะทัสสะนะวิสุทธิง ปัตวา ตะโน อุทะยัพพะยะญาณัง ปัตวา ตะโต ภังคะญานัง 12 ปัตวา ตะโต อะนุโลมะญาณัง ปัตวา เอวัง อะนุปุพพะญาณะสังขาตัง ปะฏิปะทาญาณะทัสสะนะวิสุทธิง ปัตวา ตะโต เอกะจิตตักขะณิกังโคตะระภูญาณัง ปัตวา ตะโต สักกายาทิฏฐิวิจิกิจฉา- -สีลัพพะตะปะรามาสะโทสะปะหานะกะรัง จะตุตถัชฌานิกัง โสตาปัตติผะละทายะกัง จะตุกิจจะสาธะกัง เอกะจิตตักขะณิกัง โสตาปัตติ มัคคะญาณะสังขาตัง ญาณะทัสสะนะวิสุทธิง ปัตวา ตะโตปิ ตีณิโสตาปัตติผะละจิตตานิ ปัตวา ตะโต ปัจจะเวกขะณะญาณานิ ปัตวา โสตาปันโน โหติฯ หยุด ตะโต สีละวิสุทธิ จิตตะวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตะระณะวิสุทธิ- ญาณะทัสสะนะวิสุทธิ มัคคามัคคะญาณะวิสุทธิ ปะฏิปะทาญาณะทัสสะนะวิสุทธิโย ปัตวา เอกะจิตตักขะณิกัง โคตระภูญาณัง ปัตวา ตะโต กามะราคัพยาปาทะตะนุกะรัง จะตุตถัชฌานิกัง สะกะทาคามิผะละทายะกัง จะตุกิจจะสาธะกัง เอกะจิตตักขะณิกัง สะกะทาคามิมัคคะญาณะสังขาตัง ญาณะทัสสะนะวิสุทธิง ปัตวา ตะโต ตีณิ สะกะทาคามิผะละจิตตานิ ปัตวา ตะโต ปัจจะเวกขะณะญาณานิ ปัตวา สะกะทาคามี โหติ. ตะโต สีละวิสุทธิ จิตตะวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตะระณะวิสุทธิ มัคคามัคคะญาณะทัสสะนะวิสุทธิ ปะฏิปะทาญาณะทัสสะนะวิสุทธิโย ปัตวา ตะโต เอกะจิตตักขะณิกังโคตะระภูญาณัง ปัตวา ตะโต กามะราคัพยา ปาทานัง นิระวะเสสัปปะหานะกะรัง จะตุตถัชฌานิกัง อะนาคามิผะละทายะกัง จะตุกิจจะสาธะกัง เอกะจิตตักณิกัง อะนาคามิผะลัคคะญาณะสังขาตัง ญาณะทัสสะนะวิสุทธิง ปัตวา ตะโต ตีณิ อะนาคามิผะละจิตตานิ ปัตวา ตะโต ปัจจะเวกขะณะญาณานิ ปัตวา อะนาคามี โหติ ตะโต สีละวิสุทธิ จิตตะวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตะระณะวิสุทธิ มัคคามัคคะญาณะทัสสะนะวิสุทธิ ปะฏิปะทาญาณะทัสสะนะสุทธิโย ปัตวา ตะโต เอกะจิตตักขะณิกัง โคตระภูญาณัง ปัตวา รูปะราคะอะรูปะราคะมานุทธัจจะ วิชชาโวสัปปะหานะกะรัง จะตุตถัชฌานิกัง 13 โลกุตตะระกุสะละปะฏิเวธะญาณังอัญเญหิ อะสาธาระณัง อะนุตตะระสัมโพธิง อะนันตะญาณะปะริวาริกัง อะระหัตตะมัคคะญาณะสังขาตัง - ญาณะทัสสะนะวิสุทธิง ปัตวา ตะโต สะมาปัตตีหิ อะระหัตตะผะละจิตเตหิ อะนันตะญาณัง ปะริวาริกัง สัพพัญญุตะญาณาทิคุณะสัมปัตติง ปัตวา พุทโธ โหติ ตะโต ปัจจะเวกขะณะญาณิ ปัตวา สัพพะพุทธาจิณณัง อุทานัง อุทาเนสิ อะเนกะชาติสังสาลัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุน เคหัง นะ กาหะสิ สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคาติ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจาระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา พะละนิปผัตติโต จะตุเวสารัชชัปปัตโต อะธิคะตะปะฏิสัมภิโท ปุริสะสีโห ปุริสาชัญโญ อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง สัสสะมะณะพรัหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ โส ภะคะวา ญาณะภูโต จักขุภูโต พรัหมะภูโต วัตตาปะวัตโต อัตกัสสะ นินเนตา อะมะตัสสะ ทาตา ธัมมะสามิ ธัมมะราชา ธัมมัง เทเสสิ อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง สาตถัง สะพะยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ โส ปะระมะสีตะละหัทโย สันตินัทริโย หิตานุกัมปิ ทะยาลุ วะรัญญู วะระโท วะราโร อะนุตตะโร อะโนโม สิริโก ยะถารูโปปิ โลกัตถัง โสเธติ ตัสเสวะ สัมมาสัมพุทธัสสะ เอตานิ มะหาทธิกานิ มะหาเตชานิ มะหาพะลานิ มะหานุภาวานิ โหตุเยวะ สัพพะกาลัง ยาวะ สาสะนันตะระธานา (หยุด) 14 สัทธัมโม ปะนะ เยนะ ภะคะวา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ เทสิโต สันทิฏฐิกาทิคุณะสัมปัตติ วิราชิโต นิยยานิโก คัมภีโร อะตักกาวะจะโร วิสุทโธ มะทะนิมมะทะโน ปิปาสะวินะโย อาละยะสะมัคฆาโต วัฏฏะปัจเฉโท อิจเจวะมาทิคุณะ สัมปัตติยุตโต ตัสเสวะ สัทธัมมัสสะ เทสะกัสสะ สัมมาสัมพุทธัสสะ เอตานิ ตาทิสานิ มะหาเตชานิ ภะวันตุ สัพพะทา หยุด อะริยะสังโฆ ปะนะ ยัสสะ ภะคะวะโต ชานะโต ปัสสะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ สาวะโก สุปะฏิปันโน สัมมาปะฏิปันโน อุชุปะฏิปันโน ญายะปะฏิปันโน สามีปะฏิปันโน อาหุเนยโยตาทิคุณะสัมปะทาสุ วิราชิโต สุวิสุทธิจิตโต สันตินทริโย สีละสัมปันโน สะมาธิสัมปันโน ปํญญายะสัมปันโน วิมุตติสัมปันโน วิมุตติญาณะทัสสะนะสัมปันโน สัตตานัง สาโร อิจเจวะมาทิคุณะ สัมปัตติยุตโต ตัสเสวะ อะริยะสังฆัสสะ คุรุโน สัมมาสัมพุทธัสสะ เอตานิ ตาทิสานิเอวะ มะหาเตชานิ สุระนะระหิตานิ ภะวันตุ สัพพะทาติ (หยุด) (พุทธะรูปาภิเสกวิธี สะมัตตา) เอกะพุทโธ วิยะ มะหาเตชานิ มะหานุภาวานิ โหนตุเยวะ โย โส ภะคะวา อะนันตะญาโณ กะรุณากะโร ทีปังกะระสัมมาสัมพุทธัสสะ ปาทะมูเล ลัทธัพพะยากะระโณ กัปปะสะหัสสาธิกานิ จัตตาริ อะสังเขยยานิ สะมัตติงสะปาระมิโย ปูเรตวา สัพพัญญุตัมปัตโต โลเก พุทธาชาโตฯ ตัสสะ ปาเทปิ นะมามิ สัมพุทธัสสะ 15 สิรีมะโต สัทธัมมัญจัสสะ ปูชามิ กะริง สังฆัสสะ จัญชะลิง โย เสฏะโฐ ภะคะวา ตัสสะ คุโณ อะนันตะโก สัพเพ คุณา มะหันตาปิ พุทธะรูเปสุ ตาทิโน ยะทา สัพพัญญุตัมปัตโต ตัสสะ ญาณัง อะนันตะกัง ตัง สัพพัง พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ ยาวะ สาสะนัง ปะฏิสัมภิทา จะตัสโส สา จะ สาธาระณานิ จะ เวสารัชชานิ จัตตาริ จัตตาฬิสะ วัตถุกา สัตตะสัตตะติกา ญาณะ วัตถูนิ อะปะรานิปิ สัพเพปิ ญาณะมะหันตาปิ พุทธะรูเปสุ ตาทิโน สีละสะมาธิการุญญา วิมุตติ จะ อะนันตะกา สัพเพ เต พุทธะรูเปสุ ติฏะฐันตุ ยาวะ สาสะนัง โพธิมูลัมหิ สัตตาเห ยัง ธัมมัง สะมะนุสสะริ โส ธัมโม พุทธะรูเปสุ ติฏะฐะตุ ยาวะ สาสะนัง เยนะ ญาเณนะโส สัตถา อะกาสิ ปาฏิหาริยัง เทวานัง กังขัจเฉทายะ ธาตุกัง พุทธะรูปะกัง เจติยัง อะนิมิสสัญจะ อะกาสิ ปะฏิปูชิตัง ปัลลังกัง โพธิรุกขัญจะ เยนะ ญาเณนะ โส ชิโน ตัง ญาณัง พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ ยาวะ สาสะนัง จังกะเม จังกะมันตัสสะ โย คุโณ ชายะเต ตะทา โส คุโณ พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ ยาวะ สาสะนัง ระตะนาคาระสัตตาเห อะภิธัมมัง อะนุสสะริ เยนะ ญาเณนะ ตัง ญาณัง พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ นิโคระธะอะชะปาลัมหิ สัตตาเห โส มะหามุนิ คุณัง อะละภิ โส ตัสสะ พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ มุจจะลินทัมหิ สัตตาเห โย คุโณ วิชชะตี ตะทา 16 โส คุโณ พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ ยาวะ สาสะนัง ราชายะตะเน สัตตาเห ยัง คุณังละภะเต ชิโน โส คุโณ พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ ยาวะ สาสะนัง ปุนาคันตะวา อะชะปาลัง นิสีทิตวา เอเทสิตัง จิตตัง อุปาทะยิ พุทโธ ธัมมักขันเธ อะเสสะโต สัพเพ เต พุทธะรูเปสุ ติฏฐันตุ ยาวะ สาสะนัง ตะทา พรัหมาปิ อาคันตวา สัมพุทธัง อะภิวาทะยิ สัตตานัง อะนุกัมปายะ เทเสตุ ธัมมะมุตตะมัง ปะฏิญญัง เทติโส สัตถา พรัหมุโน ธัมมะเทสะนัง พาราณะสิมหิ คัจฉันโต ธัมมะจักกัง อะเทสะยิ เยนะ ญาเณนะ ตัง ญาณัง พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ อิสิปะตะนาเม มิคะทาเย วะสัง ชิโน ยะสาทิเก กุละปุตเต สะหาเยวะ ปัพพาชิยะ สัพเพสัง อะนุกัมปายะ อะระหัตตัง อะทาสิ โส เยนะ ญาเณนะ ตัง ญาณัง พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ กัปปาสิกันตะรา เขตเต ภัททะวัคเค สะหายะเก โอวะทิตวา ปัพพา เชตวา อะระหัตตัง อะทาสิ โส เยนะ ญาเณนะ ตัง ญาณัง ชินะพิมเพสุ ติฏฐะตุ อุรุเวลัง ชิโน คันตวา อัจเฉรัง ปาฏิหาริยัง กัตวานะ ชะฏิเล ตัตถะ วิเนตวา กัสสะปาทิเก ปัพพาเชตวา อะระหัตตัง อะทาสิ กะรุณากะโร เยนะ ญาเณนะ ตัง ญาณัง ชินะพิมเพสุ ติฏฐะตุ สะสาวะโก ชิโน คันตวา รัมมัง ราชะคะหัง ปุรัง ราชุยยาเน วะสิตวา โส อะภาสิ ธัมมะมุตตะมัง โส ธัมโม พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ ยาวะ สาสะนัง 17 อัญเญ จะ พิมพิสารัญจะ วิเนนโต โส มะหามุนิ ตะถาคะโต สัตถา โลเก ปาเปสิ ผะละมุตตะมัง เยนะ ญาเณนะ ตัง ญาณัง พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ กะปิละวัตถุง คันตวานะ ทะเมตุง ญาตะเก ชะเน วะราสะเน นิสีทิตวา ญาตีนัง มานะเจตะนัง ญัตวา จะ ปะสาเทตุง อัพภุคคันตวา นะเภ ตะเล จังกะมัง ตัตถะ มาเปสิ วิสุทธัง ระตะนามะยัง เยนะ ญาเณนะ ตัง ญาณัง พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ นิสีทิตวา มะหาวีโร จังกะเม ระตะนามะเย นิมมินิตวา พุทธะรูปัง โส อัตตะนา สะทิสัง วะรัง ปุจฉาเปตวา มะหาปัญเห วิสัชเชสิ มะหามุนิ เยนะ ญาเณนะ ตัง ญาณัง พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ โอตะริตวา คะคะนัมหา วันทาเปตวา วะ วะราสะเน ทะเมติ ญาตะเก สัพเพ วันทาเปตวา มะหายะโส เยนะ ญาเณนะ ตัง ญาณัง พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ ปุนาคันตวา ราชะคะหัง ลัฏฐุยยาเน วะสัง ชิโน ปะติฏฐะเปสิ สุทธัตตัง ปะฐะเม ผะละมุตตะเม เยนะ ญาเณนะ ตัง ญาณัง พุทธะพิมเพสุ ติฏฐะตุ ตะทา โส สาวัตถิง คันตวา ตัสสะ เชตะวะนัง อะทา ปะฏิคคะเหสิ อารามัง ธัมมัง เทเสติ จักขุมา เยนะ ญาเณนะ ตัง ญาณัง พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ ยะทา อะกาสิ ภะคะวา ยะมะกัง ปาฏิหาริยัง คัณฑามพะรุกขะมูลัมหิ สัพพะโลเก อะสาทิสัง ตะทา ติตถิยะถา สัพเพ ปะลายันติ ทิสา ทิสัง เยนะ ญาเณนะ ตัง ญาณัง พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ 18 ปะฏิเหรา วะสานัมหิ วะสันโต ติทสาละเย อะภิธัมมัง อะเทเสสิ เทวานัง มาตุยาปิ จะ เยนะ ญาเณนะ ตัง ญาณัง พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ โอตะรัง เทวะโลกัมหา โสปาเณ ระตะนามะเย ปูชิโต เทวะพรัหมเมหิ สังกัสสะนะคะรัง ตะทา โลกะวิวะระณัง นามะ อัจเฉรัง ปาฏิหาริยัง ทัสเสสิ ญาณะเตเชนะ เทวะสังเฆ สะมานุเส เยนะ ญาเณนะ ตัง ญาณัง พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ ปัญจะตาฬิสะ วัสสานิ ยัตถะ ยัตถะ จะ ชันตุนัง หิตายะ จะ สุขายะ จะ ยัง ยัง ธัมมัง อะเทสะยิ โส สัพโพ พุทธะรูเปสุ ติฏฐะตุ ยาวะ สาสะนัง กัตวานะ พุทโธ วะระพุทธะกิจโจ ธัมมัง วะรัง อันธะตะมัง วินาสะยัง ทุกขักขะยัง อัตตะปะรัสสะ ธัมมัง ปัตโต วิสิฏฐัง อะนุปาทิเสสัง ฐะเปสิ พุทโธ วะระพุทธะรูปัง สะสาสะนัง ปัญจะสะหัสสะมัตตัง เทเว มะนุสเส ตะระณายะ โอฆา เตสัญจะ อัตถายะ หิตายา นาโถ เย เทวา วา มะนุสสา วา สินทะพรัหมา สะมาระกา โพธิสัตโตวะ อัมหากัง เตมิโย นามะ ปัณฑิโต อะติฏฐานัง ถิรัง กัตวา นิกขัมมะอิสิ (ปัพพะชัง) ปัพพะชิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง โพธิสัตโต วะ อัมหากัง ชะนะโก นามะ ปัณฑิโต วิริยัง สุถิรัง กัตวา สะมุททัง อะตะริ ตะทา 19 เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง โพธิสัตโต วะ อัมหากัง สาโม นามาสิ ปัณฑิโต มาตาเปติภะโร วะสัง เมตตายะ ปะวะเน ตะทา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง โพธิสัตโต วะ อัมหากัง เนมิ นามาสิ ปัณฑิโต อัสมา โลกา ทิวัง คันตวา ทิพพะกาเม อะภุญชะสิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง โพธิสัตโต วะ อัมหากัง มะโหสะโถติ วิสสุโต นานาปะเญหะ วิสัชเชสิ เวเหทัสสะ ยะสัสสิโน เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง โพธิสัตโต วะ อัมหากัง ภูริทัตโต มะหิทธิโก นาคะโลกัง ชะหิตวานะ สีละรักขายะ นิกขะมิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง โพธิสัตโต วะ อัมหากัง จันทะกุมาระนามะโก มุญจิตวา ยัญญะวาฏัมหา ราชา อาสิ มะหัพพะโล เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง โพธิสัตโต วะ อัมหากัง วิธุโร นามะ ปัณฑิโต เทเสสิ ปะวะรัง ธัมมัง ราชูนัง สีละรักขะนัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง โพธิสัตโต วะ อัมหากัง เวสสันตะโร จะ ขัตติโย มะหาทานัง จะ ทัตวานะ นิกขันโต นะคะรา ตะทา วะสันโต อัสสะเม ปะเท อะทาสิ ปุตตะทาระเก เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง เวสสันตะโร มะหาราชา นิกขะมิตวา นะคะรา คะโต รัชชะสุขัง นะ ภุญชิตวา อะทาสิ ระตะนาทิกัง 20 เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง จะวิตวานะ ตะโต ราชา อุปปัชชิ ตุสิเต ปุเร ทิพพะสุขัง อะนุโภนโต จิรัง สัคเค ปะโมทะติ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง จะวิตวา ตะโต กายา โอกกันโต มาตุกุจฉิยัง มะหาอัจฉะริยัง อาสิ อาสาฬหะปุณณะมีทิเน เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง มาตุกุจฉิคะโต สันโต โมทะยันโต มะหายะโส ปัลลังเกนะ นิสิทิตวา อะภิมุโข จุทิสสะติ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง นิกขันโต มาตุยา คัพภา โอตะริ ปาทะปังกะเช วิสาขะปุณณะมีทิเน วะเน ลุมพินินามะเก เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง อุตตะราภิมุโข สัตตะปะเภ วิติกกันโต มะหายะโส อะภาสิ อาสะภิวาจัง อัคโค เสฏโฐติอาทินา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง วิญญุปปัตโต มะหาวีโร รัชชะสุขัง อะนุภะวิ อุยยานา นิกขะมันโต โส อัททะสะ พรัหมะนิมิตตัง สังเวคัง ละภะมาโน โส นิวัตตะติ มะหายะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง จะตุตถัง เทวะทุตัง จะ โสมะนัสสัง ปะเวทะยิ ทิวะสัง ตัตถะ กีฬันโต ปาวิสิ นะคะรัง สุภัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปาสาทัง อะภิรูยหันโต นิปัชชิ สักยะปุงคะโว นิททิ โอกกะมันตานัง วิรูปัง นาฏะกิตถินัง 21 นิพพัชชิตวา มะหาวีโร นิกขะมิ ปุตตะปัสสิตุง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ทิสวานะ ปุตตะสุตตันตัง คันตะวานะ สะยะนันติกัง กัปเปตวา กัณฐะกัง อัสสัง ปัณญัตตัง วะระสินธะวัง อารูยหิตวา มะหาวีโร นิกขะมิ พุชฌิตุง ตะทา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปัตวานะ รัชชะสีมัง โส ฐัตวา โนมะนะทีติเร อุยโยเชตวา กัณฐะกังฉันนัง โมลิง เฉตวา มะหายะโส ขิปิตวา อันตะลิกเข โส อะธิฏฐาเนนะ ติฏฐะติ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง อากาเส สุคะตะโมลิ สัมปะฏิจฉิ สุราทิโป ฐะเปติ เทวะโลกัสมิง เทวานัง อะภิปูชิตุง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปัพพัชชายะ นะมะนัสสะ สะหาโย ฆะฏิการะโก อาเนตวาฏะฐะปะริกขารัง อะทาสิ มุนิโน ตะทา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง คะเหตวา โส มะหาพรัหมา นิวัตถัง วะระกาสิกัง ฐะเปตวา พรัหมะโลกัสมิง พรัหมานัง อะภิปูชิตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปัพพะชิตวา มะหาวีโร คันตะวา ราชะคะหัง ปุรัง นะคะเร โกลาหะลัง อาสิ พรัหมานาคาติ อาทินา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปัสสิตวา มะหาวีรัง รัญโญ อาจิกขิ มะหาชะโน เปเสตวา ราชะทูตัง โส วะสิตุง ธีระมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง 22 ปัณฑะวะฉายายะนิสินนัง ภุญชะมานัง มะหายะสัง คันตะวา ทูตัสสะ วุตเตนะ อัททะสะ มาคะธิสสะโร นิมันตะยิตถะ รัชเชนะ สักกัจเจนาภิวาทิยะ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปะฏิกขิปิ วะรัง รัชชัง รัญญา ทินนัง มะหายะโส คะหิตะปะฏิญโญ ธีโร ยะทิ พุทโธติ อาทินา มะมะสีมัง ปะฐะมาคัจฉะ อาทิสิ สักยะปุงคะโว เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง อะนุกกะเมนะ โส ธีโร กัตวา ทุกกะระการิกัง สะชาตาทินนะปายะลัง ภุญชะสิ นะทีติเร ปะวาเหตวานะ ตัง ปาฏิง ปะฏิโสตัง อะคัญฉิ สา นิมมุชชิ ปาฏิยา เหฏฐา กัสสะปัสสะ มะเหสิโน เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง โพธิมัณฑัง สะมารุยหะ เทวะคันธัพพะปูชิโต โสตถิเยนะ ทินนัง ติณัง อะวัตถะริ มะหายะโส จุททะสะหัตถัปปะมาณัง ปัลลังกัง อุกกะมิตวา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปัลลังเกตถะ นิสีทิตวา โสภะมาโน มะหายะโส สัพเพ มาเร ปะราเชตวา นิสินโน อะจะลาสะเน เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปะฐะมะยาเม ปัตเต วะ ปุพเพนิวาสะมะนุสสะริ เอวัง นามะ ปะริยาโย เอวัง โคตโตติอาทินา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง มัชฌิมะยาเม ปัตเต วะ ทิพพะจักขุง วิโสธะยิ ติโรกฑฑัง ติโรเสลัง ฆะระมัชเฌวะ ปัสสะติ 23 เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปัจฉิมะยาเม ปัตเตวะ สัมมะสันโต ปุนัปปุนัง พุททะสัง ปัจจะยาการัง สัมมัปปัญญายะ ปัสสะติ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง เสตารุโณติ วัตตัพโพ สัมโพธิง โส วินายะโท สัมพุชฌิ ญาณะลังการัง วิสาขะปุณณะมีทิเน เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง อะเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสันติ อาทินา อุทานัง นิจฉเรนโต โส โลกะนาโถ มะหามุนิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง อะนิมมิสเสหิ อักขีหิ ปัลลังกัง โส วิโลกะยิ อะนิมมิสสัง วะรัง เจติ วุตตัฏฐานัง กะวีหิตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง จังกะมันโต มะหาวีโร อันตะเร โพธินิมมิสสัง จังกะมัง ระตะนัง นามา วุตตัฏฐานัง มะเหสินา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง อะปะรา ตัตถะมาเปสุง ฆะรัง ระตะนะนามะกัง นิสีทิตวา มะหาวีโร สัมมะสันโต ปุนัปปุนัง สัตตัพพิธัง อะภิธัมมัง คัมภีรัง สุขุมัง นะยัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง นิโคระธัสมิง อะชะปาเล นิสินโน โส มะหามุนิ วิมุตติง อะนุภะวันโต สัตตาหิ วีตินามะยิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง มุจจะลินเท นิสินโน โส เทวะพรัหมาภิปูชิโต สมาธิงชัง สุขัง ปิตวา สัตตาหัง วีตินามะยิ 24 เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ราชายะตะนะมูละสมิง นิสินโน สักยะปุงคะโว ผะละสุขัง ระสัง ปิตวา สัตตาหัง วีตินามะยิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ตัตเถวะ โส มะหาวีโร นิสินโน สุชะนัปปิโย ปะฏิคคะเหสิ มันถัญจะ ตะปุสสะภัลลิกานิตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง โลกะปาลา มะหาราชาโน อาเนตวา วะระเสละกัง อะทังสุ มุนิโน ปุตตัง อะชิฏฐาเนนะ เอกะกัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ธัมมะจักกัง ปะวัตเตนโต คันตวานะ กาสินัง ปุรัง อุปะเกนะ ปะวัตโต โส มาทิโสหัง ชิโน พะระวิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง มิคาทะเย มะหุยยาเน อิสิปะตะนะนามะเก ธัมมะจักกัง ปะวัตเตสิ นะระสะราภิปูชิโต เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปะวัตติเต วะระจักเก ภุมมา เทวา มานุสา สาเวสุง อัตตะโน สัททัง พรัหมะโลกัง อะคัญฉิ โส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ไวยยากะระเณ ภัญญะมาเน พรัหมาฏะฐาระสะโกฏิโย ปิวิงสุ อะมะตัง ปานัง โกณฑัญญะปะมุขา ตะทา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ยะสาทิเก กุละปุตเต วิเนนโต มะหามุนิ ปาเยสิ อะมะตัง ปานัง มิคะทาเย อิสิปะตะเน เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง 25 ภัททะวัคเค กุละปุตเต วิเนนโต สักยะปุงคะโว กัปปาสิกันตะรา เขตเต ปาเยสิ อะมะตัง ระสัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปะฏิญญัง โมจะนัตถายะ คันตวา ราชะคะหัง ปุรัง พิมพิสารัง วีเนนโต โส ปาเยสิ อะมะตัง ระสัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง อุรุเวลาทิกัสสะเป ชะฏิเล อัคคิตาปะเน วิเนนโต นานุปาเยหิ ปาเยสิ อะมะตัง ระสัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปังสุกุลัง กิมิปูรัง คัณหาติ โส มะหามุนิ คัณหิเต ปะฐะวี นัมปิ สาธุการัง ปะวัตตะยิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง โปกขะระณียัง ตะทา ชิโน โธวิ ปังสุกุลัง วะรัง ปาสาเณ ปัตถะริตวานะ สุขาเปสิ มะหายะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง คัณฑามพะรุกขะมูละสมิง อาภาสิ ทีปะทุตตะโม ติตถีนัง นิมมะทะนัตถัง ปาฏิเหรัง มะหายะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง จังกะมัง มาปะยิ ธีโร อายามะจักกะวาฬะกัง นิสีทิตวา มะหาวีโร เทเสสิ ธัมมะมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปาฏิเหรัง กะริตวานะ จังกะเม ระตะนามะเย อุคคัญฉิ ตาวะติง สัญจะ เทวะตาตัง สุลุจจะเย เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง สิลาสะเน นิสินโน โส ปัณฑุกัมพะละนามะเก 26 เตมาสัง เทสะยิ ธัมมัง เทวานัง ปะริฉัตตะเก เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปักกันโต อุตตะระกุรุง ปิณฑัตถายะ มะหามุนิ ปิณฑะปาตัง คะเหตวานะ อันธะวะเน จะ ภุญชะยิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง จิตระนะยัง วินะยันโต วินะเย กุสะโลนะยัง สิกขาปะทัง ปัญญาเปสิ ภิกขูนัง สีละรักขะนัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง วัณเณนโต หิตะจะริยัง อะปัณณะกาทิชาตะกัง ตัง ตัง ปุคคะละมาคัมมะ เทเสสิ สักยะปุงคะโว เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง อะปัณณะกาทิชาตะกัง ปัญจะสะตัง มะหามุนิ เทเสสิ อะปิ ปัญญายะ สัตตานัง หิตะการะณัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ติกขัตตุง ลังกาทีปัง โส สัมปัตโต สักยะปุงคะโว ทัสเสสิ นาคะวัคคะสมิง ปะทะลักขะณะสัญจิตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ทะวิปะเภทัง ติปะเภทัง ปุนะ ติ เภทะนัง ตะถา ยัง ยัง เทวะมะนุสสานัง เทเสสิ ธัมมะมุตตะมัง สัพพันตัง เอกะระสัญจะ นิโรธะระสัญจิตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ทะวิปะเภทัง ติปะเภทัง ปุนะ ติเภทะนัง ตะถา ติปิฏกะมัชชะปาณินา เทสิตาทิจจะพันธุนา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง นิกายัง ปัญจะนะวังคัง สัพพันตัง พุทธะเทสิตัง 27 ธัมมักขันธัง จะตูสีติ- สะหัสสัญจะ ตะถา ปุนะ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ราหุเล เทวะทัตเต จะ สะมัง เมตตายะ ผะระติ ปาริเลยยะธะนะปาเล สะมะจิตเตนะ ปัตถะริ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง มิจฉาทิฏฐี พะกะพรัหมัง วินะยันโต มะหามุนิ ทิฏฐิชาลัง ปะธังสิตวา สัมมามัคเค ปัฏฐาปะยิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง อาฬะวะกัง มะหายักขัง ทุททะมัง ผะรุสัง มุนิ วินะยิตวา มะหาวีโร โสตามัคคัง ปะทัสสะยิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ขีณายุกัง สุระอินทัง ละภาเปตวานะ อายุกัง ธัมมะจักขุญจะ ปาเปสิ ปัญหาวิสัชชะเนนะ จะ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปัญจะตาฬีสะวัสสานิ โพธฺยันโต มะหามุนิ คัณฐันโต ปุปผะทามัง วา ธัมมะวัสสัง ปะวัตตะยิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง สัมพุทโธ ธะระมาโน วะ โสเธติ มุนิปุงคะโว อิเม ปัญจะวิเธ กิจเจ ปิณฑะปาตาทิจะระเณ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ยามะกะสาลานะมันตะเร นิพพุโต โส มะหามุนิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ปัญจะ วัสสะหัสสานิ สาสะนัง โส ปัฏฐาปะยิ ขีณาสะวาหิ เขตตัตถัง สัตตานัง สุขะเหตุกัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง 28 จะตุวีสาสังเขยยานิ สัฏฐิญจะ สะตะโกฏิโย ปาณะสะตะสะหัสสานิ สัมพุทโธ วะ ปะโมทะยิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง สัพพา ตา ธาตุโย สัตตา เตสุ เตสุ จะ ปัตถะริ นะระเทวาทิอัตถายะ ชาติเขตตาทิเกสุ จะ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง พุทธะเวสัง คะเหตวานะ โทณะมัตตา วะ ธาตุโย อัพภุคันตวานะ อากาสัง อะกังสุ ปาฏิหาริยัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ธัมมาโสโก มะหาราชา โพธิสาขัง ปะเลขะยิ มะโนสิลาหะริเตนะ อะธิฏฐาเนนะ สัตถุโน เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง พุทธะเวสัง ปะวัตเตตวา สัพพา ตา สัตถุ ธาตุโย สัมปันนา ฉะหิ รังสีหิ ธัมมะกะถัง ปะวัตเตยยุง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง เทวา พรัหมา มะหาเตชา สะมาคัณตวา สัพพะโส สุณิตวา สัตถุโน ธัมมัง ปิวิสุง อะมะตัง ระสัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง เตโชธาตุ สะมุฏฐายะ ฌาปะยิ วะระธาตุโย อุคคัณหิตวา เทวะโลกัง อันตะระธายิ อะเสสะโต เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง เทวะคะณา มะหาพรัหมา ปัคคัณหิตวานะ อัญชะลิง สาสะนัง อันตะระหิตัง สังเวคัง สัมปะวัฏเฏย ยุง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง วันทามิ ปะฐะมัง ตัสสะ ปะณิธานัง อะจินติตัง 29 จักกะวาฬัมหิ สัพเพหิ ชีวะมาเนหิ วัตถุหิ ทะสันตัง ปาระมีนันตัง ปูริติฏฐานะมุตตะมัง ตะโต สาละวะเน รัมเม ชาตัฏฐานะจะรีมะกัง ฉัพพัสสานิ ปะธานัมหิ กะตัง ทุกกะระการิกัง อะปะราชิตะปัลลังกัง พุทธะคุเณ ตะถา วุตตัง จุททะสะ พุทธะญาณัญจะ อัฏฐาระสะ อาเวณิกัง ปูเชมิ ทะสะพะลัญญาณัง จะตุเวสารัชชะมุตตะมัง อาสะยานุสะยะญาณัง อินทะริยานัง ปะโรปะริยะ ยัมกัง ปาฏิเหรัญจะ ญาณัง สัมปะยุตตัมปิ จะ มะหากะรุณาสะมาปัตติ ญาณะมัณฑะวะรัง นะเม สา สาธาระณัญญาเณนะ นัตวานะ ปูชะยามะหัง ตะโต จะ สัตตะ สัตตาเห ธัมมัง สัมมะสิตัง นะเม พรัหมุนา ยาจิตะฏะฐานัง ธัมมัง เทเสตุ มุตตะมัง อิสิปะตะเน มิคาทะเย ธัมมะจักกัปปะวัตตะนัง ตะโต เวฬุวะนาราเม ฐานัญจะ ปูชะยะรามะหัง ตะโต เชตะวะนัง รามัง จิระวุฏฐัง มะเหสินา อะสาธาระณะมัญเญ สัง ยะมะกะปาฏิหาริยัง ปาริฉัตตะกะมูลัมหิ อะภิธัมมัญจะ เทสะนัง สังกัสสะ นะคะรัทวาเร เทโวโรหะณะกัมปิ จะ ตะโต จะ หิมะวันตะสมิง มะหาสัทธัมมะเทสะนัง จะตุราสีติ สะหัสเสหิ ธัมมักขันเธหิ สังคะหัง ปะฏิกัตตะยัง ยะถาวุตตัง วิวิธัง ปูชะยามะหัง มารัสสะ อัตตะโน อายุ- สังขาระสัชชะนัง นะเม กุสินารายะ มัลลานัง ยะมะกะสาลานะมันตะเร ปะณิธานัมปิ ปัฏฐายะ กะตะกิจจะมะเสสะโต 30 ทิฏฐาเปตวานะ โส สัพพัง ปะรินิพพายิ อะนาสะโว เอวัง นิพพายะมานัสสะ กะตะกิจจัสสะ ตาทิโน วิคะตา มะหากะรุณา สายัง นิพพายิ กิญจิปิ ธัมโม จะ วินะโย เจวะ เทสิโต สาธุกัง มะยา มะมัจจะเยนะ โส สัตถา ธาตุญจาปิ สะรีระชัง อะปะราชิตะปัลลัง โพธิรุกขัญจะ อุตตะมัง มะมัจจะเยนะ โส สัตถะ อะนุชานิ มะหามุนิ มัฏฐาเน ฐะเปตวานะ ธาตุโพธิญจะ ปูชิตุง อะนุชานามิ ตุมหากัง สาสะนัตถัง สิวัง วะรัง ตัสมา หิตัสสะ สัทธัมมัง อุคคัณหิตวา ยะถา ตะทา โย ตัง เทสะยิ สัมพุทโธ นัตวานะ ปูชะยามะหัง ตัสมา สาสะปะมัตตัมปิ ชินะธาตุ อะเสสะยิ วิติณณะจักกะวาฬัมหิ นัตวานะ ปูชะยามะหัง ปะรัมปะราภะตานัมปิ ชะยะมะหาโพธิรุกขะโต สัพเพ สัมโพธิรุกขานัง นัตวานะ ปูชะยามะหัง ยัง ปะริภัญชะยิ ภะคะวา ปัตตะจีวะระมาทิกัง สัพพัง ปะริโภคะธาตุง นัตวานะ ปูชะยามะหัง ยัตถะ ยัตถะ สะยิโต โส นิสินโน จังกะมะติ วา ปาทะตะลัญจะ นะมัง กัตวา ฐิโต นัตวานะ ปูชะยิง นะ สัญชานันติ เย พุทธา เอวะรูโปติ ญาตะเว กะตันตัง ปะฏิมัง สัพพัง นัตวานะ ปูชะยามะหัง เอวัง พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจาปิ อะนุตตะรัง จักกะวาฬัมหิ สัพเพหิ วัตถูหิ ชะยามะหันติ ภะคะวะโต รูปะกายะโถมะนา พุทธาภิเสกะคาถา สมัตตาฯ ปะริปุณณาติ จบพุทธาภิเษกแต่เพียงเท่านี้ 31 คาถาสวดในพิธีต่างๆ คาถาสวดเมื่อจุดเทียนชัย ในพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ และพระราชพิธีอื่นๆ พุทโธ สัพพัญญุญาโณ ธัมโม โลกุตตะโร วะโร สังโฆ มัคคะผะลัฏโฐ จะ อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง เอตัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะทุกขา อุปัททะวา อันตะรายา จะ นัสสันตุ สัพพะโสตถี ภะวันตุ เต. คาถาสวดเมื่อดับเทียนชัยทุกราชพิธี นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ โน ชะยะมังคะลัง ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรังวา สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง นะโน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง ยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโต นะเตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ สะมาธิ เตนะ สะโม นะ วิชชะติ อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ 32 เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัตถา จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ เต ทุกขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา เอเตสุ ทินนานิ ยุคานิ โหนติ อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ สัพพะโรคะวินิมุตโต สัพพะสันตาปะวัชชิโต สัพพะเวระมะติกกันโต ยะถา ทีโป จะ นิพพุโตฯ คาถาสวดเมื่อจุดเทียนชัยพระราชพิธีพรุณศาสตร์ พุทโธ สัพพัญญุญาโณ ธัมโม โลกุตตะโร วะโร สังโฆ มัคคะผะลัฏโฐ จะ อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง เอตัสสะ อานุภาเวนะ เทโว วัสสะตุ กาละโต วัสสันตะรายา มาเหสุง สัพพะโสตถี ภะวันตุ โน. คาถาสวดพระราชพิธีพรุณศาสตร์ ภะคะวา อะระหัง สัมมา- สัมพุทโธ ฌายินัง วะโร อุตตะโม วิทธิมันตานัง สัตเตสุวาภิทะลุโก สาวัตถิยะเมกะทา เจสะ พุทโธ เชตะวะเน วะสัง อะนาถะปิณฑิการาเม วัสสะมูปะคะโต อะหุ ตะทา ทุพพุฏฐิยา สุกขา สัพพา โกสะละภูมิโย มะหันตะมาสิ ทุพภิกขัง ทุกขัง มะหาชะนัสสะ จะ ปิณฑายะ จะ ปะวิสันตัง ภะคะวันตัง ตะหิง ตะหิง 33 วัสสัง วัสสาปะนัตถายะ อะภิยาจิ มะหาชะโน ตัสสมิง ปะฏิจจะ การุญณัง พุทโธ เชตะวะนัง คะโต สุกขายะ โปกขะรัญญาปิ ติเร ฐิโต นะหายิตุง นิวาเสตวา ตัตเถเกนะ อันเตโนทะกะสาฏะกัง เอเกนะ จะ ปารุปิตวา โสปาเณ ภะคะวา ฐิโต อะถะ ปัจฉิมายะ ทิสายะ มะหาเมโฆ สะมุฏฐะหิ ตะโต ตาวะ วัสสิ วัสสัง ยาวัตโถ อาสิ ปูริโต ตัสสะ เตนานุภาเวนะ วัสสุเตเนวิทานิปิ เทโว วัสสะตุ กาเลนะ สะมิทธัง เนตุ เมทะนิงฯ มหากะรุณิโก นาโถ อัตถายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ เทโว วัสสะตุ ธัมมะโต มหากะรุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ เทโว วัสสะตุ กาละโต มหากะรุณิโก นาโถ สุขายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ เทโว วัสสะตุ กาละโต มหากะรุณิโก นาโถ สุขายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ เทโว วัสสะตุ ฐานะโส สุโภโต จะ มะหาเถโร มะหากาโย มะโหทะโร ฉันนา เม กุฏิกา สุขา นิวาตา วัสสะ เทวะ ยะถาสุขัง จิตตัง เม สุสะมาหิตัง วิมุตตัง อาตาปิ วิหะรามิ วัสสะ เทวาติฯ อะนุสสะริตวา สะตัง ธัมมัง ปะระมัตถัง วิจินตะยัง 34 อากาสิง สัจจะกิริยัง ยัง โลเก สุวะสัสตัง ยะโต สะรามิ อัตตานัง ยะโต ปัตโตสมิง วิญญุตัง นาภิชานามิ สัญจิจจะ เอกะปาณัมปิ หิงสิตา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ ปะชุนโน อะภิวัสสิยะ เอวะรูปัง สัจจะกิริยัง กัตวา วิริยะมุตตะมัง วัสสาเปสิง มะหาเมฆัง สัจจะเตชะพะลัสสิโต สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ เอสา เม สัจจะปาระมีติฯ สัมพุทธะมุตตะมุฬาระมะนันตะญาณัง สัตตุตตะมัง ทะสะพะลัง กะรุณาธิวาสัง สักการะภาชะนะมะภาชะนะมังคะณานัง สัทธาณะ เตนะ สะตะตัง สะระสา นะมามิ วีรัง วิสระทะมะปาระคุณัมพุราสิง ธีลันะโรปะมะธิติง ถิระถัมมะกายัง ปารังคะตัง ภะวะภะยากะระสาคะรัสสะ สารัญชะเนสุ สุคะตัง สิระสา นะมามิ โลเกกะจักขุมะตุลามะละปัญจะจักขุง โลเกกะสาระมะชะรามะธัมมะสารัง โลเกกะพันธุมะระวินทุสะหายะพันธุง โลเกกะจารุติละกัง สิระสา นะมามิ วิโตปะมานะมะปะมาณะมะนาถะนาถัง สุทธัง สุสุทธะนะยะนัง นะยะนาภิรามัง สังสาระจักกะมะถะนัง วะระธัมมะจักกัง จักกังกิโตรุจะระณัง สิระสา นะมามิ เนกขัมมะมันตะพะละวาริตะราคะยักขัง เมตตัมพุสวา สะมิตโกธะมะหาหุตาสัง ปัญญาปะทีปะหะตะโมหะมะหันธะการัง โรกัตถะจารุปะฏะรัง สิระสา นะมามิ สัทธัมมะราชะมะปะราชิตะธัมมะเสนัง สัทธัมมะเตชะหะตะมาระสุโฆระเสนัง สัทธัมมะเทสะนะมะโนหะระเภริโฆสัง สัทธัมมะสาระมะกุฏัง สิระสา นะมามิ ยุตตัง คุเณหิ สะกะเลหิ สุนิมมะเลหิ โทเสหิ มุตตะมะขิเลหิ สะวาสะเนหิ พยามัปปะภาขะจิตภาสุระลักขะณาภา มาโลปโสภิตตะนุง สิระสา นะมามิ ปัญญาทิวากะระวินิคคะตะเทสะนาภา นิทธุตตะสัพพะปะระวาทะฆะนันธะการัง การุญญะวารินะนิวาริตโลกะตาปัง ทุกขัคคิชาละวิสะรัง สิระสา นะมามิ เณยยัญชะนัง สะกะละเมวะปะริคคะหีตัง ชาตาหิญาณะกะรุณาหิ มะหาชะวาหิ โลกัสสะ ทุกขะมะวะธุยยะ สุขัปปะทายิง โลกัคคะนาถะมะตุลัง สิระสา นะมามิ 35 พยามัปปะภาวะละยะจารุสุรินทะจาปัง อุณณารุรังสิวิสุรุชชะวิชชาลัง ธัมมัมพุวฏฐิชะนิตัง มิตสาธุสัสสัง สัพพัญญุเมฆะมะนะฆัง สิระสา นะมามิ ปาโปปะตาปะนะปะรันปะรันตะปันตัง อัจจันตะสันตะชะนะนัง ชะนะนัง ชะนัคคัง สัมภัคคะสัพพะปะปะกัง สะระณัญชะนานัง สัพพาภิภุง ทะสะพะลัง สิระสา นะมามิ สุคะตะมะมิตะพุทธิง โลกะนาถัง นะมิตวา กุสะละมุปจิตัง ยันเตนะ เตชุสสะเทนะ วิละยะมุปนะยันตะโรคะทุพภิกขทุกขา วิปุละสะลิละธารา วัสสิโน โหนตุ เมฆาฯ == ''' ขอบคุณ หนีวัฏ ปัญญาบารมี id53mb16xgvpv82a31suojnbww78nbb พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง 0 16395 293624 189147 2026-07-23T05:46:07Z Lunlumita 12009 293624 wikitext text/x-wiki {{แก้ความกำกวม}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 5/เรื่องที่ 5||2460|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 5||พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง ตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุน|ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 5}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 11||2462|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 11||พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง|ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 11}} 2et1yfdgrjkchlcxlfi5292vzhgrs6c ไทยเอย 0 16408 293765 78926 2026-07-23T10:02:13Z Lunlumita 12009 293765 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} {|align=center |ไทยเอยเคยเพลี่ยงพล้ำ |ลงเพราะ |- |เพลินวิวาทบาดทะเลาะ |เบาะแว้ง |- |อย่าโกรธพิโรธเคราะห์ |คราวโชค ร้ายเอย |- |พึงโทษความโหดแห้ง |หั่นห้ำกรรมเวร |- |&nbsp; |- |คนดีมีมากแล้ว |ฤาไฉน ไทยเอย |- |จึงมิเสียดายไทย |ที่ม้วย |- |ความเห็นเขม่นไกล |เกินจมูก |- |ใช่จะเกลื่อนดังกล้วย |กล่นแคว้นแดนสยาม |- |&nbsp; |- |ปัญญาค่าเปรียบแก้ว |ก่องเก็จ |- |แม้ว่าเพชรถูกเพชร |กระแทกกระทั้น |- |งัดง้างมล้างเมล็ด |มลายรูป |- |เมล็ดหนึ่งอาจถึงสะบั้น |สะบัดกลิ้นทิ้งสูญ |- |&nbsp; |- |ร้ายเหลือเมื่อมากหน้า |อาสัญ |- |ไทยที่ปัญญานันต์ |ยิ่งน้อย |- |ยิ่งเก่งยิ่งกีดกัน |กันกร่อน ลงนา |- |ดังหับดับห่ิงห้อย |เหือดแห้งแสงหาย |- |&nbsp; |- |ไทยเอยเคยจดข้อ |จำคำ นี้ฤา |- |ในบ่ดีนอกทำ |เล่นได้ |- |สามัคคีธรรมกำ |ไม้กวาดนั้นแล |- |ร่วมมัดขจัดรกได้ |เรียบร้อยรอยทาง |} k54pobdeltin9oezq5swbfou7c79u2q มาลี 0 16474 293779 39070 2026-07-23T10:07:35Z Lunlumita 12009 293779 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} มาลี ดอกดังสีบานเย็นเห็นหรือไม่ ผีเสื้อร่อนว่อนอยู่ดูวิไล งามกระไรหนอผีเสื้อช่างเหลืองาม กินอะไรเกิดที่ไหนผีเสื้อเอ๋ย อย่าปิดเลยตอบต่อที่ข้อถาม น้องจะได้ไปเกิดไปกินตาม ให้อร่ามเหมือนผีเสื้อเหลือสวยเอย พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จาก บทละครเรื่อง เงาะป่า hjerm5odno4bia5etnu57dz0h8n58ow บทสวดสรรเสริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) 0 16498 293801 51112 2026-07-23T10:18:03Z Lunlumita 12009 293801 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท6 – ละเมิดลิขสิทธิ์ (ตะวันธรรม เป็นนามปากกาของ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่)}} ก้มกราบมนัสน้อม วรจอมวิชชาจารย์ นบองค์พระทรงญาณ ชินะบุตรชิโนดม เอกสงฆ์พระนามจัน- ทสโรวิสุทธิ์สม ทวยเทพมนุษย์พรหม อภิวันทนาการ ท่านหวังวิมุตติ์พ้น ชนะกลพญามาร มุ่งสุดนฤพาน อธิญาณพระนำชัย พลีชีพถวายศาสน์ มุนินาถ ณ เพ็ญใส หยุดนิ่งสนิทใน หฤทัย ณ กลางกาย ดวงธรรมสว่างล้ำ พหุธรรมกายพราย เห็นสุดตลอดสาย วรกายวิเศษศานต์ วิชชาพระชาญเชี่ยว มนะเดี่ยวผจญมาร ปราบสิ้นกิเลสราน อภิบาลมหาชน รู้แจ้งกระจ่างจินต์ พระถวิลจะรวมพล หยุดนิ่งลุมรรคผล อนุสนธิ์พระต้นธรรม์ ยอมตายมิยอมแพ้ มนะแน่มิแปรผัน กรำศึกทุกคืนวัน สละพลันอุทิศพลี ใจท่านมิหวั่นไหว จะขยายพระศาสน์ศรี สร้างพระและคนดี คุณะมีตลอดชนม์ ด้วยเดชะสรรเสริญ สุเจริญพิพัฒน์ผล ขอพรพระมงคล- เทพมุนีพิชิตมาร อวยชัยมลายโศก นิรโรคลุภัยพาล สบสุขเกษมศานต์ ธนจักรพรรดิมี รู้แจ้งพระธรรมา ลุวิชชาพระชินสีห์ เปี่ยมบุญญบารมี สุขสันต์นิรันดร์กาลฯ ประพันธ์บูชาธรรม โดย ตะวันธรรม 729vfzpstn0lj5757pyubzr04vzy8sg โคลงสี่สุภาพ 0 16708 293763 40157 2026-07-23T10:01:29Z Lunlumita 12009 293763 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท4 – เนื้อหาเดียวกับ[[ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ]]}} ๏ มวลมนุษย์ผู้เปรื่อง ปรีชา เชี่ยวแฮ เพราะใคร่ใฝ่ศึกษา สิ่งรู้ รู้กิจผิดชอบหา เหตุสอด ส่องนา นี่แหละบุคคลผู้ เพียบด้วยความเจริญ กาพย์ยานี ๑๑ มวลผู้ชูปรีชา เสาะวิทยาไม่ห่างเหิน ผิดชอบกอบไม่เกิน รู้ดำเนินตามเหตุผล ชื่อว่าปรีชาดี ผิดชอบมีพิจารณ์ยล ผู้นั้นจักพลันดล พิพัฒน์พ้นจักพรรณนา ควรเราผู้เยาว์วัย จงใฝ่ใจการศึกษา อบรมบ่มวิทยา ปรุงปรีชาให้เชี่ยวชาญ ขั้นนี้จักชี้ว่า มีปัญญาไม่สมฐาน ต้องหัดดัดสันดาน กอบวิจารณ์ใช้ปัญญา สังเกตตามเหตุผล ผิดชอบยลด้วยปรีชา ดังนี้จึงชี้ว่า มีปัญญาอย่างเพียบเพ็ญ มีดพร้าถาหินให้ มีดคมได้มิยากเย็น ถ้าใช้มีดไม่เป็น ฟันคนเล่นโทษมหันต์ เมื่อใดใช้มีดเป็น กอบกิจเห็นคุณอนันต์ ปัญญากล่าวมานั้น เปรียบได้กันกับศัสตรา รับข้อมูลจาก "http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D" 0abvyh7gop3b4hdjngo84yuoxxhrzwv ล้านนาภาษิต 0 16761 293808 40232 2026-07-23T10:23:15Z Lunlumita 12009 แจ้งลบด้วย[[WS:iScript|สจห.]]: ท1 293808 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท1}} เมื่อไรจะมีข้อความล่ะคะ อยากทราบว่าเนื้อหาเป็นอย่างไร จะได้ลงมือท่องอาขยาน ด.เด็กอยากรู้ gounviaw8gm8p73gd9vv3ldlqrzpdaq ไฟล์:Rachathirat - wat ko literature - cover 001.jpg 6 17111 293709 107964 2026-07-23T09:26:52Z Lunlumita 12009 293709 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว}} <!-- {{ย้ายไปคอมมอนส์‎}} --> c62ard4sm6wmbje7f70ynzxsgjsag1t ไฟล์:Ong Kan Kha Khong Khurusapha seal - 001.jpg 6 17614 293696 107967 2026-07-23T09:19:53Z Lunlumita 12009 293696 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว + มี[[:Category:Teachers' Council of Thailand|ไฟล์ที่คอมมอนส์]]ใช้ทดแทนได้}} องค์การค้าของคุรุสภา ตัดต่อจาก http://www.google.co.th/imgres?q=%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&um=1&hl=th&biw=1600&bih=734&tbm=isch&tbnid=1yY6iAIAxW0rwM:&imgrefurl=http://www.sabuyjaishop.com/shop/oncebookk/default.aspx%3Fpage%3Dpdtdetail%26url%3Doncebookk%26pdtid%3D001554%26lang%3DTH&docid=pPGYC0gTNcpAIM&imgurl=http://www.sabuyjaishop.com/shop/oncebookk/images/2myjtko45phvhzp55zcrj20720115825001554.jpg&w=712&h=853&ei=HF-mTvaEH8W8rAfegZHMDQ&zoom=1 j0snte8gxxu1xqyai3f4sb711ro9jim 293697 293696 2026-07-23T09:20:07Z Lunlumita 12009 293697 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว + มี[[:Commons:Category:Teachers' Council of Thailand|ไฟล์ที่คอมมอนส์]]ใช้ทดแทนได้}} องค์การค้าของคุรุสภา ตัดต่อจาก http://www.google.co.th/imgres?q=%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&um=1&hl=th&biw=1600&bih=734&tbm=isch&tbnid=1yY6iAIAxW0rwM:&imgrefurl=http://www.sabuyjaishop.com/shop/oncebookk/default.aspx%3Fpage%3Dpdtdetail%26url%3Doncebookk%26pdtid%3D001554%26lang%3DTH&docid=pPGYC0gTNcpAIM&imgurl=http://www.sabuyjaishop.com/shop/oncebookk/images/2myjtko45phvhzp55zcrj20720115825001554.jpg&w=712&h=853&ei=HF-mTvaEH8W8rAfegZHMDQ&zoom=1 cnywr0fs9sqnnze0j6880bzawk4qus4 ไฟล์:Khlong ha - chit phumisak - 001.jpg 6 17621 293698 43214 2026-07-23T09:20:18Z Lunlumita 12009 293698 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว}} โคลงห้า จิตร ภูมิศักดิ์ o4vfuiug95z7zwf3gbcd40rafuqw0wl ไฟล์:Ananta samakhom throne hall - 001.jpg 6 17689 293699 43422 2026-07-23T09:20:27Z Lunlumita 12009 293699 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว}} พระที่นั่งอนันตสมาคม ตัดมาจาก[http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/e/e7/Ananda_Samakhom.jpg ไฟล์ในคอมมอนส์] ให้ได้ขนาดตามที่ใช้ในหนังสือ [http://library.cmu.ac.th/digital_collection/erare/searchForm.php?word=%B5&check_field=TITLE&select_study=&condition=2&page=6# ประมวญเหตุการณ์และภาพในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร หน้า ๑๙] แล้วทำให้เป็นขาวดำ 1xjb8946vom2d4qh6837vqjnxnvl0js หมวดหมู่:ภาพจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 14 17750 293755 89102 2026-07-23T09:51:46Z Lunlumita 12009 293755 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:ภาพ]] --> snl7ufyryqj9hyzq443l6ksh5l3hr3j หมวดหมู่:วัดเกาะ 14 17769 293746 54507 2026-07-23T09:48:07Z Lunlumita 12009 293746 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:วัดไทย]] --> qxvor7de38gt1007fbo5xr3s9gzx6z6 หมวดหมู่:บันเทิงคดี 14 17790 293747 54534 2026-07-23T09:48:18Z Lunlumita 12009 293747 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:งานแบ่งตามเนื้อหา]] --> jfrg70ir7gcgxhse9gdny55msi33vpv แม่แบบ:พระมาลัยคำหลวง/ปก 10 17801 293738 57104 2026-07-23T09:46:08Z Lunlumita 12009 293738 wikitext text/x-wiki {{ลบ|หน้าที่ถูกทิ้ง 15 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง ประกอบกับ[[:index:มาลัย - กุ้ง - ๒๔๗๘.pdf|ไฟล์ที่มี]]ก็เป็นอีกฉบับหนึ่ง (งานคนละปี ซึ่งคัดลอกไปหากันไม่ได้ และใช้ตรวจสอบกับหน้านี้ไม่ได้ ดังนั้น อย่างไรก็ต้องลบหน้านี้)}} [[ไฟล์:Thailand Fine Arts Dept Seal.svg|center|150px]] <center><big><big><big>'''พระมาลัยคำหลวง'''</big></big></big></center> <center><big><big>นิพนธ์</big></big></center> <center><big><big>'''เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร'''</big></big> • <big><big>'''เจ้าฟ้ากุ้ง'''</big></big></center> <center>_______________</center> <center><big>พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ</big></center> <center><big><big>คุณยายรอด จันทนะตระกูล</big></big></center> <center><big>๒๒ เมษายน ๒๔๙๑</big></center> <!-- <noinclude>[[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]]</noinclude> --> 2oovptz3s6ggdt1flcwx71j5itd0hs4 หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง 14 17802 293748 54383 2026-07-23T09:48:52Z Lunlumita 12009 293748 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:ร่าย]] [[หมวดหมู่:ร้อยกรองในสมัยอยุธยา]] [[หมวดหมู่:ศาสนาพุทธในประเทศไทย]] [[หมวดหมู่:เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์]] [[หมวดหมู่:กรมศิลปากร]] [[หมวดหมู่:ภาพจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์]] --> hxs230qwk7bmeux4zddpczwwcm09ra7 หมวดหมู่:เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ 14 17803 293757 55591 2026-07-23T09:53:00Z Lunlumita 12009 293757 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1 + ม2}} <!-- [[หมวดหมู่:บุคคลในสมัยอยุธยา]] [[หมวดหมู่:พระราชวงศ์ไทย]] --> hxny6349w54mdo0agy7bkzkd9bqzsk3 พระมาลัยคำหลวง 0 17805 293701 205692 2026-07-23T09:22:47Z Lunlumita 12009 293701 wikitext text/x-wiki {{ย้ายไป|มาลัย - กุ้ง - ๒๔๗๘.pdf}} {{คุณภาพเนื้อหา|25%}} {{หัวเรื่อง2 |ชื่อเรื่อง= พระมาลัยคำหลวง |ชื่อเรื่องย่อย= |วิกิพีเดียชื่อเรื่อง= |พระราชนิพนธ์= |พระนิพนธ์= เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ กรมขุนเสนาพิทักษ์ |ผู้แต่ง= |ผู้แต่งไม่ลิงก์= |วิกิพีเดียผู้แต่ง= |ผู้แปล= |เรื่องก่อนหน้า= |เรื่องถัดไป= |ก่อนหน้า= |ถัดไป= |หมายเหตุ= {{รุ่น}} }} <div id="ปก"></div> {{center|{{color|grey|<small>ปก</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#(๑)|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/ปก}} <div id="(๑)"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า (๑)-(๔)</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#ปก|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๑|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/(๑)}} <div id="แทรก ๑"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้าแทรก</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#(๑)|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#(๒)|ลง]]</small> <!-- [[ไฟล์:Rot chanthanatrakun - 001.jpg|center|300px|รอด จันทนะตระกูล]] --> {{center|คุณยายรอด จันทนะตระกูล}} {{center|เกิด พ.ศ. ๒๔๑๖ {{gap|5em}} ตาย พ.ศ. ๒๔๙๑}} <div id="(๕)"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า (๕)-(๑๐)</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๑|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๑|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/(๕)}} <div id="๑"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๑-๖</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#(๕)|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๒|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๑}} <div id="แทรก ๒"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้าแทรก</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#๑|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๗|ลง]]</small> <!-- [[ไฟล์:Phra malai - 001.jpg|300px|center|พระมาลัย]] --> {{center|แม้นจักอุบัติชาติใด {{gap|1.5em}} อันความไร้พสุชาติ {{gap|1.5em}} อย่ามีในอาตม์แห่งข้า}} <div id="๗"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๖-๔๒</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๒|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๔๓|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๗}} <div id="๔๓"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๔๓-๔๕</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#๗|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๔๖|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๔๓}} <div id="๔๖"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๔๖</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#๔๓|ขึ้น]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๔๖}} == เชิงอรรถ == {{Div col}} {{reflist}} {{Div col end}} ---- {{ท้ายเรื่อง}} ---- <small>(เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ถึงแก่พระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๒๘๙ และลิขสิทธิ์งานของพระองค์สิ้นอายุคุ้มครองลงเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙)</small> {{แม่แบบ:ลิขสิทธิ์หมดอายุ-ไทย}} [[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]] [[หมวดหมู่:งานที่มีอักขระพิเศษ‎]] [[หมวดหมู่:งานที่มีภาพประกอบ]] [[หมวดหมู่:ผู้ใช้ Aristitleism/ร้อยกรอง]] cwi3d62ps4bdq2j3ct6qhkekcdyhxfr 293729 293701 2026-07-23T09:41:24Z Lunlumita 12009 293729 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - หน้าที่ไม่ได้ใช้แล้ว (ถูกทิ้ง 15 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง) ประกอบกับ[[:index:มาลัย - กุ้ง - ๒๔๗๘.pdf|ไฟล์ที่มี]]ก็เป็นอีกฉบับหนึ่ง (งานคนละปี ซึ่งคัดลอกไปหากันไม่ได้)}} {{คุณภาพเนื้อหา|25%}} {{หัวเรื่อง2 |ชื่อเรื่อง= พระมาลัยคำหลวง |ชื่อเรื่องย่อย= |วิกิพีเดียชื่อเรื่อง= |พระราชนิพนธ์= |พระนิพนธ์= เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ กรมขุนเสนาพิทักษ์ |ผู้แต่ง= |ผู้แต่งไม่ลิงก์= |วิกิพีเดียผู้แต่ง= |ผู้แปล= |เรื่องก่อนหน้า= |เรื่องถัดไป= |ก่อนหน้า= |ถัดไป= |หมายเหตุ= {{รุ่น}} }} <div id="ปก"></div> {{center|{{color|grey|<small>ปก</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#(๑)|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/ปก}} <div id="(๑)"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า (๑)-(๔)</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#ปก|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๑|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/(๑)}} <div id="แทรก ๑"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้าแทรก</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#(๑)|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#(๒)|ลง]]</small> <!-- [[ไฟล์:Rot chanthanatrakun - 001.jpg|center|300px|รอด จันทนะตระกูล]] --> {{center|คุณยายรอด จันทนะตระกูล}} {{center|เกิด พ.ศ. ๒๔๑๖ {{gap|5em}} ตาย พ.ศ. ๒๔๙๑}} <div id="(๕)"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า (๕)-(๑๐)</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๑|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๑|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/(๕)}} <div id="๑"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๑-๖</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#(๕)|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๒|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๑}} <div id="แทรก ๒"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้าแทรก</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#๑|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๗|ลง]]</small> <!-- [[ไฟล์:Phra malai - 001.jpg|300px|center|พระมาลัย]] --> {{center|แม้นจักอุบัติชาติใด {{gap|1.5em}} อันความไร้พสุชาติ {{gap|1.5em}} อย่ามีในอาตม์แห่งข้า}} <div id="๗"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๖-๔๒</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๒|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๔๓|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๗}} <div id="๔๓"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๔๓-๔๕</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#๗|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๔๖|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๔๓}} <div id="๔๖"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๔๖</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#๔๓|ขึ้น]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๔๖}} == เชิงอรรถ == {{Div col}} {{reflist}} {{Div col end}} ---- {{ท้ายเรื่อง}} ---- <small>(เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ถึงแก่พระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๒๘๙ และลิขสิทธิ์งานของพระองค์สิ้นอายุคุ้มครองลงเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙)</small> {{แม่แบบ:ลิขสิทธิ์หมดอายุ-ไทย}} <!-- [[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]] [[หมวดหมู่:งานที่มีอักขระพิเศษ‎]] [[หมวดหมู่:งานที่มีภาพประกอบ]] [[หมวดหมู่:ผู้ใช้ Aristitleism/ร้อยกรอง]] --> h6hh8h1wgaaod7605lfev4010l949lk 293730 293729 2026-07-23T09:42:59Z Lunlumita 12009 293730 wikitext text/x-wiki {{ลบ|หน้าที่ถูกทิ้ง 15 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง ประกอบกับ[[:index:มาลัย - กุ้ง - ๒๔๗๘.pdf|ไฟล์ที่มี]]ก็เป็นอีกฉบับหนึ่ง (งานคนละปี ซึ่งคัดลอกไปหากันไม่ได้)}} {{คุณภาพเนื้อหา|25%}} {{หัวเรื่อง2 |ชื่อเรื่อง= พระมาลัยคำหลวง |ชื่อเรื่องย่อย= |วิกิพีเดียชื่อเรื่อง= |พระราชนิพนธ์= |พระนิพนธ์= เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ กรมขุนเสนาพิทักษ์ |ผู้แต่ง= |ผู้แต่งไม่ลิงก์= |วิกิพีเดียผู้แต่ง= |ผู้แปล= |เรื่องก่อนหน้า= |เรื่องถัดไป= |ก่อนหน้า= |ถัดไป= |หมายเหตุ= {{รุ่น}} }} <div id="ปก"></div> {{center|{{color|grey|<small>ปก</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#(๑)|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/ปก}} <div id="(๑)"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า (๑)-(๔)</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#ปก|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๑|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/(๑)}} <div id="แทรก ๑"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้าแทรก</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#(๑)|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#(๒)|ลง]]</small> <!-- [[ไฟล์:Rot chanthanatrakun - 001.jpg|center|300px|รอด จันทนะตระกูล]] --> {{center|คุณยายรอด จันทนะตระกูล}} {{center|เกิด พ.ศ. ๒๔๑๖ {{gap|5em}} ตาย พ.ศ. ๒๔๙๑}} <div id="(๕)"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า (๕)-(๑๐)</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๑|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๑|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/(๕)}} <div id="๑"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๑-๖</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#(๕)|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๒|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๑}} <div id="แทรก ๒"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้าแทรก</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#๑|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๗|ลง]]</small> <!-- [[ไฟล์:Phra malai - 001.jpg|300px|center|พระมาลัย]] --> {{center|แม้นจักอุบัติชาติใด {{gap|1.5em}} อันความไร้พสุชาติ {{gap|1.5em}} อย่ามีในอาตม์แห่งข้า}} <div id="๗"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๖-๔๒</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๒|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๔๓|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๗}} <div id="๔๓"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๔๓-๔๕</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#๗|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๔๖|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๔๓}} <div id="๔๖"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๔๖</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#๔๓|ขึ้น]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๔๖}} == เชิงอรรถ == {{Div col}} {{reflist}} {{Div col end}} ---- {{ท้ายเรื่อง}} ---- <small>(เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ถึงแก่พระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๒๘๙ และลิขสิทธิ์งานของพระองค์สิ้นอายุคุ้มครองลงเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙)</small> {{แม่แบบ:ลิขสิทธิ์หมดอายุ-ไทย}} <!-- [[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]] [[หมวดหมู่:งานที่มีอักขระพิเศษ‎]] [[หมวดหมู่:งานที่มีภาพประกอบ]] [[หมวดหมู่:ผู้ใช้ Aristitleism/ร้อยกรอง]] --> 58h7ym9e4l4880tw0rrg0f3cmfx2r94 293735 293730 2026-07-23T09:45:25Z Lunlumita 12009 293735 wikitext text/x-wiki {{ลบ|หน้าที่ถูกทิ้ง 15 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง ประกอบกับ[[:index:มาลัย - กุ้ง - ๒๔๗๘.pdf|ไฟล์ที่มี]]ก็เป็นอีกฉบับหนึ่ง (งานคนละปี ซึ่งคัดลอกไปหากันไม่ได้ และใช้ตรวจสอบกับหน้านี้ไม่ได้ ดังนั้น อย่างไรก็ต้องลบหน้านี้)}} {{คุณภาพเนื้อหา|25%}} {{หัวเรื่อง2 |ชื่อเรื่อง= พระมาลัยคำหลวง |ชื่อเรื่องย่อย= |วิกิพีเดียชื่อเรื่อง= |พระราชนิพนธ์= |พระนิพนธ์= เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ กรมขุนเสนาพิทักษ์ |ผู้แต่ง= |ผู้แต่งไม่ลิงก์= |วิกิพีเดียผู้แต่ง= |ผู้แปล= |เรื่องก่อนหน้า= |เรื่องถัดไป= |ก่อนหน้า= |ถัดไป= |หมายเหตุ= {{รุ่น}} }} <div id="ปก"></div> {{center|{{color|grey|<small>ปก</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#(๑)|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/ปก}} <div id="(๑)"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า (๑)-(๔)</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#ปก|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๑|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/(๑)}} <div id="แทรก ๑"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้าแทรก</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#(๑)|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#(๒)|ลง]]</small> <!-- [[ไฟล์:Rot chanthanatrakun - 001.jpg|center|300px|รอด จันทนะตระกูล]] --> {{center|คุณยายรอด จันทนะตระกูล}} {{center|เกิด พ.ศ. ๒๔๑๖ {{gap|5em}} ตาย พ.ศ. ๒๔๙๑}} <div id="(๕)"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า (๕)-(๑๐)</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๑|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๑|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/(๕)}} <div id="๑"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๑-๖</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#(๕)|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๒|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๑}} <div id="แทรก ๒"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้าแทรก</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#๑|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๗|ลง]]</small> <!-- [[ไฟล์:Phra malai - 001.jpg|300px|center|พระมาลัย]] --> {{center|แม้นจักอุบัติชาติใด {{gap|1.5em}} อันความไร้พสุชาติ {{gap|1.5em}} อย่ามีในอาตม์แห่งข้า}} <div id="๗"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๖-๔๒</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#แทรก ๒|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๔๓|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๗}} <div id="๔๓"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๔๓-๔๕</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#๗|ขึ้น]] • [[พระมาลัยคำหลวง#๔๖|ลง]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๔๓}} <div id="๔๖"></div> {{center|{{color|grey|<small>หน้า ๔๖</small>}}}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[พระมาลัยคำหลวง#๔๓|ขึ้น]]</small> {{พระมาลัยคำหลวง/๔๖}} == เชิงอรรถ == {{Div col}} {{reflist}} {{Div col end}} ---- {{ท้ายเรื่อง}} ---- <small>(เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ถึงแก่พระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๒๘๙ และลิขสิทธิ์งานของพระองค์สิ้นอายุคุ้มครองลงเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙)</small> {{แม่แบบ:ลิขสิทธิ์หมดอายุ-ไทย}} <!-- [[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]] [[หมวดหมู่:งานที่มีอักขระพิเศษ‎]] [[หมวดหมู่:งานที่มีภาพประกอบ]] [[หมวดหมู่:ผู้ใช้ Aristitleism/ร้อยกรอง]] --> pgxj4la0q8lju28chmidmwxz03larld แม่แบบ:พระมาลัยคำหลวง/(๑) 10 17807 293731 44048 2026-07-23T09:43:55Z Lunlumita 12009 293731 wikitext text/x-wiki {{ลบ|หน้าที่ถูกทิ้ง 15 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง ประกอบกับ[[:index:มาลัย - กุ้ง - ๒๔๗๘.pdf|ไฟล์ที่มี]]ก็เป็นอีกฉบับหนึ่ง (งานคนละปี ซึ่งคัดลอกไปหากันไม่ได้)}} {{center|<big><big>'''คำนำ'''</big></big>}} {{center|_______________}} ร้อยเอกสุจิต ศิกษมัต ได้มาแจ้งความจำนงต่อกรมศิลปากรว่า ในการปลงศพสนองคุณนางรอด จันทนะตระกูล ผู้เป็นยาย ณ เมรุวัดไตรมิตรวิทยาราม ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๔๘๑ นี้ มีความประสงค์จะตีพิมพ์หนังสือแจกเป็นที่ระลึกสักเรื่องหนึ่ง และโดยเหตุที่ร้อยเอกสุจิต ศิกษมิต เป็นนักศึกษาทางวรรณคดี จึงแสดงความประสงค์จะขออนุญาตตีพิมพ์เรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” โดยเหตุผลสามประการ คือ เรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” นี้เป็นวรรณคดีเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยา มีค่าควรแก่การเก็บรักษาไว้เป็นประโยชน์แก่บรรดานักศึกษาวรรณคดีไทย ประการหนึ่ง เรื่องพระมาลัยเป็นเรื่องที่เนื่องในพระพุทธศาสนา นับว่าเหมาะแก่นิสัยของผู้ล่วงลับไป ประการหนึ่ง และเคยถือกันเป็นประเพณีนิยมใช้สวดหน้าศพ อีกประการหนึ่ง กรมศิลปากรประจักษ์ในเจตนาของร้อยเอกสุจิต ศิกษมิต ดังกล่าวนี้ จึงยินดีอนุญาตให้พิมพ์เรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” ได้ตามความประสงค์ “พระมาลัยคำหลวง” ที่ตีพิมพ์นี้ เข้าใจว่าเป็นนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร เพราะปรากฏในต้นฉบับสมุดไทยตัวเขียนซึ่งมีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติหลายฉบับจดไว้ว่า “พระมาลัยคำหลวง” และฉบับหนึ่งกล่าวเป็นคำโคลงไว้ว่า {{ผู้ใช้:Aristitleism/poem| ย่อหน้า = 1 | สมุดมาลัยเลิศล้ำ | ลิลิต | กรมพระราชวังคิด | ว่าไว้ }} {{ผู้ใช้:Aristitleism/poem| จบเสร็จเรื่องราวประดิษฐ์ | (ประดับ?) แต่ง | เพราะพร่ำทำยากได้ | (แจ่มแจ้ง?) ใจจริง }} และได้ความในบทสุดท้ายของ “พระมาลัยคำหลวง” นี้เองว่า {{ผู้ใช้:Aristitleism/poem| ย่อหน้า = 1 | เมื่อเสร็จศักราชได้ | สองพัน | สองร้อยแปดสิบสรร | เศษเหล้า }} ดังนี้ เป็นหลักฐานพอจะยุติได้ว่า คงจะเป็นนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร เพราะยังมีหนังสือ “นันโทปนันทสูตรคำหลวง” เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรเหมือนกัน ในนั้นอ้างศักราชไว้ว่า “พ.ศ. ๒๒๗๙”<ref>ต้นฉบับเห็นไม่ชัด เลขสองตัวหลังอาจเป็น ๒, ๓, ๔, ๗, ๘ หรือ ๙ ก็ได้ แต่เลือกใช้ “๗๙” (“๒๒๗๙”) เพราะคำนำของกรมศิลปากรกล่าวต่อมาว่า ''พระมาลัยคำหลวง'' แต่งหลัง ''นันโทปนันทสูตรคำหลวง'' หนึ่งปี ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> เป็นอันทรงนิพนธ์ไว้ก่อน “พระมาลัยคำหลวง” ผิดกันเพียงปีเดียวเท่านั้น และคงจะนิพนธ์ในเวลาที่ทรงผนวชหรือภายหลังบ้างเล็กร้อย เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรที่ทรงนิพนธ์หนังสือเรื่องนี้มักเรียกกันเป็นสามัญตามพระนามเดิมว่า “เจ้าฟ้ากุ้ง” เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าบรมโกศ ได้เป็นพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวร แต่ทิวงคตเสีย หาได้รับรัชทายาทไม่ ทรงเป็นกวีอย่างยอดเยี่ยมในครั้งกรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่ง นิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรที่ยังชอบร้องกันแพร่หลายต่อมาคือ “กาพย์เห่เรือ” นอกจากนี้ ยังมีหนังสือกาพย์กลอนที่ทรงนิพนธ์ไว้ คือ “กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง” และ “กาพย์ห่อโคลงนิราศพระบาท” ซึ่งหอพระสมุดได้พิมพ์รวมเป็นเล่มเดียว ให้ชื่อว่า “ประชุมกาพย์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ นั้นแล้ว ในโอกาสที่ร้อยเอกสุจิต ศิกษมัต ได้จัดตีพิมพ์เรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” ซึ่งเป็นนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรอีกเรื่องหนึ่งให้แพร่หลาย ก็เท่ากับรักษาวรรณคดีของไทยเราครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งมีอยู่น้อยฉบับและหาได้ยากไว้อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งนักศึกษาย่อมจะยินดีอนุโมทนา ว่าโดยเฉพาะเรื่องพระมาลัย ตามที่รู้จักกันแพร่หลายก็คือ “พระมาลัยกลอนสวด” พระมาลัยนั้นในตำนานกล่าวว่าเป็นพระอรหันตเถระองค์สุดท้าย ว่าเกิดที่โรหณชนบท<ref>ต้นฉบับว่า “โรหิชนบท” ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ในเกาะลังกา ในเรื่องว่ามีอิทธิฤทธิ์ไปโปรดสัตว์ถึงในนรก และเหาะเหินเดินอากาศขึ้นไปบนสวรรค์ ได้พบกับพระศรีอาริยเมตไตรยซึ่งจะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในภายหน้า ดังมีเรื่องอยู่ในคัมภีร์ชื่อว่า “มาลัยสูตร” ซึ่งเป็นคัมภีร์อยู่นอกนิบาต ไม่ได้รวมอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก พิจารณาดูเค้าเรื่อง ค่อนไปข้างคติมหายาน เพราะทางมหายานมีพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งชื่อ พระกษิติครรภ เสด็จไปโปรดสัตว์ในนรกเสมอ จนถึงในพิธีกงเต๊กก็จะขาดรูปพระกษิติครรภไปหาได้ไม่ และโดยเหตุที่พระกษิติครรภมีลักษณะคล้ายกับพระมาลัย ต่างกันแต่องค์หนึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ อีกองค์หนึ่งเป็นพระอรหันต์เท่านั้น ในอานัมนิกายจึงขนานนามพระกษิติครรภ “พระมาลัย” นอกนี้ ที่ใน “มาลัยสูตร” กล่าวถึงพระศรีอาริยเมตไตรยก็มีเค้าไปข้างคติมหายาน ซึ่งนิยมอยู่ในเรื่องพระโพธิสัตว์ จนมหายานให้ชื่อว่า “โพธิสัตวยาน” ผิด...<ref>ไม่มีหน้า (๔) ในต้นฉบับ ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> <!-- <noinclude>[[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]]</noinclude> --> eysxreseqc388gvcm3njy2jvvvqx4sp 293733 293731 2026-07-23T09:44:52Z Lunlumita 12009 293733 wikitext text/x-wiki {{ลบ|หน้าที่ถูกทิ้ง 15 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง ประกอบกับ[[:index:มาลัย - กุ้ง - ๒๔๗๘.pdf|ไฟล์ที่มี]]ก็เป็นอีกฉบับหนึ่ง (งานคนละปี ซึ่งคัดลอกไปหากันไม่ได้ และใช้ตรวจสอบกับหน้านี้ไม่ได้ ดังนั้น อย่างไรก็ต้องลบหน้านี้)}} {{center|<big><big>'''คำนำ'''</big></big>}} {{center|_______________}} ร้อยเอกสุจิต ศิกษมัต ได้มาแจ้งความจำนงต่อกรมศิลปากรว่า ในการปลงศพสนองคุณนางรอด จันทนะตระกูล ผู้เป็นยาย ณ เมรุวัดไตรมิตรวิทยาราม ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๔๘๑ นี้ มีความประสงค์จะตีพิมพ์หนังสือแจกเป็นที่ระลึกสักเรื่องหนึ่ง และโดยเหตุที่ร้อยเอกสุจิต ศิกษมิต เป็นนักศึกษาทางวรรณคดี จึงแสดงความประสงค์จะขออนุญาตตีพิมพ์เรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” โดยเหตุผลสามประการ คือ เรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” นี้เป็นวรรณคดีเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยา มีค่าควรแก่การเก็บรักษาไว้เป็นประโยชน์แก่บรรดานักศึกษาวรรณคดีไทย ประการหนึ่ง เรื่องพระมาลัยเป็นเรื่องที่เนื่องในพระพุทธศาสนา นับว่าเหมาะแก่นิสัยของผู้ล่วงลับไป ประการหนึ่ง และเคยถือกันเป็นประเพณีนิยมใช้สวดหน้าศพ อีกประการหนึ่ง กรมศิลปากรประจักษ์ในเจตนาของร้อยเอกสุจิต ศิกษมิต ดังกล่าวนี้ จึงยินดีอนุญาตให้พิมพ์เรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” ได้ตามความประสงค์ “พระมาลัยคำหลวง” ที่ตีพิมพ์นี้ เข้าใจว่าเป็นนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร เพราะปรากฏในต้นฉบับสมุดไทยตัวเขียนซึ่งมีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติหลายฉบับจดไว้ว่า “พระมาลัยคำหลวง” และฉบับหนึ่งกล่าวเป็นคำโคลงไว้ว่า {{ผู้ใช้:Aristitleism/poem| ย่อหน้า = 1 | สมุดมาลัยเลิศล้ำ | ลิลิต | กรมพระราชวังคิด | ว่าไว้ }} {{ผู้ใช้:Aristitleism/poem| จบเสร็จเรื่องราวประดิษฐ์ | (ประดับ?) แต่ง | เพราะพร่ำทำยากได้ | (แจ่มแจ้ง?) ใจจริง }} และได้ความในบทสุดท้ายของ “พระมาลัยคำหลวง” นี้เองว่า {{ผู้ใช้:Aristitleism/poem| ย่อหน้า = 1 | เมื่อเสร็จศักราชได้ | สองพัน | สองร้อยแปดสิบสรร | เศษเหล้า }} ดังนี้ เป็นหลักฐานพอจะยุติได้ว่า คงจะเป็นนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร เพราะยังมีหนังสือ “นันโทปนันทสูตรคำหลวง” เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรเหมือนกัน ในนั้นอ้างศักราชไว้ว่า “พ.ศ. ๒๒๗๙”<ref>ต้นฉบับเห็นไม่ชัด เลขสองตัวหลังอาจเป็น ๒, ๓, ๔, ๗, ๘ หรือ ๙ ก็ได้ แต่เลือกใช้ “๗๙” (“๒๒๗๙”) เพราะคำนำของกรมศิลปากรกล่าวต่อมาว่า ''พระมาลัยคำหลวง'' แต่งหลัง ''นันโทปนันทสูตรคำหลวง'' หนึ่งปี ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> เป็นอันทรงนิพนธ์ไว้ก่อน “พระมาลัยคำหลวง” ผิดกันเพียงปีเดียวเท่านั้น และคงจะนิพนธ์ในเวลาที่ทรงผนวชหรือภายหลังบ้างเล็กร้อย เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรที่ทรงนิพนธ์หนังสือเรื่องนี้มักเรียกกันเป็นสามัญตามพระนามเดิมว่า “เจ้าฟ้ากุ้ง” เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าบรมโกศ ได้เป็นพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวร แต่ทิวงคตเสีย หาได้รับรัชทายาทไม่ ทรงเป็นกวีอย่างยอดเยี่ยมในครั้งกรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่ง นิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรที่ยังชอบร้องกันแพร่หลายต่อมาคือ “กาพย์เห่เรือ” นอกจากนี้ ยังมีหนังสือกาพย์กลอนที่ทรงนิพนธ์ไว้ คือ “กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง” และ “กาพย์ห่อโคลงนิราศพระบาท” ซึ่งหอพระสมุดได้พิมพ์รวมเป็นเล่มเดียว ให้ชื่อว่า “ประชุมกาพย์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ นั้นแล้ว ในโอกาสที่ร้อยเอกสุจิต ศิกษมัต ได้จัดตีพิมพ์เรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” ซึ่งเป็นนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรอีกเรื่องหนึ่งให้แพร่หลาย ก็เท่ากับรักษาวรรณคดีของไทยเราครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งมีอยู่น้อยฉบับและหาได้ยากไว้อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งนักศึกษาย่อมจะยินดีอนุโมทนา ว่าโดยเฉพาะเรื่องพระมาลัย ตามที่รู้จักกันแพร่หลายก็คือ “พระมาลัยกลอนสวด” พระมาลัยนั้นในตำนานกล่าวว่าเป็นพระอรหันตเถระองค์สุดท้าย ว่าเกิดที่โรหณชนบท<ref>ต้นฉบับว่า “โรหิชนบท” ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ในเกาะลังกา ในเรื่องว่ามีอิทธิฤทธิ์ไปโปรดสัตว์ถึงในนรก และเหาะเหินเดินอากาศขึ้นไปบนสวรรค์ ได้พบกับพระศรีอาริยเมตไตรยซึ่งจะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในภายหน้า ดังมีเรื่องอยู่ในคัมภีร์ชื่อว่า “มาลัยสูตร” ซึ่งเป็นคัมภีร์อยู่นอกนิบาต ไม่ได้รวมอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก พิจารณาดูเค้าเรื่อง ค่อนไปข้างคติมหายาน เพราะทางมหายานมีพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งชื่อ พระกษิติครรภ เสด็จไปโปรดสัตว์ในนรกเสมอ จนถึงในพิธีกงเต๊กก็จะขาดรูปพระกษิติครรภไปหาได้ไม่ และโดยเหตุที่พระกษิติครรภมีลักษณะคล้ายกับพระมาลัย ต่างกันแต่องค์หนึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ อีกองค์หนึ่งเป็นพระอรหันต์เท่านั้น ในอานัมนิกายจึงขนานนามพระกษิติครรภ “พระมาลัย” นอกนี้ ที่ใน “มาลัยสูตร” กล่าวถึงพระศรีอาริยเมตไตรยก็มีเค้าไปข้างคติมหายาน ซึ่งนิยมอยู่ในเรื่องพระโพธิสัตว์ จนมหายานให้ชื่อว่า “โพธิสัตวยาน” ผิด...<ref>ไม่มีหน้า (๔) ในต้นฉบับ ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> <!-- <noinclude>[[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]]</noinclude> --> qaw9owsdfeotx266r0kqoyk6jy1whso แม่แบบ:พระมาลัยคำหลวง/(๕) 10 17808 293732 44043 2026-07-23T09:44:05Z Lunlumita 12009 293732 wikitext text/x-wiki {{ลบ|หน้าที่ถูกทิ้ง 15 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง ประกอบกับ[[:index:มาลัย - กุ้ง - ๒๔๗๘.pdf|ไฟล์ที่มี]]ก็เป็นอีกฉบับหนึ่ง (งานคนละปี ซึ่งคัดลอกไปหากันไม่ได้)}} {{center|<big><big>'''ประวัติ'''</big></big>}} {{center|_______________}} คุณยายรอด จันทนะตระกูล ถึงแก่กรรมเมื่อวันพุธที่ ๑๔ มกราคม ๒๔๙๑ เวลาประมาณ ๒๒ นาฬิกา ไม่มีใครทราบเวลาที่ท่านสิ้นลมโดยแน่นอน ไม่มีลูกหลานคนใดได้เห็นใจท่าน เพราะท่านนอนหลับแล้วสิ้นลมไปด้วยความสงบ อายุของท่านล่วงเข้าแปดสิบปี คุณยายเป็นเด็กเกิดในบ้านพระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก สาลักษณ์) ท่านเคยเล่าให้ลูกหลานฟังว่า บิดามารดาของท่านมีลูกหญิงไม่ได้ เป็นต้องตายเสียแต่ยังเยาว์หมด ฉะนั้น เมื่อท่านเกิด จึงให้ท่านไว้ผมแกละเพื่อจะให้ผีเกลียด และตั้งชื่อท่านว่า “รอด” เพื่อจะให้ท่านมีชีวิตรอดอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ตายเสียตั้งแต่เด็กเหมือนอย่างพี่ ๆ ในครั้งนั้น มีเด็กรุ่นคุณยายอีกหลายคนเกิดและอาศัยอยู่ในบ้านพระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก สาลักษณ์) เพราะท่านเจ้าของบ้านเป็นผู้ตั้งอยู่ในเมตตาจิต โอบเอื้ออุปถัมภ์ผู้พึ่งใบบุญโดยทั่วหน้า ทั้งบ้านที่อยู่ก็เป็นย่าน<ref>ต้นฉบับไม่ชัด อาจเป็น “บ้าน” ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ใหญ่ มีบริเวณกว้างขวาง เด็ก ๆ รุ่นคุณยายอยู่ในความปกครองของท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งชื่อ คุณเอม คุณยายเล่าว่า คุณยายมีวาสนาที่คุณเอกรักมากกว่าเพื่อน ข้าวของเงินทองอันใด ถ้าคุณเอมจะแบ่งให้เด็กรุ่นนั้นทีไร คุณยายเป็นต้องได้มากกว่าเพื่อน การที่ได้เกิดและอยู่มาในบ้านพระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก สาลักษณ์) นี้ นับว่าเป็นโชคของคุณยายที่จะได้ตั้งตนต่อมาโดยแท้ เพราะบ้านนั้นเป็นบ้านของปราชญ์ เป็นเหตุให้คุณยายได้พลอยประสบพบเห็นสิ่งแวดล้อมชีวิตที่ดีงามมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ได้พบเห็นและเกลือกกลั้วอยู่กับขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีที่ดีงามของไทยมานาน คุณยายได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับลูกหลานในเครือตระกูลของพระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก สาลักษณ์) หลายท่าน เช่น พระยาศรีภูริปรีชา (กมล สาลักษณ์) ผู้เป็นบุตรพระยาศรีสุนทรโวหาร, คุณหญิงเพ็ง ภริยาพระยาศรีภูริปรีชา, พระยาคชนันทน์นิพัทธพงศ์<ref>คือ พระยาคชนันทน์นิพัทธพงศ์ (ล้วน คชนันทน์) ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> น้องของคุณหญิงพึ่ง, พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์) และท่านผู้หญิงถวิล ธรรมศักดิ์มนตรี ซึ่งเป็นบุตรธิดาของพระยาศรีภูริปรีชาอันเกิดแต่คุณหญิงพึ่ง, คุณหญิงชื่น วรฤทธิ์ฦๅชัย เป็นต้น สิ่งแวดล้อมชีวิตดังกล่าวนี้เองได้สร้างสมเป็นนิสัยประจำตัวคุณยาย เป็นที่ประจักษ์แก่ลูกหลานในชั้นหลัง ๆ ว่า คุณยายเป็นผู้กว้างขวาง มีความเข้าใจในการสมาคมในยุคของท่านอย่างชำนิชำนาญ มีความจัดเจนต่อขนบประเพณีไทย และมั่นคงในพระบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างดีเลิศ เป็นผู้มีนิสัยใจคอหนักแน่น เที่ยงธรรม มีเหตุผล รอบคอบ มีน้ำใจกว้างขวางโอบเอื้ออารีเผื่อแผ่ไปทั่ว มีความเฉลียวฉลาด เข้าสมาคมกับคนได้ทุกชั้น ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อคุณยายได้สมรสกับขุนสุภาทิพ (คุณตาโหมด จันทนะตระกูล) ผู้เป็นทนายความชั้นครูในยุคของท่านนั้น คุณยายจึงเป็นคู่สร้างที่คอยเสริมประโยชน์ให้แก่ทุกด้านทุกทาง ก่อร่างสร้างตัวกันมาจนเป็นฝั่งฝา เป็นที่รู้จักรักใคร่ในบรรดาเจ้านายและข้าราชการยุคนั้นเป็นอย่างดี เมื่อสิ้นบุญคุณตา คุณยายก็ได้ใช้ความสามารถของท่านปกครองทรัพย์สมบัติ บ้านเรือน และลูกหลานให้ได้รับความสุขสืบต่อมา และได้รักษาน้ำใจอันกว้างขวางโอบอ้อมอารีไว้เสมอไม่เสื่อมคลาย ขณะใดมีงานมงคลหรืองานศพในรั้ววังบ้านเรือนใดที่คุณยายสนิทชิดเชื้อ คุณยายมักจะได้รับเชิญให้เป็นแม่งานทางด้านการต้อนรับเลี้ยงดูแขกเหรื่ออยู่เสมอ แม้จนการทำบุญสุนทานในวัดวาอาราม คุณยายก็มักจะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินงาน คุณยายเป็นผู้ใฝ่ใจมั่นคงในพระบวรพุทธศาสนาอยู่แล้ว เมื่อมีการทำบุญในวัดคราวไร เป้นต้องลงทุนลงแรงอย่างไม่คิดถึงความเหนื่อยยาก ในชีวิตของคุณยายได้เป็นเจ้าภาพงานบวชนาค ทอดกฐิน ทอดผ้าป่าหลายครั้ง ได้รับเป็นเจ้าของกัณฑ์เทศน์มหาชาติหลายสิบครั้ง ได้จัดสร้างและบูรณะถาวรวัตถุ เช่น หอไตร กุฏิพระ ไว้ในอารามต่าง ๆ หลายแห่งด้วยกัน ยิ่งในบั้นปลายชีวิตของท่านแล้ว คุณยายยิ่งใช้ชีวิตใกล้ชิดกับวัดมากที่สุด เคยไปจำศีลภาวนาอยู่ตามวัดครั้งหนึ่ง ๆ ร่วมสิบกว่าวัน ในวันสุดท้ายก่อนที่คุณยายจะล้มเจ็บ ดูเหมือนจะเป็นวันออกพรรษา คุณยายก็ไปอยู่ที่วัดรักษาอุโบสถศีล พอตกเย็น รู้สึกไม่สบาย ฝืนกำลังกายไม่ไหวแล้ว จึงได้กลับบ้าน นับแต่วันนั้น คุณยายก็ล้มเจ็บและลุกไม่ขึ้นเรื่อยมาจนถึงวันมรณะ เพราะเหตุที่คุณยายเป็นผู้มีความรอบคอบในการเป็นแม่บ้านและแม่งานดังกล่าวแล้ว แทนที่ผู้รู้จักมักคุ้นคุณยายจะเรียกชื่อคุณยายว่า “รอด” ตามชื่อที่แท้จริง กลับมากันเรียกเป็น “รอบ” ไปหมด ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยปรารภถึงคุณยายว่า “ช่างรอบคอบสมชื่อเสียจริง ๆ” คุณยายเป็นผู้มีเมตตาคุณอย่างประเสริฐ เป็นเมตตาคุณที่บริสุทธิ์ผุดผ่องจากน้ำจิตทีเดียว ที่กล่าวนี้มิใช่จะยกยอ เป็นความจริงที่บรรดาท่านที่มีน้ำใจสูงสะอาดได้เห็นพ้องและยกย่องทั่วกันแล้ว เมตตาคุณอันนี้ได้ผูกจิตใจลูกหลานและผู้ที่ได้ใกล้ชิดคุณยายไว้อย่างกระชับมั่น ท่านได้ให้ความอุปการะช่วยเหลือลูกหลานและผู้พึ่งพาอาศัยท่านด้วยเมตตาจิตอันแท้จริง นอกจากจะอำนวยความสุขสบายในการพักพิงแล้ว ยังคอยปลอบทุกข์ปลอบสุจปลุกใจให้มีมานะสร้างคุณงามความดีให้เป็นศรีแก่ตนอีกด้วย พูดได้ว่า ใครมีทุกข์ ถ้าได้อยู่ใกล้คุณยาย ทุกข์นั้นจะบรรเทา ใครหมดกำลังใจ ก็จะก่อเกิดพลังใจขึ้นใหม่ คุณยายมีวิธีพูดปลอบประโลมด้วยเหตุและผลที่น่าฟัง มีตัวอย่างดี ๆ มาสอนใจ ชวนให้คนเชื่อถือ และช่วยให้เกิดความสบายใจได้เป็นอย่างดียิ่ง คุณยายพยายามนำอุทาหรณ์ต่าง ๆ มาสั่งสอนลูกหลานอยู่เสมอ ให้เป็นคนมีสัตย์ธรรม ให้เป็นสุภาพชน ไม่เอาเปรียบใคร ให้ตั้งอยู่ในความกตัญญูกตเวที ให้มีความรักชาติบ้านเมือง ทุกคนที่รู้จักคุณยายจะเห็นแปลกทุกคนที่แม้คุณยายจะชราล่วงปูนเจ็ดสิบกว่าในตอนนั้นแล้ว ทั้งยังเป็นสตรีเพศอีกด้วย แต่กำลังของคุณยายเข้มแข็ง มั่นคงด้วยเหตุและผล มีความคิดทันสมัยอยู่เสมอ ในสมัยที่รัฐบาลไทยปลุกใจคนให้สร้างชาติสร้างวัฒนธรรม คุณยายเข้าใจและสนับสนุนเรื่องนี้เป็นอย่างดีที่สุด ได้ปฏิบัติตนส่งเสริมนโยบายนั้น และได้สั่งสอนลูกหลานให้เข้าใจและปฏิบัติตามโดยเต็มที่ คุณยายมักจะนำขนบธรรมเนียมประเพณีเก่า ๆ ของไทยมาเล่าให้ลูกหลานฟัง และสามารถจดจำบทกลอนในวรรณคดีไทยเก่า ๆ มาเล่าเป็นอุทาหรณ์ประกอบได้อย่างสนุกสนาน คุณยายชอบให้เด็กอ่านหนังสือวรรณคดีให้ฟังมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หนังสืออย่างรามเกียรติ์ ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี สามก๊ก และเรื่องพงศาวดารจีนเกือบทุกเรื่อง ท่านฟังเสียจนจดจำได้ขึ้นใจ นำมาเล่าให้ลูกหลานฟังได้อย่างคล่องแคล่วแม่นยำ รู้สึกว่า คุณยายค่อนข้างจะมีนิสัยชอบในทางวรรณคดีอยู่มาก เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ท่านเคยตั้งความปรารถนาจะฝากฟังหลานชายซึ่งมีอายุได้ประมาณสักห้าถึงหกขวบให้เป็นศิษย์ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์) แต่ต่อจากนั้นเพียงเล็กน้อย พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์) มาถึงแก่กรรมลงกะทันหัน คุณยายทราบข่าวนี้ในตอนเช้าตื่นนอน รู้สึกว่า ท่านมีความเสียใจจนเห็นได้ชัด เนื่องด้วยคุณงามความดีของคุณยายดังกล่าวมาตลอดนี้ ประกอบด้วยกุศลเจตนาที่คุณยายมีต่อบุคคลทุกคน เมื่อคุณยายล่วงลับไป ทั้ง ๆ ที่ล้มเจ็บมาแรมปีถึงอายุขัยแล้ว บรรดาญาติและมิตรโดยทั่วไปก็ยากที่จะหักห้ามความเศร้าโศกเสียดายลงได้ คุณยายล้มเจ็บเป็นโรคหัวใจมาแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ มาถึงแก่กรรมในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๙๑ รวมเวลาที่ล้มเจ็บตราบจนกระทั่งถึงแก่กรรมเป็นเวลาได้ห้าปี ระหว่างเวลาที่ล้มเจ็บได้อยู่ในความประคับประคองของลูกหลานและนายแพทย์เป็นอย่างดีตลอดมา ในการปลงศพสนองคุณคุณยายครั้งนี้ บรรดาท่านที่ได้ประจักษ์ในคุณงามความดีของคุณยาย ตลอดจนมิตรสหายของลูกหลาน ได้พร้อมใจกันช่วยเหลือในงานเป็นอย่างดียิ่ง นับแต่วันตั้งศพที่บ้าน ซึ่งจะละเว้นความขอบคุณเสียมิได้ โดยเฉพาะหนังสือเรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” ที่ตีพิมพ์แจกเป็นที่ระลึกเล่มนี้ ก็ได้รับความกรุณาจากท่านที่เคารพและมิตรสหายของลูกหลายคุณยายหลายท่าน ดังเช่น ท่านอาจารย์พระยาอนุมานราชธน<ref>คือ พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> อธิบดีกรมศิลปากร ได้เมตตาคัดตอน<ref>ต้นฉบับเห็นไม่ชัด อาจเป็น “คัดตอน”, “ตัดตอน”, “คัดทอน” หรือ “ตัดทอน” ก็ได้ ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ข้อความเกี่ยวกับเรื่องพระมาลัยซึ่งท่านได้เขียนไว้ในเรื่อง “เมืองสวรรค์” อันเป็นนิพนธ์เรื่องใหม่ของท่านส่งมาตีพิมพ์ประกอบ ช่วยให้หนังสือ “พระมาลัยคำหลวง” เล่มนี้ดีงามสมบูรณ์ขึ้นอีก ท่านอาจารย์พระพรหมพิจิตร<ref>คือ พระพรหมพิจิตร (อู๋ ลาภานนท์) ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> อาจารย์เอกในวิชาหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ได้กรุณาออกแบบและเขียนตัวหนังสือหน้าปกให้อย่างประณีตงดงาม คุณเหม เวชกร ซึ่งเป็นเสมือนหลานแท้ของคุณยาย ได้กรุณาเขียนภาพวิจิตรประกอบเรื่อง และรับทำแม่พิมพ์ทั้งภาพปกภาพแทรกให้โดยตลอด คุณอุดมและคุณประหยัด ชาตบุตร กรุณาให้ความช่วยเหลือเป็นหลักในการตีพิมพ์หนังสือนี้ คุณประยูร หอมวิไล เจ้าของโรงพิมพ์ไทยพานิชสาขา ได้กรุณาช่วยตีพิมพ์ภาพแทรกให้อย่างประณีต คุณสด กูรมะโรหิต และคุณนิยม โรหิตเสถียร ได้กรุณาจัดหากระดาษสำหรับทำปกและภาพแทรกส่งมาช่วย ส่วนกระดาษทองสำหรับใช้ทำปกบางเล่มก็ได้รับความเมตตาจากคุณชลอ รังควร ช่วยจัดหาให้ พระคุณของทุกท่านที่ได้เกื้อกูลตลอดมา ทั้งที่เอ่ยนามไว้ในที่นี้ หรือที่มิได้เอ่ยก็ตาม ล้วนเป็นพระคุณที่บริสุทธิ์สะอาด ยังความปลาบปลื้มปีติให้บังเกิดแก่ลูกหลานคุณยายยากที่จะเปรียบได้ <!-- <noinclude>[[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]]</noinclude> --> jtu2rhh0s7w1ybxv9n8ruemglrk244w 293734 293732 2026-07-23T09:45:18Z Lunlumita 12009 293734 wikitext text/x-wiki {{ลบ|หน้าที่ถูกทิ้ง 15 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง ประกอบกับ[[:index:มาลัย - กุ้ง - ๒๔๗๘.pdf|ไฟล์ที่มี]]ก็เป็นอีกฉบับหนึ่ง (งานคนละปี ซึ่งคัดลอกไปหากันไม่ได้ และใช้ตรวจสอบกับหน้านี้ไม่ได้ ดังนั้น อย่างไรก็ต้องลบหน้านี้)}} {{center|<big><big>'''ประวัติ'''</big></big>}} {{center|_______________}} คุณยายรอด จันทนะตระกูล ถึงแก่กรรมเมื่อวันพุธที่ ๑๔ มกราคม ๒๔๙๑ เวลาประมาณ ๒๒ นาฬิกา ไม่มีใครทราบเวลาที่ท่านสิ้นลมโดยแน่นอน ไม่มีลูกหลานคนใดได้เห็นใจท่าน เพราะท่านนอนหลับแล้วสิ้นลมไปด้วยความสงบ อายุของท่านล่วงเข้าแปดสิบปี คุณยายเป็นเด็กเกิดในบ้านพระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก สาลักษณ์) ท่านเคยเล่าให้ลูกหลานฟังว่า บิดามารดาของท่านมีลูกหญิงไม่ได้ เป็นต้องตายเสียแต่ยังเยาว์หมด ฉะนั้น เมื่อท่านเกิด จึงให้ท่านไว้ผมแกละเพื่อจะให้ผีเกลียด และตั้งชื่อท่านว่า “รอด” เพื่อจะให้ท่านมีชีวิตรอดอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ตายเสียตั้งแต่เด็กเหมือนอย่างพี่ ๆ ในครั้งนั้น มีเด็กรุ่นคุณยายอีกหลายคนเกิดและอาศัยอยู่ในบ้านพระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก สาลักษณ์) เพราะท่านเจ้าของบ้านเป็นผู้ตั้งอยู่ในเมตตาจิต โอบเอื้ออุปถัมภ์ผู้พึ่งใบบุญโดยทั่วหน้า ทั้งบ้านที่อยู่ก็เป็นย่าน<ref>ต้นฉบับไม่ชัด อาจเป็น “บ้าน” ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ใหญ่ มีบริเวณกว้างขวาง เด็ก ๆ รุ่นคุณยายอยู่ในความปกครองของท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งชื่อ คุณเอม คุณยายเล่าว่า คุณยายมีวาสนาที่คุณเอกรักมากกว่าเพื่อน ข้าวของเงินทองอันใด ถ้าคุณเอมจะแบ่งให้เด็กรุ่นนั้นทีไร คุณยายเป็นต้องได้มากกว่าเพื่อน การที่ได้เกิดและอยู่มาในบ้านพระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก สาลักษณ์) นี้ นับว่าเป็นโชคของคุณยายที่จะได้ตั้งตนต่อมาโดยแท้ เพราะบ้านนั้นเป็นบ้านของปราชญ์ เป็นเหตุให้คุณยายได้พลอยประสบพบเห็นสิ่งแวดล้อมชีวิตที่ดีงามมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ได้พบเห็นและเกลือกกลั้วอยู่กับขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีที่ดีงามของไทยมานาน คุณยายได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับลูกหลานในเครือตระกูลของพระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก สาลักษณ์) หลายท่าน เช่น พระยาศรีภูริปรีชา (กมล สาลักษณ์) ผู้เป็นบุตรพระยาศรีสุนทรโวหาร, คุณหญิงเพ็ง ภริยาพระยาศรีภูริปรีชา, พระยาคชนันทน์นิพัทธพงศ์<ref>คือ พระยาคชนันทน์นิพัทธพงศ์ (ล้วน คชนันทน์) ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> น้องของคุณหญิงพึ่ง, พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์) และท่านผู้หญิงถวิล ธรรมศักดิ์มนตรี ซึ่งเป็นบุตรธิดาของพระยาศรีภูริปรีชาอันเกิดแต่คุณหญิงพึ่ง, คุณหญิงชื่น วรฤทธิ์ฦๅชัย เป็นต้น สิ่งแวดล้อมชีวิตดังกล่าวนี้เองได้สร้างสมเป็นนิสัยประจำตัวคุณยาย เป็นที่ประจักษ์แก่ลูกหลานในชั้นหลัง ๆ ว่า คุณยายเป็นผู้กว้างขวาง มีความเข้าใจในการสมาคมในยุคของท่านอย่างชำนิชำนาญ มีความจัดเจนต่อขนบประเพณีไทย และมั่นคงในพระบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างดีเลิศ เป็นผู้มีนิสัยใจคอหนักแน่น เที่ยงธรรม มีเหตุผล รอบคอบ มีน้ำใจกว้างขวางโอบเอื้ออารีเผื่อแผ่ไปทั่ว มีความเฉลียวฉลาด เข้าสมาคมกับคนได้ทุกชั้น ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อคุณยายได้สมรสกับขุนสุภาทิพ (คุณตาโหมด จันทนะตระกูล) ผู้เป็นทนายความชั้นครูในยุคของท่านนั้น คุณยายจึงเป็นคู่สร้างที่คอยเสริมประโยชน์ให้แก่ทุกด้านทุกทาง ก่อร่างสร้างตัวกันมาจนเป็นฝั่งฝา เป็นที่รู้จักรักใคร่ในบรรดาเจ้านายและข้าราชการยุคนั้นเป็นอย่างดี เมื่อสิ้นบุญคุณตา คุณยายก็ได้ใช้ความสามารถของท่านปกครองทรัพย์สมบัติ บ้านเรือน และลูกหลานให้ได้รับความสุขสืบต่อมา และได้รักษาน้ำใจอันกว้างขวางโอบอ้อมอารีไว้เสมอไม่เสื่อมคลาย ขณะใดมีงานมงคลหรืองานศพในรั้ววังบ้านเรือนใดที่คุณยายสนิทชิดเชื้อ คุณยายมักจะได้รับเชิญให้เป็นแม่งานทางด้านการต้อนรับเลี้ยงดูแขกเหรื่ออยู่เสมอ แม้จนการทำบุญสุนทานในวัดวาอาราม คุณยายก็มักจะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินงาน คุณยายเป็นผู้ใฝ่ใจมั่นคงในพระบวรพุทธศาสนาอยู่แล้ว เมื่อมีการทำบุญในวัดคราวไร เป้นต้องลงทุนลงแรงอย่างไม่คิดถึงความเหนื่อยยาก ในชีวิตของคุณยายได้เป็นเจ้าภาพงานบวชนาค ทอดกฐิน ทอดผ้าป่าหลายครั้ง ได้รับเป็นเจ้าของกัณฑ์เทศน์มหาชาติหลายสิบครั้ง ได้จัดสร้างและบูรณะถาวรวัตถุ เช่น หอไตร กุฏิพระ ไว้ในอารามต่าง ๆ หลายแห่งด้วยกัน ยิ่งในบั้นปลายชีวิตของท่านแล้ว คุณยายยิ่งใช้ชีวิตใกล้ชิดกับวัดมากที่สุด เคยไปจำศีลภาวนาอยู่ตามวัดครั้งหนึ่ง ๆ ร่วมสิบกว่าวัน ในวันสุดท้ายก่อนที่คุณยายจะล้มเจ็บ ดูเหมือนจะเป็นวันออกพรรษา คุณยายก็ไปอยู่ที่วัดรักษาอุโบสถศีล พอตกเย็น รู้สึกไม่สบาย ฝืนกำลังกายไม่ไหวแล้ว จึงได้กลับบ้าน นับแต่วันนั้น คุณยายก็ล้มเจ็บและลุกไม่ขึ้นเรื่อยมาจนถึงวันมรณะ เพราะเหตุที่คุณยายเป็นผู้มีความรอบคอบในการเป็นแม่บ้านและแม่งานดังกล่าวแล้ว แทนที่ผู้รู้จักมักคุ้นคุณยายจะเรียกชื่อคุณยายว่า “รอด” ตามชื่อที่แท้จริง กลับมากันเรียกเป็น “รอบ” ไปหมด ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยปรารภถึงคุณยายว่า “ช่างรอบคอบสมชื่อเสียจริง ๆ” คุณยายเป็นผู้มีเมตตาคุณอย่างประเสริฐ เป็นเมตตาคุณที่บริสุทธิ์ผุดผ่องจากน้ำจิตทีเดียว ที่กล่าวนี้มิใช่จะยกยอ เป็นความจริงที่บรรดาท่านที่มีน้ำใจสูงสะอาดได้เห็นพ้องและยกย่องทั่วกันแล้ว เมตตาคุณอันนี้ได้ผูกจิตใจลูกหลานและผู้ที่ได้ใกล้ชิดคุณยายไว้อย่างกระชับมั่น ท่านได้ให้ความอุปการะช่วยเหลือลูกหลานและผู้พึ่งพาอาศัยท่านด้วยเมตตาจิตอันแท้จริง นอกจากจะอำนวยความสุขสบายในการพักพิงแล้ว ยังคอยปลอบทุกข์ปลอบสุจปลุกใจให้มีมานะสร้างคุณงามความดีให้เป็นศรีแก่ตนอีกด้วย พูดได้ว่า ใครมีทุกข์ ถ้าได้อยู่ใกล้คุณยาย ทุกข์นั้นจะบรรเทา ใครหมดกำลังใจ ก็จะก่อเกิดพลังใจขึ้นใหม่ คุณยายมีวิธีพูดปลอบประโลมด้วยเหตุและผลที่น่าฟัง มีตัวอย่างดี ๆ มาสอนใจ ชวนให้คนเชื่อถือ และช่วยให้เกิดความสบายใจได้เป็นอย่างดียิ่ง คุณยายพยายามนำอุทาหรณ์ต่าง ๆ มาสั่งสอนลูกหลานอยู่เสมอ ให้เป็นคนมีสัตย์ธรรม ให้เป็นสุภาพชน ไม่เอาเปรียบใคร ให้ตั้งอยู่ในความกตัญญูกตเวที ให้มีความรักชาติบ้านเมือง ทุกคนที่รู้จักคุณยายจะเห็นแปลกทุกคนที่แม้คุณยายจะชราล่วงปูนเจ็ดสิบกว่าในตอนนั้นแล้ว ทั้งยังเป็นสตรีเพศอีกด้วย แต่กำลังของคุณยายเข้มแข็ง มั่นคงด้วยเหตุและผล มีความคิดทันสมัยอยู่เสมอ ในสมัยที่รัฐบาลไทยปลุกใจคนให้สร้างชาติสร้างวัฒนธรรม คุณยายเข้าใจและสนับสนุนเรื่องนี้เป็นอย่างดีที่สุด ได้ปฏิบัติตนส่งเสริมนโยบายนั้น และได้สั่งสอนลูกหลานให้เข้าใจและปฏิบัติตามโดยเต็มที่ คุณยายมักจะนำขนบธรรมเนียมประเพณีเก่า ๆ ของไทยมาเล่าให้ลูกหลานฟัง และสามารถจดจำบทกลอนในวรรณคดีไทยเก่า ๆ มาเล่าเป็นอุทาหรณ์ประกอบได้อย่างสนุกสนาน คุณยายชอบให้เด็กอ่านหนังสือวรรณคดีให้ฟังมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หนังสืออย่างรามเกียรติ์ ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี สามก๊ก และเรื่องพงศาวดารจีนเกือบทุกเรื่อง ท่านฟังเสียจนจดจำได้ขึ้นใจ นำมาเล่าให้ลูกหลานฟังได้อย่างคล่องแคล่วแม่นยำ รู้สึกว่า คุณยายค่อนข้างจะมีนิสัยชอบในทางวรรณคดีอยู่มาก เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ท่านเคยตั้งความปรารถนาจะฝากฟังหลานชายซึ่งมีอายุได้ประมาณสักห้าถึงหกขวบให้เป็นศิษย์ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์) แต่ต่อจากนั้นเพียงเล็กน้อย พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์) มาถึงแก่กรรมลงกะทันหัน คุณยายทราบข่าวนี้ในตอนเช้าตื่นนอน รู้สึกว่า ท่านมีความเสียใจจนเห็นได้ชัด เนื่องด้วยคุณงามความดีของคุณยายดังกล่าวมาตลอดนี้ ประกอบด้วยกุศลเจตนาที่คุณยายมีต่อบุคคลทุกคน เมื่อคุณยายล่วงลับไป ทั้ง ๆ ที่ล้มเจ็บมาแรมปีถึงอายุขัยแล้ว บรรดาญาติและมิตรโดยทั่วไปก็ยากที่จะหักห้ามความเศร้าโศกเสียดายลงได้ คุณยายล้มเจ็บเป็นโรคหัวใจมาแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ มาถึงแก่กรรมในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๙๑ รวมเวลาที่ล้มเจ็บตราบจนกระทั่งถึงแก่กรรมเป็นเวลาได้ห้าปี ระหว่างเวลาที่ล้มเจ็บได้อยู่ในความประคับประคองของลูกหลานและนายแพทย์เป็นอย่างดีตลอดมา ในการปลงศพสนองคุณคุณยายครั้งนี้ บรรดาท่านที่ได้ประจักษ์ในคุณงามความดีของคุณยาย ตลอดจนมิตรสหายของลูกหลาน ได้พร้อมใจกันช่วยเหลือในงานเป็นอย่างดียิ่ง นับแต่วันตั้งศพที่บ้าน ซึ่งจะละเว้นความขอบคุณเสียมิได้ โดยเฉพาะหนังสือเรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” ที่ตีพิมพ์แจกเป็นที่ระลึกเล่มนี้ ก็ได้รับความกรุณาจากท่านที่เคารพและมิตรสหายของลูกหลายคุณยายหลายท่าน ดังเช่น ท่านอาจารย์พระยาอนุมานราชธน<ref>คือ พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> อธิบดีกรมศิลปากร ได้เมตตาคัดตอน<ref>ต้นฉบับเห็นไม่ชัด อาจเป็น “คัดตอน”, “ตัดตอน”, “คัดทอน” หรือ “ตัดทอน” ก็ได้ ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ข้อความเกี่ยวกับเรื่องพระมาลัยซึ่งท่านได้เขียนไว้ในเรื่อง “เมืองสวรรค์” อันเป็นนิพนธ์เรื่องใหม่ของท่านส่งมาตีพิมพ์ประกอบ ช่วยให้หนังสือ “พระมาลัยคำหลวง” เล่มนี้ดีงามสมบูรณ์ขึ้นอีก ท่านอาจารย์พระพรหมพิจิตร<ref>คือ พระพรหมพิจิตร (อู๋ ลาภานนท์) ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> อาจารย์เอกในวิชาหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ได้กรุณาออกแบบและเขียนตัวหนังสือหน้าปกให้อย่างประณีตงดงาม คุณเหม เวชกร ซึ่งเป็นเสมือนหลานแท้ของคุณยาย ได้กรุณาเขียนภาพวิจิตรประกอบเรื่อง และรับทำแม่พิมพ์ทั้งภาพปกภาพแทรกให้โดยตลอด คุณอุดมและคุณประหยัด ชาตบุตร กรุณาให้ความช่วยเหลือเป็นหลักในการตีพิมพ์หนังสือนี้ คุณประยูร หอมวิไล เจ้าของโรงพิมพ์ไทยพานิชสาขา ได้กรุณาช่วยตีพิมพ์ภาพแทรกให้อย่างประณีต คุณสด กูรมะโรหิต และคุณนิยม โรหิตเสถียร ได้กรุณาจัดหากระดาษสำหรับทำปกและภาพแทรกส่งมาช่วย ส่วนกระดาษทองสำหรับใช้ทำปกบางเล่มก็ได้รับความเมตตาจากคุณชลอ รังควร ช่วยจัดหาให้ พระคุณของทุกท่านที่ได้เกื้อกูลตลอดมา ทั้งที่เอ่ยนามไว้ในที่นี้ หรือที่มิได้เอ่ยก็ตาม ล้วนเป็นพระคุณที่บริสุทธิ์สะอาด ยังความปลาบปลื้มปีติให้บังเกิดแก่ลูกหลานคุณยายยากที่จะเปรียบได้ <!-- <noinclude>[[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]]</noinclude> --> 2r6747ipyb6f3rtvtskvjmkeuyyy8sk ไฟล์:Rot chanthanatrakun - 001.jpg 6 17809 293706 44032 2026-07-23T09:25:20Z Lunlumita 12009 293706 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว}} รอด จันทนะตระกูล ตัดจาก หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ''[http://ebook.lib.cmu.ac.th/full/inter/rare/2491/rare0694_2491.htm พระมาลัยคำหลวง.]'' [[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]] eeh85hsnb1b6bqrmvnpgel73z0cw296 293739 293706 2026-07-23T09:46:30Z Lunlumita 12009 293739 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว}} รอด จันทนะตระกูล ตัดจาก หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ''[http://ebook.lib.cmu.ac.th/full/inter/rare/2491/rare0694_2491.htm พระมาลัยคำหลวง.]'' <!-- [[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]] --> kyj3i5q98euffo9e633fycuitnqolam ไฟล์:Phra malai - 001.jpg 6 17810 293707 44035 2026-07-23T09:25:23Z Lunlumita 12009 293707 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว}} พระมาลัย โดย เหม เวชกร ตัดจาก หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ''[http://ebook.lib.cmu.ac.th/full/inter/rare/2491/rare0694_2491.htm พระมาลัยคำหลวง.]'' [[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]] 2gt3vc36wsv9b3o2cauh3xasyhrsqzf 293740 293707 2026-07-23T09:46:34Z Lunlumita 12009 293740 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว}} พระมาลัย โดย เหม เวชกร ตัดจาก หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ''[http://ebook.lib.cmu.ac.th/full/inter/rare/2491/rare0694_2491.htm พระมาลัยคำหลวง.]'' <!-- [[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]] --> ep6f13bb5ljsei6nkzz2s57fxowkphf แม่แบบ:พระมาลัยคำหลวง/๔๖ 10 17812 293737 156485 2026-07-23T09:46:02Z Lunlumita 12009 293737 wikitext text/x-wiki {{ลบ|หน้าที่ถูกทิ้ง 15 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง ประกอบกับ[[:index:มาลัย - กุ้ง - ๒๔๗๘.pdf|ไฟล์ที่มี]]ก็เป็นอีกฉบับหนึ่ง (งานคนละปี ซึ่งคัดลอกไปหากันไม่ได้ และใช้ตรวจสอบกับหน้านี้ไม่ได้ ดังนั้น อย่างไรก็ต้องลบหน้านี้)}} <div class="center"><div style="border:1px solid #606060; padding:0.5em 1em 1em 1em; width: 23em; background-color:#fff;color:000"> {{center|พิมพ์ที่ โรงพิมพ์อุดม ใกล้ ป.ณ. ป้อมปราบ พระนคร}} {{center|นางประหยัด ชาตบุตร ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา ๒๔๙๑}} </div> </div> <!-- <noinclude>[[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]]</noinclude> --> s61mzuvm3fevbp1jfyghizn0jq1dje1 หมวดหมู่:งานที่มีอักขระพิเศษ 14 17815 293742 89097 2026-07-23T09:47:02Z Lunlumita 12009 293742 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:งาน]] --> nlf5oxj7cg3dd1cnnvghqzsqbyo8nl3 แม่แบบ:พระมาลัยคำหลวง/๑ 10 17816 293736 44074 2026-07-23T09:45:53Z Lunlumita 12009 293736 wikitext text/x-wiki {{ลบ|หน้าหลักถูกทิ้ง 15 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง ประกอบกับ[[:index:มาลัย - กุ้ง - ๒๔๗๘.pdf|ไฟล์ที่มี]]ก็เป็นอีกฉบับหนึ่ง (งานคนละปี ซึ่งคัดลอกไปหากันไม่ได้ และใช้ตรวจสอบกับหน้านี้ไม่ได้ ดังนั้น อย่างไรก็ต้องลบหน้านี้)}} {{center|<big><big>'''พระมาลัยคำหลวง'''</big></big>}} {{center|_______________}} <sup>๑</sup> '''นโม''' อันว่ากฤษฏาญชวลิตวา '''มม''' แห่งข้าผู้ภักดี '''อตฺถุ'''<ref>อาจเป็นคำอื่น เพราะต้นฉบับไม่ชัด ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ขอจงมีเนืองนิตย์ '''ตสฺส นาถสฺส''' แก่บพิตรอิศวรารัตน์ อันสรณัศแห่งตรีโลก อันข้ามโอฆอมรนิกรนรสบสัตว์ '''ภควโต''' ผู้ธรงศีลศรีสวัสดิ์ ชยัสดุมงคล สุวิมลวิบุลย์ อดุลยาวิเศษ '''อรหโต''' ผู้ตัดเกลศเย็นสมุจเฉทปหาน ผลาญกำสงสารให้หัก เผด็จกงจักสงสารให้ทำลาย '''าณาสินา''' ด้วยมารญาณหมายบั้นอุดม์ ดุจเล็งอาวุธ<ref>อาจเป็นคำอื่น เพราะต้นฉบับไม่ชัด ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ฟันฟาด ดุจอสนีบาตผลาดผลาญ จำราญให้ขาดคายเด็จ<ref>ต้นฉบับไม่ชัด สองคำหลังใน “ขาดคายเด็จ” อาจเป็น “ตาย” และ “เค็จ” ตามลำดับ ก็ได้ ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> '''สมฺมาสมฺพุทธสฺส''' พระสรรเพ็ชญ์ก็ตรัส ดำรัสไญยธรรมแท้ถ่อง โดยทำนองพุทธกิจ มิได้วิปริตนิจผล ดำกลเป็นแก่นสาร โดยอาการอันควร ล้วนทั้งมวลทุกประการ '''สมุปฺปจิตสมฺภารนิพฺพตฺตสยมฺภูาณน''' ด้วยสยัมภูญาณอันเลิศ ยังเกิดแต่โพธิสมภารวิสุทธิ์ อันพระพุทธได้ส่ำสม แต่บรมนายกาจารย์ เมืองมานได้สี่อสงไขย กำไรยิ่งแสนมหากัลป์ ทุกอันสรรพ์ได้บำเพ็ญ ถึงเบ็ญจมหาบริจาค อันยากที่ผู้จะทำได้ เธอก็ให้ด้วยง่าย จับจ่ายทรัพย์ด้วยงาม บเข็ดขามความประภาษ<ref>บางฉบับว่า “บเข็ดขามปลดเปลื้องไท้” หรือ “บเข็ดขามปลดเปลื้องได้” ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ, ปรับปรุงจากเชิงอรรถของกรมศิลปากร ซึ่งเห็นไม่ชัดว่าเป็นคำ “ไท้” หรือ “ได้”].''</ref> องอาจฤไทยเสล...<ref>ต้นฉบับอ่านไม่ออก ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> สละ บอาทระแก่ชีวิต เธอปลิดปลงส่งเป็นทาน สำเร็จการจึ่งตรัสเสร็จ เป็นพระสรรเพ็ชญ์มุนี สูรโมลีปิ่นเกล้า เจ้าจอมโลกนี้แล {{center|นโม}} {{ผู้ใช้:Aristitleism/poem| ย่อหน้า = 1 | <sup>๒</sup> นโมนมัสตั้ง | บังคม | อภิวันท์สรรเพ็ชญ์สม | โพธิพ้น }} {{ผู้ใช้:Aristitleism/poem| ธรงคุณอดุลย์บรม | พิรภาพ | อนุมานญาณยศล้น | เลิศด้วยพุทธคุณ }} {{center|จบนโม}} {{ผู้ใช้:Aristitleism/poem| ย่อหน้า = 1 | <sup>๓</sup> สุรนรมหิณียํ | พุทฺธเสฏํ นมิตฺวา | สุตตปภาธมฺมํ | สาธุสํฆา นตฺวา }} {{ผู้ใช้:Aristitleism/poem| สกลชนปสาทํ | มาลยํ นาม วตฺถุ ํ<ref>มีเชิงอรรถของกรมศิลปากร ตอนต้นพออ่านได้ว่า “มาลยํ นาม...” ที่เหลืออ่านไม่ออกเลย ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].</ref>'' | ปรมนยวิจิตฺตํ | สมาสา อารพฺภิสฺสนฺติ }} <sup>๔</sup> ขอถวายนมัสประนม เรณูบรมบทรัตน์ ด้วยทัศนขสโมธาน อลงการอภิวาท บรมนารถบพิตร วิชิตมารภิมต อลงกฎวิสุทธ์ พระจอมมกุฏมหัศจรรย์ อมรนรสรรพ์สูรพรหม บังคมบทบรรเจิด ประเสริฐสวัสดิมหิศโร โลเกษเชษฐไตรพิธ โมลิศจุธามณี ศรีสรรเพชดาญาณ '''สุคตปภาธมฺมํ''' อันว่านมัสการสุเบญจางค์ ด้วยอุตมางคศิโรเพศ โอนวรเกษวิสุทธ์ นบพระนวโลกุตรธรรม คืออำมฤตาโมทย์ หลั่งจากโอษฐ์ทิพยรศ พระศรีสุคตสมโพธิ คัมภิโรชสุขุมอรรถ อันนำสัตว์จากสงสารโลก สู่บทโมกข์เกษมศุข นฤทุกข์แท้บมีเทวษ นฤเภทแท้บมีไภย ไกลอริราชศัตรู อันกล่าวคืออกุศล ประทุษฐกลทุรยศ '''สํฆญฺจ นตฺวา''' ข้าขอประณตบงกชมาลย์ แห่งพระอัษฎารยาวิเศษ อันนฤเกลศผัด<ref>อาจเป็นคำอื่น เพราะต้นฉบับไม่ชัด ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> แผ้ว นฤราคแร้วราคี ข้าก็สดุดีพุทโธรส สงฆสมมตสามรรถ ธรงพระจัตุปาริวิสุทธิ์ อุตมทฤษฎีเพท เป็นเกษตรเขตต์กุศล อันนรชนชื่นบาน ถวายซึ่งทานทักษิณา ให้ลุอิจฉาสัมฤทธิ์ ประสทธิ์สมบัติไตรพิธ ประนิตด้วยวรทาน อันอุตมานยิ่งไซร้ คิดสิ่งใดจึ่งได้ เสร็จซึ่งนฤพาน <sup>๕</sup> '''สพฺพสุภมํคล''' อันว่าสรรพสวัสดิ์ แห่งพระรัตนไตรย จงมีในเศียรข้า จงศรัทธาทุกเมื่อ ด้วยเพื่อข้ากระทำนมัสการ โอนโมลีธารเทรอดเกษ ต่อพระเดชพระไตรรัตน์ ด้วยสักกัจจเคารพ นบอภิวันท์อคร้าว ข้าจะขอกล่าวตามพระบาลี ในคัมภีร์พระมาลัย ตามอัชฌาศรัยอัตโนมัติ ให้โสมนัสศรัทธา แก่นรนราสรพสัตว์ วิจิตรอรรถโดยไสมย อันจำเริญในมนัส ขอสรรพสวัสดิ์จงมี แก่ข้านี้ไซร้ {{ผู้ใช้:Aristitleism/poem| ย่อหน้า = 1 | <sup>๖</sup> จบเสร็จอภิวาทไหว้ | วันทา | พระรัตนไตรยา | ยิ่งไซร้ }} {{ผู้ใช้:Aristitleism/poem| จักแถลงแห่งเถรา | ภิรภาพ | พระมาลัยเทพไว้ | อ่านอ้างเป็นผล }} <sup>๗</sup>อติเต ถิร ติรตนปทิฏฺานภูเต ลงฺกาทีปสงฺขาเทํ<ref>ต้นฉบับไม่ชัด อาจเป็น “สงฺขาเตํ”, “...เทํ” หรือ “...เกํ” ก็ได้ ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ตามฺพปณฺณียทีเป<ref>บางฉบับเป็น “ตามฺพปณฺณํหิเป”, “ตามฺพปณฺอหิเป” ''— [เชิงอรรถของ กรมศิลปากร].''</ref> <sup>๘</sup> กษณนั้นดั่งจะฦาเลื่อง แต่บั้นเบื้องกาลไกล พระรัตนไตรยประดิษฐา ในลังกาทีปดามพ์<ref>ต้นฉบับไม่ชัด อาจเป็น “คามพ์” ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> โรหนคามบริเวณ '''ปากโฏ มาลยเทวกฺเถโร นาม''' มีพระมหาเถระหนึ่งไซร้ ชลาไศรยแห่งหั้น ในบ้านนั้นส้องเสพ มาลัยเทพนามา มีศรัทธาประสิทธิ์ ท่านธรงฤทธิ์ประเสริฐ ปรีชาเลิศสามรรถ สุขุมอรรถสัจจา สิ้นราคาทิกิเลศ ศีลวิเศษสันโดษ ปองประโยชน์จะโปรดสัตว์ ธรงอรหัตต์อดุล ธรงคุณคัมภีรัตน์ ปรากฏสรัทการา ในศาสนามุนิวรณ์ ดั่งจันทร...<ref>ต้นฉบับอ่านไม่ออก ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> จรัส ปรัศว์พื้นคัคณา '''ยถาปิ โมคฺคลฺลาโน จ''' ดุจพระโมคคัลลาน์ล้นเลิศ ประเสริฐเมตตาจิตต์ เสด็จด้วยฤทธิสามรรถ ไปโปรดสัตว์นรกานต์ แล้วเห็จทยานทางสวรรค์ โปรดอมรรสรรพเทเวศร ด้วยธรรเมศประเสริฐ การุญเลิศลบสมัย '''เทวตฺเโร ชิโต ตถา''' ส่วนพระมาลัยเรืองฤทธิ์ ฤๅผิดเพียงพิมพ์เดียว ธโทนเที่ยวทรรเห็จ ครั้งหนึ่งเสด็จคลาไคล ยังต่ำใต้นรกานต์ หวังประทานความสวัสดิ์ จงจัดให้สูรัง<ref>ต้นฉบับไม่ชัด อาจเป็น “จงจัก” หรือ “จงจัด”, และ “สูรัง” หรือ “สูซัง” ก็ได้ ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ครั้นสัตว์สั่งความอนาถ มาถึงญาติพงศ์พันธุ์ ให้ธรงธรรม์ธรับรอง ธปองมาแจ้งทุกสิ่ง หฤทัยยิ่งการุญญา ธพิจารณาฝูงสัตว์ ทนทุกข์สหัสสาหส กำสรดแสนสุดเทวศ ด้วยอาเภทผลกรรม ทำมาเองฤๅหยุด '''พหูคุโณ นรกานํ เทวนาญฺจ พหูคุโณ''' ธธรงคุณสุดสรวงสวรรค์ ทั้งนิริยันยมโลก หวังดับโศกโศกา ครั้งหน่งจราหรรเห็จ ลัดมือเด็ดเดียวผล นรกายลบทันนาน ด้วยกฤทธิญาณจำเรอญ ก็พัญเออญภูลสิงหาศน์ ปทุมมาศเท่ากงจักร พระองค์อรรคเสด็จนั่ง เป็นบัลลังก์ไพจิตร ธก็ทำฤทธิ์มหัศจรรย์ เย็นฝนสวรรค์เซงซู่ ดับเพลิงวู่วอดกาย ทำลายโลหกุมภี เป็นธุลีม้วยหมด แม่น้ำกรดแสบร้อน แห้งขอดข้อนเหือดหาย ภูเขาเพลิงกลายดับดาษ ไม้งิ้วขาดหนามขจัด สรรพสัตว์นิรยา ดับทุกขาเกษมสานต์ วันทนาการกราบเกล้า พระเจ้ามาแต่ใด จึ่งมาให้ศุขแก่ข้า พระเถราพจนาท เรามาแต่ชาติมนุสสา ฝูงนรกาฟังข่าว อันธกล่าวเปรมปรีดิ์ จึ่งทูลคดีพระเป็นเจ้า จงโปรดเกล้าลัดตา บอกฐานาที่อยู่ ขอพระผู้เป็นเจ้า จงบอกเล่าแก่ญาติ แห่งข้าบาทอันมี ในบุรีชื่อนั้น ในบ้านอันชื่อนี้ ชนบทมีชื่อไกล บอกนามในบิตุเรศ<ref>ต้นฉบับไม่ชัด อาจเป็น “ปิตุเรศ” ก็ได้ ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> อยู่ประเทศที่นั้น นามพงศ์พันธุ์นานา บุตรธิดาสามี มาตุภคินีพี่ชาย ให้ทั้งหลายเร่งทำ กุศลกรรมส่งมา ให้บูชาพระพุทธ ธรรเมศอุดมเลิศ สงฆ์ประเสริฐศีลาจารย์ แล้วให้ทานยาจก ทักษิโณทกส่งมา แก่ฝูงข้าทุกทน จึ่งจะพ้นจากทุกขา พระเถราฟังสาร รับพจมานทุกอัน ธเหาะหรรษ์ด้วยฤทธิรุด '''เถโร อาคนฺตวา''' ธคืนยังมนุษย์สถาน นำอาการพิบัติ มีแก่สัตว์นรกานต์ โดยวิตถารธแถลง กล่าวสำแดงแก่ชน ทั่วสากลมาฟัง เธอบอกตามสั่งฝูงญาติ ให้ชนชาติเร่งทำ กุศลกรรมบหึง อุทิศถึงพงศ์พันธุ์ จงฉับพลันอย่าช้า เขาจะพ้นทุกขาดูรดล ครั้นฝูงชนได้ยินพระศาสน์ ว่าฝูงญาติทุกข์พิบัติ ก็โทมนัสร่ำไร ได้ฟังไภยในนรก ก็ตื่นตระหนกประพรั่น อภิวันทน์พระไตรสรณา ทำทานาทิกุศล บำเพ็ญผลบุญญา แล้วพงศาจึ่งอุทิศ กุศลอิฏฐ์ส่งให้ ขอจงได้แก่เผ่าพันธุ์ พ้นจากสรรพทุกขา ด้วยเดชาเราแผ่ผล กุศลทักษฺโณทุก ครั้นตกเมธนีธาร<ref>เมทนิ ''— [เชิงอรรถของ กรมศิลปากร].''</ref> ฝ่ายนรกานต์ปรีดา อนุโมทนาส่วนกุศล บัดสิ้นสกนธ์ชนมชาติ ด้วยเดชอาตม์อนุโมทน์ กุศลโสดอุบัติ ในทิพยรัตนพิมาน อันอลังการภิรมย์ สมบัติอุดมโอฬาร ไทธรงญานเสด็จถึง ยังไตรตรึงส์บนาน เห็นพัสถานเทเวศ อันพิเศษโดยอิษฏิ์ ด้วยกุศลฤทธิ์ส่งให้ อานุภาพในพระไตรรัตน์ ด้วย...<ref>ต้นฉบับอ่านไม่ออก แต่มีเชิงอรรถของกรมศิลปากรว่า มีฉบับอื่นว่า “นรบดี” หรือ “นฤบดี” (เป็น “ด้วยนรบดีศรัทธา” หรือ “ด้วยนฤบดีศรัทธา” ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ศรัทธา พระเถราทฤษฎี แล้วก็จรลีบนาน มากล่าวสารแสดงให้ ชนแจ้งใจทุกอัน ดุจเห็นสวรรค์แก่ตา ชนศรัทธาสามารถ ในพระศาสน์สรรเพ็ชญ์ เร่งสำเร็จกุศลบุญ อันเพิ่มพูนบประมาท อุททิศถึงญาติเนืองนิตย์ จงจิตต์ใฝ่ในทาน ทุกทั่วสถานแหล่งไหล้ พร...<ref>ต้นฉบับอ่านไม่ออก ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ได้ฟังพจน์ไท้ ท่านแจ้งทุกอัน <!-- <noinclude>[[หมวดหมู่:พระมาลัยคำหลวง]]</noinclude> --> np1z1blt8bdzp713w0rwcnm18tet59h โคลงสี่สุภาพรายพระนามพระราชโอรสและพระราชธิดา ในรัชกาลที่ 4 0 17836 293700 176102 2026-07-23T09:21:32Z Lunlumita 12009 293700 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} {{ไม่เสร็จ}} [[w:พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว|พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ทรงพระราชนิพนธ์[[โคลงสี่สุภาพ]] รายพระนามพระราชโอรส และ พระราชธิดา ใน[[w:พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว|พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ไว้ดังนี้ <!-- [[ไฟล์:พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์.jpg|thumb|[[w:หม่อมยิ่ง|พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ อรรคราชสุดา]] พระราชธิดาพระองค์ใหญ่]] [[ไฟล์:พระน้องนางเธอในรัชกาลที่5.jpg|thumb|300px|พระราชธิดา ในรัชกาลที่ 4]] [[ไฟล์:พระราชโอรส-พระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 10-5-2468.jpg|thumb|300px|พระราชโอรส พระราชธิดา ในรัชกาลที่ 4 ฉายเมื่อ พ.ศ. 2468]] --> {| |.....โอรสบรมนารถเจ้า||จอมประยูร |- |ปรเมนทรนเรนทรสูรย์||สืบเชื้อ |- |ขัติยราชวางกูร||เก็บรวบ รวมแฮ |- |ไว้เพื่อประโยชน์เกื้อ||แก่ผู้เพียรจำ ฯ |- |.....นามสุริยนาถหน่อไท้||ปฏิสนธิ์ |- |พระปิ่นภูธราดล||แต่งตั้ง |- |เอารสสุรโศภณ||เจริญยิ่ง ยศแฮ |- |เจ้าร่วมปิตุราชทั้ง||เผ่าเชื้อชายหญิง ฯ |- |.....'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้านพวงศ์_กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส|นภวงศ]]'''องค์ใหญ่ต้น||จำนวน หนึ่งแฮ |- |'''กรมหมื่นมเหศวร'''||ศักดิ์ได้ |- |[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าสุประดิษฐ์_กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร|'''สุประดิษฐ์''']]วิศิษฐ์ควร||ยศยิ่ง |- |'''กรมวิษณุนารถ'''ไท้||ธิราชตั้งนามกร ฯ |- |.....ที่สามศุภลักษณ์ล้ำ||ธิดา ท่านนา |- |นาม'''[[w:หม่อมยิ่ง|ยิ่งเยาวลักษณา]]'''||เรศนั้น |- |อีก[[w:พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว#.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.99.E0.B8.B2.E0.B8.A1.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B9.82.E0.B8.AD.E0.B8.A3.E0.B8.AA.E0.B9.81.E0.B8.A5.E0.B8.B0.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B8.98.E0.B8.B4.E0.B8.94.E0.B8.B2|'''ทักษิณาวัฏ''']]กุมา||รีที่ สี่แฮ |- |สุดสิ้นพระชนม์สั้น||แต่เบื้องยังเยาว์ ฯ |- |.....สมเด็จเจ้าฟ้าราช||เอารส |- |'''[[w:พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว#.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.99.E0.B8.B2.E0.B8.A1.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B9.82.E0.B8.AD.E0.B8.A3.E0.B8.AA.E0.B9.81.E0.B8.A5.E0.B8.B0.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B8.98.E0.B8.B4.E0.B8.94.E0.B8.B2|โสมนัศ]]'''นามปรากฏ||เกียรติก้อง |- |สุดสิ้นพระชนม์ปลด||แต่ประ สูติแฮ |- |อีก'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าทักษิณชา_นราธิราชบุตรี|ทักษิณชา]]'''พร้อง||เพรียกรู้เรียงนาม ฯ |- |.....ที่เจ็ดที่แปดนั้น||บุตรี ท่านนา |- |หนึ่ง'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าโสมาวดี_ศรีรัตนราชธิดา_กรมหลวงสมรรัตนสิริเชษฐ์|โสมาวดี]]'''||เลิศล้ำ |- |หญิงยังบ่ได้มี||นามอีก องค์นา |- |เพราะสูติวารซ้ำ||สุดสิ้นชัณษา ฯ |- |.....สมเด็จเจ้าฟ้าลูก||ภูธร |- |นาม'''[[w:พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว|จุฬาลงกรณ์]]'''||ที่เก้า |- |'''กรมขุนมิ่งมหิศร'''||สรรเศก ให้นา |- |'''พินิจประชานาถ'''เจ้า||แผ่นหล้าประทานพร ฯ |- |.....พระองค์หญิงที่สิบนั้น||นาม'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าศรีพัฒนา|ศรี]]''' |- |อีก'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าศรีพัฒนา|พัฒนา]]'''บุตรี||ต่อสร้อย |- |ชาย'''[[w:พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว#.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.99.E0.B8.B2.E0.B8.A1.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B9.82.E0.B8.AD.E0.B8.A3.E0.B8.AA.E0.B9.81.E0.B8.A5.E0.B8.B0.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B8.98.E0.B8.B4.E0.B8.94.E0.B8.B2|เศวตวรลาภ]]'''มี||ที่สิบ เอ็ดเฮย |- |สิ้นพระชนม์แต่น้อย||บ่ยั้งยืนนาน ฯ |- |.....ปีขานฉอศกฉั้น||หญิงสาม เหล่านา |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าประภัศร|ประภัศร]]'''แสดงนาม||หนึ่งนี้ |- |อีก'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าพักตร์พิมลพรรณ|ภัตรพิมล]]'''ตาม||ลำดับ |- |เยาวยอด'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้ามัณยาภาธร|มัณยา]]'''ชี้||เชิดอ้างออกแถลง ฯ |- |.....'''[[w:พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว#.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.99.E0.B8.B2.E0.B8.A1.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B9.82.E0.B8.AD.E0.B8.A3.E0.B8.AA.E0.B9.81.E0.B8.A5.E0.B8.B0.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B8.98.E0.B8.B4.E0.B8.94.E0.B8.B2|ชายแดง]]'''ประสูติแล้ว||เสียชนม์ |- |สมเด็จ'''[[w:สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ_เจ้าฟ้าจันทรมณฑล_โสภณภควดี_กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์|จันทรมณฑล]]'''||ลูกไท้ |- |เจ้าฟ้าบุตรียล||แต่เอก องค์นา |- |สิ้นพระชนม์แต่ได้||ครบเก้าพรรษา ฯ |- |.....'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร_กรมพระนเรศรวรฤทธิ์|กฤดา]]'''เติมต่อท้าย||'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร_กรมพระนเรศรวรฤทธิ์|ภินิหาร]]''' |- |'''[[w:พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว#.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.99.E0.B8.B2.E0.B8.A1.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B9.82.E0.B8.AD.E0.B8.A3.E0.B8.AA.E0.B9.81.E0.B8.A5.E0.B8.B0.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B8.98.E0.B8.B4.E0.B8.94.E0.B8.B2|เฉลิมลักษณเลิศ]]'''กุมาร||หนึ่งผู้ |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าศรีนาคสวาดิ|ศรีนาคสวาสดิ์]]'''ขาน||นามธิ ดาแฮ |- |[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล_กรมหลวงพิชิตปรีชากร|'''คัคณางค์ยุคล''']] รู้||สฤษไว้โดยประสงค์ ฯ |- |.....เอกองค์นามออกอ้าง||'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_เจ้าฟ้ากรรณิกาแก้ว_กรมขุนขัตติยกัลยา|กรรณิกา แก้ว]]'''เฮย |- |หนึ่งบ่มีสมณา||ชีพม้วย |- |ชาย[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าศุขสวัสดี_กรมหลวงอดิศรอุดมเดช|'''ศุขสวัสดี''']]สถา||พรราช บุตรแฮ |- |ทั้ง'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าทวีถวัลยลาภ_กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์|ทวีถวัลยลาภ]]'''ด้วย||ดั่งนี้นามสนอง ฯ |- |.....'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่_กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม|ทองกองก้อนใหญ่]]'''นี้||เป็นปลาย ปีแฮ |- |เถาะสัปตศกหมาย||มากอ้าง |- |สิบเอ็ดรวมหญิงชาย||ตลอดรอบ ปีนา |- |ล้วนแต่ปีเดียวสล้าง||สลับน่าอัศจรรย์ ฯ |- |.....'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าเกษมสันต์โสภาคย์_กรมหลวงพรหมวรานุรักษ์|เกษมสันต์โสภาค]]'''เชื้อ||ระพิพันธุ์ |- |ที่ยี่สิบหกบัญ||จบถ้วน |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้ากมลาสเลอสรรค์_กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร|กมลาศนเลอสรร]]'''||เสนอแนะ นามแฮ |- |สองกุมารเลิศล้วน||ประสูติต้นปีมะโรง ฯ |- |.....สมเด็จเจ้าฟ้าที่||สี่มี นามเฮย |- |'''[[w:สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ_เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี_กรมพระจักรพรรดิพงษ์|จตุรนต์รัศมี]]'''||เกียรติก้อง |- |ที่ยี่สิบเก้าศรี||สุริยราช วงศ์แฮ |- |องค์'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนรไชย|อุณากรรณ]]'''พร้อง||เพราะด้วยแถลงหาญ ฯ |- |.....'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค_กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ|เกษมศรีศุภโยค]]'''ถ้วน||ไตรทัศ องค์เอย |- |หญิงหนึ่งนามบ่ชัด||เชิดไว้ |- |สิ้นพระชนม์แต่ในสัต||วารหย่อน อยู่แฮ |- |หญิงหนึ่ง'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าเสมอสมัยหรรษา|เสมอสมัย]]'''ได้||สืบสร้อย [[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าเสมอสมัยหรรษา|'''หรรษา''']] ฯ |- |.....หนึ่งองค์กุมาเรศเชื้อ||ภูวนัย |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าศรีสิทธิธงไชย_กรมขุนสิริธัชสังกาศ|ศรีสิทธิธงชัย]]'''||แช่มช้า |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์_กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ|ทองแถมถวัลย]]'''ไอ||สุริยราช |- |อีก'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าอนงค์นพคุณ|อนงค์นพคุณ]]'''อ้า||เอี่ยมอ้างอัปศร ฯ |- |.....'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้ากนกวรรณเลขา|กนกวรรณ]]'''วรนาฏทั้ง||'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช_กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์|ชุมพล]]''' |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช_กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์|สมโภช]]'''กุมารยล||ยิ่งผู้ |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าอรุณวดี|อรุณวดี]]'''วิมล||ภักตร์ผ่อง ผิวนา |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญา|วาณีรัตนกัญญา]]'''รู้||เชิดอ้างนามกร ฯ |- |.....[[w:พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว#.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.99.E0.B8.B2.E0.B8.A1.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B9.82.E0.B8.AD.E0.B8.A3.E0.B8.AA.E0.B9.81.E0.B8.A5.E0.B8.B0.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B8.98.E0.B8.B4.E0.B8.94.E0.B8.B2|'''มณฑานพรัตน''']] สิ้น||ชนม์ปลง |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้ากาพย์กนกรัตน์|กาพกนกรัตน์]]'''ยง||ฤทธิ์กล้า |- |'''[[w:สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์_กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ|เทวัญอุไทยวงศ์]]'''||เชลงอัก ษรแฮ |- |ราชบุตรพระเจ้าหล้า||เดชล้ำรณไชย ฯ |- |.....'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา|อรไทยเทพ]]'''สร้อย||'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา|กัญญา]]''' แลฤๅ |- |หญิงหนึ่งนามบ่ปรา||กฏไว้ |- |สุดสิ้นพระชนมา||ยุย่อม เยาว์แฮ |- |จึงบ่มีนามให้||เรียกรู้สืบมา ฯ |- |.....สมเด็จเจ้าฟ้าที่||เบญจมางค์ |- |[[w:สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข_เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์_กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช|'''ภานุรังษี''']]วราง||กูรเกล้า |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าบุษบงเบิกบาน|บุษบงเบิกบาน]]'''นาง||อรอัป ศรเอย |- |'''[[w:สมเด็จพระมหาสมณเจ้า_กรมพระยาวชิรญาณวโรรส|มนุษยนาค]]'''น้อมหนุ่มเหน้า||อีกทั้งชาย'''[[w:พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว#.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.99.E0.B8.B2.E0.B8.A1.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B9.82.E0.B8.AD.E0.B8.A3.E0.B8.AA.E0.B9.81.E0.B8.A5.E0.B8.B0.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B8.98.E0.B8.B4.E0.B8.94.E0.B8.B2|เจริญ]]''' ฯ |- |.....'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ_กรมพระสมมตอมรพันธ์|สวัสดิประวัติ]]'''เรื้อง||วิทยา |- |องค์หนึ่ง'''[[w:สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์_พระบรมราชเทวี|สุนันทา]]'''||แน่งน้อย |- |อีก'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าจันทรทัตจุฑาธาร_กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา|จันทรทัตจุธา]]'''||'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าจันทรทัตจุฑาธาร_กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา|ธาร]]'''ต่อ กันเฮย |- |'''[[w:สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี_พระอัครราชเทวี|สุขุมาล]]'''มีสร้อย||อีกไซร้'''[[w:สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี_พระอัครราชเทวี|มารศรี]]''' ฯ |- |.....'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้านารีรัตนา|นารีรัตน]]'''ราชไท้||ธิดา ท่านนา |- |หญิงหนึ่งนามบ่ปรา||กฏแท้ |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าไชยานุชิต_กรมหมื่นพงศาดิศรมหิป|ไชยานุชิต]]'''สา||มารถรุ่ง เรืองแฮ |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าบัญจบเบญจมา|บรรจบเบญจมา]]'''แม้||ห่อนห้าโดยจง ฯ |- |.....อีกองค์หนึ่งนั้น||'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าวรวรรณากร_กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์|วรวรรณ]]''' |- |'''[[w:สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร_กรมพระยาดำรงราชานุภาพ|ดิศวรกุมาร]]'''พันธุ์||เผ่าเชื้อ |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้านงคราญอุดมดี|นงคราญอุดม]]'''วรรณ||โฉมเฉิด |- |องค์'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์|ศรีเสาวภางค์]]'''เนื้อ||หน่อไท้ธิบดินทร์ ฯ |- |.....พระองค์หญิง'''[[w:สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี_พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า|สว่าง]]'''สร้อย||'''[[w:สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี_พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า|วัฒนา]]'''นามแฮ |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต_กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา|โสณบัณฑิต]]'''ปรา||กฏแท้ |- |[[w:สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ_เจ้าฟ้าจิตรเจริญ_กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์|'''จิตเจริญ''']]ยศะวรา||ดิเรกราช วงศ์เฮย |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์_กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์|วัฒนานุวงศ์]]'''แล้||เลิศล้ำสำอาง ฯ |- |.....หนึ่งนางกฤษณาแก้ว||'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้ากาญจนากร|กัญจนา กร]]'''เอย |- |อีก'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าบุษบันบัวผัน|บุษปัณณา]]'''||เลิศเลื้อง |- |วิไลยลักษณ'''[[w:สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ_พระบรมราชชนนีพันปีหลวง|เสาวภา]]'''||พักตร์'''[[w:สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ_พระบรมราชชนนีพันปีหลวง|ผ่อง ศรี]]'''แฮ |- |แนวนับ'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าแขไขดวง|แขไข]]'''เรื้อง||ศิริพ่างจันทรา ฯ |- |.....'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้านภาพรประภา_กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี|นภาพร]]'''ภูวนารถเนื้อ||หน่อไท |- |'''[[w:พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว#.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.99.E0.B8.B2.E0.B8.A1.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B9.82.E0.B8.AD.E0.B8.A3.E0.B8.AA.E0.B9.81.E0.B8.A5.E0.B8.B0.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B8.98.E0.B8.B4.E0.B8.94.E0.B8.B2|ดำรงฤทธิ์]]'''ครรไล||ล่วงแล้ว |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าประสานศรีใส|ประสานสุทธศรีใส]]'''||สนองเสนาะ นามนา |- |หญิง'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าประพาฬรัศมี|ประพาฬรัศมี]]'''แผ้ว||ผ่องเพี้ยงเพ็ญบูรณ์ ฯ |- |.....'''[[w:พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว#.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.99.E0.B8.B2.E0.B8.A1.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B9.82.E0.B8.AD.E0.B8.A3.E0.B8.AA.E0.B9.81.E0.B8.A5.E0.B8.B0.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B8.98.E0.B8.B4.E0.B8.94.E0.B8.B2|จรูญฤทธิ์เดช]]'''ม้วย||ชีพชนม์ |- |'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าเสาวภาคย์พรรณ|เสาวภาคพรรณ]]'''พิมล||แช่มช้อย |- |[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี|'''ประดิษฐา''']]'''[[w:สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ_กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์|สวัสดิโสภณ]]'''||พูนเพิ่ม |- |หนึ่งอีก'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าไชยันตมงคล_กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย|ไชยันต์]]'''น้อย||นุชท้ายกุมาร ฯ |- |.....'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์|สร้อยสอางค์]]'''องค์หนึ่งนั้น||กุมารี |- |องค์หนึ่ง'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าประไพศรีสอาด|ประไพศรี]]'''||'''[[w:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าประไพศรีสอาด|สอาด]]'''อ้าง |- |หญิงยังบ่ได้มี||นามอีก องค์นา |- |'''[[w:พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว#.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.99.E0.B8.B2.E0.B8.A1.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B9.82.E0.B8.AD.E0.B8.A3.E0.B8.AA.E0.B9.81.E0.B8.A5.E0.B8.B0.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B8.98.E0.B8.B4.E0.B8.94.E0.B8.B2|พุทธาประดิษฐ์]]'''ร้าง||ชีพม้วยชนม์ปลง ฯ |- |.....พระองค์หญิงประสูติ||พระชนม์ |- |อีกหนึงบ่เป็นตน||ตกผ้าย |- |หญิงเยาว'''[[w:พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว#.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.99.E0.B8.B2.E0.B8.A1.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B9.82.E0.B8.AD.E0.B8.A3.E0.B8.AA.E0.B9.81.E0.B8.A5.E0.B8.B0.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B8.98.E0.B8.B4.E0.B8.94.E0.B8.B2|เจริญกระมล]]'''||'''[[w:พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว#.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.99.E0.B8.B2.E0.B8.A1.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B9.82.E0.B8.AD.E0.B8.A3.E0.B8.AA.E0.B9.81.E0.B8.A5.E0.B8.B0.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B8.98.E0.B8.B4.E0.B8.94.E0.B8.B2|สุขสวัสดิ์]]''' |- |เป็นที่สุดสุดท้าย||สุดสิ้นเสวยสวรรค์ ฯ |- |.....รวมชายสามสิบเก้า||พระองค์ |- |หญิงสี่สิบสามอนงค์||บ่ พลั้ง |- |ตกเสียอีกสองคง||นับควบ กันแฮ |- |รวมแปดสิบสี่ทั้ง||เสร็จถ้วนชายหญิง ฯ |- |} e0ntupgygbfh2hioo60rmy7mkd91mvs ไฟล์:พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์.jpg 6 17837 293708 108195 2026-07-23T09:26:30Z Lunlumita 12009 293708 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว + มี[[:Commons:Category:Descendants of Mongkut|ไฟล์ที่คอมมอนส์]]ทดแทนได้}} {{ย้ายไปคอมมอนส์‎}} พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ อรรคราชสุดา (พ.ศ. 2394 - 2429) พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ใน รัชกาลที่ 4 34glxr05hh1scifgepm0c12tvn2wfap 293712 293708 2026-07-23T09:27:28Z Lunlumita 12009 293712 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว + มี[[:Commons:Category:Descendants of Mongkut|ไฟล์ที่คอมมอนส์]]ทดแทนได้}} <!-- {{ย้ายไปคอมมอนส์‎}} --> พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ อรรคราชสุดา (พ.ศ. 2394 - 2429) พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ใน รัชกาลที่ 4 f9xfe0kelqhio54r3wus4lfndro661q ไฟล์:พระน้องนางเธอในรัชกาลที่5.jpg 6 17838 293713 108194 2026-07-23T09:27:48Z Lunlumita 12009 293713 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว + มี[[:Commons:Category:Descendants of Mongkut|ไฟล์ที่คอมมอนส์]]ทดแทนได้}} <!-- {{ย้ายไปคอมมอนส์‎}} --> พระเจ้าน้องนางเธอในรัชกาลที่ 5 พระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 '''แถวหลัง''' #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากนกวรรณเลขา]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญา]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบันบัวผัน]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามัณยาภาธร]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรุณวดี]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนงค์นพคุณ]] '''แถวกลาง''' #[[สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีนาคสวาดิ]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมาวดี ศรีรัตนราชธิดา กรมหลวงสมรรัตนสิริเชษฐ์]] #[[สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรรณิการ์แก้ว กรมขุนขัตติยกัลยา]] #[[สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า]] '''แถวหน้า''' #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประไพศรีสอาด]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์พรรณ]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประสานศรีใส]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าแขไขดวง]] 62tgvzeqmskxoev0vatawr391e1ctsh ไฟล์:พระราชโอรส-พระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 10-5-2468.jpg 6 17839 293710 108193 2026-07-23T09:27:07Z Lunlumita 12009 293710 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว + มี[[:Commons:Category:Descendants of Mongkut|ไฟล์ที่คอมมอนส์]]ทดแทนได้}} <!-- {{ย้ายไปคอมมอนส์‎}} --> พระราชโอรส พระราชธิดา ใน[[พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ฉายที่[[วังบางขุนพรหม]] เมื่อวันที่ [[10 พฤษภาคม]] [[พ.ศ. 2468]] เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ [[สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี]] ครบรอบ 64 พรรษา เทียบเท่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว '''แถวหลัง''' #[[กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์]] #[[กรมพระยาดำรงราชานุภาพ]] #[[กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา]] #[[กรมพระนเรศรวรฤทธิ์]] #[[กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช]] #[[กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร]] #[[กรมหมื่นพงศาดิศรมหิป]] #[[กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์]] '''แถวกลาง''' #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านงคราญอุดมดี]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรุณวดี]] #[[สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า]] #[[สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี]] #[[กรมหลวงสมรรัตนสิริเชษฐ]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากาญจนากร]] '''แถวหน้า''' #[[กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี]] #[[กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบันบัวผัน]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์]] #[[พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าแขไขดวง]] ij29ifams2uwzimhwcp5g9733ccumgc ไฟล์:Ratcharoen - 001.jpg 6 17861 293722 107969 2026-07-23T09:34:36Z Lunlumita 12009 293722 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว}} <!-- {{ย้ายไปคอมมอนส์‎}} [[หมวดหมู่:ไกรทอง (วัดเกาะ)]] --> kugcc0e9h2nvth34fj9l774s8aqk75t ไฟล์:Kraithong - 001.jpg 6 17862 293724 107962 2026-07-23T09:34:45Z Lunlumita 12009 293724 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว}} <!-- {{ย้ายไปคอมมอนส์‎}} [[หมวดหมู่:ไกรทอง (วัดเกาะ)]] --> kugcc0e9h2nvth34fj9l774s8aqk75t ไฟล์:Kraithong - 002.jpg 6 17863 293723 107961 2026-07-23T09:34:41Z Lunlumita 12009 293723 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว}} <!-- {{ย้ายไปคอมมอนส์‎}} [[หมวดหมู่:ไกรทอง (วัดเกาะ)]] --> kugcc0e9h2nvth34fj9l774s8aqk75t หมวดหมู่:ไกรทอง (วัดเกาะ) 14 17864 293725 55592 2026-07-23T09:36:09Z Lunlumita 12009 293725 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:ร้อยกรองในสมัยรัตนโกสินทร์]] [[หมวดหมู่:กลอน]] [[หมวดหมู่:บันเทิงคดี]] [[หมวดหมู่:วัดเกาะ]] [[หมวดหมู่:ราษฎร์เจริญ]] [[หมวดหมู่:งานที่มีภาพประกอบ]] [[หมวดหมู่:แม่แบบเกี่ยวกับเนื้อหางาน]] --> 8sa2bdtf7wbenjp6evy2f77azs09pmz ไกรทอง (วัดเกาะ) 0 17865 293717 104980 2026-07-23T09:32:54Z Lunlumita 12009 293717 wikitext text/x-wiki {{ลบ|หน้าที่ถูกทิ้งไว้ 15 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง}} {{คุณภาพเนื้อหา|25%}} {{หัวเรื่อง2 |ชื่อเรื่อง= ไกรทอง |ชื่อเรื่องย่อย= |วิกิพีเดียชื่อเรื่อง= |พระราชนิพนธ์= |พระนิพนธ์= |ผู้แต่ง= |ผู้แต่งไม่ลิงก์= บุษย์ |วิกิพีเดียผู้แต่ง= |ผู้แปล= |เรื่องก่อนหน้า= |เรื่องถัดไป= |ก่อนหน้า= |ถัดไป= |หมายเหตุ={{รุ่น}} }} {{คั่นหน้า}} :<small>[[ไกรทอง (วัดเกาะ)#สารบัญ|สารบัญ]]</small> <!-- [[File:Kraithong - 001.jpg|600px|center|ปก]] --> {{คั่นหน้า}} :<small>[[ไกรทอง (วัดเกาะ)#สารบัญ|สารบัญ]]</small> <!-- [[File:Kraithong - 002.jpg|500px|center]] --> {{คั่นหน้า}} :<small>[[ไกรทอง (วัดเกาะ)#สารบัญ|สารบัญ]]</small> {{ไกรทอง (วัดเกาะ)/ราษฎร์เจริญ}} <div id="สารบัญ"></div> {{คั่นหน้า}} {{ไกรทอง (วัดเกาะ)/สารบัญ}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[ไกรทอง (วัดเกาะ)#สารบัญ|สารบัญ]]</small> <!-- [[File:Kraithong - 003.jpg|500px|center]] --> <!-- ---- {{ท้ายเรื่อง}} ---- {{ลิขสิทธิ์หมดอายุ-ไทย}} [[หมวดหมู่:ไกรทอง (วัดเกาะ)]] --> a22g82w7d1fk24fbirjilbjkge88cub 293718 293717 2026-07-23T09:33:39Z Lunlumita 12009 293718 wikitext text/x-wiki {{ลบ|หน้าที่ไม่ได้ใช้แล้ว (ถูกทิ้งไว้ 15 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง)}} {{คุณภาพเนื้อหา|25%}} {{หัวเรื่อง2 |ชื่อเรื่อง= ไกรทอง |ชื่อเรื่องย่อย= |วิกิพีเดียชื่อเรื่อง= |พระราชนิพนธ์= |พระนิพนธ์= |ผู้แต่ง= |ผู้แต่งไม่ลิงก์= บุษย์ |วิกิพีเดียผู้แต่ง= |ผู้แปล= |เรื่องก่อนหน้า= |เรื่องถัดไป= |ก่อนหน้า= |ถัดไป= |หมายเหตุ={{รุ่น}} }} {{คั่นหน้า}} :<small>[[ไกรทอง (วัดเกาะ)#สารบัญ|สารบัญ]]</small> <!-- [[File:Kraithong - 001.jpg|600px|center|ปก]] --> {{คั่นหน้า}} :<small>[[ไกรทอง (วัดเกาะ)#สารบัญ|สารบัญ]]</small> <!-- [[File:Kraithong - 002.jpg|500px|center]] --> {{คั่นหน้า}} :<small>[[ไกรทอง (วัดเกาะ)#สารบัญ|สารบัญ]]</small> {{ไกรทอง (วัดเกาะ)/ราษฎร์เจริญ}} <div id="สารบัญ"></div> {{คั่นหน้า}} {{ไกรทอง (วัดเกาะ)/สารบัญ}} {{คั่นหน้า}} :<small>[[ไกรทอง (วัดเกาะ)#สารบัญ|สารบัญ]]</small> <!-- [[File:Kraithong - 003.jpg|500px|center]] --> <!-- ---- {{ท้ายเรื่อง}} ---- {{ลิขสิทธิ์หมดอายุ-ไทย}} [[หมวดหมู่:ไกรทอง (วัดเกาะ)]] --> 9v3j8y9rq1nps2ypicoinr0ksixnf3v แม่แบบ:ไกรทอง (วัดเกาะ)/ราษฎร์เจริญ 10 17866 293720 44234 2026-07-23T09:33:56Z Lunlumita 12009 293720 wikitext text/x-wiki {{ลบ|หน้าที่ไม่ได้ใช้แล้ว (ถูกทิ้งไว้ 15 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง)}} <!-- [[File:Ratcharoen - 001.jpg|150px|center|โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ]] --> {{center|สงวนลิขสิทธิ์}} {{center|{{color|grey|________________________________________}}}} {{center|พิมพ์ที่ ร.พ. ราษฎร์เจริญ หน้าวัดเกาะ สำเพ็ง พระนคร}} {{center|นางทองคำ พั่ววงศ์แพทย์ ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา ๑๒.๙๐}} {{center|{{color|grey|________________________________________}}}} <!-- <noinclude>[[หมวดหมู่:ไกรทอง (วัดเกาะ)]]</noinclude> --> j0nwmqm0osthzdnndefdmpxq6timayk แม่แบบ:ไกรทอง (วัดเกาะ)/สารบัญ 10 17867 293719 44243 2026-07-23T09:33:48Z Lunlumita 12009 293719 wikitext text/x-wiki {{ลบ|หน้าที่ไม่ได้ใช้แล้ว (ถูกทิ้งไว้ 15 ปี และยังไม่มีเนื้อหาใดนอกจากโครง)}} {{center|<big><big>'''สารบัญ'''</big></big>}} {{center|_______________}} {{center|[[ไกรทอง (วัดเกาะ)/เล่ม ๑|'''เล่ม ๑''']]}} {{center|ตั้งแต่ท้าวโคจรจำแลงเป็นมนุษย์โดยสารเรือตายายมารบท้าวพันตา}} {{center|แล้วท้าวพันตาก็รบกับท้าวโคจรถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน}} {{center|ท้าวโคจรก็ฟาดถูกหางท้าวพันตาขาดตาย}} {{center|แล้วน้องมารบ ท้าวโคจรก็กัดตายทั้งพี่ทั้งน้อง}} {{center|จนถึงขุนไกรเที่ยวจับจระเข้ทำร้ายชาวบ้าน}} {{center|..........}} {{center|[[ไกรทอง (วัดเกาะ)/เล่ม ๒|'''เล่ม ๒''']]}} {{center|ตั้งแต่ชาละวันพานางตะเภาทองไปไว้ในถ้ำ}} {{center|แล้วไกรทองรบกับชาละวัน ชาละวันแพ้ แล้วเขียนยันต์ปิดหัวไว้}} {{center|ไปจนถึงไกรทองพานางตะเภาทองกลับคืนมา}} {{center|..........}} {{center|[[ไกรทอง (วัดเกาะ)/เล่ม ๓|'''เล่ม ๓''']]}} {{center|ตั้งแต่ไกรทองพานางตะเภาทองขึ้นมาจากถ้ำ}} {{center|แล้วพระพิจิตรยกทางตะเภาทองกับนางตะเภาแก้วสองพี่น้องให้แก่ไกรทอง}} {{center|จนถึงไกรทองลงไปในถ้ำ ไปได้วิมาลาเป็นเมีย}} {{center|..........}} {{center|[[ไกรทอง (วัดเกาะ)/เล่ม ๔|'''เล่ม ๔''']]}} {{center|ตั้งแต่ไกรทองพานางวิมาลามาไว้ที่สวนยายตา}} {{center|แล้วยายตามาบอกกับนางตะเภาแก้วตะเภาทอง}} {{center|นางตะเภาแก้วตะเภาทองก็มาหึงหวงนางวิมาลา}} {{center|นางวิมาลาจึงเปิดยันต์ที่ปิดหัวออก ก็กลายเป็นจระเข้หนีไปอยู่ในถ้ำ}} {{center|จนถึงไกรทองไปตามนางวิมาลาที่ในถ้ำ}} {{center|..........}} {{center|[[ไกรทอง (วัดเกาะ)/เล่ม ๕|'''เล่ม ๕''']]}} {{center|ตั้งแต่ไกรทองอยู่กับตะเภาแก้วตะเภาทอง}} {{center|แล้วนางทั้งสองมีบุตรชายคนละคน}} {{center|นางวิมาลากับนางเลื่อมไลวรรณก็มีบุตรคนละคน}} {{center|แล้วลูกวิมาลาลักเอาไกรทองไปอยู่กับวิมาลา}} {{center|ไปจนถึงลูกนางตะเภาแก้วตะเภาทองไปตามพ่อ ได้รับกับลูกวิมาลา}} {{center|..........}} {{center|[[ไกรทอง (วัดเกาะ)/เล่ม ๖|'''เล่ม ๖''']]}} {{center|ตั้งแต่ไกรแก้วไกรดาไปรบกับลูกนางวิมาลา}} {{center|แล้วไกรทองขอลูกสาวขุนรามแต่งให้ไกรแก้ว แล้วเหรากับไกรวงศ์มาลักเอานางไป}} {{center|ไกรทองครูไปตาม ได้รบกันกับเหรา ไกรทองฆ่าเหราตาย}} {{center|จนถึงรับลูกสาวขุนรามแต่งงานกับไกรแก้ว}} {{center|..........}} {{center|[[ไกรทอง (วัดเกาะ)/เล่ม ๗|'''เล่ม ๗''']]}} {{center|ตั้งแต่ไกรวงศ์คิดอุบายให้ผีเสื้อสมุทรมากินคนในเมืองท้าวทศชัย}} {{center|แล้วไกรวงศ์ทำเข้ารับอาสาปราบผีเสื้อ เจ้าไกรดาก็เข้ารับอาสาเหมือนกัน}} {{center|ไกรดาฆ่าผีเสื้อสมุทรตาย ต่างแย่งความชอบกัน}} {{center|แล้วต่างอาสาฆ่าเจ้าแขกตาย ท้าวทศชัยให้ทั้งสองไปกินหัวเมือง}} {{center|..........}} <!-- <noinclude>[[หมวดหมู่:ไกรทอง (วัดเกาะ)]]</noinclude> --> 8het1piwu9oq17uz72ntznilsmq7s5g ไฟล์:Kraithong - 003.jpg 6 17869 293721 107959 2026-07-23T09:34:33Z Lunlumita 12009 293721 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว}} <!-- {{ย้ายไปคอมมอนส์‎}} [[หมวดหมู่:ไกรทอง (วัดเกาะ)]] --> kugcc0e9h2nvth34fj9l774s8aqk75t หมวดหมู่:งานที่มีภาพประกอบ 14 17960 293741 89096 2026-07-23T09:46:56Z Lunlumita 12009 293741 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:งาน]] --> nlf5oxj7cg3dd1cnnvghqzsqbyo8nl3 แม่แบบ:User CVU 10 18152 293714 45435 2026-07-23T09:29:10Z Lunlumita 12009 293714 wikitext text/x-wiki <div style="float: left; border:solid black 1px; margin: 1px;"> {| cellspacing="0" style="width: 260px; background:black;" | style = "width: 45px; height: 45px; background: white; text-align: center;" |<!-- [[ภาพ:CVULogo.png|43px]] --> | style="font-size:8pt;color:white;text-align: center; padding:4pt;line-height:1.25em;" | ผู้ใช้นี้เป็น[[w:วิกิพีเดีย:หน่วยเก็บกวาดเฉพาะกิจ|<font color=Azure>'''หน่วยเก็บกวาดเฉพาะกิจ'''</font>]]<br/>และพร้อมปฏิบัติด้วย[[w:วิกิพีเดีย:สคริปต์จัดให้|<font color=Azure>สคริปต์จัดให้</font>]]<br/> |}</div><includeonly>[[หมวดหมู่:ผู้ใช้ในหน่วยเก็บกวาดเฉพาะกิจ|{{PAGENAME}}]][[หมวดหมู่:ผู้ใช้สคริปต์จัดให้|{{PAGENAME}}]]</includeonly> lnfq8oabr5v0qmlnlfou4ldt6l88g9i 293715 293714 2026-07-23T09:29:34Z Lunlumita 12009 293715 wikitext text/x-wiki <div style="float: left; border:solid black 1px; margin: 1px;"> {| cellspacing="0" style="width: 260px; background:black;" | style = "width: 45px; height: 45px; background: white; text-align: center;" |<!-- [[ภาพ:CVULogo.png|43px]] --> | style="font-size:8pt;color:white;text-align: center; padding:4pt;line-height:1.25em;" | ผู้ใช้นี้เป็น[[w:วิกิพีเดีย:หน่วยเก็บกวาดเฉพาะกิจ|<font color=Azure>'''หน่วยเก็บกวาดเฉพาะกิจ'''</font>]]<br/>และพร้อมปฏิบัติด้วย[[w:วิกิพีเดีย:สคริปต์จัดให้|<font color=Azure>สคริปต์จัดให้</font>]]<br/> |}</div><includeonly>[[หมวดหมู่:ผู้ใช้ในหน่วยเก็บกวาดเฉพาะกิจ|{{PAGENAME}}]][[หมวดหมู่:ผู้ใช้สคริปต์จัดให้|{{PAGENAME}}]]</includeonly> <noinclude>[[หมวดหมู่:แม่แบบวิกิซอร์ซ]]</noinclude> szgy1btjm9ysof6t6mo51zwzsy6089d ไฟล์:CVULogo.png 6 18153 293716 107949 2026-07-23T09:29:59Z Lunlumita 12009 293716 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว + มี[[:Commons:Category:Wikipe-tan|ไฟล์ที่คอมมอนส์]]ทดแทนได้}} <!-- {{ย้ายไปคอมมอนส์‎}} --> โลโก้หน่วยเก็บกวาดเฉพาะกิจของวิกิพีเดีย 90yrcf31r70m82h66za2h4v25wtdilw หมวดหมู่:ภูมิศาสตร์ 14 20962 293751 54280 2026-07-23T09:49:57Z Lunlumita 12009 293751 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:งานแบ่งตามเนื้อหา]] --> jfrg70ir7gcgxhse9gdny55msi33vpv หมวดหมู่:วัดไทย 14 20984 293745 55136 2026-07-23T09:48:00Z Lunlumita 12009 293745 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:วัด]] [[หมวดหมู่:ศาสนาพุทธในประเทศไทย]] --> 0ud7bh0ujrfh9dbpk1rty7lx0i54n95 หมวดหมู่:วัด 14 20985 293749 54509 2026-07-23T09:49:08Z Lunlumita 12009 293749 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:ศาสนสถาน]] [[หมวดหมู่:งานแบ่งตามที่มา]] --> aenz9ildi1w2vmxyee67sl98oe0j398 หมวดหมู่:ศาสนาพราหมณ์ 14 20999 293752 54370 2026-07-23T09:50:31Z Lunlumita 12009 293752 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- {{เรียงลำดับ|พราหมณ์}} [[หมวดหมู่:ศาสนา]] --> ogvie2pkw659fnadh0xnp5phks19rsy หมวดหมู่:ศาสนสถาน 14 21000 293750 54372 2026-07-23T09:49:20Z Lunlumita 12009 293750 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:ศาสนา]] [[หมวดหมู่:ภูมิศาสตร์]] --> q9akq1vv8xjj1476gabdisilfttrboh หมวดหมู่:ร้อยกรองสมัยรัตนโกสินทร์ 14 21003 293726 108973 2026-07-23T09:36:29Z Lunlumita 12009 293726 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:ร้อยกรองแบ่งตามยุค|รัตนโกสินทร์]] [[หมวดหมู่:งานสมัยรัตนโกสินทร์]] --> 0zu3hj9d023c44ermdi0bk664kkwl5u หมวดหมู่:ราษฎร์เจริญ 14 21022 293744 54480 2026-07-23T09:47:41Z Lunlumita 12009 293744 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:โรงพิมพ์ไทย]] --> dc267slf0j7qdkjwm889m1qumwnmg6c หมวดหมู่:หอสมุดไทย 14 21025 293753 54511 2026-07-23T09:51:08Z Lunlumita 12009 293753 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:หอสมุด]] [[หมวดหมู่:องค์การไทย]] --> qrrq5zmptocstz157eiqf7i8xx66oqx หมวดหมู่:หอสมุด 14 21026 293754 54512 2026-07-23T09:51:15Z Lunlumita 12009 293754 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:งานแบ่งตามที่มา]] --> m5bl76vvanvnsrju2naft9zvp08yndy หมวดหมู่:บุคคลในสมัยอยุธยา 14 21069 293758 54619 2026-07-23T09:53:20Z Lunlumita 12009 293758 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:ชาวไทยแบ่งตามยุค]] [[หมวดหมู่:อาณาจักรอยุธยา]] --> 2uesxwbia7wuh54wrbn2hbfvos2uwlc ยันต์ห้าแถว 0 22166 293777 291069 2026-07-23T10:07:15Z Lunlumita 12009 293777 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} == แบบที่ 1 == {| class="wikitable" border="1" |- | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">៚</span> នមោពុទ្ធាយនមេតិ ៚ | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">๛</span> นโมพุทฺธายนเมติ ๛ |- | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">៚</span> មោពុទ្ធាយននមេតិ ៚ | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">๛</span> โมพุทฺธายนนเมติ ๛ |- | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">៚</span> ពុទ្ធាយនមោនមេតិ ៚ | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">๛</span> พุทฺธายนโมนเมติ ๛ |- | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">៚</span> ទ្ធាយនមោពុនមេតិ ៚ <sup>1</sup> | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">๛</span> ธายนโมพุทฺนเมติ ๛ |- | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">៚</span> យនមោពុទ្ធានមេតិ ៚ | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">๛</span> ยนโมพุทฺธานเมติ ๛ |} * <sup>1</sup> ในอักษรขอม ตัวสะกดและตัวเชิง ទ្ធ (ทฺธ) ไม่อาจแยกออกจากกันได้ == แบบที่ 2 == {| class="wikitable" border="1" |- | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">៚</span> យមិឥសពុទ្ធោយា ៚ | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">๛</span> ยมิอิสพุทฺโธยา ๛ |- | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">៚</span> ឥតិបិសោចតេនមោ ៚ | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">๛</span> อิติปิโสจเตนโม ๛ |- | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">៚</span> ឥតិពោធិមនុប្បត្តោ ៚ | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">๛</span> อิติโพธิมนุปฺปตฺโต ๛ |- | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">៚</span> ឥតសព្វញ្ញមាគតោ ៚ <sup>2</sup> | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">๛</span> อิติสพฺวญฺ{{ญ}}มาคโต ๛ |- | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">៚</span> ឥតបារមិត្តាតិំសា ៚ <sup>3</sup> | <span style="display: inline-block; transform: rotate(180deg);">๛</span> อิติปารมิตฺตาติํสา ๛ |} * <sup>2</sup> คำที่ถูกควรเป็น សព្ពញ្ញ (สพฺพญฺ{{ญ}}) * <sup>3</sup> คำที่ถูกควรเป็น បារមិតា (ปารมิตา) b5q56om8ez5le6igjdzh9cqt9tqszl7 ไฟล์:Teachers Council Emblem.jpg 6 22803 293705 107944 2026-07-23T09:25:01Z Lunlumita 12009 293705 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว + มี[[:Commons:Category:Teachers' Council of Thailand|ไฟล์ที่คอมมอนส์]]ใช้ทดแทนได้}} {{ย้ายไปคอมมอนส์‎}} Teachers Council Emblem (from http://img.tarad.com/shop/l/logothailand/img-lib/spd_20080421141903_b.jpg) 8jny7rz907v5ob7ajr3bjkyfh8zcuvf 293711 293705 2026-07-23T09:27:21Z Lunlumita 12009 293711 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ไม่มีการใช้งานแล้ว + มี[[:Commons:Category:Teachers' Council of Thailand|ไฟล์ที่คอมมอนส์]]ใช้ทดแทนได้}} <!-- {{ย้ายไปคอมมอนส์‎}} --> Teachers Council Emblem (from http://img.tarad.com/shop/l/logothailand/img-lib/spd_20080421141903_b.jpg) icnpucep7scu0cq0s8cfshmo2e3s1vt บ้วนฮ่วยเหลา/เล่ม ๑ 0 22809 293702 78583 2026-07-23T09:24:21Z Lunlumita 12009 293702 wikitext text/x-wiki {{คุณภาพเนื้อหา|25%}} {{หัวเรื่อง | ชื่อเรื่อง = [[บ้วนฮ่วยเหลา]] | ชื่อเรื่องย่อย = เล่ม ๑ | ก่อนหน้า = | ถัดไป = [[บ้วนฮ่วยเหลา/เล่ม ๒|เล่ม ๒]] | หมายเหตุ = }} {{ps | edition = yes }} {{clear}} <div id="A"></div> {{pb2|label=ปก}} {{fs|85%|[[#B|ลง]] • [[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{c|{{fs|200%|บ้วนฮ่วยเหลา}}}} {{c|{{fs|120%|เล่ม ๑}}}} <div id="B"></div> {{pb2|label=ปกใน}} {{fs|85%|[[#A|ขึ้น]] • [[#C|ลง]] • [[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{c|{{fs|140%|บ้วนฮ่วยเหลา}}}} {{c|เล่ม ๑}} {{c|ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓–๑๘๑๙)}} <!-- [[ไฟล์:Teachers Council Emblem.jpg|150px|center]] --> {{c|พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง ๒,๐๐๐ เล่ม}} {{c|พ.ศ. ๒๕๑๓}} {{r|8em}} {{c|{{fs|90%|องค์การค้าของคุรุสภา}}}} {{c|{{fs|90%|ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์}}}} {{c|{{fs|90%|ถนนราชดำเนินกลาง}}}} {{c|{{fs|90%|จัดพิมพ์จำหน่าย}}}} {{c|๒๐๗๔}} <div id="C"></div> {{pb2|ก–จ}} {{fs|85%|[[#B|ขึ้น]] • [[#สารบัญ|ลง]] • [[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{:บ้วนฮ่วยเหลา/เล่ม ๑/ก}} <div id="สารบัญ"></div> {{pb2|label=สารบัญ}} {{fs|85%|[[#C|ขึ้น]] • [[#D|ลง]]}} {{c|{{fs|140%|สารบัญ}}<ref>สารบัญเพิ่มโดยวิกิซอร์ซ ต้นฉบับไม่ได้แบ่งเป็นตอน ๆ เช่นนี้ ส่วนตอนที่ปรากฏนี้ วิกิซอร์ซเทียบเอากับต้นฉบับจีน เพื่อประโยชน์ในการอ่าน</ref>}} <center>{{:บ้วนฮ่วยเหลา/เล่ม ๑/สารบัญ}}</center> <div id="D"></div> {{pb2|๑๙๖}} {{fs|85%|[[#สารบัญ|ขึ้น]] • [[#E|ลง]] • [[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{bc|๑๑๐๒ ''ชีวิวัฒน์'' พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรม วงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช ได้ทรงแต่งขึ้นในระหว่างที่ท่องทะเลจากสมุทร ปราการไปตามหัวเมืองตะวันตก และแหลมมลายูฟากฝั่ง ตะวันออกถึงเมืองกลันตัน ทรงแต่งเป็นแบบราย งานเพื่อทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. ๒๔๒๗ ได้ทรงเขียน ขึ้นอย่างละเอียด ได้ความรู้เป็นตำราภูมิศาสตร์ บรรยายสถานที่ต่าง ๆ เช่น เมืองปราณบุรี เขา สามร้อยยอด เกาะพยัน เกาะสมุย เมืองกาญจนดิฐ เมืองหลังสวน ตำบลเกาะง่าม ในแงาของชัยภูมิที่ ตำบลบ้าน จำนวนคน ผลประโยชน์ของบ้านเมือง และการทำมาหากินของคนในที่นั้น ๆ อาหาร ทุกข์ สุขของราษฎร}} <div id="E"></div> {{pb2|๑๙๗}} {{fs|85%|[[#D|ขึ้น]] • [[#F|ลง]] • [[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{bc|๑๑๐๙ ''สมเด็จพระมหาสมณเจ้าเสด็จตรวจการ'' ''คณะสงฆ์มณฑลฝ่ายเหนือ พ.ศ. ๒๔๕๗'' ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิร ญาณวโรรส เป็นรายงานคราวที่สมเด็จฯ เสด็จ ตรวจการคณะสงฆ์และสังฆมณฑล มีคุณค่าน่า สนใจอย่างยิ่ง เพราะเล่าถึงวิธีการปกครองคณะ สงฆ์ของพระองค์ท่าน และแทรกด้วยข้อคิดคติธรรม ที่พระองค์ประทานในระหว่างที่เสด็จไปตามเมือง ต่าง ๆ ประกอบด้วยตำนานพระพุทธรูป ตำนาน วัดต่าง ๆ เช่น ตำนานพระพุทธชินราช พระ ศรีศาสดา ฯลฯ ตำนานวัดพระศรีรัตนมหา ธาตุ ฯลฯ}} <div id="F"></div> {{pb2|๑๙๘}} {{fs|85%|[[#E|ขึ้น]] • [[#G|ลง]] • [[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{bc|๑๕๑๐ ''รวมเรื่องเขียนของนายสุกิจ นิมมานเหมินท์'' ถ้าท่านรู้จักอาจารย์สุกิจ นิมมานเหมินท์ ว่า เป็นรัฐมนตรีที่คล่องแคล่วในการบริหารการศึกษา นับว่า ท่านยังรู้จักน้อยไป ท่านผู้นี้ยังเป็นนักสอน นักพูด นักธรรมชาติวิทยา นักคิด นักเขียน นามกระเดื่องอีกด้วย หนังสือเล่มนี้เป็นเครื่องยืน ยันข้อเขียนของท่านว่า เป็นสารคดีพิเศษไม่ซ้ำแบบ ใคร มีเรื่องเช่น อันน้องนี้แต่กำเนิดเกิดมา จะ หุงข้าวหุงปลาก็มิเคย หรั่งไยไทยเปิน หรั่งเขิน ไทยหัว ฯลฯ อาจารย์สุกิจถ้าใครรู้จักท่านดีก็ยก ท่านไว้ในระดับนักปราชญ์ องค์การค้าของคุรุสภา ภูมิใจที่จะเสนองานของนักปราชญ์ผู้นี้}} <div id="G"></div> {{pb2|๑๙๙}} {{fs|85%|[[#F|ขึ้น]] • [[#H|ลง]] • [[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{bc|๑๕๑๓–๑๔ ''กำเนิดนามสกุลเล่ม ๑, ๒'' ของจมื่นอมร ดรุณารักษื (แจ่ม สุนทรเวช) คนไทยสมัยก่อนรัชกาลที่ ๖ ขึ้นไปยังไม่มี นามสกุลอย่างปัจจุบันนี้ เพียงอ่านหนังสือสองเล่ม นี้เท่านั้นก็จะทราบถึงที่มาของนามสกุลต่าง ๆ ใน ปัจจุบันนี้ ทั้งนามสกุลพระราชทานและที่สืบนามสกุล มา รวมทั้งพระราชดำริและพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกำหนดให้ มีนามสกุลขึ้น และวิธีการขนานนามสกุลในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ประโยชน์ของการมีนามสกุล พร้อมด้วย รายชื่อสกุลต่าง ๆ ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ เรียงตามลำดับอักษร สะดวกแก่ผู้ ค้นคว้า}} <div id="H"></div> {{pb2|๒๐๐}} {{fs|85%|[[#G|ขึ้น]] • [[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{bc|๒๐๕๕ ''ซิยิ่นกุ้ย'' นามของเขาเลื่องลือระบือไกลว่า ผู้ ทรงพลังมหาศาล เป็นดาวเสือขาวจุติมาเกิด เป็น นายทหารเอกของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ผู้ยึดมั่น ในความสัตย์กตัญญู จงรักภักดีต่อองค์เจ้าแผ่นดิน ดังนั้น เมื่อจังอ๋อง เจ้าเมืองฮวน ยกทัพมารุกราน จึง เป็นหน้าที่ของเขาที่จะฟาดฟันเหล่าอริราชศัตรู แผ่นดิน ด้วยทวนคู่มือหนักสองร้อยชั่ง แม้กระ นั้น ราวฟ้าดินไม่ยุติธรรม เขาถูกกีดกันมิให้ได้ ความดีความชอบ แต่ธรรมะย่อมชนะอธรรม ผู้ อ่านจะได้ความรู้ทางด้านตำราพิชัยสงคราม ใช้ อาวุธวิเศษตลอดเรื่อง สนุกตื่นเต้น คือ การปะทะ กำลัง ปัญญา และฝีมือในการจัดตั้งกระบวนค่ายรบ โบราณที่มีในตำราพิชัยสงครามทั้งสิบอย่าง}} {{c|{{fs|85%|พิมพ์ที่ โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว นายกำธร สถิรกุล ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา}}}} {{c|{{fs|85%|๑๐ กันยายน ๒๕๑๓}}}} == เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ == {{smr}} ---- {{ท้ายเรื่อง | ถัดไป = [[บ้วนฮ่วยเหลา/เล่ม ๒|เล่ม ๒]] }} [[หมวดหมู่:บ้วนฮ่วยเหลา/เล่ม ๑]] h4xoqdth7xt8pg7l4gkor1dor5qhs82 โพงพาง 0 23407 293767 62309 2026-07-23T10:02:46Z Lunlumita 12009 293767 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} โพงพางเอย ปลาเข้าลอด (อ้าย) ปลาตาบอด เข้าลอดโพงพาง 9wpirxku45b1g3k9wux5yrxzf2mn04e เลียดก๊ก/เล่ม ๑ 0 23414 293704 78562 2026-07-23T09:24:38Z Lunlumita 12009 293704 wikitext text/x-wiki {{คุณภาพเนื้อหา|25%}} {{หัวเรื่อง | ชื่อเรื่อง = [[เลียดก๊ก]] | ชื่อเรื่องย่อย = เล่ม ๑ | ก่อนหน้า = | ถัดไป = [[เลียดก๊ก/เล่ม ๒|เล่ม ๒]] | หมายเหตุ = }} {{ps | edition = yes }} {{clear}} <div id="A"></div> {{pb2|label=ปก}} {{fs|85%|[[#B|ลง]] • [[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{c|{{fs|200%|เลียดก๊ก}}}} {{c|{{fs|120%|เล่ม ๑}}}} <div id="B"></div> {{pb2|label=ปกใน}} {{fs|85%|[[#A|ขึ้น]] • [[#C|ลง]] • [[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{c|{{fs|140%|เลียดก๊ก}}}} {{c|เล่ม ๑}} <!-- [[ไฟล์:Teachers Council Emblem.jpg|150px|center]] --> {{c|พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง ๓,๐๐๐ ฉบับ}} {{c|พ.ศ. ๒๕๐๖}} {{r|8em}} {{c|{{fs|90%|องค์การค้าของคุรุสภา}}}} {{c|{{fs|90%|ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์}}}} {{c|{{fs|90%|ถนนราชดำเนินกลาง}}}} {{c|{{fs|90%|จัดพิมพ์จำหน่าย}}}} {{c|๒๐๐๕}} <div id="C"></div> {{pb2|ก–จ}} {{fs|85%|[[#B|ขึ้น]] • [[#สารบัญ|ลง]] • [[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{:บ้วนฮ่วยเหลา/เล่ม ๑/ก}} <div id="สารบัญ"></div> {{pb2|label=สารบัญ}} {{fs|85%|[[#C|ขึ้น]] • [[#D|ลง]]}} {{c|{{fs|140%|สารบัญ}}<ref>สารบัญเพิ่มโดยวิกิซอร์ซ ต้นฉบับไม่ได้แบ่งเป็นตอน ๆ เช่นนี้ ส่วนตอนที่ปรากฏนี้ วิกิซอร์ซเทียบเอากับต้นฉบับจีน เพื่อประโยชน์ในการอ่าน</ref>}} <center>{{:เลียดก๊ก/เล่ม ๑/สารบัญ}}</center> <div id="D"></div> {{pb2|๒๗๐}} {{fs|85%|[[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{c|{{fs|85%|พิมพ์ที่ โรงพิมพ์คุรุสภา}}}} {{c|{{fs|85%|นายกำธร สถิรกุล ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา}}}} {{c|{{fs|85%|๑๔ พฤษภาคม ๒๕๐๖}}}} == เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ == {{smr}} ---- {{ท้ายเรื่อง | ถัดไป = [[เลียดก๊ก/เล่ม ๒|เล่ม ๒]] }} [[หมวดหมู่:เลียดก๊ก/เล่ม ๑]] cf2cuncuo650bq8w7mg72j6htmmqjsv ส้วยถัง/เล่ม ๑ 0 23427 293703 78631 2026-07-23T09:24:30Z Lunlumita 12009 293703 wikitext text/x-wiki {{คุณภาพเนื้อหา|25%}} {{หัวเรื่อง | ชื่อเรื่อง = [[ส้วยถัง]] | ชื่อเรื่องย่อย = เล่ม ๑ | ก่อนหน้า = | ถัดไป = [[ส้วยถัง/เล่ม ๒|เล่ม ๒]] | หมายเหตุ = }} {{ps | edition = yes }} {{clear}} <div id="A"></div> {{pb2|label=ปก}} {{fs|85%|[[#B|ลง]] • [[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{c|{{fs|200%|ส้วยถัง}}}} {{c|{{fs|120%|เล่ม ๑}}}} <div id="B"></div> {{pb2|label=ปกใน}} {{fs|85%|[[#A|ขึ้น]] • [[#C|ลง]] • [[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{c|{{fs|140%|ส้วยถัง}}}} {{c|เล่ม ๑}} <!-- [[ไฟล์:Teachers Council Emblem.jpg|150px|center]] --> {{c|พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง ๓,๐๐๐ ฉบับ}} {{c|พ.ศ. ๒๕๐๙}} {{r|8em}} {{c|{{fs|90%|องค์การค้าของคุรุสภา}}}} {{c|{{fs|90%|ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์}}}} {{c|{{fs|90%|ถนนราชดำเนินกลาง}}}} {{c|{{fs|90%|จัดพิมพ์จำหน่าย}}}} {{c|๒๐๐๕}} <div id="C"></div> {{pb2|ก–จ}} {{fs|85%|[[#B|ขึ้น]] • [[#สารบัญ|ลง]] • [[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{:บ้วนฮ่วยเหลา/เล่ม ๑/ก}} <div id="สารบัญ"></div> {{pb2|label=สารบัญ}} {{fs|85%|[[#C|ขึ้น]] <!-- • [[#D|ลง]] -->}} {{c|{{fs|140%|สารบัญ}}<ref>สารบัญเพิ่มโดยวิกิซอร์ซ ต้นฉบับไม่ได้แบ่งเป็นตอน ๆ เช่นนี้ ส่วนตอนที่ปรากฏนี้ วิกิซอร์ซเทียบเอากับต้นฉบับจีน เพื่อประโยชน์ในการอ่าน</ref>}} <center>{{:ส้วยถัง/เล่ม ๑/สารบัญ}}</center> <!-- <div id="D"></div> {{pb2|๒๗๐}} {{fs|85%|[[#สารบัญ|สารบัญ]]}} {{c|{{fs|85%|พิมพ์ที่ โรงพิมพ์คุรุสภา}}}} {{c|{{fs|85%|นายกำธร สถิรกุล ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา}}}} {{c|{{fs|85%|๑๔ พฤษภาคม ๒๕๐๖}}}} --> == เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ == {{smr}} ---- {{ท้ายเรื่อง | ถัดไป = [[ส้วยถัง/เล่ม ๒|เล่ม ๒]] }} [[หมวดหมู่:ส้วยถัง/เล่ม ๑]] 1h2jtvumgco30jvt3ada8wfgqs0zpue ภูมิแผนที่พระนครศรีอยุธยา 0 26784 293780 69434 2026-07-23T10:08:06Z Lunlumita 12009 293780 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - ย้ายเนื้อหาไปยัง [[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร|ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร]] แล้ว และหน้านี้ไม่ได้ใช้อีก}} '''ภูมิสถานพระนครศรีอยุธยา''' กรุงศรีอยุธยานั้น ตั้งอยู่ข้างฟากตะวันออกของกรุงเทพทวาราวดี คงจะอยู่ทางสเตชั่นรถไฟเก่า ออกไปในแถวที่วัดสมณโกษ วัดกุฎีดาว และวัดศรีอโยธยา ซึ่งมาภายหลังเรียกกันว่าวัดเดิม เมืองคงจะหันหน้าไปทางตะวันออกลงแม่น้ำหันตรา แต่กำแพงป้อมปราการเห็นจะไม่ใช่ก่อด้วยอิฐ คงเป็นเชิงเทินดิน เมื่อเมืองร้างแล้วก็มีคนถากถางเกลี่ยทำเป็นไร่นา และทั้งปราสาทราชฐานก็คงจะเป็นเครื่องไม้ จึงมิได้มีสิ่งใดเหลือ '''กรุงเทพทวาราวดี''' กรุงเทพทวาราวดีซึ่งเป็นเมืองหลวงภายหลัง ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองโสน ซึ่งเป็นที่แผ่นดินแหลมแม่น้ำลพบุรี ด้านเหนือด้านใต้ด้านตะวันตกจดแม่น้ำ แต่ด้านตะวันออกเป็นพื้นดินเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยา เพราะฉะนั้นเมื่อสร้างกรุงแล้วจึงได้ปรากฏว่า ด้ารตะวันออกนี้มีแต่คู หาแม่น้ำมิได้ คูนี้เป็นคูแยกจากแม่น้ำลพบุรีแต่ตำบลหัวรอ ไปบรรจบแม่น้ำบางกะจะ ป้อมเพ็ชร์เรียกว่าคูขื่อหน้า แต่ชั้นเดิมคงจะแคบ มาในแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา เมื่อจุลศักราช ๙๒๔ ปี จึงโปรดให้ขุดขยายออกไปเป็นกว้าง ๑๐ วา ลึก ๓ วา เพราะเข็ดเมื่อครั้งในแผ่นดินสมเด็จพระมหินทราธิราช คูขื่อหน้าแคบ ทัพหงสาวดีจึงถมถนนข้ามเข้ามาตีกรุงได้ '''กำแพงเมือง''' กำแพงพระนครในชั้นแรกสร้างกรุงเห็นจะยังไม่ได้ก่อด้วยอิฐ เข้าใจว่าจะเป็นแต่เชิงเทินดิน ใช้ขุดดินทางริมน้ำกับข้างใยขึ้นถม คูที่ขุดเอาดินขึ้นมาทางข้างในกำแพงเดี๋ยวนี้ยังปรากฏอยู่ กำแพงอิฐจะมาก่อขึ้นต่อหลัง เพราะรากกำแพงอิฐที่พบในเวลานี้อยู่บนเชิงเทินดิน สูงกว่าระดับดินธรรมดาตั้งแต่วาหนึ่งถึง ๖ ศอก ตัวเชิงเทินดินที่เป็นพื้น ตั้งกำแพงกว้างอย่างน้อยราว ๘ วา กำแพงหนา ๒ วาเศษ ก่ออิฐ ๒ ข้างไว้ช่องกลางถมดินกับอิฐหัก ส่วนสูงตั้งแต่เชิงกำแพงถึงปลายใบเสมา คะเนว่าบางแห่งถ้าในที่ต่ำคงจะราว ๓ วา ถ้าที่สูงคงจะราว ๑๐ ศอกเศษ เพราะพบเศษกำแพงที่เหลือจากรื้ออยู่ที่วัดท่าทรายแห่งหนึ่ง สูงจากพื้นดิน ๙ ศอกเศษเกือบคืบ กับที่ใต้วัดจีนเยื้องหน้าวัดสุวรรณมีประตูช่องกุฏอยู่ด้วยอีกแห่งหนึ่ง ตรงนั้นเป็นที่ดอนกำแพงสูง ๖ ศอกคืบมีเศษ ที่คิดว่ากำแพงตอนนั้นสูงเท่านี้ก็เพราะด้วยกำแพงที่เหลืออยู่นั้น สูงพ้นหลังประตูช่องกุฏขึ้นไปอีกศอกเศษ ซึ่งคะเนว่าเกือบจะถึงที่ตั้งใบเสมา เพราะธรรมดาประตูช่องกุฏก็อยู่ไล่เลี่ยหรือต่ำกว่าพื้นเชิงเทินำปเพียงนิดน้อย พ้นเชิงเทินขึ้นไปไม่กี่มากน้อยก็ถึงที่ตั้งเสมา กับได้ขุดพบเสมากำแพงเมืองยังเป็นรูปดีอยู่เสมาหนึ่ง กว้างศอกคืบ หนา ๒ ศอก สูง ๒ ศิกคืบ ถ้าเอาส่วนของใบเสมาบวกเข้ากับกำแพงตรงวัดท่าทราย ก็คงได้ราว ๓ วา กำแพงใต้วัดจีนราว ๑๐ ศอก ถึงจะยิ่งหย่อนกว่านี้ไปบ้างก็ไม่สู้มากนัก แต่ถ้าคิดเอาส่วนสูงของกำแพง ตั้งแต่ระดับดินไปจนขาดปลายเสมา คงจะสูงเสล ๔ วาทั้งหมด แนวกำแพงพระนครวัดได้ ๓๑๐ เส้น ในเมืองวัดตามกว้างในที่คอดได้ ๔๐ เส้น ตามยาวได้ ๙๘ เส้น '''ขยายกำแพงเมืองด้านตะวันออก''' กำแพงเดิมก่อนแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ด้านเหนือตั้งแต่หน้าพระราชวัง คงจะไปตามแนวถนนป่ามะพร้าวแล้วไปเลี้ยวมรามุมใต้ประตูหอรัตนชัย วกลงไปข้างในห่างจากถนนรอบกรุงเดี๋ยวนี้ถึงป้อมเพ็ชร แต่ป้อมเพ็ชรมาตามทางริมน้ำทิศใต้ทิศตะวันตกบรรจบ ทิศเหนือจดคลองท่อ ที่ซึ่งเป็นวังจันทรเกษมเดี๋ยวนี้อยู่นอกพระนคร จะได้กล่าวต่อไปในภายหลัง และเหตุที่กำแพงเดิมอยู่หังวังจันทร์เกษมห่างจากแม่น้ำเดี๋ยวนี้เข้าไปมากนั้น ก็เห็นจะเป็นด้วยครั้งแรกสร้างกรุงที่แถวนั้นจะเป็นหาดทรายและลำลาบลุ่มมาก เพราะในเวลานี้เมื่อขุดดินลงไปลึกสักศอกเศษ ก็พบพื้นล่างเป็นทราย ครั้นมาภายหลังที่ดอนขึ้น ชานพระนครกว้างออกไป จึงได้สร้างพะเนียดที่จับช้างขึ้นระหว่างวังจันทร์เกษม กับที่ซึ่งเป็นวัดขุนแสนวัดซองเดี๋ยวนี้ และบางทีก็จะได้ใช้เป็นที่ทอดปล่อยเลี้ยงช้างหลวงด้วย ครั้นมาในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เกิดศึกหงสาวดีติดพระนคร คงจะทรงเห็นว่า การที่ไว้ชานพระนครกว้าง ปล่อยให้กำแพงกับคูห่างกัน ย่อมเป็นทางให้ข้าศึกข้ามคูเข้ามาถึงกำแพงได้ง่าย เพราะไกลทางปืน จึงโปรดให้ขยายกำแพงพระนครออกไปตั้งถึงขอบริมน้ำ แต่ครั้งนั้นเห็นจะยังไม่แล้วเสร็จ มาเมื่อจุลศักราช ๙๒๔ ปี ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา จึงปรากฏว่าได้ทำกำแพงอีกคราวหนึ่ง ก็เห็นจะทำเพิ่มเติมกำแพงที่ค้างมาในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้นเอง กำแพงใหม่ตอนที่ยกออกมานี้ แยกจากกำแพงเก่าที่ท่าสิบเบี้ย วงเอาวัดราชประดิษฐานและที่ซึ่งภายหลังเป็นวัดขุนแสน วังจันทร์เกษมไว้ข้างใน แล้ววกลงไปบรรจบป้อมเพ็ชร ซึ่งเป็นถนนรอบกรุงที่ใช้เดินกันไปมาอยู่ทุกวันนี้ ส่วนกำแพงเดิมที่อยู่ภายในหลังวังจันทร์เกษมเข้าไปคงจะรื้อปราบลงเป็นถนนในพระนคร คงเป็นถนนป่ามะพร้าวข้างวัดพลับพลาชัยแน่ '''ขุนหลวงหาวัดก่อกำแพงหน้าวัด''' อนึ่งกำแพงเมืองข้างวัดหลวงด้านริมน้ำ เดิมมีชั้นเดียว และตอนนี้ก่อผิดกว่าที่อื่น เชิงกำแพงมีลายบัวคว่ำด้วย ครั้งศึกพระเจ้าอลองพราญีติดพระนคร ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ ข้าราชการไปเชิญเสด็จขุนหลวงหาวัดลาพระผนวช ออกช่วยทรงจัดการป้องกันรนักษากรุง ขุนหลวงหาวัดโปรดให้ก่อกำแพงที่ข้างวังลงในที่ริมแม่น้ำ ต่ำกว่าที่กำแพงเดิมอีกชั้นหนึ่ง กำแพงสายนี้ก็ตรวจพบแล้ว แต่อยู่ในที่น้ำท่วมต่ำมาก ครั้นขุดวังคราวนี้ตั้งใจจะถมชายตลิ่งหน้ากำแพงเก่า ให้เท่ากับระดับถนนหน้าจวนมหารใน จะเอากำแพงสายนี้ไว้ ก็จะต้องแหวกดินเป็นคูจึงจะเห็น แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าดูแลอย่างไร จึงได้ถมเสีย '''ป้อมตามกำแพงเมือง''' ตามแนวกำแพงมีป้อมเป็นระยะรอบพระนคร ตามที่ตรวจพบแล้วในเวลานี้มี ๑๖ ป้อม เข้าใจว่าจะมีมากกว่านี้ แต่ไม่มีเวลาพอที่จะขุดค้นได้ตลอด ภายหลังเมื่อตรวจตราได้ความอย่างไร จะได้เพิ่มเติมต่อไป ป้อมรนั้นถ้าอยู่ในที่สำคัญ เช่นตรงแม่น้ำหรือทางร่วม ก็เป็นป้อมใหญ่ก่ออย่างแข็งแรง แต่ป้อมเดหล่านี้ยังเหลือพอที่จะเห็นซวดทรงสัณฐานได้ ๒ แห้งคือ ป้อมเพ็ชรแห่งหนึ่ง เป็นป้อมใหญ่ก่อสำหรับป้องกันข้าศึกที่จะมาทางน้ำตรงมุมพระนครด้านใต้ ป้อมนี้ก่อยื่นออกไปจากแนวกำแพงหนา ๓ วามีเศษ กลางป้อมเป็นพื้นดินว่าง มีบันไดอิฐขึ้นเทิงเชินในป้อม ตามเหลี่ยมป้อมที่พื้นดินมีประตูคูหาก่อเป็นรูปโค้ง มีรอยติดบานที่จะใช้เปิดปิดเข้าออกได้ คูหากว้าง ๔ ศอก สูง ๕ ศอก บนหลังคูหามีช่องกลวงตลอดขึ้นไปถึงเชิงเทิน กับป้อมริมประตูข้าวเปลือกอีกแห่งหนึ่ง เป็นป้อมคู่ตั้งอยู่ ๒ ฟากคลอง แต่เล็กกว่าป้อมเพ็ชร ก่อย่อเหลี่ยมเข้าเป็นท่าบรรจบกัน บนป้อมเป็นพื้นอิฐ ตลอดตามเหลี่ยมป้อมมีประตูคูหาโค้งเหมือนป้อมเพ็ชร เข้าใจว่าเมื่อมีข้าศึกมาติดพระนคร คงจะลากปืนใหญ่ออกตั้งยิงป้องกันตามช่องคูหา แต่ถ้าเมื่อเห็นจะเสียท่วงที ก็คงลากถอยปืนใหญ่ไปในป้อมเอาไม้แก่นปักลงในช่องว่างเป็นระเนียดปิดช่องคูหากันหน้าบานประตู ส่วนบนป้อมก็คงจะตั้งปืนใหญ่ได้ ด้วยมีที่กว้าง '''ชื่อป้อม''' ป้อมตามกำแพงเมืองซึ่งมีชื่อในพระราชพงศาวดาร ก็มีแต่ป้อมมหาไชย ป้อมเพ็ชร หอราชคฤห์ ป้อมนายการ(เห็นจะเป็นป้อมในไก่) ป้อมซัดกบหรือป้อมท้ายกบ กับป้อมจำปาพลอีกป้อมหนึ่ง พงศาวดารไม่ได้กล่าวให้เป็นเข้าใจว่าอยู่ที่ใด แต่ป้อมมหาไชยนั้นได้ความแน่นอนแล้วว่า เป็นป้อมอยู่มุมวังจันทร์เกษม อยู่ในที่ซึ่งเป็นตลาดหัวรอ ป้อมนี้ก็ทีจะเป็นป้อมใหญ่อย่างแข็งแรงเหมือนกัน เพราะตั้งอยู่ในที่เลี้ยว จากแม่น้ำหน้าวัดสามพิหาร ซึ่งจะเป็นทางเข้าไปถึงข้างพระราชวังหลวง เมื่อครั้งพระเจ้าตะเบงซวยตี้กษัตริย์กรุงหงสาวดียกทัพเข้ามาติดพระนคร ครั้งทรงช้างที่นั่งมายืนอยู่ที่วัดสามพิหาร เร่งให้แม่ทัพนายกองต้อนพลเข้าหักพระนคร พระยารามเอาปืนนารายณ์สังหารลงสำเภาไม้รักแม่นาง ยิงขึ้นไปถูกกิ่งโพธิใหญ่ ๓ กำ หักลงมาใกล้ข้างช้างที่นั่งพระเจ้าตะเบงซวยตี้ ขณะนั้นชาวป้อมมหาไชยก็ยิงปืนใหญ่น้อยสาดเข้าไปถูกรี้พลมอญพะม่าตายมาก ทัพหงสาวดีต้องถอย อนึ่งเมื่อแรกพระเพทราชาขึ้นเสวยราชสมบัติ กบฏธรรมเสถียรขี่ช้างพาพวกเข้ายืนอยู่ที่ตรงรอทำนบฟากตะวันออก พระพุทธเจ้าเสือเมื่อยังเป็นกรมพระราชวังบวร เสด็จขึ้นไปบนป้อมมหาไชย ทรงจุดปืนใหญ่ยิงไปถูกช้างซึ่งขบถธรรมเสถียรขี่มาล้มลงตายในที่นั้น แต่ขบถธรรมเสถียรกับอ้ายกุลาทาษผู้เป็นควาญหาถูกปืนไม่ เป็นแต่ตกช้างลงมาก็เจ็บป่วยสาหัส จึงตามจับตัวได้ และป้อมเพ็ชรนั้น เป็นป้อมตั้งตรงมุมพระนครด้านใต้ตรงแม่น้ำบางกะจะ เป็นป้อมสำหรับต่อสู้ข้าศึกที่จะมาทางเรือจากข้างใต้ ต่อป้อมเพ็ชรขึ้นไปทางขื่อหน้าก็มีป้อมใหญ่รายเรียงขึ้นไปอีก ๒ ป้อมในระยะที่ใกล้กัน ป้อมกลางจะมีชื่อเสียงอย่างไรไม่ได้ความ แต่ป้อมเหนือที่ตั้งอยู่ข้างวัดจีนหน้าวัดสุวรรณตรงมุมเกาะแก้วนั้น คงเป็นชื่อหอราชคฤห์ ซึ่งพระมหาธรรมราชาเสด็จไปประทับทรงบัญชาการศึกป้องกันทัพพระยาละแวก ที่ยกเข้ามาปล้นกรุงคราวมาตั้งอยู่ที่ขนอนบางตะนาวศรี ครั้งนั้นป้อมนายการ(ในไก่)ก็ได้ยิงต่อสู้ข้าศึกด้วย ป้อมในไก่นี้ทีจะอยู่เหนือและใกล้ๆกับป้อมเพ็ชรทางลำน้ำสำเถาล่ม คือกันไม่ให้ทัพเรือขึ้นไปทางเหนือได้ ป้อมซัดกบหรือท้ายกบ เป็นป้อมอยู่มุมพระนครตรงลำน้ำหัวแหลม คืออยู่ในแถวที่ข้างเหนือโรงทหารทุกวันนี้ ที่คิดว่าป้อมนี้เป็นป้อมซัดกบ ก็เพราะมีความในพระราชพงศาวดารว่า เมื่อพะม่ายกมาตีกรุงในครั้งหลัง พระศรีสุริยภาค(น่าจะเป็นพระศรีสุริยพาห)นายป้อมซัดกบประจุปืนมหากาฬมฤตยูราช ๒ สัด ๒ นัด ยิงค่ายพม่าวัดภูเขาทอง เพราะหน้าป้อมนี้ก็ตรงไปทางลำน้ำภูเขาทองด้วย ป้อมจำปาพลนั้น กรมขุนราชสีห์ลงไว้ในแผนที่ของท่านว่า ป้อมที่ออกชื่อมาว่าเป็นป้อมซัดกบนั้นเป็นป้อมจำปาพล แต่ในจดหมายเหตุอีกฉะบับหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นคำให้การขุนหลวงหาวัดว่า ป้อมจำปาพลอยู่ถัดประตูเข้าเปลือกเหนือวัดท่าทราย แต่เห็นว่าป้อมจำปาพลนี้หาใช่ป้อมตามกำแพงไม่ เป็นป้อมชั้นนอก ข้อที่จะเห็นว่าป้อมนี้อยู่นอกพระนครนั้น คือมีความในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า เมื่อครั้งพระเจ้ากรุงหงสาวดีตะเบงซวยตี้)ยกทัพเข้ามาติดพระนครในศักราช ๙๐๕ ปี ครั้งนั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดให้เจ้าพระยาจักรีออกไปตั้งค่ายตำบลลุมพลี เจ้าพระยามหาเสนาออกตั้งค่ายบ้านดอกไม้ป้อมท้องนาหันตรา พระยาพระคลังตั้งป้อมท้ายคู พระสุนทรสงครามตั้งค่ายป้อมจำปาพล ในการสงครามคราวนั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพร้อมด้วยพระสุริโยทัย ซึ่งเป็นสมเด็จพระอัครมเหสี และพระราเมศวร พระมหินทราธิราชราชโอรส ทรงช้างพระที่นั่งยกพลออกไปต่อยุทธกับพระเจ้าหงสาวดีที่ทุ่งภูเขาทอง ช้างพระที่นั่งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสียทีเบนให้หลังแก่ข้าศึก พระสุริโยทัยก็ขับช้างพระที่นั่งสอึกเข้ารับไว้ ช้างพระเจ้าแปรรับได้ล่างถนัด ช้างพระสุริโยทัยแหงนหงายเสียที พระเจ้าแปรจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว ต้องพระอังษาพระสุริโยทัยตะพายแล่งมาถึงราวพระถันสิ้นพระชนม์บนคอช้าง พระราเมศวร พระมหินทราธิราชก็ขับช้างพระที่นั่งเข้ากันพระศพพระราชมารดาเข้าพระนครได้ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงโปรดให้เชิญพระศพพระสุริโยทัยมาไว้ที่สวนหลวง ครั้นรุ่งขึ้นพระมหาอุปราชาแต่งพลเข้าตีค่ายพระสุนทรสงครามแตก เสียค่ายและป้อมจำปาพล ครั้นเลิกการสงครามแล้ว จึงโปรดให้แต่งการพระราชทานเพลิงพระศพพระสุริโยทัย และที่ซึ่งพระราชทานเพลิงนั้น โปรดให้สถาปนาเป็นพระอารามชื่อวัดสบสวรรค์ มีความดังนี้ ถ้าจะคิดว่าป้อมที่มุมพระนครตรงแม่น้ำหัวเเหลมเป็นป้อมจำปาพล ป้อมนั้นก็อยู่ข้างสวนหลวง ถ้าทัพหงสาวดีตีป้อมนี้ได้ก็คงเมืองแตก พระศพพระศรีสุริโยทัยก็คงจะไม่อยู่มาจนถึงเวลาพระราชทานเพลิง หรือจะคิดว่าป้อมเหนือวัดท่าทรายเป็นป้อมจำปาพล ตามที่จดหมายเหตุขุนหลวงหาวัดกล่าว ก็ถ้าข้าศึกตีได้เมืองก็ต้องแตกอีก และทัพหงสาวดีคราวนี้ก็ตีพระนครไม่ได้ จึงเห็นว่าป้อมจำปาพลไม่ใช่ป้อมตามกำแพงเมือง เป็นป้อมนอกพระนคร คงจะเป็นป้อมที่อยู่ฟากตะวันตก เหนือวัดท่าวัดการ้องขึ้นไป ที่ตรงปากคลองภูเขาทองข้าม ซึ่งในเวลานี้ก็ยังมีซากป้อม และวัดที่อยู่ในบริเวณนั้นก็ยังเรียกชื่อว่าวัดป้อมอยู่ ที่พระสุนทรสงครามออกไปตั้งอยู่ที่ป้อมนี้ ก็สำหรับจะป้องกันข้าศึกที่จะมาทางขนอนปากคู เป็นป้อมชั้นนอกพระนครด้านตะวันตก และที่เจ้าพระยาจักรีไปตั้งค่ายเป็นทางป้องกันทางฝ่ายเหนือ เจ้าพระยามหาเสนาตั้งที่ป้อมท้องนาหันตรา ก็คือไปตั้งสกัดต่อสู้ข้าศึกที่จะมาทางลำน้ำสักด้านตะวันออก พระยาพระคลังตั้งป้อมท้ายคู ก็คือตั้งที่ริมแม่น้ำตรงตำบลบางกะจะ เป็นกองป้องกันข้าศึกซึ่งจะขึ้นมาจากทางใต้ เป็นป้อมค่ายชั้นนอก ๔ ทิศพระนคร คล้ายกับป้อมป้องปัจจามิตร์ ป้อมปิดปัจจนึก ป้อมผลาญสัตรูราบ ป้อมปราบสัตรูพ่าย ป้อมทำลายแรงปรปักษ์ ป้อมหักกำลังดัษกร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ทรงสร้างขึ้นเป็นป้อมรายชั้นนอกที่กรุงเทพมหานครนั้น '''ประตูเมือง''' ประตูเมืองที่เป็นประตูใหญ่ทำลายหมด พอจะเห็นได้แต่ช่องข้างล่าง กว่างราว ๖ ศอกเศษ ในหนังสือโบราณกล่าวว่าประตูใหญ่เป็นประตูยอด รูปทรงมณฑปทาแดง และได้พบรูปภาพที่พนังอุโบสถวัดยม ซึ่งนักปราชญ์ในทางวิชาช่างรับรองว่าเป็นฝีมือที่เขียนไว้แต่ครั้งกรุงเก่านั้น ประตูเมืองก็เป็นรูปยอดมณฑปทาแดง เห็นจะพอเอาเป็นที่เชื่อได้ว่า ยอดประตูเมืองกรุงเก่าไม่ได้เป็นอย่างอื่น แต่ประตูช่องกุดระหว่างประตูใหญ่นั้น ยังเหลือเป็นรูปร่างชัดเจนอยู่ที่แนวกำแพงใต้วัดจีน ก่อเป็นรูปโค้งคูหากว้าง ๔ ศอกคืบ สูง ๕ ศอกเศษ เข้าใจว่าคงจะเป็นรูปดังนี้ทั่วทุกประตู '''ถนนในเมือง''' อนึ่งในพระนครนั้น มีถนนรีถนนขวางและถนนซอยมากมายหลายสาย ถนนเหล่านี้ต้องพูนดินสูงกว่าระดับดินเดิมตั้งแต่ ๒ ศอกถึง ๔ ศอก เพราะพื้นดินในพระนครเป็นที่ลุ่ม ถึงฤดูน้ำๆคงท่วมทุกปีเหมือนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องถมดินเสียชั้นหนึ่งแล้วปูอิฐตะแคง บางสายกว้าง ๖ วาบ้าง ๓ วาบ้าง ๑๐ ศอกบ้าง และที่เป็นแต่ถนนดินเปล่าไม่ได้ปูอิฐก็มี จะออกชื่อฉะเพาะแต่ที่เป็นถนนอิฐสายใหญ่ คือถนนหน้าวัง เป็นถนนขวางไปหน้าศาลพระกาฬและป่าตอง ออกประตูชัยที่กำแพงพระนครด้านใต้ยาว ๕๐ เส้น ถนนสายนี้เป็นทางที่พระเจ้าปราสาททองครั้งยังเป็นเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ยกพลไปจับพระเชฏฐาธิราช และเป็นทางราชทูตฝรั่งเศสเข้าเฝ้าถวายพระราชศาสน์ในวัง พระราชศาสน์คงจะแห่ด้วยกระบวนเรือ แต่เกาะเรียนหรือขนอนหลวงมาขึ้นบกที่ท่าประตูชัย เข้าวังที่ประตูข้างหน้าวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ และที่พักราชทูตก็ให้อยู่ในย่านประตูเทพหมีใต้ประตูชัย ด้วยถนนรีคือถนนหน้าบางตรา ริมท่าสิบเบี้ยไปป่ามะพร้าวออกที่ประตูพระนครด้านตะวันออกใต้ประตูหอรัตนชัยยาว ๕๐ เส้น ถนนหน้าบางตรานี้เป็นที่ซึ่งเจ้าพระยามหาเสนาขี่ช้างเผือกเข้ารบกับพระศรีศิลป์ขบถในแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ ที่ข้างถนนแต่ท่าสิบเบี้ย ไปจนตรงข้างวัดพลับพลาชัย ข้างซ้ายมีแนวเนินโรงช้างยาวเรียงจตามถนนไป เห็นจะเป็นโรงช้างที่อยู่สุดหัวถนนป่ามะพร้าว ถัดเชิงสะพานช้างเข้ามาที่หมื่นราชสิทธิกรรม์บุตรปะขาวจันเพ็ชร์เจาะจั่ว เอาปืนใหญ่ตั้งยิงเข้าไปในวังจันทร์ถูกกิ่งสนหัก ในครั้งพระบรมโกศรบกับเจ้าฟ้าอภัยเจ้าฟ้าบรเมศร์ และที่พลับพลาชัยข้างถนนนั้นเป็นที่เจ้าอ้ายพระยามาตั้งทัพคราวจะชิงราชสมบัติกับเจ้าญี่พระยา กับในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์เมื่อครั้งรบกับพระศรีสุธรรมราชา และส่งพระเป็นเจ้าถึงเทวสถานก็เสด็จทางนี้ แต่หัวถนนมาวัดพลับพลาชัยแล้วเลี้ยวซ้ายไปทางชีกุน แต่พระเพทราชาเมื่อตกพระทัยที่ได้ข่าวขบถธรรมเสถียร ก็ทรงช้างพระที่นั่งพลายมงคลจักรพาฬเสด็จมาตามทาง ภายหลังทรงนึกถึงพระแสงขอเจ้าพระยาแสนพลพ่ายของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ชนช้างชะนะมหาอุปราชาหงสาวดี จึงรับสั่งให้มหาดเล็กไปเชิญมาถวายทันที่สะพานช้าง คงจะเสด็จเกือบตลอดถนน ถนนตลาดเจ้าพรหมที่เจ้าอ้ายพระยาเจ้าญี่พระยาชิงกันจะเข้าวัง จนเกิดรบกันถึงสิ้นพระชนม์ลงทั้ง ๒ พระองค์ที่เชิงสะพานป่าถ่านนั้น หัวถนนอยู่ต่อกำแพงพระราชวัง ตรงหน้าพระที่นั่งจัรกวรรดิตรงไปป่าถ่าน ออกประตูพระนครด้านตะวันออกที่เหนือบางเอียนตรงวัดจันทร์ ซึ่งเป็นท่าสะเตชั่นรถไฟกรุงเก่ายาว ๕๐ เส้น ที่วัดจันทร์นี้แผ่นดินพระมหินทราชาธิราช ทัพหงสาวดีถมถนนข้ามคูมาเข้าพระนครได้ แต่เวลานั้นคูคงแคบ ถ้ากว้างลึกเหมือนอย่างทุกวันนี้ เห็นทีจะไม่สำเร็จ เว้นแต่จะมีอินยิเนียวิลันดามาด้วย '''ถนนนอกเมืองและลำคลอง''' ถนนนอกกำแพงพระนคร ที่ปูอิฐพบสายเดียวแต่ถนนหน้าจวนทหารในริมกำแพงด้านริมน้ำ ซึ่งเป็นส่วนข้างพระราชวัง นอกจากนี้ก็เห็นจะเป็นแต่ทางหลวง เป็นตรอกซอกพอเดินไปมาตามละแวกหมู่บ้านเท่านั้น คลองในเมืองและมีคลองเล็กใหญ่ในพระนครก็หลายคลอง คลองใหญ่คือคลองท่ออยู่ท้ายวัง ไปออกทางแม่น้ำด้านใต้ตรงหน้าวัดพุทไธสวรรย์ ปากคลองทางโน้นเรียกว่าคลองฉะไกรใหญ่ คลองประตูข้าวเปลือกที่ตำบลท่าทรายตรงไปออกแม่น้ำด้านใต้ ปากคลองทางโน้นเรียกว่าคลองประตูจีน คลองนี้เมื่อปลายแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ในเวลาทรงพระประชวร พระบรมโกศกับเจ้าฟ้าอภัย เจ้าฟ้าบรเมศร์ทำศึกชิงราชสมบัติกัน พระบรมโกศตั้งค่ายรายริมคลองฟากตะวันออก เจ้าฟ้าอภัย เจ้าฟ้าบรเมศร์ตั้งค่ายรายริมคลองตะวันตก เอาคลองเป็นเขตกั้น คลองประตูหอรัตนชัยอยู่ใต้วังจันทร์เกษมด้านตะวันออกไปออกแม่น้ำริมป้อมเพ็ชร ปากคลองทางโน้นเรียกว่าคลองในไก่ และที่ใต้สะพานช้างมีคลองแยกจากคลองประตูข้าวเปลือกไปทะลุคลองหลังวังจันทร์ จะไปออกคลองหอรัตนชัยหรือคลองในไก่ก็ได้ ด้านใต้เหนือคลองในไก่ขึ้นไปถึงคลองประตูจีน พ้นคลองประตูจีนก็ถึงคลองประตูเทพหมี ตอนปากึคลองเลี้ยวหัวหน่อยหนึ่ง แล้วตรงไปในบึงชีขัน คลองประตูเทพหมีนี้ ว่าเรียกตามชื่อหลวงเทพอรชุณ(หมี)ผู้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในที่นั้น เหนือคลองประตูเทพหมีก็มีคลองฉะไกรน้อย ไปทางข้างวัดบรมพุทธารามถึงวัดป่าใน แล้วเลี้ยวผ่านคลองประตูเทพหมีคลองประตูจีนไปบรรจบคลองประตูในไก่ ทางด้านตะวันตกมีคลองประตูท่าพระตรงมาทางตะวันออก ผ่านคลองฉะไกรใหญ่มาบรรจบคลองฉะไกรน้อย และยังมีคลองซอยคลองแยก ตามระหว่างคลองใหญ่เป็นหลายสาย บรรดาคลองใหญ่ซึ่งออกแม่น้ำนั้นเห็นว่า ตามปากคลองคงจะมีทำนบกั้นน้ำไว้สำหรับราษฎร ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ในพระนครใช้สรอย เพราะว่ากรุงเก่าถึงจะเป็นเมืองลุ่มหน้าน้ำๆท่วมก็จริง แต่ถึงฤดูแล้งน้ำก็ลดต่ำกว่าตลิ่งลงไปเกือบ ๓ วา คลองในพระนครอย่างลึกก็คงจะ ๓ วาหรือไม่ถึง เมื่อเป็นเช่นนั้น ถึงหน้าแล้งน้ำในคลองในพระนครก็คงแห้งหมด จะมีน้ำใช้ก็แต่บึงชีขันแห่งเดียว ข้อที่เห็นว่าจะมีทำนบกั้นน้ำตามปากคลองนั้น ก็ด้วยเมื่อครั้งหนึ่งมีผู้ขุดซ่อมคลองในไก่กับคลองหอรัตนชัย ได้พบไม้เต็งรังบ้าง ไม้ตะเคียนบ้าง หน้ากว้างราวคืบ ๔ เหลี่ยม ยาว ๖ ศอกบ้าง เกิน ๖ ศอกบ้าง จมขวางตามปากคลองเรียงไปตามแนวกำแพงอยู่เป็นอันมาก และทั้งมีเสาสั้นๆปักอยู่ด้วย จึงคิดว่าเสานั้นคงจะปักรายเต็มปากคลอง แล้วเอาไม้เหลี่ยมวางเรียงเป็นตับขึ้นไปทั้ง ๒ ข้าง ถมดินกลางให้แน่นเป็นทำนบ สูงเพียงสักครึ่งคลองถ้าถึงฤดูน้ำๆขึ้นมาท่วมเลยหลังทำนบ ก็ใช้เรือไปมาในพระนครได้ แต่เมื่อใดน้ำลดลงมาถึงทำนบก็เลิกใช้เรือ ขังน้ำไว้สำหรับราษฎรที่อยู่ในพระนครได้บริโภค '''สะพานในเมือง''' ตามข้างคลองเหล่านี้ ในที่ใดถ้ามีถนนผ่านมา ก็มีสะพานข้ามคลองทุกสาย ถ้าเป็นถนนใหญ่ก็เป็นสะพานเชิง ๒ ข้างก่ออิฐ กลางเห็นจะปูกระดาน เช่น สะพานป่าถ่าน สะพานชีกุน สะพานข้ามคลองในไก่ สะพานหน้าวัดบรมพุทธาราม สะพานรำเพย(เห็นจะเป็นสะพานหน้าหับเผย เพราะถนนนั้นมาหน้าคุก) แต่บางสะพาน เช่น สะพานประตูจีน สะพานประตูเทพหมีนั้น ก่ออิฐตลอด กลางคลองเจาะเป็นช่องโค้งคูหา กลางใหญ่ ๒ ข้างเล็ก เป็น ๓ ช่อง สำหรับให้เรือลอดไปมาได้ และยังมีอีกสะพานหนึ่งซึ่งว่าเป็นสะพานใหญ่ในพระนคร คือสะพานช้างต่อถนนป่ามะพร้าวข้ามคลองประตูข้าวเปลือก ตรงหน้าวัดพลับพลาชัย สะพานนี้เชิงก่อด้วยแลง และเมื่อครั้งพระนารายณ์เสด็จส่งพระเป็นเจ้า ว่าพวกวังหลังแอบซุ่มจะคอยทำร้ายในที่นี้ กับคราวเมื่อพระบรมโกศรบกับเจ้าฟ้าอภัย เจ้าฟ้าบรเมศร์ ขุนศรีคงยศ พวกเจ้าฟ้าอภัยตั้งค่ายปิดเชิงสะพานฝั่งตะวันตกไว้ จะไม่ให้พวกวังหน้าข้ามไปได้ กับอีกสะพานหนึ่งซึ่งมีชื่อมีชื่อแปลกกว่าสะพานเหล่านี้ เป็นสะพานข้ามคลองท่อเข้ามาในวังตอนข้างพระที่นั่งบรรยงก์รัตยาสน์ แต่เยื้องออกไปข้างเหนือ เรียกว่า สะพานสายโซ่ เชิง ๒ ข้างก่ออิฐ ตัวสะพานจะเป็นอย่างไรตำราไม่ได้กล่าวไปถึง แต่ลองคิดดูน่าจะเป็นสะพานหกได้ดอกกระมัง เพราะสะพานหกก็ใช้สายโซ่ และเห็นเข้าทีที่ว่าเป็นสะพานเข้าใกล้วัง ถ้าทำเป็นสะพานช้างตายตัวและมีเหตุการณ์ขึ้น สัตรูจะข้ามเข้าประชิดวังได้ง่าย ถ้าเป็นสะพานหกเปิดได้แล้ว ถึงจะเกิดสัตรูและถ้ารู้ล่วงหน้าก็จะชักสะพานนั้นออกเสีย ไม่ให้เป็นทางเดินเข้ามาประชิดวังได้ แต่สะพานข้ามคลองอื่นๆ นอกจากที่กล่าวมานี้ เห็นจะเป็นสะพานไม้ เพราะไม่ได้พบรากอิฐที่เชิงสองข้างนั้น '''บึงชีขัน''' ภายในพระนครตอนหน้าพระราชวังด้านใต้มีบึงใหญ่ บึงตอนเหนือเรียกว่า บึงญี่ขัน ตอนใต้เรียกว่า บึงพระราม เห็นว่าชื่อทั้ง ๒ นี้คงจะเป็นชื่อเพี้ยนชื่อหนึ่ง ชื่อใหม่ชื่อหนึ่ง ที่เรียกว่า บึงญี่ขัน นั้นคงจะเป็น ชีขัน ซึ่งมีชื่อมาในกฎมณเฑียรบาลอีกชื่อหนึ่ง ที่เรียกว่า บึงพระราม นั้นก็คือเป็นบึงในบริเวณชีขันนั้นเอง แต่อยู่ตรงหน้าวัดพระราม แต่เดิมมาบางทีจะเรียกตอนนั้นว่า บึงหน้าวัดพระราม เพราะประสงค์จะให้เข้าใจที่ให้ง่ายขึ้น ภายหลังมาก็เรียกห้วนเข้าแต่ว่าบึงพระราม ทิ้งคำว่า หน้าวัด เสีย จึงเลยเป็นชื่อของบึงนั้นว่า บึงพระราม ต่อมา บึงชีขันนี้พิเคราะห์ดูเห็นว่าเดิมจะเป็นหนองเป็นที่มีน้ำขังอยู่แล้ว หรือจะคิดให้สูงขึ้นไปจะว่าเป็นตัว "หนองโสน" ตามที่มีชื่อมาในพระราชพงศาวดารจะได้ดอกกระมัง แต่ไม่มีพะยานหลักฐานอะไรนอกจากลองนึกเดา บึงนี้เดิมทีก็จะเล็ก ต่อมาเมื่อสร้างกรุง คงจะขุดเอาดินในที่แถวนี้ขึ้นถมเป็นพื้นวังและพื้นวัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระราม จึงกลายเป็นใหญ่โตไป ดินที่เว้นไว้เป็นทางคนขนมูลดินเดิน ก็เลยทำเป็นถนนรีถนนขวางข้ามบึงปูอิฐตะแคงเสียทั้ง ๓ สาย เจาะช่องสำหรับให้เรือเดินไปมาได้ถึงกันตลอดบึง ตามหลังช่องนั้นคิดดูเห็นจะมีสะพานไม้ สำหรับให้คนเดินไปมาตามถนนได้ตลอด และมีทางน้ำที่จะเอาเรือนอกพระนครเข้าไปในบึงได้ ๒ ทาง ด้านใต้คลองประตูจีน คลองประตูเทพหมี คลองฉะไกรน้อย มารวมกันเข้าที่ข้างวัดสะพานนาคทางหนึ่ง ด้านตะวันออกเข้าช่องแยกจากคลองประตูข้าวเปลือก ข้างวัดมหาธาตุทางหนึ่งในบึงมีวัดอยู่ตามเกาะหลายวัด และตึกดินก็อยู่บนเกาะในบึงนี้ด้วย ที่ขอบบึงตรงหน้าวัดพระรามออกไปมีตึกหลังหนึ่งเป็นตึกสองชั้น ตามช่องประตูหน้าต่างก่อเป็นโค้งคูหา มีทางขึ้นข้างหน้าและข้างๆตึก ตึกนี้ชาวบ้านบางคนว่าเป็นตึกพระราชาคณะผู้ครองอาวาสวัดพระราม แต่พิเคราะห์ดูเห็นจะไม่ใช่ของสำหรับวัด เพราะอยู่นอกกำแพงวัดเเละเป็นตึกสูง น่าจะเป็นพระที่นั่งสำหรับเสด็จขึ้นไปประทับทอดพระเนตรเรือ ซึ่งจะโปรดให้มีประชุมเล่นเพลงสักวาในคราวนักขัตฤกษ์ฤดูน้ำบ้างในบางปี d4e82v0j5s0mpugep7wyw5y0nsjb9tw นะโมการะอัฏฐะกะคาถา (นะโม ๘ บท) 0 26804 293792 69474 2026-07-23T10:14:54Z Lunlumita 12009 293792 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท5 – ไม่ใช่งานภาษาไทย}} นะโมการะอัฏฐะกะคาถา (นะโม ๘ บท) นะโม อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสะ มะเหสิโน นะโม อุตตะมะธัมมัสสะ สวากขาตัสเสวะ เตนิธะ นะโม มะหาสังฆัสสาปิ วิสุทธะสีละทิฏฐิโน นะโม โอมาตะยารัทธัสสะ ระตะนัตตะ สาธุกัง นะโม โอมะกาตีตัสสะ ตัสสะ วัตถุตตะยัตสะปิ นะโม การัปปะภาเวนะ วิคัจฉันตุ อุปัททะวา นะโม การานุภาเวนะ สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา นะโม การัสสะ เตเชนะ วิธิมหิ โหมิ เตชะวาฯ บทสวดของหลวงพ่อพุทธสุโส พิมพ์โดยท่านอาจารย์พนม ทองดีเจริญ พิมพ์ลงโดยนายสุพล สุขศรีมั่งมี fqpjxt20wxtdnnnuk23bk9wxreuv15w งานแปล:สารานุกรมบริตานิกา (ค.ศ. 1911)/หน้าดัชนี 114 30129 293805 77635 2026-07-23T10:21:17Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[สารานุกรมบริตานิกา (ค.ศ. 1911)/หน้าดัชนี]] ไปยัง [[งานแปล:สารานุกรมบริตานิกา (ค.ศ. 1911)/หน้าดัชนี]]: เปลี่ยนชื่อ: ตามหน้าหลัก 77635 wikitext text/x-wiki <noinclude>{{process header | title = [[../]] | section = Index Page template | previous = | next = | shortcut = | notes = Not for public display }}</noinclude> {| class="prettytable" width="100%" ! colspan="4" style="background:#DDF"| [[สารานุกรมบริตานิกา (ค.ศ. 1911)|การนำทาง]] |- ! align="left"| {{{noprevious|←[[สารานุกรมบริตานิกา (ค.ศ. 1911)/เล่มที่_{{{previous|{{{1}}}}}}|ก่อนหน้า]]}}} ! colspan="2" style="font-size:2.5em; font-weight:normal;"| ''{{{current|{{{2}}}}}}'' ! align="right"| {{{nonext|[[สารานุกรมบริตานิกา (ค.ศ. 1911)/เล่มที่_{{{next|{{{3}}}}}}|ถัดไป]]→}}} |- ! width="25%"| {{{column_1|{{{4}}}}}} ! width="25%"| {{{column_2|{{{5}}}}}} ! width="25%"| {{{column_3|{{{6}}}}}} ! width="25%"| {{{column_4|{{{7}}}}}} |- <noinclude> |} </noinclude> 84rt63yymlmw2l569q08wsxq3j8depu พงศาวดารเมืองสงขลา 0 33495 293364 217823 2026-07-22T06:03:31Z Lunlumita 12009 293364 wikitext text/x-wiki {{แก้กำกวม|portal=ประวัติศาสตร์ไทย/ภาคใต้ของไทย}} * {{ลปง|พงศาวดารเมืองสงขลา (พระยาสุนทรานุรักษ์)|พระยาสุนทรานุรักษ์ (ชม)|2457||{{PAGENAME}}}} * {{ลปง|พงศาวดารเมืองสงขลา (พระยาวิเชียรคีรี)|พระยาวิเชียรคีรี (บุญสัง)|2473||{{PAGENAME}}}} mf1eipuyv4jk0yur4t8y5qn0u3n34dh อธิบายเรื่องหนังสือพงษาวดารเมืองหลวงพระบาง 0 33841 293675 89590 2026-07-23T08:56:43Z Lunlumita 12009 293675 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - ย้ายเนื้อหาไปยัง [[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu]] แล้ว และหน้านี้ไม่ได้ใช้อีก}} <big>'''อธิบายเรื่องหนังสือพงษาวดารเมืองหลวงพระบาง'''</big> การเลือกเรื่องหนังสือพิมพ์แจกในงานศพพระยาดัษกรปลาศ ข้าพเจ้าได้ตั้งใจค้นหาเรื่องทางเมืองหลวงพระบาง ด้วยเห็นว่าจะสมกับประวัติของ พระยาดัษกรปลาศยิ่งกว่าหนังสือเรื่องอื่น พเอิญในหอพระสมุด ฯ มีเรื่องพงษาวดาร เมืองหลวงพระบาง ซึ่งข้าพเจ้าเข้าใจว่ายังไม่ได้เคยพิมพ์มาแต่ก่อน จึงได้เลือกให้พิมพ์เปน ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๑ สำหรับแจกในงานศพพระยาดัษกรปลาศ หนังสือพงษาวดารเมืองหลวงพระบางฉบับนี้ ตามเนื้อเรื่องแสดงว่าเปนหนังสือแต่งถวายเมื่อในรัชกาลที่ ๕ แต่ใครจะเปนผู้แต่งหาทราบไม่ หอพระสมุด ฯ ได้ต้นฉบับมาจากอาลักษณฉบับ ๑ จากกระทรวงมหาดไทยฉบับ ๑ เรื่องข้างตอนต้นเห็นได้ว่า เก็บความจาก พงษาวดารล้านช้าง ฉบับที่พิมพ์ในประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑ นั้นเอง ฉบับนั้นเปนภาษาชาวหลวงพระบาง ฉบับนี้เอามาแต่งเสียใหม่ ให้เปนภาษาชาวกรุงเทพ ฯ อ่านเข้าใจง่ายขึ้น แล แต่งเรื่องพงษาวดารเพิ่มเติมต่อลงมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๔ แต่ความตอนต้นฉบับนี้ผู้แต่งแก้ไขศักราช (๑๑) เลอะเทอะวิปลาศจากฉบับเดิมมาก ข้าพเจ้าได้พยายามสอบแก้เข้าหาฉบับเดิม ซึ่งเห็นว่าจะเปนหลักฐานถูกต้องหลายแห่ง แต่เวลาชำระน้อย เกรงจะสอบไม่ทั่วถึง ฤๅถูกต้องได้ทีเดียว หนังสือพงษาวดารทางนี้เรียกชื่อต่าง ๆ กันหลายอย่าง เรียกว่า ''พงษาวดารล้านช้างบ้าง พงษาวดารกรุงศรีสัตนาคนหุตบ้าง พงษาวดารเมืองหลวงพระบางบ้าง พงษาวดารเมืองเวียงจันท์บ้าง'' ชวนให้สงไสยความจริงนั้นดังนี้ คือ ที่เรียกว่า กรุงศรีสัตนาคนหุตก็ดี ฤาเมืองล้านช้างก็ดี ที่จริง เปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่เรียกว่า ศรีสัตนาคนหุต เปนของผูกภาษาบาฬีขึ้นเรียกให้ไพเราะ คำว่า ล้านช้าง เปนภาษาที่ไทยเรียกกันมาแต่ก่อน แลคำว่าล้านช้างนั้น ตามที่เข้าใจกันโดยมาก ฤๅแม้ความ เข้าใจของพวกหลวงพระบางเองทุกวันนี้ว่า "ช้างสิบแสนตัว" จึงเขียนว่าล้านช้าง แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชวินิจฉัยว่า ที่จริงนั้น "ลานช้าง" หมายความว่าเปนทำเลช้าง คู่กับ ลานนา ซึ่งเรียกอาณาเขตร มณฑลภาคพายัพ มาแต่โบราณ ซึ่งหมายความว่าเปนทำเลทำนา เพราะทางเมืองหลวงพระบางเปนที่ห้วยเขาป่าดง ทำนองจะเปนที่มีช้างมาก จึงเรียกว่าลานช้าง ส่วนเมืองเชียงราย เชียงใหม่ มีที่ราบสำหรับทำไร่นามาก จึงเรียกว่า ลานนา เปนคู่กัน เปนคำของพวกไทยที่อยู่ทางข้างเหนือเรียกแต่ดึกดำบรรพ์ (๑๒) กรุงศรีสัตนาคนหุต ฤาล้านช้าง เดิมตั้งราชธานีอยู่ที่เมือง เชียงคง เชียงทอง คือที่หลวงพระบางทุกวันนี้ จึงเรียกว่าเมืองหลวง (พึ่งเพิ่มนามพระบางต่อเข้าในชั้นหลัง) เปนราชธานีมาจนปีวอก พ.ศ. ๒๑๐๓ ตรงสมัยในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิครองกรุงศรีอยุทธยา พระไชยเชษฐาธิราชย้ายลงมาอยู่เมืองเวียงจันท์ ๆ จึงขึ้นชื่อเปนราชธานีมาแต่ครั้งนั้น แลจึงใช้ชื่อพระบางเติมท้ายนามเมืองหลวงขึ้น ด้วยพระบางยังคงอยู่ที่เมืองหลวงเดิม กรุงศรี สัตนาคนหุตยังรวมเปนอาณาเขตรอันเดียวกันทั้งเวียงจันท์ แลหลวงพระบางมาจนราวปีวอก พ.ศ. ๒๒๓๕ ตรงสมัยในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาธิราช ครองกรุงศรีอยุทธยา พวกราชวงษ์กรุงศรีสัตนา คนหุตเกิดแตกกันเปน ๒ ก๊ก พระไชยองค์แว ได้อาณาเขตรข้าง ตอนใต้ ตั้งเมืองเวียงจันท์เปนราชธานี เจ้ากิงกิสสะ ได้อาณา เขตรข้าง ตอนเหนือ ตั้งเมืองหลวงเดิม คือเมืองหลวงพระบางเปนราชธานี ต่างใช้นามว่า กรุงศรีสัตนาคนหุตเหมือนกันทั้ง ๒ ฝ่าย เมื่อปราบปรามกันลงไม่ได้ จึงได้ตกลงแยกกันเปน ๒ อาณาเขตร แล จึงเกิดชื่อสำหรับเรียกให้แปลกกันว่า พระเจ้ากรุงจันทบุรีศรีสัตนา คนหุตล้านช้างร่มขาวฝ่าย ๑ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง ร่มขาวหลวงพระบางฝ่าย ๑ แต่ผู้อื่นก็เรียกว่า เจ้าเมืองเวียงจันท์ แลเจ้าเมืองหลวงพระบางมาจนทำลายล้างเมืองเวียงจันท์เสีย เมื่อเจ้าอนุเปนขบถในรัชกาลที่ ๓ จึงเหลือแต่หลวงพระบางเมืองเดียวอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้ (๑๓) เรื่องพงษาวดารที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ ข้างตอนต้นที่จริงเปน พงษาวดารกรุงศรีสัตนาคนหุต ฤๅลานช้างรวมกันมาจนน่า ๓๕ จึงแยกไปเปน พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง เพราะเหตุที่มีเจ้าเวียงจันท์ขึ้นต่างหากอิกก๊ก ๑ อาณาเขตรแยกกันดังกล่าวมาแล้ว ข้าพเจ้าขออนุโมทนากุศลบุญราษีทักษิณานุปทา ซึ่งนายใหญ่โรหิตเสถียร ได้บำเพ็ญในการปลงศพสนองคุณ นายพันเอก พระยาดัษกรปลาศ ( ทองอยู่ โรหิตเสถียร ) ผู้บิดา ด้วยความกตัญญูกตเวที แลได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้แพร่หลาย เชื่อว่าท่านทั้งหลายผู้ที่ได้อ่านสมุดเล่มนี้ จะพอใจแลอนุโมทนาด้วยทั่วกัน สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๒ l8eqj468oyx9m59sovxjsp4evhiga9f คำนำ แล สารบรรพ์ 0 33846 293760 170351 2026-07-23T09:58:42Z Lunlumita 12009 293760 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - ย้ายเนื้อหาไปยัง [[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร|ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร]] แล้ว และหน้านี้ไม่ได้ใช้อีก}} {{no source}} {{no header}} <big>'''คำนำ'''</big> เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๖๙ มหาอำมาตย์โท หม่อมเจ้าธำรงศิริ สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครไชยศรี ได้ทรงขออนุญาต ต่อราชบัณฑิตสภาพิมพ์จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ภาค ๕ นับเข้าในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๘ แจกในงานปลงศพคุณหญิงทรงสุรเดช (ปริก บุนนาค) เล่มหนึ่ง มาในปีนี้ (พ.ศ. ๒๔๗๐) ทรงปรารภการบำเพ็ญกุศล ฉลองชนมายุครบ ๕๐ ปี ขอพิมพ์จดหมายเหตุพวกนี้แจกญาติ มิตรที่มาช่วยงานอีกสักเล่มหนึ่ง กรรมการราชบัณฑิตยสภาจึง เลือกจดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุง ศรีอยุธยาตอนปลาย กับครั้งกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร ตอนต้น ต่อจากภาคก่อน ถวายให้ทรงพิมพ์ในเล่มนี้นับเปน ภาคที่ ๖. ราชบัณฑิตยสภา วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พระพุทธศักราช ๒๔๗๐ <big>'''สารบรรพ์'''</big> * จดหมายเหตุมองเซนเยอร์บรีโกต์เรื่องคนเข้ารีดถูกตัดนิ้ว หน้า ๑ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพระเจ้าอยู่หัวบรม โกษฐสวรรคตแลพระเจ้าเอกทัศได้เสวยราขย์ " ๒ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยเหตุการณ์เมื่อ เปลี่ยนแผ่นดิน " ๓ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพวกเข้ารีดในเมือง มะริด " ๔ * ว่าด้วยบาดหลวงเปนความกับเจ้าเมืองตะนาวศรี " ๕ * ว่าด้วยเจ้าเมืองตะนาวศรีต้องรับโทษ " ๘ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพม่าตีเมืองมะริด " ๑๐ * จดหมายมองซิเออร์มาแตงว่าด้วยพวกเข้ารีดกลับมา เมืองมะริด " ๑๑ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยว่าด้วยมองซิเออร์ซีรู ทำลายศิลาจารึกประจาน " ๑๒ * ว่าด้วยพม่าตีเมืองทวายและเมืองมะริดเมือง ตะนาวศรีและยกมาล้อมกรุง ฯ " ๑๓ * ว่าด้วยพม่าตีกรุงศรีอยุทธยา " ๑๔ * ว่าด้วยพม่าตีเมืองกำแพงเพ็ชร์ " ๑๖ ข * ว่าด้วยพวกเข้ารีดช่วยรบพม่า หน้า ๑๗ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพวกมอญในกรุง สยามเปนขบถ " ๑๘ * ว่าด้วยพม่าตีเมืองทวาย ๆ มาสวามิภักดิ์ต่อ กรุงสยาม " ๑๙ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วย ด้วยกรมหมื่นเทพิพิธ เข้ามาอยู่เมืองตะนาวศรี " ๒๑ * ว่าด้วยอำนาจเจ้านายผู้หญิงในเวลานั้น " ๒๒ * จดหมายมองซิเออร์อาลารีว่าด้วยพม่ามาตีกรุงศรีอยุธยา " ๒๔ * ว่าด้วยข้อวิตกที่พม่าจะมา " ๒๕ * ว่าด้วยพม่ายกเข้ามาและเกิดการปล้นสดมภ์ขึ้น " ๒๘ * ว่าด้วยพวกมิชชันนารีถูกพม่าจับ " ๓๐ * ว่าด้วยพวกมิชชันนารีถูกแม่ทัพพม่าซักถาม และความวิตกของมิชชันนารี " ๓๓ * ว่าด้วยมองซิเออร์อาลารีทำลายศิลาจารึกประจาน " ๓๔ * จดหมายมองซิเออร์แคแฮว่าด้วยช่วยไทยรบพม่า " ๓๖ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพม่ายกทัพมาอีก " ๓๗ * ว่าด้วยอังกฤษช่วยไทยรบพม่า " ๓๙ * ว่าด้วยพม่าล้อมกรุง ฯ " ๔๒ * ว่าด้วยพวกเข้ารีดต่อสู้พม่า " ๔๓ ค * ว่าด้วยพม่าตีค่ายพวกเข้ารีดและค่ายจีน หน้า ๔๕ * ว่าด้วยมองเซนเยอร์บรีโกต์ยอมให้พม่าจับ " ๔๖ * ว่าด้วยเสียพระนครศรีอยุธยา " ๔๙ * ว่าด้วยบาญชีจำนวนสิ่งของที่ฝังไว้ในบริเวณ บ้านบาดหลวงที่กรุงศรีอยุธยา " ๕๐ * จดหมายมองซิเออร์อาโตด์ ว่าด้วยพวกมิชชันนารีหนีพม่า ไปทางเมืองจันทบุรี " ๕๒ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยเจ้าศรีสังข์หนีไปอยู่ เขมร " ๕๕ * ว่าด้วยเจ้าตากคิดตั้งตัวเปนใหญ่ " ๕๖ * ว่าด้วยเจ้าตากคิดจะจับเจ้าศรีสังข์ " ๕๖ * จดหมายมองซิเออร์อาโตด์ ว่าด้วยเจ้าตากขอให้เจ้าเมือง คันเคาจับเจ้าศรีสังข์ " ๕๘ * ว่าด้วยญวนคิดจะให้มองซิเออร์ไปเมือง เขมร (ไปเกลี้ยกล่อมเจ้าศรีสังข์) " ๖๑ * ว่าด้วยข้อสัญญาของมองซิเออร์อาโตด์ที่จะไป เมืองเขมร " ๖๓ * ว่าด้วยมองซิเออร์อาโตด์ไปเมืองเขมร " ๖๖ * จดหมายมองซิเออร์มอวัน ว่าด้วยเจ้าเมืองคันเคารบกับ เจ้าตาก " ๖๗ ฆ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยบาดหลวงเข้ามาตั้ง ในบางกอกและว่าด้วยความอัตคัดใน เมืองไทย หน้า ๖๙ * ว่าด้วยพวกจีนเที่ยวขุดทำลายพระพุทธรูปและ พระเจดีย์เที่ยวหาทรัพย์แผ่นดิน " ๗๑ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยเจ้าตากพระราชทาน ที่ดินให้พวกบาดหลวง " ๗๒ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยเจ้าตากเที่ยวปราบปราม ซ่องใหญ่ต่าง ๆ " ๗๔ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยพระเจ้าตากไปตีเมือง นครศรีธรรมราช " ๗๗ * ว่าด้วยพระเจ้าตากเสด็จมาเยี่ยมพวกบาดหลวง " ๘๑ * ว่าด้วยพระเจ้าตากทรงดำริห์จะซ่อมพระพุทธบาท " ๘๒ * ว่าด้วยไทยชอบทรงเจ้า " ๘๓ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยพรเจ้าตากตีเมืองคันเคา " ๘๔ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบองเรื่องให้ส่งมัชชันนารีเข้า ไปกรุงสยาม " ๘๗ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยเดิรทางมาสยาม " ๘๗ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยเข้าเฝ้าพระเจ้าตาก และถวายของ " ๘๙ ง * ว่าด้วยพระเจ้าตากถึงลัทธิของคฤศเตียน หน้า ๙๐ * ว่าด้วยพระนิสัยของเจ้าตาก " ๙๒ * ว่าด้วยพระเจ้าตากส่งกองทัพไปตีเมืองเขมร จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยความอัตคัดของ พวกเข้ารีด " ๙๕ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยพม่าเข้าตี เมืองไทย " ๙๖ * ประกาศห้ามมิให้ ไทยและมอญเข้ารีดและถือสาสนา มหมัด " ๙๗ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยต้นเหตุที่จะ ประกาศ " ๙๘ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยสังฆราชห้ามมิให้ พวกเข้ารีดถือน้ำตามพิธีไทย " ๑๐๐ * ว่าด้วยสังฆราชและพวกมิชชันนารีต้องจำคุก " ๑๐๒ * ว่าด้วยสังฆราชและมิชชันนารีถูกซักและ ถูกเฆี่ยน " ๑๐๔ * ว่าด้วยขุนนางเข้ารีดใจไม่แขง " ๑๐๖ * ว่าด้วยพระราชดำรัสของพระเจ้าตาก " ๑๐๙ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยสังฆราชและ พวกมิชชันนารีพ้นโทษ " ๑๑๑ จ * จดหมายมองเซนเออร์คูเด ว่าด้วยสังฆราชและพวก มิชชันนารีพ้นโทษ หน้า ๑๑๕ * ว่าด้วยบาดหลวงเข้าเฝ้า " ๑๑๘ * จดหมายมองเซนเออร์คูเด ว่าด้วยพวกเข้ารีดไม่ยอมเข้า กระบวนแห่ที่เกี่ยวด้วยพุทธสาสนา " ๑๒๐ * ว่าด้วยทดลองสอนสาสนาแก่พวกลาว " ๑๒๒ * จดหมายเหตุของสังฆราชเลอบอง ว่าด้วยพระเจ้าตาก ไม่พระราชทานเบี้ยหวัดพวกเข้ารีด " ๑๒๕ * ว่าด้วยพระเจ้าตากโปรดนั่งทางวิปัสนา " ๑๒๙ * ว่าด้วยพระเจ้าตากให้ไล่พวกบาดหลวง " ๑๓๐ * ว่าด้วยพวกบาดหลวงออกจากเมืองไทย " ๑๓๕ * จดหมายเหตุมองซิเออร์เดคูร์วิแยร์ว่าด้วยพระเจ้าตาก ต้องสละราชสมบัติ " ๑๓๖ * ว่าด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จปราบดาภิเษก " ๑๓๙ * ว่าด้วยการเปนไปของสาสนาบาดหลวงกลับ มาเมืองไทยอีก " ๑๔๐ * จดหมายมองเซนเยอร์คูเดว่าด้วยการสาสนาในเมืองไทร " ๑๔๒ * จดหมายเหตุของมองซิเออร์เดคู์วิแยร์เรื่องเจ้าเมืองไทร ยกบ้านให้มองซิเออร์คูเด " ๑๔๔ ฉ * จดหมายมองเซนเยอร์คูเดว่าด้วยพวกบาดหลวงเกิด ขัดใจกับพวกปอตุเกต หน้า ๑๔๕ * จดหมายมองซิเออร์เดคูร์วิแยร์ ว่าด้วยพวกปอตุเกต หาความพวกบาดหลวง " ๑๕๒ * จดหมายมองซิเออร์วิลแมง ว่าด้วยไทยส่งกองทัพไป เมืองญวน " ๑๕๔ * ว่าด้วยพม่ายกทัพมาเมืองไทยอีก " ๑๕๖ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยไทยไปตีเมืองทวาย " ๑๕๗ * จดหมายมองซิเออร์ลาวูเอ ว่าด้วยญวนและเขมรเชลย ในบางกอก " ๑๕๘ * จดหมายมองซิเออร์ลาวูเอ ว่าด้วยพวกเข้ารีดไม่ยอมทำ การก่อกำแพงวัด " ๑๖๐ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ว่าด้วยว่าด้วยสอนสาสนาแก่ พวกลาว " ๑๖๒ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยพวกเข้ารีดถูก บีบคั้น " ๑๖๔ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยขุนนางเข้ารีดไป บวชเปนพระสงฆ์ " ๑๖๕ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยคิดจะตั้งโรงพิมพ์ ในบางกอก " ๑๖๘ ช * จดหมายมองซิเออร์ฟลอรังซ์ ว่าด้วยไทยไปตีเมือง ทวาย หน้า ๑๖๙- ๑๗๐ * จดหมายมองซิเออร์วิลแมง ว่าด้วยความกันดารใน เมืองไทร " ๑๗๑ * จดหมายมองซิเออรฃร์ราโบว่าด้วยพม่าตีเมืองภูเก็จ " ๑๗๑ o1cwdk5wkptuav91czas9spulxdx3wh คำนำ แล สารบรรพ์ ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๙ 0 33882 293771 170352 2026-07-23T10:04:32Z Lunlumita 12009 293771 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - ย้ายเนื้อหาไปยัง [[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร|ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร]] แล้ว และหน้านี้ไม่ได้ใช้อีก}} {{no source}} {{no header}} <big>'''คำนำ'''</big> เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๖๙ มหาอำมาตย์โท หม่อมเจ้าธำรงศิริ สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครไชยศรี ได้ทรงขออนุญาต ต่อราชบัณฑิตสภาพิมพ์จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ภาค ๕ นับเข้าในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๘ แจกในงานปลงศพคุณหญิงทรงสุรเดช (ปริก บุนนาค) เล่มหนึ่ง มาในปีนี้ (พ.ศ. ๒๔๗๐) ทรงปรารภการบำเพ็ญกุศล ฉลองชนมายุครบ ๕๐ ปี ขอพิมพ์จดหมายเหตุพวกนี้แจกญาติ มิตรที่มาช่วยงานอีกสักเล่มหนึ่ง กรรมการราชบัณฑิตยสภาจึง เลือกจดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุง ศรีอยุธยาตอนปลาย กับครั้งกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร ตอนต้น ต่อจากภาคก่อน ถวายให้ทรงพิมพ์ในเล่มนี้นับเปน ภาคที่ ๖. ราชบัณฑิตยสภา วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พระพุทธศักราช ๒๔๗๐ <big>'''สารบรรพ์'''</big> '''ก''' * จดหมายเหตุมองเซนเยอร์บรีโกต์เรื่องคนเข้ารีดถูกตัดนิ้ว หน้า ๑ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพระเจ้าอยู่หัวบรม โกษฐสวรรคตแลพระเจ้าเอกทัศได้เสวยราขย์ " ๒ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยเหตุการณ์เมื่อ เปลี่ยนแผ่นดิน " ๓ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพวกเข้ารีดในเมือง มะริด " ๔ * ว่าด้วยบาดหลวงเปนความกับเจ้าเมืองตะนาวศรี " ๕ * ว่าด้วยเจ้าเมืองตะนาวศรีต้องรับโทษ " ๘ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพม่าตีเมืองมะริด " ๑๐ * จดหมายมองซิเออร์มาแตงว่าด้วยพวกเข้ารีดกลับมา เมืองมะริด " ๑๑ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยว่าด้วยมองซิเออร์ซีรู ทำลายศิลาจารึกประจาน " ๑๒ * ว่าด้วยพม่าตีเมืองทวายและเมืองมะริดเมือง ตะนาวศรีและยกมาล้อมกรุง ฯ " ๑๓ * ว่าด้วยพม่าตีกรุงศรีอยุทธยา " ๑๔ * ว่าด้วยพม่าตีเมืองกำแพงเพ็ชร์ " ๑๖ '''ข''' * ว่าด้วยพวกเข้ารีดช่วยรบพม่า หน้า ๑๗ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพวกมอญในกรุง สยามเปนขบถ " ๑๘ * ว่าด้วยพม่าตีเมืองทวาย ๆ มาสวามิภักดิ์ต่อ กรุงสยาม " ๑๙ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วย ด้วยกรมหมื่นเทพิพิธ เข้ามาอยู่เมืองตะนาวศรี " ๒๑ * ว่าด้วยอำนาจเจ้านายผู้หญิงในเวลานั้น " ๒๒ * จดหมายมองซิเออร์อาลารีว่าด้วยพม่ามาตีกรุงศรีอยุธยา " ๒๔ * ว่าด้วยข้อวิตกที่พม่าจะมา " ๒๕ * ว่าด้วยพม่ายกเข้ามาและเกิดการปล้นสดมภ์ขึ้น " ๒๘ * ว่าด้วยพวกมิชชันนารีถูกพม่าจับ " ๓๐ * ว่าด้วยพวกมิชชันนารีถูกแม่ทัพพม่าซักถาม และความวิตกของมิชชันนารี " ๓๓ * ว่าด้วยมองซิเออร์อาลารีทำลายศิลาจารึกประจาน " ๓๔ * จดหมายมองซิเออร์แคแฮว่าด้วยช่วยไทยรบพม่า " ๓๖ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพม่ายกทัพมาอีก " ๓๗ * ว่าด้วยอังกฤษช่วยไทยรบพม่า " ๓๙ * ว่าด้วยพม่าล้อมกรุง ฯ " ๔๒ * ว่าด้วยพวกเข้ารีดต่อสู้พม่า " ๔๓ '''ค''' * ว่าด้วยพม่าตีค่ายพวกเข้ารีดและค่ายจีน หน้า ๔๕ * ว่าด้วยมองเซนเยอร์บรีโกต์ยอมให้พม่าจับ " ๔๖ * ว่าด้วยเสียพระนครศรีอยุธยา " ๔๙ * ว่าด้วยบาญชีจำนวนสิ่งของที่ฝังไว้ในบริเวณ บ้านบาดหลวงที่กรุงศรีอยุธยา " ๕๐ * จดหมายมองซิเออร์อาโตด์ ว่าด้วยพวกมิชชันนารีหนีพม่า ไปทางเมืองจันทบุรี " ๕๒ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยเจ้าศรีสังข์หนีไปอยู่ เขมร " ๕๕ * ว่าด้วยเจ้าตากคิดตั้งตัวเปนใหญ่ " ๕๖ * ว่าด้วยเจ้าตากคิดจะจับเจ้าศรีสังข์ " ๕๖ * จดหมายมองซิเออร์อาโตด์ ว่าด้วยเจ้าตากขอให้เจ้าเมือง คันเคาจับเจ้าศรีสังข์ " ๕๘ * ว่าด้วยญวนคิดจะให้มองซิเออร์ไปเมือง เขมร (ไปเกลี้ยกล่อมเจ้าศรีสังข์) " ๖๑ * ว่าด้วยข้อสัญญาของมองซิเออร์อาโตด์ที่จะไป เมืองเขมร " ๖๓ * ว่าด้วยมองซิเออร์อาโตด์ไปเมืองเขมร " ๖๖ * จดหมายมองซิเออร์มอวัน ว่าด้วยเจ้าเมืองคันเคารบกับ เจ้าตาก " ๖๗ '''ฆ''' * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยบาดหลวงเข้ามาตั้ง ในบางกอกและว่าด้วยความอัตคัดใน เมืองไทย หน้า ๖๙ * ว่าด้วยพวกจีนเที่ยวขุดทำลายพระพุทธรูปและ พระเจดีย์เที่ยวหาทรัพย์แผ่นดิน " ๗๑ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยเจ้าตากพระราชทาน ที่ดินให้พวกบาดหลวง " ๗๒ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยเจ้าตากเที่ยวปราบปราม ซ่องใหญ่ต่าง ๆ " ๗๔ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยพระเจ้าตากไปตีเมือง นครศรีธรรมราช " ๗๗ * ว่าด้วยพระเจ้าตากเสด็จมาเยี่ยมพวกบาดหลวง " ๘๑ * ว่าด้วยพระเจ้าตากทรงดำริห์จะซ่อมพระพุทธบาท " ๘๒ * ว่าด้วยไทยชอบทรงเจ้า " ๘๓ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยพรเจ้าตากตีเมืองคันเคา " ๘๔ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบองเรื่องให้ส่งมัชชันนารีเข้า ไปกรุงสยาม " ๘๗ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยเดิรทางมาสยาม " ๘๗ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยเข้าเฝ้าพระเจ้าตาก และถวายของ " ๘๙ '''ง''' * ว่าด้วยพระเจ้าตากถึงลัทธิของคฤศเตียน หน้า ๙๐ * ว่าด้วยพระนิสัยของเจ้าตาก " ๙๒ * ว่าด้วยพระเจ้าตากส่งกองทัพไปตีเมืองเขมร จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยความอัตคัดของ พวกเข้ารีด " ๙๕ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยพม่าเข้าตี เมืองไทย " ๙๖ * ประกาศห้ามมิให้ ไทยและมอญเข้ารีดและถือสาสนา มหมัด " ๙๗ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยต้นเหตุที่จะ ประกาศ " ๙๘ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยสังฆราชห้ามมิให้ พวกเข้ารีดถือน้ำตามพิธีไทย " ๑๐๐ * ว่าด้วยสังฆราชและพวกมิชชันนารีต้องจำคุก " ๑๐๒ * ว่าด้วยสังฆราชและมิชชันนารีถูกซักและ ถูกเฆี่ยน " ๑๐๔ * ว่าด้วยขุนนางเข้ารีดใจไม่แขง " ๑๐๖ * ว่าด้วยพระราชดำรัสของพระเจ้าตาก " ๑๐๙ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยสังฆราชและ พวกมิชชันนารีพ้นโทษ " ๑๑๑ '''จ''' * จดหมายมองเซนเออร์คูเด ว่าด้วยสังฆราชและพวก มิชชันนารีพ้นโทษ หน้า ๑๑๕ * ว่าด้วยบาดหลวงเข้าเฝ้า " ๑๑๘ * จดหมายมองเซนเออร์คูเด ว่าด้วยพวกเข้ารีดไม่ยอมเข้า กระบวนแห่ที่เกี่ยวด้วยพุทธสาสนา " ๑๒๐ * ว่าด้วยทดลองสอนสาสนาแก่พวกลาว " ๑๒๒ * จดหมายเหตุของสังฆราชเลอบอง ว่าด้วยพระเจ้าตาก ไม่พระราชทานเบี้ยหวัดพวกเข้ารีด " ๑๒๕ * ว่าด้วยพระเจ้าตากโปรดนั่งทางวิปัสนา " ๑๒๙ * ว่าด้วยพระเจ้าตากให้ไล่พวกบาดหลวง " ๑๓๐ * ว่าด้วยพวกบาดหลวงออกจากเมืองไทย " ๑๓๕ * จดหมายเหตุมองซิเออร์เดคูร์วิแยร์ว่าด้วยพระเจ้าตาก ต้องสละราชสมบัติ " ๑๓๖ * ว่าด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จปราบดาภิเษก " ๑๓๙ * ว่าด้วยการเปนไปของสาสนาบาดหลวงกลับ มาเมืองไทยอีก " ๑๔๐ * จดหมายมองเซนเยอร์คูเดว่าด้วยการสาสนาในเมืองไทร " ๑๔๒ * จดหมายเหตุของมองซิเออร์เดคู์วิแยร์เรื่องเจ้าเมืองไทร ยกบ้านให้มองซิเออร์คูเด " ๑๔๔ '''ฉ''' * จดหมายมองเซนเยอร์คูเดว่าด้วยพวกบาดหลวงเกิด ขัดใจกับพวกปอตุเกต หน้า ๑๔๕ * จดหมายมองซิเออร์เดคูร์วิแยร์ ว่าด้วยพวกปอตุเกต หาความพวกบาดหลวง " ๑๕๒ * จดหมายมองซิเออร์วิลแมง ว่าด้วยไทยส่งกองทัพไป เมืองญวน " ๑๕๔ * ว่าด้วยพม่ายกทัพมาเมืองไทยอีก " ๑๕๖ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยไทยไปตีเมืองทวาย " ๑๕๗ * จดหมายมองซิเออร์ลาวูเอ ว่าด้วยญวนและเขมรเชลย ในบางกอก " ๑๕๘ * จดหมายมองซิเออร์ลาวูเอ ว่าด้วยพวกเข้ารีดไม่ยอมทำ การก่อกำแพงวัด " ๑๖๐ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ว่าด้วยว่าด้วยสอนสาสนาแก่ พวกลาว " ๑๖๒ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยพวกเข้ารีดถูก บีบคั้น " ๑๖๔ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยขุนนางเข้ารีดไป บวชเปนพระสงฆ์ " ๑๖๕ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยคิดจะตั้งโรงพิมพ์ ในบางกอก " ๑๖๘ '''ช''' * จดหมายมองซิเออร์ฟลอรังซ์ ว่าด้วยไทยไปตีเมือง ทวาย หน้า ๑๖๙- ๑๗๐ * จดหมายมองซิเออร์วิลแมง ว่าด้วยความกันดารใน เมืองไทร " ๑๗๑ * จดหมายมองซิเออรฃร์ราโบว่าด้วยพม่าตีเมืองภูเก็จ " ๑๗๑ gkyq39gsre5tz9vni4hxb7c1t2lkj2u คำนำ เรื่องพงษาวดาร เมืองหลวงพระบาง 0 33917 293759 170350 2026-07-23T09:58:32Z Lunlumita 12009 293759 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - ย้ายเนื้อหาไปยัง [[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร|ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร]] แล้ว และหน้านี้ไม่ได้ใช้อีก}} {{no source}} {{no header}} <big>'''คำนำ'''</big><br> นายใหญ่ โรหิตเสถียร มาแจ้งความแก่กรรมการหอพระสมุด วชิรญาณว่าจะทำการปลงศพสนองคุณ นายพันเอก พระยาดัษกรปลาศ ( ทองอยู่ โรหิตเสถียร ) ผู้บิดา มีความศรัทธาจะรับพิมพ์หนังสือ ในหอพระสมุดสำหรับพระนคร เปนของแจกสักเรื่อง ๑ ขอให้กรรมการช่วยเลือกเรื่องหนังสือให้ แลนำเรื่องประวัติซึ่งพระยาดัษกรปลาศได้ จดไว้เอง มาขอให้ข้าพเจ้าช่วยตรวจตราเรียบเรียงพิมพ์ประวัติในสมุด ที่จะแจกในการศพพระยาดัษกรปลาศด้วย ข้าพเจ้าได้เคยรับราชการอยู่ร่วมกรมกับพระยาดัษกรปลาศ แต่เมื่อเปนทหารมหาดเล็กอยู่ด้วยกัน มาในชั้นหลังได้มาร่วมราชการ กันเมื่ออยู่ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันอิกครั้ง ๑ ได้ทราบเรื่องประวัติ ของพระยาดัษกรปลาศมาแต่ก่อนบ้าง คิดเห็นว่าพระยาดัษกรปลาศ เปนข้าราชการผู้ ๑ ซึ่งได้มีโอกาศรับราชการสำคัญมาทั้งในฝ่ายทหาร แลพลเรือนได้เคยตรากตรำทำราชการตามน่าที่ ถึงเอาชีวิตรเข้าแลกประโยชน์ถวายในราชการบ้านเมืองหลายครั้ง ข้อนี้เปนสำคัญใน ประวัติของพระยาดัษกรปลาศ ซึ่งสมควรจะปรากฏ จึงได้รับเรียบเรียง ให้ตามประสงค์ ประวัติพระยาดัษกรปลาส<br> นายพันเอก พระยาดัษกรปลาส (ทองอยู่ โรหิตเสถียร) ท ม.ต ช. ดุษฎีมาลา. เข็มราชการแผ่นดิน. ฯลฯ เปนบุตรพระยาพระ กฤษณรักษ์ (บุญยัง) เกิดในรัชกาลที่ ๓ เมื่อวันพฤหัศบดี เดือน ๑๑ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีระกา จุลศักราช ๑๒๑๑ พ.ศ. ๒๓๙๒<br> (๒)แรกเข้ารับราชการเมื่อปีมแมพ.ศ. ๒๔๑๔ อายุ ๒๒ ปี เปนทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในรัชกาลที่ ๕ เปนพลทหารอยู่ ๒ ปี ได้เปน นายสิบโทอยู่อิก ๓ ปี จึงได้เปนนายสิบเอกในกองร้อยที่ ๖ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ รับราชการในตำแหน่งนั้นต่อมาอิก ๔ ปี ถึงปีมโรง พ.ศ. ๒๔๒๔ ในสมัยเมื่อเจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีเปน ที่เจ้าหมื่นไวยวรนารถ บังคับทหาร จัดการทหารสมัค กราบบังคม ทูลขอพระยาดัษกรปลาศไปเปนตำแหน่งนายร้อยโท ในกรมทหารสมัคกองร้อยที่ ๓ แลได้เลื่อนยศขึ้นเปนร้อยเอกในปีนั้น รับ ราชการต่อมาได้พระราชทานสัญญาบัตรเปนหลวงดัษกรปลาศ ถึงปีระกา พ.ศ. ๒๔๒๘ ปรดให้เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีแต่ยังเปนนายพันเอก เจ้าหมื่นไวยวรนารถ เปนแม่ทัพคุมกองทหารยกขึ้นไป ปราบปรามพวกฮ่อ ซึ่งเข้ามาย่ำยีในอาณาเขตรเมืองหลวงพระบาง เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีให้พระยาดัษกรปลาศคุมทหาร ๑ ยกล่วงน่าขึ้นไปทางเมืองงอย ในเขตรหัวพันทั้งหก ซึ่งฮ่อเข้ามาตั้งค่ายอยู่หลายแห่ง พระยาดัษกรปลาศยกขึ้นไปถึงค่ายฮ่อที่บ้านได้ ริมน้ำแอดเข้าตีค่ายได้รบกับฮ่อก่อนทหารกองอื่น เมื่อเดือน ๕ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีจอ พ.ศ.๒๔๒๙ ตีค่ายบ้านไดได้ พวกฮ่อล้มตายแตกหนี ได้เสบียงอาหารแลครอบครัวซึ่งฮ่อรวบรวมไว้เปนอันมาก พระยาดัษกร ฯ ตั้งมั่นอยู่ที่นั่น แต่งกองทหารออกเที่ยวตีค่ายฮ่อ ซึ่งเปนค่ายน้อย ตั้งอยู่ที่อื่น ๆ ในจังหวัดนั้น จนฮ่อแตกหนีไปทั้งสิ้น<br> (๓) ครั้นถึงเดือน ๑๑ พวกฮ่อไปรวบรวมกันได้กำลังมากยกเปนกระบวน ทัพกลับมา พวกทหารซึ่งออกไปตั้งรักษาท้องที่อยู่ตามที่ห่าง ๆ น้อยกว่า ฮ่อมากนัก ก็สู้รบพลางถอยพลาง เข้ามารวมกันที่ค่ายพระยาดัษกรปลาศ ๆ แต่ได้ทราบว่าฮ่อยกมามีกำลังมาก ก็บอกขอกำลังเพิ่มเติมลงมายังแม่ทัพใหญ่ กองหนุนยังขึ้นไปไม่ถึง ด้วยเปนฤดูฝนทางเดินยาก ฮ่อยกลงมาถึงค่ายพระยาดัษกรปลาศก่อน พระยาดัษกรปลาศเห็นว่ากำลังที่มีอยู่ไม่พอจะออกตีฮ่อให้แตกไปได้ จึงรักษาค่ายมั่นไว้ ฮ่อเข้าล้อมค่ายสู้รบกันอยู่ ๙ วัน พวกฮ่อตีหักเอาค่ายไม่ได้ พอฮ่อหมดเสบียงอาหาร ทหารกองหนุนก็ขึ้นไปถึง พวกฮ่อเห็นว่าจะถอยหนีไปไม่พ้น จึงให้เข้ามาขอยอม " ทู้ " ต่อพระยาดัษกรปลาศ คือ ขอให้ยกโทษแล้วจะยอมเปนไพร่พลเมืองโดยปรกติต่อไป กองทัพเจ้าพระยาสุรศักดิ ฯ ปราบปรามฮ่อ แลจัดการด่านทางอยู่ ๒๐ เดือน จึงมีตราพระราชสีห์ให้หากองทัพกลับมาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อเดือน ๗ แรม ๑ ค่ำ ปีกุญ พ.ศ. ๒๔๓๐ ในสมัยนั้นยังไม่ได้ทำสายโทรเลขไปถึงหัวเมืองฝ่ายเหนือ พอกองทัพกลับลงมาถึงกรุงเทพ ฯ ได้ ๔ วันก็ได้ข่าวลงมาว่า เจ้าเมืองไลพากองทัพฮ่อยกจู่เข้ามาตีเมืองหลวงพระบางแตก เมืองไลเปนหัวเมือง ๑ ในแว่นแคว้นสิบสองจุไทย พลเมืองเปนไทยพวก ๑ เรียกกันว่าผู้ไทย เปนเมืองขึ้น ๓ ฝ่ายฟ้า คือ จีนก็ขึ้น ญวนก็ขึ้น หลวงพระบางก็ขึ้น ด้วยเหตุว่าอยู่ต่อพรมแดนทั้ง ๓ ฝ่าย<br> (๔) เมื่อฮ่อยกเข้ามาเบียดเบียนอาณาเขตรหลวงพระบาง ความปรากฏว่า เจ้าเมืองไลสมคบกับฮ่อ ครั้นเมื่อพระยาสุรศักดิมนตรีปราบปรามพวกฮ่อแล้วยกกองทัพขึ้นไปตั้งอยู่ที่เมืองแถง พวกพระยาท้าวขุนหัวเมือง สิบสองจุไทยพากันเข้ามาหาแม่ทัพ แต่เจ้าเมืองไลบิดพลิ้วเสียหามาไม่ ให้แต่ลูกเข้ามาแทนตัว เจ้าพระยาสุรศักดิ ฯ รออยู่จนจวนยกกองทัพกลับ เจ้าเมืองไลก็ไม่เข้ามา เจ้าพระยาสุรศักดิ ฯ จึง เอาตัวลูกเจ้าเมืองไลคุมลงมา ๒ คน ด้วยเหตุนี้เจ้าเมืองไลจึงไปพาพวกฮ่อลงมาตีเมืองหลวงพระบาง เมื่อกองทัพยกกลับมาแล้ว ในปีกุญ พ. ศ. ๒๔๓๐นั้นโปรดให้เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรียกกองทัพกลับขึ้นไปเมืองหลวงพระบางอิก พระยาดัษกรปลาศได้เลื่อนยศขึ้นเปนนายพันตรี ได้เปนนายทัพน่าของเจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีคราวนี้ยกขึ้นไปก่อนแต่ในเดือน ๘ เดินทางกำลังเปนฤดูฝนชุก ไปถึงเมืองหลวงพระบางต่อเดือน ๑๒ พวกฮ่อหนีกลับไปเสียแล้ว พระยาดัษกรปลาศจึงตั้งรักษาเมืองหลวงพระบางอยู่กับพระยาไกรโกษา ทัด สิงห์เสนี )แต่ยังเปนพระยานนทบุรี ซึ่งเปนข้าหลวงใหญ่ เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรียกขึ้นไปถึงเมืองหลวงพระบางต่อเดือนยี่ จึงให้พระยาดัษกรปลาศคุมกองทหารยกออกไปปราบปรามพวกฮ่อ ที่กลับเข้ามาตั้งอยู่ในเขตรแขวงเมืองขึ้นเมืองหลวงพระบาง พระยาดัษกรปลาศออกไปคราวนี้ ได้รบกับฮ่อที่เมืองฮังตีได้ค่ายฮ่อ พวกฮ่อล้มตายแตกหนีกระจัดกระจายไปแต่นั้นฮ่อก็ไม่กล้ายกมารบพุ่งกองทหารอิก พระยาดัษกรปลาศเที่ยวปราบปรามฮ่อแลจัดการด่านทางอยู่ ๒ ปีเศษ จนปีขาล พ.ศ.๒๔๓๓ จึงกลับลงมาเมืองหลวงพระบาง<br> (๕) ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๓๔ มีตราให้หากองทัพเจ้าพระยาสุรศักดิมนตรี กลับกรุงเทพ ฯ ทางโน้นโปรดให้พระยาฤทธิรงค์รณเฉท ( ศุข ชูโต ) แต่ยังเปนพระพลัษฎานุรักษ์ปลัดทัพ ที่ขึ้นไปกับเจ้าพระยาสุรศักดิมนตรี เปนข้าหลวงใหญ่อยู่รักษาราชการที่เมืองหลวงพระบาง พระราชทาน สัญญาบัตรพระยาดัษกรปลาศ ซึ่งยังเปนหลวง เลื่อนขึ้นเปนพระดัษกร ปลาศ แลเลื่อนยศทหารเปนนายพันโท เปนผู้บังคับทหาร แลเปน ข้าหลวงรองอยู่เมืองหลวงพระบางกับพระยาฤทธิรงค์รณเฉทอิก ๒ ปี ถึงปีมะเสง พ.ศ. ๒๔๓๖ โปรดให้เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ ( เชย กัลยาณมิตร ) แต่ยังเปนพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร ผู้ว่าราชการเมืองพิไชย ขึ้นไปเปนข้าหลวงใหญ่ประจำเมืองนครหลวงพระบางเปลี่ยนพระยาฤทธิรงค์รณเฉท แลให้นายพันตรี พระราญรอนอริราช ( เพิ่ม ) ขึ้นไปเปนข้าหลวงรองบังคับทหารเปลี่ยนพระยาดัษกรปลาศ ข้าหลวงใหญ่ให้พระยาดัษกรปลาศพาพระราญรอนอริราชไปตรวจด่านทางเมืองหัวพันทั้งหก ชี้แจงมอบหมายการงานแก่พระราญรอนอริราชในเวลาที่เดินทางตรวจการอยู่นั้น ทางกรุงเทพ ฯ เกิดเหตุอริกับฝรั่งเศส ใน ร.ศ. ๑๑๒ มีท้องตราขึ้นไปให้พระยาดัษกรปลาศอยู่ช่วยราชการเจ้า พระยาสุรสีห์ ฯ ต่อไป จึงยังมิได้กลับกรุงเทพ ฯ เจ้าพระยาสุรสีห์ ฯ ให้ กลับออกไปรักษาเมืองหัวพันทั้งหก พระยาดัษกรปลาศจึงยกกลับ ออกไปตั้งอยู่ที่เมืองงอย จนเสร็จเรื่องอริกับฝรั่งเศส พระยาดัษกรปลาศคุมทหารกลับมาตั้งอยู่ที่ปากลาย ได้รับท้องตราพระราชสีห์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเปนพระยา ดัษกรปลาศ แลให้เปนข้าหลวงรักษาการในที่ ๒๕ กิโลเมตร์อยู่ปีเศษ<br> (๖) ถึงปีมแม พ.ศ. ๒๔๓๘ เจ้าพระยาสุรสีห์เลื่อนที่ขึ้นเปนข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลพิศณุโลก จะโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาดัษกรปลาศเปนผู้ว่าราชการเมืองพิไชย มีท้องตราสั่งให้ลงมารั้งราชการเมืองพิไชยอยู่พลาง พระยาดัษกรปลาศลงมารั้งราชการเมืองพิไชยอยู่สักครึ่งเดือนก็ได้รับท้องตราให้หาลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เปนตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาล สำเร็จราชการมณฑลนครสวรรค์ ซึ่งพึ่งจัดตั้งเปนมณฑลขึ้นใหม่ ในปีมแม พ.ศ. ๒๔๓๘ นั้น แลได้พระราชทานสัญญาบัตรเปนรัฐมนตรีด้วย พระยาดัษกรปลาศเปนข้าหลวงเทศาภิบาลอยู่ไม่ถึง ๒ ปี ก็ย้ายกลับมารับราชการทหารอิก เหตุที่ย้ายมานั้น เปนด้วยพระยาดัษกรปลาศรู้สึกว่าตัวไม่สันทัดราชการพลเรือน แต่พอขึ้นไปเปนข้าหลวงเทศาภิบาลแล้วไม่ช้า ก็รู้สึกอึดอัดใจ ด้วยเคยแต่รับราชการทหารมาอย่างเดียว เกรงจะไม่สามารถรับราชการพลเรือนให้ดีได้ จึงร้องขอมารับราชการทหารอย่างเดิม ในสมัยนั้น เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีได้เปนผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ บังคับการทหารบกทั่วไป จึงกราบบังคมทูลขอพระยา ดัษกรปลาศย้ายไปรับราชการทหาร เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๓๙ เปนตำแหน่งจเรทหารบกก่อน แล้วเลื่อนเปนยกรบัตรทัพบกในปีนั้น ถึงปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาดัษกร ปลาศย้ายตำแหน่งมารับราชการเปนราชองครักษ์ประจำการ ถึงปีกุญ<br> (๗) พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้พระราชทานสัญญาบัตรเปนองคมนตรี พระยาดัษกรปลาศรับราชการเปนราชองครักษ์อยู่ได้ปีเศษ เกิดอาการเจ็บป่วยทุพลภาพ จึงกราบถวายบังคมลาออกพักรักษาตัว เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๔๓ ในตอนนี้พระยาดัษกรปลาศได้เลื่อนยศทหารเปนนายพันเอก แต่เจ็บ ป่วยไม่ได้รับราชการอยู่กว่าปี ถึงปีขาล พ. ศ. ๒๔๔๕ เมื่อพวกผู้ร้ายเงี้ยวก่อการจลาจลขึ้นในมณฑลภาคพายัพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีเปนแม่ทัพคุมทหารขึ้นไปปราบผู้ร้ายเงี้ยวทางเมืองแพร่ เจ้า พระยาสุรศักดิมนตรีกราบบังคมทูล ขอให้พระยาดัษกรปลาศเปนนายทัพ น่า ยกออกจากกรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ครั้นถึงเมืองแพร่แล้ว เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรี จึงให้พระยาดัษกรปลาศคุมกองทหารยกไปปราบ ปรามผู้ร้ายเงี้ยว ซึ่งยังตั้งอยู่ตามหัวเมืองข้างฝ่ายเหนือ พระยาดัษกรปลาศยกจากเมืองแพร่เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ไปถึง เมืองสเอียบเมื่อณวันที่ ๑๕ ตุลาคม ในคืนวันนั้นพวกผู้ร้ายเงี้ยวเข้า ปล้นค่ายพระยาดัษกรปลาศ ได้รบกัน ๒ พัก พระยาดัษกรปลาศตีพวก ผู้ร้ายเงี้ยวแตก แล้วยกกองทหารต่อไป วันที่ ๒ พฤศจิกายน ถึง เมืองออย ซึ่งพวกผู้ร้ายตั้งค่ายใหญ่อยู่ค่าย ๑ พระยาดัษกรปลาศ คุมทหารเข้าตีค่ายพวกผู้ร้ายเงี้ยว รบกันอยู่ชั่วโมงเศษ ผู้ร้ายเงี้ยว ก็แตกหนี ตีได้ค่ายเมืองออยแล้วยกต่อไปถึงเมืองเชียงคำตั้งพักอยู่ ที่นั่น ได้ข่าวว่าพวกผู้ร้ายเงี้ยวตั้งค่ายอยู่ที่วัดเวียงแก แขวงเมือง พงอิกแห่ง ๑ ระยาดัษกรปลาศจึงแบ่งกองทหารให้ยกไปตีค่ายวัด<br> (๘) เวียงแก ตีได้เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม อิกแห่ง ๑ เสร็จการปราบผู้ ร้ายเงี้ยวครั้งนั้นแล้ว กองทัพกลับมาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๔๖ พระยาดัษกรปลาศไปทัพคราวนี้เปนเวลาเคราะห์ร้าย ด้วยเมื่อคุมกองทหารออกไปจากเมืองแพร่ไปข้างเหนือ พระยาดัษกรปลาศได้ข่าวว่าผู้ร้ายเงี้ยวเข้ามาตั้งคอยต่อสู้อยู่หลายแห่ง จึงมีจดหมายไปถึง ผู้บังคับกองทหารที่เมืองพเยา ให้แบ่งทหารยกมาตีตัดเงี้ยวอิก ทาง ๑ เมื่อพระยาดัษกรปลาศรบชนะเงี้ยวที่เมืองสเอียบแล้วยกต่อ ขึ้นไป กองทหารที่มาจากเมืองพเยารบเงี้ยวเข้ามาอิกทาง ๑ เงี้ยว สู้พลางถอยพลาง มาจนถึงบ้านท่าฟ้า ในทางที่พระยาดัษกรปลาศ ก็ยกขึ้นไป พอเงี้ยวแตกหนีจากบ้านท่าฟ้า พระยากดัษกรปลาศก็ ยกขึ้นไปถึง นายทหารที่มาจากเมืองพเยาจับพม่าไว้ได้ ๒ คน เอา มาส่งให้พระยาดัษกรปลาศ ว่าเปนพวกผู้ร้ายเงี้ยวที่ต่อสู้กองทหาร พระยาดัษกรปลาศไต่ถาม พม่า ๒ คนนั้นไม่ให้การ พระยาดัษกรปลาศจึงสั่งให้เอาไปประหารชีวิตรเสีย พม่า ๒ คนนั้นเปนคนในบังคับอังกฤษ กงซุลอังกฤษฟ้องว่าหาได้เปนผู้ร้ายไม่ เมื่อเสร็จการปราบ ผู้ร้ายเงี้ยวแล้ว จึงต้องตั้งศาลทหารพิจารณาคดีเรื่องพระยาดัษกรปลาศสั่งให้ประหารชีวิตรพม่า ๒ คน ทางพิจารณาได้ความว่า พม่าคน ๑ หนีขึ้นไปจากเมืองแพร่กับผู้ร้ายเงี้ยวด้วยกัน อิกคน ๑ เปนคนจรจัด มาอยู่ในหมู่ผู้ร้ายเงี้ยวที่ต่อสู้กองทหาร ไม่มีพยานปรากฏว่าพม่า ๒ คนได้สู้รบด้วย แต่ความปรากฏว่า พระยาดัษกรปลาศไม่สืบให้<br> (๙) สิ้นกระแสความในเรื่องพม่า ๒ คนนั้น เปนแต่ถือเอาข้อที่ไม่ให้การ เปนพิรุธ โดยฐานไม่มีข้อแก้ตัว ศาลจึงพิพากษาว่าพระยาดัษกรปลาศมีความผิด แต่ทำโดยซื่อตรงมิได้มีเจตนาเปนทุจริต พระยาดัษกรปลาศจึงต้องกักขังอยู่ในโรงทหารปีเศษ จึงทรงพระกรุณาโปรดยกโทษพระราชทาน สำนวนคดีเรื่องนี้มีแจ้งอยู่ในหนังสือราชกิจจา นุเบกษา รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ นั้นแล้ว เรื่องประวัติของพระยา ดัษกรปลาศที่เกี่ยวด้วยราชการหมดเพียงเท่านี้ แต่นั้นก็ไม่ได้รับ ราชการ ด้วยพระยาดัษกรปลาศอายุมาก รับราชการมากว่า ๓๐ ปี กำลังร่างกายก็ทุพลภาพ ได้พระราชทานเบี้ยบำนาญ รักษาตัวอยู่ ในกรุงเทพ ฯ บ้าง ออกไปศรีราชากับเจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีบ้าง อิกหลายปี. พระยาดัษกรปลาศได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ เปน บำเหน็จความชอบพิเศษหลายคราว คือ เมื่อปีกุญ พ. ศ. ๒๔๓๐ ได้พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ช้างเผือกชั้นที่ ๓ นิภาภรณ์ เปนบำเหน็จคราวคุมทหารไปรบฮ่อ คราวแรก เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ ได้พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ ๒ จุลสุราภรณ์ เปนบำเหน็จที่รบฮ่อครั้งที่ ๒ ในเขตรเมืองหลวงพระบาง เมื่อปีวอก พ. ศ. ๒๔๓๙ ได้พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มราชการแผ่นดิน เปนบำเหน็จคราวรักษาราชการที่เมืองหลวงพระบางในรัตนโกสินทรศก ๑๑๒<br> (๑๐) เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ ได้พระราชทานเหรียญปราบฮ่อ มีเข็มติด ๒ เข็ม นอกจากนี้ได้พระราชทานเหรียญจักรมาลา ด้วยรับ ราชการทหารมานาน แลเหรียญการพระราชพิธีต่าง ๆ ตามบันดาศักดิ์ ถึงปีมะเสง พ.ศ. ๒๔๖๐พระยาดัษกรปลาศป่วยเปนโรคปอดบวม ถึงอนิจกรรมเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม คำนวณอายุได้ ๖๗ ปี<br> 3fl9y8ccir51l7toekcdviyrg7ltnao พระพุทธมนต์ ๗ ตำนาน 0 34095 293781 90410 2026-07-23T10:09:03Z Lunlumita 12009 293781 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท5 – ไม่ใช่งานภาษาไทย}} '''นะมะการะสิทธิคาถา'''     โย จักขุมา โมหะมะลาปะกัฏโฐ, <code><nowiki><br></nowiki></code> สามัง วะ พุทโธ สุคะโต วิมุตโต, มารัสสะ ปาสา วินิโมจะยันโต, ปาเปสิ เขมัง ชะนะตัง วิเนยยัง, พุทธัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ, โลกัสสะ นาถัญจะ วินายะกัญจะ, ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ, สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ. ธัมโม ธะโช โย วิย ตัสสะ สัตถุ,ทัสเสสิ โลกัสสะ วิสุทธิมัคคัง, นิยยานิโก ธัมมะธะรัสสะ ธารี, สาตาวะโห สันติกะโร สุจิณโณ. ธัมมัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ, โมหัปปะทาลัง อุปะสันตะทาหัง, ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ, สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ    สัทธัมมะเสนา สุคะตานุโค โย,โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะเชตา, สันโต สะยัง สันตินิโยชะโก จะ, สฺวากขาตะธัมมัง วิทิตัง กะโรติ, สังฆัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ, พุทธานุพุทธัง สะมะสีละทิฏฐิง, ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ, สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ. <br /> r6s76177jp9qjlkf8qswujrqtbwjdit นครเชียงใหม่ 0 36245 293761 104574 2026-07-23T09:59:34Z Lunlumita 12009 293761 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} {{หัวเรื่อง <!-- ข้อมูลหลัก --> | ชื่อ = นครเชียงใหม่ | ผู้สร้างสรรค์ = หลวงวิจิตรวาทการ | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = | ถัดไป = | หมายเหตุ = }} พิงคะนคร สมนามกร นครเชียงใหม่ รุ่งเรืองช้านาน เป็นเมืองโบราณ แต่ยังสดใส มีดอยสูงเด่น เสมือนจะเป็น เครื่องเทอดเกียรติไทย ดอกไม้ก็สวย บ้านเมืองก็งาม สมศักดิ์สมนาม ของลานนาไทย พิงคะนคร สมนามกร นครเชียงใหม่ เขตต์ไทยขยาย พ่อขุนเม็งราย มาสร้างขึ้นไว้ พ่อขุนรามคำแหง ช่วยดัดช่วยแปลง รูปเมืองให้ใหม่ พม่าเข้าครอง ตั้งสองสามครั้ง เชียงใหม่ก็ยัง เป็นเลือดเนื้อไทย พิงคะนคร สมนามกร นครเชียงใหม่ เป็นเมืองศีลธรรม คนดียิ่งล้ำ ไม่แพ้เมืองใด แหล่งวัฒนธรรม มีศิลปกรรม สมเป็นเมืองใหญ่ อันเมืองเชียงใหม่ หัวใจสยาม เรืองชื่อลือนาม มิ่งขวัญของไทย {{PD-Thailand}} [[หมวดหมู่:เพลง]] g9hu2y60svkojsmgk8n0p1o9ccq850h ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๙ หมวด ก 0 37137 293791 107935 2026-07-23T10:13:55Z Lunlumita 12009 293791 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - ย้ายเนื้อหาไปยัง [[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร|ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร]] แล้ว และหน้านี้ไม่ได้ใช้อีก}} <big>'''ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙'''</big><br> <big>'''เรื่อง จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กับ ครั้งกรุงธนบุรีแลกรุงรัตนโกสินทรตอนต้น ภาคที่ ๖'''</big><br> มหาอำมาตย์โท หม่อมเจ้าธำรงศิริ <br> พิมพ์ในการบำเพ็ญกุศล อายุครบ ๕๐ ปี<br> ---------------------------------------<br> <big><big>'''หมวด ก'''</big></big><br> * จดหมายเหตุมองเซนเยอร์บรีโกต์เรื่องคนเข้ารีดถูกตัดนิ้ว หน้า ๑ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐสวรรคตแลพระเจ้าเอกทัศได้เสวยราขย์ " ๒ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยเหตุการณ์เมื่อเปลี่ยนแผ่นดิน " ๓ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพวกเข้ารีดในเมืองมะริด " ๔ * ว่าด้วยบาดหลวงเปนความกับเจ้าเมืองตะนาวศรี " ๕ * ว่าด้วยเจ้าเมืองตะนาวศรีต้องรับโทษ " ๘ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพม่าตีเมืองมะริด " ๑๐ * จดหมายมองซิเออร์มาแตงว่าด้วยพวกเข้ารีดกลับมาเมืองมะริด " ๑๑ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยว่าด้วย มองซิเออร์ซีรู ทำลายศิลาจารึกประจาน " ๑๒ * ว่าด้วยพม่าตีเมืองทวายและเมืองมะริดเมือง ตะนาวศรีและยกมาล้อมกรุง ฯ " ๑๓ * ว่าด้วยพม่าตีกรุงศรีอยุทธยา " ๑๔ * ว่าด้วยพม่าตีเมืองกำแพงเพ็ชร์ " ๑๖ .....................................................................<br> <big>'''จดหมายเหตุของพวกคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตีครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ'''</big><br> <big>'''กับครั้งกรุงธนบุรีแลครั้งกรุงรัตนโกสินทรตอนต้น'''</big><br> '''มองเซนเยอร์บรีโกต์ ค.ศ. ๑๗๕๕ - ๑๗๗๖(พ.ศ.๒๒๙๘ - ๒๓๑๙)'''<br> '''ว่าด้วยคณะบาดหลวงในเมืองไทย ต้องเลิกล้มหมด'''<br> (หน้า ๑)<br> <big>'''จดหมายเหตุมองเซนเยอร์บรีโกต์เรื่องคนเข้ารีดถูกตัดนิ้ว'''</big><br> '''จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๗๘ (พ.ศ. ๒๓๐๑)'''<br> เมื่อสองสามวันมานี้ พระเจ้ากรุงสยามได้รับสั่งให้ตัดนิ้วคนเข้ารีดคน๑ ทั้ง๑๐ นิ้ว คนเข้ารีดคนนี้เปนลูกศิษย์ของบาดหลวงเยซวิต ได้ดื่มสุราเมาแล้วได้ไปทุบต่อยพระพุทธรูปแล้วได้พาพระพุทธรูปไปเสียด้วย เวลานี้คนเข้ารีดคนนี้ยังติดคุกอยู่ ถึงญาติพี่น้องจะเสียเงินเสียทองสักเท่าไรก็ไม่ไหว จะแก้ไขเอาคนเข้ารีดคนนี้ออกจากคุกไม่ได้ <big><big>'''๑'''</big></big> (หน้า ๒)<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐสวรรคตแลพระเจ้าเอกทัศได้เสวยราขย์'''</big><br> '''จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''วันที่ ๒๓ เดือน สิงหาคม ค.ศ. ๑๗๕๙ (พ.ศ.๒๓๐๒)'''<br> พระมหาอุปราชของกรุงศรีอยุธยา ต้องถูกสำเร็จโทษในระหว่างที่พระราชบิดายังมีพระชนม์อยู่ โดยพระอนุชาต่างมารดาได้กล่าวโทษ แต่ข้อหานั้นจะจริงหรือเท็จประการใดหาทราบไม่ เมื่อพระราชโอรสผู้เปนพระมหาอุปราชได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ในไม่ช้าเท่าไรนักพระราชบิดาก็ได้สวรรคตเหมือนกัน พระเจ้ากรุงสยามได้เสด็จสวรรคตเมื่อปลายเดือนเมษายน ค.ศ.๑๗๕๕ (พ.ศ.๒๓๐๑) แต่ที่สวรรคตนั้นเปนด้วยทรงพระชรา หาใช่พระโรคเบียดเบียนไม่ พระราชโอรสองค์ที่ ๓ ซึ่งพระราชบิดาได้ตั้งพระทัยไว้ว่าจะทรงมอบราชสมบัติให้นั้น ได้เสด็จขึ้นผ่านพิภพ พอได้ขึ้นครองราชสมบัติก็ได้มีรับสั่งให้สำเร็จโทษพระอนุชาต่าวมารดาเสีย ๓ พระองค์ ซึ่งเวลานั้นต้องติดคุกอยู่ โดยต้องหาว่าจะคิดการขบถ ครั้นภายหลังพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ ไม่ถูกกันกับพระเชษฐา ซึ่งมีผู้พูดกันว่าเปนพระโรคเรื้อนนั้น จึงได้เวรราชสมบัติถวายแก่พระเชษฐา เมื่อวันที่ ๑ เดือนมิถุนายน แล้วได้เสด็จกลับไปประทับยังวัด ซึ่งเปนวัดที่พระองค์เคยประทับอยู่ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ แล้วจึงได้เลยทรงผนวชในวัด นั้นเอง (หน้า ๓)<br> การที่เราหวังว่าจะได้พึ่งพระมหาอุปราชนั้นเปนการหมดหวังในครั้งนี้เอง<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยเหตุการณ์เมื่อเปลี่ยนแผ่นดิน'''</big><br> '''จดหมายมองเซนเยอร์บีโกต์ ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''วันที่ ๑๒ เดือน พฤศจิกายน ค.ศ.๑๗๖๐ (พ.ศ. ๒๓๐๓)'''<br> เมื่อ ๒ ปีที่ล่วงมาแล้ว พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ได้ละทิ้งราชสมบัติ เพื่อเสด็จไปทรงผนวช พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ได้ครองราชสมบัติอยู่เดือนเดียวเท่านั้น เมื่อพระราชบิดาได้เสด็จสวรรคต เมื่อปลายเดือนเมษายน ค.ศ.๑๗๕๘ (พ.ศ.๒๓๐๑) พระองค์เจ้า ต่างมารดา ๓ พระองค์ได้ถูกสำเร็จโทษในคุก เพราะเจ้าหล่านี้ คิดจะชิงราชสมบัติพระเชษฐาของพระเจ้าแผ่นดิน ที่จะทรงผนวชนั้น ได้ขึ้นครองราชสมบัติมาได้ ๒๐ เดือนแล้ว เมื่อปีกลายนี้ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ ได้ให้ลงพระราชอาญาแก่ข้าราชการผู้ใหญ่เกือบทุกคน เพราะข้าราชการเหล่านี้คบคิดกันจะเชิญพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงผนวชให้กลับมาครองราชสมบัติอีก ข้าราชการที่ไม่ต้องรับพระราชอาญา ก็มีแต่เจ้าพระยาพระคลังคนเดียวเท่านั้น และที่รอดตัวมาได้ ก็เพราะได้เอาของถวายมากต่อมาก นอกจากการในหน้าที่ประจำแล้ว เจ้าพระยาพระคลังได้รับหน้าที่รักษาพระราชลัญจร ด้วย ยังมีพระองค์เจ้าต่างมารดาอีกองค์๑ ทรงผนวชอยู่ ได้คบคิดกับข้าราชการ ในเรื่องที่จะถวายราชสมบัติแก่เจ้าพระ จึงต้องถูกเนรเทศไปเมืองลังกา<br> (หน้า ๔)<br> แต่เรือที่พาเจ้าองค์นี้ไปเมืองลังกานั้น ได้ถูกซัดไปเข้าเฝ้าเกาะสุมาตรา เจ้าองค์นี้จึงได้ขึ้นไปอาศรัยอยู่ที่เกาะสุมาตราได้สักหน่อย แล้วก็ได้เลยเสด็จไปเกาะมาลากา มีคนเปนอันมากอยากจะให้เจ้าองค์นี้ได้ครองราชสมับติ และบางทีพวกฮอลันดาก็จะช่วยให้ได้สมประสงค์ก็จะเปนได้<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วย พวกเข้ารีดในเมืองมะริด'''</big><br> '''เมืองมะริด'''<br> '''จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ ถึง ผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๒๗๕๘(พ.ศ. ๒๓๐๐)'''<br> มองซิเออร์ ลาเฮดู โปนาล นายเรือลำใหญ่ของบริษัทได้ทราบข่าวว่า ได้มีคนจับเรือของฝรั่งเศสไปอีกลำ ๑ จึงได้กลับเรือ เลยมาที่เมืองมะริด และรับมองซิเออร์ อันดรีเออไปด้วย เพราะเหตุว่า มองซิเออร์อันดรีเออ มีความเบื่อหน่ายในการที่ได้รับแต่ความอยุติธรรม จึงได้คิดไปยังเมือง ปอนดีเชรี เพื่อไปขอของฝากจาก มองซิเออร์เดอลอ เจ้าเมืองปอนดีเชรี การที่ไปหาเจ้าเมือง ปอนดีเชรี นั้น ก็ได้สำเร็จตามความปรารถนา และเมื่อได้ไปสัก ๖ เดือนแล้ว ก็ได้กลับมายัง เมืองมะริด พร้อมกับนายเรือคนเก่า นั้นเอง ของฝากเหล่านี้ ได้ส่งไปในนามของ เจ้าเมืองปอนดีเชรี เพื่อถวายพระเจ้ากรุงสยาม ถวายพระมหาอุปราชและฝากต่อเจ้าพระยาพระคลังด้วย<br> (หน้า ๕)<br> <big>'''ว่าด้วยบาดหลวงเปนความกับเจ้าเมืองตะนาวศรี'''</big><br> เมื่อได้ส่งของไปถวายนั้น ก็ได้มีหนังสือร้องฟ้องกล่าวโทษเข้าไปด้วย ซึ่งเจ้าพนักงานในกรุงศรีอยุธยาก็ได้รับโดยดี และเจ้าพระยาพระคลังก็ได้ตอบหนังสือกล่าวโทษฉบับนั้น โดยสำนวนอันไพเราะ ทั้งได้มีคำสั่ง ไปยังรัฐบาล เมืองตะนาวศรีให้รับรอง อุดหนุนช่วยเหลือพวกฝรั่งเศส และให้ส่งเข้าสารกับดีบุกไปยัง เมืองปอนดีเชรีด้วย แต่พอคำสั่งเรื่องนี้ ได้มาถึงเมืองตะนาวศรี เจ้าเมืองตะนาวศรีก็คิดอ่านหาทางที่จะทำให้ พวกพ่อค้าขัดเคืองอีก และได้พยายามรังแกมองซิเออร์ ฟรังซัววิโอเลต์ ชาวฝรั่งเศสซึ่งตั้งบ้านเรืออยู่ในเมืองมะริด และเปนผู้บังคับเรือของมองซิเออร์เดอ มอราแซง เจ้าเมือง มสุลีปตันด้วย<br> เมื่อการเปนเช่นนี้ มองซิเออร์ อันดรีเออ จึงเห็นเปนการจำเปน ที่จะส่งหนังสือเจ้าพระยาพระคลัง ให้แก่เจ้าเมืองตะนาวศรี เมื่อเวลาเจ้าเมือง ตะนาวศรี รับหนังสือของเจ้าพระยาระคลัง นั้น ก็ไม่เห็นทำกิริยานบนอบอย่างไร<br> ในครั้งนั้น เจ้าเมืองตะนาวศรี ได้หาความว่า พวกเข้ารีดได้คุมสมัพรรคพวกเข้าไปในบ้านเจ้าเมือง ตะนาวศรี เพื่อจะไปฆ่าตัวเจ้าเมือง<br> และหาความว่า พวกมิชชันนารีขัดขืน ไม่ยอมให้พวกเข้ารีด ออกติดตามจับพวกโจรสลัด และหาความว่า พวกมิชชันนารีรับบุตรของคนที่ไม่ได้เข้ารีด ไปเข้ารีด ผิดด้วยประกาศพระราชโองการซึ่งได้จารึกไว้ในแผ่นศิลา แล้วเจ้าเมือง ตะนาวศรี ได้สั่งให้ล่าม ส่งตัวมิชชันนารีให้แก่ไทย และสั่งให้พวกเขารีด ไปขนหินบนภูเขา ไปใส่ไว้ใน เมืองซาลำปูร์<br> (หน้า ๖)<br> ฝ่ายมองซิเออร์ อันดรีเออ ได้คิดเห็นว่า คณะบาดหลวงเมืองมะริด น่ากลัวจะล้มตั้งไม่ติด เปนแน่ จึงได้หนีไปในคืนวันที่ ๘ เดือนมกราคม และได้ลักลอบเข้าไปในกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ ๑๖(มกราคม)<br> การที่มองซิเออร์อันดรีเออ มาฟ้องร้องกล่าวโทษ เจ้าเมืองตะนาวศรีนั้น ข้าพเจ้าก็เห็นด้วย เพราะฉนั้น จึงได้พากันไปยังบ้าน เจ้าพระยาพระคลัง เพื่อขอให้เจ้าพระยาพระคลังถอดเจ้าเมืองตะนาวศรีเสีย<br> เจ้าพระยาพระคลังจึงได้ตอบว่า จะได้จัดคนออกไปไต่สวนเสียก่อน และถ้าได้ความจริงตามข้อหาของพวกฝรั่งเศสแล้ว เจ้าเมืองตะนาวศรีก็จะดำรงอยู่ในตำแหน่งนี้ไม่ได้ <br> แล้วเจ้าพระยาพระคลัง จึงได้นำความเรื่องนี้กราบทูลต่อพระเจ้ากรุงสยาม ๆ จึงได้มีกระแสรับสั่งว่า ถ้าไต่สวนได้ความจริงแม้แต่ข้อเดียวหรือ ๒ ข้อ ก็ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนเจ้าเมืองตะนาวศรีเสีย แต่ ส่วนข้อความที่เจ้าเมืองตะนาวศรีกล่าวโทษพวกเรานั้น พระเจ้ากรุงสยาม หาทรงฟังไม่<br> ครั้งมองซิเออร์ อันดรีเออ ป่วยลง พวกคณะบาดหลวงในกรุงศรีอยุธยา จึงขอให้ข้าพเจ้าไปแทน มองซิเออร์ อันดรีเออ ที่เมืองมะริด เพื่อจะได้ไปจัดการในเรื่องนี้ให้เสร็จไป ครั้นข้าพเจ้า ได้รับหนังสือเดิรทาง จากเจ้าพระยาพระคลังแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้ออกจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๑ เดือนมีนาคม<br> เวลานั้น มองซิเออร์ อันดรีเออ ค่อยทุเลาป่วยบ้างแล้ว จึงได้เลยไปกับข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้ากับ มองซิเออร์ อันดรีเออ ได้ไปถึงเมืองมะริดในปลายเดือนนั้นเอง ( มีนาคม )<br> (หน้า ๗)<br> และได้ไปพบกับ มองซิเออร์ อูร์แบงเลอเฟฟร์ ซึ่งได้ออกจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อปลายปี ค.ศ. ๑๗๕๘ (พ.ศ. ๒๓๐๑) โดยท่าน อาชบีชอบเดอตูร์ ได้เรียกให้กลับไปพยาบาลมารดา ซึ่งป่วยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส มองซิเออร์ อันดรีเออ ได้ออกจากเมืองมะริด เพื่อไปยังเมืองตะนาวศรี พร้อมด้วยมองซิเออร์ วิโอเลต์ เมื่อวันที่ ๖ เดือน เมษายน<br> เมื่อวันที่ ๑๐ เดือน เมษายน ข้าพเจ้า ได้รับจดหมายจาก มองซิเออร์ อันดรีเออ บอกมาว่า ข้าหลวง ที่มาจากกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับเรา ๔ คนเพื่อจะไปไต่สวนเรื่องนี้นั้น ได้กักตัวเจ้าเมืองตะนาวศรี ไว้ยังศาลเพื่อรอคำสั่งจากกรุงศรีอยุธยา เพราะเกรงว่าถ้าปล่อยตัวไปแล้ว เจ้าเมืองตะนาวศรี คงจะคิดอ่านทำร้ายแก้แค้น พวกที่เปนพยานในเรื่องนี้ <br> แต่เพอิญในวันรุ่งขึ้น เปนวันปีใหม่ของไทย เพราะฉะนั้น ข้าหลวงจะได้ปล่อยตัวเจ้าเมืองตะนาวศรีไปก่อน แล้วข้าหลวงทั้ง ๔ คน ได้กลับมายัง เมืองมะริด ภายหลังอีก ๔ วันข้าหลวงได้สืบพยานแล้วอีก ๘ คน พยานเหล่านี้ได้ให้การสมข้อหาของเรา ทุกประการ<br> <big>'''ว่าด้วยเจ้าเมืองตะนาวศรีต้องรับโทษ'''</big> <br> ครั้น วันที่ ๕ เดือน พฤษภาคม ข้าหลวงทั้ง ๔ คนได้พิพากษาว่า เจ้าเมืองตะนาวศรี มีความผิดจริงดังข้อหาของเรา แต่ในทันใดนั้น เจ้าเมืองชั่วคนนี้ ได้เรียกทหารแขกอาหรับ ซึ่งได้หนีมาจากเรือรบฝรั่งเศศ ที่เมืองบาซอรา ตั้งแต่ปีกลายนี้ และ บอกให้ทหารอาหรับนั้น เขียนคำฟ้อง กล่าวหาว่า มองซิเออร์ อันดรีเออ กับ นายเรือ ได้พร้อมกัน สั่งให้ทหารอาหรับเหล่านี้ ไปฆ่าเจ้าเมืองมะริด แล้วให้ ฆ่าเจ้าเมือง<br> (หน้า ๘)<br> ตะนาวศรี ด้วย เพราะจำเลยทั้ง ๒ นี้ ปรารถนาจะยึดเอาเมืองไว้โดย อ้างเหตุว่า แต่ก่อนนี้ เมืองมะริด เปนของฝรั่งเศส <br> เมื่อเจ้าเมือง ตะนาวศรี ได้สั่งให้ทหารอาหรับ เขียนคำฟ้องดังนี้ แล้ว เจ้าเมืองตะนาวศรี ก็บอกป่วย และ ไม่ยอมไปยังศาลเปนอันขาด<br> เราจึงได้จัดคนเร็ว ให้ไปบอกข่าวยัง กรุงศรีอยุธยา คนเร็วเหล่านี้ ได้กลับมาถึง เมื่อวันที่ ๑ เดือนสิงหาคม และได้นำหนังสือของ มองซิเออร์ แคแฮเว และหนังสือของ มองซิเออร์ มาแตงมาด้วย<br> ได้ความว่า พระเจ้ากรุงสยามทรงกริ้ว เจ้าเมืองตะนาวศรีมากและ ได้มีรับสั่งให้ น้องชายเจ้าเมืองคนก่อน ไปจับตัวเจ้าเมืองตะนาวศรี กับได้ทรง ตั้งบุตรของจีนผู้ ๑ ให้ไปเปนเจ้าเมืองตะนาวศรีต่อไป<br> อีกประการ ๑ การที่เจ้าเมือง ได้กล่าวโทษหาความร้าย ใส่พวกฝรั่งเศส โดยพละการตนเองนั้น ทำให้ พระเจ้ากรุงสยาม ทรงกริ้วเปนอันมาก เพราะเหตุว่า ข้อที่หานั้น ไม่เปนจริงแล้ว ก็ไม่ควรจะกราบทูลเลย<br> ถ้าเปนความจริง ตามข้อหาแล้ว เจ้าเมืองตะนาวศรี ไม่ควรจะกล่าวโทษแต่ผู้เดียว แต่ควร ให้ข้าราชการอื่น ๆ ลงชื่อในคำกล่าวนั้นด้วย จึงจะถูกด้วยระเบียบ <br> แต่ในคำกล่าวโทษ อันนี้ ข้าราชการอื่น ๆ หาได้ลงชื่อด้วยไม่ พระเจ้ากรุงสยาม จึงทรงวินิจฉัยว่า เปนเรื่องที่หาความเปล่า ๆ เพื่อประสงค์ จะล้างผลาญมิชันนารี ผู้ที่กล่าวโทษ เจ้าเมืองตะนาวศรีเท่านั้น<br> (หน้า ๙)<br> '''เมื่อวันที่ ๒๐ เดือนกรกฎาคม''' <br> ได้มีเรือรบลำ ๑ ชื่อ ฮาเลม แวะเข้ามาเมืองนี้ เรือรบลำนี้เดิม เปนเรือรบของ ฮอลันดา ซึ่ง ฝรั่งเศสจับไว้เปนเชลย เมื่อปีก่อนนี้ เจ้าพนักงารที่ ๒ ของเรือลำนี้ได้ไปยัง เมืองตะนาวศรี พร้อมด้วย มองซิเออร์ อันดรีเออ เมื่อวันที่ ๑๒ เดือนนี้ (?) เขาได้นำของต่าง ๆ ไปให้แก่ ข้าหลวงต่างพระองค์ ซึ่งเวลานี้ ยังทำการแทนเจ้าเมืองอยู่<br> ครั้นเมื่อ วันที่ ๑๘ มองซิเออร์ อันดรีเออ ได้กลับมาถึง เมืองมะริด ได้มารายงารว่า เขาได้เห็นเจ้าเมือง ตะนาวศรี ที่ถูกถอดนั้น ต้องถูกเฆี่ยน ด้วยหวายอย่างแรงที่สุด<br> และว่า เจ้าเมืองที่ถูกถอดนั้น หมดอำนาจวาศนาแล้ว เวลานี้ต้องจำคุกอยู่ เพราะฉนั้น ในปีนี้ ท่านชาวฝรั่งเศส เท่ากับน้ำขึ้นแล้ว มองซิเออร์ อันดรีเออ ได้ขอให้ข้าพเจ้าส่งบาดหลวงแขกอินเดียให้คน ๑ <br> ข้าพเจ้าได้ส่ง บาดหลวง ยูซะโตดีโอเดอ อารัญ ไปให้แล้ว และ มองซิเออร์ อันดรีเออ ก็พอใจในบาดหลวงคนนี้ เปนอันมาก เพราะฉนั้น ขอท่านได้โปรดส่งคำสั่งรับรองมาด้วย<br> <big><big>'''๒'''</big></big> (หน้า ๑๐)<br> <big>'''เรื่องพม่ามาตีกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก เมืองมะริดและกรุงศรีอยุธยาก่อนพม่ามาตีกรุง และภายหลังเมื่อพม่ามาตีกรุงแล้ว'''</big> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ ว่าด้วยพม่าตีเมืองมะริด'''</big><br> '''เมืองมะริด'''<br> ''' จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ ถึงผู้อำนวยการณะต่างประเทศ'''<br> '''วันที่ ๙ เดือน มกราคม ค.ศ. ๑๗๖๑''' (พ.ศ.๒๓๐๓)<br> พวกพม่าเมืองอังวะ เมื่อได้ตีเมืองมอญได้หมดแล้ว ได้ ยกทัพเข้ามาในเมืองไทยเมื่อต้นปีนี้ พวกเข้ารีดในเมืองมะริดโดย มากได้หนีลงเรือฝรั่งเศส พร้อมกับมองซิเออร์ อันดรีเออ และมองซิเออร์ เลอเฟฟร์ เมื่อพวกบาดหลวงและพวกเข้ารีดได้ออก จากเมืองมะริดไปแล้ว พวกพม่าข้าศึกก็ได้ยกทัพเข้าเมืองมะริด และเมืองตะนาวศรี และได้เอาไฟเผาเมืองทั้ง๒ นี้เกือบหมดเมือง แล้วพวกพม่าได้จัดเจ้าพนักงารไว้ให้รักษาเมืองมะริดและเมืองตะ- นาวศรี จึงได้ยกกองทัพเลยเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา และใน ระหว่างที่เดิรทัพมานั้น ได้ตีกองทัพไทยกลางทางแตกไปหลายกอง<br> เปนการน่ากลัวอยู่บ้าง ว่าถ้าภายหลังไทยได้จัดบ้านเมือง ให้สงบราบคาบลงอีกแล้ว ก็คงจะให้เราเปนผู้รับผิดชอบในการที่มองซิเออร์ อันดรีเออ ได้พาไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระเจ้ากรุงสยาม -<br> (หน้า ๑๑)<br> หนีออกจากเมืองมะริด โดยยังมิได้รับพระราชานุญาต ในเรื่องนี้ ก็มีเสียงพูดกันในพระราชวังอยู่แล้ว<br> เจ้าเมืองตะนาวศรีคนเก่าซึ่งได้รู้จักกันกับ มองซิเออร์ โอมอง และซึ่งบุตรได้ทำความเดือดร้อนให้แก่มิชันนารีนักนั้น มีหลายอยู่<br> คน ๑ ซึ่งไทยเรียกว่า '''มองตัด (Montat)''' ได้รับหน้าที่เปน เจ้าเมือง ตะนาวศรีแทนปู่ แต่ มองตัด ได้พยายามทุกอย่างที่จะไม่รับหน้าที่นี้ <br> โดยอ้างว่าทรัพย์สมบัติได้ฉิบหายไปจนหมดเนื้อหมดตัวแล้ว แต่ถึงดังนั้น ไทยก็บังคับให้ไปครองเมืองอันว่างนี้ให้จงได้<br> มองตัด จึงได้มาขอบาดหลวง ให้ออกไปตั้งคณะที่ เมืองมะริดอย่างเดิม<br> มองซิเออร์ มาแตง ได้ยอมรับที่จะไปยังเมืองมะริด แต่ข้าพเจ้า ยังบอกไม่ได้ว่าเขาจะไปได้เมื่อไร เพราะเขายังต้องการบาดหลวงให้ไปด้วยอีกรูป ๑<br> ในเวลานี้ ข้าพเจ้าไม่มีใครที่จะให้ไปได้นอกจาก บาดหลวงปอตุเกต เท่านั้น แต่ บาดหลวงปอตุเกตองค์ นี้ไม่ยอมมาอยู่กับเราในเวลานี้ <br> แต่ขอผัดไปเดือนพฤศจิกายนหน้าจึงจะมา แต่ที่เมืองมะริดนั้น วัดก็ไม่มีบ้านก็ไม่มี และพวกเข้ารีดก็หมดเนื้อหมดตัวแล้ว เพราะฉนั้น จะต้องไปลงทุนสร้างใหม่ทั้งหมด<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์มาแตง ว่าด้วยพวกเข้ารีดกลับมาเมืองมะริด'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์มาแตง ถึง ผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''วันที่ ๒๔ เดือนมกราคม ค.ศ. ๑๗๖๑ (พ.ศ. ๒๓๐๓)'''<br> ในเวลานี้ วัดที่ เมืองมะริด ร้างหมดเหลือแต่ กากอิฐกากปูนเท่านั้น<br> (หน้า ๑๒)<br> และวัดนี้มองซิเออร์ดูบัวก็ได้ลงทุนสร้างเปนอันมากฝ่ายพวกเข้ารีด ซึ่งได้กระจัดพลัดพรายไปนั้น บัดได้กลับเข้ามาบ้างแล้ว<br> เพราะฉนั้น ท่านสังฆราชจึงได้จัดให้ข้าพเจ้า ไปอยู่เมืองมะริด เพื่อจะได้ควบคุมพวกเข้ารีด และเพื่อจะได้ลงมือสร้างวัดเล็ก ๆ สักวัด ๑ ด้วย<br> <big>'''กรุงศรีอยุธยา'''</big><br> <big>'''ศิลาจารึกสำหรับประจารได้ทำลายแล้ว'''</big><br> <big>'''เรื่อง พม่ามาตีกรุง'''</big><br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยว่าด้วยมองซิเออร์ซีรู ทำลายศิลาจารึกประจาน'''</big><br> '''จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ ถึง ผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''วันที่ ๑๒ เดือน พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๗๖๐ (พ.ศ. ๒๓๐๓)'''<br> เมื่อข้าพเจ้าได้กลับมาเมืองมะริด ถึงกรุงศรีอยุธยา ได้เห็นว่า ประกาศพระราชโองการของพระเจ้ากรุงสยามซึ่งได้จารึกไว้ในแผ่นศิลา และซึ่งได้ไปตั้งไว้ริมประตูวัดของเรานั้นได้ลบเลือนหมดแล้ว<br> และมองซิเออร์ ซีรู ก็ตั้งใจจะทำลายศิลาแผ่นนั้นเสียทีเดียว <br> ในเวลานั้น ข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจว่า มองซิเออร์ ซีรู จะทำประการใด ข้าพเจ้าจึง ได้ห้ามไว้ว่าอย่าได้ทำลายแผ่นศิลานั้นเลย แต่ถึงข้าพเจ้าห้ามดังนั้น มองซิเออร์ ซีรูก็หาฟังไม่ <br> เพราะเมื่อวันที่ ๔ เดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๗๖๐ (พ.ศ. ๒๓๐๒) มองซิเออร์ ซีรู ก็ได้ทำลายศิลาแผ่นนั้นเสีย เลอียดหมด<br> (หน้า ๑๓)<br> <big>'''ว่าด้วยพม่าตีเมืองทวายและเมืองมะริดเมือง ตะนาวศรีและยกมาล้อมกรุง ฯ'''</big><br> การที่มองซิเออร์ ซีรู ได้ทำลายศิลาจารึกนั้น เคราะห์ดี อีก ๒-๓วัน พวกพม่าก็ยกกองทัพเข้ามา ไทยจึงไม่ได้นึกถึงการที่จะลงโทษพวกเราในเรื่องทำลายศิลาจารึกนั้น <br> และเปนการเคราะห์ดี บ้านเราหาได้ถูกข้าศึกเอาไฟมาเผาไม่<br> พวกพม่า ได้ไล่พวกอังกฤษ เมืองเนกราย (Negrailles) ประจวบเวลากันกับพม่า ได้ไปยึด เมืองมสุลีปตันไว้ พวกพม่า ได้ตีเมืองมอญเปนเชลยได้ทั้งเมือง<br> แล้วได้เลยเข้ามาถึง เมืองทวาย ตีเมืองทวายแตกแลจับเจ้าเมืองทวายฆ่าเสียด้วย<br> เขากลัวกันว่า พวกพม่าคงจะยกทัพเข้ามาตีเมืองมะริด และเมืองตะนาวศรีด้วย เพราะพวกพม่าได้มุ่งจะมาตีเมืองทั้ง ๒ นี้แล้ว (ภายหลังพม่าก็ได้มาตีเมืองทั้ง ๒ นี้จริง ๆ )<br> เมื่อเดือนมีนาคม ได้ทราบข่าวว่า พวกพม่าได้ตีกองทัพไทย ซึ่งมีพลถึง ๑๕,๐๐ แตกกระจายไปแล้ว ไทยจึงได้ให้พวกเข้ารีดของเราอยู่ประจำรักษากรุง <br> ไทยได้จัดการซ่อมแซมป้อมคูประตูหอรบให้แขงแรงขึ้น และได้เอาแพที่อยู่รองกำแพงเมืองถอยลงไปไว้ที่แม่น้ำข้างใต้ <br> และเพื่อจะป้องกันกรุงให้มั่นคงขึ้นอีก จึงได้ให้ รื้อบ้านช่องซึ่งอยู่ติดกับกำแพงเมืองทั้งหมด ไทยได้จัดให้พวกเข้ารีดของเราไปรักษาการอยู่ตามช่องในเสมา<br> (หน้า ๑๔)<br> และได้ส่งกองทัพไปสกัดหน้าข้าศึก ๒ กอง เพราะมีเสียงโจษกันว่า ข้าศึกไดยกทัพมาใกล้เมืองราชบุรีแล้ว ครั้นได้ทราบกันว่าการที่พม่าข้าศึกจะเข้ามาตีกรุงคราวนี้ <br> เปนด้วยคนโปรดของ พระเจ้าแผ่นดินองค์เก่า ได้คบคิดกับพม่านั้น ไทยจึงได้จับตัวคนโปรด และสมัคพรรคพวก มาชำระ<br> <big>'''ว่าด้วยพม่าตีกรุงศรีอยุทธยา'''</big><br> เมื่อวันที่ ๘ เดือนเมษายน ข้าศึกได้ยกทัพมาประชิดเมืองห่างกับเมืองประมาณ ๒ ไมล์เท่านั้น ไทยจึงได้จัดกองสอดแนมให้ออกไปสืบข่าวข้าศึก<br> เมื่อวันที่ ๙ (เมษายน) เราได้เห็นเพลิงไหม้ในกรุงถึง ๓ แห่ง พระเจ้ากรุงสยาม ไม่ไว้พระทัยผู้ใดเลย จึงได้ให้เอา เจ้าพระยาพระคลัง และบิดาเลี้ยงของพระองค์ไปขังคุกเสีย<br> เมื่อวันที่ ๑๑ (เมษายน) ข้าศึกได้เอาไฟเผาบ้านเรือนรอบเมืองทั้งหมด เว้นแต่ค่ายพวกเข้ารีดหาได้ถูกเผาไม่<br> มองซิเออร์ แคแฮเว กับ มองซิเออร มาแตง ได้พากพวกนักเรียนหนีไปทั้งหมด เขาได้หนีล่องลงไปตามแม่น้ำจนถึงท่าจอดเรือ<br> เมื่อ ๘ วันก่อนนี้ข้าพเจ้าได้จัดให้ บาดหลวงปอล ซึ่งเปนบาดหลวงชาติจีน ให้ลงไปที่บางกอก เพื่อไปคอยควบคุมพวกจีนเข้ารีด<br> เมื่อวันที่๑๓ (เมษายน) พวกพม่า ได้เอาไฟเผาค่ายพวกฮอลันดา และได้จับเรือหลวงไว้ได้ ๑๔ ลำ พวกพม่าจึงได้ลงเรือที่จับไว้ได้นั้นและได้ล่องน้ำลงไปที่ด่านภาษี<br> เมื่อถึงด่านภาษีแล้ว ข้าศึกได้ขึ้นปล้น และเอาไฟเผาเรือของจีน และฮอลันดาเปนอันมาก<br> (หน้า ๑๕)<br> พวกพม่าได้ทำร้ายแก่ หัวหน้าฮอลันดามีบาดแผลฉกรรจ์ปางตาย และได้จับพวกเข้ารีด ทั้งผู้ชายผู้หญิงไปเปนเชลยหลายคน แต่พวกเข้ารีดเชลยนั้น บางคนก็ได้หนีกลับมาได้แต่ก็ฉิบหายหมดเนื้อหมดตัวทีเดียว<br> ฝ่ายพวกเข้ารีด ซึ่งยังคงอยู่ในค่ายของเราหาได้รับความเสียหายอย่างใดไม่<br> เพราะพวกเข้ารีดของเราที่ บางปลาเห็ต ได้ออกขู่พวกข้าศึก ๆ ก็ไม่กล้าเข้ามาในค่าย ถ้าข้าศึกจะเข้ามาก็ง่ายที่สุด เพราะต้องข้ามคลองเล็ก ๆ คลองเดียวเท่านั้น<br> ในค่ายบาดหลวงเยซวิต ถูกเพลิงไหม้แต่แถบเดียว พวกเข้ารีดได้ต่อสู้พวกข้าศึกอย่างแขงแรง ค่ายพวกเยซวิต จึงไม่ได้ไหม้หมด<br> ฝ่ายข้าศึกได้เอาปืนใหญ่ ยิงระดมเข้ามาในกรุงตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตลอดถึงวันที่ ๑๖ เดือนเมษายน แล้วข้าศึกได้เอาลูกแตกโยนเข้ามาในกรุง ๒ ลูก แต่เปนการเคราะห์ดี ลูกแตกได้ตกลงไปในบ่อน้ำ<br> จึงหาได้ทำอันตรายแก่บ้านเมืองไม่<br> ครั้นวันที่ ๑๖ (เมษายน) เวลากลางคืนพวกพม่าก็ล่าทัพกลับไป ข้าศึกเหล่านี้มีทั้งพลม้าและพลเดิรเท้า และเพื่อจะแก้แค้นพวกเรา ข้าศึกจึงได้เอาไฟไปเผาโรงเรียน มหาพราหมณ์ ซึ่งเวลานี้เหลือแต่ขี้เท่าเท่านั้น<br> เมื่อวันทีท๒๐ (เมษายน) ไทยได้ส่งกองทัพเล็ก ๆ ออกไปไล่ติดตามข้าศึก แต่กองทัพไทยนี้ อยู่ห่างกับกองทัพข้าศึกมาก พวกพม่าพูดว่า ปีน่าจะกลับมาอีก และจะยกกองทัพใหญ่กว่าคราวนี้เข้ามาตี กรุงให้จงได้ แต่ถึงรู้ตัวว่าพม่าจะกลับมาอีกก็จริง ฝ่ายไทยก็ไม่เห็นเตรียมการที่จะต่อสู้อย่างใด (หน้า ๑๖)<br> <big>'''ว่าด้วยพม่าตีเมืองกำแพงเพ็ชร์'''</big><br> เมื่อวันที่ ๒๙(เมษายน) ได้โปรดปล่อยให้เจ้าพระยาพระคลังพ้นออกจากคุก และได้มีรับสั่งใหเจ้าพระยาพระคลังไปบวชเสียเพื่อลบล้างความผิดที่ทำไว้<br> แต่ในเวลานี้ เจ้าพระยาพระคลัง ได้สึกออกมาแล้ว และได้กลับเข้ารับหน้าที่ตามเดิม การที่เปนเช่นนี้ กระทำให้พวกข้าราชการผู้ใหญ่ยินดีเปนอันมาก แต่การที่ยินดีนี้ ก็ไม่มากเท่าไรนัก<br> เพราะเหตุว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ ได้กลับทรงผนวชอีกครั้ ๑ เมื่อวันที่ ๑๔ เดือนกรกฎาคม เพราะเหตุว่าไม่ทรงถูกกันกับพระเชษฐา พวกข้าราชการกำลังระส่ำระสายกันมาก<br> ในวันที่ ๒๙ นี้เอง มองซิเออร์ แคแฮเว กับ มองซิเออร์ มาแตง ได้กลับมาพร้อมกับ บาดหลวงปอลและนักเรียนทั้งหมด<br> เมื่อวันที่ ๒ เดือนพฤษาภาคม รัฐบาลสยามได้อนุญาตให้พวกเข้ารีด ร้องเพลงสวดเตเดอัม ในระหว่างที่สวดนั้นได้ยิงปืนและตีกลองให้เปนกาครึกครื้นด้วย<br> เมื่อวันที่ ๑๔ (พฤษษภาคม) ข้าพเจ้าได้ทราบว่าพม่าได้ไปตีเมืองกำแพง (Champeng) แตก เมืองกำแพงนี้เปนเมืองหน้าด่านของไทยติดกับเขตเมืองมอญ<br> แต่พวกพม่าเปนคนสัญชาติป่าดง ไม่รู้จักผิดชอบอย่างใด ไปไหนก็เอาไฟเผาที่นั่น และไม่รู้จักรักวาจาของตัวเลย เพราะฉนั้นเราจึงเชื่อกันว่าถ้าเรายังจะขืนอยู่ในเมืองไทยก็คงจะไม่พ้นอันตรายเปนแน่<br><br> 7idx1oimximb9feekydg9xb2rvsifwf ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๙ หมวด ข 0 37138 293790 107938 2026-07-23T10:13:52Z Lunlumita 12009 293790 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - ย้ายเนื้อหาไปยัง [[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร|ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร]] แล้ว และหน้านี้ไม่ได้ใช้อีก}} <big><big>'''ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙'''</big></big><br> <big>'''เรื่อง จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กับ ครั้งกรุงธนบุรีแลกรุงรัตนโกสินทรตอนต้น ภาคที่ ๖'''</big><br> มหาอำมาตย์โท หม่อมเจ้าธำรงศิริ พิมพ์ในการบำเพ็ญกุศล อายุครบ ๕๐ ปี<br> พิมพ์ที่โรงพิมพ์ศรีหงส์ ------------------------------------<br> <big><big>'''หมวด ข'''</big></big><br> <br> * ว่าด้วยพวกเข้ารีดช่วยรบพม่า หน้า ๑๗ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพวกมอญในกรุงสยาม เปนขบถ " ๑๘ * ว่าด้วยพม่าตีเมืองทวาย ๆ มาสวามิภักดิ์ต่อกรุงสยาม " ๑๙ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วย ด้วยกรมหมื่นเทพิพิธ เข้ามาอยู่เมืองตะนาวศรี " ๒๑ * ว่าด้วยอำนาจเจ้านายผู้หญิงในเวลานั้น " ๒๒ * จดหมายมองซิเออร์อาลารีว่าด้วยพม่ามาตีกรุงศรีอยุธยา " ๒๔ * ว่าด้วยข้อวิตกที่พม่าจะมา " ๒๕ * ว่าด้วยพม่ายกเข้ามาและเกิดการปล้นสดมภ์ขึ้น " ๒๘ * ว่าด้วยพวกมิชชันนารีถูกพม่าจับ " ๓๐ * ว่าด้วยพวกมิชชันนารีถูกแม่ทัพพม่าซักถาม และความวิตกของมิชชันนารี " ๓๓ * ว่าด้วยมองซิเออร์อาลารีทำลายศิลาจารึกประจาน " ๓๔ * จดหมายมองซิเออร์แคแฮว่าด้วยช่วยไทยรบพม่า " ๓๖ * จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพม่ายกทัพมาอีก " ๓๗ * ว่าด้วยอังกฤษช่วยไทยรบพม่า " ๓๙ * ว่าด้วยพม่าล้อมกรุง ฯ " ๔๒ * ว่าด้วยพวกเข้ารีดต่อสู้พม่า " ๔๓ ----------------------------------<br> (หน้า ๑๗)<br> <big><big>'''ข'''</big></big><br> <big>'''ว่าด้วยพวกเข้ารีดช่วยรบพม่า'''</big><br> ในการที่พวกเข้ารีดของเราได้ช่วยพวกไทย และเมื่อวันที่ ๓๐ เดือนพฤษภาคม เราได้ไปหาเจ้าพระยาพระคลังคนใหม่ และเจ้าพระยาพระคลังก็ได้ลงจากแท่นมาต้อนรับเรา<br> พูดว่าในคราวสงครามกับพม่าครั้งนี้ พวกเราได้ช่วยไทยมากกว่าบาดหลวง แต่ก่อน ๆ ซึ่ง ได้เอาของมาให้แต่ประเทศยุโรปนั้น<br> แต่ถึงดังนั้นก็ดี พระเจ้ากรุงสยาม มีพระราชประสงค์จะยกย่องพวกพระสงฆ์ จึงได้ห้าม มิให้ใช้คำว่า '''สังฆราช''' ในเวลาเรียกข้าพเจ้า <br> และในเวลาที่ข้าพเจ้าจะเขียนจดหมายนั้น ก็ห้าม มิให้ข้าพเจ้าใช้คำว่า '''สังฆราช''' เปนอันขาด<br> พระเจ้ากรุงสยามได้พระราชทานรางวัลเปนของเล็กน้อยแก่พวกเข้ารีด ซึ่งได้ช่วยป้องกันรักษาพระนคร <br> และเมื่อวันที่ ๔ เดือน กรกฎาคมก็ได้โปรดพระราชทาน'''แพรดำผืนเล็ก'''ให้ข้าพเจ้าผืน ๑ แต่ แพรที่พระราชทานมานั้นก็เปื่อยแล้ว<br> แต่การที่ได้เอาแพรเปื่อยมาพระราชทานข้าพเจ้านั้น ไม่ใช่ความผิดของ พระเจ้ากรุงสยามดอก<br> ส่วนในเรื่องนักเรียนนั้น พระเจ้ากรุงสยามได้เข้าพระทัยผิดทีเดียวคือ ได้โปรดให้เอาผ้าที่มาจากฝั่ง คอรอมันเดล พระราชทานให้แก่พวกนักเรียน โดยเข้าพระทัยว่าพวกนี้ ได้อยู่ช่วยรบกับข้าศึกเหมือนกัน<br> แต่ ถ้าได้ทรงทราบว่านักเรียนพวกนี้ ได้หนีไปอยู่ที่อื่นในเวลาที่พม่ายกทัพมานั้น ก็คงจะไม่พระราชทานรางวัลเปนแน่<br> <big><big>'''๓'''</big></big> (หน้า ๑๘)<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพวกมอญในกรุง สยามเปนขบถ'''</big><br> <big>'''การตกตื่นใจและการจลาจล'''</big><br> '''จดหมายมอวเซนเยอร์ บรีโกต์ ถึง ผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''วันที่ ๒๖ เดือน พฤษภาคม ค.ศ.๑๗๖๑ (พ.ศ.๒๓๐๔)'''<br> พวกเรามีแต่หวาดเสียวและตกใจอยู่เสมอ เพราะเหตุว่ามี เสียงลือกันไม่หยุดว่าพวกพม่าได้ยกทัพกลับเข้ามาอีกแล้ว แต่ ก็ไม่เห็นพม่ามาสักทีเดียว แต่เมื่อวันที่ ๑๒ เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ (๒๓๐๓) ทางราชการได้ทราบความว่า มอญพวก๑ ซึ่งไทยได้ อนุญาตให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ในหัวเมืองตวันตกเฉียงเหนือเมือง ๑ นั้น ได้เกิดเปนขบถขึ้น คือได้จับเจ้าเมืองไทยฆ่าเสียโดยหา ว่าเจ้าเมืองคนนี้ไม่ตั้งอยู่ในคลองยุติธรรม แล้วพวกมอญขบถก็ ได้พาพรคคพวกหนีไปตั้งมั่นอยู่บนภูเขาแห่ง ๑ ไทยได้จัดกองทัพออก ไปปราบพวกมอญขบถ แต่พวกมอญไม่ต้องการให้เปลืองดินปืน จึงได้สู้ไทยด้วยไม้แหลม และได้ตีกองทัพไทยแตกกระจายสิ้น เพราะฉนั้นเมื่อวันที่ ๒๑ เดือนนั้นเอง (กุมภาพันธ์) พวกไทยได้หนี กลับมาทำหน้าสลดและโดยมากก็ถูกบาดเจ็บกลับมา และเวลาที่ หนีพวกมอญนั้น ก็ได้ทิ้งอาวุธหมดเพื่อจะได้หนีได้คล่อง ๆ ข้าศึกใหม่นี้ซึ่งเรียกกันว่า มอญใหม่ก็เกิดกำเริบขึ้น จึงได้เที่ยว เอาไฟเผาหมู่บ้านต่าง ๆ ตลอดจนเกือบจะถึงพระนคร คือหนทางวัน (หน้า ๑๙)<br> <big>'''ว่าด้วยพม่าตีเมืองทวาย ๆ มาสวามิภักดิ์ต่อ กรุงสยาม'''</big><br> เดียวก็จะถึงพระนครอยู่แล้ว เมื่อพวกมอญเข้าตามหมู่บ้านนั้น ก็ได้ ปล้นสดมภ์เก็บริบทรัพย์สมบัติของชาวบ้านไปจนหมดสิ้น แล้วก็ หนีกลับไปตั้งมั่นอยู่ในค่าย พระเจ้ากรุงสยามทรงกริ้วในการที่เกิดปล้นสดมภ์ขึ้นเช่นนี้ จึงได้ทรงจัดกองทัพมีกำลังพล ๘๐๐๐ ให้ขึ้นไปจับพวกมอญขบถ กอง ทัพนี้เกือบจะแพ้พวกมอญอยู่แล้ว เพอิญเจ้าพระผู้เปนสมเด็จพระ อนุชาของพระเจ้ากรุงสยาม ได้จัดข้าราชการเก่า ๆ ให้ขึ้นไปช่วย ข้าราชการเหล่านี้ได้รวบรวมกำลังมีคน ๕๐๐ คน ได้ยกขึ้นไปตี พวกมอญ ได้ฆ่าพวกมอญล้มตายเป็นอันมาก จับเปนเชลยมา ได้ ๕๐ คน นอกนั้นก็แตกกระจายหนีหมด (พวกมอญมีกำลังอยู่ ๖๐๐ คนเท่านั้น) ข้าราชการของเจ้าพระได้นำความมากราบทูล พระเจ้ากรุงสยามเมื่อวันที่ ๒๘ เดือน กุมภาพันธ์ และมากล่าวโทษ ว่ากองทัพไทยที่โปรดจัดให้ไปปราบพวกมอญนั้น ทำการอ่อนแอมากความผิดอันนี้ก็ตกหนักอยู่กับตัวนายซึ่งควบคุมกองทัพไป พระเจ้า กรุงสยามจึงได้ให้เอานายทัพนายกองมาจำคุก และได้ทรงตัดสิน ว่าพวกนี้เปนขบถสมรู้เปนใจกับพวกมอญใหม่ ก่อนที่เรื่องจะสงบลงไปได้ ก็พอดีได้ข่าวมาจากเมืองมะริด ว่ามีมอญ ๓๐๐๐ คน พม่า ๓๐๐๐ คน ได้บยกเข้ามาตีเมืองทวาย เมืองทวายนี้ได้สวามิภักดิ์ยอมตัวขึ้นกับไทยแล้ว เมืองทวายจึงได้ มีบอกเข้ามาขอกำลังออกไปช่วย ข้างฝ่ายทางราชการในกรุงศรี (หน้า ๒๐)<br> อยุธยาก็เกิดระส่ำระสายกันขึ้นอีก แต่ก็พอเบาใจได้บ้างเพราะจวน จะเข้าระดูฝนอยู่แล้วไทยจึงได้ตอบเจ้าเมืองทวายว่าจะส่งกำลังออก ไปช่วย และได้สั่ง มองตัด ซึ่งเปนแขกมลายูและเปนเจ้าเมือง ตะนาวศรีให้รวบรวมกำลังออกไปช่วยเมืองทวาย แต่การเรื่องนี้กว่า จะสั่งเสียกันได้ ก็ชักช้าเสียเวลามาก พวกทวายจึงได้ยกออกจาก เมืองเข้าโจมตีกองทัพมอญและพม่า ข้าศึกทานกำลังพวกทวายไม่ ไหวก็แตกกระจายพ่าบแพ้ไปสิ้น ฝ่ายเจ้าเมืองทวายอยากจะได้ กำลังไทยไปช่วยเพราะเกรงพม่าจะยกกลับมาอีก จึงได้ส่งต้นไม้ ทองเงินเครื่องบรรณาการยอมเปนเมืองขึ้นแก่ไทย พระเจ้ากรุง สยามได้ทรงทราบก็ดีพระทัย แต่ในไม่ช้าเท่าไรนักก็ต้องตกพระทัย อีก เพราะได้ทราบข่าวมาว่าพวกพม่ากำลังเตรียมทำดินปืนอยู่ทาง ทิศเหนือเมืองไทย จึงได้มีรับสั่งให้เจ้าพนักงารเกณฑ์ผู้คนเพิ่มเติม ขึ้นอีกและให้ถมชานกำแพงพระนครให้ใหญ่ออกไปอีก เพราะฉนั้น ในเวลานี้พวกเราอยู่ในฐานหวาดเสียวต้องระวังตัวอยู่เสมอ ยังมีพวกไทยที่พม่าจับไปเปนเชลยได้หนีกลับมาได้ และได้มารายงารว่า เวลานี้พวกพม่ากำลังเตรียมการใหญ่โตจะเข้ามาตีกรุงอีก (หน้า ๒๑)<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วย ด้วยกรมหมื่นเทพิพิธ เข้ามาอยู่เมืองตะนาวศรี'''</big><br> '''จดหมาบมองเซนเยอร์บรีโกต์ ถึง ผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''วันที่ ๑๕ เดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๗๖๒ (พ.ศ. ๒๓๐๕)'''<br> ตั้งแต่ได้เกิดสงครามกับพม่าเมื่อปีค.ศ.๑๗๖๐(พ.ศ.๒๓๐๓) นั้นภายใน ๒ ปีนี้ พวกเรามีแต่ความหวาดเสียวต้องคอยระวังตัวอยู่เสมอ เพราะกลัวว่าข้าศึกจะกลับมาอีก และในปีนี้ก็มีข้อวิตกว่าเมือง ตะนาวศรีจะเปนขบถขึ้นและคงจะขอกำลังพม่ามาช่วย เพื่อจะยก เจ้าองค์ ๑ อันประสูติจากมารดาเปนพระสนม ซึ่งได้ถูกเนรเทศไป อยู่เกาะลังกาเมื่อ ๔ ปีมาแล้ว ฝ่ายเจ้าแผ่นดินเมืองแคนดีเห็นว่า ข้าราชการเมืองแคนดีและชาวเกาะลังกา มีความนับถือเจ้าองค์นี้มาก ก็เกิดไม่ไว้ใจขึ้น จึงได้ขับไล่เจ้าองค์นี้ให้ออกไปเสียให้พ้นเกาะลังกา เจ้าองค์นี้ได้ออกจากเกาะลังกาแล้วก็ได้เลยไปอยู่กับพวกอังกฤษที่ฝั่ง ครอมันเดล แล้วภายหลังได้เสด็จออกจากเมือง มสุลีปตัน เมื่อเดือนกรกฎาคม เสด็จลงเรือแขกมัวลำ ๑ มาประทับยังเมือง มะริด เมื่อได้เสด็จมาถึงเมืองมะริด แล้ว ก็ได้มีลายพระหัตถ์ถวายพระเจ้ากรุงสยาม ผู้เปนพระเชษฐา ขออนุญาตเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พระเจ้ากรุงสยามได้ทรงรับลายพระหัดถ์ฉบับนี้ก็กริ้ว ทรงพระราช ดำริห์จะสำเร็จโทษเจ้าองค์นี้เสีย แต่ก่อนที่จะสำเร็จโทษได้ต้องเสีย เวลาเรียกเสนาข้าราชการมาปรึกษาหารือ และจะต้องเตรียมการให้เสร็จเสียก่อน ในเวลานั้นเจ้าเมืองเพ็ชร์บุรี คนเก่าซึ่งออกจากราชการ- (หน้า ๒๒)<br> <big>'''ว่าด้วยอำนาจเจ้านายผู้หญิงในเวลานั้น'''</big><br> -แล้วเกิดความไม่พอใจขึ้น เพราะไม่ได้รับรางวัลความชอบตามที่ ควรจะได้ทราบว่าพระเจ้ากรุงสยาม ทรงพระราชดำริห์จะฆ่าเจ้าองค์ นั้น จึงได้เกลี้ยกล่อมผู้คนได้ ๕๐๐ คนหนีไปหาเจ้าองค์นั้นที่เมือง มะริด ข้างฝ่ายไทยได้เกณฑ์ทหารให้ออกไปตามจับ และได้ มีคำสั่งถึงเจ้าเมืองรายทางทุกคน ให้คอยจับเจ้าเมืองเพ็ชรบุรีคนเก่านี้ ส่งเข้าไปยังกรุงให้จงได้<br> บรรดาผู้คนที่ได้เข้าเปนสมัคพรรคพวก ของเจ้าเมืองเพ็ชรบุรีได้ถูกริบทรัพย์มบัติจนหมดสิ้น ภายหลัง เจ้าพนักงารจับเจ้าเมืองเพ็ชรบุรีคนนี้ส่งเข้ามายังกรุง เจ้าพนักงาร จึงได้เอาตัวตระเวณรอบเมืองอย่างผู้ร้ายฉกรรจ์ ตั้งแต่นั้นมาการในเมืองตะนาวศรีก็สงบราบคาบ แต่ผู้คนร่วงโรยลงไปมากและเสบียงอาหารก็กันดารอัตคัดที่สุด ตั้งแต่ครั้งสมัยก่อน ๆ มา พระราฃโองการของพระเจ้าแผ่นดินเท่ากับเปนกฎหมายในเมืองนี้ ครั้นมาในบัดนี้เจ้านายผู้หญิงทุก องค์ก็มีอำนาจเท่ากับพระเจ้าแผ่นดิน และข้าราชการก็ต้องเปลี่ยน กันอยู่เสมอ แต่ก่อน ๆ มา ผู้ที่มีความผิดฐานเปนขบถ ฆ่าคนตาย และเอาไฟเผาบ้านเรือน ต้องรับพระราชอาญาถึงประหารชีวิต แต่มาบัดนี้ความโลภของเจ้านายผู้หญิง ได้เปลี่ยนลงโทษความผิดชนิด นี้พียงแต่ริบทรัพย์ และทรัพย์ที่ริบไว้ได้นั้น ก็ตกเปนสมบัติ ของเจ้าหญิงเหล่านี้ทั้งสิ้น ฝ่ายพวกข้าราชการเห็นความโลภของ เจ้านายผู้หญิงเปนตัวอย่างก็หาหนทางที่จะหาประโยชน์บ้าง ถ้าผู้- (หน้า ๒๓)<br> -ใดเปนถ้อยความแล้วข้าราชการเหล่านี้ก็คิดหาประโยชน์จากคู่ความ ให้ได้มากที่สุดจะเอาได้ การที่ทำเช่นนี้ก็ปิดความหาให้พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบไม่ แต่ถ้าห่างพระเนตร์พระกรรณออกไปแล้วข้าราชการ เหล่านี้ก็ลักขะโมยอย่างไม่กลัวทีเดียว เมื่อปีกลายนี้พวกข้าราชการ ที่เมืองภูเก็จได้ปล้นเรืออังกฤษลำ ๑ ซึ่งได้หนีจากเมืองเบงกอลแวะ เข้ามาที่เมืองภูเก็จเพื่อหนีท่านเคาน์เดซแตง เมื่อปีนี้พวกข้าราชการเมืองภูเก็จได้แนะนำให้เรืออังกฤษอีกลำ ๑ เข้าไปซ่อมแซมเรือที่ฝั่ง เมืองแตร์แฟม (Teere Ferme) ใกล้กับเมือง โตยอง (Toyon) ซึ่งเปนเมืองที่มีคนเข้ารีดมากที่สุดในแถบเกาะภูเก็จนี้ ครั้นเรือ อังกฤษได้ไปทอดที่เมืองแตร์แฟมตามคำแนะนำของข้าราชการเมือง ภูเก็จแล้ว พวกไทยและมะลายูซึ่งอยู่ที่เมืองนั้นกู้กันกับข้าราชการ เมืองภูเก็จ จึงได้ฟันแทงพวกอังกฤษและขึ้นปล้นเรือเก็บสินค้าใน เรือนั้นไปหมดสิ้น ฝ่ายข้าราชการเมืองภูเก็จคิดจะปิดบังความผิด ของตัว จึงคิดอุบายาความว่าพวกเข้ารีดที่เมืองโตยอง เปนผู้ที่ปล้น และทำร้ายเรืออังกฤษ ลงท้ายที่สุดพวกเข้ารีดเหล่านี้ก็พลอยฉิบหาย ไปเปล่า ๆ ยังมีบาดหลวงคณะฟรังซิซแกง เปนชาติ ปอตุเกตคน ๑ ได้ตายด้วยความตรอมใจและถูกทรมาน เพราะเจ้าพนักงารเมือง ภูเก็จได้จับบาดหลวงคนนี้ขังไว้ในระหว่างพิจารณาความเกือบเดือน ๑ (หน้า ๒๔)<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์อาลารีว่าด้วยพม่ามาตีกรุงศรีอยุธยา'''</big><br> <big>'''พม่าตีกรุงครั้งที่ ๒'''</big> '''เมืองมะริด'''<br> '''จดหมายมองซิเออร์ อาลารี ถึง มองซิเออร์ เดอลาลาน'''<br> '''เขียนบนเรือลำ ๑ ซึ่งเดิรทางในระหว่างเมืองมะริดและเมืองย่างกุ้ง'''<br> '''วันที่ ๑๗ เดือน มีนาคม ค.ศ. ๑๗๖๕ (พ.ศ. ๒๓๐๗)'''<br> จดหมายฉบับนี้ข้าพเจ้าต้องเขียนด้วยเศษกระดาษที่ค้นพบ ในเวลา ที่วัดและบ้านได้ถูกเพลิงไหม้หมดแล้ว เพื่อจะเล่าให้ท่านฟังถึง การที่เมืองมะริดแตกทำลายยับเยินหมด และถึงตัวข้าพเจ้าที่ต้อง ทนทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส ก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปรับหน้าที่ใหม่นี้ การที่พระเยซูโปรดให้เปนดังนี้เปนการที่ข้าพเจ้าไม่คัดค้านอย่างใด และในเรื่องนี้ความเห็นของข้าพเจ้าจะมีอย่างไรก็ไม่จำเปนจะต้องกล่าวเพื่อจะได้มีเวลาเล่าเรื่องอื่น ๆ ให้ท่านฟังได้บ้าง เมื่อปลายเดือน ธันวาคม ค.ศ.๑๗๖๔ (พ.ศ. ๒๓๐๗) ข้าพเจ้าได้มีจดหมายบอกมาให้ท่านทราบแล้วว่า ข้าพเจ้าได้รับหน้าที่ โปรวิแกร์ (Provivaire) ในเมืองมะริด และหน้าที่นี้ข้าพเจ้าไม่เต็มใจรับ อย่างยิ่ง และได้เล่าให้ท่านฟังแล้ว ว่ามองซิเออร์ อันดรีเออถูก เรียกกลับไปอยู่กรุงศรีอยุธยา เพื่อไปทำการในโรงเรียนพร้อมกับมองซิเออร์ อาโต เวลานั้นมองซิเออร์ อันดรีเออ กับตัวข้าพเจ้าก็ (หน้า ๒๕)<br> เตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วที่จะไปทำการตามหน้าที่ใหม่ แต่พเอิญพระ เปนเจ้าได้จัดการให้ข้าพเจ้าทั้ง ๒ ไปทำการอย่างอื่นต่อไป <big>'''ว่าด้วยข้อวิตกที่พม่าจะมา'''</big><br> เมื่อวันที่ ๒ เดือนมกราคม ค.ศ. ๑๗๖๕ (พ.ศ.๒๓๐๗) เวลา เช้าประมาณ ๔ โมง มีเรือต่างประเทศแปลกเข้ามาทอดสมอในลำ น้ำลำ ๑ มาบอกข่าวว่า รายาหรือเจ้าแผ่นดินเมืองทวายซึ่งเปนเมือง ขึ้นของไทย ได้หนีลงเรือพร้อมด้วยครอบครัวและข้าราชการเปน อันมาก เพราะพม่าได้ยกทัพมาจะล้อมเมือง แต่ได้ทราบจาก เสียงคนอื่นว่า การที่รายาเมืองทวายได้หนีเช่นนี้ เปนเพราะ เหตุว่ารายาคนนี้ดุร้ายนักจนราษฎรได้ลุกเปนขบถขึ้น พวกราษฎร จึงได้ไล่รายาคนนี้ออกจากเมือง ใคร ๆ ที่รู้จักนิสัยดุร้ายของรายา เมืองทวาย ได้พากันเชื่อว่าได้เกิดขบถขึ้นมากกว่าเชื่อว่าพม่าได้ เข้ามาล้อมเมือง แต่ถึงดังนั้นก็ไม่วายทำให้ชาวเมืองตะนาวศรีตื่น ตกใจทั้งเมือง และได้มีคนพาครอบครัวอพยพหนีไปก็มาก เพราะพวกชาวเมืองมีความเข็ดขยาด ที่ได้เคยเห็นความร้ายกาจของ พวกพม่าเมื่อครั้งสงครามคราวก่อน เพราะฉนั้นเมื่อมีข่าวมาว่าข้าศึก ได้ยกเข้ามาใกล้แล้ว จึงต่างคนต่าคิดหนีเอาตัวรอด การที่มอง ซิเออร์อันดรีเตรียมตัวจะเข้าไปกรุงศีอยุธยานั้นจึงต้องงด และส่วน <big><big>'''๔'''</big></big> (หน้า ๒๖)<br> ตัวข้าพเจ้าก็กำลังตรองอยู่ว่าจะเลยไปที่ฝั่งคอรอมันเดล จะดีกว่ากระมัง เพือ่เปนการหลีกตัวให้พ้นสงครามคราวนี้ เพราะการสงครามครั้งนี้ หาได้เกี่ยวในการสาสนาอย่างใดไม่<br> แต่เพื่อจะไม่ทำการให้รวดเร็วเกินไป ข้าพเจ้าก็ยอมให้เรือออกไปลำ ๑ ก่อน และได้รอให้รายาเมืองทวายได้เข้ามาถึงเสียก่อน เพื่อจะได้ฟังข่าวให้แน่นอนด้วย แต่ครั้นรายาเมืองทวายได้มาถึงแล้ว ก็ไม่ได้ความแน่นอนอะไรขึ้นเลย<br> ฝ่ายราษฎรพงเมือง ก็ต่างคนต่างเตรียมตัวที่จะหนี ไทยก็ได้ส่งกองสอดแนมให้ออกไปสืบข่าวข้าศึก แต่พวกกองสอดแนมเปนคนขี้ขลาดไม่กล้าเข้าไปใกล้ข้าศึก จึงส่งแต่ข่าวตามที่เขาบอกเล่ามาทั้งนั้น<br> ในระหว่างนั้น บุตรของรายาเมืองทวาย ได้มายังบ้านบาดหลวง มองซิเออร์ อันดรีเออ ไม่อยู่ ข้าพเจ้าจึงออกต้อนรับแทน บุตรรายาเมืองทวาย ได้ถามข้าพเจ้าว่า<br> ข้าพเจ้าไม่คิดจะไปยังฝั่ง คอรอมันเดล หรืออย่างไร เพราะอีก ๒ วัน พวกพม่าก็จะเข้าเมืองทวายอยู่แล้ว ส่วนตัวบุตรของรายาเมืองทวาย เชื่อเอาจริง ๆ ว่า พม่าคงยกทัพมาเปนแน่ ความที่กลัวตาย จึงได้หนีบิดายกครอบครัวไปอยู่ที่เมืองอื่นต่อไป<br> พวกเข้ารีดก็ได้มาปรคกษา มองซิเออร์ อันดรีเออ ว่า เมื่อความอันตรายใกล้จะมาถึงตัวเช่นนี้จะควรทำประการใดดี แต่มองซิเออร์ อันดรีเออ ก็ไม่ยอมออกความว่าอย่างไร เปนแต่ตอบพวกเข้ารีดว่า ตัวมองซิเออร์อันดรีเออเองก็จะอยู่ที่วัดนั้นจะไม่ไปไหน และถ้า (หน้า ๒๗)<br> ใครอยากจะไปอยู่ในวัดด้วย มองซิเออร์อันดรีเออก็ยินดีที่จะรับไว้ การที่มองซิเออร์อันดรีเออตอบดังนี้ พวกเข้ารีดไม่พอใจจึงได้มาหาข้าพเจ้าบอกว่าพวกนี้เอยากจะไปยังฝั่งคอรอมันเดล แต่ในเวลานั้นมองซิเออร์อันดรีเออได้รับรองไว้ ว่ายังจะคงปกครองคณะบาดหลวง ต่อไปจนกว่าจะเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยา ข้าพเจ้าจึงไม่อยากรับผิด ชอบในข้อที่พวกเข้ารีดมาหารือ ข้าพเจ้าจึงได้ตอบว่า พวกเข้ารีด ควรจะระวังตัวไว้ การที่เราควรเชื่อใจในพระเปนเจ้านั้นไม่ควรจะ ทำให้เราเผลอตัวแต่ควรระวังและเตรียมตัวไว้เสมอจึงจะดี การ ที่ข้าพเจ้าได้ตอบดังนี้ ก็ทำให้พวกเข้ารีดพอใจอยู่บ้าง เพราะเขา ได้เห็นแล้วว่าเราไม่ต้องการให้พวกนี้ยึดเราไว้เปนหลัก และถึงแม้ ว่าส่วนตัวเราเองก็ไม่ได้เตรียมตัวไว้อย่างไร แต่เราก็ไม่ได้ห้าม ไม่ให้เขาเตรียมตัว พวกเข้ารีดจึงตกลงเตรียมหารือไว้เพื่อจะ ได้หนีไปอยู่ตามเกาะใกล้เคียง แต่การที่เตรียมเรือไว้เช่นนี้ไม่ ทันกับเวลา เพราะเมื่อเขาได้ลงเรือหนีไป ก็ถูกจับตามทาง ดัง ข้าพเจ้าจะได้เล่าให้ฟังในตอนหลังต่อไป<br> ส่วนตัวข้าพเจ้าเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงไม่ได้ทำตามคำแนะนำของตัวข้าพเจ้าเองและเหตุใดข้าพเจ้าจึงได้ปล่อยเรือออก ไปถึง ๔ ลำโดยไม่ได้อาศรัยไปกับเรือเหล่านั้น การที่เปนเช่นนี้ ก็คงเปนเพราะเหตุว่า ข้าพเจ้ากลัวเขาจะหาว่าข้าพเจ้าตื่นอย่าง ๑ กลัวว่าเขาจะหาว่าข้าพเจ้ารังเกียจเมืองมะริดอย่าง ๑ และกลัวว่า (หน้า ๒๘)<br> <big>'''ว่าด้วยพม่ายกเข้ามาและเกิดการปล้นสดมภ์ขึ้น'''</big><br> จะทำให้ มองซิเออร์ อันดรีเออ น้อยใจอีกอย่าง ๑ เพราะเหตุ มองซิเออร์ อันดรีเออ เชื่อใจแน่ว่าพวกพม่าคงจะไม่มาจึงเกรงว่าข้าพเจ้าจะกีดขวางในการที่มองซิเออร์อันดรีเออจะเข้าไปกรุงศรีอยธยาด้วยเหตุทั้งปวงเหล่านี้ข้าพเจ้าจึงได้รอจนผลที่สุด ซึ่งเปนการทำให้ข้าพเจ้าได้รับ ความลำบากมาก<br> ในวันที่ ๑๐ เดือนมกราคม มองซิเออร์อันดรีเออ คิดจะให้พวกเข้ารีดหายกลัว จึงได้เรียกพวกเข้ารีดที่จะไปกรุงศรีอยุธยากับมองซิเออร์อันดรีเออ<br> มาบอกว่าอีกสองสามวันจะได้ออกจากเมืองมะริด เข้าไปกรุงศรีอยุธยา<br> เพราะฉะนั้นการที่กลัวพวกพม่าไม่ควรจะกลัว เพราะการที่ว่า พม่าจะมานั้น ไม่มีมูลอะไรเลย<br> แต่ในเวลาที่มองซิเออร์อันดรีเออ พูดเช่นนี้ ความจริงข้าศึกก้ได้ยกเข้ามาใกล้แล้วพวกพม่า ยกเข้ามาเกิดการปล้นสดมภ์ขึ้น- <big>'''พวกพม่ายกเข้ามา เกิดการปล้นสดมภ์ขึ้น'''</big><br> -เมื่อคืนวันที่ ๑๐ ถึง ๑๑ (มกราคม) เวลาประมาณ ๒ ยาม เกิดเสียงคนร้องเอะอะเกรียวกราวขึ้น เข้าใจกันว่าข้าศึกได้เข้าเมือง แล้ว พวกเราจึงได้เดิรไปดูที่ชายตลิ่ง จึงได้ทราบว่าการเอะอะ เกรียวกราวนี้ ก็คือกระบวนเรือของรายาเมืองทวายมาถึงนั้นเอง แต่พวกชาวเมืองซึ่งลงไปอยู่ในเรือเพื่อจะได้หนีง่าย ๆ นั้น ได้ทราบ ข่าวมาว่าพวกข้าศึกได้ยกมาถึงปากน้ำแล้ว แต่อีกสักครู่ ๑ เสียง (หน้า ๒๙)<br> เล่าลืออันนี้ก็สงบลงไป เมื่อเกิดเสียงเอะอะเกรียวกราวกันนั้น พวกเข้ารีดก็ได้รีบลงไปอยู่ในเรือและพวกชาวบ้านก็ได้ออกจากบ้านหนี เข้าไปอยู่ในป่า ส่วนเรือของเจ้าเมืองทวายนั้นได้ทอดอยู่ริมตลิ่ง ไม่มีใคร ทราบว่าเจ้าเมืองทวายได้หนีขึ้นบกแล้ว หรือได้ลงเรือลำอื่นอย่างไร พวกเราก็เข้านอนโดยไม่ทราบแน่ว่าได้เกิดอะไรกันขึ้นแต่ไม่ช้าก็ ต้องลุกขึ้นจากที่นอนอีก ครั้นเวลาประมาณ๑๐ ทุ่ม (๔ ก.ท.) ก็ได้เกิดเสียงเอะอะเกรียวกราวเหมือนเเมื่อ ๒ ยามอีกครั้ง ๑ แต่คราวนี้ไม่ใช่แต่เสียงเกรียวกราวอย่าเดียว แต่ได้ยินเสียงปืนใหญ่ด้วยซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่าพวกพม่า ได้เข้ามาแล้ว มองซิเออร์อันดรี ออซึ่งนอนอยู่ในห้องข้างหน้าได้ มาเรียกให้ข้าพเจ้าลุกขึ้นและบอกว่าข้าศึกมาแล้ว มองซิเออร์ อันดรีเออ จึงฉวยเสื้อยาวสวมตัวแล้วลงไปที่โบสถ์และข้าพเจ้าก็ ตามลงไปด้วย พวกเข้ารีดบางคนที่ยังอยู่ ก็ได้ตามเข้าไปในโบสถ์ มองซิเออร์อันดรีเออจึงได้ชี้แจงให้พวกเข้ารีดตั้งใจสละชีวิตให้แก่พระเปนเจ้าและได้ล้างบาปให้แก่พวกเข้ารีด แล้วมองซิเออร์อันดรีเออ กับข้าพเจ้าก็ได้ไปอยู่ในที่อื่นเพื่อต่างคนจะได้ล้างบาปให้ซึ่งกันและกันแต่การที่จะล้างบาปกันนี้ต้องทำอย่างสั้นที่สุด เพระาไฟที่ข้าศึก ได้จุดเผาบ้านราษฎรนั้น ได้ลุกลามไหม้มาเกือบจะถึงเราอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเมื่อเวลายังมีอยู่ก็ควรคิดอ่านหนีเอาชีวิตรอดข้าพเจ้าจึงได้รวบรวมเงินที่ยังเหลืออยู่เล็กน้อย ไปส้อนไว้ข้างต้นไม้ต้น ๑ - (หน้า ๓๐)<br> <big>'''ว่าด้วยพวกมิชชันนารีถูกพม่าจับ'''</big><br> -ที่อยู่ใกล้ ๆ เมื่อเพลิงดับหมดแล้วจะได้ย้อนกลับมาเอาเงินรายนี้ ได้ แล้วข้าพเจ้าจึงได้รีบเรียกคนใช้ให้ไปในป่ากับข้าพเจ้าคน ๑ และสั่งให้คนใช้เอาปืนติดตัวไปด้วยเพื่อจะได้เอาไว้ยิงเสือ ในเวลาที่ข้าพเจ้ายืนเรียกคนใช้อยู่ที่เชิงบันไดนั้น พอเหลียว ไปดูทางประตูก็ได้เห็นข้าศึกยืนอยู่แน่นที่ประตูแล้ว พวกข้าศึกจึงเดิรตรงเข้ามาหาข้าพเจ้า บางคนถือหอก บางคนถือไต้ แต่ไต้ที่ถือมา นั้นจะสำหรับเผาบ้านหรือสำหรับส่องดูทางก็ไม่ทราบเพราะเวลานั้น ยังมืดอยู่ข้าพเจ้าก็หมดความคิดที่จะหนีต่อไป ข้าพเจ้าจึงเดิร ตรงเข้าไปหาข้าศึกที่เดิรนำหน้า เพื่อนคนใช้ของข้าพเจ้าพูดภาษา พม่าได้ ข้าพเจ้าจึงได้ให้บอกกับทหารพม่าว่าข้าพเจ้าไม่ต้องการสู้ ทหารพม่าก็หาได้ทำอะไรไม่เปนแต่บอกให้ข้าพเจ้าส่งหมวกให้ ข้าพเจ้าห็ถอดหมวกส่งให้ทันที แต่พวกทหารที่ตามหลังมานั้นหา ได้มีอัธยาศรัยดีเหมือนคนแรกไม่ เพราะพวกนี้ได้รีบเข้าไปใน บ้านเพื่อจะปล้นเอาของ จึงได้ไปพบมองซิเออร์อันดรีเออ ๆ ก็ได้ มอบลูกกุญแจ ให้พวกพม่าเปิดหีบและโต๊ะตู้ตามชอบใจพวกพม่า ได้ฟันหีบสำหรับเก็บถ้วยเงินและเครื่องประดับโบสถ์และได้เก็บเอา ของไปหมดไม่มีเหลือเลย ข้าพเจ้าก็เดิรเข้าไปในห้องเพื่อไปเปิด หีบให้ข้าศึกดู พอเดิรก้าวเข้าไปในห้อง ทหารพม่าคน ๑ เข้าใจ ว่าข้าพเจ้าคิดจะไปส้อนของ จึงได้เงื้อหอกจะแทงข้าพเจ้า ข้าพเจ้า (หน้า ๓๑)<br> จึงทำกิริยาให้ทหารเห็นว่าข้าพเจ้าจะเก็บของส่งให้ ทหารคนนั้นจึง ได้เดิรเข้าไปในห้องพร้อมกับข้าพเจ้า เมื่อพบสิ่งใดก็เก็บเอาไปหมด ส่วนข้าพเจ้าเก็บได้แต่สมุดสวดมนต์ คัมภีร์ใบเบอลกับสมุดอีก ๓ เล่มเท่านั้น เพราะจะป้องกันไม่ให้หนังสือเหล่านี้ไหม้ไฟ และ ข้าพเจ้าคิดอ่านจะรักษาเสื้อซึ่งแต่งกายอยู่ในเวลานั้นด้วย แต่ ในทันใดนั้นเองพวกพม่าได้มาถอดเครื่องแต่งตัวออกจากตัวข้าพเจ้า ตั้งแต่ศีร์ษะตลอดถึงท้าว เหลือแต่เสื้อเชิ๊ตติดตัวอยู่กับหมวกกลมติด ศีร์ษะอยู่เท่านั้น ข้าพเจ้าได้ร้องว่าการเปลือยกายเช่นนี้เปนการขายหน้าและข้าพเจ้าจะไปไหนโดยแต่งตัวอย่างนี้ไม่ได้ แต่พวกพม่า หาฟังไม่ ข้าพเจ้าจำเปนต้องเดิรออกไปนอกถนนโดยสวมเสื้อเชิ๊ด อยู่ตัวเดียว กางเกงหรือรองท้าวก็ไม่มี บรศีร์ษะก็สวมหมวก มือก็ถือสมุดที่ได้กล่าวมาข้างบนนี้แล้ว ข้าพเจ้าจึงเข้าใจได้ว่าพวก พม่าข้าศึกคงจะจับเอาเราไปเปนเชลย และการที่พวกพม่าไม่ล้าง ชีวิตเสียนั้น ก็โดยเขากรุณาพออยู่แล้วพวกพม่าได้บังคับให้ เราเดิรออกหน้า พอเราออกจากบ้านแล้ว พวกพม่าก็ได้เอาไฟเผาบ้าน ทีเดียว ในระหว่างทางนั้นข้าพเจ้าได้พบทหารพม่าคน ๑ ถือเสื้อยาวตัวเก่า ๆ ของมองซิเออร์อันดรีเออตัว ๑ ข้าพเจ้าจึงได้ขอเสื้อตัวนี้พอ จะได้คลุมกายให้มิด และได้อธิบายว่าเสื้อตัวนี้ไม่เปนประโยชน์ อะไรแก่ทหารผู้นั้นเลย ข้าพเจ้าได้อ้อนวอนหนักเข้าขนทหารผู้นั้นก็ (หน้า ๓๒)<br> ยอมให้เสื้อแก่ข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าได้รับเสื้อมาบังกายแล้ว ก็นึก ยินดีว่าคัมภีร์ใบเบอล ก็ยังอยู่ เพราะในเวลาที่ข้าพเจ้าต้องเปนเชลย อยู่นั้น จะได้อ่านใบเบอล ให้เพลินใจได้ แต่ที่ข้าพเจ้าคาดการ เช่นนี้ก็มิได้สมหวัง เพราะข้าพเจ้าเดิรไปยังไม่ถึง ๒๐ ก้าว ก็มี ทหารอีกคน ๑ มากระชากสมุดเหล่านี้ออกจากมือ แล้วทำกิริยาบอก ให้ข้าพเจ้าเดิรกลับไปริมตลิ่ง เพื่อไปลงเรือพร้อมกับมองซิเออร์ อันดรีเออ แต่เวลานั้นเปนเวลาที่น้ำแห้ง จึงต้องเดิรท่องโคลน ลึกถึงหัวเข่ากว่าจะไปถึงเรือลำที่เขาจะให้ข้าพเจ้านั่งไป การที่เดิร ท่องโคลนเช่นนี้เปนการที่ข้าพเจ้าไม่ได้เคยฝึกหัดมาเลย เพราะฉนั้น ถ้าคนใช้ ๒ คนที่ยังอยู่กับเราไม่ได้มาช่วยแล้ว เราสองคนก็คงจะต้อง ล้มจมโคลนเปนแน่ มองซิเออร์อันดรีเออได้หันมาบอกกับข้าพเจ้า ว่าให้คอยไปพร้อม ๆ กันอย่าให้ห่างกันได้ ข้าพเจ้าจึงตอบว่า ถึง เราจะไม่อยากห่างกันก็เห็นจะไม่ฟัง พวกพม่าคงแยกไม่ให้เราอยู่ด้วยกันเปนแน่ ในทันใดนั้นได้มีคนตะโกนมาจากตลิ่งให้เรากลับขึ้นบกเพื่อจะได้ไปพูดกับแม่ทัพ จึงจำเปนต้องเดิรท่องโคลนกลับไปอีก ครั้น มาถึงตลิ่งแล้วพวกพม่าได้บังคับให้เราลงนั่งกับดิน เพื่อเปนการ แสดงเคารพต่อท่านแม่ทัพ แต่ก็หาได้มีใครบอกไม่ว่าเวลาที่นั่ง กับดินนั้นจะต้องวางขาท่าไหน จึงเปนการไม่ปลาดเลยที่ข้าพเจ้านั่ง ไม่ถูกท่า ซึ่งเปนการทำให้ข้าพเจ้าต้องถูกหวดด้วยหวายเพื่อให้ (หน้า ๓๓)<br> ข้าพเจ้าลดขาลงให้ต่ำ ท่านแม่ทัพเองเปนผู้เอาหวายหวดข้าพเจ้า ก่อนที่ถูกหวายหวดนี้ข้าพเจ้าได้ถูกกำปั้นทุบหน้ามาที ๑ <big>'''พวกมิชชันนารีถูกแม่ทัพซักถาม ความวิตกของมิชชันนารี'''</big><br> แม่ทัพพม่าได้ถามเราถึงเรื่องเรือที่จอดอยู่ใกล้ๆ เพราะเรือ เหล่านี้ไม่มีเวลาพอที่จะถอนสมอได้ จึงได้ตัดสายสมอเพื่อจะได้หนี ไปง่าย ๆ เมื่อเราได้ตอบคำถามหมดทุกข้อแล้ว แม่ทัพพม่า ได้ชี้ตัวข้าพเจ้า และส่งให้ข้าพเจ้าไปกับทหารพม่าเพื่อไปตีเรือ เหล่านั้น ข้าพเจ้าจึงได้ตอบว่าข้าพเจ้าไม่รู้จักวิธีรบอย่างไรเลย จึงได้มีทหารอีกคน๑ พูดว่ากระไรไม่ทราบ แต่เชื่อว่าเขาคงบอกว่า ข้าพเจ้าเปน ปองกุย แปลว่าเปนบาดหลวงของพวกเข้ารีด แม่ทัพ พม่าจึงไม่ได้รบกวนข้าพเจ้าอีก แต่ได้ให้คนใช้ของข้าพเจ้าไปแทนข้าพเจ้าคน ๑ แล้วพวกพม่าได้ทำกิริยาบอกให้เราลุกขึ้น ทหาร พม่าจึงไม่ได้พาเราเดิรระหว่างไฟซึ่งกำลังไหม้บ้านเรือนอยู่ ไปจนถึงสุดถนนริมน้ำเพื่อเตรียมตัวที่จะลงเรือต่อไป ตามทางที่ไป นั้นมีอยู่แห่ง ๑ ซึ่งไฟยังไม่ไหม้ ข้าพเจ้าได้พบกางเกงเก่า ๆ ตัว ๑ ซึ่งได้มีคนทิ้งหรือทำตกไว้ ข้าพเจ้าจึงขอบใจพระเปนเจ้าที่ทำให้ <big><big>'''๕'''</big></big> (หน้า ๓๔)<br> <big>'''ว่าด้วยมองซิเออร์อาลารีทำลายศิลาจารึกประจาน'''</big><br> ข้าพเจ้าได้ของเช่นนี้ จะได้ไม่ต้องเปลือยกาย เพราะแต่ก่อนก็ได้เสื้อ ยาวมาตัว ๑ แล้ว พวกพม่าได้พาเราไปไว้กลางตลาด เท้าต้องจมโคลนอยู่ตั้งแต่สว่างจนเกือบเช้า ๔ โมงพวกพม่าได้ให้เราอยู่ต่างหากไม่ได้ปะปน กับคนอื่น จึงได้เกิดเสียงลือขึ้นว่าพม่าได้ฆ่าเราตายเสียแล้วข่าวลือ อันนี้ได้ไปจนถึงเรือซึ่งจะไปยังฝั่งคอรอมันเดล ดังเราได้ทราบมา ในภายหลัง แต่เวลานั้นก็หมดโอกาศที่จะบอกความจริงไปให้ มองซิเออร์มาธอน<sup>(๑)</sup> ทราบได้ และเราก็หมดปัญญาไม่ทราบว่า จะบอกไปทางไหนด้วย <big>'''มองซิเออร์อาลารีทำลายศิลาจารึก'''</big><br> พวกพม่าได้พาพวกเข้ารีดอื่นๆมารวมอยู่แห่งเดียวกันกับเราและเราต้องคอยอยู่ที่เมืองมะริดถึง ๑๕ วันเพราะคอยให้กองทัพ พม่ากลับมาจากเมืองตะนาวศรีเสียก่อน จึงจะพาเราไปยังเมืองทวาย ในระหว่างที่อคยอยู่นั้น พวกพม่าได้ปรึกษากันถึง ๒ ครั้งว่าจะฆ่า เราดีหรือจะพาเราไปด้วยดี ลงท้ายได้ตกลงกันว่าจะพาเราไป เพราะ ที่เมืองทวายมีเรือพม่าอยู่ลำ ๑ ซึ่งว่าง เพราะฉนั้นจึงเห็นกันว่าสมควรจะเอาเชลยบันทึกเรือลำนี้เพื่อเอาไปถวายพระเจ้าอังวะ<br> .......................<br> ''(๑) เปนอัยการของคณะต่างประเทศเมืองปอนดิเซริ'' (หน้า ๓๕)<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์แคแฮว่าด้วยช่วยไทยรบพม่า'''</big><br> ข้าพเจ้าได้ถือโอกาสอันนี้ทำลายศิลาจารึก ซึ่งได้รอดมาตั้งแต่ครั้งสงครามคาวก่อนนั้นแล้ว เมื่อกองทัพพม่ามาถึงแล้ว เราก็ได้รีบลงเรือ ได้รออยู่ในเรือ ๒ วัน ครั้นตอนกลางคืนวันที่ ๒ พวกพม่าจึงได้ถอยเรือออกและ เมื่อได้ถอยเรือไปแล้ว พวกพม่าได้เอาไฟเผาบ้านที่ยังเหลืออยู่ เพราะบ้านเหล่านี้พวกพม่าไม่ได้เผาแต่เดิม ด้วยรักษาไว้สำหรับให้ ทหารและพวกเชลยพัก เมื่อพม่าถอยทัพแล้วจึงได้เผาบ้านเหล่านี้ จนหมดสิ้น (หน้า ๓๖)<br> <big>'''กรุงศรีอยุธยา'''</big><br> <big>'''มองซิเออร์แคแฮเวช่วยไทย'''</big> <br> '''จดหมายมองซิเออร์แคแฮเว ถึง มองซิเออร์ เดอลาลาน'''<br> '''วันที่ ๑๙ เดือน พฤษภาคม ค.ศ. ๑๗๖๕ (พ.ศ. ๒๓๐๘)'''<br> ข้าพเจ้ามีความเสียใจอย่างยิ่ง ที่ได้รู้สึกตัวว่าข้าพเจ้าไม่เปนประโยชน์สำหรับคณะบาดหลวงนี้เลย เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงคิดพยายามออกจากกรุงศรีอยุธยาในปีนี้ ปต่การที่พวกพม่าได้ยกทัพ มานั้นจึงเปนการกระทำให้เรือออกไปไม่ได้จนลำเดียว และฝ่ายเจ้าพระยาพระคลังก็ได้รับพระราชโองการฝห้เรียกข้าพเจ้าไปช่วยทำป้อมและฝึกหัดการยิงปืนใหญ่ด้วย เจ้าพระยาพระคลังจึงได้บอกข้าพเจ้าว่าจะไม่ยอมให้ข้าพเจ้าออกจากรุงศรีอยุธยา ข้าพเจ้าไม่ เต็มใจเลยที่จะทำการชนิดนี้ แต่พวกเพื่อนบาดหลวงได้ขอร้องให้ข้าพเจ้าทำการให้ถูกใจเจ้าพระยาพระคลัง เพราะต้องการเอาใจเจ้าพระยาพระคลังไว้ เพื่อให้นำความกราบทลขอพระราชทานที่ดิน อีกแห่ง ๑ สำหรับสร้างโรงเรียน ข้าพเจ้าจึงได้ไปช่วยทำป้อมและ ช่วยฝึกหัดการยิงปืนใหญ่บ้างเปนครั้งเปนคราว (หน้า ๓๗)<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ว่าด้วยพม่ายกทัพมาอีก'''</big><br> '''จดหมายมองเซนเยอร์บรีโกต์ ถึง ผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''พม่ายกทัพมา'''<br> ด้วยมองซิเออร์ อันดรีเออ กับ มองซิเอออาลารี มิชชันนารีฝรั่งเศส ได้เล่าถึง การที่พม่ามาตี เมืองมะริด และได้จับมิชชันนารีทั้ง ๒ ไปยัง เมืองมอญ แล้ว เพราะฉนั้น จดหมายฉบับนี้เท่ากับ เปนจดหมายเหตุ ต่อจากจดหมายเหตุของมิชชันนารีทั้ง ๒ นั้น<br> เมื่อก่อน มองซิเออร์ อันดรีเออ กับมองซิเออร์อาลารี จะออกจากเมืองทวาย นั้น เจ้าเมืองทวาย ได้ส่งกองทัพให้เข้ามาตี กรุงศรีอยุธยา กองทัพพม่า ได้เดิรทางข้ามป่าข้ามเขาเปนอันมาก<br> จนถึงเดือนมีนาคม จึงได้ปล้นเมืองราชบุรี และกาญจนบุรี ซึ่งเปนเมืองอยู่ทางทิศใต้กรุงศรีอยุธยา ทัพพม่าและทัพไทยได้ต่อสู้กันอย่างสามารถ จนทัพไทยแตกหนีไปแล้ว พวกพม่าจึงปล้นและเผาบ้านเมืองทั่งทุกหนทุกแห่ง<br> แม่ทัพพม่าจึงได้ยกทัพไปสร้างเมืองขึ้นเมือง ๑ เรียกว่า เมือง มีชอง (Michong) อยู่ตรงกับแม่น้ำ ๒ แม่น้ำมาต่อกัน แต่ในระหว่างที่พม่าปล้น และเผาเมืองราชบุรีและกาญจนบุรี นั้น ข้างฝ่ายกรุงศรีอยุธยาก็ไม่ได้เตรียมการอย่างใด<br> เพราะได้ทราบว่าพม่าได้ยกออกจาก เมืองตะนาวศรี และมะริดแล้ว<br> ครั้นวันที่ ๗ เมษายนไทยจึงได้ลงมือเตรียมการสู้ ตลอดจนถึงเดือนมิถุนายน ในระหว่างนั้นได้มีพวกราษฎร ซึ่งเปนชาวบ้านนอก เข้ามาอาศรัยในกรุงวันละมาก ๆ (หน้า ๓๘)<br> เพราะเหตุว่า พวกพม่าคอยไล่จับรุกเข้ามาทุกที ฝ่ายสังฆราชฝรั่งเศส เห็นว่าจะไม่พ้นอันตรายแล้ว จึงได้ให้บาดหลวงฝรั่งเศส ๒ คน ชื่อมองซิเอร์ แคแฮเว และมองซิเออร์ อาโต คุมนักเรียน ๓๐ คน หนีไปอยู่เมืองจันทบุรี<br> เพราะเมืองจันทบุรีนี้เปนหนทางเหมาะสำหรับ จะหนีต่อไปที่อื่นได้ง่าย และในที่สุดบาดหลวงทั้ง ๒ นี้ก็ได้หนีจากเมืองจันทบุรี เข้าไปอยู่ในเมืองเขมร <br> บาดหลวงทั้ง ๒ ได้คุมนักเรียนออกจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อปลายเดือน มิถุนายน และที่คุมไปได้นั้น ก็นับว่าเคราะห์ดีถ้าช้าไปอีกหน่อยเดียวก็จะออกจากกรุงศรีอยุธยาไม่ได้เลย เพราะทางราชการได้สั่งไปตามด่านต่าง ๆ ให้คอยกักคนไว้ อย่าให้ใครเข้าออกได้เปนอันขาด<br> เพราะฉนั้นเรือ ๒ ลำซึ่งบันทุกสมุดต่าง ๆ ที่สังฆราชจะส่งออกไปที่ท่าเรือนั้น จึงได้ถูกจับที่ด่านภาษี และต้องกลับขึ้นมาที่กรุงอีก พอมาถึงกรุง เรือนั้นก็จมลงพอดี<br> ฝ่ายพม่าข้าศึกก็ยกทัพเข้ามาทีละน้อย หวังจะให้ขาดเสบียงในกรุง เพราะพวกพม่าได้ทำลายทุ่งนาบ้านเรือนโดยรอบกรุง ถ้าไทยจะคิดตัดเสบียงพวกข้าศึกแล้ว ก็จะทำได้ง่ายที่สุด แต่ก็ไม่เห็นไทย คิดจัดการอย่างใดเลย<br> ในระหว่างนี้ มีนักพรตจีนเข้ามายังกรุงศรีอยุธยารูป ๑ กับจีน ๔ คนชาวตั๋งเกี๋ยว ๔คน เพื่อมาเล่าเรียนในโรงเรียนของเรา ท่านสังฆราช จำต้องรับไว้เพราะจะส่งกลับออกไปไม่ได้ และเวลานั้นครูก็ไม่มี <br> ท่านสังฆราชจึงได้สอนนักเรียน ๘ คนนี้ด้วยตัวเอง<br> (หน้า ๓๙)<br> <big>'''ว่าด้วยอังกฤษช่วยไทยรบพม่า'''</big><br> เมื่อนักพรตจีนคนนี้ได้มาถึงกรุงศรีอยุธยาได้สักสองสามวัน พวกพม่า ข้าศึกได้มาเอาไฟเผาสวนที่บางกอก และทำลายป้อมทั้งเปาสวน และปล้นบ้าเนรือนไม่ละเว้นเลย ตลอดตั้งแต่ท่าเรือจอดจนถึง ชานพระนคร โรงเรียนใหม่หลัง ๑ ซึ่งเราได้สร้างขึ้น กับไม้สำหรับสร้าง โรงเรียนอีกหลัง ๑ ก็ถูกพม่าเอาไฟเผาเสียหมดสิ้น '''ชาวอังกฤษชื่อ ปอเน'''<br> ฝ่ายข้าศึกก็ได้กลับถอยไปอยู่ที่เมืองที่ได้สร้างขึ้นใหม่ เพราะ แม่ทัพพม่าอยู่ณที่นั้น และไฟที่พวกพม่าได้จุดไว้ยังไม่ทันดับก็มี นายเรืออังกฤษคน ๑ ชื่อ ปอเน ได้นำเรือใหญ่ลำ ๑ เล็กลำ ๑ บันทุกสินค้าเข้ามายังกรุง นายเรือนคนนี้ได้นำสัตว์ไลออนตัว ๑ ม้าอาหรับม้า ๑ เข้ามาถวายพระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉนั้นเจ้าพนักงาร จึงยกเว้นไม่เก็บภาษีแก่นายเรือคนนี้ แต่สินค้าที่นายเรือพาเข้ามา นั้นขายไม่ใคร่ได้ ถ้าจะขายก็ต้องขาดทุน แต่ถึงดังนั้นพระเจ้ากรุง สยามก็รับสั่งขอให้นายเรืออังกฤษคนนี้อยู่ช่วยรักษาพระนครต่อไป ฝ่ายชาวอังกฤษคนนี้เฟ็นการอ่อนแอของไทยก็มีความรังเกียจไม่อยากจะช่วย และยิ่งเห็นว่าพวกฮอลันดาได้รีบหนีออกจากเมือง นายเรืออังกฤษก็ยิ่งรังเกียจมากขึ้น ตั้งปต่ต้นปีมาแล้วพวกฮอลันดาได้ พยายมต่อเรือขึ้นลำ ๑ ครั้นต่อเรือเสร็จเมื่อเดือนตุลาคมจึงเตรียม การที่จะหนี ณวันที่ ๑ เดือนพฤศจิกายนเวลากลางคืน พวกฮอลันดา (หน้า ๔๐)<br> จึงลอยลงเรือ และได้แล่นเรือฝ่าด่านภาษีหนีออกจากกรุงศรีอยุธยาไปได้ นายเรืออังกฤษจึงได้ขออนุญาตไปอยู่ที่ห้างฮอลันดาและไทย ก็ได้อนุญาตให้ไปอยู่ตามขอ แต่ค่าโสหุ้ยของนายเรืออังกฤษคนนี้ ต้องจ่ายมากที่สุด เพราะในระหว่างที่พม่าล้อมอยู่เช่นนี้ เสบียง อาหารแพงเปนอันมาก แต่ส่วนที่บ้านบาดหลวงเสบียงอาหารอุดม เพราะพวกบาดหลวงได้เตรียมเสบียงไว้ให้พอเลี้ยงนักเรียนและพวกเข้ารีด พวกบาดหลวงอยากจะได้เด็กของพวกที่ไม่ได้เข้ารีดให้เอามาเข้ารีดเสีย จึงได้ทำทานแก่คนที่ไม่ได้เข้ารีด เพราะฉนั้นในกรุงศรีอยุธยาและตำบลใกล้เคียง บาดหลวงจึงได้ให้น้ำมนต์รับเด็กเข้ารีดปี ๑ ถึงหมื่น คนเศษ แต่ในเวลานั้น มิชชันนารีที่ยังเหลืออยู่ในกรุงมีแต่ สังฆราชคน ๑ มองซิเออร์ คอร์ คน ๑ กับบาดหลวงชาติจีนคน ๑ เท่านั้น<br> ฝ่ายรัฐบาลไทย ก็ได้จัดกองทัพให้ออกไปต่อสู้กับข้าศึกหลายกอง แต่กองทัพเหล่านี้พอไปเห็นกองทัพพม่าก็แตกกลับมาเท่านั้น<br> ครั้งนั้นมีเจ้าไทยองค์ ๑ ซึ่งได้ถูกเนรเทศไปอยู่ เกาะลังกา ได้กลับเข้ามายังเมืองไทย เกลี้ยกล่อมผู้คนรวบรวมไว้ทางทิศตะวันออกและทิศเหนือของกรุง เจ้าองค์นั้นจึงได้ให้นำความกราบทูลพระเจ้ากรุงสยาม ขอรับอาสาต่อสู้กับพวกพม่า ฝ่ายพระเจ้ากรุงสยาม ทรงเห็นว่า การที่เจ้าองค์นี้มาอาสาดังนี้ เปนการองอาจ ก็กริ้ว จึงได้ทรงจัดกองทัพให้ไปจับเจ้าองค์นี้ ทัพกรุงและทัพของเจ้าได้ต่อสู้กันหลายครั้ง (หน้า ๔๑)<br> บางทีก็ชนะบางทีก็แพ้ทัพของเจ้า และในเวลานั้นก็เกิดเสียงลือกัน ขึ้นด้วย ว่ากองทัพพม่าเต็มไปด้วยคนไทยซึ่งได้รับความเดือดร้อน เอาใจออกห่างจากไทยไปเข้ากับพม่า เรือลำใหญ่ของมิสเตอร์ ปอเน ได้ทอดสมอ อยู่ที่ลำน้ำใต้กรุงศรีอยุธยาตรงกับบางกอก<br> ครั้นเมื่อวันที่ ๒๔เดือนธันวาคม อยู่ดี ๆ ไม่ทันรู้ตัว พวกพม่าข้าศึกก็มาตีเรือ พวกเรือก็ได้ต่อสู้อย่างสามารถ แต่ถึงจะทำอย่างไรก็สู้พม่าไม่ได้ เพราะพม่าได้ไปยึดป้อมไว้ได้และได้เอาปืนใหญ่ ๆ ไปตั้งบนป้อมเพื่อจะยิงเรืออังกฤษ เจ้าพนักงารในเรือเห็นเช่นนั้น จึงได้จัดการลากเรือขึ้นไปตามลำแม่น้ำ<br> และ เมื่อไปถึงที่แห่ง๑ พวกอังกฤษก็เตรียมการที่จะป้องกันมิให้พวกพม่าตั้งป้อมได้ โดยอังกฤษใช้วิธียิงกราดลงไปทั้ง ๒ ฝั่ง เรือลำเล็กนั้นจอดอยู่หน้า และมิสเตอร์ ปอเนซึ่งแต่ก่อนทำอิดออดก็เปนอันตกลงจะอยู่ช่วยไทยรักษากรุง แต่ขอให้ไทยส่งกระสุนปืนใหญ่กับกระสุนดินดำให้มาก ๆ กับขอปืนเล็กกับกระสุนด้วย <br> ไทยก็ยอมจัดปืนให้ แต่ไม่ครบตามจำนวนที่อังกฤษต้องการ แต่ไทยได้สัญญาว่า การที่จะให้ส่งปืนและกระสุนดินดำนั้น อังกฤษจะต้องขนเอาสินค้าขึ้นไปเก็บในพระคลังหลวง <br> มิสเตอร์ ปอเน ไม่เต็มใจ แต่ก็ขัดไม่ได้ จึงได้ให้ขนสินค้าขึ้นฝากไว้ที่พระคลังหลวง ๓๘ หีบ ของที่ยังเหลืออยู่นั้นมิสเตอร์ ปอเน ได้ขนลงไปรวบรวมไว้ในเรือ และตัวมิสเตอร์ ปอเน ก็ได้ลงไปอยู่ในเรือ- <big><big>'''๖'''</big></big> (หน้า ๔๒)<br> '''ว่าด้วยพม่าล้อมกรุง ฯ'''<br> -ได้สู้รบกับพม่ากว่าเดือน ๑ จึงได้มีจดหมายถวายพระเจ้ากรุงสยามขอปืนใหญ่และกระสุนดินดำเพิ่มขึ้นอีก ฝ่ายไทยทราบอยู่ว่าข้าศึก จะยกเข้ามาตีกรุงอีกด้าน ๑ ไม่เกี่ยวทางด้านที่เรืออังกฤษจอดอยู่ ทั้งยังไม่ค่อยจะไว้ใจอังกฤษนัก จึงไม่ยอมให้ปืนตามที่อังกฤษขอมา มิสเตอร์ ปอเน ก็โกรธมาก แล้วได้ส่งหนังสือคล้าย ๆ กับเปนการประกาศไปยังเสนาบดี จึงได้ถอนสมอล่องเรือลงไปตามลำน้ำ และในตอนล่อง เรือนั้นได้ให้ขึ้นไปริบของจากเรือสำเภาจีนรวม ๖ ลำ แต่ลำ ๑ เปนเรือของพระเจ้ากรุงสยาม นอกนั้นเปนเรือซึ่งมาจากประเทศจีนเพื่อมา ค้าขายในประเทศสยาม จึงได้มาจอดรออยู่ที่อ่าวสยาม <big>'''พม่าล้อมกรุง'''</big><br> พวกพม่าได้ยกทัพมีพลมากมายก่ายกองกระจายอยู่เต็มบ้านเต็ม เมืองดุจน้ำไหลอย่างเชี่ยว<br> เมื่อปี ค.ศ.๑๗๖๖ (พ.ศ. ๒๓๐๙) พม่าได้สร้างป้อมล้อมกรุงไว้ ๓ แห่ง แต่ถึงดังนั้น เสบียงอาหารในกรุงก็ยังบริบูรณ์ จะมีคนตายด้วยอดอาหารก็เพียงคนขอทานเท่านั้น <br> เพราะฉนั้น เมื่อวันที่ ๑๔ เดือนกันยายน ข้าศึกจึงได้ยกมาตั้งติดประชิดกรุง ห่างจากกำแพงเมืองเพียงระยะทางปืนใหญ่เท่านั้น และก็ตั้งมั่นคอยจับผู้คนเสบียงพาหนะซึ่งจะผ่านไปมา (หน้า ๔๓)<br> <big>'''ว่าด้วยพวกเข้ารีดต่อสู้พม่า'''</big><br> '''ความประพฤติของพวกเข้ารีด'''<br> พวกเข้ารีดโดยมากมีหน้าที่รักษาเชิงเทิน ซึ่งเปนการหาประโยขน์มิได้ เพราะการศึกครั้งนี้ ได้รบกันนอกกำแพงเมือง ภายหลัง พระเจ้ากรุงสยามได้พระราชทานปืนใหญ่ให้แก่วัดเข้ารีด ๓ วัด ซึ่งอยู่ นอกกำแพงพระนคร รวมเปนปืน ๓๐ กระบอกพร้อมทั้งลูกกระสุนดินดำ และได้พระราชทานปืนไปให้พวกจีนซึ่งมีอยู่ ๖๐๐๐ คน เพราะพวกจีนได้ขออนุญาต เอาห้างพวกฮอลันดากับวัด ซึ่งอยู่บนเนินสูงสำหรับตั้งเปนค่าย <br> ยังไม่ใช่แต่เท่านั้น ไทยยังให้เงินแก่พวกจีน ๒ หมื่น แฟรง และให้เงินแก่พวกเข้ารีด ๕๐๐๐ แฟรง เพื่อขอให้พวกจีน และพวกเข้ารีดคอยป้องกัน และสู้รบกับข้าศึกจนกว่าจะเลิกสงคราม <br> แต่นั้นแหละ พวกเข้ารีดมีเพียง ๘๐ คนเท่านั้น ใน ๘๐ คนนี้ก็ต้องแยกกันอยู่ตามวัดถึง ๓ แห่ง ซึ่งล้วนแต่อยู่ห่าง ๆ กันสุดทางปืนทั้งนั้น และคนเหล่านี้ ก็มิได้เคยได้รับการฝึกหัดในวิธีทำสงครามเลย <br> เพราะ ฉนั้นพวกเข้ารีดจะทำอะไรได้ แต่ถึงดังนั้น พวกเข้ารีดก็ถือปืนเล็ก คนละกระบอกและเคยยิงปืนใหญ่ด้วย พวกเข้ารีดได้สู้รบกับพวกพม่าอย่างวิธีกองโจร <br> ครั้นเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พวกข้าศึกได้ยกพลมาเปนอันมาก และได้มายึดวัดใหญ่ ๆ ใกล้กับวัดเข้ารีดไว้ ๒ วัด <br> การที่ไทยทำวัดไว้มาก ๆ รอบพระนครดังนี้ เปนการที่คิดการผิดโดยแท้ แต่ส่วนวัดเข้ารีดและค่ายพวกเข้ารีดนั้น ได้เอาเสาและไม้กระดานล้อมไว้อย่างแน่นหนา (หน้า ๔๔)<br> แต่ถึงดังนั้น ข้าศึกยังไม่ได้เหยียบเข้ามาถึงค่ายเข้ารีดเลย พวกไทยและจีนก็ตื่นตกใจเสียแล้ว แต่ข้อที่น่าปลาด อยู่นั้นก็คือ กระสุนปืนได้ตกลงมาในค่ายพวกเข้ารีดเปนอันมาก แต่ก็หาได้ถูกผู้ใดไม่ และในค่ายนั้นก็เต็มไปด้วยผู้คนเพราะไม่ได้มีแต่ฉเพาะพวกเข้ารีดพวกเดียว พวกที่ไม่ได้เข้ารีด ก็ได้มาอาศรัยอยู่ในค่ายเปนอันมาก เพราะพวกนี้อยากมาอยู่ในค่ายพวกเข้ารีด มากกว่าอยู่ในพระนคร<br> เมื่อวันที่ ๑๓ เดือนพฤศจิกายน พวกข้าศึกได้ไปยึดวัดใหญ่ วัด ๑ ซึ่งอยู่ตรงกับโรงเรียนสามเณร พวกเข้ารีดได้ต่อสู้อย่างสามารถแต่ทานกำลังพม่าไม่ไหว พวกข้าศึกจึงได้เอาปืนยิงวัดพวกเข้ารีด ซึ่งเรียกว่า วัดเซนต์โยเซฟ จนทลุปรุไปหมด ฝ่ายพวกเข้ารีด ก็ได้เอาปืนยิงวัดไทย ที่พวกข้าศึกตั้งมั่นอยู่และได้จับช้างของข้าศึกได้มา ๑ เชือก <br> แต่เมื่อวันที่ ๗ เดือนมีนาคม ค.ศ. ๑๗๖๗ (พ.ศ. ๒๓๐๙) พวกเข้ารีดได้เสียทีแก่ข้าศึก คือ พวกที่อยู่ยามได้พากันหลับหมด พวกข้าศึกจึงได้กรูกันเข้ามาเอาไฟเผาค่ายของท่านสังฆราช <br> บรรดาพวกเข้ารีดทั้งชายและหญิงก็ได้พากันหนีไปอาศรัยใน วัดเซนต์โยเซฟ และอาศัยในเขตบ้านของบาดหลวง แต่ได้มีคนเข้ารีดคน ๑ มีความชล่าใจจะกลับไปยังบ้านของตัว จึงถุกพวกข้าศึกจับได้และข้าศึก ก็ได้ฆ่าเสียโดยไม่มีเมตตาจิตเลย ฝ่ายที่รักษาค่ายสังฆราช ได้ต่อสู้ข้าศึกอย่างสามารถและได้เอาปืนระดมยิงข้าศึก จนข้าศึก- (หน้า ๔๕) -ได้ล่าถอย ไปตีพวกจีนในค่ายฮอลันดาต่อไป<br><br> <br> <br> b5izmkkj5ucsx93y4a0repnpb3evgw6 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๙ หมวด ค 0 37139 293789 107939 2026-07-23T10:13:50Z Lunlumita 12009 293789 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - ย้ายเนื้อหาไปยัง [[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร|ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร]] แล้ว และหน้านี้ไม่ได้ใช้อีก}} <big><big>'''ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙'''</big></big><br> '''เรื่อง จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ''' <br> '''กับ ครั้งกรุงธนบุรีแลกรุงรัตนโกสินทรตอนต้น ภาคที่ ๖'''<br> มหาอำมาตย์โท หม่อมเจ้าธำรงศิริ พิมพ์ในการบำเพ็ญกุศล อายุครบ ๕๐ ปี<br> พิมพ์ที่โรงพิมพ์ศรีหงส์<br> <br> -----<br> <big><big>'''หมวด ค'''</big></big><br> * ว่าด้วยพม่าตีค่ายพวกเข้ารีดและค่ายจีน หน้า ๔๕ * ว่าด้วยมองเซนเยอร์บรีโกต์ยอมให้พม่าจับ " ๔๖ * ว่าด้วยเสียพระนครศรีอยุธยา " ๔๙ * ว่าด้วยบาญชีจำนวนสิ่งของที่ฝังไว้ ในบริเวณบ้านบาดหลวงที่กรุงศรีอยุธยา " ๕๐ * จดหมายมองซิเออร์อาโตด์ ว่าด้วยพวกมิชชันนารี หนีพม่าไปทางเมืองจันทบุรี " ๕๒ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยเจ้าศรีสังข์ หนีไปอยู่เขมร " ๕๕ * ว่าด้วยเจ้าตากคิดตั้งตัวเปนใหญ่ " ๕๖ * ว่าด้วยเจ้าตากคิดจะจับเจ้าศรีสังข์ " ๕๖ * จดหมายมองซิเออร์อาโตด์ ว่าด้วยเจ้าตาก ขอให้เจ้าเมืองคันเคา จับเจ้าศรีสังข์ " ๕๘ * ว่าด้วยญวนคิดจะให้มองซิเออร์ ไปเมืองเขมร (ไปเกลี้ยกล่อมเจ้าศรีสังข์) " ๖๑ * ว่าด้วยข้อสัญญาของ มองซิเออร์อาโตด์ ที่จะไปเมืองเขมร " ๖๓ * ว่าด้วยมองซิเออร์อาโตด์ไปเมืองเขมร " ๖๖ * จดหมาย มองซิเออร์มอวัน ว่าด้วยเจ้าเมืองคันเคา รบกับ เจ้าตาก " ๖๗<br> <br> -----------<br> <big><big>'''ค'''</big></big><br> <big>'''ว่าด้วยพม่าตีค่ายพวกเข้ารีดและค่ายจีน'''</big><br> ฝ่ายพวกเข้ารีดในค่ายปอตุเกตได้ไปสมทบกับพวกจีน ครั้นพวกพม่าเห็นว่าพวกจีนในค่ายฮอลันดาต่อสู้อย่างสามารถนัก จึงได้เลยยกไปตีที่วัดซึ่งมีจีนเข้าไปอาศรัยอยู่ ๒๐๐๐ คน แล้วพวกพม่า ก็ตัดทางมิให้พวกจีนในวัดนี้และพวกจีนในค่ายฮอลันดาไปมาถึงกัน ได้ โดยประสงค์จะล้อมไว้ เมื่อจีนคนใดออกจากวัดไปเพื่อหาอาหาร รับประทาน พวกพม่าก็จับฆ่าเสียทุกคน แล้วพวกข้าศึกได้เข้า ไปตีพวกจีนแตกหนีออกจากวัด จึงได้ยกกองไปตีวัดอีกวัด ๑ ซึ่งอยู่ใกล้กับค่ายปอตุเกตระยะห่างเพียงหนทางปืนเล็กเท่านั้น ในขณะ นั้นมีสามเณรคณะเยซวิตชาติปอตุเกตคน ๑ มีความกลัวและหิวด้วย จึงได้หนีไปหาสังฆราช เพื่อไปหาอาหารรับประทานพวกบาดหลวงได้รับไว้และได้ให้อาหารรับประทานซึ่งทำให้สามเณรคนนี้สบายขึ้นมาก<br> ภายหลังพม่าได้ตีป้อมซึ่งอยู่นอกพระนครจากไทยได้ และได้เอาไฟไปเผาห้างฮอลันดา พม่าล้อมกรุงอยู่รวม ๘ วัน ครั้น วันที่ ๒๑ เดือนมีนาคมพม่าได้ยกไปตีค่ายปอตุเกต บาดหลวงคณะ ดอมินีแกงคน ๑ กับบาดหลวง คณะเยซวิตคน ๑ ซึ่งอยู่ในค่ายนั้นก็ยอมให้ข้าศึกจับโดยดี ข้าศึกได้งดรอไม่เผาวัดอยู่ ๒ วัน เพื่อเปนการล่อให้สังฆราชกับพวกเข้ารีดไปเข้าหาข้าศึก แต่ที่จริงท่าน- (หน้า ๔๖)<br> -สังฆราชจะทำอย่างใดได้ ทหารก็ไม่มีป้อมก็ไม่มี ข้าศึกก็มีคน ถึง ๕๐๐๐ และได้มาล้อมโรงเรียนอยู่แล้ว .........<br> <big>'''มองเซนเยอร์บรีโกต์ ยอมให้พม่าจับ'''</big><br> '''การปล้นของ'''<br> แต่ข้างพวกพม่าก็ไม่อยากจะให้ผู้คนล้มตายโดยใช่เหตุ แม่ ทัพพม่าจึงได้ให้บาดหลวงปอตุเกตมีจดหมายถึงสังฆราชบอกว่า ถ้าสังฆราชยอมให้ข้าศึกจับไปโดยดีแล้ว ข้าศึกจะไม่ทำอันตรายต่อ วัดหรือโรงเรียนหรือเข้าของทรัพย์สมบัติของบาดหลวงเลย ท่านสังฆราชจึงได้จัดให้คนเข้ารีดคน ๑ ออกไปเจรจากับข้าศึก แม่ทัพพม่าจึงได้ยึดตัวคนเข้ารีดคนนี้ไว้ เพราะต้องการให้สังฆราชไปด้วยตัวเอง แม่ทัพได้ต้อนรับท่านสังฆราชอย่างดี และคงยืนคำว่าจะไม่ทำ อันตรายต่อวัดและโรงเรียน แต่การที่สัญญาเช่นนี้ก็พูดกันด้วยปาก หาได้เขียนเปนลายลักษณอักษรไว้ไม่ แล้วแม่ทัพพม่าจึงได้บอกว่า ในเวลากลางคืนแม่ทัพจะได้ให้เอาไฟไปเผาค่ายพวกเข้ารีดให้หมด เพราะฉนั้นให้พวกเข้ารีดไปอาศรัยอยู่ในโบสถ์หรือที่โรงเรียน ส่วน ตัวสังฆราชนั้นแม่ทัพพม่าบังคับให้เข้าไปอยู่ในวัดไทยแห่ง ๑ เมื่อการเปนดังนี้ก็จำต้องยอมจะทำอะไรไม่ได้ ครั้นเมื่อวันที่ ๒๓ เดือนมีนาคม เมื่อรับประทานอาหารค่ำแล้ว พวกพม่าได้เอาไฟไปเผาค่านพวก (หน้า ๔๗)<br> เข้ารีดอย่างว่า แต่ไฟได้ลุกลามไปไหม้เอาวัดเข้ารีดด้วย และวัดนั้นทั้งเครื่องประดับและของต่าง ๆ ได้ไหม้ไฟไปสิ้น แล้วแม่ทัพพม่าจึงได้เข้าไปปล้นเก็บของในโรงเรียนหมด ซึ่งเปนการที่ผิดจากคำที่ได้สัญญาไว้ พม่าจึงได้จับพวกบาดหลวง พวกนักเรียนและพวกเข้ารีดไปยังค่ายและได้เก็บเข้าของทรัพย์สมบัติของพวกนี้ทั้งหมด<br> มีเจ้าองค์ ๑ ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าอังวะองค์เก่าเปนหัวหน้าอยู่ในตำบลนี้ เคยเปนผู้ส่งเข้าสารและเนื้อโค มาให้บาดหลวงและพวกเข้ารีด ครั้นมาในบัดนี้เจ้าองค์นี้ก็ได้ให้ คนของตัวควบคุมพวกบาดหลวงและพวกเข้ารีด เพื่อระวังไม่ให้พวกนี้หนีได้ ฝ่ายพวกพม่าก็สงสัยว่า ท่านสังฆราชคงจะส้อนเข้าของ เงินทองไว้เปนแน่ แต่ถึงพม่าจะถามเท่าไร ๆ ท่านสังฆราชก็หาบอกไม่ เพราะฉนั้นพวกพม่าจึงได้ เนรเทศท่านสังฆราชไปอยู่ที่อื่น <br> คือ ที่หอคอยสูงใกล้กับตัวแม่ทัพ ไม่ช้าเท่าไหร่นัก บาดหลวงคณะเยซวิต ก็ตามไปอยุ่กับท่านสังฆราชด้วย <br> เมื่อคืนวันที่ ๗ - ๘ เดือนเมษายน พม่าข้าศึกได้ตีกรุงแตก และเอาไฟเผากรุงเสียด้วย เมื่อกรุงแตกแล้ว มองซิเออร์ คอร์ มิชชันนารีฝรั่งเศส ซึ่งได้อาศรัยอยู่ที่เตนท์ พร้อมกับพวกเข้ารีดนั้น จึงได้ไปเยี่ยมท่านสังฆราชได้ ..............<br> '''บางกอกวันที่ ๑ เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๗๖๙ (พ.ศ. ๒๓๑๒)'''<br> พวกพม่าได้ยกทัพมาตั้งอยู่ข้างบ้านมหาพราหมณ์ และได้ยก- (หน้า ๔๘)<br> -จากค่ายมหาพราหมณ์ ออกโจมตีไทยอยู่เสมอ ๆ แต่พม่าทำการได้ตามชอบใจเพราะไม่มีใครออกมาต่อสู้เลย แต่เพื่อจะกันมิให้ราษฏรพลเมืองไว้ว่า พวกไทยจึงได้ยกออกต่อสู้ข้าศึกบ้างเปนครั้งเปนคราว <br> แต่การต่อสู้นี้ก็ทำกันโดยอย่างเสียไม่ได้ เพราะเมื่อไทยออกต่อสู้พม่าคราวใด ก็สำหรับส่งอาวุธให้แก่ข้าศึกเท่านั้น <br> ไทยกับพม่า ไม่ได้รบกันประชันหน้า จนครั้งเดียว ฝ่ายพวกพม่าก็เห็นว่า ไทยไม่สู้จึงจัดการล้อมพระนครไว้ และเอาวัดต่าง ๆ ซึ่งอยู่รอบ พระนครเปนที่ตั้งมั่น <br> ส่วนพวกจีนนั้นก็ได้เตรียมการต่อสู้อยู่ในห้างฮอลันดา พวกพม่าจึงได้ไปตีค่ายพวกจีน ๑๘ วัน ๑๘ คืน พวกจีนชื่อ เฮียนเสือ (Hien Su) ถูกกระสุนปืนที่ศีร์ษะ พวกพม่าจึงตีพวกจีนแตกหนีไปและได้เอาไฟเผาห้างฮอลันดาจนหมดเหลือแต่กำแพง เท่านั้น <br> มีเสียงลือกันว่า การที่จีนแพ้พม่า โดยหัวหน้าถูกยิงนั้น เปนด้วยเกิดใส้ศึกในค่ายจีน แต่ข้อนี้จะจริงเท็จประการใด ข้าพเจ้า หาทราบไม่ ที่ วัดแซงโดมีนี ก็ถูกเพลิงไหม้เหมือนกัน แต่ วัดเซนปอล ได้รอดไปหาถูกเพลิงไหม้ไม่ แต่เข้าของในวัดนั้นหมดไม่มีเหลือ <br> ด้วยพวกจีนและไทย ได้เข้าไปลักของ จนที่สุดไม้เครื่องบนหลังคาก็เก็บเอาไปด้วย (หน้า ๔๙)<br> <big>'''ว่าด้วยเสียพระนครศรีอยุธยา'''</big><br> วัดและโรงเรียนสามเณรของเราก็ถูกไฟไหม้เหมือนกัน แต่ ไหม้คนละคราว พวกเข้ารีดที่วัดเซนต์ปอลได้ถูกจับเปนเชลยไป หมด ข้าศึกได้จับข้าพเจ้าและมองเซนเยอร์ตาบรากากับพวกเข้ารีด ไปไว้ยังวัดท่าใหม่ (Vat Thamai) พม่าได้เที่ยวเอาไฟเผาบ้านเรือน ทุบต่อยเข้าของและฆ่าผู้ฟันคนทั่วไปหมด เมื่อพม่าจับโรงเรียนสามเณรได้สัก ๘ วัน ก็ตีกรุงแตก พม่าได้เข้าไปในพระนคร <br> ได้ทราบมาเปนการแน่ว่า พระศรีสุราย ( Phra Si Surai) น้องภรรยาของพระเจ้าแผ่นดิน ได้สมรู้ร่วมคิดกับพวกข้าศึกด้วย แต่การที่คิด การเช่นนี้จะประสงค์อะไรก็ตาม แต่ฏ้หาได้สำเร็จตามความปรารถนาไม่ เพราะต้องถูกจำตรวนพร้อมด้วยเจ้าพระยาพระคลังและขุนนางอื่น ๆ ด้วย <br> ฝ่ายพระเจ้ากรุงสยามซึ่งเปน'''พระโรคเรื้อน'''นั้นก็หนีข้าศึกไป และไปสวรรคตที่โพธิ์สามต้น เมื่อพม่าได้ยกกลับไปแล้ว <br> เมื่อพม่าเข้ากรุงได้แล้วนั้น พม่าได้เอาไฟเผาบ้านเรือนทำลายเข้าของ อยู่ ๑๕ วัน และได้ฆ่าผู้ฟันตนไม่เลือกว่าคนมีเงินหรือไม่ มีเงินก็ฆ่าเสียสิ้น <br> แต่พวกพม่าก็พยายามฆ่าพวกพระสงฆ์มากกว่า และได้ฆ่าเสียนับจำนวนไม่ถ้วน ข้าพเจ้าเองได้เห็นพม่าฆ่าพระสงฆ์ ในตอนเช้าวันเดียวเท่านั้นกว่า ๒๐ องค์<br> เมื่อพม่าได้เผาบ้านเรือนในพระนครตลอดจนพระราชวังและวัดวาอารามหมดสิ้นแล้ว พวกพม่าจึงเตรียมการที่จะยกทัพกลับไป พวก - <big><big>'''๗'''</big></big> (หน้า ๕๐)<br> -พม่าได้ยกทัพออกจากกรุงเมื่อวันที่ ๑๕ เดือนเมษายน ค.ศ. ๑๗๖๗ ( พ.ศ. ๒๓๑๐) บาดหลวงแบนาดีโนได้ตกน้ำตายใต้บางกอก บาดหลวงเยซวิต ได้ตายที่ข้างช้าง บาดหลวงอีซีดอร์ ได้หนีไปที่เมืองคันเคา ซาอานา ซิโอกับภรรยา ถูกพม่าเก็บทรัพย์สมบัติจนหมดตัว ลงปลายที่สุด ก็อดอาหารตาย <br> ส่วนตัวข้าพเจ้านั้น ได้หนีไปบางกอกพร้อมด้วย พวกเข้ารีด ๓๐๐ คน แล้วได้ลงเรือจีนไปยังเมืองคันเคาต่อไป <big>'''บาญชีและจำนวนของที่ได้ฝังไว้ ในบริเวณบ้านบาดหลวงที่กรุงศรีอยุธยา'''</big><br> '''ก่อนพม่าเข้ามาและซึ่งภายหลังหาไม่พบ มองซิเออร์คอร์เปนผู้จด'''<br> '''ค.ศ. ๑๗๗๔ ( พ.ศ. ๒๓๑๗)'''<br> '''๑ ฝังไว้ในห้องเก็บน้ำมันซึ่งอยู่ใกล้กับห้องของโกลดีโอ'''<br> ไม้ยศของสังฆราช กับของต่าง ๆ ของคณะบาดหลวงแต่จะเปนของอะไรบ้าง สังฆราชาได้บอกข้าพเจ้าไม่ สมุดจดเรื่องต่าง ๆ เล่ม ๑ น้ำมันที่เสกแล้วหีบ ๑ กับของ อื่น ๆ อีก<br> (หน้า ๕๑)<br> หีบเก็บเงินใบใหญ่ทาสีขาวหีบ ๑ มีเงินในนั้น ๖ ถึง ๗ ชั่ง เปนเงินของ โซาตาซา<br> เงิน ๑๐ ตำลึงหรือ๑ ชั่ง เท่าไรแน่ข้าพเจ้าไม่ทราบ เปนเงินของมาแตงเล็ก<br> เงิน ๑๐ ตำลึง ของไครอตภรรยาตาฉิม<br> เงิน ๑ หรือ ๒ ชั่ง ใส่ไว้ในหีบดำเปนเงินของ โบ<br> '''๒. ฝังไว้ที่ประตูสวนใกล้กับห้องนักเรียน''' <br> คือ เสื้อผ้าของ นางอันโตนีอากับหลุยลาเลอมัน<br> '''๓. ฝังไว้ข้างโบสถ์ใกล้กับหอระฆัง''' <br> ซึ่งนักเรียนเคยไว้โอ่งน้ำ เงิน ๑ ชั่ง ของนางอันโตนีอา<br> '''๔. ฝังไว้ในห้องน้ำมันซึ่งกล่าวมาแล้ว และในที่เดียวกันกับเงินของพวกเข้ารีด''' <br> มีเครื่องแต่งตัวเปนของรูปพรรณ ของยังคาน และบุตรหญิง ชื่อ บีบีนาอา<br> ที่บันไดเล็กบ้านบาดหลวงห่าง ๘ หรือ ๑๐ ก้าว ไปข้างด้านที่บูชา ได้เอาเครื่องเงินของ คณะบาดหลวงฝังไว้ลึก ๕ หรือ ๖ ฟิต และมีเงินเหรียญประมาณ ๖๐ เหรียญ ซึ่งมองเซนเยอร์เดอตาบรากา ได้ฝังไว้ด้วย<br> ................<br> (หน้า ๕๒)<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์อาโตด์ ว่าด้วยพวกมิชชันนารีหนีพม่า ไปทางเมืองจันทบุรี'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์อาโตด์ ถึง ผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''วันที่ ๑๔ เดือนมกราคม ค.ศ. ๑๗๖๖ ( พ.ศ. ๒๓๐๘)'''<br> กองทัพพม่าได้ไปยึดหมู่บ้านไว้ได้หลายแห่ง จึงได้ตั้งค่าย มั่นไว้ในที่แห่ง ๑ แล้วก็ออกเที่ยวปล้นสดมภ์ทำร้ายต่าง ๆ ทั่วไป หมด จนใกล้เข้ามาเกือบถึงโรงเรียนหนทางอีกครึ่งวันก็จะถึงอยู่แล้วเพราะฉนั้นจึงเปนการจำเปนที่จะต้องพาพวกนักเรียนไปเสียให้พ้นมือข้าศึก ข้าพเจ้ากับพวกมองซิเออร์แคแฮเวได้ต่างคนรับอาสาจะอยู่แต่ต่างคนไม่ยอมจึงตกลงพาพวกนักเรียนไปพร้อมกันทั้ง ๒ คน การที่ล่องลง ไปถึงสันดอนนั้นล้วนมีแต่อันตรายรอบตัว และเมื่อไปถึงสันดอน แล้วก็กลับมีอันตรายทวีมากขึ้นอีก แต่ด้วยความช้วยเหลือพระ เยซูและความฉลาดไหวพริบของมองซิเออร์ แคแฮเว จึงได้ลงเรือต่อไปได้ การเดิรทางนั้นก็ไม่ช้าเท่าไร แต่น่ากลัวอันตรายมาก เพราะตั้งแต่ไหน ๆ มาไม่เคยมีพวกโจรสลัดซึ่งเปนพวกแขกมาลายู และพวกญวน มาอยู่ในอ่าวสยามมากเหมือนครั้งนี้เลย เมื่อเรา ได้ออกจากกรุงศรีอยุธยาได้สองวัน พวกข้าศึกก็ไปยึดบางกอก ไว้ได้ แล้วจึงล่องกลับมาที่สันดอนเผาบ้านซึ่งเราพักอาศรัยอยู่ใน วันก่อน พวกพม่าได้ฆ่าคนไทยตายเปนอันมากซึ่งผิดธรรมเนียมที่ พม่าเคยทำมา แต่ที่ฆ่าครั้งนี้ก็เห็นจะเปนเพราะพม่าแค้นที่ไทยได้ ต่อสู้ที่บางกอก แต่ความจริงการที่ไทยต่อสู้พม่าที่บางกอกก็ประ- (หน้า ๕๓)<br> -เดี๋ยวเดียวเท่านั้น ดูเหมือนไม่ถึงครึ่งชั่วโมงไทยก็หนีพม่าไป ท่าน คงจะเห็นตามที่กล่าวเล่ามานี้ว่าความกล้าหาญของไทยจะมีสักเพียงใดข้าพเจ้าเชื่อว่าทั้งโลกเห็นจะไม่มีประเทศไหน ที่จะทำสงครามไม่เปนเหมือนกับประเทศสยามนี้เลย ครั้นพวกข้าพเจ้าได้ไปถึงเมืองจันทบุรี ก็พเอิญเปนเวลาระดู ที่กำลังเก็บเกี่ยวเข้า ข้าพเจ้าจึงได้ซื้อเข้ามาเก็บไว้เพราะเชื่อว่าจะ อยู่ในเมืองจันทบุรีจนกว่าจะเลิกสงคราม ฝ่ายพม่าข้าศึกก็รุก ใกล้เข้ามาทุกที และโจรผู้ร้ายในเมืองจันทบุรีก็ชุกชุมมากขึ้นกว่า เดิมหลายเท่า เพราะพวกในเวลานั้นพวกผู้ร้ายหมดกลัวด้วยบ้านเมืองกำลังระส่ำระสายข้าพเจ้าเห็นว่าจะอยู่ไม่ได้แล้ว จึงได้ยกออกจาก เมืองจันทบุรีเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน และได้ให้เข้าของกับบาดหลวงยากซ์ เพื่อตอบแทนในการที่บาดหลวงคนนี้ต้องเปลืองโสหุ้ยในเวลาที่เราพักอยู่ในเมืองนั้น การเดิรทางคราวนี้เปนที่เรียบร้อยไม่มี เหตุการณ์อย่างใด และเมื่อต้นเดือนธันวาคมเราก็ได้ไปถึงเมือง คันเคา เมื่อเวลาเราจะออกจากกรุงศรีอยุธยานั้น มองเซนเยอร์ ดอตาบรากาได้มอบเงินให้เราไว้ ๒ - ๓ ชั่งเท่านั้น เพราะฉนั้นเมื่อ เราได้ไปถึงเมืองคันเคาเงินจึงหมดไม่มีจะใช้แล้ว เมื่อวานนี้ข้าพเจ้า ได้รับจดหมายจากมองเซนเยอร์เดอคานาธ<sup>(๑)</sup> บอกมาว่าได้ส่งเงิน- ............. ''(๑) คือมองเซนเยอร์ ปีกูเอล (Piguel)'' <br> (หน้า ๕๔)<br> -มาให้ข้าพเจ้า ๕๐ เหรียญ พอได้เลี้ยงชีพไปได้พลาง เพราะเรา จะต้องอยู่ที่เมืองนี้ตลอดไปจนกว่าสงครามทางกรุงศรีอยุธยาจะได้สงบ ข้าพเจ้ามองไม่เห็นว่าจะยืมเงินจากใครได้บ้างและถึงจะยืมได้ ก็คง จะต้องเสียดอกเบี้ยแพงเปนแน่ ..................<br> (หน้า ๕๕)<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยเจ้าศรีสังข์หนีไปอยู่ เขมร'''</big><br> <big>'''เจ้าไทย พระดำริห์ของเจ้าไทย จะร้องไป ยังประเทศฝรั่งเศส'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์คอร์ ถึง มองซิเออร์ดารากอง'''<br> '''เมืองเขมร'''<br> '''วันที่ ๓ เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๗๖๘ (พ.ศ.๒๓๑๑)'''<br> เมื่อวันที่ ๑๙ เดือนธันวาคมปีกลายนี้ ได้มีเจ้าไทยองค์ ๑ ทรงพระนามว่าเจ้าศรีสังข์<sup>(๑)</sup> ได้เสด็จมายังเมืองเขมร เจ้าศรีสังข์ องค์นี้เปนพระราชโอรสของพระมหาอุปราชทรงพระนามว่าวัง (Vang) ซึ่งถูกพระอนุชาและพระเชษฐาปลงพระชนม์เสียก่อน <br> ข้าพเจ้าได้- ....................<br> ''(๑) เจ้าศรีสังข์องค์นี้เปนพระราชบุตรของเจ้าองค์ที่เรียกกันในเมืองไทยและในประเทศ ยุโรปว่าพระมหาอุปราช (Grand Prince) พระมหาอุปราชองค์นี้เองซึ่งทรงอุดหนุนเอื้อ เฟื้อแก่พวกเข้ารีดและทรงนับถือชาวยุโรปนัก ในเวลานั้นได้มีคนหวังกันว่าเมื่อพระราชบิดา ซึ่งทรงพระชราและทรงพระประชวรจวนจะสวรรคตอยู่แล้ว เมื่อเสด็จสวรรคตเมื่อใด พระ มหาอุปราชคงจะได้ขึ้นครองราชสมบัติแทนพระบิดา และคงจะได้เข้ารีดนับถือ ศาสนาคริศเตียนและคงจะทรงทำให้ใต้ฟ้าข้าแผ่นดินได้นับถือพระเปนเจ้าที่จริงแท้ทั่วกัน หมด แต่การที่หวังกันดังนี้หาได้สำเร็จตามหวังไม่ เพราะพระมหาอุปราชองค์นี้ถูกปลง พระชนม์เกือบได้พระเนตร์พระราชบิดา เมื่อพระมหาอุปราชสิ้นพระชนม์แล้วไม่กี่วัน สมเด็จพระราชบิดาก็เสด็จสวรรคตเหมือนกัน พระโอรสของพระมหาอุปราช คือเจ้าศรีสังข์ นั้น พระเจ้ากรุงสยามผู้เปนพระอาว์ได้เอาไปเลี้ยงไว้ในหระราชวัง ครั้นพระม่าเข้ามา ตีกรุงศรีอยุธยา เจ้าศรีสังข์กับพระอนุชาได้เล็ดลอดหนีพม่าไปได้ (คัดจากจดหมายของ ซิเออร์ อาโตด์)'' (หน้า ๕๖)<br> -ไปถึงกรงศรีอยุธยาสักสองสามปี ในเรื่องพระมหาอุปราชองค์นี้ ท่านก็คงได้ยินออกพระนามอยู่บ่อย ๆ แล้ว เพราะทรงปกครอง ควบคุมพวกเข้ารีดและตั้งพระทัยที่จะช่วยการสาสนาด้วย ฝ่ายเจ้า ศรีสังข์มีพระชนม์เพียง ๒๒ ปี ทรงพระปรีชาสามารถได้เสด็จมา หาพวกเราเพื่อปรึกษาถึงการทรงดำริห์ว่าจะเสด็จไปยังประเทศยุโรป ในเมื่อพม่าเข้าไปตีกรุงนั้น เจ้าศรีสังข์ได้เสด็จเล็ดลอดหนีข้าศึกไปได้ จึงได้เสด็จด้นดั้นอยู่ตามป่าประมาณ ๓ เดือน ครั้นพวกพม่ายกกลับไปแล้ว เจ้าศรีสังข์จึงเสด็จกลับไปยังบางกอก แล้วจากบางกอก แล้วเสด็จไปยังบางปลาสร้อย <br> <big>'''ว่าด้วยเจ้าตากคิดตั้งตัวเปนใหญ่'''</big><br> <big>'''ว่าด้วยเจ้าตากคิดจะจับเจ้าศรีสังข์'''</big><br> ในเวลานั้นพระยาตากซึ่งเปนชาติจีน ครึ่ง ๑ นั้น กำลังดำริห์จะเอาราชสมบัติ ได้ทราบว่ามีเจ้าเชื้อ พระราชวงศ์เสด็จไปที่บางปลาสร้อย จึงได้จัดเรือให้ออกไปจับเจ้า ศรีสังข์มายังเมืองจันทบุรี ยังมีคนเข้ารีดของเราคน ๑ ได้เข้า ไปเปนพรรคพวกของเจ้าศรีสังข์ เพราะเห็นว่าเจ้าองค์นี้มีอัธยาศรัยอันดี คือพระทัยกว้างขวาง ทรงพระปรีชาเฉียบแหลมเกินกว่าอายุและยิ่ง กว่าคนไทยทั้งปวง ทั้งโปรดปรานพวกเข้ารีดและนับถือพวกฝรั่งเศส จึงมีพระประสงค์นักที่จะได้ไปเห็นของอันน่าพิศวง ซึ่งได้กล่าวไว้ใน จดหมายเหตุของราชทูตครั้งร้อยปีรอบที่ ๑๗ คนเข้ารีดคนนี้จึงได้ทูลเจ้าศรีสังข์ว่าเราจะได้ช่วยทุกอย่างให้การที่ทรงพระดำริห์ไว้นั้นได้เปนการสำเร็จ เพราะการที่คิดจะเสด็จไปประเทศยุโรปนั้นเปนสิ่งที่เราเห็นชอบด้วย เมื่อเจ้าศรีสังข์ได้ฟังดังนี้จึงได้เสด็จลงเรือลำเล็ก<br> หนทาง - (หน้า ๕๗)<br> -ที่จะเสด็จใกล้จริงแต่น่ากลัวอันตรายมาก เพราะมีพวกโจรสลัดทั้ง '''ญวนและแขกมลายู''' ได้ไล่จับเรือเจ้าศรีสังข์ คลื่นก็ใหญ่มาก แต่ลง ท้ายที่สุดเจ้าศรีสังข์ได้เสด็จถึงเมืองฮอนดัตโดยเรียบร้อย เพราะ เจ้าศรีสังข์เข้าพระทัยว่าจะได้พบกับข้าพเจ้าในเมืองนั้น <br> ฝ่ายมอง ซิเออร์อาโตด์รู้จักนิสัยเจ้าเมืองคันเคา จึงไม่ยอมพบกับเจ้าศรีสังข์ เลย และได้บอกกับคนเข้ารีดคนนั้นให้ทูลเชิญให้เสด็จไปยังเมือง เขมร เพราะข้าพเจ้าอยู่ที่เมืองนั้นแล้ว เจ้าศรีสังข์จึงมิได้เสด็จขึ้นบก แต่ได้ออกเรือเลยขึ้นไปตามลำน้ำ อีกไม่เท่าไรวันก็ได้เสด็จไปถึง เมืองพราหมณ์ใบชม (Prambleichom) มองเซนเยอร์เดอคานาธได้ รับรองเจ้าศรีสังข์อย่างดี รุ่งขึ้นมองเซนเยอร์เดอคานาธได้ไปทูล พระเจ้ากรุงเขมรเรื่องเจ้าศรีสังข์เสด็จมา พระเจ้ากรุงเขมรได้ทรง ทราบก็ทรงยินดีเปนอันมาก พระเจ้ากรุงเขมรรับสั่งให้มาถามว่า เจ้าศรีสังข์องค์นี้เปนเจ้าที่เปนเชื้อพระราชวงศ์โดยตรงหรือไม่ใช่ ใน เรื่องนี้ได้โต้ตอบกันไปมาหลายเที่ยว จนที่สุดพระเจ้ากรุงเขมรได้เสด็จออกรับเจ้าศรีสังข์โดยให้เกียรติยศเต็มที่ แล้วพระเจ้ากรุงเขมรได้มี รังสั่งให้สร้างวังให้แก่เจ้าศรีสังข์ทำด้วยไม้ไผ่ เจ้าศรีสังข์ได้ไป ประทับในวังนี้โดยไม่สู้เต็มพระทัยเท่าไรนัก และได้อยู่กับพระเจ้า กรุงเขมรจนพระเจ้ากรุงเขมรโปรดปรานมาก เจ้าศรีสังข์จึงวิตกว่า จะเสด็จออกจากเมืองเขมรไม่ได้เสียแล้ว <big><big>'''๘'''</big></big> (หน้า ๕๘)<br> ในเวลาที่พวกบาดหลวงในเมืองเขมรหวังใจกันว่าในไม่ช้าคณะบาดหลวงอันได้ล้มไปแล้วคงจะตั้งขึ้นได้อีก และสรรเสริญพระเยซูที่ ได้ให้การร้ายกลายเปนดีนั้น <br> ที่เมืองคันเคาได้เกิดเรื่องขึ้นซึ่งตรงกัน ข้ามกับเมืองเขมร ด้วยเจ้าเมืองคันเคาเกิดริษยาขึ้นในการที่เขมร ได้รับรองเจ้าไทย และเคืองว่าเจ้าไทยได้ผ่านบ้านเมืองของตัวโดย ตัวหาได้รู้เรื่องไม่ จึงได้คิดอ่านจะจัดการให้เจ้าศรีสังข์กลับมายัง เมืองคันเคาให้จงได้ แต่วิธีที่เจ้าเมืองคิดจะให้เจ้าศรีสังข์กลับมานั้น ทางยุติธรรมตามความเห็นของเจ้าเมือง ก็คือเอาบาดหลวงที่อยู่ที่ โรงเรียน กับมองซิเออร์ยากซ์ บาดหลวงชาติจีนขังคุกเสีย <big>'''จดหมายมองซิเออร์อาโตด์ ว่าด้วยเจ้าตากขอให้เจ้าเมือง คันเคาจับเจ้าศรีสังข์'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์อาโตด์'''<br> '''ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> เมื่อปี ค.ศ. ๑๗๖๗ (พ.ศ. ๒๓๑๐) เจ้าศรีสังข์ (Chau Si Sang) ซึ่งหนีมาจากเมืองไทยนั้น ได้ผ่านมาทางเมืองฮอนดัต เพื่อจะมา พบกับบาดหลวงที่ประจำโรงเรียน คือมองซิเออร์ปินโย กับมองซิเออร์อาโตด์ แต่บาดหลวงทั้งสองเกรงว่าจะมีเรื่องขึ้นจึงไม่ยอมพบกับเจ้า ศรีสังข์ ๆ จึงได้เลยไปเฝ้าเจ้ากรุงเขมร และเจ้ากรุงเขมรได้จัด การรับรองเจ้าศรีสังข์อย่างใหญ่โตมาก ฝ่ายบาดหลวงประจำที่ โรงเรียนก็คงทำการตามหน้าที่ของตัวโดยมิได้รู้สึกว่า <br> ทางในเมือง- (หน้า ๕๙)<br> -ได้ทำอะไรกันบ้าง เพราะเวลานั้นเจ้าเมืองพึ่งได้รับจดหมายจาก <br> พระยาตากฉบับ ๑ พระยาตากคนนี้เปนคนที่ฉลาดไหวพริบมาก ได้ไปตั้งอยู่ที่บางกอก และได้ซ่อมแซมป้อมซึ่งพวกฝรั่งเศสได้สร้าง ขึ้นไว้เมื่อครั้งแผ่นดินหลุยที่ ๑๔ และซึ่งพวกพม่าได้ทำลายลง เมื่อ ได้ตีกรุงแล้ว พอพระยาตากได้ทราบว่าเจ้าศรีสังข์ได้หนีมาที่เมืองคันเคา ก็ได้มีจดหมายมาถึงเจ้าเมืองคันเคาให้ส่งตัวเจ้าศรีสังข์ให้จงได้ ถ้า ส่งเปนไม่ได้ก็ให้ส่งตาย แต่เรื่องนี้มิได้ปิดกันเงียบมาก แต่ภายหลัง อีกนานจึงได้ทราบเรื่องในเวลาที่พระยาตากมีหนังสือมาถึงเจ้าเมือง คันเคานั้น พระยาตากได้ส่งของอย่างดี ๆ มาให้ด้วย มีปืนใหญ่ ๒ กระบอกหล่ออย่างแบบยุโรปซึ่งเปนของที่ชาวเมืองนี้ตื่นกันมาก และพระยาตากสัญญาว่าถ้าเจ้าเมืองคันเคาส่งตัวเจ้าศรีสัข์ให้แล้ว พระ ยาตากจะส่งปืนชนิดนี้มาให้อีกหลายกระบอก ฝ่ายเจ้าเมืองคันเคา ไม่เคยได้เห็นปืนอย่างนี้เลย มีความยินดีนักที่ได้มา ๒ กระบอก และกระหายอยากจะได้อีก จึงได้ให้เที่ยวค้นหาตัวเจ้าศรีสังข์ให้ จงได้ ครั้นได้ทราบว่าเจ้าศรีสังข์ได้มาแวะใกล้กับโรงเรียน และยัง มีคนหาความต่อไปว่า เจ้าศรีสังข์ได้ขึ้นมาพักอยู่ที่โรงเรียนหลายวัน และพวกบาดหลวงได้เสือกไสให้เจ้าศรีสังข์เลยไปเมืองเขมรอย่าง เงียบ ๆ เจ้าเมืองคันเคาจึงโกรธเปนนักหนา และเจ้าเมืองคนนี้ เปนคนโทโสร้าย ถ้ายิ่งดื่มสุราเข้าไปแล้วก็ยิ่งโทโสมาก<br> ซึ่ง- (หน้า ๖๐)<br> -เปนอย่างนี้หลายปีมาแล้ว เพราะฉนั้นเจ้าเมืองคันเคาจึงออก คำสั่งให้ไปจับตัวพวกบาดหลวงไปใส่คุกเสีย และให้ทำลายวัด เข้ารีดเสียด้วย เจ้าพนักงารจึงได้ส่งทหารไปให้จัดการตามคำสั่ง บางคนก็ได้ตรงไปยังโรงเรียน บางคนก็จะไปทำลายวัดเข้ารีด แต่ <br> มีขุนนางคน ๑ ชื่อคายโท (Cai Tho) เปนขุนนางผู้ใหญ่และเปนคน สนิทของเจ้าเมือง ทั้งเปนคนตั้งอยู่ในความยุติธรรมและอารีอารอบจึงได้คัดค้านเจ้าเมืองคันเคาว่า<br> "การที่จะทำลายวัดเข้ารีดนั้น ข้าพเจ้า เห็นว่าเมื่อได้ฟังคำแก้ของพวกบาดหลวงแล้วจึงทำลายก็ได้ เพราะ บางทีพวกบาดหลวงจะมีคำแก้ตัวบ้างกระมัง ถ้าพวกบาดหลวงมี ความผิดและท่านยังคงต้องทำลายวัดอยู่ จะทำลายเสียพรุ่งนี้ เท่ากับในวันนี้ หรือจะทำลายลงเมื่อไร ๆ ก็ได้ อีกประการ ๑ ถ้าทำลายวัดลงเสียแล้ว พวกเข้ารีดที่มาเมืองนี้สำหรับทำพิธีของสาสนามิหนีทิ้งเมืองไปหมดหรือ"<br> เมื่อขุนนางคายโทคัดค้านดังนี้ เจ้าเมืองก็หาได้ตอบประการใดไม่ คายโทจึงได้ออกไปห้ามไม่ให้ทำลายวัด ดังที่ได้เตรียมการไว้แล้ว เมื่อวันที่ ๘ เดือนมกราคม ค.ศ. ๑๗๖๘ (พ.ศ. ๒๓๑๐) เวลา ๙ ทุ่มพวกทหารได้มาจับพวกบาดหลวงแล้วพาไปยังคุกเมืองคันเคา (หน้า ๖๑)<br> <big>'''ว่าด้วยญวนคิดจะให้มองซิเออร์ไปเมือง เขมร (ไปเกลี้ยกล่อมเจ้าศรีสังข์)'''</big><br> '''ญวนคิดจะให้มองซิเออร์อาโตด์ ไปเมืองเขมร'''<br> พวกญวนคงจะเชื่อเปนแน่ว่าพวกบาดหลวงไม่มีความผิดอะไร แต่ถึงดังนั้นก็ยังจำพวกบาดหลวงไว้ยังคุก เพื่อจะให้บาดหลวงจัด การให้เจ้าเมืองไทยกลับมาจงได้ และญงนได้ให้คนมาบอกว่าถ้า บาดหลวงจัดการให้เจ้าศรีสังข์มาได้เมื่อใดก็จะปล่อยบาดหลวงออกทันที และญวนก็ได้ให้ไปบอกพวกนักเรียนหลายครั้งว่า ถ้าจะต้องการบาดหลวงคืนมาแล้ว ก็ให้ไปพาองค์เจ้าศรีสังข์มาก็แล้วกัน ภายหลังญวนได้ให้มาบอกพวกบาดหลวง ว่าให้บาดหลวงคนใดคน ๑ ไปรับ เจ้าศรีสังข์มาจากเมืองเขมร และเมื่อเจ้าศรีสังข์มาถึงแล้วจะได้ ปล่อยบาดหลวงอีก ๒ คนออกจากคุกทีเดียวฝ่ายท่านหัวหน้าบาดหลวงก็ได้อ้อนวอนขอให้มองซิเออร์ อาโตด์ไปยังเมืองเขมรตามความต้องการของญวน เพื่อการทั้งหลายจะได้เรียบร้อยต่อไป มองซิเออร์ อาโตด์ขัดข้องไม่ยอมไป เพราะไม่เต็มใจที่จะไปทำการเช่นนี้และ พูดว่า ยอมติดคุกอยู่ย่างนี้ดีกว่า แต่เจ้าเมืองและอุปราชก็มา รบเร้าอีก บาดหลวงอาโตด์จึงเห็นว่าเปนการจำเปนจะต้องไปแล้ว จึงได้ให้บอกเจ้าเมืองว่า จะยอมไปเมืองเขมรตามความต้องการ แต่มีข้อจะต้องสัญญากับเจ้าเมืองและอุปราช ซึ่งเมืองนี้เรียกกันว่า เฮียบตรำ (Hiep Tram) (แปลว่า ผู้ช่วยการแผ่นดิน) เสียก่อน ฝ่ายผู้พิพากษาก็อิดออดไม่ใคร่จะยอม เพราะเขาทราบอยู่ว่าบาดหลวง- (หน้า ๖๒)<br> -คนนี้พูดตรง ๆ โดยไม่กลัวและไม่ทราบว่าบาดหลวงจะทำข้อสัญญาอย่างไรบ้าง แต่ครั้นเห็นว่าบาดหลวงยังคงยืนคำอยู่ พวกพิพากษา จึงไปแจ้งให้เจ้าเมืองทราบ เจ้าเมืองจึงบอกว่ารับประทานอาหารค่ำแล้วก็ให้บาดหลวงไปหา<br> ครั้นเวลาค่ำยาม ๑ ผู้พิพากษาที่ ๒ ได้เข้าไปรับตัวบาดหลวง ยังคุก ผู้พิพากษาที่ ๒ ได้คำนับบาดหลวงหลายครั้งจึงได้พาบาดหลวงไปยังที่ซึ่งผู้พิพากษานั่งชำระความ <br> แล้วผู้พิพากษาคนที่ ๒ จึงได้บอกกับผู้คุมว่า เจ้าเมืองได้ปล่อยบาดหลวงให้พ้นโทษแล้ว และได้สั่งให้บาดหลวงไปหายังบ้านผู้พิพากษาที่ ๒ <br> จึงได้ลุกขึ้นแล้วพาบาดหลวงไปยัง องค์วาช (Ong Vach)<sup>(๑)</sup> <br> ผู้พิพากษาที่ ๑ องค์วาช ได้สั่งน้ำชาให้บาดหลวงรับประทานแล้วจึงพาไปที่แม่ทัพ เมื่อได้พบแม่ทัพแล้วจึงได้พาไปยังบ้านเจ้าเมือง <br> แต่ครั้งถึงบ้านเจ้าเมือง พวกทหารยามได้บอกว่าจะเข้าไปหาเจ้าเมืองไม่ได้ เพราะเจ้าเมืองมีความเสียใจมากที่ได้ทราบ ข่าวว่าชาวเรือสามลำที่ได้บันทุกของไปถวายเจ้าแผ่นดินญวนได้แตกเสีย แล้ว <br> แต่ผู้พิพากษาที่ ๑ และที่ ๒ ได้ให้เข้าไปบอกเจ้าเมืองว่า บาดหลวงได้มาถึงแล้ว <br> เจ้าเมืองจึงได้ตอบมาว่า เวลานี้จะออกไปพบกับบาดหลวงไม่ได้ ให้พาบาดหลวงไปพบอุปราชเถิด<br> .................... ''(๑) ในภาษาฝรั่งเศส ใช้คำว่า (Vriceroy) และวัง (Palace)''<br> (หน้า ๖๓)<br> เวลานั้นอุปราช (Hiep Tram) กำลังทำการบุญศพบิดาที่วัด ผู้พิพากษาจึงได้พาบาดหลวงไปพบกับอุปราชที่วัดนั้นเอง<br> ....................<br> <big>'''ว่าด้วยข้อสัญญาของมองซิเออร์อาโตด์ที่จะไป เมืองเขมร'''</big><br> '''ข้อสัญญของมองซิเออร์อาโต'''<br> อุปราชได้รับบาดหลวงในโบสถ์โดยกิริยาอย่างสุภาพอันน่าอัศ จรรย์ และได้ให้บาดหลวงนั่งเคียงกับอุปราชแล้วเวลาที่อุปราชพูด กับบาดหลวงนั้นก็ได้แสดงกิริยาอย่างนบนอบ และได้ส่งน้ำชากับ หมากพลูให้แก่บาดหลวงด้วยมือของตัวเอง อุปราชจึงได้พูดกับ บาดหลวงอาโตด์ ขอให้บาดหลวงไปยังเมืองเขมรเพื่อชักชวนให้ เจ้าศรีสังข์กลับมายังเมืองคันเคา บาดหลวงอาโตด์จึงได้ตอบว่า การที่จะให้ไปเมืองเขมรนั้นบาดหลวงมีความรังเกียจมาก แต่เพื่อ จะไม่ขัดใจเจ้าเมืองและอุปราชก็จะยอมไปให้ แต่ต้องขอมีสัญญา ๔ ข้อเสียก่อนบาดหลวงจึงจะยอมไป คือ <br> ๑ ก่อนที่บาดหลวงจะไป เมืองเขมรนั้น ขอให้ปล่อยบาดหลวง ๒ คนที่ยังติดคุกอยู่นั้นออก เสียก่อน เพราะถ้าบาดหลวง ๒ คนนั้นยังติดคุกอยู่บาดหลวง อาโตด์ จะทิ้งไปอย่างไรได้ ด้วยบาดหลวงอาโตด์รักบาดหลวงทั้ง ๒ นั้นมากกว่ารักตัวของตัวเอง จึงยอมติดคุกอยู่ด้วยกันดีกว่า <br> ข้อ ๒ ขอให้ เจ้าเมืองและอุปราชสัญญาว่า เมื่อเจ้าศรีสังข์ได้เสด็จมาแล้วจะไม่ ต้องถูกควบคุมอย่างใด แต่จะไปไหนมาไหนหรือจะออกจากเมือง - <br> (หน้า ๖๔)<br> -คันเคาได้ตามพระทัยของเจ้าศรีสังข์ทุกอย่าง บาดหลวงอาโตด์จึง ชี้แจงต่อไปในข้อนี้ว่า <br> "ถ้าท่านมีความประสงค์จะควบคุมกักขังเจ้า ศรีสังข์แล้วข้าพเจ้าจะเกี่ยวด้วยไม่ได้ การที่ขัาพเจ้าจะต้องการให้ ตัวข้าพเจ้าเองได้พ้นที่คุมขังนั้น ไม่ปราถนาจะให้คนอื่นได้รับความรำคาญเลย" <br> ข้อ ๓ การที่จะให้บาดหลวงไปเมืองเขมรนั้น ไม่ใช่ ไปในตำแหน่งราชทูตหรือตำแหน่งอย่างใดซึ่งผิดด้วยระเบียบการเลี้ยงชีพของบาดหลวง การที่มีหนังสือไปหรือจะให้พูดจากับใคร ๆ อย่าง ใด ขอให้จัดเจ้าพนักงารไปโดยเฉพาะ บาดหลวงจะเปนแต่ผู้ไป ด้วยเท่านั้น <br> ข้อ ๔ บาดหลวงไม่รับที่จะไปกราบทูลพระเจ้ากรุงเขมรอย่างใดเพราะไม่รู้จักกัน จะไปพูดกับเจ้าศรีสังข์อย่างเดียวเท่านั้น <br> และถ้าอุปราชยอมรับรองตามข้อสัญญานี้แล้ว บาดหลวงก็จะไปทูล เจ้าศรีสังข์ว่า เจ้าเมืองหรืออุปราชเมืองคันเคาไม่ได้คิดร้ายต่อเจ้า ศรีสังข์อย่างใด แต่การที่เจ้าศรีสังข์จะมาหรือไม่นั้น บาทหลวง ไม่รับรองอย่างใด<br> ข้อสัญญาข้อสุดท้ายนี้ '''ญวน'''ถือว่าบาดหลวงพูดเช่นนี้ เพราะถ่อมตัว การที่จะไปชักชวนเจ้าศรีสังข์มานั้นคงจะไม่ลำบากอะไร <br> ส่วนสัญญาข้อ ๒ นั้นอุปราชรับรองว่า ทั้งเจ้าเมืองและตัวอุปราชจะยอม สาบาลให้ว่าจะไม่กักขังควบคุมเจ้าศรีสังข์อย่างใด เพราะเจ้าเมือง และอุปราชเมืองคันเคาอยากเปนไมตรีกับเจ้าศรีสังข์ และอยากจะ ช่วยให้เจ้าศรีสังข์ได้ขึ้นครองราชสมบัติซึ่งเปนของพระอัยกา <br> และการ -<br> (หน้า ๖๕)<br> - ที่อยากจะให้เจ้าศรีสังข์มายังเมืองคันเคา ก็เพื่อจะป้องกันไม่ให้ เกิดความสงสัยต่าง ๆ เท่านั้น<br> ส่วนสัญญาข้อ ๑ คือให้ปล่อย บาดหลวงปินโยกับบาดหลวงยากซ์ นั้น เปนข้อที่สำคัญมากไม่ใช่จะตกลงกันได้ <br> เพราะองค์วาช คัดค้าน ว่าผิดความประสงค์ของเจ้าเมือง ซึ่งสั่งไว้ให้ขังบาดหลวงทั้ง ๒ ไว้ในคุกสำหรับล่อให้เจ้าศรีสังข์ได้รีบมาเมืองคันเคา<br> บาทหลวง อาโตด์จึงคัดค้านว่าถ้าทำเช่นนี้ ทำอย่างไร ๆ เจ้าศรีสังข์ก็คงจะไม่มาเปนแน่ และบาดหลวงอาโตด์ก็ไม่ยอมไปเพราะจะเสียเวลาเปล่า ๆ <br> ถึงหากว่าอุปราชจะปล่อยบาดหลวงทั้ง ๒ จริง บาดหลวงอาโตด์ก็ยังสงสัยอยู่ว่าเจ้าศรีสังข์จะมาหรือไม่ แต่การที่บาดหลวงจะยอมไปเมืองเขมรคราวนี้<br> ก็ไม่รับรองจะได้ทำการสมความปราถนาหรือไม่ <br> ผู้พิพากษาที่ ๑ จึงได้ลุกออกไปนอกห้อง และอุปราชก็กล่าวว่า บาดหลวงพูดถูก<br> แต่เพื่อจะไม่ให้องค์วาช ขัดใจ อุปราชจึงคิดอลุ่มอล่วยให้ถูกใจทั้ง ๒ ฝ่าย คือจะให้เอาบาดหลวงทั้ง ๒ ออกจากคุก และอนุญาตให้ไปอยู่กับข้าราชการซึ่งเปนผู้เข้ารีด ๑ คน <br> ข้าราชการผู้นี้รับผิดชอบในตัวบาดหลวงทั้ง ๒ องค์วาช เห็นว่าจะแก้ไขอย่างอื่นไมได้ก็ยอมตามความเห็นของอุปราช <br> แต่บาดหลวงอาโตด์เห็นว่า การที่ทำดังนี้ก็ไม่เปนประโยชน์อะไรต่อโรงเรียนเลย<br> จึงได้คัดค้าน - <br> <big><big>'''๙'''</big></big> (หน้า ๖๖)<br> -ว่าถ้าทำดังนี้ ก็เท่ากับย้ายบาดหลวงทั้ง ๒ ออกจากคุกนี้ ไปขังไว้ในคุกโน้น และเปนข้อที่จะไปทูลกับเจ้าศรีสังข์ไม่ได้ <br> ว่าบาดหลวง ทั้ง ๒ ได้พ้นที่คุมขังแล้ว เมื่อได้โต้เถียงกันและได้ปรึกษาหารือกันอยู่ ช้านาน <br> จึงเปนอันตกลงจะปล่อยบาดหลวงทั้ง ๒ ออกจากคุก ................<br> <big>'''ว่าด้วยมองซิเออร์อาโตด์ไปเมืองเขมร'''</big> '''มองซิเออร์อาโตด์ไปเมืองเขมร'''<br> มองซิเออร์อาโตด์จึงไดลงเรือไปเมืองเขมร ครั้นไปถึงเมืองเขมรแล้ว มองเซนเยอร์เดอคานาธได้รับรองอย่างดี และได้พา มองซิเออร์อาโตด์ไปเฝ้าเจ้าศรีสังข์ พอเจ้าศรีสังข์ได้เห็นบาดหลวง อาโตด์ก็แสดงกิริยายินดีต่าง ๆ ครั้นเจ้าศรีสังข์ได้ทราบว่า มองซิเออร์อาโตด์มาเฝ้าด้วยเรื่องอะไร จึงรับสั่งว่าทำอย่างไร ๆ ก็จะเสด็จไปยังเมืองคันเคาไม่ได้ เพราะทรงทราบเปนการแน่นอนว่า เจ้าเมืองคันเคาจะจับพระองค์ส่งให้แก่พระยาตาก และได้รับส่งต่อ ไปว่า "การที่พระยาตากได้ส่งของดี ๆ มาให้เจ้าเมืองคันเคานั้น ก็เท่ากับซื้อศีร์ษะข้าพเจ้าเท่านั้น" การที่รับสั่งเช่นนี้ก็ไม่มีหลักฐาน อะไร แต่เหตุผลที่ทรงยกมาอ้างนั้น ก็พอที่จะทำให้บาดหลวง หยุดรบกวนที่จะให้เสด็จไปเมืองคันเคา บาดหลวงอาโตด์ จึงปล่อยให้คนแทนของเจ้าเมืองคันเคาได้พูดจากันเอาเอง แล้ว ได้กลับไปเมืองคันเคา โดยหาได้ตัวเจ้าศรีสังข์ไปด้วยไม่ (หน้า ๖๗)<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์มอวัน ว่าด้วยเจ้าเมืองคันเคารบกับ เจ้าตาก'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์มอวัน'''<br> '''ถึงมองซิเออร์โฮดี'''<br> '''เมืองวิรำปาตนำ วันที่ ๒๒ เดือนมีนาคม ค.ศ. ๑๗๗๑ (พ.ศ. ๒๓๑๓)'''<br> การที่เราได้จัดการสร้างโรงเรียนใหม่ขึ้นในเมืองนี้ก็ไม่ได้รับผลเท่าไร ในไม่ช้าเราก็ต้องหนีไปหมด เพราะในเวลานั้นคือเมื่อ เดือนกันยายน ค.ศ. ๑๗๖๗ (พ.ศ. ๒๓๑๒) เจ้าเมืองคันเคา ได้เกิดเปนอริ ขึ้นกับพระยาตากพระเจ้าแผ่นดินสยามองค์ใหม่ เจ้าเมืองคันเคา จึงได้จัดกองทัพเรือ ๒ กอง ให้ไปรบกับพระเจ้าตากยังกรุงสยาม ฝ่ายพวกเขมร ๔ ตำบลกับจีนพวก ๑ เห็นว่ารัฐบาลเมืองคันเคากำลังอ่อนแอ จึงได้คบคิดกันเอาตัวออกหากจากญวนเมื่อเดือนตุลาคม พวกเขมรและจีนพวกนี้ได้มายังบ้านมองซิเออร์อาโตด์ พอเข้าไปถึงบ้านก็ ได้ยินคนพูดภาษาญวน พวกเขมรและจีนจึงลงมือจับพวกญวน ฆ่า จนมองซิเออร์อาโตด์ซึ่งเวลานั้นป่วยอยู่ ได้ชักม่านมาพูด ด้วยเสียงอย่างเบา พวกเขมรและจีนจึงหยุดการที่ฆ่าฟันพวกญวน ครั้นเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๗๖๙ (พ.ศ. ๒๓๑๒) พวกจลาจลได้เข้ามายังบ้านบาดหลวงเปนอันมาก เพื่อจะมาดูว่าในโรงเรียนจะมีพวกจีนมาแอบซ่อนอยู่ด้วยหรือไม่ พวกจลาจลได้พบกับพวกจีนอยู่ในบ้านบาดหลวงอยู่ครัวเรือน ๑ พวกจลาจลจึงได้จับฆ่าหมด แต่เดิม ก็มีพวกจลาจลเข้ามาแต่ ๒ คนเท่านั้น <br> ครั้นทราบว่ามีพวกญวนอยู่ใน-<br> (หน้า ๖๘)<br> -บ้านบาดหลวงด้วย พวกจลาจลก็เข้ามากว่า ๑๐๐ คน พบใครก็จับฆ่าหมดสิ้น พวกเราจึงได้หนีลงเรือไปยังเมืองคันเคา พอเราออก เรือไปแล้วพวกจลาจลก็เข้าไปปล้นโรงเรียน และได้เอาโรงเรียนเปนที่พักต่อไป<br> .....................<br><br> <br> <br> <br> 08m8dyiok41u2romgb5m4784nlqiqn2 หมวดหมู่:ร้อยกรองสมัยอยุธยา 14 37471 293727 108974 2026-07-23T09:36:45Z Lunlumita 12009 293727 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:ร้อยกรองแบ่งตามยุค|อยุธยา]] [[หมวดหมู่:งานสมัยอยุธยา]] --> 5xkc2t70zi36aj5svwkg6uzs0iri41c หมวดหมู่:งานสมัยอยุธยา 14 37473 293728 108957 2026-07-23T09:36:57Z Lunlumita 12009 293728 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:งานแบ่งตามยุค|อยุธยา]] [[หมวดหมู่:สมัยอยุธยา]] --> 07o8huianq3j4s99xzkzifbfim7udvm ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๙ หมวด ฆ 0 37573 293788 109441 2026-07-23T10:13:47Z Lunlumita 12009 293788 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - ย้ายเนื้อหาไปยัง [[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร|ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร]] แล้ว และหน้านี้ไม่ได้ใช้อีก}} <big>'''ฆ'''</big><br> * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยบาดหลวงเข้ามาตั้งในบางกอกและว่าด้วยความอัตคัดในเมืองไทย หน้า ๖๙ * ว่าด้วยพวกจีนเที่ยวขุดทำลายพระพุทธรูปและพระเจดีย์เที่ยวหาทรัพย์แผ่นดิน " ๗๑ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยเจ้าตากพระราชทานที่ดินให้พวกบาดหลวง " ๗๒ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยเจ้าตากเที่ยวปราบปรามซ่องใหญ่ต่าง ๆ " ๗๔ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยพระเจ้าตากไปตีเมืองนครศรีธรรมราช " ๗๗ * ว่าด้วยพระเจ้าตากเสด็จมาเยี่ยมพวกบาดหลวง " ๘๑ * ว่าด้วยพระเจ้าตากทรงดำริห์จะซ่อมพระพุทธบาท " ๘๒ * ว่าด้วยไทยชอบทรงเจ้า " ๘๓ * จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยพรเจ้าตากตีเมืองคันเคา " ๘๔ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบองเรื่องให้ส่งมัชชันนารีเข้าไปกรุงสยาม " ๘๗ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยเดิรทางมาสยาม " ๘๗ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยเข้าเฝ้าพระเจ้าตากและถวายของ " ๘๙ –––– (หน้า ๖๙)<br> <big><big>'''ฆ'''</big></big> <big>'''จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยบาดหลวงเข้ามาตั้ง ในบางกอกและว่าด้วยความอัตคัดใน เมืองไทย'''</big><br> <big>'''การพยายามที่จะตั้งคณะบาดหลวง ขึ้นในเมืองไทยอีก'''</big> <big>'''มองซิเออร์คอร์กลับไปยังเมืองไทย'''</big> <big>'''การเปนไปของเมืองไทย'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์คอร์'''<br> '''ถึงมองซิเออร์มาธอน'''<br> '''วันที่ ๘ เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๗๖๙ (พ.ศ. ๒๓๑๒)'''<br> ทางที่จะไปเมืองไทยจากเมืองคันเคาเปนอันไปไม่ได้แล้ว เพราะเหตุว่าเจ้าเมืองคันเคาได้เกิดอริกับผู้ที่คิดจะเอาราชสมบัติไทย ข้าพเจ้าจึงได้ลองเดิรทางเมืองป่าสัก เพราะที่นั่นมีเรือจีนอยู่ลำ ๑ จวนจะแล่นใบไปยังเมืองไทยอยู่แล้ว <br> เมื่อวันที่ ๑๖ เดือนมกราคม ข้าพเจ้าได้ลามองเซนเยอร์เดอคานาธ และข้าพเจ้าได้ลงเรือเมื่อ วันที่ ๒๒ เดือนมกราคม <br> และเมื่อวันที่ ๔ เดือนมีนาคมก็ได้ไปถึง บางกอก และได้ไปพักที่บ้านคนเข้ารีดชาติปอตุเกตคน ๑ <br> รุ่งขึ้นกำลังข้าพเจ้าจะลงมือสวดมนต์ ก็ได้รับพระราชโองการให้ข้าพเจ้าไปเฝ้าและได้มีเรือมามารับข้าพเจ้าด้วยลำ ๑ <br> ข้าพเจ้าจึงจำเปนต้องเลิกการสวดมนต์และรีบไปเฝ้าตามรับสั่ง <br> พระเจ้ากรุงสยามได้พระราชทานเงินให้แก่ข้าพเจ้า ๒๐ เหรียญ เรือลำ ๑ กับที่สำคัญปลูกวัดแห่ง ๑ เงิน -<br> (หน้า ๗๐)<br> - ๒๐ เหรียญนั้นข้าพเจ้าได้รับไว้แล้ว <br> แต่ของอื่น ๆ ยังมาไม่ถึงและของเหล่านั้นก็คงจะไม่ได้จนกว่าจะได้ให้เงิน หรือของแก่เจ้าพนักงาร <br> พวกไทยเห็นจะไม่ทิ้งนิสัยเปนแน่ อย่างไร ๆ ก็คงจะหาข้อแก้ตัวที่จะขัดพระราชโองการให้จงได้ <br> เพื่อจะถ่วงเวลาให้ได้รับของกำนันเสียก่อนเท่านั้น<br> ข้าพเจ้าได้เห็นพวกเข้ารีดในค่ายของเราและค่ายปอตุเกตุ ซึ่งอยู่ใกล้กับป้อมที่บางกอกเหลืออยู่ ๑๔ คนเท่านั้น <br> นอกนั้นเที่ยวกระจายอยู่ทั่วไปหมด พวกนี้ก็ได้มาหาข้าพเจ้าโดยมาก ข้าพเจ้าได้นับพวกเข้ารีดมาหาข้าพเจ้าถึง ๑๐๘ คน <br> เมื่อพวกเข้ารีดที่หนีไปเมืองเขมรได้กลับมาเมื่อไร ก็คงจะรวบรวมพวกเข้ารีดได้ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ หรือ ๔๐๐ คน<br> ค่าอาหารการรับประทานในเมืองนี้แพงอย่างที่สุด เวลานี้ <br> เข้าสารขายกัน ทนานละ ๒ เหรียญครึ่ง คนที่หาการเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างนั้นถึงจะหมั่นสักเพียงไร ก็จะหาเพียงซื้ออาหารรับประทานแต่คนเดียวก็ไม่พอ <br> เมื่อเปนเช่นนี้บุตรภรรยาจะเปนอย่างไรบ้าง พวกที่อ้างตัวว่าเปนปอตุเกตุนั้นดูเหมือนจะเดือดร้อนมากกว่าคนอื่นมาก <br> เพราะพวกนี้ไม่ละความเกียจคร้าน หรือลดหย่อนความหยิ่งของตัวเลย ร้องแต่ว่าทุนไม่มี จึงไม่ได้ทำอะไร นอกจากนอนขึงอยู่บนเสื่อ ตั้งแต่เช้าจนเย็น<br> ส่วนพวกเข้ารีดของเรานั้นพอเอาตัวรอดได้ เขาไม่ได้รบกวนใครแต่ทำมาหาเลี้ยงชีพของตัวไป <br> ฝ่ายพวกจีนและ - (หน้า ๗๑)<br> <big>'''ว่าด้วยพวกจีนเที่ยวขุดทำลายพระพุทธรูปและ พระเจดีย์เที่ยวหาทรัพย์แผ่นดิน'''</big><br> - พวกไทยเห็นว่าการหาเลี้ยงชีพเปนการฝืดเคือง จึงได้หันเข้าหาวัดโดยมาก <br> เพราะพวกไทยด้วยความเชื่อถืออะไรของเขาอย่าง ๑ ได้เอา'''เงินและทอง''' บัญจุไว้ในองค์พระพุทธรูปเปนอันมาก <br> เงินทองเหล่านี้บัญจุไว้ในพระเศียรก็มี ในพระอุระก็มี ในพระบาทก็มี และตามพระเจดีย์ต่าง ๆ ได้บัญจุไว้มากกว่าที่อื่น <br> ท่านคงจะคาดไม่ถูกเปนแน่ว่า พวกไทยได้เอาทองเที่ยวซุกซ่อนไว้เปนจำนวนมากมาย สักเท่าไร <br> ฝ่ายพวกเข้ารีดไปถือเสียว่า ถ้าตัวได้ทำความดีในชาตินี้ เท่าไร ก็คงได้รับความดีคืนตั้งร้อยเท่า จึงไม่ได้คาดการล่วงหน้า เหมือนอย่างไทย<br> ในพระเจดีย์องค์เดียวเท่านั้นมีคนพบเงินถึง ๕ ไหและทอง ๓ ไห ผู้ใดทำลายพระพุทธรูปลงแล้ว ไม่ได้เหนื่อยเปล่าจนคนเดียว <br> เพราะฉนั้นโดยเหตุที่พวกจีนมีความหมั่นเพียร และเปนคนชอบเงินมาก <br> ประเทศสยามยังคงบริบูรณ์อยู่เท่ากับเวลา ก่อนพม่ายกเข้ามาตีกรุง ทองคำเปนสิ่งที่หาง่ายจนถึงกับหยิบกันเล่นเปนกำ ๆ <br> ราคาทองคำซื้อขายกันราคา ๘ การัต พระเจดีย์เปนเหมือนเตา สำหรับหล่อพระพุทธรูปด้วย ทองเหลืองและทองแดง <br> ตามถนนหนทางเต็มไปด้วยถ่านและเศษทองแดง และตามทางเดิร ดำยิ่งกว่าปล่องไฟเสียอีก <br> พระราชธานีของเมืองไทย ตลอดทั้ง วัดวาอาราม และบ้านของเรากับ ค่ายปอตุเกต เหมือนกับเปนสนามอันใหญ่ ที่มีคนขุดคุ้ยพรุนไปทั้งนั้น<br> (หน้า ๗๒)<br> ข้าพเจ้าได้ไปที่โรงเรียนสามเณรแล้ว จึงได้เห็นด้วยตาของ ตนเองว่าผนังวัดยังดีอยู่ และมีคนที่เข้าใจได้บอกกับข้าพเจ้าว่ายังจะซ่อมแซมได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักเท่าใดเลย ส่วนบ้านบาดหลวง นั้น ชั้นบนถูกเพลิงไหม้และผนังไม้นั้นก็ถูกไหม้หมด ข้าพเจ้าจึง สงสัยว่าชั้นบนจะไม่มีกำลังพอที่จะรับเครื่องบนได้ ที่นี้จะหาอะไร หรือทำธุระอะไรไม่ได้สักอย่างเดียว นอกจากจะมีของไว้สำหรับ ทำของกำนัน เพราะเปนธรรมเนียมของเมืองนี้และเปนการไม่ สมเกียรติยศของเมืองไทยที่จะไปหาขุนนางราชการโดยไม่มีของ ไปให้ ถ้าได้มีปืนดี ๆ ถวายต่อผู้ที่จะเอาราชสมบัติก็จะเปนสิ่งที่โปรดมาก สำหรับข้าราชการนั้นถ้าเอาปืนธรรมดาไปให้กับศิลาสำหรับ ปืนสักถุง ๑ ก็พอแล้ว ถ้าเอาของไปให้ก็คงจะได้เนื้อที่ดินหรือ ของอื่น ๆ ตามต้องการทุกอย่าง ......................<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยเจ้าตากพระราชทาน ที่ดินให้พวกบาดหลวง'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์คอร์'''<br> '''ถึงมองเซนเยอร์บรีโกต์'''<br> '''บางกอกวันที่ ๑ เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๗๖๙ (พ.ศ. ๒๓๑๒)'''<br> เมื่อข้าพเจ้าได้ไปถึงเมืองไทยได้เห็นราษฎรพลเมืองซึ่งได้รอดพ้นมือพม่าไปได้นั้น ยากจนเดือดร้อนอย่างที่สุด <br> ในเวลานี้ดูเหมือนดินฟ้าอากาศจะช่วยกันทำโทษพวกเรา ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล ชาวนาได้หว่านเข้าถึง ๓ ครั้ง<br> ก็มีตัวแมลงคอยกินรากต้นเข้า และ -<br> (หน้า ๗๓)<br> - รากผักทุก ๆ อย่าง โจรผู้ร้ายก็ชุกชุมมีทั่วทุกหนทุกแห่ง เพราะ ฉนั้นถ้าจะไปไหนจะต้องมีอาวุธติดมือไปด้วยเสมอ<br> เมื่อวันที่ ๔ เดือนมีนาคม ปีนี้ (๒๓๑๑) ข้าพเจ้าได้มาถึงบางกอก พร้อมกับนักเรียนสามคนกับไทยเข้ารีดคน ๑ ที่ฝั่งคลองใกล้ กับป้อมนั้น<br> ข้าพเจ้าได้พบคนเข้ารีดประมาณ ๑๐๐ คน ข้าพเจ้าจะไม่พูดถึงความเดือดร้อนร่างกายของพวกนี้ จะกล่าวถึงแต่ความเดือดร้อนแห่งวิญญาณของเขา<br> พวกนี้โดยมากไม่ใคร่ได้ไปฟังสวดแล้ว และการปฎิบัติก็ไม่แปลกกันกับพวกที่ไม่ได้เข้ารีดเลย <br> พวกผู้หญิงสาว ๆ ที่รอดพ้นมือพม่าไปได้นั้น ก็ตกไปอยู่กับพวกจีนกระจายอยู่ทั่วทุกแห่ง และการปฎิบัติของเขานั้น ก็เอาอย่างของนายเข้าสุก<br> เมื่อข้าพเจ้าได้มาถึงบางกอก '''พระยาตากเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่''' ได้ทรงต้อนรับข้าพเจ้าเปนอย่างดีและโปรดให้ข้าพเจ้าเลือกที่ดินตามชอบใจ<br> ข้าพเจ้าได้เลือกที่ไว้แห่ง ๑ เหนือหมู่บ้านพวกเข้ารีด แต่กิจการณ์ของพระเยซูจะให้สำเร็จไปทีเดียวไม่ได้ <br> ข้าพเจ้า จึงได้พยายามหาที่อื่นต่อไปอีกหลายแห่ง<br> ครั้นเมื่อวันที่ ๑๔ เดือนกันยายน ปี ค.ศ. ๑๗๖๙ (พ.ศ. ๒๓๑๒) ตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือน ๑๐ <br> พระยาอินทวงศา (Phia Inta Vonisa) ได้มาตรวจวัดปักเขตที่ดินของข้าพเจ้า แต่พวกไทยก็ยังร้องคัดค้านอยู่นั่นเอง<br> เมื่อวันที่ ๑๗ เดือน -<br> <big><big>'''๑๐'''</big></big> (หน้า ๗๔)<br> - กันยายน <br> พระยาอิทวงศาได้กลับมาอีก และไก้ตรวจวัดปักเขตเสร็จในวันนั้นเอง เพื่อจะให้เปนที่ระฦกของวันนั้น ซึ่งเปนฤกษ์อันดีของสาสนาเราในเมืองไทยนั้น <br> ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะได้ให้พรแก่วัดของเรา แต่ข้าพเจ้าเปนคนจน และจะทำอะไรไม่ได้นอกจากเปนหนี้เขา<br> แต่เพื่อจะกันไม่ให้คนไทยบ่นได้ ข้าพเจ้าจึงได้สร้างบ้านเล็ก ๆ ขึ้น สักหลัง ๑<br> ข้าพเจ้าต้องอ้อนวอนขอให้ท่านเปนธุระในลูกศิษย์ของท่านให้มาก ๆ ข้าพเจ้าไม่มีเชิงเทียนหรือเครื่องประดับวัดอย่างใดเลย <br> และพวกเข้ารีดก็ตาย เพราะอดอาหารเปนอันมาก ข้าพเจ้าก็ได้จัดการช่วยเหลือพวกเข้ารีดทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ <br> ตั้งแต่ข้าพเจ้ามาถึงเมืองไทยตลอดจนถึงเดือนกันยายน ข้าพเจ้าสู้อดไม่รับประทานเนื้อสัตว์เลย รับประทานแต่ปลาบ้างเล็กน้อยทุก ๆ วัน <br> ส่วนตัวข้าพเจ้าไม่ได้ซื้อหาอะไรเลย ได้ซื้อแต่เพียงเข้าสารเท่านั้น และเข้าสารที่ซื้อไว้นั้น ก็หาเพียงพอไม่ <br> ข้าพเจ้าได้เรียกคนมายังโรงเรียนเพื่อช่วยกันขนเสา และขื่อรอดซึ่งไม่ได้ไหม้ไฟไปเก็บรักษาไว้<br> .......................<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยเจ้าตากเที่ยวปราบปราม ซ่องใหญ่ต่าง ๆ'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์คอร์'''<br> '''ถึงมองซิเออร์เลอฟิศกาลเดอมาลากา'''<br> '''วันที่ ๑ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๗๖๙ (พ.ศ. ๒๓๑๒)'''<br> ในเวลาที่พวกพม่าข้าศึกหนีจากกรุงศรีอยุธยานั้น '''พระยา -''' <br> (หน้า ๗๕)<br> '''- ตาก''' ก็ได้เตรียมการที่จะตั้งตัวเปนใหญ่ต่อไป โดยรวบรวมเกลี้ยกล่อมผู้คนที่ยังหนีกระจัดกระจายอยู่ แล้วจึงได้ไปตั้งมั่นอยู่ที่เมืองจันทบุรี <br> จาก'''เมืองจันทบุรี''' พระยาตากได้ยกไปที่ '''เมืองเทียงออย ( Thieng-ioi )''' แล้วยกไปที่ '''บางปลาสร้อย'''แล้วจึงเลยไปถึง'''บางกอก''' <br> เมื่อ'''พระยาตาก'''ยกทัพไปถึงตำบลใด ก็ได้'''แจกจ่ายเงินทอง'''ทั่วไปทุกแห่ง กองทัพพระยาตากจึงมีจำนวนคนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน <br> เมื่อพระยาตากได้เกลี้ยกล่อมผู้คนไว้ได้มากแล้ว จึงได้ตั้งต้นคิดการใหญ่ต่อไป <br> ในตอนแรกการได้ดำเนิร สมความคิดเปนที่เรียบร้อยทุกอย่าง ใคร ๆก็มาอ่อนน้อมหมด ไม่มีใครขัดแขงไว้เลย <br> ครั้นพระยาตากยกทัพ ขึ้นไปถึง'''เมืองนครราชสิมา''' ๆ ก็ยอมอ่อนน้อมโดยดีหาต้องรบพุ่งไม่ <br> '''พระยาตาก''' จึงได้ให้จับ '''เจ้ากรมเทพจิตร์ (Chau Krom Tep-chit)''' ซึ่ง เปนเจ้าไทยเคยหนีไปอยู่ '''เมืองบาตาเวีย'''มาครั้ง ๑ แล้ว<br> ครั้นพระยาตากกลับมาถึงบางกอก จึงได้ให้ตัดศีร์ษะ กรมหมื่นเทพพิพิธเสีย <br> ครั้นเมื่อเดือน พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๗๖๘ (พ.ศ. ๒๓๑๑) <br> พระยาตากได้เกิดอริ กับเจ้าเมืองคันเคา จึงได้ยกกองทัพไปตีเมืองคันเคา เพื่อทำโทษเจ้าเมือง<br> เปนธรรมเนียมของพระยาตากอย่าง ๑ ซึ่งต้องคุมกองทัพไปด้วยพระองค์เองเสมอ ครั้นเสด็จไปถึงเมืองคันเคา ก็ได้ทรงมีชัยชนะ<br> ผู้ใดทำผิดพระยาตากก็ลงโทษเสียสิ้น<br> ในระหว่างที่ '''พระเจ้าตากพระเจ้าแผ่นดินใหม่ของกรุงสยาม''' ได้ทรงทำให้บ้านเมืองใกล้เคียง สทกสท้านกลัวเดชนุภาพไปหมดนั้น<br> (หน้า ๗๖)<br> พวกไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ต้องรับความเดือดร้อน ต้องล้มตายวันละมาก ๆ เพราะอาหารการกินอัตคัดกันดารอย่างที่สุด <br> ในปีนี้ ได้มีคนตายมีจำนวนมากกว่า เมื่อครั้งพม่าเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา<br> เหตุที่คนตายมากนักนั้นก็คือ เพราะ'''เงินทองที่บัญจุไว้ตามพระเจดีย์''' หมดเสียแล้ว<br> เมื่อปีก่อนและในปีนี้ '''พวกจีนและไทย'''ไม่ได้หากินอย่างอื่น นอกจากเที่ยว'''ทำลายพระพุทธรูปและพระเจดีย์''' <br> พวกจีนได้ทำให้เงินทองในเมืองไทยไหลไปเทมา และการที่ประเทศสยามกลับตั้งตัวได้เร็วเช่นนี้ ก็เพราะความหมั่นเพียรของพวกจีน<br> ถ้าพวกจีน ไม่ใช่เปนคนมักได้แล้ว ในเมืองไทยทุกวันนี้ ก็คงไม่มีเงินใช้เปนแน่ เพราะพวกพม่าได้ขนไปจนหมดสิ้น <br> เพราะฉนั้น การที่ได้มีการค้าขายกันในทุกวันนี้ ก็เปนเพราะพวกจีน ได้ไปเที่ยวขุดเงินทองที่ฝังไว้ตามดินและบัญจุไว้ตามพระเจดีย์นั่นเอง<br> เมื่อพวกจีนได้ทำลาย'''วัดภูไทย (Vat Phu Thia)''' ซึ่งเปนวัดใหญ่อยู่ใกล้กับ โรงเรียนสามเณรนั้น ข้าพเจ้าได้กลับมาถึงเมืองไทยแล้ว<br> ในวัดนี้เมื่อทำลายลงแล้ว พวกจีนได้พบทองเปนอันมากพอบันทุกเรือยาวได้ถึงสามลำ<br> ในวัดที่พระ เจ้าแผ่นดินทรงผนวชเรียก '''วัดประดู่ (Vat Padu)''' วัดเดียวเท่านั้นได้ พบเงินถึง ๕ ไห และวัดอื่นๆ ก็มีเงินทุกวัด มากบ้างน้อยบ้าง '''พวกจีนเท่ากับทำสงครามกับพระพุทธรูป''' ที่หล่อด้วยทองแดง<br> เครื่องมือของจีนที่ ทำลายพระพุทธรูปนั้น ก็คือ '''บานหน้าต่างบานประตูและเสาโบสถ์''' (หน้า ๗๗)<br> วัดต่างต่างเวลานี้เปรียบก็เท่ากับเตาไฟ ฝาผนังก็ดำหมด และตามลานวัดก็เต็มไปด้วยถ่าน <br> และพระพุทธรูปหักพังเปนชิ้นเล็กชิ้นน้อย พระเจ้ากรุงสยามองค์ใหม่ '''ได้หาจัดการป้องกันสาสนาไทยตามที่ควรทำไม่''' เพราะเหตุว่าทรงเกรงว่าคนจะเอาใจออกห่าง ..........................<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยพระเจ้าตากไปตีเมือง นครศรีธรรมราช'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์คอร์'''<br> '''ถึง ผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''บางกอกวันที่ ๗ เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๗๗๐ (พ.ศ. ๒๓๑๓)'''<br> เมื่อข้าพเจ้าได้กลับมาถึงเมืองไทยได้หลายเดือน ข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวดูในพระราชธานี ได้พบจำนวนเด็กเปนอันมากที่อดอยากอย่างที่สุด<br> ในระหว่างที่เข้าอยากหมากแพงนั้น เด็กพวกนี้ได้รับน้ำมนต์เข้ารีดจำนวน ๔๐๐ คน<br> เด็กเหล่านี้โดยมากเปนบุตรของชาวบ้านนอก ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ได้พามาจากหัวเมืองในเวลาที่เสด็จไปปราบหัวเมืองเหล่านั้น<br> คนเหล่านี้เปนชาวเมือง พิษณุโลก และชาวเมือง นครราชสิมา ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินได้พาลงมาเปนเชลย เพื่อจะให้คนในกรุงแน่นหนาขึ้น<br> เพราะตั้งแต่ครั้งรบกับพม่า ในกรุงหมดผู้หมดคน เหลือแต่เสือและสัตว์ป่าอยู่ เท่านั้น<br> คนที่ต้องมาเปนเชลยนั้น หมดทางที่จะทำมาหากิน เพราะมาอยู่ในภูมิประเทศใหม่ซึ่งไม่เคยได้อยู่เลย เพราะฉนั้นคนเหล่านี้จึงจวน -<br> (หน้า ๗๘)<br> - จะตายด้วยอดอาหารการกิน และไม่มีใครที่จะสงเคราะห์ช่วยเหลือพวกนี้เลย ในเวลาที่พวกนี้กำลังทุกข์ร้อนอยู่เช่นนี้<br> จะไปพูดการสาสนาด้วยก็เห็นจะป่วยการเปล่า เพราะพวกนี้ไม่ต้องการอะไร นอกจากจะรับประทานอาหารเท่านั้น<br> คือต้องการเข้าสุกสำหรับตัวรับประทานเอง กับบุตรหลานหาต้องการหยูกยาอย่างใดไม่ <br> เมื่อพวกนี้เห็นเราเข้าเมื่อใด ก็อดที่จะด่าและเยาะเย้ยเราไม่ได้<br> '''ว่าด้วยพระเจ้าตากไปตีเมือง นครศรีธรรมราช'''<br> พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ได้เสด็จด้วยพระองค์เองไปปราบเมือง นครศรีธรรมราช พวกเข้ารีดของเราทุกคนต้องถูกเกณฑ์ไปทัพ ตามเสด็จ<br> ข้าพเจ้าอยู่ในกรุงเทพ ฯ คนเดียวกับบุตรภรรยาของพวกเข้ารีดที่ไปทัพ เท่านั้น<br> นอกนั้นจะหาคนแจวเรือหรือ หาคนสำหรับตำยาผสมยา สักคนเดียวก็ไม่ได้ ข้าพเจ้าก็หมดทุนรอนแล้ว เพราะฉนั้น ในปีนี้จึงไปเที่ยวให้น้ำมนต์เด็กเพื่อรับเข้ารีดไม่ได้<br> เมื่อครั้งพม่ามาตีกรุงนั้น ได้'''ทำลายวัดและพระพุทธรูปลงบ้าง แต่เล็กน้อยเท่านั้น''' แต่การดี อันนี้คือ <br> การทำลาย วัดและพระพุทธรูปนั้น '''พวกจีนและพวกไทย''' ได้ทำการ ต่อพวกพม่าอีก <br> การที่ได้เห็นคน '''ทำลายวัดและพระพุทธรูป''' เช่นนี้ ทำให้ '''นักพรตของพระเยซู''' มีความสบายใจมากขึ้น<br> เพราะเท่ากับ '''เห็นผู้ที่ นับถือเปรต ได้ทำลาย เปรต ซึ่งเปนที่นับถือ ของตนเอง'''<br> บรรดาพระพุทธรูปและพระเจดีย์ ซึ่งได้ปิดทองกันอย่างงดงาม บัดนี้ก็ได้ทำลายหักพังเปนผงธุลีไปหมดแล้ว ตามวัดวาอารามก็ร้างไปหมด<br> (หน้า ๗๙)<br> เพราะพวก '''พระสงฆ์''' ได้หนีทิ้งวัดไปสิ้น ผ้าเหลืองเวลานี้ ไม่ใคร่มีใคร จะนับถือเหมือนแต่ก่อนแล้ว<br> และถ้ามีใคร ขืนครองผ้าเหลืองในเวลานี้ ก็ต้องอด<br> การที่เปนเช่นนี้ ไม่ใช่ แต่ฉเพาะในกรุงและตำบลใกล้เคียง แต่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จยกทัพไปที่แห่งใดก็เปนเช่นนี้ทั่วไป<br> เช่นเมือง พิษณุโลก นครราชสิมา เพ็ชรบุรี นครศรีธรรมราช และ เมืองภูเก็จ เปนต้น<br> การที่ วัดวาอาราม รกร้างว่างเปล่า และพระพุทธรูป ต้องทำลายลงเช่นนี้ เปนการกระทำให้เราหวังดี สำหรับสาสนาของเรา ในภายหน้าต่อไป<br> เพราะเวลานี้ บรรดาพระเจดีย์และพระพุทธรูปได้ถูกทำลายลงหมดแล้ว<br> ด้วยพวกจีนทราบได้ดีว่า '''ทองเงินของรูปพรรณ''' ได้บัญจุไว้ที่แห่งใดบ้าง และ พวกจีนก็ มิได้เลือกที่เลย<br> ของ มีที่ไหน ก็ทำลายสิ่งนั้นลงโดยไม่ละเว้น เมื่อทำลายแห่งนี้ลงแล้ว พวกจีนก็หยุดพอหายใจให้หายเหนื่อยสักหน่อย<br> ก็ไปทำลายสิ่งอื่นหาทรัพย์ต่อไปอีก<br> เมื่อ'''พระเยซู ได้โปรดให้ทำลายสิ่ง ที่ทำให้คนตาบอด เช่นนี้''' จะไม่ทำให้พวกนี้ใจอ่อน และรู้สึกถึงคุณความดีของพระองค์ทีเดียวหรือ<br> ข้าพเจ้าเห็นว่า เวลาบุคคลมิจฉาทิฐิ จะได้กลับใจได้ นั้นจวนจะมาถึงอยู่แล้ว บางทีความปราถนาของเรา จะทำให้เราหลงในสิ่งที่ผิดก็จะเปนได้<br> แต่เพื่อจะไม่ให้คนอื่นเข้าใจผิด เราจึงต้องเล่าตามเรื่องที่เราได้เห็นแก่ตา นิสัยของคนไทยนั้น<br> '''เปนคนโกงไม่จริงต่อใคร มีน้ำใจอย่างต่ำ''' -<br> (หน้า ๘๐)<br> - '''เลวทรามและขี้ขลาด ทำการเอาหน้าแต่จะเอาจริงสักอย่างก็ไม่ได้''' <br> พวกเราต้องคอยระวังตัวอยู่เสมอ เพื่อป้องกันอุบายและความหลอกลวงของคนไทย<br> เมื่อเราเห็นสิ่งใดถูกหรือยุติธรรม เราก็ทำไปและ ต้องระวังมิให้ไทยหลอกลวงเราได้<br> ถ้าไทยทำการสิ่งใดหรือพูดอย่างใด เราต้องคอยใคร่ครวญดูว่า ที่ไทยทำเช่นนั้นหรือพูดดังนั้น ไทยจะประสงค์อะไร<br> ได้มีคนไทยเปนอันมาก ได้มาขอให้เราสอนสาสนาให้ และ เราได้สังเกตกิริยา ทั้งประกอบกับรู้ว่า พวกนี้กำลังเดือดร้อนอยู่<br> จึงเชื่อว่า เขาจะมาพูดด้วยจริงใจ หาได้มาหลอกลวงไม่ <br> และ พวกนี้ก็หมั่นสวดมนต์ทั้งเช้าและเย็น บาดหลวงได้ชี้แจงต่อพวกนี้ว่า<br> การที่จะทำหน้าแดงนั้น ไม่ควรจะทำ นอกจากตัวทำความผิด จึงควร ทำหน้าแดง ด้วยความอาย <br> แต่ในส่วนที่เขาต้องการมาเรียนสาสนานั้น ไม่เปนสิ่งที่ควรต้องอายเลย เพราะ การที่จะเปนลูกของพระเปนเจ้า และเปนน้องของพระเยซูนั้น<br> เปนสิ่งที่มี ราคามากกว่ายศถาบรรดาศักดิ์ของโลกนี้<br> กับการที่ได้เลื่อนขั้นขึ้นเปนคริสเตียน เปนเกียรติยศอันประเสริฐ ซึ่งเราควรจะหวังถึงอยู่เสมอ<br> และบรรดาพระเจ้าแผ่นดิน และพระเจ้าทั้งหลาย ทั่วไป ได้โปรดนามที่พระองค์เปนคริสเตียน ยิ่งกว่าเกียรติยศอย่างอื่นๆ มาก<br> การที่ได้ชี้แจงสั่งสอนดังนี้ พวกเราก็พยายามสอนให้คนไทยเข้าใจให้จงได้<br> และก็ดูเหมือนพระเปนเจ้า ได้บันดาลให้คนไทย ได้เข้าใจฝังใส่ใจ ไว้แล้ว<br> มีคนไทยคน ๑ ได้มาบอกกับ ข้าพเจ้าว่า '''พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดพวกเข้ารีดมากกว่าพวกอื่น''' และ - <br> (หน้า ๘๑)<br> - คนไทนคนนี้ได้พูดต่อไปว่า "คนไทยต้องรักษาชาติตระกูลของตัว ไม่ควร จะไปได้สามีภรรยาต่างชาติต่างตระกูลของตัว<br> ถ้าคนเข้ารีด ไปได้สามีหรือภรรยาที่ไม่ได้เข้ารีดแล้ว ก็เท่ากับผู้นั้น ล้างตระกูลอันดีของตัว<br> จะเปนการร้ายยิ่งกว่า เอาแร่เหล็กกับเงินมาผสมกัน เสียอีก"<br> พวกเข้ารีดเก่า ๆ ของเรา ก็ดูดีขึ้น ได้มีผู้หญิงสาวคน ๑ ซึ่งขุนนางไทย อันมีทรัพย์มากคน ๑ ได้มาขอเปนภรรยา<br> หญิงผู้นี้จึงได้ตอบว่า "เกียรติยศของคนเข้ารีดสูงกว่าเกียรติยศของขุนนางผู้นี้มากนัก ถึงจะเอาเงินทองทรัพย์สมบัติมาให้สักเท่าไร<br> ก็ไม่ยอม เอาเกียรติยศคริศเตียนเข้าแลกเปนอันขาด<br> และยอมได้สามีที่เปนคริศเตียน อันยากจนดีกว่า ที่จะเปน มเหษีของพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่ได้ถือสาสนาคริศเตียน"<br> <big>'''ว่าด้วยพระเจ้าตากเสด็จมาเยี่ยมพวกบาดหลวง'''</big> <br> เมื่อวันที่ ๒๕ เดือนพฤษภาคมปีนี้ (๒๓๑๓) <br> '''พระเจ้ากรุงสยาม''' ได้เสด็จมาเยี่ยม ข้าพเจ้าด้วยพระองค์เอง ซึ่งเปนการไม่เคยมีตัวอย่างมา(ก่อน)เลย<br> พวกขุนนางผู้ใหญ่ ก็ไม่กล้าจะมาสนทนากับ '''สังฆราช''' ที่บ้านบาดหลวง<br> พระเจ้ากรุงสยามได้เสด็จมาในครั้งนี้ ได้ทอดพระเนตร์เห็นว่า ที่ของเราคับแคบมาก จึงมีรับสั่งให้รื้อศาลาซึ่งอยู่ในที่ของเราลงหลัง ๑<br> และรับสั่งให้ขุดคูเอาดินขึ้นถมที่ และให้ก่อผนังโบสถ์ซึ่งเปิดอยู่ทุกด้าน<br> แล้วได้รับสั่งสรรเสริญ ชมเชย พวกเข้ารีดเปนอันมาก คือรับสั่งว่า<br> "พวกเข้ารีด ลักขะโมยปล้น - <big><big>'''๑๑'''</big></big> (หน้า ๘๒)<br> - สดมภ์ไม่เปน และเปนคนที่ซื่อสัตย์และกล้าหาญดี ทั้งสาสนาคริศเตียน ก็เปนสาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนี้"<br> แล้วพระเจ้ากรุงสยามจึงได้รับสั่งถามข้าพเจ้าว่า<br> '''เหตุใด เราจึงยอมให้ฆ่าสัตว์''' <br> ข้าพเจ้าจึงได้กราบทูลตอบว่า<br> '''พระเยซูเจ้าผู้เปนนายของสิ่งทั้งปวง ได้ สร้างสัตว์ไว้สำหรับให้เปนประโยชน์แก่มนุษย์ อันนี้เปนสิ่งที่เชื่อกันทุกประเทศ เพราะฉนั้นจะผิดไม่ได้'''<br> เมื่อข้าพเจ้าได้กราบทูลมา ถึงเพียงนี้ ได้สังเกตว่า ยังไม่ทรงเบื่อที่จะฟังต่อไป ข้าพเจ้าจึงกราบทูลต่อไปอีกว่า<br> '''ถ้าไม่ยอมให้ฆ่าสัตว์แล้วไม่ช้าโลกเรานี้ก็จะไม่มีมนุษย์อยู่ เพราะเหตุว่า สัตว์กวางก็คงจะมารับประทานหญ้าและพันธุ์เข้าเสียหมด<br> ทำให้มนุษย์อดอาหารตาย ปลาก็จะตายตาม ลำน้ำลำคลอง ทำให้น้ำและอากาศเหม็นโสโครก เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นดังนี้'''<br> ในระหว่างที่ข้าพเจ้าได้กราบทูลอยู่นั้น ทรงพลิกหนังสือทอดพระเนตร์อยู่ แล้วจึงรับสั่งว่า<br> '''"สาสนาคริศเตียนจะไม่ดีอย่างไรได้ อะไรของเขาดีไปหมด จนกระดาษที่เขาใช้ก็ดี "'''<br> ข้าพเจ้าจำได้ว่า แต่ก่อนได้เคยอ่านในพงศาวดาร ซึ่งเกี่ยวด้วยคณะบาดหลวงแห่ง ๑ ว่า<br> เมื่อครั้ง ต้นมะเดื่อใหญ่ อันเปนต้นไม้ซึ่งชาวกรุงโรมนับถือกันนักได้ล้มลงนั้น พวกบาดหลวง<br> ได้ถือว่าเปนลางอันดีสำหรับ การสาสนาของเราจะได้เจริญต่อไป<br> <big>'''ว่าด้วยพระเจ้าตากทรงดำริห์จะซ่อมพระพุทธบาท'''</big><br> ก็ในเมืองไทย นี้มีที่อยู่แห่ง ๑ ซึ่งคนไทยนับถือกันนัก คือ เปนแห่งซึ่งไทยกล่าวว่า <br> พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับจนรอยพระบาทได้ติดอยู่ในที่นั้น - <br> (หน้า ๘๓)<br> - บัดนี้รอยพระบาทได้ทำลายพังลงมาแล้ว<br> พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ ได้ตั้งพระไทยที่จะไปปฎิสังขรณ์ถึง ๓ ครั้ง แต่ก็คงจะเกิดเรื่องขึ้น ซึ่งจะทำให้เสด็จไปไม่ได้ทุกคราว<br> ซึ่งทำให้ พระมารดาของพระองค์ เสียพระทัยนัก เพราะท่านพระมารดา ถือลางต่าง ๆ มาก<br> พวกโหร ได้ทำนายถวายว่า<br> ในเดือนพฤษภาคมอาหารการกิน จะมีราคาถูกลงมาก ครั้นถึงเดือน พฤษภาคมจริง อาหารการกินกลับมีราคาแพงขึ้นอีก<br> พระเจ้ากรุงสยามทรงมีพระราชประสงค์ จะหาวันดีสำหรับ พิธีเกศากันต์พระราชโอรส โหรได้ถวายฤกษ์ว่าวันที่ ๑๕ เมษายนเปนวันดี<br> แต่ในวันที่ ๑๕ เมษายน ที่โหรว่าเปนวันดีนั้น ฉเพาะเกิดเพลิงไหม้อย่างใหญ่ ซึ่งทำให้พวกจีนต้องฉิบหายเกือบหมดตัว<br> และยังมีการอื่นอีกหลายอย่าง ซึ่งพวกโหรได้ทำนายไว้แต่ก็ล้วนแต่ไม่จริงทั้งนั้น <br> พระเจ้ากรุงสยามได้ทรงเห็นความเหลวไหลของพวกโหรแล้ว และพวกราษฏรพลเมือง ก็พากันล้อมพวกโหร ทั้งหมด<br> ถ้าข้าพเจ้าจะอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ ชนิดนี้โดยละเอียดแล้ว ก็จะไม่รู้จักสิ้นสุดเลย<br> และการเหล่านี้ก็จะเห็นได้ว่าพระเยซูได้บันดาลให้เปนเช่นนี้ เพื่อเปิดตาคนตาบอดให้สว่างขึ้น<br> และพวกเรา ก็คอยจับเหตุเหล่านี้ สำหรับให้เปนประโยชน์แก่สาสนาของเราอยู่เสมอ<br> <big>'''ว่าด้วยไทยชอบทรงเจ้า'''</big><br> ยังมีคนเข้ารีดของเราคน ๑ ได้เอาของไปเที่ยวขายตามบ้านต่าง ๆ ครั้นเอาของไปเร่ขายในหมู่บ้านแห่ง ๑<br> ได้เห็นผู้คนมุงกันแน่น<br> คนเข้ารีดของเรา จึงได้เดิรไปดู บ้างก็เห็นคนๆ ๑ ว่า - <br> (หน้า ๘๔)<br> - เปนหมอดู ทำท่า จะกระโดดโลดเต้น เพื่อจะถามความจากเจ้า ที่จะเข้าทรง<br> คนเข้ารีด ของเราเคยได้ยินพูดบ่อย ๆ ถึงเรื่องหมอดูว่าดูได้แม่นยำอย่างประหลาด จึงเห็นว่าเปนโอกาศ อันดีจึงแอบเข้าไปดูบ้าง<br> เพื่อจะได้เห็นเท็จและจริงด้วยตาของตัวเอง แต่หมอดูคนนั้น จะกระโดดโลดเต้นสักเท่าไร เจ้าที่จะเข้าทรงก็หาเข้าไม่<br> จะมัวนอนหลับ หรือจะไปเที่ยวเสียแล้วก็ไม่ทราบ<br> คนทรงจึงร้องขึ้นว่า คงจะมีคนเข้ารีดอยู่ในที่นั่นคน ๑ เจ้ากลัวจึงไม่เข้าทรง พวกที่ดูอยู่นั้นก็เที่ยว ค้นก็มาพบคนเข้ารีดของเรา<br> เขาจึงเชิญคนเข้ารีดไปเสียให้พ้นจากที่นั่น คนเข้ารีดก็ต้องไปโดยไม่ได้ดูทรงเจ้าดังที่ปราถนาไว้<br> แต่ในเรื่องนี้ก็มีดีอยู่บ้าง เพราะผู้คนที่ดูทรงเจ้าเปนอันมากนั้น ต่างคนต่างประหลาดใจว่า คนเข้ารีดมีอำนาจมากมาย จนถึงกับเจ้ากลัว<br> ดังนี้<br> ..........................<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์คอร์ ว่าด้วยพรเจ้าตากตีเมืองคันเคา'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์คอร์'''<br> '''ถึง ผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''วันที่ ๒๖ เดือนมกราคม ค.ศ. ๑๗๗๒ (พ.ศ. ๒๓๑๔)'''<br> ข้าพเจ้ายังรอให้มองเซนเยอร์เลอบองมาถึงเพื่อจะได้ไปยังเมือง ภูเก็จ ด้วยพวกไทยที่เมืองถลางได้เชิญให้ข้าพเจ้าไปเมืองถลาง หลายครั้งแล้ว ชาวถลางเหล่านี้เปนชาวประโมง ขอพระเปน เจ้าได้โปรดให้พวกนี้ได้นำทางในการสาสนาในประเทศนี้ เถิด อีกประการ ๑ ได้มีคนเข้ารีด ๒ คน มากับเจ้าเมืองภูเก็จก็ได้มาชักชวนให้ (หน้า ๘๕)<br> ข้าพเจ้าไปหาพวกเข้ารีดที่เมืองภูเก็จด้วย คนเข้ารีดทั้งสองนี้ได้มาแสดงตัวว่าเขาขึ้นอยู่ในความปกครองของพวกบาดหลวง และว่าพวกชาวเมืองภูเก็จจะมีความยินดีที่จะได้ฟังการสอนสาสนาเปนภาษาไทย ถ้าการที่ได้วุ่นวายมาแล้วได้สงบเรียบร้อยเมื่อไร ข้าพเจ้าจะมีความ ยินดีไปลองสอนสาสนาที่เมืองภูเก็จเปนอันมาก เมื่อวันที่ ๓ เดือนพฤศจิกายน ปีกลายนี้ (๒๓๑๔) พระเจ้ากรุงสยามได้เสด็จยกทัพไปรบกับเจ้าเมืองคันเคา ทัพไทยและทัพญวน ได้สู้รบกันสามวัน ทัพไทยก็ได้เข้าไปยึดเมืองค้นเคาได้ ไทยได้ ฆ่าญวนเสียหมดสิ้น เว้นแต่พวกเข้ารีดมิได้ถูกฆ่า เพราะพวกนี้ ได้เข้าไปแอบอยู่ในวัดเข้ารีด ไทยได้ฆ่าผู้คนทำลายบ้านเรือน ทั่วไปหมด พระเจ้ากรุงสยามได้พระราชทานพระราชานุญาตให้ ทหารเข้าปล้นบ้านเมืองมีกำหนด ๓ วัน และพระเจ้ากรุงสยามจึง ได้เก็บริบทรัพย์สมบัติในเมืองนั้นทั้งหมด สิ่งใดที่จะเอาไปไม่ได้ก็ได้ รับสั่งที่จะเอาไฟเผาและทำลายเสีย แต่เพอิญผู้ที่จะเอาไฟไปเผา บ้านเรือนนั้นได้ตายในไฟนั้นเอง ไฟได้ไหม้บ้านเมืองแต่แถบ เดียวเท่านั้นหาได้ไหม้ทั้งหมดไม่ ฝ่ายเจ้าเมืองกับบุตรนั้นหนีไป ได้ คน ๑ หนีทางบก คน ๑ หนีทางน้ำ ภายหลังเจ้าเมืองคัน เคาได้มีจดหมายมากราบทูลพระเจ้ากรุงสยาม ขอพระราชทานพระ ราชานุญาตกลับเข้ามาอยู่บ้านเมืองอย่างเดิม พระเจ้ากรุงสยามก็ โปรดพระราชทานพระราชานุญาตให้เจ้าเมืองคันเคาได้กลับเข้ามา -<br> (หน้า ๘๖)<br> - อยู่ตามเดิม พวกไทยได้พาพวกญวนเข้ารีดซึ่งอยู่ในเมืองคันเคา มาด้วยรวม ๔๖ คน ล้นแต่เปนคนแก่ชราทั้งนั้น พวกเข้ารีด ๔๖ คนได้มาถึงเมืองไทยโดยอดอยากเหนื่อยล้าด้วยกันทุกคน แต่ พวกเข้ารีดของเราก็หมดหนทางที่จะช่วยเหลือได้ และตัวข้าพเจ้า เองก็ยากจนยิ่งกว่าพวกนี้เสียอีก สามเณรมาแตง เปนพวกนักพรตคณะแซงฟรังซัว และเปนคนชาติเมืองสะเปนได้มากับพวกเข้ารีด ๔๖ คนนี้ด้วย สามเณรมาแตง คนนี้จะทำให้ข้าพเจ้าได้รับความลำบากเปนอันมาก แต่จะลำบากอย่างไรนั้นมองซิเออร์บัวเรต์คงจะได้เล่าให้ท่านฟังต่อไป สารเณร มาแตงคิดจะมาตั้งคณะอยู่ในเมืองนี้ และคิกจะพาพวกบาดหลวงคณะฟรังซิซแก็งมาจากมนิลาด้วย บางทีความคิดของเขาจะสำเร็จ ได้ เพราะพระเจ้ากรุงสยามก็ทรงเห็นชอบกับความคิดของเขา ขอ พระเปนเจ้าได้โปรดจัดการให้ความคิดอันนี้ได้เปนเกียรติยศต่อ พระองค์เถิด สามเเณรมาแตงกำลังคิดจะตั้งโรงพยาบาลให้สำเร็จ ก่อนมองเซนเยอเลอบองมาถึง พวกเข้ารีดในเมืองจันทบุรี ได้หนีไปหมดแล้วไม่ทราบว่าไปไหน พวกเข้ารีดของเราได้นำกระดูกของมองซเออร์อาโตมาที่นี่แล้ว (หน้า ๘๗)<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบองเรื่องให้ส่งมัชชันนารีเข้า ไปกรุงสยาม'''</big><br> '''การปฎิบัติของสังฆราชเลอบอง'''<br> '''เรื่องสังฆราชและมิชชันนารีถูกจำคุก'''<br> '''มองเซนเยอเลอบองมาถถึงกรุงสยาม'''<br> '''การต้อนรับของพระเจ้ากรุงสยาม'''<br> '''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง'''<br> '''ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''เมืองปอนดีเชรี วันที่ ๑๓ เดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๗๗๐ (พ.ศ. ๒๓๑๓)'''<br> ตามที่ได้ข่าวมาจากมองซิเออร์กอร์ในเรื่องเมืองไทยนั้น จึงทำให้ข้าพเจ้าตั้งใจจะไปเมืองไทยโดยเร็วอีกประมาณ ๑๕ วัน<br> ข้าพเจ้าจะได้ลงเรือ'''แขกมัว''' ซึ่งจะไปยังบางกอก ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านส่งมิชชันนารีไปให้ข้าพเจ้าสักสองสามคน<br> เพื่อจะไปจัดการสาสนาในประเทศสยามและจัดคณะบาดหลวงในที่ต่าง ๆ ต่อไป <br> ข้าพเจ้าหวังใจว่าท่านคงจะเปนธุระในเรื่องนี้ เพราะคณะบาดหลวงนี้ถือว่าท่านเปนหัวหน้าอยู่เสมอ<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยเดิรทางมาสยาม'''</big><br> '''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง9'''<br> '''ถึงบาดหลวงโชเวอแลง'''<br> '''เขียนกลางทะเล ระหว่างทางไปเกาะมะลากา วันที่ ๑๔ เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๗๗๐ (พ.ศ. ๒๓๑๓)'''<br> (หน้า ๘๘)<br> ตามข่าวเมืองไทยที่ได้ทราบมาที่เมืองปอนดีเชรีนั้น ข้าพเจ้า ได้ทราบว่าเมืองไทยค่อยเรียบร้อยลงรอยเดิมเข้าบ้างแล้ว และว่ามิชชัน นารีของเราคน ๑ กลับไปเมืองไทยจากเมืองเขมรนั้น ไทยก็ได้ต้อนรับดีข้าพเจ้าจึงตั้งใจจะไปยังเมืองไทยเหมือนกัน มองซิเออร์ลอเจ้าเมืองปอนดีเชรี ได้มอบหนังสือให้ข้าพเจ้าฉบับ ๑ กับของต่าง ๆ มาจากประเทศยุโรป สำหรับไปถวายแก่พระเจ้าแผ่นดินสยามองค์ใหม่ ในนามของประเทศฝรั่งเศส เพื่อเปนทางสำหรับจะได้ต่อพระราช ไมตรีได้มีมาแต่ก่อนในระหว่างประเทศทั้ง ๒ นั้นด้วย เพราะฉนั้นข้าพเจ้าเท่ากับได้รับตำแหน่งเปนราชทูตเหมือนกัน เมื่อวันที่ ๗ เอนมิถุยายน ข้าพเจ้าได้ออกเรือจากเมืองปอนดี เชรีจะไปเมืองมัทราส ซึ่งเปนเมืองท่าสำคัญของอังกฤษในทวีปอินเดีย เมื่อวันที่ ๑๐ ข้าพเจ้าได้ไปถึงเมืองมัทราส ท่านเจ้าเมืองอังกฤษได้แสดงไมตรีอันดีโดยส่งเรือให้ไปรับข้าพเจ้าขึ้นบก และได้เชื้อเชิญ ให้ข้าพเจ้าไปพักในเมือง ข้าพเจ้าได้ขอโทษในการที่จะไปตามคำ เชิญของเจ้าเมืองไม่ได้ เพราะข้าพเจ้าได้รับปากว่าจะไปพักที่บ้านสังฆราชปอตุเกตเสียแล้ว และในระหว่างที่ข้าพเจ้าได้พักอยู่ที่เมือง มัทราส ๑๐ วัน ท่านสังฆราชปอตุเกตก็ได้เอื้อเฟื้อแก่ข้าพเจ้าทุกอย่าง เมื่อวันที่ ๒๐ ข้าพเจ้าได้ลงเรือมาจากมาเก๊าลำ ๑ เรือลำนี้จะเดิรทางเกาะมะลากา เมื่อถึงเกาะมะลากาแล้วข้าพเจ้าต้อง ถ่ายเรือสำหรับไปยังเมืองไทยต่อไป (หน้า ๘๙)<br> เรือได้ตกค้างอยู่ในช่องมะลากา ๑๕ วัน เพราะเหตุว่าลมไม่ พัดมาเลย<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยเข้าเฝ้าพระเจ้าตาก และถวายของ'''</big><br> '''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง'''<br> '''ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''เมืองไทยวันที่ ๑ เดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๗๗๒ (พ.ศ. ๒๓๑๕)'''<br> ข้าพเจ้าได้มาถึงเมืองไทยตั้งแต่วันที่ ๒๒ เดือนพฤษภาคม ปีกลายนี้ พร้อมกับมองซิเออร์กาโนต์ มองซิเออร์คอร์ ซึ่งเปนมิชชันนารีหนีไปอยู่เมืองเขมร เมื่อครั้งไทยรบกับพม่าเมื่อปี ๑๗๖๔ (พ.ศ. ๒๓๐๘) นั้น<br> ได้กลับเข้ามาอยู่ในเมืองไทยกว่า ๒ ปีมาแล้ว มองซิเออร์คอร์ ได้นำเรือไปรับเราที่สันดอน ๒ ลำ และได้พาเราขึ้นไปยังบางกอก<br> ซึ่งเปนเมืองที่เจ้าตากได้ไป'''สร้างเปนราชธานีขึ้นใหม่'''<br> จดหมายของมองซิเออร์ลอ เจ้าเมืองปอนดีเชรีกับของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ข้าพเจ้าได้รับมาสำหรับถวายพระเจ้าแผ่นดินนั้น ได้ส่งไป ไว้ที่เจ้าพระยาพระคลังผู้เปนเสนาบดีว่าการต่างประเทศ<br> ครั้นเมื่อวันที่ ๒๕ เดือนพฤษภาคม ก็ได้มีพระราชโองการให้เราไปเฝ้า<br> ของถวายนั้นเจ้าพนักงาร ได้เอาไปกองไว้ที่ท้องพระโรงข้างพระโทรน พระเจ้ากรุงสยามได้รับสั่งถามถึงมองซิเออร์ลอ<br> และได้โปรดพระราชทานหมากให้กับเรารับประทาน กับพระราชทานผ้าและ -<br> <big><big>'''๑๒'''</big></big> izacs8efzgzucq61aumv9kpmckg9u60 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๙ หมวด ง 0 37574 293787 109443 2026-07-23T10:13:44Z Lunlumita 12009 293787 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - ย้ายเนื้อหาไปยัง [[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร|ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร]] แล้ว และหน้านี้ไม่ได้ใช้อีก}} <big>'''หมวด ง'''</big><br> * ว่าด้วยพระเจ้าตากถึงลัทธิของคฤศเตียน หน้า ๙๐ * ว่าด้วยพระนิสัยของเจ้าตาก " ๙๒ * ว่าด้วยพระเจ้าตากส่งกองทัพไปตีเมืองเขมรจดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยความอัตคัดของพวกเข้ารีด " ๙๕ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยพม่าเข้าตีเมืองไทย " ๙๖ * ประกาศห้ามมิให้ ไทยและมอญเข้ารีดและถือสาสนามหมัด " ๙๗ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยต้นเหตุที่จะประกาศ " ๙๘ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยสังฆราชห้ามมิให้พวกเข้ารีดถือน้ำตามพิธีไทย " ๑๐๐ * ว่าด้วยสังฆราชและพวกมิชชันนารีต้องจำคุก " ๑๐๒ * ว่าด้วยสังฆราชและมิชชันนารีถูกซักและถูกเฆี่ยน " ๑๐๔ * ว่าด้วยขุนนางเข้ารีดใจไม่แขง " ๑๐๖ * ว่าด้วยพระราชดำรัสของพระเจ้าตาก " ๑๐๙ * จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยสังฆราชและพวกมิชชันนารีพ้นโทษ " ๑๑๑ ---------------- (หน้า ๙๐)<br> เงินตามแบบธรรมเนียมของเมืองนี้แล้วจึงได้รับสั่งให้เสนาบดีเพิ่มที่ดิร ต่อกับ ที่ดิร(น)เดิม ซึ่งได้พระราชทานให้พวกเข้ารีดไว้แล้วนั้นด้วย<br> รุ่งขึ้นพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้คนมาถามเรา ว่าจะต้องให้เงิน แก่มองซิเออร์ลอค่าของที่เอามาถวายนั้นสักเท่าไร<br> เราจึงได้ตอบไปว่า การที่มองซิเออร์เลอได้ส่งของมาถวายนั้น มิได้คิดจะเอาราคา อย่างใดดอก<br> เปนแต่จะขอให้พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงพระกรุณาแก่สังฆราช มิชชันนารี และพวกเข้ารีดซึ่งอยู่ในพระราชอาณาเขต <br> และขอได้ทรงพระเมตตาแก่บรรดาเรือฝรั่งเศส ซึ่งจะไปค้าขายในเมืองไทยเท่านั้น<br> เมือ่เจ้าพนักงารได้นำคำตอบอันนี้ไปกราบทูลแล้ว จึงได้มีรับสั่งว่า<br> " ถ้าเช่นนั้น เราจะจัดเรือไปเมืองปอนดีเชรีบันทุกช้างไปให้มองซิเออร์ลอสัก ๕ ช้างก็ได้ "<br> <big><big>'''ง'''</big></big><br> <big>'''ว่าด้วยพระเจ้าตากถึงลัทธิของคฤศเตียน'''</big><br> เมื่อวันที่ ๒ เดือนเมษายน ได้มีพระราชโองการให้เราไปเฝ้าอีก และในครั้งนี้ได้มีรับสั่งให้พระสงฆ์ที่สำคัญ ๆ กับพระเจ๊กไปเฝ้าด้วย<br> วันนั้นเปนวันรื่นเริงทั่วพระราชอาณาเขต เพราะเปนวันขึ้นปีใหม่ของไทย<br> พระเจ้าแผ่นดินกำลังสำราญพระทัย จึงได้ลงประทับกับเสื่อธรรมดาอย่างพวกเราเหมือนกัน <br> ในชั้นแรกได้รับสั่งถึงการต่าง ๆ หลายอย่าง แล้วจึงได้รับสั่งถามว่า การที่เราได้เปนบาดหลวงและ มีเมียไม่ได้ จะต้องเปนอยู่อย่างนี้ชั่วชีวิตหรืออย่างไร<br> เราจึงได้ทูลตอบว่า เมื่อเราได้อุทิศตัวให้แก่พระเปนเจ้าแล้ว ก็ต้องเปนอยู่เช่นนี้ชั่วชีวิต จะกลับกลายเปลี่ยนแปลงไม่ได้<br> จึงได้รับสั่งว่า - <br> (หน้า ๙๑)<br> - '''"เราตั้งใจว่าจะให้พระสงฆ์ของเราเปนเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะฉนั้น ต่อไปเมื่อพระสงฆ์ได้บวชแล้ว ห้ามมิให้สึกและห้ามมิให้มีเมีย "'''<br> พระเจ้ากรุงสยามได้ทรงพระราชดำริห์ การอย่างดีสำหรับที่จะให้พลเมืองขอพระองค์เปนคนดี พระองค์ทรงถือพุทธสาสนา<br> และทรงเห็นชอบในสาสนาคริศเตียน แต่ข้อเดียว คือว่า '''ผู้ที่ได้ทำการในสาสนาแล้ว ไม่ควรจะมีภรรยา''' <br> และการที่ทรงบัญญัติเช่นนี้ก็หาได้ ทรงเกรงว่า อาณาประชาราษฎร ในพระราชอาณาเขตจะลดน้อยไปไม่<br> ในคราวนั้นพวกบาดหลวงเห็นเปนโอกาสอันเหมาะ จึงได้กราบทูลอธิบายถึงการสาสนาโดยยืดยาว <br> พระเจ้ากรุงสยามก็ตั้งพระทัยฟังจริง ๆ และทรงรับรองว่า ความจริงก็มีพระเปนเจ้าที่เปนใหญ่แต่พระองค์เดียวเท่านั้น<br> นอกนั้นก็เท่ากับเปนขุนนางรอง ๆ ลงมา <br> บางทีก็ทรงคัดค้านบ้าง เปนต้นว่ารับสั่งถามว่า '''"ถ้าพระเปนเจ้าไม่มีตัวตนแล้วจะพูดกับมนุษย์อย่างไรได้เล่า"''' <br> พวกเราก็ทูลอธิบายให้เข้าพระทัย ไม่ยากอย่างไร เพราะเราได้กราบทูลว่า '''"ผู้ที่ได้สร้างลิ้น หู และเสียงนั้น ถึงจะไม่มีตัวตนก็คงจะรู้จักหาทางที่ จะพูดกับมนุษย์ให้จงได้"'''<br> การที่บาดหลวงได้กราบทูลต่อพระเจ้าแผ่นดินเช่นนี้ เปนอันเชื่อได้แน่ว่า ตั้งแต่เกิดมาก็คงไม่มีใครได้ยินได้ฟังดังนี้เลย<br> บรรดาขุนนางข้าราชการที่เฝ้าอยู่ในที่นั้น ต่างคนประหลาดใจ ที่ได้เห็นบาดหลวงสอนสาสนาแก่พระเจ้าแผ่นดิน<br> ในเวลาเสด็จออกขุนนาง ทั้ง - <br> (หน้า ๙๒)<br> - อัศจรรย์ใจ ที่ได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินโปรดฟัง และรับสั่งโต้ตอบกับบาดหลวงดังนี้ <br> แล้วพระเจ้าตาก จึงหันพระองค์ไปทางที่พระสงฆ์เฝ้าอยู่ จึงรับสั่งว่า<br> '''"ตั้งแต่นี้จ่อไปเมื่อใครบวชแล้วจะสึกไม่ได้ และจะมีเมียไม่ได้เปนอันขาด"''' <br> และเพราะเหตุว่า พระเจ้าแผ่นดินเปนหัวหน้าของพุทธสาสนา จึงได้มีรับสั่งให้พระสงฆ์เรียนภาษาบาลีต่อไป<br> เพราะภาษาบาลีเปนภาษาที่พระสงฆ์ต้องใช้ ตรงกับของเราต้องใช้ภาษาลาตินเหมือนกัน <br> เพื่อพระสงฆ์จะได้อ่านหนังสือเข้าใจด้วยตัวเองได้ และได้รับสั่งว่า '''"นิทานต่าง ๆ ที่เคยเล่ากันมาให้ตัดออกเสียบ้าง เพราะนิทานเหล่านี้ล้วนแต่ไม่จริงทั้งนั้น"'''<br> เมื่อจวนจะเสด็จขึ้น ได้รับสั่งให้เสนาบดีจัดการต่อเรือยาวสำหรับพระราชทานเรา ๒ ลำ<br> <big>'''ว่าด้วยพระนิสัยของเจ้าตาก'''</big><br> บรรดาคนทั้งหลายเรียก พระเจ้าตากว่า เปน'''พระเจ้าแผ่นดิน''' แต่พระเจ้าตากเองเรียกพระองค์เองว่า '''เปนแต่เพียงผู้รักษากรุง''' เท่านั้น<br> พระเจ้าตาก หาได้ทรงประพฤติเหมือน อย่างพระเจ้าแผ่นดินก่อน ๆ ไม่ <br> และในธรรมเนียมของเจ้าแผ่นดินฝ่ายทิศตวันออก ที่ไม่เสด็จออกให้ราษฎรเห็นพระองค์ด้วย กลัวจะเสื่อมเสียพระเกียรติยศนั้น<br> พระเจ้าตากไม่ทรงเห็นชอบด้วยเลย<br> พระเจ้าตากทรงพระปรีชาสามารถยิ่งกว่าคนธรรมดา เพราะฉนั้นจึงไม่ทรงเกรงว่า ถ้าเสด็จออกให้ราษฎรพลเมืองเห็นพระองค์<br> และถ้าจะทรงมีรับสั่งด้วยแล้ว จะทำให้เสียพระราชอำนาจลงอย่างใด <br> เพราะพระองค์มีพระประสงค์จะทอดพระเนตร์การทั้งปวงด้วยพระเนตร์ของพระองค์เอง<br> และจะทรงฟัง - <br> (หน้า ๙๓)<br> - การทั้งหลาย ด้วยพระกรรณของพระองค์เองทั้งสิ้น <br> พระองค์ทรงทนทานแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทั้งทรงกล้าหาญและพระปัญญาก็เฉียบแหลม มีพระนิสัยกล้าได้กล้าเสียและพระทัยเร็ว<br> ถ้าจะว่าก็เปนทหารอันกล้าหาญคน ๑ ตั้งแต่ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ได้เสด็จยกทัพไปปราบเมืองนครศรีธรรมราช และเมืองไทรบุรี<br> ก็มา ยอมอ่อนน้อมสวามิภักดิ์ต่อพระองค์แล้ว<br> เมือ่เร็ว ๆ นี้พระเจ้าตาก ได้เสด็จไปตีเมืองคันเคา และเมืองป่าสัก มาได้ และทางฝ่ายเขมร นั้นไม่มีใครคิดต่อสู้พระองค์เลย<br> ถ้าในระหว่างที่กำลังรบกันอยู่ พระเจ้าตากทรงเห็นนายทัพนากองคนใดถอยหลังแล้ว ก็เสด็จเข้าหานายทัพนายกองคนนั้นรับสั่งว่า<br> '''" เองกลัวดาบของข้าศึก แต่เองไม่กลัวคมดาบของข้าดอกหรือ"''' <br> แล้วก็ทรงเงื้อมพระแสงดาบฟันศีร์ษะ ฆ่านายทัพนายกองคนนั้นทันที<br> พระเจ้าตาก ''ทรงวางพระทัยในพวกเข้ารีดมาก ถ้าเสด็จทัพคราวใด ก็ต้องมีพวกเข้ารีดตามเสด็จไปด้วยเสมอทุกคราว'' <br> พวกเข้ารีด เปนพวกกล้าหาญ ของพระเจ้าตาก และพระเจ้าตากก็ทรงจัดไว้ ให้พวกเข้ารีดเปนทหารสำหรับรักษาพระองค์<br> ทั้งทรงโปรดยกเว้นไม่ให้พวกเข้ารีดต้องถูกเกณฑ์ไปทำการอย่างอื่นด้วย<br> ในเวลานี้พระเจ้าตากกำลังเตรียมการจะยกทัพไปอีก จะเสด็จไปทางไหนแน่ยังไม่ทราบกัน แต่เชื่อกันว่าคงจะเสด็จไปปราบทางเมืองเขมร<br> และเมืองญวน กับทรงเตรียมทัพอีกทัพ ๑ จะได้ไปตีพม่า ที่เมืองมะริด และให้ตีเมืองมะริด กลับคืนมาให้จงได้<br> ในระหว่าง - <br> (หน้า ๙๔)<br> - เวลาที่เปนระดูหนาวนั้น พระเจ้าตากทรงโปรดให้ตัดถอนหนทาง ซึ่งเปนการผิดแบบพระราชประเพณีของพระเจ้าแผ่นดิน แต่ก่อน ๆ<br> และโปรดให้สร้างป้อมขึ้นหลายป้อมด้วย เวลานี้ได้โปรดให้ยกกองทัพล่วงหน้า ไปคอยทัพหลวงในแดนเขมร<br> ทัพหน้านี้มีพล ๑๕,๐๐๐ คนหรือ ๒๐,๐๐๐ คน และได้โปรดให้ไถหว่านเข้า ให้ได้เข้าพอเลี้ยงกองทัพใน ๔ หรือ ๔ เดือน<br> นอกจากการที่เล่ามาข้างบนนี้ เราก็ยังหวั่นอยู่เสมอ ว่า น่ากลัวจะเกิดการจลาจลขึ้นอีก และบางทีจะถึงกับเกิดศึกภายนอกหรือภายในก็จะเปนได้<br> ป.ล. วันที่ ๒๒ มอถุนายน ถึงแม้ว่าพระเจ้าตากได้ทรงต้อนรับพวกเราอย่างดี ดังได้กล่าวมาข้างบนนี้แล้วนั้น<br> ถึงดังนั้น ข้าพเจ้าก็เกรงว่าจะต้องเกิดเรื่องขึ้น เพราะเหตุว่า ไทยถือว่าพวกเข้ารีดเปนคน ที่มีความรู้มากกว่าคนอื่น<br> พระเจ้าตากจึงโปรดเกณฑ์พวกนี้ไป ทำการต่าง ๆ มากกว่าเกณฑ์คนอื่น<br> และในการต่าง ๆ ที่เกณฑ์พวกเข้ารีดไปทำนั้น มีการที่เกี่ยวด้วยบำรุงพระพุทธสาสนาและ เกี่ยวด้วยพิธีของพระพุทธสาสนามาก<br> เพราะฉนั้นเมื่อพวกเข้ารีด ต้องถูกเกณฑ์ไปทำการที่เกี่ยวด้วยพระพุทธสาสนาแล้ว <br> ข้าพเจ้าจึงจำเปนต้อง ห้ามพวกเข้ารีดมิให้ไปทำการนั้น ๆ <br> เมื่อเร็ว ๆ นี้พวกเข้ารีด ถูกเกณฑ์ไปทำการ พวกเข้ารีดก็ มิได้รู้สึกว่าอย่างไร ก็ได้ลงมือทำการตามที่เขาสั่งให้ทำ<br> ข้าพเจ้าจึงได้เรียก พวกเข้ารีดเหล่า - <br> (หน้า ๙๕)<br> - นั้นให้กลับเสีย พวกเข้ารีดก็เลิกงารทันที ต่อหน้าเสนาบดี ซึ่งคุมงารอยู่ในที่นั้น <br> เจ้าพนักงารจึงได้ไปเรียนต่อ เสนาบดีว่า การที่พวกเข้ารีดได้เลิกงารไปนั้น ก็โดยคำสั่งของ สังฆราช <br> ข้าพเจ้า ไม่ทราบว่าการเรื่องนี้ จะมีผลอย่างไรต่อไป แต่จะอย่างไรก็ตาม ต้องเอาพระเปนเจ้าเปนใหญ่กว่าสิ่งอื่น <br> ชีวิตของเราก็ยอมสละถวายพระเจ้าแผ่นดินได้ แต่ต้องสละในสิ่งที่ ไม่เสียแก่สาสนาของเรา แต่ในสิ่งที่ขัดขวางแก่การของพระเปนเจ้าแล้ว<br> จะต้องยอมสละชีวิต ๑๐๐๐ ชีวิตดีกว่าที่จะไปช่วยในงารเช่นนั้น<br> <big>'''ว่าด้วยพระเจ้าตากส่งกองทัพไปตีเมืองเขมร จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยความอัตคัดของ พวกเข้ารีด'''</big><br> '''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง'''<br> '''ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''วันที่ ๓ เดือนเมษายน ค.ศ. ๑๗๗๕ (พ.ศ. ๒๓๑๘)'''<br> จนถึงเวลาเดี๋ยวนี้ อาหารการกินในเมืองนี้ยังแพงมาก เพราะบ้านเมืองไม่ได้เปนอันทำมาหากินมา ๑๕ ปีแล้ว เพราะเหตุว่ามีสงครามไม่หยุดเลย และในเวลานี้ก็ยังหาสงบทีเดียวไม่ เงิน ๒๐๐ เหรียญในทุกวันนี้มีราคาไม่เท่ากับเงิน ๕๐ เหรียญ เมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้วซึ่งเปนเวลาที่เราได้ แรกมาตั้งคณะบาดหลวงในเมืองนี้ พวกเข้ารีดก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเราเลย เรากลับต้องเลี้ยงดูพวก เข้ารีดบางคนเสียอีก เวลานี้เราต้องเลี้ยงคนถึง ๒๐ คนทุกวันเรา ได้ตั้งต้นจัดโรงเรียนเล็ก ๆ ขึ้นแล้วมีนักเรียน ๕ หรือ ๖ คน และ (หน้า ๙๖)<br> เราก็กำลังเรียกพวกบาดหลวงของเราที่ยังอยู่เมืองปอนดีเชรีให้กลับ มาแล้ว<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยพม่าเข้าตี เมืองไทย'''</big><br> '''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง'''<br> '''ถึงมองเซนเยอร์บรีโกต์'''<br> '''วันที่ ๑๑ เดือน มิถุนายน ค.ศ. ๑๗๗๕ (พ.ศ. ๒๓๑๘)'''<br> ข้าพเจ้าขอให้ท่านส่งมิชชันนารีมาให้อีกสัก ๒ คน เพื่อจะได้ จัดให้ไปอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ได้ เช่นเมืองเพ็ชรบุรี เมืองนคร- ศรีธรรมราช เมืองจันทบุรีเปนต้น เวลานี้ เมืองมะริดยังไม่ได้ เปนของเรา ในปีนี้ พวกพม่าได้เข้ามาตีไทยอีกแล้ว คราวนี้เข้ามาพร้อมกัน ๒ ด้านคือทางเหนือและทางตวันตก ไทยได้ออกไปต่อสู้มีไชยชนะ พวกพม่าได้ล้มตายไปประมาณ ๑๐๐ คน และไทยจับเปนเชลยได้ประมาณ ๒๐๐๐ คน พวกพม่าเชลยเหล่านี้ต้องจำตรวนและทำงารโยธาทุกคน พวกไทยยังล้อเลียนเราในเรื่องสาสนาอยู่เสมอ แต่ การทีเปนดังนี้ต้องโทษพวกเข้ารีดของเราเองมากกว่าพวกอื่น (หน้า ๙๗)<br> <big>'''ประกาศห้ามมิให้ ไทยและมอญเข้ารีดและถือสาสนามหะหมัด'''</big><br> '''ประกาศของไทยลงวันที่ ๑๓ เดือนตุลาคม'''<br> '''ค.ศ. ๑๗๗๕ (พ.ศ. ๒๓๑๗)''' <br> '''ห้ามมิให้ไทยและมอญ เข้ารีดและนับถือสาสนามหะหมัด'''<br> '''มองเซนเยอร์เลอบองเปนผู้แปล'''<br> ด้วยพวก เข้ารีดแลพวกที่ถือสาสนามหะหมัด เปนคนที่อยู่นอกพระพุทธสาสนา<br> เปนคนที่ไม่มีกฎหมายและไม่ประพฤติตามพระพุทธวจนะ<br> ถ้าพวกไทยซึ่งเปนคนพื้นเมืองนี้ตั้งแต่กำเนิดไม่นับถือและไม่ประพฤติตามพระพุทธสาสนาถึงกับลืมชาติกำเนิดของตัว<br> ถ้าไทยไปประพฤติและปฏิบัติตามลัทธิของ พวกเข้ารีดและพวกมหะหมัด ก็จะตกอยู่ในฐานความผิดอย่างร้ายกาจ<br> เพราะฉนั้นเปนอันเห็นได้เที่ยงแท้ว่า<br> ถ้าคนจำพวกนี้ตายไป ก็ต้องตกนรกอเวจี ถ้าจะปล่อยให้พวกนี้ทำตามชอบใจ<br> ถ้าไม่เหนี่ยวรั้งไว้ ถ้าไม่ห้ามไว้แล้ว พวกนี้ ก็จะทำให้วุ่นขึ้นทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว จนที่สุดพระพุทธสาสนาก็เสื่อมทรามลงไป<br> เพราะเหตุฉนี้ จึง '''ห้ามขาด มิให้ไทยและมอญ ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ ได้ไปเข้าพิธีของ พวกมหะหมัด หรือ พวกเข้ารีด''' <br> ถ้าผู้ใดมีใจดื้อแขง เจตนาไม่ดี มืดมัวไปด้วยกิเลสต่าง ๆ จะฝ่าฝืนต่อประกาศอันนี้<br> ขืนไปเข้าในพิธีของพวกมหะหมัดและพวกเข้ารีด แม้แต่อย่างใดอย่าง ๑ แล้ว <br> ให้เปนหน้าที่ของสังฆราช หรือ - <br> <big><big>'''๑๓'''</big></big> (หน้า ๙๘)<br> - บาดหลวงมิชชันนารี หรือบุคคล ที่เปนคริศเตียนหรือมหะหมัด จะต้องคอย ห้ามปรามมิให้คนเหล่านั้น<br> ได้เข้าไปในพิธีของพวกคริศเตียนและพวกมหะหมัด<br> ให้เจ้าพนักงารจับกุมคนไทยและมอญที่ไปเข้าพิธีเข้ารีดและมหะหมัด ดังว่ามานี้ ส่งให้ผู้พิพากษาชำระ<br> และให้ผู้พิพากษาวางโทษถึงประหารชีวิต<br> ถ้าแม้สังฆราช ก็ดี มิชชันนารีคนใด ก็ดี หรือ คนเข้ารีดและพวกมหะหมัดคนใด ก็ดี ไม่เกรงกลัวต่อประกาศพระราชโองการนี้<br> ขืนชักชวน คนไทยหรือมอญ ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ ให้เข้าไปในพิธีของพวกเข้ารีตและพวกมะหะหมัด<br> แม้แต่พิธิใดๆ ก็ตาม<br> ก็ให้เจ้าพนักงารจับกุม สังฆราช หรือบาดหลวงมิชชันนารี หรือบุคคลที่เข้ารีดหรือเปนมหะหมัดนั้น ๆ ไว้<br> และให้วางโทษถึงประหารชีวิต<br> ให้เจ้าพนักงารจับกุมคนไทยหรือมอญ ซึ่งได้ไปเข้าพิธีของพวกเข้ารีตและพวกมหะหมัดนั้น วางโทษถึงประหารชีวิตเหมือนกัน<br> ประกาศพระราชโองการนี้ได้ส่งให้ไว้แก่ล่าม <br> เพื่อให้ไปปฏิบัติตามพระราชโองการนี้จงทุกประการ<br> ประกาศมาณวันอาทิตย์ <br> ขึ้น ๑๑ ค่ำเดือน ๑๑ ปีมะเมีย ฉศก <br> (ตรงกับวันที่ ๑๓ เดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๗๗๕ พ.ศ. ๒๓๑๗)<br> .......................<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยต้นเหตุที่จะ ประกาศ(พระราชโองการ)'''</big><br> '''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง'''<br> '''ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''วันที่ ๒๖ เดือนมีนาคม ค.ศ. ๑๗๗๕ (พ.ศ. ๒๓๑๗)'''<br> '''ต้นเหตุที่จะเกิดมีประกาศพระราชโองการห้ามการเข้ารีดกับเข้า''' (หน้า ๙๙)<br> '''สาสนามหะหมัด'''นั้น ก็คือ <br> เมื่อสองสามวันที่ล่วงมาแล้ว พระเจ้าแผ่นดินได้รับสั่งให้พระสงฆ์ไทย บาดหลวงมิชชันนารีฝรั่งเศสกับพวกมหะหมัด<br> มาโตเถียงกันถึงเรื่อง สาสนา<br> ฝ่ายไทย ถือว่าการฆ่าสัตว์นั้นบาป พวกเข้ารีดและพวกมหะหมัดเถียงว่า การฆ่าสัตว์ไม่บาป<br> ในเวลาที่โต้เถียงกันอยู่นั้น พระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จมาประทับ เปนประธานและทรงรับสั่งโต้เถียงด้วยเหมือนกัน<br> ครั้นทรงฟังความเห็นของ พวกเข้ารีดและพวกมหะหมัดว่า การฆ่าสัตว์ไม่บาปนั้น ก็ไม่พอพระทัย<br> พอรุ่งขึ้นก็ได้ออกประกาศพระราชโองการนี้ทีเดียว<br> เมื่อเขาได้เอาประกาศมาให้เรา กูเรา ก็ได้ตอบว่า สาสนาของเราคือ สาสนาของพระเปนเจ้าที่แท้จริง บังคับให้เราทำทุกอย่างไม่ว่าในเมืองใด<br> ที่จะรับคนเข้ารีดแปลงว่า เราจะต้องสอนให้มุนษย์ทั่วไป รู้จักพระเปนเจ้าที่จริง เพื่อให้มนุษย์ได้รับความสุขชั่วกาลนปาวสาน<br> และการที่เราได้มาในเมืองไทยก็เพราะมีเจตนาจะทำเช่นนี้ เพราะฉนั้น เราจะยอมตายดีกว่าที่จะละโอกาศทำการตามหน้าที่สำคัญของเราเช่นนี้<br> การเรื่องนี้ก็เปนอันยุติกันเพียงนี้เอง เพราะในเวลานี้พวกพม่าข้าศึกได้ยกทัพเข้ามาถึงชายแดนพระราชอาณาเขตแล้ว<br> และไทย ก็ไม่ได้คิดการอย่างอื่น นอกจากจะไปต่อสู้พวกข้าศึก <br> และพระเจ้ากรุงสยาม ก็ยังเสด็จกทัพไปสู้ข้าศึก อยู่จนทุกวันนี้ <br> ที่ ๒๖ มีนาคม ค.ศ. ๑๗๗๕ (พ.ศ. ๒๓๑๗) ก็ยังหาเสด็จกลับมาไม่<br> .....................<br> (หน้า ๑๐๐)<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยสังฆราชห้ามมิให้ พวกเข้ารีดถือน้ำตามพิธีไทย'''</big><br> '''มองเซนเยอร์เลอบอง'''<br> '''ค.ศ. ๑๗๗๖ - ๑๗๘๐ (พ.ศ. ๒๓๑๙ - ๒๓๒๓)'''<br> '''พวกมิชชันนารีถูกไล่ออกจกาเมืองไทย'''<br> '''ค.ศ. ๑๗๗๙ (พ.ศ. ๒๓๒๒)'''<br> '''เรื่องพวกเข้ารีดถูกกดขี่'''<br> '''ขุนนางที่เข้ารีดถูกจำคุก'''<br> '''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง'''<br> '''ถึงน้องและพี่สาว'''<br> '''วันที่ ๒๑ เดือนเมษายน ค.ศ. ๑๗๗๖ (พ.ศ. ๒๓๑๙)'''<br> พวกมิชชันนารีซึ่งอยู่ในเมืองไทยได้สอนพวกเข้ารีดถึงความบริสุทธิ์ของสาสนาคริศเตียน ซึ่งจะเอาการอย่างอื่นเช่นการกราบไหว้ ตกตาเข้ามาปนไม่ได้เปนอันขาด และได้ชี้เแจงโดยฉเพาะถึงการที่ ตนจะต้องกระทำสาบาลที่จะมีความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าแผ่นดินนั้น ว่าพวกเข้ารีดจะไปทำพิธีซึ่งเปนประเพณีของไทย เช่นไปวัดและดื่มน้ำซึ่งพราหมณ์และพระสงฆ์ไดทำพิธีแช่งไว้และซึ่งเอาเครื่องอาวุธ - (หน้า ๑๐๑)<br> - ของพระเจ้าแผ่นดินลงจุ่มตามแบบของไทยไม่ได้ <sup>(๑)</sup> <big>'''ว่าด้วยสังฆราชและพวกมิชชันนารีต้องจำคุก'''</big><br> ครั้นถึงเดือนกันยายนซึ่งเปนเวลาที่จะต้องถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาคนเข้ารีดสามคนซึ่งเปนข้าราชการของพระเจ้าแผ่นดิน หาได้ไปยัง วัดสำหรับถือน้ำหรือไปเข้าในพิธีของพราหมณ์และของพระสงฆ์ และ หาได้ไปดื่มน้ำที่เข้าพิธีไม่ แต่ข้าราชการเข้ารีดทั้งสามคนนี้ได้ไป ยังวัดเข้ารีดในตอนเช้า ไปยืนอยู่หน้าที่บูชาพระ และได้สาบาลตัว ว่าจะมีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน การสาบาลตัว คราวนี้ ข้าราชการทั้งสามคนได้สาบาลตัวเปนภาษาไทยแต่ทำ อย่างแบบของคนเข้ารีดและได้มีพวกเข้ารีดยืนดูเปนอันมาก และ ท่านสังฆราชก็กำกับอยู่ด้วย ครั้นความเรื่องนี้ทรงทราบไปถึงพระ เจ้ากรุงสยาม ก็ได้มีรับสั่งให้จับข้าราชการทั้งสามนี้และให้จำคุก .......................<br> ''(๑) ธรรมเนียมนี้เปนธรรมเนียมอันเก่าแก่ในเมืองไทย ซึ่งถือกันว่าเท่ากับเปนกฎหมายอย่าง ๑ คือ<br> การถือน้ำพิพัฒน์สัตยาการที่จะสาบาลตัวว่าจะมีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินนั้นไม่เปนการผิดต่อสาสนาของเราอย่างใด<br> แต่วิธีที่สาบาลกันนั้นขัดอยู่บ้าง พิธีถือน้ำของไทยนั้นทำดังนี้<br> เมื่อถึงวันกำหนดถือนา พวกขุนนางข้าราชการทั้งปวง ต้องไปพร้อมกันยังวัดซึ่งเต็มไปด้วยพระพุทธรูป แล้วมีพระสงฆ์ไปที่วัดนั้น<br> สวดมนต์ทำพิธีน้ำให้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เมื่อพระสงฆ์สวดมนต์แล้วเจ้าพนักงาร จึงเชิญพระแสงดาบและราชศัตราวุธของพระเจ้าแผ่นดิน<br> จุ่มลงในน้ำนั้น ครั้นเอาพระแสงลงจุ่มแล้ว บรรดาขุนนาง ข้าราชการก็เรียกพระพุทธรูปและเทวดาต่าง ๆ ให้มาเปนพยาน<br> แล้วจึงดื่มน้ำที่ทำพิธีไว้แล้วนั้น เพราะน้ำนี้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยพระสงฆ์ได้สวดมนต์<br> และใครคิดขบถทรยศต่อพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อดื่มน้ำอันศักดิ์สิทธิ์นี้แล้ว ก็จะต้องตาย<br> บางทีมีบางคนไม่ได้ดื่มน้ำนี้ ก็มี แต่ถือกันว่าดื่มแล้ว เจ้าพนักงาร ก็จดชื่อว่า ผู้นั้นได้ดื่มน้ำแล้วก็เปนอันหมดเรื่องกัน''<br> (หน้า ๑๐๒)<br> เมื่อวันที่ ๒๒ เดือนกันยายน เมื่อข้าราชการทั้งสามต้องจำคุกแล้ว ได้สัก ๒ วัน ท่านสังฆราชกับมิชชันนารี ๒ คน คือ มองซิเออร์กาโนต์ กับมองซิเออร์คูเด ก็ได้เข้าไปเยี่ยมในคุก เมื่อวันที่ ๒๔ เดือน กันยายน ท่านสังฆราชได้นั่งสนทนาอยู่กับข้าราชการที่เปนนักโทษ จึงได้พูดขึ้นว่า สังเกตดูเหตุผลต่าง ๆ ไม่ช้าสังฆราชก็คงจะต้องมา ติดคุกกับนักโทษทั้ง ๓ นี้เปนป่น การที่สังฆราชทำนายไว้เช่นนี้ ไม่ช้าก็ได้เปนจริงดังทำนาย '''สังฆราชเลอบองกับมิชชันนารี สองคนต้องจำคุก'''<br> รุ่งขึ้นวันที่ ๒๕ เดือนกันยายน เจ้าพนักงารได้มาจับสังฆราชกับบาดหลวง ๒ คนและได้คุมตัวไปเฝ้าพระเจ้ากรุงสยาม ข้าชการเข้า รีด ๓ คนที่เปนนักโทษนั้น ก็ได้ถูกคุมไปเฝ้าอยู่ในที่นั้นเหมือนกัน พระเจ้าแผ่นดินทรงพระพิโรธมาก ได้รับสั่งด้วยพระสุรเสียงอย่างดัง สัก ๒-๓ องค์ จึงมีรับสั่งให้ลงพระอาญาแก่พวกเรา ในทันใดนั้น มีเจ้าพนักงาร ๒ คนถือเชือกและมัดหวาย ได้มาจับพวกเราทั้ง ๖ คน แล้วถอดเสื้อยาวเสื้อชั้นในและเสื้อเชิ๊ดออกจากตัว เหลือแต่ตัวเปล่า ๆ จึงได้เอาเราไปมัดมือมัดเท้าไว้ในระหว่างหลัก ๒ หลัก เจ้าพนักงาร ได้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนข้าราชการเข้ารีดด้วยหวายคนละ ๕๐ ที วิธี ที่เฆี่ยนนั้น เจ้าพนักงารยืนข้างผู้ที่จะถูกเฆี่ยนข้างละคน แล้วต่าง (หน้า ๑๐๓)<br> คนต่างผลัดกันเฆี่ยนข้างละที ส่งนสังฆราชกับบาดหลวง ๒ คนนั้น รอดไปได้ในวันนั้น เพียงแต่ได้รับความตกใจและต้องเข้าผูกมัด ในหลักคาเท่านั้น วิธีที่เจ้าพนักงารได้เอาเราเข้าผูกกับหลักคานั้น ก็คือ ผูก พวกเราทั้ง ๖ คนเรียงเปนแถวเดียว หันหลังตรงกับที่ประทับหลัก ที่ผูกมักเรานั้นก็เปนคาในตัว เพราะต้องเอาศีร์ษะลอดเข้าไปในหลัก นั้นจนหันตัวไปข้างไหนก็ไม่ได้ คือผู้ที่ต้องเข้าหลักเข้าคานั้นจะหัน หรือเหลียวไปดูเพื่อนที่ถูกเฆี่ยนด้วยกันไม่ได้ แต่การที่เราต้อง ถูกมัดเข้าหลักเข้าคานั้น ก็หาได้มีใครบอกว่าเราจะถูกเพียง ต้องเปลื้องเสื้อออกและต้องเข้าหลักคาจะไม่ต้องถูกเฆี่ยน แต่จะเฆี่ยน ฉเพาะขุนนางเข้ารีด ๓ คนเท่านั้น เพราะฉนั้นเมื่อข้าพเจ้าได้ยินเสียงหวายและได้ยินเสียงร้องของผู้ถูกเฆี่ยน ข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าพวกเรา ทั้ง ๖ คนคงถูกเฆี่ยนพร้อมกัน แต่ข้าพเจ้าก็มิได้รู้สึกหวายลง หลังสักทีเดียว จึงต้องสาระภาพให้ท่านฟังว่าในชั้นแรก ข้าพเจ้า ไปมุ่งหมายว่าพระเปนเจ้าได้ทำเหตุอัศจรรย์ให้เห็น โดยทำไม่ให้ข้าพเจ้ารู้สึกความเจ็บปวดอย่างใด แล้วภายหลังข้าพเจ้ามานึกว่า หรือพระเจ้าแผ่นดินจะรับสั่งให้งดลงพระราชอาญาฉเพาะข้าพเจ้าเปนพิเศษโดยจะทรงเห็นแก่ตำแหน่งและอายุมากของข้าพเจ้ากระมัง ส่วนอีก ๕ คน ก็คงจะถูก ลงพระราชอาญาพร้อมกันเปนแน่ จนที่สุด เมื่อเจ้าพนักงารได้แก้เราออกจากหลักจากคาและได้พาไปยังคุกนั้น (หน้า ๑๐๔)<br> ข้าพเจ้าก็ร้องไห้บ่นเสียใจ ที่พระเจ้าแผ่นดินนได้ทรงยกเว้นไม่ลงพระราชอาญาแก่ข้าพเจ้าเปนพิเศษและพูดดังว่า ๆ "ถ้าในเรื่องนี้มีความ ผิดแล้ว เราก็มีความผิดเท่า ๆ กัน ตัวข้าพเจ้าเองก็เปนหัวหน้า ของคนผิด เพราะฉะนั้นจะไปเฆี่ยนคนอื่นและยกเว้นข้าพเจ้าเพราะ เหตุใด" ครั้นเข้าไปถึงคุกแล้วข้าพเจ้าจึงได้ทราบความจริง ว่า บาดหลวงสองคนก็ไม่ได้ถูกลงำพระราชอาญาเหมือนกับข้าพเจ้าต่อ นั้นไปในวันแรกก็ดี วันรุ่งขึ้นก็ดี ซึ่งเจ้าพนักงารได้จับเรา.ไปมัดกับ หลักคาเปนครั้งที่ ๒ และคราวนี้ได้เฆี่ยนข้าพเจ้าจริง ๆ พอข้าพเจ้า รู้สึกว่าเจ้าพนักงารมาเอาตัวไปเฆี่ยน ข้าพเจ้าก็หมดสติทีเดียว <big>'''ว่าด้วยสังฆราชและมิชชันนารีถูกซักและ ถูกเฆี่ยน'''</big><br> เมื่อคืนวันที่ ๒๕ ต่อกับวันที่ ๒๖ (กันยายน ) เจ้าพนักงารได้คุมเราทั้ง ๖ คนไปยังศาล เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป และการพิจารณากันนี้กินเวลาเกือบตลอดรุ่ง พวกขุนนางที่นั่งพิจารณาความนั้นได้ขอ ให้พวกเราได้ยอมทำตามที่เขาจะสั่งต่อไป เพื่อให้เรื่องนี้ได้เปนอัน แล้วกันสักที ขุนนางเหล่านั้นจึงสั่งให้ขุนนางเข้ารีด ๓ คนไปดื่มน้ำ ที่เข้าพิธี และสั่งให้สังฆราชกับบาดหลวงสองคนรับสารภาพว่าผิด และให้ขอโทษต่อพระเจ้าแผ่นดินเสีย แต่พวกเราทั้ง ๖ คนได้นัด กันไว้แล้วว่าทำอย่างไร ๆ ก็ไม่ยอม ผู้พิพากษาจึงออกไปจากห้อง- (หน้า ๑๐๕)<br> -และขัดเคืองพวกเรามากเพราะหาว่าเราหัวดื้อ การที่ผู้พิพากษาไปรายงารในเรื่องนี้ก็ทำให้ไทยมีความโกรธเรามากขึ้น เพราะฉนั้นพอ ส่วางวันที่ ๒๖ กันยายน พระเจ้ากรุงสยามก็รับสั่งให้หาเราไปหน้าที่นั่งอีก<br> ในวันนี้ทรงกริ้วมากกว่าวันก่อนอีก จึงรับสั่งให้ถอดเสื้อสังฆราชและบาดหลวงสองคน และให้เอาตัวสังฆราชกับบาดหลวงเข้าหลักเข้าคา<br> พระเจ้าแผ่นดินน จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงาร ซึ่งยืนอยู่ข้างเราข้างละคน เฆี่ยนเราด้วยหวายคนละ ๑๐๐ ทีต่อหน้าที่นั่ง<sup>(๑)</sup><br> เมื่อได้ถูกเฆี่ยนครบจำนวนแล้ว เนื้อหลังก็ขาดเลือดก็โซมตัว เจ้าพนักงารก็ได้คุมพวกเราไปไว้ยังคุกสามัญ และได้จำเราครบ ๕ ประการ คือ<br> มีเครื่องจองจำ ๕ อย่าง <br> ๑ ตรวนใส่เท้า<br> ๒ เท้าติดขื่อไม้ <br> ๓ โซ่ล่ามคอ <br> ๔ คาไม้ใส่คอทับโซ่ <br> ๕ มือสองมือลอดเข้าไป<br> _________________________________________________________<br> ''(๑) ในเรื่องที่สังฆราช กับบาดหลวงต้องถูกลงพระราชอาญาในครั้งนี้ มองซิเออร์คูเดเขียนเล่าว่าดังนี้<br> เจ้าพนักงารได้เอาหวายเฆี่ยนหลังเรา เนื้อเปล่า ๆ คนละ ๑๐๐ ที เวลาที่เฆี่ยนนั้นเจ้าพนักงารได้นับดัง ๆ ทุกทีไป<br> พระเจ้าแผ่นดินก็ประทับทอดพระเนตร์อยู่ในที่นั้นด้วย<br> ข้าพเจ้ารู้สึกว่าพอหวายลงทีแรกเลือดก็ไหลทันที ข้าพเจ้าคอยอยู่ว่าจะขาดใจเมื่อไร<br> เพอิญเคราะห์ดีไม้กางเขนก็อยู่ตรงหน้าข้าพเจ้า ๆ จึงได้เอาไม้กางเขนนั้น เปนหลักสำหรับตั้งสติ<br> ทั้ง ๓ คนนิ่งกันหมดเวลาที่ถูกเฆี่ยน มิได้ครางหรือร้องจนคำเดียว พระเยซูได้ให้กำลังแก่เรา<br> สำหรับทำให้คนทั้งหลายเห็นว่าเราไม่มีความผิดอะไร การที่เราไม่ได้ร้องนั้นทำให้พระเจ้าแผ่นดินประหลาดพระทัยเปนอันมาก<br> เพราะเจ้าพนักงารก็เฆี่ยนเต็มแรงด้วยกลัวพระเจ้าแผ่นดินจะกริ้วว่า เจ้าพนักงารเฆี่ยนไม่แรง <br> เราก็ทนอยู่จนตลอดเวลา และเราก็ออกจากที่นั้น โดยหลังขาดเปนรอยริ้วและเลือดโซมตัว''<br> (หน้า ๑๐๖)<br> - ในคาและไปติดกับขื่อมือทำด้วยไม้ <br> การที่เราถูกจองจำเช่นนี้ไม่เปนการเหมาะสำหรับรักษาแผลที่หลังและที่สีข้างให้หายเลย เพราะฉนั้นเมื่อได้ล่วงเวลามาได้ ๒ เดือนแล้ว<br> แผลที่หลังยังไม่หายเลย <br> ใน ๔ หรือ ๕ วันแรกที่จำคุกอยู่นั้น เจ้าพนักงารได้ให้เราอยู่รวมกันทั้ง ๖ คน ซึ่งทำให้เราสบายใจบ้างเล็กน้อย<br> แต่เมื่อวันที่ ๒๙ หรือ ๓๐ เดือนกันยายน เจ้าพนักงารได้แยกเราออกเปน ๒ พวก คือพวกขุนนางเข้ารีด ๒ คนไปอยู่ในคุก ๑ ต่างหาก<br> สังฆราชกับบาดหลวง ๒ คนไปอยู่อีกคุก ๑<br> <big>'''ว่าด้วยขุนนางเข้ารีดใจไม่แขง'''</big><br> เมื่อเราได้ติดคุกอยู่เช่นนี้ได้ ๒ เดือน เจ้าพนักงารได้ถอดเครื่องจำจองออกจากขุนนางเข้ารีด ๓ คน และเราได้ทราบซึ่งเปนการน่าเสียใจว่า<br> ขุนนางเข้ารีดทั้ง ๓ คนได้ออกจากคุกแล้ว ก็ตรงไปยังวัด เพื่อไปดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา<br> แล้วพระเจ้ากรุงสยามจึงมีรับสั่งให้บรรดาทหารที่เข้ารีดทุกคน ไปถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดเสียด้วย<br> ทหารเข้ารีดเหล่านี้มีจำนวนอยู่ ๗๙ คน เราได้ทราบว่า มีทหารเข้ารีด ที่ไม่ได้ถือน้ำ แต่คนเดียวเท่านั้น<br> และก็ไม่เห็นใครจะรู้สึกว่ากระไร นอกจากนั้น ได้ไปถือน้ำทุกคน เพราะกลัวว่าถ้าไม่ไปถือน้ำตามคำสั่งแล้ว จะต้องรับโทษถึงตาย<br> เมื่อวันที่ ๒๖ เดือนกันยายน เมื่อเราได้ถูกเฆี่ยนแล้ว ได้มี -<br> (หน้า ๑๐๗)<br> - คนเข้ารีดทั้งผู้หญิงผู้ชายหลายคน ได้ร้องไห้พากันไปเยี่ยมเราในคุก เจ้าพนักงารก็อนุญาตให้พวกเข้ารีดเข้าไปเยี่ยมเราได้<br> พวกเข้ารีด ได้ต่างช่วยกันเช็ดล้างแผลให้เราและได้ช่วยเหลือเราทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ <br> ยังมีหญิงแม่หม้ายคน ๑ ได้เอาผ้ามาเช็ดเลือดที่แผลเรา แล้วได้เก็บผ้าเปื้อนเลือดนั้นหอบเอาไปบ้านด้วย<br> ฝ่ายพวกเข้ารีด อื่น ๆ ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ซึ่งมิได้เข้าไปเยี่ยมเราในคุกนั้น ได้พากันไปบ้านหญิงแม่หม้าย ขอดูผ้าที่เปื้อนเลือด<br> ครั้นหญิงแม่หม้าย ได้เอาผ้ามาให้ดูแล้ว พวกเข้ารีดก็ได้เอาผ้านั้นมาจูบ และกราบไหว้ กระทำการเคารพต่อผ้าที่เปื้อนเลือดนั้นด้วย<br> เรื่องพวกเข้ารีดไปกราบไหว้ผ้าเปื้อนเลือดนั้น ในเวลานั้นเราได้ทราบเรื่องไม่ เพราะเวลานั้นแผลถูกเฆี่ยนก็ยังสดอยู่ <br> เลือดก็ยังไหลอยู่เสมอ เราจึงไม่ได้นึกถึงเรื่องอะไรเลย นอกจากนึกถึงความเจ็บปวดของเรา <br> แต่ในเรื่องนี้จวนจะเปนเรื่องใหญ่โตขึ้นซึ่งน่ากลัวมาก คือ มีคนเข้ารีดคน ๑ เปนบ่าวของเราและเปนคนชั่ว <br> มีความเกลียดชังหญิงแม่หม้ายคนนั้นมาก และก็ไม่สู้รักใคร่เรา เท่าไรนักด้วย <br> ครั้นเมื่อปลายเดือนธันวาคม คนเข้ารีดคนนี้ได้ ทำคำร้องกล่าวโทษหญิงแม่หม้ายและกล่าวโทษเรา <br> หาว่าเราเปนผู้แนะนำให้หญิงแม่หม้ายเก็บผ้าที่เช็ดเลือดเราไว้ และเราได้ห้ามหญิงแม่หม้าย ไม่ให้ล้างผ้า แต่ให้เลือดแห้งติดผ้าอยู่อย่างนั้น เพื่อจะได้ - <br> (หน้า ๑๐๘)<br> - เอาผ้าเปื้อนเลือดนั้น ส่งไปยังประเทศยุโรปและฝรั่งเศส สำหรับยุ ให้พวกฝรั่งมารบ กับไทย <br> เจ้าพนักงารได้รับคำร้องนี้ไว้ และได้ไต่สวนหาความจริงต่อไป <br> ในเวลานั้นมีเรือที่จะออกไปเมืองบาตาเวีย หลายลำ ไทยจึงได้ไปห้ามเรือเหล่านี้ มิให้รับฝากหนังสือหรือเข้าของอย่างใด จากพวกเข้ารีดเปนอันขาด<br> เจ้าพนักงารได้เรียกเราไป ถามปากคำ เราจึงได้ปฏิเสธตลอดข้อหา เพราะในข้อหาไม่มีความจริง อย่างใด จะมีก็เพียงผ้าเช็ดเลือดดังได้เล่ามาข้างบนนี้แล้ว ซึ่งเรา มิได้เกี่ยวหรือรับรู้ด้วยเลย <br> เจ้าพนักงารก็ได้ไปค้นหาผ้าที่เปื้อนเลือด ซึ่งโจทย์หาว่า หญิงแม่หม้ายเก็บรักษาไว้อย่างดี แต่ก็หาได้พบไม่ <br> คดีเรื่องนี้เจ้าพนักงารได้นำความกราบทูลว่าเปนเรื่องที่ ไม่มีมูลอย่างใด <br> และในข้อหาข้ออื่นซึ่งโจทย์หาว่า เราได้เอาผืนดินปืนและศิลา สำหรับปืนซ่อนไว้ในบ้านและหาว่า เราได้รับคนเข้ารีดใหม่ ผิดด้วยข้อบังคับนั้น<br> ก็ไม่มีมูลเหมือนกัน โจทย์ก็ไม่มีพยานจะอ้าง และในข้อหาที่ว่าเรารับคนเข้ารีดนั้น เราก็ไม่ได้ต่อสู้อย่างใด<br> เพราะฉนั้นคดีเรื่องนี้เปนอันสงบเลิกกันไป <br> ผู้พิพากษาเองก็ได้ถามว่า เราจะกลับฟ้องโจทย์ผู้หาความใส่เราหรือไม่ เราจึงได้ตอบผู้พิพากษาว่า ธรรมเนียมของคนคริศลเตียน <br> ไม่ต้องการทำดังนั้น เพราะสาสนาคริศเตียนสอนให้ให้อภัยแก่ศัตรูของเรา <br> เพราะฉนั้นในเรื่องนี้ ไม่ใช่แต่เรา จะให้อภัยแก่โจทนย์อย่างเดียว แต่เราจะอนุญาตให้โจทย์ได้ออกจากบ้านของเรา โดยไม่ต้องนำเงินค่าตัว<br> มาใช้ให้ก็ได้ - <br> (หน้า ๑๐๙) <br> <big>'''พระราชดำรัสของพระเจ้าตาก'''</big><br> เมื่อวันที่๑๕ เดือนมกราคม พระเจ้าตากได้เสด็จยกทัพด้วยพระองค์เอง เพื่อไปต่อสู้กับพวกพม่าข้าศึก <br> และได้ทิ้งเราไว้ในคุก ทั้งต้องจำโซ่ตรวนอยู่จนตลอดถึงวันนี้ (ที่ ๑๕ เมษายน) เราก็ยังหาได้พ้นการจองจำออกจากคุกได้ไม่<br> การเรื่องนี้จะไปสิ้นสุดเอาแค่ไหนเปนสิ่งที่ทราบไม่ได้ <br> เราได้ทราบมาว่าเมื่อพระเจ้าตากได้ประทับอยู่ในพระราชวังได้มีรับสั่งว่า '''" สังฆราชกับพวกบาดหลวงจองหองนักมันไม่ยอมขอโทษเลย "'''<br> มีเสียงลือกันว่า พระเจ้ากรุงสยามทรงพระราชดำริห์ จะส่งพวกเราไปยังเมืองมาเก๊า โดยเรือลำแรกที่จะออก <br> ขอให้พระเปนเจ้าได้โปรดให้เปน ดังนั้นจริงเถิด การที่เรามาอยู่ที่นี่ก็โดยบารมีของพระเปนเจ้า เพราะฉนั้นที่ต้องติดคุกอยู่เช่นนี้จึงหักใจได้<br> ในเวลานี้ ขออย่าได้คิดถึงการที่ จะส่งมิชชันนารี ออกมาใหม่อีกเลย เพราะตัวเราเองบางที ก็จวนจะต้องออกจากเมืองไทยอยู่แล้ว<br> การในเมืองไทยไม่เหมือนกับในเมืองจีน เพราะในเมืองไทยจะไปแอบซ่อนตัวที่ไหนไม่ได้ หรือจะปลอมตัวไม่ให้คนรู้จักก็ไม่ได้เหมือนกัน<br> เมื่อปลายเดือนมีนาคม เราได้รับจดหมายฉบับ ๑ ซึ่งคนเข้ารีดในกองทัพคน ๑ ได้เขียนมาถึงสังฆราช เพื่อขอบใจสังฆราช<br> ที่ได้ แสดงวาจาปลอบโยนแก่คนเข้ารีด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และในจดหมายฉบับนั้นเล่ามาว่า<br> พระเจ้าตากได้ทรงรับสั่งต่อหน้าพวก - <br> (หน้า ๑๑๐)<br> - เข้ารีดว่า <br> '''"เรามีความเวทนาพวกเข้ารีดเหล่านี้มาก เมื่อเรากลับไปถึงบางกอก ก็จะต้องปล่อยสังฆราชและบาดหลวงออกเสียที"'''<br> ถ้าพระเจ้าตากทรงพระราชดำริห์ดังที่รับสั่งจริงแล้ว จะต้องรอให้เสด็จกลับมาถึงเสียก่อนด้วยเหตุใด <br> ถ้ารับสั่งให้ปล่อยเราออกคำเดียวเท่านั้น เราก็จะออกจากคุกได้โดยทันที <br> แต่เมื่อเวลายังประทับอยู่ที่บางกอก ก่อนที่เสด็จไปสงครามนั้น ก็ได้รับสั่งอย่างนี้หลายครั้ง แต่ก็ไม่เห็นมีผลอะไร <br> และการที่รับสั่งเช่นนี้ ก็ได้รับสั่งต่อหน้าพวกเข้ารีด ทุกคราว ดู ๆ ก็เหมือนพระเจ้าตาก จะต้องการเอาหน้าแก่พวกเข้ารีด<br> เมื่อเร็วๆ นี้เองเราได้รับจดหมายจากพลทหารและพวกเข้ารีดในกองทัพอีกฉบับ๑ ในจดหมายฉบับนี้ พวกทหารและคนเข้ารีดบอกว่า<br> เขาได้สังเกตเห็นว่า การที่สาสนาคริศเตียนถูกบีบคั้นในเวลานี้นั้น เปนเพราะเหตุที่ ในปีนี้ไทยเอาไชยชนะแก่ข้าศึกยากนัก<br> และจำนวนพม่า ก็น้อยกว่าไทยเปนอันมาก ถึงดังนั้นพม่าก็สู้รบอย่างแขงแรง ไทย จะเอาไชยชนะให้ได้เปรียบแก่พม่าไม่ได้เลย<br> พวกทหารที่มีหนังสือ มานั้น เปนคนที่เคยได้เปนนักเรียนที่ มหาพราหมณ์ จึงเอาเหตุ ในคัมภีร์มายกอ้างเปนตัวอย่าง <br> ซึ่งเปนข้อที่ควรจะชมเชยเข้าอยู่บ้าง<br> เมืองไทยวันที่ ๒๑ เดือนเมษายน <br> เขียนสนคุกที่บางกอก<br> ป.ล. การที่ข้าพเจ้าเขีนจดหมายฉบับนี้ได้ โดยยืดยาวนั้น ก็เพราะเหตุว่ามือข้าพเจ้าได้หลุดจากขื่อมือ วันนี้เอง<br> (หน้า ๑๑๑)<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง ว่าด้วยสังฆราชและ พวกมิชชันนารีพ้นโทษ'''</big><br> '''สังฆราชและมิชชันนารีพ้นโทษ'''<br> '''จดหมายมองเซนเยอร์เลอบอง'''<br> '''ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''เดือน พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๗๗๖ (พ.ศ. ๒๓๑๙)'''<br> จดหมายฉบับก่อนของเราที่เขียนในคุกนั้น ได้ลงวันที่ ๒๙ เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๖๗๖(พ.ศ. ๒๓๑๙) เมื่อเดือนกรกฎาคม<br> พวกเข้ารีด กับชาวอังกฤษคน ๑ ได้ไปพูดจาว่ากล่าวกับเสนาบดีที่ปรึกษาราชการของพระเจ้าแผ่นดินสยาม เพื่อขอให้ปล่อยยเราให้พ้นโทษ<br> เมื่อวันที่ ๒๕ เดือนกรกฎาคม <br> เจ้าพนักงารได้มาปลดคา ออกจากคอและได้ถอด ขื่อเท้าและ ขื่อมือออก แต่การที่จะปล่อยให้พ้นจากคุกนั้น <br> เจ้าพนักงารได้บอกว่ายังจะปล่อยไม่ได้ เพราะต้องรอให้ ข้าราชการอื่น ๆ กลับจากทัพเสียก่อน และคงไม่ช้า ข้าราชการเหล่านั้นก็คงจะกลับมา<br> เมื่อวันที่ ๑๔ เดือน สิงหาคม เจ้าพนักงารได้เอาโซ่ออกจากคอ เหลือแต่ตรวนติดเท้าอยู่ เท่านั้น เจ้าพนักงารจึงได้คุมเราไปทั้งตรวน<br> ไปหาอัคมหาเสนาบดี เพราะพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงมอบธุระให้ อัคมหาเสนาบดีได้สอบสวน เรื่องเราเสียใหม่ ให้เปนการเสร็จเด็ดขาดไป<br> และรับสั่งว่า ไม่ต้องพระราชประสงค์ที่จะฟังเรื่องนี้อีกต่อไป เสนาบดี ต้องการให้พวกเข้ารีด ที่เปนคนสำคัญและเปนหัวหน้า -<br> okj1r6utaz3f1s0ivg2pnu2tb8b2ju3 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๙ หมวด จ 0 37575 293786 109444 2026-07-23T10:13:42Z Lunlumita 12009 293786 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - ย้ายเนื้อหาไปยัง [[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร|ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร]] แล้ว และหน้านี้ไม่ได้ใช้อีก}} <big>'''หมวด จ'''</big><br> * จดหมายมองเซนเออร์คูเด ว่าด้วยสังฆราชและพวกมิชชันนารีพ้นโทษ หน้า ๑๑๕ * ว่าด้วยบาดหลวงเข้าเฝ้า " ๑๑๘ * จดหมายมองเซนเออร์คูเด ว่าด้วยพวกเข้ารีดไม่ยอมเข้ากระบวนแห่ที่เกี่ยวด้วยพุทธสาสนา " ๑๒๐ * ว่าด้วยทดลองสอนสาสนาแก่พวกลาว " ๑๒๒ * จดหมายเหตุของสังฆราชเลอบอง ว่าด้วยพระเจ้าตากไม่พระราชทานเบี้ยหวัดพวกเข้ารีด " ๑๒๕ * ว่าด้วยพระเจ้าตากโปรดนั่งทางวิปัสนา " ๑๒๙ * ว่าด้วยพระเจ้าตากให้ไล่พวกบาดหลวง " ๑๓๐ * ว่าด้วยพวกบาดหลวงออกจากเมืองไทย " ๑๓๕ * จดหมายเหตุมองซิเออร์เดคูร์วิแยร์ว่าด้วยพระเจ้าตากต้องสละราชสมบัติ " ๑๓๖ * ว่าด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จปราบดาภิเษก " ๑๓๙ * ว่าด้วยการเปนไปของสาสนาบาดหลวงกลับมาเมืองไทยอีก " ๑๔๐ * จดหมายมองเซนเยอร์คูเดว่าด้วยการสาสนาในเมืองไทร " ๑๔๒ * จดหมายเหตุของมองซิเออร์เดคู์วิแยร์เรื่องเจ้าเมืองไทรยกบ้านให้มองซิเออร์คูเด " ๑๔๔ ---------------------- (หน้า ๑๑๕)<br> <big><big>'''จ'''</big></big> <big>'''จดหมายมองเซนเออร์คูเด ว่าด้วยสังฆราชและพวก มิชชันนารีพ้นโทษ'''</big><br> '''จดหมายของมองซิเออร์ดูเด'''<br> '''ถึงมองซิเออร์เดอโคเอ็ตโลกอง'''<br> '''วันที่ ๑๕ เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๗๗๙ (พ.ศ. ๒๓๒๒)'''<br> เมื่อพระเจ้าตากได้เสด็จกลับมาจากทัพ ดูพระกิริยาเชื่อมซึมและดูจะไม่สบายพระทัย เพราะทรงเกรงว่าพม่าข้าศึกจะยกเข้ามาถึงกรุง <br> ถ้าพม่าเข้ามาตีกรุงอีกแล้ว เมืองไทยก็เปนอันสูญชื่อกันคราวนี้เอง<br> พวกที่คอยบำรุงอุดหนุนเรา และพวกขุนนางไทยที่มีความเอื้อเฟื้อต่อเรานั้น ได้คอยหาช่องโอกาศที่จะกราบทูลพระเจ้าตากในเรื่องเรา... <br> แต่ก็หาโอกาศไม่ได้เลย ข้างฝ่ายไทยก็ไม่ต้องการอะไร นอกจากให้เราขอโทษต่อพระเจ้าแผ่นดินและให้เรารับผิดเท่านั้น <br> แต่เราก็คงดื้อ ยืนคำว่าเราเปนคนที่หาความผิดมิได้ และเราจะทำการบกพร่องในสาสนาของเราไม่ได้ <br> เจ้าพนักงารก็ไม่กล้านำเราไปเฝ้า และ พระเจ้าตากก็ไม่มีพระราชประสงค์จะเกี่ยวข้องกับเรา เพราะถ้าทรงเกี่ยวกับเราแล้วก็จะต้องแพ้เรา <br> เพราะทำอย่างไร ๆ เราก็คงจะยืนคำเดิมอยู่นั่นเอง<br> เมื่อวันที่ ๑๔ เดือนสิงหาคม พระเจ้าตากได้รับสั่งให้หาพวก นักโทษทั้งหลาย เพื่อเอาไปปล่อยบ้าง เอาไปลงพระราชอาญาบ้าง <br> ส่วนเรานั้นได้รับสั่งให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไต่สวนเราและให้ปล่อยเราออกไปอยู่กับพวกเข้ารีด<br> เจ้าพนักงารเข้าใจว่าเราเปนอันได้พ้น- <br> (หน้า ๑๑๖)<br> - โทษแล้ว ต่างคนต่างแสดงความยินดีต่อเรา แต่ถึงดังนั้นเจ้าพนักงารได้พาเราไปทั้งตรวนและพวงคอ ยังห้องใหญ่นอกพระราชวัง<br> เพื่อไปพบกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการเหล่านี้ได้บอกกับเราว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงยกโทษให้เราแล้ว <br> แต่เราจะต้องทำหนังสือทานบล รับผิด และทำทานบลว่าเราจะไม่ประพฤติเช่นนี้อีก <br> ข้อนี้เปนข้อที่เราวิตกอยู่เสมอ เราจึงได้ตอบว่าเราจะไม่ยอมทำหนังสือทานบลอย่างที่ว่านั้นเปนอันขาด <br> ถ้าพระเจ้ากรุงสยามโปรดปล่อยให้เราพ้นโทษแล้ว เราก็จะไปสอนสาสนาของเราอีกตามเดิมเหมือนเมื่อครั้งก่อน<br> เราติดคุก เพราะเราเปนข้าราชการของพระเปนเจ้าทีแท้จริง และเราจะเปลี่ยนสาสนาของเราไม่ได้ <br> ข้าราชการเหล่านั้นจึงถามว่า "ถ้าท่านไม่มีความผิด เหตุใดท่านจึงต้องติดคุก และ ต้องรับพระราชอาญาเฆี่ยนด้วยหวาย ๑๐๐ ทีเล่า "<br> เราได้ตอบว่า <br> "ติดคุกและถูกเฆี่ยนเปล่าโดยไม่มีความผิดอะไร"<br> ข้าราชการถามว่า <br> "ทำไมจึงไม่ร้องขึ้นเล่า"<br> เรตอบว่า <br> "ไม่มีใครยอมฟังเรา และพระเจ้าแผ่นดินก็กำลังกริ้วอยู่ด้วย"<br> ข้าราชการถามว่า<br> "ก็ท่านจะให้ข้าพเจ้าทำอย่างไรเล่า"<br> เราตอบว่า<br> "ท่านจะเอาเราใส่คุกอีกหรือท่านจะไล่ให้เราออกนอกพระราชอาณาเขต หรือท่านจะฆ่าเราให้ตายก็ได้ แต่ทำอย่างไรๆ - <br> (หน้า ๑๑๗)<br> - เราก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงข้อปฏิบัติเดิมของเรา "<br> เวลาที่พูดกันนี้เปนเวลาค่ำมืดแล้ว และก็ไม่เปนการตกลงอย่างใดเลย ข้าราชการผู้ใหญ่เหล่านั้นจึงสั่งให้เอาเราไปขังต่อไป<br> แต่ให้ไปขังไว้นอกพระราชวัง เราก็ได้ไปอยู่ในที่ขังใหม่นี้โดยไม่ทราบว่า ผลที่สุดจะเปนอย่างไรต่อไป แต่ถึงอย่างไรเราก็รู้สึกสบายใจขึ้น<br> จึงเตรียมการที่จะทำพิธีในวันนักขัตฤกษ์และเซนวิแยช<br> ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า เจ้าพนักงารได้มาถอดตรวนและพวงคอออก แต่ข้าราชการผู้ใหญ่ยังไม่ได้นำความกราบทูลให้ทรงทราบ<br> เจ้าพนักงาร จึงได้กักขังเราไว้ในห้องนั้นต่อไป<br> คนทั้งหลายได้มาบอกกับเราว่า ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ ๑๖ สิงหาคม ทำอย่างไร ๆ เราก็จะได้กลับไปอยู่วัดของเรา<br> แต่ครั้นถึงเวลาเช้าวันที่ ๑๖ เจ้าพนักงารได้เอาตรวนและพวงคอ มาจำเราเข้าอีก และได้พาเราไปขังไว้ยังคุกในพระราชวังอย่างเดิม<br> เจ้าพนักงารได้บอกเราว่าไม่ช้าเราก็จะได้พ้นโทษ แต่ในเวลานั้นเปนเวลาที่พระเจ้าแผ่นดินกำลังกริ้วอยู่ <br> เพราะเหตุว่า ข้าราชการผู้ใหญ่ยังไม่กลับมาถึงจากการทัพ และมีข้าราชการ ๔-๕ คนรับรองว่าจะจัดการให้เราได้พ้นโทษให้จงได้ <br> แต่เวลานี้ต้องทำใจเย็น ๆ ไปก่อน<br> เมื่อวันที่ ๓๐ เดือนสิงหาคม บรรดาข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ได้มาประชุมพร้อมกันหมดเพราะมีเรื่องที่ข้าราชการเหล่านี้<br> จะต้องปรึกษาหารือกันหลายเรื่อง แต่พอตั้งต้นข้าราขการที่เปนผู้ใหญ่ที่สุด - <br> (หน้า ๑๑๘)<br> - ในหมู่นั้นได้พูดขึ้นว่า จำเปนจะต้องปล่อยเราออกจากคุกโดยเร็วที่สุด ข้าราชการทั้งหลายซึ่งอยู่ในที่นั้นก็นิ่งกันหมดหาได้คัดค้านว่าอย่างไรไม่<br> แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรต่อไป เพราะกลัวว่าพระเจ้าแผ่นดินจะหาว่าพวกข้าราชการเข้ากับเรา <br> ครั้นวันที่ ๑ เดือนกันยายน พระเจ้าตากได้รับสั่งถามขึ้นเองว่า เรื่องของเราเปนอย่างไรบ้าง <br> ข้าราชการได้กราบทูลว่า กำลังไต่สวนอยู่ รุ่งขึ้นข้าราชการเหล่านั้นจึงได้กราบทูลว่า ได้เห็นพร้อมกันว่าควรจะปล่อยเราได้ <br> พระเจ้าตากจึงรับสั่งให้ปล่อยเราพ้นโทษ แล้วก็เสด็จขึ้นทันที โดยไม่รับสั่งถึงราชการงารเมืองอย่างอื่นเลย <br> เจ้าพนักงารจึงได้นำความมาเล่าให้เราฟัง เรา ก็ได้ไปยังวัดเพื่อบูชาพระเยซูต่อไป ในคราวนี้ไม่มีใครพูดถึงหนังสือทานบลอีกเลย แต่ไทยได้บังคับให้พวกเข้ารีดทุกคนรับประกันว่า เราจะไม่ออกไปนอกพระราชอาณาเขต เพราะฉนั้นเมื่อชั้นเดิมเราก็เตรียมตัวที่จะถูกไล่ออกจากเมืองไทยหลายคราว ครั้นมาบัดนี้เรากลับต้องอยู่เมืองไทยแน่นกว่าแต่ก่อนเสียอีก '''บาดหลวงเข้าเฝ้า'''<br> เมื่อเราได้พ้นโทษไปแล้วสักสามอาทิตย์ พระเจ้าตากได้มี รับสั่งให้เราเข้าไปเฝ้า เวลานั้นท่านสังฆราชป่วยอยู่ไปเฝ้าไม่ได้ เราจึงได้ไปเฝ้าแต่ ๒ คนเท่านั้น พระเจ้าตากได้ทรงแสดงไมตรี ต่อเรา และทรงแสดงว่าทรงโปรดปรานเรามาก พระเจ้าตากได้ (หน้า ๑๑๙)<br> เสด็จมาประทับในที่ต่ำกว่าเรา และโปรดให้เอาน้ำชามาพระราชทาน ให้เรารับประทาน ซึ่งเปนสิ่งที่ไม่เคยเลยจนที่สุดข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็หาเคยพระราชทานน้ำชาให้รับประทานไม่ ในวันนั้นดูทรงเจตนาแสดงพระกิริยาให้เราลืมถึงเรื่องที่เราถูกทำโทษมาถึงปีหนึ่ง<br> ตั้งแต่วันนั้นมาเราก็ได้ไปเฝ้าพระเจ้าตากหลายคราว เมื่อไปเฝ้าคราวใดก็ทรงแสดงไมตรีต่อเราเสมอ <br> แต่นั่นแหละสาสนาของเรา ไม่ตรงกับสาสนาของไทยซึ่งล้วนแล้ว ไปด้วยความไม่จริง เราจึงจำเปนต้องขัดคอไทยอยู่เสมอ ๆ<br> พระเจ้าตากรับสั่งอยู่เสมอว่า ทรงเหาะเหิรเดิรอากาศได้<sup>(๑)</sup> เราก็ได้ทูลอยู่เสมอว่าเปนการที่เป็นไปไม่ได้ <br> เราได้ทูลบ่อยเข้าจนถึงกับทรงเบื่อไม่อยากฟังเราแล้ว เพราะฉนั้น จึงไม่ได้รับสั่งให้เรา ไปเฝ้ามาได้ปี ๑ แล้ว<br> การที่เราไม่ได้เฝ้าแหนเลยนั้น กระทำให้เรามีเวลาสำหรับไปเที่ยวตามชาวบ้านได้มากขึ้น<br> ..........................<br> ''(๑) พระเจ้าตากเปนคนที่มีความคิดพลิกแพลงอยู่เสมอ เพราะฉนั้นจึงได้ทรงพระราชดำริห์จะเปนพระพุทธเจ้า <br> ในเรื่องนี้ได้มีรับสั่งว่ามีพระราชประสงค์จะเปนพระพุทธเจ้า และก็มีคนเรียนพระองค์ว่าพระพุทธเจ้าแล้วก็มี <br> เพราะในเมืองนี้ไม่มีเลยที่ใครจะไม่ทำให้ถูกพระทัย ตามวิธีดำเนิรการที่ทรงพระราชดำริห์ไว้นั้น <br> ในชั้นต้นจะได้ทรงเหาะขึ้นไปตามอากาศก่อน และเพื่อจะเตรียมการที่จะทรงเหาะนี้ ได้ทรงทำพิธีต่าง ๆ ในวัดและในวังมา ๒ ปีแล้ว<br> เพราะฉนั้นในเวลานี้จะต้องถือว่าพระเจ้าตาก ไม่ใช่มนุษย์ในโลกนี้แล้ว <br> ถ้าเรื่องนี้ใครไปทูลขัดคอ หรือในเวลาที่ทรงเข้าพิธี ใครเข้าไปเฝ้าแล้ว คนนั้นก็ ถูกเคราะห์ร้าย'' (หน้า ๑๒๐)<br> <big>'''จดหมายมองเซนเออร์คูเด ว่าด้วยพวกเข้ารีดไม่ยอมเข้า กระบวนแห่ที่เกี่ยวด้วยพุทธสาสนา'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์คูเด'''<br> '''ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''วันที่ ๒๕ เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๗๑๙ (พ.ศ. ๒๓๒๒)'''<br> เวลานี้ในเมืองไทยการศึกสงครามได้สงบเงียบแล้ว พวกพม่าข้าสึกเก่าของเราไม่ได้คิดที่จะกลับมาตีเมืองไทยอีก <br> และเสบียงอาหารเข้าปลานาเกลือ ก็จับจะบริบูรณ์ขึ้นอีกแล้ว แต่ถึงดังนั้นพวกเราก็ยังวางใจ ในพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ <br> เมื่อ ๗ หรือ๘ เดือนนี้ได้เกิดเรื่องขึ้น ซึ่งน่ากลัวอันตรายมาก คือพระเจ้าตากได้ทรงแต่งแบบแผน ขนบธรรมเนียมของไทยขึ้นใหม่<br> เรื่องนี้ได้ทรงคิดแต่งมานานแล้ว ครั้นทรงแต่งเสร็จแล้ว ก็มีพระราชประสงค์จะทำการฉลอง <br> โดยให้มีกระบวนแห่อย่างใหญ่ ตามลำแม่น้ำ การฉลองคราวนี้จะมีงารกันถึง ๓ วัน บรรดาชนทุกชาติทุกภาษาจึงได้รับสั่งให้ไปช่วยในการแห่นี้ <br> คือ '''ไทย จีน ญวน ลาว แขกมัว คนเข้ารีด และ ชนชาติอื่น ๆ''' ทั่วไปหมด <br> พระเจ้าตากจึงเสด็จออกประทับยังพลับพลา ซึ่งปลูกไว้ริมน้ำเพื่อทอดพระเนตร์กระบวนแห่ ครั้นทรงเห็นว่าพวกเข้ารีด มิได้เข้ากระบวนแห่ด้วย<br> จนคนเดียวก็กริ้ว จึงรับสั่งว่า <br> '''"การที่พวกเข้ารีดไม่ได้เข้ากระบวนแห่นั้น เพราะเหตุใด ทรงทราบได้ดีทีเดียว เพราะ ฉนั้นจะต้องให้เลิกการฉลอง<br> เพราะทรงบังคับพวกเข้ารีดตามพระทัยไม่ได้เสียแล้ว โดยเหตุที่ สังฆราชและพวกบาดหลวงคอย ขัดขวางอยู่เสมอ <br> จึงจะต้องฆ่าสังฆราชและบาดหลวงเสียให้หมด แล้ว"'''<br> (หน้า ๑๒๑)<br> จึงรับสั่งต่อไปว่า <br> '''"แต่นั่นและพวกบาดหลวงก็คงยอมให้เราฆ่า และ มันก็คงจะตายเหมือนกับสัตว์"''' <br> ขุนนางซึ่งเปนข้าราชการผู้ใหญ่ที่สุดและซึ่งเปนคนชอบพอกับเรา และมีความนับถือสาสนาของเราอยู่บ้าง เฝ้าอยู่ในที่นั้นด้วย<br> จึงได้กราบทูลแก้แทนเราว่า <br> "แต่ก่อน ๆ มาพวกเข้ารีด ไม่เคยได้มาเกี่ยว ในพิธีของไทยเลย เพราะพระเจ้าแผ่นดิน แต่ก่อน ๆ ได้ทรงอนุญาตให้พวกเข้ารีดทำตามใจชอบ<br> ในการชนิดนี้ ถ้าในคราวนี้พระเจ้ากรุงสยามจะลงพระราชอาญาพวกเราแล้ว ก็จะทำให้ประเทศยุโรปหมดความนับถือพระองค์<br> และชาวยุโรปก็คงจะไม่เข้ามาในเมืองไทยต่อไป"<br> พระเจ้าตากได้ทรงฟังคำกราบทูลของข้าราชการผู้นี้ ก็ทรงนิ่ง หาได้รับสั่งว่ากระไรต่อไปไม่ <br> ครั้นรุ่งขึ้น เวลาเสด็จออกขุนนางจึงได้รับสั่งแก่ขุนนางข้าราชการที่เฝ้าอยู่ว่า <br> "เราอยากจะชักนำให้มนุษย์ทั่วไปไปสู่ทางที่ดี แต่พวกเข้ารีดไม่ยอมทำตามเราเลย เพราะฉนั้นพวกนี้คงถึงซึ่งฉิบหาย แต่ก็เปนธุระของเขาเอง" <br> ฝ่ายพวกขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ในเมืองนี้ สังเกตดูก็ไม่ได้เกลียดชังเราเลย เมื่อได้เกิดเรื่องนี้แล้ว สักสองสามวัน <br> ข้าพเจ้ากลับมาจากเยี่ยมหมู่บ้านลาว ได้พบกับพระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าแผ่นดิน <br> พระราชโอรสจึงเชื้อเชิญให้ข้าพเจ้าไปเฝ้าที่ศาลากลางทางแห่ง ๑ ได้รับสั่งกับข้าพเจ้าอย่างเปนกันเอง <br> และเมื่อได้เฝ้าอยู่สักครู่ ๑ ข้าพเจ้าได้ทูลลากลับบ้านเพราะเปนเวลาเย็น มากแล้ว<br> <big><big>'''๑๖'''</big></big><br> (หน้า ๑๒๒)<br> <big>'''การทดลองสอนสาสนาแก่พวกลาว'''</big><br> พวกที่ได้รับความเดือดร้อนในเมืองไทยมีจำนวนมากที่สุดเพราะเหตุว่าพรเจ้าตากได้มีรับสั่งให้ไปต้อนพวกชาวบ้านซึ่งอยู่ตามป่าตามดงชายพระราชอาณาเขต ให้เข้ามารวมอยู่ในกรุงให้หมด พวก นี้จึงได้รับความลำบากอย่างที่สุดโดยเหตุที่ไม่มีใครเอาเปนธุระด้วย เลย การที่พระเจ้าตากเสด็จยกทัพไปปราบบ้านเมืองใกล้เคียงและกวาดต้อนเชลยเข้ามาไว้ในกรุงนั้น กระทำให้จำนวนของคนที่ได้รับความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นอีกเปนอันมาก เมื่อเดือนสิงหาคมปีกลายนี้ ไทยได้ จับลาวมาเปนเชลยกว่า ๓๐๐๐ คน เพราะไทยได้ยกทัพไปรับกับลาวและได้เข้าปล้นและเผาเมืองลาวเสียสิ้น เมื่อพวกชาวเชลยได้ลง มาถึงกรุงก็ได้รับความลำบากจวนจะตายอยู่แล้ว และพวกลาวเชลย ได้ตายเสียตามทางมากกว่าจำนวนที่ลงมาถึงกรุงกว่า ๒ เท่า พวก เราจึงได้ลงมือรดน้ำมนต์รับเด็กเข้ารีด ในปีนี้เราได้รดน้ำมนต์รับเด็ก เข้ารีดกว่า ๙๐๐ คน พวกลาวมีนิสัยโอนอ่อน เมื่อเราได้เปนธุระ จัดการเรื่องเด็กแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้คิดจัดการในเรื่องผู้ใหญ่ต่อไป เพราะความยากจนคับแค้นเดือดร้อนของพวกนี้ กระทำให้ข้าพเจ้าสงสารมากจนถึงกับน้ำตาไหล แต่พวกนี้ก็ไม่มีบ้านช่องอยู่เปนหลัก ฐาน เพราะฉนั้นจึงเปนการยากที่จะเที่ยวตามสั่งสอนพวกนี้ได้ บาง ทีคนที่เราพบในวันนี้ไปหาพรุ่งนี้อีกไม่พบเสียแล้วก็มี และพวกลาวได้ ล้มตายเสียก่อนที่ได้รับคำสั่งสอนเสียก็มาก (หน้า ๑๒๓)<br> เมื่อพวกลาวได้ลงมาถึงบางกอกได้สักหน่อย ไทยก็ได้แยก พวกนี้ออกเปน ๓ พวก เรียกว่า๓ ค่าย ๆ ๑ มี คนประมาณ ๗๐๐-๘๐๐ คน ข้าพเจ้าได้ทราบแต่เพียงว่ามี ๒๓ ค่ายเท่านั้น แต่ข้าพเจ้าคนเดียวจะวิ่งทั่วไปไม่ได้ เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงได้จัดครูพื้นเมืองให้ไปสั่ง สอนในค่าย ๑ อีกค่าย ๑ นั้นข้าพเจ้ารับธุระไปเอง พวกลาวเหล่านี้ ล้วนแต่ยินดีที่จะฟังคำสั่งสอน และในค่ายที่ครูพื้นเมืองไปสั่งสอน นั้นพวกลาวได้นิยมมากเพราะเปนคนพวกเดียวกัน พวกลาวไม่สงสัยเหมือนกับสงสัยคนชาวต่างประเทศ ทั้งพูดภาษาก็ถูกกันด้วย ได้มี ผู้หญิงเข้ารีดบางคนได้มาช่วยสั่งสอนเหมือนกัน และผู้หญิงพวกนี้ มีประโยชน์มากเพราะเข้าไปหาพูดจากับผู้หญิงลาวสนิธสนมดี ส่วน ตัวข้าพเจ้านั้นเห็นว่าพวกลาวนิยมอยากฟังคำสั่งสอน จึงได้พยายามหาพวกลาวนั้นเองสำหรับให้สั่งสอนกันเอง และข้าพเจ้าก็ได้พยายาม เรียนตัวหนังสือลาวซึ่งคล้าย ๆ กันกับหนังสือไทย ข้อนี้ทำให้พวก ลาวพอใจเปนอันมาก การทั้งหลายกำลังดำเนิรอยู่อย่างเรียบร้อยแล้วเพอินเกิดมีเรื่องขึ้น ซึ่งทำให้รเบียบที่ข้าพเจ้าได้จัดไว้เสียหมด และตัวข้าพเจ้าเองก็หมดความหวังต่อไป ข้าพเจ้าเกือบจะไปหาพวก นี้ไม่ได้แล้วเพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเขาไปอยู่ที่ไหนกันหมด เรื่องท่เกิดขึ้นนั้นเล่าโดยย่อ ๆ มีดังนี้ โดยเหตุที่พวกลาวเปนเชลยศึก พระเจ้าตากจึงไม่ทรงไว้พระทัยในพวกลาวเลย และมีลาว บางพวกได้หนีไปด้วย ครั้นพระเจ้าตากทรงทราบว่าพวกลาวเชลย - (หน้า ๑๒๔)<br> - หนี จึงรับสั่งให้เรียกพวกลาวมารวมกันให้หมด บางคนก็ได้ทรง ขังเสีย นอกนั้นได้พระราชทานแก่บรรดาขุนนางข้าราชการสำหรับ ไว้ใช้การงร ขุนนางบางคนได้รับพระราชทานเชลย ๔ ครัวก็มี ๕ ครัวก็มี ๖ ครัวก็มี เพราะฉนั้นพวกลาวเชลยจึงได้กระจาบไปอยู่ ตามบ้านข้าราชการทั่วทุกแห่ง ข้าพเจ้าได้แต่งคนซึ่งได้เคยช่วย ข้าพเจ้าปฏิวัติพวกลาวให้ไปเที่ยวสืบตามบ้านข้าราชการว่าลาวพวกนั้นเปนอย่างไรบ้าง คนที่ข้าพเจ้าใช้ให้ไปสืบเข้าตามบ้านขุนนางไทย ได้ง่าย และยิ่งเอายาไปเที่ยวแจกแก่คนป่วยเจ็ย พวกเจ้าของบ้านก็ ยินดีให้คนของข้าพเจ้าไปในบ้านได้ คนของข้าพเจ้าได้ไปพบลาว ที่เคยรู้จักกันหลายคน คนของข้าพเจ้าจึงได้จัดการสั่งสอนพวกลาว ต่อไป ข้าพเจ้าเองบางทีก็ได้เข้าไปในพระนคร และได้พบพวกลาวที่ข้าพเจ้าได้เคยสั่งสอนมาหลายคน ข้าพเจ้าไม่ได้พบกับคนเหล่านี้มา ถึง ๓ เดือนแล้ว แต่ถึงดังนั้นพวกนี้ก็ยังหาลืมคำสั่งสอนของข้าพเจ้าไม่ เมื่อข้าพเจ้าได้เห็นความทุกข์ยากของพวกนี้ ก็เกิดความสงสารจนถึง กับกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ แต่การที่จะไปสอนการสาสนากับพวกลาวนั้นเวลานี้ยากอยู่สักหน่อย เพราะพวกลาวอยู่ปนกับคนไทยหมดแล้ว แต่ก็เปนการดีสำหรับที่จะหาโอกาศสอนสาสนา แก่พวกไทยได้ด้วย จริงอยู่พวกไทยไม่ใคร่จะเชื่อง่าย ๆ เหมือนพวกลาว แต่สังเกตดู พวกไยก็ดีขึ้นมากแล้ว ตั้งปต่พวกเราต้องไปติดคุกและยอมทน ทุกข์ทรมานสำหรับสาสนานั้น ดูพวกไทยมีความรักใคร่และนับ (หน้า ๑๒๕)<br> ถือพวกเรามากขึ้นกว่าเก่า แม้แต่ข้าราชการผู้ใหญ่ก็ยอมรับว่า สาสนาของเราเปนสาสนาที่แท้ที่และที่ตรง และการที่ไทยเคย ถือในการฆ่าสัตว์ที่มีชีวิตนั้น บัดนี้ก็ดูคล้าย ๆ เข้าบ้างแล้ว เพราะ ออกจะรู้สึกว่าพระเจ้าได้สร้างสัตว์มาสำหรับให้มนุษย์ใช้ และรับประ ทาน แต่ในเมืองไทยจำนวนพระสงฆ์มีมากนัก และพระสงฆ์พวกนี้ก็คอยแต่รบกวนข้าราชการผู้ใหญ่ เพราะฉนั้นเมื่อเราคิดจะดำเนิรการอย่างใด พวกพระสงฆ์ก็ทราบทุกคราว เมื่อเราไปพูดกับไทย คนใดไทยคนนั้นก็ฟังคำอธิบายของเรา แต่พอเราหันหลังให้แล้ว พระสงฆ์ก็มาอธิบายล้างคำเราหมด<br> <big>'''จดหมายเหตุของสังฆราชเลอบอง ว่าด้วยพระเจ้าตาก ไม่พระราชทานเบี้ยหวัดพวกเข้ารีด'''</big><br> <big>'''พวกมิชชันนารีถูกไล่'''</big><br> <big>'''เกิดการลำบากขึ้นอีก'''</big><br> '''จดหมายเหตุของสังฆราชเลอบอง'''<br> '''ค.ศ. ๑๗๗๙ (พ.ศ. ๒๓๒๒)'''<br> เมื่อวันสิ้นเดือนกรกฎาคมซึ่งเปนวันที่เคยจ่ายเบี้ยหวัดประจำปี ให้แก่นายทหารและพลทหารเข้ารีด นายทหารและพลทหารเหล่านี้ ได้เข้าไปยังพระราชวังตามคำสั่งเพื่อไปรับเบี้ยหวัดพระเจ้าตากได้ ทรงทราบว่าพวกเข้ารีดไปคอยรับเบี้ยหวัด จึงรับสั่งว่า <br> "จะเอาเบี้ยหวัดให้แก่คนจำพวกนี้จะมีประโยชน์อะไร เรามีการงารพระราชพิธี อย่างใดพวกนี้ไม่ยอมช่วยจนครั้งเดียว<br> จนที่สุดในวันนักขัตฤกษ์พวกนี้- <br> (หน้า ๑๒๖)<br> -ก็ไม่ยอมมาเล่นเครื่อวดนตรีให้เราฟัง" <br> การที่รับสั่งเช่นนี้ ก็มีคนซ้ำเติมตามเคยว่า ที่พวกเข้ารีดเปนเช่นนี้ ก็เพราะ สังฆราชและบาดหลวงฝรั่งเสศ ที่พวกนี้ซ้ำเติมพูดดังนี้<br> ดูประดุจสาสนาคริศเตียนเปนสาสนา ที่สั่งให้เชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ และดูประดุจเหมือนลมอากาศ เช่นสาสนาเท็จ <br> ในเวลานี้ ไทยยังพูดอยู่เสมอว่า จะเอาพวกบาดหลวงใส่คุกเสียบ้าง จะฆ่าเสียบ้าง จะไล่ออกจากพระราชอาณาเขตเสียบ้าง <br> พระเจ้าตากได้รับสั่งถามว่า จะมีเรือจีนออกบ้างหรือไม่ เพื่อจะให้พวกเราลงเรือไปเมืองจีน และทรงรับรองว่าจะทรงออกเงินค่าเดิรทางให้แก่เรา<br> จึงได้มีคนกราบทูลว่าในเวลานี้ ยังไม่มีเรือที่จะออก <br> แต่ถึงจะมีนายเรือ ก็จะไม่ยอมให้เราได้ไปกับเรือ เพราะในประเทศจีน มีข้อห้าม มิให้ใครรับชาวยุโรปเข้าไปในเมืองจีน <br> ใครขืนพาไป จะต้องมีโทษถึงตาย <br> จึงมีขุนนางอีกคน ๑ กราบทูลต่อไปอีกว่า "ถ้านายเรือสำเภารับพวกบาดหลวงไปแล้ว ก็จะทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเอาพวกบาดหลวงปล่อยเกาะเสียตามทาง" <br> พระเจ้าตากจึงรับสั่งว่า <br> "เรา ไม่ได้มีความประสงค์เช่นนั้น แต่จะไม่มีเรือไปยังเมืองบาตาเวียบ้าง ทีเดียวหรือ" <br> ข้าราชการจึงกราบทูลว่า มีแต่อีก ๕-๖ เดือนเรือ จึงจะออกไป <br> พระเจ้าตากจึงเสด็จขึ้นและรับสั่งว่า <br> "ถ้า สังฆราชกับบาดหลวง ยังอยู่ ตายใด ไม่ต้องให้เบี้ยหวัด แก่พวกเข้ารีดเลย " พวกเข้ารีดได้ทราบว่า พระเจ้ากรุงสยาม ได้มีรับสั่งถึงการที่จะไล่ สังฆราชและบาดหลวงออก นอกพระราชอาณาเขต <br> พวกเข้ารีดก็พา - <br> (หน้า ๑๒๗)<br> - กันร้องไห้เศร้าโศกทั่วหน้ากันหมด และทั้งหญิงชายและเด็ก ก็ร้องไห้พากันมายัง วัดเข้ารีด จนต้องเปิดประตูวัด ทิ้งไว้สามวัน <br> พวกบาดหลวงเอง ก็เข้าไปอยู่ในโบสถ์ เพื่ออ้อนวอนพระเยซูให้ปัดเป่า อย่าต้องให้พวกบาดหลวงออกจากเมืองไทยเลย<br> การที่พวกบาดหลวงและพวกเข้ารีดได้พากันเศร้าโศกเช่นนี้ ดูเปนการน่าสงสารยิ่งนัก และมีคนไทยซึ่งรัฐบาลจัดมาให้คอยดูว่า<br> พวกเข้ารีดจะทำอย่างบ้าง ก็ได้เห็นแก่ตาจึงได้ไปรายงารให้เสนาบดีทราบ <br> ภายหลังอีก สองสามวันไทยได้มีการแห่ตามลำแม่น้ำตามเคย พวกเข้ารีดของเราบางคนและ ข้าราชการที่เข้ารีดบางคน ก็ได้เข้ากระบวนแห่ด้วย<br> เพราะกลัวพระเจ้าแผ่นดิน <br> พอข้าพเจ้าได้ทราบ ข้าพเจ้าก็ตัดสินลงโทษพวกที่กระทำความผิด การที่ตัดสินลงโทษเช่นนี้กลับมีคุณมาก <br> เพราะในจำนวนพวกเข้ารีดที่เข้ากระบวนแก่ ๑๑ คนนั้น ได้มาลุแก่โทษ รับผิด ๑๐ คน แต่อีกคน ๑ นั้นหัวดื้อหาได้มาลุแก่โทษตัวไม่<br> '''เดือนสิงหาคม ค.ศ. ๑๗๗๙ (พ.ศ. ๒๓๒๒)'''<br> ข้าราชการไทยซึ่งเปนตำแหน่งเสนาบดีว่า การต่างประเทศซึ่งเรียกกันว่า เจ้าพระยาพระคลังนั้น <br> เปนคนชาติแขกมลายู และ เปนคนถือสาสนามหะหมัด <br> เมื่อครั้งเกิดเรื่องพวกเข้ารีดเมื่อเดือนกรกฎาคมดังได้บรรยามาแล้วนั้น เจ้าพระยาพระคลังคนนี้ได้คอยขัดขวาง พวกเข้ารีดเปนอันมาก<br> และได้นำความกราบทูลต่าง ๆ - <br> (หน้า ๑๒๘)<br> - ประสงค์จะให้พระเจ้าตาก กริ้วพวกเข้ารีด<br> ครั้นวันนี้ที่ ๔ เดือนสิงหาคม พระเจ้าตากได้เสด็จออกขุนนาง จึงได้รับสั่งตัดพ้อต่อว่า เจ้าพระยาพระคลัง ต่อหน้าขุนนางข้าราชการทั้งปวง<br> ที่เฝ้าอยู่ว่า <br> '''"เมื่อวันก่อน เจ้าเห็นว่าข้ากำลังกริ้วพวกเข้ารีดอยู่ เจ้าก็พยายามยุแหย่ให้ข้า กริ้วหนักขึ้นอีก พวกเข้ารีดเหล่านี้ ถือสาสนาของเขาอย่างมั่นคง<br> แต่ส่วนเจ้านั้น เจ้าเปนนก ๒ หัว (หรือสัตว์ ๒ หน้า) เจ้าจงเข้าใจเถิดว่า ถ้าข้าได้ทำโทษพวกเข้ารีดจนเกินไปแล้ว เจ้าก็ต้องได้รับโทษ<br> เหมือนกัน"''' <br> แล้วพระเจ้าตาก จึงได้รับสั่งถึง พวกทหารเข้ารีดว่า <br> '''"แต่อย่างไรๆ ก็ต้องให้พวกนี้ ได้กินเบี้ยหวัด ไม่ฉนั้นพวกนี้มันจะได้อะไรเลี้ยงชีพเล่า"<br>''' พระเจ้าตากจึงได้รับสั่งให้ '''พระมหาอุปราช ผู้เปนพระราชโอรสองค์ใหญ่''' เปนพระธุระในการจ่ายเบี้ยหวัดให้แก่พวกทหารเข้ารีด<br> ในเวลาที่เสด็จออกขุนนาง และรับสั่งเรื่องทหารเข้ารีด คราวนี้ มิได้ รับสั่งถึงสังฆราชหรือบาดหลวง จนองค์เดียว <br> การที่ทรงพระดำริห์ จะไล่สังฆราชและบาดหลวง ให้ออกนอกพระราชอาณาเขตนั้น ดูเปนเรื่องที่สงบไปแล้ว<br> (หน้า ๑๒๙)<br> <big>'''ว่าด้วยพระเจ้าตากโปรดนั่งทางวิปัสนา'''</big><br> '''สังฆราชและบาดหลวง ออกจากเมืองไทย'''<br> '''จดหมายมองซิเออร์คูเด'''<br> '''ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''ค.ศ. ๑๗๘๐ (พ.ศ. ๒๓๒๓)'''<br> พวกเราได้อยู่ในเมืองไทยโดยสุขสบายดี จนถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๗๗๙ (พ.ศ. ๒๓๒๒) ในระหว่างนั้นช้า ๆนานๆ<br> พระเจ้าตาก ก็กริ้วเราบ้างเปนครั้งคราว แต่ไม่ช้าก็หายกริ้วอีก <br> พระเจ้าตาก ไม่ได้รับสั่งให้เราเข้าเฝ้ากว่าปี ๑ แล้ว ในระหว่างนั้นก็ทรงสวดมนต์บ้าง อดพระกระยาหารบ้าง จำศีลภาวนาบ้าง <br> เพื่อเตรียมพระองค์สำหรับเหิรเดิรอากาศต่อไป <br> ในส่วนเรา ก็ได้สอนพวกเข้ารีด อยู่เสมอว่า พวกเข้ารีดจะไปดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่เข้าพิธีไม่ได้ และห้ามพวกเราเข้ารีด มิให้ไปเกี่ยวข้องในพิธีทั้งปวง ซึ่งเกี่ยวด้วยสาสนาของไทย <br> การที่เราสั่งสอนห้ามปรามพวกเข้ารีดเช่นนี้ พระเจ้าตากก็ทรงทราบ เพราะฉนั้นเราจึงหวั่นอยู่เสมอว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น <br> การที่เราวิตกถึงเหตุร้ายนั้นก็ได้เกิดจริง ๆ ดังคาด และเรื่องที่จะเกิดขึ้นมีดังนี้<br> เมื่อวันที่ ๒๒ เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๗๗๙ (พ.ศ. ๒๓๒๒) เปนวันที่จะต้องแจกเบี้ยหวัดเงินเดือนแก่ข้าราชการและทหารที่เข้ารีด -<br> <big><big>'''๑๗'''</big></big><br> (หน้า ๑๓๐)<br> <big>'''ว่าด้วยพระเจ้าตากให้ไล่พวกบาดหลวง'''</big><br> พระเจ้าตาก จึงได้รับสั่งให้พวกนี้เข้าไปเฝ้า และได้รับสั่งว่า <br> "พวกนี้ ไม่ได้ไปการทัพมาหลายปีแล้ว เพราะฉนั้น พวกนี้ไม่ได้ทำการใช้อาวุธอย่างใด ซึ่งสมควรจะได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเงินเดือน"<br> เพราะเงินพระราชทรัพย์ที่มีอยู่ในท้องพระคลังนั้น เปนเงินที่พระเจ้าตากได้ทรงหามาได้ <br> ด้วยทรง กระทำการดี<sup>(๑)</sup>และทรงได้มาด้วยอำนาจของพระพุทธเจ้า<sup>(๒)</sup> <br> ก็เมื่อพวกเข้ารีด ไม่ยอมทำการอย่างใดที่เกี่ยวด้วยการของพระพุทธเจ้าแล้ว<br> พวกนี้ก็ไม่ควรได้รับอย่างใด แต่ควรจะได้รับพระราชอาญาจึงจะถูก <br> ยังมีข้าราชการอยู่คน ๑ หวังจะเอาหน้าเกินไป จึงกราบทูลโต้ แทนพวกเข้ารีด และได้ขอรับพระราชทานโทษแทนพวกเข้ารีดด้วย<br> พวกเข้ารีดได้ฟังข้าราชการคนนั้นกราบทูล ก็พากันนิ่งหมด <br> พระเจ้าตากจึงได้รับสั่งว่า ทรงทราบได้ดีทีเดียวว่า การที่พวกเข้ารีด ทำการขัดพระทัยเช่นนี้ เปนด้วยเหตุใด<br> ก็คือ สังฆราชและ พวกบาดหลวงนั้นเอง <br> เพราะฉนั้น จะต้องฆ่าสังฆราชและบาดหลวงเสีย หรือ มิฉนั้นจะต้องเอาใส่คุกเสียตลอดชีวิต<br> หรือไล่เสียให้ออกพ้นพระราชอาณาเขต <br> ข้าราชการ ที่เฝ้าอยู่ในที่นั้นได้กราบทูลว่า ถ้าไล่สังฆราชและบาดหลวงออกไป นอกพระราชอาณาเขตเสีย จะเปนการสดวกยิ่งกว่า<br> จะทำอย่างอื่น และ จะทำให้พวกเข้ารีด เจ็บช้ำยิ่งกว่าอย่างอื่นด้วย<br> พระเจ้าแผ่นดินจึงได้รับสั่งแก่ขุนนาง ซึ่งเปนหัวหน้าพวกจีน ให้จัดการ ให้เราได้โดยสารไปกับเรือสำเภาจีน แต่นายสำเภาไม่ยอม- <br> .......................<br> ''(๑) คงหมายถึง ทำบุญกุศลเอาไว้มาก เช่นการทำทาน เป็นต้น'' ''(๒)คงหมายถึง อานิสงค์ผลที่เกิดจากการทำทาน หรือทำกุศลกรรมบถทั้งหลายตามคำสอนของพระพุทธเจ้า'' (หน้า ๑๓๑)<br> - รับเราขึ้นเรือโดยอ้างว่า '''พระเจ้ากรุงจีนได้มีประกาศห้ามมิให้ชาวยุโรปได้เหยียบเข้าไปในแผ่นดินจีน''' <br> เพราะฉนั้น ถ้าใครขืนรับชาวยุโรปพาไปเมืองจีนแล้ว พระเจ้ากรุงจีนคจะลงพระอาญาเปนแน่ <br> พระเจ้าตาก จึงรับสั่งว่า'''จะทรงยอมออกเงินค่าเดิรทางให้''' แต่ นายสำเภาก็ไม่ยอม<br> พระเจ้าตากได้รับสั่ง ให้ถามพวกทหารเข้ารีด ว่า<br> '''"จะยอมรับเบี้ยหวัด ซึ่งเปนเงิน ของพระพุทธเจ้าหรือไม่"''' <br> การที่รับสั่งให้ถามเปนอุบายเช่นนี้ แลเห็นได้ง่ายนักกว่าจะมีพระราชประสงค์อย่างไร <br> พวกทหารเข้ารีดตอบเปนเสียงเดียวกันหมดว่า<br> ''''''ไม่ยอมรับเงินรายนี้'''''' <br> และเพื่อจะให้เปนหลักฐานมั่นคงขึ้น พวกทหารเหล่านี้ ได้ทำหนังสือปฏิญาณฉบับ ๑ เซ็นชื่อพร้อมกันทุกคนว่า<br> "จะไม่ยอมรับเบี้ยหวัดของพระเจ้าแผ่นดินเปนอันขาด เว้นแต่ ถ้าพระราชทานเบี้ยหวัดอย่างที่ เคยพระราชทานมาแต่ปีก่อนๆ แล้วจึงจะยอมรับ"<br> แล้วเจ้าพระยาพระคลัง รับพระราชโองการให้มาถามพวกทหารเข้ารีดว่า <br> '''"จะยอมรับเบี้ยหวัดเงินเดือนของพระเจ้าแผ่นดิน หรือจะเอาสังฆราชและบาดหลวงไว้"''' จะต้องการอย่างไรให้เลือกเอาใน ๒ อย่างนี้ <br> พวกทหารเข้ารีดได้ตอบเปนเสียงเดียวว่า <br> '''"ขอเอาสังฆราชและบาดหลวงไว้ และ ขอพระมหากรุณาต่อพระเจ้าแผ่นดินอย่าได้ไล่สังฆราชและบาดหลวงไปเสียเลย"''' <br> และถ้าโปรดให้สังฆราชและบาดหลวงอยู่ต่อไปแล้ว พวกทหารเข้ารีดจะไม่ขอรับพระราชทานเบี้ยหวัด <br> การที่พวกทหาร - <br> (หน้า ๑๓๒)<br> - เข้ารีดได้ตอบดังนี้ ทำให้เจ้าพระยาพระคลังโกรธเปนอันมาก <br> เจ้าพระยาพระคลังจึงพูดว่า <br> '''"ควรประหารชีวิตพวกนี้เสียดีกว่า เพราะการที่พวกนี้ไม่ยอมรับเบี้ยหวัดของพระเจ้าแผ่นดิน ก็เท่ากับเปนขบถ"'''<br> พวกทหารเข้ารีดจึงได้ตอบเจ้าพระยาพระคลังว่า <br> ที่พูดดังนี้ ก็เพราะได้อนุญาตให้เลือกเอาตามชอบใจแล้ว ถ้าแม้ได้โปรดพระราชทานเบี้ยหวัดเงินเดือนอย่างแบบธรรมเนียมที่เคยพระราชทาน <br> แต่ก่อน ๆ แล้ว ทหารเข้ารีดพวกนี้ก็ยอมรับเบี้ยหวัดต่อไป <br> แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พวกเข้ารีดขอพระมหากรุณาเอาสังฆราชและบาดหลวงไว้ <br> ครั้นเจ้าพระยาพระคลังตอบว่า จะเอาสังฆราชกับบาดหลวงไว้ในพระราชอาณาเขตไม่ได้ <br> พวกเข้ารีดจึงร้อง ขอออกไปนอกพระราชอาณาเขต ตามสังฆราชและบาดหลวงบ้าง <br> เจ้าพระยาพระคลังก็ตวาด พวกเข้ารีดและพูดว่าจะเอาพวกนี้จำตรวนเสีย <br> เจ้าพระยาพระคลังกับพวกทหารเข้ารีดก็โต้เถียงกันอยู่ช้านาน พวกเข้ารีดก็คงยืนคำอยู่ เจ้าพระยาพระคลังก็ไม่กล้าลงโทษพวกนี้อย่างไร<br> ลงท้าย เจ้าพระยาพระคลังได้ไล่ให้พวกทหารเข้ารีดกลับไปเสียก่อน เพราะจะต้องนำความกราบทูลให้ทรงทราบโดยละเอียด <br> พวกเข้ารีดในค่ายของเราได้พากันมีความวิตกเปนอันมาก ต่างคนต่างร้องไห้วิ่งมายังวัดเข้ารีด <br> ฝ่ายพวกทหารเข้ารีดก็ตั้งใจยืนตามคำเดิมถึงจะต้องเสียชีวิตก็ยอม <br> ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเจ้าพระยาพระคลังจะได้ไปกราบทูลว่าอย่างไร แต่พระ เจ้าตากทรงเห็นว่า ยังจะให้เราออกนอกพระราชอาณาเขตไม่ได้<br> จึงได้ - <br> (หน้า ๑๓๓)<br> - รับสั่งให้ลดเงินเบี้ยหวัดของพวกเข้ารีดเสียก่อน จนกว่าสังฆราชและบาดหลวงได้ออกไปพ้นพระราชอาณาเขตแล้ว <br> เมื่อสังฆราชและบาดหลวงไปแล้ว เมื่อใด จึงจะพระราชทานเงินรายนี้ให้แก่พวกเข้ารีด<br> การเรื่องนี้ก็ยุติเพียงเท่านี้ จนถึงสิ้นเดือนกันยายน พวกเราและพวกเข้ารีดก็ลังเลใจไม่ทราบว่า การจะเปนอย่างไรต่อไป<br> ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็มาบอกกับเราว่า ทำอย่างไร ๆ พระเจ้ากรุงสยามก็คงจะไม่ไล่เราออกนอกพระราชอาณาเขต <br> เพราะเวลาเสด็จออกขุนนางก็รับสั่งอยู่เสมอ ว่า ทรงสงสารพวกเราและพวกเข้ารีด และทรงกริ้ว เจ้าพระยาพระคลัง<br> ในข้อที่เจ้าพระยาพระคลังกราบทูลหนุนให้พระองค์กริ้วเรามากขึ้น มิได้หาทางแก้สำหรับให้พระองค์หายกริ้วเราลงบ้างเลย<br> จึงได้รับสั่งกับเจ้าพระยาพระคลังว่าถ้าได้ ทรงลงพระราชอาญาพวกเข้ารีด จนถึงตายแม้แต่คนเดียวแล้ว <br> เจ้าพระยาพระคลังก็จะต้องตายด้วยเหมือนกัน <br> การที่รับสั่งเช่นนี้ได้มีคนมาเล่าให้เราฟัง แต่จะเปนความจริงหรืออย่างไร ยากที่เราจะเชื่อได้ <br> แต่ในระหว่างนี้เราก็ได้ทำการตามหน้าที่ของเราทุกอย่างโดย มิได้มีผู้ใดมาขัดขวางอย่างใด <br> ในวัดของเราก็ได้ทำพิธีต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ยิ่งกว่าพระสงฆ์ทำในวัดไทยเสียอีก <br> เพราะพระสงฆ์ไม่กล้าทำการเอิกเกริก จนที่สุดระฆังวัดก็ไม่กล้าตี เพราะกลัวพระเจ้าแผ่นดิน <br> ส่วนเรานั้นเราได้ตีระฆังถึง ๓ ระฆัง และก็ไม่เห็นมีใครว่ากระไร จนคำเดียว<br> ครั้นเมื่อปลายเดือนกันยายนได้มีเรือแขกมัวมากจากเมืองสุหรัตลำ ๑ - <br> (หน้า ๑๓๔)<br> -พวกเราก็เกิดอลหม่านวุ่นกันไปหมด เพราะ พระเจ้ากรุงสยามได้รับสั่งไว้ให้คอยหาโอกาศที่จะส่งเราออกไปนอกพระราชอาณาเขต <br> จึงมีขุนนางบางคนซึ่งเกลียดพวกเข้ารีด แล เห็นเรือแขกมัวเข้ามาก็ ได้ระฦกถึงกระแสรับสั่งขึ้นทันที <br> แต่ในเรื่องนี้ก็ไม่มีใครพูดว่ากระไรโดยเปิดเผย แต่ก็มีเสียงลือขึ้นว่าเราจะต้องไปกับเรือลำนี้ เพราะฉนั้นพวกเข้ารีด จึงพากันร้อนใจและเศร้าใจเปนอันมาก<br> <big>'''ว่าด้วยพวกบาดหลวงออกจากเมืองไทย'''</big><br> ครั้นเมื่อวันที่ ๑ เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๗๗๙ (พ.ศ. ๒๓๒๒) <br> พระเจ้ากรุงสยาม ได้มีรับสั่งให้เจ้าพระยาพระคลัง มาบอกให้เราออกไปพ้นพระราชอาณาเขต เราก็ได้พยายามทุกอย่างที่จะขออนุญาตอยู่ในเมืองไทย ต่อไปแต่ก็ไม่เปนการสำเร็จ<br> '''มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ''' จึงใช้ให้ข้าพเจ้าไปเฝ้า '''พระมหาอุปราช <sup>(๑)</sup> ผู้เปนพระราชโอรส'''<br> ของพระเจ้าแผ่นดินและ เปนรัชทายาท <br> เพื่อขอกรุณาให้ไปกราบทูลขอพระราชานุยาตให้เราได้อยู่ในเมืองไทยต่อไป <br> และเพื่อจะไปทูลถามว่า เราได้ทำอะไรที่กระทำให้พระเจ้ากรุงสยามกริ้วเราถึงเพียงนี้ <br> และข้าพเจ้าก็ได้กราบทูลพระมหาอุปราชต่อไปว่า การสิ่งใดที่ไม่ขัดหรือไม่เสียแก่สาสนาของเราแล้ว <br> เราก็พร้อมอยู่ที่จะทำให้พระเจ้ากรุงสยามพอพระทัยทุกอย่าง <br> พระมหาอุปราชจึงได้รับสั่งว่า พระเจ้ากรุงสยามกริ้ว พวกเรา เพราะเราคอยห้ามพวกเข้ารีดไม่ให้มาช่วยในงารและพิธีต่าง ๆ ของสาสนาไทย<br> ถ้าพวกเข้ารีดคนใดมาช่วยในงารของไทย พวกบาดหลวงคอยข่มเหงอยู่เสมอ<br> ถ้าเราจะยอม - <br> ...........................<br> ''(๑) สมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์(เจ้าฟ้าชายจุ้ย) ประสูติในสมเด็จพระอัครมเหสีเอกกรมหลวงบาทบริจา (พระนามเดิม สอน) ''<br> (หน้า ๑๓๕)<br> - สัญญาว่าต่อไป เราจะไม่รังแกข่มเหงพวกเข้ารีด ในข้อนี้แล้ว พระเจ้ากรุงสยามก็จะทรงโปรดให้เราอยู่เปนสุขต่อไปได้<br> ข้าพเจ้าจึงทูลตอบว่า<br> "ข้าขอพระเปนเจ้าที่แท้ จะสัญญาเช่นนี้ไม่ได้ และเราคงจะสั่งสอนพวกเข้ารีดดังที่เราเคยได้สอนมาแล้ว เพราะเราได้เคยสอนอย่างนี้<br> ตั้งแต่แรกเราได้เข้ามาอยู่เมืองไทยแล้ว และพระเจ้าแผ่นดินก็หาได้ ทรงขัดขวางอย่างใดไม่ กลับสร้างวัดพระราชทานเราเสียอีก<br> พระมหาอุปราชจึงรับสั่งว่า <br> '''"ข้อนั้นก็จริงอยู่ แต่พระบิดาของเราได้เปลี่ยนพระอัธยาศรัยแล้ว"''' <br> สังเกตดูพระมหาอุปราช ก็ทรงกรุณาต่อเราอยู่บ้าง แต่จะไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินอย่างไร ๆ ก็หาสำเร็จไม่<br> เพราะ พวกพระสงฆ์ได้กราบทูลว่า ถ้าเปนเราอยู่ในพระราชอาณาเขต ตราบใด ก็ทรงจะเหาะเหิรเดิรอากาศไม่ได้<br> เพราะฉนั้น จึงเปนการจำเปน ที่เราจะต้องทิ้งพวกเข้ารีดของเราไว้ เราจึงได้ลงเรือในเวลากลางคืน <br> ครั้นวันที่ ๑ เดือนธันวาคม เรือก็แล่นใบออกจากเมืองไทยไปเกาะมะลากา <br> พระเจ้าตาก ได้รับสั่งให้ข้าราชการผู้ใหญ่ไปดูว่า เราได้อยู่ในเรือจริงหรือไม่ และข้าราชการ ซึ่งมีหน้าที่จะต้องคุมเราลงเรือ <br> หาได้มาคุมเราไปไม่ จึงต้องรับพระอาญาเฆี่ยน<br> วันที่ ๑๖ เดือนธันวาคม เราได้ไปถึงเกาะมะลากา พวกฮอลันดาได้รับรองต้อนรับเราอย่างดี และได้เอื้อเฟื้อให้ของต่าง ๆ <br> แก่เราตามที่เราต้องการ มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ ไม่มีแรงพอที่จะทนความเหน็ด -<br> (หน้า ๑๓๖)<br> - เหนื่อยได้ เพราะป่วยอยู่เสมอ จึงตั้งใจว่าจะกลับไปยุโรป วันที่ ๕ เดิอนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๗๘๐ (พ.ศ. ๒๓๒๒) <br> มองเซนอยอร์ เดอเมเตโลโปลิศ จึงได้ลงเรือไปเมืองโกอา ส่วนมองซิเออร์กาโนต์ กับตัวข้าพเจ้านั้น ได้ไปยังเมือง ปอนดีเชรี<br> เพื่อหาโอกาศที่จะกลับไปภูเก็จ <br> เมืองภูเก็จนี้ ขึ้นอยู่ ในคณะบาดหลวงเมืองไทย แต่เปนหัวเมืองที่อยู่ไกลกรุงมาก เพราะฉนั้นบางทีเราจะอยู่ในเมืองนี้ได้จนกว่าพระเยซู<br> จะหาหนทางให้เรากลับไปช่วยพวกเข้ารีดที่บางกอกได้ <br> ที่เมืองภูเก็จนั้นมีปอตุเกต ครึ่งชาติอยู่ ๒ - ๓ คน อยู่ในความปกครองของ บาดหลวงฟรังซิซแกงชาติปอตุเกต <br> พวกนี้จะรับรองเราอย่างไร ก็ยังไม่ทราบได้ ........................<br> <big>'''จดหมายเหตุมองซิเออร์เดคูร์วิแยร์ว่าด้วยพระเจ้าตาก ต้องสละราชสมบัติ'''</big><br> '''เรื่องพระเจ้าตากละราชสมบัติและถูกปลงพระชนม์'''<br> '''จดหมายเหตุของมองซิเออร์เดอคูร์วิแยร์'''<br> '''วันที่ ๒๑ เดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๗๘๒ (พ.ศ. ๒๓๒๕)'''<br> คนทั้งหลายคงจะอยากทราบการเกิดขบถขึ้นในเมืองไทย ข้าพเจ้าจะได้เล่าให้ฟังอย่างย่อ ๆ ตามเรื่องที่ข้าพเจ้าได้ทราบมา<br> จากจดหมายที่มีผู้เขียนมาถึงข้าพเจ้าจากเมืองไทยบ้าง ได้ทราบมาจากข้าราชการไทยคน ๑ กับคนเข้ารีดคน ๑ <br> ซึ่งได้มาพักอยู่ที่นี่ได้ เดือน ๑ แล้วบ้าง -<br> (หน้า ๑๓๗)<br> เมื่อหลายปีล่วงมาแล้ว <br> พระเจ้าตากได้ กดขี่ใต้ฟ้าข้าแผ่นดินและชาวต่างประเทศที่เข้าไปอยู่หรือไปทำการค้าขายในเมืองไทยอย่างสาหัสมาก <br> เมื่อปีกลายนี้พวกจีน ซึ่งเคยได้ไปค้าขายในเมืองไทย ต้องละทิ้งทรัพย์สมบัติหนี ไปหมดด้วยทนความกดขี่ของพระเจ้าตากไม่ไหว<br> มาในปีนี้พระเจ้าตาก ซึ่งเสียพระสติแล้วนั้น ได้กลับกดขี่ข่มเหงพวกพลเมืองมากกว่าเก่าขึ้นอีกหลายเท่า <br> บางที ก็จับพระสนมหรือพระราชโอรสผู้เปนรัชทายาท หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จำตรวนเสียบ้าง ลงพระอาญาเฆี่ยนเสียบ้าง<br> แล้วแต่พระทัย จะฉุนเฉียวกลับกลอกอย่างไร ก็ทำเอาตามพระทัยทั้งสิ้น<br> บางคนก็ถูกบังคับให้รับผิดในสิ่งที่ตัวไม่รู้เรื่องเลยก็มี เพื่อจะได้ปรับผู้นั้นเกินกว่าจำนวนเงินที่ผู้นั้นจะมีให้ได้ <br> บางคนก็ถูก พระเจ้าตากบังคับให้ซัดคนโน้นคนนี้ซึ่งหาความผิดมิได้ แต่เปนคนที่มีเงินเพื่อจะได้ปรับเอาเงินเข้าท้องพระคลังให้มาก ๆ <br> ข้าราชการ เข้ารีด ๒ คนได้ถูกซัดเช่นนี้ พระเจ้าตากก็ลงพระราชอาญาเฆี่ยน จนคน ๑ ทนความเจ็บปวดที่ถูกเฆี่ยนไม่ไหวก็เลยตาย <br> การที่ พระเจ้าตากทรงประพฤติเช่นนี้ ทำให้ราษฎรพลเมืองตลอดถึงเจ้าพนักงารข้าราชการเกลียดเปนอันมาก <br> ข้าราชการบางคนซึ่งได้รับ ๆ รับสั่งให้ทำการข่มเหงต่าง ๆ ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วนั้น <br> ก็ลงปรึกษากันว่า " เราจะทำอย่างไรดี ถ้าเราไม่ทำตามรับสั่งเราก็จะ- <br> <big><big>'''๑๘'''</big></big><br> (หน้า ๑๓๘)<br> - ถึงที่ตาย ถ้าเราคงทำตามรับสั่ง ราษฎรก็จะเกลียดเราเท่ากับที่ เขาเกลียดพระเจ้าแผ่นดินอยู่แล้ว และเราก็คงจะไม่พ้นมือพวกราษฎรเปนแน่ " เมื่อข้าราชการได้ปรึกษากันดังนี้แล้ว จึงได้ตกลงกันจะยุ ให้ราษฎรเปนจลาจลขึ้น เพราะราษฎรก็คอยจะลุกอยู่แล้วและเต็มใจที่จะทำตามคำแนะนำของข้าราชการเหล่านี้ <br> ครั้นเวลา ๒ ยาม ข้าราชการกับราษฎรได้ตรงไปล้อมพระราชวัง และได้พยายามที่จะเข้าไปในพระราชวังให้จงได้ <br> แต่พวกทหารเข้ารีด ๓๖ คนซึ่งมีหน้าที่รักษาพระราชวัง ได้เอาปืนใหญ่ปืนเล็กและอาวุธต่าง ๆ ต่อสู้ และได้ต้านพวกจลาจลไว้จนตลอดสว่าง<br> พวกจลาจล หาเข้าไปในพระราชวังได้ไม่ พวกจลาจลจึงได้ล้อมพระราชวังไว้ มิให้ใครเข้า ออกได้ <br> รุ่งขึ้นพระเจ้าตากทรงเห็นว่าจะสู้พวกจลาจลไม่ได้เสียแล้ว<br> จึงได้ทรงขอร้องจะทรงผนวช หัวหน้าพวกขบถ ก็ยอมให้พระเจ้าตากได้ทรงผนวชตามพระราชประสงค์ <br> พระเจ้าตากจึงได้ปลงพระเกศา ทรงครองผ้าเหลือง แล้วจึงได้ทรงอนุญาตให้พวกขบถเข้าไปในพระราชวังได้ <br> ข้าราชการ จึงได้นำความไปแจ้งต่อ '''ขุนนางสำคัญของเมืองนี้ ๒ คน''' ซึ่งเวลานั้นกำลังไป ทัพทางเมืองเขมรและเมืองญวน <br> ขุนนางทั้งสองนี้ พอได้ทราบถึงเรื่องที่เกิดในกรุง ก็ได้จัดทหารและนายทหารให้รีบลงไปที่ บางกอกโดยเร็ว <br> พอทหารและนายทหารเหล่านี้ได้ลงมา ถึงบางกอก ก็ได้มาเปลื้องผ้า - (หน้า ๑๓๙)<br> - เหลืองออกจากพระองค์พระเจ้าตาก แล้วได้เอาพระเจ้าตากจำตรวน ไว้อีกสองสามวัน <br> <big>'''ว่าด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จปราบดาภิเษก'''</big><br> ขุนนางที่สำคัญ ๒ คนนั้น คือ อรรคมหาเสนาบดี และ เปนแม่ทัพของกองทัพไทย ก็ลงมาถึงบางกอก<br> ขุนนางทั้งสองนี้ เปนพี่น้องกัน ผู้พี่นั้นเปน '''อรรคมหาเสนาบดี''' พอได้มาถึงบางกอก <sup>*</sup> <br> อาณาประชาราษฎร ก็ได้อัญเชิญให้เสด็จขึ้นครองราช-สมบัติทีเดียว<br> ต่อมาข้าพเจ้า ได้รับจดหมายมาอีกฉบับ ๑ บอกข่าวมาโดยเฉพาะว่า มีเสียงกล่าวกันว่าพระเจ้าตาก '''ต้องสวรรคต'''ลงนั้น <br> เปนเพราะราษฎร มีความโกรธแค้นนัก จึงได้จับพระเจ้าตากฆ่าเสีย <br> แต่พระเจ้าตากจะสวรรคตด้วยประการใดก็ตาม ก็เปนอันแน่นอนว่า พระเจ้าตากได้ถูกปลงพระชนม์สวรรคต <br> เมื่อวันที่ ๗ เดือนเมษายน ค.ศ. ๑๗๘๒ (พ.ศ. ๒๓๒๕)<br> เมื่อก่อนพระเจ้าตากสวรรคต และก่อนพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ได้เสด็จมาถึงนั้น พวกข้าราชการซึ่งได้ก่อการจลาจลพาราษฎรไปล้อมพระราชวังนั้น<br> มีความขัดเคืองพวกเข้ารีดซึ่งได้รักษาพระราชวังไว้ได้ จึงได้จับพวกทหารเข้ารีดขังคุกเสียหลายคน<br> ..........................<br> ''* ในภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่า มาถึงเมืองไทย(Siam) ตั้งแต่ต้นเรื่องมาแล้วภาษา ฝรั่งเศสไม่ได้ออกชื่อกรุงธนบุรีเลย เคยแต่เรียกว่าบางกอก เพราะฉนั้นในที่นี้จึงใช้ ตามคำเดิมของภาษาฝรั่งเศสว่าบางกอก'' (หน้า ๑๔๐)<br> แต่พระเจ้าตาก ซึ่งเวลานั้น ทรงผนวชอยู่ได้ขอร้องให้พวกทหารเสีย พวกทหารเข้ารีดติดคุกอยู่ไม่กี่วันก็ออกได้ <br> แต่ถึงดังนั้น พวกราษฎรก็ได้ไปปล้นค่ายพวกเข้ารีด และได้ไปปล้นวัดเข้ารีดเก็บเข้าของต่าง ๆ ที่ยังเหลืออยู่จนหมดสิ้น <br> คงเหลือแต่รูป สองสามรูป กับตัวโบสถ์อยู่ เท่านั้น<br> นี่แหละการที่พวกเข้ารีด ได้มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน กลับได้รับผลร้ายเช่นนี้ <br> และถ้าจะว่าไปแล้วพวกเข้ารีดมีข้อที่จะ ไม่พอใจพระเจ้าแผ่นดิน ยิ่งกว่าคนอื่นเสียอีก<br> <big>'''ว่าด้วยการเปนไปของสาสนาบาดหลวงกลับ มาเมืองไทยอีก'''</big><br> '''การเปนไปของการสาสนา'''<br> ได้มีคนเขียนจดหมายจากบางกอก ถึงมองเซนเยอร์คูเด ที่เมืองภูเก็จ บอกข่าวว่า <br> ในวันแรกที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ได้เสด็จออก ให้พวกเข้ารีดเฝ้า ได้มีพระราชโองการดำรัสว่า มีพระราชประสงค์ จะให้พวกเข้ารีด<br> เรียก สังฆราช และบาดหลวงซึ่งพระเจ้าตากได้ไล่ไปนั้น ให้กลับเข้ามาอยู่ในเมืองไทยอีก <br> และต่อ ๆ มาก็ได้รับสั่งเช่นนี้อีกหลายครั้ง แล้วพระเจ้ากรุงสยาม จึงจัดให้ข้าราชการ ที่เข้ารีดผู้หนึ่ง ลงเรือสำเภาหลวง <br> (คือเปนเรือของหลวงต่ออย่างแบบ เรือของจีน) ไปยังเมืองมาเก๊า <br> ให้ถือจดหมายเจ้าพระยาพระคลัง ไปส่งยังเจ้าเมืองมาเก๊าฉบับ ๑ ในจดหมายฉบับนี้มีใจความบอกให้เจ้าเมืองมาเก๊าทราบว่า <br> '''พระเจ้ากรุงสยามมีพระราชประสงค์จะให้มิชชันนารีมายังเมืองไทย''' <br> และให้บอกพวกปอตุเกตให้ทราบว่าพระเจ้า - <br> (หน้า ๑๔๑)<br> - กรุงสยามมีพระราชประสงค์ จะเปนไมตรีกับนานาประเทศ และมีพระราชประสงค์ จะบำรุงการค้าขายในประเทศสยามให้เจริญดังแต่ก่อน<br> จดหมายเจ้าพระยาพระคลังฉบับนี้ เจ้าเมืองมาเก๊าได้รับไว้ด้วยความยินดี จึงได้ส่งจดหมายไปยังเมืองโกอา ต่อไป <br> และที่ปรึกษาราชการเมืองมาเก๊า ก็มีความยินดีที่ได้ทราบความตามจดหมายนั้นเหมือนกัน <br> จึงได้รับรองว่าจะช่วยให้การได้เปนไปตามพระราชประสงค์ของพระเจ้ากรุงสยามเท่าที่จะทำได้ <br> เพื่อพระมหากรุณาให้ทรงบำรุงและปล่อยให้พวกเข้ารีดในประเทศสยามได้ทำการในหน้าที่สาสนาได้โดยสดวก<br> แต่ก็ดูพวกเจ้าพนักงารเมืองมาเก๊า มิได้ รีบร้อนที่จะส่งเรือไปค้าขายในเมืองไทยเท่าไรนัก แต่การที่พวกมาเก๊าไม่รีบร้อนเช่นนี้ <br> ก็คงจะไม่ทำให้การของสาสนาเสียหายไปได้<br> พระเจ้ากรุงสยามพระองค์ใหม่ได้โปรด ยกเว้น พวก'''ทหารเข้ารีดไม่ต้องไปเข้าพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา''' <br> ซึ่งเปนต้นเหตุที่กระทำให้เกิดวุ่นขึ้นในคราวหลังนี้ <br> แต่ส่วนพวกขุนนางที่เข้ารีดนั้น หาได้ทรง ยกเว้นให้ไม่ ขุนนางที่เข้ารีดคน ๑ จึงได้มีจดหมายมายังข้าพเจ้าว่า<br> คิดจะลาออกจากราชการเพราะเหตุที่ไม่ได้รับความ ยกเว้นในการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา <br> พระเจ้ากรุงสยาม ก็ได้โปรดปล่อยให้พวกหญิงเข้ารีด ได้กลับไปอยู่กับบิดามารดายังบ้าน <br> เพราะหญิงเหล่านี้เปนคนที่พระเจ้าตากให้ไปจับมา และเอาไปขังไว้ในพระราชวัง<br> (หน้า ๑๔๒)<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์คูเดว่าด้วยการสาสนาในเมืองไทร'''</big><br> '''เมืองไทรบุรี จะทำการสาสนาในเมืองไทรได้สดวก'''<br> '''จดหมายมองเซนเยอคูเด''' <br> '''ถึง มองซิเออร์เดคูร์วีแยร์'''<br> '''วันที่ ๒๖ เดือนเมษายน ค.ศ. ๑๗๘๒ (พ.ศ. ๒๓๒๕)'''<br> ข้าพเจ้าได้จัดให้มองซิเออร์กาโนต์ ประจำอยู่ที่เมืองไทรบุรีด้วยเหตุผลต่าง ๆ ซึ่งยัง'''จะอธิบายในที่นี้ไม่ได้'''<br> เมืองไทรบุรีนี้เปนเมือง ที่อยู่ชายพระราชอาณาเขตสยาม เปนเมืองที่ขึ้นอยู่กับกรุงสยาม และคนพื้นเมืองก็เปนคนไทย<br> ในเมืองไทรบุรีนี้ใช้พูดภาษาไทยกันมากกว่าภาษามลายู บรรดาพวกเข้ารีด ซึ่งมีอยู่ในเมืองนี้ทั้งเด็ก และ ผู้ใหญ่รวม ๘๐ คนนั้น<br> ล้วนแต่เปนคน ที่มาจากภูเก็จ หรือเปนคนไทย ที่เข้ารีดใหม่ทั้งนั้น<br> ข้าพเจ้าได้รู้สึกว่า คนจำพวกนี้โง่เขลาอย่างที่สุด เพราะตั้งแต่ไหน ๆ มาจนทุกวันนี้ มิชชันนารียังไม่เคยได้มาในเมืองนี้เลย<br> จะมีก็แต่เพียงบาดหลวงประจำเรือปอตุเกต หรือ บาดหลวงคณะฟรังซิซแกง ได้เคยมาแวะบ้างเท่านั้น ตั้งแต่เราได้มาอยู่ในเมืองไทรบุรีได้ ๕ เดือนแล้ว เราก็ได้ สั่งสอนพวกเข้ารีดเหล่านี้ ใช้ภาษาปอตุเกตสอนบ้างภาษาไทยบ้าง และได้มีคนไทยที่ไม่ได้เข้ารีดก็หลายคนมาเรียนที่เราเหมือนกัน การสาสนาคงจะได้ผลในเมืองนี้ทีละเล็กทีละน้อย เพราะพวกเข้ารีดเหล่านี้ยังไม่ได้เคยเห็นบาดหลวงหรือวัดเข้ารีดเลย การสอนสาสนา-<br> (หน้า ๑๔๓)<br> - ในเมืองนี้นับว่าพึ่งตั้งต้นขึ้น แต่ด้วยความพยายามและความปลอบโยน การของสาสนาก็คงจะเจริญได้ต่อไป <br> และบางทีในกรุงเอง ก็อาจจะจัดการให้สาสนาเจริญได้ ถ้าแม้ว่าการต่าง ๆ ได้สงบเรียบร้อยลงแล้ว<br> ข้าพเจ้าก็คงจะมีความยินดีที่จะเข้าไปอยู่ในกรุง<br> ด้วยอำนาจของพระเปนเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้กลับเข้ามาอยู่ในเมืองไทยอีกตามเดิม และข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้มีวัดในเมืองไทรบุรี<br> ซึ่งเปนวัดของคนไทย เพราะตั้งแต่ไหน ๆ มา พระเยซูไม่ได้รับคำสรรเสริญด้วยภาษาไทยเลย<br> ตามที่ข้าพเจ้าได้เล่ามาดังนี้ท่านก็คงจะเห็นได้ว่า ข้าพเจ้าต้องการบาดหลวงสำหรับมาช่วยข้าพเจ้าอีก ข้าพเจ้าไม่ต้องการไปอยู่ทีอื่น<br> นอกจากอยู่ในเมืองไทย <br> มองซิเออร์ กาโนต์ กับข้าพเจ้ายอมทำการจนตาย เพราะในคณะบาดหลวงนี้ เราได้พยายามต่อสู้การขัดขวางต่าง ๆ <br> จนผลที่สุดเราก็ต้องถูกไล่ออกจากเมืองไทย <br> เมื่อเราได้รับความเดือดร้อนและได้รับอันตรายมามากแล้ว ก็คงได้กลับเข้ามาอยู่อีกอย่างเดิม เพราะฉนั้นถ้าพระเยซูโปรดแล้ว<br> เราก็จะยอมตายในเมืองนี้ ขอท่านได้โปรดบอกข่าวให้พวกคณะของเราทราบด้วย และท่านจะมีจดหมายบอกไปยังกรุงปารีศก้ได้ ว่า<br> เราได้กลับเข้ามาอยู่ในคณะเดิมอีกแล้ว และให้บอก ด้วยว่าการสาสนาได้สอน ด้วยพูดภาษาไทยไทยแท้ ๆ ได้ ๕ เดือน เท่านั้นเอง<br> (หน้า ๑๔๔)<br> <big>'''จดหมายเหตุของมองซิเออร์เดคู์วิแยร์เรื่องเจ้าเมืองไทร ยกบ้านให้มองซิเออร์คูเด'''</big><br> '''จดหมายเหตุของมองซิเออร์ เดคูร์วีแยร์'''<br> '''วันที่ ๒๑ เดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๗๘๒ (พ.ศ. ๒๓๒๕)'''<br> มีนายเรือ ปอตุเกตคน ๑ ได้มาเล่สาให้ข้าพเจ้าฟังว่า ก่อนที่ นายเรือคนนี้จะออกจากเมืองไทรบุรีวัน ๑ <br> เจ้าแผ่นดินเมืองไทร<sup>(๑)</sup><br> ได้ยกบ้านใหญ่ให้ มองซิเออร์คูเดหลัง ๑ เพื่อใช้ต่างโบสถ์ และยังมีนายเรือชาวฝรั่งเศสอีกคน ๑ ซึ่งทำการในเรือ ปอตุเกตลำนี้ ก็ได้<br> เล่าให้ข้าพเจ้าฟังเหมือนกัน เปนความตรงกันกับนายเรือปอตุเกต แต่ ในเรื่องนี้ ไม่เห็นมองซิเออร์กาโนต์ พูดถึงจนคำเดียว<br> พวกนายเรือปอตุเกตุสามหรือสี่ลำ ซึ่งได้ไปพบกับมองซิเออร์- คูเดและมองซิเออร์กาโนต์ก็ได้มาชมบ้านที่ยกเปนวัดนี้ว่าเปนบ้าน ที่งดงามมาก ..........................<br> ''(๑) ภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่า (King of Kedah)'' eb360eahko7zcu3eqnwtiv49p71oadd ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๙ หมวด ฉ 0 37576 293785 109446 2026-07-23T10:13:38Z Lunlumita 12009 293785 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - ย้ายเนื้อหาไปยัง [[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร|ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร]] แล้ว และหน้านี้ไม่ได้ใช้อีก}} <big>'''หมวด ฉ'''</big><br> * จดหมายมองเซนเยอร์คูเดว่าด้วยพวกบาดหลวงเกิดขัดใจกับพวกปอตุเกต หน้า ๑๔๕ * จดหมายมองซิเออร์เดคูร์วิแยร์ ว่าด้วยพวกปอตุเกตหาความพวกบาดหลวง " ๑๕๒ * จดหมายมองซิเออร์วิลแมง ว่าด้วยไทยส่งกองทัพไปเมืองญวน " ๑๕๔ * ว่าด้วยพม่ายกทัพมาเมืองไทยอีก " ๑๕๖ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยไทยไปตีเมืองทวาย " ๑๕๗ * จดหมายมองซิเออร์ลาวูเอ ว่าด้วยญวนและเขมรเชลยในบางกอก " ๑๕๘ * จดหมายมองซิเออร์ลาวูเอ ว่าด้วยพวกเข้ารีดไม่ยอมทำการก่อกำแพงวัด " ๑๖๐ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ว่าด้วยว่าด้วยสอนสาสนาแก่พวกลาว " ๑๖๒ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยพวกเข้ารีดถูกบีบคั้น " ๑๖๔ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยขุนนางเข้ารีดไปบวชเปนพระสงฆ์ " ๑๖๕ * จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยคิดจะตั้งโรงพิมพ์ในบางกอก " ๑๖๘ ------------- (หน้า ๑๔๕)<br> <big><big>'''ฉ'''</big></big> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์คูเดว่าด้วยพวกบาดหลวงเกิด ขัดใจกับพวกปอตุเกต'''</big><br> '''พวกบาดหลวงเกิดขัดใจกับพวกปอตุเกต'''<br> '''มองเซนเยอร์คูเด'''<br> '''ถึงมองซิเออร์เดคูร์วีแยร์'''<br> '''วันที่ ๑ เดือน มิถุนายน ค.ศ. ๑๗๘๔ (พ.ศ. ๒๓๒๗)'''<br> การที่ท่านเข้าใจว่าเมื่อปี ค.ศ. ๑๗๘๓ (พ.ศ. ๒๓๒๖) ข้าพเจ้าได้กลับเข้ามาอยู่ในราชธานีของประเทศสยามนั้นแล้ว เปนการที่ ท่านเข้าใจถูก เมื่อพระเจ้ากรุงสยามได้ทรงทราบว่าข้าพเจ้าได้มา ถึงเมืองนี้แล้ว ได้โปรดให้มีท้องตราไปยังผู้ว่าราชการเมืองให้จัด ส่งข้าพเจ้าเข้าไปยังบากอกโดยทันที แต่ถึงได้มีพระราชโองการอย่างเด็จขาดเช่นนี้ก็จริงอยู่ แต่พระเปนเจ้าหาได้ยอมให้ข้าพเจ้าเข้าไป บางกอกในปีนั้นไม่ การที่ข้าพเจ้าได้ไปช้าดังนี้ มีทั้งผลดีและร้าย เมื่อข้าพเจ้าได้มาถึงบางกอกเมื่อวันที่ ๔ เมษายนปีนี้ (พ.ศ. ๒๓๒๗) ข้าพเจ้าได้เห็นพวกเข้ารีดแตกสามัคคีกันหมด และการ แตกสามัคคีนี้ดูฝังดูดดื่มนัก ข้าพเจ้าออกจะทอดอาลัยว่าจะจัดการให้เปนที่เรียบร้อยไม่ได้เสียแล้ว พวกปอตุเกตได้ทำการขัดขวางมิให้การสาสนาได้แผ่ออกไปได้ โดยจะต้องการให้พวกที่เข้ารีดใหม่ เปนคนในบังคับของพระเจ้ากรุง ปอตุเกตทั้งหมด โรงเรียนเก่าก็ได้ช่วยในการที่จจะให้คณะบาดหลวง <big><big>'''๑๙'''</big></big><br> (หน้า ๑๔๖)<br> ให้ล้มเลิกไป และได้พยายามในการนี้ทุกอย่างจนถึงกับแก้ไข แบบธรรมเนียมของบ้านเมือง แก้ไขวิธีการแต่งกาย แก้ไขการอีก หลายอย่าง การที่ข้าพเจ้าได้มาถึงบางกอกช้าไปเปนการให้ผลร้าย ก็ โดยทำให้มีเวลาที่จะให้บาดหลวงปอตุเกตคณะโดมินีแกง ได้มา ถึงบางกอกก่อนข้าพเจ้า แต่ก่อนนี้พวกบาดหลวงคณะนี้เคยมีวัดและ มีคนเข้ารีดอยู่พวก ๑ ครั้นเมื่อเกิดศึกขึ้นพวกเข้ารีดในค่ายปอตุเกต ก็ได้มารวมอยู่กับพวกเข้ารีดของเรา และนับว่าพวกนี้เปนพวกเดียว กับเราแล้วจนถึงกับเข้าได้ทอดอาลัยว่าคงจะไม่ได้เห็นบาดหลวง ปอตุเกตต่อไปอีกแล้ว ครั้นบาดหลวงปอตุเกตคนนี้มาถึง ก็เปน เวลาเหมาะเพราะพวกทหารเข้ารีดได้รับความยกเว้นไม่ต้องถือน้ำ พระพิพัฒน์สัตยาแล้ว จึงตั้งหน้าคอยบาดหลวงเพื่อจะได้ปฏิบัติการสาสนาได้ต่อไปอีก ยาดหลวงปอตุเกตคนนี้ได้นำหมายตั้งมาให้ดู หมายตั้งเหล่านี้เปนหมายตั้งของสังฆราชผู้จัดการคณะบาดหลวงเมืองโกอา และเปนหมายตั้งหัวหน้าในคณะของเขาเอง บาดหลวง ปอตุเกตคนนี้จึงได้แสดงตัว ว่ามีอำนาจทำการได้ทุกอย่างโดยไม่ ต้องขึ้นอยู่กับใครฝ่ายพวกเข้ารีดซึ่งแต่ก่อนเคยอยู่ในความปกครอง ของมิชชันนารีฝรั่งเศส ก็ขัดขวางไม่ยอมขึ้นกับบาดหลวงปอตุเกต คนนี้ และคงรักษาวัดและบ้านของเราให้คงอยู่ดังมองเซนเยอร์เลอ บอง และข้าพเจ้าได้จัดไว้ก่อนที่ข้าพเจ้าได้ออกจากเมืองไทย บาด (หน้า ๑๔๗)<br> หลวงปอตุเกตจะเข้าไปทำพิธีในวัดก็ได้ แต่ลูกกุญแจและของต่าง ๆ คงอยู่ในเมืองครูสอนสาสนา ที่เราได้มอบไว้ให้รักษา ในระหว่างนั้น พวกเข้ารีดได้เกิดแตกสามัคคีขึ้น พวกเข้ารีดเถียงบาดหลวงปอตุเกตุ อยู่เสมอ แต่เพอิญเคราะห์ดี ด้วยในเวลานั้นเปนเวลาที่เกิด ศึกสงครามขึ้นทางเมืองเขมรและเมืองญวน มองเซนเยอร์ดาดรัง จะอยู่ในเมืองเหล่านั้นไม่ได้แล้ว จึงได้หนีเข้ามาอยู่เมืองจันทบุรี ซึ่งเปนเมืองขึ้นของไทย และในระหว่างที่พวกเข้ารีดแตกหมู่แตก คณะกันนั้นก็พอดีมองเซนเยอร์ ดาดรังก็ได้เข้ามาถึงบางกอก ท่านสังฆราชจึงได้จัดการทุกอย่างที่จะให้การเรื่องนี้สงบไป จึงได้เอาประกาศและหมายตั้งต่า งๆ มาให้บาดหลวงปอตุเกตดู ให้เห็นถึง การที่ควรจะต้องแบ่งหน้าที่และอำนาจกันอย่างไร บาดหลวงปอตุเกตได้เห็นประกาศและหมายตั้งแล้ว ก็สงบไป แต่ก็มิได้วายที่จะคิด ตั้งใจหาอำนาจ หากว่ามีความเกรงใจท่านสังฆราชจึงหยุดมิได้วุ่น วายต่อไปบาดหลวงปอตุเกตกับท่านสังฆราชจึงได้ตกลงกันว่า ในเวลานี้ยังไม่ต้องจัดการอย่างไรให้รอข้าพเจ้ามาถึงเสียก่อน ครั้นท่านสังฆราชได้ออกจากบางกอกก็เกิดความลำบากขึ้นอีกยิ่งกว่าเก่าเวลาก็จวนถึงวันนักขัตฤกษ์อิศเตอร์แล้ว ฝ่ายพวกปอตุเกต จะต้องการทำพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวด้วยงารนักขัตฤกษ์นี้จึงได้คิดขออำนาจบ้านเมือง โดยไปทูลขอสมเด็จพระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดิน ให้ประทานวัดของเราให้แก่บาดหลวงปอตุเกตต่อไป การที่พวกปอตุเกต (หน้า ๑๔๘)<br> คิดการครั้งนี้ก็สมปราถนา เพราะเหตุว่าสมเด็จพระอนุชาทรงเห็นว่า วัดเข้ารีดไม่มีบาดหลวงแล้ว มีแต่คนสามัญเฝ้ารักษาอยู่จึงได้มี รับสั่งให้มอบวัดเข้ารีดให้แก่บาดหลวงปอตุเกต จนกว่าข้าพเจ้าจะ มาถึง เมื่อวันที่ ๑๑ เดือนมีนาคมเจ้าพนักงารจึงได้ไล่ให้ครูสอน สาสนาของเราออกจากวัดและออกจากบ้าน ครั้นเมื่อวันที่ ๔ เดือนเมษายนข้าพเจ้าได้มาถึงบางกอก พวกปอตุเกตและบาดหลวงปอตุ เกตก็ได้เข้าไปปกครองอยู่ในวัดนั้นแล้ว ฝ่ายพวกเข้ารีดไปเข้าใจ เสียว่าตัวได้ถูกไล่ออกจากวัดเสียแล้วก็ไม่เหยียบเข้าไปในวัดอีก เลย บางคนคิดที่จะทิ้งค่ายไปที่อื่น บางคนได้ไปขออนุญาต ท่านอรรคมหาเสนาบดี จะจัดเรือออกไปรับข้าพเจ้าก็มี และได้ เตรียมการที่จะออกเรือในวันที่ ๔ เดือนเมษายนในเวลาน้ำลง ครั้น ได้ทราบกันว่าข้าพเจ้าได้มาถึงแล้ว ก็พากันยินดีพร้อมกันหมด และได้จัดเรือไปรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้ไปยังบ้านสังฆราชซึ่งเปนบ้านเก่าของเราในเวลาเช้า ๕ โมง แต่หาได้ตีระฆังไม่ เพราะระฆังนี้อยู่ในความรักษาและ ปกครองของพวกปอตุเกต เวลานั้นข้าพเจ้าเหนื่อยล้ามากและได้ เปนไข้มาถึง ๘ วันแล้ว ข้าพเจ้าไม่มีแรงที่จะตรงไปเข้าโบสถ์ ได้ เมื่อข้าพเจ้าได้ต้อนรับพวกเข้ารีดทั้งหญิงชาลและเด็กซึ่งได้พา กันมาหาข้าพเจ้าเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้หยุดพักผ่อนร่างกาย ใน พวกเข้ารีดที่มาหาข้าพเจ้านั้นได้มีพวกปอตุเกตปนเข้ามาบ้าง (หน้า ๑๔๙)<br> บางคน พวกที่ไม่ได้มานั้นได้แก้ตัวว่าข้าพเจ้าไม่ให้เข้า ส่วน บาดหลวงปอตุเกตนั้นหาได้มาไม่ แต่ข้าพเจ้าก็ทำไม่รู้เสีย มองซิเออร์วิลแมงได้มาถึงเมื่อวันอาทิตย์เวลา ๕ ทุ่ม ซึ่งกระ ทำให้ข้าพเจ้ามีความยินดีเปนอันมาก พอพระเจ้ากรุงสยามได้ทรงทราบว่าข้าพเจ้าได้มาถึงแล้ว ก็ได้ มีรับสั่งให้เจ้าพนักงารพาข้าพเจ้าไปเฝ้า เพราะฉนั้นเมื่อวันอังคารข้าพเจ้าจึงได้เข้าเฝ้ายังพระราชวัง ข้าพเจ้าไม่มีของที่จะถวาย เลย และที่จริงข้าพเจ้าก็ไม่พอใจในการที่ต้องถวายของเช่นนี้ แต่ข้าพเจ้าก็ได้เอาถุงมือไปถวาย ๓ คู่ กับกระดาษอย่างดีของยุโรป ถวายหลายแผ่น ของเหล่านี้พระเจ้ากรุงสยามโปรดมาก แต่ในวัน นั้นไม่สู้จะทรงสบายจึงทรงนัดเลื่อนให้ข้าพเจ้าไปเฝ้าในวันอื่น ตั้งแต่ วันนั้นมาก็ยังไม่ได้รับสั่งให้หาข้าพเจ้าอีกเลย ข้าพเจ้าได้มอบให้มองซิเออร์วิลแวงเปนธุระดูแลในโบสถ์ ลูกกุญแจต่าง ๆ ก็ยังตกอยู่ในมือบาดหลวงปอตุเกต ข้าพเจ้าจึงได้ให้คนไปเรียกเอามา ซึ่งกระทำฝห้พวกเข้ารีดในคณะบาดหลวงปอตุเกต ขัดเคืองข้าพเจ้า พวกนี้จึงนำความเข้าไปร้องในวัง คำขอร้อง พวกเข้ารีดคณะปอตุเกตนี้เจ้าพนักงารได้ถวายต่อสมเด็จพระอนุชา ของพระเจ้ากรุงสยาม สมเด็จพระอนุชาจึงได้มีรับสั่งให้แยกพวก เข้ารีดหอตุเกตออกพวก ๑ ต่างหาก ไม่ให้ปะปนกับพวกเข้ารีดของ ข้าพเจ้า และรับสั่งให้ก่อโบสถ์ขึ้นอีกหลัง ๑ ซึ่งพระองค์เองจะทรง (หน้า ๑๕๐)<br> ช่วยด้วย แต่โบสถ?นี้ข้าพเจ้าฟังไม่แน่ว่าจะได้มีรับสั่งยกให้บาด หลวงปอตุเกตหรืออย่างไร เวลาเช้า ๔ โมงทหารรักษาพระองค์ของสมเด็จพระอนุชา ได้มาบอกข้าพเจ้าให้ไปเฝ้าสมเด็จพระอนุชาใน เวลาเที่ยง และได้เลยไปบอกบาดหลวงปอตุเกตฝห้ไปเฝ้าเหมือน กัน ข้าพเจ้าจึงได้ไปเฝ้าตามกำหนดพร้อมกับมองซิเออร์วิลแมง บาดหลวงปอตุเกตกับพวกเข้ารีดก็ได้ไปเฝ้าพร้อมกัน ครั้นพวกเรา ได้ไปคอยเฝ้าอยู่ถึง ๕ ชั่วโมงแล้ว จึงได้มีข้าราชการของสมเด็จ พระอนุชาเข้ามาในห้องคน ๑ ข้าราชการคนนี้ได้เรียกให้ข้าพเจ้า เข้าไปหาดุจข้าพเจ้าเปนผู้ร้ายหาใช่ข้าพเจ้าเปนสังฆราชไม่ ข้าพเจ้า จึงได้รู้สึกว่า พวกเข้ารีดปอตุเกตได้กล่าวโทษข้าพเจ้าต่อศาลของ บ้านเมือง ข้าราชการคนนี้ได้แสดงกิริยาอย่างหยาบต่อข้าพเจ้า และ ติข้าพเจ้าในการที่ข้าพเจ้าไปอยู่ในวัดซึ่งเปนของ ๆ ข้าพเจ้า แล้วข้า ราชการคนนี้จึงได้สั่งให้ข้าพเจ้ามอบวัดให้แก่บาดหลวงปอตุเกตโดย อ้างว่าเปนรับสั่งของสมเด็จพระอนุชา และได้สั่งบรรดาคนเข้ารีด ทั้งสองฝ่ายให้ช่วยกันสร้างวัดให้ข้าพเจ้าใหม่อีกหลัง ๑ ข้าพเจ้า จะต้องการตอบชี้แจง แต่ข้าราชการผู้นั้นไม่ยอมฟังคำอธิบายของข้าพเจ้า ข้าราชการผู้นี้ได้รับของกำนันจากพวกเข้ารีดปอตุเกต จึงได้หลับตาลำเอียงเข้าข้างผู้ให้ของ และแกล้งหาว่าข้าพเจ้ากับ บาดหลวงปอตุเกตวิวาทกัน ข้าพเจ้าและบาดหลวงปอตุเกตได้ช่วยกันปฏเสธว่าเราหาได้วิวาทกันไม่ ความจริงในเรื่องนี้นี้ถ้าหากว่า (หน้า ๑๕๑)<br> พวกเข้ารีดปอตุเกตไม่ได้เข้ามายุ่งด้วยแล้ว บาดหลวงปอตุเกต กับข้าพเจ้าก็พอจะทำความตกลงกันได้ พวกเข้ารีดซึ่งได้ทำการฝ่าฝืนหมายตั้งของข้าพเจ้านั้นได้กลับไปด้วยความรื่นเริง และคิดจะพาบาดหลวงปอตุเกตลงเรือไปกับเขา ด้วย แต่บาดหลวงปอตุเกตหายอมไปกับพวกนั้นไม่ จึงได้ มาลงเรือของข้าพเจ้า ซึ่งทำให้พวกเข้ารีดไม่พอใจอย่างยิ่ง รุ่งขึ้นวันที่ ๒๘ เดือนเมษายนข้าพเจ้าได้บอกกับบาดหลวง ปอตุเกตให้มาจัดการเปนเจ้าของวัดต่อไป บาดหลวงปอตุเกตไม่ ยอม พวกเข้ารีดปอตุเกตก็บ่นไม่พอใจ วันเสาร์ที่ ๓๐ ข้าพเจ้า จึงได้ให้เรียกพวกผู้เถ้าทั้งสองฝ่ายให้มาประชุมพร้อมกัน บาด หลวงปอตุเกตกับมองซิเออร์วิลแมงก็มาประชุมด้วย ข้าพเจ้าจึงได้ ชี้แจงว่า การที่พวกเข้ารีดได้ประพฤติเช่นนี้เปนการไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่พวกเข้ารีดจะฟ้องกล่าวโทษสังฆราชของตัวต่อศาลสามัญนั้นไม่เคย มีตัวอย่างเลย แต่เพราะเหตุว่าพระเจ้าแผ่นดินเปนนายอยู่ในที่ นี้ และพื้นแผ่นดินก็เปนของท่าน เพราะฉนั้นอิฐปูนกระเบื้อง สำหรับก่อวัดนั้นก็ต้องเปนของท่านด้วยเหมือนกัน จึงเปนการจำเปนที่ข้าพเจ้าจะต้องปฏิบัติตามพระราชประสงค์ แต่เมื่อการเปนดังนี้ข้าพเจ้าจะต้องประกาศว่าตั้งแต่วันนี้เปนต้นไป ข้าพเจ้าจะไม่เหยียบเข้าไปในวัดนี้อีกต่อไปและจะไม่ถือว่าที่นี้เปนวัด เพราะฉนั้นข้าพเจ้า ขอมอบวัดนี้ให้แก่บาดหลวงปอตุเกตตามอำนาจที่บาดหลวงได้รับมา (หน้า ๑๕๒)<br> จากพระเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้าจึงได้ให้เอากุญแจมามอบกับบาด หลวงปอตุเกต แต่บาดหลวงหายอมรับไว้ไม่ เพราะบาดหลวงมิ ได้ขอเอาตัววัดนี้ ครั้งบาดหลวงไม่ยอมรับลูกกุญแจแล้ว ข้าพเจ้า จึงเอาลูกกุญแจมามอบไว้แก่พวกเข้ารีดปอตุเกตที่เปนผู้เถ้า แต่ คนเหล่านี้ก็ไม่ยอมรับไว้เหมือนกัน โดยอ้างว่าเขามิได้ขอเอาวัดนี้ รุ่งขึ้นเปนวันอาทิตย์ ข้าพเจ้าได้ทำพิธีสวดในวัดเล็กที่มีอยู่กับบ้านมองซิเออร์วิลแมงกับบาดหลวงปอตุเกตก็ได้มาเหมือนกัน ส่วนพวก เข้ารีดจะมาก็ได้ แต่พวกปอตุเกตมิได้มาเลยจนคนเดียว มิหนำ ซ้ำกลับห้ามบุตร์หลานมิให้มาเสียด้วย เพราะฉนั้นโบสถ์หลังใหญ่ เท่ากับถูกห้ามไม่ให้ใครเข้าไป และระฆังก็ไม่ได้ยินเสียงตีมา เกือบเดือน ๑ แล้ว <big>'''จดหมายมองซิเออร์เดคูร์วิแยร์ ว่าด้วยพวกปอตุเกต หาความพวกบาดหลวง'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์เดคูร์แยร์'''<br> '''ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''ค.ศ. ๑๗๘๔ (พ.ศ. ๒๓๒๗)'''<br> มองซิเออร์วิลแมงได้มจดหมายมาเมื่อเดือนกรกฎาคม บอก มาว่าเวลานี้ยังเหลือคนเข้ารีดอยู่ประมาณ ๑๐๐ คนเท่านั้น และ ในหนังสือฉบับอื่น ๆ ก็บอกมาว่า พวกเข้ารีดไม่ได้เหยียบเข้าไป ในวัดเสียกว่าครึ่ง มีจีนเข้ารีดคน ๑ ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ในเมือง ไทยและเปนคนที่รักมิชชนนารีฝรั่งเศสได้มีหนังสือถึงข้าพเจ้าฉบับ ๑ (หน้า ๑๕๓)<br> บอกข่าวมาว่า พวกเข้ารีดปอตุเกตได้วุ่นขึ้นอีกคือ ๑ ได้พยายาม อีกครั้ง๑ ที่จะขอให้พระมหาอุปราชทำลายวัดของมองเซนเยอร์คูเดลงเสีย และได้กล่าวหาพวกฝรั่งเศสอย่างที่เคยถูกหามาแต่ก่อน แล้วว่า พวกฝรั่งเศสได้คิดขบถต่อพระเจ้ากรุงสยามตั้งแต่ครั้ง สมัยคนซตันตินปอลคอน ๒ พวกเข้ารีดปอตุเกตได้หาว่ามองเซน เยอร์ดาดรังได้ลักลอบส่งเสบียงอาหารให่แก่พระเจ้ากรุงญวน ซึ่ง หนีและๆม่ยอมกลับเข้ามาเมืองไทย ๒ และหาว่าพวหฝรั่งเศสได้รับ คนเข้ารีดผิดด้วยกฎหมายของแผ่นดินหลายคน ในจดหมายฉบับ นี้ได้เล่าต่อไปว่า เมื่อพระมหาอุปราชได้รับคำร้องพวกเข้ารีดปอตุ- เกต กล่าวโทษพวกฝรั่งเศสดังได้กล่าวมาแล้วนั้น ดูพระ มหาอุปราชก็เฉย ๆ อยู่ หาได้เปนพระธุระในเรื่องนี้อย่างใดไม่ แต่การต่อไปจะเปนอย่างไร ไม่มีใครคาดการถูกได้ <big><big>'''๒๐'''</big></big><br> (หน้า ๑๕๔)<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์วิลแมง ว่าด้วยไทยส่งกองทัพไป เมืองญวน'''</big><br> '''เรื่องไทยส่งกองทัพไปเมืองญวน พม่ายกทัพมาเมืองไทยอีก'''<br> '''จดหมายมองซิเออร์วิลแมง ถึง'''<br> '''มองซิเออร์เดคูร์วิแยร์'''<br> '''บางกอก ค.ศ. ๑๗๘๕-๑๗๘๖ (พ.ศ. ๒๓๒๘ - ๒๓๒๙)'''<br> กองทัพไทยได้มีฃัยชนะมาหลายครั้งหลายคราวแล้ว ครั้น วันที่ ๑๘ เดือนมกราคมกองทัพไทยได้แพ้และได้แตกกระจายไปหมดกองทัพไทยต้องทิ้งเรือไว้หลายร้อยลำ และเรือของกองทัพเขมร ซึ่งบันทุกเสบียงอาหารก็ต้องทิ้งไว้เหมือนกัน ข้าศึกได้มาจับเรือพวก นี้ได้หมดทั้งศัสตราอาวุธไทยก็ต้องทิ้งเสียเปนอันมาก และมีคนไทย กว่า ๕๐๐ คน คนเข้ารีด ๑๖ คนหนีไม่ทันต้องตกค้างอยู่ฝั่งแม่น้ำ ฝั่งโน้น และในหมู่นี้คือเดือนมิถุนายน ทหารในกองทัพไทยซึ่งยัง เหลืออยู่ก็หนีกลับมาในกรุงอยู่เนือง ๆ กองทัพไทยในชั้นเดิมนั้นมี คนอยู่ราว ๕๐๐๐ ถึง ๖๐๐๐ คน ในคนเหล่านี้ได้ตายเสียในที่รบราว ๑ ใน ๓ ส่วน และพวกเขมรก็ตายมากเหมือนกัน พลทหารบางคน ซึ่งกลับมาถึงกรุงนั้น ถูกอาวุธบาดเจ็บปางตายหลายคน แต่ข้างฝ่ายข้าศึกนั้นทหารได้ล้มตายมากกว่าฝ่ายไทย เมืองเขมรนี้ดูน่าอนาถใจมาก ข้าพเจ้าได้ทราบมาว่า พวก เข้ารีดในเมืองไทยซึ่งพวก ไท้สน (Tay-son) ได้พาไปเมืองญวนนั้น ได้ถูกกองทัพเขมรบังคับให้กลับไปอยู่เมืองเขมร เพราะในเวลานี้ (หน้า ๑๕๕)<br> ได้เปลี่ยเจ้าเมืองเขมรใหม่แล้ว และฝ่ายแม่ทัพไทยก็ได้แนะนำ ให้พวกนี้ไปอยู่เมืองเขมรเหมือนกันแต่ครั้นกองทัพไทยได้แตก ยับเยินในคราวนี้ พวกเข้ารีดก็เกิดกลัวพวกไท้สนขึ้นจึงได้หนีเข้า ป่าไปหมด มีคนเล่ากันว่ามองซิเออร์ลังเกอนัว ก็ถูกปล้น และเมื่อวันซืนนี้ได้มีคนไทยมาชวนใหข้าพเจ้าซื้อของจากวัดเมืองเขมร ข้าพเจ้าจะ ได้พยายามจัดการช่วยมองซิเออร์ลังเกอนัวบ้าง บางทีข้าพเจ้าก็จะ ชักชวนให้เขามาอยู่ในเมืองนี้ด้วย<sup>๑</sup> มองซิเออร์ ปิแยร์ลังเกอนัวได้เดิรทางบกมาถึงบางกอกเมื่อวัน ที่ ๒๙ เดือนกรกฎาคม และได้พาคนเข้ารีดมาจากเมืองเขมรประมาณ ๔๕๐ คน กับชาวเขมรซึ่งเปนทาสของพวกเข้ารีดอีก ๑๐๐ คนเศษ มองซิเออร์ลังเกอนัวได้ทิ้งพถวกเข้ารีดไว้ที่เหนือเมืองเขมรประมาณ ๒๗๐ คน และมองซิเออร์ลังเกอนัวบอกว่า เมื่อการทั้งปวงสงบ เรียบร้อยแล้วจะได้กลับไปอยู่เมืองเขมรอีก<br> _________________________________________________________<br> ๑ ในเรื่องที่พวกเข้ารีดถูกปล้น คือมีเรือประมาณ ๑๕ ลำ กับของเครื่องแต่งตัว เขมรซึ่งได้ทำขึ้นที่เมืองซาเด็กนั้น ขอให้เข้าใจว่าผู้ที่ปล้นนั้น เปนพวกญวนพรรคพวก ของเจ้าแผ่นดินญวนองค์เก่า หาใช่พวกไทยปล้นไม่ ผู้บังคับการกองทัพไทยชื่อพระยานครสวรรค์ ได้ถูกหาว่าเปนขบถพระเจ้ากรุงสยามจึงมีรับสั่งให้จับตัว และไปจับตัวพระยานครสวรรค์ได้ที่ปากน้ำเมืองญวน เจ้าพนักงารได้พาพระยานครสวรรค์กลับไปเมืองไทย พระ- ยานครสวรรค์ ต้องรับพระราชอาญาประหารชีวิตและถูกริบราชบาทว์ด้วย เมื่อได้ไปริบ ของ ๆ พระยานครสวรรค์จึงได้ไปพบของบางอย่างซึ่งพวกญวนได้ปล้นไป (หน้า ๑๕๖)<br> <big>'''ว่าด้วยพม่ายกทัพมาเมืองไทยอีก'''</big><br> พวกพม่าได้ยกทัพเข้ามาไม่หยุดเลยจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๗๘๖(พ.ศ. ๒๓๒๘) แต่เปนการเคราะห์ดีที่พระเจ้ากรุงสยามของเรา<br> ได้ทรงตระเตรียมการไว้ล่วงหน้า โดยโปรดให้จัดกองทัพให้ เปนระเบียบดีขึ้น และโปรดให้ขุดสนามเพลาะเตรียมไว้ <br> เพราะพวกพม่าข้าศึกได้เตรียมการที่จะมาตีเมืองไทยอยู่หลายเดือน <br> อยู่ดี ๆ โดยไม่ทันรู้ตัว '''พม่า''' ก็ยกทัพมามีพลประมาณ ๙๐,๐๐๐ คน ซึ่งเปน'''คนไทยบ้าง ลาวบ้าง แขกอารากัน'''บ้าง <br> พวกข้าศึกได้แยกกองทัพเข้ามาเปน ๔ กอง แต่ด้วย พระเปนเจ้าช่วย <br> ไทยได้ไปต้านทานกองทัพพม่าแตกหนีไปทั้ง ๔ กอง โดยเกือบจะไม่ต้องรบกันเลยก็ว่าได้ เพราะทั้งสองฝ่ายไม่ใคร่ได้มีคนล้มตาย <br> และพวกเข้ารีด ไม่ได้ตายเลยจนคนเดียว ไทยจับของเชลยจากพม่า ได้เปนอันมาก มีช้างม้าและโคเปนต้น <br> และจับพม่ามาเปนเชลยหลายร้อยคน เชลยเหล่านี้ ล้วนแต่ต้องจำโซ่ตรวนทั้งนั้น <br> และในเวลาที่พม่าข้าศึกแตกหนีไปนั้น ไทยก็ได้ไล่ฆ่าฟันล้มตายเปนอันมากทั้ง ๔ กอง <br> เขาพูดกันว่า ทัพพม่าที่แตกหนีไปคราวนี้ ได้รับคำสั่งให้พักอยู่ที่ชายแดนพม่ากับไทย และให้ทหารเหล่านี้ระดมกันทำนา <br> เมื่อเก็บเกี่ยวเข้าเสร็จแล้ว พม่าจะได้ยกลงมาตีไทยอีก แต่การที่พม่าคิดการเช่นนี้ เห็นจะเปนการขู่ <br> เพราะพม่ากลัวไทยจะไล่ติดตามไปอีก <br> แต่จะอย่างไรก็ดี ถ้าพม่ายกเข้ามาคราวใด อาหารการกินในเมืองไทยก็แพงขึ้นทุกที <br> วันนี้เข้าเกวียนหนึ่ง ๘๐ สัดเล็กเปนราคาถึง ๔๕ บาท -<br> (หน้า ๑๕๗)<br> - (เหรียญ ๒๗ เหรียญ)ฉ <br> แต่การที่เข้าแพงนั้นเปนด้วยในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนน้ำท่วมมาก ซึ่งทำให้เข้าในนาเสียเปนอันมาก ทั้งทำให้ผลไม้ตามสวนในบางกอก<br> และในที่ใกล้เคียง ล้มตายมากที่สุด<br> ที่เมืองเขมรน้ำก็ท่วมนาเสียและต้นผลไม้ล้มตายเหมือนกับในเมืองไทย แต่ที่อาหารการกินแพงนั้น ก็เพราะพม่าข้าศึกมาช่วยกินและเผา<br> เสียก็มากเหมือนกัน<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยไทยไปตีเมืองทวาย'''</big><br> '''จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์'''<br> '''ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''เกาะหมากวันที่ ๒๔ เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๗๘๘ (พ.ศ. ๒๓๓๑)'''<br> ด้วยพวกไทยมีความเบื่อหน่าย ในการที่พม่ายกเข้ามาทำศึกทุก ๆ ปีไม่เว้นเลย <br> และการที่พม่าเข้ามาคราวใด ก็ต้องพ่ายแพ้กลับไปทุกที เพราะฉนั้น ไทยเบื่อหน่ายเข้าเต็มทีแล้ว จึงได้ยกกองทัพไปตีพม่าบ้าง <br> ตามข่าวที่ทราบมา ได้ความว่า กองทัพไทยได้ตีเมืองทวาย และเมืองมะริดกลับคืนมาได้แล้ว <br> และได้ทราบต่อไปว่าพม่าเห็นจะสู้ไทมยไม่ไหวเปนแน่ เพราะไทยกลับแขงแรงและกล้าหาญขึ้นมาก <br> ไม่อ่อนแอเกียจคร้านเหมอนแต่ก่อนแล้ว พวกเราหวังกันว่าในไม่ช้าก็จะถึงเวลาที่จะได้รับความสุข ไม่ต้องวุ่นวายดังแต่ก่อน ๆ มา <br> พระเปนเจ้าจงโปรดให้เราได้รับความสุข ต่อไปเถิด<br> (หน้า ๑๕๘)<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์ลาวูเอ ว่าด้วยญวนและเขมรเชลย ในบางกอก'''</big><br> '''เรื่องพวกญวนและเขมรเปนเชลยในบางกอก'''<br> '''จดหมายของมองซิเออร์ลาวูเอ'''<br> '''ถึงมองซิเออร์ อาลารี'''<br> '''ค.ศ. ๑๗๙๐ (พ.ศ. ๒๓๓๓)'''<br> ด้วยพวก '''ชาวตั๋งเกี๋ย''' ได้หนี '''พวกไท้สน (Tay-son)''' ไปทำการค้าขายยังเมืองลาว ไทยจึงได้จับพวกชาวตั๋งเกี๋ยวเปนเชลยประมาณ ๔๐๐ คน <br> และได้พาเชลยเหล่านี้มายัง บางกอก เมื่อมาถึงบางกอกแล้ว <br> พวกเชลยเหล่านี้ได้ตายไปด้วยอดอาหารบ้าง ทนความเหน็จเหนื่อ เดิรทางไม่ได้บ้าง ประมาณ ๓๐๐ คนแล้ว <br> ได้มีพวกเข้ารีดไปอาศรัยอยู่กับพวกไทยประมาณ ๒๐ คน คนเหล่านี้ได้ไปอยู่นอกเมืองไม่ห่างไกลเท่าไรนัก เพราะเปนที่ซึ่งพระเจ้ากรุงสยาม<br> ได้ทรงจัดให้พวกนี้ไปตั้งค่ายอยู่<br> ข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมพวกนี้และได้เอายาไปแจกด้วย ข้าพเจ้าเจตนาจะช่วยพวกนี้ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่วิญญาณและร่างกายของเขา <br> จึงได้ปลูกวัดเล็ก ๆ ให้ ๑ หลัง เพื่อพวกนี้จะได้รวบรวมกันได้ <br> มีพวกไม่ได้เข้ารีดหลายคน ได้มาขอจะ เข้ารีด ถ้าหากว่า มีมิชชันนารีคอยจัดการอยู่สักคน ๑ พวกนี้ก็คงจะเข้ารีดทุกคน <br> แต่เปนการเคราะห์ร้ายด้วยเวลานี้ไม่มีใครเลย เพราะมีแต่ มองซิเออร์ ฟลอรังซ์ อยู่ที่บางกอกคนเดียวเท่านั้น<br> และท่านผู้นี้ก็มีหน้าที่ควบ - <br> (หน้า ๑๕๙)<br> - คุมพวกเข้ารีดไทย และปอตุเกต ซึ่งมีจำนวนถึง ๖๐๐ คนอยู่แล้ว<br> ใกล้กับค่ายพวกญวนนั้น ยังมีค่ายเขมรอีกค่าย ๑ มีคนประมาณ ๕๐๐ คน <br> เมื่อ '''พวกเขมร''' ได้เห็นข้าพเจ้า สร้างวัดขึ้น พวกนี้ก็พากันดีใจ แต่พวกนี้ ก็หาได้เปนคนเข้ารีดไม่ <br> ถ้าข้าพเจ้าจะคงอยู่กับพวกนี้ได้ ดูเหมือนจะมีคนมารับคำสั่งสอนมาก - <br> ................................<br> (หน้า ๑๖๐)<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์ลาวูเอ ว่าด้วยพวกเข้ารีดไม่ยอมทำ การก่อกำแพงวัด'''</big><br> '''เรื่องเกตุที่เกิดขึ้นในเวลาสร้างพระอาราม'''<br> '''จดหมาย มองซิเออร์ ลาวูเอ'''<br> '''ถึงมองซิเออร์ บัวเรต์'''<br> '''บางกอก วันที่ ๑๒ เดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๗๙๑ (พ.ศ. ๒๓๓๓)'''<br> เวลานี้ ข้าพเจ้ากลับมาอยู่ที่บางกอก แทน มองซิเออร์ฟลอรังซ์แล้ว เพราะ มองซิเออร์ฟลอรังซ์ จะไปอยู่เมืองจันทบุรีหลายเดือน<br> เมื่อวารนี้ วันที่ ๑๑ เดือนกุมภาพันธ์ พวกเข้ารีดของเรา เกือบต้องเปนอันตรายทุกคน หากว่าพระเยซูได้โปรดช่วยให้เข้าได้รอดพ้นอันตราย<br> โดยมีเกียรติยศอยู่บ้าง <br> เรื่องที่เกิดขึ้น เกี่ยวแก่การที่ไทย จะก่อกำแพงวัด พวกเข้ารีดที่เปนชาวเขมร อยู่ในบังคับ ปอตุเกต<br> ได้ร้องขึ้นว่า การที่จะก่อกำแพงวัดเช่นนี้ เปนการที่ สาสนาคริศเตียน ห้ามไม่ให้เขาทำ <br> พวกข้าราชการไทยที่กำกับการก่อกำแพงนั้น หาฟังเสียงพวกเข้ารีดไม่ จึงพูดว่า <br> "พระเจ้าแผ่นดิน ได้มีรับสั่งแล้ว เพราะฉนั้น ต้องทำตามรับสั่ง ถึงวันกำหนดพวกนี้ ต้องมาทำงาร ตามรับสั่ง"<br> พวกหัวหน้าเข้ารีด จึงได้ปรึกษาหารือกับพวกทหารเข้ารีด และได้ตกลงกันว่า จะเปนตายร้ายดีอย่างไรก็ตาม <br> พวกนี้จะไม่ยอมก่อกำแพงวัดเปนอันขาด <br> แต่ถ้าถึงกำหนดวันพวกเข้ารีดจะต้องไป - <br> (หน้า ๑๖๑)<br> - พร้อมกัน <br> และถ้าเสนาบดี จะสั่งให้พวกนี้ทำงารแล้ว ก็ให้ขอร้องขึ้นพร้อมกัน ขอทำงารอย่างอื่น <br> ครั้นรุ่งเช้า พวกเข้ารีด ได้ไปพร้อมกันอยู่ใกล้กับวัด พอข้าราชการผู้กำกับงานเห็นพวกนี้เข้าก็สั่งให้ไปทำงาร <br> พวกเข้ารีดก็ไม่ยอมไป ข้าราชการผู้นี่นก็โกรธเปนอันมาก จึงได้ฉวยหวายไล่ตีพวกทหารเพื่อจะให้กลัว<br> ในขณะนั้นพอดี พระเจ้ากรุงสยามก็เสด็จมาทอดพระเนตร์งาร จึงรับสั่งถามว่า เฆี่ยนตีด้วยอะไรกัน <br> ครั้นทรงทราบว่า เพราะเหตุที่พวกเข้ารีดไม่ยอมทำงาร ที่เกี่ยวด้วยวัด โดยเขาอ้างว่าเปนการผิดสาสนานั้น <br> จึงได้รับสั่งว่า ไม่ได้มีพระราชประสงค์จะข่มขืนให้พวกเข้ารีดทำการ ที่ผิดด้วยกฎหมายของเขา และในเรื่องนี้ก็ได้รับสั่งไว้ครั้ง ๑ แล้ว <br> เพราะฉนั้น โปรดให้พวกเข้ารีดกลับไปได้ แต่รับสั่งว่า ในเรื่องนี้ก่อนที่จะทำอะไร ก็ควรจะกราบทูลให้ทรงทราบเสียก่อน <br> ในคราวนี้ มีผู้ถูกตี ๘ หรือ ๑๐ คนเท่านั้น <br> ครั้นพวกเข้ารีด เห็นว่า พระเจ้ากรุงสยาม มิได้ทรงถือโทษอย่างไร ก็พากันยินดีเปนที่สุด ต่างคนจึงรีบมายังวัดเข้ารีด <br> เพื่อขอบพระคุณ พระเปนเจ้า ที่ได้ช่วยเหลือเห็นประจักษ์แก่ตา เช่นนี้<br> <big><big>'''๒๑'''</big></big><br> (หน้า ๑๖๒)<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ว่าด้วยว่าด้วยสอนสาสนาแก่ พวกลาว'''</big><br> '''ข่าวบางกอกตั้งแต่ พ.ศ. ๑๗๙๘ ถึง ค.ศ. ๑๘๑๐ (พ.ศ. ๒๓๔๐ ถึง ๒๓๕๐)'''<br> '''ว่าด้วยพวกลาว'''<br> '''จดหมายมองเซนเยอ กาโนต์'''<br> '''ถึงมองซิเออร์เดคูร์วิแยร์'''<br> '''บางกอกวันที่ ๒ เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๗๙๘ (พ.ศ. ๒๓๔๑)'''<br> เมื่อ ๓ปีล่วงมาแล้ว ได้มี คนอพยพยกครอบครัวมาอยู่เมืองนี้ เปนอันมาก ไม่ทราบว่าคนจำพวกนี้จะเปนคนชาติใด แต่พูดภาษาลาว<br> คล้ายคลึงกับภาษาไทยมาก พอพูดเข้าใจกันได้ง่าย <br> '''พวกนี้ ไม่ได้นับถือ พุทธสานา''' และโดยมากสักแขนเปนรูปไม้ กางเขน <br> พอพวกนี้ มาอยู่บางกอกได้ สองสามวัน หัวหน้าก็ได้ มาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้จัดให้คนเข้ารีดทั้งหญิงและชายไปเยี่ยมคนพวกนี้<br> และให้ช่วยกันรักษาพวกที่ป่วยด้วย <br> ข้าพเจ้าเองก็ได้ไปเยี่ยมพวกนี้ เขาจึงได้เอาหนังสือมาให้ข้าพเจ้าดู ตัวอักษรนั้น คล้ายกันอักษรไทยมาก ข้าพเจ้าดูอยู่ครู่เดียวก็อ่านออก<br> หนังสือที่เขาเอามาให้ข้าพเจ้าดูนั้น เกี่ยวด้วยการสาสนา ที่เขาได้จดจำเอาไว้ สังเกตข้อความก็คล้ายคลึงกับในคัมภีร์ของสาสนาคริศเตียนมาก<br> เพราะฉนั้น ถ้าได้ลงมือสอนสาสนาแล้ว พวกนี้ก็คงเข้าใจได้ง่าย <br> ข้าพเจ้าก็หมายว่า จะตั้งหน้าสอนพวกนี้สักคราว แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะเหตุว่าพวกนี้ ต้องถูกเกณฑ์ไปทำการโยธา ไกลจากกรุง ฯ<br> หนทางถึง ๒ - ๓ วัน คนที่อพยพมา - <br> (หน้า ๑๖๓)<br> - คราวนี้จำนวนคน ๘๐๐ คน เม่อสองสามเดือนที่ล่วงมาแล้วนักเรียนของเราคน ๑ ได้เข้าไปในเมืองเพื่อไปค้าขาย จึงได้ไปพบลาวชราคน ๑ <br> นักเรียนของเรา จึงได้ไปสั่งสอนลาวคนนี้ แล้วถามว่า ตามที่สอนนี้เชื่อหรือไม่ ลาวคนนี้จึงได้บอกว่าเชื่อ <br> และเล่าต่อไปว่า พุทธสาสนานั้น ลาวคนนี้ไม่เชื่อเลย ลาวคนนี้เดิมบวชเปนพระสงฆ์ไทย และก็เปนคนใหญ่ อยู่ในคณะสงฆ์ด้วย<br> อีกสองสามวัน ลาวคนนี้ก็ได้กลับไปยังบ้านเมืองของตัว ซึ่งเปนเมืองขึ้นแก่ไทย<br> (หน้า ๑๖๔)<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยพวกเข้ารีดถูก บีบคั้น'''</big><br> '''พวกเขารีดถูกกดขี่บีบคั้น'''<br> '''จดหมายของมองเซนเยอร์กาโนต์'''<br> '''ถึงมองซิเออร์เดคูร์วิแยร์'''<br> '''บางกอกวันที่ ๒ เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๗๙๘ (พ.ศ. ๒๓๔๑)'''<br> ข้าพเจ้า ต้องรายงารให้ ท่านคาดีแนล ทราบ ถึงการที่เราได้ถูกกดขี่บีบคั้นมาตั้งแต่เดือน กันยายน ค.ศ. ๑๗๙๖ (พ.ศ. ๒๓๓๙) <br> ตลอดถึงราวกลางปี ค.ศ. ๑๗๙๗ (พ.ศ. ๒๓๔๐) แต่การที่เราได้ถูกกดขี่คราวนี้ ได้ทำให้สาสนามีชื่อและเกียรติยศขึ้นเปนอันมาก <br> เพราะ เรื่องนี้ได้เลื่องลือไปตลอดทั่ววพระราชอาณาเขต <br> จนที่สุดในเวลานี้ พระเจ้ากรุงสยาม ไม่ทรงฟังในการที่ มีผู้กล่าวโทษพวกเข้ารีดแล้ว<br> การที่เกิดขึ้นคราวนี้ เกิดจากพวกเข้ารีดของเราเอง ได้แตกสามัคคีกันขึ้น เพราะพวกเข้ารีดเหล่านี้ คิดจะไล่สังฆราชไปเสีย <br> และ คิดจะพา บาดหลวงปอตุเกต มาแทน สังฆราช จนถึงกับจัดคนไปเมืองจีน ๒ คน แล้ว เพื่อให้ไปหาสังฆราชเมืองมาเก๊า<br> สังฆราช เมืองมาเก๊า ก็ได้รับรองตามความต้องการของพวกเข้ารีด ในสิ่งที่ไม่ขัดกับอำนาจของโป๊ปและไม่ขัดกับการปกครองของคณะบาดหลวง<br> แต่ในชั้นนี้ สังฆราชเมืองมาเก๊า เปนแต่มีจดหมายมาถึงพวกเข้ารีดเท่านั้น <br> จดหมายฉบับนี้ ข้าพเจ้าได้พบอยู่ในห่อหนังสือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้เรียกพวกเข้ารีดมา เพื่อจะมอบหนังสือให้<br> ตั้งแต่แรกได้เกิดการกดขี่กันขึ้นได้มีพวกเข้ารีดผู้หญิงบางคน - <br> (หน้า ๑๖๕)<br> ไปเฝ้าเจ้านายผู้หญิง เจ้านายผู้หญิงจึงรับสั่งว่า <br> "เอะอะอะไรกัน เห็นจะเปนด้วยเหตุมีบาดหลวงปอตุเกตมาบางกอกแล้วกระมัง" <br> พวกเข้ารีดผู้หญิงจึงได้ทูลว่า "บาดหลวงปอตุเกตยังหามาไม่" <br> แต่เจ้านายผู้หญิงไม่ใคร่จะทรงเชื่อ เพราะยังทรงจำได้ว่าบาดหลวงปอตุเกตมาคราวก่อน เอะอะกันอย่างไรบ้าง<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยขุนนางเข้ารีดไป บวชเปนพระสงฆ์'''</big><br> '''จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์'''<br> '''ถึงเปรเฟเดอลาโปรปากานด์'''<br> '''วันที่ ๘ เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๗๙๘ (พ.ศ. ๒๓๔๑)'''<br> เราได้พ้นจากการกดขี่ อันเปนที่น่าน้อยใจเพราะเหตุว่า เปนเรื่องที่เกิดขึ้นจากพวกเข้ารีด ซึ่งคิดเอาใจออกหากจากคณะบาดหลวง<br> ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เกิดเรื่องขึ้น พวกเข้ารีดเกรง ขุนนางที่เข้ารีดอยู่คน ๑ <br> เพราะขุนนางผู้นี้ ยังซื่อตรงต่อคณะบาดหลวง ของตัวอยู่ <br> พวกเข้ารีด จึงคิดจะกำจัดขุนนางผู้นี้เพื่อจะไม่ให้มาขัดขวางได้ จึงกล่าวโทษหาว่าขุนนางผู้นี้ <br> ได้ละทิ้งสาสนา ของบิดามารดา ไปเข้ารีดเปนคริศเตียน <br> พอความนี้ ทรงทราบถึงพระเจ้ากรุงสยาม จึงได้ มีรับสั่งให้ขุนนางผู้นั้น เข้าวัดและให้บวชเปนพระสงฆ์เสีย<br> แต่ใน ครั้งนั้น ขุนนางผู้นี้ มีโอกาศพอจะหลีกเลี่ยงไม่ต้องไปบวชได้ ต่อมาได้มีรับสั่งเปนครั้งที่ ๒ ให้ขุนนางผู้นี้ ไปบวชเปนสงฆ์<br> และห้าม มิให้ เข้าไปในวัดเข้ารีดอีก ต่อไป เปนอันขาด<br> ขุนนางผู้นี้ซึ่งมีความ - <br> (หน้า ๑๖๖)<br> - รู้ในสาสนาคริศเตียนแต่เล็กน้อย และรู้เท่าที่บุตร์หญิงลักสอนให้ในเวลากลางคืนนั้น จึงได้ ละสาสนาคริศเตียนไปเข้าไปบวชเป็นภิกษุสงฆ์<br> ตามรับสั่งของพระเจ้าแผ่นดิน และ กลับเปน ผู้กดขี่ครอบครัวของตัวเสียด้วยซ้ำ<br> การเรื่องนี้มีเรื่องราวดังนี้<br> ในชั้นเดิม พระเจ้ากรุงสยาม ได้ตั้งพระทัยไว้ว่า จะยกขุนนางผู้นี้ขึ้นเปนขุนนางผู้ใหญ่ มาวัน ๑ พระเจ้ากรุงสยามได้ทรงปรึกษาเรื่องนี้<br> อยู่กับสมเด็จ พระอนุชา ๆ จึงได้กราบทูลว่า ขุนนางผู้นี้ เปนคนไม่ซื่อสัตย์ และขัดพระราชโองการ โดยขืนไปยังวัดเข้ารีดบ่อย ๆ ผิดรับสั่ง<br> พระเจ้ากรุงสยามจึงได้กริ้วและรับสั่งให้ไต่สวนเรื่องนี้ต่อไป และโปรดให้เอาภรรยาและบุตร์ชายบุตร์หญิงของขุนนางจำเลยผู้นี้มาเปนประกันว่า<br> ต่อไปขุนนางผู้นี้ จะเปนผู้ซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดี ต่อพระเจ้าแผ่นดิน<br> บุตร์ภรรยาของขุนนางผู้นี้ เดิมก็เปนคนเข้ารีด แต่ได้ถูกบังคับให้ละทิ้งสาสนาคริศเตียน และให้นับถือ พุทธสานา ต่อไป<br> เมื่อต้นเดือนกันยายน ค.ศ. ๑๗๙๖ (พ.ศ. ๒๓๓๙) เจ้าพนักสารได้นำภรรยาของจำเลย ไปยังผู้พิพากษา แต่คำให้การในชั้นแรกเปนถอยคำซึ่ง<br> สมควรพระเจ้าแผ่นดินจะควรกริ้วอยู่บ้าง ผู้พิพากษาจึงได้อธิบายว่า การที่จะดื้อดึงอยู่เช่นนี้เปนการให้ใส่ร้ายแก่ตัวเอง<br> แต่ หญิงภรรยาจำเลยก็ไม่ยอมถอนคำที่ได้ให้ไว้แต่เดิม เจ้าพนักงาร จึงได้เอาหญิงผู้นี้จำตรวนเสีย เพื่อจะให้กลับใจมานับถือพุทธ - <br> (หน้า ๑๖๗)<br> - สาสนาต่อไป<br> ภายหลังอีก ๓ วัน คือวันที่ ๑๐ เดือนกันยายน เจ้าพนักงารได้พาบุตร์ของจำเลยไปยังศาล คือ ผู้ชาย ๒ คน ผู้หญิง ๒ คน<br> คนสุดท้องนั้น เปนผู้ชายอายุ ๑๔ ปี และ เปนนักเรียนอยู่ในโรงเรียน ของเรามาได้ ๒-๓ เดือนแล้ว<br> เจ้าพนักงารได้ พาพี่ชายและพี่สาวไปก่อน ส่วนน้องสุดท้องคนที่ว่านี้ ยังรออยู่ที่โรงเรียน เพราะเขาทราบอยู่แล้วว่า<br> บิดามารดา ได้ถูกทำโทษมาอย่างไร <br> ครั้นมีคนถาม เด็กนี้ว่า จะยอมตามที่เจ้าพนักงารบังคับ เพื่อไม่ต้องถูกกดขี่หรือ อย่างไร เด็กผู้นี้ก็ได้ตอบว่า <br> ถ้าทำเช่นนั้น ก็เสียเกียรติยศของคนเข้ารีต และเขาได้บอกกับมารดาของเขาว่า เขายอมตายกับมารดาเพื่อสำหรับรักษาชื่อของพระเยซูไว้<br> .............................<br> (หน้า ๑๖๘)<br> <big>'''จดหมายมองเซนเยอร์กาโนต์ ว่าด้วยคิดจะตั้งโรงพิมพ์ ในบางกอก'''</big><br> '''เรื่องคิดจะตั้งโรงพิมพ์ในบางกอก'''<br> '''จดหมาบมองเซนเยอร์ กาโนต์'''<br> '''ถึงมองซิเออร์เดคูร์วิแยร์'''<br> '''เมืองปอนดีเชรีวันที่ ๑๓ เดือนมีนาคม ค.ศ. ๑๗๘๗ (พ.ศ. ๒๓๓๐)'''<br> ขอท่านได้โปรดจัดส่งตัวพิมพ์มายังข้าพเจ้าด้วย เพราะโรงพิมพ์นี้ จะเปนประโยชน์แก่ข้าพเจ้าเปนอันมาก <br> ด้วยเวลานี้ข้าพเจ้า มีคนเข้ารีดที่อ่านหนังสือฝรั่งได้ถึง ๙ คน <br> ข้าพเจ้าจะพิมพ์สำเนา และอ่านทานคนเดียวไม่ไหว ตัวพิมพ์ที่ท่านจะส่งมายังข้าพเจ้านั้น <br> ขอได้โปรดเลือกตัวพิมพ์ และ หมึกที่จำเปนจะต้องใช้ และซึ่งจะหาในเมืองนี้ไม่ได้<br> kp33y7wcatlxj8hdcycyk7yjer9v5e9 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๙ หมวด ช 0 37577 293784 109447 2026-07-23T10:13:34Z Lunlumita 12009 293784 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - ย้ายเนื้อหาไปยัง [[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร|ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร]] แล้ว และหน้านี้ไม่ได้ใช้อีก}} <big>'''หมวด ช'''</big><br> * จดหมายมองซิเออร์ฟลอรังซ์ ว่าด้วยไทยไปตีเมืองทวาย หน้า ๑๖๙- ๑๗๐ * จดหมายมองซิเออร์วิลแมง ว่าด้วยความกันดารในเมืองไทร " ๑๗๑ * จดหมายมองซิเออรฃร์ราโบว่าด้วยพม่าตีเมืองภูเก็จ " ๑๗๑ - ๑๗๓ ------------------- (หน้า ๑๖๙)<br> <big><big>'''ช'''</big></big><br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์ฟลอรังซ์ ว่าด้วยไทยไปตีเมือง ทวาย'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์ฟลอรังซ์'''<br> '''ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ'''<br> '''วันที่ ๒๗ เดือนมกราคม ค.ศ. ๑๗๙๓ (พ.ศ. ๒๓๓๖)'''<br> เวลานี้ไทยเกิดทำสงครามกับพม่าอีกแล้ว การที่ได้เกิดศึกคราวนี้ เปนด้วยเจ้าเมืองทวายเปนต้นเหตุ เมืองทวายนี้เปนเมืองขึ้นของพม่า<br> คือ '''เจ้าเมืองทวาย''' คิดจะล่อลวงให้พระเจ้ากรุงสยาม เสด็จมายังเมืองทวาย จึงได้คิดอ่าน เอาดินระเบิดฝังไว้ประตูเมือง และกะการไว้ว่า<br> ถ้าพระเจ้ากรุงสยามเสด็จผ่านเข้าประตูเมืองเมื่อใด ก็จะได้ระเบิดประตูขึ้น แต่ความคิดอันนี้ก็หาได้สำเร็จไม่ <br> เพราะ ยังไม่ทันระเบิดประตูขึ้น อุบายอันนี้ ก็ทราบถึงพระเจ้ากรุงสยามเสียก่อนแล้ว<br> และพระเจ้ากรุงสยาม ได้ตีเอาเมืองได้ น้องของเจ้าเมือง ซึ่งได้เคยเปนทูต เข้าไปยังเมืองไทยกับหญิงไทยคน ๑ <br> ซึ่งอ้างตัวว่า เปนมารดาของเจ้าดารา<sup>๑</sup> นั้นได้ถูกตัดศีร์ษะ แต่ส่วนหญิงไทยนั้น ไม่ทราบว่าหายไปไหน<br> ตัวเจ้าเมืองทวายนั้น หนีเอาตัวรอดไปได้ และ ได้เลยไปบอกเจ้ากรุงพม่าว่า ไทยได้จับเมืองทวายไว้ได้แล้ว<br> พวกพม่า จึงได้ยกทัพมีพลเปนอันมากกับเรือฝรั่ง ๑๐ ลำ เพื่อจะมา ตีเอาเมืองทวายคืน<br> ฝ่ายพระเจ้ากรุงสยาม ก็ได้ทรงเกณฑ์ ผู้คนเข้ากองทัพมากเหมือนกัน พวกเราจะเปนอย่างไรต่อไปก็ทราบไม่ได้<br> ต้องแล้วแต่พระเปนเจ้าจะโปรด<br> ................................................................<br> ''๑ ภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่า King Dara''<br> <big><big>'''๒๒'''</big></big><br> (หน้า ๑๗๐)<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์ฟลอรังซ์ ว่าด้วยไทยไปตีเมือง ทวาย'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์ฟลังรังซ์ถึง'''<br> '''มองซิเออร์ บัวเรต์'''<br> '''วันที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๗๙๓ (พ.ศ. ๒๓๓๔)'''<br> พระเจ้ากรุงสยาม ได้เสด็จกลับมา เมื่อปลายเดือนมกราคม แล้ว เมื่อเดือน พฤศจิกายน ได้เสด็จไปป้องกันเมืองทวาย<br> ซึ่งได้ทรงตีจากพม่าได้เมื่อปีกลายนี้ พวกพม่าได้กลับมา และตีเอาเมืองทวายคืนจากไทยได้ <br> และ ได้ฆ่าไทยตายเปนอันมาก เขาพูดกันว่าไทยได้ตาย ในคราวนี้กว่า ๑๐๐๐ คน<br> ไทยได้เสียปืนใหญ่ไปมากเหมือนกัน พวกเข้ารีดของเรา ไม่ได้ตายเลยจนคนเดียว<br> (หน้า ๑๗๑)<br> <big>'''จดหมายมองซิเออร์วิลแมง ว่าด้วยความกันดารใน เมืองไทร'''</big><br> '''เมืองไทรบุรี'''<br> '''จดหมายมองซิเออร์วิลแมง'''<br> '''ถึงมองซิเออร์ เลอตอนดาล'''<br> '''เมืองไทร วันที่ ๗ เดทอนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๗๘๖ (พ.ศ. ๒๓๒๙)'''<br> เวลานี้ ในเมืองไทรบุรี เข้ายากหมากแพงอย่างที่สุด เงิน ๑ เหรียญไม่พอที่จะซื้อเข้ารับประทาน ฉเพาะตัวข้าพเจ้ากับเด็ก ๒ คน<br> วันนี้ข้าพเจ้าได้ให้คนออกไปเที่ยวซื้อเข้า คนได้กลับมามือเปล่า หาซื้อเข้าไม่ได้ <br> วันนี้ข้าพเจ้าจะต้องนอน โดยไม่ได้รับประทานอาหาร แต่ออกสงสารเด็ก ๒ คนซึ่งอดอาหารผอมลงทุกวัน<br> เพราะฉนั้น จำเปนจะต้องเอาหมวกใบใหม่ของข้าพเจ้า ออกขายพรุ่งนี้เช้า เพื่อหาอะไรใส่ปากใส่ท้อง และจะต้องขายของไป<br> จนกว่าจะเหลือแต่เสื้อเชิ้ดตัวเดียว เท่านั้น<br> <big>'''จดหมายมองซิเออรฃร์ราโบว่าด้วยพม่าตีเมืองภูเก็จ'''</big><br> '''จดหมายมองซิเออร์ราโบ'''<br> '''ถึงมองซิเออร์เรกเตนวาลด์'''<br> '''เมืองภูเก็จวันที่ ๒๒ เดือน มราคม ค.ศ. ๑๘๑๐ (พ.ศ. ๒๓๕๓)'''<br> ที่เกาะหมาก คงจะได้ทราบข่าวกันแล้วในเรื่องที่พม่า ได้มาเผาเมืองและเปาป้อม ที่เมืองภูเก็จ <br> ข่าวนี้เปนข่าวที่จริง พม่าได้มาล้อมเมืองภูเก็จอยู่ ๔ อาทิตย์ ไทยกับพม่าได้สู้รบกันอย่างสามารถ ได้ล้มตายเปนอันมากทั้งสองฝ่าย <br> จนผลที่สุด พม่าได้แหกเข้าเมืองได้ จึงได้เอาไฟเผาป้อม ซึ่งเปนที่พักอาศรัยของชาวเกาะภูเก็จ เสียหมดสิ้น<br> พวกชาวบ้านได้ถูกอาวุธตายบ้างก็มี <br> พม่าได้จับชาวเมืองเปนเชลยก็มาก แต่โดยมาก พวกพลเมืองได้แตกหนีเข้าป่าไปหมด<br> (หน้า ๑๗๒)<br> ส่วนตัวข้าพเจ้านั้น ได้มาถึงเมืองภูเก็จ เมื่อวันเสาร์ เวลา ๒ ยาม รุ่งขึ้นได้ทราบว่า จะเกิดรบกันขึ้นแล้ว และว่าพม่าได้ลงจากเรือขึ้นบกมาแล้ว<br> ข้าพเจ้าจึงฉวยหนังสือสวดมนต์กับเครื่องยาถุง ๑ ซึ่งข้าพเจ้ามีติดตัวเสมอสำหรับรักษาคนป่วยไข้ แล้วข้าพเจ้าก็ได้หนีเข้าไปอยู่ในป้อม<br> ในเวลาที่พม่าล้อมเมืองอยู่นั้น ข้าพเจ้าได้พักอยู่ในป้อมตลอดเวลา และมีความหวาดหวั่นไม่หยุดเลย <br> แต่โดยที่พระเปนเจ้า ได้ช่วยข้าพเจ้าหาได้ถูกบาดเจ็บไม่ <br> ในระหว่างนั้นข้าพเจ้า ได้เปนธุระรักษาพยาบาลคนป่วยเจ็บ และเอาพระนามของพระเยซูเที่ยวสั่งสอนคนทั่วไป <br> พระเปนเจ้าได้โปรดให้คนเข้ารีด มีผู้ใหญ่ ๓ คน เด็กเล็ก ๆ ๒๐ คน ในผู้ใหญ่ ๓ คนนั้นเปนพระสงฆ์เสีย ๒ คน <br> ในคืนที่ฆ่าศึกจะตีป้อมแตกนั้น ข้าพเจ้าได้ให้น้ำมนต์กับคนเหล่านี้ เข้ารีดก่อนที่พม่าได้เข้ามาในป้อม<br> เมื่อได้ปรึกษาหารือกันแล้ว พวกเข้ารีด ได้ตกลงจะออกไปจากป้อม ข้าพเจ้าก็ตามพวกเข้ารีดไปด้วย แต่ครั้นไปก็ไปพบข้าศึกในค่ายพม่า<br> ข้าศึก ล้วนแต่ถือดาบถือหอก ทุกคน พวกเราจึงได้หนีไปซ่อนอยู่ในกระท่อมเล็กแห่ง ๑ และคอยเวลาที่เราจะต้องตาย<br> ข้าพเจ้าเห็นว่า จะอยู่อย่างนั้น ก็ไม่เปนประโยชน์อะไร ข้าพเจ้าจึงเดิรออกไปหาพวกข้าศึก มือขวาถือไม้กางเขนมือซ้ายถือรูปมารดาพระเยซู<br> ข้าพเจ้าจึงพูดกับพวกข้าศึกว่า <br> "ข้าพเจ้าเปนนักรบของพระเปนเจ้า อันมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าไม่ได้ทำร้ายกับผู้ใดเลย " <br> พระเปนเจ้า ก็โปรดทำให้พวกข้าศึกใจอ่อน พวกข้าศึก จึงเอามือมาจับ ศีร์ษะข้าพเจ้า - <br> (หน้า ๑๗๓)<br> - และจับศีร์ษะพวกเข้ารีด ที่ตามข้าพเจ้าออกไป <br> แล้วข้าศึกก็บอกให้พวกข้าพเจ้านั่งลง จึงได้เอาเชือกมามัดพวกเรา และได้ถอดเอาเสื้อยาวของข้าพเจ้าไป ทั้งสมุดสวดมนต์ด้วย<br> อีกสักครู่ ๑ พวกพม่าได้มาแก้มัดออก และได้พาเราไปอยู่ในค่าย พวกพม่าจึงได้เอาเชือกมามัดเท้าเราอีก แล้วก็ปิดประตูค่ายไว้<br> ข้าพเจ้า ต้องอยู่กลางแจ้งจนถึงเช้า ๔ โมง พวกข้าศึกได้มาถอดเครื่องแต่งตัวของข้าพเจ้าออกหมด เหลือไว้แต่กางเกงตัวเดียว เท่านั้น<br> ครั้นเวลาเช้า ประมาณ ๔ โมง นายทหารพม่าคน ๑ ซึ่งเปนคนชาติ '''แขกคาเฟีย''' และพูดภาษาปอตุเกตได้ ได้มาหาพวกเรา<br> และได้พาพวกเราไป แต่ฉเพาะ ๓ คนไปไว้ที่อื่น และได้เอื้อเฟื้อต่อเราทุกอย่าง <br> ครั้นรุ่งขึ้น อีกคืน ๑ ได้มีนายทหารเข้ารีดอีกคน ๑ ซึ่งเปนคนชอบกันกับแม่ทัพพม่า ได้ให้คนมาตามพวกเราไปอยู่ในค่ายของนายทหารเข้ารีด<br> ซึ่งติดกับค่ายของแม่ทัพ ข้าพเจ้าได้พักอยู่ในกระโจมผ้า (เต๊น) ของ นายทหารผู้นี้ได้ ๗ วันแล้ว <br> เวลานี้ข้าพเจ้าพยายามแต่จะกลับไปเมืองมะริด เพื่อจะได้ไปรวบรวมพวกเข้ารีดเมืองภูเก็จให้อยู่เปนแห่งเดียวกัน <br> และข้าพเจ้าเชื่อว่า พม่าคงจะอนุญาตให้ข้าพเจ้าได้ไป เมืองมะริด เปนแน่<br> แม่ทัพเรือ ของพม่าชื่อ '''ยังบาเทล์''' เปนคนเกิดในชาติ ฝรั่งเศส จะเปนผู้รับจดหมายฉบับนี้ ไปส่งยังท่าน <br> ข้าพเจ้าขอท่านได้โปรด ต้อนรับเขาให้ดี และโปรดขอบคุณเขา ที่เขาได้ช่วยเหลือเราเปนอันมาก<br> ——————————————<br> 6oipq71tq773zpdpopf807558ur4b80 ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 6/อธิบายประกอบ 0 40571 293782 124735 2026-07-23T10:11:30Z Lunlumita 12009 293782 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 – หน้าที่ผู้ใช้สร้างสรรค์ขึ้น และไม่ได้ใช้อีกแล้ว}} {{header <!-- ข้อมูลหลัก --> | title = [[ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 6|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 6]] | year = | override_year = พ.ศ. 2460 และฉบับอื่น ๆ | author = | editor = | translator = | section = [[วิกิซอร์ซ:การอธิบายประกอบ|คำอธิบายประกอบ ของ วิกิซอร์ซ]] | contributor = | previous = | next = | notes = <!-- ข้อมูลย่อย (สำหรับจัดระเบียบหรือเชื่อมโยงไปหน้าอื่น) --> | categories = | disambiguation = | edition = | portal = | related_author = | wikipedia = | commons = | commonscat = | wikiquote = | wikinews = | wiktionary = | wikibooks = | wikilivres = | wikidata = | wikivoyage = | wikiversity = | wikispecies = | meta = }} ==งานที่อ้างถึง== {|class="wikitable" |- ! การอ้างถึง ! ได้แก่ |- |จดหมายเหตุของปิ่นโตโปจุเกต | * Pinto, F. M. (1614). ''[https://archive.org/details/peregrinaamdef00pint/page/n4/mode/2up Peregrinaçam de Fernam Mendez Pinto]'' [Pilgrimage of Fernam Mendez Pinto]. Lisbon: Por Pedro Crasbeeck. (In Portuguese). * Pinto, F. M. (1663). ''[https://archive.org/details/voyagesadventure00pint/page/n4/mode/2up The Voyages and Adventures of Ferdinand Mendez Pinto]'' (Cogan, H., Trans.). London: J. Macock. (In English). |- |พงษาวดารกรุงสยาม ฝรั่งเศสชื่อ เตอแปง เก็บความจากจดหมายเหตุของบาตหลวงครั้งกรุงเก่า แต่งไว้ | * Turpin, F. H. (1771). ''[https://archive.org/details/histoirecivilee00turpa/page/n6/mode/2up Histoire civile et naturelle du royaume de Siam, et des révolutions qui lui ont bouleversé cet empire jusqu'en 1770]'' [Civil and natural history of the Kingdom of Siam, and the revolutions which have upheaved this empire up to 1770]. Paris: Chez Costard. (In French). * Turpin, F. H. (1908). ''[https://archive.org/details/historyofkingdom00turprich/page/n4/mode/2up History of the Kingdom of Siam and of the revolutions that have caused the overthrow of the empire up to A.D. 1770]'' (Cartwright, B. O., Trans.). Bangkok: American Presby. Mission Press. (In English). |- |พงษาวดารพม่า หลวงไพรสณฑ์สาลารักษ์ (เทียน สุพินทุ) แปลจากภาษาพม่าเปนภาษาอังกฤษ |Phraison Salarak (Thien Subindu), Luang. (1916). "[https://thesiamsociety.org/jss_publications/volume-11-3-1914-15/ Intercourse between Burma and Siam as recorded in Hmannan Yazawindawgyi]". ''Journal of the Siam Society, 11.3''(1914–15), 1–67. (In English). |- |} ==วัน== {|class="wikitable" |- ! การอ้างถึง ! ได้แก่ ! ตรงกับ ! หมายเหตุ |- |เดือน 5 ขึ้น 7 ค่ำ |{{วจ||ข|7|5|รก|7|947}} |{{วส|4|26|3|2128}}<ref name = ":1">[[#ปก1|''ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 1'' (2542]], น. 229)</ref> | |- |เดือน 12 ข้างแรม ในปีนั้น |{{วจ|3|ร|2|12|ขาล|2|952}} |{{วส|2|13|11|2133}}<ref name = ":2"/> | |- |วัน {{จ||1||7}} |{{วจ|5|ข|1|7|ก|9|949}} |{{วส|5|7|5|2130}}<ref name = ":1"/> |คำนวณได้เป็น{{วจ||ร|15|6}}<ref name = ":1"/> |- |วัน {{จ||8||7}} |{{วจ|5|ข|8|7|ก|9|949}} |{{วส|5|14|5|2130}}<ref name = ":1"/> |คำนวณได้เป็น{{วจ||ข|7}}<ref name = ":1"/> |- |วัน {{จ||10||4}} |{{วจ|2|ข|10|4|ก|9|949}} |{{วส|2|7|3|2130}}<ref name = ":0"/> | |- |วัน {{จ|||10|3}} |{{วจ|2|ร|10|3|ก|9|949}} |{{วส|2|22|2|2130}}<ref name = ":0">[[#ปก1|''ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 1'' (2542]], น. 230)</ref> | |- |วัน {{จ|||10|4}} |{{วจ|3|ร|10|4|ก|9|949}} |{{วส|3|22|3|2130}}<ref name = ":0"/> | |- |วัน {{จ|||10|6}} |{{วจ|6|ร|10|6|ก|9|949}} |{{วส|6|1|5|2130}}<ref name = ":1"/> |คำนวณได้เป็น{{วจ||ร|9}}<ref name = ":1"/> |- |วัน {{จ|||14|5}} |{{วจ|2|ร|14|5|ก|9|949}} |colspan=2|''ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 1'' ว่า (1) ที่จริงควรยังเป็นปีจอ จ.ศ. 948 เพราะปีกุน จ.ศ. 949 เถลิงศกวันศุกร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 6 (2) ถ้ายังเป็นปีจอ จ.ศ. 948 อยู่ จะตรงกับ{{วส|2|6|4|2130}}<ref name = ":1"/> |- |วัน {{จ|1|3||1}} ปีมะแม จุลศักราช 957 พ.ศ. 2138 |{{วจ|1|ข|3|1|มม|7|957}} |{{วส|1|3|12|2138}}<ref name = ":3">[[#ปก1|''ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 1'' (2542]], น. 232)</ref> | |- |วัน {{จ|1|9||2}} ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช 954 พ.ศ. 2135 |{{วจ|1|ข|9|2|มร|4|954}} |{{วส|1|10|1|2135}}<ref name = ":2"/> | |- |วัน {{จ|1||13|8}} |{{วจ|อา|ร|13|8|ข|2|952}} |{{วส|1|29|7|2133}}<ref name = ":2">[[#ปก1|''ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 1'' (2542]], น. 231)</ref> | |- |วัน {{จ|2||2|2}} |{{วจ|2|ร|2|2|มร|4|954}} |{{วส|2|18|1|2135}}<ref name = ":2"/> | |- |วัน {{จ|2||2|8}} ค่ำ ปีจอ จุลศักราช 1128 พ.ศ. 2309 |{{วจ|2|ร|2|8|จ|8|1128}} |colspan=2|''[[จดหมายเหตุโหร]]'' ว่า เป็น {{วจ|2|ร|9|8|จ|8|1128}} ซึ่งตรงกับ{{วส|2|30|6|2309}}<ref name = ":5">[[#ปก1|''ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 1'' (2542]], น. 18)</ref> |- |วัน {{จ|3|9||5}} ค่ำ ปีกุญ จุลศักราช 1129 พ.ศ. 2310 |{{วจ|3|ข|9|5|ก|9|1129}} |{{วส|3|7|4|2310}}<ref name = ":5"/> |วันนั้นยังเป็นปีจอ จ.ศ. 1128 (ยังไม่ขึ้นปีกุน จ.ศ. 1129)<ref name = ":5"/> |- |วัน {{จ|4|7||1}} ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช 954 พ.ศ. 2135 |{{วจ|4|ข|7|1|มร|4|954}} |colspan=2|''[[พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ]]'' ว่า เป็น{{วจ|6|ร|2|12|มร|4|954}} ซึ่งตรงกับ{{วส|6|20|11|2135}}<ref name = ":2"/> |- |วัน {{จ|4|10||4}} |{{วจ|4|ข|10|4|ก|1|961}} |{{วส|4|23|2|2142}}<ref name = ":3"/> | |- |วัน {{จ|5||3|2}} ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช 966 พ.ศ. 2147 |{{วจ|5|ร|3|2|มร|6|966}} |{{วส|5|6|1|2147}}<ref name = ":ก"/> |คำนวณได้เป็น{{วจ||ร|2}}<ref name = ":ก">[[#ปก1|''ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 1'' (2542]], น. 233)</ref> |- |วัน {{จ|5|11||1}} ค่ำ ปีกุญ จุลศักราช 961 พ.ศ. 2142 |{{วจ|5|ข|11|11|ก|1|961}} |{{วส|5|30|9|2142}}<ref name = ":3"/> | |- |วันอาทิตย์ เดือน 11 แรม 9 ค่ำ ปีมะเส็ง จุลศักราช 931 พุทธศักราช 2112 |colspan=3|น่าจะเป็นการพิมพ์ผิด เทียบ ''[[พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ]]'' ที่ระบุว่า เป็น{{วจ|อา|ร|11|9|มส|1|931}} ซึ่งตรงกับ{{วส|อา|7|8|2112}} ทั้งนี้ คำนวณได้เป็น{{วจ||ร|10}}<ref>[[#ปก1|''ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 1'' (2542]], น. 226)</ref> |- |} ==อื่น ๆ== {|class="wikitable" |- ! การอ้างถึง ! ได้แก่ |- |ตี 11 |5 นาฬิกา ตามระบบ 24 ชั่วโมง |- |ฟิลิบเดอบริโต |{{w|en:Filipe de Brito e Nicote|Filipe de Brito e Nicote}} |- |เรด |"{{w|en:Raid (military)|raid}}" ในภาษาอังกฤษ |- |} ==เชิงอรรถ== ===อ้างอิง=== {{reflist}} ===บรรณานุกรม=== * {{anchor|ปก1}}''ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 1''. (2542). กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. {{isbn|9744192151}}. [[หมวดหมู่:การอธิบายประกอบของวิกิซอร์ซ|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 06/อธิบายประกอบ]] kihjlbrd548y7gj0g8mebbt7178iff5 ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 18/อธิบายประกอบ 0 41043 293783 127734 2026-07-23T10:12:35Z Lunlumita 12009 293783 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 – หน้าที่ผู้ใช้สร้างสรรค์ขึ้น และไม่ได้ใช้อีกแล้ว}} {{header <!-- ข้อมูลหลัก --> | title = [[ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 18|ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 18]] | year = | override_year = พ.ศ. 2462 | author = | editor = | translator = | section = [[วิกิซอร์ซ:การอธิบายประกอบ|คำอธิบายประกอบ ของ วิกิซอร์ซ]] | contributor = | previous = | next = | notes = <!-- ข้อมูลย่อย (สำหรับจัดระเบียบหรือเชื่อมโยงไปหน้าอื่น) --> | categories = | disambiguation = | edition = | portal = | related_author = | wikipedia = | commons = | commonscat = | wikiquote = | wikinews = | wiktionary = | wikibooks = | wikilivres = | wikidata = | wikivoyage = | wikiversity = | wikispecies = | meta = }} ==''คำนำ'', พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ== ใน คำนำ ของ {{al|พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ}} มีถ้อยคำที่วิกิซอร์ซอธิบายประกอบ ดังนี้ * '''พระสารสาสน์พลขันธ์ เยรินี''' — ได้แก่ {{al|พระสารสาสน์พลขันธ์ (เยโรลาโม เอมิลิโอ เยรินี)}} * '''ยอชไฮวต์''', พ่อค้า — ได้แก่ {{w|en:George White (merchant)|จอร์จ ไวต์}} (George White) * '''วิชเยนทร''' — ได้แก่ {{w|พระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน)|คอนสแตนติน ฟอลคอน}} (Constantine Phaulkon) ซึ่งได้บรรดาศักดิ์ไทยว่า เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ==''รายงานการค้าขายในกรุงสยามครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์'', ไม่ปรากฏผู้สร้างสรรค์== ''รายงานการค้าขายในกรุงสยามครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์'' นี้ ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ เป็นบทที่ชื่อ "Report on the trade of Siam written in 1678" อยู่ในหนังสือ ''English intercourse with Siam in the seventeenth century'' ของ {{al|จอห์น แอนเดอร์สัน}} (John Anderson) พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ. 1890<ref>{{ลนน|1890|Anderson (1890}}, pp. 421–428)</ref> ผู้ใดแปลเป็นภาษาไทยไม่ปรากฏ ในงานนี้ มีถ้อยคำที่วิกิซอร์ซอธิบายประกอบ ดังนี้ * '''กบิลพัสดุ์''' — เอกสารนี้ว่า เป็นอีกชื่อหนึ่งของเมืองเมกกะ, ดู ''{{ลนน|เมกกะ}}'' * '''กฤษณา''' — ต้นฉบับว่า "Sandall"<ref name = ":7">{{ลนน|1890|Anderson (1890}}, p. 425)</ref> ซึ่งหมายถึง ไม้จันทน์ * '''กวาง''' — ต้นฉบับว่า "Anteloopes"<ref name = ":6">{{ลนน|1890|Anderson (1890}}, p. 424)</ref> ซึ่งหมายถึง {{w|แอนทิโลป}} (สัตว์มีเขาใน{{w|วงศ์วัวและควาย|วงศ์โคกระบือ}}) * '''กึงตั๋ง''', เมือง — ต้นฉบับว่า "Canton"<ref name = ":5"/> ซึ่งสามารถหมายถึง (1) {{w|มณฑลกว่างตง}} ประเทศจีน หรือ (2) เมือง{{w|กว่างโจว}} ในมณฑลกว่างตง ประเทศจีน ("กว่างตง" เป็นสำเนียงจีนกลาง, "กึงตั๋ง" ตามเอกสารนี้ เป็นสำเนียงจีนฮกเกี้ยน) * '''เกลือสินเธาว์''' — ต้นฉบับว่า "Salt Peter"<ref name = ":4"/> ซึ่งหมายถึง ดินประสิว * '''แกนดี''' — ต้นฉบับว่า "Candy"<ref name = ":9"/> ซึ่งอาจหมายถึง {{w|Candy_(unit)|กัณฑี}} หน่วยชั่งตวงวัด * '''โกแปง (ไม่รู้ว่าอะไร) ทองคำ''' — หมายความว่า ในถ้อยคำ "โกแปงทองคำ" นั้น ผู้แปลไม่ทราบว่า "โกแปง" คืออะไร, ทั้งนี้ ต้นฉบับว่า "Gold Copangs"<ref name = ":8"/> และ แพทริก เคลลี (Patrick Kelly) อธิบายว่า "The Gold Coins of Japan are Itchebos, Copangs or Cobans, and Obans; these are flat pieces of gold of an oblong shape, rounded at both ends, bearing various flowers and letters in relief."<ref>{{ลนน|1832|Kelly (1832}}, p. 82)</ref> ("เหรียญทองของญี่ปุ่น มี Itchebo, Copang หรือ Coban, และ Oban พวกนี้เป็นแผ่นทองแบนทรงรียาว หัวท้ายมน มีรูปดอกไม้และอักษรต่าง ๆ พิมพ์นูนอยู่"), เพราะฉะนั้น "Copang" จึงน่าจะหมายถึง เหรียญประเภทหนึ่งของญี่ปุ่น * '''เข้า''' — คือ "ข้าว" (เขียนแบบเก่า) * '''คอร์แมนเดล''' — ต้นฉบับว่า "Cormandell"<ref name = ":6"/> ซึ่งอาจหมายถึง (1) {{w|en:Coromandel Coast|ชายฝั่งคอโรแมนเดล}} (Coromandel Coast) ใน{{w|อนุทวีปอินเดีย}} หรือ (2) {{w|en:Coromandel, KGF|เขตคอโรแมนเดล}} (Coromendel Area) ในประเทศอินเดีย * '''เครื่องเหล็กเปนกะทะแลอื่น ๆ''' — ต้นฉบับว่า "Iron Panns called Jauches"<ref name = ":6"/> ("กระทะเหล็กที่เรียก Jauches") * '''เชรูน''' — อักษรโรมันว่า "Cheroon"<ref name = ":5"/> * '''ซีอาเรเบีย''' — ต้นฉบับว่า "C Arabia"<ref name = ":4"/> ซึ่งอาจหมายถึง (1) {{w|ประเทศซาอุดีอาระเบีย}} (Saudi Arabia), (2) อาระเบียตอนกลาง (Central Arabia) คือ ตอนกลางของ{{w|คาบสมุทรอาหรับ}} (Arabian Peninsula), หรือ (3) {{w|en:Carabia|คาราเบีย}} (Carabia) เมืองโบราณใน{{w|Macedonia (ancient kingdom)|แมซีโดเนีย}} (Macedonia) * '''ญวน''', เมือง — ได้แก่ ประเทศเวียดนาม, ส่วนต้นฉบับใช้ว่า "Cochin China"<ref name = ":5"/> * '''ตั้งเกีย''', เมือง — ได้แก่ ภูมิภาคที่เวียดนามเรียกว่า "{{w|en:Tonkin|ดงกิญ}}" (Đông Kinh) แปลว่า "กรุงบูรพา", ส่วนต้นฉบับว่า "Tunqueene"<ref name = ":5"/> * '''ตาด''' — ''พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554'' ว่า เป็น "ชื่อมองโกลเผ่าหนึ่งที่ชอบรบราฆ่าฟันและอพยพเร่ร่อนอยู่เสมอ",<ref>[[#2554|ราชบัณฑิตยสถาน (ม.ป.ป.)]]</ref> ส่วนต้นฉบับใช้ว่า "Tartar"<ref name = ":5"/> ซึ่งหมายถึง คนที่อยู่ในภูมิภาค{{w|en:Tartary|ทาร์ทารี}} (Tartary) เป็นต้นว่า เติร์ก, มองโกล, แมนจู ฯลฯ * '''ตีมอร์''', เมือง — ต้นฉบับว่า "Tymoor"<ref name = ":7"/> * '''เตอกี''', เมือง — ต้นฉบับว่า "Turkey",<ref name = ":4"/> อาจได้แก่ {{w|ประเทศตุรกี}}ในปัจจุบัน * '''นนทบุรี''', เมือง — ต้นฉบับว่า "City Indicah"<ref name = ":4"/> * '''น้ำตาล''' — ต้นฉบับว่า "Jaggarah"<ref name = ":5"/> ซึ่ง ธีระวัฒน์ แสนคำ<ref>{{ลนน|ธ2554|ธีระวัฒน์ แสนคำ (2554}}, น. 56)</ref> ว่า หมายถึง น้ำตาลโตนด * '''เนื้อไม้''' — ต้นฉบับว่า "Agulah wood" หรือ "Agula wood"<ref name = ":4">{{ลนน|1890|Anderson (1890}}, p. 422)</ref> ซึ่งหมายถึง ไม้กฤษณา * '''บริษัทอินเดียทิศตวันออก''' — ได้แก่ {{w|บริษัทอินเดียตะวันออก}} (East India Company) * '''บันตัม''', เมือง — ได้แก่ {{w|en:Banten (town)|Banten}} เมืองในประเทศอินโดนีเซียปัจจุบัน * '''เบงคอล''', เมือง — ต้นฉบับว่า "Bengall",<ref name = ":4"/> อาจได้แก่ ภูมิภาค{{w|en:Bengal|เบงกอล}} (Bengal) ในปัจจุบัน * '''ปะโกดาส์''', หน่วยเงิน — ต้นฉบับว่า "Pagodas"<ref name = ":9"/> ซึ่งอาจหมายถึง {{w|Pagoda (coin)|ปโกฏา}} หน่วยเงินอินเดีย * '''ผ้าต่าง ๆ''' (ใน [[ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 18/รายงานการค้าขายในกรุงสยามครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์#๑๕|หน้า 15]]) — ต้นฉบับว่า "Callicoes"<ref>{{ลนน|1890|Anderson (1890}}, p. 427)</ref> ซึ่งหมายถึง ผ้าดิบ * '''แฟรสเสล''', หน่วยเงิน — ต้นฉบับว่า "ffrassell"<ref name = ":4"/> * '''มะเกา''', เมือง — ต้นฉบับว่า "Macaw",<ref name = ":5">{{ลนน|1890|Anderson (1890}}, p. 423)</ref> ได้แก่ {{w|มาเก๊า}} ปัจจุบันเป็นเขตในประเทศจีน * '''{{ตรึง+|เมกกะ}}''', เมือง — ต้นฉบับว่า "Meccah",<ref name = ":4"/> อาจได้แก่ {{w|มักกะฮ์}} เมืองในประเทศซาอุดีอาระเบีย * '''เมดีนา''', เมือง — ต้นฉบับว่า "Medina",<ref name = ":4"/> อาจได้แก่ {{w|อัลมะดีนะฮ์|มะดีนะฮ์}} เมืองในประเทศซาอุดีอาระเบีย * '''เมตชเลปะตัน''', เมือง — ต้นฉบับว่า "Metchlepatan"<ref name = ":7"/> * '''โมกา''', เมือง — ต้นฉบับว่า "Mocah"<ref name = ":4"/> * '''ยอชไวต์''', พ่อค้า — ได้แก่ {{w|en:George White (merchant)|จอร์จ ไวต์}} (George White) * '''โรเบอตปาเกอ''' — อักษรโรมันว่า "Robert Parker" * '''วิชเยนทร''' — ได้แก่ {{w|พระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน)|คอนสแตนติน ฟอลคอน}} (Constantine Phaulkon) ซึ่งได้บรรดาศักดิ์ไทยว่า เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ * '''สุรัต''', เมือง — ต้นฉบับว่า "Suratt",<ref name = ":6"/> อาจได้แก่ {{w|สุรัต}} (Surat) เมืองในประเทศอินเดีย * '''เหล็ก น้ำตาล ไม้ซุง''' (ใน [[ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 18/รายงานการค้าขายในกรุงสยามครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์#๖|หน้า 6]]) — คงตก "ข้าว" ไปอย่างหนึ่ง เพราะต้นฉบับว่า "Iron: <u>Rice</u>: Jaggarah: Tymber"<ref name = ":5"/> * '''ออกพระศรีมโนราช''', ขุนนางอยุธยาชาวเปอร์เซีย — ต้นฉบับว่า "Vphra Synnoratt"<ref name = ":4"/> * '''ออกยาพิชิต''', ขุนนางนครศรีธรรมราช — ต้นฉบับว่า "Ocha Pecheet"<ref name = ":9">{{ลนน|1890|Anderson (1890}}, p. 428)</ref> * '''ออกยาศรีพิพัฒน์''', ขุนนางอยุธยา — ต้นฉบับว่า "Vphrah Sivepott"<ref name = ":8">{{ลนน|1890|Anderson (1890}}, p. 426)</ref> * '''อังกฤษเกี่ยวข้องกับกรุงสยามครั้งโบราณ''', ชื่อหนังสือ — ได้แก่ หนังสือ ''English intercourse with Siam in the seventeenth century'' ของ จอห์น แอนเดอร์สัน ดังระบุข้างต้น * '''เอ้หมึง''', เมือง — ต้นฉบับว่า "Amoy",<ref name = ":5"/> ได้แก่ {{w|เซี่ยเหมิน}} (จีนฮกเกี้ยนเรียก "เอ้หมึง") เมืองในประเทศจีน * '''ฮินดูสตาน''', เมือง — ต้นฉบับว่า "Indostan",<ref name = ":4"/> อาจได้แก่ "{{w|Hindustan|ฮินดูสตัน}}" (Hindustan) ซึ่งเป็นศัพท์ที่ชาวอิหร่านใช้เรียกประเทศอินเดียหรืออนุทวีปอินเดีย * '''ไฮโดรบัด''', เมือง — ต้นฉบับว่า "Hydrobad",<ref name = ":4"/> อาจได้แก่ {{w|ไฮเดอราบาด (ประเทศอินเดีย)|ไฮเดอราบาด}} (Hyderabad) เมืองในประเทศอินเดีย ==''เรื่องราวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์'', ไม่ปรากฏผู้สร้างสรรค์== ''เรื่องราวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์'' นี้ ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ เป็นบทที่ชื่อ "Phaulkon chief minister of Siam" อยู่ในหนังสือ ''English intercourse with Siam in the seventeenth century'' ของ {{al|จอห์น แอนเดอร์สัน}} (John Anderson) พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ. 1890<ref>{{ลนน|1890|Anderson (1890}}, pp. 163–167)</ref> ผู้ใดแปลเป็นภาษาไทยไม่ปรากฏ ในงานนี้ มีถ้อยคำที่วิกิซอร์ซอธิบายประกอบ ดังนี้ * '''กิมป์เฟอ''' — ต้นฉบับว่า "Kæmfer"<ref name = ":2"/> ซึ่งอาจหมายถึง {{w|เอ็งเงิลแบร์ท เค็มพ์เฟอร์}} (Engelbert Kaempfer) แพทย์ชาวเยอรมัน * '''โกโรแมนเดล''', แหลม — ต้นฉบับว่า "Coromandel Coast"<ref name = ":1">{{ลนน|1890|Anderson (1890}}, p. 164)</ref> ซึ่งอาจหมายถึง {{w|en:Coromandel Coast|ชายฝั่งคอโรแมนเดล}}ใน{{w|อนุทวีปอินเดีย}} * '''คอนสะแตนต์ฟอลกอน''' — ดู ''{{ลนน|เจ้าพระยาวิชาเยนทร์}}'' * '''คัสโตด''', หมู่บ้าน — อักษรโรมันว่า "Custode"<ref name = ":0"/> * '''เจ้ากรมพระคลังสินค้าของพระมหากระษัตริย์''' — ต้นฉบับว่า "chief merchant to the king"<ref>{{ลนน|1890|Anderson (1890}}, p. 165)</ref> * '''{{ตรึง+|เจ้าพระยาวิชาเยนทร์}}''' — ได้แก่ {{w|พระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน)|คอนสแตนติน ฟอลคอน}} (Constantine Phaulkon) ซึ่งได้บรรดาศักดิ์ไทยว่า เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ * '''เชฟโลเนียร''', เกาะ — อักษรโรมันว่า "Cephalonia",<ref name = ":0"/> ได้แก่ เกาะ{{w|เซฟาโลเนีย}}ในประเทศกรีซ * '''นายครัว''' — ต้นฉบับว่า "steward's mate"<ref name = ":2">{{ลนน|1890|Anderson (1890}}, p. 166)</ref> * '''นายโรงเข้าแกง''' — ต้นฉบับว่า "innkeeper"<ref name = ":0"/> ซึ่งหมายถึง เจ้าของโรงแรม * '''นายห้าง''' — ต้นฉบับว่า "factor"<ref name = ":1"/> ซึ่งหมายถึง ตัวแทน (agent) โดยทั่วไป หรือตัวแทนค้าต่าง (commission agent) ก็ได้ * '''ปากน้ำ''' — ต้นฉบับว่า "mouth of the Menam"<ref name = ":1"/> ซึ่งหมายถึง ปากแม่น้ำเจ้าพระยา * '''เปอเซียน''', อ่าว — ได้แก่ {{w|อ่าวเปอร์เซีย}} (Persian Gulf) * '''พระเจ้าเยมส์ที่ 2''' — ได้แก่ {{w|en:James II of England|พระเจ้าเจมส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ}} (James II of England) * '''พระเจ้าหลุยที่ 14''' — ได้แก่ {{w|en:Louis XIV|พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส}} (Louis XIV of France) * '''ฟอลกอน''' — ดู ''{{ลนน|เจ้าพระยาวิชาเยนทร์}}'' * '''ฟรานซิสเดเวนปอต''' — ต้นฉบับว่า "Francis Davenport"<ref name = ":2"/> ซึ่งอาจหมายถึง {{w|en:Christopher Davenport|คริสโตเฟอร์ แดเวินพอร์ต}} (Christopher Davenport) นักบวชชาวอังกฤษ ฉายา แฟรนซิสแห่งเซนต์แคลร์ (Francis of Saint Clare) * '''เมรี''', เรือ — อักษรโรมันว่า "Mary"<ref name = ":1"/> * '''ยอชไวต์''', พ่อค้า — ได้แก่ {{w|en:George White (merchant)|จอร์จ ไวต์}} (George White) * '''เยนัว''', ชาติ — ได้แก่ เชื้อชาติ "Genoese"<ref name = ":0">{{ลนน|1890|Anderson (1890}}, p. 163)</ref> คือ เชื้อชาติของเมือง{{w|เจโนวา}} (Genoa) ประเทศอิตาลี * '''เวนิศ''', เมือง — ได้แก่ {{w|เวนิส}} (Venice) เมืองในประเทศอิตาลี * '''อังกฤษมาเกี่ยวข้องกับกรุงสยามครั้งโบราณ''', ชื่อหนังสือ — ได้แก่ หนังสือ ''English intercourse with Siam in the seventeenth century'' ของ จอห์น แอนเดอร์สัน ดังระบุข้างต้น * '''อิงแคลนด์''' — ได้แก่ {{w|ประเทศอังกฤษ}} (England) * '''โฮปเวล''' — อักษรโรมันว่า "Hopewell"<ref name = ":2"/> ==''เรื่องทูตานุทูตของสมเด็จพระนารายน์ออกไปกรุงฝรั่งเศสครั้งสุดท้าย'', พระสารสาสน์พลขันธ์ (เยโรลาโม เอมิลิโอ เยรินี)== ''เรื่องทูตานุทูตของสมเด็จพระนารายน์ออกไปกรุงฝรั่งเศสครั้งสุดท้าย'' นี้ {{al|พระสารสาสน์พลขันธ์ (เยโรลาโม เอมิลิโอ เยรินี)}} ระบุว่า เรียบเรียงขึ้นจากเอกสารหลายฉบับ คือ "ข้างต้นได้แปลออกจากจดหมายเหตุของบาดหลวงตาชารด์ แต่ในตอนปลายนั้นได้แปลออกจากจดหมายเหตุภาษาอิตาลีอันได้ตีพิมพ์ ณ กรุงโรมในปีคริสต์ศักราช 1689 เป็นเนื้อความเพียง 8 หน้าเท่านั้น เป็นเรื่องหายากที่สุด ครั้งนี้ นับว่า เป็นการแปลเรื่องนี้เป็นครั้งแรก แต่ก่อนยังหามีผู้แปลหรือเรียบเรียงเรื่องราชทูตสำรับนี้ไม่"<ref>{{ลนน|2510|สำนักนายกรัฐมนตรี (2510}}, น. 19)</ref> ในงานนี้ มีถ้อยคำที่วิกิซอร์ซอธิบายประกอบ ดังนี้ * '''{{ตรึง+|จิวิตา เวกเกีย}}''', เมือง — ได้แก่ {{w|ชีวีตาเวกเกีย}} (Civitavecchia) เมืองในประเทศอิตาลี * '''{{ตรึง+|จีโบ}}''', มหาสังฆราช — อาจได้แก่ {{w|en:Alderano Cybo|อัลเดราโน ชีโบ}} (Alderano Cybo) ดำรงตำแหน่ง{{w|en:Cardinal Secretary of State|สมณรัฐมนตรี}} (Cardinal Secretary of State) แห่ง{{w|สันตะสำนัก}} * '''เจ้าพระยาวิชาเยนทร์''' — ดู ''{{ลนน|โฟกอง}}'' * '''ชิโบ''' — อาจเป็นบุคคลเดียวกับ ''{{ลนน|จีโบ}}'' * '''ชีวิตเวกวียะ''' — ดู ''{{ลนน|จิวิตา เวกเกีย}}'' * '''ชีวิตะเวกกิยะ''' — ดู ''{{ลนน|จิวิตา เวกเกีย}}'' * '''ตาชาต''', บาทหลวงและล่าม — ได้แก่ {{w|กี ตาชาร์}} (Guy Tachard) * '''{{ตรึง+|นน เกวริด แกว ซูอา ซูนต์}}''' แปลว่า '''ไม่ได้ไถ่ถามว่าผู้ใด''' — จาภาษาละตินว่า "non quærit quæ sua sunt" แปลว่า "ไม่แสวงหาเพื่อตนเอง" (does not seek for oneself; seeks nothing for oneself; seeks not one's own) ส่วน ''พระคัมภีร์ภาษาไทย ฉบับคิงเจมส์ฯ'' ให้คำแปลว่า "ไม่แสวงหาประโยชน์ของตนเอง"<ref>[[#kjv|"1 โครินธ์ 13 / 1 Corinthians 13" (2546)]]</ref> * '''บเรศต์''', เมือง — ได้แก่ {{w|แบร็สต์ (ประเทศฝรั่งเศส)|แบร็สต์}} (Brest) เมืองในประเทศฝรั่งเศส * '''บิชอบออฟเอลิออโปลิส''' — จากภาษาอังกฤษ "bishop of Heliopolis" ซึ่งหมายถึง "มุขนายกแห่งฮีลิออพอลิส" เป็นตำแหน่งสงฆ์ * '''{{ตรึง+|โปป}}''' — จากภาษาอังกฤษ "pope" หมายถึง พระสันตะปาปา, ในที่นี้ ได้แก่ {{w|สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 11|พระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 11}} (Pope Innocent XI) * '''โปปอินนอเซนต์ที่ 11''' — ดู ''{{ลนน|โปป}}'' * '''พระราชวังณเมืองเวอร์ไซล์''' — ได้แก่ {{w|พระราชวังแวร์ซาย}} (Palace of Versailles) ที่เมือง{{w|แวร์ซาย}} (Versailles) ในประเทศฝรั่งเศส * '''พระราชวังโปป''' — อาจได้แก่ {{w|พระราชวังพระสันตะปาปา}} (Apostolic Palace) * '''ฟอนเตนโปล''', เมือง — ได้แก่ {{w|en:Fontainebleau|ฟงแตนโบล}} (Fontainebleau) เมืองในประเทศฝรั่งเศส * '''{{ตรึง+|โฟกอง}}''' — ได้แก่ {{w|พระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน)|คอนสแตนติน ฟอลคอน}} (Constantine Phaulkon) บรรดาศักดิ์ไทยว่า เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ * '''มหาสังฆราช''' — อาจได้แก่ ตำแหน่ง{{w|อัครมุขนายก}} (archbishop) * '''มองสิเออลาลูแปร์''', ราชทูตฝรั่งเศส — ได้แก่ {{w|ซีมง เดอ ลา ลูแบร์}} (Simon de la Loubère) * '''มองสิเออร์เสเบเร''', ราชทูตฝรั่งเศส — ได้แก่ {{w|โกลด เซเบอแร ดูว์ บูแล}} (Claude Céberet du Boullay) * '''ไม่ได้ไถ่ถามว่าผู้ใด''' — ดู ''{{ลนน|นน เกวริด แกว ซูอา ซูนต์}}'' * '''เยนูวา''', เมือง — ได้แก่ {{w|เจโนวา}} (Genoa) เมืองในประเทศอิตาลี * '''รุเอ็น''', เมือง — ได้แก่ {{w|รูอ็อง}} (Rouen) เมืองในประเทศฝรั่งเศส * '''โรงเรียนพระเจ้าลูอิสมหาราช''' — ได้แก่ {{w|en:Lycée Louis-le-Grand|ลีเซ ลวี-เลอ-กร็อง}} (Lycée Louis-le-Grand; แปลตรงตัวว่า "โรงเรียนหลุยส์มหาราช") * '''สมเด็จพระเจ้ากรุงฝรั่งกาแลเนาวะรามหาราชาธิราช''' * '''สมเด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยามหาขัติยราช''' — ได้แก่ {{w|สมเด็จพระนารายณ์มหาราช}} * '''สังฆราช''' — อาจได้แก่ ตำแหน่ง{{w|มุขนายก}} (bishop) * '''แหลมเข็ม''' — ได้แก่ {{w|:en:Cape Agulhas|แหลมอะกัลลัส}} (Cape Agulhas; แปลตรงตัวว่า "แหลมเข็ม") * '''แหลมเคปออฟกุดโฮป''' — ได้แก่ {{w|แหลมกู๊ดโฮป}} (Cape of Good Hope) * '''ออกยาวิชาเยนทร์''' — ดู ''{{ลนน|โฟกอง}}'' * '''อินนอเซนต์ที่ 11''' — ดู ''{{ลนน|โปป}}'' * '''เอลิออโปลิส''' — ดู ''{{ลนน|เฮลิโยโปลิส์}}'' * '''{{ตรึง+|เฮลิโยโปลิส์}}''' — จากภาษาอังกฤษ "Heliopolis", ในที่นี้หมายถึง ตำแหน่งมุขนายกแห่งฮีลิออพอลิส (bishop of Heliopolis) ==เชิงอรรถ== ===อ้างอิง=== {{รกออ}} ===บรรณานุกรม=== * {{ตรึง|kjv}}"1 โครินธ์ 13 / 1 Corinthians 13". (2546). ใน ''พระคัมภีร์ภาษาไทย ฉบับคิงเจมส์ และพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษ ฉบับคิงเจมส์''. สืบค้นจาก [http://www.thaipope.org/webdual/46_013.htm http://www.thaipope.org/webdual/46_013.htm] * {{ตรึง|ธ2554}}ธีระวัฒน์ แสนคำ. (2554). "[http://www.resource.lib.su.ac.th/ejournal/images/stories/SUTJ_Social/Vol31No2/article04.pdf ความสัมพันธ์ทางการค้ากับการแสวงหาอำนาจของเมืองพิษณุโลกในพุทธศตวรรษที่ 22–23]". ''วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับภาษาไทย, 31''(2). * {{ตรึง|2554}}ราชบัณฑิตยสถาน. (ม.ป.ป.). ''พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554''. สืบค้นจาก [http://www.royin.go.th/dictionary/ http://www.royin.go.th/dictionary/] * {{ตรึง|2510}}สำนักนายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี. (2510). ''[[ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค 1]]''. พระนคร: โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี. * {{ตรึง|1890}}Anderson, J. (1890). ''[https://archive.org/download/englishintercou01andegoog/englishintercou01andegoog.pdf English intercourse with Siam in the seventeenth century]''. London: Kegan Paul, Trench, Trübner & Co., Ltd. * {{ตรึง|1832}}Kelly, P. (1832). ''[https://books.google.co.th/books?id=44A7AAAAcAAJ Oriental metrology, comprising the monies, weights, and measures of the East Indies, and other trading places in Asia, reduced to the English standard by Verified Operations]''. London: Longman, Rees, Orme, & Co. [[หมวดหมู่:การอธิบายประกอบของวิกิซอร์ซ]] 88xbrx1iyfw7u6axoqyqlng6rp7y9uj ดัชนี:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu 252 42859 293620 265070 2026-07-23T05:41:41Z Lunlumita 12009 293620 proofread-index text/x-wiki {{:MediaWiki:Proofreadpage_index_template |ประเภท=หนังสือ |ชื่อ=[[ประชุมพงศาวดาร|ประชุมพงษาวดาร]] |ภาษา=th |เล่ม=[[ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 11|ภาคที่ 11]]: พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง |ผู้สร้างสรรค์= |ผู้แปล= |บรรณาธิการ= |ผู้วาดภาพประกอบ= |สถานศึกษา= |ผู้เผยแพร่={{ลสย|โบราณคดีสโมสร}}; {{ลสย|โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร}} |สถานที่=พระนคร |ปี=2462 |รหัส= |ISBN= |OCLC= |LCCN= |BNF_ARK= |ARC= |จากวารสาร= |ที่มา=djvu |ภาพ=1 |ความคืบหน้า=V |การผสานหน้า=yes |วันที่ตรวจสอบเนื้อหาเสร็จสมบูรณ์= |หน้า=<pagelist 1to6 = - 7 = 1 15 = 1 80to84 = - 1to84 = thai /> |ชุดเล่ม={{ประชุมพงศาวดาร}} |จำนวน= |หมายเหตุ= |Width= |Css= |Header={{ก|{{{pagenum}}}}} |Footer= }} [[หมวดหมู่:ดัชนีประชุมพงศาวดาร]] r1airkxbvxfoy6qykyqez1h9bclf7gl 293621 293620 2026-07-23T05:42:10Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf]] ไปยัง [[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu]]: เปลี่ยนชื่อ 293620 proofread-index text/x-wiki {{:MediaWiki:Proofreadpage_index_template |ประเภท=หนังสือ |ชื่อ=[[ประชุมพงศาวดาร|ประชุมพงษาวดาร]] |ภาษา=th |เล่ม=[[ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 11|ภาคที่ 11]]: พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง |ผู้สร้างสรรค์= |ผู้แปล= |บรรณาธิการ= |ผู้วาดภาพประกอบ= |สถานศึกษา= |ผู้เผยแพร่={{ลสย|โบราณคดีสโมสร}}; {{ลสย|โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร}} |สถานที่=พระนคร |ปี=2462 |รหัส= |ISBN= |OCLC= |LCCN= |BNF_ARK= |ARC= |จากวารสาร= |ที่มา=djvu |ภาพ=1 |ความคืบหน้า=V |การผสานหน้า=yes |วันที่ตรวจสอบเนื้อหาเสร็จสมบูรณ์= |หน้า=<pagelist 1to6 = - 7 = 1 15 = 1 80to84 = - 1to84 = thai /> |ชุดเล่ม={{ประชุมพงศาวดาร}} |จำนวน= |หมายเหตุ= |Width= |Css= |Header={{ก|{{{pagenum}}}}} |Footer= }} [[หมวดหมู่:ดัชนีประชุมพงศาวดาร]] r1airkxbvxfoy6qykyqez1h9bclf7gl กฎ 36 ข้อ 0 47875 293683 149298 2026-07-23T09:07:04Z Lunlumita 12009 293683 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - หน้าที่มีไฟล์เสีย และไม่ได้ใช้งานแล้ว (เนื้อหาอยู่ที่ [[ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง/เล่ม 3/ส่วนที่ 2]])}} {{หัวเรื่อง <!-- ข้อมูลหลัก --> | ชื่อ = [[ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1]] [[ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1/เล่ม 3|เล่ม 3]] | ปี = | เขียนทับปี = พ.ศ. 2481 | ผู้สร้างสรรค์ = | บรรณาธิการ = โรแบร์ แลงกาต์ | ผู้แปล = | ส่วน = {{PAGENAME}} | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[กฎพระสงฆ]] | ถัดไป = [[พระราชกำหนดเก่า]] | หมายเหตุ = <!-- ข้อมูลย่อย (สำหรับจัดระเบียบหรือเชื่อมโยงไปหน้าอื่น) --> | หมวดหมู่ = | แก้กำกวม = | รุ่น = | สถานีย่อย = กฎหมาย ร. 1/กฎหมายวิธีพิจารณาคดี | ผู้สร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้อง = | วิกิพีเดีย = | คอมมอนส์ = | หมวดหมู่คอมมอนส์ = | วิกิคำคม = | วิกิข่าว = | วิกิพจนานุกรม = | วิกิตำรา = | วิกิห้องสมุด = | วิกิสนเทศ = | วิกิท่องเที่ยว = | วิกิวิทยาลัย = | วิกิสปีชีส์ = | เมทา = }} <pages index="ประมวลกฎหมาย รัชกาลที่ ๑ (๓) - ๒๔๘๑.pdf" from="68" to="117"/> ---- {{รกออ}} hb0b4s3xczra266osjqey2woyyq0lfo สถานีย่อย:ประเทศลาว 100 50053 293626 227949 2026-07-23T05:47:16Z Lunlumita 12009 293626 wikitext text/x-wiki {{ระดับชาติ|ธง=Laos|หมายเหตุ=ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้}} ==กฎหมาย== * {{ลปง|หนังสือสัญญาระหว่างกรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 122||2446}} ==ประวัติศาสตร์== * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 15||2484|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70||คำให้การ เรื่อง เมืองสพังภูผา|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร_(ภาค_๗๐)_-_๒๔๘๔.pdf}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 14||2484|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70||คำให้การ เรื่อง เมืองอัตปือ|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร_(ภาค_๗๐)_-_๒๔๘๔.pdf}} * {{ลปง|จดหมายเหตุเรื่องปราบขบถเวียงจันท์|หอพระสมุดวชิรญาณ|2469}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 1|พระยามหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิรยศิริ)|2484|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70||ตำนานเมืองนครจำปาศักดิ์|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร_(ภาค_๗๐)_-_๒๔๘๔.pdf}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 3|พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)|2484|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70||ตำนานเมืองนครจำปาศักดิ์|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร_(ภาค_๗๐)_-_๒๔๘๔.pdf}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 2|หม่อมอมรวงศ์วิจิตร (หม่อมราชวงศ์ปฐม คเณจร)|2484|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70||ตำนานเมืองนครจำปาศักดิ์|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร_(ภาค_๗๐)_-_๒๔๘๔.pdf}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 6||2484|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70||ตำนานเมืองทรายฟอง|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร_(ภาค_๗๐)_-_๒๔๘๔.pdf}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 7||2484|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70||ตำนานเมืองพวน (ฉบับที่ 1)|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร_(ภาค_๗๐)_-_๒๔๘๔.pdf}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 8||2484|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70||ตำนานเมืองพวน (ฉบับที่ 2)|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร_(ภาค_๗๐)_-_๒๔๘๔.pdf}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 19||2484|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70||ตำนานเมืองมูลปาโมข|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70|เขียนทับผู้สร้างสรรค์={{ลผส|พระวงษาสุรเดช}} และคนอื่น ๆ}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร_(ภาค_๗๐)_-_๒๔๘๔.pdf}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 18||2484|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70||ตำนานเมืองวังมล|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร_(ภาค_๗๐)_-_๒๔๘๔.pdf}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 4||2484|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70|สุด ศรีสมวงศ์|นิทาน เรื่อง ขุนบรมราชา|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70|เขียนทับผู้สร้างสรรค์=ไม่ปรากฏ}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร_(ภาค_๗๐)_-_๒๔๘๔.pdf}} * {{ลปง|พงศาวดารภาคอีสาน|พระสุนทรราชเดช (แข้ ปทุมชาติ)|2472}} * {{ลปง|พงศาวดารเมืองล้านช้าง|พระยาประมวญวิชาพูล (วงศ์ บุญ-หลง)|2484}} {{ลฟใน|พงศาวดารล้านช้าง_-_วงศ์_บุญ-หลง_-_๒๔๘๔.pdf|พงศาวดารล้านช้าง_-_วงศ์_บุญ-หลง_-_๒๕๐๐.pdf}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 11||2462|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 11||พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 11}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 5/เรื่องที่ 4||2460|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 5||พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง ตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุน|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 5}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕) - ๒๔๖๐ reorganised.pdf}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 22/เรื่อง||2464|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 22||พงศาวดารเมืองหัวพันห้าทั้งหก|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 22}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร_(ภาค_๒๒)_-_๒๔๖๔.pdf}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 9||2484|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70||พงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร_(ภาค_๗๐)_-_๒๔๘๔.pdf}} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 1/เรื่องที่ 6|พระยาประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค)|2457|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 1||พงษาวดารล้านช้าง|ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 1}} {{ลฟใน|ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑) - ๒๔๕๗.pdf}} ==ประเพณี== * {{ลปง|พระราชธรรมเนียมลาวล้านช้าง|พระทองพูล ครีจักร|2479}} {{ลฟใน|ราชธรรมเนียมลาว_-_ทองพูล_ครีจักร_-_๒๔๗๙.pdf}} * {{ลปงย|ลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ/ภาคที่ 1|หลวงผดุงแคว้นประจันต์ (จันทร์ อุตตรนคร)|2461|ลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ/ภาคที่ 1||ลัทธิธรรมเนียมลาว|ลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ ภาคที่ 1}} {{ลฟใน|ลัทธิฯ (๐๑) - ๒๔๖๑.pdf}} ==ศาสนา== * {{ลปง|อุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม)||2483}} {{ลฟใน|อุรังคธาตุ_-_๒๔๘๓.pdf}} ==ดูเพิ่ม== * '''[[สถานีย่อย:ประเทศกัมพูชา]]''' * '''[[สถานีย่อย:ประเทศไทย/ภาคอีสาน]]''' * '''[[สถานีย่อย:ประเทศเวียดนาม]]''' * '''[[สถานีย่อย:อินโดจีนฝรั่งเศส]]''' [[หมวดหมู่:สถานีย่อย]] [[หมวดหมู่:สถานีย่อยเกี่ยวกับประเทศ|ลาว]] 7vmahd01ybu4fnpvzozgvtenuazjgdd แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร 10 50847 293617 293147 2026-07-23T05:39:12Z Lunlumita 12009 293617 wikitext text/x-wiki <!-- #ffa0a0 = สีแดง #ffe867 = สีเหลือง #90ff90 = สีเขียว -->{{รายการแนวนอน| * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (01) 2457.djvu|1]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒) - ๒๔๕๗ b.pdf|2.1]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒) - ๒๔๗๐.pdf|2.2]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu|3]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔) - ๒๔๕๘.pdf|4]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕) - ๒๔๖๐ reorganised.pdf|5]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖) - ๒๔๖๐.pdf|6.1]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖) - ๒๔๗๕ (๑).pdf|6.2ก]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖) - ๒๔๗๕ (๒).pdf|6.2ข]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗) - ๒๔๖๐.pdf|7.1]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗) - ๒๔๖๑.pdf|7.2]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (08) 2460.djvu|8]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๙) - ๒๔๖๑.pdf|9]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๐) - ๒๔๖๑.pdf|10]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu|11]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๒) - ๒๔๖๒.pdf|12]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๓) - ๒๔๖๒.pdf|13]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๔) - ๒๔๗๒ a.pdf|14]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๕) - ๒๔๖๒.pdf|15.1]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๕) - ๒๔๘๑.pdf|15.2]]}} * {{สพล|#90ff90|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๖) - ๒๔๖๒.pdf|16.1]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๖) - ๒๔๗๕.pdf|16.2]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๗) - ๒๔๖๓.pdf|17.1]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๗) - ๒๔๖๕.pdf|17.2]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๘) - ๒๔๖๒.pdf|18]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๙) - ๒๔๖๓.pdf|19.1]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๙) - ๒๔๖๓ b.pdf|19.2]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๐) - ๒๔๖๓.pdf|20.1]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๐) - ๒๕๐๖.pdf|20.2]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๑) - ๒๔๖๔.pdf|21]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๒) - ๒๔๖๔.pdf|22]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๓) - ๒๔๖๔.pdf|23]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๔) - ๒๔๖๕.pdf|24]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๕) - ๒๔๖๘.pdf|25]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๖) - ๒๔๖๖.pdf|26]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๗) - ๒๔๖๕.pdf|27]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๘) - ๒๔๖๖ b.pdf|28]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๙) - ๒๔๗๖ a.pdf|29]]}} *{{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๐) - ๒๔๗๑.pdf|30.1]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๐) - ๒๕๐๑.pdf|30.2]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๑) - ๒๔๖๘.pdf|31.1]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๑) - ๒๔๙๓.pdf|31.2]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๒) - ๒๔๖๘.pdf|32]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๓) - ๒๔๖๙.pdf|33]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๔) - ๒๔๖๙.pdf|34.1]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๔) - ๒๔๗๓.pdf|34.2]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๕) - ๒๔๖๙.pdf|35]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๖) - ๒๔๗๐.pdf|36]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๗) - ๒๔๖๙.pdf|37]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๘) - ๒๔๖๙ c.pdf|38]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๙) - ๒๔๙๐.pdf|39]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๐) - ๒๔๗๐.pdf|40]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๑) - ๒๔๗๐.pdf|41]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๒) - ๒๔๗๐.pdf|42]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๓) - ๒๔๗๐.pdf|43]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๔) - ๒๔๗๐.pdf|44]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๕.๑) - ๒๔๗๐.pdf|45ก]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๕.๒) - ๒๔๗๐.pdf|45ข]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๖) - ๒๔๗๑.pdf|46]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๗) - ๒๔๗๑.pdf|47]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๘) - ๒๔๗๒.pdf|48]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๙) - ๒๔๗๑.pdf|49]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๐) - ๒๔๗๑.pdf|50.1]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๐) - ๒๔๗๔.pdf|50.2]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๑) - ๒๔๗๒.pdf|51.1]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๑) - ๒๔๗๕ b.pdf|51.2]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๒) - ๒๔๗๒ b.pdf|52.1]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๒) - ๒๔๘๒.pdf|52.2]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๒) - ๒๔๙๗.pdf|52.3]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๓) - ๒๔๗๓.pdf|53.1]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๓) - ๒๔๗๖.pdf|53.2]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๔) - ๒๔๗๓.pdf|54]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๕) - ๒๔๗๓.pdf|55]]}} * {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๖) - ๒๔๗๕ b.pdf|56]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๗) - ๒๔๗๕.pdf|57]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๘) - ๒๔๗๕.pdf|58]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๙) - ๒๔๗๕.pdf|59]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๐) - ๒๔๗๕.pdf|60]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๑) - ๒๔๗๙.pdf|61]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๒) - ๒๔๗๙.pdf|62]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๓) - ๒๔๗๙.pdf|63]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๔) - ๒๔๗๙.pdf|64]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๕) - ๒๔๘๐.pdf|65]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๖) - ๒๔๘๐.pdf|66]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf|67.1]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๑.pdf|67.2]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๘) - ๒๔๘๑.pdf|68]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๙) - ๒๔๘๑.pdf|69]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๐) - ๒๔๘๔.pdf|70]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๑) - ๒๔๘๑.pdf|71]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๒) - ๒๔๘๒.pdf|72]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๓) - ๒๔๙๖.pdf|73]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๔) - ๒๕๐๒.pdf|74]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๕) - ๒๕๐๒.pdf|75]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๖) - ๒๕๐๔.pdf|76]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๗) - ๒๕๐๕.pdf|77]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๘) - ๒๕๐๕.pdf|78]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๙) - ๒๕๐๗.pdf|79]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๘๐) - ๒๕๐๙.pdf|80]]}} * {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๘๑) - ๒๕๑๐.pdf|81]]}} }} {{ซ้าย|{{เล็กลง|[[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร|แม่แบบ]]}}}}<noinclude> {{documentation}} </noinclude> mk1vv8uxqca2ojm0us5vucco4mmlqmp หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/94 250 53980 293190 293189 2026-07-20T14:43:35Z Lunlumita 12009 293190 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Venise12mai1834" />{{ก|๘๑}}</noinclude>ขึ้นรักษาเมืองลำพูนไชยให้เปนเมืองสืบต่อไป ท่านอัครมหาเสนาบดีก็เห็นชอบด้วยดังกระแสพระราชดำริห์ โปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาพระยาเชียงใหม่กาวิละ พระยาราชวงษ์คำฟั่น นายบุญมา ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท {{ฟม}}ครั้นณวัน ๕ เดือน ๑๑ ขึ้น ๔ ค่ำ ก็ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาเชียงใหม่กาวิละขึ้นเปนพระเจ้าเชียงใหม่ ตั้งพระยาราชวงษ์คำฟั่นเปนพระยาลำพูนไชย ตั้งนายบุญมาเปนพระยาอุปราชเมืองลำพูนไชย พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน จึงโปรดเกล้าฯ ยกเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ขึ้นเปนเมืองประเทศราชแต่นั้นมา แล้วพระเจ้าเชียงใหม่ พระยาลำพูนไชย พระยาอุปราช ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่กาวิละจึงแบ่งเอาคนเมืองเชียงใหม่เปนคนสกรรจ์ ๑๐๐๐ คน เมืองนครลำปาง ๕๐๐ คน ให้พระยาลำพูนไชย ๆ ก็ยกครอบครัวไพร่พลทั้ง ๒ เมืองมาตั้งเมืองลำพูนไชยแต่ในศักราช ๑๑๗๖ ปีจอ ฉศก มาจนทุกวันนี้ พระเจ้าเชียงใหม่กาวิละ ครั้นจัดการเมืองลำพูนไชยเสร็จแล้ว ก็ป่วยลง พระเจ้าเชียงใหม่กาวิละเปนพระยาเชียงใหม่ได้ ๒๘ ปี เปนพระเจ้าเชียงใหม่ได้ปี ๑ รวมแต่ได้ครองเมืองเชียงใหม่มาได้ ๒๙ ปี ก็ถึงแก่พิราไลยในปีจอ ฉศกนั้น แต่จะโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดขึ้นไปปลงศพ ก็หาได้ปรากฎในหมายเหตุไม่ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๑๗๗ ปีกุญสัปตศก พระยาอุปราชน้อยธรรม พระยาราชวงษ์หมูล่า เมืองเชียงใหม่ พระยาลำพูนไชย พระยาอุปราช{{วว}}<noinclude>{{ก|๑๑}}</noinclude> i6xrl37f14y7mts7i300upszd2g5753 293191 293190 2026-07-20T14:45:42Z Lunlumita 12009 293191 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Venise12mai1834" />{{ก|๘๑}}</noinclude>ขึ้นรักษาเมืองลำพูนไชยให้เปนเมืองสืบต่อไป ท่านอัครมหาเสนาบดีก็เห็นชอบด้วยดังกระแสพระราชดำริห์ โปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาพระยาเชียงใหม่กาวิละ พระยาราชวงษ์คำฟั่น นายบุญมา ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท {{ฟม}}ครั้นณวัน ๕ เดือน ๑๑ ขึ้น ๔ ค่ำ ก็ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาเชียงใหม่กาวิละขึ้นเปนพระเจ้าเชียงใหม่ ตั้งพระยาราชวงษ์คำฟั่นเปนพระยาลำพูนไชย ตั้งนายบุญมาเปนพระยาอุปราชเมืองลำพูนไชย พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน จึงโปรดเกล้าฯ ยกเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ขึ้นเปนเมืองประเทศราชแต่นั้นมา แล้วพระเจ้าเชียงใหม่ พระยาลำพูนไชย พระยาอุปราช ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่กาวิละจึงแบ่งเอาคนเมืองเชียงใหม่เปนคนสกรรจ์ ๑๐๐๐ คน เมืองนครลำปาง ๕๐๐ คน ให้พระยาลำพูนไชย ๆ ก็ยกครอบครัวไพร่พลทั้ง ๒ เมืองมาตั้งเมืองลำพูนไชยแต่ในศักราช ๑๑๗๖ ปีจอฉศก มาจนทุกวันนี้ พระเจ้าเชียงใหม่กาวิละ ครั้นจัดการเมืองลำพูนไชยเสร็จแล้ว ก็ป่วยลง พระเจ้าเชียงใหม่กาวิละเปนพระยาเชียงใหม่ได้ ๒๘ ปี เปนพระเจ้าเชียงใหม่ได้ปี ๑ รวมแต่ได้ครองเมืองเชียงใหม่มาได้ ๒๙ ปี ก็ถึงแก่พิราไลยในปีจอฉศกนั้น แต่จะโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดขึ้นไปปลงศพ ก็หาได้ปรากฎในหมายเหตุไม่ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๑๗๗ ปีกุญสัปตศก พระยาอุปราชน้อยธรรม พระยาราชวงษ์หมูล่า เมืองเชียงใหม่ พระยาลำพูนไชย พระยาอุปราช{{วว}}<noinclude>{{ก|๑๑}}</noinclude> k7sw5z9dhivj1cae6j2w6xcqq70kkp1 293192 293191 2026-07-20T14:45:53Z Lunlumita 12009 /* Validated */ 293192 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="4" user="Lunlumita" />{{ก|๘๑}}</noinclude>ขึ้นรักษาเมืองลำพูนไชยให้เปนเมืองสืบต่อไป ท่านอัครมหาเสนาบดีก็เห็นชอบด้วยดังกระแสพระราชดำริห์ โปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาพระยาเชียงใหม่กาวิละ พระยาราชวงษ์คำฟั่น นายบุญมา ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท {{ฟม}}ครั้นณวัน ๕ เดือน ๑๑ ขึ้น ๔ ค่ำ ก็ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาเชียงใหม่กาวิละขึ้นเปนพระเจ้าเชียงใหม่ ตั้งพระยาราชวงษ์คำฟั่นเปนพระยาลำพูนไชย ตั้งนายบุญมาเปนพระยาอุปราชเมืองลำพูนไชย พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน จึงโปรดเกล้าฯ ยกเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ขึ้นเปนเมืองประเทศราชแต่นั้นมา แล้วพระเจ้าเชียงใหม่ พระยาลำพูนไชย พระยาอุปราช ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่กาวิละจึงแบ่งเอาคนเมืองเชียงใหม่เปนคนสกรรจ์ ๑๐๐๐ คน เมืองนครลำปาง ๕๐๐ คน ให้พระยาลำพูนไชย ๆ ก็ยกครอบครัวไพร่พลทั้ง ๒ เมืองมาตั้งเมืองลำพูนไชยแต่ในศักราช ๑๑๗๖ ปีจอฉศก มาจนทุกวันนี้ พระเจ้าเชียงใหม่กาวิละ ครั้นจัดการเมืองลำพูนไชยเสร็จแล้ว ก็ป่วยลง พระเจ้าเชียงใหม่กาวิละเปนพระยาเชียงใหม่ได้ ๒๘ ปี เปนพระเจ้าเชียงใหม่ได้ปี ๑ รวมแต่ได้ครองเมืองเชียงใหม่มาได้ ๒๙ ปี ก็ถึงแก่พิราไลยในปีจอฉศกนั้น แต่จะโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดขึ้นไปปลงศพ ก็หาได้ปรากฎในหมายเหตุไม่ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๑๗๗ ปีกุญสัปตศก พระยาอุปราชน้อยธรรม พระยาราชวงษ์หมูล่า เมืองเชียงใหม่ พระยาลำพูนไชย พระยาอุปราช{{วว}}<noinclude>{{ก|๑๑}}</noinclude> fu2nxo7874796zz1fbzpmjac06ojy5t หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/95 250 53981 293193 293079 2026-07-20T14:49:46Z Lunlumita 12009 293193 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Venise12mai1834" />{{ก|๘๒}}</noinclude>เมืองลำพูนไชย นำช้างพลายเผือกเอกลงมาถวาย ครั้นแพช้างลงมาถึงกรุงเก่า พระยาราชวงษ์หมูล่าป่วยลงก็ถึงแก่กรรม พระยาอุปราช พระยาลำพูน ก็เอาศพพระยาราชวงษ์หมูล่าฝังไว้ที่กรุงเก่า แล้วก็ล่องแพช้างเผือกเอกลงมาถึงกรุงเทพฯ ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แห่ช้างขึ้นสู่โรงสมโภช ขึ้นระวาง พระราชทานนามว่าพระยาเสวตรไอยรา บวรพาหนนารถ อิศราราชบรมจักร สีสังข์ศักดิอุโบสถ คชคเชนทรชาติอากาศจารี เผือกผ่องศรีบริสุทธิ์ เฉลิมอยุทธยายิ่ง วิมลมิ่งมงคล จบสกลเลิศฟ้า แล้วทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาอุปราชน้อยธรรมขึ้นเปนพระยาเชียงใหม่ ตั้งพระยาลำพูนคำฟั่นเปนพระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่ ตั้งพระยาอุปราชบุญมาเมืองลำพูนเปนพระยาลำพูน แต่ที่อุปราชเมืองลำพูนนั้นยังหาได้โปรดตั้งผู้ใดไม่ แล้วพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน พระยาเชียงใหม่ พระยาอุปราช พระยาลำพูน ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปบ้านเมือง แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานคุมหีบศิลาน่าเพลิงขึ้นไปปลงศพพระยาราชวงษ์หมูล่าที่กรุงเก่าด้วย ลุศักราช ๑๑๘๓ ปีมะเสง ตรีศก พระยาเชียงใหม่น้อยธรรมรักษาเมืองมาได้ ๗ ปีก็ถึงแก่อสัญญกรรม แต่จะโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดขึ้นไปปลงศพพระยาเชียงใหม่น้อยธรรมนั้นหาปรากฎในหมายเหตุไม่ ลุศักราช ๑๑๘๕ ปีะมแม เบญจศก มีตราโปรดขึ้นไปหาตัวพระยาอุปราชคำฟั่นเมืองเชียงใหม่ พระยานครลำปางดวงทิพ นายพุทธวงษ์ นายคำมูล นายน้อยกาวิละ ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระ<noinclude></noinclude> 4soo7we8utxvy1k42dl3g71eou4smr2 293194 293193 2026-07-20T14:50:25Z Lunlumita 12009 293194 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Venise12mai1834" />{{ก|๘๒}}</noinclude>เมืองลำพูนไชย นำช้างพลายเผือกเอกลงมาถวาย ครั้นแพช้างลงมาถึงกรุงเก่า พระยาราชวงษ์หมูล่าป่วยลงก็ถึงแก่กรรม พระยาอุปราช พระยาลำพูน ก็เอาศพพระยาราชวงษ์หมูล่าฝังไว้ที่กรุงเก่า แล้วก็ล่องแพช้างเผือกเอกลงมาถึงกรุงเทพฯ ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แห่ช้างขึ้นสู่โรงสมโภช ขึ้นระวาง พระราชทานนามว่าพระยาเสวตรไอยรา บวรพาหนนารถ อิศราราชบรมจักร สีสังข์ศักดิอุโบสถ คชคเชนทรชาติอากาศจารี เผือกผ่องศรีบริสุทธิ์ เฉลิมอยุทธยายิ่ง วิมลมิ่งมงคล จบสกลเลิศฟ้า แล้วทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาอุปราชน้อยธรรมขึ้นเปนพระยาเชียงใหม่ ตั้งพระยาลำพูนคำฟั่นเปนพระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่ ตั้งพระยาอุปราชบุญมาเมืองลำพูนเปนพระยาลำพูน แต่ที่อุปราชเมืองลำพูนนั้นยังหาได้โปรดตั้งผู้ใดไม่ แล้วพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน พระยาเชียงใหม่ พระยาอุปราช พระยาลำพูน ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปบ้านเมือง แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานคุมหีบศิลาน่าเพลิงขึ้นไปปลงศพพระยาราชวงษ์หมูล่าที่กรุงเก่าด้วย {{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๘๓ ปีมเสงตรีศก พระยาเชียงใหม่น้อยธรรมรักษาเมืองมาได้ ๗ ปีก็ถึงแก่อสัญญกรรม แต่จะโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดขึ้นไปปลงศพพระยาเชียงใหม่น้อยธรรมนั้น หาปรากฎในหมายเหตุไม่ {{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๘๕ ปีมแมเบญจศก มีตราโปรดขึ้นไปหาตัวพระยาอุปราชคำฟั่นเมืองเชียงใหม่ พระยานครลำปางดวงทิพ นายพุทธวงษ์ นายคำมูล นายน้อยกาวิละ ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระ<noinclude></noinclude> 6ok0xvhgz2ne77qf6x9dhgmxbpphw5f 293195 293194 2026-07-20T14:53:48Z Lunlumita 12009 /* Validated */ 293195 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="4" user="Lunlumita" />{{ก|๘๒}}</noinclude>เมืองลำพูนไชย นำช้างพลายเผือกเอกลงมาถวาย ครั้นแพช้างลงมาถึงกรุงเก่า พระยาราชวงษ์หมูล่าป่วยลงก็ถึงแก่กรรม พระยาอุปราช พระยาลำพูน ก็เอาศพพระยาราชวงษ์หมูล่าฝังไว้ที่กรุงเก่า แล้วก็ล่องแพช้างเผือกเอกลงมาถึงกรุงเทพฯ ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แห่ช้างขึ้นสู่โรงสมโภช ขึ้นระวาง พระราชทานนามว่าพระยาเสวตรไอยรา บวรพาหนนารถ อิศราราชบรมจักร สีสังข์ศักดิอุโบสถ คชคเชนทรชาติอากาศจารี เผือกผ่องศรีบริสุทธิ์ เฉลิมอยุทธยายิ่ง วิมลมิ่งมงคล จบสกลเลิศฟ้า แล้วทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาอุปราชน้อยธรรมขึ้นเปนพระยาเชียงใหม่ ตั้งพระยาลำพูนคำฟั่นเปนพระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่ ตั้งพระยาอุปราชบุญมาเมืองลำพูนเปนพระยาลำพูน แต่ที่อุปราชเมืองลำพูนนั้นยังหาได้โปรดตั้งผู้ใดไม่ แล้วพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน พระยาเชียงใหม่ พระยาอุปราช พระยาลำพูน ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปบ้านเมือง แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานคุมหีบศิลาน่าเพลิงขึ้นไปปลงศพพระยาราชวงษ์หมูล่าที่กรุงเก่าด้วย {{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๘๓ ปีมเสงตรีศก พระยาเชียงใหม่น้อยธรรมรักษาเมืองมาได้ ๗ ปีก็ถึงแก่อสัญญกรรม แต่จะโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดขึ้นไปปลงศพพระยาเชียงใหม่น้อยธรรมนั้น หาปรากฎในหมายเหตุไม่ {{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๘๕ ปีมแมเบญจศก มีตราโปรดขึ้นไปหาตัวพระยาอุปราชคำฟั่นเมืองเชียงใหม่ พระยานครลำปางดวงทิพ นายพุทธวงษ์ นายคำมูล นายน้อยกาวิละ ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระ<noinclude></noinclude> dymj16ts0oka5eeecxxyl8z1774dqr1 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/96 250 53982 293196 293081 2026-07-20T14:55:22Z Lunlumita 12009 293196 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๓}}</noinclude>มหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยานครลำปางดวงทิพเปนพระเจ้านครลำปาง ตั้งพระยาราชวงษ์หนานไชยวงษ์บุตรพระยานครคำโสมขึ้นเปนพระยาอุปราชเมืองนครลำปาง ตั้งพระยาอุปราชคำฟั่นขึ้นเปนพระยาเชียงใหม่ ตั้งนายพุทธวงษ์บุตรนายพ่อเรือนหลานฟ้าชายแก้วเปนพระยาอุปราช ตั้งนายคำมูลบุตรนายพ่อเรือนเปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายน้อยกาวิละบุตรนายพ่อเรือนเปนพระยาเมืองแก้ว โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน แล้วพระเจ้านครลำปาง พระยาอุปราชเมืองนครลำปาง พระยาเชียงใหม่ พระยาอุปราช พระยาราชวงษ์ พระยาเมืองแก้ว ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาบ้านเมือง ลุศักราช ๑๑๘๖ ปีวอกฉศก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย เสด็จสู่สวรรคต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศกแล้ว พระยาเชียงใหม่คำฟั่นว่าราชการเมืองมาได้ ๓ ปี ก็ถึงแก่อสัญญกรรมณวันเดือน ๘ แรม ๘ ค่ำ ศักราช ๑๑๘๗ ปีรกาสัปตศก พระเจ้านครลำปางดวงทิพ เปนพระยานครลำปางได้ ๙ ปี เปนพระเจ้านครลำปางได้ ๓ ปี รวมได้ครองเมืองนครลำปางมาได้ ๑๒ ปี ก็ถึงแก่พิราไลยในเดือน ๙ ปีรกาสัปตศกนั้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุริยพาหขึ้นไปปลงศพพระยาเชียงใหม่คำฟั่นให้จมื่นสมุหพิมานขึ้นไปปลงศพพระเจ้านครลำปางดวงทิพ ลุศักราช ๑๑๘๘ ปีจออัฐศก เจ้าเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ก็ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรง<noinclude></noinclude> 83kl9pq9166513jmgr8n2wnkvxonfll 293197 293196 2026-07-20T14:55:54Z Lunlumita 12009 293197 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๓}}</noinclude>มหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยานครลำปางดวงทิพเปนพระเจ้านครลำปาง ตั้งพระยาราชวงษ์หนานไชยวงษ์บุตรพระยานครคำโสมขึ้นเปนพระยาอุปราชเมืองนครลำปาง ตั้งพระยาอุปราชคำฟั่นขึ้นเปนพระยาเชียงใหม่ ตั้งนายพุทธวงษ์บุตรนายพ่อเรือนหลานฟ้าชายแก้วเปนพระยาอุปราช ตั้งนายคำมูลบุตรนายพ่อเรือนเปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายน้อยกาวิละบุตรนายพ่อเรือนเปนพระยาเมืองแก้ว โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน แล้วพระเจ้านครลำปาง พระยาอุปราชเมืองนครลำปาง พระยาเชียงใหม่ พระยาอุปราช พระยาราชวงษ์ พระยาเมืองแก้ว ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาบ้านเมือง {{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๘๖ ปีวอกฉศก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย เสด็จสู่สวรรคต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศกแล้ว พระยาเชียงใหม่คำฟั่นว่าราชการเมืองมาได้ ๓ ปี ก็ถึงแก่อสัญญกรรมณวันเดือน ๘ แรม ๘ ค่ำ ศักราช ๑๑๘๗ ปีรกาสัปตศก พระเจ้านครลำปางดวงทิพ เปนพระยานครลำปางได้ ๙ ปี เปนพระเจ้านครลำปางได้ ๓ ปี รวมได้ครองเมืองนครลำปางมาได้ ๑๒ ปี ก็ถึงแก่พิราไลยในเดือน ๙ ปีรกาสัปตศกนั้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุริยพาหขึ้นไปปลงศพพระยาเชียงใหม่คำฟั่นให้จมื่นสมุหพิมานขึ้นไปปลงศพพระเจ้านครลำปางดวงทิพ {{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๘๘ ปีจออัฐศก เจ้าเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ก็ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรง<noinclude></noinclude> nphk9x3cjj6t8y6bbqf8fegiwl9at7q 293198 293197 2026-07-20T14:58:08Z Lunlumita 12009 293198 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๓}}</noinclude>มหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยานครลำปางดวงทิพเปนพระเจ้านครลำปาง ตั้งพระยาราชวงษ์หนานไชยวงษ์บุตรพระยานครคำโสมขึ้นเปนพระยาอุปราชเมืองนครลำปาง ตั้งพระยาอุปราชคำฟั่นขึ้นเปนพระยาเชียงใหม่ ตั้งนายพุทธวงษ์บุตรนายพ่อเรือนหลานฟ้าชายแก้วเปนพระยาอุปราช ตั้งนายคำมูลบุตรนายพ่อเรือนเปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายน้อยกาวิละบุตรนายพ่อเรือนเปนพระยาเมืองแก้ว โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน แล้วพระเจ้านครลำปาง พระยาอุปราชเมืองนครลำปาง พระยาเชียงใหม่ พระยาอุปราช พระยาราชวงษ์ พระยาเมืองแก้ว ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาบ้านเมือง {{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๘๖ ปีวอกฉศก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยเสด็จสู่สวรรคต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศกแล้ว พระยาเชียงใหม่คำฟั่นว่าราชการเมืองมาได้ ๓ ปี ก็ถึงแก่อสัญญกรรมณวันเดือน ๘ แรม ๘ ค่ำ ศักราช ๑๑๘๗ ปีรกาสัปตศก พระเจ้านครลำปางดวงทิพเปนพระยานครลำปางได้ ๙ ปี เปนพระเจ้านครลำปางได้ ๓ ปี รวมได้ครองเมืองนครลำปางมาได้ ๑๒ ปี ก็ถึงแก่พิราไลยในเดือน ๙ ปีรกาสัปตศกนั้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุริยพาหขึ้นไปปลงศพพระยาเชียงใหม่คำฟั่น ให้จมื่นสมุหพิมานขึ้นไปปลงศพพระเจ้านครลำปางดวงทิพ {{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๘๘ ปีจออัฐศก เจ้าเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ก็ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรง<noinclude></noinclude> fszsqhp3s2wavvkffqa0o6sz3wqblzz 293199 293198 2026-07-20T14:58:24Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293199 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๘๓}}</noinclude>มหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยานครลำปางดวงทิพเปนพระเจ้านครลำปาง ตั้งพระยาราชวงษ์หนานไชยวงษ์บุตรพระยานครคำโสมขึ้นเปนพระยาอุปราชเมืองนครลำปาง ตั้งพระยาอุปราชคำฟั่นขึ้นเปนพระยาเชียงใหม่ ตั้งนายพุทธวงษ์บุตรนายพ่อเรือนหลานฟ้าชายแก้วเปนพระยาอุปราช ตั้งนายคำมูลบุตรนายพ่อเรือนเปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายน้อยกาวิละบุตรนายพ่อเรือนเปนพระยาเมืองแก้ว โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน แล้วพระเจ้านครลำปาง พระยาอุปราชเมืองนครลำปาง พระยาเชียงใหม่ พระยาอุปราช พระยาราชวงษ์ พระยาเมืองแก้ว ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาบ้านเมือง {{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๘๖ ปีวอกฉศก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยเสด็จสู่สวรรคต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศกแล้ว พระยาเชียงใหม่คำฟั่นว่าราชการเมืองมาได้ ๓ ปี ก็ถึงแก่อสัญญกรรมณวันเดือน ๘ แรม ๘ ค่ำ ศักราช ๑๑๘๗ ปีรกาสัปตศก พระเจ้านครลำปางดวงทิพเปนพระยานครลำปางได้ ๙ ปี เปนพระเจ้านครลำปางได้ ๓ ปี รวมได้ครองเมืองนครลำปางมาได้ ๑๒ ปี ก็ถึงแก่พิราไลยในเดือน ๙ ปีรกาสัปตศกนั้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุริยพาหขึ้นไปปลงศพพระยาเชียงใหม่คำฟั่น ให้จมื่นสมุหพิมานขึ้นไปปลงศพพระเจ้านครลำปางดวงทิพ {{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๘๘ ปีจออัฐศก เจ้าเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ก็ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรง<noinclude></noinclude> 4l22yetdbl5l4bs2o8qkz6ikc8szi0e หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/97 250 53983 293200 293083 2026-07-20T14:59:31Z Lunlumita 12009 293200 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๔}}</noinclude>มหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาอุปราชพุทธวงษ์ เปนพระยาเชียงใหม่ ตั้งนายหนานมหาวงษ์บุตรพระยาเชียงใหม่น้อยธรรม เปนพระยาอุปราช ตั้งนายน้อยมหาพรหมบุตรพระยาเชียงใหม่คำฟั่น เปนพระยาราชวงษ์ เมืองนครลำปางนั้นทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาราชวงษ์ หนานไชยวงษ์บุตรพระยานครคำโสม เปนพระยานครลำปาง ตั้งนายน้อยขัติย บุตรพระยานครคำโสม เปนพระยาอุปราช ตั้งนายคำแสนบุตรพระยานครคำโสม เปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายน้อยคำภูบุตรพระยาอุปราชหมูล่า เปนพระยาเมืองแก้ว ตั้งนายหนานมหาพรหม เปนพระยาราชบุตร ที่เมืองลำพูนไชยนั้น ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาลำพูนบุญมาขึ้นเปนพระเจ้าลำพูนไชย เจ้านครลำพูน ตั้งนายน้อยอินท์บุตรพระยานครคำโสม เปนพระยาอุปราช ตั้งนายหนานมหายศบุตรนางสิงบุญธรรม์ น้องพระเจ้าลำพูนบุญมาเปนราชวงษ์ ตั้งนายน้อยธรรมลังกาบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา เปนพระยาเมืองแก้ว ตั้งนายน้อยคำตันบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา เปนพระยาราชบุตร แต่นายพิมพิสาร นายธรรมกิติ วิวาทกับราชวงษ์คำมูล เอาตัวไว้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่กรุงเทพฯ พระเจ้าลำพูนบุญมา พระยาเชียงใหม่ พระยานครลำปาง ก็กราบถวายบังคมลา กลับขึ้นไปพอถึงเมืองตาก อนุเวียงจันท์คิดการเปนขบถ ยกกองทัพลงมาตีเมืองนครราชสิมา พระเจ้าลำพูนบุญมา พระยาเชียงใหม่ พระยานครลำปาง เกณฑ์ให้เจ้านายบุตรหลาน ยกขึ้นไปช่วยราชการทางเมืองเวียงจันท์ พระเจ้าลำพูนบุญมาเปนพระยาลำพูนได้ ๙ ปี เปน<noinclude></noinclude> dygsyv6no15j7dur49pvwc5oy8yv4qz 293201 293200 2026-07-20T15:36:04Z Lunlumita 12009 293201 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๔}}</noinclude>มหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาอุปราชพุทธวงษ์เปนพระยาเชียงใหม่ ตั้งนายหนานมหาวงษ์บุตรพระยาเชียงใหม่น้อยธรรมเปนพระยาอุปราช ตั้งนายน้อยมหาพรหมบุตรพระยาเชียงใหม่คำฟั่นเปนพระยาราชวงษ์ เมืองนครลำปางนั้นทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาราชวงษ์หนานไชยวงษ์บุตรพระยานครคำโสมเปนพระยานครลำปาง ตั้งนายน้อยขัติยบุตรพระยานครคำโสมเปนพระยาอุปราช ตั้งนายคำแสนบุตรพระยานครคำโสมเปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายน้อยคำภูบุตรพระยาอุปราชหมูล่าเปนพระยาเมืองแก้ว ตั้งนายหนานมหาพรหมเปนพระยาราชบุตร ที่เมืองลำพูนไชยนั้น ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาลำพูนบุญมาขึ้นเปนพระเจ้าลำพูนไชยเจ้านครลำพูน ตั้งนายน้อยอินท์บุตรพระยานครคำโสมเปนพระยาอุปราช ตั้งนายหนานมหายศบุตรนางสิงบุญธรรม์น้องพระเจ้าลำพูนบุญมาเปนราชวงษ์ ตั้งนายน้อยธรรมลังกาบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมาเปนพระยาเมืองแก้ว ตั้งนายน้อยคำตันบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมาเปนพระยาราชบุตร แต่นายพิมพิสาร นายธรรมกิติ วิวาทกับราชวงษ์คำมูล เอาตัวไว้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่กรุงเทพฯ พระเจ้าลำพูนบุญมา พระยาเชียงใหม่ พระยานครลำปาง ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไป พอถึงเมืองตาก อนุเวียงจันท์คิดการเปนขบถ ยกกองทัพลงมาตีเมืองนครราชสิมา พระเจ้าลำพูนบุญมา พระยาเชียงใหม่ พระยานครลำปาง เกณฑ์ให้เจ้านายบุตรหลานยกขึ้นไปช่วยราชการทางเมืองเวียงจันท์ พระเจ้าลำพูนบุญมาเปนพระยาลำพูนได้ ๙ ปี เปน<noinclude></noinclude> lvaksp5gv5wrkpu6biyfx35dkwqos06 293202 293201 2026-07-20T15:36:14Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293202 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๘๔}}</noinclude>มหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาอุปราชพุทธวงษ์เปนพระยาเชียงใหม่ ตั้งนายหนานมหาวงษ์บุตรพระยาเชียงใหม่น้อยธรรมเปนพระยาอุปราช ตั้งนายน้อยมหาพรหมบุตรพระยาเชียงใหม่คำฟั่นเปนพระยาราชวงษ์ เมืองนครลำปางนั้นทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาราชวงษ์หนานไชยวงษ์บุตรพระยานครคำโสมเปนพระยานครลำปาง ตั้งนายน้อยขัติยบุตรพระยานครคำโสมเปนพระยาอุปราช ตั้งนายคำแสนบุตรพระยานครคำโสมเปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายน้อยคำภูบุตรพระยาอุปราชหมูล่าเปนพระยาเมืองแก้ว ตั้งนายหนานมหาพรหมเปนพระยาราชบุตร ที่เมืองลำพูนไชยนั้น ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาลำพูนบุญมาขึ้นเปนพระเจ้าลำพูนไชยเจ้านครลำพูน ตั้งนายน้อยอินท์บุตรพระยานครคำโสมเปนพระยาอุปราช ตั้งนายหนานมหายศบุตรนางสิงบุญธรรม์น้องพระเจ้าลำพูนบุญมาเปนราชวงษ์ ตั้งนายน้อยธรรมลังกาบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมาเปนพระยาเมืองแก้ว ตั้งนายน้อยคำตันบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมาเปนพระยาราชบุตร แต่นายพิมพิสาร นายธรรมกิติ วิวาทกับราชวงษ์คำมูล เอาตัวไว้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่กรุงเทพฯ พระเจ้าลำพูนบุญมา พระยาเชียงใหม่ พระยานครลำปาง ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไป พอถึงเมืองตาก อนุเวียงจันท์คิดการเปนขบถ ยกกองทัพลงมาตีเมืองนครราชสิมา พระเจ้าลำพูนบุญมา พระยาเชียงใหม่ พระยานครลำปาง เกณฑ์ให้เจ้านายบุตรหลานยกขึ้นไปช่วยราชการทางเมืองเวียงจันท์ พระเจ้าลำพูนบุญมาเปนพระยาลำพูนได้ ๙ ปี เปน<noinclude></noinclude> hbulgm4zp1fdewobmiwwe8aa5x8hcos หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/98 250 53984 293203 293085 2026-07-20T15:36:57Z Lunlumita 12009 293203 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๕}}</noinclude>พระเจ้าลำพูนได้ ๔ ปี รวมแต่ได้ครองเมืองลำพูนได้ ๑๓ ปี ก็ถึงแก่พิราไลย พระยาเมืองแก้วน้อยกาวิละก็ถึงแก่กรรมด้วย ในศักราช ๑๑๘๙ ปีกุญนพศกนั้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุริยพาห ขึ้นไปปลงศพพระเจ้าลำพูนบุญมา แล้วพระยาอุปราชน้อยอินท์บุตรพระยานครคำโสม พระยาราชบุตรคำตัน เมืองแก้วน้อยลังกา บุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา พระยาไชยสงครามหน่อเมือง บุตรพระเจ้านครดวงทิพ ก็พากันลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาอุปราชน้อยอินท์ เลื่อนขึ้นเปนพระยาลำพูนเจ้าเมืองลำพูนไชย ตั้งพระยาราชบุตรคำตันเลื่อนขึ้นเปนพระยาอุปราช ตั้งพระยาไชยสงครามเลื่อนขึ้นเปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายน้อยธรรมลังกาเปนพระยาเมืองแก้ว โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน พระยาลำพูน พระยาอุปราช พระยาราชวงษ์ พระยาเมืองแก้ว ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง ลุศักราช ๑๑๙๙ ปีรกานพศก พระยานครลำปางไชยวงษ์ รักษาเมืองมาได้ ๑๒ ปี ครั้นณวันเดือน ๗ ขึ้นค่ำ ๑ ก็ถึงแก่อสัญญกรรม ในปีรกานพศกนั้นโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพิพิธไอสูรย์ ขึ้นไปปลงศพพระยานครลำปาง ลุศักราช ๑๒๐๐ ปีจอสัมฤทธิศก อุปราชน้อยขันธิย บุตรพระยานคร คำโสมลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งอุปราชน้อยขันธิย เลื่อนขึ้นเปนพระยานครลำปาง โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยานครลำปาง ก็ถวายบังคมลา<noinclude></noinclude> kow310xp5n2ihxb9d4tlm4hqw6vzhgs 293204 293203 2026-07-20T15:37:22Z Lunlumita 12009 293204 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๕}}</noinclude>พระเจ้าลำพูนได้ ๔ ปี รวมแต่ได้ครองเมืองลำพูนได้ ๑๓ ปี ก็ถึงแก่พิราไลย พระยาเมืองแก้วน้อยกาวิละก็ถึงแก่กรรมด้วย {{ฟม}}ในศักราช ๑๑๘๙ ปีกุญนพศกนั้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุริยพาห ขึ้นไปปลงศพพระเจ้าลำพูนบุญมา แล้วพระยาอุปราชน้อยอินท์บุตรพระยานครคำโสม พระยาราชบุตรคำตัน เมืองแก้วน้อยลังกา บุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา พระยาไชยสงครามหน่อเมือง บุตรพระเจ้านครดวงทิพ ก็พากันลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาอุปราชน้อยอินท์ เลื่อนขึ้นเปนพระยาลำพูนเจ้าเมืองลำพูนไชย ตั้งพระยาราชบุตรคำตันเลื่อนขึ้นเปนพระยาอุปราช ตั้งพระยาไชยสงครามเลื่อนขึ้นเปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายน้อยธรรมลังกาเปนพระยาเมืองแก้ว โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน พระยาลำพูน พระยาอุปราช พระยาราชวงษ์ พระยาเมืองแก้ว ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง {{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๙๙ ปีรกานพศก พระยานครลำปางไชยวงษ์ รักษาเมืองมาได้ ๑๒ ปี ครั้นณวันเดือน ๗ ขึ้นค่ำ ๑ ก็ถึงแก่อสัญญกรรม ในปีรกานพศกนั้นโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพิพิธไอสูรย์ ขึ้นไปปลงศพพระยานครลำปาง {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๐ ปีจอสัมฤทธิศก อุปราชน้อยขันธิย บุตรพระยานคร คำโสมลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งอุปราชน้อยขันธิย เลื่อนขึ้นเปนพระยานครลำปาง โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยานครลำปาง ก็ถวายบังคมลา<noinclude></noinclude> 65dh9nhwlucn0ok2l0pywekomn20gbw 293205 293204 2026-07-20T15:43:10Z Lunlumita 12009 293205 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๕}}</noinclude>พระเจ้าลำพูนได้ ๔ ปี รวมแต่ได้ครองเมืองลำพูนได้ ๑๓ ปี ก็ถึงแก่พิราไลย พระยาเมืองแก้วน้อยกาวิละก็ถึงแก่กรรมด้วย {{ฟม}}ในศักราช ๑๑๘๙ ปีกุญนพศกนั้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุริยพาหขึ้นไปปลงศพพระเจ้าลำพูนบุญมา แล้วพระยาอุปราชน้อยอินท์บุตรพระยานครคำโสม พระยาราชบุตรคำตัน เมืองแก้วน้อยลังกา บุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา พระยาไชยสงครามหน่อเมืองบุตรพระเจ้านครดวงทิพ ก็พากันลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาอุปราชน้อยอินท์เลื่อนขึ้นเปนพระยาลำพูนเจ้าเมืองลำพูนไชย ตั้งพระยาราชบุตรคำตันเลื่อนขึ้นเปนพระยาอุปราช ตั้งพระยาไชยสงครามเลื่อนขึ้นเปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายน้อยธรรมลังกาเปนพระยาเมืองแก้ว โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน พระยาลำพูน พระยาอุปราช พระยาราชวงษ์ พระยาเมืองแก้ว ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง {{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๙๙ ปีรกานพศก พระยานครลำปางไชยวงษ์รักษาเมืองมาได้ ๑๒ ปี ครั้นณวันเดือน ๗ ขึ้นค่ำ ๑ ก็ถึงแก่อสัญญกรรม ในปีรกานพศกนั้นโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพิพิธไอสูรย์ขึ้นไปปลงศพพระยานครลำปาง {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๐ ปีจอสัมฤทธิศก อุปราชน้อยขันธิย บุตรพระยานคร คำโสมลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งอุปราชน้อยขันธิย เลื่อนขึ้นเปนพระยานครลำปาง โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยานครลำปาง ก็ถวายบังคมลา<noinclude></noinclude> ik4upe5mo35sp3ag2z0p2q47y1jxi7w 293206 293205 2026-07-20T15:47:46Z Lunlumita 12009 293206 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๕}}</noinclude>พระเจ้าลำพูนได้ ๔ ปี รวมแต่ได้ครองเมืองลำพูนได้ ๑๓ ปี ก็ถึงแก่พิราไลย พระยาเมืองแก้วน้อยกาวิละก็ถึงแก่กรรมด้วย {{ฟม}}ในศักราช ๑๑๘๙ ปีกุญนพศกนั้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุริยพาหขึ้นไปปลงศพพระเจ้าลำพูนบุญมา แล้วพระยาอุปราชน้อยอินท์บุตรพระยานครคำโสม พระยาราชบุตรคำตัน เมืองแก้วน้อยลังกา บุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา พระยาไชยสงครามหน่อเมืองบุตรพระเจ้านครดวงทิพ ก็พากันลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาอุปราชน้อยอินท์เลื่อนขึ้นเปนพระยาลำพูนเจ้าเมืองลำพูนไชย ตั้งพระยาราชบุตรคำตันเลื่อนขึ้นเปนพระยาอุปราช ตั้งพระยาไชยสงครามเลื่อนขึ้นเปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายน้อยธรรมลังกาเปนพระยาเมืองแก้ว โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน พระยาลำพูน พระยาอุปราช พระยาราชวงษ์ พระยาเมืองแก้ว ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง {{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๙๙ ปีรกานพศก พระยานครลำปางไชยวงษ์รักษาเมืองมาได้ ๑๒ ปี ครั้นณวันเดือน ๗ ขึ้นค่ำ ๑ ก็ถึงแก่อสัญญกรรม ในปีรกานพศกนั้นโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพิพิธไอสูรย์ขึ้นไปปลงศพพระยานครลำปาง {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๐ ปีจอสัมฤทธิศก อุปราชน้อยขันธิยบุตรพระยานครคำโสมลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งอุปราชน้อยขันธิยเลื่อนขึ้นเปนพระยานครลำปาง โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยานครลำปางก็ถวายบังคมลา<noinclude></noinclude> crafu2m8zn56nrvqq24j0fepj78evba 293207 293206 2026-07-20T15:47:55Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293207 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๘๕}}</noinclude>พระเจ้าลำพูนได้ ๔ ปี รวมแต่ได้ครองเมืองลำพูนได้ ๑๓ ปี ก็ถึงแก่พิราไลย พระยาเมืองแก้วน้อยกาวิละก็ถึงแก่กรรมด้วย {{ฟม}}ในศักราช ๑๑๘๙ ปีกุญนพศกนั้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุริยพาหขึ้นไปปลงศพพระเจ้าลำพูนบุญมา แล้วพระยาอุปราชน้อยอินท์บุตรพระยานครคำโสม พระยาราชบุตรคำตัน เมืองแก้วน้อยลังกา บุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา พระยาไชยสงครามหน่อเมืองบุตรพระเจ้านครดวงทิพ ก็พากันลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาอุปราชน้อยอินท์เลื่อนขึ้นเปนพระยาลำพูนเจ้าเมืองลำพูนไชย ตั้งพระยาราชบุตรคำตันเลื่อนขึ้นเปนพระยาอุปราช ตั้งพระยาไชยสงครามเลื่อนขึ้นเปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายน้อยธรรมลังกาเปนพระยาเมืองแก้ว โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน พระยาลำพูน พระยาอุปราช พระยาราชวงษ์ พระยาเมืองแก้ว ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง {{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๙๙ ปีรกานพศก พระยานครลำปางไชยวงษ์รักษาเมืองมาได้ ๑๒ ปี ครั้นณวันเดือน ๗ ขึ้นค่ำ ๑ ก็ถึงแก่อสัญญกรรม ในปีรกานพศกนั้นโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพิพิธไอสูรย์ขึ้นไปปลงศพพระยานครลำปาง {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๐ ปีจอสัมฤทธิศก อุปราชน้อยขันธิยบุตรพระยานครคำโสมลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งอุปราชน้อยขันธิยเลื่อนขึ้นเปนพระยานครลำปาง โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยานครลำปางก็ถวายบังคมลา<noinclude></noinclude> ovgteu178lirkojhitd4a0wvwfvhn9f หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/99 250 53985 293208 293087 2026-07-20T15:48:33Z Lunlumita 12009 293208 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๖}}</noinclude>กลับขึ้นไปถึงเมืองได้ ๖ เดือนก็ถึงอสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุเรนทรราชเสนา นายโนรีมหาดเล็ก ขึ้นไปปลงศพพระยานครลำปางขันธิย แล้วพระยาลำพูนน้อยอินท์ บุตรพระยานครคำโสม อุปราชคำตัน บุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาลำพูนน้อยอินท์ บุตรพระยานครคำโสม เปนพระยาลำปาง ตั้งพระยาอุปราชคำตัน บุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา เปนพระยาลำพูน โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ แล้วพระยานครลำปาง พระยาลำพูน ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง ลุศักราช ๑๒๐๑ ปีกุญเอกศก ณวันเดือน ๕ แรม ๘ ค่ำ พระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน มีใบบอกลงมาให้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระยาเชียงใหม่แต่งให้พระยาอุปราชมหาวงษ์เปนแม่ทัพ นายพิมพิสารเปนปลัดทัพ คุมกำลังนายไพร่ ๓๓๐๐ คน พระยาลำพูนแต่งให้พระยาอุปราชเปนแม่ทัพ นายน้อยคำวงษาเปนปลัดทัพคุมกำลังนายไพร่ ๙๐๐ คน รวมสองเมืองนายไพร่ ๔๒๐๐ คน ยกไปตีเมืองปุ เมืองสาด เมืองต่วน แตกกระจัดกระจาย จุดเผาบ้านเรือน กวาดต้อนครอบครัวชายหญิงใหญ่น้อยได้ ๑๘๖๘ คน กับเครื่องสรรพสาตราวุธช้างม้าโคกระบือลงมาถึงเมืองเชียงใหม่ ณวันเดือน ๗ ขึ้น ๘ ค่ำปีกุญเอกศก แล้วพระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน มีใบบอกลงมาให้กราบทูลพระกรุณาว่า ครัวที่กวาดต้อนได้มานั้น ขอพระราชทานแบ่งปันแจกจ่ายให้แก่นายทัพนายกองเปนคนชายหญิงใหญ่<noinclude></noinclude> 6mbrdo3fx5jpq0d4c1ag2nw845n7oa4 293209 293208 2026-07-20T15:55:29Z Lunlumita 12009 293209 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๖}}</noinclude>กลับขึ้นไปถึงเมืองได้ ๖ เดือนก็ถึงอสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุเรนทรราชเสนา นายโนรีมหาดเล็ก ขึ้นไปปลงศพพระยานครลำปางขันธิย แล้วพระยาลำพูนน้อยอินท์บุตรพระยานครคำโสม อุปราชคำตันบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาลำพูนน้อยอินท์บุตรพระยานครคำโสมเปนพระยาลำปาง ตั้งพระยาอุปราชคำตันบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมาเปนพระยาลำพูน โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ แล้วพระยานครลำปาง พระยาลำพูน ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๑ ปีกุญเอกศก ณวันเดือน ๕ แรม ๘ ค่ำ พระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน มีใบบอกลงมาให้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระยาเชียงใหม่แต่งให้พระยาอุปราชมหาวงษ์เปนแม่ทัพ นายพิมพิสารเปนปลัดทัพ คุมกำลังนายไพร่ ๓๓๐๐ คน พระยาลำพูนแต่งให้พระยาอุปราชเปนแม่ทัพ นายน้อยคำวงษาเปนปลัดทัพคุมกำลังนายไพร่ ๙๐๐ คน รวมสองเมืองนายไพร่ ๔๒๐๐ คน ยกไปตีเมืองปุ เมืองสาด เมืองต่วน แตกกระจัดกระจาย จุดเผาบ้านเรือน กวาดต้อนครอบครัวชายหญิงใหญ่น้อยได้ ๑๘๖๘ คน กับเครื่องสรรพสาตราวุธช้างม้าโคกระบือลงมาถึงเมืองเชียงใหม่ ณวันเดือน ๗ ขึ้น ๘ ค่ำปีกุญเอกศก แล้วพระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน มีใบบอกลงมาให้กราบทูลพระกรุณาว่า ครัวที่กวาดต้อนได้มานั้น ขอพระราชทานแบ่งปันแจกจ่ายให้แก่นายทัพนายกองเปนคนชายหญิงใหญ่<noinclude></noinclude> ed8qecmw3qked91lpydfpvfaqokyaqv 293210 293209 2026-07-20T15:57:35Z Lunlumita 12009 293210 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๖}}</noinclude>กลับขึ้นไปถึงเมืองได้ ๖ เดือนก็ถึงอสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุเรนทรราชเสนา นายโนรีมหาดเล็ก ขึ้นไปปลงศพพระยานครลำปางขันธิย แล้วพระยาลำพูนน้อยอินท์บุตรพระยานครคำโสม อุปราชคำตันบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาลำพูนน้อยอินท์บุตรพระยานครคำโสมเปนพระยาลำปาง ตั้งพระยาอุปราชคำตันบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมาเปนพระยาลำพูน โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ แล้วพระยานครลำปาง พระยาลำพูน ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๑ ปีกุญเอกศก ณวันเดือน ๕ แรม ๘ ค่ำ พระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน มีใบบอกลงมาให้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่าพระยาเชียงใหม่แต่งให้พระยาอุปราชมหาวงษ์เปนแม่ทัพ นายพิมพิสารเปนปลัดทัพ คุมกำลังนายไพร่ ๓๓๐๐ คน พระยาลำพูนแต่งให้พระยาอุปราชเปนแม่ทัพ นายน้อยคำวงษาเปนปลัดทัพ คุมกำลังนายไพร่ ๙๐๐ คน รวมสองเมืองนายไพร่ ๔๒๐๐ คน ยกไปตีเมืองปุ เมืองสาด เมืองต่วน แตกกระจัดกระจาย จุดเผาบ้านเรือน กวาดต้อนครอบครัวชายหญิงใหญ่น้อยได้ ๑๘๖๘ คน กับเครื่องสรรพสาตราวุธช้างม้าโคกระบือลงมาถึงเมืองเชียงใหม่ณวันเดือน ๗ ขึ้น ๘ ค่ำปีกุญเอกศก แล้วพระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน มีใบบอกลงมาให้กราบทูลพระกรุณาว่าครัวที่กวาดต้อนได้มานั้น ขอพระราชทานแบ่งปันแจกจ่ายให้แก่นายทัพนายกอง เปนคนชายหญิงใหญ่<noinclude></noinclude> no0ht2d9qnluejgeufm37hqgwi7yylt 293211 293210 2026-07-20T15:57:55Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293211 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๘๖}}</noinclude>กลับขึ้นไปถึงเมืองได้ ๖ เดือนก็ถึงอสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุเรนทรราชเสนา นายโนรีมหาดเล็ก ขึ้นไปปลงศพพระยานครลำปางขันธิย แล้วพระยาลำพูนน้อยอินท์บุตรพระยานครคำโสม อุปราชคำตันบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาลำพูนน้อยอินท์บุตรพระยานครคำโสมเปนพระยาลำปาง ตั้งพระยาอุปราชคำตันบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมาเปนพระยาลำพูน โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ แล้วพระยานครลำปาง พระยาลำพูน ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๑ ปีกุญเอกศก ณวันเดือน ๕ แรม ๘ ค่ำ พระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน มีใบบอกลงมาให้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่าพระยาเชียงใหม่แต่งให้พระยาอุปราชมหาวงษ์เปนแม่ทัพ นายพิมพิสารเปนปลัดทัพ คุมกำลังนายไพร่ ๓๓๐๐ คน พระยาลำพูนแต่งให้พระยาอุปราชเปนแม่ทัพ นายน้อยคำวงษาเปนปลัดทัพ คุมกำลังนายไพร่ ๙๐๐ คน รวมสองเมืองนายไพร่ ๔๒๐๐ คน ยกไปตีเมืองปุ เมืองสาด เมืองต่วน แตกกระจัดกระจาย จุดเผาบ้านเรือน กวาดต้อนครอบครัวชายหญิงใหญ่น้อยได้ ๑๘๖๘ คน กับเครื่องสรรพสาตราวุธช้างม้าโคกระบือลงมาถึงเมืองเชียงใหม่ณวันเดือน ๗ ขึ้น ๘ ค่ำปีกุญเอกศก แล้วพระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน มีใบบอกลงมาให้กราบทูลพระกรุณาว่าครัวที่กวาดต้อนได้มานั้น ขอพระราชทานแบ่งปันแจกจ่ายให้แก่นายทัพนายกอง เปนคนชายหญิงใหญ่<noinclude></noinclude> eywwbqahqsbppemkrjj7sjksylfsj0a หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/100 250 53986 293212 293089 2026-07-20T15:58:18Z Lunlumita 12009 293212 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๗}}</noinclude>น้อย ๑๐๐๐ คน ส่งลงมาถวาย เปนครัวเมืองต่วน พระยาต่วนเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๕๐๗ คน รวม ๕๐๘ คน เมืองสาดพระยาแก่นเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๑๘๓ คน รวม ๑๘๔ คน เมืองปุ ท้าวแก้วเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๑๗๕ คน รวม ๑๗๖ คน รวมหญิงชายใหญ่น้อย ๘๖๘ คน กับปืนหลักปืนคาบศิลาคาบชุด ๔๗ บอก ม้า ๑๕ ม้า โค ๒๔๖ โค ครั้นนำใบบอกขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทจึงโปรดเกล้าฯ ให้มีตราตอบขึ้นไปว่า ครอบครัวที่พระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน จะส่งลงมาถวายนั้น ให้เอาไว้เปนไพร่พลเมือง ปืน ม้า โค ซึ่งเปนเมืองขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่ จะได้สำหรับรักษาบ้านเมืองต่อไป พระยาเชียงใหม่ก็แบ่งปันครอบครัวทั้งปวงนั้น ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่เปนภูมิลำเนา ตามท้องตราซึ่งโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปทุกประการ ครั้นลุศักราช ๑๒๐๓ ปีฉลูตรีศก พระยาลำพูนคำตันว่าราชการเมืองมาได้ ๓ ปี ก็ถึงแก่อสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้พระเทพาธิบดีขึ้นไปปลงศพพระยาลำพูนคำตัน แล้วโปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาตัวพระยาเมืองแก้วน้อยลังกา บุตรพระยาลำพูนบุญมาลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาเมืองแก้ว เลื่อนขึ้นเปนพระยาลำพูน โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยาลำพูนก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมืองได้ ๒ ปี {{มปก}}<noinclude></noinclude> njc5qcrjkyhnclplg4a3lxeashrtahx 293213 293212 2026-07-20T15:59:45Z Lunlumita 12009 293213 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๗}}</noinclude>น้อย ๑๐๐๐ คน ส่งลงมาถวาย เปนครัวเมืองต่วน พระยาต่วนเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๕๐๗ คน รวม ๕๐๘ คน เมืองสาด พระยาแก่นเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๑๘๓ คน รวม ๑๘๔ คน เมืองปุ ท้าวแก้วเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๑๗๕ คน รวม ๑๗๖ คน รวมหญิงชายใหญ่น้อย ๘๖๘ คน กับปืนหลักปืนคาบศิลาคาบชุด ๔๗ บอก ม้า ๑๕ ม้า โค ๒๔๖ โค ครั้นนำใบบอกขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทจึงโปรดเกล้าฯ ให้มีตราตอบขึ้นไปว่า ครอบครัวที่พระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน จะส่งลงมาถวายนั้น ให้เอาไว้เปนไพร่พลเมือง ปืน ม้า โค ซึ่งเปนเมืองขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่ จะได้สำหรับรักษาบ้านเมืองต่อไป พระยาเชียงใหม่ก็แบ่งปันครอบครัวทั้งปวงนั้น ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่เปนภูมิลำเนา ตามท้องตราซึ่งโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปทุกประการ ครั้นลุศักราช ๑๒๐๓ ปีฉลูตรีศก พระยาลำพูนคำตันว่าราชการเมืองมาได้ ๓ ปี ก็ถึงแก่อสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้พระเทพาธิบดีขึ้นไปปลงศพพระยาลำพูนคำตัน แล้วโปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาตัวพระยาเมืองแก้วน้อยลังกา บุตรพระยาลำพูนบุญมาลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาเมืองแก้ว เลื่อนขึ้นเปนพระยาลำพูน โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยาลำพูนก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมืองได้ ๒ ปี {{มปก}}<noinclude></noinclude> 8mjzw01bikz46i4fd5pu0xrocbxyqnv 293214 293213 2026-07-20T16:00:37Z Lunlumita 12009 293214 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๗}}</noinclude>น้อย ๑๐๐๐ คน ส่งลงมาถวาย เปนครัวเมืองต่วน พระยาต่วนเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๕๐๗ คน รวม ๕๐๘ คน เมืองสาด พระยาแก่นเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๑๘๓ คน รวม ๑๘๔ คน เมืองปุ ท้าวแก้วเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๑๗๕ คน รวม ๑๗๖ คน รวมหญิงชายใหญ่น้อย ๘๖๘ คน กับปืนหลักปืนคาบศิลาคาบชุด ๔๗ บอก ม้า ๑๕ ม้า โค ๒๔๖ โค ครั้นนำใบบอกขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีตราตอบขึ้นไปว่าครอบครัวที่พระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน จะส่งลงมาถวายนั้น ให้เอาไว้เปนไพร่พลเมืองปืนม้าโคซึ่งเปนเมืองขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่ จะได้สำหรับรักษาบ้านเมืองต่อไป พระยาเชียงใหม่ก็แบ่งปันครอบครัวทั้งปวงนั้นให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่เปนภูมิลำเนา ตามท้องตราซึ่งโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปทุกประการ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๐๓ ปีฉลูตรีศก พระยาลำพูนคำตันว่าราชการเมืองมาได้ ๓ ปี ก็ถึงแก่อสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้พระเทพาธิบดีขึ้นไปปลงศพพระยาลำพูนคำตัน แล้วโปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาตัวพระยาเมืองแก้วน้อยลังกา บุตรพระยาลำพูนบุญมาลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาเมืองแก้ว เลื่อนขึ้นเปนพระยาลำพูน โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยาลำพูนก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมืองได้ ๒ ปี {{มปก}}<noinclude></noinclude> 4w17c6ogggal0tr02132jrea6tvk1tf 293215 293214 2026-07-20T16:01:59Z Lunlumita 12009 293215 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๗}}</noinclude>น้อย ๑๐๐๐ คน ส่งลงมาถวาย เปนครัวเมืองต่วน พระยาต่วนเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๕๐๗ คน รวม ๕๐๘ คน เมืองสาด พระยาแก่นเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๑๘๓ คน รวม ๑๘๔ คน เมืองปุ ท้าวแก้วเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๑๗๕ คน รวม ๑๗๖ คน รวมหญิงชายใหญ่น้อย ๘๖๘ คน กับปืนหลักปืนคาบศิลาคาบชุด ๔๗ บอก ม้า ๑๕ ม้า โค ๒๔๖ โค ครั้นนำใบบอกขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีตราตอบขึ้นไปว่าครอบครัวที่พระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน จะส่งลงมาถวายนั้น ให้เอาไว้เปนไพร่พลเมืองปืนม้าโคซึ่งเปนเมืองขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่ จะได้สำหรับรักษาบ้านเมืองต่อไป พระยาเชียงใหม่ก็แบ่งปันครอบครัวทั้งปวงนั้นให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่เปนภูมิลำเนา ตามท้องตราซึ่งโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปทุกประการ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๐๓ ปีฉลูตรีศก พระยาลำพูนคำตันว่าราชการเมืองมาได้ ๓ ปี ก็ถึงแก่อสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้พระเทพาธิบดีขึ้นไปปลงศพพระยาลำพูนคำตัน แล้วโปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาตัวพระยาเมืองแก้วน้อยลังกาบุตรพระยาลำพูนบุญมาลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาเมืองแก้วเลื่อนขึ้นเปนพระยาลำพูน โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยาลำพูนก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมืองได้ ๒ ปี {{มปก}}<noinclude></noinclude> exc4n8jajtaxbr561vz8ddxrswss7y7 293216 293215 2026-07-20T16:02:10Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293216 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๘๗}}</noinclude>น้อย ๑๐๐๐ คน ส่งลงมาถวาย เปนครัวเมืองต่วน พระยาต่วนเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๕๐๗ คน รวม ๕๐๘ คน เมืองสาด พระยาแก่นเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๑๘๓ คน รวม ๑๘๔ คน เมืองปุ ท้าวแก้วเจ้าเมือง ๑ ครัว ชายหญิงใหญ่น้อย ๑๗๕ คน รวม ๑๗๖ คน รวมหญิงชายใหญ่น้อย ๘๖๘ คน กับปืนหลักปืนคาบศิลาคาบชุด ๔๗ บอก ม้า ๑๕ ม้า โค ๒๔๖ โค ครั้นนำใบบอกขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีตราตอบขึ้นไปว่าครอบครัวที่พระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน จะส่งลงมาถวายนั้น ให้เอาไว้เปนไพร่พลเมืองปืนม้าโคซึ่งเปนเมืองขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่ จะได้สำหรับรักษาบ้านเมืองต่อไป พระยาเชียงใหม่ก็แบ่งปันครอบครัวทั้งปวงนั้นให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่เปนภูมิลำเนา ตามท้องตราซึ่งโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปทุกประการ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๐๓ ปีฉลูตรีศก พระยาลำพูนคำตันว่าราชการเมืองมาได้ ๓ ปี ก็ถึงแก่อสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้พระเทพาธิบดีขึ้นไปปลงศพพระยาลำพูนคำตัน แล้วโปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาตัวพระยาเมืองแก้วน้อยลังกาบุตรพระยาลำพูนบุญมาลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาเมืองแก้วเลื่อนขึ้นเปนพระยาลำพูน โปรดพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยาลำพูนก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมืองได้ ๒ ปี {{มปก}}<noinclude></noinclude> cketx4pr9u17reb2cf8zgtv1yiqd67e หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/101 250 53987 293217 293091 2026-07-20T16:03:46Z Lunlumita 12009 293217 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๘}}</noinclude>{{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๕ ปีเถาะเบญจศก พระยาลำพูนน้อยลังกาถึงแก่อสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปถึงพระยากำแพงเพ็ชร แต่งกรมการไปปลงศพพระยาลำพูน พระยากำแพงเพ็ชรก็แต่งให้พระปลัดขึ้นไปปลงศพพระยาลำพูน ในปีเถาะเบญจศกนั้น ณวันเดือน ๖ แรม ๑๑ ค่ำ พระยานครลำปางน้อยอินท์ พระยาอุปราชมหาวงษ์เมืองเชียงใหม่ ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลพระกรุณา ขอตั้งเมืองเชียงรายเปนเมืองขึ้นเมืองเชียงใหม่ ตั้งเมืองงาว เมืองพเยา เปนเมืองขึ้นเมืองนครลำปาง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งนายธรรมลังกาน้องนายพิมพิสาร เปนพระยารัตนอาณาเขตร เจ้าเมืองเชียงราย ตั้งนายอุ่นเรือนบุตรพระยาแสนหลวง เปนพระยาอุปราช ตั้งนายคำแสน น้องนายอุ่นเรือนเปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายพุทธวงษ์ น้องพระยานครน้อยอินท์ เปนพระยาประเทศอุตรทิศ เจ้าเมืองพเยา ตั้งนายน้อยมหายศ น้องพระยานครน้อยอินท์ที่ ๒ เปนพระยาอุปราช ตั้งนายแก้วมนุษย์ น้องพระยานครน้อยอินท์ที่ ๓ เปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายขัติย บุตรพระยาประเทศอุต?รทิศ เปนพระยาเมืองแก้ว ตั้งนายน้อยขัติย บุตรพระยาอุปราชหมูล่า เปนพระยาราชบุตร ตั้งพระยาไชยสงคราม เปนพระยาฤทธิภิญโญยศ เจ้าเมืองงาว ตั้งนายขนานยศ น้องพระยานครน้อยอินท์ เปนพระยาอุปราช ตั้งนายหนานปัญญา บุตรพระยานครน้อยอินท์ เนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายหนานยศ บุตรพระยานครไชยวงษ์ เปนพระยาเมืองแก้ว ได้รับพระราชทานเครื่อง<noinclude></noinclude> ktr1nuyhkhjr1hy740rtqv0fz0fcyy2 293218 293217 2026-07-20T16:09:40Z Lunlumita 12009 293218 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๘}}</noinclude>{{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๕ ปีเถาะเบญจศก พระยาลำพูนน้อยลังกาถึงแก่อสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปถึงพระยากำแพงเพ็ชรแต่งกรมการไปปลงศพพระยาลำพูน พระยากำแพงเพ็ชรก็แต่งให้พระปลัดขึ้นไปปลงศพพระยาลำพูน ในปีเถาะเบญจศกนั้น ณวันเดือน ๖ แรม ๑๑ ค่ำ พระยานครลำปางน้อยอินท์ พระยาอุปราชมหาวงษ์เมืองเชียงใหม่ ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลพระกรุณาขอตั้งเมืองเชียงรายเปนเมืองขึ้นเมืองเชียงใหม่ ตั้งเมืองงาว เมืองพเยา เปนเมืองขึ้นเมืองนครลำปาง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งนายธรรมลังกาน้องนายพิมพิสารเปนพระยารัตนอาณาเขตรเจ้าเมืองเชียงราย ตั้งนายอุ่นเรือนบุตรพระยาแสนหลวงเปนพระยาอุปราช ตั้งนายคำแสนน้องนายอุ่นเรือนเปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายพุทธวงษ์น้องพระยานครน้อยอินท์เปนพระยาประเทศอุตรทิศเจ้าเมืองพเยา ตั้งนายน้อยมหายศน้องพระยานครน้อยอินท์ที่ ๒ เปนพระยาอุปราช ตั้งนายแก้วมนุษย์น้องพระยานครน้อยอินท์ที่ ๓ เปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายขัติยบุตรพระยาประเทศอุตรทิศเปนพระยาเมืองแก้ว ตั้งนายน้อยขัติยบุตรพระยาอุปราชหมูล่าเปนพระยาราชบุตร ตั้งพระยาไชยสงครามเปนพระยาฤทธิภิญโญยศเจ้าเมืองงาว ตั้งนายขนานยศน้องพระยานครน้อยอินท์เปนพระยาอุปราช ตั้งนายหนานปัญญาบุตรพระยานครน้อยอินท์เปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายหนานยศบุตรพระยานครไชยวงษ์เปนพระยาเมืองแก้ว ได้รับพระราชทานเครื่อง<noinclude></noinclude> ts67zjw4t6h1ifjm7fbzh8eq0x9nii4 293219 293218 2026-07-20T16:09:53Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293219 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๘๘}}</noinclude>{{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๕ ปีเถาะเบญจศก พระยาลำพูนน้อยลังกาถึงแก่อสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปถึงพระยากำแพงเพ็ชรแต่งกรมการไปปลงศพพระยาลำพูน พระยากำแพงเพ็ชรก็แต่งให้พระปลัดขึ้นไปปลงศพพระยาลำพูน ในปีเถาะเบญจศกนั้น ณวันเดือน ๖ แรม ๑๑ ค่ำ พระยานครลำปางน้อยอินท์ พระยาอุปราชมหาวงษ์เมืองเชียงใหม่ ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลพระกรุณาขอตั้งเมืองเชียงรายเปนเมืองขึ้นเมืองเชียงใหม่ ตั้งเมืองงาว เมืองพเยา เปนเมืองขึ้นเมืองนครลำปาง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งนายธรรมลังกาน้องนายพิมพิสารเปนพระยารัตนอาณาเขตรเจ้าเมืองเชียงราย ตั้งนายอุ่นเรือนบุตรพระยาแสนหลวงเปนพระยาอุปราช ตั้งนายคำแสนน้องนายอุ่นเรือนเปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายพุทธวงษ์น้องพระยานครน้อยอินท์เปนพระยาประเทศอุตรทิศเจ้าเมืองพเยา ตั้งนายน้อยมหายศน้องพระยานครน้อยอินท์ที่ ๒ เปนพระยาอุปราช ตั้งนายแก้วมนุษย์น้องพระยานครน้อยอินท์ที่ ๓ เปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายขัติยบุตรพระยาประเทศอุตรทิศเปนพระยาเมืองแก้ว ตั้งนายน้อยขัติยบุตรพระยาอุปราชหมูล่าเปนพระยาราชบุตร ตั้งพระยาไชยสงครามเปนพระยาฤทธิภิญโญยศเจ้าเมืองงาว ตั้งนายขนานยศน้องพระยานครน้อยอินท์เปนพระยาอุปราช ตั้งนายหนานปัญญาบุตรพระยานครน้อยอินท์เปนพระยาราชวงษ์ ตั้งนายหนานยศบุตรพระยานครไชยวงษ์เปนพระยาเมืองแก้ว ได้รับพระราชทานเครื่อง<noinclude></noinclude> ky8hj9zj05p0v6gdbvrsbe5l1253p6n หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/102 250 53988 293220 293093 2026-07-20T16:11:31Z Lunlumita 12009 293220 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๙}}</noinclude>ยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน แล้วมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งเอาคนเมืองเชียงใหม่ไปไว้เมืองเชียงราย แบ่งเอาคนเมืองนครลำปางไปไว้เมืองพเยา เมืองงาว จะได้สำหรับรักษาบ้านเมืองต่อไป พระยานครลำปาง พระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่อุปราช ราชวงษ์ เมืองเชียงราย เมืองพเยา เมืองงาว ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปจัดการตั้งบ้านเมือง ตามกระแสพระบรมราชโองการทุกประการ พระยาเชียงใหม่พุทธวงษ์ว่าราชการเมืองมาได้ ๒๒ ปี {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๘ ปีมเมียอัฐศก ณเดือน ๗ พระยาเชียงใหม่พุทธวงษ์ก็ถึงแก่อสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้พระยารักษมณเฑียรที่เปนพระยาอิศรานุภาพ กับหลวงพิทักษ์สุเทพ ขึ้นไปปลงศพพระยาเชียงใหม่ {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๙ ปีมแมนพศก พระยาอุปราชมหาวงษ์ นายพิมพิสาร นำช้างพลายสีปลาดลงมาถวายช้างหนึ่ง โปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาอุปราชมหาวงษ์ เปนพระยาเชียงใหม่ ตั้งนายพิมพิสาร เปนพระยาอุปราช ได้รับพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยาเชียงใหม่ พระยาอุปราช ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาบ้านเมือง แล้วโปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาตัวนายหนานไชยลังกาบุตรพระยาเชียงใหม่คำฟั่นลงมาณกรุงเทพฯ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๐ ปีวอกสัมฤทธิศก นายหนานไชยลังกา ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้ง<noinclude></noinclude> qoix9dfymo9ltar7qvb2s25fonarcfg 293221 293220 2026-07-20T16:29:08Z Lunlumita 12009 293221 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๘๙}}</noinclude>ยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน แล้วมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งเอาคนเมืองเชียงใหม่ไปไว้เมืองเชียงราย แบ่งเอาคนเมืองนครลำปางไปไว้เมืองพเยา เมืองงาว จะได้สำหรับรักษาบ้านเมืองต่อไป พระยานครลำปาง พระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่ อุปราช ราชวงษ์ เมืองเชียงราย เมืองพเยา เมืองงาว ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปจัดการตั้งบ้านเมือง ตามกระแสพระบรมราชโองการทุกประการ พระยาเชียงใหม่พุทธวงษ์ว่าราชการเมืองมาได้ ๒๒ ปี {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๘ ปีมเมียอัฐศก ณเดือน ๗ พระยาเชียงใหม่พุทธวงษ์ก็ถึงแก่อสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้พระยารักษมณเฑียรที่เปนพระยาอิศรานุภาพ กับหลวงพิทักษ์สุเทพ ขึ้นไปปลงศพพระยาเชียงใหม่ {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๙ ปีมแมนพศก พระยาอุปราชมหาวงษ์ นายพิมพิสาร นำช้างพลายสีปลาดลงมาถวายช้างหนึ่ง โปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาอุปราชมหาวงษ์เปนพระยาเชียงใหม่ ตั้งนายพิมพิสารเปนพระยาอุปราช ได้รับพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยาเชียงใหม่ พระยาอุปราช ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาบ้านเมือง แล้วโปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาตัวนายหนานไชยลังกาบุตรพระยาเชียงใหม่คำฟั่นลงมาณกรุงเทพฯ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๐ ปีวอกสัมฤทธิศก นายหนานไชยลังกาลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้ง<noinclude></noinclude> tv8qdelqct3ydncgq8gpamr1eiiqw20 293222 293221 2026-07-20T16:29:21Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293222 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๘๙}}</noinclude>ยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน แล้วมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งเอาคนเมืองเชียงใหม่ไปไว้เมืองเชียงราย แบ่งเอาคนเมืองนครลำปางไปไว้เมืองพเยา เมืองงาว จะได้สำหรับรักษาบ้านเมืองต่อไป พระยานครลำปาง พระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่ อุปราช ราชวงษ์ เมืองเชียงราย เมืองพเยา เมืองงาว ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปจัดการตั้งบ้านเมือง ตามกระแสพระบรมราชโองการทุกประการ พระยาเชียงใหม่พุทธวงษ์ว่าราชการเมืองมาได้ ๒๒ ปี {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๘ ปีมเมียอัฐศก ณเดือน ๗ พระยาเชียงใหม่พุทธวงษ์ก็ถึงแก่อสัญญกรรม โปรดเกล้าฯ ให้พระยารักษมณเฑียรที่เปนพระยาอิศรานุภาพ กับหลวงพิทักษ์สุเทพ ขึ้นไปปลงศพพระยาเชียงใหม่ {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๐๙ ปีมแมนพศก พระยาอุปราชมหาวงษ์ นายพิมพิสาร นำช้างพลายสีปลาดลงมาถวายช้างหนึ่ง โปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาอุปราชมหาวงษ์เปนพระยาเชียงใหม่ ตั้งนายพิมพิสารเปนพระยาอุปราช ได้รับพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยาเชียงใหม่ พระยาอุปราช ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาบ้านเมือง แล้วโปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาตัวนายหนานไชยลังกาบุตรพระยาเชียงใหม่คำฟั่นลงมาณกรุงเทพฯ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๐ ปีวอกสัมฤทธิศก นายหนานไชยลังกาลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้ง<noinclude></noinclude> 5cr6kkzu4wdm8wmx8bl4flgvspxi247 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/103 250 53989 293223 293095 2026-07-20T16:33:52Z Lunlumita 12009 293223 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๐}}</noinclude>นายหนานไชยลังกาเปนพระยาลำพูน ได้รับพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยาลำพูนก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง แล้วพระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน เข้าชื่อกันบอกกล่าวโทษพระยานครน้อยอินท์ลงมา ให้กราบบังคมทูลพระกรุณาได้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาตัวพระยานครน้อยอินท์ลงมาณกรุงเทพฯ ก็ป่วย พระยานครลำปางน้อยอินท์ว่าราชการเมืองมาได้ ๑๑ ปี ก็ถึงแก่กรรมที่กรุงเทพฯ เมื่อณเดือน ๒ ศักราช ๑๒๑๐ ปีวอกสัมฤทธิศก จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอุปราชญาณรังษี บุตรพระยานครคำโสม ว่าราชการเมืองนครลำปาง {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๒ ปีกุญยังเปนโทศก ณวันเดือน ๕ ขึ้นค่ำ ๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่สวรรคต ลุศักราช ๑๒๑๓ ปีกุญตรีศกณเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศก ครั้นลุศักราช ๑๒๑๔ ปีชวดจัตวาศก พระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน พระยาอุปราชผู้ว่าราชการเมืองนครลำปาง แต่งให้เจ้านายญาติพี่น้องลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เมืองเชียงใหม่แต่งให้นายน้อยธรรมกิติ เมืองนครลำปางแต่งให้พระยาราชวงษ์หนานปัญญา พระยาเมืองแก้วไชยลังกา เมืองลำพูนไชยแต่งให้พระยาราชบุตรหนานศรีวิไชย คุมสิ่งของเครื่องราชบรรณาการลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย นายธรรมกิติ พระยาราชวงษ์หนานปัญญา เมืองแก้วไชยลังกา พระยาราชบุตรหนานศรีวิไชย<noinclude></noinclude> bp54idgqv2j88aqbabt0yb1695md1zo 293224 293223 2026-07-20T16:35:06Z Lunlumita 12009 293224 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๐}}</noinclude>นายหนานไชยลังกาเปนพระยาลำพูน ได้รับพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยาลำพูนก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง แล้วพระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน เข้าชื่อกันบอกกล่าวโทษพระยานครน้อยอินท์ลงมา ให้กราบบังคมทูลพระกรุณา ได้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาตัวพระยานครน้อยอินท์ลงมาณกรุงเทพฯ ก็ป่วย พระยานครลำปางน้อยอินท์ว่าราชการเมืองมาได้ ๑๑ ปี ก็ถึงแก่กรรมที่กรุงเทพฯ เมื่อณเดือน ๒ ศักราช ๑๒๑๐ ปีวอกสัมฤทธิศก จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอุปราชญาณรังษีบุตรพระยานครคำโสมว่าราชการเมืองนครลำปาง {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๒ ปีกุญยังเปนโทศก ณวันเดือน ๕ ขึ้นค่ำ ๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่สวรรคต ลุศักราช ๑๒๑๓ ปีกุญตรีศกณเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศก ครั้นลุศักราช ๑๒๑๔ ปีชวดจัตวาศก พระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน พระยาอุปราชผู้ว่าราชการเมืองนครลำปาง แต่งให้เจ้านายญาติพี่น้องลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เมืองเชียงใหม่แต่งให้นายน้อยธรรมกิติ เมืองนครลำปางแต่งให้พระยาราชวงษ์หนานปัญญา พระยาเมืองแก้วไชยลังกา เมืองลำพูนไชยแต่งให้พระยาราชบุตรหนานศรีวิไชย คุมสิ่งของเครื่องราชบรรณาการลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย นายธรรมกิติ พระยาราชวงษ์หนานปัญญา เมืองแก้วไชยลังกา พระยาราชบุตรหนานศรีวิไชย<noinclude></noinclude> 5lwbms3gei60rl775fk189a82cw5not 293225 293224 2026-07-20T16:36:54Z Lunlumita 12009 293225 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๐}}</noinclude>นายหนานไชยลังกาเปนพระยาลำพูน ได้รับพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยาลำพูนก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง แล้วพระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน เข้าชื่อกันบอกกล่าวโทษพระยานครน้อยอินท์ลงมา ให้กราบบังคมทูลพระกรุณา ได้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาตัวพระยานครน้อยอินท์ลงมาณกรุงเทพฯ ก็ป่วย พระยานครลำปางน้อยอินท์ว่าราชการเมืองมาได้ ๑๑ ปี ก็ถึงแก่กรรมที่กรุงเทพฯ เมื่อณเดือน ๒ ศักราช ๑๒๑๐ ปีวอกสัมฤทธิศก จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอุปราชญาณรังษีบุตรพระยานครคำโสมว่าราชการเมืองนครลำปาง {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๒ ปีกุญยังเปนโทศก ณวันเดือน ๕ ขึ้นค่ำ ๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่สวรรคต ลุศักราช ๑๒๑๓ ปีกุญตรีศก ณเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศก ครั้นลุศักราช ๑๒๑๔ ปีชวดจัตวาศก พระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน พระยาอุปราชผู้ว่าราชการเมืองนครลำปาง แต่งให้เจ้านายญาติพี่น้องลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เมืองเชียงใหม่แต่งให้นายน้อยธรรมกิติ เมืองนครลำปางแต่งให้พระยาราชวงษ์หนานปัญญา พระยาเมืองแก้วไชยลังกา เมืองลำพูนไชยแต่งให้พระยาราชบุตรหนานศรีวิไชย คุมสิ่งของเครื่องราชบรรณาการลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย นายธรรมกิติ พระยาราชวงษ์หนานปัญญา เมืองแก้วไชยลังกา พระยาราชบุตรหนานศรีวิไชย<noinclude></noinclude> ia84krm3mjxns0896hk9lpewqfrlmgq 293226 293225 2026-07-20T16:37:15Z Lunlumita 12009 293226 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๐}}</noinclude>นายหนานไชยลังกาเปนพระยาลำพูน ได้รับพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยาลำพูนก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง แล้วพระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน เข้าชื่อกันบอกกล่าวโทษพระยานครน้อยอินท์ลงมา ให้กราบบังคมทูลพระกรุณา ได้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาตัวพระยานครน้อยอินท์ลงมาณกรุงเทพฯ ก็ป่วย พระยานครลำปางน้อยอินท์ว่าราชการเมืองมาได้ ๑๑ ปี ก็ถึงแก่กรรมที่กรุงเทพฯ เมื่อณเดือน ๒ ศักราช ๑๒๑๐ ปีวอกสัมฤทธิศก จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอุปราชญาณรังษีบุตรพระยานครคำโสมว่าราชการเมืองนครลำปาง {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๒ ปีกุญยังเปนโทศก ณวันเดือน ๕ ขึ้นค่ำ ๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่สวรรคต ลุศักราช ๑๒๑๓ ปีกุญตรีศก ณเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศก ครั้นลุศักราช ๑๒๑๔ ปีชวดจัตวาศก พระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน พระยาอุปราชผู้ว่าราชการเมืองนครลำปาง แต่งให้เจ้านายญาติพี่น้องลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เมืองเชียงใหม่แต่งให้นายน้อยธรรมกิติ เมืองนครลำปางแต่งให้พระยาราชวงษ์หนานปัญญา พระยาเมืองแก้วไชยลังกา เมืองลำพูนไชยแต่งให้พระยาราชบุตรหนานศรีวิไชย คุมสิ่งของเครื่องราชบรรณาการลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย นายธรรมกิติ พระยาราชวงษ์หนานปัญญา เมืองแก้วไชยลังกา พระยาราชบุตรหนานศรีวิไชย{{วว}}<noinclude></noinclude> sgg4erp0a01en11n21nj5ij7k3nld9h 293227 293226 2026-07-20T16:37:26Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293227 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๙๐}}</noinclude>นายหนานไชยลังกาเปนพระยาลำพูน ได้รับพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ พระยาลำพูนก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง แล้วพระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน เข้าชื่อกันบอกกล่าวโทษพระยานครน้อยอินท์ลงมา ให้กราบบังคมทูลพระกรุณา ได้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีตราขึ้นไปหาตัวพระยานครน้อยอินท์ลงมาณกรุงเทพฯ ก็ป่วย พระยานครลำปางน้อยอินท์ว่าราชการเมืองมาได้ ๑๑ ปี ก็ถึงแก่กรรมที่กรุงเทพฯ เมื่อณเดือน ๒ ศักราช ๑๒๑๐ ปีวอกสัมฤทธิศก จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอุปราชญาณรังษีบุตรพระยานครคำโสมว่าราชการเมืองนครลำปาง {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๒ ปีกุญยังเปนโทศก ณวันเดือน ๕ ขึ้นค่ำ ๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่สวรรคต ลุศักราช ๑๒๑๓ ปีกุญตรีศก ณเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศก ครั้นลุศักราช ๑๒๑๔ ปีชวดจัตวาศก พระยาเชียงใหม่ พระยาลำพูน พระยาอุปราชผู้ว่าราชการเมืองนครลำปาง แต่งให้เจ้านายญาติพี่น้องลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เมืองเชียงใหม่แต่งให้นายน้อยธรรมกิติ เมืองนครลำปางแต่งให้พระยาราชวงษ์หนานปัญญา พระยาเมืองแก้วไชยลังกา เมืองลำพูนไชยแต่งให้พระยาราชบุตรหนานศรีวิไชย คุมสิ่งของเครื่องราชบรรณาการลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย นายธรรมกิติ พระยาราชวงษ์หนานปัญญา เมืองแก้วไชยลังกา พระยาราชบุตรหนานศรีวิไชย{{วว}}<noinclude></noinclude> nlbouspff9wqgpy5szreg0z4i4llk2p หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/104 250 53990 293228 293097 2026-07-20T16:37:56Z Lunlumita 12009 293228 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๑}}</noinclude>ลงมาถึงกรุงเทพฯ ป่วยเปนไข้อหิวาตกโรคก็ถึงแก่กรรม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริห์ว่า เมืองเชียงใหม่เขตรแดนติดต่อกันกับพม่าเขิน เมืองเชียงตุง แต่ก่อนเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย พร้อมกันยกกองทัพไปทำศึกรบกับเมืองเชียงตุง การก็ไม่สำเร็จ พม่าเขินเมืองเชียงตุงยกกองทัพโจรมาตีต้อนจับผู้คนพลเมือง ๆ เชียงใหม่ไปเนือง ๆ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิทเปนแม่ทัพ กับเจ้าพระยายมราชเปนแม่ทัพอิกทัพหนึ่ง ยกขึ้นไปตีเมืองเชียงตุงในปีชวดจัตวาศกนั้น นายทัพนายกองที่ยกขึ้นไปรบเมืองเชียงตุงการก็ไม่สำเร็จ แต่พระยาเชียงใหม่มหาวงษ์ป่วยอยู่ก็ไม่นิ่งนอนใจ พระยาเชียงใหม่แต่งให้พระยาเมืองแก้ว นายน้อยมหาพรหม นายสุริยวงษ์ผู้บุตร กับญาติพี่น้องแสนท้าวพระยาลาวคุมไพร่ยกขึ้นไปช่วยรบพม่าเขินเมืองเชียงตุง แลพระยาเชียงใหม่ก็ได้ลำเลียงเสบียงอาหารส่งกองทัพ มิให้ขัดสน จึงทรงพระราชดำริห์ว่า พระยาเชียงใหม่ก็มีความชอบอยู่ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๕ ปีฉลูเบญจศก จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสีหราชฤทธิไกร เชิญแผ่นพระสุพรรณบัตรกับเครื่องสูง ขึ้นไปพระราชทานพระยาเชียงใหม่มหาวงษ์ เลื่อนขึ้นเปนพระเจ้ามโหตรประเทศราชาธิบดี นพิสีมหานครราธิฐาน ภูบาลบพิตร สถิตย์ในอุตมชิยางคราชวงษ์ เจ้านครเชียงใหม่ พระเจ้ามโหตรประเทศเปนพระเจ้าเชียงใหม่ได้ ๕ เดือนกับ ๒๘ วัน คิดรวมกันตั้งแต่เปน<noinclude></noinclude> nmt9r8rjon6rjjemaor4304pm1runlu 293229 293228 2026-07-20T16:40:51Z Lunlumita 12009 293229 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๑}}</noinclude>ลงมาถึงกรุงเทพฯ ป่วยเปนไข้อหิวาตกโรคก็ถึงแก่กรรม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริห์ว่าเมืองเชียงใหม่เขตรแดนติดต่อกันกับพม่าเขินเมืองเชียงตุง แต่ก่อนเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย พร้อมกันยกกองทัพไปทำศึกรบกับเมืองเชียงตุง การก็ไม่สำเร็จ พม่าเขินเมืองเชียงตุงยกกองทัพโจรมาตีต้อนจับผู้คนพลเมือง ๆ เชียงใหม่ไปเนือง ๆ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท เปนแม่ทัพ กับเจ้าพระยายมราชเปนแม่ทัพอิกทัพหนึ่ง ยกขึ้นไปตีเมืองเชียงตุงในปีชวดจัตวาศกนั้น นายทัพนายกองที่ยกขึ้นไปรบเมืองเชียงตุงการก็ไม่สำเร็จ แต่พระยาเชียงใหม่มหาวงษ์ป่วยอยู่ก็ไม่นิ่งนอนใจ พระยาเชียงใหม่แต่งให้พระยาเมืองแก้ว นายน้อยมหาพรหม นายสุริยวงษ์ผู้บุตร กับญาติพี่น้องแสนท้าวพระยาลาว คุมไพร่ยกขึ้นไปช่วยรบพม่าเขินเมืองเชียงตุง แลพระยาเชียงใหม่ก็ได้ลำเลียงเสบียงอาหารส่งกองทัพมิให้ขัดสน จึงทรงพระราชดำริห์ว่าพระยาเชียงใหม่ก็มีความชอบอยู่ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๕ ปีฉลูเบญจศก จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสีหราชฤทธิไกร เชิญแผ่นพระสุพรรณบัตรกับเครื่องสูง ขึ้นไปพระราชทานพระยาเชียงใหม่มหาวงษ์ เลื่อนขึ้นเปนพระเจ้ามโหตรประเทศราชาธิบดี นพิสีมหานครราธิฐาน ภูบาลบพิตร สถิตย์ในอุตมชิยางคราชวงษ์ เจ้านครเชียงใหม่ พระเจ้ามโหตรประเทศเปนพระเจ้าเชียงใหม่ได้ ๕ เดือนกับ ๒๘ วัน คิดรวมกันตั้งแต่เปน<noinclude></noinclude> 1nfqsy9shyntbwd9le1rtvn3qquonge 293230 293229 2026-07-20T16:41:39Z Lunlumita 12009 293230 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๑}}</noinclude>ลงมาถึงกรุงเทพฯ ป่วยเปนไข้อหิวาตกโรคก็ถึงแก่กรรม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริห์ว่าเมืองเชียงใหม่เขตรแดนติดต่อกันกับพม่าเขินเมืองเชียงตุง แต่ก่อนเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย พร้อมกันยกกองทัพไปทำศึกรบกับเมืองเชียงตุง การก็ไม่สำเร็จ พม่าเขินเมืองเชียงตุงยกกองทัพโจรมาตีต้อนจับผู้คนพลเมือง ๆ เชียงใหม่ไปเนือง ๆ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท เปนแม่ทัพ กับเจ้าพระยายมราชเปนแม่ทัพอิกทัพหนึ่ง ยกขึ้นไปตีเมืองเชียงตุงในปีชวดจัตวาศกนั้น นายทัพนายกองที่ยกขึ้นไปรบเมืองเชียงตุงการก็ไม่สำเร็จ แต่พระยาเชียงใหม่มหาวงษ์ป่วยอยู่ก็ไม่นิ่งนอนใจ พระยาเชียงใหม่แต่งให้พระยาเมืองแก้ว นายน้อยมหาพรหม นายสุริยวงษ์ผู้บุตร กับญาติพี่น้องแสนท้าวพระยาลาว คุมไพร่ยกขึ้นไปช่วยรบพม่าเขินเมืองเชียงตุง แลพระยาเชียงใหม่ก็ได้ลำเลียงเสบียงอาหารส่งกองทัพมิให้ขัดสน จึงทรงพระราชดำริห์ว่าพระยาเชียงใหม่ก็มีความชอบอยู่ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๕ ปีฉลูเบญจศก จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสีหราชฤทธิไกรเชิญแผ่นพระสุพรรณบัตรกับเครื่องสูงขึ้นไปพระราชทานพระยาเชียงใหม่มหาวงษ์เลื่อนขึ้นเปนพระเจ้ามโหตรประเทศราชาธิบดี นพิสีมหานครราธิฐาน ภูบาลบพิตร สถิตย์ในอุตมชิยางคราชวงษ์ เจ้านครเชียงใหม่ พระเจ้ามโหตรประเทศเปนพระเจ้าเชียงใหม่ได้ ๕ เดือนกับ ๒๘ วัน คิดรวมกันตั้งแต่เปน<noinclude></noinclude> cnnyhwcuesk999ve8qbg2bicrqogauv 293231 293230 2026-07-20T16:41:51Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293231 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๙๑}}</noinclude>ลงมาถึงกรุงเทพฯ ป่วยเปนไข้อหิวาตกโรคก็ถึงแก่กรรม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริห์ว่าเมืองเชียงใหม่เขตรแดนติดต่อกันกับพม่าเขินเมืองเชียงตุง แต่ก่อนเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย พร้อมกันยกกองทัพไปทำศึกรบกับเมืองเชียงตุง การก็ไม่สำเร็จ พม่าเขินเมืองเชียงตุงยกกองทัพโจรมาตีต้อนจับผู้คนพลเมือง ๆ เชียงใหม่ไปเนือง ๆ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท เปนแม่ทัพ กับเจ้าพระยายมราชเปนแม่ทัพอิกทัพหนึ่ง ยกขึ้นไปตีเมืองเชียงตุงในปีชวดจัตวาศกนั้น นายทัพนายกองที่ยกขึ้นไปรบเมืองเชียงตุงการก็ไม่สำเร็จ แต่พระยาเชียงใหม่มหาวงษ์ป่วยอยู่ก็ไม่นิ่งนอนใจ พระยาเชียงใหม่แต่งให้พระยาเมืองแก้ว นายน้อยมหาพรหม นายสุริยวงษ์ผู้บุตร กับญาติพี่น้องแสนท้าวพระยาลาว คุมไพร่ยกขึ้นไปช่วยรบพม่าเขินเมืองเชียงตุง แลพระยาเชียงใหม่ก็ได้ลำเลียงเสบียงอาหารส่งกองทัพมิให้ขัดสน จึงทรงพระราชดำริห์ว่าพระยาเชียงใหม่ก็มีความชอบอยู่ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๕ ปีฉลูเบญจศก จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสีหราชฤทธิไกรเชิญแผ่นพระสุพรรณบัตรกับเครื่องสูงขึ้นไปพระราชทานพระยาเชียงใหม่มหาวงษ์เลื่อนขึ้นเปนพระเจ้ามโหตรประเทศราชาธิบดี นพิสีมหานครราธิฐาน ภูบาลบพิตร สถิตย์ในอุตมชิยางคราชวงษ์ เจ้านครเชียงใหม่ พระเจ้ามโหตรประเทศเปนพระเจ้าเชียงใหม่ได้ ๕ เดือนกับ ๒๘ วัน คิดรวมกันตั้งแต่เปน<noinclude></noinclude> f6vtbbe5fi6v8yzbts9kkhjbro1zp2e หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/105 250 53991 293232 293099 2026-07-20T16:42:35Z Lunlumita 12009 293232 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๒}}</noinclude>พระยาเชียงใหม่มาได้ ๗ ปีเศษ ลุศักราช ๑๒๑๖ ปีขาลฉศก ณวันแรม ๙ ค่ำเดือน ๒ พระเจ้ามโหตรประเทศถึงแก่พิราไลย จึงมีตราโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปให้พระยาอุปราชพิมพิสาร บุตรพระยาเชียงใหม่คำฟัน ว่าราชการเมือง ก็ถือเปรียบแก่งแย่งกันกับนายน้อยมหาพรหมกิติศัพท์ทราบลงมาถึงกรุงเทพฯ ได้ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระราชดำริห์ว่า ที่เมืองเชียงใหม่เจ้านายมิได้ประนีประนอมเปนสามัคคีคารวะต่อกัน แลราชการทางเมืองเชียงตุงก็ยังติดพันกันอยู่ซึ่งจะไว้ใจแก่ราชการนั้นมิได้ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๗ ปีเถาะสัปตศก จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยามุขมนตรี (เกด) หลวงวิสูตรสมบัติ (พร้อม) ขึ้นไประงับการที่เมืองเชียงใหม่ แล้วให้ปลงศพพระเจ้ามโหตรประเทศราชาด้วย เจ้าพระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ ก็กราบถวายบังคมลาขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ณวัน ๑ เดือน ๔ แรม ๙ ค่ำ เจ้า พระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ ขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ ก็จัดการบ้านเมืองเรียบร้อยเปนปรกติ เจ้าพระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ กับเจ้านายญาติพี่น้อง ช่วยกันปลงศพพระเจ้ามโหตรประเทศราชาเสร็จแล้ว ก็พาตัวพระยาเมืองแก้วหนานสุริยวงษ์ บุตรพระเจ้าเชียงใหม่กาวิละ กับนายน้อยมหาพรหม นายหนานสุริยวงษ์บุตรพระเจ้ามโหตรประเทศราชา พระยาลำพูน พระยาอุปราช เมืองนครลำปาง แลเจ้านายญาติพี่น้องลงมาถึงกรุงเทพฯ ณวันเดือน ๗ ขึ้น ๕ ค่ำศักราช ๑๒๑๘ ปีมโรงอัฐศก แต่พระยาอุปราชพิมพิสารป่วย<noinclude></noinclude> fyzheghyfb6r91hitjwu0ifkjdcfd5z 293233 293232 2026-07-20T16:43:10Z Lunlumita 12009 293233 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๒}}</noinclude>พระยาเชียงใหม่มาได้ ๗ ปีเศษ ลุศักราช ๑๒๑๖ ปีขาลฉศก ณวันแรม ๙ ค่ำเดือน ๒ พระเจ้ามโหตรประเทศถึงแก่พิราไลย จึงมีตราโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปให้พระยาอุปราชพิมพิสารบุตรพระยาเชียงใหม่คำฟันว่าราชการเมือง ก็ถือเปรียบแก่งแย่งกันกับนายน้อยมหาพรหม กิติศัพท์ทราบลงมาถึงกรุงเทพฯ ได้ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระราชดำริห์ว่าที่เมืองเชียงใหม่เจ้านายมิได้ประนีประนอมเปนสามัคคีคารวะต่อกัน แลราชการทางเมืองเชียงตุงก็ยังติดพันกันอยู่ ซึ่งจะไว้ใจแก่ราชการนั้นมิได้ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๗ ปีเถาะสัปตศก จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยามุขมนตรี (เกด) หลวงวิสูตรสมบัติ (พร้อม) ขึ้นไประงับการที่เมืองเชียงใหม่ แล้วให้ปลงศพพระเจ้ามโหตรประเทศราชาด้วย เจ้าพระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ ก็กราบถวายบังคมลาขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ณวัน ๑ เดือน ๔ แรม ๙ ค่ำ เจ้า พระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ ขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ ก็จัดการบ้านเมืองเรียบร้อยเปนปรกติ เจ้าพระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ กับเจ้านายญาติพี่น้อง ช่วยกันปลงศพพระเจ้ามโหตรประเทศราชาเสร็จแล้ว ก็พาตัวพระยาเมืองแก้วหนานสุริยวงษ์ บุตรพระเจ้าเชียงใหม่กาวิละ กับนายน้อยมหาพรหม นายหนานสุริยวงษ์บุตรพระเจ้ามโหตรประเทศราชา พระยาลำพูน พระยาอุปราช เมืองนครลำปาง แลเจ้านายญาติพี่น้องลงมาถึงกรุงเทพฯ ณวันเดือน ๗ ขึ้น ๕ ค่ำศักราช ๑๒๑๘ ปีมโรงอัฐศก แต่พระยาอุปราชพิมพิสารป่วย<noinclude></noinclude> syptflfizrmf6av9jn4ndawm28wgir0 293234 293233 2026-07-20T16:44:32Z Lunlumita 12009 293234 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๒}}</noinclude>พระยาเชียงใหม่มาได้ ๗ ปีเศษ ลุศักราช ๑๒๑๖ ปีขาลฉศก ณวันแรม ๙ ค่ำเดือน ๒ พระเจ้ามโหตรประเทศถึงแก่พิราไลย จึงมีตราโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปให้พระยาอุปราชพิมพิสารบุตรพระยาเชียงใหม่คำฟันว่าราชการเมือง ก็ถือเปรียบแก่งแย่งกันกับนายน้อยมหาพรหม กิติศัพท์ทราบลงมาถึงกรุงเทพฯ ได้ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระราชดำริห์ว่าที่เมืองเชียงใหม่เจ้านายมิได้ประนีประนอมเปนสามัคคีคารวะต่อกัน แลราชการทางเมืองเชียงตุงก็ยังติดพันกันอยู่ ซึ่งจะไว้ใจแก่ราชการนั้นมิได้ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๗ ปีเถาะสัปตศก จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยามุขมนตรี (เกด) หลวงวิสูตรสมบัติ (พร้อม) ขึ้นไประงับการที่เมืองเชียงใหม่ แล้วให้ปลงศพพระเจ้ามโหตรประเทศราชาด้วย เจ้าพระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ ก็กราบถวายบังคมลาขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ณวัน ๑ เดือน ๔ แรม ๙ ค่ำ เจ้า พระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ ขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ ก็จัดการบ้านเมืองเรียบร้อยเปนปรกติ เจ้าพระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ กับเจ้านายญาติพี่น้อง ช่วยกันปลงศพพระเจ้ามโหตรประเทศราชาเสร็จแล้ว ก็พาตัวพระยาเมืองแก้วหนานสุริยวงษ์บุตรพระเจ้าเชียงใหม่กาวิละ กับนายน้อยมหาพรหม นายหนานสุริยวงษ์ บุตรพระเจ้ามโหตรประเทศราชา พระยาลำพูน พระยาอุปราชเมืองนครลำปาง แลเจ้านายญาติพี่น้อง ลงมาถึงกรุงเทพฯ ณวันเดือน ๗ ขึ้น ๕ ค่ำศักราช ๑๒๑๘ ปีมโรงอัฐศก แต่พระยาอุปราชพิมพิสารป่วย<noinclude></noinclude> pwc2sy6vr50ismflh6t7piw6859zio8 293235 293234 2026-07-20T16:44:49Z Lunlumita 12009 293235 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๒}}</noinclude>พระยาเชียงใหม่มาได้ ๗ ปีเศษ ลุศักราช ๑๒๑๖ ปีขาลฉศก ณวันแรม ๙ ค่ำเดือน ๒ พระเจ้ามโหตรประเทศถึงแก่พิราไลย จึงมีตราโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปให้พระยาอุปราชพิมพิสารบุตรพระยาเชียงใหม่คำฟันว่าราชการเมือง ก็ถือเปรียบแก่งแย่งกันกับนายน้อยมหาพรหม กิติศัพท์ทราบลงมาถึงกรุงเทพฯ ได้ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระราชดำริห์ว่าที่เมืองเชียงใหม่เจ้านายมิได้ประนีประนอมเปนสามัคคีคารวะต่อกัน แลราชการทางเมืองเชียงตุงก็ยังติดพันกันอยู่ ซึ่งจะไว้ใจแก่ราชการนั้นมิได้ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๗ ปีเถาะสัปตศก จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยามุขมนตรี (เกด) หลวงวิสูตรสมบัติ (พร้อม) ขึ้นไประงับการที่เมืองเชียงใหม่ แล้วให้ปลงศพพระเจ้ามโหตรประเทศราชาด้วย เจ้าพระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ ก็กราบถวายบังคมลาขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ณวัน ๑ เดือน ๔ แรม ๙ ค่ำ เจ้า พระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ ขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ ก็จัดการบ้านเมืองเรียบร้อยเปนปรกติ เจ้าพระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ กับเจ้านายญาติพี่น้อง ช่วยกันปลงศพพระเจ้ามโหตรประเทศราชาเสร็จแล้ว ก็พาตัวพระยาเมืองแก้วหนานสุริยวงษ์บุตรพระเจ้าเชียงใหม่กาวิละ กับนายน้อยมหาพรหม นายหนานสุริยวงษ์ บุตรพระเจ้ามโหตรประเทศราชา พระยาลำพูน พระยาอุปราชเมืองนครลำปาง แลเจ้านายญาติพี่น้อง ลงมาถึงกรุงเทพฯ ณวันเดือน ๗ ขึ้น ๕ ค่ำศักราช ๑๒๑๘ ปีมโรงอัฐศก แต่พระยาอุปราชพิมพิสารป่วย{{วว}}<noinclude></noinclude> 7rh8d98vz07sbu41d17e1z72qn57cdm 293236 293235 2026-07-20T16:45:01Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293236 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๙๒}}</noinclude>พระยาเชียงใหม่มาได้ ๗ ปีเศษ ลุศักราช ๑๒๑๖ ปีขาลฉศก ณวันแรม ๙ ค่ำเดือน ๒ พระเจ้ามโหตรประเทศถึงแก่พิราไลย จึงมีตราโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปให้พระยาอุปราชพิมพิสารบุตรพระยาเชียงใหม่คำฟันว่าราชการเมือง ก็ถือเปรียบแก่งแย่งกันกับนายน้อยมหาพรหม กิติศัพท์ทราบลงมาถึงกรุงเทพฯ ได้ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงทรงพระราชดำริห์ว่าที่เมืองเชียงใหม่เจ้านายมิได้ประนีประนอมเปนสามัคคีคารวะต่อกัน แลราชการทางเมืองเชียงตุงก็ยังติดพันกันอยู่ ซึ่งจะไว้ใจแก่ราชการนั้นมิได้ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๑๗ ปีเถาะสัปตศก จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยามุขมนตรี (เกด) หลวงวิสูตรสมบัติ (พร้อม) ขึ้นไประงับการที่เมืองเชียงใหม่ แล้วให้ปลงศพพระเจ้ามโหตรประเทศราชาด้วย เจ้าพระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ ก็กราบถวายบังคมลาขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ณวัน ๑ เดือน ๔ แรม ๙ ค่ำ เจ้า พระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ ขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ ก็จัดการบ้านเมืองเรียบร้อยเปนปรกติ เจ้าพระยามุขมนตรี หลวงวิสูตรสมบัติ กับเจ้านายญาติพี่น้อง ช่วยกันปลงศพพระเจ้ามโหตรประเทศราชาเสร็จแล้ว ก็พาตัวพระยาเมืองแก้วหนานสุริยวงษ์บุตรพระเจ้าเชียงใหม่กาวิละ กับนายน้อยมหาพรหม นายหนานสุริยวงษ์ บุตรพระเจ้ามโหตรประเทศราชา พระยาลำพูน พระยาอุปราชเมืองนครลำปาง แลเจ้านายญาติพี่น้อง ลงมาถึงกรุงเทพฯ ณวันเดือน ๗ ขึ้น ๕ ค่ำศักราช ๑๒๑๘ ปีมโรงอัฐศก แต่พระยาอุปราชพิมพิสารป่วย{{วว}}<noinclude></noinclude> dzcfc9m48h97ntn3net6yi8e27883lg หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/106 250 53992 293237 293101 2026-07-20T16:47:36Z Lunlumita 12009 293237 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๓}}</noinclude>ลงมาหาได้ไม่ เจ้าพระยามุขมนตรีก็นำเจ้านายเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงมีพระบรมราชโองการปฤกษาด้วยพระบรมวงษานุวงษ์แลท่านอรรคมหาเสนาธิบดีว่าเมืองลาวพุงขาว เมืองแขก เมืองเขมร ซึ่งเปนเมืองประเทศราช เชื้อวงษ์เปนเจ้า ก็ได้ทรงพระมหากรุณาตั้งขึ้นเปนเจ้าทุก ๆ เมือง แต่ลาวพุงดำเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูน ตั้งแต่พระเจ้าเชียงใหม่กาวิละ พระเจ้านครลำปางดวงทิพ พระเจ้าลำพูนไชยบุญมา ถึงแก่พิราไลยแล้ว ตั้งเจ้าเมือง อุปราช ราชวงษ์ เมืองแก้ว ครั้งใด ก็ตั้งเปนพระยาทุก ๆ ครั้ง ครั้งนี้จะทรงพระมหากรุณาตั้งเจ้าเมือง อุปราช ราชวงษ์ ราชบุตร เมืองแก้ว ขึ้นเปนเจ้าทั้ง ๓ เมือง ให้สมควรที่ได้ยกขึ้นเปนเมืองประเทศราชอันใหญ่ แต่เจ้าเมือง อุปราช ราชวงษ์ ราชบุตร เมืองแก้ว เมืองขึ้นนั้น ให้คงเปนพระยาอยู่ตามเดิม พระบรมวงษานุวงษ์แลท่านอรรคมหาเสนาธิบดีก็เห็นชอบด้วยดังกระแสพระราชดำริห์ทุกประการ จึงโปรดเกล้าฯ ปฤกษาด้วยท่านเสนาธิบดีทั้งปวงว่าจะตั้งพระยาอุปราชพิมพิสารขึ้นเปนเจ้านครจางวาง ให้ว่ากล่าวการสิทธิ์ขาดในเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย จะตั้งพระยาเมืองแก้วสุริยวงษ์เปนเจ้านครเชียงใหม่ จะตั้งนายน้อยมหาพรหมเปนเจ้าอุปราช ให้ท่านเสนาบดีปฤกษาพร้อมด้วยพระยาลำพูนไชย พระยาอุปราชเมืองนครลำปาง จะเห็นชอบด้วยประการใด ปฤกษากันยังหาตกลงไม่ พอพระยารัตนอาณาเขตรเจ้าเมือง<noinclude></noinclude> flty6irwz298mxkzt3d92bjrnqpmnfe 293238 293237 2026-07-20T16:47:47Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293238 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๙๓}}</noinclude>ลงมาหาได้ไม่ เจ้าพระยามุขมนตรีก็นำเจ้านายเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงมีพระบรมราชโองการปฤกษาด้วยพระบรมวงษานุวงษ์แลท่านอรรคมหาเสนาธิบดีว่าเมืองลาวพุงขาว เมืองแขก เมืองเขมร ซึ่งเปนเมืองประเทศราช เชื้อวงษ์เปนเจ้า ก็ได้ทรงพระมหากรุณาตั้งขึ้นเปนเจ้าทุก ๆ เมือง แต่ลาวพุงดำเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูน ตั้งแต่พระเจ้าเชียงใหม่กาวิละ พระเจ้านครลำปางดวงทิพ พระเจ้าลำพูนไชยบุญมา ถึงแก่พิราไลยแล้ว ตั้งเจ้าเมือง อุปราช ราชวงษ์ เมืองแก้ว ครั้งใด ก็ตั้งเปนพระยาทุก ๆ ครั้ง ครั้งนี้จะทรงพระมหากรุณาตั้งเจ้าเมือง อุปราช ราชวงษ์ ราชบุตร เมืองแก้ว ขึ้นเปนเจ้าทั้ง ๓ เมือง ให้สมควรที่ได้ยกขึ้นเปนเมืองประเทศราชอันใหญ่ แต่เจ้าเมือง อุปราช ราชวงษ์ ราชบุตร เมืองแก้ว เมืองขึ้นนั้น ให้คงเปนพระยาอยู่ตามเดิม พระบรมวงษานุวงษ์แลท่านอรรคมหาเสนาธิบดีก็เห็นชอบด้วยดังกระแสพระราชดำริห์ทุกประการ จึงโปรดเกล้าฯ ปฤกษาด้วยท่านเสนาธิบดีทั้งปวงว่าจะตั้งพระยาอุปราชพิมพิสารขึ้นเปนเจ้านครจางวาง ให้ว่ากล่าวการสิทธิ์ขาดในเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย จะตั้งพระยาเมืองแก้วสุริยวงษ์เปนเจ้านครเชียงใหม่ จะตั้งนายน้อยมหาพรหมเปนเจ้าอุปราช ให้ท่านเสนาบดีปฤกษาพร้อมด้วยพระยาลำพูนไชย พระยาอุปราชเมืองนครลำปาง จะเห็นชอบด้วยประการใด ปฤกษากันยังหาตกลงไม่ พอพระยารัตนอาณาเขตรเจ้าเมือง<noinclude></noinclude> 1vn4bh4xp3qunyv2cuabvphrj1pm3ku หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/107 250 53993 293239 293103 2026-07-20T16:49:32Z Lunlumita 12009 293239 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๔}}</noinclude>เชียงราย มีใบบอกลงมาว่าพระยาอุปราชพิมพิสารถึงแก่กรรมแต่ณวันเดือน ๙ ขึ้น ๔ ค่ำ ศักราช ๑๒๑๘ ปีมโรงอัฐศก ฝ่ายพระยาลำพูนไชย พระยาอุปราชเมืองนครลำปาง ก็แจ้งความแก่ท่านเสนาบดีให้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่านายน้อยมหาพรหมนั้นเปนคนกระด้างกระเดื่อง มิได้อยู่ในถ้อยคำผู้ใหญ่ จะโปรดเกล้าฯ ตั้งนายน้อยมหาพรหมเปนที่อุปราชเมืองเชียงใหม่ นายน้อยมหาพรหมก็จะประพฤติการที่ผิด ๆ ทำให้เสียราชการ ขอให้เอาตัวนายน้อยมหาพรหมไว้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อน ถ้าจะทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาเมืองแก้วสุริยวงษ์เปนเจ้านครเชียงใหม่ จะขอรับพระราชทานนายธรรมปัญโญบุตรพระยาอุปราชคำฟั่นเปนที่อุปราช นายหนานสุริยวงษ์บุตรพระเจ้ามโหตรประเทศราชาเปนราชบุตร จะได้ควบคุมญาติพี่น้องบ่าวไพร่ของพระเจ้ามโหตรประเทศราชา ท่านเสนาบดีก็นำข้อความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ว่าเมืองเชียงใหม่เปนเมืองประเทศราชใหญ่ เขตรแดนติดต่อกับอังกฤษพม่า จะตั้งอุปราชราชวงษ์ก็ต้องเอาใจผู้เปนเจ้าเมืองแลญาติพี่น้องที่เมืองใกล้เคียงเห็นพร้อมกัน จึงจะไม่แตกร้าวในราชการประการใดได้ ครั้งนี้ก็จะทรงพระมหากรุณาตั้งแต่งตามญาติพี่น้องปฤกษาตกลงกันนั้น แต่ที่เมืองแก้วจะทรงเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ ให้เรียกว่าบุรีรัตนทั้งเมืองใหญ่แลเมืองขึ้น {{มปก}}<noinclude></noinclude> ipxfxjk0nnmcyqfnlqldytafb58mpd5 293240 293239 2026-07-20T16:49:45Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293240 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๙๔}}</noinclude>เชียงราย มีใบบอกลงมาว่าพระยาอุปราชพิมพิสารถึงแก่กรรมแต่ณวันเดือน ๙ ขึ้น ๔ ค่ำ ศักราช ๑๒๑๘ ปีมโรงอัฐศก ฝ่ายพระยาลำพูนไชย พระยาอุปราชเมืองนครลำปาง ก็แจ้งความแก่ท่านเสนาบดีให้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่านายน้อยมหาพรหมนั้นเปนคนกระด้างกระเดื่อง มิได้อยู่ในถ้อยคำผู้ใหญ่ จะโปรดเกล้าฯ ตั้งนายน้อยมหาพรหมเปนที่อุปราชเมืองเชียงใหม่ นายน้อยมหาพรหมก็จะประพฤติการที่ผิด ๆ ทำให้เสียราชการ ขอให้เอาตัวนายน้อยมหาพรหมไว้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อน ถ้าจะทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาเมืองแก้วสุริยวงษ์เปนเจ้านครเชียงใหม่ จะขอรับพระราชทานนายธรรมปัญโญบุตรพระยาอุปราชคำฟั่นเปนที่อุปราช นายหนานสุริยวงษ์บุตรพระเจ้ามโหตรประเทศราชาเปนราชบุตร จะได้ควบคุมญาติพี่น้องบ่าวไพร่ของพระเจ้ามโหตรประเทศราชา ท่านเสนาบดีก็นำข้อความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ว่าเมืองเชียงใหม่เปนเมืองประเทศราชใหญ่ เขตรแดนติดต่อกับอังกฤษพม่า จะตั้งอุปราชราชวงษ์ก็ต้องเอาใจผู้เปนเจ้าเมืองแลญาติพี่น้องที่เมืองใกล้เคียงเห็นพร้อมกัน จึงจะไม่แตกร้าวในราชการประการใดได้ ครั้งนี้ก็จะทรงพระมหากรุณาตั้งแต่งตามญาติพี่น้องปฤกษาตกลงกันนั้น แต่ที่เมืองแก้วจะทรงเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ ให้เรียกว่าบุรีรัตนทั้งเมืองใหญ่แลเมืองขึ้น {{มปก}}<noinclude></noinclude> geu6bc3wi34bglgpewzumktyo1mrd39 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/108 250 53994 293241 293105 2026-07-20T16:50:24Z Lunlumita 12009 293241 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๕}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นณวัน ๕ แรม ๒ ค่ำเดือน ๑๐ ปีมโรงอัฐศกศักราช ๑๒๑๘ ปีจึงโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาเมืองแก้วหนานสุริยวงษ์ บุตรพระเจ้ากาวิละ เปนพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ดำรงนพิสีนคร สุนทรทศลักษณเกษตร วรฤทธิเดชศรีโยนางคดไนยราชวงษาธิบดี เจ้านครเชียงใหม่ ตั้งนายหนานธรรมปัญโญเปนเจ้าอุปราช ตั้งนายอินทนนท์เปนเจ้าบุรีรัตน ตั้งนายหนานสุริยวงษ์เปนเจ้าราชบุตร แล้วทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาอุปราชเมืองนครลำปาง ขึ้นเปนเจ้าวรญาณรังษี ภักดีราชธรรม์ สุพรรณโสมดไนย โยนกวิไสยประชาธิกร อมรมหาเดชเชษฐกเสนางค์ ลำปางคมหานคราธิปตัยเจ้านครลำปาง ตั้งราชวงษ์มหาพรหมบุตรเจ้านครดวงทิพ เปนเจ้าอุปราช เลื่อนพระยาลำพูนไชย เปนเจ้าไชยลังกาพิศาลโสภาคย์คุณ หริภุญไชยรัษฎาธิวาศ ประเทศราชธุระธาดา มลาวัยวงษ์มัตยานุกูล ลำพูนนครวิชิตไชย เจ้านครลำพูนไชย ได้พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน แล้วพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าอุปราช เจ้าบุรีรัตน เจ้าราชบุตร เมืองเชียงใหม่ เจ้า วรญาณรังษี เจ้าอุปราช มืองนครลำปาง เจ้าไชยลังกาพิศาล เมืองลำพูนไชย ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาบ้านเมือง แต่นายน้อยมหาพรหม บุตรพระเจ้ามโหตรประเทศนั้นโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เปนพระยาอุตรการโกศล ได้พระราชทานพานทอง ให้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่กรุงเทพฯ {{มปก}}<noinclude></noinclude> g7wqbfvqxcxa4qoxd9o3vairtktp5wy 293242 293241 2026-07-20T16:57:07Z Lunlumita 12009 293242 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๕}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นณวัน ๕ แรม ๒ ค่ำเดือน ๑๐ ปีมโรงอัฐศก ศักราช ๑๒๑๘ ปี จึงโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาเมืองแก้วหนานสุริยวงษ์บุตรพระเจ้ากาวิละเปนพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ดำรงนพิสีนคร สุนทรทศลักษณเกษตร วรฤทธิเดชศรีโยนางคดไนยราชวงษาธิบดี เจ้านครเชียงใหม่ ตั้งนายหนานธรรมปัญโญเปนเจ้าอุปราช ตั้งนายอินทนนท์เปนเจ้าบุรีรัตน ตั้งนายหนานสุริยวงษ์เปนเจ้าราชบุตร แล้วทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาอุปราชเมืองนครลำปางขึ้นเปนเจ้าวรญาณรังษี ภักดีราชธรรม์ สุพรรณโสมดไนย โยนกวิไสยประชาธิกร อมรมหาเดชเชษฐกเสนางค์ ลำปางคมหานคราธิปตัย เจ้านครลำปาง ตั้งราชวงษ์มหาพรหมบุตรเจ้านครดวงทิพเปนเจ้าอุปราช เลื่อนพระยาลำพูนไชยเปนเจ้าไชยลังกาพิศาลโสภาคย์คุณ หริภุญไชยรัษฎาธิวาศ ประเทศราชธุระธาดา มลาวัยวงษ์มัตยานุกูล ลำพูนนครวิชิตไชย เจ้านครลำพูนไชย ได้พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน แล้วพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าอุปราช เจ้าบุรีรัตน เจ้าราชบุตร เมืองเชียงใหม่ เจ้าวรญาณรังษี เจ้าอุปราช เมืองนครลำปาง เจ้าไชยลังกาพิศาล เมืองลำพูนไชย ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาบ้านเมือง แต่นายน้อยมหาพรหมบุตรพระเจ้ามโหตรประเทศนั้น โปรดเกล้าฯ ตั้งให้เปนพระยาอุตรการโกศล ได้พระราชทานพานทอง ให้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่กรุงเทพฯ {{มปก}}<noinclude></noinclude> oceickkwl0w5slwd1clmatedu5at15k 293243 293242 2026-07-20T16:57:19Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293243 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๙๕}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นณวัน ๕ แรม ๒ ค่ำเดือน ๑๐ ปีมโรงอัฐศก ศักราช ๑๒๑๘ ปี จึงโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาเมืองแก้วหนานสุริยวงษ์บุตรพระเจ้ากาวิละเปนพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ดำรงนพิสีนคร สุนทรทศลักษณเกษตร วรฤทธิเดชศรีโยนางคดไนยราชวงษาธิบดี เจ้านครเชียงใหม่ ตั้งนายหนานธรรมปัญโญเปนเจ้าอุปราช ตั้งนายอินทนนท์เปนเจ้าบุรีรัตน ตั้งนายหนานสุริยวงษ์เปนเจ้าราชบุตร แล้วทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาอุปราชเมืองนครลำปางขึ้นเปนเจ้าวรญาณรังษี ภักดีราชธรรม์ สุพรรณโสมดไนย โยนกวิไสยประชาธิกร อมรมหาเดชเชษฐกเสนางค์ ลำปางคมหานคราธิปตัย เจ้านครลำปาง ตั้งราชวงษ์มหาพรหมบุตรเจ้านครดวงทิพเปนเจ้าอุปราช เลื่อนพระยาลำพูนไชยเปนเจ้าไชยลังกาพิศาลโสภาคย์คุณ หริภุญไชยรัษฎาธิวาศ ประเทศราชธุระธาดา มลาวัยวงษ์มัตยานุกูล ลำพูนนครวิชิตไชย เจ้านครลำพูนไชย ได้พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน แล้วพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าอุปราช เจ้าบุรีรัตน เจ้าราชบุตร เมืองเชียงใหม่ เจ้าวรญาณรังษี เจ้าอุปราช เมืองนครลำปาง เจ้าไชยลังกาพิศาล เมืองลำพูนไชย ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาบ้านเมือง แต่นายน้อยมหาพรหมบุตรพระเจ้ามโหตรประเทศนั้น โปรดเกล้าฯ ตั้งให้เปนพระยาอุตรการโกศล ได้พระราชทานพานทอง ให้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่กรุงเทพฯ {{มปก}}<noinclude></noinclude> 1r8c1drwyi38q3tqfi1t4lk6hwi1y67 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/109 250 53995 293244 293107 2026-07-20T16:57:52Z Lunlumita 12009 293244 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๖}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นณวันเดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ ปีมแมเอกศก พระเจ้าเชียงใหม่บอกให้นายน้อยหน่อคำ นายน้อยแผ่นฟ้า คุมต้นไม้ทองต้นไม้เงินลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ว่า ที่ราชวงษ์เมืองเชียงใหม่ยังว่างอยู่ นายน้อยหน่อคำก็เปนบุตรพระยาเชียงใหม่ช้างเผือก ควรจะเปนที่ราชวงษ์ได้ แต่นายน้อยแผ่นฟ้าหลานพระเจ้ากาวิละ ๆ ก็มีความชอบได้เกลี้ยกล่อมรวบรวมผู้คนทำศึกกับพม่าปัจจามิตร ก็ควรจะให้นายน้อยแผ่นฟ้าเปนที่หนึ่งที่ใดขึ้นในเมืองเชียงใหม่ แต่ที่ทางก็ได้ทรงพระมหากรุณาตั้งแต่งเต็มตำแหน่งหมดแล้ว จะต้องคิดชื่อตั้งขึ้นให้สมควรแก่ที่เกี่ยวข้องเปนบุตรหลานโดยลำดับ ท่านเสนาบดีก็เห็นพร้อมด้วยโดยดังกระแสพระบรมราชโองการ จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งนายน้อยหน่อคำเปนที่เจ้าราชวงษ์ ตั้งนายน้อยแผ่นฟ้าเปนเจ้าราชภาคิไนย ได้พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ แล้วเจ้าราชวงษ์ เจ้าราชภาคิไนย ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ ฝ่ายพระยาอุตรการโกศลทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ถึงแก่กรรมในปีวอกโทศกศักราช ๑๒๒๒ ปี {{ฟม}}ครั้นศักราช ๑๒๒๕ ปีกุญเบญจศก เจ้าอุปราชมหาพรหมเมืองนครลำปาง ป่วยถึงแก่อสัญญกรรม ครั้นณเดือน ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ ศักราช ๑๒๒๗ ปีฉลูสัปตศก เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร เมืองเชียงใหม่ บอกกล่าวโทษพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ลงมาเดือนละฉบับ ข้อความต้องกันว่าพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เกณฑ์คน<noinclude></noinclude> 58etwb6boxq2y69a3w4l1eaeu2eg7lc 293245 293244 2026-07-20T16:59:03Z Lunlumita 12009 293245 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๖}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นณวันเดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ ปีมแมเอกศก พระเจ้าเชียงใหม่บอกให้นายน้อยหน่อคำ นายน้อยแผ่นฟ้า คุมต้นไม้ทองต้นไม้เงินลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ว่าที่ราชวงษ์เมืองเชียงใหม่ยังว่างอยู่ นายน้อยหน่อคำก็เปนบุตรพระยาเชียงใหม่ช้างเผือก ควรจะเปนที่ราชวงษ์ได้ แต่นายน้อยแผ่นฟ้าหลานพระเจ้ากาวิละ ๆ ก็มีความชอบได้เกลี้ยกล่อมรวบรวมผู้คนทำศึกกับพม่าปัจจามิตร ก็ควรจะให้นายน้อยแผ่นฟ้าเปนที่หนึ่งที่ใดขึ้นในเมืองเชียงใหม่ แต่ที่ทางก็ได้ทรงพระมหากรุณาตั้งแต่งเต็มตำแหน่งหมดแล้ว จะต้องคิดชื่อตั้งขึ้นให้สมควรแก่ที่เกี่ยวข้องเปนบุตรหลานโดยลำดับ ท่านเสนาบดีก็เห็นพร้อมด้วยโดยดังกระแสพระบรมราชโองการ จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งนายน้อยหน่อคำเปนที่เจ้าราชวงษ์ ตั้งนายน้อยแผ่นฟ้าเปนเจ้าราชภาคิไนย ได้พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ แล้วเจ้าราชวงษ์ เจ้าราชภาคิไนย ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ ฝ่ายพระยาอุตรการโกศลทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ถึงแก่กรรมในปีวอกโทศก ศักราช ๑๒๒๒ ปี {{ฟม}}ครั้นศักราช ๑๒๒๕ ปีกุญเบญจศก เจ้าอุปราชมหาพรหมเมืองนครลำปาง ป่วยถึงแก่อสัญญกรรม ครั้นณเดือน ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ ศักราช ๑๒๒๗ ปีฉลูสัปตศก เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร เมืองเชียงใหม่ บอกกล่าวโทษพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ลงมาเดือนละฉบับ ข้อความต้องกันว่าพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เกณฑ์คน<noinclude></noinclude> hjiyu7g5pdssswomoftxl8tft7y3945 293246 293245 2026-07-20T16:59:28Z Lunlumita 12009 293246 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๖}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นณวันเดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ ปีมแมเอกศก พระเจ้าเชียงใหม่บอกให้นายน้อยหน่อคำ นายน้อยแผ่นฟ้า คุมต้นไม้ทองต้นไม้เงินลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ว่าที่ราชวงษ์เมืองเชียงใหม่ยังว่างอยู่ นายน้อยหน่อคำก็เปนบุตรพระยาเชียงใหม่ช้างเผือก ควรจะเปนที่ราชวงษ์ได้ แต่นายน้อยแผ่นฟ้าหลานพระเจ้ากาวิละ ๆ ก็มีความชอบได้เกลี้ยกล่อมรวบรวมผู้คนทำศึกกับพม่าปัจจามิตร ก็ควรจะให้นายน้อยแผ่นฟ้าเปนที่หนึ่งที่ใดขึ้นในเมืองเชียงใหม่ แต่ที่ทางก็ได้ทรงพระมหากรุณาตั้งแต่งเต็มตำแหน่งหมดแล้ว จะต้องคิดชื่อตั้งขึ้นให้สมควรแก่ที่เกี่ยวข้องเปนบุตรหลานโดยลำดับ ท่านเสนาบดีก็เห็นพร้อมด้วยโดยดังกระแสพระบรมราชโองการ จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งนายน้อยหน่อคำเปนที่เจ้าราชวงษ์ ตั้งนายน้อยแผ่นฟ้าเปนเจ้าราชภาคิไนย ได้พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ แล้วเจ้าราชวงษ์ เจ้าราชภาคิไนย ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ ฝ่ายพระยาอุตรการโกศลทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ถึงแก่กรรมในปีวอกโทศก ศักราช ๑๒๒๒ ปี {{ฟม}}ครั้นศักราช ๑๒๒๕ ปีกุญเบญจศก เจ้าอุปราชมหาพรหมเมืองนครลำปางป่วยถึงแก่อสัญญกรรม ครั้นณเดือน ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ ศักราช ๑๒๒๗ ปีฉลูสัปตศก เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร เมืองเชียงใหม่ บอกกล่าวโทษพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ลงมาเดือนละฉบับ ข้อความต้องกันว่าพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เกณฑ์คน<noinclude></noinclude> 3ai1mmbv588edb1w99wfdgu5hy45e3z 293247 293246 2026-07-20T16:59:36Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293247 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๙๖}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นณวันเดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ ปีมแมเอกศก พระเจ้าเชียงใหม่บอกให้นายน้อยหน่อคำ นายน้อยแผ่นฟ้า คุมต้นไม้ทองต้นไม้เงินลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ว่าที่ราชวงษ์เมืองเชียงใหม่ยังว่างอยู่ นายน้อยหน่อคำก็เปนบุตรพระยาเชียงใหม่ช้างเผือก ควรจะเปนที่ราชวงษ์ได้ แต่นายน้อยแผ่นฟ้าหลานพระเจ้ากาวิละ ๆ ก็มีความชอบได้เกลี้ยกล่อมรวบรวมผู้คนทำศึกกับพม่าปัจจามิตร ก็ควรจะให้นายน้อยแผ่นฟ้าเปนที่หนึ่งที่ใดขึ้นในเมืองเชียงใหม่ แต่ที่ทางก็ได้ทรงพระมหากรุณาตั้งแต่งเต็มตำแหน่งหมดแล้ว จะต้องคิดชื่อตั้งขึ้นให้สมควรแก่ที่เกี่ยวข้องเปนบุตรหลานโดยลำดับ ท่านเสนาบดีก็เห็นพร้อมด้วยโดยดังกระแสพระบรมราชโองการ จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งนายน้อยหน่อคำเปนที่เจ้าราชวงษ์ ตั้งนายน้อยแผ่นฟ้าเปนเจ้าราชภาคิไนย ได้พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ แล้วเจ้าราชวงษ์ เจ้าราชภาคิไนย ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ ฝ่ายพระยาอุตรการโกศลทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ถึงแก่กรรมในปีวอกโทศก ศักราช ๑๒๒๒ ปี {{ฟม}}ครั้นศักราช ๑๒๒๕ ปีกุญเบญจศก เจ้าอุปราชมหาพรหมเมืองนครลำปางป่วยถึงแก่อสัญญกรรม ครั้นณเดือน ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ ศักราช ๑๒๒๗ ปีฉลูสัปตศก เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร เมืองเชียงใหม่ บอกกล่าวโทษพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ลงมาเดือนละฉบับ ข้อความต้องกันว่าพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เกณฑ์คน<noinclude></noinclude> maulxzevfza3n1uhj8dhojayt3guh9e หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/110 250 53996 293248 293109 2026-07-21T05:53:23Z Lunlumita 12009 293248 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๗}}</noinclude>ทำทางออกจากเมืองเชียงใหม่ไปจนถึงท่าผาแดง แล้วจัดเอาช้างพลาย ๒ ช้างกับปืนแต่งคนคุมขึ้นไปถวายพระเจ้าอังวะ ๆ ก็ให้พม่าคุมเอาสิ่งของมาให้แก่พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ๆ พาพม่ากับล่ามเข้าไปพูดในที่ลับ ครั้นพม่ากลับไปจากเมืองเชียงใหม่แล้ว พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็เอาล่ามพม่าไปฆ่าเสีย แล้วนายน้อยเทพวงษ์บุตรพระยาอุตรการโกศลก็ร้องถวายฎีกากล่าวโทษพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์หลายข้อ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยามหามนตรีเจ้ากรมพระตำรวจในขวา ขึ้นไปหาตัวพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ลงมาณกรุงเทพฯ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร กับเจ้านายญาติพี่น้อง ก็ลงมาพร้อมด้วยพระยามหามนตรี ถึงกรุงเทพฯ ณวัน ๔ เดือน ๘ แรม ๑๑ ค่ำ ปีขาลอัฐศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายญาติพี่น้องเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ถวายต้นไม้ทองเงิน กับพาบุตรฟ้าโกลานเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทด้วย แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ฟ้าโกลานจะเทครัวพลเมืองเข้ามาขอเปนข้าขอบขัณฑสิมา ส่งขุนหลวงผู้บุตรเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทก่อน แล้วพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เอาแหวนทับทิมเท่าผลเม็ดบัวแก่ ๒ วง สังวาลทองคำมีสายสร้อย ๑๕ สายมีประจำยามใหญ่ ๑ ประจำยามเล็ก ๒ ตาบ ๑ ประดับพลอยทับทิมใหญ่ ๔ ทับทิมเล็ก ๙๖ รวม ๑๐๐ เม็ด ผ้าเกี้ยวพม่า ๓ ผืน ผ้าตาลวด ๘ ผืน รวม ๑๑ ผืน ของเจ้าอังวะให้แก่พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ๆ{{วว}}<noinclude>{{ก|๑๓}}</noinclude> 955y5fnnknd8cqe010tky3zxrlbd6hi 293249 293248 2026-07-21T05:54:22Z Lunlumita 12009 293249 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๗}}</noinclude>ทำทางออกจากเมืองเชียงใหม่ไปจนถึงท่าผาแดง แล้วจัดเอาช้างพลาย ๒ ช้างกับปืนแต่งคนคุมขึ้นไปถวายพระเจ้าอังวะ ๆ ก็ให้พม่าคุมเอาสิ่งของมาให้แก่พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ๆ พาพม่ากับล่ามเข้าไปพูดในที่ลับ ครั้นพม่ากลับไปจากเมืองเชียงใหม่แล้ว พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็เอาล่ามพม่าไปฆ่าเสีย แล้วนายน้อยเทพวงษ์บุตรพระยาอุตรการโกศลก็ร้องถวายฎีกากล่าวโทษพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์หลายข้อ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยามหามนตรีเจ้ากรมพระตำรวจในขวาขึ้นไปหาตัวพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ลงมาณกรุงเทพฯ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร กับเจ้านายญาติพี่น้อง ก็ลงมาพร้อมด้วยพระยามหามนตรี ถึงกรุงเทพฯ ณวัน ๔ เดือน ๘ แรม ๑๑ ค่ำ ปีขาลอัฐศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์กับเจ้านายญาติพี่น้องเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทถวายต้นไม้ทองเงิน กับพาบุตรฟ้าโกลานเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทด้วย แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าฟ้าโกลานจะเทครัวพลเมืองเข้ามาขอเปนข้าขอบขัณฑสิมา ส่งขุนหลวงผู้บุตรเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทก่อน แล้วพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เอาแหวนทับทิมเท่าผลเม็ดบัวแก่ ๒ วง สังวาลทองคำมีสายสร้อย ๑๕ สายมีประจำยามใหญ่ ๑ ประจำยามเล็ก ๒ ตาบ ๑ ประดับพลอยทับทิมใหญ่ ๔ ทับทิมเล็ก ๙๖ รวม ๑๐๐ เม็ด ผ้าเกี้ยวพม่า ๓ ผืน ผ้าตาลวด ๘ ผืน รวม ๑๑ ผืน ของเจ้าอังวะให้แก่พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ๆ{{วว}}<noinclude>{{ก|๑๓}}</noinclude> ko48ykjb0dr8ck13586dvvyk246p42y 293250 293249 2026-07-21T05:54:32Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293250 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๙๗}}</noinclude>ทำทางออกจากเมืองเชียงใหม่ไปจนถึงท่าผาแดง แล้วจัดเอาช้างพลาย ๒ ช้างกับปืนแต่งคนคุมขึ้นไปถวายพระเจ้าอังวะ ๆ ก็ให้พม่าคุมเอาสิ่งของมาให้แก่พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ๆ พาพม่ากับล่ามเข้าไปพูดในที่ลับ ครั้นพม่ากลับไปจากเมืองเชียงใหม่แล้ว พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็เอาล่ามพม่าไปฆ่าเสีย แล้วนายน้อยเทพวงษ์บุตรพระยาอุตรการโกศลก็ร้องถวายฎีกากล่าวโทษพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์หลายข้อ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยามหามนตรีเจ้ากรมพระตำรวจในขวาขึ้นไปหาตัวพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ลงมาณกรุงเทพฯ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร กับเจ้านายญาติพี่น้อง ก็ลงมาพร้อมด้วยพระยามหามนตรี ถึงกรุงเทพฯ ณวัน ๔ เดือน ๘ แรม ๑๑ ค่ำ ปีขาลอัฐศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์กับเจ้านายญาติพี่น้องเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทถวายต้นไม้ทองเงิน กับพาบุตรฟ้าโกลานเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทด้วย แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าฟ้าโกลานจะเทครัวพลเมืองเข้ามาขอเปนข้าขอบขัณฑสิมา ส่งขุนหลวงผู้บุตรเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทก่อน แล้วพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เอาแหวนทับทิมเท่าผลเม็ดบัวแก่ ๒ วง สังวาลทองคำมีสายสร้อย ๑๕ สายมีประจำยามใหญ่ ๑ ประจำยามเล็ก ๒ ตาบ ๑ ประดับพลอยทับทิมใหญ่ ๔ ทับทิมเล็ก ๙๖ รวม ๑๐๐ เม็ด ผ้าเกี้ยวพม่า ๓ ผืน ผ้าตาลวด ๘ ผืน รวม ๑๑ ผืน ของเจ้าอังวะให้แก่พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ๆ{{วว}}<noinclude>{{ก|๑๓}}</noinclude> 7uvsul0yjalhipvp5ltflu05wcvuqi1 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/111 250 53997 293251 293111 2026-07-21T05:59:42Z Lunlumita 12009 293251 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๘}}</noinclude>นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย จึงมีพระบรมราชโองการว่าของทั้งนิ้เจ้าอังวะให้แก่เจ้าเชียงใหม่ ก็ให้เจ้าเชียงใหม่เอาไว้เถิด จะทรงรับเอาไว้แต่แหวนทับทิมวงเดียว พอไม่ให้พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เสียใจ แล้วมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ท่านเสนาบดีชำระพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ที่รายเจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร บอกกล่าวโทษลงมานั้น พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็ให้การหลีกเลี่ยงท่านเสนาบดีจึงนำข้อความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงมีพระบรมราชโองการปฤกษาด้วยพระบรมวงษานุวงษ์แลท่านเสนาบดี มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงษ์ ที่สมุหพระกลาโหมเปนประธาน จึงทำคำปฤกษาขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า เมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ก็เปนเมืองประเทศราช พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ก็ยังหามีความผิดเปนข้อใหญ่สิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ขอรับพระราชทานให้ได้กลับขึ้นไปรักษาอาณาเขตร ปกป้องเจ้านายญาติพี่น้องบุตรหลาน ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณต่อไป แต่เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร นายน้อยมหาวงษ์ นายหนานมหาเทพ นายน้อยเทพวงษ์ นายหนานธรรมลังกานั้น ขอพระราชทานให้เอาตัวไว้ณกรุงเทพฯ ก่อน ถ้าพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กลับขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่แล้ว ให้ปฤกษาด้วยเจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปาง เจ้าไชยลังกาพิศาลเจ้านครลำพูนไชย ด้วยเปนเครือวงษ์วานญาติพี่น้อง{{วว}}<noinclude></noinclude> fznya7yk7vyvtg79ac7x2ykvh3s4hb9 293252 293251 2026-07-21T06:01:55Z Lunlumita 12009 293252 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๘}}</noinclude>นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย จึงมีพระบรมราชโองการว่าของทั้งนิ้เจ้าอังวะให้แก่เจ้าเชียงใหม่ ก็ให้เจ้าเชียงใหม่เอาไว้เถิด จะทรงรับเอาไว้แต่แหวนทับทิมวงเดียวพอไม่ให้พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เสียใจ แล้วมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ท่านเสนาบดีชำระพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ที่รายเจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร บอกกล่าวโทษลงมานั้น พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็ให้การหลีกเลี่ยง ท่านเสนาบดีจึงนำข้อความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงมีพระบรมราชโองการปฤกษาด้วยพระบรมวงษานุวงษ์แลท่านเสนาบดี มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงษ์ที่สมุหพระกลาโหม เปนประธาน จึงทำคำปฤกษาขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ก็เปนเมืองประเทศราช พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ก็ยังหามีความผิดเปนข้อใหญ่สิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ ขอรับพระราชทานให้ได้กลับขึ้นไปรักษาอาณาเขตร ปกป้องเจ้านายญาติพี่น้องบุตรหลาน ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณต่อไป แต่เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร นายน้อยมหาวงษ์ นายหนานมหาเทพ นายน้อยเทพวงษ์ นายหนานธรรมลังกานั้น ขอพระราชทานให้เอาตัวไว้ณกรุงเทพฯ ก่อน ถ้าพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์กลับขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่แล้ว ให้ปฤกษาด้วยเจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปาง เจ้าไชยลังกาพิศาลเจ้านครลำพูนไชย ด้วยเปนเครือวงษ์วานญาติพี่น้อง{{วว}}<noinclude></noinclude> 6sxlui3nxj8pepqd62pvkjcfefawsp0 293253 293252 2026-07-21T06:02:07Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293253 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๙๘}}</noinclude>นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย จึงมีพระบรมราชโองการว่าของทั้งนิ้เจ้าอังวะให้แก่เจ้าเชียงใหม่ ก็ให้เจ้าเชียงใหม่เอาไว้เถิด จะทรงรับเอาไว้แต่แหวนทับทิมวงเดียวพอไม่ให้พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เสียใจ แล้วมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ท่านเสนาบดีชำระพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ที่รายเจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร บอกกล่าวโทษลงมานั้น พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็ให้การหลีกเลี่ยง ท่านเสนาบดีจึงนำข้อความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงมีพระบรมราชโองการปฤกษาด้วยพระบรมวงษานุวงษ์แลท่านเสนาบดี มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงษ์ที่สมุหพระกลาโหม เปนประธาน จึงทำคำปฤกษาขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ก็เปนเมืองประเทศราช พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ก็ยังหามีความผิดเปนข้อใหญ่สิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ ขอรับพระราชทานให้ได้กลับขึ้นไปรักษาอาณาเขตร ปกป้องเจ้านายญาติพี่น้องบุตรหลาน ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณต่อไป แต่เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร นายน้อยมหาวงษ์ นายหนานมหาเทพ นายน้อยเทพวงษ์ นายหนานธรรมลังกานั้น ขอพระราชทานให้เอาตัวไว้ณกรุงเทพฯ ก่อน ถ้าพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์กลับขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่แล้ว ให้ปฤกษาด้วยเจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปาง เจ้าไชยลังกาพิศาลเจ้านครลำพูนไชย ด้วยเปนเครือวงษ์วานญาติพี่น้อง{{วว}}<noinclude></noinclude> tpxpk6y96hcygva9dgb0z3zm7ykb3f7 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/112 250 53998 293254 293113 2026-07-21T06:02:43Z Lunlumita 12009 293254 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๙}}</noinclude>ถ้าเจ้าเมืองนครลำปาง เจ้าเมืองลำพูนไชย มีศุภอักษรลงมาประการใด จึงค่อยผ่อนปรนไปตามทางสามัคคีคารวะอย่าให้แตกร้าวกันได้ ครั้นทรงทราบในคำปฤกษาแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์กลับขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่แล้ว เอาคำ ปฤกษาของพระบรมวงษานุวงษ์แลท่านเสนาบดี ไปแจ้งต่อเจ้าวรญาณรังษี เจ้านครลำปาง เจ้าไชยลังกาพิศาล เจ้าลำพูนไชย ทราบทุกประการแล้ว เจ้าวรญาณรังษี เจ้านครลำปาง เจ้าไชยลังกาพิศาล เจ้านครลำพูนไชย มีศุภอักษรลงมาว่า ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เปนเจ้าประเทศราชใหญ่ เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร นายน้อยมหาวงษ์ นายหนานมหาเทพ นายน้อยเทพวงษ์ นายหนานธรรมลังกา ก็มิได้อยู่ในถ้อยคำถือเปรียบแก่งแย่งผู้ใหญ่ ทำให้ขุ่นเคืองใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ขอรับพระราชทานให้เอาตัว เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร นายน้อยเทพวงษ์ นายหนานมหาเทพ นายหนานธรรมลังกา นายน้อยมหาวงษ์ ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ณกรุงเทพฯ ก่อน ครั้นทรงทราบในศุภอักษรแล้วก็โปรดเกล้าฯ ให้เอาตัวเจ้านายเมืองเชียงใหม่ไว้ตามคำปฤกษา € ครั้นณปีเถาะนพศกศักราช ๑๒๒๙ ปี เจ้าอุปราชธรรมปัญโญป่วยถึงแก่กรรม ครั้นณวัน ๕ เดือน ๑๐ แรม ๑๓ ค่ำ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายญาติพี่น้องบุตรหลาน ช่วยกันปลงศพ<noinclude></noinclude> 8pxirpp0rb93gn7yqxov832raasoiq3 293255 293254 2026-07-21T06:03:58Z Lunlumita 12009 293255 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๙}}</noinclude>ถ้าเจ้าเมืองนครลำปาง เจ้าเมืองลำพูนไชย มีศุภอักษรลงมาประการใด จึงค่อยผ่อนปรนไปตามทางสามัคคีคารวะ อย่าให้แตกร้าวกันได้ ครั้นทรงทราบในคำปฤกษาแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์กลับขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่แล้ว เอาคำปฤกษาของพระบรมวงษานุวงษ์แลท่านเสนาบดีไปแจ้งต่อเจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปาง เจ้าไชยลังกาพิศาลเจ้าลำพูนไชย ทราบทุกประการแล้ว เจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปาง เจ้าไชยลังกาพิศาลเจ้านครลำพูนไชย มีศุภอักษรลงมาว่าทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เปนเจ้าประเทศราชใหญ่ เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร นายน้อยมหาวงษ์ นายหนานมหาเทพ นายน้อยเทพวงษ์ นายหนานธรรมลังกา ก็มิได้อยู่ในถ้อยคำ ถือเปรียบแก่งแย่งผู้ใหญ่ ทำให้ขุ่นเคืองใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ขอรับพระราชทานให้เอาตัวเจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร นายน้อยเทพวงษ์ นายหนานมหาเทพ นายหนานธรรมลังกา นายน้อยมหาวงษ์ ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ณกรุงเทพฯ ก่อน ครั้นทรงทราบในศุภอักษรแล้ว ก็โปรดเกล้าฯ ให้เอาตัวเจ้านายเมืองเชียงใหม่ไว้ตามคำปฤกษา {{ฟม}}ครั้นณปีเถาะนพศกศักราช ๑๒๒๙ ปี เจ้าอุปราชธรรมปัญโญป่วยถึงแก่กรรม ครั้นณวัน ๕ เดือน ๑๐ แรม ๑๓ ค่ำ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายญาติพี่น้องบุตรหลาน ช่วยกันปลงศพ<noinclude></noinclude> 6burri9oquoq0wjcrk3i7q0r4cg05yu 293256 293255 2026-07-21T06:08:36Z Lunlumita 12009 293256 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๙๙}}</noinclude>ถ้าเจ้าเมืองนครลำปาง เจ้าเมืองลำพูนไชย มีศุภอักษรลงมาประการใด จึงค่อยผ่อนปรนไปตามทางสามัคคีคารวะ อย่าให้แตกร้าวกันได้ ครั้นทรงทราบในคำปฤกษาแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์กลับขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ แล้วเอาคำปฤกษาของพระบรมวงษานุวงษ์แลท่านเสนาบดีไปแจ้งต่อเจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปาง เจ้าไชยลังกาพิศาลเจ้าลำพูนไชย ทราบทุกประการแล้ว เจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปาง เจ้าไชยลังกาพิศาลเจ้านครลำพูนไชย มีศุภอักษรลงมาว่าทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เปนเจ้าประเทศราชใหญ่ เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร นายน้อยมหาวงษ์ นายหนานมหาเทพ นายน้อยเทพวงษ์ นายหนานธรรมลังกา ก็มิได้อยู่ในถ้อยคำ ถือเปรียบแก่งแย่งผู้ใหญ่ ทำให้ขุ่นเคืองใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ขอรับพระราชทานให้เอาตัวเจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร นายน้อยเทพวงษ์ นายหนานมหาเทพ นายหนานธรรมลังกา นายน้อยมหาวงษ์ ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ณกรุงเทพฯ ก่อน ครั้นทรงทราบในศุภอักษรแล้ว ก็โปรดเกล้าฯ ให้เอาตัวเจ้านายเมืองเชียงใหม่ไว้ตามคำปฤกษา {{ฟม}}ครั้นณปีเถาะนพศก ศักราช ๑๒๒๙ ปี เจ้าอุปราชธรรมปัญโญป่วยถึงแก่กรรม ครั้นณวัน ๕ เดือน ๑๐ แรม ๑๓ ค่ำ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายญาติพี่น้องบุตรหลาน ช่วยกันปลงศพ<noinclude></noinclude> drm4f1lxvzcyjs6udy7zkrc3wgyg7e4 293257 293256 2026-07-21T06:08:49Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293257 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๙๙}}</noinclude>ถ้าเจ้าเมืองนครลำปาง เจ้าเมืองลำพูนไชย มีศุภอักษรลงมาประการใด จึงค่อยผ่อนปรนไปตามทางสามัคคีคารวะ อย่าให้แตกร้าวกันได้ ครั้นทรงทราบในคำปฤกษาแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์กลับขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ แล้วเอาคำปฤกษาของพระบรมวงษานุวงษ์แลท่านเสนาบดีไปแจ้งต่อเจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปาง เจ้าไชยลังกาพิศาลเจ้าลำพูนไชย ทราบทุกประการแล้ว เจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปาง เจ้าไชยลังกาพิศาลเจ้านครลำพูนไชย มีศุภอักษรลงมาว่าทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เปนเจ้าประเทศราชใหญ่ เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร นายน้อยมหาวงษ์ นายหนานมหาเทพ นายน้อยเทพวงษ์ นายหนานธรรมลังกา ก็มิได้อยู่ในถ้อยคำ ถือเปรียบแก่งแย่งผู้ใหญ่ ทำให้ขุ่นเคืองใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ขอรับพระราชทานให้เอาตัวเจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร นายน้อยเทพวงษ์ นายหนานมหาเทพ นายหนานธรรมลังกา นายน้อยมหาวงษ์ ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ณกรุงเทพฯ ก่อน ครั้นทรงทราบในศุภอักษรแล้ว ก็โปรดเกล้าฯ ให้เอาตัวเจ้านายเมืองเชียงใหม่ไว้ตามคำปฤกษา {{ฟม}}ครั้นณปีเถาะนพศก ศักราช ๑๒๒๙ ปี เจ้าอุปราชธรรมปัญโญป่วยถึงแก่กรรม ครั้นณวัน ๕ เดือน ๑๐ แรม ๑๓ ค่ำ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายญาติพี่น้องบุตรหลาน ช่วยกันปลงศพ<noinclude></noinclude> pniwyn53rbuml6cg6bgmn1zqfacrhff หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/113 250 53999 293258 293115 2026-07-21T06:09:41Z Lunlumita 12009 293258 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๐}}</noinclude>เจ้าอุปราชธรรมปัญโญเสร็จแล้ว จึงมีศุภอักษรบอกลงมาณกรุงเทพฯ ณเดือน ๕ ปีมโรงสัมฤทธิศก ว่าเจ้าอุปราชธรรมปัญโญถึงแก่กรรม จะขอรับพระราชทานนายน้อยมหาวงษ์บุตรเจ้าอุปราชธรรมปัญโญขึ้นไปควบคุมญาติพี่น้องบ่าวไพร่ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ครั้นทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายน้อยมหาวงษ์ กลับขึ้นไปอยู่ณเมืองเชียงใหม่ แลเจ้าราชบุตรหนานสุริยวงษ์ บุตรพระเจ้ามโหตรประเทศที่เอาตัวไว้ณกรุงเทพฯ ก็ถึงแก่กรรม {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๓๐ ปีมโรงสัมฤทธิศก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศก {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๓๑ ปีมเสงเอกศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ มีศุภอักษรลงมาว่า ฟ้าโกลานเจ้าเมืองมอกใหม่ขัดแขง ไม่พาครอบครัวเข้ามาเหมือนสัญญาไว้แต่ก่อน พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์แต่งให้เจ้าบุรีรัตน เจ้านายบุตรหลาน ยกไปตีต้อนกวาดครอบครัวฟ้าโกลานมาณเมืองเชียงใหม่ กับช้างที่เมืองพร้าวตกลูกเปนช้างด่างช้างหนึ่ง แต่งให้หนานไชยวงษ์ พระยาไชยเลิก คุมลงมาถวายถึงกรุงเทพฯ ณวันเดือน ๑ ขึ้น ๖ ค่ำ ปีมเสงเอกศกศักราช ๑๒๓๑ ปีทรงพระมหากรุณาให้แห่ช้างขึ้นไปสู่โรงสมโภช ขึ้นรวางพระราชทานนามว่า พระเสวตรวรวรรณ {{มปก}}<noinclude></noinclude> dezw1zuy4n0hynzettk1vq8qplip1cu 293259 293258 2026-07-21T06:10:54Z Lunlumita 12009 293259 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๐}}</noinclude>เจ้าอุปราชธรรมปัญโญเสร็จแล้ว จึงมีศุภอักษรบอกลงมาณกรุงเทพฯ ณเดือน ๕ ปีมโรงสัมฤทธิศก ว่าเจ้าอุปราชธรรมปัญโญถึงแก่กรรม จะขอรับพระราชทานนายน้อยมหาวงษ์บุตรเจ้าอุปราชธรรมปัญโญขึ้นไปควบคุมญาติพี่น้องบ่าวไพร่ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ครั้นทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายน้อยมหาวงษ์กลับขึ้นไปอยู่ณเมืองเชียงใหม่ แลเจ้าราชบุตรหนานสุริยวงษ์บุตรพระเจ้ามโหตรประเทศที่เอาตัวไว้ณกรุงเทพฯ ก็ถึงแก่กรรม {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๓๐ ปีมโรงสัมฤทธิศก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศก {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๓๑ ปีมเสงเอกศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์มีศุภอักษรลงมาว่าฟ้าโกลานเจ้าเมืองมอกใหม่ขัดแขง ไม่พาครอบครัวเข้ามาเหมือนสัญญาไว้แต่ก่อน พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์แต่งให้เจ้าบุรีรัตน เจ้านายบุตรหลาน ยกไปตีต้อนกวาดครอบครัวฟ้าโกลานมาณเมืองเชียงใหม่ กับช้างที่เมืองพร้าวตกลูกเปนช้างด่างช้างหนึ่ง แต่งให้หนานไชยวงษ์ พระยาไชยเลิก คุมลงมาถวายถึงกรุงเทพฯ ณวันเดือน ๑ ขึ้น ๖ ค่ำ ปีมเสงเอกศก ศักราช ๑๒๓๑ ปี ทรงพระมหากรุณาให้แห่ช้างขึ้นไปสู่โรงสมโภช ขึ้นรวางพระราชทานนามว่าพระเสวตรวรวรรณ {{มปก}}<noinclude></noinclude> ph92w0unft64te6cuytgqx98a3rhmpz 293260 293259 2026-07-21T06:11:06Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293260 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๑๐๐}}</noinclude>เจ้าอุปราชธรรมปัญโญเสร็จแล้ว จึงมีศุภอักษรบอกลงมาณกรุงเทพฯ ณเดือน ๕ ปีมโรงสัมฤทธิศก ว่าเจ้าอุปราชธรรมปัญโญถึงแก่กรรม จะขอรับพระราชทานนายน้อยมหาวงษ์บุตรเจ้าอุปราชธรรมปัญโญขึ้นไปควบคุมญาติพี่น้องบ่าวไพร่ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ครั้นทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายน้อยมหาวงษ์กลับขึ้นไปอยู่ณเมืองเชียงใหม่ แลเจ้าราชบุตรหนานสุริยวงษ์บุตรพระเจ้ามโหตรประเทศที่เอาตัวไว้ณกรุงเทพฯ ก็ถึงแก่กรรม {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๓๐ ปีมโรงสัมฤทธิศก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศก {{ฟม}}ลุศักราช ๑๒๓๑ ปีมเสงเอกศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์มีศุภอักษรลงมาว่าฟ้าโกลานเจ้าเมืองมอกใหม่ขัดแขง ไม่พาครอบครัวเข้ามาเหมือนสัญญาไว้แต่ก่อน พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์แต่งให้เจ้าบุรีรัตน เจ้านายบุตรหลาน ยกไปตีต้อนกวาดครอบครัวฟ้าโกลานมาณเมืองเชียงใหม่ กับช้างที่เมืองพร้าวตกลูกเปนช้างด่างช้างหนึ่ง แต่งให้หนานไชยวงษ์ พระยาไชยเลิก คุมลงมาถวายถึงกรุงเทพฯ ณวันเดือน ๑ ขึ้น ๖ ค่ำ ปีมเสงเอกศก ศักราช ๑๒๓๑ ปี ทรงพระมหากรุณาให้แห่ช้างขึ้นไปสู่โรงสมโภช ขึ้นรวางพระราชทานนามว่าพระเสวตรวรวรรณ {{มปก}}<noinclude></noinclude> sn3k8mhi084x3v93basfj747lk6448v หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/114 250 54000 293261 293117 2026-07-21T06:12:14Z Lunlumita 12009 293261 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๑}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๓๑ ปีมเสงเอกศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์พาบุตรหลานลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ถวายเครื่องราชบรรณาการให้เจ้าราชภาคิไนย นายบุญทวงษ์ นายน้อยมหาอินท์ อยู่รักษาเมืองเชียงใหม่ เจ้าวรญาณรังษี เจ้านครลำปาง ก็แต่งให้เจ้าราชวงษ์ บุตรพระเจ้านครดวงทิพ เจ้าราชบุตรใจแก้ว บุตรเจ้าวรญาณรังษี ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ถวายเครื่องราชบรรณาการด้วย {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๒ ปีมเสงเอกศก กองทัพเงี้ยวกองทัพลื้อยกลงมาตีเมืองปายเมืองขึ้นเมืองเชียงใหม่ เจ้าราชภาคิไนย นายบุญทวงษ์ นายน้อยมหาอินท์ มีหนังสือแจ้งข้อราชการลงมาเมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย แล้วนายบุญทวงษ์ นายน้อยมหาอินท์ คุมกำลังนายไพร่เมืองเชียงใหม่ ๑๐๐๐ คน เจ้าวรญาณรังษี เจ้านครลำปาง แต่งให้นายน้อยพิมพิสาร นายหนานไชยวงษ์ คุมกำลังนายไพร่เมืองนครลำปาง ๑๐๐๐ คน เจ้าไชยลังกาพิศาล เจ้าลำพูนไชย แต่งให้นายอินทวิไชย นายน้อยมหายศ คุมกำลังนายไพร่เมืองลำพูน ๕๐๐ คน ยกขึ้นไปช่วยเมืองปายก็หาทันไม่ กองทัพเงี้ยวทัพลื้อ เมืองมอกใหม่ ตีเมืองปายแตก จุดเผาบ้านเรือนกวาดต้อนครอบครัวไปเมืองมอกใหม่ กองทัพเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ยกติดตามไปจนถึงฝั่งน้ำสละวิน ก็หาทันกองทัพเงี้ยวทัพลื้อไม่ แลพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง ก็ลงมาถึงกรุงเทพฯ ณเดือน ๓ ขึ้น ๒ ค่ำ{{วว}}<noinclude></noinclude> m9bfkvd4eipb1ruhqfcuy02q3jx7cq1 293262 293261 2026-07-21T06:12:48Z Lunlumita 12009 293262 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๑}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๓๑ ปีมเสงเอกศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์พาบุตรหลานลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทถวายเครื่องราชบรรณาการให้เจ้าราชภาคิไนย นายบุญทวงษ์ นายน้อยมหาอินท์ อยู่รักษาเมืองเชียงใหม่ เจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปางก็แต่งให้เจ้าราชวงษ์บุตรพระเจ้านครดวงทิพ เจ้าราชบุตรใจแก้วบุตรเจ้าวรญาณรังษี ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ถวายเครื่องราชบรรณาการด้วย {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๒ ปีมเสงเอกศก กองทัพเงี้ยวกองทัพลื้อยกลงมาตีเมืองปายเมืองขึ้นเมืองเชียงใหม่ เจ้าราชภาคิไนย นายบุญทวงษ์ นายน้อยมหาอินท์ มีหนังสือแจ้งข้อราชการลงมาเมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย แล้วนายบุญทวงษ์ นายน้อยมหาอินท์ คุมกำลังนายไพร่เมืองเชียงใหม่ ๑๐๐๐ คน เจ้าวรญาณรังษี เจ้านครลำปาง แต่งให้นายน้อยพิมพิสาร นายหนานไชยวงษ์ คุมกำลังนายไพร่เมืองนครลำปาง ๑๐๐๐ คน เจ้าไชยลังกาพิศาล เจ้าลำพูนไชย แต่งให้นายอินทวิไชย นายน้อยมหายศ คุมกำลังนายไพร่เมืองลำพูน ๕๐๐ คน ยกขึ้นไปช่วยเมืองปายก็หาทันไม่ กองทัพเงี้ยวทัพลื้อ เมืองมอกใหม่ ตีเมืองปายแตก จุดเผาบ้านเรือนกวาดต้อนครอบครัวไปเมืองมอกใหม่ กองทัพเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ยกติดตามไปจนถึงฝั่งน้ำสละวิน ก็หาทันกองทัพเงี้ยวทัพลื้อไม่ แลพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง ก็ลงมาถึงกรุงเทพฯ ณเดือน ๓ ขึ้น ๒ ค่ำ{{วว}}<noinclude></noinclude> 0j07wbt6c7g36p3rr4usbi7zmabob15 293263 293262 2026-07-21T06:13:47Z Lunlumita 12009 293263 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๑}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๓๑ ปีมเสงเอกศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์พาบุตรหลานลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทถวายเครื่องราชบรรณาการให้เจ้าราชภาคิไนย นายบุญทวงษ์ นายน้อยมหาอินท์ อยู่รักษาเมืองเชียงใหม่ เจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปางก็แต่งให้เจ้าราชวงษ์บุตรพระเจ้านครดวงทิพ เจ้าราชบุตรใจแก้วบุตรเจ้าวรญาณรังษี ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ถวายเครื่องราชบรรณาการด้วย {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๒ ปีมเสงเอกศก กองทัพเงี้ยวกองทัพลื้อยกลงมาตีเมืองปายเมืองขึ้นเมืองเชียงใหม่ เจ้าราชภาคิไนย นายบุญทวงษ์ นายน้อยมหาอินท์ มีหนังสือแจ้งข้อราชการลงมาเมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย แล้วนายบุญทวงษ์ นายน้อยมหาอินท์ คุมกำลังนายไพร่เมืองเชียงใหม่ ๑๐๐๐ คน เจ้าวรญาณรังษี เจ้านครลำปาง แต่งให้นายน้อยพิมพิสาร นายหนานไชยวงษ์ คุมกำลังนายไพร่เมืองนครลำปาง ๑๐๐๐ คน เจ้าไชยลังกาพิศาล เจ้าลำพูนไชย แต่งให้นายอินทวิไชย นายน้อยมหายศ คุมกำลังนายไพร่เมืองลำพูน ๕๐๐ คน ยกขึ้นไปช่วยเมืองปายก็หาทันไม่ กองทัพเงี้ยวทัพลื้อเมืองมอกใหม่ตีเมืองปายแตก จุดเผาบ้านเรือนกวาดต้อนครอบครัวไปเมืองมอกใหม่ กองทัพเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ยกติดตามไปจนถึงฝั่งน้ำสละวิน ก็หาทันกองทัพเงี้ยวทัพลื้อไม่ แลพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง ก็ลงมาถึงกรุงเทพฯ ณเดือน ๓ ขึ้น ๒ ค่ำ{{วว}}<noinclude></noinclude> 4ae39cgsf9nbo5qaelpirmxsi1thuf8 293264 293263 2026-07-21T06:13:57Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293264 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๑๐๑}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๒๓๑ ปีมเสงเอกศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์พาบุตรหลานลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทถวายเครื่องราชบรรณาการให้เจ้าราชภาคิไนย นายบุญทวงษ์ นายน้อยมหาอินท์ อยู่รักษาเมืองเชียงใหม่ เจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปางก็แต่งให้เจ้าราชวงษ์บุตรพระเจ้านครดวงทิพ เจ้าราชบุตรใจแก้วบุตรเจ้าวรญาณรังษี ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ถวายเครื่องราชบรรณาการด้วย {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๒ ปีมเสงเอกศก กองทัพเงี้ยวกองทัพลื้อยกลงมาตีเมืองปายเมืองขึ้นเมืองเชียงใหม่ เจ้าราชภาคิไนย นายบุญทวงษ์ นายน้อยมหาอินท์ มีหนังสือแจ้งข้อราชการลงมาเมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย แล้วนายบุญทวงษ์ นายน้อยมหาอินท์ คุมกำลังนายไพร่เมืองเชียงใหม่ ๑๐๐๐ คน เจ้าวรญาณรังษี เจ้านครลำปาง แต่งให้นายน้อยพิมพิสาร นายหนานไชยวงษ์ คุมกำลังนายไพร่เมืองนครลำปาง ๑๐๐๐ คน เจ้าไชยลังกาพิศาล เจ้าลำพูนไชย แต่งให้นายอินทวิไชย นายน้อยมหายศ คุมกำลังนายไพร่เมืองลำพูน ๕๐๐ คน ยกขึ้นไปช่วยเมืองปายก็หาทันไม่ กองทัพเงี้ยวทัพลื้อเมืองมอกใหม่ตีเมืองปายแตก จุดเผาบ้านเรือนกวาดต้อนครอบครัวไปเมืองมอกใหม่ กองทัพเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ยกติดตามไปจนถึงฝั่งน้ำสละวิน ก็หาทันกองทัพเงี้ยวทัพลื้อไม่ แลพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง ก็ลงมาถึงกรุงเทพฯ ณเดือน ๓ ขึ้น ๒ ค่ำ{{วว}}<noinclude></noinclude> 7otcxviiydkeu3l22fpwjedpojlpnhf หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/115 250 54001 293265 293119 2026-07-21T06:14:59Z Lunlumita 12009 293265 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๒}}</noinclude>ปีมเสงเอกศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง ก็เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทถวายเครื่องราชบรรณาการ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็น้อมเกล้าถวายคำนับบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชทานเจ้าราชวงษ์หน่อคำ นายหนานมหาเทพ กับญาติพี่น้อง ซึ่งเอาตัวไว้ณกรุงเทพฯ แต่ก่อน ขึ้นไปทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ณเมืองเชียงใหม่ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้กลับขึ้นไป {{ฟม}}ครั้นเดือน ๔ ปีมเสงเอกศก ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าบุรีรัตนอินทนนท์ บุตรพระยาราชวงษ์มหาพรหม เปนเจ้าอุปราช ตั้งนายพุทธวงษ์ บุตรเลี้ยงพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เปนเจ้าราชบุตรเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปางนั้นโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าราชวงษ์เปนเจ้าอุปราช ตั้งเจ้าราชบุตรใจแก้วเปนเจ้าราชวงษ์ พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์อยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ป่วยลง ครั้นทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทก็พระราชทานหมอยาหมอนวด ให้ไปพยาบาลอาการก็หาคลายไม่ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์จึงแจ้งความต่อท่านเสนาบดีว่า จะขอถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาตัวณเมืองเชียงใหม่ ท่านเสนาบดีก็นำเจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร นายหนานมหาเทพ เจ้านายบุตรหลาน เมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เมืองนครลำปาง เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปณเมือง<noinclude></noinclude> jlc90j8m4atct30n5ltz2gasq8ha0lk 293266 293265 2026-07-21T06:23:50Z Lunlumita 12009 293266 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๒}}</noinclude>ปีมเสงเอกศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง ก็เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทถวายเครื่องราชบรรณาการ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็น้อมเกล้าถวายคำนับบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชทานเจ้าราชวงษ์หน่อคำ นายหนานมหาเทพ กับญาติพี่น้อง ซึ่งเอาตัวไว้ณกรุงเทพฯ แต่ก่อน ขึ้นไปทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ณเมืองเชียงใหม่ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้กลับขึ้นไป {{ฟม}}ครั้นเดือน ๔ ปีมเสงเอกศก ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าบุรีรัตนอินทนนท์บุตรพระยาราชวงษ์มหาพรหมเปนเจ้าอุปราช ตั้งนายพุทธวงษ์บุตรเลี้ยงพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เปนเจ้าราชบุตรเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปางนั้นโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าราชวงษ์เปนเจ้าอุปราช ตั้งเจ้าราชบุตรใจแก้วเปนเจ้าราชวงษ์ พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์อยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ป่วยลง ครั้นทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท ก็พระราชทานหมอยาหมอนวดให้ไปพยาบาล อาการก็หาคลายไม่ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์จึงแจ้งความต่อท่านเสนาบดีว่าจะขอถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาตัวณเมืองเชียงใหม่ ท่านเสนาบดีก็นำเจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร นายหนานมหาเทพ เจ้านายบุตรหลาน เมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เมืองนครลำปาง เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทกราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปณเมือง<noinclude></noinclude> puqlws6nbsx9csebcpcn4whg3sdjqqx 293267 293266 2026-07-21T06:23:59Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293267 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๑๐๒}}</noinclude>ปีมเสงเอกศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง ก็เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทถวายเครื่องราชบรรณาการ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็น้อมเกล้าถวายคำนับบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชทานเจ้าราชวงษ์หน่อคำ นายหนานมหาเทพ กับญาติพี่น้อง ซึ่งเอาตัวไว้ณกรุงเทพฯ แต่ก่อน ขึ้นไปทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ณเมืองเชียงใหม่ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้กลับขึ้นไป {{ฟม}}ครั้นเดือน ๔ ปีมเสงเอกศก ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าบุรีรัตนอินทนนท์บุตรพระยาราชวงษ์มหาพรหมเปนเจ้าอุปราช ตั้งนายพุทธวงษ์บุตรเลี้ยงพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เปนเจ้าราชบุตรเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปางนั้นโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าราชวงษ์เปนเจ้าอุปราช ตั้งเจ้าราชบุตรใจแก้วเปนเจ้าราชวงษ์ พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์อยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ป่วยลง ครั้นทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท ก็พระราชทานหมอยาหมอนวดให้ไปพยาบาล อาการก็หาคลายไม่ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์จึงแจ้งความต่อท่านเสนาบดีว่าจะขอถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาตัวณเมืองเชียงใหม่ ท่านเสนาบดีก็นำเจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร นายหนานมหาเทพ เจ้านายบุตรหลาน เมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เมืองนครลำปาง เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทกราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปณเมือง<noinclude></noinclude> pqaym5z3t0txc2sskks7zhfz6pzi1ek หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/116 250 54003 293268 293134 2026-07-21T14:01:55Z Lunlumita 12009 293268 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๓}}</noinclude>เชียงใหม่ เมืองนครลำปาง จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานหมอยา หมอนวดให้ ขึ้นไปด้วยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ {{ฟม}}ครั้นณวัน ๑ เดือน ๖ แรม ๔ ค่ำ ปีมเมียโทศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายทั้งสองเมืองก็ออกเรือจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปถึงบ้านท่าพเนศเขตรเมืองเชียงใหม่ ยังทางอิกวันหนึ่งจะถึงเมืองพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็ป่วยหนักลง ครั้นถึงณเดือน ๔ แรม ๒ ค่ำ ปีมเมียโทศก เวลาสองโมงเช้า พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็ถึงแก่พิราไลย เปนพระเจ้าเชียงใหม่ได้ ๑๖ ปี เจ้าอุปราช แลเจ้านายบุตรหลานก็พาเอาศพพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ไปณเมืองเชียงใหม่ {{ฟม}}ครั้นณวัน ๕ เดือน ๔ แรม ๓ ค่ำ ปีมเมียโทศก เจ้าราชภาคิไนยเมืองเชียงใหม่ก็ถึงแก่กรรม เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้านายบุตรหลาน มีศุภอักษรให้นายบุญทวงษ์ถือลงมาว่า พม่าเขินเมืองเชียงตุงยกครอบครัวชายหญิงใหญ่น้อย ๓๗๐ คน มาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสน มีเรือน ๓๓๓ หลังเรือน กับครัวเงี้ยวฟ้าโกลานที่ตีกวาดมาไว้แต่ก่อน เปนคนชายหญิงใหญ่น้อย ๑๐๐ คน ส่งลงมาถวาย ได้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้วจึงมีศุภอักษรโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปให้เจ้าอุปราชว่าราชการเมือง ให้นายบุญทวงษ์ว่าที่อุปราช แล้วให้แต่งคนขึ้นไปว่ากล่าวแก่พวกพม่าเขินว่า ถ้าจะมาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสนก็ให้ยอมขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่เมืองเชียงราย นายบุญทวงษ์ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราชก็แต่งให้แสนท้าว<noinclude></noinclude> kulhoaj8p9nqx2hwff31z3s5dcksald 293269 293268 2026-07-21T14:02:50Z Lunlumita 12009 293269 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๓}}</noinclude>เชียงใหม่ เมืองนครลำปาง จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานหมอยาหมอนวดให้ขึ้นไปด้วยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ {{ฟม}}ครั้นณวัน ๑ เดือน ๖ แรม ๔ ค่ำ ปีมเมียโทศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายทั้งสองเมือง ก็ออกเรือจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปถึงบ้านท่าพเนศเขตรเมืองเชียงใหม่ ยังทางอิกวันหนึ่งจะถึงเมือง พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็ป่วยหนักลง ครั้นถึงณเดือน ๔ แรม ๒ ค่ำ ปีมเมียโทศก เวลาสองโมงเช้า พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็ถึงแก่พิราไลย เปนพระเจ้าเชียงใหม่ได้ ๑๖ ปี เจ้าอุปราชแลเจ้านายบุตรหลานก็พาเอาศพพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ไปณเมืองเชียงใหม่ {{ฟม}}ครั้นณวัน ๕ เดือน ๔ แรม ๓ ค่ำ ปีมเมียโทศก เจ้าราชภาคิไนยเมืองเชียงใหม่ก็ถึงแก่กรรม เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้านายบุตรหลาน มีศุภอักษรให้นายบุญทวงษ์ถือลงมาว่า พม่าเขินเมืองเชียงตุงยกครอบครัวชายหญิงใหญ่น้อย ๓๗๐ คน มาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสน มีเรือน ๓๓๓ หลังเรือน กับครัวเงี้ยวฟ้าโกลานที่ตีกวาดมาไว้แต่ก่อน เปนคนชายหญิงใหญ่น้อย ๑๐๐ คน ส่งลงมาถวาย ได้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้วจึงมีศุภอักษรโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปให้เจ้าอุปราชว่าราชการเมือง ให้นายบุญทวงษ์ว่าที่อุปราช แล้วให้แต่งคนขึ้นไปว่ากล่าวแก่พวกพม่าเขินว่า ถ้าจะมาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสนก็ให้ยอมขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่เมืองเชียงราย นายบุญทวงษ์ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราชก็แต่งให้แสนท้าว<noinclude></noinclude> fz6f8ebs3bgi0gsegg2klstyszdroz1 293270 293269 2026-07-21T14:10:19Z Lunlumita 12009 293270 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๓}}</noinclude>เชียงใหม่ เมืองนครลำปาง จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานหมอยาหมอนวดให้ขึ้นไปด้วยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ {{ฟม}}ครั้นณวัน ๑ เดือน ๖ แรม ๔ ค่ำ ปีมเมียโทศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายทั้งสองเมือง ก็ออกเรือจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปถึงบ้านท่าพเนศเขตรเมืองเชียงใหม่ ยังทางอิกวันหนึ่งจะถึงเมือง พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็ป่วยหนักลง ครั้นถึงณเดือน ๔ แรม ๒ ค่ำ ปีมเมียโทศก เวลาสองโมงเช้า พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็ถึงแก่พิราไลย เปนพระเจ้าเชียงใหม่ได้ ๑๖ ปี เจ้าอุปราชแลเจ้านายบุตรหลานก็พาเอาศพพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ไปณเมืองเชียงใหม่ {{ฟม}}ครั้นณวัน ๕ เดือน ๔ แรม ๓ ค่ำ ปีมเมียโทศก เจ้าราชภาคิไนยเมืองเชียงใหม่ก็ถึงแก่กรรม เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้านายบุตรหลาน มีศุภอักษรให้นายบุญทวงษ์ถือลงมาว่าพม่าเขินเมืองเชียงตุงยกครอบครัวชายหญิงใหญ่น้อย ๓๗๐ คนมาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสน มีเรือน ๓๓๓ หลังเรือน กับครัวเงี้ยวฟ้าโกลานที่ตีกวาดมาไว้แต่ก่อน เปนคนชายหญิงใหญ่น้อย ๑๐๐ คน ส่งลงมาถวาย ได้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้วจึงมีศุภอักษรโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปให้เจ้าอุปราชว่าราชการเมือง ให้นายบุญทวงษ์ว่าที่อุปราช แล้วให้แต่งคนขึ้นไปว่ากล่าวแก่พวกพม่าเขินว่าถ้าจะมาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสน ก็ให้ยอมขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงราย นายบุญทวงษ์ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราชก็แต่งให้แสนท้าว<noinclude></noinclude> lp57hiwkhmb7p7rlp6jqq72efd0rm5d 293271 293270 2026-07-21T14:10:30Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293271 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๑๐๓}}</noinclude>เชียงใหม่ เมืองนครลำปาง จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานหมอยาหมอนวดให้ขึ้นไปด้วยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ {{ฟม}}ครั้นณวัน ๑ เดือน ๖ แรม ๔ ค่ำ ปีมเมียโทศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายทั้งสองเมือง ก็ออกเรือจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปถึงบ้านท่าพเนศเขตรเมืองเชียงใหม่ ยังทางอิกวันหนึ่งจะถึงเมือง พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็ป่วยหนักลง ครั้นถึงณเดือน ๔ แรม ๒ ค่ำ ปีมเมียโทศก เวลาสองโมงเช้า พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็ถึงแก่พิราไลย เปนพระเจ้าเชียงใหม่ได้ ๑๖ ปี เจ้าอุปราชแลเจ้านายบุตรหลานก็พาเอาศพพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ไปณเมืองเชียงใหม่ {{ฟม}}ครั้นณวัน ๕ เดือน ๔ แรม ๓ ค่ำ ปีมเมียโทศก เจ้าราชภาคิไนยเมืองเชียงใหม่ก็ถึงแก่กรรม เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้านายบุตรหลาน มีศุภอักษรให้นายบุญทวงษ์ถือลงมาว่าพม่าเขินเมืองเชียงตุงยกครอบครัวชายหญิงใหญ่น้อย ๓๗๐ คนมาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสน มีเรือน ๓๓๓ หลังเรือน กับครัวเงี้ยวฟ้าโกลานที่ตีกวาดมาไว้แต่ก่อน เปนคนชายหญิงใหญ่น้อย ๑๐๐ คน ส่งลงมาถวาย ได้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้วจึงมีศุภอักษรโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปให้เจ้าอุปราชว่าราชการเมือง ให้นายบุญทวงษ์ว่าที่อุปราช แล้วให้แต่งคนขึ้นไปว่ากล่าวแก่พวกพม่าเขินว่าถ้าจะมาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสน ก็ให้ยอมขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงราย นายบุญทวงษ์ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราชก็แต่งให้แสนท้าว<noinclude></noinclude> e2a7ipr7rhgq9sujvbvqb6wunbho7ko 293275 293271 2026-07-21T14:13:51Z Lunlumita 12009 293275 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๑๐๓}}</noinclude>เชียงใหม่ เมืองนครลำปาง จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานหมอยาหมอนวดให้ขึ้นไปด้วยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ {{ฟม}}ครั้นณวัน ๑ เดือน ๖ แรม ๔ ค่ำ ปีมเมียโทศก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ กับเจ้านายทั้งสองเมือง ก็ออกเรือจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปถึงบ้านท่าพเนศเขตรเมืองเชียงใหม่ ยังทางอิกวันหนึ่งจะถึงเมือง พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็ป่วยหนักลง ครั้นถึงณเดือน ๔ แรม ๒ ค่ำ ปีมเมียโทศก เวลาสองโมงเช้า พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็ถึงแก่พิราไลย เปนพระเจ้าเชียงใหม่ได้ ๑๖ ปี เจ้าอุปราชแลเจ้านายบุตรหลานก็พาเอาศพพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ไปณเมืองเชียงใหม่ {{ฟม}}ครั้นณวัน ๕ เดือน ๔ แรม ๓ ค่ำ ปีมเมียโทศก เจ้าราชภาคิไนยเมืองเชียงใหม่ก็ถึงแก่กรรม เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้านายบุตรหลาน มีศุภอักษรให้นายบุญทวงษ์ถือลงมาว่าพม่าเขินเมืองเชียงตุงยกครอบครัวชายหญิงใหญ่น้อย ๓๗๐ คนมาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสน มีเรือน ๓๓๓ หลังเรือน กับครัวเงี้ยวฟ้าโกลานที่ตีกวาดมาไว้แต่ก่อน เปนคนชายหญิงใหญ่น้อย ๑๐๐ คน ส่งลงมาถวาย ได้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้วจึงมีศุภอักษรโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปให้เจ้าอุปราชว่าราชการเมือง ให้นายบุญทวงษ์ว่าที่อุปราช แล้วให้แต่งคนขึ้นไปว่ากล่าวแก่พวกพม่าเขินว่าถ้าจะมาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสน ก็ให้ยอมขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่เมืองเชียงราย นายบุญทวงษ์ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราชก็แต่งให้แสนท้าว<noinclude></noinclude> jaw0w5k3cs3hymqy1gicmgeb5be3m12 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/117 250 54004 293272 293133 2026-07-21T14:11:29Z Lunlumita 12009 293272 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๔}}</noinclude>พระยาลาว ไปว่ากล่าวแก่พวกพม่าเขินเมืองเชียงแสน พม่าเขินก็ยังหายอมขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่เมืองเชียงรายไม่ {{ฟม}}ครั้นมาณเดือน ๓ ปีมเมียโทศก โปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชวรานุกูล ขึ้นไปปลงศพพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ พระยาราชวรานุกูลขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ พร้อมด้วยเจ้านายญาติพี่น้องช่วยกันปลงศพ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ในเดือนสี่ปีมเมียโทศก {{ฟม}}แลในเดือนสี่นั้น พวกเงี้ยวพวกลื้อยกกองทัพเข้ามาตีต้อนกวาดครอบครัวเผาบ้านเรือนในแขวงเมืองเชียงใหม่ เข้ามาจนถึงบ้านฉลองหนองคายบ้านป่าแง ยังทางอิกวันหนึ่งจะถึงเมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราชผู้ว่าราชการเมืองเกณฑ์ให้นายหนานธรรมลังกา ผู้เปนที่เจ้าราชสัมพันธวงษ์ นายอินทรศผู้เปนที่เจ้าราชภาคิไนย กับนายหนานมหาเทพ นายน้อยปัญญา คุมกำลังนายไพร่ ๕๐๐๐ คน เจ้า วรญาณรังษี เจ้านครลำปาง เกณฑ์ให้นายน้อยธนัญไชยผู้เปนที่เจ้าราชสัมพันธวงษ์ กับพระยาวังซ้าย คุมกำลังนายไพร่ ๒๐๐๐ คน เจ้าไชยลังกาพิศาล เจ้าลำพูนไชย เกณฑ์ให้นายอินทวิไชย นายน้อยมหายศ คุมกำลังนายไพร่ ๑๐๐๐ คน รวมเปนคนนายไพร่ ๘๐๐๘ คน ยกขึ้นไปตีพวกเงี้ยวพวกลื้อแตกเลิกถอยไป นายทัพนายกองยกติดตามตีไปจนถึงท่าผาแดง กองทัพเงี้ยวกองทัพลื้อก็แตกไปพ้นเขตรแดนเมืองเชียงใหม่ ฝ่ายนายทัพนายกองทั้ง ๓ เมืองก็พากันกลับมา แต่นายหนานมหาเทพนั้นมาถึงกลางทางยังหาถึงเมืองเชียงใหม่ไม่ ก็ป่วยถึงแก่กรรม {{มปก}}<noinclude>{{ก|๑๔}}</noinclude> isf2hnmocrlpllg38tf5nk0lamf5pk4 293273 293272 2026-07-21T14:12:02Z Lunlumita 12009 293273 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๔}}</noinclude>พระยาลาวไปว่ากล่าวแก่พวกพม่าเขินเมืองเชียงแสน พม่าเขินก็ยังหายอมขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงราย ไม่ {{ฟม}}ครั้นมาณเดือน ๓ ปีมเมียโทศก โปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชวรานุกูล ขึ้นไปปลงศพพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ พระยาราชวรานุกูลขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ พร้อมด้วยเจ้านายญาติพี่น้องช่วยกันปลงศพ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ในเดือนสี่ปีมเมียโทศก {{ฟม}}แลในเดือนสี่นั้น พวกเงี้ยวพวกลื้อยกกองทัพเข้ามาตีต้อนกวาดครอบครัวเผาบ้านเรือนในแขวงเมืองเชียงใหม่ เข้ามาจนถึงบ้านฉลองหนองคายบ้านป่าแง ยังทางอิกวันหนึ่งจะถึงเมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราชผู้ว่าราชการเมืองเกณฑ์ให้นายหนานธรรมลังกา ผู้เปนที่เจ้าราชสัมพันธวงษ์ นายอินทรศผู้เปนที่เจ้าราชภาคิไนย กับนายหนานมหาเทพ นายน้อยปัญญา คุมกำลังนายไพร่ ๕๐๐๐ คน เจ้า วรญาณรังษี เจ้านครลำปาง เกณฑ์ให้นายน้อยธนัญไชยผู้เปนที่เจ้าราชสัมพันธวงษ์ กับพระยาวังซ้าย คุมกำลังนายไพร่ ๒๐๐๐ คน เจ้าไชยลังกาพิศาล เจ้าลำพูนไชย เกณฑ์ให้นายอินทวิไชย นายน้อยมหายศ คุมกำลังนายไพร่ ๑๐๐๐ คน รวมเปนคนนายไพร่ ๘๐๐๘ คน ยกขึ้นไปตีพวกเงี้ยวพวกลื้อแตกเลิกถอยไป นายทัพนายกองยกติดตามตีไปจนถึงท่าผาแดง กองทัพเงี้ยวกองทัพลื้อก็แตกไปพ้นเขตรแดนเมืองเชียงใหม่ ฝ่ายนายทัพนายกองทั้ง ๓ เมืองก็พากันกลับมา แต่นายหนานมหาเทพนั้นมาถึงกลางทางยังหาถึงเมืองเชียงใหม่ไม่ ก็ป่วยถึงแก่กรรม {{มปก}}<noinclude>{{ก|๑๔}}</noinclude> hxwkdw2se44ylevehi6kx1ns8zqlb00 293274 293273 2026-07-21T14:13:36Z Lunlumita 12009 293274 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๔}}</noinclude>พระยาลาวไปว่ากล่าวแก่พวกพม่าเขินเมืองเชียงแสน พม่าเขินก็ยังหายอมขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่เมืองเชียงรายไม่ {{ฟม}}ครั้นมาณเดือน ๓ ปีมเมียโทศก โปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชวรานุกูล ขึ้นไปปลงศพพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ พระยาราชวรานุกูลขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ พร้อมด้วยเจ้านายญาติพี่น้อง ช่วยกันปลงศพพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ในเดือนสี่ปีมเมียโทศก {{ฟม}}แลในเดือนสี่นั้น พวกเงี้ยวพวกลื้อยกกองทัพเข้ามาตีต้อนกวาดครอบครัวเผาบ้านเรือนในแขวงเมืองเชียงใหม่ เข้ามาจนถึงบ้านฉลองหนองคายบ้านป่าแง ยังทางอิกวันหนึ่งจะถึงเมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราชผู้ว่าราชการเมืองเกณฑ์ให้นายหนานธรรมลังกาผู้เปนที่เจ้าราชสัมพันธวงษ์ นายอินทรศผู้เปนที่เจ้าราชภาคิไนย กับนายหนานมหาเทพ นายน้อยปัญญา คุมกำลังนายไพร่ ๕๐๐๐ คน เจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปางเกณฑ์ให้นายน้อยธนัญไชยผู้เปนที่เจ้าราชสัมพันธวงษ์ กับพระยาวังซ้าย คุมกำลังนายไพร่ ๒๐๐๐ คน เจ้าไชยลังกาพิศาล เจ้าลำพูนไชย เกณฑ์ให้นายอินทวิไชย นายน้อยมหายศ คุมกำลังนายไพร่ ๑๐๐๐ คน รวมเปนคนนายไพร่ ๘๐๐๘ คน ยกขึ้นไปตีพวกเงี้ยวพวกลื้อแตกเลิกถอยไป นายทัพนายกองยกติดตามตีไปจนถึงท่าผาแดง กองทัพเงี้ยวกองทัพลื้อก็แตกไปพ้นเขตรแดนเมืองเชียงใหม่ ฝ่ายนายทัพนายกองทั้ง ๓ เมืองก็พากันกลับมา แต่นายหนานมหาเทพนั้นมาถึงกลางทางยังหาถึงเมืองเชียงใหม่ไม่ ก็ป่วยถึงแก่กรรม {{มปก}}<noinclude>{{ก|๑๔}}</noinclude> 4xq27u69gub69ufte03afwlkyzcyppv 293276 293274 2026-07-21T14:13:54Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293276 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๑๐๔}}</noinclude>พระยาลาวไปว่ากล่าวแก่พวกพม่าเขินเมืองเชียงแสน พม่าเขินก็ยังหายอมขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่เมืองเชียงรายไม่ {{ฟม}}ครั้นมาณเดือน ๓ ปีมเมียโทศก โปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชวรานุกูล ขึ้นไปปลงศพพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ พระยาราชวรานุกูลขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ พร้อมด้วยเจ้านายญาติพี่น้อง ช่วยกันปลงศพพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ในเดือนสี่ปีมเมียโทศก {{ฟม}}แลในเดือนสี่นั้น พวกเงี้ยวพวกลื้อยกกองทัพเข้ามาตีต้อนกวาดครอบครัวเผาบ้านเรือนในแขวงเมืองเชียงใหม่ เข้ามาจนถึงบ้านฉลองหนองคายบ้านป่าแง ยังทางอิกวันหนึ่งจะถึงเมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราชผู้ว่าราชการเมืองเกณฑ์ให้นายหนานธรรมลังกาผู้เปนที่เจ้าราชสัมพันธวงษ์ นายอินทรศผู้เปนที่เจ้าราชภาคิไนย กับนายหนานมหาเทพ นายน้อยปัญญา คุมกำลังนายไพร่ ๕๐๐๐ คน เจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปางเกณฑ์ให้นายน้อยธนัญไชยผู้เปนที่เจ้าราชสัมพันธวงษ์ กับพระยาวังซ้าย คุมกำลังนายไพร่ ๒๐๐๐ คน เจ้าไชยลังกาพิศาล เจ้าลำพูนไชย เกณฑ์ให้นายอินทวิไชย นายน้อยมหายศ คุมกำลังนายไพร่ ๑๐๐๐ คน รวมเปนคนนายไพร่ ๘๐๐๘ คน ยกขึ้นไปตีพวกเงี้ยวพวกลื้อแตกเลิกถอยไป นายทัพนายกองยกติดตามตีไปจนถึงท่าผาแดง กองทัพเงี้ยวกองทัพลื้อก็แตกไปพ้นเขตรแดนเมืองเชียงใหม่ ฝ่ายนายทัพนายกองทั้ง ๓ เมืองก็พากันกลับมา แต่นายหนานมหาเทพนั้นมาถึงกลางทางยังหาถึงเมืองเชียงใหม่ไม่ ก็ป่วยถึงแก่กรรม {{มปก}}<noinclude>{{ก|๑๔}}</noinclude> 92k0phlcp1gw33xyzptju7smobmcdpu หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/118 250 54005 293277 293132 2026-07-21T14:14:31Z Lunlumita 12009 293277 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๕}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นณปีมแมตรีศก เจ้าวรญาณรังษีป่วย เจ้าวรญาณรังษีว่าราชการเมืองนครลำปางมาได้ ๑๖ ปี ถึงณวันเดือน ๗ แรม ๕ ค่ำ ปีมแมตรีศกศักราช ๑๒๓๓ ปี เจ้าวรญาณรังษีก็ถึงแก่พิราไลย เจ้าไชยลังกาพิศาลเปนพระยาลำพูนได้ ๘ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนขึ้นเปนเจ้าลำพูนได้ ๑๗ ปี รวมแต่ได้ครองเมืองลำพูนไชยมาได้ ๑๕ ปี ก็ถึงแก่พิราไลยในปีมแมตรีศกนั้น โปรดเกล้าฯ ให้พระศรีเสนาขึ้นไปปลงศพเจ้าวรญาณรังษี เจ้านครลำปาง ฝ่ายกงสุลเยเนราลอังกฤษ มีหนังสือแจ้งความมายังท่านเสนาบดีผู้ว่าราชการต่างประเทศ ว่าเมื่อพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ยังไม่ถึงแก่พิราไลย ให้เจ้านายบุตรหลานแสนท้าวพระยาลาวเมืองเชียงใหม่ ไปเก็บริบเอาไม้ขอนสักแลทรัพย์สิ่งของช้างม้าโคกระบือ ฆ่าฟันพวกพม่าต้องซู่ ซึ่งอยู่ในบังคับอังกฤษเปนหลายเรื่องหลายราย ท่านเสนาบดีได้นำความขึ้นน้อมเกล้าถวายคำนับกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาจ่าแสนบดีศรีบริบาล เจ้ากรมมหาดไทยฝ่ายพลัมภัง กับพระสุริยภักดี เจ้ากรมพระตำรวจสนมทหารซ้าย ขึ้นไปชำระความพม่าต้องซู่ซึ่งฟ้องหาเจ้านายแสนท้าวพระยาลาวเมืองเชียงใหม่ พระยาจ่าแสนบดี พระสุริยภักดี ขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ ได้ชำระความพม่าต้องซู่ เจ้านายแสนท้าวพระยาลาวแล้วไปบ้าง แต่ที่ตัดสินฝ่ายโจทย์ฝ่ายจำเลยไม่ยอมกันมีอยู่หลายเรื่อง พระยาจ่าแสนบดี พระสุริยภักดี กำหนดให้โจทย์จำเลยลงมาชำระว่ากล่าวกันณกรุงเทพฯ{{วว}}<noinclude></noinclude> iy6jnedoexsgpeq1d1eguwn25n3spc9 293278 293277 2026-07-21T14:22:57Z Lunlumita 12009 293278 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๕}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นณปีมแมตรีศก เจ้าวรญาณรังษีป่วย เจ้าวรญาณรังษีว่าราชการเมืองนครลำปางมาได้ ๑๖ ปี ถึงณวันเดือน ๗ แรม ๕ ค่ำ ปีมแมตรีศก ศักราช ๑๒๓๓ ปี เจ้าวรญาณรังษีก็ถึงแก่พิราไลย เจ้าไชยลังกาพิศาลเปนพระยาลำพูนได้ ๘ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนขึ้นเปนเจ้าลำพูนได้ ๑๗ ปี รวมแต่ได้ครองเมืองลำพูนไชยมาได้ ๑๕ ปี ก็ถึงแก่พิราไลยในปีมแมตรีศกนั้น โปรดเกล้าฯ ให้พระศรีเสนาขึ้นไปปลงศพเจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปาง ฝ่ายกงสุลเยเนราลอังกฤษมีหนังสือแจ้งความมายังท่านเสนาบดีผู้ว่าราชการต่างประเทศว่าเมื่อพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ยังไม่ถึงแก่พิราไลย ให้เจ้านายบุตรหลานแสนท้าวพระยาลาวเมืองเชียงใหม่ไปเก็บริบเอาไม้ขอนสักแลทรัพย์สิ่งของช้างม้าโคกระบือฆ่าฟันพวกพม่าต้องซู่ซึ่งอยู่ในบังคับอังกฤษเปนหลายเรื่องหลายราย ท่านเสนาบดีได้นำความขึ้นน้อมเกล้าถวายคำนับกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาจ่าแสนบดีศรีบริบาลเจ้ากรมมหาดไทยฝ่ายพลัมภัง กับพระสุริยภักดีเจ้ากรมพระตำรวจสนมทหารซ้าย ขึ้นไปชำระความพม่าต้องซู่ซึ่งฟ้องหาเจ้านายแสนท้าวพระยาลาวเมืองเชียงใหม่ พระยาจ่าแสนบดี พระสุริยภักดี ขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ ได้ชำระความพม่าต้องซู่เจ้านายแสนท้าวพระยาลาวแล้วไปบ้าง แต่ที่ตัดสินฝ่ายโจทย์ฝ่ายจำเลยไม่ยอมกันมีอยู่หลายเรื่อง พระยาจ่าแสนบดี พระสุริยภักดี กำหนดให้โจทย์จำเลยลงมาชำระว่ากล่าวกันณกรุงเทพฯ{{วว}}<noinclude></noinclude> g6k9h6l3bcenl0b6uzj045g6xy2r1qx 293279 293278 2026-07-21T14:23:07Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293279 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๑๐๕}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นณปีมแมตรีศก เจ้าวรญาณรังษีป่วย เจ้าวรญาณรังษีว่าราชการเมืองนครลำปางมาได้ ๑๖ ปี ถึงณวันเดือน ๗ แรม ๕ ค่ำ ปีมแมตรีศก ศักราช ๑๒๓๓ ปี เจ้าวรญาณรังษีก็ถึงแก่พิราไลย เจ้าไชยลังกาพิศาลเปนพระยาลำพูนได้ ๘ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนขึ้นเปนเจ้าลำพูนได้ ๑๗ ปี รวมแต่ได้ครองเมืองลำพูนไชยมาได้ ๑๕ ปี ก็ถึงแก่พิราไลยในปีมแมตรีศกนั้น โปรดเกล้าฯ ให้พระศรีเสนาขึ้นไปปลงศพเจ้าวรญาณรังษีเจ้านครลำปาง ฝ่ายกงสุลเยเนราลอังกฤษมีหนังสือแจ้งความมายังท่านเสนาบดีผู้ว่าราชการต่างประเทศว่าเมื่อพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ยังไม่ถึงแก่พิราไลย ให้เจ้านายบุตรหลานแสนท้าวพระยาลาวเมืองเชียงใหม่ไปเก็บริบเอาไม้ขอนสักแลทรัพย์สิ่งของช้างม้าโคกระบือฆ่าฟันพวกพม่าต้องซู่ซึ่งอยู่ในบังคับอังกฤษเปนหลายเรื่องหลายราย ท่านเสนาบดีได้นำความขึ้นน้อมเกล้าถวายคำนับกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาจ่าแสนบดีศรีบริบาลเจ้ากรมมหาดไทยฝ่ายพลัมภัง กับพระสุริยภักดีเจ้ากรมพระตำรวจสนมทหารซ้าย ขึ้นไปชำระความพม่าต้องซู่ซึ่งฟ้องหาเจ้านายแสนท้าวพระยาลาวเมืองเชียงใหม่ พระยาจ่าแสนบดี พระสุริยภักดี ขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ ได้ชำระความพม่าต้องซู่เจ้านายแสนท้าวพระยาลาวแล้วไปบ้าง แต่ที่ตัดสินฝ่ายโจทย์ฝ่ายจำเลยไม่ยอมกันมีอยู่หลายเรื่อง พระยาจ่าแสนบดี พระสุริยภักดี กำหนดให้โจทย์จำเลยลงมาชำระว่ากล่าวกันณกรุงเทพฯ{{วว}}<noinclude></noinclude> rhf0x5vvg4qi1bvou47to1ex2nqywgo หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/120 250 54006 293284 293129 2026-07-21T14:26:26Z Lunlumita 12009 293284 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๗}}</noinclude>ภาคิไนย ตั้งนายธรรมลังกา หลานพระเจ้ามโหตรประเทศ บุตรนางบัวทิพ เปนเจ้าราชสัมพันธวงษ์ ตั้งนายน้อยเทพวงษ์ บุตรพระยาอุตรการโกศลมหาพรหม เปนพระยาอุตรการโกศล แล้วทรงพระราชดำริห์ว่า ที่เมืองปายตั้งแต่เงี้ยวลื้อยกกองทัพมาตีจุดเผาบ้านเรือนกวาดต้อนครอบครัวไป ก็ยังร้างว่างอยู่ หามีผู้จะรักษาเมืองไม่ กองทัพเงี้ยวลื้อจึงมีใจกำเริบองอาจประมาทเข้ามาตีกวาดต้อนเอาครอบครัวไปเนือง ๆ จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งนายหนานธนัญไชย ซึ่งเปนพระยาไชยสงคราม บุตรราชวงษ์มหายศ เปนพระยาเกษตรรัตนอาณาจักร เจ้าเมืองปาย ให้ยกเอาคนเมืองเชียงใหม่ ไปตั้งเมืองปายให้เปนภูมิลำเนาบ้านเรือนเหมือนแต่ก่อนจะได้ป้องกันรักษาด่านทางเมืองเชียงใหม่ต่อไป แล้วโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าอุปราชบุตรพระเจ้านครดวงทิพ เปนเจ้าพรหมาภิพงษ์ธาดา สามันตวิชิตประเทศราช บริสัษยนารถทิพจักราธิวงษ์ ดำรงโยนวิไสย อภัยรัษฎารักษ์ อุดมศักดิสุรนางค์ ลำปางคมหานคราธิปตัย เจ้านครลำปาง ตั้งนายแก้วเมืองมา บุตรเจ้าอุปราชมหาพรหมเปนเจ้าราชวงษ์ ตั้งนายน้อยธรรมเสนา บุตรเจ้าวรญาณรังษีเปนเจ้าบุรีรัตน ตั้งนายน้อยคำป้อ บุตรเจ้าวรญาณรังษี เปนเจ้าสุริยจางวาง ตั้งนายโละ บุตรเจ้าพรหมาภิพงษ์ธาดา เปนเจ้าราชบุตร ตั้งนายน้อยหวัน บุตรเจ้าราชบุตรมหาเทพ เปนพระยาไชยสงคราม ตั้งนายน้อยไชยสาร บุตรพระยาวังซ้ายคนเก่า เปนพระยาวังซ้าย ได้พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานา<noinclude></noinclude> rmdcws2bmwbqrio8ysbdlhs66efnp6n 293285 293284 2026-07-21T14:37:28Z Lunlumita 12009 293285 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๗}}</noinclude>ภาคิไนย ตั้งนายธรรมลังกาหลานพระเจ้ามโหตรประเทศ บุตรนางบัวทิพ เปนเจ้าราชสัมพันธวงษ์ ตั้งนายน้อยเทพวงษ์บุตรพระยาอุตรการโกศลมหาพรหม เปนพระยาอุตรการโกศล แล้วทรงพระราชดำริห์ว่าที่เมืองปายตั้งแต่เงี้ยวลื้อยกกองทัพมาตีจุดเผาบ้านเรือนกวาดต้อนครอบครัวไป ก็ยังร้างว่างอยู่ หามีผู้จะรักษาเมืองไม่ กองทัพเงี้ยวลื้อจึงมีใจกำเริบองอาจประมาทเข้ามาตีกวาดต้อนเอาครอบครัวไปเนือง ๆ จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งนายหนานธนัญไชยซึ่งเปนพระยาไชยสงครามบุตรราชวงษ์มหายศเปนพระยาเกษตรรัตนอาณาจักรเจ้าเมืองปาย ให้ยกเอาคนเมืองเชียงใหม่ไปตั้งเมืองปายให้เปนภูมิลำเนาบ้านเรือนเหมือนแต่ก่อน จะได้ป้องกันรักษาด่านทางเมืองเชียงใหม่ต่อไป แล้วโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าอุปราชบุตรพระเจ้านครดวงทิพเปนเจ้าพรหมาภิพงษ์ธาดา สามันตวิชิตประเทศราช บริสัษยนารถทิพจักราธิวงษ์ ดำรงโยนวิไสย อภัยรัษฎารักษ์ อุดมศักดิสุรนางค์ ลำปางคมหานคราธิปตัย เจ้านครลำปาง ตั้งนายแก้วเมืองมาบุตรเจ้าอุปราชมหาพรหมเปนเจ้าราชวงษ์ ตั้งนายน้อยธรรมเสนาบุตรเจ้าวรญาณรังษีเปนเจ้าบุรีรัตน ตั้งนายน้อยคำป้อบุตรเจ้าวรญาณรังษีเปนเจ้าสุริยจางวาง ตั้งนายโละบุตรเจ้าพรหมาภิพงษ์ธาดาเปนเจ้าราชบุตร ตั้งนายน้อยหวันบุตรเจ้าราชบุตรมหาเทพเปนพระยาไชยสงคราม ตั้งนายน้อยไชยสารบุตรพระยาวังซ้ายคนเก่าเปนพระยาวังซ้าย ได้พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานา<noinclude></noinclude> for0ood2x42btjc3grq61htkv91vf60 293286 293285 2026-07-21T14:37:37Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293286 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๑๐๗}}</noinclude>ภาคิไนย ตั้งนายธรรมลังกาหลานพระเจ้ามโหตรประเทศ บุตรนางบัวทิพ เปนเจ้าราชสัมพันธวงษ์ ตั้งนายน้อยเทพวงษ์บุตรพระยาอุตรการโกศลมหาพรหม เปนพระยาอุตรการโกศล แล้วทรงพระราชดำริห์ว่าที่เมืองปายตั้งแต่เงี้ยวลื้อยกกองทัพมาตีจุดเผาบ้านเรือนกวาดต้อนครอบครัวไป ก็ยังร้างว่างอยู่ หามีผู้จะรักษาเมืองไม่ กองทัพเงี้ยวลื้อจึงมีใจกำเริบองอาจประมาทเข้ามาตีกวาดต้อนเอาครอบครัวไปเนือง ๆ จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งนายหนานธนัญไชยซึ่งเปนพระยาไชยสงครามบุตรราชวงษ์มหายศเปนพระยาเกษตรรัตนอาณาจักรเจ้าเมืองปาย ให้ยกเอาคนเมืองเชียงใหม่ไปตั้งเมืองปายให้เปนภูมิลำเนาบ้านเรือนเหมือนแต่ก่อน จะได้ป้องกันรักษาด่านทางเมืองเชียงใหม่ต่อไป แล้วโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าอุปราชบุตรพระเจ้านครดวงทิพเปนเจ้าพรหมาภิพงษ์ธาดา สามันตวิชิตประเทศราช บริสัษยนารถทิพจักราธิวงษ์ ดำรงโยนวิไสย อภัยรัษฎารักษ์ อุดมศักดิสุรนางค์ ลำปางคมหานคราธิปตัย เจ้านครลำปาง ตั้งนายแก้วเมืองมาบุตรเจ้าอุปราชมหาพรหมเปนเจ้าราชวงษ์ ตั้งนายน้อยธรรมเสนาบุตรเจ้าวรญาณรังษีเปนเจ้าบุรีรัตน ตั้งนายน้อยคำป้อบุตรเจ้าวรญาณรังษีเปนเจ้าสุริยจางวาง ตั้งนายโละบุตรเจ้าพรหมาภิพงษ์ธาดาเปนเจ้าราชบุตร ตั้งนายน้อยหวันบุตรเจ้าราชบุตรมหาเทพเปนพระยาไชยสงคราม ตั้งนายน้อยไชยสารบุตรพระยาวังซ้ายคนเก่าเปนพระยาวังซ้าย ได้พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานา<noinclude></noinclude> sf3gezlo646t6ll6nxnyx06bibv0z53 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/121 250 54007 293287 293136 2026-07-21T14:40:47Z Lunlumita 12009 293287 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๘}}</noinclude>ศักดิทุกคน แล้วเจ้านครเชียงใหม่ เจ้านครลำปาง เจ้านายบุตรหลาน ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๑๒ ศักราช ๑๒๓๕ ปีรกาเบญจศก เจ้านครเชียงใหม่ แต่งให้นายบุญทวงษ์ผู้ว่าที่อุปราช คุมเครื่องราชบรรณาการลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งนายบุญทวงษ์ เปนที่เจ้าอุปราชเมืองเชียงใหม่ ได้พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ เจ้าอุปราชก็กราบถวายบังคมลา กลับขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้หลวงคเชนทรามาตย์ขึ้นไปปลงศพเจ้าไชยลังกาพิศาลเจ้าลำพูนไชยด้วย {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๒ ปีรกาเบญจศก เจ้าอินทวิไชยานนท์ เจ้านครเชียงใหม่ แต่งให้นายน้อยปัญญา นายน้อยคำปัน นายน้อยคำสวน คุมเอาสิ่งของขึ้นไปถวายพระตะแคงเมืองอังวะ {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๔ ปีรกาเบญจศกนั้น ทูตที่โปรดเกล้าฯ ให้ออกไปทำหนังสือสัญญาว่าด้วยการเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย กลับเข้ามาถึงกรุงเทพฯ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระพิเรนทรเทพ เจ้ากรมพระตำรวจใหญ่ซ้าย เชิญศุภอักษรแลหนังสือสัญญาขึ้นไปแจ้งราชการต่อเจ้านครเชียงใหม่ เจ้าพรหมาภิพงษ์ธาดา เจ้านครลำปาง เจ้าราชวงษ์ ผู้ว่าราชการเมืองลำพูนไชย ให้จัดตั้งด่านระวังโจรผู้ร้ายตามข้อสัญญา เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่ เจ้าพรหมภิพงษ์ธาดา เจ้านครลำปาง เจ้าราชวงษ์ ผู้ว่าราชการเมืองลำพูนไชย ได้ทราบใน<noinclude></noinclude> 98dlerw823tc0rcyi1yxini76633aqt 293288 293287 2026-07-21T14:46:15Z Lunlumita 12009 293288 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๘}}</noinclude>ศักดิทุกคน แล้วเจ้านครเชียงใหม่ เจ้านครลำปาง เจ้านายบุตรหลาน ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๑๒ ศักราช ๑๒๓๕ ปีรกาเบญจศก เจ้านครเชียงใหม่แต่งให้นายบุญทวงษ์ผู้ว่าที่อุปราชคุมเครื่องราชบรรณาการลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งนายบุญทวงษ์เปนที่เจ้าอุปราชเมืองเชียงใหม่ ได้พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ เจ้าอุปราชก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้หลวงคเชนทรามาตย์ขึ้นไปปลงศพเจ้าไชยลังกาพิศาลเจ้าลำพูนไชยด้วย {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๒ ปีรกาเบญจศก เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่แต่งให้นายน้อยปัญญา นายน้อยคำปัน นายน้อยคำสวน คุมเอาสิ่งของขึ้นไปถวายพระตะแคงเมืองอังวะ {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๔ ปีรกาเบญจศกนั้น ทูตที่โปรดเกล้าฯ ให้ออกไปทำหนังสือสัญญาว่าด้วยการเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย กลับเข้ามาถึงกรุงเทพฯ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระพิเรนทรเทพ เจ้ากรมพระตำรวจใหญ่ซ้าย เชิญศุภอักษรแลหนังสือสัญญาขึ้นไปแจ้งราชการต่อเจ้านครเชียงใหม่ เจ้าพรหมาภิพงษ์ธาดา เจ้านครลำปาง เจ้าราชวงษ์ ผู้ว่าราชการเมืองลำพูนไชย ให้จัดตั้งด่านระวังโจรผู้ร้ายตามข้อสัญญา เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่ เจ้าพรหมภิพงษ์ธาดา เจ้านครลำปาง เจ้าราชวงษ์ ผู้ว่าราชการเมืองลำพูนไชย ได้ทราบใน<noinclude></noinclude> mk9gxnkn5oun7zw7tvoytvn2dahoqv7 293289 293288 2026-07-21T14:50:13Z Lunlumita 12009 293289 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๘}}</noinclude>ศักดิทุกคน แล้วเจ้านครเชียงใหม่ เจ้านครลำปาง เจ้านายบุตรหลาน ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๑๒ ศักราช ๑๒๓๕ ปีรกาเบญจศก เจ้านครเชียงใหม่แต่งให้นายบุญทวงษ์ผู้ว่าที่อุปราชคุมเครื่องราชบรรณาการลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งนายบุญทวงษ์เปนที่เจ้าอุปราชเมืองเชียงใหม่ ได้พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ เจ้าอุปราชก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้หลวงคเชนทรามาตย์ขึ้นไปปลงศพเจ้าไชยลังกาพิศาลเจ้าลำพูนไชยด้วย {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๒ ปีรกาเบญจศก เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่แต่งให้นายน้อยปัญญา นายน้อยคำปัน นายน้อยคำสวน คุมเอาสิ่งของขึ้นไปถวายพระตะแคงเมืองอังวะ {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๔ ปีรกาเบญจศกนั้น ทูตที่โปรดเกล้าฯ ให้ออกไปทำหนังสือสัญญาว่าด้วยการเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย กลับเข้ามาถึงกรุงเทพฯ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระพิเรนทรเทพเจ้ากรมพระตำรวจใหญ่ซ้ายเชิญศุภอักษรแลหนังสือสัญญาขึ้นไปแจ้งราชการต่อเจ้านครเชียงใหม่ เจ้าพรหมาภิพงษ์ธาดาเจ้านครลำปาง เจ้าราชวงษ์ผู้ว่าราชการเมืองลำพูนไชย ให้จัดตั้งด่านระวังโจรผู้ร้ายตามข้อสัญญา เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่ เจ้าพรหมภิพงษ์ธาดาเจ้านครลำปาง เจ้าราชวงษ์ผู้ว่าราชการเมืองลำพูนไชย ได้ทราบใน<noinclude></noinclude> 0f2kkbwhmoyvj0pgpildzow9g86tzev 293290 293289 2026-07-21T14:50:25Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293290 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๑๐๘}}</noinclude>ศักดิทุกคน แล้วเจ้านครเชียงใหม่ เจ้านครลำปาง เจ้านายบุตรหลาน ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาเมือง {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๑๒ ศักราช ๑๒๓๕ ปีรกาเบญจศก เจ้านครเชียงใหม่แต่งให้นายบุญทวงษ์ผู้ว่าที่อุปราชคุมเครื่องราชบรรณาการลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งนายบุญทวงษ์เปนที่เจ้าอุปราชเมืองเชียงใหม่ ได้พระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิ เจ้าอุปราชก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้หลวงคเชนทรามาตย์ขึ้นไปปลงศพเจ้าไชยลังกาพิศาลเจ้าลำพูนไชยด้วย {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๒ ปีรกาเบญจศก เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่แต่งให้นายน้อยปัญญา นายน้อยคำปัน นายน้อยคำสวน คุมเอาสิ่งของขึ้นไปถวายพระตะแคงเมืองอังวะ {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๔ ปีรกาเบญจศกนั้น ทูตที่โปรดเกล้าฯ ให้ออกไปทำหนังสือสัญญาว่าด้วยการเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย กลับเข้ามาถึงกรุงเทพฯ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระพิเรนทรเทพเจ้ากรมพระตำรวจใหญ่ซ้ายเชิญศุภอักษรแลหนังสือสัญญาขึ้นไปแจ้งราชการต่อเจ้านครเชียงใหม่ เจ้าพรหมาภิพงษ์ธาดาเจ้านครลำปาง เจ้าราชวงษ์ผู้ว่าราชการเมืองลำพูนไชย ให้จัดตั้งด่านระวังโจรผู้ร้ายตามข้อสัญญา เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่ เจ้าพรหมภิพงษ์ธาดาเจ้านครลำปาง เจ้าราชวงษ์ผู้ว่าราชการเมืองลำพูนไชย ได้ทราบใน<noinclude></noinclude> rijg5aa1a8uw3jkcp5ribnc3d4g3ekm หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/122 250 54008 293291 293138 2026-07-21T14:50:52Z Lunlumita 12009 293291 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๙}}</noinclude>ศุภอักษร แล้วก็จัดคนออกไปตั้งด่าน ในแขวงเมืองเชียงใหม่ ๗ ตำบล เมืองนครลำปาง ๔ ตำบล เมืองลำพูนไชย ๒ ตำบล รวม ๑๓ ตำบล เปนคนนาย ๑๗ ไพร่ ๕๘๐ รวม ๕๙๗ คน {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๑๐ ศักราช ๑๒๓๖ ปีจอฉศก เจ้าอินทวิไชยานนท์ เจ้านครเชียงใหม่ ให้นายน้อยเทพวงษ์ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทจึงโปรดเกล้าฯ ให้มีศุภอักษรให้นายน้อยเทพวงษ์ถือขึ้นไปถึงเจ้านครเชียงใหม่ ให้เกณฑ์กองทัพจัดให้เจ้านายบุตรหลานคุมขึ้นไปขับไล่พวกพม่าเขิน ซึ่งมาตั้งอยู่ณเมืองเชียงแสน {{ฟม}}แลในปีจอฉศกศักราช ๑๒๓๖ ปีนั้น โปรดเกล้าฯ ให้พระนรินทรราชเสนี ปลัดบาญชีกรมพระกระลาโหม เปนข้าหลวงที่หนึ่ง หลวงเสนีพิทักษ์ กรมมหาดไทย เปนข้าหลวงที่สอง ขึ้นไปอยู่ณเมืองเชียงใหม่ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ทหาร นาย ๑๐ คน ทหารเลว ๖๐ คน รวม ๗๐ คน ขึ้นไปประจำอยู่กับข้าหลวงที่เมืองเชียงใหม่ด้วย ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินเดือนให้ข้าหลวงที่ ๑ ที่ ๒ ล่ามขุนหมื่นเสมียนนายไพร่ รวมปีหนึ่งเปนเงิน ๑๖๒ ชั่ง ๑๒ ตำลึง พระนรินทรราชเสนี หลวงเสนีพิทักษ์ ขุนหมื่นเสมียนทหารนายไพร่ ราบถวายบังคมลาขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ ณวัน ๑๒ ค่ำ ปีจอฉศก ขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ณเดือน ๒ ปีจอฉศก นายน้อยปัญญา นายน้อยคำปัน นายน้อยคำสวน กลับมาแต่เมืองอังวะ ถึงเมืองเชียงใหม่ในเดือน ๒ ปีจอฉศกนั้น แจ้งความต่อเจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่ว่า ขึ้นไปถึงเมืองอังวะได้เข้า<noinclude></noinclude> gi6fqg9vmydqm6rcvdgl2j5m5veqxbk 293292 293291 2026-07-21T14:51:17Z Lunlumita 12009 293292 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๙}}</noinclude>ศุภอักษร แล้วก็จัดคนออกไปตั้งด่านในแขวงเมืองเชียงใหม่ ๗ ตำบล เมืองนครลำปาง ๔ ตำบล เมืองลำพูนไชย ๒ ตำบล รวม ๑๓ ตำบล เปนคนนาย ๑๗ ไพร่ ๕๘๐ รวม ๕๙๗ คน {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๑๐ ศักราช ๑๒๓๖ ปีจอฉศก เจ้าอินทวิไชยานนท์ เจ้านครเชียงใหม่ ให้นายน้อยเทพวงษ์ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทจึงโปรดเกล้าฯ ให้มีศุภอักษรให้นายน้อยเทพวงษ์ถือขึ้นไปถึงเจ้านครเชียงใหม่ ให้เกณฑ์กองทัพจัดให้เจ้านายบุตรหลานคุมขึ้นไปขับไล่พวกพม่าเขิน ซึ่งมาตั้งอยู่ณเมืองเชียงแสน {{ฟม}}แลในปีจอฉศกศักราช ๑๒๓๖ ปีนั้น โปรดเกล้าฯ ให้พระนรินทรราชเสนี ปลัดบาญชีกรมพระกระลาโหม เปนข้าหลวงที่หนึ่ง หลวงเสนีพิทักษ์ กรมมหาดไทย เปนข้าหลวงที่สอง ขึ้นไปอยู่ณเมืองเชียงใหม่ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ทหาร นาย ๑๐ คน ทหารเลว ๖๐ คน รวม ๗๐ คน ขึ้นไปประจำอยู่กับข้าหลวงที่เมืองเชียงใหม่ด้วย ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินเดือนให้ข้าหลวงที่ ๑ ที่ ๒ ล่ามขุนหมื่นเสมียนนายไพร่ รวมปีหนึ่งเปนเงิน ๑๖๒ ชั่ง ๑๒ ตำลึง พระนรินทรราชเสนี หลวงเสนีพิทักษ์ ขุนหมื่นเสมียนทหารนายไพร่ ราบถวายบังคมลาขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ ณวัน ๑๒ ค่ำ ปีจอฉศก ขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ณเดือน ๒ ปีจอฉศก นายน้อยปัญญา นายน้อยคำปัน นายน้อยคำสวน กลับมาแต่เมืองอังวะ ถึงเมืองเชียงใหม่ในเดือน ๒ ปีจอฉศกนั้น แจ้งความต่อเจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่ว่า ขึ้นไปถึงเมืองอังวะได้เข้า<noinclude></noinclude> tfhg126qc7iw6dl0vl14tvjv0eiouhu 293293 293292 2026-07-21T14:55:07Z Lunlumita 12009 293293 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๐๙}}</noinclude>ศุภอักษร แล้วก็จัดคนออกไปตั้งด่านในแขวงเมืองเชียงใหม่ ๗ ตำบล เมืองนครลำปาง ๔ ตำบล เมืองลำพูนไชย ๒ ตำบล รวม ๑๓ ตำบล เปนคนนาย ๑๗ ไพร่ ๕๘๐ รวม ๕๙๗ คน {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๑๐ ศักราช ๑๒๓๖ ปีจอฉศก เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่ให้นายน้อยเทพวงษ์ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีศุภอักษรให้นายน้อยเทพวงษ์ถือขึ้นไปถึงเจ้านครเชียงใหม่ให้เกณฑ์กองทัพจัดให้เจ้านายบุตรหลานคุมขึ้นไปขับไล่พวกพม่าเขินซึ่งมาตั้งอยู่ณเมืองเชียงแสน {{ฟม}}แลในปีจอฉศกศักราช ๑๒๓๖ ปีนั้น โปรดเกล้าฯ ให้พระนรินทรราชเสนี ปลัดบาญชีกรมพระกระลาโหมเปนข้าหลวงที่หนึ่ง หลวงเสนีพิทักษ์กรมมหาดไทยเปนข้าหลวงที่สอง ขึ้นไปอยู่ณเมืองเชียงใหม่ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ทหารนาย ๑๐ คน ทหารเลว ๖๐ คน รวม ๗๐ คน ขึ้นไปประจำอยู่กับข้าหลวงที่เมืองเชียงใหม่ด้วย ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินเดือนให้ข้าหลวงที่ ๑ ที่ ๒ ล่ามขุนหมื่นเสมียนนายไพร่ รวมปีหนึ่งเปนเงิน ๑๖๒ ชั่ง ๑๒ ตำลึง พระนรินทรราชเสนี หลวงเสนีพิทักษ์ ขุนหมื่นเสมียนทหารนายไพร่ กราบถวายบังคมลาขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ณวัน ๑๒ ค่ำ ปีจอฉศก ขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ณเดือน ๒ ปีจอฉศก นายน้อยปัญญา นายน้อยคำปัน นายน้อยคำสวน กลับมาแต่เมืองอังวะ ถึงเมืองเชียงใหม่ในเดือน ๒ ปีจอฉศกนั้น แจ้งความต่อเจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่ว่าขึ้นไปถึงเมืองอังวะ ได้เข้า<noinclude></noinclude> nhfiz5owlmsmr3pz2718y05u56fuzx2 293294 293293 2026-07-21T14:55:25Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293294 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๑๐๙}}</noinclude>ศุภอักษร แล้วก็จัดคนออกไปตั้งด่านในแขวงเมืองเชียงใหม่ ๗ ตำบล เมืองนครลำปาง ๔ ตำบล เมืองลำพูนไชย ๒ ตำบล รวม ๑๓ ตำบล เปนคนนาย ๑๗ ไพร่ ๕๘๐ รวม ๕๙๗ คน {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๑๐ ศักราช ๑๒๓๖ ปีจอฉศก เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่ให้นายน้อยเทพวงษ์ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีศุภอักษรให้นายน้อยเทพวงษ์ถือขึ้นไปถึงเจ้านครเชียงใหม่ให้เกณฑ์กองทัพจัดให้เจ้านายบุตรหลานคุมขึ้นไปขับไล่พวกพม่าเขินซึ่งมาตั้งอยู่ณเมืองเชียงแสน {{ฟม}}แลในปีจอฉศกศักราช ๑๒๓๖ ปีนั้น โปรดเกล้าฯ ให้พระนรินทรราชเสนี ปลัดบาญชีกรมพระกระลาโหมเปนข้าหลวงที่หนึ่ง หลวงเสนีพิทักษ์กรมมหาดไทยเปนข้าหลวงที่สอง ขึ้นไปอยู่ณเมืองเชียงใหม่ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ทหารนาย ๑๐ คน ทหารเลว ๖๐ คน รวม ๗๐ คน ขึ้นไปประจำอยู่กับข้าหลวงที่เมืองเชียงใหม่ด้วย ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินเดือนให้ข้าหลวงที่ ๑ ที่ ๒ ล่ามขุนหมื่นเสมียนนายไพร่ รวมปีหนึ่งเปนเงิน ๑๖๒ ชั่ง ๑๒ ตำลึง พระนรินทรราชเสนี หลวงเสนีพิทักษ์ ขุนหมื่นเสมียนทหารนายไพร่ กราบถวายบังคมลาขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ณวัน ๑๒ ค่ำ ปีจอฉศก ขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ณเดือน ๒ ปีจอฉศก นายน้อยปัญญา นายน้อยคำปัน นายน้อยคำสวน กลับมาแต่เมืองอังวะ ถึงเมืองเชียงใหม่ในเดือน ๒ ปีจอฉศกนั้น แจ้งความต่อเจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่ว่าขึ้นไปถึงเมืองอังวะ ได้เข้า<noinclude></noinclude> 6f7tpjzzn0ylgb5n6hfw45b6nuzrhln หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/123 250 54009 293295 293140 2026-07-21T14:56:34Z Lunlumita 12009 293295 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๑๐}}</noinclude>เฝ้าเจ้าอังวะ ๆ ให้เงินทองผ้าผ่อนพอสมควรทั้งนายทั้งไพร่ กับได้ทำแผนที่เมืองอังวะลงมาด้วย เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่จึงแต่งให้นายหนานสองเมืองคุมตัวนายน้อยปัญญา นายน้อยคำปัน นายน้อยคำสวน กับนำแผนที่เมืองอังวะลงมาทูลเกล้าฯ ถวายณกรุงเทพฯ {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๔ ปีจอฉศกศักราช ๑๒๓๖ ปี เจ้าอินทวิไชยานนท์ เจ้านครเชียงใหม่ ปฤกษาพร้อมด้วยพระนรินทรราชเสนี จะเกณฑ์คนยกขึ้นไปขับไล่พวกพม่าเขิน ซึ่งตั้งอยู่ณเมืองเชียงแสน พระ นรินทรราชเสนีจึงมีหนังสือลงมายังเมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ให้เกณฑ์คนยกขึ้นไปช่วยเมืองเชียงใหม่ เจ้านครเชียงใหม่จึงแต่งให้นายน้อยเทพวงษ์ พระยาอุตรการโกศล นายน้อยหน่อเมือง คุมไพร่เมืองเชียงใหม่ ๑๐๐๐ คน เจ้านครลำปางแต่งให้เจ้าราชบุตร นายสุริย คุมไพร่เมืองนครลำปาง ๑๐๐๐ คน เมืองลำพูนไชยแต่งให้นายน้อยมหายศ คุมไพร่เมืองลำพูนไชย ๕๐๐ คน รวม ๒๕๐๐ คน ยกออกจากเมืองเชียงใหม่แต่ณวันฯ๓๔ ค่ำ {{ฟม}}แลในเดือนสี่ปีจอฉศกนั้น เจ้าราชวงษ์ดาวเรือง บุตรเจ้าลำพูนไชยลังกา เจ้าราชบุตรน้อยสุริย บุตรเจ้าลำพูนลังกา นายอินทวิไชยบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา เจ้าราชวงษ์ใจแก้ว นายน้อยธนัญไชย บุตร เจ้าวรญาณรังษี นายอาริยะ บุตรเจ้าอุปราชหมูล่า เมืองนครลำปาง ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ถวายเครื่องราชบรรณาการ ครั้นณวัน ๖ ค่ำ ศักราช ๑๒๓๗ ปีกุญสัปตศก ทรงพระมหากรุณา<noinclude></noinclude> 1w1h85sizi1ggwqqbvs6f4tebyrccy2 293296 293295 2026-07-21T14:56:54Z Lunlumita 12009 293296 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๑๐}}</noinclude>เฝ้าเจ้าอังวะ ๆ ให้เงินทองผ้าผ่อนพอสมควรทั้งนายทั้งไพร่ กับได้ทำแผนที่เมืองอังวะลงมาด้วย เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่จึงแต่งให้นายหนานสองเมืองคุมตัวนายน้อยปัญญา นายน้อยคำปัน นายน้อยคำสวน กับนำแผนที่เมืองอังวะลงมาทูลเกล้าฯ ถวายณกรุงเทพฯ {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๔ ปีจอฉศกศักราช ๑๒๓๖ ปี เจ้าอินทวิไชยานนท์ เจ้านครเชียงใหม่ ปฤกษาพร้อมด้วยพระนรินทรราชเสนี จะเกณฑ์คนยกขึ้นไปขับไล่พวกพม่าเขิน ซึ่งตั้งอยู่ณเมืองเชียงแสน พระ นรินทรราชเสนีจึงมีหนังสือลงมายังเมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ให้เกณฑ์คนยกขึ้นไปช่วยเมืองเชียงใหม่ เจ้านครเชียงใหม่จึงแต่งให้นายน้อยเทพวงษ์ พระยาอุตรการโกศล นายน้อยหน่อเมือง คุมไพร่เมืองเชียงใหม่ ๑๐๐๐ คน เจ้านครลำปางแต่งให้เจ้าราชบุตร นายสุริย คุมไพร่เมืองนครลำปาง ๑๐๐๐ คน เมืองลำพูนไชยแต่งให้นายน้อยมหายศ คุมไพร่เมืองลำพูนไชย ๕๐๐ คน รวม ๒๕๐๐ คน ยกออกจากเมืองเชียงใหม่แต่ณวันฯ๓๔ ค่ำ {{ฟม}}แลในเดือนสี่ปีจอฉศกนั้น เจ้าราชวงษ์ดาวเรือง บุตรเจ้าลำพูนไชยลังกา เจ้าราชบุตรน้อยสุริย บุตรเจ้าลำพูนลังกา นายอินทวิไชยบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา เจ้าราชวงษ์ใจแก้ว นายน้อยธนัญไชย บุตร เจ้าวรญาณรังษี นายอาริยะ บุตรเจ้าอุปราชหมูล่า เมืองนครลำปาง ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ถวายเครื่องราชบรรณาการ ครั้นณวัน ๖ ค่ำ ศักราช ๑๒๓๗ ปีกุญสัปตศก ทรงพระมหากรุณา<noinclude></noinclude> f041slwh8minr52wyha7il7b9tlxouj 293297 293296 2026-07-21T14:59:37Z Lunlumita 12009 293297 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๑๐}}</noinclude>เฝ้าเจ้าอังวะ ๆ ให้เงินทองผ้าผ่อนพอสมควรทั้งนายทั้งไพร่ กับได้ทำแผนที่เมืองอังวะลงมาด้วย เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่จึงแต่งให้นายหนานสองเมืองคุมตัวนายน้อยปัญญา นายน้อยคำปัน นายน้อยคำสวน กับนำแผนที่เมืองอังวะลงมาทูลเกล้าฯ ถวายณกรุงเทพฯ {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๔ ปีจอฉศก ศักราช ๑๒๓๖ ปี เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่ปฤกษาพร้อมด้วยพระนรินทรราชเสนีจะเกณฑ์คนยกขึ้นไปขับไล่พวกพม่าเขินซึ่งตั้งอยู่ณเมืองเชียงแสน พระนรินทรราชเสนีจึงมีหนังสือลงมายังเมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ให้เกณฑ์คนยกขึ้นไปช่วยเมืองเชียงใหม่ เจ้านครเชียงใหม่จึงแต่งให้นายน้อยเทพวงษ์ พระยาอุตรการโกศล นายน้อยหน่อเมือง คุมไพร่เมืองเชียงใหม่ ๑๐๐๐ คน เจ้านครลำปางแต่งให้เจ้าราชบุตรนายสุริยคุมไพร่เมืองนครลำปาง ๑๐๐๐ คน เมืองลำพูนไชยแต่งให้นายน้อยมหายศคุมไพร่เมืองลำพูนไชย ๕๐๐ คน รวม ๒๕๐๐ คน ยกออกจากเมืองเชียงใหม่แต่ณวัน {{จ||๕|๔}} ค่ำ {{ฟม}}แลในเดือนสี่ปีจอฉศกนั้น เจ้าราชวงษ์ดาวเรือง บุตรเจ้าลำพูนไชยลังกา เจ้าราชบุตรน้อยสุริย บุตรเจ้าลำพูนลังกา นายอินทวิไชยบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา เจ้าราชวงษ์ใจแก้ว นายน้อยธนัญไชย บุตร เจ้าวรญาณรังษี นายอาริยะ บุตรเจ้าอุปราชหมูล่า เมืองนครลำปาง ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ถวายเครื่องราชบรรณาการ ครั้นณวัน ๖ ค่ำ ศักราช ๑๒๓๗ ปีกุญสัปตศก ทรงพระมหากรุณา<noinclude></noinclude> b3lr0pc8zcs35uzml4k5ahuvht5zu1n 293298 293297 2026-07-21T15:00:46Z Lunlumita 12009 293298 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๑๐}}</noinclude>เฝ้าเจ้าอังวะ ๆ ให้เงินทองผ้าผ่อนพอสมควรทั้งนายทั้งไพร่ กับได้ทำแผนที่เมืองอังวะลงมาด้วย เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่จึงแต่งให้นายหนานสองเมืองคุมตัวนายน้อยปัญญา นายน้อยคำปัน นายน้อยคำสวน กับนำแผนที่เมืองอังวะลงมาทูลเกล้าฯ ถวายณกรุงเทพฯ {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๔ ปีจอฉศก ศักราช ๑๒๓๖ ปี เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่ปฤกษาพร้อมด้วยพระนรินทรราชเสนีจะเกณฑ์คนยกขึ้นไปขับไล่พวกพม่าเขินซึ่งตั้งอยู่ณเมืองเชียงแสน พระนรินทรราชเสนีจึงมีหนังสือลงมายังเมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ให้เกณฑ์คนยกขึ้นไปช่วยเมืองเชียงใหม่ เจ้านครเชียงใหม่จึงแต่งให้นายน้อยเทพวงษ์ พระยาอุตรการโกศล นายน้อยหน่อเมือง คุมไพร่เมืองเชียงใหม่ ๑๐๐๐ คน เจ้านครลำปางแต่งให้เจ้าราชบุตรนายสุริยคุมไพร่เมืองนครลำปาง ๑๐๐๐ คน เมืองลำพูนไชยแต่งให้นายน้อยมหายศคุมไพร่เมืองลำพูนไชย ๕๐๐ คน รวม ๒๕๐๐ คน ยกออกจากเมืองเชียงใหม่แต่ณวัน {{จ|||๕|๔}} ค่ำ {{ฟม}}แลในเดือนสี่ปีจอฉศกนั้น เจ้าราชวงษ์ดาวเรืองบุตรเจ้าลำพูนไชยลังกา เจ้าราชบุตรน้อยสุริยบุตรเจ้าลำพูนลังกา นายอินทวิไชยบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา เจ้าราชวงษ์ใจแก้ว นายน้อยธนัญไชยบุตรเจ้าวรญาณรังษี นายอาริยะบุตรเจ้าอุปราชหมูล่าเมืองนครลำปาง ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ถวายเครื่องราชบรรณาการ ครั้นณวัน {{จ||๑๐||๖}} ค่ำ ศักราช ๑๒๓๗ ปีกุญสัปตศก ทรงพระมหากรุณา<noinclude></noinclude> r64ufmxkv46804y6o28lrxbkbo6emtl 293299 293298 2026-07-21T15:01:01Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293299 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๑๑๐}}</noinclude>เฝ้าเจ้าอังวะ ๆ ให้เงินทองผ้าผ่อนพอสมควรทั้งนายทั้งไพร่ กับได้ทำแผนที่เมืองอังวะลงมาด้วย เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่จึงแต่งให้นายหนานสองเมืองคุมตัวนายน้อยปัญญา นายน้อยคำปัน นายน้อยคำสวน กับนำแผนที่เมืองอังวะลงมาทูลเกล้าฯ ถวายณกรุงเทพฯ {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๔ ปีจอฉศก ศักราช ๑๒๓๖ ปี เจ้าอินทวิไชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่ปฤกษาพร้อมด้วยพระนรินทรราชเสนีจะเกณฑ์คนยกขึ้นไปขับไล่พวกพม่าเขินซึ่งตั้งอยู่ณเมืองเชียงแสน พระนรินทรราชเสนีจึงมีหนังสือลงมายังเมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย ให้เกณฑ์คนยกขึ้นไปช่วยเมืองเชียงใหม่ เจ้านครเชียงใหม่จึงแต่งให้นายน้อยเทพวงษ์ พระยาอุตรการโกศล นายน้อยหน่อเมือง คุมไพร่เมืองเชียงใหม่ ๑๐๐๐ คน เจ้านครลำปางแต่งให้เจ้าราชบุตรนายสุริยคุมไพร่เมืองนครลำปาง ๑๐๐๐ คน เมืองลำพูนไชยแต่งให้นายน้อยมหายศคุมไพร่เมืองลำพูนไชย ๕๐๐ คน รวม ๒๕๐๐ คน ยกออกจากเมืองเชียงใหม่แต่ณวัน {{จ|||๕|๔}} ค่ำ {{ฟม}}แลในเดือนสี่ปีจอฉศกนั้น เจ้าราชวงษ์ดาวเรืองบุตรเจ้าลำพูนไชยลังกา เจ้าราชบุตรน้อยสุริยบุตรเจ้าลำพูนลังกา นายอินทวิไชยบุตรพระเจ้าลำพูนบุญมา เจ้าราชวงษ์ใจแก้ว นายน้อยธนัญไชยบุตรเจ้าวรญาณรังษี นายอาริยะบุตรเจ้าอุปราชหมูล่าเมืองนครลำปาง ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ถวายเครื่องราชบรรณาการ ครั้นณวัน {{จ||๑๐||๖}} ค่ำ ศักราช ๑๒๓๗ ปีกุญสัปตศก ทรงพระมหากรุณา<noinclude></noinclude> 525533eu81gcfbuconklpw3r2aqhuut หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/124 250 54010 293300 293142 2026-07-21T15:07:29Z Lunlumita 12009 293300 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๑๑}}</noinclude>โปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าราชวงษ์ดาวเรือง ขึ้นเปนที่เจ้าดาราดิเรกรัตนไพโรจ วรโฆษกิติโสภณ วิมลคุณ หริภุญไชยมหาเจดีย์บูชากร ราษฎรธุระธาดาประดิษฐาธิบดี เจ้านครลำพูนไชย ตั้งนายน้อยสุริย เปนเจ้าอุปราชตั้งนายพิมพิสาร เปนเจ้าราชบุตรเมืองลำพูนไชย ตั้งราชวงษ์ใจแก้วเปนเจ้าอุปราช ตั้งนายน้อยธนัญไชย เปนเจ้าราชสัมพันธวงษ์เมืองนครลำปาง ตั้งนายอาริยะ เปนพระยาประเทศอุตรทิศ เจ้าเมือง พเยา ได้รับพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน แต่เจ้าราชสัมพันธวงษ์นั้น พระราชทานเครื่องยศเหมือนเจ้าราชวงษ์ แลเจ้านครลำพูนไชย เจ้าอุปราช เจ้าราชบุตร เมืองลำพูนไชย เจ้าอุปราช เจ้าราชสัมพันธวงษ์ เมืองนครลำปาง พระยาประเทศอุตรทิศเจ้าเมืองพเยา ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปเมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย € ครั้นณเดือน ๑๐ ปีชวดอัฐศก ศักราช ๑๒๓๘ ปี เจ้านครเชียงใหม่ มีศุภอักษรให้เจ้าอุปราช คุมช้างพลายเล็บครบลงมาถวายช้าง ๑ กับเจ้านครลำพูน แต่งให้เจ้าบุรีรัตน นายพรหม นายน้อยอินทยศ คุมช้างพลายสูง ๕ ศอก ๑๐ นิ้วช้าง ๑ สูง ๕ ศอก ๘ นิ้วช้าง ๑ ลงมาถวาย กับขอพระราชทานเจ้าบุรีรัตนเปนที่เจ้าราชวงษ์ นายน้อยพรหมเปนที่เจ้าบุรีรัตน นายน้อยอินทยศเปนพระยาไชยสงคราม กับเจ้านครลำปาง มีศุภอักษรลงมาขอเจ้าราชบุตรเปนที่เจ้าบุรีรัตน ขอพระยาวังซ้ายเปนที่เจ้าราชบุตร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าบุรีรัตน เมืองนครลำพูน เปนที่เจ้าราชวงษ์ ตั้งนายพรหม เปนที่เจ้าบุรีรัตน<noinclude></noinclude> 6uf7elc5sis01dfmtliotu53y55dcoe 293301 293300 2026-07-21T15:19:48Z Lunlumita 12009 293301 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๑๑}}</noinclude>โปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าราชวงษ์ดาวเรือง ขึ้นเปนที่เจ้าดาราดิเรกรัตนไพโรจ วรโฆษกิติโสภณวิมลคุณ หริภุญไชยมหาเจดีย์บูชากร ราษฎรธุระธาดา ประดิษฐาธิบดี เจ้านครลำพูนไชย ตั้งนายน้อยสุริยเปนเจ้าอุปราช ตั้งนายพิมพิสารเปนเจ้าราชบุตรเมืองลำพูนไชย ตั้งราชวงษ์ใจแก้วเปนเจ้าอุปราช ตั้งนายน้อยธนัญไชยเปนเจ้าราชสัมพันธวงษ์เมืองนครลำปาง ตั้งนายอาริยะเปนพระยาประเทศอุตรทิศเจ้าเมืองพเยา ได้รับพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน แต่เจ้าราชสัมพันธวงษ์นั้นพระราชทานเครื่องยศเหมือนเจ้าราชวงษ์ แลเจ้านครลำพูนไชย เจ้าอุปราช เจ้าราชบุตร เมืองลำพูนไชย เจ้าอุปราช เจ้าราชสัมพันธวงษ์ เมืองนครลำปาง พระยาประเทศอุตรทิศเจ้าเมืองพเยา ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปเมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๑๐ ปีชวดอัฐศก ศักราช ๑๒๓๘ ปี เจ้านครเชียงใหม่ มีศุภอักษรให้เจ้าอุปราช คุมช้างพลายเล็บครบลงมาถวายช้าง ๑ กับเจ้านครลำพูน แต่งให้เจ้าบุรีรัตน นายพรหม นายน้อยอินทยศ คุมช้างพลายสูง ๕ ศอก ๑๐ นิ้วช้าง ๑ สูง ๕ ศอก ๘ นิ้วช้าง ๑ ลงมาถวาย กับขอพระราชทานเจ้าบุรีรัตนเปนที่เจ้าราชวงษ์ นายน้อยพรหมเปนที่เจ้าบุรีรัตน นายน้อยอินทยศเปนพระยาไชยสงคราม กับเจ้านครลำปาง มีศุภอักษรลงมาขอเจ้าราชบุตรเปนที่เจ้าบุรีรัตน ขอพระยาวังซ้ายเปนที่เจ้าราชบุตร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าบุรีรัตน เมืองนครลำพูน เปนที่เจ้าราชวงษ์ ตั้งนายพรหม เปนที่เจ้าบุรีรัตน<noinclude></noinclude> c9iq97ob9iwqoxdw5u0wlouadqvzzwh 293302 293301 2026-07-21T15:21:03Z Lunlumita 12009 293302 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{ก|๑๑๑}}</noinclude>โปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าราชวงษ์ดาวเรืองขึ้นเปนที่เจ้าดาราดิเรกรัตนไพโรจ วรโฆษกิติโสภณวิมลคุณ หริภุญไชยมหาเจดีย์บูชากร ราษฎรธุระธาดา ประดิษฐาธิบดี เจ้านครลำพูนไชย ตั้งนายน้อยสุริยเปนเจ้าอุปราช ตั้งนายพิมพิสารเปนเจ้าราชบุตรเมืองลำพูนไชย ตั้งราชวงษ์ใจแก้วเปนเจ้าอุปราช ตั้งนายน้อยธนัญไชยเปนเจ้าราชสัมพันธวงษ์เมืองนครลำปาง ตั้งนายอาริยะเปนพระยาประเทศอุตรทิศเจ้าเมืองพเยา ได้รับพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน แต่เจ้าราชสัมพันธวงษ์นั้นพระราชทานเครื่องยศเหมือนเจ้าราชวงษ์ แลเจ้านครลำพูนไชย เจ้าอุปราช เจ้าราชบุตร เมืองลำพูนไชย เจ้าอุปราช เจ้าราชสัมพันธวงษ์ เมืองนครลำปาง พระยาประเทศอุตรทิศเจ้าเมืองพเยา ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปเมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๑๐ ปีชวดอัฐศก ศักราช ๑๒๓๘ ปี เจ้านครเชียงใหม่มีศุภอักษรให้เจ้าอุปราชคุมช้างพลายเล็บครบลงมาถวายช้าง ๑ กับเจ้านครลำพูน แต่งให้เจ้าบุรีรัตน นายพรหม นายน้อยอินทยศ คุมช้างพลายสูง ๕ ศอก ๑๐ นิ้วช้าง ๑ สูง ๕ ศอก ๘ นิ้วช้าง ๑ ลงมาถวาย กับขอพระราชทานเจ้าบุรีรัตนเปนที่เจ้าราชวงษ์ นายน้อยพรหมเปนที่เจ้าบุรีรัตน นายน้อยอินทยศเปนพระยาไชยสงคราม กับเจ้านครลำปางมีศุภอักษรลงมาขอเจ้าราชบุตรเปนที่เจ้าบุรีรัตน ขอพระยาวังซ้ายเปนที่เจ้าราชบุตร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าบุรีรัตนเมืองนครลำพูนเปนที่เจ้าราชวงษ์ ตั้งนายพรหมเปนที่เจ้าบุรีรัตน<noinclude></noinclude> 12optmzk6ww6f5aq9bynqdi5zwfy9i9 293303 293302 2026-07-21T15:21:16Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293303 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๑๑๑}}</noinclude>โปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าราชวงษ์ดาวเรืองขึ้นเปนที่เจ้าดาราดิเรกรัตนไพโรจ วรโฆษกิติโสภณวิมลคุณ หริภุญไชยมหาเจดีย์บูชากร ราษฎรธุระธาดา ประดิษฐาธิบดี เจ้านครลำพูนไชย ตั้งนายน้อยสุริยเปนเจ้าอุปราช ตั้งนายพิมพิสารเปนเจ้าราชบุตรเมืองลำพูนไชย ตั้งราชวงษ์ใจแก้วเปนเจ้าอุปราช ตั้งนายน้อยธนัญไชยเปนเจ้าราชสัมพันธวงษ์เมืองนครลำปาง ตั้งนายอาริยะเปนพระยาประเทศอุตรทิศเจ้าเมืองพเยา ได้รับพระราชทานเครื่องยศโดยสมควรแก่ถานาศักดิทุกคน แต่เจ้าราชสัมพันธวงษ์นั้นพระราชทานเครื่องยศเหมือนเจ้าราชวงษ์ แลเจ้านครลำพูนไชย เจ้าอุปราช เจ้าราชบุตร เมืองลำพูนไชย เจ้าอุปราช เจ้าราชสัมพันธวงษ์ เมืองนครลำปาง พระยาประเทศอุตรทิศเจ้าเมืองพเยา ก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปเมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๑๐ ปีชวดอัฐศก ศักราช ๑๒๓๘ ปี เจ้านครเชียงใหม่มีศุภอักษรให้เจ้าอุปราชคุมช้างพลายเล็บครบลงมาถวายช้าง ๑ กับเจ้านครลำพูน แต่งให้เจ้าบุรีรัตน นายพรหม นายน้อยอินทยศ คุมช้างพลายสูง ๕ ศอก ๑๐ นิ้วช้าง ๑ สูง ๕ ศอก ๘ นิ้วช้าง ๑ ลงมาถวาย กับขอพระราชทานเจ้าบุรีรัตนเปนที่เจ้าราชวงษ์ นายน้อยพรหมเปนที่เจ้าบุรีรัตน นายน้อยอินทยศเปนพระยาไชยสงคราม กับเจ้านครลำปางมีศุภอักษรลงมาขอเจ้าราชบุตรเปนที่เจ้าบุรีรัตน ขอพระยาวังซ้ายเปนที่เจ้าราชบุตร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าบุรีรัตนเมืองนครลำพูนเปนที่เจ้าราชวงษ์ ตั้งนายพรหมเปนที่เจ้าบุรีรัตน<noinclude></noinclude> rhm1xy7eonmf7qnsfs155gyf4udcin7 พงศาวดารเมืองสงขลา (พระยาสุนทรานุรักษ์) 0 55857 293365 270530 2026-07-22T06:03:47Z Lunlumita 12009 293365 wikitext text/x-wiki {{ชื่อคล้าย|พงศาวดารเมืองสงขลา}} {{ฉบับ | ชื่อ = พงศาวดารเมืองสงขลา | ชื่อ2 = พงศาวดารเมืองสงขลา | ผู้สร้างสรรค์ = พระยาสุนทรานุรักษ์ (ชม) | สถานีย่อย = ภาคใต้ของไทย | หมายเหตุ = | หมวดหมู่ = งานที่ไม่ทราบปีสร้างสรรค์ }} * {{ลปงย|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 3/เรื่องที่ 2||2457|ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 3||พงษาวดารเมืองสงขลา|ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 3}} * ''[[พงศาวดารเมืองสงขลา (2482)|พงศาวดารเมืองสงขลา]]'', แก้ไขเพิ่มเติมโดย {{ลผส|เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา)}} (2482) {{ลฟใน|Phongsawadan Mueang Songkhla 2482.djvu}} 1k2ld2hvawlsisqg9rwd4qdx57n6d3h หมวดหมู่:ภาพ GFDL 14 71162 293756 229373 2026-07-23T09:52:05Z Lunlumita 12009 293756 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:ภาพ]] --> snl7ufyryqj9hyzq443l6ksh5l3hr3j หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/17 250 80167 293468 292305 2026-07-22T17:29:06Z Lunlumita 12009 293468 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๔}}</noinclude>เรือนอยู่ในที่ตำบลบ้านยิริง ฝ่ายทิศตวันออกแต่บ้านนางพระยาปัตตานี ระยะทางเดินเท้าตั้งแต่บ้านมะนาที่นางปัตตานีว่าการอยู่ไปถึงบ้านยิริงเจ็ดชั่วโมงครึ่ง แลบ้านที่สุลต่านไปตั้งว่าการอยู่นั้นตรงกับท่าบ้านยิริงริมคลอง เวลานั้นเปลี่ยนชื่อเปนระตู พลเมืองเรียกกันว่าระตูปะก่าลัน แปลเปนภาษาสยามเรียกว่าระตูน่าท่า แลระตูปะก่าลันคนนี้คำเล่าฦๅกันว่าเปนคนมีสติปัญญาแลอำนาจมาก เมืองที่ใกล้เคียงก็คร้ามกลัวอยู่ {{ฟม}}ขณะนั้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเมื่อจุลศักราช ๑๑๔๗ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จยกกองทัพออกไปปราบปรามศึกพม่าถึงหัวเมืองฝ่ายตวันตก ครั้นกองทัพออกไปถึงเมืองสงขลา มีข่าวเข้ามาว่าเมืองปัตตานีก่อการกำเริบขึ้นมาก โปรดเกล้าฯ จัดให้พระยากระลาโหม พระยาเสน่หาภูธร (ทองอิน) พระยาพัทลุง (ทองขาว) หลวงสุวรรณคิรี (บุ่นฮุ้ย) ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ปลัดจะนะ (ขวัญซ้าย) เปนทัพน่ายกออกไปตีเมืองปัตตานี ได้สู้รบกันกับระตูปะก่าลันที่ตำบลบ้านยิริง ระตูปะก่าลันสู้รบทนกองทัพมิได้ ก็อพยพแตกหนีขึ้นไปทางเมืองรามันห์ พระยากระลาโหมแม่ทัพเห็นว่า ปลัดจะนะ (ขวัญซ้าย) เปนผู้รู้จักทางก็แต่งกองรวมคนพัทลุงสงขลาให้ปลัดจะนะ (ขวัญซ้าย) เปนหัวน่าตีตามระตูปะก่าลันไป ปลัดจะนะ (ขวัญซ้าย) ตามระตูปะก่าลันไปทันที่ปลายน้ำเมืองรามันห์ริมแดนเมืองแประได้สู้รบกันในตำบลนั้น ระตูปะก่าลันถูกกระสุนปืนตาย ในระหว่างนั้นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จยกทัพเรือไปตั้งอยู่ที่ปากอ่าวเมืองปัตตานี ครั้นพระยา<noinclude></noinclude> 8y1lehs12s9s42hc5vvqaamz0lw6dh2 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/33 250 80183 293440 292388 2026-07-22T16:47:44Z Lunlumita 12009 293440 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๐}}</noinclude>ผู้รักษาว่าราชการยังไม่มีตัว เมืองปัตตานี เมืองยะลา ผู้รักษาราชการก็ยังไม่ได้รับพระราชทานตราตั้ง พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ก็พาหนิยุโส่ หรือที่เรียกว่าโต๊ะกี่ ซึ่งได้จัดไว้ให้เปนผู้รักษาว่าราชการเมืองปัตตานีหนึ่ง นายเมืองบุตรพระยายิริง (พ่าย) ซึ่งได้จัดให้เปนผู้รักษาราชการเมืองยะลาอยู่หนึ่ง นายเกลี่ยงบุตรหลวงสวัสดิภักดี (ยิ้มซ้าย) ผู้รักษาราชการเมืองยิริงที่ถึงแก่กรรมหนึ่ง ตวนกูประสาซึ่งพระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) พามาแต่เมืองกลันตันหนึ่งเข้ามากรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราตั้งให้หนิยุโส่หรือโต๊ะกีเปนพระยายิริง ให้นายเมืองเปนพระยายะลา ให้นายเกลี่ยงเปนพระยาหนองจิก ให้ตวนกูปะสาเปนพระยาปัตตานี ครั้นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองยิริง ได้รับพระราชทานตราตั้งเสร็จแล้ว พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) พร้อมด้วยผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยิริง เมืองยะลา กราบถวายบังคมลากลับเมืองสงขลา {{ฟม}}พระยาปัตตานี (ตวนกูปะสา) ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านจะบังติฆอที่พระยาปัตตานีว่าราชการอยู่เดี๋ยวนี้ พระยาหนองจิก (เกลี่ยง) ได้ตั้งบ้านอยู่ที่ตำบลบ้านตุยง อยู่ฝ่ายทิศตวันออกเคียงบ้านผู้ว่าราชการเมืองหนองจิกเดี๋ยวนี้ พระยายิริง (หนิยุโส่หรือโต๊ะกี) ได้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านย้ามูริมลำน้ำเมืองยิริงฟากทิศใต้ พระยายะลา (เมือง) ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านท่าสาบ ริมลำน้ำที่ลงจากเมืองรามันห์ฟากตวันตก บุตรหลานพระยายะลา{{วว}}<noinclude></noinclude> 034bri5t6qb8zruz09vxk1oatfd4kdt 293441 293440 2026-07-22T16:48:05Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293441 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๒๐}}</noinclude>ผู้รักษาว่าราชการยังไม่มีตัว เมืองปัตตานี เมืองยะลา ผู้รักษาราชการก็ยังไม่ได้รับพระราชทานตราตั้ง พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ก็พาหนิยุโส่ หรือที่เรียกว่าโต๊ะกี่ ซึ่งได้จัดไว้ให้เปนผู้รักษาว่าราชการเมืองปัตตานีหนึ่ง นายเมืองบุตรพระยายิริง (พ่าย) ซึ่งได้จัดให้เปนผู้รักษาราชการเมืองยะลาอยู่หนึ่ง นายเกลี่ยงบุตรหลวงสวัสดิภักดี (ยิ้มซ้าย) ผู้รักษาราชการเมืองยิริงที่ถึงแก่กรรมหนึ่ง ตวนกูประสาซึ่งพระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) พามาแต่เมืองกลันตันหนึ่งเข้ามากรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราตั้งให้หนิยุโส่หรือโต๊ะกีเปนพระยายิริง ให้นายเมืองเปนพระยายะลา ให้นายเกลี่ยงเปนพระยาหนองจิก ให้ตวนกูปะสาเปนพระยาปัตตานี ครั้นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองยิริง ได้รับพระราชทานตราตั้งเสร็จแล้ว พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) พร้อมด้วยผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยิริง เมืองยะลา กราบถวายบังคมลากลับเมืองสงขลา {{ฟม}}พระยาปัตตานี (ตวนกูปะสา) ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านจะบังติฆอที่พระยาปัตตานีว่าราชการอยู่เดี๋ยวนี้ พระยาหนองจิก (เกลี่ยง) ได้ตั้งบ้านอยู่ที่ตำบลบ้านตุยง อยู่ฝ่ายทิศตวันออกเคียงบ้านผู้ว่าราชการเมืองหนองจิกเดี๋ยวนี้ พระยายิริง (หนิยุโส่หรือโต๊ะกี) ได้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านย้ามูริมลำน้ำเมืองยิริงฟากทิศใต้ พระยายะลา (เมือง) ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านท่าสาบ ริมลำน้ำที่ลงจากเมืองรามันห์ฟากตวันตก บุตรหลานพระยายะลา{{วว}}<noinclude></noinclude> 4o4cnp4u42j1bi2c4xv7ir868e0eyyj หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/34 250 80184 293442 292346 2026-07-22T16:50:01Z Lunlumita 12009 293442 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๑}}</noinclude>(เมือง) ยังได้อยู่ต่อมาจนเดี๋ยวนี้ ในระหว่างนั้นเมืองแขกทั้งเจ็ดเมืองก็เปนการเรียบร้อย อยู่มาพระยายะลา (เมือง) ไม่ได้ราชการ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ถอดออกเสียจากราชการ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จัดให้ตวันบาตูปุเต้เปนผู้รักษาราชการเมืองยะลา ตวันบาตูปุเต้ผู้รักษาราชการเมืองยะลา ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านยะลา บ้านที่พระยายะลาว่าราชการอยู่เดี๋ยวนี้ อยู่มาพระยาสายบุรี (หนิดะ) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ พระราชทานตราตั้งให้หนิละไมบุตรเปนพระยาสายบุรี พระยาสายบุรี (หนิละไม) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนของบิดาที่ตำบลบ้านยิ้งอต่อมา ครั้นพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ถึงแก่อนิจกรรม ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ผู้ช่วยราชการเปนพระยาสงขลา ในระหว่างพระยาสงขลา (บุญสัง) ว่าราชการเมืองอยู่นั้น พระยายิริง (หนิยุโส่หรือโต๊ะกี) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งให้พระยาจางวาง (สุล ต่านเดวอ) ซึ่งเสน่หามนตรีพามาจากเมืองกลันตันให้อยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชนั้น เปนพระยายิริง อยู่มาพระยายิริง (สุลต่านเดวอ) ถึงแก่กรรม โปรดเกล้าฯ ตั้งให้นายแต่งซึ่งเปนบุตรพระยายิริง (หนิยุโส่หรือโต๊ะกี) เปนพระยายิริง พระยายิริง (แต่ง) คนนี้ทราบความว่า เมื่อครั้งเมืองปัตตานีเกิดกระบถนั้น พระยายิริง (แต่ง) อายุประมาณได้ห้าขวบหรือหกขวบ ครั้นบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้ว กองทัพที่ออกไปนั้นกลับกรุงเทพฯ พระยายิริง (แต่ง){{วว}}<noinclude></noinclude> kdm0t0ii1y8qi78cbkbm6yjhdhn6trk 293443 293442 2026-07-22T16:52:07Z Lunlumita 12009 293443 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๑}}</noinclude>(เมือง) ยังได้อยู่ต่อมาจนเดี๋ยวนี้ ในระหว่างนั้นเมืองแขกทั้งเจ็ดเมืองก็เปนการเรียบร้อย อยู่มาพระยายะลา (เมือง) ไม่ได้ราชการ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ถอดออกเสียจากราชการ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จัดให้ตวันบาตูปุเต้เปนผู้รักษาราชการเมืองยะลา ตวันบาตูปุเต้ผู้รักษาราชการเมืองยะลาได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านยะลาบ้านที่พระยายะลาว่าราชการอยู่เดี๋ยวนี้ อยู่มาพระยาสายบุรี (หนิดะ) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ พระราชทานตราตั้งให้หนิละไมบุตรเปนพระยาสายบุรี พระยาสายบุรี (หนิละไม) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนของบิดาที่ตำบลบ้านยิ้งอต่อมา ครั้นพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ถึงแก่อนิจกรรมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ผู้ช่วยราชการเปนพระยาสงขลา ในระหว่างพระยาสงขลา (บุญสัง) ว่าราชการเมืองอยู่นั้น พระยายิริง (หนิยุโส่หรือโต๊ะกี) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งให้พระยาจางวาง (สุลต่านเดวอ) ซึ่งพระเสน่หามนตรีพามาจากเมืองกลันตันให้อยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชนั้น เปนพระยายิริง อยู่มาพระยายิริง (สุลต่านเดวอ) ถึงแก่กรรม โปรดเกล้าฯ ตั้งให้นายแต่งซึ่งเปนบุตรพระยายิริง (หนิยุโส่หรือโต๊ะกี) เปนพระยายิริง พระยายิริง (แต่ง) คนนี้ทราบความว่าเมื่อครั้งเมืองปัตตานีเกิดกระบถนั้น พระยายิริง (แต่ง) อายุประมาณได้ห้าขวบหรือหกขวบ ครั้นบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้ว กองทัพที่ออกไปนั้นกลับกรุงเทพฯ พระยายิริง (แต่ง){{วว}}<noinclude></noinclude> p5dopqnmmkky9usfrz4f6eg6k98fblc 293444 293443 2026-07-22T16:52:17Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293444 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๒๑}}</noinclude>(เมือง) ยังได้อยู่ต่อมาจนเดี๋ยวนี้ ในระหว่างนั้นเมืองแขกทั้งเจ็ดเมืองก็เปนการเรียบร้อย อยู่มาพระยายะลา (เมือง) ไม่ได้ราชการ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ถอดออกเสียจากราชการ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จัดให้ตวันบาตูปุเต้เปนผู้รักษาราชการเมืองยะลา ตวันบาตูปุเต้ผู้รักษาราชการเมืองยะลาได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านยะลาบ้านที่พระยายะลาว่าราชการอยู่เดี๋ยวนี้ อยู่มาพระยาสายบุรี (หนิดะ) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ พระราชทานตราตั้งให้หนิละไมบุตรเปนพระยาสายบุรี พระยาสายบุรี (หนิละไม) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนของบิดาที่ตำบลบ้านยิ้งอต่อมา ครั้นพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ถึงแก่อนิจกรรมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ผู้ช่วยราชการเปนพระยาสงขลา ในระหว่างพระยาสงขลา (บุญสัง) ว่าราชการเมืองอยู่นั้น พระยายิริง (หนิยุโส่หรือโต๊ะกี) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งให้พระยาจางวาง (สุลต่านเดวอ) ซึ่งพระเสน่หามนตรีพามาจากเมืองกลันตันให้อยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชนั้น เปนพระยายิริง อยู่มาพระยายิริง (สุลต่านเดวอ) ถึงแก่กรรม โปรดเกล้าฯ ตั้งให้นายแต่งซึ่งเปนบุตรพระยายิริง (หนิยุโส่หรือโต๊ะกี) เปนพระยายิริง พระยายิริง (แต่ง) คนนี้ทราบความว่าเมื่อครั้งเมืองปัตตานีเกิดกระบถนั้น พระยายิริง (แต่ง) อายุประมาณได้ห้าขวบหรือหกขวบ ครั้นบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้ว กองทัพที่ออกไปนั้นกลับกรุงเทพฯ พระยายิริง (แต่ง){{วว}}<noinclude></noinclude> 6nd6y0c925sgderv76q038rif601ong 293449 293444 2026-07-22T16:57:17Z Lunlumita 12009 293449 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๒๑}}</noinclude>(เมือง) ยังได้อยู่ต่อมาจนเดี๋ยวนี้ ในระหว่างนั้นเมืองแขกทั้งเจ็ดเมืองก็เปนการเรียบร้อย อยู่มาพระยายะลา (เมือง) ไม่ได้ราชการ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ถอดออกเสียจากราชการ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จัดให้ตวันบาตูปุเต้เปนผู้รักษาราชการเมืองยะลา ตวันบาตูปุเต้ผู้รักษาราชการเมืองยะลาได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านยะลาบ้านที่พระยายะลาว่าราชการอยู่เดี๋ยวนี้ อยู่มาพระยาสายบุรี (หนิดะ) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ พระราชทานตราตั้งให้หนิละไมบุตรเปนพระยาสายบุรี พระยาสายบุรี (หนิละไม) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนของบิดาที่ตำบลบ้านยิ้งอต่อมา ครั้นพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ถึงแก่อนิจกรรม ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ผู้ช่วยราชการเปนพระยาสงขลา ในระหว่างพระยาสงขลา (บุญสัง) ว่าราชการเมืองอยู่นั้น พระยายิริง (หนิยุโส่หรือโต๊ะกี) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งให้พระยาจางวาง (สุลต่านเดวอ) ซึ่งพระเสน่หามนตรีพามาจากเมืองกลันตันให้อยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชนั้น เปนพระยายิริง อยู่มาพระยายิริง (สุลต่านเดวอ) ถึงแก่กรรม โปรดเกล้าฯ ตั้งให้นายแต่งซึ่งเปนบุตรพระยายิริง (หนิยุโส่หรือโต๊ะกี) เปนพระยายิริง พระยายิริง (แต่ง) คนนี้ทราบความว่าเมื่อครั้งเมืองปัตตานีเกิดกระบถนั้น พระยายิริง (แต่ง) อายุประมาณได้ห้าขวบหรือหกขวบ ครั้นบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้ว กองทัพที่ออกไปนั้นกลับกรุงเทพฯ พระยายิริง (แต่ง){{วว}}<noinclude></noinclude> 3269726c64if2mo8n8332n93zv55odl หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/35 250 80185 293445 292348 2026-07-22T16:52:35Z Lunlumita 12009 293445 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๒}}</noinclude>ติดเข้ามากรุงเทพฯ ด้วย ครั้นพระยายิริง (แต่ง) มีอายุมากขึ้นก็เลยเปนไทยไป ได้บวชเปนสามเณรอยู่จนอายุถึงยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองปีแล้วเลยบวชเปนพระภิกษุต่อไปหลายพรรษาจนได้เปนที่พระใบฎีกา ครั้นสึกจากพระก็ได้เข้ารับราชการอยู่ในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อมา ยังหาได้กลับออกไปบ้านเมืองไม่ ต่อเมื่อได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเปนที่พระยายิริงผู้ว่าราชการเมืองยิริงแล้ว จึ่งได้กราบถวายบังคมลาออกไปบ้านเมือง ครั้นพระยายิงริง (แต่ง) ออกไปถึงเมืองยิริงแล้ว ก็ปลูกเรือนลงในที่บ้านพระยายิริง (หนิยุโส่หรือโต๊ะกี) ผู้เปนบิดา ว่าราชการเมืองอยู่ที่นั้น เมืองยิริงในตอนพระยายิริง (แต่ง) ว่าราชการอยู่ขนบธรรมเนียมจัดอย่างเมืองสงขลา คดีถ้อยความที่ปรับไหมหรือตัดสินก็ใช้ตามพระราชกำหนดกฎหมายสยามทั้งสิ้น เมืองยิริงเวลานั้นเปนที่เรียบร้อยแลมีการเจริญขึ้นมาก อยู่มาพระยาปัตตานี (ตวนกูปาสา) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ ตั้งให้ตวันปุเต้บุตร เปนพระยาวิชิตภักดี ศรีสุรวังษา รัตนาณาเขตรประเทศราช ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี พระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) ว่าราชการอยู่ที่บ้านเดิมของบิดาต่อมา เมืองปัตตานีเวลาพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) ว่าราชการอยู่นั้น ขนบธรรมเนียมโรงศาลแขวงแลอำเภอจัดเหมือนอย่างเมืองยิริง อยู่มาพระยารามันห์ (ตวันกุโหน) ถึงแก่กรรม โปรดเกล้าฯ ตั้งให้ตวันติมุนบุตรเปนพระยารัตนภักดี ศรีราชบดินทร์ สุรินทรวิวังษา ผู้ว่าราชการเมืองรามันห์ พระยา<noinclude></noinclude> a9hicn5obqcv5au3tztgxo55tjggscn 293446 293445 2026-07-22T16:54:31Z Lunlumita 12009 293446 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๒}}</noinclude>ติดเข้ามากรุงเทพฯ ด้วย ครั้นพระยายิริง (แต่ง) มีอายุมากขึ้นก็เลยเปนไทยไป ได้บวชเปนสามเณรอยู่จนอายุถึงยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองปี แล้วเลยบวชเปนพระภิกษุต่อไปหลายพรรษาจนได้เปนที่พระใบฎีกา ครั้นสึกจากพระก็ได้เข้ารับราชการอยู่ในกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อมา ยังหาได้กลับออกไปบ้านเมืองไม่ ต่อเมื่อได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเปนที่พระยายิริงผู้ว่าราชการเมืองยิริงแล้ว จึ่งได้กราบถวายบังคมลาออกไปบ้านเมือง ครั้นพระยายิริง (แต่ง) ออกไปถึงเมืองยิริงแล้ว ก็ปลูกเรือนลงในที่บ้านพระยายิริง (หนิยุโส่หรือโต๊ะกี) ผู้เปนบิดา ว่าราชการเมืองอยู่ที่นั้น เมืองยิริงในตอนพระยายิริง (แต่ง) ว่าราชการอยู่ ขนบธรรมเนียมจัดอย่างเมืองสงขลา คดีถ้อยความที่ปรับไหมหรือตัดสินก็ใช้ตามพระราชกำหนดกฎหมายสยามทั้งสิ้น เมืองยิริงเวลานั้นเปนที่เรียบร้อยแลมีการเจริญขึ้นมาก อยู่มาพระยาปัตตานี (ตวนกูปาสา) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ ตั้งให้ตวันปุเต้บุตรเปนพระยาวิชิตภักดี ศรีสุรวังษา รัตนาณาเขตรประเทศราช ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี พระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) ว่าราชการอยู่ที่บ้านเดิมของบิดาต่อมา เมืองปัตตานีเวลาพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) ว่าราชการอยู่นั้น ขนบธรรมเนียมโรงศาลแขวงแลอำเภอจัดเหมือนอย่างเมืองยิริง อยู่มาพระยารามันห์ (ตวันกุโหน) ถึงแก่กรรม โปรดเกล้าฯ ตั้งให้ตวันติมุนบุตรเปนพระยารัตนภักดี ศรีราชบดินทร์ สุรินทรวิวังษา ผู้ว่าราชการเมืองรามันห์ พระยา<noinclude></noinclude> sutwxzd9zn206un4gst833727i0qvz0 293447 293446 2026-07-22T16:54:39Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293447 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๒๒}}</noinclude>ติดเข้ามากรุงเทพฯ ด้วย ครั้นพระยายิริง (แต่ง) มีอายุมากขึ้นก็เลยเปนไทยไป ได้บวชเปนสามเณรอยู่จนอายุถึงยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองปี แล้วเลยบวชเปนพระภิกษุต่อไปหลายพรรษาจนได้เปนที่พระใบฎีกา ครั้นสึกจากพระก็ได้เข้ารับราชการอยู่ในกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อมา ยังหาได้กลับออกไปบ้านเมืองไม่ ต่อเมื่อได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเปนที่พระยายิริงผู้ว่าราชการเมืองยิริงแล้ว จึ่งได้กราบถวายบังคมลาออกไปบ้านเมือง ครั้นพระยายิริง (แต่ง) ออกไปถึงเมืองยิริงแล้ว ก็ปลูกเรือนลงในที่บ้านพระยายิริง (หนิยุโส่หรือโต๊ะกี) ผู้เปนบิดา ว่าราชการเมืองอยู่ที่นั้น เมืองยิริงในตอนพระยายิริง (แต่ง) ว่าราชการอยู่ ขนบธรรมเนียมจัดอย่างเมืองสงขลา คดีถ้อยความที่ปรับไหมหรือตัดสินก็ใช้ตามพระราชกำหนดกฎหมายสยามทั้งสิ้น เมืองยิริงเวลานั้นเปนที่เรียบร้อยแลมีการเจริญขึ้นมาก อยู่มาพระยาปัตตานี (ตวนกูปาสา) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ ตั้งให้ตวันปุเต้บุตรเปนพระยาวิชิตภักดี ศรีสุรวังษา รัตนาณาเขตรประเทศราช ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี พระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) ว่าราชการอยู่ที่บ้านเดิมของบิดาต่อมา เมืองปัตตานีเวลาพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) ว่าราชการอยู่นั้น ขนบธรรมเนียมโรงศาลแขวงแลอำเภอจัดเหมือนอย่างเมืองยิริง อยู่มาพระยารามันห์ (ตวันกุโหน) ถึงแก่กรรม โปรดเกล้าฯ ตั้งให้ตวันติมุนบุตรเปนพระยารัตนภักดี ศรีราชบดินทร์ สุรินทรวิวังษา ผู้ว่าราชการเมืองรามันห์ พระยา<noinclude></noinclude> pnf1yu3xu7bltfb5124rwi5cs2d0zdl หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/36 250 80186 293448 292350 2026-07-22T16:56:04Z Lunlumita 12009 293448 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๓}}</noinclude>รามันห์ (ตวันติมุน) ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านรามันห์ ที่พระณรงค์วังษาอยู่ต่อมาจนเดี๋ยวนี้ เมืองรามันห์ตอนที่พระยารามันห์ (ติมุน) ว่าราชการอยู่นั้น ขนบธรรมเนียมบ้านเมืองจัดอย่างเมืองปัตตานีเมืองยิริงทั้งสิ้น ครั้นเจ้าพระยาสงขลา (บุญสัง) ถึงแก่ อสัญญกรรมลง โปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระสุนทรนุรักษ์ (เม่น) บุตรพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋อง) เปนพระยาวิเชียรคิรีฯ ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา อยู่มาพระยาหนองจิก (เกลี่ยง) ถึงแก่กรรมลง พระยายะลา (ตวันบาตูปุเต้) ก็ถึงแก่กรรม {{ฟม}}ในระหว่างนั้น ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปัตยุบันนี้ (รัชกาลที่ ๕) เสด็จพระราชดำเนินไปเมืองกะลักตา เวลาเสด็จกลับนั้นมาประทับที่เมืองไทรบุรี แล้วเสด็จพระราชดำเนินทางสถล มารคแต่เมืองไทรบุรี เสด็จมาลงเรือพระที่นั่งที่เมืองสงขลา ครั้นในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินออกจากเมืองสงขลาแล้ว พระยาวิเชียรคิรี (เม่น) ก็พานายเวียงบุตรหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) ตวันกะจิบุตรพระยายะลา (ตวันบาตูปุเต้) เข้ามากรุงเทพฯ {{ฟม}}โปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเชียรคิรี (เม่น) เปนเจ้าพระยาวิเชียรคิรีฯ ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ตั้งให้นายเวียงเปนพระยาเพชราภิบาลนฤเบศร์ วาปีเขตรมุจลินท์ นฤบดินทรสวามิภักดิ์ ผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก ตั้งให้ตวันกะจิเปนพระยาณรงค์ฤทธี ศรีประเทศ วิเศษวังษา ผู้ว่าราชการเมืองยะลา เจ้าพระยาวิเชียร<noinclude></noinclude> p7cwig3swsivn4gpkotq4417uw06ovf 293450 293448 2026-07-22T16:57:38Z Lunlumita 12009 293450 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๓}}</noinclude>รามันห์ (ตวันติมุน) ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านรามันห์ที่พระณรงค์วังษาอยู่ต่อมาจนเดี๋ยวนี้ เมืองรามันห์ตอนที่พระยารามันห์ (ติมุน) ว่าราชการอยู่นั้น ขนบธรรมเนียมบ้านเมืองจัดอย่างเมืองปัตตานีเมืองยิริงทั้งสิ้น ครั้นเจ้าพระยาสงขลา (บุญสัง) ถึงแก่อสัญญกรรมลง โปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระสุนทรนุรักษ์ (เม่น) บุตรพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋อง) เปนพระยาวิเชียรคิรีฯ ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา อยู่มาพระยาหนองจิก (เกลี่ยง) ถึงแก่กรรมลง พระยายะลา (ตวันบาตูปุเต้) ก็ถึงแก่กรรม {{ฟม}}ในระหว่างนั้น ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปัตยุบันนี้ (รัชกาลที่ ๕) เสด็จพระราชดำเนินไปเมืองกะลักตา เวลาเสด็จกลับนั้นมาประทับที่เมืองไทรบุรี แล้วเสด็จพระราชดำเนินทางสถล มารคแต่เมืองไทรบุรี เสด็จมาลงเรือพระที่นั่งที่เมืองสงขลา ครั้นในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินออกจากเมืองสงขลาแล้ว พระยาวิเชียรคิรี (เม่น) ก็พานายเวียงบุตรหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) ตวันกะจิบุตรพระยายะลา (ตวันบาตูปุเต้) เข้ามากรุงเทพฯ {{ฟม}}โปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเชียรคิรี (เม่น) เปนเจ้าพระยาวิเชียรคิรีฯ ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ตั้งให้นายเวียงเปนพระยาเพชราภิบาลนฤเบศร์ วาปีเขตรมุจลินท์ นฤบดินทรสวามิภักดิ์ ผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก ตั้งให้ตวันกะจิเปนพระยาณรงค์ฤทธี ศรีประเทศ วิเศษวังษา ผู้ว่าราชการเมืองยะลา เจ้าพระยาวิเชียร<noinclude></noinclude> 2uucsxf0mhkzn3lnlzqjopfan1aayr7 293451 293450 2026-07-22T16:58:11Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293451 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๒๓}}</noinclude>รามันห์ (ตวันติมุน) ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านรามันห์ที่พระณรงค์วังษาอยู่ต่อมาจนเดี๋ยวนี้ เมืองรามันห์ตอนที่พระยารามันห์ (ติมุน) ว่าราชการอยู่นั้น ขนบธรรมเนียมบ้านเมืองจัดอย่างเมืองปัตตานีเมืองยิริงทั้งสิ้น ครั้นเจ้าพระยาสงขลา (บุญสัง) ถึงแก่อสัญญกรรมลง โปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระสุนทรนุรักษ์ (เม่น) บุตรพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋อง) เปนพระยาวิเชียรคิรีฯ ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา อยู่มาพระยาหนองจิก (เกลี่ยง) ถึงแก่กรรมลง พระยายะลา (ตวันบาตูปุเต้) ก็ถึงแก่กรรม {{ฟม}}ในระหว่างนั้น ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปัตยุบันนี้ (รัชกาลที่ ๕) เสด็จพระราชดำเนินไปเมืองกะลักตา เวลาเสด็จกลับนั้นมาประทับที่เมืองไทรบุรี แล้วเสด็จพระราชดำเนินทางสถล มารคแต่เมืองไทรบุรี เสด็จมาลงเรือพระที่นั่งที่เมืองสงขลา ครั้นในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินออกจากเมืองสงขลาแล้ว พระยาวิเชียรคิรี (เม่น) ก็พานายเวียงบุตรหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) ตวันกะจิบุตรพระยายะลา (ตวันบาตูปุเต้) เข้ามากรุงเทพฯ {{ฟม}}โปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเชียรคิรี (เม่น) เปนเจ้าพระยาวิเชียรคิรีฯ ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ตั้งให้นายเวียงเปนพระยาเพชราภิบาลนฤเบศร์ วาปีเขตรมุจลินท์ นฤบดินทรสวามิภักดิ์ ผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก ตั้งให้ตวันกะจิเปนพระยาณรงค์ฤทธี ศรีประเทศ วิเศษวังษา ผู้ว่าราชการเมืองยะลา เจ้าพระยาวิเชียร<noinclude></noinclude> o8vcfebjvxxrgf2ffmo49ppo30s1v2d หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/37 250 80187 293452 292352 2026-07-22T16:58:32Z Lunlumita 12009 293452 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๔}}</noinclude>คิรี (เม่น) พระยาหนองจิก (เวียง) พระยายะลา (ตวันกะจิ) ก็กราบถวายบังคมลากลับเมืองสงขลา พระยายะลา (ตวันกะจิ) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนบิดาต่อมา หาได้เลื่อนบ้านไปอยู่ที่อื่นไม่ แต่พระยาหนองจิก (เวียง) นั้น หาได้ว่าราชการที่บ้านพระยาหนองจิก (เกลียง) ไม่ เลื่อนไปตั้งบ้านลงใหม่ห่างบ้านพระยาหนองจิก (เกลียง) ไปฝ่ายตวันตกประมาณทางห้าสิบเส้นเศษ อยู่มาพระยาสายบุรี (หนิละไม) พระยารามันห์ (ตวันติมุน) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ ให้หนิแปะบุตรพระยาสายบุรี (หนิละไม) เปนพระยาสุริยสุนทร บวรภักดี ศรีมหารายา มัตตาอัปดุล วิบุลยขอบ เขตร ประเทศมลายู ผู้ว่าราชการเมืองสายบุรี ให้หนิปิน้องจากพระยาสายบุรี (หนิแปะ) เปนพระรัตนามนตรีผู้ช่วยราชการ ให้หนิอี่ตำน้องจากพระรัตนามนตรี (หนิปี) เปนพระวิเศษวังษา ผู้ช่วยราชการเมืองสายบุรี ตั้งให้พระณรงค์วังษา (ตวันยาฮง) ผู้ช่วยราชการซึ่งเปนน้องต่างมารดาแต่พระยารามันห์ (ติมุน) เปนพระยารัตนภักดี ศรีราชบดินทร์ สุรินทรวิวังษา ผู้ว่าราชการเมืองรามันห์ ให้หลวงรายาภักดี (ตวันบาไลยาวอ) บุตรพระยารามันห์ (ติมุน) เปนพระณรงค์วังษาผู้ช่วยราชการ ให้ตวันละเบะบุตรพระยารามันห์ (ตวันยาฮง) เปนหลวงรายาภักดีผู้ช่วยราชการเมืองรามันห์ พระยาสายบุรี (หนิแปะ) เปนผู้ว่าราชการเมืองขึ้น หาได้ว่าราชการอยู่ที่บ้านเดิมบิดาไม่ เลื่อนมาตั้งบ้านเรือนหรือที่เรียกว่าเมืองสายบุรีนั้น มาอยู่ที่ตำบลบ้านสะลินงบายู๊ ริมลำน้ำซึ่งลงมาจากอ่าวลุทรายเหมือง<noinclude></noinclude> lx4vn17o9tanj5lhmyn0sp190sejt53 293453 293452 2026-07-22T17:00:15Z Lunlumita 12009 293453 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๔}}</noinclude>คิรี (เม่น) พระยาหนองจิก (เวียง) พระยายะลา (ตวันกะจิ) ก็กราบถวายบังคมลากลับเมืองสงขลา พระยายะลา (ตวันกะจิ) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนบิดาต่อมา หาได้เลื่อนบ้านไปอยู่ที่อื่นไม่ แต่พระยาหนองจิก (เวียง) นั้นหาได้ว่าราชการที่บ้านพระยาหนองจิก (เกลียง) ไม่ เลื่อนไปตั้งบ้านลงใหม่ห่างบ้านพระยาหนองจิก (เกลียง) ไปฝ่ายตวันตกประมาณทางห้าสิบเส้นเศษ อยู่มาพระยาสายบุรี (หนิละไม) พระยารามันห์ (ตวันติมุน) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ ให้หนิแปะบุตรพระยาสายบุรี (หนิละไม) เปนพระยาสุริยสุนทร บวรภักดี ศรีมหารายา มัตตาอัปดุล วิบุลยขอบ เขตร ประเทศมลายู ผู้ว่าราชการเมืองสายบุรี ให้หนิปิน้องจากพระยาสายบุรี (หนิแปะ) เปนพระรัตนามนตรีผู้ช่วยราชการ ให้หนิอี่ตำน้องจากพระรัตนามนตรี (หนิปี) เปนพระวิเศษวังษา ผู้ช่วยราชการเมืองสายบุรี ตั้งให้พระณรงค์วังษา (ตวันยาฮง) ผู้ช่วยราชการซึ่งเปนน้องต่างมารดาแต่พระยารามันห์ (ติมุน) เปนพระยารัตนภักดี ศรีราชบดินทร์ สุรินทรวิวังษา ผู้ว่าราชการเมืองรามันห์ ให้หลวงรายาภักดี (ตวันบาไลยาวอ) บุตรพระยารามันห์ (ติมุน) เปนพระณรงค์วังษาผู้ช่วยราชการ ให้ตวันละเบะบุตรพระยารามันห์ (ตวันยาฮง) เปนหลวงรายาภักดีผู้ช่วยราชการเมืองรามันห์ พระยาสายบุรี (หนิแปะ) เปนผู้ว่าราชการเมืองขึ้น หาได้ว่าราชการอยู่ที่บ้านเดิมบิดาไม่ เลื่อนมาตั้งบ้านเรือนหรือที่เรียกว่าเมืองสายบุรีนั้นมาอยู่ที่ตำบลบ้านสะลินงบายู๊ริมลำน้ำซึ่งลงมาจากอ่าวลุทรายเหมือง<noinclude></noinclude> 0urr6f3xmqqizopw2c1x0tcefebuolz 293454 293453 2026-07-22T17:00:23Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293454 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๒๔}}</noinclude>คิรี (เม่น) พระยาหนองจิก (เวียง) พระยายะลา (ตวันกะจิ) ก็กราบถวายบังคมลากลับเมืองสงขลา พระยายะลา (ตวันกะจิ) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนบิดาต่อมา หาได้เลื่อนบ้านไปอยู่ที่อื่นไม่ แต่พระยาหนองจิก (เวียง) นั้นหาได้ว่าราชการที่บ้านพระยาหนองจิก (เกลียง) ไม่ เลื่อนไปตั้งบ้านลงใหม่ห่างบ้านพระยาหนองจิก (เกลียง) ไปฝ่ายตวันตกประมาณทางห้าสิบเส้นเศษ อยู่มาพระยาสายบุรี (หนิละไม) พระยารามันห์ (ตวันติมุน) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ ให้หนิแปะบุตรพระยาสายบุรี (หนิละไม) เปนพระยาสุริยสุนทร บวรภักดี ศรีมหารายา มัตตาอัปดุล วิบุลยขอบ เขตร ประเทศมลายู ผู้ว่าราชการเมืองสายบุรี ให้หนิปิน้องจากพระยาสายบุรี (หนิแปะ) เปนพระรัตนามนตรีผู้ช่วยราชการ ให้หนิอี่ตำน้องจากพระรัตนามนตรี (หนิปี) เปนพระวิเศษวังษา ผู้ช่วยราชการเมืองสายบุรี ตั้งให้พระณรงค์วังษา (ตวันยาฮง) ผู้ช่วยราชการซึ่งเปนน้องต่างมารดาแต่พระยารามันห์ (ติมุน) เปนพระยารัตนภักดี ศรีราชบดินทร์ สุรินทรวิวังษา ผู้ว่าราชการเมืองรามันห์ ให้หลวงรายาภักดี (ตวันบาไลยาวอ) บุตรพระยารามันห์ (ติมุน) เปนพระณรงค์วังษาผู้ช่วยราชการ ให้ตวันละเบะบุตรพระยารามันห์ (ตวันยาฮง) เปนหลวงรายาภักดีผู้ช่วยราชการเมืองรามันห์ พระยาสายบุรี (หนิแปะ) เปนผู้ว่าราชการเมืองขึ้น หาได้ว่าราชการอยู่ที่บ้านเดิมบิดาไม่ เลื่อนมาตั้งบ้านเรือนหรือที่เรียกว่าเมืองสายบุรีนั้นมาอยู่ที่ตำบลบ้านสะลินงบายู๊ริมลำน้ำซึ่งลงมาจากอ่าวลุทรายเหมือง<noinclude></noinclude> st4fmz0jc8jufims6tfk1fhuerxg0gu 293456 293454 2026-07-22T17:06:08Z Lunlumita 12009 293456 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๒๔}}</noinclude>คิรี (เม่น) พระยาหนองจิก (เวียง) พระยายะลา (ตวันกะจิ) ก็กราบถวายบังคมลากลับเมืองสงขลา พระยายะลา (ตวันกะจิ) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนบิดาต่อมา หาได้เลื่อนบ้านไปอยู่ที่อื่นไม่ แต่พระยาหนองจิก (เวียง) นั้นหาได้ว่าราชการที่บ้านพระยาหนองจิก (เกลียง) ไม่ เลื่อนไปตั้งบ้านลงใหม่ห่างบ้านพระยาหนองจิก (เกลียง) ไปฝ่ายตวันตกประมาณทางห้าสิบเส้นเศษ อยู่มาพระยาสายบุรี (หนิละไม) พระยารามันห์ (ตวันติมุน) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ ให้หนิแปะบุตรพระยาสายบุรี (หนิละไม) เปนพระยาสุริยสุนทร บวรภักดี ศรีมหารายา มัตตาอัปดุล วิบุลยขอบเขตร ประเทศมลายู ผู้ว่าราชการเมืองสายบุรี ให้หนิปิน้องจากพระยาสายบุรี (หนิแปะ) เปนพระรัตนามนตรีผู้ช่วยราชการ ให้หนิอี่ตำน้องจากพระรัตนามนตรี (หนิปี) เปนพระวิเศษวังษา ผู้ช่วยราชการเมืองสายบุรี ตั้งให้พระณรงค์วังษา (ตวันยาฮง) ผู้ช่วยราชการซึ่งเปนน้องต่างมารดาแต่พระยารามันห์ (ติมุน) เปนพระยารัตนภักดี ศรีราชบดินทร์ สุรินทรวิวังษา ผู้ว่าราชการเมืองรามันห์ ให้หลวงรายาภักดี (ตวันบาไลยาวอ) บุตรพระยารามันห์ (ติมุน) เปนพระณรงค์วังษาผู้ช่วยราชการ ให้ตวันละเบะบุตรพระยารามันห์ (ตวันยาฮง) เปนหลวงรายาภักดีผู้ช่วยราชการเมืองรามันห์ พระยาสายบุรี (หนิแปะ) เปนผู้ว่าราชการเมืองขึ้น หาได้ว่าราชการอยู่ที่บ้านเดิมบิดาไม่ เลื่อนมาตั้งบ้านเรือนหรือที่เรียกว่าเมืองสายบุรีนั้นมาอยู่ที่ตำบลบ้านสะลินงบายู๊ริมลำน้ำซึ่งลงมาจากอ่าวลุทรายเหมือง<noinclude></noinclude> aokmkwomgurkft40sxgekw60b1d1cw5 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/38 250 80188 293455 292354 2026-07-22T17:00:48Z Lunlumita 12009 293455 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๕}}</noinclude>ทองแขวงเมืองระแงะฟากตวันออก ว่าราชการมาจนถึงทุกวันนี้ พระยารามันห์ (ตวันยาฮง) เปนผู้ว่าราชการเมืองขึ้น หาได้ว่าราชการอยู่ที่บ้านพระยารามันห์ (ตวันติมุน) พี่ชายไม่ เลื่อนไปปลูกเรือนอยู่ใต้บ้านพระยารามันห์ (ตวันติมุน) ห่างออกไปทางประมาณสองเส้นเศษ อยู่มาพระยาหนองจิก (เวียง) พระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) พระยายิริง (แต่ง) ก็ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ ให้ตวนกูปะสาบุตรพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) ซึ่งมารดาอยู่เมืองกลันตัน เปนพระยาวิชิตภักดี ศรีสุรวังษา รัตนาณาเขตรประเทศราช ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี ให้พระพิพิธภักดี ผู้ช่วยราชการ เปนพระยาพิทักษ์ธรรมสุนทร นริศรสุรบดินทร์ นรินทรภักดี ผู้ทนุบำรุงราชการ ให้ตวนกูบอสูเปนพระศรีบุรีรัฐพินิต ผู้ช่วยราชการ ให้ตวนกูเดบุตรพระยาพิทักษ์ฯ เปนพระพิพิธภักดี ช่วยราชการเมืองปัตตานี ตั้งให้หนิเหมาะซึ่งเปนน้องต่างมารดาแต่พระยายิริง (แต่ง) เปนพระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดี ศรีสุรสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองยิริง ตั้งให้หนิโหวะบุตรพระยายิริง (หนิเหมาะ) เปนพระโยธานุประดิษฐ ผู้ช่วยราชการเมืองยิริง ตั้งให้นายมิ่งบุตรพระยาเทพา (ช้าง) เปนพระยาเพชราภิบาลนฤเบศร์ วาปิเขตรมุจลินท์ นฤบดินทรสวามิภักดิ์ ผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก พระยาปัตตานี (ตวนกูปะสา) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) ผู้บิดา พระยาหนองจิก (มิ่ง) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนพระยาหนองจิก (เวียง) แต่พระยายิริง (หนิเหมาะ) หาได้ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนพระยา<noinclude></noinclude> hl05tkgx6qr9rnyxktoy3zif67jo3tl 293457 293455 2026-07-22T17:08:14Z Lunlumita 12009 293457 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๕}}</noinclude>ทองแขวงเมืองระแงะฟากตวันออก ว่าราชการมาจนถึงทุกวันนี้ พระยารามันห์ (ตวันยาฮง) เปนผู้ว่าราชการเมืองขึ้น หาได้ว่าราชการอยู่ที่บ้านพระยารามันห์ (ตวันติมุน) พี่ชายไม่ เลื่อนไปปลูกเรือนอยู่ใต้บ้านพระยารามันห์ (ตวันติมุน) ห่างออกไปทางประมาณสองเส้นเศษ อยู่มาพระยาหนองจิก (เวียง) พระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) พระยายิริง (แต่ง) ก็ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ ให้ตวนกูปะสาบุตรพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) ซึ่งมารดาอยู่เมืองกลันตัน เปนพระยาวิชิตภักดี ศรีสุรวังษา รัตนาณาเขตรประเทศราช ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี ให้พระพิพิธภักดีผู้ช่วยราชการเปนพระยาพิทักษ์ธรรมสุนทร นริศรสุรบดินทร์ นรินทรภักดี ผู้ทนุบำรุงราชการ ให้ตวนกูบอสูเปนพระศรีบุรีรัฐพินิตผู้ช่วยราชการ ให้ตวนกูเดบุตรพระยาพิทักษ์ฯ เปนพระพิพิธภักดีผู้ช่วยราชการเมืองปัตตานี ตั้งให้หนิเหมาะซึ่งเปนน้องต่างมารดาแต่พระยายิริง (แต่ง) เปนพระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดี ศรีสุรสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองยิริง ตั้งให้หนิโหวะบุตรพระยายิริง (หนิเหมาะ) เปนพระโยธานุประดิษฐผู้ช่วยราชการเมืองยิริง ตั้งให้นายมิ่งบุตรพระยาเทพา (ช้าง) เปนพระยาเพชราภิบาลนฤเบศร์ วาปิเขตรมุจลินท์ นฤบดินทรสวามิภักดิ์ ผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก พระยาปัตตานี (ตวนกูปะสา) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) ผู้บิดา พระยาหนองจิก (มิ่ง) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนพระยาหนองจิก (เวียง) แต่พระยายิริง (หนิเหมาะ) หาได้ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนพระยา<noinclude></noinclude> 5j3evh2lseg7rm96ifxt2jp5hbkykcx 293458 293457 2026-07-22T17:11:14Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293458 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๒๕}}</noinclude>ทองแขวงเมืองระแงะฟากตวันออก ว่าราชการมาจนถึงทุกวันนี้ พระยารามันห์ (ตวันยาฮง) เปนผู้ว่าราชการเมืองขึ้น หาได้ว่าราชการอยู่ที่บ้านพระยารามันห์ (ตวันติมุน) พี่ชายไม่ เลื่อนไปปลูกเรือนอยู่ใต้บ้านพระยารามันห์ (ตวันติมุน) ห่างออกไปทางประมาณสองเส้นเศษ อยู่มาพระยาหนองจิก (เวียง) พระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) พระยายิริง (แต่ง) ก็ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ ให้ตวนกูปะสาบุตรพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) ซึ่งมารดาอยู่เมืองกลันตัน เปนพระยาวิชิตภักดี ศรีสุรวังษา รัตนาณาเขตรประเทศราช ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี ให้พระพิพิธภักดีผู้ช่วยราชการเปนพระยาพิทักษ์ธรรมสุนทร นริศรสุรบดินทร์ นรินทรภักดี ผู้ทนุบำรุงราชการ ให้ตวนกูบอสูเปนพระศรีบุรีรัฐพินิตผู้ช่วยราชการ ให้ตวนกูเดบุตรพระยาพิทักษ์ฯ เปนพระพิพิธภักดีผู้ช่วยราชการเมืองปัตตานี ตั้งให้หนิเหมาะซึ่งเปนน้องต่างมารดาแต่พระยายิริง (แต่ง) เปนพระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดี ศรีสุรสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองยิริง ตั้งให้หนิโหวะบุตรพระยายิริง (หนิเหมาะ) เปนพระโยธานุประดิษฐผู้ช่วยราชการเมืองยิริง ตั้งให้นายมิ่งบุตรพระยาเทพา (ช้าง) เปนพระยาเพชราภิบาลนฤเบศร์ วาปิเขตรมุจลินท์ นฤบดินทรสวามิภักดิ์ ผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก พระยาปัตตานี (ตวนกูปะสา) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) ผู้บิดา พระยาหนองจิก (มิ่ง) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนพระยาหนองจิก (เวียง) แต่พระยายิริง (หนิเหมาะ) หาได้ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนพระยา<noinclude></noinclude> rjrtxxs0zy325ryi84uuhh235fqtlih หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/39 250 80189 293459 292356 2026-07-22T17:11:34Z Lunlumita 12009 293459 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๖}}</noinclude>ยิริง (แต่ง) พี่ชายไม่ ปลูกบ้านเรือนใหม่ขึ้นว่าราชการ ห่างแต่บ้านพระยายิริง (แต่ง) ลงไปทิศใต้ทางประมาณหกเส้นเศษ อยู่มาพระยาระแงะ (ตวันบอสู) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระคิรีรัตนพิศาล (ตวันโหนะ) บุตรพระยาระแงะ (ตวันบอสู) เปนพระยาภูผาภักดี ศรีสุวรรณประเทศ วิเศษวังษา ผู้ว่าราชการเมืองระแงะ ตั้งให้ตวันแตะน้องจากพระยาระแงะ (ตวันโหนะ) เปนพระคิรีรัตนพิศาล ผู้ช่วยราชการเมืองระแงะ พระยาระแงะ (ตวันโหนะ) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนพระยาระแงะ (ตวันบอสู) ผู้บิดา ครั้นเจ้าพระยาวิเชียรคิรี (เม่น) ถึงอสัญญกรรมลง โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสมบัติภิรมย์ (ชุ่ม) เปนผู้รักษาว่าราชการเมืองสงขลาอยู่ พระยาปัตตานี (ตวนกูปะสา) พระยาหนองจิก (มิ่ง) ก็ถึงแก่กรรมทั้งสองเมือง ในระหว่างนั้นเมืองปัตตานี พระศรีบุรีรัฐพินิต (ตวนกูบอสู) ซึ่งเปนน้องต่างมารดาแต่พระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) เปนผู้รักษาราชการเมืองปัตตานีอยู่ แต่เมืองหนองจิกนั้นพระยาสมบัติภิรมย์ (ชุ่ม) แต่งให้หลวงจ่ามหาดไทยกรมการเมืองสงขลาออกไปเปนผู้รักษาราชการ แล้วพระยาสมบัติภิรมย์ (ชุ่ม) ก็เข้ามากรุงเทพฯ โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสมบัติภิรมย์ (ชุ่ม) เปนพระยาวิเชียรคิรีฯ ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ครั้นพระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) กลับออกไปถึงเมืองสงขลาแล้ว แต่งให้นายทัดมหาดเล็กซึ่งเปนน้องต่างมารดาแต่พระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) ไปเปนผู้รักษาราชการเมืองหนองจิก พระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) พักอยู่<noinclude></noinclude> d2s5zv14kwu0gans3msfmzp8b1wm3kk 293460 293459 2026-07-22T17:19:31Z Lunlumita 12009 293460 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๖}}</noinclude>ยิริง (แต่ง) พี่ชายไม่ ปลูกบ้านเรือนใหม่ขึ้นว่าราชการ ห่างแต่บ้านพระยายิริง (แต่ง) ลงไปทิศใต้ทางประมาณหกเส้นเศษ อยู่มาพระยาระแงะ (ตวันบอสู) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระคิรีรัตนพิศาล (ตวันโหนะ) บุตรพระยาระแงะ (ตวันบอสู) เปนพระยาภูผาภักดี ศรีสุวรรณประเทศ วิเศษวังษา ผู้ว่าราชการเมืองระแงะ ตั้งให้ตวันแตะน้องจากพระยาระแงะ (ตวันโหนะ) เปนพระคิรีรัตนพิศาลผู้ช่วยราชการเมืองระแงะ พระยาระแงะ (ตวันโหนะ) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนพระยาระแงะ (ตวันบอสู) ผู้บิดา ครั้นเจ้าพระยาวิเชียรคิรี (เม่น) ถึงอสัญญกรรมลง โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสมบัติภิรมย์ (ชุ่ม) เปนผู้รักษาว่าราชการเมืองสงขลาอยู่ พระยาปัตตานี (ตวนกูปะสา) พระยาหนองจิก (มิ่ง) ก็ถึงแก่กรรมทั้งสองเมือง ในระหว่างนั้นเมืองปัตตานี พระศรีบุรีรัฐพินิต (ตวนกูบอสู) ซึ่งเปนน้องต่างมารดาแต่พระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) เปนผู้รักษาราชการเมืองปัตตานีอยู่ แต่เมืองหนองจิกนั้นพระยาสมบัติภิรมย์ (ชุ่ม) แต่งให้หลวงจ่ามหาดไทยกรมการเมืองสงขลาออกไปเปนผู้รักษาราชการ แล้วพระยาสมบัติภิรมย์ (ชุ่ม) ก็เข้ามากรุงเทพฯ โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสมบัติภิรมย์ (ชุ่ม) เปนพระยาวิเชียรคิรีฯ ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ครั้นพระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) กลับออกไปถึงเมืองสงขลาแล้ว แต่งให้นายทัดมหาดเล็กซึ่งเปนน้องต่างมารดาแต่พระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) ไปเปนผู้รักษาราชการเมืองหนองจิก พระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) พักอยู่<noinclude></noinclude> 51n7z0bhc7llkzreq5xz0d2o9dq3hmd 293461 293460 2026-07-22T17:23:22Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293461 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๒๖}}</noinclude>ยิริง (แต่ง) พี่ชายไม่ ปลูกบ้านเรือนใหม่ขึ้นว่าราชการ ห่างแต่บ้านพระยายิริง (แต่ง) ลงไปทิศใต้ทางประมาณหกเส้นเศษ อยู่มาพระยาระแงะ (ตวันบอสู) ถึงแก่กรรมลง โปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระคิรีรัตนพิศาล (ตวันโหนะ) บุตรพระยาระแงะ (ตวันบอสู) เปนพระยาภูผาภักดี ศรีสุวรรณประเทศ วิเศษวังษา ผู้ว่าราชการเมืองระแงะ ตั้งให้ตวันแตะน้องจากพระยาระแงะ (ตวันโหนะ) เปนพระคิรีรัตนพิศาลผู้ช่วยราชการเมืองระแงะ พระยาระแงะ (ตวันโหนะ) ก็ว่าราชการอยู่ที่บ้านเรือนพระยาระแงะ (ตวันบอสู) ผู้บิดา ครั้นเจ้าพระยาวิเชียรคิรี (เม่น) ถึงอสัญญกรรมลง โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสมบัติภิรมย์ (ชุ่ม) เปนผู้รักษาว่าราชการเมืองสงขลาอยู่ พระยาปัตตานี (ตวนกูปะสา) พระยาหนองจิก (มิ่ง) ก็ถึงแก่กรรมทั้งสองเมือง ในระหว่างนั้นเมืองปัตตานี พระศรีบุรีรัฐพินิต (ตวนกูบอสู) ซึ่งเปนน้องต่างมารดาแต่พระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) เปนผู้รักษาราชการเมืองปัตตานีอยู่ แต่เมืองหนองจิกนั้นพระยาสมบัติภิรมย์ (ชุ่ม) แต่งให้หลวงจ่ามหาดไทยกรมการเมืองสงขลาออกไปเปนผู้รักษาราชการ แล้วพระยาสมบัติภิรมย์ (ชุ่ม) ก็เข้ามากรุงเทพฯ โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสมบัติภิรมย์ (ชุ่ม) เปนพระยาวิเชียรคิรีฯ ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ครั้นพระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) กลับออกไปถึงเมืองสงขลาแล้ว แต่งให้นายทัดมหาดเล็กซึ่งเปนน้องต่างมารดาแต่พระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) ไปเปนผู้รักษาราชการเมืองหนองจิก พระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) พักอยู่<noinclude></noinclude> ha4cfr3wjh6ozpmmsak9fgq3uredbk8 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/40 250 80190 293463 292358 2026-07-22T17:24:20Z Lunlumita 12009 293463 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๗}}</noinclude>ที่เมืองสงขลาประมาณสิบห้าสิบหกวัน ก็เลยออกไปเมืองรามันห์พักอยู่ที่เมืองรามันห์ประมาณเดือนเศษ พระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) ให้ป่วยหนักลงก็กลับจากเมืองรามันห์ มาถึงเมืองสงขลาอยู่ได้สี่วันอาการป่วยทรุดหนักลง พระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) ก็ถึงแก่อนิจกรรม ครั้นพระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) ถึงแก่อนิจกรรมลงได้สี่วัน พอประจวบในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปัตยุบันนี้ (รัชกาลที่ ๕) เสด็จพระราชดำเนินออกไปเมืองสงขลา ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หลวงวิเศษภักดี (ชม) ผู้ช่วยราชการ เปนพระยาสุนทรานุรักษ์ว่าราชการเมืองสงขลา ให้นายพ่วงบุตรพระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) เปนหลวงอุดมภักดีผู้ช่วยราชการ ให้นายผันมหาดเล็กซึ่งเปนบุตรพระอนุรักษ์ภูเบศร์ (ถัด) เปนหลวงบริรักษ์ภูเบนทร์ผู้ช่วยราชการ ครั้นทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสัญญาบัตรตั้งผู้ว่าราชการเมืองผู้ช่วยเมืองสงขลาเสร็จแล้ว ก็เลยเสด็จพระราชดำเนินประพาศเมืองริมทเล ตั้งแต่เมืองเทพา เมืองหนองจิก เมืองปัตตานี เมืองกลันตัน เมืองตรังกานู แล้วก็เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ ในปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๒๕๐ นั้น เปนปีถึงกำหนดของเมืองแขกเจ็ดเมืองทำต้นไม้ทองต้นไม้เงินเครื่องราชบรรณาการ เข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย แลเปนธรรมเนียมมาพร้อมกันลงเรือที่เมืองสงขลาทั้งเจ็ดเมือง เมืองสงขลาต้องแต่งผู้ช่วยกรมการล่ามคุมพาเข้ามายังกรุงเทพฯ ในปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๒๕๐ เมืองปัตตานี พระศรีบุรีรัฐพินิต (ตวนกูบอสู) ผู้ช่วยราชการ ผู้รักษาราชการ<noinclude></noinclude> 1p0rg9jye2dklt9j2x8tqu48lpljhk1 293464 293463 2026-07-22T17:25:53Z Lunlumita 12009 293464 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๗}}</noinclude>ที่เมืองสงขลาประมาณสิบห้าสิบหกวัน ก็เลยออกไปเมืองรามันห์ พักอยู่ที่เมืองรามันห์ประมาณเดือนเศษ พระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) ให้ป่วยหนักลง ก็กลับจากเมืองรามันห์มาถึงเมืองสงขลา อยู่ได้สี่วันอาการป่วยทรุดหนักลง พระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) ก็ถึงแก่อนิจกรรม ครั้นพระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) ถึงแก่อนิจกรรมลงได้สี่วัน พอประจวบในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปัตยุบันนี้ (รัชกาลที่ ๕) เสด็จพระราชดำเนินออกไปเมืองสงขลา ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หลวงวิเศษภักดี (ชม) ผู้ช่วยราชการ เปนพระยาสุนทรานุรักษ์ว่าราชการเมืองสงขลา ให้นายพ่วงบุตรพระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) เปนหลวงอุดมภักดีผู้ช่วยราชการ ให้นายผันมหาดเล็กซึ่งเปนบุตรพระอนุรักษ์ภูเบศร์ (ถัด) เปนหลวงบริรักษ์ภูเบนทร์ผู้ช่วยราชการ ครั้นทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสัญญาบัตรตั้งผู้ว่าราชการเมืองผู้ช่วยเมืองสงขลาเสร็จแล้ว ก็เลยเสด็จพระราชดำเนินประพาศเมืองริมทเลตั้งแต่เมืองเทพา เมืองหนองจิก เมืองปัตตานี เมืองกลันตัน เมืองตรังกานู แล้วก็เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ ในปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๒๕๐ นั้น เปนปีถึงกำหนดของเมืองแขกเจ็ดเมืองทำต้นไม้ทองต้นไม้เงินเครื่องราชบรรณาการเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย แลเปนธรรมเนียมมาพร้อมกันลงเรือที่เมืองสงขลาทั้งเจ็ดเมือง เมืองสงขลาต้องแต่งผู้ช่วยกรมการล่ามคุมพาเข้ามายังกรุงเทพฯ ในปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๒๕๐ เมืองปัตตานี พระศรีบุรีรัฐพินิต (ตวนกูบอสู) ผู้ช่วยราชการ ผู้รักษาราชการ<noinclude></noinclude> kkpktzx5ex8n99x5poaoui5tcflnrwi 293465 293464 2026-07-22T17:26:00Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293465 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๒๗}}</noinclude>ที่เมืองสงขลาประมาณสิบห้าสิบหกวัน ก็เลยออกไปเมืองรามันห์ พักอยู่ที่เมืองรามันห์ประมาณเดือนเศษ พระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) ให้ป่วยหนักลง ก็กลับจากเมืองรามันห์มาถึงเมืองสงขลา อยู่ได้สี่วันอาการป่วยทรุดหนักลง พระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) ก็ถึงแก่อนิจกรรม ครั้นพระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) ถึงแก่อนิจกรรมลงได้สี่วัน พอประจวบในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปัตยุบันนี้ (รัชกาลที่ ๕) เสด็จพระราชดำเนินออกไปเมืองสงขลา ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หลวงวิเศษภักดี (ชม) ผู้ช่วยราชการ เปนพระยาสุนทรานุรักษ์ว่าราชการเมืองสงขลา ให้นายพ่วงบุตรพระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) เปนหลวงอุดมภักดีผู้ช่วยราชการ ให้นายผันมหาดเล็กซึ่งเปนบุตรพระอนุรักษ์ภูเบศร์ (ถัด) เปนหลวงบริรักษ์ภูเบนทร์ผู้ช่วยราชการ ครั้นทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสัญญาบัตรตั้งผู้ว่าราชการเมืองผู้ช่วยเมืองสงขลาเสร็จแล้ว ก็เลยเสด็จพระราชดำเนินประพาศเมืองริมทเลตั้งแต่เมืองเทพา เมืองหนองจิก เมืองปัตตานี เมืองกลันตัน เมืองตรังกานู แล้วก็เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ ในปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๒๕๐ นั้น เปนปีถึงกำหนดของเมืองแขกเจ็ดเมืองทำต้นไม้ทองต้นไม้เงินเครื่องราชบรรณาการเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย แลเปนธรรมเนียมมาพร้อมกันลงเรือที่เมืองสงขลาทั้งเจ็ดเมือง เมืองสงขลาต้องแต่งผู้ช่วยกรมการล่ามคุมพาเข้ามายังกรุงเทพฯ ในปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๒๕๐ เมืองปัตตานี พระศรีบุรีรัฐพินิต (ตวนกูบอสู) ผู้ช่วยราชการ ผู้รักษาราชการ<noinclude></noinclude> d1ncjvasntcdmin3hh86hhb024h6fo5 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/41 250 80191 293462 292360 2026-07-22T17:24:04Z Lunlumita 12009 293462 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๘}}</noinclude>หนึ่ง พระพิพิธภักดี (ตวนกูเด) ผู้ช่วยราชการหนึ่ง ตวนกูม่าหมะบุตรพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) หนึ่ง ตวนกูเงาะบุตรพระศรีบุรีรัฐพินิตหนึ่ง เมืองหนองจิกนายทัดมหาดเล็กน้องชายพระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) หนึ่ง ซึ่งเปนผู้รักษาราชการ เปนผู้นำต้นไม้ทองต้นไม้เงินเครื่องราชบรรณาการเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย แต่เมืองสายบุรี เมืองยิริง เมืองรามันห์ เมืองยะลานั้น ผู้ว่าราชการเมืองแต่งให้ผู้ช่วยศรีตวันกรมการคุมพาเข้ามา พระยาสุนทรานุรักษ์ (ชม) ผู้รักษาว่าราชการเมืองสงขลา แต่งให้หลวงอนันตสมบัติ (เอม) ผู้ช่วยราชการ หลวงศรีโยธากรมการ เปนผู้นำต้นไม้ทองต้นไม้เงินเครื่องราชบรรณาการแขกทั้งเจ็ดเมืองเข้ามากรุงเทพฯ {{ฟม}}ในครั้งนั้น โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสัญญาบัตรเลื่อนให้หลวงอนันตสมบัติ (เอม) เปนที่พระอนันตสมบัติ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ให้พระศรีบุรีรัฐพินิต (ตวนกูบอสู) เปนพระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษา รัตนาณาเขตรประเทศราช ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานีเลื่อนให้พระพิพิธภักดี (ตวนกูเด) เปนพระยาพิทักษ์ธรรมสุนทร นริศรสุรบดินทร์ นรินทรภักดี ผู้ทนุบำรุงราชการเมืองปัตตานี ตั้งให้ตวนกูม่าหมะบุตรพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) เปนพระศรีบุรีรัฐพินิตรายามุดาเมืองปัตตานี ตั้งให้ตวนกูเงาะบุตรพระยาปัตตานี (ตวนกูบอสู) เปนพระพิพิธภักดี ผู้ช่วยราชการเมืองปัตตานี ตั้งให้นายทัดมหาดเล็กเปนพระยาเพชราภิบาลนฤเบศร์ วาปีเขตรมุจลินท์ นฤบดินทรสวามิภักดิ์ ผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก พระยาปัตตานี (ตวนกูบอสู) หาได้ว่า<noinclude></noinclude> hywco288y30l2662kdhzhso2k2jgmxb 293466 293462 2026-07-22T17:27:31Z Lunlumita 12009 293466 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๘}}</noinclude>หนึ่ง พระพิพิธภักดี (ตวนกูเด) ผู้ช่วยราชการหนึ่ง ตวนกูม่าหมะบุตรพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) หนึ่ง ตวนกูเงาะบุตรพระศรีบุรีรัฐพินิตหนึ่ง เมืองหนองจิก นายทัดมหาดเล็กน้องชายพระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) หนึ่ง ซึ่งเปนผู้รักษาราชการ เปนผู้นำต้นไม้ทองต้นไม้เงินเครื่องราชบรรณาการเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย แต่เมืองสายบุรี เมืองยิริง เมืองรามันห์ เมืองยะลานั้น ผู้ว่าราชการเมืองแต่งให้ผู้ช่วยศรีตวันกรมการคุมพาเข้ามา พระยาสุนทรานุรักษ์ (ชม) ผู้รักษาว่าราชการเมืองสงขลา แต่งให้หลวงอนันตสมบัติ (เอม) ผู้ช่วยราชการ หลวงศรีโยธากรมการ เปนผู้นำต้นไม้ทองต้นไม้เงินเครื่องราชบรรณาการแขกทั้งเจ็ดเมืองเข้ามากรุงเทพฯ {{ฟม}}ในครั้งนั้น โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสัญญาบัตรเลื่อนให้หลวงอนันตสมบัติ (เอม) เปนที่พระอนันตสมบัติผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ให้พระศรีบุรีรัฐพินิต (ตวนกูบอสู) เปนพระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษา รัตนาณาเขตรประเทศราช ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี เลื่อนให้พระพิพิธภักดี (ตวนกูเด) เปนพระยาพิทักษ์ธรรมสุนทร นริศรสุรบดินทร์ นรินทรภักดี ผู้ทนุบำรุงราชการเมืองปัตตานี ตั้งให้ตวนกูม่าหมะบุตรพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) เปนพระศรีบุรีรัฐพินิตรายามุดาเมืองปัตตานี ตั้งให้ตวนกูเงาะบุตรพระยาปัตตานี (ตวนกูบอสู) เปนพระพิพิธภักดีผู้ช่วยราชการเมืองปัตตานี ตั้งให้นายทัดมหาดเล็กเปนพระยาเพชราภิบาลนฤเบศร์ วาปีเขตรมุจลินท์ นฤบดินทรสวามิภักดิ์ ผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก พระยาปัตตานี (ตวนกูบอสู) หาได้ว่า<noinclude></noinclude> egvcqzklflxv25lq5abftpphemygsfm 293467 293466 2026-07-22T17:27:41Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293467 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๒๘}}</noinclude>หนึ่ง พระพิพิธภักดี (ตวนกูเด) ผู้ช่วยราชการหนึ่ง ตวนกูม่าหมะบุตรพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) หนึ่ง ตวนกูเงาะบุตรพระศรีบุรีรัฐพินิตหนึ่ง เมืองหนองจิก นายทัดมหาดเล็กน้องชายพระยาวิเชียรคิรี (ชุ่ม) หนึ่ง ซึ่งเปนผู้รักษาราชการ เปนผู้นำต้นไม้ทองต้นไม้เงินเครื่องราชบรรณาการเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย แต่เมืองสายบุรี เมืองยิริง เมืองรามันห์ เมืองยะลานั้น ผู้ว่าราชการเมืองแต่งให้ผู้ช่วยศรีตวันกรมการคุมพาเข้ามา พระยาสุนทรานุรักษ์ (ชม) ผู้รักษาว่าราชการเมืองสงขลา แต่งให้หลวงอนันตสมบัติ (เอม) ผู้ช่วยราชการ หลวงศรีโยธากรมการ เปนผู้นำต้นไม้ทองต้นไม้เงินเครื่องราชบรรณาการแขกทั้งเจ็ดเมืองเข้ามากรุงเทพฯ {{ฟม}}ในครั้งนั้น โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสัญญาบัตรเลื่อนให้หลวงอนันตสมบัติ (เอม) เปนที่พระอนันตสมบัติผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ให้พระศรีบุรีรัฐพินิต (ตวนกูบอสู) เปนพระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษา รัตนาณาเขตรประเทศราช ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี เลื่อนให้พระพิพิธภักดี (ตวนกูเด) เปนพระยาพิทักษ์ธรรมสุนทร นริศรสุรบดินทร์ นรินทรภักดี ผู้ทนุบำรุงราชการเมืองปัตตานี ตั้งให้ตวนกูม่าหมะบุตรพระยาปัตตานี (ตวนกูปุเต้) เปนพระศรีบุรีรัฐพินิตรายามุดาเมืองปัตตานี ตั้งให้ตวนกูเงาะบุตรพระยาปัตตานี (ตวนกูบอสู) เปนพระพิพิธภักดีผู้ช่วยราชการเมืองปัตตานี ตั้งให้นายทัดมหาดเล็กเปนพระยาเพชราภิบาลนฤเบศร์ วาปีเขตรมุจลินท์ นฤบดินทรสวามิภักดิ์ ผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก พระยาปัตตานี (ตวนกูบอสู) หาได้ว่า<noinclude></noinclude> 9e1gyst2gogf2ppsn646wxq38091qpw หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/43 250 80193 293304 292975 2026-07-21T15:23:42Z Lunlumita 12009 293304 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๐}}</noinclude>{{ก|พงษาวดารเมืองสงขลา|140}} {{ก|พระยาวิเชียรคิรี (ชม) เมื่อยังเปนพระยาสุนทรานุรักษ์ เรียบเรียง}} {{สต|7em}} {{ฟม}}ข้าพเจ้า พระยาสุนทรานุรักษ์ (ชม) ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ได้คิดเรียบเรียงเรื่องราวตระกูลเมืองสงขลาขึ้นไว้ เพื่อจะได้ทราบทั่วกัน เดิมครั้ง ๑ เมืองสงขลาเปนเมืองแขก ตั้งอยู่ริมเขาแดง เจ้าเมืองชื่อสุลต่านสุเลมัน ๆ ได้สร้างป้อมขุดคูเมืองแลจัดแจงสร้างบ้านเมืองเสร็จแล้ว ยอมขึ้นกับกรุงศรีอยุทธยาโบราณ ครั้นสุลต่านสุเลมันถึงแก่อนิจกรรมแล้ว บุตรแลหลานคนหนึ่งคนใดก็ไม่ได้เปนผู้ครองเมืองสืบตระกูลต่อไป เมื่อสุลต่านสุเลมันสร้างบ้านเมืองขึ้นนั้นไม่ปรากฏว่าศักราชเท่าใด ตั้งแต่สุลต่านสุเลมันถึงอนิจกรรมแล้ว เมืองก็รกร้างว่างเปล่าอยู่ช้านาน แต่ป้อมที่ฝังศพสุลต่านนั้นราษฎรเรียกกันว่ามรหุมต่อมาจนทุกวันนี้ เมื่อปีมเมียโทศก ศักราช ๑๑๑๒ จีนคนหนึ่งแซ่เฮ่า ชื่อเหยี่ยง ชาวเมืองเจี่ยงจิ้วหู ตำบลบ้านเส้หิ้น เหนือเมืองแอมุ่ย มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองเก่าของสุลต่านริมเขาแดง ราษฎรชาวบ้านชวนกันเรียกจีนเหยี่ยงว่าตั้วแปะ ๆ ทำสวนปลูกผักกาดขายอยู่ปีหนึ่ง ครั้นณปีมแมตรีศก ตั้วแปะรื้อเรือนขึ้นไปอยู่ตำบลบ้านทุ่งอาหวังแขวงเมืองจะนะ สร้างสวนปลูกพลูขายอยู่ ๓ ปี ครั้นณปีรกาเบญจศก ตั้วแปะกลับลงมาตั้งเรือน<noinclude></noinclude> ol6jfwwh53t3unrfk1ujo44apbdrdau 293305 293304 2026-07-21T15:23:52Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293305 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๓๐}}</noinclude>{{ก|พงษาวดารเมืองสงขลา|140}} {{ก|พระยาวิเชียรคิรี (ชม) เมื่อยังเปนพระยาสุนทรานุรักษ์ เรียบเรียง}} {{สต|7em}} {{ฟม}}ข้าพเจ้า พระยาสุนทรานุรักษ์ (ชม) ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ได้คิดเรียบเรียงเรื่องราวตระกูลเมืองสงขลาขึ้นไว้ เพื่อจะได้ทราบทั่วกัน เดิมครั้ง ๑ เมืองสงขลาเปนเมืองแขก ตั้งอยู่ริมเขาแดง เจ้าเมืองชื่อสุลต่านสุเลมัน ๆ ได้สร้างป้อมขุดคูเมืองแลจัดแจงสร้างบ้านเมืองเสร็จแล้ว ยอมขึ้นกับกรุงศรีอยุทธยาโบราณ ครั้นสุลต่านสุเลมันถึงแก่อนิจกรรมแล้ว บุตรแลหลานคนหนึ่งคนใดก็ไม่ได้เปนผู้ครองเมืองสืบตระกูลต่อไป เมื่อสุลต่านสุเลมันสร้างบ้านเมืองขึ้นนั้นไม่ปรากฏว่าศักราชเท่าใด ตั้งแต่สุลต่านสุเลมันถึงอนิจกรรมแล้ว เมืองก็รกร้างว่างเปล่าอยู่ช้านาน แต่ป้อมที่ฝังศพสุลต่านนั้นราษฎรเรียกกันว่ามรหุมต่อมาจนทุกวันนี้ เมื่อปีมเมียโทศก ศักราช ๑๑๑๒ จีนคนหนึ่งแซ่เฮ่า ชื่อเหยี่ยง ชาวเมืองเจี่ยงจิ้วหู ตำบลบ้านเส้หิ้น เหนือเมืองแอมุ่ย มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองเก่าของสุลต่านริมเขาแดง ราษฎรชาวบ้านชวนกันเรียกจีนเหยี่ยงว่าตั้วแปะ ๆ ทำสวนปลูกผักกาดขายอยู่ปีหนึ่ง ครั้นณปีมแมตรีศก ตั้วแปะรื้อเรือนขึ้นไปอยู่ตำบลบ้านทุ่งอาหวังแขวงเมืองจะนะ สร้างสวนปลูกพลูขายอยู่ ๓ ปี ครั้นณปีรกาเบญจศก ตั้วแปะกลับลงมาตั้งเรือน<noinclude></noinclude> 5bc6qc9jxdssa7djcus3poptt6fuju3 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/44 250 80194 293306 292977 2026-07-21T15:24:43Z Lunlumita 12009 293306 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๑}}</noinclude>อยู่ตำบลบ้านบ่อยางที่บ้านหลวงบริรักษ์ภูเบนทร์ในเมืองสงขลา ช่วยทาษ ๔ ครัวให้ดักโพงพาง ครั้นณปีขาลสัมฤทธิศก ตั้วแปะรื้อเรือนไปตั้งค้าขายอยู่ฟากแหลมสน ตั้วแปะมีภรรยากับชาวเมืองพัทลุง มีบุตร ๕ คน บุตรที่ ๑ ชื่อบุญหุ้ย บุตรที่ ๒ ชื่อบุญเฮี้ยว บุตรที่ ๓ ชื่อบุญซิ้น บุตรที่ ๔ ชื่อเถี้ยนเส้ง บุตรที่ ๕ ชื่อยกเส้ง {{ฟม}}เมื่อณปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๓๐ หลวงนายสิทธิ์เปนที่พระปลัดเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานครถึงแก่อสัญญกรรมพระปลัดตั้งตัวขึ้นเปนเจ้า ให้นายวิเถียนกรมการชาวเมืองนครศรี ธรรมราชมาเปนผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ตั้งบ้านเรือนอยู่ฟากแหลมสน ราษฎรเรียกกันว่าหลวงสงขลาวิเถียน {{ฟม}}เมื่อศักราช ๑๑๓๑ ปีฉลูเอกศก เจ้าตากยกกองทัพหลวงมาตีเมืองนครศรีธรรมราชแตกแล้ว ยกกองทัพเลยมาตั้งอยู่ณเมืองสงขลา หลวงสงขลาวิเถียนหนีเจ้าตากไปกับเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าตากตั้งให้นายโยมคนชาวเมืองสงขลาเปนพระสงขลา ให้ขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม ครั้งนั้นตั้วแปะทำบาญชีทรัพย์สิ่งของบุตรภรรยาข้าทาษกับยาแดง ๕๐ หีบของตั้วแปะ ถวายกับเจ้าตากทั้งสิ้น ตั้งแปะขอรับทำอากรรังนกเกาะสี่เกาะห้า ถวายเงินปีละ ๕๐ ชั่ง เจ้าตากก็คืนทรัพย์สิ่งของทั้งนั้นให้แก่ตั้วแปะ ทรงรับไว้แต่ยาแดง ๕๐ หีบ แล้วตั้งตั้วแปะเปนที่หลวงอินทคิรีสมบัติ นายอากรทำอากรรังนกเกาะสี่เกาะห้า แล้วเจ้าตากขอเอาบุตรที่สามของหลวง<noinclude></noinclude> 9q7whsdlk7lp1so14qkwifbxfbqlqij 293307 293306 2026-07-21T15:25:23Z Lunlumita 12009 293307 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๑}}</noinclude>อยู่ตำบลบ้านบ่อยางที่บ้านหลวงบริรักษ์ภูเบนทร์ในเมืองสงขลา ช่วยทาษ ๔ ครัวให้ดักโพงพาง ครั้นณปีขาลสัมฤทธิศก ตั้วแปะรื้อเรือนไปตั้งค้าขายอยู่ฟากแหลมสน ตั้วแปะมีภรรยากับชาวเมืองพัทลุง มีบุตร ๕ คน บุตรที่ ๑ ชื่อบุญหุ้ย บุตรที่ ๒ ชื่อบุญเฮี้ยว บุตรที่ ๓ ชื่อบุญซิ้น บุตรที่ ๔ ชื่อเถี้ยนเส้ง บุตรที่ ๕ ชื่อยกเส้ง {{ฟม}}เมื่อณปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๓๐ หลวงนายสิทธิ์เปนที่พระปลัดเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานครถึงแก่อสัญญกรรม พระปลัดตั้งตัวขึ้นเปนเจ้า ให้นายวิเถียนกรมการชาวเมืองนครศรีธรรมราชมาเปนผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ตั้งบ้านเรือนอยู่ฟากแหลมสน ราษฎรเรียกกันว่าหลวงสงขลาวิเถียน {{ฟม}}เมื่อศักราช ๑๑๓๑ ปีฉลูเอกศก เจ้าตากยกกองทัพหลวงมาตีเมืองนครศรีธรรมราชแตกแล้ว ยกกองทัพเลยมาตั้งอยู่ณเมืองสงขลา หลวงสงขลาวิเถียนหนีเจ้าตากไปกับเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าตากตั้งให้นายโยมคนชาวเมืองสงขลาเปนพระสงขลา ให้ขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม ครั้งนั้นตั้วแปะทำบาญชีทรัพย์สิ่งของบุตรภรรยาข้าทาษกับยาแดง ๕๐ หีบของตั้วแปะ ถวายกับเจ้าตากทั้งสิ้น ตั้งแปะขอรับทำอากรรังนกเกาะสี่เกาะห้า ถวายเงินปีละ ๕๐ ชั่ง เจ้าตากก็คืนทรัพย์สิ่งของทั้งนั้นให้แก่ตั้วแปะ ทรงรับไว้แต่ยาแดง ๕๐ หีบ แล้วตั้งตั้วแปะเปนที่หลวงอินทคิรีสมบัติ นายอากรทำอากรรังนกเกาะสี่เกาะห้า แล้วเจ้าตากขอเอาบุตรที่สามของหลวง<noinclude></noinclude> sqeqd8uzjjdwv3e0p85zxt0kdagzero 293308 293307 2026-07-21T15:38:04Z Lunlumita 12009 293308 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๑}}</noinclude>อยู่ตำบลบ้านบ่อยางที่บ้านหลวงบริรักษ์ภูเบนทร์ในเมืองสงขลา ช่วยทาษ ๔ ครัวให้ดักโพงพาง ครั้นณปีขาลสัมฤทธิศก ตั้วแปะรื้อเรือนไปตั้งค้าขายอยู่ฟากแหลมสน ตั้วแปะมีภรรยากับชาวเมืองพัทลุง มีบุตร ๕ คน บุตรที่ ๑ ชื่อบุญหุ้ย บุตรที่ ๒ ชื่อบุญเฮี้ยว บุตรที่ ๓ ชื่อบุญซิ้น บุตรที่ ๔ ชื่อเถี้ยนเส้ง บุตรที่ ๕ ชื่อยกเส้ง {{ฟม}}เมื่อณปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๓๐ หลวงนายสิทธิ์เปนที่พระปลัดเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานครถึงแก่อสัญญกรรม พระปลัดตั้งตัวขึ้นเปนเจ้า ให้นายวิเถียนกรมการชาวเมืองนครศรีธรรมราชมาเปนผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ตั้งบ้านเรือนอยู่ฟากแหลมสน ราษฎรเรียกกันว่าหลวงสงขลาวิเถียน {{ฟม}}เมื่อศักราช ๑๑๓๑ ปีฉลูเอกศก เจ้าตากยกกองทัพหลวงมาตีเมืองนครศรีธรรมราชแตกแล้ว ยกกองทัพเลยมาตั้งอยู่ณเมืองสงขลา หลวงสงขลาวิเถียนหนีเจ้าตากไปกับเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าตากตั้งให้นายโยมคนชาวเมืองสงขลาเปนพระสงขลา ให้ขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม ครั้งนั้นตั้วแปะทำบาญชีทรัพย์สิ่งของบุตรภรรยาข้าทาษกับยาแดง ๕๐ หีบของตั้วแปะถวายกับเจ้าตากทั้งสิ้น ตั้วแปะขอรับทำอากรรังนกเกาะสี่เกาะห้า ถวายเงินปีละ ๕๐ ชั่ง เจ้าตากก็คืนทรัพย์สิ่งของทั้งนั้นให้แก่ตั้วแปะ ทรงรับไว้แต่ยาแดง ๕๐ หีบ แล้วตั้งตั้วแปะเปนที่หลวงอินทคิรีสมบัติ นายอากรทำอากรรังนกเกาะสี่เกาะห้า แล้วเจ้าตากขอเอาบุตรที่สามของหลวง<noinclude></noinclude> jurxaoy9abt2y1n9u8rcje1cycubngc 293309 293308 2026-07-21T15:38:56Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293309 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๓๑}}</noinclude>อยู่ตำบลบ้านบ่อยางที่บ้านหลวงบริรักษ์ภูเบนทร์ในเมืองสงขลา ช่วยทาษ ๔ ครัวให้ดักโพงพาง ครั้นณปีขาลสัมฤทธิศก ตั้วแปะรื้อเรือนไปตั้งค้าขายอยู่ฟากแหลมสน ตั้วแปะมีภรรยากับชาวเมืองพัทลุง มีบุตร ๕ คน บุตรที่ ๑ ชื่อบุญหุ้ย บุตรที่ ๒ ชื่อบุญเฮี้ยว บุตรที่ ๓ ชื่อบุญซิ้น บุตรที่ ๔ ชื่อเถี้ยนเส้ง บุตรที่ ๕ ชื่อยกเส้ง {{ฟม}}เมื่อณปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๓๐ หลวงนายสิทธิ์เปนที่พระปลัดเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานครถึงแก่อสัญญกรรม พระปลัดตั้งตัวขึ้นเปนเจ้า ให้นายวิเถียนกรมการชาวเมืองนครศรีธรรมราชมาเปนผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ตั้งบ้านเรือนอยู่ฟากแหลมสน ราษฎรเรียกกันว่าหลวงสงขลาวิเถียน {{ฟม}}เมื่อศักราช ๑๑๓๑ ปีฉลูเอกศก เจ้าตากยกกองทัพหลวงมาตีเมืองนครศรีธรรมราชแตกแล้ว ยกกองทัพเลยมาตั้งอยู่ณเมืองสงขลา หลวงสงขลาวิเถียนหนีเจ้าตากไปกับเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าตากตั้งให้นายโยมคนชาวเมืองสงขลาเปนพระสงขลา ให้ขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม ครั้งนั้นตั้วแปะทำบาญชีทรัพย์สิ่งของบุตรภรรยาข้าทาษกับยาแดง ๕๐ หีบของตั้วแปะถวายกับเจ้าตากทั้งสิ้น ตั้วแปะขอรับทำอากรรังนกเกาะสี่เกาะห้า ถวายเงินปีละ ๕๐ ชั่ง เจ้าตากก็คืนทรัพย์สิ่งของทั้งนั้นให้แก่ตั้วแปะ ทรงรับไว้แต่ยาแดง ๕๐ หีบ แล้วตั้งตั้วแปะเปนที่หลวงอินทคิรีสมบัติ นายอากรทำอากรรังนกเกาะสี่เกาะห้า แล้วเจ้าตากขอเอาบุตรที่สามของหลวง<noinclude></noinclude> tazugd4gotv79gus2r6ye13rqd35la5 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/45 250 80195 293310 292979 2026-07-21T15:39:28Z Lunlumita 12009 293310 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๒}}</noinclude>อินทคิรีสมบัติ ชื่อบุญซิ้น พาไปเปนมหาดเล็กคนหนึ่งอยู่ณกรุงเทพฯ ตั้งแต่นั้นมาราษฎรจึ่งเรียกตั้วแปะซึ่งเปนที่หลวงอินทคิรีสมบัติว่า จอมแหลมสนบ้าง ขรัวแปะบ้าง หลวงอินทคิรีก็ได้ทำอากรรังนกส่งเข้าไปกรุงเทพฯ ทุกปีต่อมามิได้ขาด {{ฟม}}ครั้นปีมเสงเบญจศก ศักราช ๑๑๓๕ เจ้าตากรับสั่งให้ข้าหลวงเปนแม่กองออกมาสักเลขเมืองสงขลา ข้าหลวงแม่กองสักเลขออกมาอยู่สองปี ครั้นเสร็จราชการแล้วกลับเข้าไปกรุงเทพฯ {{ฟม}}ครั้นปีมแมสัปตศก ศักราช ๑๑๓๗ หลวงอินทคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) คุมเงินอากรรังนกกับสิ่งของต่าง ๆ เข้าไปถวายเจ้าตากณกรุงเทพฯ เจ้าตากรับสั่งกับข้าราชการว่า หลวงอินทคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) คนนี้ เปนข้าหลวงเดิมสามิภักดิ์มาช้านาน ควรที่จะชุบเลี้ยงให้เปนเจ้าบ้านเจ้าเมืองผู้ใหญ่ได้ มีรับสั่งว่าพระสงขลาโยมเปนคนไม่ได้ราชการ ไม่ควรจะให้เปนผู้ว่าราชการเมืองสืบต่อไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หลวงอินทคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) เปนหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ให้ขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราช แล้วมีตราโปรดเกล้าฯ หาตัวพระสงขลาโยมเข้าไปณกรุงเทพฯ ถอดออกเสียจากราชการ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) กลับออกมาถึงเมืองสงขลา ตั้งให้นายฉิมบุตรพระสงขลาโยมเปนขุนรองราชมนตรี คุมไพร่ส่วยดีบุกจะนะเก้าหมวดทำราชการอยู่ในหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) {{ฟม}}เมื่อศักราช ๑๑๓๙ ปีรกานพศก เจ้าพระยานครศรีธรรมราช มีหนังสือให้กรมการออกมาเก็บเอาผู้หญิงช่างทอหูก แลบุตรสาว<noinclude></noinclude> 7ytidsuwgjpirbzir7cfs0wzmxrizxr 293311 293310 2026-07-21T16:08:07Z Lunlumita 12009 293311 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๒}}</noinclude>อินทคิรีสมบัติ ชื่อบุญซิ้น พาไปเปนมหาดเล็กคนหนึ่งอยู่ณกรุงเทพฯ ตั้งแต่นั้นมาราษฎรจึ่งเรียกตั้วแปะซึ่งเปนที่หลวงอินทคิรีสมบัติว่าจอมแหลมสนบ้าง ขรัวแปะบ้าง หลวงอินทคิรีก็ได้ทำอากรรังนกส่งเข้าไปกรุงเทพฯ ทุกปีต่อมามิได้ขาด {{ฟม}}ครั้นปีมเสงเบญจศก ศักราช ๑๑๓๕ เจ้าตากรับสั่งให้ข้าหลวงเปนแม่กองออกมาสักเลขเมืองสงขลา ข้าหลวงแม่กองสักเลขออกมาอยู่สองปี ครั้นเสร็จราชการแล้วกลับเข้าไปกรุงเทพฯ {{ฟม}}ครั้นปีมแมสัปตศก ศักราช ๑๑๓๗ หลวงอินทคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) คุมเงินอากรรังนกกับสิ่งของต่าง ๆ เข้าไปถวายเจ้าตากณกรุงเทพฯ เจ้าตากรับสั่งกับข้าราชการว่าหลวงอินทคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) คนนี้เปนข้าหลวงเดิมสามิภักดิ์มาช้านาน ควรที่จะชุบเลี้ยงให้เปนเจ้าบ้านเจ้าเมืองผู้ใหญ่ได้ มีรับสั่งว่าพระสงขลาโยมเปนคนไม่ได้ราชการ ไม่ควรจะให้เปนผู้ว่าราชการเมืองสืบต่อไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หลวงอินทคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) เปนหลวงสุวรรณคิรีสมบัติผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ให้ขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราช แล้วมีตราโปรดเกล้าฯ หาตัวพระสงขลาโยมเข้าไปณกรุงเทพฯ ถอดออกเสียจากราชการ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) กลับออกมาถึงเมืองสงขลา ตั้งให้นายฉิมบุตรพระสงขลาโยมเปนขุนรองราชมนตรีคุมไพร่ส่วยดีบุกจะนะเก้าหมวดทำราชการอยู่ในหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) {{ฟม}}เมื่อศักราช ๑๑๓๙ ปีรกานพศก เจ้าพระยานครศรีธรรมราชมีหนังสือให้กรมการออกมาเก็บเอาผู้หญิงช่างทอหูกแลบุตรสาว<noinclude></noinclude> ai0m7um56cc8b8241a7ixbdcsbaqywt 293312 293311 2026-07-21T16:08:18Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293312 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๓๒}}</noinclude>อินทคิรีสมบัติ ชื่อบุญซิ้น พาไปเปนมหาดเล็กคนหนึ่งอยู่ณกรุงเทพฯ ตั้งแต่นั้นมาราษฎรจึ่งเรียกตั้วแปะซึ่งเปนที่หลวงอินทคิรีสมบัติว่าจอมแหลมสนบ้าง ขรัวแปะบ้าง หลวงอินทคิรีก็ได้ทำอากรรังนกส่งเข้าไปกรุงเทพฯ ทุกปีต่อมามิได้ขาด {{ฟม}}ครั้นปีมเสงเบญจศก ศักราช ๑๑๓๕ เจ้าตากรับสั่งให้ข้าหลวงเปนแม่กองออกมาสักเลขเมืองสงขลา ข้าหลวงแม่กองสักเลขออกมาอยู่สองปี ครั้นเสร็จราชการแล้วกลับเข้าไปกรุงเทพฯ {{ฟม}}ครั้นปีมแมสัปตศก ศักราช ๑๑๓๗ หลวงอินทคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) คุมเงินอากรรังนกกับสิ่งของต่าง ๆ เข้าไปถวายเจ้าตากณกรุงเทพฯ เจ้าตากรับสั่งกับข้าราชการว่าหลวงอินทคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) คนนี้เปนข้าหลวงเดิมสามิภักดิ์มาช้านาน ควรที่จะชุบเลี้ยงให้เปนเจ้าบ้านเจ้าเมืองผู้ใหญ่ได้ มีรับสั่งว่าพระสงขลาโยมเปนคนไม่ได้ราชการ ไม่ควรจะให้เปนผู้ว่าราชการเมืองสืบต่อไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หลวงอินทคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) เปนหลวงสุวรรณคิรีสมบัติผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ให้ขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราช แล้วมีตราโปรดเกล้าฯ หาตัวพระสงขลาโยมเข้าไปณกรุงเทพฯ ถอดออกเสียจากราชการ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) กลับออกมาถึงเมืองสงขลา ตั้งให้นายฉิมบุตรพระสงขลาโยมเปนขุนรองราชมนตรีคุมไพร่ส่วยดีบุกจะนะเก้าหมวดทำราชการอยู่ในหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) {{ฟม}}เมื่อศักราช ๑๑๓๙ ปีรกานพศก เจ้าพระยานครศรีธรรมราชมีหนังสือให้กรมการออกมาเก็บเอาผู้หญิงช่างทอหูกแลบุตรสาว<noinclude></noinclude> me119h1xh0sxmoez9zfylwyruqaqx2l หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/46 250 80196 293313 292981 2026-07-21T16:09:16Z Lunlumita 12009 293313 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๓}}</noinclude>กรมการบุตรสาวราษฎรชาวเมืองสงขลาพาไปเมืองนครศรีธรรมราชหลายสิบคน ครั้งนั้นหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ผู้ว่าราชการเมืองสงขลาเข้าไปเฝ้ากราบบังคมทูลพระกรุณาว่าเจ้าพระยานครศรีธรรมราชแต่งกรมการให้ไปเก็บเอาผู้หญิงช่างทอหูกแลบุตรสาวกรมการบุตรสาวราษฎรชาวเมืองสงขลาพาไปเมืองนครศรี ธรรมราชเสียหลายสิบคน ราษฎรได้ความเดือดร้อนยิ่งนัก ขอพระบารมีปกเกล้าฯ เปนที่พึ่ง รับสั่งว่าเมืองนครศรีธรรมราชกับเมืองสงขลาวิวาทกันไม่รู้แล้ว โปรดเกล้าฯ ให้มีตราออกมาถึงเมืองนครศรี ธรรมราช ให้ยกเมืองสงขลาขึ้นกับกรุงเทพฯ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) กราบถวายบังคมลาออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}ครั้นณปีขาลจัตวาศก ศักราช ๑๑๔๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ปราบดาภิเศกเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในปีนั้นเจ้า พระยานครศรีธรรมราชถึงแก่อสัญญกรรม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้บุตรเขยเจ้าพระยานคร เปนเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล กราบบังคมทูลพระกรุณาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า เจ้าพระยานครศรีธรรมราชคนนี้กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติผู้ว่าราชการเมืองสงขลา เปนคนรักใคร่สนิทกัน ขอรับพระราชทานให้เมืองสงขลาขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีตราออกมาถึงหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ให้ยกเมืองสงขลาขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช<noinclude></noinclude> 0k7wyqo7kqo9u0giszbv4zun48dmzv7 293314 293313 2026-07-21T16:18:10Z Lunlumita 12009 293314 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๓}}</noinclude>กรมการบุตรสาวราษฎรชาวเมืองสงขลาพาไปเมืองนครศรีธรรมราชหลายสิบคน ครั้งนั้นหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ผู้ว่าราชการเมืองสงขลาเข้าไปเฝ้ากราบบังคมทูลพระกรุณาว่าเจ้าพระยานครศรีธรรมราชแต่งกรมการให้ไปเก็บเอาผู้หญิงช่างทอหูกแลบุตรสาวกรมการบุตรสาวราษฎรชาวเมืองสงขลาพาไปเมืองนครศรี ธรรมราชเสียหลายสิบคน ราษฎรได้ความเดือดร้อนยิ่งนัก ขอพระบารมีปกเกล้าฯ เปนที่พึ่ง รับสั่งว่าเมืองนครศรีธรรมราชกับเมืองสงขลาวิวาทกันไม่รู้แล้ว โปรดเกล้าฯ ให้มีตราออกมาถึงเมืองนครศรีธรรมราช ให้ยกเมืองสงขลาขึ้นกับกรุงเทพฯ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) กราบถวายบังคมลาออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}ครั้นณปีขาลจัตวาศก ศักราช ๑๑๔๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ปราบดาภิเศกเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในปีนั้นเจ้าพระยานครศรีธรรมราชถึงแก่อสัญญกรรม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้บุตรเขยเจ้าพระยานครเปนเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล กราบบังคมทูลพระกรุณาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเจ้าพระยานครศรีธรรมราชคนนี้กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติผู้ว่าราชการเมืองสงขลาเปนคนรักใคร่สนิทกัน ขอรับพระราชทานให้เมืองสงขลาขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีตราออกมาถึงหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ให้ยกเมืองสงขลาขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช<noinclude></noinclude> n44s075mv79ui19kqovt47rx4iak7q8 293315 293314 2026-07-21T16:18:34Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293315 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๓๓}}</noinclude>กรมการบุตรสาวราษฎรชาวเมืองสงขลาพาไปเมืองนครศรีธรรมราชหลายสิบคน ครั้งนั้นหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ผู้ว่าราชการเมืองสงขลาเข้าไปเฝ้ากราบบังคมทูลพระกรุณาว่าเจ้าพระยานครศรีธรรมราชแต่งกรมการให้ไปเก็บเอาผู้หญิงช่างทอหูกแลบุตรสาวกรมการบุตรสาวราษฎรชาวเมืองสงขลาพาไปเมืองนครศรี ธรรมราชเสียหลายสิบคน ราษฎรได้ความเดือดร้อนยิ่งนัก ขอพระบารมีปกเกล้าฯ เปนที่พึ่ง รับสั่งว่าเมืองนครศรีธรรมราชกับเมืองสงขลาวิวาทกันไม่รู้แล้ว โปรดเกล้าฯ ให้มีตราออกมาถึงเมืองนครศรีธรรมราช ให้ยกเมืองสงขลาขึ้นกับกรุงเทพฯ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) กราบถวายบังคมลาออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}ครั้นณปีขาลจัตวาศก ศักราช ๑๑๔๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ปราบดาภิเศกเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในปีนั้นเจ้าพระยานครศรีธรรมราชถึงแก่อสัญญกรรม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้บุตรเขยเจ้าพระยานครเปนเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล กราบบังคมทูลพระกรุณาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเจ้าพระยานครศรีธรรมราชคนนี้กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติผู้ว่าราชการเมืองสงขลาเปนคนรักใคร่สนิทกัน ขอรับพระราชทานให้เมืองสงขลาขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีตราออกมาถึงหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ให้ยกเมืองสงขลาขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช<noinclude></noinclude> nphbzyp0lba2wih9hlok7tpko0hih21 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/47 250 80197 293316 292983 2026-07-21T16:19:59Z Lunlumita 12009 293316 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๔}}</noinclude>เหมือนอย่างแต่ก่อนสืบต่อไป เมืองสงขลาจึ่งได้กลับไปขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราชอิก {{ฟม}}ครั้นณปีมโรงฉศก ศักราช ๑๑๔๖ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ป่วยเปนไข้ หมอพยาบาลอาการหาคลายไม่ ครั้นณวัน {{จ|๕|๒||๑๑}} ค่ำ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ถึงแก่กรรม เปนหลวงอินทคิรีสมบัติคุมเลขทำอากรรังนกอยู่ ๖ ปี เลื่อนเปนหลวงสุวรรณคิรีสมบัติผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ๙ ปี เมื่อถึงแก่กรรมอายุได้ ๖๘ ปี บุตรแลหลานได้ฝังศพไว้ริมเขาแหลมสน จาฤกอักษรจีนไว้ในป้ายศิลาตามอย่างธรรมเนียมจีนแล้ว {{ฟม}}ในปีมโรงฉศกนั้น นายบุญหุ้ยบุตรที่หนึ่งหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ เข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ณกรุงเทพ ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้นายบุญหุ้ยเปนที่หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กราบถวายบังคมลาออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}เมื่อปีมเสงสัปตศก ศักราช ๑๑๔๗ โปรดเกล้า ฯ ให้ข้าหลวงเปนแม่กองออกไปสักเลขเมืองสงขลา สักแขนขวาได้เลข ๗๖๗๒ คน เมื่อปีมเสงสัปตศก มีตราโปรดเกล้า ฯ ออกมาเมืองสงขลา ให้ต่อเรือหูช้าง ๓๐ ลำ ปากกว้างแปดศอกยาวเก้าวาสำหรับรักษาพระนครหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) เกณฑ์ไพร่ตัดไม้ต่อเรือยังไม่เสร็จ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงจักรเจษฎาเสด็จออกมาเร่งให้ต่อเรือ ตั้งพลับพลาประทับอยู่ณบ้านบ่อเตย{{วว}}<noinclude></noinclude> 9d30lzc0hv0vc7c2l4raegpz4fcvnhd 293317 293316 2026-07-21T16:28:27Z Lunlumita 12009 293317 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๔}}</noinclude>เหมือนอย่างแต่ก่อนสืบต่อไป เมืองสงขลาจึ่งได้กลับไปขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราชอิก {{ฟม}}ครั้นณปีมโรงฉศก ศักราช ๑๑๔๖ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ป่วยเปนไข้ หมอพยาบาลอาการหาคลายไม่ ครั้นณวัน {{จ|๕|๒||๑๑}} ค่ำ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ถึงแก่กรรม เปนหลวงอินทคิรีสมบัติคุมเลขทำอากรรังนกอยู่ ๖ ปี เลื่อนเปนหลวงสุวรรณคิรีสมบัติผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ๙ ปี เมื่อถึงแก่กรรมอายุได้ ๖๘ ปี บุตรแลหลานได้ฝังศพไว้ริมเขาแหลมสน จาฤกอักษรจีนไว้ในป้ายศิลาตามอย่างธรรมเนียมจีนแล้ว {{ฟม}}ในปีมโรงฉศกนั้น นายบุญหุ้ยบุตรที่หนึ่งหลวงสุวรรณคิรีสมบัติเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ณกรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายบุญหุ้ยเปนที่หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กราบถวายบังคมลาออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}เมื่อปีมเสงสัปตศก ศักราช ๑๑๔๗ โปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงเปนแม่กองออกไปสักเลขเมืองสงขลา สักแขนขวาได้เลข ๗๖๗๒ คน เมื่อปีมเสงสัปตศก มีตราโปรดเกล้าฯ ออกมาเมืองสงขลา ให้ต่อเรือหูช้าง ๓๐ ลำ ปากกว้างแปดศอกยาวเก้าวาสำหรับรักษาพระนครหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) เกณฑ์ไพร่ตัดไม้ต่อเรือยังไม่เสร็จ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงจักรเจษฎาเสด็จออกมาเร่งให้ต่อเรือ ตั้งพลับพลาประทับอยู่ณบ้านบ่อเตย{{วว}}<noinclude></noinclude> 9e8igxbgzbiom6n02oyoe7enneyfai9 293318 293317 2026-07-21T16:33:04Z Lunlumita 12009 293318 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๔}}</noinclude>เหมือนอย่างแต่ก่อนสืบต่อไป เมืองสงขลาจึ่งได้กลับไปขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราชอิก {{ฟม}}ครั้นณปีมโรงฉศก ศักราช ๑๑๔๖ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ป่วยเปนไข้ หมอพยาบาลอาการหาคลายไม่ ครั้นณวัน {{จ|๕|๒||๑๑}} ค่ำ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ถึงแก่กรรม เปนหลวงอินทคิรีสมบัติคุมเลขทำอากรรังนกอยู่ ๖ ปี เลื่อนเปนหลวงสุวรรณคิรีสมบัติผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ๙ ปี เมื่อถึงแก่กรรมอายุได้ ๖๘ ปี บุตรแลหลานได้ฝังศพไว้ริมเขาแหลมสน จาฤกอักษรจีนไว้ในป้ายศิลาตามอย่างธรรมเนียมจีนแล้ว {{ฟม}}ในปีมโรงฉศกนั้น นายบุญหุ้ยบุตรที่หนึ่งหลวงสุวรรณคิรีสมบัติเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ณกรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายบุญหุ้ยเปนที่หลวงสุวรรณคิรีสมบัติผู้ว่าราชการเมืองสงขลา หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กราบถวายบังคมลาออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}เมื่อปีมเสงสัปตศก ศักราช ๑๑๔๗ โปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงเปนแม่กองออกไปสักเลขเมืองสงขลา สักแขนขวา ได้เลข ๗๖๗๒ คน เมื่อปีมเสงสัปตศกมีตราโปรดเกล้าฯ ออกมาเมืองสงขลาให้ต่อเรือหูช้าง ๓๐ ลำ ปากกว้างแปดศอก ยาวเก้าวา สำหรับรักษาพระนคร หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) เกณฑ์ไพร่ตัดไม้ต่อเรือยังไม่เสร็จ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงจักรเจษฎา เสด็จออกมาเร่งให้ต่อเรือ ตั้งพลับพลาประทับอยู่ณบ้านบ่อเตย{{วว}}<noinclude></noinclude> tl8b3pvvkfy3e36cja8hkaloke9hhi2 293319 293318 2026-07-21T16:33:38Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293319 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๓๔}}</noinclude>เหมือนอย่างแต่ก่อนสืบต่อไป เมืองสงขลาจึ่งได้กลับไปขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราชอิก {{ฟม}}ครั้นณปีมโรงฉศก ศักราช ๑๑๔๖ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ป่วยเปนไข้ หมอพยาบาลอาการหาคลายไม่ ครั้นณวัน {{จ|๕|๒||๑๑}} ค่ำ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ถึงแก่กรรม เปนหลวงอินทคิรีสมบัติคุมเลขทำอากรรังนกอยู่ ๖ ปี เลื่อนเปนหลวงสุวรรณคิรีสมบัติผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ๙ ปี เมื่อถึงแก่กรรมอายุได้ ๖๘ ปี บุตรแลหลานได้ฝังศพไว้ริมเขาแหลมสน จาฤกอักษรจีนไว้ในป้ายศิลาตามอย่างธรรมเนียมจีนแล้ว {{ฟม}}ในปีมโรงฉศกนั้น นายบุญหุ้ยบุตรที่หนึ่งหลวงสุวรรณคิรีสมบัติเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ณกรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายบุญหุ้ยเปนที่หลวงสุวรรณคิรีสมบัติผู้ว่าราชการเมืองสงขลา หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กราบถวายบังคมลาออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}เมื่อปีมเสงสัปตศก ศักราช ๑๑๔๗ โปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงเปนแม่กองออกไปสักเลขเมืองสงขลา สักแขนขวา ได้เลข ๗๖๗๒ คน เมื่อปีมเสงสัปตศกมีตราโปรดเกล้าฯ ออกมาเมืองสงขลาให้ต่อเรือหูช้าง ๓๐ ลำ ปากกว้างแปดศอก ยาวเก้าวา สำหรับรักษาพระนคร หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) เกณฑ์ไพร่ตัดไม้ต่อเรือยังไม่เสร็จ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงจักรเจษฎา เสด็จออกมาเร่งให้ต่อเรือ ตั้งพลับพลาประทับอยู่ณบ้านบ่อเตย{{วว}}<noinclude></noinclude> bre7v95qhte1k74w4eehna54hzbeytb หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/48 250 80198 293320 292985 2026-07-21T16:34:18Z Lunlumita 12009 293320 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๕}}</noinclude>ประทับแรมอยู่เดือนหนึ่ง เรือที่ต่อยังไม่สำเร็จ เสด็จกลับเข้าไปกรุงเทพฯ {{ฟม}}ครั้นณปีมเมียอัฐศก ศักราช ๑๑๔๘ พม่าข้าศึกยกกองทัพมาตีเมืองนครศรีธรรมราชแตก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ยกกองทัพหลวงเสด็จออกมาตีเอาเมืองนครคืนได้ ยังประทับอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ครั้งนั้นขุนรองราชมนตรีเปนบุตรพระสงขลาโยมนอกราชการ ขัดเคืองกับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ขุนรองราชมนตรีทราบว่าเมืองนครศรีธรรมราชเสียแก่พม่าข้าศึกแล้ว ขุนรองราชมนตรีมีใจกำเริบ ซ่องสุมผู้คนบ่าวไพร่ในกองขุนรองราชมนตรีตำดินดำที่บ้านศีศะเขา จะเข้าตีเอาค่ายตำบลบ้านบ่อยางฟากน้ำตวันออก หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ทราบว่าขุนรองราชมนตรีคิดขบถ จึ่งแต่งให้กรมการขึ้นไปกวาดต้อนคนในแขวงเมืองสงขลามาทางบกทางเรือ ขุนรองราชมนตรีให้คนไปสกัดทางชิงเอาคนทางบกทางเรือเสียทั้งสิ้น ได้คนแลเรือมากแล้วตั้งรวมกันอยู่ที่บ้านศีศะเขา หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) เห็นว่าคนในค่ายน้อยตัว จึ่งจัดแจงผ่อนบุตรภรรยาขนเข้าของลงเรือใหญ่ถอยไปทอดอยู่ที่เกาะหนูสองลำ แต่ตัวหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) อยู่ในค่ายตำบลบ้านบ่อยาง ขุนรองราชมนตรีให้นายทิดเพ็ชรคุมไพร่พันเศษ ขุนรองราชมนตรีคุมไพร่พันเศษ เวลาเช้าเข้าตีค่ายตำบลบ้านบ่อยาง นายทิดเพ็ชรเข้าตีด้านทักษิณ ขุนรองราชมนตรีเข้าตีค่ายด้านตวันตกริมน้ำ หลวง<noinclude></noinclude> 7giq9b7nmk6oagdzu2ug7ug6aq96tyv 293321 293320 2026-07-21T16:36:04Z Lunlumita 12009 293321 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๕}}</noinclude>ประทับแรมอยู่เดือนหนึ่ง เรือที่ต่อยังไม่สำเร็จ เสด็จกลับเข้าไปกรุงเทพฯ {{ฟม}}ครั้นณปีมเมียอัฐศก ศักราช ๑๑๔๘ พม่าข้าศึกยกกองทัพมาตีเมืองนครศรีธรรมราชแตก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยกกองทัพหลวงเสด็จออกมาตีเอาเมืองนครคืนได้ ยังประทับอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ครั้งนั้นขุนรองราชมนตรีเปนบุตรพระสงขลาโยมนอกราชการ ขัดเคืองกับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ขุนรองราชมนตรีทราบว่าเมืองนครศรีธรรมราชเสียแก่พม่าข้าศึกแล้ว ขุนรองราชมนตรีมีใจกำเริบ ซ่องสุมผู้คนบ่าวไพร่ในกองขุนรองราชมนตรีตำดินดำที่บ้านศีศะเขา จะเข้าตีเอาค่ายตำบลบ้านบ่อยางฟากน้ำตวันออก หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ทราบว่าขุนรองราชมนตรีคิดขบถ จึ่งแต่งให้กรมการขึ้นไปกวาดต้อนคนในแขวงเมืองสงขลามาทางบกทางเรือ ขุนรองราชมนตรีให้คนไปสกัดทางชิงเอาคนทางบกทางเรือเสียทั้งสิ้น ได้คนแลเรือมากแล้วตั้งรวมกันอยู่ที่บ้านศีศะเขา หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) เห็นว่าคนในค่ายน้อยตัว จึ่งจัดแจงผ่อนบุตรภรรยาขนเข้าของลงเรือใหญ่ถอยไปทอดอยู่ที่เกาะหนูสองลำ แต่ตัวหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) อยู่ในค่ายตำบลบ้านบ่อยาง ขุนรองราชมนตรีให้นายทิดเพ็ชรคุมไพร่พันเศษ ขุนรองราชมนตรีคุมไพร่พันเศษ เวลาเช้าเข้าตีค่ายตำบลบ้านบ่อยาง นายทิดเพ็ชรเข้าตีด้านทักษิณ ขุนรองราชมนตรีเข้าตีค่ายด้านตวันตกริมน้ำ หลวง<noinclude></noinclude> qf3r079umkh445n7h9cc1s1xadl50o1 293322 293321 2026-07-21T16:36:17Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293322 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๓๕}}</noinclude>ประทับแรมอยู่เดือนหนึ่ง เรือที่ต่อยังไม่สำเร็จ เสด็จกลับเข้าไปกรุงเทพฯ {{ฟม}}ครั้นณปีมเมียอัฐศก ศักราช ๑๑๔๘ พม่าข้าศึกยกกองทัพมาตีเมืองนครศรีธรรมราชแตก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยกกองทัพหลวงเสด็จออกมาตีเอาเมืองนครคืนได้ ยังประทับอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ครั้งนั้นขุนรองราชมนตรีเปนบุตรพระสงขลาโยมนอกราชการ ขัดเคืองกับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ขุนรองราชมนตรีทราบว่าเมืองนครศรีธรรมราชเสียแก่พม่าข้าศึกแล้ว ขุนรองราชมนตรีมีใจกำเริบ ซ่องสุมผู้คนบ่าวไพร่ในกองขุนรองราชมนตรีตำดินดำที่บ้านศีศะเขา จะเข้าตีเอาค่ายตำบลบ้านบ่อยางฟากน้ำตวันออก หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ทราบว่าขุนรองราชมนตรีคิดขบถ จึ่งแต่งให้กรมการขึ้นไปกวาดต้อนคนในแขวงเมืองสงขลามาทางบกทางเรือ ขุนรองราชมนตรีให้คนไปสกัดทางชิงเอาคนทางบกทางเรือเสียทั้งสิ้น ได้คนแลเรือมากแล้วตั้งรวมกันอยู่ที่บ้านศีศะเขา หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) เห็นว่าคนในค่ายน้อยตัว จึ่งจัดแจงผ่อนบุตรภรรยาขนเข้าของลงเรือใหญ่ถอยไปทอดอยู่ที่เกาะหนูสองลำ แต่ตัวหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) อยู่ในค่ายตำบลบ้านบ่อยาง ขุนรองราชมนตรีให้นายทิดเพ็ชรคุมไพร่พันเศษ ขุนรองราชมนตรีคุมไพร่พันเศษ เวลาเช้าเข้าตีค่ายตำบลบ้านบ่อยาง นายทิดเพ็ชรเข้าตีด้านทักษิณ ขุนรองราชมนตรีเข้าตีค่ายด้านตวันตกริมน้ำ หลวง<noinclude></noinclude> q8qml0r6wpbmh3uvps25lhtrp2kytu5 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/49 250 80199 293323 292987 2026-07-22T04:20:23Z Lunlumita 12009 293323 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๖}}</noinclude>สุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) อยู่ในค่ายให้ยิงปืนคาบศิลาถูกขุนรองราชมนตรีแต่ไม่บาดเจ็บ ถูกไพร่ในลำเรือของขุนรองราชมนตรีบาดเจ็บตกน้ำตายเปนอันมาก ขุนรองราชมนตรีล่าทัพไปอยู่แหลมฝาด คนรักษาค่ายด้านทักษิณเปนใจเข้าด้วยขุนรองราชมนตรี เปิดประตูให้นายทิดเพ็ชรเข้าในค่ายได้ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) เห็นการจะต่อสู้ขุนรองราชมนตรีนายทิดเพ็ชรไม่ได้ จึ่งลงเรือเล็กหนีไปขึ้นเรือใหญ่ที่เกาะหนูใช้ใบเข้าไปกรุงเทพฯ ขณะนั้นขุนรองราชมนตรีรั้งเมืองสงขลาอยู่ ๔ เดือน หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุยหุ้ย) เข้าไปถึงกรุงเทพฯ เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลพระกรุณาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า ขุนรองราชมนตรีบุตรพระสงขลาโยมนอกราชการ กับนายทิดเพ็ชรเปนขบถตีเอาเมืองสงขลาได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ยกกองทัพหลวงไปประทับอยู่ที่เมืองนครแล้ว ให้หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ตามไปกราบบังคมทูลที่เมืองนครศรีธรรมราชเถิด ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระสงขลาโยมนอกราชบิดาขุนรองราชมนตรี ออกมาด้วยหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ๆ ให้บุตรภรรยาอยู่ที่กรุงเทพฯ พระสงขลาโยมนอกราชการกับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ออกมาเรือลำเดียวกัน มาถึงเมืองนครศรีธรรมราช พระสงขลาโยมนอกราชการ กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ขึ้นเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล กราบบังคมทูลว่าขุนรองราชมนตรีกับนายทิดเพ็ชรเปนขบถตีเอาเมืองสงขลาได้ รับสั่ง<noinclude></noinclude> f1j13s1fhhpzefw05xhhvsb57xyprm2 293324 293323 2026-07-22T04:22:12Z Lunlumita 12009 293324 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๖}}</noinclude>สุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) อยู่ในค่าย ให้ยิงปืนคาบศิลาถูกขุนรองราชมนตรีแต่ไม่บาดเจ็บ ถูกไพร่ในลำเรือของขุนรองราชมนตรีบาดเจ็บตกน้ำตายเปนอันมาก ขุนรองราชมนตรีล่าทัพไปอยู่แหลมฝาด คนรักษาค่ายด้านทักษิณเปนใจเข้าด้วยขุนรองราชมนตรี เปิดประตูให้นายทิดเพ็ชรเข้าในค่ายได้ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) เห็นการจะต่อสู้ขุนรองราชมนตรีนายทิดเพ็ชรไม่ได้ จึ่งลงเรือเล็กหนีไปขึ้นเรือใหญ่ที่เกาะหนู ใช้ใบเข้าไปกรุงเทพฯ ขณะนั้นขุนรองราชมนตรีรั้งเมืองสงขลาอยู่ ๔ เดือน หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุยหุ้ย) เข้าไปถึงกรุงเทพฯ เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลพระกรุณาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าขุนรองราชมนตรีบุตรพระสงขลาโยมนอกราชการ กับนายทิดเพ็ชร เปนขบถ ตีเอาเมืองสงขลาได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยกกองทัพหลวงไปประทับอยู่ที่เมืองนครแล้ว ให้หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ตามไปกราบบังคมทูลที่เมืองนครศรีธรรมราชเถิด ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระสงขลาโยมนอกราชบิดาขุนรองราชมนตรี ออกมาด้วยหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ๆ ให้บุตรภรรยาอยู่ที่กรุงเทพฯ พระสงขลาโยมนอกราชการกับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ออกมาเรือลำเดียวกัน มาถึงเมืองนครศรีธรรมราช พระสงขลาโยมนอกราชการ กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ขึ้นเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล กราบบังคมทูลว่าขุนรองราชมนตรีกับนายทิดเพ็ชรเปนขบถ ตีเอาเมืองสงขลาได้ รับสั่ง<noinclude></noinclude> fo3moslangnc0nxbt91tzcswrohikxn 293325 293324 2026-07-22T04:22:20Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293325 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๓๖}}</noinclude>สุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) อยู่ในค่าย ให้ยิงปืนคาบศิลาถูกขุนรองราชมนตรีแต่ไม่บาดเจ็บ ถูกไพร่ในลำเรือของขุนรองราชมนตรีบาดเจ็บตกน้ำตายเปนอันมาก ขุนรองราชมนตรีล่าทัพไปอยู่แหลมฝาด คนรักษาค่ายด้านทักษิณเปนใจเข้าด้วยขุนรองราชมนตรี เปิดประตูให้นายทิดเพ็ชรเข้าในค่ายได้ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) เห็นการจะต่อสู้ขุนรองราชมนตรีนายทิดเพ็ชรไม่ได้ จึ่งลงเรือเล็กหนีไปขึ้นเรือใหญ่ที่เกาะหนู ใช้ใบเข้าไปกรุงเทพฯ ขณะนั้นขุนรองราชมนตรีรั้งเมืองสงขลาอยู่ ๔ เดือน หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุยหุ้ย) เข้าไปถึงกรุงเทพฯ เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลพระกรุณาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าขุนรองราชมนตรีบุตรพระสงขลาโยมนอกราชการ กับนายทิดเพ็ชร เปนขบถ ตีเอาเมืองสงขลาได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยกกองทัพหลวงไปประทับอยู่ที่เมืองนครแล้ว ให้หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ตามไปกราบบังคมทูลที่เมืองนครศรีธรรมราชเถิด ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระสงขลาโยมนอกราชบิดาขุนรองราชมนตรี ออกมาด้วยหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ๆ ให้บุตรภรรยาอยู่ที่กรุงเทพฯ พระสงขลาโยมนอกราชการกับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ออกมาเรือลำเดียวกัน มาถึงเมืองนครศรีธรรมราช พระสงขลาโยมนอกราชการ กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ขึ้นเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล กราบบังคมทูลว่าขุนรองราชมนตรีกับนายทิดเพ็ชรเปนขบถ ตีเอาเมืองสงขลาได้ รับสั่ง<noinclude></noinclude> 16is5duhbqh9reo8tlelarvjwroczta หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/50 250 80200 293326 292989 2026-07-22T04:22:36Z Lunlumita 12009 293326 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๗}}</noinclude>ว่าให้พระสงขลาโยมนอกราชการ กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ออกมาทำพลับพลาไว้ที่เมืองสงขลาก่อน เสร็จราชการเมืองนครฯ แล้วจะเสด็จมาเมืองสงขลา พระสงขลาโยมนอกราชการ กับ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กราบถวายบังคมลามาเมืองสงขลาให้นายหมวดนายกองเกณฑ์ไพร่ทำพลับพลาที่ตำบลบ้านบ่อพลับ ขุนรองราชมนตรีก็มาทำพลับพลาอยู่ด้วย ทำพลับพลาอยู่ ๑๘ วัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ยกกองทัพหลวงเสด็จมาถึงเมืองสงขลา ขึ้นประทับพลับพลาตำบลบ้านบ่อพลับ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) พระสงขลา (โยม) นอกราชการ ขุนรองราชมนตรีกับนายทิดเพ็ชรเข้าเฝ้าพร้อมกัน ทรงพระกรุณารับสั่งถามตามธรรมเนียมแล้ว ทรงพระกรุณาให้มีตราไปหาตัวพระยาไทร พระยาตรังกานู พระยากลันตัน พระยาปัตตานี เข้ามาเฝ้าให้พร้อมกันที่เมืองสงขลา จะได้ทรงจัดแจงบ้านเมืองให้เรียบร้อย พระยาไทร พระยาตรังกานู พระยากลันตัน แต่งให้บุตรหลานศรีตวันกรมการ นำพาสิ่งของเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย แต่พระยาตานีแขงตัวอยู่ ทรงขัดเคืองพระยาตานี ทรงพระกรุณารับสั่งว่า ให้กองทัพหลวงออกไปเหยียบเมืองตานีเสียให้ยับเยิน ขณะนั้นแขกเมืองตานีพาเรือมาค้าขายอยู่ที่เมืองสงขลาลำหนึ่ง รับสั่งให้ยุดเอาคนแลเรือไว้ มอบให้ขุนรองราชมนตรีเปนผู้คุม ครั้งนั้นนายจันทองเพื่อน ๑๐ ครัว เปนไทยเดิมเมืองนครศรีธรรมราช ตกไปอยู่เมืองตานีเสียช้านาน พาบุตรภรรยาหนีเข้ามาเมืองสงขลา นายจันทองแจ้งความกับหลวงสุวรรณคิรี<noinclude></noinclude> 8f73zmf2pi82c9e7dp4uitz05cup35j 293327 293326 2026-07-22T04:24:20Z Lunlumita 12009 293327 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๗}}</noinclude>ว่าให้พระสงขลาโยมนอกราชการ กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ออกมาทำพลับพลาไว้ที่เมืองสงขลาก่อน เสร็จราชการเมืองนครฯ แล้วจะเสด็จมาเมืองสงขลา พระสงขลาโยมนอกราชการ กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กราบถวายบังคมลามาเมืองสงขลา ให้นายหมวดนายกองเกณฑ์ไพร่ทำพลับพลาที่ตำบลบ้านบ่อพลับ ขุนรองราชมนตรีก็มาทำพลับพลาอยู่ด้วย ทำพลับพลาอยู่ ๑๘ วัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยกกองทัพหลวงเสด็จมาถึงเมืองสงขลา ขึ้นประทับพลับพลาตำบลบ้านบ่อพลับ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) พระสงขลา (โยม) นอกราชการ ขุนรองราชมนตรี กับนายทิดเพ็ชร เข้าเฝ้าพร้อมกัน ทรงพระกรุณารับสั่งถามตามธรรมเนียมแล้ว ทรงพระกรุณาให้มีตราไปหาตัวพระยาไทร พระยาตรังกานู พระยากลันตัน พระยาปัตตานี เข้ามาเฝ้าให้พร้อมกันที่เมืองสงขลา จะได้ทรงจัดแจงบ้านเมืองให้เรียบร้อย พระยาไทร พระยาตรังกานู พระยากลันตัน แต่งให้บุตรหลานศรีตวันกรมการนำพาสิ่งของเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย แต่พระยาตานีแขงตัวอยู่ ทรงขัดเคืองพระยาตานี ทรงพระกรุณารับสั่งว่าให้กองทัพหลวงออกไปเหยียบเมืองตานีเสียให้ยับเยิน ขณะนั้นแขกเมืองตานีพาเรือมาค้าขายอยู่ที่เมืองสงขลาลำหนึ่ง รับสั่งให้ยุดเอาคนแลเรือไว้ มอบให้ขุนรองราชมนตรีเปนผู้คุม ครั้งนั้นนายจันทองเพื่อน ๑๐ ครัว เปนไทยเดิมเมืองนครศรีธรรมราช ตกไปอยู่เมืองตานีเสียช้านาน พาบุตรภรรยาหนีเข้ามาเมืองสงขลา นายจันทองแจ้งความกับหลวงสุวรรณคิรี<noinclude></noinclude> jesxf6i2il750ey6ms0mskwx03cdgpp 293328 293327 2026-07-22T04:24:31Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293328 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๓๗}}</noinclude>ว่าให้พระสงขลาโยมนอกราชการ กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ออกมาทำพลับพลาไว้ที่เมืองสงขลาก่อน เสร็จราชการเมืองนครฯ แล้วจะเสด็จมาเมืองสงขลา พระสงขลาโยมนอกราชการ กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กราบถวายบังคมลามาเมืองสงขลา ให้นายหมวดนายกองเกณฑ์ไพร่ทำพลับพลาที่ตำบลบ้านบ่อพลับ ขุนรองราชมนตรีก็มาทำพลับพลาอยู่ด้วย ทำพลับพลาอยู่ ๑๘ วัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยกกองทัพหลวงเสด็จมาถึงเมืองสงขลา ขึ้นประทับพลับพลาตำบลบ้านบ่อพลับ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) พระสงขลา (โยม) นอกราชการ ขุนรองราชมนตรี กับนายทิดเพ็ชร เข้าเฝ้าพร้อมกัน ทรงพระกรุณารับสั่งถามตามธรรมเนียมแล้ว ทรงพระกรุณาให้มีตราไปหาตัวพระยาไทร พระยาตรังกานู พระยากลันตัน พระยาปัตตานี เข้ามาเฝ้าให้พร้อมกันที่เมืองสงขลา จะได้ทรงจัดแจงบ้านเมืองให้เรียบร้อย พระยาไทร พระยาตรังกานู พระยากลันตัน แต่งให้บุตรหลานศรีตวันกรมการนำพาสิ่งของเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย แต่พระยาตานีแขงตัวอยู่ ทรงขัดเคืองพระยาตานี ทรงพระกรุณารับสั่งว่าให้กองทัพหลวงออกไปเหยียบเมืองตานีเสียให้ยับเยิน ขณะนั้นแขกเมืองตานีพาเรือมาค้าขายอยู่ที่เมืองสงขลาลำหนึ่ง รับสั่งให้ยุดเอาคนแลเรือไว้ มอบให้ขุนรองราชมนตรีเปนผู้คุม ครั้งนั้นนายจันทองเพื่อน ๑๐ ครัว เปนไทยเดิมเมืองนครศรีธรรมราช ตกไปอยู่เมืองตานีเสียช้านาน พาบุตรภรรยาหนีเข้ามาเมืองสงขลา นายจันทองแจ้งความกับหลวงสุวรรณคิรี<noinclude></noinclude> 1njjs9pz8qepbl23sdi2qeradogpdx2 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/51 250 80201 293329 292991 2026-07-22T04:25:59Z Lunlumita 12009 293329 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๘}}</noinclude>สมบัติ (บุญหุ้ย) ผู้ว่าราชการเมืองสงขลาว่าพระยาตานีทราบความว่ากองทัพหลวงจะยกไปตีเมืองตานี พระยาตานีให้เกณฑ์ไพร่ทำค่ายที่ปากน้ำเมืองตานีค่ายหนึ่ง ที่บ้านพระยาตานีค่ายหนึ่ง กวาดเอาผู้คนเข้าไว้ในค่ายเปนอันมาก นายจันทองเห็นเรือกองทัพใหญ่ทอดอยู่ปากน้ำเมืองตานี ๗ ลำ แขกเมืองตานีเห็นเรือกองทัพไทยน่าเมืองตกใจกลัว ประชุมพูดกันว่าตายายแขกสั่งไว้ว่าศึกมาแต่ทักษิณให้สู้ ศึกมาแต่อุดรอย่าให้สู้เลย บัดนี้กองทัพหลวงมาทอดอยู่น่าเมืองตานีแล้ว ให้คิดอ่านพาอพยพหนีแต่ยาว พวกแขกเมืองตานีพูดกันดังนี้ นายจันทองกลัวว่าพระยาตานีจะฆ่าบุตรภรรยาของนายจันทองเสีย นายจันทองคิดอ่านสอดแนมเข้าไปฟังการในบ้านพระยาตานี ได้ยินพระยาตานีปฤกษากับศรีตวันกรมการผู้ใหญ่ผู้น้อยกว่ากองทัพไทยยกมาทอดอยู่ที่ปากน้ำเมืองตานีแล้ว จะคิดอย่างไร นายจันทองรับอาสากับพระยาตานีว่านายจันทองจะขอเปนแม่กองคุมพวกนายจันทองแลพวกแขกลงไปรักษาค่ายปากน้ำเมืองตานีไว้ ไม่ให้กองทัพไทยเข้ามาในเมืองตานีได้ จะขอปืนใหญ่ปืนน้อยกระสุนดินดำเสบียงอาหารกับเรือปากกว้าง ๕ ศอกสักลำ ถ้านายจันทองยิงเรือกองทัพไทยจมลง นายจันทองจะได้ลงเรือไปจับเอาพวกกองทัพไทยโดยง่าย พระยาตานีก็เห็นด้วย จึ่งจัดเสบียงอาหารกระสุนดินดำกับเรือลำหนึ่ง ให้นายจันทองไปรักษาค่ายปากน้ำ นายจันทองกับเพื่อนนายจันทองจัดแจงเรือพร้อมแล้ว เวลากลางคืนนายจันทองกับพวกเพื่อนพาเรือเล็ดลอดเข้าไปในเมืองตานี ขึ้นไปเรือนขนเข้าของแลบุตรภรรยาลงเรือ<noinclude></noinclude> 30c7xwst1x0ak4gh31kveilfthmy7lc 293330 293329 2026-07-22T04:26:09Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293330 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๓๘}}</noinclude>สมบัติ (บุญหุ้ย) ผู้ว่าราชการเมืองสงขลาว่าพระยาตานีทราบความว่ากองทัพหลวงจะยกไปตีเมืองตานี พระยาตานีให้เกณฑ์ไพร่ทำค่ายที่ปากน้ำเมืองตานีค่ายหนึ่ง ที่บ้านพระยาตานีค่ายหนึ่ง กวาดเอาผู้คนเข้าไว้ในค่ายเปนอันมาก นายจันทองเห็นเรือกองทัพใหญ่ทอดอยู่ปากน้ำเมืองตานี ๗ ลำ แขกเมืองตานีเห็นเรือกองทัพไทยน่าเมืองตกใจกลัว ประชุมพูดกันว่าตายายแขกสั่งไว้ว่าศึกมาแต่ทักษิณให้สู้ ศึกมาแต่อุดรอย่าให้สู้เลย บัดนี้กองทัพหลวงมาทอดอยู่น่าเมืองตานีแล้ว ให้คิดอ่านพาอพยพหนีแต่ยาว พวกแขกเมืองตานีพูดกันดังนี้ นายจันทองกลัวว่าพระยาตานีจะฆ่าบุตรภรรยาของนายจันทองเสีย นายจันทองคิดอ่านสอดแนมเข้าไปฟังการในบ้านพระยาตานี ได้ยินพระยาตานีปฤกษากับศรีตวันกรมการผู้ใหญ่ผู้น้อยกว่ากองทัพไทยยกมาทอดอยู่ที่ปากน้ำเมืองตานีแล้ว จะคิดอย่างไร นายจันทองรับอาสากับพระยาตานีว่านายจันทองจะขอเปนแม่กองคุมพวกนายจันทองแลพวกแขกลงไปรักษาค่ายปากน้ำเมืองตานีไว้ ไม่ให้กองทัพไทยเข้ามาในเมืองตานีได้ จะขอปืนใหญ่ปืนน้อยกระสุนดินดำเสบียงอาหารกับเรือปากกว้าง ๕ ศอกสักลำ ถ้านายจันทองยิงเรือกองทัพไทยจมลง นายจันทองจะได้ลงเรือไปจับเอาพวกกองทัพไทยโดยง่าย พระยาตานีก็เห็นด้วย จึ่งจัดเสบียงอาหารกระสุนดินดำกับเรือลำหนึ่ง ให้นายจันทองไปรักษาค่ายปากน้ำ นายจันทองกับเพื่อนนายจันทองจัดแจงเรือพร้อมแล้ว เวลากลางคืนนายจันทองกับพวกเพื่อนพาเรือเล็ดลอดเข้าไปในเมืองตานี ขึ้นไปเรือนขนเข้าของแลบุตรภรรยาลงเรือ<noinclude></noinclude> 80rfcn84ywnig9m6xmf37tbpscykrqq หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/52 250 80202 293331 292993 2026-07-22T04:27:45Z Lunlumita 12009 293331 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๙}}</noinclude>มาทอดอยู่ที่ค่ายปากน้ำ เวลาเข้านายจันทองเพื่อนนายจันทองแต่งตัวเปนภาษาไทยออกเรือยกธงขาวมาใกล้เรือกองทัพไทย นายจันทองร้องบอกพวกเรือกองทัพไทยว่าให้ยิงปืนเถิด พวกแขกในเมืองตานีจัดแจงจะพาบุตรภรรยาหนีอยู่แล้ว พวกญวนกองทัพไทยเรียกให้นายจันทองแอบเรือเข้าไปใกล้ จะได้สืบข่าวราชการ นายจันทองบอกความว่าหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) แต่งให้มาสืบราชการเมืองตานี ได้ความแล้วช้าอยู่ไม่ได้ จะเร่งรีบกลับไป นายจันทองก็แจวเรือมาเมืองสงขลา มาสักครู่หนึ่งพวกเรือกองทัพไทยยิงปืนใหญ่ พวกแขกในค่ายปากน้ำยิงปืนใหญ่รับนัดหนึ่ง แล้วพวกแขกออกจากค่ายปากน้ำเข้าในเมืองตานี แขกในเมืองตานีแตกตื่นพาอพยพออกจากเมืองไปเปนอันมาก พวกญวนกองทัพไทยเห็นแขกทิ้งค่ายปากน้ำเสีย กองทัพไทยลงเรือสำปั้นขึ้นบนตลิ่งเข้าอยู่ในค่ายปากน้ำ นายจันทองมาพบเรือกองทัพไทยที่น่าเมืองเทพา ๓ ลำ นายจันทองบอกว่ากองทัพไทยตีค่ายปากน้ำเมืองตานีได้แล้ว ให้เร่งรีบไปเถิด นายจันทองก็เลยมาถึงบ้านแหลมทรายปากน้ำเมืองสงขลา พวกข้าหลวงกองตระเวนซึ่งรักษาปากน้ำเมืองสงขลาเรียกให้นายจันทองหยุดเรือ นายจันทองบอกว่าเรือสืบราชการร้อนเร็ว จะหยุดช้าอยู่ไม่ได้ นายจันทองแจวเรือเลยเข้ามาในเมืองสงขลา หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ได้ทราบความดังนั้นแล้ว พาตัวนายจันทองเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่าหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) แต่งเรือเล็กให้นายจันทองเพื่อน ๔ คนเล็ดลอดเข้าไป<noinclude></noinclude> mpkrms1wheunoiddxwhddwq5asco5sa 293332 293331 2026-07-22T04:27:57Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293332 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๓๙}}</noinclude>มาทอดอยู่ที่ค่ายปากน้ำ เวลาเข้านายจันทองเพื่อนนายจันทองแต่งตัวเปนภาษาไทยออกเรือยกธงขาวมาใกล้เรือกองทัพไทย นายจันทองร้องบอกพวกเรือกองทัพไทยว่าให้ยิงปืนเถิด พวกแขกในเมืองตานีจัดแจงจะพาบุตรภรรยาหนีอยู่แล้ว พวกญวนกองทัพไทยเรียกให้นายจันทองแอบเรือเข้าไปใกล้ จะได้สืบข่าวราชการ นายจันทองบอกความว่าหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) แต่งให้มาสืบราชการเมืองตานี ได้ความแล้วช้าอยู่ไม่ได้ จะเร่งรีบกลับไป นายจันทองก็แจวเรือมาเมืองสงขลา มาสักครู่หนึ่งพวกเรือกองทัพไทยยิงปืนใหญ่ พวกแขกในค่ายปากน้ำยิงปืนใหญ่รับนัดหนึ่ง แล้วพวกแขกออกจากค่ายปากน้ำเข้าในเมืองตานี แขกในเมืองตานีแตกตื่นพาอพยพออกจากเมืองไปเปนอันมาก พวกญวนกองทัพไทยเห็นแขกทิ้งค่ายปากน้ำเสีย กองทัพไทยลงเรือสำปั้นขึ้นบนตลิ่งเข้าอยู่ในค่ายปากน้ำ นายจันทองมาพบเรือกองทัพไทยที่น่าเมืองเทพา ๓ ลำ นายจันทองบอกว่ากองทัพไทยตีค่ายปากน้ำเมืองตานีได้แล้ว ให้เร่งรีบไปเถิด นายจันทองก็เลยมาถึงบ้านแหลมทรายปากน้ำเมืองสงขลา พวกข้าหลวงกองตระเวนซึ่งรักษาปากน้ำเมืองสงขลาเรียกให้นายจันทองหยุดเรือ นายจันทองบอกว่าเรือสืบราชการร้อนเร็ว จะหยุดช้าอยู่ไม่ได้ นายจันทองแจวเรือเลยเข้ามาในเมืองสงขลา หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ได้ทราบความดังนั้นแล้ว พาตัวนายจันทองเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่าหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) แต่งเรือเล็กให้นายจันทองเพื่อน ๔ คนเล็ดลอดเข้าไป<noinclude></noinclude> 9ugw6ngc2d8bf5md4aqfhnx3mkji7r9 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/53 250 80203 293333 292995 2026-07-22T04:35:40Z Lunlumita 12009 293333 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๐}}</noinclude>สืบราชการเมืองตานี ทราบความว่าแขกเมืองตานีไม่คิดจะสู้ คิดจะหนีทั้งสิ้น นายจันทองได้บอกเรือกองทัพน่าซึ่งไปทอดอยู่ปากน้ำเมืองตานีให้ยิงปืนใหญ่ พวกแขกได้ยินเสียงปืน หนีออกจากค่ายปากน้ำเข้าในเมือง กองทัพน่าขึ้นชิงเอาค่ายปากน้ำเมืองตานีได้แล้ว แขกในเมืองตานีพาอพยพหนีไปเปนอันมาก รับสั่งว่าหลวงสุวรรณคิรี (บุญหุ้ย) อุส่าห์แต่งให้คนไปสืบราชการเมืองตานีได้ความชัดแจ้งดังนี้ สิ้นวิตก รับสั่งให้เร่งจัดแจงกองทัพลงไประดมตีเมืองตานีจับเอาตัวพระยาตานีให้จงได้ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กราบบังคมทูลว่าแขกเรือเมืองตานีซึ่งให้ขุนรองราชมนตรีคุมไว้นั้นพาเรือหนีไปได้ กับพระยาจะนะน้องพระยาพัทลุงคิดขบถมีหนังสือลับไปถึงพม่าข้าศึกให้ยกมาตีเมืองสงขลา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพัทลุงพี่ชายพระยาจะนะเปนตระลาการชำระ พระยาจะนะรับเปนสัตย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งให้ประหารชีวิตรเสียพร้อมด้วยขุนรองราชมนตรี แต่นายทิดเพ็ชรนั้นเข้าหาพระยากลาโหมราชเสนา ๆ กราบบังคมทูลขอรับพระราชทานโทษนายทิดเพ็ชรไว้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จยกทัพหลวงลงไปประทับอยู่เมืองตานี พวกกองทัพจับตัวพระยาตานีได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จำตัวพระยาตานีไว้ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พวกกองทัพเข็นปืนทองเหลืองใหญ่ในเมืองตานี ๒ บอกลงเรือรบ แต่ปืนกระบอกหนึ่งตกน้ำเสียที่ท่าน่าเมืองตานี ได้ไปแต่กระบอกเดียว คือปืนนางพระยาตานีเดี๋ยวนี้ ประทับอยู่เมืองตานีเดือนเศษ เสร็จ<noinclude></noinclude> i09x6ikzw1cnhvhgz5h0qc1ernj5h0y 293334 293333 2026-07-22T04:36:57Z Lunlumita 12009 293334 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๐}}</noinclude>สืบราชการเมืองตานี ทราบความว่าแขกเมืองตานีไม่คิดจะสู้ คิดจะหนีทั้งสิ้น นายจันทองได้บอกเรือกองทัพน่าซึ่งไปทอดอยู่ปากน้ำเมืองตานีให้ยิงปืนใหญ่ พวกแขกได้ยินเสียงปืน หนีออกจากค่ายปากน้ำเข้าในเมือง กองทัพน่าขึ้นชิงเอาค่ายปากน้ำเมืองตานีได้แล้ว แขกในเมืองตานีพาอพยพหนีไปเปนอันมาก รับสั่งว่าหลวงสุวรรณคิรี (บุญหุ้ย) อุส่าห์แต่งให้คนไปสืบราชการเมืองตานีได้ความชัดแจ้งดังนี้ สิ้นวิตก รับสั่งให้เร่งจัดแจงกองทัพลงไประดมตีเมืองตานีจับเอาตัวพระยาตานีให้จงได้ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กราบบังคมทูลว่าแขกเรือเมืองตานีซึ่งให้ขุนรองราชมนตรีคุมไว้นั้นพาเรือหนีไปได้ กับพระยาจะนะน้องพระยาพัทลุงคิดขบถมีหนังสือลับไปถึงพม่าข้าศึกให้ยกมาตีเมืองสงขลา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพัทลุงพี่ชายพระยาจะนะเปนตระลาการชำระ พระยาจะนะรับเปนสัตย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งให้ประหารชีวิตรเสียพร้อมด้วยขุนรองราชมนตรี แต่นายทิดเพ็ชรนั้นเข้าหาพระยากลาโหมราชเสนา ๆ กราบบังคมทูลขอรับพระราชทานโทษนายทิดเพ็ชรไว้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จยกทัพหลวงลงไปประทับอยู่เมืองตานี พวกกองทัพจับตัวพระยาตานีได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จำตัวพระยาตานีไว้ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พวกกองทัพเข็นปืนทองเหลืองใหญ่ในเมืองตานี ๒ บอกลงเรือรบ แต่ปืนกระบอกหนึ่งตกน้ำเสียที่ท่าน่าเมืองตานี ได้ไปแต่กระบอกเดียว คือปืนนางพระยาตานีเดี๋ยวนี้ ประทับอยู่เมืองตานีเดือนเศษ เสร็จ<noinclude></noinclude> rsz7u9xkqb20x5j3i4p3ffxexw21ogv 293335 293334 2026-07-22T04:37:27Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293335 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๔๐}}</noinclude>สืบราชการเมืองตานี ทราบความว่าแขกเมืองตานีไม่คิดจะสู้ คิดจะหนีทั้งสิ้น นายจันทองได้บอกเรือกองทัพน่าซึ่งไปทอดอยู่ปากน้ำเมืองตานีให้ยิงปืนใหญ่ พวกแขกได้ยินเสียงปืน หนีออกจากค่ายปากน้ำเข้าในเมือง กองทัพน่าขึ้นชิงเอาค่ายปากน้ำเมืองตานีได้แล้ว แขกในเมืองตานีพาอพยพหนีไปเปนอันมาก รับสั่งว่าหลวงสุวรรณคิรี (บุญหุ้ย) อุส่าห์แต่งให้คนไปสืบราชการเมืองตานีได้ความชัดแจ้งดังนี้ สิ้นวิตก รับสั่งให้เร่งจัดแจงกองทัพลงไประดมตีเมืองตานีจับเอาตัวพระยาตานีให้จงได้ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กราบบังคมทูลว่าแขกเรือเมืองตานีซึ่งให้ขุนรองราชมนตรีคุมไว้นั้นพาเรือหนีไปได้ กับพระยาจะนะน้องพระยาพัทลุงคิดขบถมีหนังสือลับไปถึงพม่าข้าศึกให้ยกมาตีเมืองสงขลา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพัทลุงพี่ชายพระยาจะนะเปนตระลาการชำระ พระยาจะนะรับเปนสัตย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งให้ประหารชีวิตรเสียพร้อมด้วยขุนรองราชมนตรี แต่นายทิดเพ็ชรนั้นเข้าหาพระยากลาโหมราชเสนา ๆ กราบบังคมทูลขอรับพระราชทานโทษนายทิดเพ็ชรไว้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จยกทัพหลวงลงไปประทับอยู่เมืองตานี พวกกองทัพจับตัวพระยาตานีได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จำตัวพระยาตานีไว้ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พวกกองทัพเข็นปืนทองเหลืองใหญ่ในเมืองตานี ๒ บอกลงเรือรบ แต่ปืนกระบอกหนึ่งตกน้ำเสียที่ท่าน่าเมืองตานี ได้ไปแต่กระบอกเดียว คือปืนนางพระยาตานีเดี๋ยวนี้ ประทับอยู่เมืองตานีเดือนเศษ เสร็จ<noinclude></noinclude> 0mriwlrefsh0f6xge4q6zu2kup5m3n1 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/54 250 80204 293336 292997 2026-07-22T04:50:49Z Lunlumita 12009 293336 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๑}}</noinclude>ราชการแล้วยกทัพหลวงเสด็จกลับเข้าไปกรุงเทพฯ ครั้งนั้นหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กับนายบุญเฮี้ยว นายบุญซิ้น ผู้น้องตามเสด็จเข้าไปณกรุงเทพฯ นายทิดเพ็ชรก็เข้าไปกับพระยากลาโหมราชเสนา ครั้นถึงกรุงเทพฯ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กับนายบุญเฮี้ยว นายบุญซิ้นผู้น้อง ขึ้นเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนให้หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) เปนพระยาสุวรรณคิรีสมบัติ ผู้ว่าราชการเมืองสงขลาให้นายบุญเฮี้ยวเปนพระอนันตสมบัติ ให้นายบุญซิ้นเปนพระพิเรนทรภักดี ให้นายเถี้ยนเส้งเปนพระสุนทรนุรักษ์ เปนผู้ช่วยราชการทั้ง ๓ คน แต่พระอนันตสมบัติ (บุญเฮี้ยว) นั้นโปรดเกล้าฯ ให้เปนผู้ว่าราชการเมืองจะนะด้วย แต่เมืองสงขลาให้ขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม พระยาสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กับพระอนันตสมบัติ พระพิเรนทร์ พระสุนทรนุรักษ์ กราบถวายบังคมลาพาบุตรภรรยากลับออกมาเมืองสงขลา ในปีวอกสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๕๐ ครั้นณปีจอโทศก พระอนันตสมบัติ (บุญเฮี้ยว) ถึงแก่กรรมที่เมืองจะนะ ได้ทำการเผาศพแลเชิญอัฐิมาฝังไว้ที่ริมเขาแหลมสน ทำเปนฮ่องสุยตามธรรมเนียมเสร็จแล้ว พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) มีใบบอกให้นายเถี้ยนจ๋งบุตรพระอนันตสมบัติ ถือเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า พระอนันตสมบัติ (บุญเฮี้ยว) ถึงแก่กรรม พระ อนันตสมบัติมีบุตรชาย ๓ คน บุตรที่ ๑ ชื่อเถี้ยนเจ๋ง บุตรที่ ๒ ชื่อเถี้ยนเส้ง บุตรที่ ๓ ชื่อเถี้ยนไล่ต่างมารดา พระยาสงขลา (บุญหุ้ย){{วว}}<noinclude></noinclude> 1gptcw4fbb0ce4tolayfu3iu98im0qv 293337 293336 2026-07-22T04:52:29Z Lunlumita 12009 293337 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๑}}</noinclude>ราชการแล้วยกทัพหลวงเสด็จกลับเข้าไปกรุงเทพฯ ครั้งนั้นหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กับนายบุญเฮี้ยวนายบุญซิ้นผู้น้อง ตามเสด็จเข้าไปณกรุงเทพฯ นายทิดเพ็ชรก็เข้าไปกับพระยากลาโหมราชเสนา ครั้นถึงกรุงเทพฯ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กับนายบุญเฮี้ยวนายบุญซิ้นผู้น้อง ขึ้นเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนให้หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) เปนพระยาสุวรรณคิรีสมบัติผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ให้นายบุญเฮี้ยวเปนพระอนันตสมบัติ ให้นายบุญซิ้นเปนพระพิเรนทรภักดี ให้นายเถี้ยนเส้งเปนพระสุนทรนุรักษ์ เปนผู้ช่วยราชการทั้ง ๓ คน แต่พระอนันตสมบัติ (บุญเฮี้ยว) นั้นโปรดเกล้าฯ ให้เปนผู้ว่าราชการเมืองจะนะด้วย แต่เมืองสงขลาให้ขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม พระยาสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กับพระอนันตสมบัติ พระพิเรนทร์ พระสุนทรนุรักษ์ กราบถวายบังคมลาพาบุตรภรรยากลับออกมาเมืองสงขลาในปีวอกสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๕๐ ครั้นณปีจอโทศก พระอนันตสมบัติ (บุญเฮี้ยว) ถึงแก่กรรมที่เมืองจะนะ ได้ทำการเผาศพแลเชิญอัฐิมาฝังไว้ที่ริมเขาแหลมสน ทำเปนฮ่องสุยตามธรรมเนียมเสร็จแล้ว พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) มีใบบอกให้นายเถี้ยนจ๋งบุตรพระอนันตสมบัติถือเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าพระอนันตสมบัติ (บุญเฮี้ยว) ถึงแก่กรรม พระอนันตสมบัติมีบุตรชาย ๓ คน บุตรที่ ๑ ชื่อเถี้ยนเจ๋ง บุตรที่ ๒ ชื่อเถี้ยนเส้ง บุตรที่ ๓ ชื่อเถี้ยนไล่ต่างมารดา พระยาสงขลา (บุญหุ้ย){{วว}}<noinclude></noinclude> dntxmxx715xpsl6zwfe8v2xxoe08j2q 293338 293337 2026-07-22T04:52:40Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293338 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๔๑}}</noinclude>ราชการแล้วยกทัพหลวงเสด็จกลับเข้าไปกรุงเทพฯ ครั้งนั้นหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กับนายบุญเฮี้ยวนายบุญซิ้นผู้น้อง ตามเสด็จเข้าไปณกรุงเทพฯ นายทิดเพ็ชรก็เข้าไปกับพระยากลาโหมราชเสนา ครั้นถึงกรุงเทพฯ หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กับนายบุญเฮี้ยวนายบุญซิ้นผู้น้อง ขึ้นเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนให้หลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) เปนพระยาสุวรรณคิรีสมบัติผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ให้นายบุญเฮี้ยวเปนพระอนันตสมบัติ ให้นายบุญซิ้นเปนพระพิเรนทรภักดี ให้นายเถี้ยนเส้งเปนพระสุนทรนุรักษ์ เปนผู้ช่วยราชการทั้ง ๓ คน แต่พระอนันตสมบัติ (บุญเฮี้ยว) นั้นโปรดเกล้าฯ ให้เปนผู้ว่าราชการเมืองจะนะด้วย แต่เมืองสงขลาให้ขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม พระยาสุวรรณคิรีสมบัติ (บุญหุ้ย) กับพระอนันตสมบัติ พระพิเรนทร์ พระสุนทรนุรักษ์ กราบถวายบังคมลาพาบุตรภรรยากลับออกมาเมืองสงขลาในปีวอกสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๕๐ ครั้นณปีจอโทศก พระอนันตสมบัติ (บุญเฮี้ยว) ถึงแก่กรรมที่เมืองจะนะ ได้ทำการเผาศพแลเชิญอัฐิมาฝังไว้ที่ริมเขาแหลมสน ทำเปนฮ่องสุยตามธรรมเนียมเสร็จแล้ว พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) มีใบบอกให้นายเถี้ยนจ๋งบุตรพระอนันตสมบัติถือเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าพระอนันตสมบัติ (บุญเฮี้ยว) ถึงแก่กรรม พระอนันตสมบัติมีบุตรชาย ๓ คน บุตรที่ ๑ ชื่อเถี้ยนเจ๋ง บุตรที่ ๒ ชื่อเถี้ยนเส้ง บุตรที่ ๓ ชื่อเถี้ยนไล่ต่างมารดา พระยาสงขลา (บุญหุ้ย){{วว}}<noinclude></noinclude> mixkbhf0tglnikkhiggag23y7lt8n69 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/55 250 80205 293339 292999 2026-07-22T04:54:47Z Lunlumita 12009 293339 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๒}}</noinclude>ขอพระราชทานถวายนายเถี้ยนจ๋งเปนมหาดเล็กทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ในกรุงเทพฯ นายเถี้ยนจ๋งบุตรพระอนันต์ (บุญเฮี้ยว) ก็ทำราชการเปนมหาดเล็กอยู่ณกรุงเทพฯ สืบต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ปฤกษากับข้าราชการว่า จะได้ผู้ใดเปนผู้ว่าราชการเมืองจะนะ พระยากลาโหมราชเสนากราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอรับพระราชทานให้นายทิดเพ็ชรเปนผู้ว่าราชการเมืองจะนะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้นายทิดเพ็ชรเปนพระมหานุภาพปราบสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองจะนะคุมเลขส่วยดีบุกเก้าหมวดขึ้นกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่เมืองจะนะให้อยู่ในบังคับเมืองสงขลาตามเดิม พระมหานุภาพปราบสงครามทิดเพ็ชร กราบถวายบังคมลาออกมาทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ณเมืองจะนะ {{ฟม}}ครั้นณปีกุญตรีศก ศักราช ๑๑๕๓ โต๊ะสาเหยดมาแต่ประเทศอินเดียเปนคนรู้เวทมนต์วิชาการต่าง ๆ ไปคบคิดกับพระยาตานีให้ยกทัพมาตีเมืองสงขลา ทัพพระยาตานียกมาตั้งอยู่ที่ริมเขาสะโมรง หลังเขาลูกช้าง พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เกณฑ์ไพร่ไปตั้งค่ายรับอยู่ริมคลองสะโมรง แล้วมีใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาขอกองทัพหลวงมาช่วยฉบับหนึ่ง มีหนังสือไปขอกองทัพเมืองนครศรีธรรมราชมาช่วยฉบับหนึ่ง เจ้าพระยานครศรีธรรมราชยกกองทัพมาตั้งค่ายอยู่ ณบ้านบ่อเตยค่ายหนึ่ง ให้มาตั้งอยู่ตำบลบ้านบ่อยางค่ายหนึ่ง เจ้า พระยานครศรีธรรมราช กับพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ปฤกษากำหนด<noinclude></noinclude> gzi9x2vd15w6hfy22rppjetd4cfqh9h 293340 293339 2026-07-22T04:57:00Z Lunlumita 12009 293340 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๒}}</noinclude>ขอพระราชทานถวายนายเถี้ยนจ๋งเปนมหาดเล็กทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ในกรุงเทพฯ นายเถี้ยนจ๋งบุตรพระอนันต์ (บุญเฮี้ยว) ก็ทำราชการเปนมหาดเล็กอยู่ณกรุงเทพฯ สืบต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ปฤกษากับข้าราชการว่าจะได้ผู้ใดเปนผู้ว่าราชการเมืองจะนะ พระยากลาโหมราชเสนากราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอรับพระราชทานให้นายทิดเพ็ชรเปนผู้ว่าราชการเมืองจะนะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้นายทิดเพ็ชรเปนพระมหานุภาพปราบสงครามผู้ว่าราชการเมืองจะนะคุมเลขส่วยดีบุกเก้าหมวดขึ้นกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่เมืองจะนะให้อยู่ในบังคับเมืองสงขลาตามเดิม พระมหานุภาพปราบสงครามทิดเพ็ชรกราบถวายบังคมลาออกมาทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ณเมืองจะนะ {{ฟม}}ครั้นณปีกุญตรีศก ศักราช ๑๑๕๓ โต๊ะสาเหยดมาแต่ประเทศอินเดียเปนคนรู้เวทมนต์วิชาการต่าง ๆ ไปคบคิดกับพระยาตานีให้ยกทัพมาตีเมืองสงขลา ทัพพระยาตานียกมาตั้งอยู่ที่ริมเขาสะโมรง หลังเขาลูกช้าง พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เกณฑ์ไพร่ไปตั้งค่ายรับอยู่ริมคลองสะโมรง แล้วมีใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาขอกองทัพหลวงมาช่วยฉบับหนึ่ง มีหนังสือไปขอกองทัพเมืองนครศรีธรรมราชมาช่วยฉบับหนึ่ง เจ้าพระยานครศรีธรรมราชยกกองทัพมาตั้งค่ายอยู่ ณบ้านบ่อเตยค่ายหนึ่ง ให้มาตั้งอยู่ตำบลบ้านบ่อยางค่ายหนึ่ง เจ้า พระยานครศรีธรรมราช กับพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ปฤกษากำหนด<noinclude></noinclude> j5g56h3r0urmaofu52ja68cb8ulmimx 293341 293340 2026-07-22T05:02:00Z Lunlumita 12009 293341 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๒}}</noinclude>ขอพระราชทานถวายนายเถี้ยนจ๋งเปนมหาดเล็กทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ในกรุงเทพฯ นายเถี้ยนจ๋งบุตรพระอนันต์ (บุญเฮี้ยว) ก็ทำราชการเปนมหาดเล็กอยู่ณกรุงเทพฯ สืบต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ปฤกษากับข้าราชการว่าจะได้ผู้ใดเปนผู้ว่าราชการเมืองจะนะ พระยากลาโหมราชเสนากราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอรับพระราชทานให้นายทิดเพ็ชรเปนผู้ว่าราชการเมืองจะนะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้นายทิดเพ็ชรเปนพระมหานุภาพปราบสงครามผู้ว่าราชการเมืองจะนะคุมเลขส่วยดีบุกเก้าหมวดขึ้นกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่เมืองจะนะให้อยู่ในบังคับเมืองสงขลาตามเดิม พระมหานุภาพปราบสงครามทิดเพ็ชรกราบถวายบังคมลาออกมาทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ณเมืองจะนะ {{ฟม}}ครั้นณปีกุญตรีศก ศักราช ๑๑๕๓ โต๊ะสาเหยดมาแต่ประเทศอินเดีย เปนคนรู้เวทมนต์วิชาการต่าง ๆ ไปคบคิดกับพระยาตานีให้ยกทัพมาตีเมืองสงขลา ทัพพระยาตานียกมาตั้งอยู่ที่ริมเขาสะโมรงหลังเขาลูกช้าง พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เกณฑ์ไพร่ไปตั้งค่ายรับอยู่ริมคลองสะโมรง แล้วมีใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาขอกองทัพหลวงมาช่วยฉบับหนึ่ง มีหนังสือไปขอกองทัพเมืองนครศรีธรรมราชมาช่วยฉบับหนึ่ง เจ้าพระยานครศรีธรรมราชยกกองทัพมาตั้งค่ายอยู่ ณบ้านบ่อเตยค่ายหนึ่ง ให้มาตั้งอยู่ตำบลบ้านบ่อยางค่ายหนึ่ง เจ้า พระยานครศรีธรรมราช กับพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ปฤกษากำหนด<noinclude></noinclude> bhwk55wbg38rrivcdvid4wdmp255dp1 293342 293341 2026-07-22T05:02:09Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293342 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๔๒}}</noinclude>ขอพระราชทานถวายนายเถี้ยนจ๋งเปนมหาดเล็กทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ในกรุงเทพฯ นายเถี้ยนจ๋งบุตรพระอนันต์ (บุญเฮี้ยว) ก็ทำราชการเปนมหาดเล็กอยู่ณกรุงเทพฯ สืบต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ปฤกษากับข้าราชการว่าจะได้ผู้ใดเปนผู้ว่าราชการเมืองจะนะ พระยากลาโหมราชเสนากราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอรับพระราชทานให้นายทิดเพ็ชรเปนผู้ว่าราชการเมืองจะนะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้นายทิดเพ็ชรเปนพระมหานุภาพปราบสงครามผู้ว่าราชการเมืองจะนะคุมเลขส่วยดีบุกเก้าหมวดขึ้นกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่เมืองจะนะให้อยู่ในบังคับเมืองสงขลาตามเดิม พระมหานุภาพปราบสงครามทิดเพ็ชรกราบถวายบังคมลาออกมาทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่ณเมืองจะนะ {{ฟม}}ครั้นณปีกุญตรีศก ศักราช ๑๑๕๓ โต๊ะสาเหยดมาแต่ประเทศอินเดีย เปนคนรู้เวทมนต์วิชาการต่าง ๆ ไปคบคิดกับพระยาตานีให้ยกทัพมาตีเมืองสงขลา ทัพพระยาตานียกมาตั้งอยู่ที่ริมเขาสะโมรงหลังเขาลูกช้าง พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เกณฑ์ไพร่ไปตั้งค่ายรับอยู่ริมคลองสะโมรง แล้วมีใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาขอกองทัพหลวงมาช่วยฉบับหนึ่ง มีหนังสือไปขอกองทัพเมืองนครศรีธรรมราชมาช่วยฉบับหนึ่ง เจ้าพระยานครศรีธรรมราชยกกองทัพมาตั้งค่ายอยู่ ณบ้านบ่อเตยค่ายหนึ่ง ให้มาตั้งอยู่ตำบลบ้านบ่อยางค่ายหนึ่ง เจ้า พระยานครศรีธรรมราช กับพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ปฤกษากำหนด<noinclude></noinclude> 52xfzq0eygiluzr5k6ittsr8csq4nk4 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/56 250 80206 293343 293001 2026-07-22T05:15:40Z Lunlumita 12009 293343 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๓}}</noinclude>วันจะเข้าตีค่ายโต๊ะสาเหยดให้พร้อมกันในวันนั้น พวกอ้ายโต๊ะสาเหยดยกอ้อมมาทางบางกะดาน ถึงน่าค่ายตำบลบ้านบ่อยาง พวกทัพเมืองนครศรีธรรมราชยิงปืนถูกพวก อ้ายโต๊ะสาเหยดตายประมาณสามร้อยคน พวกอ้ายโต๊ะสาเหยดก็ล่าทัพกลับไป กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา ไล่ตามไปทัน ได้รบกับพวกแขกถึงตลุมบอน พวกแขกแตกเข้าค่ายหลังเขาลูกช้าง อ้ายโต๊ะสาเหยดเศกน้ำมนต์โปรยอยู่ประตูค่าย กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา หักเข้าค่ายได้ ยิงอ้ายโต๊ะสาเหยดตายอยู่กับที่ พวกแขกก็ตายเปนอันมาก ที่เหลือตายก็แตกหนีไปสิ้น เจ้าพระยานครศรีธรรมราช พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ให้กองทัพยกตามไปตีเอาเมืองตานีกลับคืนได้ กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา ยกกลับมาถึงเมืองสงขลา ๔ วัน ๕ วัน กองทัพหลวงจึ่งยกออกมาถึง หาทันได้สู้รบกับแขกเมืองตานีไม่ พักกองทัพอยู่ในเรือน่าค่ายตำบลบ้านบ่อยางอยู่หลายเวลา พวกญวนในกองทัพวิวาททุบตีกันกับพวกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาไปห้ามปรามก็ไม่ทัน พวกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราชไปกราบเรียนเจ้าพระยานครว่าพวกญวนกองทัพเรือกระทำข่มเหงทุบตีพวกกองทัพเมืองนครเจ็บป่วยเปนหลายคน พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาดูอยู่ด้วยก็ไม่ห้ามปราม เจ้าพระยานครขัดเคืองกับพระยาสงขลาแลพระสุนทรนุรักษ์แต่นั้นมา กองทัพกรุงเทพฯ แลกองทัพเมืองนคร พักอยู่เมืองสงขลา ๗ เดือน จึ่งยกกองทัพกลับไป หลวงปลัด (อ้าย) เมืองสงขลาก็ตามเจ้าพระยา<noinclude></noinclude> jtsyq3x7imkg6cadwuqdfdyc5yjbwz2 293344 293343 2026-07-22T05:15:54Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293344 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๔๓}}</noinclude>วันจะเข้าตีค่ายโต๊ะสาเหยดให้พร้อมกันในวันนั้น พวกอ้ายโต๊ะสาเหยดยกอ้อมมาทางบางกะดาน ถึงน่าค่ายตำบลบ้านบ่อยาง พวกทัพเมืองนครศรีธรรมราชยิงปืนถูกพวก อ้ายโต๊ะสาเหยดตายประมาณสามร้อยคน พวกอ้ายโต๊ะสาเหยดก็ล่าทัพกลับไป กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา ไล่ตามไปทัน ได้รบกับพวกแขกถึงตลุมบอน พวกแขกแตกเข้าค่ายหลังเขาลูกช้าง อ้ายโต๊ะสาเหยดเศกน้ำมนต์โปรยอยู่ประตูค่าย กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา หักเข้าค่ายได้ ยิงอ้ายโต๊ะสาเหยดตายอยู่กับที่ พวกแขกก็ตายเปนอันมาก ที่เหลือตายก็แตกหนีไปสิ้น เจ้าพระยานครศรีธรรมราช พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ให้กองทัพยกตามไปตีเอาเมืองตานีกลับคืนได้ กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา ยกกลับมาถึงเมืองสงขลา ๔ วัน ๕ วัน กองทัพหลวงจึ่งยกออกมาถึง หาทันได้สู้รบกับแขกเมืองตานีไม่ พักกองทัพอยู่ในเรือน่าค่ายตำบลบ้านบ่อยางอยู่หลายเวลา พวกญวนในกองทัพวิวาททุบตีกันกับพวกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาไปห้ามปรามก็ไม่ทัน พวกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราชไปกราบเรียนเจ้าพระยานครว่าพวกญวนกองทัพเรือกระทำข่มเหงทุบตีพวกกองทัพเมืองนครเจ็บป่วยเปนหลายคน พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาดูอยู่ด้วยก็ไม่ห้ามปราม เจ้าพระยานครขัดเคืองกับพระยาสงขลาแลพระสุนทรนุรักษ์แต่นั้นมา กองทัพกรุงเทพฯ แลกองทัพเมืองนคร พักอยู่เมืองสงขลา ๗ เดือน จึ่งยกกองทัพกลับไป หลวงปลัด (อ้าย) เมืองสงขลาก็ตามเจ้าพระยา<noinclude></noinclude> rc4mseoc9n37neur0m9ntnkwwelu7bj หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/57 250 80207 293345 293003 2026-07-22T05:16:16Z Lunlumita 12009 293345 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๔}}</noinclude>นครไปเสียด้วย ในปีนั้นพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) กับเจ้าพระยานครเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพฯ เจ้าพระยานครกราบบังคมทูลกล่าวโทษพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ว่าทำข่มเหงกับเมืองไทรบุรี ยกเอาตำบลบ้านพะตงกับตำบลบ้านการำแขวงเมืองไทรบุรีเสีย แลยุให้พวกญวนกองทัพวิวาททุบตีพวกกองทัพเมืองนครศรี ธรรมราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งถามพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ตามคำเจ้าพระยานครศรีธรรมราชกราบทูลกล่าวโทษพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) กราบบังคมทูลว่า ที่ตำบลบ้านพะตงการำเปนที่เขตรแดนเมืองสงขลามาแต่เดิม พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) หาได้ทำข่มเหงกับเมืองไทรบุรีไม่ แลพวกญวนกองทัพหลวงทุบตีกับพวกเมืองนครศรีธรรมราชนั้นวิวาทกันขึ้นเอง พระยาสงขลาแลพระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการ เหลือสติกำลังที่จะห้ามปรามพวกกองทัพหลวง แลพวกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) แลพระสุนทรนุรักษ์จะได้ยุให้พวกกองทัพวิวาทกันนั้นหามิได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งว่า พวกกองทัพทั้งสองทัพไม่อยู่ใต้บังคับพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) วิวาทกันขึ้นเอง จะปรับโทษพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการนั้นไม่ชอบ ที่ตำบลบ้านพะตงการำนั้นถึงจะเปนเขตรเมืองไทรบุรีก็จริง แต่เมืองสงขลาตีเมืองไทรบุรีแลเมืองตานีได้ เมืองสงขลามีความชอบมาก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยกที่ตำบลบ้านพะตง ตำบลบ้านการำให้เปนเขตรแดนเมืองสงขลา ที่ตำบลบ้านพะตงการำจึ่งได้เปนแขวง<noinclude></noinclude> h1yfzyy7dxeekywtgmb4ddsggamo7sw 293346 293345 2026-07-22T05:25:00Z Lunlumita 12009 293346 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๔}}</noinclude>นครไปเสียด้วย ในปีนั้นพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) กับเจ้าพระยานครเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพฯ เจ้าพระยานครกราบบังคมทูลกล่าวโทษพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ว่าทำข่มเหงกับเมืองไทรบุรี ยกเอาตำบลบ้านพะตงกับตำบลบ้านการำแขวงเมืองไทรบุรีเสีย แลยุให้พวกญวนกองทัพวิวาททุบตีพวกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งถามพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ตามคำเจ้าพระยานครศรีธรรมราชกราบทูลกล่าวโทษ พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) กราบบังคมทูลว่าที่ตำบลบ้านพะตงการำเปนที่เขตรแดนเมืองสงขลามาแต่เดิม พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) หาได้ทำข่มเหงกับเมืองไทรบุรีไม่ แลพวกญวนกองทัพหลวงทุบตีกับพวกเมืองนครศรีธรรมราชนั้นวิวาทกันขึ้นเอง พระยาสงขลาแลพระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเหลือสติกำลังที่จะห้ามปรามพวกกองทัพหลวงแลพวกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) แลพระสุนทรนุรักษ์จะได้ยุให้พวกกองทัพวิวาทกันนั้นหามิได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งว่าพวกกองทัพทั้งสองทัพไม่อยู่ใต้บังคับพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) วิวาทกันขึ้นเอง จะปรับโทษพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการนั้นไม่ชอบ ที่ตำบลบ้านพะตงการำนั้นถึงจะเปนเขตรเมืองไทรบุรีก็จริง แต่เมืองสงขลาตีเมืองไทรบุรีแลเมืองตานีได้ เมืองสงขลามีความชอบมาก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยกที่ตำบลบ้านพะตง ตำบลบ้านการำให้เปนเขตรแดนเมืองสงขลา ที่ตำบลบ้านพะตงการำจึ่งได้เปนแขวง<noinclude></noinclude> mrjp5u6ylibwd1vl59kv5ouxa08oyqq 293347 293346 2026-07-22T05:25:10Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293347 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๔๔}}</noinclude>นครไปเสียด้วย ในปีนั้นพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) กับเจ้าพระยานครเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพฯ เจ้าพระยานครกราบบังคมทูลกล่าวโทษพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ว่าทำข่มเหงกับเมืองไทรบุรี ยกเอาตำบลบ้านพะตงกับตำบลบ้านการำแขวงเมืองไทรบุรีเสีย แลยุให้พวกญวนกองทัพวิวาททุบตีพวกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งถามพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ตามคำเจ้าพระยานครศรีธรรมราชกราบทูลกล่าวโทษ พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) กราบบังคมทูลว่าที่ตำบลบ้านพะตงการำเปนที่เขตรแดนเมืองสงขลามาแต่เดิม พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) หาได้ทำข่มเหงกับเมืองไทรบุรีไม่ แลพวกญวนกองทัพหลวงทุบตีกับพวกเมืองนครศรีธรรมราชนั้นวิวาทกันขึ้นเอง พระยาสงขลาแลพระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเหลือสติกำลังที่จะห้ามปรามพวกกองทัพหลวงแลพวกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) แลพระสุนทรนุรักษ์จะได้ยุให้พวกกองทัพวิวาทกันนั้นหามิได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งว่าพวกกองทัพทั้งสองทัพไม่อยู่ใต้บังคับพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) วิวาทกันขึ้นเอง จะปรับโทษพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการนั้นไม่ชอบ ที่ตำบลบ้านพะตงการำนั้นถึงจะเปนเขตรเมืองไทรบุรีก็จริง แต่เมืองสงขลาตีเมืองไทรบุรีแลเมืองตานีได้ เมืองสงขลามีความชอบมาก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยกที่ตำบลบ้านพะตง ตำบลบ้านการำให้เปนเขตรแดนเมืองสงขลา ที่ตำบลบ้านพะตงการำจึ่งได้เปนแขวง<noinclude></noinclude> 6wgbbv781cbq1s71zw45a7ikaxuycgy หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/58 250 80208 293348 293005 2026-07-22T05:27:08Z Lunlumita 12009 293348 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๕}}</noinclude>เมืองสงขลาแต่ครั้งนั้นสืบต่อมา แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เปนเจ้าพระยาอินทคิรี ศรีสมุทรสงครามรามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลายกเมืองสงขลาเปนเมืองเอกให้ขึ้นกับกรุงเทพฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยกเมืองไทรบุรี เมืองตานี เมืองตรังกานู ให้ขึ้นกับเมืองสงขลา เจ้าพระยาสงขลาอยู่ในกรุงเทพฯ ได้เก้าเดือน กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}ครั้นณปีฉลูเบญจศกศักราช ๑๑๕๕ พระจะนะทิดเพ็ชรถึงแก่กรรม เจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) มีใบบอกให้จีนเค่งซึ่งมาแต่เมืองชีจิวหู้เปนเพื่อนร่วมศุขทุกข์กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ถือเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาณกรุงเทพฯ ขอรับพระราชทานให้จีนเค่งเปนพระจะนะสืบต่อไป ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้จีนเค่งเปนพระมหานุภาพปราบสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองจะนะ พระจะนะ (เค่ง) ถวายจีนขวัญซ้ายบุตรที่หนึ่ง ให้ทำราชการ เปนมหาดเล็ก อยู่ณกรุงเทพฯ นายบัวแก้วบุตรพระจะนะ (ทิดเพ็ชร) เข้าไปทำราชการเปนมหาดเล็กอยู่ณกรุงเทพฯ พร้อมกับจีนขวัญซ้าย พระจะนะ (เค่ง) กลับออกมาว่าราชการเมืองจะนะ {{ฟม}}ครั้นณปีเถาะสัปตศก ศักราช ๑๑๕๗ อ้ายพม่าข้าศึกยกกองทัพเรือมาตีเมืองถลางแตก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาก) กับพระยาวิเศษโกษาเปนแม่ทัพ โปรดเกล้าฯ ให้นายเถี้ยนจ๋งมหาดเล็กบุตรพระอนันตสมบัติเปนหลวงนายฤทธิ์ ออก<noinclude></noinclude> 9vq1pwu8zf4v3aqpzc4e73ubhfmhvmt 293349 293348 2026-07-22T05:27:35Z Lunlumita 12009 293349 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๕}}</noinclude>เมืองสงขลาแต่ครั้งนั้นสืบต่อมา แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เปนเจ้าพระยาอินทคิรี ศรีสมุทรสงครามรามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ยกเมืองสงขลาเปนเมืองเอกให้ขึ้นกับกรุงเทพฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยกเมืองไทรบุรี เมืองตานี เมืองตรังกานู ให้ขึ้นกับเมืองสงขลา เจ้าพระยาสงขลาอยู่ในกรุงเทพฯ ได้เก้าเดือน กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}ครั้นณปีฉลูเบญจศกศักราช ๑๑๕๕ พระจะนะทิดเพ็ชรถึงแก่กรรม เจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) มีใบบอกให้จีนเค่งซึ่งมาแต่เมืองชีจิวหู้เปนเพื่อนร่วมศุขทุกข์กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ถือเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาณกรุงเทพฯ ขอรับพระราชทานให้จีนเค่งเปนพระจะนะสืบต่อไป ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้จีนเค่งเปนพระมหานุภาพปราบสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองจะนะ พระจะนะ (เค่ง) ถวายจีนขวัญซ้ายบุตรที่หนึ่ง ให้ทำราชการ เปนมหาดเล็ก อยู่ณกรุงเทพฯ นายบัวแก้วบุตรพระจะนะ (ทิดเพ็ชร) เข้าไปทำราชการเปนมหาดเล็กอยู่ณกรุงเทพฯ พร้อมกับจีนขวัญซ้าย พระจะนะ (เค่ง) กลับออกมาว่าราชการเมืองจะนะ {{ฟม}}ครั้นณปีเถาะสัปตศก ศักราช ๑๑๕๗ อ้ายพม่าข้าศึกยกกองทัพเรือมาตีเมืองถลางแตก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาก) กับพระยาวิเศษโกษาเปนแม่ทัพ โปรดเกล้าฯ ให้นายเถี้ยนจ๋งมหาดเล็กบุตรพระอนันตสมบัติเปนหลวงนายฤทธิ์ ออก<noinclude></noinclude> hpqda69p4omev8w7vh0icm4grcno1f9 293350 293349 2026-07-22T05:28:21Z Lunlumita 12009 293350 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๕}}</noinclude>เมืองสงขลาแต่ครั้งนั้นสืบต่อมา แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เปนเจ้าพระยาอินทคิรี ศรีสมุทรสงครามรามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ยกเมืองสงขลาเปนเมืองเอกให้ขึ้นกับกรุงเทพฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยกเมืองไทรบุรี เมืองตานี เมืองตรังกานู ให้ขึ้นกับเมืองสงขลา เจ้าพระยาสงขลาอยู่ในกรุงเทพฯ ได้เก้าเดือน กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}ครั้นณปีฉลูเบญจศก ศักราช ๑๑๕๕ พระจะนะทิดเพ็ชรถึงแก่กรรม เจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) มีใบบอกให้จีนเค่งซึ่งมาแต่เมืองชีจิวหู้ เปนเพื่อนร่วมศุขทุกข์กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ถือเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาณกรุงเทพฯ ขอรับพระราชทานให้จีนเค่งเปนพระจะนะสืบต่อไป ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้จีนเค่งเปนพระมหานุภาพปราบสงครามผู้ว่าราชการเมืองจะนะ พระจะนะ (เค่ง) ถวายจีนขวัญซ้ายบุตรที่หนึ่งให้ทำราชการเปนมหาดเล็กอยู่ณกรุงเทพฯ นายบัวแก้วบุตรพระจะนะ (ทิดเพ็ชร) เข้าไปทำราชการเปนมหาดเล็กอยู่ณกรุงเทพฯ พร้อมกับจีนขวัญซ้าย พระจะนะ (เค่ง) กลับออกมาว่าราชการเมืองจะนะ {{ฟม}}ครั้นณปีเถาะสัปตศก ศักราช ๑๑๕๗ อ้ายพม่าข้าศึกยกกองทัพเรือมาตีเมืองถลางแตก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาก) กับพระยาวิเศษโกษาเปนแม่ทัพ โปรดเกล้าฯ ให้นายเถี้ยนจ๋งมหาดเล็กบุตรพระอนันตสมบัติเปนหลวงนายฤทธิ์ ออก<noinclude></noinclude> 0bmw19w7aor4fty6o7iloe1dkpig9ce 293351 293350 2026-07-22T05:28:56Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293351 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๔๕}}</noinclude>เมืองสงขลาแต่ครั้งนั้นสืบต่อมา แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เปนเจ้าพระยาอินทคิรี ศรีสมุทรสงครามรามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ยกเมืองสงขลาเปนเมืองเอกให้ขึ้นกับกรุงเทพฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยกเมืองไทรบุรี เมืองตานี เมืองตรังกานู ให้ขึ้นกับเมืองสงขลา เจ้าพระยาสงขลาอยู่ในกรุงเทพฯ ได้เก้าเดือน กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}ครั้นณปีฉลูเบญจศก ศักราช ๑๑๕๕ พระจะนะทิดเพ็ชรถึงแก่กรรม เจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) มีใบบอกให้จีนเค่งซึ่งมาแต่เมืองชีจิวหู้ เปนเพื่อนร่วมศุขทุกข์กับหลวงสุวรรณคิรีสมบัติ (เหยี่ยง) ถือเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาณกรุงเทพฯ ขอรับพระราชทานให้จีนเค่งเปนพระจะนะสืบต่อไป ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้จีนเค่งเปนพระมหานุภาพปราบสงครามผู้ว่าราชการเมืองจะนะ พระจะนะ (เค่ง) ถวายจีนขวัญซ้ายบุตรที่หนึ่งให้ทำราชการเปนมหาดเล็กอยู่ณกรุงเทพฯ นายบัวแก้วบุตรพระจะนะ (ทิดเพ็ชร) เข้าไปทำราชการเปนมหาดเล็กอยู่ณกรุงเทพฯ พร้อมกับจีนขวัญซ้าย พระจะนะ (เค่ง) กลับออกมาว่าราชการเมืองจะนะ {{ฟม}}ครั้นณปีเถาะสัปตศก ศักราช ๑๑๕๗ อ้ายพม่าข้าศึกยกกองทัพเรือมาตีเมืองถลางแตก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาก) กับพระยาวิเศษโกษาเปนแม่ทัพ โปรดเกล้าฯ ให้นายเถี้ยนจ๋งมหาดเล็กบุตรพระอนันตสมบัติเปนหลวงนายฤทธิ์ ออก<noinclude></noinclude> 4hts8mmzoumg87z8pznk27scb45foyz หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/59 250 80209 293352 293007 2026-07-22T05:29:15Z Lunlumita 12009 293352 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๖}}</noinclude>มาในกองทัพเจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาก) ด้วย เจ้าพระยาพลเทพยกกองทัพเรือออกมาขึ้นเดินกองทัพที่เมืองชุมพรไปเมืองถลาง เจ้า พระยาพลเทพให้หลวงนายฤทธิ์ (เถี้ยนจ๋ง) เชิญท้องตราออกมาเมืองสงขลา ในท้องตราโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ยกกองทัพไปถ่วงเมืองไทรบุรีไว้ แล้วให้เกณฑ์ไพร่เมืองสงขลา เมืองจะนะ ให้หลวงนายฤทธิ์ยกไปช่วยตีเมืองถลาง เจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เกณฑ์ไพร่เมืองสงขลาได้เจ็ดร้อยคน ให้หลวงพลเปนนายทัพ เกณฑ์ไพร่เมืองจะนะได้สองร้อยคน ให้จีนขวัญซ้ายมหาดเล็กบุตรพระจะนะ (เค่ง) เปนนายทัพ รวมไพร่เมืองสงขลา เมืองจะนะเก้าร้อยคน มอบให้หลวงนายฤทธิ์ยกไปทางเมืองพัทลุงไปสมทบทัพเจ้าพระยาพลเทพที่เมืองตรัง แล้วเจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เกณฑ์ไพร่สองร้อยคน ให้หลวงจ่ามหาดไทยยกไปตั้งถ่วงเมืองไทรบุรีไว้ กองทัพเจ้าพระยาพลเทพกับพระยาวิเศษโกษา หลวงนายฤทธิ์ ยกไปถึงเมืองถลาง ได้ยกเข้าตีพวกพม่าข้าศึกแตกหนีกลับไป เจ้าพระยาพลเทพจัดราชการเมืองถลางอยู่ปี ๑ เสร็จราชการแล้วยกกองทัพมาเมืองสงขลาทางเมืองตรัง ครั้งนั้นด่าตูปักหลันเจ้าเมืองยิริงคิดขบถ เจ้าพระยาพลเทพจัดให้กองทัพเมืองพัทลุง เมืองสงขลา สมทบกับกองทัพหลวง ให้หลวงนายฤทธิ์เปนแม่ทัพยกออกไปตีเมืองยิริง หลวงนายฤทธิ์ยกกองทัพออกไปตีทัพด่าตูปักหลันเมืองยิริงถึงตลุมบอน จับตัวด่าตูได้ จึ่งได้แยกเมืองตานีออกเปน ๗ เมืองตามพระบรมราชานุญาต เหตุด้วยเมืองตานีเมืองเดียวมีกำลัง<noinclude></noinclude> gm0t9scmro4awvpy6ti1c8vcyfyaojc 293353 293352 2026-07-22T05:44:54Z Lunlumita 12009 293353 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๖}}</noinclude>มาในกองทัพเจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาก) ด้วย เจ้าพระยาพลเทพยกกองทัพเรือออกมาขึ้นเดินกองทัพที่เมืองชุมพรไปเมืองถลาง เจ้าพระยาพลเทพให้หลวงนายฤทธิ์ (เถี้ยนจ๋ง) เชิญท้องตราออกมาเมืองสงขลา ในท้องตราโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ยกกองทัพไปถ่วงเมืองไทรบุรีไว้ แล้วให้เกณฑ์ไพร่เมืองสงขลา เมืองจะนะ ให้หลวงนายฤทธิ์ยกไปช่วยตีเมืองถลาง เจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เกณฑ์ไพร่เมืองสงขลาได้เจ็ดร้อยคน ให้หลวงพลเปนนายทัพ เกณฑ์ไพร่เมืองจะนะได้สองร้อยคน ให้จีนขวัญซ้ายมหาดเล็กบุตรพระจะนะ (เค่ง) เปนนายทัพ รวมไพร่เมืองสงขลา เมืองจะนะ เก้าร้อยคน มอบให้หลวงนายฤทธิ์ยกไปทางเมืองพัทลุงไปสมทบทัพเจ้าพระยาพลเทพที่เมืองตรัง แล้วเจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เกณฑ์ไพร่สองร้อยคน ให้หลวงจ่ามหาดไทยยกไปตั้งถ่วงเมืองไทรบุรีไว้ กองทัพเจ้าพระยาพลเทพ กับพระยาวิเศษโกษา หลวงนายฤทธิ์ ยกไปถึงเมืองถลาง ได้ยกเข้าตีพวกพม่าข้าศึกแตกหนีกลับไป เจ้าพระยาพลเทพจัดราชการเมืองถลางอยู่ปี ๑ เสร็จราชการแล้วยกกองทัพมาเมืองสงขลาทางเมืองตรัง ครั้งนั้นด่าตูปักหลันเจ้าเมืองยิริงคิดขบถ เจ้าพระยาพลเทพจัดให้กองทัพเมืองพัทลุง เมืองสงขลา สมทบกับกองทัพหลวง ให้หลวงนายฤทธิ์เปนแม่ทัพยกออกไปตีเมืองยิริง หลวงนายฤทธิ์ยกกองทัพออกไปตีทัพด่าตูปักหลันเมืองยิริงถึงตลุมบอน จับตัวด่าตูได้ จึ่งได้แยกเมืองตานีออกเปน ๗ เมืองตามพระบรมราชานุญาต เหตุด้วยเมืองตานีเมืองเดียวมีกำลัง<noinclude></noinclude> b88hovhqwrbuqkwj9oot6w2ptx10dg7 293354 293353 2026-07-22T05:45:04Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293354 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๔๖}}</noinclude>มาในกองทัพเจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาก) ด้วย เจ้าพระยาพลเทพยกกองทัพเรือออกมาขึ้นเดินกองทัพที่เมืองชุมพรไปเมืองถลาง เจ้าพระยาพลเทพให้หลวงนายฤทธิ์ (เถี้ยนจ๋ง) เชิญท้องตราออกมาเมืองสงขลา ในท้องตราโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ยกกองทัพไปถ่วงเมืองไทรบุรีไว้ แล้วให้เกณฑ์ไพร่เมืองสงขลา เมืองจะนะ ให้หลวงนายฤทธิ์ยกไปช่วยตีเมืองถลาง เจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เกณฑ์ไพร่เมืองสงขลาได้เจ็ดร้อยคน ให้หลวงพลเปนนายทัพ เกณฑ์ไพร่เมืองจะนะได้สองร้อยคน ให้จีนขวัญซ้ายมหาดเล็กบุตรพระจะนะ (เค่ง) เปนนายทัพ รวมไพร่เมืองสงขลา เมืองจะนะ เก้าร้อยคน มอบให้หลวงนายฤทธิ์ยกไปทางเมืองพัทลุงไปสมทบทัพเจ้าพระยาพลเทพที่เมืองตรัง แล้วเจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เกณฑ์ไพร่สองร้อยคน ให้หลวงจ่ามหาดไทยยกไปตั้งถ่วงเมืองไทรบุรีไว้ กองทัพเจ้าพระยาพลเทพ กับพระยาวิเศษโกษา หลวงนายฤทธิ์ ยกไปถึงเมืองถลาง ได้ยกเข้าตีพวกพม่าข้าศึกแตกหนีกลับไป เจ้าพระยาพลเทพจัดราชการเมืองถลางอยู่ปี ๑ เสร็จราชการแล้วยกกองทัพมาเมืองสงขลาทางเมืองตรัง ครั้งนั้นด่าตูปักหลันเจ้าเมืองยิริงคิดขบถ เจ้าพระยาพลเทพจัดให้กองทัพเมืองพัทลุง เมืองสงขลา สมทบกับกองทัพหลวง ให้หลวงนายฤทธิ์เปนแม่ทัพยกออกไปตีเมืองยิริง หลวงนายฤทธิ์ยกกองทัพออกไปตีทัพด่าตูปักหลันเมืองยิริงถึงตลุมบอน จับตัวด่าตูได้ จึ่งได้แยกเมืองตานีออกเปน ๗ เมืองตามพระบรมราชานุญาต เหตุด้วยเมืองตานีเมืองเดียวมีกำลัง<noinclude></noinclude> 02be0lw9881nnh3bl9jhi46tod6y9r0 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/60 250 80210 293355 293009 2026-07-22T05:45:56Z Lunlumita 12009 293355 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๗}}</noinclude>มาก เมืองสงขลามีกำลังน้อย แล้วตั้งให้นายพ่ายทหารเอกเมืองสงขลาเปนผู้ว่าราชการเมืองยิริง จัดราชการแยกเมืองตานีอยู่ ๖ เดือน เสร็จราชการแล้ว ยกกองทัพพาตัวด่าตูกลับเข้ามาเมืองสงขลา เจ้าพระยาพลเทพ พระยาวิเศษโกษา หลวงนายฤทธิ์ ก็ยกกองทัพกลับเข้าไปกรุงเทพฯ เมืองสงขลาเปนปรกติไม่มีทัพศึกอยู่ ๒ ปี ในระหว่างเมืองสงขลาเปนปรกติอยู่ ๒ ปีนั้น เจ้าพระยาอินทคิรีได้สร้างพระอุโบสถวัดยางทองขึ้นอาราม ๑ โรงพระอุโบสถวัดมัชฌิมาวาศอาราม ๑ รวม ๒ อาราม แลเจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ฟากแหลมสน {{ฟม}}ศักราช ๑๑๗๑ ปีมเสงเอกศก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกสวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยได้เถลิงถวัลยราชสมบัติ ในจุลศักราช ๑๑๗๑ พม่ายกกองทัพเรือรวม ๒๐๐ ลำ มาตีเอาเมืองถลางได้อิก จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้า พระยายมราชยกกองทัพหลวงออกมาขึ้นเดินบกทางเมืองชุมพร แลโปรดเกล้าฯ ให้หลวงนายฤทธิ์เชิญท้องตราออกมาถึงเจ้าพระยาสงขลา ให้เจ้าพระยาสงขลายกกองทัพไปถ่วงเมืองไทรบุรีไว้ แลให้เกณฑ์ไพร่เมืองไทรยกไปสมทบทัพเจ้าพระยายมราชด้วย แลให้หลวงนายฤทธิ์คุมไพร่เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ยกไปสมทบทัพเจ้าพระยายมราชที่เมืองตรัง เจ้าพระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่พลเมืองให้หลวงนายฤทธิ์พันคน ยกไปเมืองตรังทางเมืองพัทลุง แลเกณฑ์ไพร่เมืองพัทลุง<noinclude></noinclude> a8rdb5j80h1tqnzyxqzhdh5ugcxoklv 293356 293355 2026-07-22T05:54:26Z Lunlumita 12009 293356 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๗}}</noinclude>มาก เมืองสงขลามีกำลังน้อย แล้วตั้งให้นายพ่ายทหารเอกเมืองสงขลาเปนผู้ว่าราชการเมืองยิริง จัดราชการแยกเมืองตานีอยู่ ๖ เดือน เสร็จราชการแล้ว ยกกองทัพพาตัวด่าตูกลับเข้ามาเมืองสงขลา เจ้าพระยาพลเทพ พระยาวิเศษโกษา หลวงนายฤทธิ์ ก็ยกกองทัพกลับเข้าไปกรุงเทพฯ เมืองสงขลาเปนปรกติไม่มีทัพศึกอยู่ ๒ ปี ในระหว่างเมืองสงขลาเปนปรกติอยู่ ๒ ปีนั้น เจ้าพระยาอินทคิรีได้สร้างพระอุโบสถวัดยางทองขึ้นอาราม ๑ โรงพระอุโบสถวัดมัชฌิมาวาศอาราม ๑ รวม ๒ อาราม แลเจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ฟากแหลมสน {{ฟม}}ศักราช ๑๑๗๑ ปีมเสงเอกศก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกสวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยได้เถลิงถวัลยราชสมบัติ ในจุลศักราช ๑๑๗๑ พม่ายกกองทัพเรือรวม ๒๐๐ ลำ มาตีเอาเมืองถลางได้อิก จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราชยกกองทัพหลวงออกมาขึ้นเดินบกทางเมืองชุมพร แลโปรดเกล้าฯ ให้หลวงนายฤทธิ์เชิญท้องตราออกมาถึงเจ้าพระยาสงขลาให้เจ้าพระยาสงขลายกกองทัพไปถ่วงเมืองไทรบุรีไว้ แลให้เกณฑ์ไพร่เมืองไทรยกไปสมทบทัพเจ้าพระยายมราชด้วย แลให้หลวงนายฤทธิ์คุมไพร่เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ยกไปสมทบทัพเจ้าพระยายมราชที่เมืองตรัง เจ้าพระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่พลเมืองให้หลวงนายฤทธิ์พันคน ยกไปเมืองตรังทางเมืองพัทลุง แลเกณฑ์ไพร่เมืองพัทลุง<noinclude></noinclude> rh50sslx796bqaiincaghbiytqomq16 293357 293356 2026-07-22T05:54:43Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293357 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๔๗}}</noinclude>มาก เมืองสงขลามีกำลังน้อย แล้วตั้งให้นายพ่ายทหารเอกเมืองสงขลาเปนผู้ว่าราชการเมืองยิริง จัดราชการแยกเมืองตานีอยู่ ๖ เดือน เสร็จราชการแล้ว ยกกองทัพพาตัวด่าตูกลับเข้ามาเมืองสงขลา เจ้าพระยาพลเทพ พระยาวิเศษโกษา หลวงนายฤทธิ์ ก็ยกกองทัพกลับเข้าไปกรุงเทพฯ เมืองสงขลาเปนปรกติไม่มีทัพศึกอยู่ ๒ ปี ในระหว่างเมืองสงขลาเปนปรกติอยู่ ๒ ปีนั้น เจ้าพระยาอินทคิรีได้สร้างพระอุโบสถวัดยางทองขึ้นอาราม ๑ โรงพระอุโบสถวัดมัชฌิมาวาศอาราม ๑ รวม ๒ อาราม แลเจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ฟากแหลมสน {{ฟม}}ศักราช ๑๑๗๑ ปีมเสงเอกศก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกสวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยได้เถลิงถวัลยราชสมบัติ ในจุลศักราช ๑๑๗๑ พม่ายกกองทัพเรือรวม ๒๐๐ ลำ มาตีเอาเมืองถลางได้อิก จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราชยกกองทัพหลวงออกมาขึ้นเดินบกทางเมืองชุมพร แลโปรดเกล้าฯ ให้หลวงนายฤทธิ์เชิญท้องตราออกมาถึงเจ้าพระยาสงขลาให้เจ้าพระยาสงขลายกกองทัพไปถ่วงเมืองไทรบุรีไว้ แลให้เกณฑ์ไพร่เมืองไทรยกไปสมทบทัพเจ้าพระยายมราชด้วย แลให้หลวงนายฤทธิ์คุมไพร่เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ยกไปสมทบทัพเจ้าพระยายมราชที่เมืองตรัง เจ้าพระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่พลเมืองให้หลวงนายฤทธิ์พันคน ยกไปเมืองตรังทางเมืองพัทลุง แลเกณฑ์ไพร่เมืองพัทลุง<noinclude></noinclude> 7wt6xnj1k7akiuk30kmtasgmz9w5oxx หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/61 250 80211 293358 293011 2026-07-22T05:55:04Z Lunlumita 12009 293358 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๘}}</noinclude>ไป ๕๐๐ คนด้วย แล้วเจ้าพระยาสงขลาคุมไพร่ ๔๐๐ คนยกไปตั้งอยู่ที่เมืองไทรบุรี แล้วเกณฑ์ไพร่เมืองไทร ๑๐๐๐ คน เรือ ๓๐ ลำ แต่งให้พระยาปลัดเมืองไทรเปนนายทัพ รีบยกไปสมทบกับเจ้าพระยายมราชที่เมืองตรัง เจ้าพระยายมราชรวมกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองไทร ได้พร้อมแล้วยกกองทัพไปตีเมืองถลาง อ้ายพม่าข้าศึกแตกหนีไป เจ้าพระยายมราชตีได้เมืองถลางคืน แล้วเกณฑ์ไพร่เมืองนคร เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ให้อยู่รักษาเมืองถลาง จัดราชการอยู่ ๓ ปี ราชการเรียบร้อยแล้วจึ่งได้ยกกองทัพกลับกรุงเทพฯ เมืองสงขลาไม่มีทัพศึกเปนปรกติอยู่ ๓ ปี เจ้าพระยาอินทคิรี ศรีสมุทสงคราม รามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา (บุญหุ้ย) ป่วยโรคชราถึงแก่ อสัญญกรรม ได้เปนผู้สำเร็จราชการเมืองมา ๓๔ ปี เจ้าพระยาอินทคิรีไม่มีบุตร จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงนายฤทธิ์ (เถี้ยนจ๋ง) บุตรพระอนันต์, (บุญเฮี้ยว) ซึ่งเปนหลานเจ้าพระยาอินทคิรี เปนพระยาวิเศษภักดี ศรีสุรสงคราม พระยาสงขลา แลโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้พระยาวิเศษภักดี เชิญตราตั้งออกมาพระราชทานให้พระภิรมย์สมบัติ (บุญซิ้น) ซึ่งเปนน้องต่างมารดาของเจ้าพระยาอินทคิรี เปนพระยาศรีสมบัติจางวาง พระราชทานให้นายเถี้ยนเส้ง น้องร่วมมารดากับพระยาวิเศษภักดีเปนพระสุนทรนุรักษ์ ครั้นณวันเดือนหกปีวอกจัตวาศก ศักราช ๑๑๗๔ ปี พระยาวิเศษภักดี พร้อม<noinclude></noinclude> cr5ka59wc0uorlugc07rhb30fsv9syk 293359 293358 2026-07-22T05:56:39Z Lunlumita 12009 293359 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๘}}</noinclude>ไป ๕๐๐ คนด้วย แล้วเจ้าพระยาสงขลาคุมไพร่ ๔๐๐ คนยกไปตั้งอยู่ที่เมืองไทรบุรี แล้วเกณฑ์ไพร่เมืองไทร ๑๐๐๐ คน เรือ ๓๐ ลำ แต่งให้พระยาปลัดเมืองไทรเปนนายทัพ รีบยกไปสมทบกับเจ้าพระยายมราชที่เมืองตรัง เจ้าพระยายมราชรวมกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองไทร ได้พร้อมแล้ว ยกกองทัพไปตีเมืองถลาง อ้ายพม่าข้าศึกแตกหนีไป เจ้าพระยายมราชตีได้เมืองถลางคืน แล้วเกณฑ์ไพร่เมืองนคร เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ให้อยู่รักษาเมืองถลาง จัดราชการอยู่ ๓ ปี ราชการเรียบร้อยแล้ว จึ่งได้ยกกองทัพกลับกรุงเทพฯ เมืองสงขลาไม่มีทัพศึกเปนปรกติอยู่ ๓ ปี เจ้าพระยาอินทคิรี ศรีสมุทสงครามรามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา (บุญหุ้ย) ป่วยโรคชราถึงแก่อสัญญกรรม ได้เปนผู้สำเร็จราชการเมืองมา ๓๔ ปี เจ้าพระยาอินทคิรีไม่มีบุตร จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงนายฤทธิ์ (เถี้ยนจ๋ง) บุตรพระอนันต์, (บุญเฮี้ยว) ซึ่งเปนหลานเจ้าพระยาอินทคิรี เปนพระยาวิเศษภักดี ศรีสุรสงคราม พระยาสงขลา แลโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้พระยาวิเศษภักดี เชิญตราตั้งออกมาพระราชทานให้พระภิรมย์สมบัติ (บุญซิ้น) ซึ่งเปนน้องต่างมารดาของเจ้าพระยาอินทคิรี เปนพระยาศรีสมบัติจางวาง พระราชทานให้นายเถี้ยนเส้งน้องร่วมมารดากับพระยาวิเศษภักดีเปนพระสุนทรนุรักษ์ ครั้นณวันเดือนหก ปีวอกจัตวาศก ศักราช ๑๑๗๔ ปี พระยาวิเศษภักดี พร้อม<noinclude></noinclude> grt7ianhd1b11yeca3jf76ps6v8b8di 293360 293359 2026-07-22T05:56:47Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293360 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๔๘}}</noinclude>ไป ๕๐๐ คนด้วย แล้วเจ้าพระยาสงขลาคุมไพร่ ๔๐๐ คนยกไปตั้งอยู่ที่เมืองไทรบุรี แล้วเกณฑ์ไพร่เมืองไทร ๑๐๐๐ คน เรือ ๓๐ ลำ แต่งให้พระยาปลัดเมืองไทรเปนนายทัพ รีบยกไปสมทบกับเจ้าพระยายมราชที่เมืองตรัง เจ้าพระยายมราชรวมกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองไทร ได้พร้อมแล้ว ยกกองทัพไปตีเมืองถลาง อ้ายพม่าข้าศึกแตกหนีไป เจ้าพระยายมราชตีได้เมืองถลางคืน แล้วเกณฑ์ไพร่เมืองนคร เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ให้อยู่รักษาเมืองถลาง จัดราชการอยู่ ๓ ปี ราชการเรียบร้อยแล้ว จึ่งได้ยกกองทัพกลับกรุงเทพฯ เมืองสงขลาไม่มีทัพศึกเปนปรกติอยู่ ๓ ปี เจ้าพระยาอินทคิรี ศรีสมุทสงครามรามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา (บุญหุ้ย) ป่วยโรคชราถึงแก่อสัญญกรรม ได้เปนผู้สำเร็จราชการเมืองมา ๓๔ ปี เจ้าพระยาอินทคิรีไม่มีบุตร จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงนายฤทธิ์ (เถี้ยนจ๋ง) บุตรพระอนันต์, (บุญเฮี้ยว) ซึ่งเปนหลานเจ้าพระยาอินทคิรี เปนพระยาวิเศษภักดี ศรีสุรสงคราม พระยาสงขลา แลโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้พระยาวิเศษภักดี เชิญตราตั้งออกมาพระราชทานให้พระภิรมย์สมบัติ (บุญซิ้น) ซึ่งเปนน้องต่างมารดาของเจ้าพระยาอินทคิรี เปนพระยาศรีสมบัติจางวาง พระราชทานให้นายเถี้ยนเส้งน้องร่วมมารดากับพระยาวิเศษภักดีเปนพระสุนทรนุรักษ์ ครั้นณวันเดือนหก ปีวอกจัตวาศก ศักราช ๑๑๗๔ ปี พระยาวิเศษภักดี พร้อม<noinclude></noinclude> arwesxa85m5elcgi8w78dtcad79qwe7 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/62 250 80212 293361 293013 2026-07-22T05:57:27Z Lunlumita 12009 293361 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๙}}</noinclude>ด้วยญาติพี่น้อง ได้จัดแจงเผาศพเจ้าพระยาอินทคิรีเสร็จแล้ว ได้เชิญอัฐไปทำฮ่องสุยตามธรรมเนียมจีนที่ริมเขาแหลมสน เคียงกับฮ่องสุยหลวงสงขลา (เหยี่ยง) {{ฟม}}ศักราช ๑๑๗๕ ปีรกาเบญจศก โปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุริยพาหจางวางกรมม้า เปนแม่กองออกมาสักเลขเมืองสงขลา ตั้งโรงสักที่ทุ่งบ่อเตย พระยาศรีสุริยพาหหลักเสขอยู่ ๒ ปี เสร็จการสักเลขแล้วกลับเข้าไปณกรุงเทพฯ ครั้งนั้นพระยาไทรเกิดขัดเคืองกับเมืองสงขลา จึ่งไปขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานครศรี ธรรมราช นำความขึ้นกราบบังคมทูลทรงทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้เมืองไทรขึ้นกับเมืองนครตามสมัค ในปีนั้นพระยาตรังกานูวิวาทขึ้นกับพระยากลันตัน ๆ จึ่งเข้ามาขอขึ้นอยู่กับเมืองสงขลาไม่สมัคจะขึ้นกับเมืองตรังกานูสืบไป พระยาวิเศษภักดี ตอบกับพระยา กลันตันว่ารับไว้ไม่ได้ ด้วยแต่ก่อนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรฯ โปรดเกล้าฯ ให้เมืองกลันตันขึ้นอยู่กับเมืองตรังกานู พระยากลันตันจึ่งเลยไปขอขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานครนำความขึ้นกราบบังคมทูลตามที่พระยาตรังกานู กับพระยา กลันตันวิวาทกัน โปรดเกล้าฯ ให้เมืองกลันตันขึ้นกับเมืองนครตามสมัค เมืองกลันตันจึ่งได้ขึ้นกับเมืองนครสืบต่อมา {{ฟม}}ครั้นณปีฉลูนพศก ศักราช ๑๑๗๙ พระยาวิเศษภักดี พระยาสงขลา เข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพฯ ให้พระยาศรีสมบัติจางวาง กับพระสุนทรนุรักษ์อยู่รักษาเมือง ครั้น<noinclude></noinclude> cys5c4jxjzkkpbwpfcz7ocfq81fdgew 293362 293361 2026-07-22T06:01:46Z Lunlumita 12009 293362 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๙}}</noinclude>ด้วยญาติพี่น้อง ได้จัดแจงเผาศพเจ้าพระยาอินทคิรีเสร็จแล้ว ได้เชิญอัฐไปทำฮ่องสุยตามธรรมเนียมจีนที่ริมเขาแหลมสน เคียงกับฮ่องสุยหลวงสงขลา (เหยี่ยง) {{ฟม}}ศักราช ๑๑๗๕ ปีรกาเบญจศก โปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุริยพาหจางวางกรมม้าเปนแม่กองออกมาสักเลขเมืองสงขลา ตั้งโรงสักที่ทุ่งบ่อเตย พระยาศรีสุริยพาหสักเลขอยู่ ๒ ปี เสร็จการสักเลขแล้วกลับเข้าไปณกรุงเทพฯ ครั้งนั้นพระยาไทรเกิดขัดเคืองกับเมืองสงขลา จึ่งไปขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานครศรีธรรมราชนำความขึ้นกราบบังคมทูลทรงทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้เมืองไทรขึ้นกับเมืองนครตามสมัค ในปีนั้นพระยาตรังกานูวิวาทขึ้นกับพระยากลันตัน ๆ จึ่งเข้ามาขอขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา ไม่สมัคจะขึ้นกับเมืองตรังกานูสืบไป พระยาวิเศษภักดีตอบกับพระยากลันตันว่ารับไว้ไม่ได้ ด้วยแต่ก่อนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรฯ โปรดเกล้าฯ ให้เมืองกลันตันขึ้นอยู่กับเมืองตรังกานู พระยากลันตันจึ่งเลยไปขอขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานครนำความขึ้นกราบบังคมทูลตามที่พระยาตรังกานูกับพระยา กลันตันวิวาทกัน โปรดเกล้าฯ ให้เมืองกลันตันขึ้นกับเมืองนครตามสมัค เมืองกลันตันจึ่งได้ขึ้นกับเมืองนครสืบต่อมา {{ฟม}}ครั้นณปีฉลูนพศก ศักราช ๑๑๗๙ พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลาเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพฯ ให้พระยาศรีสมบัติจางวางกับพระสุนทรนุรักษ์อยู่รักษาเมือง ครั้น<noinclude></noinclude> 2ucv8h3dqsofxai16r9mfcod231ifki 293363 293362 2026-07-22T06:01:57Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293363 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๔๙}}</noinclude>ด้วยญาติพี่น้อง ได้จัดแจงเผาศพเจ้าพระยาอินทคิรีเสร็จแล้ว ได้เชิญอัฐไปทำฮ่องสุยตามธรรมเนียมจีนที่ริมเขาแหลมสน เคียงกับฮ่องสุยหลวงสงขลา (เหยี่ยง) {{ฟม}}ศักราช ๑๑๗๕ ปีรกาเบญจศก โปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุริยพาหจางวางกรมม้าเปนแม่กองออกมาสักเลขเมืองสงขลา ตั้งโรงสักที่ทุ่งบ่อเตย พระยาศรีสุริยพาหสักเลขอยู่ ๒ ปี เสร็จการสักเลขแล้วกลับเข้าไปณกรุงเทพฯ ครั้งนั้นพระยาไทรเกิดขัดเคืองกับเมืองสงขลา จึ่งไปขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานครศรีธรรมราชนำความขึ้นกราบบังคมทูลทรงทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้เมืองไทรขึ้นกับเมืองนครตามสมัค ในปีนั้นพระยาตรังกานูวิวาทขึ้นกับพระยากลันตัน ๆ จึ่งเข้ามาขอขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา ไม่สมัคจะขึ้นกับเมืองตรังกานูสืบไป พระยาวิเศษภักดีตอบกับพระยากลันตันว่ารับไว้ไม่ได้ ด้วยแต่ก่อนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรฯ โปรดเกล้าฯ ให้เมืองกลันตันขึ้นอยู่กับเมืองตรังกานู พระยากลันตันจึ่งเลยไปขอขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานครนำความขึ้นกราบบังคมทูลตามที่พระยาตรังกานูกับพระยา กลันตันวิวาทกัน โปรดเกล้าฯ ให้เมืองกลันตันขึ้นกับเมืองนครตามสมัค เมืองกลันตันจึ่งได้ขึ้นกับเมืองนครสืบต่อมา {{ฟม}}ครั้นณปีฉลูนพศก ศักราช ๑๑๗๙ พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลาเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพฯ ให้พระยาศรีสมบัติจางวางกับพระสุนทรนุรักษ์อยู่รักษาเมือง ครั้น<noinclude></noinclude> 6fhbv407m11e11e7qznxfpf83lf1n4i หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/63 250 80213 293367 293015 2026-07-22T13:35:06Z Lunlumita 12009 293367 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๐}}</noinclude>ณเดือน ๖ ปีฉลูนพศก พระยาศรีสมบัติจางวางป่วยเปนไข้พิศม์ถึงแก่กรรม ครั้นพระยาวิเศษภักดีกลับออกมาถึงเมืองสงขลาป่วยเปนโบราณโรค ครั้นณวันเดือน ๓ ปีฉลูนพศก พระยาวิเศษภักดี พระยาสงขลาถึงแก่กรรม เปนผู้ว่าราชการเมืองอยู่ ๗ ปี พระสุนทร (เถี้ยนเส้ง) ให้หลวงพิทักษ์ราชาอยู่รักษาเมือง พระสุนทรนุรักษ์รีบเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพฯ จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้พระสุนทรนุรักษ์เปนผู้ว่าราชการเมืองสงขลา แลพระราชทานศิลาน่าเพลิงออกมาเผาศพพระยาศรีสมบัติจางวาง พระยาวิเศษภักดี พระยาสงขลาด้วย พระสุนทร (เถี้ยนเส้ง) นายพลพ่าย (บุญสัง) บุตรพระยาศรีสมบัติจางวาง กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสงขลาพร้อมกัน {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๗ ปีขาลสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๘๐ พระสุนทรนุรักษ์ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา พร้อมกับหมู่ญาติได้จัดการเผาศพพระยาศรีสมบัติจางวาง พระยาวิเศษภักดี พระยาสงขลาพร้อมกันเสร็จแล้ว ได้เชิญอัฐิพระยาศรีสมบัติจางวาง พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลา ไปทำฮ่องสุยไว้ณที่อันเดียวกันริมเขาแหลมสน พระยาวิเศษภักดี พระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) ได้เปนผู้สำเร็จราชการเมืองอยู่ ๗ ปี ได้สร้างโรงพระอุโบสถวัดสุวรรณคิรีอาราม ๑ ยังไม่ทันเสร็จ ในปีนั้นพระสุนทรนุรักษ์ กับนายพลพ่าย หลวงพิทักษ์ราชา นายแพะบุตรพระสุนทรนุรักษ์ พากันเข้าไปเฝ้าใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทถวายพระราชกุศล จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ{{วว}}<noinclude></noinclude> 7tkvc4us0dwjs11vzxn6xtm9pye5nd6 293368 293367 2026-07-22T13:39:46Z Lunlumita 12009 293368 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๐}}</noinclude>ณเดือน ๖ ปีฉลูนพศก พระยาศรีสมบัติจางวางป่วยเปนไข้พิศม์ถึงแก่กรรม ครั้นพระยาวิเศษภักดีกลับออกมาถึงเมืองสงขลา ป่วยเปนโบราณโรค ครั้นณวันเดือน ๓ ปีฉลูนพศก พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลาถึงแก่กรรม เปนผู้ว่าราชการเมืองอยู่ ๗ ปี พระสุนทร (เถี้ยนเส้ง) ให้หลวงพิทักษ์ราชาอยู่รักษาเมือง พระสุนทรนุรักษ์รีบเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพฯ จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้พระสุนทรนุรักษ์เปนผู้ว่าราชการเมืองสงขลา แลพระราชทานศิลาน่าเพลิงออกมาเผาศพพระยาศรีสมบัติจางวาง พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลาด้วย พระสุนทร (เถี้ยนเส้ง) นายพลพ่าย (บุญสัง) บุตรพระยาศรีสมบัติจางวาง กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสงขลาพร้อมกัน {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๗ ปีขาลสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๘๐ พระสุนทรนุรักษ์ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา พร้อมกับหมู่ญาติได้จัดการเผาศพพระยาศรีสมบัติจางวาง พระยาวิเศษภักดี พระยาสงขลาพร้อมกันเสร็จแล้ว ได้เชิญอัฐิพระยาศรีสมบัติจางวาง พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลา ไปทำฮ่องสุยไว้ณที่อันเดียวกันริมเขาแหลมสน พระยาวิเศษภักดี พระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) ได้เปนผู้สำเร็จราชการเมืองอยู่ ๗ ปี ได้สร้างโรงพระอุโบสถวัดสุวรรณคิรีอาราม ๑ ยังไม่ทันเสร็จ ในปีนั้นพระสุนทรนุรักษ์ กับนายพลพ่าย หลวงพิทักษ์ราชา นายแพะบุตรพระสุนทรนุรักษ์ พากันเข้าไปเฝ้าใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทถวายพระราชกุศล จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ{{วว}}<noinclude></noinclude> 6c1hbjym41fncgsgx1ov6bk8xugzibr 293369 293368 2026-07-22T13:40:46Z Lunlumita 12009 293369 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๐}}</noinclude>ณเดือน ๖ ปีฉลูนพศก พระยาศรีสมบัติจางวางป่วยเปนไข้พิศม์ถึงแก่กรรม ครั้นพระยาวิเศษภักดีกลับออกมาถึงเมืองสงขลา ป่วยเปนโบราณโรค ครั้นณวันเดือน ๓ ปีฉลูนพศก พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลาถึงแก่กรรม เปนผู้ว่าราชการเมืองอยู่ ๗ ปี พระสุนทร (เถี้ยนเส้ง) ให้หลวงพิทักษ์ราชาอยู่รักษาเมือง พระสุนทรนุรักษ์รีบเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพฯ จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้พระสุนทรนุรักษ์เปนผู้ว่าราชการเมืองสงขลา แลพระราชทานศิลาน่าเพลิงออกมาเผาศพพระยาศรีสมบัติจางวาง พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลาด้วย พระสุนทร (เถี้ยนเส้ง) นายพลพ่าย (บุญสัง) บุตรพระยาศรีสมบัติจางวาง กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสงขลาพร้อมกัน {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๗ ปีขาลสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๘๐ พระสุนทรนุรักษ์ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา พร้อมกับหมู่ญาติ ได้จัดการเผาศพพระยาศรีสมบัติจางวาง พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลา พร้อมกันเสร็จแล้ว ได้เชิญอัฐิพระยาศรีสมบัติจางวาง พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลา ไปทำฮ่องสุยไว้ณที่อันเดียวกันริมเขาแหลมสน พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) ได้เปนผู้สำเร็จราชการเมืองอยู่ ๗ ปี ได้สร้างโรงพระอุโบสถวัดสุวรรณคิรีอาราม ๑ ยังไม่ทันเสร็จ ในปีนั้นพระสุนทรนุรักษ์ กับนายพลพ่าย หลวงพิทักษ์ราชา นายแพะบุตรพระสุนทรนุรักษ์ พากันเข้าไปเฝ้าใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทถวายพระราชกุศล จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ{{วว}}<noinclude></noinclude> c1ux49di02158lwhwt9tbpkp3j03nq9 293370 293369 2026-07-22T13:40:57Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293370 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๕๐}}</noinclude>ณเดือน ๖ ปีฉลูนพศก พระยาศรีสมบัติจางวางป่วยเปนไข้พิศม์ถึงแก่กรรม ครั้นพระยาวิเศษภักดีกลับออกมาถึงเมืองสงขลา ป่วยเปนโบราณโรค ครั้นณวันเดือน ๓ ปีฉลูนพศก พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลาถึงแก่กรรม เปนผู้ว่าราชการเมืองอยู่ ๗ ปี พระสุนทร (เถี้ยนเส้ง) ให้หลวงพิทักษ์ราชาอยู่รักษาเมือง พระสุนทรนุรักษ์รีบเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพฯ จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้พระสุนทรนุรักษ์เปนผู้ว่าราชการเมืองสงขลา แลพระราชทานศิลาน่าเพลิงออกมาเผาศพพระยาศรีสมบัติจางวาง พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลาด้วย พระสุนทร (เถี้ยนเส้ง) นายพลพ่าย (บุญสัง) บุตรพระยาศรีสมบัติจางวาง กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสงขลาพร้อมกัน {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๗ ปีขาลสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๘๐ พระสุนทรนุรักษ์ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา พร้อมกับหมู่ญาติ ได้จัดการเผาศพพระยาศรีสมบัติจางวาง พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลา พร้อมกันเสร็จแล้ว ได้เชิญอัฐิพระยาศรีสมบัติจางวาง พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลา ไปทำฮ่องสุยไว้ณที่อันเดียวกันริมเขาแหลมสน พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) ได้เปนผู้สำเร็จราชการเมืองอยู่ ๗ ปี ได้สร้างโรงพระอุโบสถวัดสุวรรณคิรีอาราม ๑ ยังไม่ทันเสร็จ ในปีนั้นพระสุนทรนุรักษ์ กับนายพลพ่าย หลวงพิทักษ์ราชา นายแพะบุตรพระสุนทรนุรักษ์ พากันเข้าไปเฝ้าใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทถวายพระราชกุศล จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ{{วว}}<noinclude></noinclude> qsmx986ate7xfd57d36s1aso7uzftrf หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/64 250 80214 293371 293017 2026-07-22T13:41:29Z Lunlumita 12009 293371 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๑}}</noinclude>ตั้งให้พระสุนทรเปนพระยาวิเชียรคิรี ศรีสมุท วิสุทธิศักดา มหาพิไชยสงคราม รามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ ให้นายพลพ่าย (บุญสัง) เปนหลวงสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการ โปรดเกล้าฯ ให้หลวงพิทักษ์ราชาเปนพระพิเรนทรภักดี ผู้ช่วยราชการ โปรดเกล้าฯ ให้นายแพะเปนหลวงสมบัติภิรมย์ ผู้ช่วยราชการ กลับออกมารับราชการอยู่ที่เมืองสงขลา ภายหลังจึ่งโปรดเกล้าฯ ให้นายเหมเปนหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ ผู้ช่วยราชการ โปรดเกล้าฯ ให้นายยกเส่งเปนหลวงอุดมบริรักษ์ ผู้ช่วยราชการ โปรดเกล้าฯ ให้นายหมีเปนหลวงพิทักษ์สุนทร ผู้ช่วยราชการ {{ฟม}}ในปีขาลสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๘๐ นั้น พระยาถลางมีใบบอกเข้าไปณกรุงเทพฯ ว่า พม่ายกกองทัพมาตั้งต่อเรือที่เมืองมฤทเมืองตะนาวศรี แต่ไม่ทราบว่าจะไปตีเมืองใด จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรสำแดงคุมไพร่ ๒๐๐ คนยกออกมาตั้งอยู่ที่เมืองสงขลา ให้พระยาพิไชยสงครามคุมไพร่ ๒๐๐ คนออกมาตั้งอยู่ที่เมืองพัทลุง ให้พระยาวิชิตณรงค์คุมไพร่ ๒๐๐ คนออกมาตั้งอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ให้พระยากลาโหมราชเสนาคุมไพร่ ๕๐๐ คนออกมาตั้งอยู่ที่เมืองถลาง โปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์ไพร่เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ให้ข้าหลวงคุมไปตั้งต่อเรือรบอยู่ที่เมืองสตูลอิกกองหนึ่ง พระยาศรสำแดงข้าหลวงออกมาตั้งอยู่ที่เมืองสงขลา<noinclude></noinclude> lpxahptffail51yemjaujn7y862kq4h 293372 293371 2026-07-22T13:50:34Z Lunlumita 12009 293372 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๑}}</noinclude>ตั้งให้พระสุนทรเปนพระยาวิเชียรคิรี ศรีสมุท วิสุทธิศักดา มหาพิไชยสงคราม รามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ ให้นายพลพ่าย (บุญสัง) เปนหลวงสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการ โปรดเกล้าฯ ให้หลวงพิทักษ์ราชาเปนพระพิเรนทรภักดี ผู้ช่วยราชการ โปรดเกล้าฯ ให้นายแพะเปนหลวงสมบัติภิรมย์ ผู้ช่วยราชการ กลับออกมารับราชการอยู่ที่เมืองสงขลา ภายหลังจึ่งโปรดเกล้าฯ ให้นายเหมเปนหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ ผู้ช่วยราชการ โปรดเกล้าฯ ให้นายยกเส่งเปนหลวงอุดมบริรักษ์ ผู้ช่วยราชการ โปรดเกล้าฯ ให้นายหมีเปนหลวงพิทักษ์สุนทร ผู้ช่วยราชการ {{ฟม}}ในปีขาลสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๘๐ นั้น พระยาถลางมีใบบอกเข้าไปณกรุงเทพฯ ว่าพม่ายกกองทัพมาตั้งต่อเรือที่เมืองมฤท เมืองตะนาวศรี แต่ไม่ทราบว่าจะไปตีเมืองใด จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรสำแดงคุมไพร่ ๒๐๐ คนยกออกมาตั้งอยู่ที่เมืองสงขลา ให้พระยาพิไชยสงครามคุมไพร่ ๒๐๐ คนออกมาตั้งอยู่ที่เมืองพัทลุง ให้พระยาวิชิตณรงค์คุมไพร่ ๒๐๐ คนออกมาตั้งอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ให้พระยากลาโหมราชเสนาคุมไพร่ ๕๐๐ คนออกมาตั้งอยู่ที่เมืองถลาง โปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์ไพร่เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ให้ข้าหลวงคุมไปตั้งต่อเรือรบอยู่ที่เมืองสตูลอิกกองหนึ่ง พระยาศรสำแดงข้าหลวงออกมาตั้งอยู่ที่เมืองสงขลา<noinclude></noinclude> dyn6lv6kwqkvu7ym8cxmfwv2oefzlg0 293373 293372 2026-07-22T13:50:49Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293373 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๕๑}}</noinclude>ตั้งให้พระสุนทรเปนพระยาวิเชียรคิรี ศรีสมุท วิสุทธิศักดา มหาพิไชยสงคราม รามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ ให้นายพลพ่าย (บุญสัง) เปนหลวงสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการ โปรดเกล้าฯ ให้หลวงพิทักษ์ราชาเปนพระพิเรนทรภักดี ผู้ช่วยราชการ โปรดเกล้าฯ ให้นายแพะเปนหลวงสมบัติภิรมย์ ผู้ช่วยราชการ กลับออกมารับราชการอยู่ที่เมืองสงขลา ภายหลังจึ่งโปรดเกล้าฯ ให้นายเหมเปนหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ ผู้ช่วยราชการ โปรดเกล้าฯ ให้นายยกเส่งเปนหลวงอุดมบริรักษ์ ผู้ช่วยราชการ โปรดเกล้าฯ ให้นายหมีเปนหลวงพิทักษ์สุนทร ผู้ช่วยราชการ {{ฟม}}ในปีขาลสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๘๐ นั้น พระยาถลางมีใบบอกเข้าไปณกรุงเทพฯ ว่าพม่ายกกองทัพมาตั้งต่อเรือที่เมืองมฤท เมืองตะนาวศรี แต่ไม่ทราบว่าจะไปตีเมืองใด จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรสำแดงคุมไพร่ ๒๐๐ คนยกออกมาตั้งอยู่ที่เมืองสงขลา ให้พระยาพิไชยสงครามคุมไพร่ ๒๐๐ คนออกมาตั้งอยู่ที่เมืองพัทลุง ให้พระยาวิชิตณรงค์คุมไพร่ ๒๐๐ คนออกมาตั้งอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ให้พระยากลาโหมราชเสนาคุมไพร่ ๕๐๐ คนออกมาตั้งอยู่ที่เมืองถลาง โปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์ไพร่เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ให้ข้าหลวงคุมไปตั้งต่อเรือรบอยู่ที่เมืองสตูลอิกกองหนึ่ง พระยาศรสำแดงข้าหลวงออกมาตั้งอยู่ที่เมืองสงขลา<noinclude></noinclude> e3vvi8xpd9gbvgqxtl8uts106pbn4xo หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/65 250 80215 293374 293019 2026-07-22T13:51:05Z Lunlumita 12009 293374 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๒}}</noinclude>ปีหนึ่ง จึ่งเลิกกองทัพกลับเข้าไปณกรุงเทพฯ ในปีเถาะเอกศกศักราช ๑๑๘๑ {{ฟม}}ครั้นปิมโรงโทศก ศักราช ๑๑๘๒ บังเกิดความไข้อหิวาตกะโรค ราษฎรพลเมืองล้มตายเปนอันมาก ความไข้ตลอดมาจนถึงปีมเสงตรีศกจึ่งได้สงบ {{ฟม}}ในปีมเสงนี้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชเข้าไปณกรุงเทพฯ กราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า เจ้าพระยาไทรเปนคนดื้อดึง จะเอากิจราชการสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ไม่ได้ แลไม่ฟังบังคับบัญชาเมืองนครศรีธรรมราช ขอรับพระราชทานยกกองทัพไปตีเมืองไทรบุรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานครเปนแม่ทัพแลมีท้องตราออกมาเกณฑ์ไพร่เมืองนคร เมืองไชยา เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ให้ยกไปตีเมืองไทรบุรี เจ้าพระยานครเชิญท้องตราเปนแม่ทัพออกมาเกณฑ์ไพร่ได้พร้อมแล้วยกกองทัพไปตีเมืองไทรบุรี เจ้า พระยาไทรบุรีไม่ต่อสู้ ยกอพยพครอบครัวหนีไปอยู่เมืองเกาะหมาก กองทัพเจ้าพระยานครเข้าตั้งอยู่ในกลางเมืองไทรบุรี แล้วกวาดต้อนเอาครอบครัวราษฎรเมืองไทรส่งเข้าไปถวายณกรุงเทพฯ หลายร้อยครัว แล้วเจ้าพระยานครมีใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชทานให้นายแสงบุตรเจ้าพระยานคร เปนพระยาไทรบุรีด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีท้องตราออกมาตั้งนายแสงบุตรเจ้า พระยานคร ให้เปนตำแหน่งที่พระยาอภัยธิเบศร์ มหาประเทศราช<noinclude></noinclude> t5pi3to7wj5atgagv27ellcr070zis5 293375 293374 2026-07-22T14:08:56Z Lunlumita 12009 293375 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๒}}</noinclude>ปีหนึ่ง จึ่งเลิกกองทัพกลับเข้าไปณกรุงเทพฯ ในปีเถาะเอกศกศักราช ๑๑๘๑ {{ฟม}}ครั้นปีมโรงโทศก ศักราช ๑๑๘๒ บังเกิดความไข้อหิวาตกะโรค ราษฎรพลเมืองล้มตายเปนอันมาก ความไข้ตลอดมาจนถึงปีมเสงตรีศกจึ่งได้สงบ {{ฟม}}ในปีมเสงนี้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชเข้าไปณกรุงเทพฯ กราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเจ้าพระยาไทรเปนคนดื้อดึง จะเอากิจราชการสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ไม่ได้ แลไม่ฟังบังคับบัญชาเมืองนครศรีธรรมราช ขอรับพระราชทานยกกองทัพไปตีเมืองไทรบุรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานครเปนแม่ทัพ แลมีท้องตราออกมาเกณฑ์ไพร่เมืองนคร เมืองไชยา เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ให้ยกไปตีเมืองไทรบุรี เจ้าพระยานครเชิญท้องตราเปนแม่ทัพออกมาเกณฑ์ไพร่ได้พร้อมแล้ว ยกกองทัพไปตีเมืองไทรบุรี เจ้าพระยาไทรบุรีไม่ต่อสู้ ยกอพยพครอบครัวหนีไปอยู่เมืองเกาะหมาก กองทัพเจ้าพระยานครเข้าตั้งอยู่ในกลางเมืองไทรบุรี แล้วกวาดต้อนเอาครอบครัวราษฎรเมืองไทรส่งเข้าไปถวายณกรุงเทพฯ หลายร้อยครัว แล้วเจ้าพระยานครมีใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชทานให้นายแสงบุตรเจ้าพระยานครเปนพระยาไทรบุรีด้วย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีท้องตราออกมาตั้งนายแสงบุตรเจ้าพระยานครให้เปนตำแหน่งที่พระยาอภัยธิเบศร์ มหาประเทศราช<noinclude></noinclude> gqaji14qk6wrbcil8ajodlnovbmysrb 293376 293375 2026-07-22T14:09:09Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293376 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๕๒}}</noinclude>ปีหนึ่ง จึ่งเลิกกองทัพกลับเข้าไปณกรุงเทพฯ ในปีเถาะเอกศกศักราช ๑๑๘๑ {{ฟม}}ครั้นปีมโรงโทศก ศักราช ๑๑๘๒ บังเกิดความไข้อหิวาตกะโรค ราษฎรพลเมืองล้มตายเปนอันมาก ความไข้ตลอดมาจนถึงปีมเสงตรีศกจึ่งได้สงบ {{ฟม}}ในปีมเสงนี้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชเข้าไปณกรุงเทพฯ กราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเจ้าพระยาไทรเปนคนดื้อดึง จะเอากิจราชการสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ไม่ได้ แลไม่ฟังบังคับบัญชาเมืองนครศรีธรรมราช ขอรับพระราชทานยกกองทัพไปตีเมืองไทรบุรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานครเปนแม่ทัพ แลมีท้องตราออกมาเกณฑ์ไพร่เมืองนคร เมืองไชยา เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ให้ยกไปตีเมืองไทรบุรี เจ้าพระยานครเชิญท้องตราเปนแม่ทัพออกมาเกณฑ์ไพร่ได้พร้อมแล้ว ยกกองทัพไปตีเมืองไทรบุรี เจ้าพระยาไทรบุรีไม่ต่อสู้ ยกอพยพครอบครัวหนีไปอยู่เมืองเกาะหมาก กองทัพเจ้าพระยานครเข้าตั้งอยู่ในกลางเมืองไทรบุรี แล้วกวาดต้อนเอาครอบครัวราษฎรเมืองไทรส่งเข้าไปถวายณกรุงเทพฯ หลายร้อยครัว แล้วเจ้าพระยานครมีใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชทานให้นายแสงบุตรเจ้าพระยานครเปนพระยาไทรบุรีด้วย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีท้องตราออกมาตั้งนายแสงบุตรเจ้าพระยานครให้เปนตำแหน่งที่พระยาอภัยธิเบศร์ มหาประเทศราช<noinclude></noinclude> 5o2fkaamh2rzeb7ehucbib5kjlfsaf0 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/66 250 80216 293377 293021 2026-07-22T14:10:05Z Lunlumita 12009 293377 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๓}}</noinclude>ธิบดินทร์ อินทรไอสวรรย์ ขัณฑเสมา มาตยานุชิต สิทธิสงครามรามภักดี พิริยพาห พระยาไทรบุรี {{ฟม}}ครั้นณปีกุญนพศก ศักราช ๑๑๘๙ อ้ายอนุเวียงจันทร์เปนขบถ โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาเกณฑ์กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา เมืองพัทลุง พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ได้ ๑๐๐๐ เศษ รีบยกกองทัพเข้าไปถึงกรุงเทพฯ แต่ไม่ทันจะได้เข้ารบกับอ้ายอนุขบถ เพราะการสงบเรียบร้อยแล้ว จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลาทำป้อมที่เมืองสมุทปราการ พระยาสงขลาคุมไพร่ ๑๐๐๐ เศษ ทำป้อมอยู่ที่เมืองสมุทปราการปีหนึ่งจึ่งเสร็จราชการ แล้วกราบถวายบังคมลาออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}ครั้นณปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๙๐ โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาให้พระยาสงขลาต่อเรือศีศะง้าว ๓๐ ลำ พระยาสงขลาให้หลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการคุมไพร่ ๑๐๐๐ คนไปตั้งต่อเรืออยู่ที่เมืองเทพา แลในปีฉลูเอกศกนั้นฝนตกน้อย ราษฎรทำนาไม่ได้รับผล ราษฎรเกิดระส่ำระสายด้วยเข้าแพง พระยาสงขลาจึ่งให้เลิกการต่อเรือเสีย แลในปีขาลโทศกกำลังเข้าแพงอยู่นั้น โปรดเกล้าฯ ให้หมื่นสมันพันธูรเชิญท้องตราออกมาสักเลขเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลาเปนแม่กองตั้งโรงสักเลขที่ศาลากลาง ภายหลังโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงเสนา ๘ นายแต่ไม่ปรากฏนาม เชิญท้องตราออกมาประเมิลนา แลออกตราแดงให้แก่ราษฎรเปนครั้งแรก ในปีขาลโทศกนี้พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ ๑๐๐๐ คนไปต่อเรือที่เมือง<noinclude></noinclude> g9hll46rxs501ocsueiqz1jwwf0y707 293378 293377 2026-07-22T14:25:46Z Lunlumita 12009 293378 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๓}}</noinclude>ธิบดินทร์ อินทรไอสวรรย์ ขัณฑเสมา มาตยานุชิต สิทธิสงครามรามภักดี พิริยพาห พระยาไทรบุรี {{ฟม}}ครั้นณปีกุญนพศก ศักราช ๑๑๘๙ อ้ายอนุเวียงจันทร์เปนขบถ โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาเกณฑ์กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา เมืองพัทลุง พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ได้ ๑๐๐๐ เศษ รีบยกกองทัพเข้าไปถึงกรุงเทพฯ แต่ไม่ทันจะได้เข้ารบกับอ้ายอนุขบถ เพราะการสงบเรียบร้อยแล้ว จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลาทำป้อมที่เมืองสมุทปราการ พระยาสงขลาคุมไพร่ ๑๐๐๐ เศษทำป้อมอยู่ที่เมืองสมุทปราการปีหนึ่งจึ่งเสร็จราชการ แล้วกราบถวายบังคมลาออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}ครั้นณปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๙๐ โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาให้พระยาสงขลาต่อเรือศีศะง้าว ๓๐ ลำ พระยาสงขลาให้หลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการคุมไพร่ ๑๐๐๐ คนไปตั้งต่อเรืออยู่ที่เมืองเทพา แลในปีฉลูเอกศกนั้นฝนตกน้อย ราษฎรทำนาไม่ได้รับผล ราษฎรเกิดระส่ำระสายด้วยเข้าแพง พระยาสงขลาจึ่งให้เลิกการต่อเรือเสีย แลในปีขาลโทศกกำลังเข้าแพงอยู่นั้น โปรดเกล้าฯ ให้หมื่นสมันพันธูรเชิญท้องตราออกมาสักเลขเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลาเปนแม่กองตั้งโรงสักเลขที่ศาลากลาง ภายหลังโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงเสนา ๘ นายแต่ไม่ปรากฏนามเชิญท้องตราออกมาประเมิลนาแลออกตราแดงให้แก่ราษฎรเปนครั้งแรก ในปีขาลโทศกนี้พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ ๑๐๐๐ คนไปต่อเรือที่เมือง<noinclude></noinclude> 5k5ge91bivfbnp2yhzs3arme67k17cj 293379 293378 2026-07-22T14:25:57Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293379 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๕๓}}</noinclude>ธิบดินทร์ อินทรไอสวรรย์ ขัณฑเสมา มาตยานุชิต สิทธิสงครามรามภักดี พิริยพาห พระยาไทรบุรี {{ฟม}}ครั้นณปีกุญนพศก ศักราช ๑๑๘๙ อ้ายอนุเวียงจันทร์เปนขบถ โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาเกณฑ์กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา เมืองพัทลุง พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ได้ ๑๐๐๐ เศษ รีบยกกองทัพเข้าไปถึงกรุงเทพฯ แต่ไม่ทันจะได้เข้ารบกับอ้ายอนุขบถ เพราะการสงบเรียบร้อยแล้ว จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลาทำป้อมที่เมืองสมุทปราการ พระยาสงขลาคุมไพร่ ๑๐๐๐ เศษทำป้อมอยู่ที่เมืองสมุทปราการปีหนึ่งจึ่งเสร็จราชการ แล้วกราบถวายบังคมลาออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}ครั้นณปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๑๙๐ โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาให้พระยาสงขลาต่อเรือศีศะง้าว ๓๐ ลำ พระยาสงขลาให้หลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการคุมไพร่ ๑๐๐๐ คนไปตั้งต่อเรืออยู่ที่เมืองเทพา แลในปีฉลูเอกศกนั้นฝนตกน้อย ราษฎรทำนาไม่ได้รับผล ราษฎรเกิดระส่ำระสายด้วยเข้าแพง พระยาสงขลาจึ่งให้เลิกการต่อเรือเสีย แลในปีขาลโทศกกำลังเข้าแพงอยู่นั้น โปรดเกล้าฯ ให้หมื่นสมันพันธูรเชิญท้องตราออกมาสักเลขเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลาเปนแม่กองตั้งโรงสักเลขที่ศาลากลาง ภายหลังโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงเสนา ๘ นายแต่ไม่ปรากฏนามเชิญท้องตราออกมาประเมิลนาแลออกตราแดงให้แก่ราษฎรเปนครั้งแรก ในปีขาลโทศกนี้พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ ๑๐๐๐ คนไปต่อเรือที่เมือง<noinclude></noinclude> dsjih08dn948l2dyz5rwcajqhojec45 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/67 250 80217 293380 293023 2026-07-22T14:26:19Z Lunlumita 12009 293380 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๔}}</noinclude>เทพาอิก การต่อเรือยังไม่ทันเสร็จ ครั้นณวันเดือนหกปีเถาะตรีศก ตนกูเดนบุตรเจ้าพระยาไทร ซึ่งยกอพยพครอบครัวหนีไปอยู่เมืองเกาะหมาก คิดอ่านซ่องสุมผู้คนบ่าวไพร่ได้มากแล้วยกเข้าตีชิงเอาเมืองไทรบุรีคืนได้ แล้วรวบรวมคบคิดกับพระยาตานี พระยายิริง พระยายะลา ยกกองทัพมาตีเมืองสงขลา ตั้งค่ายอยู่ที่เขาลูกช้างแลบางกระดาน กองทัพเมืองสงขลาออกต่อสู้ต้านทานไว้เปนสามารถ ครั้นณวันเดือนห้าขึ้นค่ำหนึ่ง ศักราช ๑๑๙๔ ปีมโรงจัตวาศก โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลังที่สมุหพระกลาโหมเปนแม่ทัพ ยกกองทัพเรือออกมาถึงเมืองสงขลา ตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ตำบลบ้านบ่อพลับ พระยาตานี พระยายะลา พระยายิริง เห็นว่ากองทัพหลวงยกออกมาถึงเมืองสงขลา ก็พาอพยพครอบครัวหนีไปเมืองกลันตัน แต่พระยารามันห์ พระยาหนองจิก ยกครอบครัวหนีไปทางบก ไปอยู่ที่ตำบลบ้านนาที่บาโรมแขวงเมืองแประ เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่มีบัญชาสั่งให้พระยาสงขลายกกองทัพออกไปตีเมืองตานี เมืองหนองจิก แลให้พระสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการคุมไพร่ตามออกไปรวบรวมเสบียงอาหารไว้ที่เมืองตานี แล้วเจ้าพระยาพระคลังกับพระยานครศรีธรรมราชยกกองทัพหลวงออกไปตั้งอยู่ที่เมืองตานี โปรดให้หลวงสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการคุมไพร่ ๓๐๐๐ คนตามไปจับตัวพระยารามันห์ หลวงสุนทรนุรักษ์ คุมไพร่ตามไปจับตัวพระยารามันห์ได้ที่บ้านนาตำบลบาโรมแขวงเมืองแประได้สิ้นทั้งครอบครัว แต่พระยาหนองจิกออก<noinclude></noinclude> 66qplnv2ou7vcon9rhgd849id8ol16b 293381 293380 2026-07-22T14:36:06Z Lunlumita 12009 293381 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๔}}</noinclude>เทพาอิก การต่อเรือยังไม่ทันเสร็จ ครั้นณวันเดือนหก ปีเถาะตรีศก ตนกูเดนบุตรเจ้าพระยาไทรซึ่งยกอพยพครอบครัวหนีไปอยู่เมืองเกาะหมาก คิดอ่านซ่องสุมผู้คนบ่าวไพร่ได้มาก แล้วยกเข้าตีชิงเอาเมืองไทรบุรีคืนได้ แล้วรวบรวมคบคิดกับพระยาตานี พระยายิริง พระยายะลา ยกกองทัพมาตีเมืองสงขลา ตั้งค่ายอยู่ที่เขาลูกช้างแลบางกระดาน กองทัพเมืองสงขลาออกต่อสู้ต้านทานไว้เปนสามารถ ครั้นณวันเดือนห้า ขึ้นค่ำหนึ่ง ศักราช ๑๑๙๔ ปีมโรงจัตวาศก โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลังที่สมุหพระกลาโหมเปนแม่ทัพยกกองทัพเรือออกมาถึงเมืองสงขลา ตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ตำบลบ้านบ่อพลับ พระยาตานี พระยายะลา พระยายิริง เห็นว่ากองทัพหลวงยกออกมาถึงเมืองสงขลา ก็พาอพยพครอบครัวหนีไปเมืองกลันตัน แต่พระยารามันห์ พระยาหนองจิก ยกครอบครัวหนีไปทางบก ไปอยู่ที่ตำบลบ้านนาที่บาโรมแขวงเมืองแประ เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่มีบัญชาสั่งให้พระยาสงขลายกกองทัพออกไปตีเมืองตานี เมืองหนองจิก แลให้พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการคุมไพร่ตามออกไปรวบรวมเสบียงอาหารไว้ที่เมืองตานี แล้วเจ้าพระยาพระคลังกับพระยานครศรีธรรมราชยกกองทัพหลวงออกไปตั้งอยู่ที่เมืองตานี โปรดให้หลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการคุมไพร่ ๓๐๐๐ คนตามไปจับตัวพระยารามันห์ หลวงสุนทรนุรักษ์คุมไพร่ตามไปจับตัวพระยารามันห์ได้ที่บ้านนาตำบลบาโรมแขวงเมืองแประได้สิ้นทั้งครอบครัว แต่พระยาหนองจิกออก<noinclude></noinclude> 7lmg4u6drdbjkga58zb8ubba8cdhqcw 293382 293381 2026-07-22T14:36:16Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293382 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๕๔}}</noinclude>เทพาอิก การต่อเรือยังไม่ทันเสร็จ ครั้นณวันเดือนหก ปีเถาะตรีศก ตนกูเดนบุตรเจ้าพระยาไทรซึ่งยกอพยพครอบครัวหนีไปอยู่เมืองเกาะหมาก คิดอ่านซ่องสุมผู้คนบ่าวไพร่ได้มาก แล้วยกเข้าตีชิงเอาเมืองไทรบุรีคืนได้ แล้วรวบรวมคบคิดกับพระยาตานี พระยายิริง พระยายะลา ยกกองทัพมาตีเมืองสงขลา ตั้งค่ายอยู่ที่เขาลูกช้างแลบางกระดาน กองทัพเมืองสงขลาออกต่อสู้ต้านทานไว้เปนสามารถ ครั้นณวันเดือนห้า ขึ้นค่ำหนึ่ง ศักราช ๑๑๙๔ ปีมโรงจัตวาศก โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลังที่สมุหพระกลาโหมเปนแม่ทัพยกกองทัพเรือออกมาถึงเมืองสงขลา ตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ตำบลบ้านบ่อพลับ พระยาตานี พระยายะลา พระยายิริง เห็นว่ากองทัพหลวงยกออกมาถึงเมืองสงขลา ก็พาอพยพครอบครัวหนีไปเมืองกลันตัน แต่พระยารามันห์ พระยาหนองจิก ยกครอบครัวหนีไปทางบก ไปอยู่ที่ตำบลบ้านนาที่บาโรมแขวงเมืองแประ เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่มีบัญชาสั่งให้พระยาสงขลายกกองทัพออกไปตีเมืองตานี เมืองหนองจิก แลให้พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการคุมไพร่ตามออกไปรวบรวมเสบียงอาหารไว้ที่เมืองตานี แล้วเจ้าพระยาพระคลังกับพระยานครศรีธรรมราชยกกองทัพหลวงออกไปตั้งอยู่ที่เมืองตานี โปรดให้หลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการคุมไพร่ ๓๐๐๐ คนตามไปจับตัวพระยารามันห์ หลวงสุนทรนุรักษ์คุมไพร่ตามไปจับตัวพระยารามันห์ได้ที่บ้านนาตำบลบาโรมแขวงเมืองแประได้สิ้นทั้งครอบครัว แต่พระยาหนองจิกออก<noinclude></noinclude> 5o9zw7tixhfjrn0rh8n1j10pwj5vlqc หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/68 250 80218 293383 293025 2026-07-22T14:36:42Z Lunlumita 12009 293383 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๕}}</noinclude>ต่อสู้กับพวกทหารไทยตายเสียในที่รบ จับได้แต่บุตรภรรยาสมัคพรรคพวก แล้วตัดเอาศีศะพระยาหนองจิกมาส่งเจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ที่เมืองตานี เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ให้จำตัวพระยารามันห์เข้าไปณกรุงเทพฯ แต่บุตรภรรยาสมัคพรรคพวกพระยารามันห์นั้นให้กลับไปอยู่เมืองรามันห์ตามเดิม แต่สมัคพรรคพวกแลบุตรภรรยาครอบครัวพระยาหนองจิก พระยาตานีนั้น ให้ส่งเข้าไปณกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น จัดราชการเมืองตานี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองรามันห์ เปนปรกติเรียบร้อยแล้ว เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ยกกองทัพกลับเข้ามาพักอยู่ที่เมืองสงขลา แลได้สถาปนาพระเจดีย์ไว้บนยอดเขาเมืองแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว จึ่งยกกองทัพกลับเข้าไป ณกรุงเทพฯ {{ฟม}}ในปีเถาะนพศกฝนตกน้ำท่วมจนท้องนาของราษฎรทำนามิได้ผลรับประทานเลย ราษฎรได้ความเดือดร้อนในการที่ไม่มีอาหารรับประทานถึงแก่ล้มตายกลางถนน ที่ยกอพยพครอบครัวไปอยู่บ้านเมืองอื่นเสียโดยมาก เวลานั้นเข้าสารราคาเกวียนละ ๕๐๐ เหรียญก็ยังไม่มีที่จะซื้อ พระยาสงขลารีบเข้าไปกรุงเทพฯ นำความที่ราษฎรได้รับความเดือดร้อนไม่มีอาหารรับประทาน ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๓ ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว ขอรับพระราชทานซื้อเข้าสารออกมาเจือจานราษฎรในเมืองสงขลา ๑๐๐๐ เกวียน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยกภาษีเข้าสาร<noinclude></noinclude> 6l3r026y1391ibqt3sx08df28lvirng 293384 293383 2026-07-22T14:44:27Z Lunlumita 12009 293384 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๕}}</noinclude>ต่อสู้กับพวกทหารไทยตายเสียในที่รบ จับได้แต่บุตรภรรยาสมัคพรรคพวก แล้วตัดเอาศีศะพระยาหนองจิกมาส่งเจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ที่เมืองตานี เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ให้จำตัวพระยารามันห์เข้าไปณกรุงเทพฯ แต่บุตรภรรยาสมัคพรรคพวกพระยารามันห์นั้นให้กลับไปอยู่เมืองรามันห์ตามเดิม แต่สมัคพรรคพวกแลบุตรภรรยาครอบครัวพระยาหนองจิก พระยาตานีนั้น ให้ส่งเข้าไปณกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น จัดราชการเมืองตานี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองรามันห์ เปนปรกติเรียบร้อยแล้ว เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ยกกองทัพกลับเข้ามาพักอยู่ที่เมืองสงขลา แลได้สถาปนาพระเจดีย์ไว้บนยอดเขาเมืองแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว จึ่งยกกองทัพกลับเข้าไปณกรุงเทพฯ {{ฟม}}ในปีเถาะนพศก ฝนตกน้ำท่วมจนท้องนาของราษฎรทำนามิได้ผลรับประทานเลย ราษฎรได้ความเดือดร้อนในการที่ไม่มีอาหารรับประทานถึงแก่ล้มตายกลางถนน ที่ยกอพยพครอบครัวไปอยู่บ้านเมืองอื่นเสียโดยมาก เวลานั้นเข้าสารราคาเกวียนละ ๕๐๐ เหรียญก็ยังไม่มีที่จะซื้อ พระยาสงขลารีบเข้าไปกรุงเทพฯ นำความที่ราษฎรได้รับความเดือดร้อนไม่มีอาหารรับประทาน ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๓ ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว ขอรับพระราชทานซื้อเข้าสารออกมาเจือจานราษฎรในเมืองสงขลา ๑๐๐๐ เกวียน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยกภาษีเข้าสาร<noinclude></noinclude> gf2ltkpj8v5fq3ek51ae3qlu44miwd2 293385 293384 2026-07-22T14:45:16Z Lunlumita 12009 293385 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๕}}</noinclude>ต่อสู้กับพวกทหารไทยตายเสียในที่รบ จับได้แต่บุตรภรรยาสมัคพรรคพวก แล้วตัดเอาศีศะพระยาหนองจิกมาส่งเจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ที่เมืองตานี เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ให้จำตัวพระยารามันห์เข้าไปณกรุงเทพฯ แต่บุตรภรรยาสมัคพรรคพวกพระยารามันห์นั้นให้กลับไปอยู่เมืองรามันห์ตามเดิม แต่สมัคพรรคพวกแลบุตรภรรยาครอบครัวพระยาหนองจิก พระยาตานีนั้น ให้ส่งเข้าไปณกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น จัดราชการเมืองตานี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองรามันห์ เปนปรกติเรียบร้อยแล้ว เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ยกกองทัพกลับเข้ามาพักอยู่ที่เมืองสงขลา แลได้สถาปนาพระเจดีย์ไว้บนยอดเขาเมืองแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว จึ่งยกกองทัพกลับเข้าไปณกรุงเทพฯ {{ฟม}}ในปีเถาะนพศก ฝนตกน้ำท่วมจนท้องนาของราษฎรทำนามิได้ผลรับประทานเลย ราษฎรได้ความเดือดร้อนในการที่ไม่มีอาหารรับประทานถึงแก่ล้มตายกลางถนน ที่ยกอพยพครอบครัวไปอยู่บ้านเมืองอื่นเสียโดยมาก เวลานั้นเข้าสารราคาเกวียนละ ๕๐๐ เหรียญก็ยังไม่มีที่จะซื้อ พระยาสงขลารีบเข้าไปกรุงเทพฯ นำความที่ราษฎรได้รับความเดือดร้อนไม่มีอาหารรับประทานขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๓ ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท แล้วขอรับพระราชทานซื้อเข้าสารออกมาเจือจานราษฎรในเมืองสงขลา ๑๐๐๐ เกวียน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยกภาษีเข้าสาร<noinclude></noinclude> 7e9o5710jio1egotr407g6uwd0vr7sr 293386 293385 2026-07-22T14:45:25Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293386 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๕๕}}</noinclude>ต่อสู้กับพวกทหารไทยตายเสียในที่รบ จับได้แต่บุตรภรรยาสมัคพรรคพวก แล้วตัดเอาศีศะพระยาหนองจิกมาส่งเจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ที่เมืองตานี เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ให้จำตัวพระยารามันห์เข้าไปณกรุงเทพฯ แต่บุตรภรรยาสมัคพรรคพวกพระยารามันห์นั้นให้กลับไปอยู่เมืองรามันห์ตามเดิม แต่สมัคพรรคพวกแลบุตรภรรยาครอบครัวพระยาหนองจิก พระยาตานีนั้น ให้ส่งเข้าไปณกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น จัดราชการเมืองตานี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองรามันห์ เปนปรกติเรียบร้อยแล้ว เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ยกกองทัพกลับเข้ามาพักอยู่ที่เมืองสงขลา แลได้สถาปนาพระเจดีย์ไว้บนยอดเขาเมืองแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว จึ่งยกกองทัพกลับเข้าไปณกรุงเทพฯ {{ฟม}}ในปีเถาะนพศก ฝนตกน้ำท่วมจนท้องนาของราษฎรทำนามิได้ผลรับประทานเลย ราษฎรได้ความเดือดร้อนในการที่ไม่มีอาหารรับประทานถึงแก่ล้มตายกลางถนน ที่ยกอพยพครอบครัวไปอยู่บ้านเมืองอื่นเสียโดยมาก เวลานั้นเข้าสารราคาเกวียนละ ๕๐๐ เหรียญก็ยังไม่มีที่จะซื้อ พระยาสงขลารีบเข้าไปกรุงเทพฯ นำความที่ราษฎรได้รับความเดือดร้อนไม่มีอาหารรับประทานขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๓ ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท แล้วขอรับพระราชทานซื้อเข้าสารออกมาเจือจานราษฎรในเมืองสงขลา ๑๐๐๐ เกวียน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยกภาษีเข้าสาร<noinclude></noinclude> sirgl0ing4th9j12qiihxo5otvmwkf2 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/69 250 80219 293387 293027 2026-07-22T14:45:47Z Lunlumita 12009 293387 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๖}}</noinclude>ให้แก่พระยาสงขลา ๆ กราบถวายบังคมลาออกมาถึงเมืองสงขลาในเดือนยี่ปีมโรงจัตวาศก {{ฟม}}ครั้นณปีมเสงเบญจศก ศักราช ๑๑๙๕ พระยาสงขลาให้หลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการ คุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการแลเงินส่วยต่าง ๆ เข้าไปทูลกล้าฯ ถวาย พณหัวเจ้าท่านสมุหพระกลาโหม เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ นำหลวงสุนทรนุรักษ์เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายต้นไม้ทองเงิน แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า หลวงสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลามีความชอบมาก ด้วยได้ยกทัพติดตามจับตัวพระยารามันห์ แลครอบครัวพระยาหนองจิกได้ในแขวงเมืองแประ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้หลวงสุนทรนุรักษ์ เปนพระสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา พระสุนทรนุรักษ์กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}ครั้นณปีวอกอัฐศก ศักราช ๑๑๙๘ โปรดเกล้าฯ มีท้องตรา ออกมาให้พระยาสงขลาก่อป้อมกำแพงเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ พระราชทานยกเงินภาษีอากรเมืองสงขลาให้ ๑๐๐ ชั่ง พระยาสงขลาก็กะเกณฑ์ไพร่ลงมือก่อป้อมแลกำแพงเมืองยังไม่ทันเสร็จ ในปีนั้นพระยาสงขลาพาพระยาตานี พระยายิริง พระยาสายบุรี พระยายะลา พระยาระแงะ พระยารามันห์ เข้าไปเฝ้าในงานถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระพันปีหลวง เจ้าพระยานครศรีธรรมราชก็เข้าไปเฝ้าพร้อมกัน {{มปก}}<noinclude></noinclude> 9raww55yvf3lgmosuvzcthsmchh06my 293388 293387 2026-07-22T14:52:09Z Lunlumita 12009 293388 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๖}}</noinclude>ให้แก่พระยาสงขลา ๆ กราบถวายบังคมลาออกมาถึงเมืองสงขลาในเดือนยี่ปีมโรงจัตวาศก {{ฟม}}ครั้นณปีมเสงเบญจศก ศักราช ๑๑๙๕ พระยาสงขลาให้หลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการคุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการแลเงินส่วยต่าง ๆ เข้าไปทูลกล้าฯ ถวาย พณหัวเจ้าท่านสมุหพระกลาโหม เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ นำหลวงสุนทรนุรักษ์เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายต้นไม้ทองเงิน แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าหลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลามีความชอบมาก ด้วยได้ยกทัพติดตามจับตัวพระยารามันห์ แลครอบครัวพระยาหนองจิกได้ในแขวงเมืองแประ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้หลวงสุนทรนุรักษ์เปนพระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา พระสุนทรนุรักษ์กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}ครั้นณปีวอกอัฐศก ศักราช ๑๑๙๘ โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาให้พระยาสงขลาก่อป้อมกำแพงเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ พระราชทานยกเงินภาษีอากรเมืองสงขลาให้ ๑๐๐ ชั่ง พระยาสงขลาก็กะเกณฑ์ไพร่ลงมือก่อป้อมแลกำแพงเมืองยังไม่ทันเสร็จ ในปีนั้นพระยาสงขลาพาพระยาตานี พระยายิริง พระยาสายบุรี พระยายะลา พระยาระแงะ พระยารามันห์ เข้าไปเฝ้าในงานถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระพันปีหลวง เจ้าพระยานครศรีธรรมราชก็เข้าไปเฝ้าพร้อมกัน {{มปก}}<noinclude></noinclude> q19vifqiigypa2bz88ar51r567v2q4x 293389 293388 2026-07-22T14:52:39Z Lunlumita 12009 293389 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๖}}</noinclude>ให้แก่พระยาสงขลา ๆ กราบถวายบังคมลาออกมาถึงเมืองสงขลาในเดือนยี่ปีมโรงจัตวาศก {{ฟม}}ครั้นณปีมเสงเบญจศก ศักราช ๑๑๙๕ พระยาสงขลาให้หลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการคุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการแลเงินส่วยต่าง ๆ เข้าไปทูลกล้าฯ ถวาย พณหัวเจ้าท่านสมุหพระกลาโหม เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ นำหลวงสุนทรนุรักษ์เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายต้นไม้ทองเงิน แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าหลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลามีความชอบมาก ด้วยได้ยกทัพติดตามจับตัวพระยารามันห์ แลครอบครัวพระยาหนองจิกได้ในแขวงเมืองแประ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้หลวงสุนทรนุรักษ์เปนพระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา พระสุนทรนุรักษ์กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}ครั้นณปีวอกอัฐศก ศักราช ๑๑๙๘ โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาให้พระยาสงขลาก่อป้อมกำแพงเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ พระราชทานยกเงินภาษีอากรเมืองสงขลาให้ ๑๐๐ ชั่ง พระยาสงขลาก็กะเกณฑ์ไพร่ลงมือก่อป้อมแลกำแพงเมืองยังไม่ทันเสร็จ ในปีนั้นพระยาสงขลาพาพระยาตานี พระยายิริง พระยาสายบุรี พระยายะลา พระยาระแงะ พระยารามันห์ เข้าไปเฝ้าในงานถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระพันปีหลวง เจ้าพระยานครศรีธรรมราชก็เข้าไปเฝ้าพร้อมกัน {{มปก}}<noinclude></noinclude> m7rp7g9azenagpsjkgaew04ocqptf70 293390 293389 2026-07-22T14:52:49Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293390 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๕๖}}</noinclude>ให้แก่พระยาสงขลา ๆ กราบถวายบังคมลาออกมาถึงเมืองสงขลาในเดือนยี่ปีมโรงจัตวาศก {{ฟม}}ครั้นณปีมเสงเบญจศก ศักราช ๑๑๙๕ พระยาสงขลาให้หลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการคุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการแลเงินส่วยต่าง ๆ เข้าไปทูลกล้าฯ ถวาย พณหัวเจ้าท่านสมุหพระกลาโหม เจ้าพระยาพระคลังแม่ทัพใหญ่ นำหลวงสุนทรนุรักษ์เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายต้นไม้ทองเงิน แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าหลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลามีความชอบมาก ด้วยได้ยกทัพติดตามจับตัวพระยารามันห์ แลครอบครัวพระยาหนองจิกได้ในแขวงเมืองแประ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้หลวงสุนทรนุรักษ์เปนพระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา พระสุนทรนุรักษ์กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสงขลา {{ฟม}}ครั้นณปีวอกอัฐศก ศักราช ๑๑๙๘ โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาให้พระยาสงขลาก่อป้อมกำแพงเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ พระราชทานยกเงินภาษีอากรเมืองสงขลาให้ ๑๐๐ ชั่ง พระยาสงขลาก็กะเกณฑ์ไพร่ลงมือก่อป้อมแลกำแพงเมืองยังไม่ทันเสร็จ ในปีนั้นพระยาสงขลาพาพระยาตานี พระยายิริง พระยาสายบุรี พระยายะลา พระยาระแงะ พระยารามันห์ เข้าไปเฝ้าในงานถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระพันปีหลวง เจ้าพระยานครศรีธรรมราชก็เข้าไปเฝ้าพร้อมกัน {{มปก}}<noinclude></noinclude> f6ith76i0qtxwbozx250q00680sxfjp หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/70 250 80220 293391 293029 2026-07-22T14:53:12Z Lunlumita 12009 293391 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๗}}</noinclude>{{ฟม}}ในศักราช ๑๒๐๐ ปีนั้น ตนกูหมัดสะวะหลานเจ้าพระยาไทรบุรี ซึ่งหนีไปอยู่เมืองเกาะหมากแต่ครั้งก่อน ซ่องสุมสมัคพรรคพวกได้แล้วยกเข้ามาตีชิงเอาเมืองไทรบุรีได้อิก พระยาอภัยธิเบศร์ พระยาไทรบุรี บุตรเจ้าพระยานครทานกำลังตนกูหมัดสะวะไม่ได้ ก็ยกครอบครัวล่าถอยเข้ามาตั้งอยู่ที่ตำบลท่าหาดใหญ่แขวงเมืองสงขลา พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาแต่งให้ขุนต่างตาคุมไพร่ ๕๐๐ คน ไปตั้งค่ายมั่นรักษาอยู่ที่พะตงที่การำริมเขตรแดนเมืองไทรบุรี แล้วรีบแต่งให้เรือศีศะฉลอมถือใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ตนกูหมัดสะวะหลานเจ้าพระยาไทรบุรี ซึ่งหนีออกไปอยู่เมืองเกาะหมากแต่ก่อน คิดขบถยกกองทัพมาตีชิงเอาเมืองไทรบุรีคืนได้ พระยาอภัยธิเบศร์ พระยาไทรบุรี ล่าทัพถอยมาตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลท่าหาดใหญ่แขวงเมืองสงขลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบประพฤดิเหตุแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานคร กับพระยาสงขลารีบกลับออกมาเมืองสงขลา แล้วให้เกณฑ์กองทัพออกไปปราบข้าศึกให้จงได้ พระยาสงขลากราบถวายบังคมลากลับออกมาถึงเมืองสงขลาในเดือนสิบสอง ไม่ปรากฏว่าขึ้นแรมกี่ค่ำ พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ได้เสร็จแล้วรีบยกขึ้นไปตั้งอยู่ที่ท่าหาดใหญ่ ให้พระสุนทรนุรักษ์อยู่รักษาเมือง แล้วพระยาสงขลามีหนังสือให้กรมการถือออกไปเมืองแขกทั้ง ๗ เมืองให้ยกกองทัพมาช่วยระดมรบเมืองไทรบุรี พระยาตานี (ทองอยู่) พระยายิริง (พ่าย) พระยาสาย (ระดะ) พระจะนะ (บัวแก้ว) ยกกองทัพไปรวมกันกับทัพพระยา<noinclude></noinclude> 2qmgd6z60ho30jpd389h5w56fry5p67 293392 293391 2026-07-22T15:05:12Z Lunlumita 12009 293392 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๗}}</noinclude>{{ฟม}}ในศักราช ๑๒๐๐ ปีนั้น ตนกูหมัดสะวะหลานเจ้าพระยาไทรบุรีซึ่งหนีไปอยู่เมืองเกาะหมากแต่ครั้งก่อน ซ่องสุมสมัคพรรคพวกได้แล้วยกเข้ามาตีชิงเอาเมืองไทรบุรีได้อิก พระยาอภัยธิเบศร์พระยาไทรบุรี บุตรเจ้าพระยานครทานกำลังตนกูหมัดสะวะไม่ได้ ก็ยกครอบครัวล่าถอยเข้ามาตั้งอยู่ที่ตำบลท่าหาดใหญ่แขวงเมืองสงขลา พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาแต่งให้ขุนต่างตาคุมไพร่ ๕๐๐ คนไปตั้งค่ายมั่นรักษาอยู่ที่พะตงที่การำริมเขตรแดนเมืองไทรบุรี แล้วรีบแต่งให้เรือศีศะฉลอมถือใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าตนกูหมัดสะวะหลานเจ้าพระยาไทรบุรีซึ่งหนีออกไปอยู่เมืองเกาะหมากแต่ก่อน คิดขบถยกกองทัพมาตีชิงเอาเมืองไทรบุรีคืนได้ พระยาอภัยธิเบศร์พระยาไทรบุรีล่าทัพถอยมาตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลท่าหาดใหญ่แขวงเมืองสงขลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบประพฤดิเหตุแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานครกับพระยาสงขลารีบกลับออกมาเมืองสงขลา แล้วให้เกณฑ์กองทัพออกไปปราบข้าศึกให้จงได้ พระยาสงขลากราบถวายบังคมลากลับออกมาถึงเมืองสงขลาในเดือนสิบสอง ไม่ปรากฏว่าขึ้นแรมกี่ค่ำ พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ได้เสร็จแล้วรีบยกขึ้นไปตั้งอยู่ที่ท่าหาดใหญ่ ให้พระสุนทรนุรักษ์อยู่รักษาเมือง แล้วพระยาสงขลามีหนังสือให้กรมการถือออกไปเมืองแขกทั้ง ๗ เมืองให้ยกกองทัพมาช่วยระดมรบเมืองไทรบุรี พระยาตานี (ทองอยู่) พระยายิริง (พ่าย) พระยาสาย (ระดะ) พระจะนะ (บัวแก้ว) ยกกองทัพไปรวมกันกับทัพพระยา<noinclude></noinclude> 1ho6ijcn98ku80zhv6gn4uc5a5iv4gk 293393 293392 2026-07-22T15:05:21Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293393 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๕๗}}</noinclude>{{ฟม}}ในศักราช ๑๒๐๐ ปีนั้น ตนกูหมัดสะวะหลานเจ้าพระยาไทรบุรีซึ่งหนีไปอยู่เมืองเกาะหมากแต่ครั้งก่อน ซ่องสุมสมัคพรรคพวกได้แล้วยกเข้ามาตีชิงเอาเมืองไทรบุรีได้อิก พระยาอภัยธิเบศร์พระยาไทรบุรี บุตรเจ้าพระยานครทานกำลังตนกูหมัดสะวะไม่ได้ ก็ยกครอบครัวล่าถอยเข้ามาตั้งอยู่ที่ตำบลท่าหาดใหญ่แขวงเมืองสงขลา พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาแต่งให้ขุนต่างตาคุมไพร่ ๕๐๐ คนไปตั้งค่ายมั่นรักษาอยู่ที่พะตงที่การำริมเขตรแดนเมืองไทรบุรี แล้วรีบแต่งให้เรือศีศะฉลอมถือใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าตนกูหมัดสะวะหลานเจ้าพระยาไทรบุรีซึ่งหนีออกไปอยู่เมืองเกาะหมากแต่ก่อน คิดขบถยกกองทัพมาตีชิงเอาเมืองไทรบุรีคืนได้ พระยาอภัยธิเบศร์พระยาไทรบุรีล่าทัพถอยมาตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลท่าหาดใหญ่แขวงเมืองสงขลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบประพฤดิเหตุแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานครกับพระยาสงขลารีบกลับออกมาเมืองสงขลา แล้วให้เกณฑ์กองทัพออกไปปราบข้าศึกให้จงได้ พระยาสงขลากราบถวายบังคมลากลับออกมาถึงเมืองสงขลาในเดือนสิบสอง ไม่ปรากฏว่าขึ้นแรมกี่ค่ำ พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ได้เสร็จแล้วรีบยกขึ้นไปตั้งอยู่ที่ท่าหาดใหญ่ ให้พระสุนทรนุรักษ์อยู่รักษาเมือง แล้วพระยาสงขลามีหนังสือให้กรมการถือออกไปเมืองแขกทั้ง ๗ เมืองให้ยกกองทัพมาช่วยระดมรบเมืองไทรบุรี พระยาตานี (ทองอยู่) พระยายิริง (พ่าย) พระยาสาย (ระดะ) พระจะนะ (บัวแก้ว) ยกกองทัพไปรวมกันกับทัพพระยา<noinclude></noinclude> jql8cko0nq6kh85i9gks2ggfj4yes2k หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/71 250 80221 293394 293031 2026-07-22T15:15:27Z Lunlumita 12009 293394 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๘}}</noinclude>สงขลา ๆ แต่งให้พระยายิริง พระยาตานี พระยาสาย พระจะนะ หลวงนา หลวงพล ขุนต่างตา คุมไพร่ ๑๐๐๐ คนขึ้นไปรบกับตนกูหมัดสะวะที่ค่ายทุ่งโพในแขวงเมืองไทรบุรี ตนกูหมัดสะวะมีกำลังมาก แต่งกองทัพตัดหลังเข้ามาทางสบ้าเพน เผาเรือนราษฎรในแขวงเมืองจะนะจนกระทั่งถึงบ้านพระจะนะ พวกแขกในเมืองจะนะก็กลับเข้าสมัคอยู่ด้วยตนกูหมัดสะวะทั้งสิ้น พวกไทยในเมืองจะนะมีน้อย ก็พาครอบครัวหนีเข้ามาอยู่ในแขวงเมืองสงขลาทั้งสิ้น พวกแขกในแขวงเทพา เมืองหนองจิก เมืองตานี เมืองยิริง ก็กลับกำเริบขึ้น พระยาสงขลาจึ่งจัดให้พระยาตานี พระยายิริง พระยาสาย พระจะนะ คุมไพร่ ๑๐๐๐ คนไปตั้งรักษาทางตำบลบ้านพะตง บ้านการำไว้ ให้หลวงพลสงคราม หลวงไชยสุรินทร์ คุมไพร่ ๕๐๐ คนรีบยกไปตั้งรักษาทางเมืองจะนะไว้ แลให้หลวงบริรักษ์ภูเบศร์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาเปนกองส่งเสบียงอาหารอยู่ที่ตำบลท่าหาดใหญ่ แล้วพระยาสงขลารีบกลับลงมาจัดการในกลางเมืองสงขลา แต่งให้หลวงยกรบัตรคุมไพร่ ๓๐๐ คนไปตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ตำบลปลักแรดในระหว่างเขาสำโรงแลเขาลูกช้างซึ่งเดี๋ยวนี้เรียกว่าทเววิเชียรรัถยานั้นค่ายหนึ่ง แลที่ตำบลวัดเกาะถ้ำค่ายหนึ่ง ที่ตำบลเขาเก้าเส่งริมทเลค่ายหนึ่งเสร็จแล้ว พอพวกแขกขบถเมืองไทรยกเข้ามาตีตำบลที่พะตงที่การำแตก พระยาตานี พระยายิริง พระยาสาย ล่าทัพเข้ามาตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลบ้านน้ำกระจาย กองทัพเมืองไทรบุรีรุกตามเข้ามาทันกองพระยาสายที่ทุ่งนา<noinclude></noinclude> g9wh7bcsdkqm2rsuppadlryor5kappp 293395 293394 2026-07-22T15:15:42Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293395 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๕๘}}</noinclude>สงขลา ๆ แต่งให้พระยายิริง พระยาตานี พระยาสาย พระจะนะ หลวงนา หลวงพล ขุนต่างตา คุมไพร่ ๑๐๐๐ คนขึ้นไปรบกับตนกูหมัดสะวะที่ค่ายทุ่งโพในแขวงเมืองไทรบุรี ตนกูหมัดสะวะมีกำลังมาก แต่งกองทัพตัดหลังเข้ามาทางสบ้าเพน เผาเรือนราษฎรในแขวงเมืองจะนะจนกระทั่งถึงบ้านพระจะนะ พวกแขกในเมืองจะนะก็กลับเข้าสมัคอยู่ด้วยตนกูหมัดสะวะทั้งสิ้น พวกไทยในเมืองจะนะมีน้อย ก็พาครอบครัวหนีเข้ามาอยู่ในแขวงเมืองสงขลาทั้งสิ้น พวกแขกในแขวงเทพา เมืองหนองจิก เมืองตานี เมืองยิริง ก็กลับกำเริบขึ้น พระยาสงขลาจึ่งจัดให้พระยาตานี พระยายิริง พระยาสาย พระจะนะ คุมไพร่ ๑๐๐๐ คนไปตั้งรักษาทางตำบลบ้านพะตง บ้านการำไว้ ให้หลวงพลสงคราม หลวงไชยสุรินทร์ คุมไพร่ ๕๐๐ คนรีบยกไปตั้งรักษาทางเมืองจะนะไว้ แลให้หลวงบริรักษ์ภูเบศร์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาเปนกองส่งเสบียงอาหารอยู่ที่ตำบลท่าหาดใหญ่ แล้วพระยาสงขลารีบกลับลงมาจัดการในกลางเมืองสงขลา แต่งให้หลวงยกรบัตรคุมไพร่ ๓๐๐ คนไปตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ตำบลปลักแรดในระหว่างเขาสำโรงแลเขาลูกช้างซึ่งเดี๋ยวนี้เรียกว่าทเววิเชียรรัถยานั้นค่ายหนึ่ง แลที่ตำบลวัดเกาะถ้ำค่ายหนึ่ง ที่ตำบลเขาเก้าเส่งริมทเลค่ายหนึ่งเสร็จแล้ว พอพวกแขกขบถเมืองไทรยกเข้ามาตีตำบลที่พะตงที่การำแตก พระยาตานี พระยายิริง พระยาสาย ล่าทัพเข้ามาตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลบ้านน้ำกระจาย กองทัพเมืองไทรบุรีรุกตามเข้ามาทันกองพระยาสายที่ทุ่งนา<noinclude></noinclude> caxff8bpmz7u63cjtqb7vt5xprey5k4 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/72 250 80222 293396 293033 2026-07-22T15:18:14Z Lunlumita 12009 293396 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๙}}</noinclude>น่าบ้านน้ำกระจาย ได้รบพุ่งกันถึงตลุมบอน พวกแขกเมืองไทรบุรีเสียทีล่าถอยไป กองทัพพระยาสายตั้งค่ายมั่นลงได้ที่ริมเขาลูกช้าง พระยาตานีตั้งค่ายมั่นลงที่เขาเก้าเส่ง แต่กองทัพหลวงไชยสุรินทร์ หลวงพลสงคราม ทานกำลังแขกเมืองไทรบุรีไม่ได้ ก็ถอยทัพลงมาตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลปลักแรดพร้อมกันกับกองทัพเมืองสงขลา พวกแขกเมืองไทร เมืองจะนะ ยกตามมาตั้งค่ายลงที่น่าค่ายปลักแรด พวกแขกขบถยังตั้งค่ายไม่ทันเสร็จ พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ยกกองทัพพวกจีนสี่กอง พร้อมกับกองทัพหลวงพลสงคราม หลวงไชยสุรินทร์ เข้าระดมตีค่ายพวกแขกเปนสามารถถึงตลุมบอน พวกแขกขบถทานกำลังไม่ได้ก็ล่าถอยหนีไป พวกจีนตัดศีศะพวกแขกขบถมาได้หลายสิบศีศะ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) รางวัลให้พวกจีนที่ตัดศีศะแขกขบถมาได้ศีศะละ ๕๐ เหรียญ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ที่ตำบลปลักแรด รีบมีใบบอกให้หลวงพัฒนสมบัติ (ก้งโป้ย) ถือเข้าไปณกรุงเทพฯ ด้วยเรือศีศะฉลอม ในใบบอกมีความว่าแขกเมืองจะนะ เมืองเทพา เมืองหนองจิก คิดขบถ สมทบกับแขกเมืองไทรบุรียกกองทัพเข้าตีเมืองสงขลา พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้เกณฑ์กองทัพจีนแลไทยออกไปต่อสู้กับพวกแขกขบถที่ตำบลปลักแรดในระหว่างเขาสำโรงแลเขาลูกช้างใกล้กับเมืองสงขลาระยะทางประมาณ ๙๐ เส้น กองทัพเมืองสงขลารบประทะตั้งมั่นกันอยู่ ราษฎรเมืองสงขลาก็มีน้อยตัว พวกแขกขบถมีกำลังมาก ขอรับพระราชทานกองทัพหลวงออกไปช่วย{{วว}}<noinclude></noinclude> iannu40cqg2y6urfgmpp572t59hrs55 293397 293396 2026-07-22T15:18:26Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293397 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๕๙}}</noinclude>น่าบ้านน้ำกระจาย ได้รบพุ่งกันถึงตลุมบอน พวกแขกเมืองไทรบุรีเสียทีล่าถอยไป กองทัพพระยาสายตั้งค่ายมั่นลงได้ที่ริมเขาลูกช้าง พระยาตานีตั้งค่ายมั่นลงที่เขาเก้าเส่ง แต่กองทัพหลวงไชยสุรินทร์ หลวงพลสงคราม ทานกำลังแขกเมืองไทรบุรีไม่ได้ ก็ถอยทัพลงมาตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลปลักแรดพร้อมกันกับกองทัพเมืองสงขลา พวกแขกเมืองไทร เมืองจะนะ ยกตามมาตั้งค่ายลงที่น่าค่ายปลักแรด พวกแขกขบถยังตั้งค่ายไม่ทันเสร็จ พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ยกกองทัพพวกจีนสี่กอง พร้อมกับกองทัพหลวงพลสงคราม หลวงไชยสุรินทร์ เข้าระดมตีค่ายพวกแขกเปนสามารถถึงตลุมบอน พวกแขกขบถทานกำลังไม่ได้ก็ล่าถอยหนีไป พวกจีนตัดศีศะพวกแขกขบถมาได้หลายสิบศีศะ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) รางวัลให้พวกจีนที่ตัดศีศะแขกขบถมาได้ศีศะละ ๕๐ เหรียญ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ที่ตำบลปลักแรด รีบมีใบบอกให้หลวงพัฒนสมบัติ (ก้งโป้ย) ถือเข้าไปณกรุงเทพฯ ด้วยเรือศีศะฉลอม ในใบบอกมีความว่าแขกเมืองจะนะ เมืองเทพา เมืองหนองจิก คิดขบถ สมทบกับแขกเมืองไทรบุรียกกองทัพเข้าตีเมืองสงขลา พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้เกณฑ์กองทัพจีนแลไทยออกไปต่อสู้กับพวกแขกขบถที่ตำบลปลักแรดในระหว่างเขาสำโรงแลเขาลูกช้างใกล้กับเมืองสงขลาระยะทางประมาณ ๙๐ เส้น กองทัพเมืองสงขลารบประทะตั้งมั่นกันอยู่ ราษฎรเมืองสงขลาก็มีน้อยตัว พวกแขกขบถมีกำลังมาก ขอรับพระราชทานกองทัพหลวงออกไปช่วย{{วว}}<noinclude></noinclude> 15imluse80szz0xn10lrua1shjj8ygn หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/73 250 80223 293398 293035 2026-07-22T15:20:01Z Lunlumita 12009 293398 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๐}}</noinclude>พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบประพฤดิเหตุแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิชิตณรงค์กับพระราชวรินทร์กรมพระตำรวจคุมไพร่ ๕๐๐ คนเปนกองทัพน่ารีบยกออกมาก่อน ให้พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาจางวางพระคลังสินค้าเปนแม่ทัพใหญ่ กับเจ้าพระยายมราช พระยาเพ็ชรบุรี คุมไพร่ ๓๐๐๐ คนยกตามออกมา กองทัพพระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ ยกออกมาถึงเกาะหนูน่าเมืองสงขลา ยังไม่ทันยกกองทัพขึ้นบนบก พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) เห็นกองทัพหลวงยกออกมาถึงเกาะหนูแล้ว จึ่งให้พวกทหารในค่ายปลักแรดยกปืนจ่ารงขึ้นตั้งบนค่ายเขาเกาะถ้ำ แล้วให้บวงสรวงกระทำสักการบูชาโดยพิศดารหลายอย่าง และกระทำพิณพาทย์ย่ำฆ้องไชยตั้งโห่ ๓ ลาเสร็จแล้ว จึ่งให้ยิงปืนจ่ารงตรงเข้าไปในค่ายแขกขบถ เดชะพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเปนมหามหัศจรรย์ กระสุนปืนจ่ารงที่บรรจุสองสัดสองนัดไปตกลงในกลางค่ายพวกแขกขบถ แขกขบถก็แตกทัพหนีกลับไปในเวลาพลบค่ำวันนั้น ปืนจ่ารงกระบอกนั้นก็ร้าวแตกมาจนทุกวันนี้ แลปืนจ่ารงนั้นเปนปืนเหล็กรางเกวียนยาว ๕ ศอก กระสุน ๔ นิ้ว ครั้นพวกแขกขบถแตกไปแล้ว พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ก็ลงไปรับพระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ ขึ้นจากเรือรบมาพักอยู่ที่จวนพระยาสงขลา พระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ จึ่งปฤกษากับพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ว่าพวกแขกขบถก็แตกไปหมดแล้ว ตัวพระยาตานี พระยายิริง พระยา<noinclude></noinclude> oqdt1qkdc4z8zyy9i66b2rcyylaglxt 293399 293398 2026-07-22T15:20:11Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293399 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๖๐}}</noinclude>พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบประพฤดิเหตุแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิชิตณรงค์กับพระราชวรินทร์กรมพระตำรวจคุมไพร่ ๕๐๐ คนเปนกองทัพน่ารีบยกออกมาก่อน ให้พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาจางวางพระคลังสินค้าเปนแม่ทัพใหญ่ กับเจ้าพระยายมราช พระยาเพ็ชรบุรี คุมไพร่ ๓๐๐๐ คนยกตามออกมา กองทัพพระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ ยกออกมาถึงเกาะหนูน่าเมืองสงขลา ยังไม่ทันยกกองทัพขึ้นบนบก พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) เห็นกองทัพหลวงยกออกมาถึงเกาะหนูแล้ว จึ่งให้พวกทหารในค่ายปลักแรดยกปืนจ่ารงขึ้นตั้งบนค่ายเขาเกาะถ้ำ แล้วให้บวงสรวงกระทำสักการบูชาโดยพิศดารหลายอย่าง และกระทำพิณพาทย์ย่ำฆ้องไชยตั้งโห่ ๓ ลาเสร็จแล้ว จึ่งให้ยิงปืนจ่ารงตรงเข้าไปในค่ายแขกขบถ เดชะพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเปนมหามหัศจรรย์ กระสุนปืนจ่ารงที่บรรจุสองสัดสองนัดไปตกลงในกลางค่ายพวกแขกขบถ แขกขบถก็แตกทัพหนีกลับไปในเวลาพลบค่ำวันนั้น ปืนจ่ารงกระบอกนั้นก็ร้าวแตกมาจนทุกวันนี้ แลปืนจ่ารงนั้นเปนปืนเหล็กรางเกวียนยาว ๕ ศอก กระสุน ๔ นิ้ว ครั้นพวกแขกขบถแตกไปแล้ว พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ก็ลงไปรับพระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ ขึ้นจากเรือรบมาพักอยู่ที่จวนพระยาสงขลา พระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ จึ่งปฤกษากับพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ว่าพวกแขกขบถก็แตกไปหมดแล้ว ตัวพระยาตานี พระยายิริง พระยา<noinclude></noinclude> mr4doa2ygbqvpo7rqtvgzifcjkeeia0 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/74 250 80224 293400 293047 2026-07-22T15:27:56Z Lunlumita 12009 293400 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๑}}</noinclude>สาย ก็ยังติดอยู่ที่เมืองสงขลา ในแขวงเมืองตานี เมืองยิริง เมืองสาย จะเปนประการใดบ้างก็ยังไม่ได้ทราบ ควรให้พระยายิริง พระยาตานี พระยาสาย รีบล่วงน่าไปรักษาราชการเมืองเสียก่อนจึ่งจะชอบ ปฤกษาเห็นพร้อมกันแล้ว จึ่งให้พระยาตานี พระยายิริง พระยาสาย รีบพาพวกแขกลงไปรักษาราชการเมืองตานี เมืองยิริง เมืองสายเสียก่อน อยู่สองวันสามวัน พระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ กับพระยาสงขลา ก็ยกกองทัพบกทัพเรือตามออกไปเมืองตานี ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) อยู่รักษาราชการเมืองสงขลา ส่วนกองทัพบุตรเจ้าพระยานครยกเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองไทรบุรีได้ แขกเมืองไทรบุรีซึ่งขบถก็ยกหนีลงเรือไปอยู่เมืองเกาะหมาก พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) พระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ จัดราชการอยู่เมืองตานีเดือนเศษ ต่อกองทัพ พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา เจ้าพระยายมราช พระยาเพ็ชรบุรี ออกมาถึงเมืองสงขลาณเดือนหกขึ้นแปดค่ำปีกุญเอกศก ศักราช ๑๒๐๑ ยกกองทัพขึ้นตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลบ้านบ่อพลับ พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพ มีหนังสือออกไปหาตัวพระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานคร กับพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ซึ่งตั้งรักษาราชการอยู่ที่เมืองตานีให้รีบเข้าไปเมืองสงขลา พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ทราบความตามหนังสือแม่ทัพแล้ว จึ่งจัดแจงให้พระยาวิชิตณรงค์ กับนายเม่นมหาดเล็กบุตรพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) อยู่รักษาราชการเมืองตานี พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระราชวรินทร์ก็รีบกลับเข้ามาเมือง<noinclude></noinclude> 7ccdzyyd3d721tzlsd77glmmeuz4qs1 293401 293400 2026-07-22T15:30:55Z Lunlumita 12009 293401 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๑}}</noinclude>สาย ก็ยังติดอยู่ที่เมืองสงขลา ในแขวงเมืองตานี เมืองยิริง เมืองสาย จะเปนประการใดบ้างก็ยังไม่ได้ทราบ ควรให้พระยายิริง พระยาตานี พระยาสาย รีบล่วงน่าไปรักษาราชการเมืองเสียก่อนจึ่งจะชอบ ปฤกษาเห็นพร้อมกันแล้ว จึ่งให้พระยาตานี พระยายิริง พระยาสาย รีบพาพวกแขกลงไปรักษาราชการเมืองตานี เมืองยิริง เมืองสายเสียก่อน อยู่สองวันสามวัน พระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ กับพระยาสงขลา ก็ยกกองทัพบกทัพเรือตามออกไปเมืองตานี ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) อยู่รักษาราชการเมืองสงขลา ส่วนกองทัพบุตรเจ้าพระยานครยกเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองไทรบุรีได้ แขกเมืองไทรบุรีซึ่งขบถก็ยกหนีลงเรือไปอยู่เมืองเกาะหมาก พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) พระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ จัดราชการอยู่เมืองตานีเดือนเศษ ต่อกองทัพพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา เจ้าพระยายมราช พระยาเพ็ชรบุรี ออกมาถึงเมืองสงขลาณเดือนหก ขึ้นแปดค่ำ ปีกุญเอกศก ศักราช ๑๒๐๑ ยกกองทัพขึ้นตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลบ้านบ่อพลับ พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพมีหนังสือออกไปหาตัวพระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานคร กับพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ซึ่งตั้งรักษาราชการอยู่ที่เมืองตานีให้รีบเข้าไปเมืองสงขลา พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ทราบความตามหนังสือแม่ทัพแล้ว จึ่งจัดแจงให้พระยาวิชิตณรงค์ กับนายเม่นมหาดเล็กบุตรพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) อยู่รักษาราชการเมืองตานี พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระราชวรินทร์ก็รีบกลับเข้ามาเมือง<noinclude></noinclude> e0pkexkezbtxyfhfzs9x8p2csizareo 293402 293401 2026-07-22T15:31:11Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293402 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๖๑}}</noinclude>สาย ก็ยังติดอยู่ที่เมืองสงขลา ในแขวงเมืองตานี เมืองยิริง เมืองสาย จะเปนประการใดบ้างก็ยังไม่ได้ทราบ ควรให้พระยายิริง พระยาตานี พระยาสาย รีบล่วงน่าไปรักษาราชการเมืองเสียก่อนจึ่งจะชอบ ปฤกษาเห็นพร้อมกันแล้ว จึ่งให้พระยาตานี พระยายิริง พระยาสาย รีบพาพวกแขกลงไปรักษาราชการเมืองตานี เมืองยิริง เมืองสายเสียก่อน อยู่สองวันสามวัน พระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ กับพระยาสงขลา ก็ยกกองทัพบกทัพเรือตามออกไปเมืองตานี ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) อยู่รักษาราชการเมืองสงขลา ส่วนกองทัพบุตรเจ้าพระยานครยกเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองไทรบุรีได้ แขกเมืองไทรบุรีซึ่งขบถก็ยกหนีลงเรือไปอยู่เมืองเกาะหมาก พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) พระยาวิชิตณรงค์ พระราชวรินทร์ จัดราชการอยู่เมืองตานีเดือนเศษ ต่อกองทัพพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา เจ้าพระยายมราช พระยาเพ็ชรบุรี ออกมาถึงเมืองสงขลาณเดือนหก ขึ้นแปดค่ำ ปีกุญเอกศก ศักราช ๑๒๐๑ ยกกองทัพขึ้นตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลบ้านบ่อพลับ พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพมีหนังสือออกไปหาตัวพระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานคร กับพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ซึ่งตั้งรักษาราชการอยู่ที่เมืองตานีให้รีบเข้าไปเมืองสงขลา พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ทราบความตามหนังสือแม่ทัพแล้ว จึ่งจัดแจงให้พระยาวิชิตณรงค์ กับนายเม่นมหาดเล็กบุตรพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) อยู่รักษาราชการเมืองตานี พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระราชวรินทร์ก็รีบกลับเข้ามาเมือง<noinclude></noinclude> sykcvtxfkakbc2fx1wx4eh1w7u89u1x หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/75 250 80225 293403 293037 2026-07-22T15:41:03Z Lunlumita 12009 293403 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๒}}</noinclude>สงขลา พระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานครก็ยกเข้ามาเมืองสงขลาพร้อมกัน พระยาไทรบุตรเจ้าพระยานคร ตั้งค่ายพักอยู่ที่ตำบลท่าว้าน ในขณะนั้นพระยากลันตันกับพระยาจางวางชื่อตนกูปะสาวิวาทกันขึ้น พระยากลันตันมีหนังสือบอกเข้ามาให้นำกราบเรียนพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพ แลขอให้ยกทัพไทยลงไประงับเหตุที่วิวาท พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพจึ่งแต่งให้หลวงศรเสนีปลัดกรมอาสาจามรีบลงไปห้ามปรามพระยากลันตันกับพระยาจางวาง หลวงศรเสนีลงไปถึงเมืองกลันตัน ได้ห้ามปรามทั้งสองฝ่ายก็หาฟังไม่ หลวงศรเสนีบอกหนังสือกราบเรียนมายังพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพ ๆ จึ่งจัดให้พระยาราชบุรี พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) คุมไพร่ ๒๐๐๐ คนเศษ รีบยกไปตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ตำบลยากังแขวงเมืองสายบุรี ริมเขตรแดนเมืองกลันตัน แล้วมีหนังสือให้หลวงโกชาอิศหากล่ามรีบถือหนังสือลงไปหาตัวพระยากลันตันกับตนกูปะสาให้รีบเข้ามาเมืองสงขลา หลวงโกชาอิศหากล่ามถือหนังสือลงไปเมืองกลันตัน แลพาตัวพระยา กลันตันกับตนกูปะสาเข้ามาเมืองสงขลาได้ พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพว่ากล่าวระงับการวิวาทให้พระยากลันตันกับตนกูปะสาเลิกการวิวาทโดยเรียบร้อยแล้ว พระยากลันตันกับตนกูปะสาก็ลาพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพกลับออกไปรักษาราชการเมืองกลันตันตามเดิม ส่วนเมืองไทรบุรี พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพให้พระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานครกลับไปรักษาราชการอยู่ตามเดิม ให้ตนกูเดหลาเปนผู้ว่าราชการเมืองสตูล แต่ให้ขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา ให้พระปลัดเมืองพัทลุงไปว่าราชการ<noinclude></noinclude> 7y6s350cqqtajwylj2um0uacby41amj 293404 293403 2026-07-22T15:46:13Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293404 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๖๒}}</noinclude>สงขลา พระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานครก็ยกเข้ามาเมืองสงขลาพร้อมกัน พระยาไทรบุตรเจ้าพระยานคร ตั้งค่ายพักอยู่ที่ตำบลท่าว้าน ในขณะนั้นพระยากลันตันกับพระยาจางวางชื่อตนกูปะสาวิวาทกันขึ้น พระยากลันตันมีหนังสือบอกเข้ามาให้นำกราบเรียนพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพ แลขอให้ยกทัพไทยลงไประงับเหตุที่วิวาท พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพจึ่งแต่งให้หลวงศรเสนีปลัดกรมอาสาจามรีบลงไปห้ามปรามพระยากลันตันกับพระยาจางวาง หลวงศรเสนีลงไปถึงเมืองกลันตัน ได้ห้ามปรามทั้งสองฝ่ายก็หาฟังไม่ หลวงศรเสนีบอกหนังสือกราบเรียนมายังพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพ ๆ จึ่งจัดให้พระยาราชบุรี พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) คุมไพร่ ๒๐๐๐ คนเศษ รีบยกไปตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ตำบลยากังแขวงเมืองสายบุรี ริมเขตรแดนเมืองกลันตัน แล้วมีหนังสือให้หลวงโกชาอิศหากล่ามรีบถือหนังสือลงไปหาตัวพระยากลันตันกับตนกูปะสาให้รีบเข้ามาเมืองสงขลา หลวงโกชาอิศหากล่ามถือหนังสือลงไปเมืองกลันตัน แลพาตัวพระยา กลันตันกับตนกูปะสาเข้ามาเมืองสงขลาได้ พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพว่ากล่าวระงับการวิวาทให้พระยากลันตันกับตนกูปะสาเลิกการวิวาทโดยเรียบร้อยแล้ว พระยากลันตันกับตนกูปะสาก็ลาพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพกลับออกไปรักษาราชการเมืองกลันตันตามเดิม ส่วนเมืองไทรบุรี พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพให้พระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานครกลับไปรักษาราชการอยู่ตามเดิม ให้ตนกูเดหลาเปนผู้ว่าราชการเมืองสตูล แต่ให้ขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา ให้พระปลัดเมืองพัทลุงไปว่าราชการ<noinclude></noinclude> g1gt2ekqatz1annc7hvmoxbq9nxumfe หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/76 250 80226 293405 293039 2026-07-22T16:00:06Z Lunlumita 12009 293405 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๓}}</noinclude>เมืองพัทลุง แลยกที่พะโคะแขวงเมืองพัทลุงให้เปนแขวงเมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพจัดราชการสงบเรียบร้อยแล้ว จึ่งมีหนังสือออกไปหาพระยาเพ็ชรบุรี พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ซึ่งรักษาราชการอยู่ที่เมืองสายให้กลับเข้ามาเมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพจัดราชการอยู่ที่เมืองสงขลาสองปี แลได้สถาปนาพระเจดีย์ไว้บนเขาเมืองสงขลาองค์หนึ่งเสร็จแล้ว จึ่งได้ยกกองทัพกลับเข้าไป ณกรุงเทพฯ นำข้อราชการขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า เมืองไทรบุรีนั้นครั้นจะให้คนไทยเปนผู้ว่าราชการเมืองสืบต่อไปคงจะไม่เปนการเรียบร้อย ควรแบ่งเมืองไทรบุรีออกเปนสามเมืองเหมือนอย่างเมืองตานี จึ่งจะเปนปรกติเรียบร้อยได้ ขอรับพระราชทานให้ยมตวันซึ่งเปนพระยาไทรบุรีมาแต่ก่อน เปนพระยาไทรบุรีสืบต่อไป ? ให้ตนกูอานมเปนพระยาบังปะสู ให้ตนกูเสศอะเส็มเปนพระยาปิด ให้ตนกูเดหวาเปนพระยาสตูล แต่ให้ขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา ให้พระปลัดเมืองพัทลุงเปนพระยาพัทลุง ส่วนพระยาพัทลุงบุตรเจ้าพระยานครนั้น ควรพาตัวเข้ามาทำราชการเสียในกรุงเทพฯ แต่เมืองพังงานั้นเจ้าเมืองถึงแก่กรรม ขอรับพระราชทานให้พระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานคร ไปเปนที่พระยาบริรักษ์ภูธร พระยาพังงา ให้พระนุชิตเปนที่พระยาตะกั่วป่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีตราตั้งเจ้าเมืองแลผู้ว่าราชการเมืองออกมาตามความเห็นพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพราชการบ้านเมืองก็เปนปรกติไม่มีขบถสืบต่อมาจนทุกวันนี้ {{มปก}}<noinclude></noinclude> 3278fziw2a2s3fmeoh7d1l0yetpmskf 293406 293405 2026-07-22T16:05:51Z Lunlumita 12009 293406 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๓}}</noinclude>เมืองพัทลุง แลยกที่พะโคะแขวงเมืองพัทลุงให้เปนแขวงเมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพจัดราชการสงบเรียบร้อยแล้ว จึ่งมีหนังสือออกไปหาพระยาเพ็ชรบุรี พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ซึ่งรักษาราชการอยู่ที่เมืองสายให้กลับเข้ามาเมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพจัดราชการอยู่ที่เมืองสงขลาสองปี แลได้สถาปนาพระเจดีย์ไว้บนเขาเมืองสงขลาองค์หนึ่งเสร็จแล้ว จึ่งได้ยกกองทัพกลับเข้าไปณกรุงเทพฯ นำข้อราชการขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเมืองไทรบุรีนั้นครั้นจะให้คนไทยเปนผู้ว่าราชการเมืองสืบต่อไปคงจะไม่เปนการเรียบร้อย ควรแบ่งเมืองไทรบุรีออกเปนสามเมืองเหมือนอย่างเมืองตานี จึ่งจะเปนปรกติเรียบร้อยได้ ขอรับพระราชทานให้ยมตวันซึ่งเปนพระยาไทรบุรีมาแต่ก่อนเปนพระยาไทรบุรีสืบต่อไป ให้ตนกูอานมเปนพระยาบังปะสู ให้ตนกูเสศอะเส็มเปนพระยาปลิด ให้ตนกูเดหวาเปนพระยาสตูล แต่ให้ขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา ให้พระปลัดเมืองพัทลุงเปนพระยาพัทลุง ส่วนพระยาพัทลุงบุตรเจ้าพระยานครนั้นควรพาตัวเข้ามาทำราชการเสียในกรุงเทพฯ แต่เมืองพังงานั้นเจ้าเมืองถึงแก่กรรม ขอรับพระราชทานให้พระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานครไปเปนที่พระยาบริรักษ์ภูธรพระยาพังงา ให้พระนุชิตเปนที่พระยาตะกั่วป่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีตราตั้งเจ้าเมืองแลผู้ว่าราชการเมืองออกมาตามความเห็นพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพ ราชการบ้านเมืองก็เปนปรกติไม่มีขบถสืบต่อมาจนทุกวันนี้ {{มปก}}<noinclude></noinclude> eym0dxuggf2uh8z8732190clec6vld7 293407 293406 2026-07-22T16:06:02Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293407 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๖๓}}</noinclude>เมืองพัทลุง แลยกที่พะโคะแขวงเมืองพัทลุงให้เปนแขวงเมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพจัดราชการสงบเรียบร้อยแล้ว จึ่งมีหนังสือออกไปหาพระยาเพ็ชรบุรี พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ซึ่งรักษาราชการอยู่ที่เมืองสายให้กลับเข้ามาเมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพจัดราชการอยู่ที่เมืองสงขลาสองปี แลได้สถาปนาพระเจดีย์ไว้บนเขาเมืองสงขลาองค์หนึ่งเสร็จแล้ว จึ่งได้ยกกองทัพกลับเข้าไปณกรุงเทพฯ นำข้อราชการขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเมืองไทรบุรีนั้นครั้นจะให้คนไทยเปนผู้ว่าราชการเมืองสืบต่อไปคงจะไม่เปนการเรียบร้อย ควรแบ่งเมืองไทรบุรีออกเปนสามเมืองเหมือนอย่างเมืองตานี จึ่งจะเปนปรกติเรียบร้อยได้ ขอรับพระราชทานให้ยมตวันซึ่งเปนพระยาไทรบุรีมาแต่ก่อนเปนพระยาไทรบุรีสืบต่อไป ให้ตนกูอานมเปนพระยาบังปะสู ให้ตนกูเสศอะเส็มเปนพระยาปลิด ให้ตนกูเดหวาเปนพระยาสตูล แต่ให้ขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา ให้พระปลัดเมืองพัทลุงเปนพระยาพัทลุง ส่วนพระยาพัทลุงบุตรเจ้าพระยานครนั้นควรพาตัวเข้ามาทำราชการเสียในกรุงเทพฯ แต่เมืองพังงานั้นเจ้าเมืองถึงแก่กรรม ขอรับพระราชทานให้พระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานครไปเปนที่พระยาบริรักษ์ภูธรพระยาพังงา ให้พระนุชิตเปนที่พระยาตะกั่วป่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีตราตั้งเจ้าเมืองแลผู้ว่าราชการเมืองออกมาตามความเห็นพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพ ราชการบ้านเมืองก็เปนปรกติไม่มีขบถสืบต่อมาจนทุกวันนี้ {{มปก}}<noinclude></noinclude> odun9e1uuxqf9j0nwnjpy02co8d5cpc หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/77 250 80227 293408 293041 2026-07-22T16:06:21Z Lunlumita 12009 293408 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๔}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้งนั้นพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) คุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวาย เสร็จราชการแล้วก็กลับออกมาเมืองสงขลา ๆ เปนปรกติ ไม่มีการทัพศึกอยู่ ๓ ปี {{ฟม}}ครั้นปีฉลูตรีศก โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาเมืองสงขลาว่า พระยากลับตันกับพระยาจางวาง ตนกูปะสา พี่น้องวิวาทกันขึ้นอิก ให้พระเสน่หามนตรีบุตรเจ้าพระยานครศรีธรรมราช กับพระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา กับพระยาท้ายน้ำข้าหลวง รีบลงไประงับว่ากล่าวอย่าให้พระยากลันตันกับตนกูปะสาอริวิวาทแก่กัน ถ้าเห็นว่าจะระงับการวิวาทไม่ได้แล้ว ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) พาตัวตนกูปะสามาไว้เสียที่เมืองแจก ๗ เมือง ซึ่งขึ้นกับเมืองสงขลา ให้พระเสน่หามนตรีพาตัวพระยาจางวางไปไว้ที่เมืองนครเสีย พระยาท้ายน้ำ พระเสน่หามนตรี พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ยกกองทัพมาประชุมอยู่พร้อมกันที่เมืองสงขลา แล้วยกกองทัพเลยลงไปเมืองกลันตัน พระยาท้ายน้ำ พระเสน่หามนตรี พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ได้ว่ากล่าวกับพระยากลันตัน พระยาจางวาง ให้เลิกการวิวาทซึ่งกันแลกัน พระยากลันตันกับพระยาจางวางก็หาฟังคำห้ามปรามไม่ พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) จึ่งได้พูดจาเกลี้ยกล่อมพาตัวตนกูปะสา กับสมัคพรรคพวกบุตรภรรยาเข้ามาไว้ที่เมืองตานี พระเสน่หามนตรีก็พาตัวพระยาจางวางกับบุตรภรรยาข้าทาษสมัคพรรคพวกไปไว้ที่เมืองนคร พระยาท้ายน้ำ<noinclude></noinclude> e6icqu8rgete811y574kxihftqq9xbn 293409 293408 2026-07-22T16:07:48Z Lunlumita 12009 293409 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๔}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้งนั้นพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) คุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวาย เสร็จราชการแล้วก็กลับออกมาเมืองสงขลา ๆ เปนปรกติ ไม่มีการทัพศึกอยู่ ๓ ปี {{ฟม}}ครั้นปีฉลูตรีศก โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาเมืองสงขลาว่าพระยากลันตัน กับพระยาจางวาง ตนกูปะสา พี่น้องวิวาทกันขึ้นอิก ให้พระเสน่หามนตรีบุตรเจ้าพระยานครศรีธรรมราช กับพระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา กับพระยาท้ายน้ำข้าหลวง รีบลงไประงับว่ากล่าวอย่าให้พระยากลันตันกับตนกูปะสาอริวิวาทแก่กัน ถ้าเห็นว่าจะระงับการวิวาทไม่ได้แล้ว ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) พาตัวตนกูปะสามาไว้เสียที่เมืองแขก ๗ เมืองซึ่งขึ้นกับเมืองสงขลา ให้พระเสน่หามนตรีพาตัวพระยาจางวางไปไว้ที่เมืองนครเสีย พระยาท้ายน้ำ พระเสน่หามนตรี พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ยกกองทัพมาประชุมอยู่พร้อมกันที่เมืองสงขลา แล้วยกกองทัพเลยลงไปเมืองกลันตัน พระยาท้ายน้ำ พระเสน่หามนตรี พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ได้ว่ากล่าวกับพระยากลันตัน พระยาจางวาง ให้เลิกการวิวาทซึ่งกันแลกัน พระยากลันตันกับพระยาจางวางก็หาฟังคำห้ามปรามไม่ พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) จึ่งได้พูดจาเกลี้ยกล่อมพาตัวตนกูปะสากับสมัคพรรคพวกบุตรภรรยาเข้ามาไว้ที่เมืองตานี พระเสน่หามนตรีก็พาตัวพระยาจางวางกับบุตรภรรยาข้าทาษสมัคพรรคพวกไปไว้ที่เมืองนคร พระยาท้ายน้ำ<noinclude></noinclude> nzfw8ud0dh69c8l4eqtvm5ehgqr0kgj 293410 293409 2026-07-22T16:09:24Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293410 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๖๔}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้งนั้นพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) คุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวาย เสร็จราชการแล้วก็กลับออกมาเมืองสงขลา ๆ เปนปรกติ ไม่มีการทัพศึกอยู่ ๓ ปี {{ฟม}}ครั้นปีฉลูตรีศก โปรดเกล้าฯ มีท้องตราออกมาเมืองสงขลาว่าพระยากลันตัน กับพระยาจางวาง ตนกูปะสา พี่น้องวิวาทกันขึ้นอิก ให้พระเสน่หามนตรีบุตรเจ้าพระยานครศรีธรรมราช กับพระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา กับพระยาท้ายน้ำข้าหลวง รีบลงไประงับว่ากล่าวอย่าให้พระยากลันตันกับตนกูปะสาอริวิวาทแก่กัน ถ้าเห็นว่าจะระงับการวิวาทไม่ได้แล้ว ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) พาตัวตนกูปะสามาไว้เสียที่เมืองแขก ๗ เมืองซึ่งขึ้นกับเมืองสงขลา ให้พระเสน่หามนตรีพาตัวพระยาจางวางไปไว้ที่เมืองนครเสีย พระยาท้ายน้ำ พระเสน่หามนตรี พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ยกกองทัพมาประชุมอยู่พร้อมกันที่เมืองสงขลา แล้วยกกองทัพเลยลงไปเมืองกลันตัน พระยาท้ายน้ำ พระเสน่หามนตรี พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ได้ว่ากล่าวกับพระยากลันตัน พระยาจางวาง ให้เลิกการวิวาทซึ่งกันแลกัน พระยากลันตันกับพระยาจางวางก็หาฟังคำห้ามปรามไม่ พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) จึ่งได้พูดจาเกลี้ยกล่อมพาตัวตนกูปะสากับสมัคพรรคพวกบุตรภรรยาเข้ามาไว้ที่เมืองตานี พระเสน่หามนตรีก็พาตัวพระยาจางวางกับบุตรภรรยาข้าทาษสมัคพรรคพวกไปไว้ที่เมืองนคร พระยาท้ายน้ำ<noinclude></noinclude> asfctraf8072l1eaecio4w7u9s3268q หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/78 250 80228 293411 293043 2026-07-22T16:09:39Z Lunlumita 12009 293411 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๕}}</noinclude>ก็กลับเข้าไปณกรุงเทพฯ พระเสน่หามนตรีก็กลับไปเมืองนคร พระสุนทรนุรักษ์ก็กลับเข้ามาเมืองสงขลา เมืองกลันตันก็เปนปรกติเรียบร้อยมาจนทุกวันนี้ {{ฟม}}ครั้นณปีขาลจัตวาศก ศักราช ๑๒๐๔ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดการฝังหลักไชยเมืองสงขลา พระราชทานไม้ไชยฤกษ์หลักไชยต้นหนึ่ง กับเทียนไชยหนึ่งเล่ม พร้อมด้วยเครื่องไทยทานต่าง ๆ แลโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระอุดมปิฎกเปนประธานสงฆ์ถานานุกรมเปรียญ ๘ รูปออกมาเปนประธาน กับพระราชครูอัษฎาจารย์พราหมณ์ กับพราหมณ์แปดนายออกมาเปนประธานในการฝังหลักไชย พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้กะเกณฑ์กรมการแลไพร่จัดการทำเปนโรงพิธีใหญ่ขึ้นในกลางเมือง คือที่น่าศาลเจ้าหลักเมืองเดี๋ยวนี้ แลตั้งโรงพิธีสี่ทิศ คือที่ป้อมเสร็จแล้ว ครั้นเดือนสี่ขึ้น ๗ ค่ำ ปีขาลจัตวาศก พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ให้จัดการตั้งกระบวนแห่หลักไม้ไชยพฤษ์กับเทียนไชยเปนการใหญ่ คือจัดกระบวนแห่ทั้งพวกจีนแลพวกไทยเปนที่ครึกครื้นเอิกเกริกมาก ตั้งกระบวนแห่หลักไม้ไชยพฤกษ์กับเทียนไชยไปเข้าโรงพิธี แล้วพระสงฆ์ราชาคณะถานานุกรมเจริญพระปริต พระครูพราหมณ์ก็สวดตามไสยเวท ครั้นณวันเดือนสี่ขึ้นสิบค่ำเวลาเช้าโมงหนึ่งกับสิบนาทีได้อุดมฤกษ์ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์เชิญหลักไม้ไชยพฤกษ์ลงฝังไว้ที่กลางเมืองสงขลา มี ปรากฎอยู่จนทุกวันนี้ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้จัดการ<noinclude></noinclude> l8sv7f1cfvnf93c8ypa4vpp9slwekvj 293412 293411 2026-07-22T16:11:39Z Lunlumita 12009 293412 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๕}}</noinclude>ก็กลับเข้าไปณกรุงเทพฯ พระเสน่หามนตรีก็กลับไปเมืองนคร พระสุนทรนุรักษ์ก็กลับเข้ามาเมืองสงขลา เมืองกลันตันก็เปนปรกติเรียบร้อยมาจนทุกวันนี้ {{ฟม}}ครั้นณปีขาลจัตวาศก ศักราช ๑๒๐๔ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดการฝังหลักไชยเมืองสงขลา พระราชทานไม้ไชยฤกษ์หลักไชยต้นหนึ่ง กับเทียนไชยหนึ่งเล่ม พร้อมด้วยเครื่องไทยทานต่าง ๆ แลโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระอุดมปิฎกเปนประธานสงฆ์ถานานุกรมเปรียญ ๘ รูปออกมาเปนประธาน กับพระราชครูอัษฎาจารย์พราหมณ์กับพราหมณ์แปดนายออกมาเปนประธานในการฝังหลักไชย พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้กะเกณฑ์กรมการแลไพร่จัดการทำเปนโรงพิธีใหญ่ขึ้นในกลางเมือง คือที่น่าศาลเจ้าหลักเมืองเดี๋ยวนี้ แลตั้งโรงพิธีสี่ทิศคือที่ป้อมเสร็จแล้ว ครั้นเดือนสี่ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีขาลจัตวาศก พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ให้จัดการตั้งกระบวนแห่หลักไม้ไชยพฤษ์กับเทียนไชยเปนการใหญ่ คือจัดกระบวนแห่ทั้งพวกจีนแลพวกไทยเปนที่ครึกครื้นเอิกเกริกมาก ตั้งกระบวนแห่หลักไม้ไชยพฤกษ์กับเทียนไชยไปเข้าโรงพิธี แล้วพระสงฆ์ราชาคณะถานานุกรมเจริญพระปริต พระครูพราหมณ์ก็สวดตามไสยเวท ครั้นณวันเดือนสี่ ขึ้นสิบค่ำ เวลาเช้าโมงหนึ่งกับสิบนาที ได้อุดมฤกษ์ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์เชิญหลักไม้ไชยพฤกษ์ลงฝังไว้ที่กลางเมืองสงขลา มีปรากฎอยู่จนทุกวันนี้ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้จัดการ<noinclude></noinclude> q9d96k1u3sr35siip5a2xtk8rew1ymn 293413 293412 2026-07-22T16:11:57Z Lunlumita 12009 293413 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๕}}</noinclude>ก็กลับเข้าไปณกรุงเทพฯ พระเสน่หามนตรีก็กลับไปเมืองนคร พระสุนทรนุรักษ์ก็กลับเข้ามาเมืองสงขลา เมืองกลันตันก็เปนปรกติเรียบร้อยมาจนทุกวันนี้ {{ฟม}}ครั้นณปีขาลจัตวาศก ศักราช ๑๒๐๔ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดการฝังหลักไชยเมืองสงขลา พระราชทานไม้ไชยฤกษ์หลักไชยต้นหนึ่ง กับเทียนไชยหนึ่งเล่ม พร้อมด้วยเครื่องไทยทานต่าง ๆ แลโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระอุดมปิฎกเปนประธานสงฆ์ถานานุกรมเปรียญ ๘ รูปออกมาเปนประธาน กับพระราชครูอัษฎาจารย์พราหมณ์กับพราหมณ์แปดนายออกมาเปนประธานในการฝังหลักไชย พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้กะเกณฑ์กรมการแลไพร่จัดการทำเปนโรงพิธีใหญ่ขึ้นในกลางเมือง คือที่น่าศาลเจ้าหลักเมืองเดี๋ยวนี้ แลตั้งโรงพิธีสี่ทิศคือที่ป้อมเสร็จแล้ว ครั้นเดือนสี่ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีขาลจัตวาศก พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ให้จัดการตั้งกระบวนแห่หลักไม้ไชยพฤษ์กับเทียนไชยเปนการใหญ่ คือจัดกระบวนแห่ทั้งพวกจีนแลพวกไทยเปนที่ครึกครื้นเอิกเกริกมาก ตั้งกระบวนแห่หลักไม้ไชยพฤกษ์กับเทียนไชยไปเข้าโรงพิธี แล้วพระสงฆ์ราชาคณะถานานุกรมเจริญพระปริต พระครูพราหมณ์ก็สวดตามไสยเวท ครั้นณวันเดือนสี่ ขึ้นสิบค่ำ เวลาเช้าโมงหนึ่งกับสิบนาที ได้อุดมฤกษ์ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์เชิญหลักไม้ไชยพฤกษ์ลงฝังไว้ที่กลางเมืองสงขลา มีปรากฎอยู่จนทุกวันนี้ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้จัดการ<noinclude>{{ก|๕}}</noinclude> oliu2l164janh4dmoxe9egnjq5y7hj7 293414 293413 2026-07-22T16:12:07Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293414 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๖๕}}</noinclude>ก็กลับเข้าไปณกรุงเทพฯ พระเสน่หามนตรีก็กลับไปเมืองนคร พระสุนทรนุรักษ์ก็กลับเข้ามาเมืองสงขลา เมืองกลันตันก็เปนปรกติเรียบร้อยมาจนทุกวันนี้ {{ฟม}}ครั้นณปีขาลจัตวาศก ศักราช ๑๒๐๔ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดการฝังหลักไชยเมืองสงขลา พระราชทานไม้ไชยฤกษ์หลักไชยต้นหนึ่ง กับเทียนไชยหนึ่งเล่ม พร้อมด้วยเครื่องไทยทานต่าง ๆ แลโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระอุดมปิฎกเปนประธานสงฆ์ถานานุกรมเปรียญ ๘ รูปออกมาเปนประธาน กับพระราชครูอัษฎาจารย์พราหมณ์กับพราหมณ์แปดนายออกมาเปนประธานในการฝังหลักไชย พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้กะเกณฑ์กรมการแลไพร่จัดการทำเปนโรงพิธีใหญ่ขึ้นในกลางเมือง คือที่น่าศาลเจ้าหลักเมืองเดี๋ยวนี้ แลตั้งโรงพิธีสี่ทิศคือที่ป้อมเสร็จแล้ว ครั้นเดือนสี่ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีขาลจัตวาศก พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ให้จัดการตั้งกระบวนแห่หลักไม้ไชยพฤษ์กับเทียนไชยเปนการใหญ่ คือจัดกระบวนแห่ทั้งพวกจีนแลพวกไทยเปนที่ครึกครื้นเอิกเกริกมาก ตั้งกระบวนแห่หลักไม้ไชยพฤกษ์กับเทียนไชยไปเข้าโรงพิธี แล้วพระสงฆ์ราชาคณะถานานุกรมเจริญพระปริต พระครูพราหมณ์ก็สวดตามไสยเวท ครั้นณวันเดือนสี่ ขึ้นสิบค่ำ เวลาเช้าโมงหนึ่งกับสิบนาที ได้อุดมฤกษ์ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์เชิญหลักไม้ไชยพฤกษ์ลงฝังไว้ที่กลางเมืองสงขลา มีปรากฎอยู่จนทุกวันนี้ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้จัดการ<noinclude>{{ก|๕}}</noinclude> gp5ul8ysy265ujhmo53zv8j35ebuzhu หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/79 250 80229 293415 293045 2026-07-22T16:23:03Z Lunlumita 12009 293415 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๖}}</noinclude>สมโภชหลักเมืองเปนการเอิกเกริกอิก ๕ วัน ๕ คืน คือลครหรือโขนร้อง ๑ โรง หุ่น ๑ โรง งิ้ว ๑ โรง ลครชาตรี ๔ โรง แลพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระสงฆ์ ๒๒ รูป กับเครื่องบริขารภัณฑ์ต่าง ๆ แก่พระราชาคณะถานานุกรมเปรียญ แลพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์เปนอันมากเสร็จแล้ว ครั้นเสร็จการฝังหลักเมือง พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จัดเรือสำเภาลำหนึ่งส่งพระราชาคณะกับพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์เข้าไปณกรุงเทพฯ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ให้ช่างก่อตึกคร่อมหลักเมืองไว้สามหลักเปนตึกจีน กับศาลเจ้าเสื้อเมืองไว้หลังหนึ่งด้วย ครั้นปีมโรงฉศก ศักราช ๑๒๐๖ ถึงกำหนดงวดส่งต้นไม้ทองเงิน เมืองสตูลหาส่งต้นไม้ทองเงินมาไม่ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ต้องทำต้นไม้ทองเงินแทนเมืองสตูล แล้วแต่งให้ตนกูเดหวานำต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวาย โปรดเกล้าฯ ให้ตนกูเดหวาเปนพระยาสตูล พระยาสตูล (เดหวา) กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสตูล ในปีนั้นพระยาสตูลกับพระยาปลิดวิวาทกันด้วยเรื่องเขตรแดน จึ่งโปรดเกล้าฯ มีตราออกมาให้เมืองนครกับเมืองสงขลา พร้อมกันออกไปชำระสะสางให้เปนที่ตกลงเรียบร้อยแก่กัน แล้วให้ปักหลักแดนไว้ให้มั่นคง อย่าให้เกิดวิวาทกันต่อไป ครั้งนั้นพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จึ่งได้มีใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอยกเมืองสตูลให้ขึ้นอยู่กับเมืองนคร เหตุด้วยเมือง<noinclude></noinclude> hpkzjylivb5a0irlu7c5d7yln6k6zta 293416 293415 2026-07-22T16:24:02Z Lunlumita 12009 293416 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๖}}</noinclude>สมโภชหลักเมืองเปนการเอิกเกริกอิก ๕ วัน ๕ คืน คือลครหรือโขนร้อง ๑ โรง หุ่น ๑ โรง งิ้ว ๑ โรง ลครชาตรี ๔ โรง แลพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระสงฆ์ ๒๒ รูป กับเครื่องบริขารภัณฑ์ต่าง ๆ แก่พระราชาคณะถานานุกรมเปรียญ แลพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์เปนอันมากเสร็จแล้ว ครั้นเสร็จการฝังหลักเมือง พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จัดเรือสำเภาลำหนึ่งส่งพระราชาคณะกับพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์เข้าไปณกรุงเทพฯ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ให้ช่างก่อตึกคร่อมหลักเมืองไว้สามหลักเปนตึกจีน กับศาลเจ้าเสื้อเมืองไว้หลังหนึ่งด้วย ครั้นปีมโรงฉศก ศักราช ๑๒๐๖ ถึงกำหนดงวดส่งต้นไม้ทองเงิน เมืองสตูลหาส่งต้นไม้ทองเงินมาไม่ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ต้องทำต้นไม้ทองเงินแทนเมืองสตูล แล้วแต่งให้ตนกูเดหวานำต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวาย โปรดเกล้าฯ ให้ตนกูเดหวาเปนพระยาสตูล พระยาสตูล (เดหวา) กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสตูล ในปีนั้นพระยาสตูลกับพระยาปลิดวิวาทกันด้วยเรื่องเขตรแดน จึ่งโปรดเกล้าฯ มีตราออกมาให้เมืองนครกับเมืองสงขลา พร้อมกันออกไปชำระสะสางให้เปนที่ตกลงเรียบร้อยแก่กัน แล้วให้ปักหลักแดนไว้ให้มั่นคง อย่าให้เกิดวิวาทกันต่อไป ครั้งนั้นพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จึ่งได้มีใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอยกเมืองสตูลให้ขึ้นอยู่กับเมืองนคร เหตุด้วยเมือง<noinclude></noinclude> nm4vnr4803r59frp6721tc47gfvhyr3 293417 293416 2026-07-22T16:24:21Z Lunlumita 12009 293417 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๖}}</noinclude>สมโภชหลักเมืองเปนการเอิกเกริกอิก ๕ วัน ๕ คืน คือลครหรือโขนร้อง ๑ โรง หุ่น ๑ โรง งิ้ว ๑ โรง ลครชาตรี ๔ โรง แลพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระสงฆ์ ๒๒ รูป กับเครื่องบริขารภัณฑ์ต่าง ๆ แก่พระราชาคณะถานานุกรมเปรียญ แลพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์เปนอันมากเสร็จแล้ว ครั้นเสร็จการฝังหลักเมือง พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จัดเรือสำเภาลำหนึ่งส่งพระราชาคณะกับพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์เข้าไปณกรุงเทพฯ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ให้ช่างก่อตึกคร่อมหลักเมืองไว้สามหลักเปนตึกจีน กับศาลเจ้าเสื้อเมืองไว้หลังหนึ่งด้วย {{ฟม}}ครั้นปีมโรงฉศก ศักราช ๑๒๐๖ ถึงกำหนดงวดส่งต้นไม้ทองเงิน เมืองสตูลหาส่งต้นไม้ทองเงินมาไม่ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ต้องทำต้นไม้ทองเงินแทนเมืองสตูล แล้วแต่งให้ตนกูเดหวานำต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวาย โปรดเกล้าฯ ให้ตนกูเดหวาเปนพระยาสตูล พระยาสตูล (เดหวา) กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสตูล ในปีนั้นพระยาสตูลกับพระยาปลิดวิวาทกันด้วยเรื่องเขตรแดน จึ่งโปรดเกล้าฯ มีตราออกมาให้เมืองนครกับเมืองสงขลา พร้อมกันออกไปชำระสะสางให้เปนที่ตกลงเรียบร้อยแก่กัน แล้วให้ปักหลักแดนไว้ให้มั่นคง อย่าให้เกิดวิวาทกันต่อไป ครั้งนั้นพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จึ่งได้มีใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอยกเมืองสตูลให้ขึ้นอยู่กับเมืองนคร เหตุด้วยเมือง<noinclude></noinclude> 9y75j6m9syntphxn6okrshjru9jbqvz 293418 293417 2026-07-22T16:26:06Z Lunlumita 12009 293418 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๖}}</noinclude>สมโภชหลักเมืองเปนการเอิกเกริกอิก ๕ วัน ๕ คืน คือลครหรือโขนร้อง ๑ โรง หุ่น ๑ โรง งิ้ว ๑ โรง ลครชาตรี ๔ โรง แลพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระสงฆ์ ๒๒ รูป กับเครื่องบริขารภัณฑ์ต่าง ๆ แก่พระราชาคณะถานานุกรมเปรียญ แลพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์เปนอันมากเสร็จแล้ว ครั้นเสร็จการฝังหลักเมือง พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จัดเรือสำเภาลำหนึ่งส่งพระราชาคณะกับพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์เข้าไปณกรุงเทพฯ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ให้ช่างก่อตึกคร่อมหลักเมืองไว้สามหลักเปนตึกจีน กับศาลเจ้าเสื้อเมืองไว้หลังหนึ่งด้วย {{ฟม}}ครั้นปีมโรงฉศก ศักราช ๑๒๐๖ ถึงกำหนดงวดส่งต้นไม้ทองเงิน เมืองสตูลหาส่งต้นไม้ทองเงินมาไม่ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ต้องทำต้นไม้ทองเงินแทนเมืองสตูล แล้วแต่งให้ตนกูเดหวานำต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวาย โปรดเกล้าฯ ให้ตนกูเดหวาเปนพระยาสตูล พระยาสตูล (เดหวา) กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสตูล ในปีนั้นพระยาสตูลกับพระยาปลิดวิวาทกันด้วยเรื่องเขตรแดน จึ่งโปรดเกล้าฯ มีตราออกมาให้เมืองนครกับเมืองสงขลาพร้อมกันออกไปชำระสะสางให้เปนที่ตกลงเรียบร้อยแก่กัน แล้วให้ปักหลักแดนไว้ให้มั่นคง อย่าให้เกิดวิวาทกันต่อไป ครั้งนั้นพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จึ่งได้มีใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาขอยกเมืองสตูลให้ขึ้นอยู่กับเมืองนคร เหตุด้วยเมือง<noinclude></noinclude> 8hbtzuzhf3r9hu0n6jpacxkj0kbup5l 293419 293418 2026-07-22T16:26:18Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293419 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๖๖}}</noinclude>สมโภชหลักเมืองเปนการเอิกเกริกอิก ๕ วัน ๕ คืน คือลครหรือโขนร้อง ๑ โรง หุ่น ๑ โรง งิ้ว ๑ โรง ลครชาตรี ๔ โรง แลพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระสงฆ์ ๒๒ รูป กับเครื่องบริขารภัณฑ์ต่าง ๆ แก่พระราชาคณะถานานุกรมเปรียญ แลพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์เปนอันมากเสร็จแล้ว ครั้นเสร็จการฝังหลักเมือง พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จัดเรือสำเภาลำหนึ่งส่งพระราชาคณะกับพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์เข้าไปณกรุงเทพฯ แล้วพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ให้ช่างก่อตึกคร่อมหลักเมืองไว้สามหลักเปนตึกจีน กับศาลเจ้าเสื้อเมืองไว้หลังหนึ่งด้วย {{ฟม}}ครั้นปีมโรงฉศก ศักราช ๑๒๐๖ ถึงกำหนดงวดส่งต้นไม้ทองเงิน เมืองสตูลหาส่งต้นไม้ทองเงินมาไม่ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ต้องทำต้นไม้ทองเงินแทนเมืองสตูล แล้วแต่งให้ตนกูเดหวานำต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวาย โปรดเกล้าฯ ให้ตนกูเดหวาเปนพระยาสตูล พระยาสตูล (เดหวา) กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสตูล ในปีนั้นพระยาสตูลกับพระยาปลิดวิวาทกันด้วยเรื่องเขตรแดน จึ่งโปรดเกล้าฯ มีตราออกมาให้เมืองนครกับเมืองสงขลาพร้อมกันออกไปชำระสะสางให้เปนที่ตกลงเรียบร้อยแก่กัน แล้วให้ปักหลักแดนไว้ให้มั่นคง อย่าให้เกิดวิวาทกันต่อไป ครั้งนั้นพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จึ่งได้มีใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาขอยกเมืองสตูลให้ขึ้นอยู่กับเมืองนคร เหตุด้วยเมือง<noinclude></noinclude> t88s9h59cc4o9dk3ab9o5qvoabafz7s หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/80 250 80230 293420 293049 2026-07-22T16:26:38Z Lunlumita 12009 293420 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๗}}</noinclude>สงขลาบังคับบัญชาเมืองแขก ๗ เมืองโดยเต็มกำลังแล้ว จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้เมืองสตูลขึ้นอยู่กับเมืองนครตั้งแต่นั้นมา {{ฟม}}ครั้นณปีมเมียอัฐศก พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ป่วยโรคชราจึ่งได้มีบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ขุนภักดีโอสถหมอยา พันเมือง หมอนวด ออกมาพยาบาล อาการทรงบ้างทรุดลงบ้าง แลอาการป่วยให้เคลิบเคลิ้มสติเปนโบราณชวน ครั้นณวันอังคารเดือนสี่ขึ้นสิบค่ำปีมแมนพศก ศักราช ๑๒๐๙ เวลา ๓ โมงเช้า พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ถึงอนิจกรรม พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) หลวงวิเศษภักดี (นาก) หลวงบริรักษ์ภูเบศร์ (แสง) แลญาติพี่น้องพร้อมกัน ได้จัดแจงศพตั้งไว้ณหอนั่งเสร็จแล้ว พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) หลวงวิเศษภักดี (นาก) หลวงบริรักษ์ภูเบศร์ (แสง) แต่งให้หลวงไชยสุรินทร์กรมการถือใบบอกกับเงิน ๑๐๐๐๐ เหรียญ เข้าไปทูลเกล้าฯ ถวาย เงิน ๑๐๐๐๐ เหรียญนั้น คือเปนพัทยาตามกฎหมายเดิม ภายหลังพระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) รีบตามเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) เปนผู้รักษาว่าราชการเมืองสงขลา แลโปรดเกล้าฯ ให้รีบกลับออกมาจัดการศพพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระราชทานศิลาน่าเพลิงแลผ้าไตร ๓๐ ไตร พร้อมด้วยเครื่องไทยทานต่าง ๆ กับโปรดเกล้าฯ พระราชทานหมื่นตะมังนายช่างทหารในออก<noinclude></noinclude> 8q1yhbbm117zgvi5fahw8q6mkdp5rj7 293421 293420 2026-07-22T16:28:38Z Lunlumita 12009 293421 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๗}}</noinclude>สงขลาบังคับบัญชาเมืองแขก ๗ เมืองโดยเต็มกำลังแล้ว จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้เมืองสตูลขึ้นอยู่กับเมืองนครตั้งแต่นั้นมา {{ฟม}}ครั้นณปีมเมียอัฐศก พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ป่วยโรคชรา จึ่งได้มีบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณา ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ขุนภักดีโอสถหมอยา พันเมืองหมอนวด ออกมาพยาบาล อาการทรงบ้างทรุดลงบ้าง แลอาการป่วยให้เคลิบเคลิ้มสติเปนโบราณชวน ครั้นณวันอังคาร เดือนสี่ ขึ้นสิบค่ำ ปีมแมนพศก ศักราช ๑๒๐๙ เวลา ๓ โมงเช้า พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ถึงอนิจกรรม พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) หลวงวิเศษภักดี (นาก) หลวงบริรักษ์ภูเบศร์ (แสง) แลญาติพี่น้องพร้อมกันได้จัดแจงศพตั้งไว้ณหอนั่งเสร็จแล้ว พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) หลวงวิเศษภักดี (นาก) หลวงบริรักษ์ภูเบศร์ (แสง) แต่งให้หลวงไชยสุรินทร์กรมการถือใบบอกกับเงิน ๑๐๐๐๐ เหรียญเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวาย เงิน ๑๐๐๐๐ เหรียญนั้นคือเปนพัทยาตามกฎหมายเดิม ภายหลังพระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) รีบตามเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) เปนผู้รักษาว่าราชการเมืองสงขลา แลโปรดเกล้าฯ ให้รีบกลับออกมาจัดการศพพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระราชทานศิลาน่าเพลิง แลผ้าไตร ๓๐ ไตร พร้อมด้วยเครื่องไทยทานต่าง ๆ กับโปรดเกล้าฯ พระราชทานหมื่นตะมังนายช่างทหารในออก<noinclude></noinclude> tn52gd701x21vh1kglxlayoelv1ms5q 293422 293421 2026-07-22T16:28:49Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293422 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๖๗}}</noinclude>สงขลาบังคับบัญชาเมืองแขก ๗ เมืองโดยเต็มกำลังแล้ว จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้เมืองสตูลขึ้นอยู่กับเมืองนครตั้งแต่นั้นมา {{ฟม}}ครั้นณปีมเมียอัฐศก พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ป่วยโรคชรา จึ่งได้มีบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณา ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ขุนภักดีโอสถหมอยา พันเมืองหมอนวด ออกมาพยาบาล อาการทรงบ้างทรุดลงบ้าง แลอาการป่วยให้เคลิบเคลิ้มสติเปนโบราณชวน ครั้นณวันอังคาร เดือนสี่ ขึ้นสิบค่ำ ปีมแมนพศก ศักราช ๑๒๐๙ เวลา ๓ โมงเช้า พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ถึงอนิจกรรม พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) หลวงวิเศษภักดี (นาก) หลวงบริรักษ์ภูเบศร์ (แสง) แลญาติพี่น้องพร้อมกันได้จัดแจงศพตั้งไว้ณหอนั่งเสร็จแล้ว พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) หลวงวิเศษภักดี (นาก) หลวงบริรักษ์ภูเบศร์ (แสง) แต่งให้หลวงไชยสุรินทร์กรมการถือใบบอกกับเงิน ๑๐๐๐๐ เหรียญเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวาย เงิน ๑๐๐๐๐ เหรียญนั้นคือเปนพัทยาตามกฎหมายเดิม ภายหลังพระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) รีบตามเข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) เปนผู้รักษาว่าราชการเมืองสงขลา แลโปรดเกล้าฯ ให้รีบกลับออกมาจัดการศพพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระราชทานศิลาน่าเพลิง แลผ้าไตร ๓๐ ไตร พร้อมด้วยเครื่องไทยทานต่าง ๆ กับโปรดเกล้าฯ พระราชทานหมื่นตะมังนายช่างทหารในออก<noinclude></noinclude> e6gtss4vloro7f9fjbtle3827gwcght หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/81 250 80231 293423 293051 2026-07-22T16:29:19Z Lunlumita 12009 293423 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๘}}</noinclude>มาเปนช่างทำศพคนหนึ่ง พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) กราบถวายบังคมลากลับออกมาถึงเมืองสงขลา ได้จัดแจงทำการศพยังไม่ทันจะเสร็จ {{ฟม}}ในปีนั้นโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิชิตณรงค์เปนแม่กองออกมาสักเลข ตั้งทำเนียบโรงสักอยู่ที่ตำบลบ้านบ่อพลับ ได้ลงมือสักเลขอยู่หลายเดือน {{ฟม}}ครั้นณวันเดือนเจ็ดปีรกาเอกศก ศักราช ๑๒๑๑ พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) หลวงวิเศษภักดี (นาก) พร้อมด้วยญาติพี่น้องได้จัดแจงเผาศพพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ที่ทุ่งนอกกำแพงเมืองสงขลา ซึ่งเรียกกันว่าทุ่งเมรุตลอดมาจนทุกวันนี้ แล้วได้เชิญอัฐิไปฝังไว้ที่ริมเขาแหลมสนทำ เปนฮ่องสุยตามธรรมเนียมจีนเสร็จแล้วอยู่ ๒ วันพณหัวเจ้าท่านที่สมุหพระกลาโหมออกมาถึงเมืองสงขลา ขึ้นพักอยู่ที่ทำเนียบตำบลบ้านบ่อพลับ ตรวจการสักเลขอยู่สามเดือน เสร็จการสักเลขแล้ว พณหัวเจ้าท่านที่สมุหพระกลาโหมกับพระยาวิชิตณรงค์ก็กลับเข้าไปณกรุงเทพฯ {{กสต|ประวัติพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง)|120}} {{ฟม}}พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) เปนบุตรที่ ๒ ของพระอนันตสมบัติ (บุญเฮี้ยว) เปนน้องร่วมมารดากับพระยาวิเศษภักดีศรีสุรสงครามพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) เดิมเมื่อพระยาวิเศษภักดี พระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) เปนผู้ว่าราชการเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) เปนหลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการ ภายหลังโปรดเกล้าฯ{{วว}}<noinclude></noinclude> m53w6oocprva2xtjtsu6z0k3trvzcul 293424 293423 2026-07-22T16:30:57Z Lunlumita 12009 293424 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๘}}</noinclude>มาเปนช่างทำศพคนหนึ่ง พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) กราบถวายบังคมลากลับออกมาถึงเมืองสงขลา ได้จัดแจงทำการศพยังไม่ทันจะเสร็จ {{ฟม}}ในปีนั้นโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิชิตณรงค์เปนแม่กองออกมาสักเลข ตั้งทำเนียบโรงสักอยู่ที่ตำบลบ้านบ่อพลับ ได้ลงมือสักเลขอยู่หลายเดือน {{ฟม}}ครั้นณวันเดือนเจ็ด ปีรกาเอกศก ศักราช ๑๒๑๑ พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) หลวงวิเศษภักดี (นาก) พร้อมด้วยญาติพี่น้องได้จัดแจงเผาศพพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ที่ทุ่งนอกกำแพงเมืองสงขลา ซึ่งเรียกกันว่าทุ่งเมรุตลอดมาจนทุกวันนี้ แล้วได้เชิญอัฐิไปฝังไว้ที่ริมเขาแหลมสนทำ เปนฮ่องสุยตามธรรมเนียมจีนเสร็จแล้ว อยู่ ๒ วันพณหัวเจ้าท่านที่สมุหพระกลาโหมออกมาถึงเมืองสงขลา ขึ้นพักอยู่ที่ทำเนียบตำบลบ้านบ่อพลับ ตรวจการสักเลขอยู่สามเดือน เสร็จการสักเลขแล้ว พณหัวเจ้าท่านที่สมุหพระกลาโหมกับพระยาวิชิตณรงค์ก็กลับเข้าไปณกรุงเทพฯ {{กสต|ประวัติพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง)|120}} {{ฟม}}พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) เปนบุตรที่ ๒ ของพระอนันตสมบัติ (บุญเฮี้ยว) เปนน้องร่วมมารดากับพระยาวิเศษภักดีศรีสุรสงครามพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) เดิมเมื่อพระยาวิเศษภักดี พระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) เปนผู้ว่าราชการเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) เปนหลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการ ภายหลังโปรดเกล้าฯ{{วว}}<noinclude></noinclude> keplai1ehxtvlko2w5l1yyhrd4sa1iw 293425 293424 2026-07-22T16:31:28Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293425 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๖๘}}</noinclude>มาเปนช่างทำศพคนหนึ่ง พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) กราบถวายบังคมลากลับออกมาถึงเมืองสงขลา ได้จัดแจงทำการศพยังไม่ทันจะเสร็จ {{ฟม}}ในปีนั้นโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิชิตณรงค์เปนแม่กองออกมาสักเลข ตั้งทำเนียบโรงสักอยู่ที่ตำบลบ้านบ่อพลับ ได้ลงมือสักเลขอยู่หลายเดือน {{ฟม}}ครั้นณวันเดือนเจ็ด ปีรกาเอกศก ศักราช ๑๒๑๑ พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) หลวงวิเศษภักดี (นาก) พร้อมด้วยญาติพี่น้องได้จัดแจงเผาศพพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ที่ทุ่งนอกกำแพงเมืองสงขลา ซึ่งเรียกกันว่าทุ่งเมรุตลอดมาจนทุกวันนี้ แล้วได้เชิญอัฐิไปฝังไว้ที่ริมเขาแหลมสนทำ เปนฮ่องสุยตามธรรมเนียมจีนเสร็จแล้ว อยู่ ๒ วันพณหัวเจ้าท่านที่สมุหพระกลาโหมออกมาถึงเมืองสงขลา ขึ้นพักอยู่ที่ทำเนียบตำบลบ้านบ่อพลับ ตรวจการสักเลขอยู่สามเดือน เสร็จการสักเลขแล้ว พณหัวเจ้าท่านที่สมุหพระกลาโหมกับพระยาวิชิตณรงค์ก็กลับเข้าไปณกรุงเทพฯ {{กสต|ประวัติพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง)|120}} {{ฟม}}พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) เปนบุตรที่ ๒ ของพระอนันตสมบัติ (บุญเฮี้ยว) เปนน้องร่วมมารดากับพระยาวิเศษภักดีศรีสุรสงครามพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) เดิมเมื่อพระยาวิเศษภักดี พระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) เปนผู้ว่าราชการเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) เปนหลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการ ภายหลังโปรดเกล้าฯ{{วว}}<noinclude></noinclude> ssgapt6zfxgqd1z1mrhpt4rcm6pmnah หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/82 250 80232 293426 293053 2026-07-22T16:31:52Z Lunlumita 12009 293426 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๙}}</noinclude>ให้เปนพระสุนทรนุรักษ์ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปนพระยาวิเชียรคิรีศรีสมุทสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) มีบุตรกับท่านผู้หญิงทองสุก คือ ท่านผู้หญิงที่ ๑ แล้วมีบุตรกับท่านผู้หญิงแก้วชาวเมืองพัทลุงซึ่งนับเปนท่านผู้หญิงที่ ๒ บุตรที่ ๑ ชื่อลูกจันทน์ บุตรที่ ๒ ชื่อลูกอิน เปนผู้หญิงทั้ง ๒ คน ลูกจันทน์ได้ถวายเปนเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ลูกอินนั้นเปนท่านผู้หญิงที่ ๓ ของเจ้าพระยาวิเชียรคิรี (เม่น) แต่ไม่มีบุตร พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ได้สร้างบ้านเรือนไว้ในกรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาน่าวัดสามปลื้มตำบลหนึ่ง ปลูกเปนเรือนมุงกระเบื้องพื้นกระดาน ฝากระดาน ๘ หลัง แลมีท่านผู้หญิงชื่อปรางอยู่ในกรุงเทพฯ คนหนึ่งนับว่าเปนท่านผู้หญิงที่ ๔ แต่ไม่มีบุตร แลพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ได้เปนแม่ทัพต่อสู้กับแขกขบถถึง ๒ ครั้ง แลได้ก่อกำแพงเมืองกับฝังหลักเมืองเสร็จบริบูรณ์ กับได้ก่อตึกจีนทำเปนจวนผู้ว่าราชการเมืองไว้ ๕ หลัง ซึ่งเรียกกันว่าในจวนตลอดมาจนเดี๋ยวนี้ พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) อัธยาไศรยดุร้าย จนราษฎรร้องเรียกกันว่า เจ้าคุณสงขลาเสือ เหตุด้วยท่านเกณฑ์ราษฎรไปล้อมจับเสือที่ตำบลบ้านศีศะเขา เพราะที่นั้นเปนที่เสือป่าอยู่ชุกชุม วิธีที่ล้อมจับเสือนั้นพิศดารหลายอย่าง คือเกณฑ์ให้ราษฎรทำแผงไม้ไผ่กว้าง ๖ ศอก ยาว ๖ ศอก ๔ เหลี่ยมไว้เสมอทุกกำนัน ๆ ละ ๑๐ แผงบ้าง ๑๒ แผงบ้าง ๑๕ แผงบ้าง เมื่อเสือเข้ามากัดสุกรหรือโคของราษฎรที่ตำบลบ้านศีศะเขาแล้ว พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) มีคำสั่งเรียกราษฎรแลแผง<noinclude></noinclude> f5zh1ild1o5w3ji5epybdrgqmlgl6qs 293427 293426 2026-07-22T16:38:49Z Lunlumita 12009 293427 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๙}}</noinclude>ให้เปนพระสุนทรนุรักษ์ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปนพระยาวิเชียรคิรีศรีสมุทสงครามผู้ว่าราชการเมืองสงขลา พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) มีบุตรกับท่านผู้หญิงทองสุก คือท่านผู้หญิงที่ ๑ แล้วมีบุตรกับท่านผู้หญิงแก้วชาวเมืองพัทลุงซึ่งนับเปนท่านผู้หญิงที่ ๒ บุตรที่ ๑ ชื่อลูกจันทน์ บุตรที่ ๒ ชื่อลูกอิน เปนผู้หญิงทั้ง ๒ คน ลูกจันทน์ได้ถวายเปนเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ลูกอินนั้นเปนท่านผู้หญิงที่ ๓ ของเจ้าพระยาวิเชียรคิรี (เม่น) แต่ไม่มีบุตร พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ได้สร้างบ้านเรือนไว้ในกรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาน่าวัดสามปลื้มตำบลหนึ่ง ปลูกเปนเรือนมุงกระเบื้องพื้นกระดานฝากระดาน ๘ หลัง แลมีท่านผู้หญิงชื่อปรางอยู่ในกรุงเทพฯ คนหนึ่ง นับว่าเปนท่านผู้หญิงที่ ๔ แต่ไม่มีบุตร แลพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ได้เปนแม่ทัพต่อสู้กับแขกขบถถึง ๒ ครั้ง แลได้ก่อกำแพงเมืองกับฝังหลักเมืองเสร็จบริบูรณ์ กับได้ก่อตึกจีนทำเปนจวนผู้ว่าราชการเมืองไว้ ๕ หลัง ซึ่งเรียกกันว่าในจวนตลอดมาจนเดี๋ยวนี้ พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) อัธยาไศรยดุร้าย จนราษฎรร้องเรียกกันว่าเจ้าคุณสงขลาเสือ เหตุด้วยท่านเกณฑ์ราษฎรไปล้อมจับเสือที่ตำบลบ้านศีศะเขา เพราะที่นั้นเปนที่เสือป่าอยู่ชุกชุม วิธีที่ล้อมจับเสือนั้นพิศดารหลายอย่าง คือเกณฑ์ให้ราษฎรทำแผงไม้ไผ่กว้าง ๖ ศอก ยาว ๖ ศอก ๔ เหลี่ยมไว้เสมอทุกกำนัน ๆ ละ ๑๐ แผงบ้าง ๑๒ แผงบ้าง ๑๕ แผงบ้าง เมื่อเสือเข้ามากัดสุกรหรือโคของราษฎรที่ตำบลบ้านศีศะเขาแล้ว พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) มีคำสั่งเรียกราษฎรแลแผง<noinclude></noinclude> c2vkr1z12ytshuqcv6yg9uo9a31dwo9 293428 293427 2026-07-22T16:38:59Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293428 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๖๙}}</noinclude>ให้เปนพระสุนทรนุรักษ์ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปนพระยาวิเชียรคิรีศรีสมุทสงครามผู้ว่าราชการเมืองสงขลา พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) มีบุตรกับท่านผู้หญิงทองสุก คือท่านผู้หญิงที่ ๑ แล้วมีบุตรกับท่านผู้หญิงแก้วชาวเมืองพัทลุงซึ่งนับเปนท่านผู้หญิงที่ ๒ บุตรที่ ๑ ชื่อลูกจันทน์ บุตรที่ ๒ ชื่อลูกอิน เปนผู้หญิงทั้ง ๒ คน ลูกจันทน์ได้ถวายเปนเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ลูกอินนั้นเปนท่านผู้หญิงที่ ๓ ของเจ้าพระยาวิเชียรคิรี (เม่น) แต่ไม่มีบุตร พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ได้สร้างบ้านเรือนไว้ในกรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาน่าวัดสามปลื้มตำบลหนึ่ง ปลูกเปนเรือนมุงกระเบื้องพื้นกระดานฝากระดาน ๘ หลัง แลมีท่านผู้หญิงชื่อปรางอยู่ในกรุงเทพฯ คนหนึ่ง นับว่าเปนท่านผู้หญิงที่ ๔ แต่ไม่มีบุตร แลพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ได้เปนแม่ทัพต่อสู้กับแขกขบถถึง ๒ ครั้ง แลได้ก่อกำแพงเมืองกับฝังหลักเมืองเสร็จบริบูรณ์ กับได้ก่อตึกจีนทำเปนจวนผู้ว่าราชการเมืองไว้ ๕ หลัง ซึ่งเรียกกันว่าในจวนตลอดมาจนเดี๋ยวนี้ พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) อัธยาไศรยดุร้าย จนราษฎรร้องเรียกกันว่าเจ้าคุณสงขลาเสือ เหตุด้วยท่านเกณฑ์ราษฎรไปล้อมจับเสือที่ตำบลบ้านศีศะเขา เพราะที่นั้นเปนที่เสือป่าอยู่ชุกชุม วิธีที่ล้อมจับเสือนั้นพิศดารหลายอย่าง คือเกณฑ์ให้ราษฎรทำแผงไม้ไผ่กว้าง ๖ ศอก ยาว ๖ ศอก ๔ เหลี่ยมไว้เสมอทุกกำนัน ๆ ละ ๑๐ แผงบ้าง ๑๒ แผงบ้าง ๑๕ แผงบ้าง เมื่อเสือเข้ามากัดสุกรหรือโคของราษฎรที่ตำบลบ้านศีศะเขาแล้ว พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) มีคำสั่งเรียกราษฎรแลแผง<noinclude></noinclude> jqll9krobf9sw5z4nh35x7bp7cincbx หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/83 250 80233 293429 293055 2026-07-22T16:40:30Z Lunlumita 12009 293429 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๗๐}}</noinclude>ได้ในทันทีให้มาล้อมจับเสือ ถ้าราษฎรมาไม่พร้อมในระหว่าง ๒๔ ชั่วโมง ก็ต้องรับอาญาเฆี่ยนหลังคนละ ๓๐ ทีแลต้องจำคุกด้วย เมื่อราษฎรพาแผงมาพร้อมแล้ว ก็ชวนกันเอาแผงล้อมเสือเข้าโดยรอบ ด้านนอกแผงนั้นให้ราษฎรกองเพลิงตีเกราะนั่งยามโดยรอบแผง พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ถือปืนคาบศิลาชื่อว่าอีเฟืองไปนอนเฝ้าเสืออยู่พร้อมด้วยราษฎร พระยาวิเชียรคิริ (เถี้ยนเส้ง) มีอาญาสิทธิเต็มอำนาจเหมือนกับอาญาสิทธิแม่ทัพใหญ่ ครั้นเวลาเช้าพระยาวิเชียรคิริ (เถี้ยนเส้ง) จัดให้ราษฎรพวกหนึ่งถือหอกแลง้าวพร้าขวานเข้าไปอยู่ในแผง ราษฎรพวกหนึ่งคอยขยับแผงตาม พวกราษฎรที่เข้าไปอยู่ในแผงก็จัดกันเปนสามชั้น ชั้นที่หนึ่งถือหอกง้าวเดินเข้าไปข้างน่า ชั้นที่สองถือพร้าขวานถางป่า เดินตามเข้าไปข้างหลัง ชั้นที่สามขยับแผงตามหลังเข้าไปให้วงแผงที่ล้อมนั้นเลื่อนน้อยเข้าทุกครั้ง เมื่อถางป่าขยับแผงล้อมรอบวงน้อยเข้าไปทุกวัน ๆ เสือซึ่งอยู่ในที่ล้อมก็กระโดดกัดเอาคนซึ่งอยู่ในแผงสามชั้นวันละ ๒ คน ๓ คน ถึงแก่กรรมบ้าง เจ็บป่วยลำบากบ้าง พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ก็ยังรีบเร่งให้ราษฎรล้อมเสืออยู่เสมอ ในเวลานั้นปรากฏว่าเสือกัดราษฎรตายในที่ล้อมเสียหลายสิบคน เมื่อล้อมแผงเข้าไปใกล้ชิดกับตัวเสือแล้ว เสือก็ตกใจกระโดดขึ้นอยู่บนต้นมะปริงใหญ่ริมโบถแขกตำบลบ้านศีศะเขาเดี๋ยวนี้เพื่อจะกระโดดข้ามแผงหนีออกไป พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ยิงเสือด้วยปืนคาบศิลาชื่ออีเฟืองถูกที่ขมองศีศะ เสือพลัดตกลงจากต้นมะปริงตายในทันที พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้นี้เปนผู้ชำนาญในการยิงปืน เพราะเปนศิษย์ท่านพระยาอภัยสรเพลิง<noinclude></noinclude> 4b6s9jtrq882mrpysqtnt9rpox3rvjv 293430 293429 2026-07-22T16:40:43Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293430 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๗๐}}</noinclude>ได้ในทันทีให้มาล้อมจับเสือ ถ้าราษฎรมาไม่พร้อมในระหว่าง ๒๔ ชั่วโมง ก็ต้องรับอาญาเฆี่ยนหลังคนละ ๓๐ ทีแลต้องจำคุกด้วย เมื่อราษฎรพาแผงมาพร้อมแล้ว ก็ชวนกันเอาแผงล้อมเสือเข้าโดยรอบ ด้านนอกแผงนั้นให้ราษฎรกองเพลิงตีเกราะนั่งยามโดยรอบแผง พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ถือปืนคาบศิลาชื่อว่าอีเฟืองไปนอนเฝ้าเสืออยู่พร้อมด้วยราษฎร พระยาวิเชียรคิริ (เถี้ยนเส้ง) มีอาญาสิทธิเต็มอำนาจเหมือนกับอาญาสิทธิแม่ทัพใหญ่ ครั้นเวลาเช้าพระยาวิเชียรคิริ (เถี้ยนเส้ง) จัดให้ราษฎรพวกหนึ่งถือหอกแลง้าวพร้าขวานเข้าไปอยู่ในแผง ราษฎรพวกหนึ่งคอยขยับแผงตาม พวกราษฎรที่เข้าไปอยู่ในแผงก็จัดกันเปนสามชั้น ชั้นที่หนึ่งถือหอกง้าวเดินเข้าไปข้างน่า ชั้นที่สองถือพร้าขวานถางป่า เดินตามเข้าไปข้างหลัง ชั้นที่สามขยับแผงตามหลังเข้าไปให้วงแผงที่ล้อมนั้นเลื่อนน้อยเข้าทุกครั้ง เมื่อถางป่าขยับแผงล้อมรอบวงน้อยเข้าไปทุกวัน ๆ เสือซึ่งอยู่ในที่ล้อมก็กระโดดกัดเอาคนซึ่งอยู่ในแผงสามชั้นวันละ ๒ คน ๓ คน ถึงแก่กรรมบ้าง เจ็บป่วยลำบากบ้าง พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ก็ยังรีบเร่งให้ราษฎรล้อมเสืออยู่เสมอ ในเวลานั้นปรากฏว่าเสือกัดราษฎรตายในที่ล้อมเสียหลายสิบคน เมื่อล้อมแผงเข้าไปใกล้ชิดกับตัวเสือแล้ว เสือก็ตกใจกระโดดขึ้นอยู่บนต้นมะปริงใหญ่ริมโบถแขกตำบลบ้านศีศะเขาเดี๋ยวนี้เพื่อจะกระโดดข้ามแผงหนีออกไป พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ยิงเสือด้วยปืนคาบศิลาชื่ออีเฟืองถูกที่ขมองศีศะ เสือพลัดตกลงจากต้นมะปริงตายในทันที พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้นี้เปนผู้ชำนาญในการยิงปืน เพราะเปนศิษย์ท่านพระยาอภัยสรเพลิง<noinclude></noinclude> gf0rh96f4t4hpic2dbrzhmidhz6c9a7 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/84 250 80234 293431 293057 2026-07-22T16:40:55Z Lunlumita 12009 293431 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๗๑}}</noinclude>กรุงเทพฯ แลพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้นี้อัธยาไศรยชอบเล่น ลครแลศักรวา ทั้งเปนผู้ศรัทธาในพระพุทธสาสนา ได้สร้างพระวินัยไว้ ๖๖ คัมภีร์ พระสูตร ๒๒๙ คัมภีร์ พระอภิธรรม ๙๗ คัมภีร์ แลได้สร้างเรือสำเภาไว้สำหรับค้าขาย ๓ ลำ แลได้จัดราชการบ้านเมืองให้เรียบร้อยลงหลายอย่าง แต่พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้นี้เปนผู้ถือธรรมเนียมจีนอย่างกวดขัน แลเปนผู้ชำนาญในภาษาจีนเขียนอ่านหนังสือจีนคิดเลขอย่างจีนได้คล่องแคล่ว ทั้งเปนผู้ที่ดุร้ายมีอำนาจโดยเต็มกำลัง จึ่งได้รักษาราชการเมืองสงขลาไว้ได้โดยเรียบร้อย เพราะเวลานั้นแขกเมืองทั้ง ๗ เมืองก็คิดขบถอยู่เสมอ ราษฎรในพื้นเมืองสงขลาก็เปนพวกบาแบเรียนคิดแต่จะปล้นสดมฉกชิงวิ่งราวอยู่มิได้ขาด แลธรรมเนียมราชการก็ฟั่นเฝือเหลือจะประมาณ เมืองสงขลาเวลานั้นก็แรกจะตั้งขึ้น ราษฎรพลเมืองก็มีตัวอยู่แต่น้อย พวกแขก ๗ เมือง มีกำลังมาก ถึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเศษภักดี พระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) แบ่งเมืองตานีออกเปน ๗ เมืองเสียแล้วก็จริง เมืองสงขลาอำนาจยังไม่พอที่จะปกครอง เพราะเหตุนี้พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) จึ่งได้กระทำอำนาจโดยแขงแรง ถึงแก่บังคับให้ราษฎรจับเสือป่าได้คล้าย ๆ กับจับวิลาหรือกระจง ราษฎรในเมืองสงขลาเวลานั้นกลัวอำนาจพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ยิ่งกว่ากลัวอำนาจเสือป่า ความพิศดารในการเรื่องนี้ยังมีวิถารมาก ข้าพเจ้าผู้เรียงหนังสือฉบับนี้ไม่สามารถที่จะกล่าวให้เกินไป แลพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้นี้ถือลัทธิธรรมเนียมจีนโดยกวดขัน ในวงษ์ญาติซึ่งเนื่องว่าเปนพวก<noinclude></noinclude> k2jswvfefh47k0pqfumaequwejds9tq 293432 293431 2026-07-22T16:42:51Z Lunlumita 12009 293432 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๗๑}}</noinclude>กรุงเทพฯ แลพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้นี้อัธยาไศรยชอบเล่นลครแลศักรวา ทั้งเปนผู้ศรัทธาในพระพุทธสาสนา ได้สร้างพระวินัยไว้ ๖๖ คัมภีร์ พระสูตร ๒๒๙ คัมภีร์ พระอภิธรรม ๙๗ คัมภีร์ แลได้สร้างเรือสำเภาไว้สำหรับค้าขาย ๓ ลำ แลได้จัดราชการบ้านเมืองให้เรียบร้อยลงหลายอย่าง แต่พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้นี้เปนผู้ถือธรรมเนียมจีนอย่างกวดขัน แลเปนผู้ชำนาญในภาษาจีนเขียนอ่านหนังสือจีนคิดเลขอย่างจีนได้คล่องแคล่ว ทั้งเปนผู้ที่ดุร้ายมีอำนาจโดยเต็มกำลัง จึ่งได้รักษาราชการเมืองสงขลาไว้ได้โดยเรียบร้อย เพราะเวลานั้นแขกเมืองทั้ง ๗ เมืองก็คิดขบถอยู่เสมอ ราษฎรในพื้นเมืองสงขลาก็เปนพวกบาแบเรียน คิดแต่จะปล้นสดมฉกชิงวิ่งราวอยู่มิได้ขาด แลธรรมเนียมราชการก็ฟั่นเฝือเหลือจะประมาณ เมืองสงขลาเวลานั้นก็แรกจะตั้งขึ้น ราษฎรพลเมืองก็มีตัวอยู่แต่น้อย พวกแขก ๗ เมืองมีกำลังมาก ถึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) แบ่งเมืองตานีออกเปน ๗ เมืองเสียแล้วก็จริง เมืองสงขลาอำนาจยังไม่พอที่จะปกครอง เพราะเหตุนี้พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) จึ่งได้กระทำอำนาจโดยแขงแรง ถึงแก่บังคับให้ราษฎรจับเสือป่าได้คล้าย ๆ กับจับวิลาหรือกระจง ราษฎรในเมืองสงขลาเวลานั้นกลัวอำนาจพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ยิ่งกว่ากลัวอำนาจเสือป่า ความพิศดารในการเรื่องนี้ยังมีวิถารมาก ข้าพเจ้าผู้เรียงหนังสือฉบับนี้ไม่สามารถที่จะกล่าวให้เกินไป แลพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้นี้ถือลัทธิธรรมเนียมจีนโดยกวดขัน ในวงษ์ญาติซึ่งเนื่องว่าเปนพวก<noinclude></noinclude> mgxrj6ix6ozlbwr4fjt63z3e97twrtq 293433 293432 2026-07-22T16:43:03Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293433 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๗๑}}</noinclude>กรุงเทพฯ แลพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้นี้อัธยาไศรยชอบเล่นลครแลศักรวา ทั้งเปนผู้ศรัทธาในพระพุทธสาสนา ได้สร้างพระวินัยไว้ ๖๖ คัมภีร์ พระสูตร ๒๒๙ คัมภีร์ พระอภิธรรม ๙๗ คัมภีร์ แลได้สร้างเรือสำเภาไว้สำหรับค้าขาย ๓ ลำ แลได้จัดราชการบ้านเมืองให้เรียบร้อยลงหลายอย่าง แต่พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้นี้เปนผู้ถือธรรมเนียมจีนอย่างกวดขัน แลเปนผู้ชำนาญในภาษาจีนเขียนอ่านหนังสือจีนคิดเลขอย่างจีนได้คล่องแคล่ว ทั้งเปนผู้ที่ดุร้ายมีอำนาจโดยเต็มกำลัง จึ่งได้รักษาราชการเมืองสงขลาไว้ได้โดยเรียบร้อย เพราะเวลานั้นแขกเมืองทั้ง ๗ เมืองก็คิดขบถอยู่เสมอ ราษฎรในพื้นเมืองสงขลาก็เปนพวกบาแบเรียน คิดแต่จะปล้นสดมฉกชิงวิ่งราวอยู่มิได้ขาด แลธรรมเนียมราชการก็ฟั่นเฝือเหลือจะประมาณ เมืองสงขลาเวลานั้นก็แรกจะตั้งขึ้น ราษฎรพลเมืองก็มีตัวอยู่แต่น้อย พวกแขก ๗ เมืองมีกำลังมาก ถึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเศษภักดีพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) แบ่งเมืองตานีออกเปน ๗ เมืองเสียแล้วก็จริง เมืองสงขลาอำนาจยังไม่พอที่จะปกครอง เพราะเหตุนี้พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) จึ่งได้กระทำอำนาจโดยแขงแรง ถึงแก่บังคับให้ราษฎรจับเสือป่าได้คล้าย ๆ กับจับวิลาหรือกระจง ราษฎรในเมืองสงขลาเวลานั้นกลัวอำนาจพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ยิ่งกว่ากลัวอำนาจเสือป่า ความพิศดารในการเรื่องนี้ยังมีวิถารมาก ข้าพเจ้าผู้เรียงหนังสือฉบับนี้ไม่สามารถที่จะกล่าวให้เกินไป แลพระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้นี้ถือลัทธิธรรมเนียมจีนโดยกวดขัน ในวงษ์ญาติซึ่งเนื่องว่าเปนพวก<noinclude></noinclude> pmtk79flzmbrzkpgszok1nllel0yx1d หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/85 250 80235 293434 293059 2026-07-22T16:44:22Z Lunlumita 12009 293434 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๗๒}}</noinclude>แซ่เง่าด้วยกันแล้วห้ามไม่ให้ร่วมประเวณีต่อกัน ด้วยธรรมเนียมจีนถือกันอย่างนี้ {{ฟม}}พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) เปนผู้โอบอ้อมยกย่องญาติพี่น้องในตระกูลโดยแขงแรง คือเจือจานให้ปันเลี้ยงดูในหมู่ญาติทั่วตลอดกัน ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง แลรวบรวมหมู่ญาติในตระกูลให้ตั้งอยู่ในความสามัคคีต่อกันโดยเรียบร้อย แลเปนผู้ชำนาญหาผลประโยชน์ในการค้าขาย {{ฟม}}ครั้นณวันเดือนหก ปีจอโทศก ศักราช ๑๒๑๒ พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) มอบราชการเมืองให้หลวงวิเศษภักดี (นาก) หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) กับกรมการอยู่รักษาราชการเมืองสงขลา พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ก็เข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อจะได้รับสัญญาบัตรตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) เข้าไปติดค้างอยู่ในกรุงเทพฯ ปีเศษ ด้วยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต ในปีจอโทศกนั้นหลวงวิเศษภักดี (นาก) ผู้ช่วยราชการซึ่งอยู่รักษาราชการเมืองสงขลาป่วยถึงแก่กรรม ยังอยู่แต่หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) กับกรมการผู้ใหญ่ผู้น้อยอยู่รักษาราชการเมือง ครั้นณวันพุฒ เดือนหก แรมสิบสามค่ำ ปีกุญตรีศก ศักราช ๑๒๑๓ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) เปนพระยาวิเชียรคิรีผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา แลโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้นายจ่าเรศ (เม่น) บุตรพระยาวิเศษภักดี ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) เปนหลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการ พระยาวิเชียรคิรี{{วว}}<noinclude></noinclude> 42uc4ezhomjc9652h0if6brj365wocg 293435 293434 2026-07-22T16:44:31Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293435 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๗๒}}</noinclude>แซ่เง่าด้วยกันแล้วห้ามไม่ให้ร่วมประเวณีต่อกัน ด้วยธรรมเนียมจีนถือกันอย่างนี้ {{ฟม}}พระยาวิเชียรคิรี (เถี้ยนเส้ง) เปนผู้โอบอ้อมยกย่องญาติพี่น้องในตระกูลโดยแขงแรง คือเจือจานให้ปันเลี้ยงดูในหมู่ญาติทั่วตลอดกัน ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง แลรวบรวมหมู่ญาติในตระกูลให้ตั้งอยู่ในความสามัคคีต่อกันโดยเรียบร้อย แลเปนผู้ชำนาญหาผลประโยชน์ในการค้าขาย {{ฟม}}ครั้นณวันเดือนหก ปีจอโทศก ศักราช ๑๒๑๒ พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) มอบราชการเมืองให้หลวงวิเศษภักดี (นาก) หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) กับกรมการอยู่รักษาราชการเมืองสงขลา พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) ก็เข้าไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อจะได้รับสัญญาบัตรตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) เข้าไปติดค้างอยู่ในกรุงเทพฯ ปีเศษ ด้วยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต ในปีจอโทศกนั้นหลวงวิเศษภักดี (นาก) ผู้ช่วยราชการซึ่งอยู่รักษาราชการเมืองสงขลาป่วยถึงแก่กรรม ยังอยู่แต่หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) กับกรมการผู้ใหญ่ผู้น้อยอยู่รักษาราชการเมือง ครั้นณวันพุฒ เดือนหก แรมสิบสามค่ำ ปีกุญตรีศก ศักราช ๑๒๑๓ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสัง) เปนพระยาวิเชียรคิรีผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา แลโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้นายจ่าเรศ (เม่น) บุตรพระยาวิเศษภักดี ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) เปนหลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการ พระยาวิเชียรคิรี{{วว}}<noinclude></noinclude> 17rghd76l9kvs8dmrjgilfgmltckbc0 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/86 250 80236 293436 293061 2026-07-22T16:44:49Z Lunlumita 12009 293436 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๗๓}}</noinclude>(บุญสัง) หลวงสุนทรนุรักษ์ (เม่น) กราบถวายบังคมลากลับออกมารับราชการอยู่ณเมืองสงขลา ภายหลังหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) เข้าไปเยี่ยมญาติในกรุงเทพ ฯ ก็ป่วยถึงแก่กรรมเสียในกรุงเทพ ฯ หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) คนนี้เปนบุตรพระยาวิเศษภักดี (เถี้ยนจ๋ง) มารดาเปนคนในกรุงเทพ ฯ เมื่อพระยาวิเศษภักดี (เถี้ยนจ๋ง) เข้าไปทำราชการเปนที่หลวงนายฤทธิ์อยู่ในกรุงเทพ ฯ ได้สร้างบ้านเรือนเคหสถานที่ริมแม่น้ำ คือที่สุนันทาลัยเดี๋ยวนี้ แลมีภรรยาในกรุงเทพ ฯ มีบุตรผู้หญิงหนึ่ง ผู้ชายหนึ่ง บุตรผู้หญิงชื่อวัน เข้าทำราชการ เปนพนักงานอยู่ในพระบรมมหาราชวังในรัชกาลที่ ๒ บุตรผู้ชายชื่อแสงเปนนายขันมหาดเล็ก ภายหลังโปรดเกล้า ฯ ให้เปนหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) เปนผู้ชำนาญในการยิงปืนแม่นยำ แลชำนาญในการแพทย์ด้วย เมื่อออกมารับราชการเปนที่หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ ผู้ช่วยราชการอยู่ที่เมืองสงขลา มีภรรยาอิกคนหนึ่งชื่อนิ่ม มีบุตรผู้ชายหนึ่ง ผู้หญิงหนึ่ง บุตรผู้ชายชื่อเวียง บุตรผู้หญิงชื่อทับ แต่เมื่อถึงแก่กรรมนั้นในวันเดือนปีใดไม่ปรากฎ ๚ะ {{สกอ|sp|100}}<noinclude></noinclude> ru6353bmp395fwbjsnyvz6ckl615wjp 293437 293436 2026-07-22T16:45:13Z Lunlumita 12009 293437 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๗๓}}</noinclude>(บุญสัง) หลวงสุนทรนุรักษ์ (เม่น) กราบถวายบังคมลากลับออกมารับราชการอยู่ณเมืองสงขลา ภายหลังหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) เข้าไปเยี่ยมญาติในกรุงเทพฯ ก็ป่วยถึงแก่กรรมเสียในกรุงเทพฯ หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) คนนี้เปนบุตรพระยาวิเศษภักดี (เถี้ยนจ๋ง) มารดาเปนคนในกรุงเทพฯ เมื่อพระยาวิเศษภักดี (เถี้ยนจ๋ง) เข้าไปทำราชการเปนที่หลวงนายฤทธิ์อยู่ในกรุงเทพฯ ได้สร้างบ้านเรือนเคหสถานที่ริมแม่น้ำ คือที่สุนันทาลัยเดี๋ยวนี้ แลมีภรรยาในกรุงเทพฯ มีบุตรผู้หญิงหนึ่ง ผู้ชายหนึ่ง บุตรผู้หญิงชื่อวัน เข้าทำราชการ เปนพนักงานอยู่ในพระบรมมหาราชวังในรัชกาลที่ ๒ บุตรผู้ชายชื่อแสงเปนนายขันมหาดเล็ก ภายหลังโปรดเกล้าฯ ให้เปนหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) เปนผู้ชำนาญในการยิงปืนแม่นยำ แลชำนาญในการแพทย์ด้วย เมื่อออกมารับราชการเปนที่หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ ผู้ช่วยราชการอยู่ที่เมืองสงขลา มีภรรยาอิกคนหนึ่งชื่อนิ่ม มีบุตรผู้ชายหนึ่ง ผู้หญิงหนึ่ง บุตรผู้ชายชื่อเวียง บุตรผู้หญิงชื่อทับ แต่เมื่อถึงแก่กรรมนั้นในวันเดือนปีใดไม่ปรากฎ ๚ะ {{สกอ|sp|100}}<noinclude></noinclude> hsffb8q8389view0zm9mt1umxr8grvd 293438 293437 2026-07-22T16:46:04Z Lunlumita 12009 293438 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๗๓}}</noinclude>(บุญสัง) หลวงสุนทรนุรักษ์ (เม่น) กราบถวายบังคมลากลับออกมารับราชการอยู่ณเมืองสงขลา ภายหลังหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) เข้าไปเยี่ยมญาติในกรุงเทพฯ ก็ป่วยถึงแก่กรรมเสียในกรุงเทพฯ หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) คนนี้เปนบุตรพระยาวิเศษภักดี (เถี้ยนจ๋ง) มารดาเปนคนในกรุงเทพฯ เมื่อพระยาวิเศษภักดี (เถี้ยนจ๋ง) เข้าไปทำราชการเปนที่หลวงนายฤทธิ์อยู่ในกรุงเทพฯ ได้สร้างบ้านเรือนเคหสถานที่ริมแม่น้ำ คือที่สุนันทาลัยเดี๋ยวนี้ แลมีภรรยาในกรุงเทพฯ มีบุตรผู้หญิงหนึ่ง ผู้ชายหนึ่ง บุตรผู้หญิงชื่อวัน เข้าทำราชการ เปนพนักงานอยู่ในพระบรมมหาราชวังในรัชกาลที่ ๒ บุตรผู้ชายชื่อแสงเปนนายขันมหาดเล็ก ภายหลังโปรดเกล้าฯ ให้เปนหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) เปนผู้ชำนาญในการยิงปืนแม่นยำ แลชำนาญในการแพทย์ด้วย เมื่อออกมารับราชการเปนที่หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ผู้ช่วยราชการอยู่ที่เมืองสงขลา มีภรรยาอิกคนหนึ่งชื่อนิ่ม มีบุตรผู้ชายหนึ่ง ผู้หญิงหนึ่ง บุตรผู้ชายชื่อเวียง บุตรผู้หญิงชื่อทับ แต่เมื่อถึงแก่กรรมนั้นในวันเดือนปีใดไม่ปรากฎ ๚ะ {{สกอ|sp|100}}<noinclude></noinclude> 1c82chn3iiurvr1dxecnobp4xkokxdy 293439 293438 2026-07-22T16:46:14Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293439 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๗๓}}</noinclude>(บุญสัง) หลวงสุนทรนุรักษ์ (เม่น) กราบถวายบังคมลากลับออกมารับราชการอยู่ณเมืองสงขลา ภายหลังหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) เข้าไปเยี่ยมญาติในกรุงเทพฯ ก็ป่วยถึงแก่กรรมเสียในกรุงเทพฯ หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) คนนี้เปนบุตรพระยาวิเศษภักดี (เถี้ยนจ๋ง) มารดาเปนคนในกรุงเทพฯ เมื่อพระยาวิเศษภักดี (เถี้ยนจ๋ง) เข้าไปทำราชการเปนที่หลวงนายฤทธิ์อยู่ในกรุงเทพฯ ได้สร้างบ้านเรือนเคหสถานที่ริมแม่น้ำ คือที่สุนันทาลัยเดี๋ยวนี้ แลมีภรรยาในกรุงเทพฯ มีบุตรผู้หญิงหนึ่ง ผู้ชายหนึ่ง บุตรผู้หญิงชื่อวัน เข้าทำราชการ เปนพนักงานอยู่ในพระบรมมหาราชวังในรัชกาลที่ ๒ บุตรผู้ชายชื่อแสงเปนนายขันมหาดเล็ก ภายหลังโปรดเกล้าฯ ให้เปนหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) เปนผู้ชำนาญในการยิงปืนแม่นยำ แลชำนาญในการแพทย์ด้วย เมื่อออกมารับราชการเปนที่หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ผู้ช่วยราชการอยู่ที่เมืองสงขลา มีภรรยาอิกคนหนึ่งชื่อนิ่ม มีบุตรผู้ชายหนึ่ง ผู้หญิงหนึ่ง บุตรผู้ชายชื่อเวียง บุตรผู้หญิงชื่อทับ แต่เมื่อถึงแก่กรรมนั้นในวันเดือนปีใดไม่ปรากฎ ๚ะ {{สกอ|sp|100}}<noinclude></noinclude> ovkpfyuhwyarbgmhie4ohu0apvu99w2 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/15 250 80524 293487 265056 2026-07-23T05:18:16Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/10]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/15]]: เปลี่ยนชื่อ 265056 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๑}}</noinclude>{{ก|พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง|140}} {{สกอ|sp|20|d|4|sp|5|atr|10|sp|5|c|6|sp|5|atl|10|sp|5|d|4|sp|20}} {{ฟม}}ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานดำเนินเรื่องต้นราชพงษาวดารโดยลำดับโบราณราชกระษัตริย์ ซึ่งครองราชสมบัติสืบ ๆ กันมาในมลาวประเทศเมืองชวา คือกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว หลวงพระบาง แลเมืองเวียงจันทบุรี แต่โดยสังเขป เดิมยังมีพระมหากระษัตริย์องค์ ๑ ทรงพระนามชื่อว่าขุนบรมราชา ลงมาแต่เมืองแถน มาสร้างเมืองแถนเปนพระนครใหญ่ ขุนบรมราชามีพระมเหษี ๒ องค์ องค์ที่ ๑ ชื่อนางเอตแคง ที่ ๒ ชื่อนางยมภาลา นางเอตแคงนั้นมีพระราชบุตร ๓ องค์ องค์ที่ ๑ ทรงพระนามชื่อขุนลอ ที่ ๒ ชื่อท้าวลุกกรม ที่ ๓ ชื่อท้าวเจตเจื้อง นางยมภาลามีพระราชบุตร ๔ องค์ ผู้ที่ ๑ ทรงพระนามชื่อท้าวยีผาล้าน ผู้ที่ ๒ ชื่อท้าวไชยพงษ์ ผู้ที่ ๓ ชื่อท้าวสามจุสง ผู้ที่ ๔ ชื่อท้าวอัวอิน {{ฟม}}ขุนบรมราชามีพระราชบุตร ๗ องค์ดังนี้ แล้วมีช้างงาเกี้ยวงากอดช้าง ๑ (คืองาไขว้) ครั้นช้างตัวนั้นถึงแก่กรรม ขุนบรมราชาจึงเอางาช้างตัวนั้นมาตัดเปน ๗ ท่อน ท่อนที่ ๑ เอาประทานให้ขุนลอ ท่อนที่ ๒ ระทานให้ท้าวยีผาล้าน ท่อนที่ ๓ ประทานให้ท้าวไชยพงษ์ ท่อนที่ ๔ ประทานให้ท้าวสามจุสง ท่อนที่ ๕ ประทานให้ท้าวอัวอิน ท่อนที่ ๖ ประทานให้ท้าวลุกกรม ท่อนที่ ๗ ประทานให้ท้าวเจตเจื้อง{{วว}}<noinclude></noinclude> 7781qy7s30q208qjs60oayp7zethxi6 293671 293487 2026-07-23T07:44:25Z Lunlumita 12009 293671 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" /></noinclude>{{ก|พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง|140}} {{สต|7em}} {{ฟม}}ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานดำเนินเรื่องต้นราชพงษาวดารโดยลำดับโบราณราชกระษัตริย์ ซึ่งครองราชสมบัติสืบ ๆ กันมาในมลาวประเทศเมืองชวา คือกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว หลวงพระบาง แลเมืองเวียงจันทบุรี แต่โดยสังเขป เดิมยังมีพระมหากระษัตริย์องค์ ๑ ทรงพระนามชื่อว่าขุนบรมราชา ลงมาแต่เมืองแถน มาสร้างเมืองแถนเปนพระนครใหญ่ ขุนบรมราชามีพระมเหษี ๒ องค์ องค์ที่ ๑ ชื่อนางเอตแคง ที่ ๒ ชื่อนางยมภาลา นางเอตแคงนั้นมีพระราชบุตร ๓ องค์ องค์ที่ ๑ ทรงพระนามชื่อขุนลอ ที่ ๒ ชื่อท้าวลุกกรม ที่ ๓ ชื่อท้าวเจตเจื้อง นางยมภาลามีพระราชบุตร ๔ องค์ ผู้ที่ ๑ ทรงพระนามชื่อท้าวยีผาล้าน ผู้ที่ ๒ ชื่อท้าวไชยพงษ์ ผู้ที่ ๓ ชื่อท้าวสามจุสง ผู้ที่ ๔ ชื่อท้าวอัวอิน {{ฟม}}ขุนบรมราชามีพระราชบุตร ๗ องค์ดังนี้ แล้วมีช้างงาเกี้ยวงากอดช้าง ๑ (คืองาไขว้) ครั้นช้างตัวนั้นถึงแก่กรรม ขุนบรมราชาจึงเอางาช้างตัวนั้นมาตัดเปน ๗ ท่อน ท่อนที่ ๑ เอาประทานให้ขุนลอ ท่อนที่ ๒ ระทานให้ท้าวยีผาล้าน ท่อนที่ ๓ ประทานให้ท้าวไชยพงษ์ ท่อนที่ ๔ ประทานให้ท้าวสามจุสง ท่อนที่ ๕ ประทานให้ท้าวอัวอิน ท่อนที่ ๖ ประทานให้ท้าวลุกกรม ท่อนที่ ๗ ประทานให้ท้าวเจตเจื้อง{{วว}}<noinclude>{{ก|๑}}</noinclude> i88fwtxz85ixjpd27n8cw5qtpnojt9w 293672 293671 2026-07-23T07:54:27Z Lunlumita 12009 293672 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" /></noinclude>{{ก|พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง|140}} {{สต|7em}} {{ฟม}}ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานดำเนินเรื่องต้นราชพงษาวดารโดยลำดับโบราณราชกระษัตริย์ ซึ่งครองราชสมบัติสืบ ๆ กันมาในมลาวประเทศเมืองชวา คือกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางแลเมืองเวียงจันทบุรีแต่โดยสังเขป เดิมยังมีพระมหากระษัตริย์องค์ ๑ ทรงพระนามชื่อว่าขุนบรมราชา ลงมาแต่เมืองแถน มาสร้างเมืองแถนเปนพระนครใหญ่ ขุนบรมราชามีพระมเหษี ๒ องค์ องค์ที่ ๑ ชื่อนางเอตแคง ที่ ๒ ชื่อนางยมภาลา นางเอตแคงนั้นมีพระราชบุตร ๓ องค์ องค์ที่ ๑ ทรงพระนามชื่อขุนลอ ที่ ๒ ชื่อท้าวลุกกรม ที่ ๓ ชื่อท้าวเจตเจื้อง นางยมภาลามีพระราชบุตร ๔ องค์ ผู้ที่ ๑ ทรงพระนามชื่อท้าวยีผาล้าน ผู้ที่ ๒ ชื่อท้าวไชยพงษ์ ผู้ที่ ๓ ชื่อท้าวสามจุสง ผู้ที่ ๔ ชื่อท้าวอัวอิน {{ฟม}}ขุนบรมราชามีพระราชบุตร ๗ องค์ดังนี้ แล้วมีช้างงาเกี้ยวงากอดช้าง ๑ (คืองาไขว้) ครั้นช้างตัวนั้นถึงแก่กรรม ขุนบรมราชาจึงเอางาช้างตัวนั้นมาตัดเปน ๗ ท่อน ท่อนที่ ๑ เอาประทานให้ขุนลอ ท่อนที่ ๒ ประทานให้ท้าวยีผาล้าน ท่อนที่ ๓ ประทานให้ท้าวไชยพงษ์ ท่อนที่ ๔ ประทานให้ท้าวสามจุสง ท่อนที่ ๕ ประทานให้ท้าวอัวอิน ท่อนที่ ๖ ประทานให้ท้าวลุกกรม ท่อนที่ ๗ ประทานให้ท้าวเจตเจื้อง{{วว}}<noinclude>{{ก|๑}}</noinclude> lx0xzp3in6q0uaqbzsshi64iot9x6jw 293673 293672 2026-07-23T07:54:36Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293673 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" /></noinclude>{{ก|พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง|140}} {{สต|7em}} {{ฟม}}ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานดำเนินเรื่องต้นราชพงษาวดารโดยลำดับโบราณราชกระษัตริย์ ซึ่งครองราชสมบัติสืบ ๆ กันมาในมลาวประเทศเมืองชวา คือกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางแลเมืองเวียงจันทบุรีแต่โดยสังเขป เดิมยังมีพระมหากระษัตริย์องค์ ๑ ทรงพระนามชื่อว่าขุนบรมราชา ลงมาแต่เมืองแถน มาสร้างเมืองแถนเปนพระนครใหญ่ ขุนบรมราชามีพระมเหษี ๒ องค์ องค์ที่ ๑ ชื่อนางเอตแคง ที่ ๒ ชื่อนางยมภาลา นางเอตแคงนั้นมีพระราชบุตร ๓ องค์ องค์ที่ ๑ ทรงพระนามชื่อขุนลอ ที่ ๒ ชื่อท้าวลุกกรม ที่ ๓ ชื่อท้าวเจตเจื้อง นางยมภาลามีพระราชบุตร ๔ องค์ ผู้ที่ ๑ ทรงพระนามชื่อท้าวยีผาล้าน ผู้ที่ ๒ ชื่อท้าวไชยพงษ์ ผู้ที่ ๓ ชื่อท้าวสามจุสง ผู้ที่ ๔ ชื่อท้าวอัวอิน {{ฟม}}ขุนบรมราชามีพระราชบุตร ๗ องค์ดังนี้ แล้วมีช้างงาเกี้ยวงากอดช้าง ๑ (คืองาไขว้) ครั้นช้างตัวนั้นถึงแก่กรรม ขุนบรมราชาจึงเอางาช้างตัวนั้นมาตัดเปน ๗ ท่อน ท่อนที่ ๑ เอาประทานให้ขุนลอ ท่อนที่ ๒ ประทานให้ท้าวยีผาล้าน ท่อนที่ ๓ ประทานให้ท้าวไชยพงษ์ ท่อนที่ ๔ ประทานให้ท้าวสามจุสง ท่อนที่ ๕ ประทานให้ท้าวอัวอิน ท่อนที่ ๖ ประทานให้ท้าวลุกกรม ท่อนที่ ๗ ประทานให้ท้าวเจตเจื้อง{{วว}}<noinclude>{{ก|๑}}</noinclude> agccqpmti2236dxbcn3mgiy5clz5i1f หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/16 250 80525 293489 264989 2026-07-23T05:18:25Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/11]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/16]]: เปลี่ยนชื่อ 264989 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒}}</noinclude>ครั้นพระราชบุตรทั้ง ๗ พระองค์มีพระชนม์จำเริญใหญ่ขึ้นมา พอจะครองราชสมบัติได้ทั้ง ๗ พระองค์ ขุนบรมราชาผู้เปนพระราชบิดาจึงมีพระราชอาญาทรงสั่งพระราชบุตรทั้ง ๗ พระองค์ สั่งให้ขุนลอผู้พี่ที่ ๑ มาสร้างเมืองชวา คือกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง สั่งให้ท้าวยีผาล้านไปสร้างเมืองประคึง สั่งให้ท้าวไชยพงษ์ไปสร้างเมืองหงษาวดี สั่งให้ท้าวสามจุสงไปสร้างเมืองบัวชุม สั่งให้ท้าวอัวอินไปสร้างเมืองศรีอยุทธยา สั่งให้ท้าวลุกกรมไปสร้างเมืองอินทปัต สั่งให้ท้าวเจตเจื้องไปสร้างเมืองเชียงขวาง (คือเมืองพวน)<ref>ในพงษาวดารล้านช้างว่า ขุนลอสร้างเมืองชะวา คือเมืองหลวงพระบาง ท้าวยี่ผาล้านสร้างเมืองหนองแส ท้าวไผสง (ตรงกับไชยพงษ์) สร้างเมืองลานนา (เชียงใหม่) ท้าวสามจุสงสร้างเมืองญวนแกว ท้าวงัวอินสร้างเมืองอโยทธยา ท้าวลก กรมสร้างคำเถิดท้าวผอสาม (ตรงกับเจตเจือง) สร้างเมืองเชียงขวางในเขตรพวน</ref> แล้วขุนบรมราชาจึงมีราโชวาททรงสั่งสอนยังพระราชบุตรทั้ง ๗ พระองค์นั้นว่า ถ้าผู้ใดไปสร้างบ้านแต่งเมืองมีบุญญานุภาพมาก ให้เร่งตั้งอยู่ในทางยุติธรรม อย่าได้คิดทัพศึกสงครามยกไปรบพุ่งเบียดเบียนตีชิงเอาบ้านเมืองแก่กันแลกัน ผู้ใดไม่ฟังราโชวาทของพระราชบิดาสั่งสอนไว้นี้ ให้ผู้นั้นเกิดการพินาศฉิบหาย ในปัจจุบันโลกปรโลกให้ต้องด้วยคำแช่งดังนี้ ถ้าผู้ใดตั้งอยู่ในยุติธรรมราโชวาทของพระราชบิดานี้ ให้ผู้นั้นมีความศุขความจำเริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ขุนบรมราชามีราโชวาทไว้ดังนี้ ครั้นถึงศุภวารมหามงคลพิไชยฤกษ์วันดี พระราชบุตรทั้ง ๗ พระองค์ก็พร้อมกันกราบถวายบังคมลา ต่างองค์ก็ต่างพาเอาไพร่พลไปตามราโชวาทของขุนบรมราชาผู้เปนพระราชบิดาทรงสั่งนั้น {{มปก}}<noinclude></noinclude> mvc5xzose9thh5027x406wt1ixyvrbb 293674 293489 2026-07-23T07:55:27Z Lunlumita 12009 293674 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒}}</noinclude>ครั้นพระราชบุตรทั้ง ๗ พระองค์มีพระชนม์จำเริญใหญ่ขึ้นมา พอจะครองราชสมบัติได้ทั้ง ๗ พระองค์ ขุนบรมราชาผู้เปนพระราชบิดาจึงมีพระราชอาญาทรงสั่งพระราชบุตรทั้ง ๗ พระองค์ สั่งให้ขุนลอผู้พี่ที่ ๑ มาสร้างเมืองชวา คือกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง สั่งให้ท้าวยีผาล้านไปสร้างเมืองประคึง สั่งให้ท้าวไชยพงษ์ไปสร้างเมืองหงษาวดี สั่งให้ท้าวสามจุสงไปสร้างเมืองบัวชุม สั่งให้ท้าวอัวอินไปสร้างเมืองศรีอยุทธยา สั่งให้ท้าวลุกกรมไปสร้างเมืองอินทปัต สั่งให้ท้าวเจตเจื้องไปสร้างเมืองเชียงขวาง (คือเมืองพวน)<ref>ในพงษาวดารล้านช้างว่า ขุนลอสร้างเมืองชะวา คือเมืองหลวงพระบาง ท้าวยี่ผาล้านสร้างเมืองหนองแส ท้าวไผสง (ตรงกับไชยพงษ์) สร้างเมืองลานนา (เชียงใหม่) ท้าวสามจุสงสร้างเมืองญวนแกว ท้าวงัวอินสร้างเมืองอโยทธยา ท้าวลก กรมสร้างคำเถิดท้าวผอสาม (ตรงกับเจตเจือง) สร้างเมืองเชียงขวางในเขตรพวน</ref> แล้วขุนบรมราชาจึงมีราโชวาททรงสั่งสอนยังพระราชบุตรทั้ง ๗ พระองค์นั้นว่า ถ้าผู้ใดไปสร้างบ้านแต่งเมืองมีบุญญานุภาพมาก ให้เร่งตั้งอยู่ในทางยุติธรรม อย่าได้คิดทัพศึกสงครามยกไปรบพุ่งเบียดเบียนตีชิงเอาบ้านเมืองแก่กันแลกัน ผู้ใดไม่ฟังราโชวาทของพระราชบิดาสั่งสอนไว้นี้ ให้ผู้นั้นเกิดการพินาศฉิบหาย ในปัจจุบันโลกปรโลกให้ต้องด้วยคำแช่งดังนี้ ถ้าผู้ใดตั้งอยู่ในยุติธรรมราโชวาทของพระราชบิดานี้ ให้ผู้นั้นมีความศุขความจำเริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ขุนบรมราชามีราโชวาทไว้ดังนี้ ครั้นถึงศุภวารมหามงคลพิไชยฤกษ์วันดี พระราชบุตรทั้ง ๗ พระองค์ก็พร้อมกันกราบถวายบังคมลา ต่างองค์ก็ต่างพาเอาไพร่พลไปตามราโชวาทของขุนบรมราชาผู้เปนพระราชบิดาทรงสั่งนั้น {{มปก}}<noinclude>{{สต}} {{รกออ}}</noinclude> kagmy642k7c19m7mxm76wcs337vzxim หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/17 250 80526 293491 264990 2026-07-23T05:18:35Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/12]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/17]]: เปลี่ยนชื่อ 264990 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓}}</noinclude>ขุนลอผู้เปนพี่ที่ ๑ ก็พาเอาไพร่พลลงมาสร้างเมืองชวา กรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ขุนลอมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนตาม ขุนลอครองราชสมบัติถึงกาลชนมายุชรานักแล้ว ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ขุนตามผู้เปนพระราชบุตร ได้ขึ้นครองราชสมบัติในกรุงศรีสัตนาคนหุตสืบไป ขุนตามมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนซวา ขุนตามถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนซวาได้ขึ้นครองราชสมบัติ มีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนซวาย ขุนซวาถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนซวายได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนซวายมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนคุ ขุนซวายถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนคุได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนคุมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนควง ขุนคุถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนควงได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนควงมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนคาง ขุนควงถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนคางได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนคางได้มีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนแพง ขุนคางถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนแพงได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนแพงมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนเพิน ขุนแพงถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนเพินได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนเพินมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนพิน {{มปก}}<noinclude></noinclude> f7it46gnm9l6f7mezf8az1a3zfky4xj หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/18 250 80527 293493 264991 2026-07-23T05:18:42Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/13]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/18]]: เปลี่ยนชื่อ 264991 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔}}</noinclude>ขุนเพินถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนพินได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนพินมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนอุน ขุนพินถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนอุนได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนอุนมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนคาน ขุนอุนถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนคานได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนคานมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนเคก ขุนคานถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนเคกได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนเคกมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนรูง แต่ทรงพระนามเปนขุนได้ขึ้นครองราชสมบัติสืบ ๆ กันมาในเมืองชวา กรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว รวม ๑๕ ขุน ขุนรูงมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อท้าวแทน ขุนรูงเสด็จถึงแก่พิราไลยแล้ว ท้าวแทนได้ขึ้นครองราชสมบัติ ท้าวแทนมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อท้าวยูง ท้าวแทนเสด็จถึงแก่พิราไลยแล้ว ท้าวยูงได้ขึ้นครองราชสมบัติ ท้าวยูงมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อท้าวเยือก ท้าวยูงเสด็จถึงแก่พิราไลยแล้ว ท้าวเยือกได้ขึ้นครองราชสมบัติ ท้าวเยือกมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อท้าวพิน ท้าวเยือกเสด็จถึงแก่พิราไลยแล้ว ท้าวพินได้ขึ้นครองราชสมบัติ ท้าวพินมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อท้าวพาด ท้าวพินเสด็จถึงแก่พิราไลยแล้ว ท้าวพาดได้ขึ้นครองราชสมบัติ ท้าวพาดมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อท้าวหลวง {{มปก}}<noinclude></noinclude> 668ci57pjr3a8csk5mp0lvzdry7mhj8 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/19 250 80528 293495 264992 2026-07-23T05:18:50Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/14]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/19]]: เปลี่ยนชื่อ 264992 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕}}</noinclude>ท้าวพาดเสด็จถึงแก่พิราไลยแล้ว ท้าวหลวงได้ขึ้นครองราชสมบัติ ท้าวหลวงมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อท้าวละวัง แต่ทรงพระนามเปนท้าวครองราชสมบัติกรุงศรีสัตนาคนหุต ๖ พระองค์ ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๖๓๓ ปีมแมตรีศก (พ.ศ. ๑๘๑๔) ท้าวหลวงเสด็จถึงแก่พิราไลย เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวงจึงพร้อมกันอัญเชิญท้าวละวังขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ถวายพระนามว่าพระยารัง พระยารังมีพระราชบุตรองค์ ๑ ทรงพระนามท้าวสุวรรณคำผง พระยารังครองพระราชสมบัติ ๔๕ ปีก็เสด็จถึงแก่พิราไลย พระชนม์เท่าใดไม่ปรากฎ ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๖๗๘ ปีมโรงอัฐศก (พ.ศ. ๑๘๕๙) เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวงจึงพร้อมกันอัญเชิญเอาท้าวสุวรรณคำผงขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ถวายพระนามว่าพระยาสุวรรณคำผง พระยาสุวรรณคำผงมีพระราชโอรสองค์ ๑ ทรงพระนามขุนยักษ์ฟ้า ขุนยักษ์ฟ้ามีพระราชบุตรองค์ ๑ ทรงพระนามท้าวฟ้างุ้มราชกุมาร แต่ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารองค์นี้ เมื่อประสูตรออกจากครรภ์แห่งมารดานั้น มีพระทนต์เต็มพระโอษฐออกมาแต่ในครรภ์ เมื่อท้าวฟ้างุ้มราชกุมารมีพระชนม์จำเริญใหญ่ขึ้นมา ขุนยักษ์ฟ้าผู้เปนบิดาไปกระทำชู้ด้วยนางขอม (เขมร) มารดาเลี้ยงอันเปนนางห้ามของพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตผู้เปนพระราชบิดา พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็ทรงพระโกรธ จึงมีรับสั่งแก่เสนาบดีทั้งปวงจะให้กุมขุนยักษ์ฟ้าพันธนาไปสำเร็จโทษเสียตามความผิด เสนา<noinclude></noinclude> toj96horrsb5qirx3ze4rp88ck2rd3h หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/20 250 80529 293497 264993 2026-07-23T05:19:01Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/15]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/20]]: เปลี่ยนชื่อ 264993 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖}}</noinclude>พฤฒามาตย์ราชมนตรีผู้ใหญ่ผู้น้อย จึงพร้อมกันกราบทูลขอโทษชีวิตรขุนยักษ์ฟ้าไว้ พระยาสุวรรณคำผงองค์เปนพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงอไภยโทษแต่ชีวิตร แล้วมีรับสั่งให้ขับไล่ขุนยักษ์ฟ้าไปจากพระราชอาณาเขตรกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารทราบว่า พระยาสุวรรณคำผงองค์เปนพระเจ้าปู่ทรงพระพิโรธขับไล่ขุนยักษ์ฟ้าผู้เปนพระราชบิดา ให้หนีจากพระราชอาณาเขตรกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวดังนั้น ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารก็ขอไปตามพระราชบิดา เสนาบดีผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง มีความเกรงกลัวขุนยักษ์ฟ้า แลท้าวฟ้างุ้มราชกุมารไปเบื้องน่า จึงพร้อมกันแต่งให้เถ้ากะโยยคน ๑ เถ้ากรางคน ๑ เถ้าคำคน ๑ หอไชยคน ๑ โลดังคน ๑ ให้เอาเรือลำ ๑ ไปส่งขุนยักษ์ฟ้ากับท้าวฟ้างุ้มราชกุมารใต้แก่งลีผีเหนือเมืองอินทปัต ๚ {{ฟม}}ขุนยักษ์ฟ้ากับท้าวฟ้างุ้มราชกุมาร สองกระษัตริย์ก็พากันเสด็จดำเนินไปถึงเมืองอินทปัต ก็ขอเข้าพำนักอาไศรยอยู่ในกุฏิพระป่าขมันมหาเถรองค์ ๑ อันมีอยู่ในเมืองอินทปัต พระผู้เปนเจ้าจึงถามเจ้าราชกุมารทั้ง ๒ ว่า ท่านทั้ง ๒ มาแต่เมืองใด เจ้าราชกุมารทั้ง ๒ จึงนมัสการสำแดงความว่า ข้าพเจ้ามาแต่เมืองชวา คือกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว พระผู้เปนเจ้าก็ทักถามปราไสเจ้าราชกุมารทั้ง ๒ หลายประการ จนดึกในราตรีกลางคืนท้าวฟ้างุ้มราชกุมารประธมหลับไป เสียงกรนนั้นดังไพเราะเหมือนดังเสียงดุริยดนตรี ครั้นรุ่งสว่างแสงอโณไทยขึ้นมา พระป่าขมันมหาเถร<noinclude></noinclude> i9t3j0ph5qx87e8f7n5bezoeg2mza1j หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/21 250 80530 293499 264994 2026-07-23T05:19:09Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/16]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/21]]: เปลี่ยนชื่อ 264994 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๗}}</noinclude>องค์นั้นจึงทำนายว่า ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารองค์นี้ ภายภาคข้างน่าจะได้ครองราชสมบัติเปนเจ้าเอกเทศ จะมีบุญญานุภาพมาก กิติศัพท์พระป่าขมันมหาเถร ทำนายทราบไปถึงพระยาศิริจุนทราชพระเจ้าอินทปัตจึงมีรับสั่งให้ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารเข้าไปเฝ้า พระเจ้าอินทปัตทอดพระเนตรเห็นท้าวฟ้างุ้มราชกุมาร ประกอบไปด้วยลักษณกระษัตริย์ก็ทรงปราไสทักถามตามทางประเพณีขัติยบุราณราชกระษัตริย์หลายประการ ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารก็กราบทูลพระเจ้าอินทปัตขอถวายตัวเปนข้าทำราชการฉลองพระเดชพระคุณ พระเจ้าอินทปัตก็ทรงเลี้ยงท้าวฟ้างุ้มราชกุมารไว้ ท้าวฟ้างุ้มก็อยู่ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณได้ ๔ ปี ๕ ปี ไม่ได้มีความรังเกียจ พระเจ้าอินทปัตก็ยิ่งทรงพระเมตตาเปนอันมาก จึงยกเอานางคำหยาดอันเปนพระราชธิดาพระราชทานให้ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารเปนภิริยา ให้สมัคสังวาศอยู่ด้วยกัน แล้วพระเจ้าแผ่นดินอินทปัตจึงทรงตรัสถามท้าวฟ้างุ้มราชกุมารว่า คิดถึงกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวบ้างฤๅ ๆ ยังไม่คิดถึง ท้าวฟ้างุ้มกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าคิดถึงกรุงศรีสัตนาคนหุตเปนอันมาก ด้วยได้พลัดพรากมาหลายปี พระเจ้าอินทปัตทรงทราบแล้วก็ทรงสงสารท้าวฟ้างุ้มราชกุมาร จึงตรัสว่าถ้าคิดถึงบ้านเมืองมากดังนั้น เราจะเกณฑ์กองทัพให้ขึ้นไป จะคิดเอากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวจะได้ฤๅมิได้ ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารกับขุนยักษ์ฟ้าจึงกราบทูลว่า ถ้าทรงพระเมตตาโปรดดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองก็พอจะรับนำทัพฉลองพระเดชพระคุณขึ้นไปได้ ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> ao5vq2gcysnothckfi3wanscvf1sha2 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/22 250 80531 293501 264995 2026-07-23T05:19:17Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/17]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/22]]: เปลี่ยนชื่อ 264995 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๘}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๗๑๓ ปีเถาะตรีศก (พ.ศ. ๑๘๙๔) ได้ศุภวารมหามงคลพิไชยฤกษ์วันดี พระยาศิริจุนทราชพระเจ้าแผ่นดินอินทปัตจึงพระราชทานกองทัพให้ท้าวฟ้างุ้มราชกุมาร ขุนยักษ์ฟ้า ยกขึ้นไปครั้นเดินทัพขึ้นไปถึงหัวเมืองตามรายทาง คือเมืองตระบองหนึ่ง เมืองตีโคฏะบองหนึ่ง เมืองห้วยหลวงหนึ่ง เมืองไผ่หนามหนึ่งท้าวฟ้างุ้ม จึงมีหนังสือเข้าไปเกลี้ยกล่อมขอกองทัพขึ้นไปช่วยตีกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวทุกหัวเมือง พระยาสามเกิงเจ้าเมืองตระบอง พระยาสามคอเจ้าเมืองตีโคฏะบอง ท้าวแก้วเจ้าเมืองห้วยหลวง พระยาเภาเจ้าเมืองไผ่หนาม มีหนังสือตอบว่าซึ่งท่านทั้งสองมีหนังสือมาขอกองทัพให้ขึ้นไปช่วยตีกรุงศรีสัตนาคนหุตนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ายังไม่ควรแก่ท่านทั้งสองเลย ด้วยพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตพระองค์เปนพระราชบิดา เปนสมเด็จพระเจ้าปู่ พระองค์ยังมีพระชนม์ครองราชสมบัติอยู่ ไม่ควรจะคิดอกตัญญูต่อท่านผู้มีคุณ ด้วยขุนยักษ์ฟ้าเปนคนมีความผิดคิดทุรยศ กระทำชู้ด้วยนางห้ามพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต องค์เปนราชบิดา พระองค์จึงทรงพระพิโรธขับไล่ขุนยักษ์ฟ้าให้หนีจากบ้านเมือง เพราะขุนยักษ์ฟ้ากระทำการไม่ชอบขนบธรรมเนียมแบบแผนพระมหากระษัตริย์ โทษขุนยักษ์ฟ้ามีมาก ซึ่งจะให้ข้าพเจ้าเกณฑ์กองทัพขึ้นไปช่วยท่านตีกรุงศรีสัตนาคนหุตนั้น ข้าพเจ้าเกรงกลัวพระเดชานุภาพของพระเจ้ากรุงศรีสัตนา<noinclude></noinclude> nba588drdrj4rpolnbhjo1bfxcaf5og หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/23 250 80532 293503 264996 2026-07-23T05:19:25Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/18]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/23]]: เปลี่ยนชื่อ 264996 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๙}}</noinclude>คนหุต สุดแล้วแต่ท่านทั้งสองเถิด หัวเมืองตามระยะทางมีหนังสือตอบดังนี้ ขุนยักษ์ฟ้ากับท้าวฟ้างุ้มราชกุมารก็โกรธ ตอบว่าท่านไม่ให้กองทัพขึ้นไปช่วยเราตีกรุงศรีสัตนาคนหุตก็ตามใจ ภายภาคน่าคงจะได้เห็นกัน ท้าวฟ้างุ้มกล่าวคำอาฆาฎดังนี้ ๚ {{ฟม}}ขณะนั้นท้าวเถียมคำยอ ลูกยีหินเจ้าเมืองพวน กระทำชู้ด้วยมารดาเลี้ยง ยีหินเจ้าเมืองพวนผู้เปนบิดาก็โกรธจะจับเอาท้าวเถียมคำยอไปฆ่า ท้าวเถียมคำยอกลัวบิดาจะฆ่า ก็หนีลงมาอาไศรยพำนักอยู่กับพระยาเภาเจ้าเมืองไผ่หนาม ครั้นท้าวฟ้างุ้มเดินทัพขึ้นไป ถึงเมืองไผ่หนาม ท้าวเถียมคำยอก็เข้าไปเฝ้าท้าวฟ้างุ้ม อ้อนวอนขอกองทัพขึ้นไปตีเมืองพวน ถ้าได้เมืองพวนแล้ว รับจะเกณฑ์เอาเวียนควานกุมการไพร่พลไปช่วยตีกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ถ้าได้ราชสมบัติแล้วเมื่อใดจะขอเปนเมืองขึ้น ท้าวฟ้างุ้มเสียคำอ้อนวอนมิได้ก็รับเอาเปนธุระ ขุนยักษ์ฟ้าแลท้าวฟ้างุ้มราชกุมารกับท้าวเถียมคำยอบุตรเจ้าเมืองพวนเห็นดีด้วยกันแล้ว พร้อมกันสั่งพระยาเภาเจ้าเมืองไผ่หนาม ครั้นได้พิไชยฤกษ์มหามงคลวันดีก็ยกกองทัพเข้าไปทางแม่น้ำเนียกน้ำซัน เถ้าดำน้ำเจ้าเมืองเนียกแลเถ้าดำน้ำมิดเจ้าเมืองซัน เกณฑ์ไพร่พลออกต่อรบเปนสามารถ ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารก็เร่งกองทัพเข้าตี เจ้าเมืองเนียกเมืองซันทนฝีมือมิได้ ก็พากันแตกหนีไปเมืองโม้ ท้าวฟ้างุ้มเร่งกองทัพตีเข้าไปถึง<noinclude></noinclude> 7hea3l56zhgnp3xel96n9gn63e5in49 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/24 250 80533 293505 264997 2026-07-23T05:19:33Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/19]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/24]]: เปลี่ยนชื่อ 264997 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๑๐}}</noinclude>เมืองโม้ จับได้ท้าววังท้าวคลังเจ้าเมืองปลัดเมืองฆ่าเสีย แล้วเร่งกองทัพขึ้นไปตีเมืองเซียงดี เมืองเซียงขวาง ยีหินเจ้าเมืองเซียงขวาง เวียนควานกุมการ คุมไพร่พลออกต่อรบเปนสามารถ กองทัพเจ้าเมืองพวน ก็พ่ายแพ้แก่กองทัพท้าวฟ้างุ้มอพยพครอบครัวทิ้งบ้านเมืองหนีไป ท้าวฟ้างุ้มจึงยกกองทัพเข้าไปตั้งอยู่ลาดฮวงนาปลา แต่งพลทหารตามยีหินเจ้าเมืองเซียงขวางจับได้ เอามาสำเร็จโทษเสีย แล้วท้าวฟ้างุ้มราชกุมาร ก็ตั้งท้าวเถียมคำยอได้เปนพระยาคำยอครองสมบัติในเมืองพวน เมื่อลุศักราช ๗๑๔ ปี (พ.ศ. ๑๘๙๕) มโรงจัตวาศก ๚ {{ฟม}}ถึงปีมเสงเบญจศก จุลศักราช ๗๑๕ (พ.ศ. ๑๘๙๖) ขุนยักษ์ฟ้ากับท้าวฟ้างุ้มจึงสั่งพระยาคำยอ เกณฑ์เอากองทัพเมืองพวนตามสมควรแก่การได้แล้ว พระยาคำยอเจ้าเมืองพวนแต่งให้หมื่นนามเปนแม่กอง ครั้นได้ศุภวารมหาพิไชยฤกษ์วันดี ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารกับขุนยักษ์ฟ้าก็พาเอาไพร่พล ยกออกจากเมืองพวนพร้อมกันทั้งสองทัพ ขุนยักษ์ฟ้าผู้เปนพระบิดายกกองทัพขึ้นไปตีทางหัวน้ำเชืองน้ำแชง ให้ลงมาบรรจบกันในกรุงศรีสัตนาคนหุต กองทัพท้าวฟ้างุ้มยกตีไปทางน้ำคาน ครั้นไปถึงพรมแดนกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ท้าวฟ้างุ้มจึงแต่งราชทูตานุทูตทูลราชสาสนเข้าไปเฝ้าพระยาสุวรรณคำผงองค์เปนพระเจ้าปู่ ใจความในพระราชสาสนนั้นว่า จะขอเอาราชสมบัติกรุงศรีสัตนาคนหุต พระเจ้ากรุงศรีสัตนา<noinclude></noinclude> ewgk3n0mcx8sqkpy2bvnjkk3hi1v6qb หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/25 250 80534 293507 264998 2026-07-23T05:24:20Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/20]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/25]]: เปลี่ยนชื่อ 264998 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๑๑}}</noinclude>คนหุตทรงทราบราชสาสนแล้วก็ทรงพระโกรธ จึงมีรับสั่งให้เสนาบดีเร่งเกณฑ์กองทัพยกออกต่อรบกับกองทัพท้าวฟ้างุ้มหลายครั้ง กองทัพพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็พ่ายแพ้กองทัพท้าวฟ้างุ้มทุกครั้ง พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตสุวรรณคำผง มีความลอายแก่พระราชนัดดาเปนอันมาก พระองค์จึงเอาเชือกผูกพระสอแขวนขื่อในหอสูง ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย พระยาสุวรรณคำผงอยู่ในราชสมบัติ ๓๗ ปี พระชนมายุเท่าใดมิได้ปรากฎ เสนาบดีทั้งปวงจึงพร้อมกันอันเชิญท้าวฟ้างุ้มราชกุมารขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตถวายพระนาม พระยาฟ้างุ้มแถลงหล้าธรณี ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๗๑๕ (พ.ศ. ๑๘๙๖) ปีมเสงเบญจศก แต่กองทัพขุนยักษ์ฟ้าผู้เปนพระราชบิดานั้น ตีลงมาทางน้ำเชืองน้ำแชง ครั้นเดินทัพมาถึงปากห้วยสานในลำแม่น้ำเชือง ขุนยักษ์ฟ้าเจ็บวรรณโรคป่วยลงก็ถึงแก่กรรมไป พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตฟ้างุ้มทรงทราบว่า ขุนยักษ์ฟ้าผู้เปนพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ จึงทรงสั่งเสนาบดีจัดการเมรุมาศให้สมควรแก่อิศริยยศ แล้วก็ปลงศพพระราชบิดา พระยาฟ้างุ้มครองราชสมบัติอยู่ ๓ ปี มีพระราชบุตรองค์หนึ่งทรงพระนามท้าวอุ่นเรือน ๚ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๗๑๘ (พ.ศ. ๑๘๙๙) ปีวอกอัฐศก พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตพระยาฟ้างุ้ม คิดถึงความได้พยาบาทท้าวพระยาเมืองเวียงจันท์ เมืองไผ่หนาม เมืองห้วยหลวง เมืองตีโคฏะตระบอง เมืองตระบอง จึงทรงสั่งเสนาบดีเกณฑ์กองทัพหลายหมื่น ครั้นได้มหามงคล<noinclude></noinclude> b9na8kbn07a94zhepjm6oinheesvixr หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/26 250 80535 293509 264999 2026-07-23T05:24:28Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/21]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/26]]: เปลี่ยนชื่อ 264999 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๑๒}}</noinclude>ฤกษ์วันดี พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ก็เสด็จลงเรือพระที่นั่งพร้อมกันทั้งทัพเรือทัพบก ยกพยุหโยธาไปตีเมืองเวียงจันท์ เมืองห้วยหลวง เมืองตีโคฏะตระบอง เมืองตระบอง เมืองไผ่หนาม ได้กระทำสงครามแก่กันเปนสามารถ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตคุมพลทหารเข้าปล้นเอาเมืองเวียงจันท์ เมืองห้วยหลวง เมืองตีโคฏะตระบอง เมืองตระบองได้ แต่เมืองไผ่หนามนั้นหาได้ไม่ ด้วยปลูกไม้ไผ่เปนระเนียดล้อมเมืองไว้ ถึงจะยิงปืนเข้าไปสักเท่าใด ไม่อาจจะทำลายระเนียดไม้ไผ่นั้นได้ พระยาฟ้างุ้มพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงทรงเห็นกลอุบายจะทำลายไม้ไผ่ระเนียดเมืองนั้นได้ด้วยปัญญาของพระองค์ จึงทรงสั่งเจ้าพนักงานคลังมหาสมบัติเอาทองมาทำเปนลูกกระสุนปืน ยิงเข้าไปในโคนระเนียดไม้ไผ่ แล้วก็แต่งเสือป่าด้อมมองคอยดู พระยาฟ้างุ้มก็เลิกทัพกลับไปเที่ยวตีเมืองนานาประเทศที่ยังไม่อ่อนน้อมนั้นต่อไป ไพร่ราษฎรเมืองไผ่หนามทั้งปวงแลเห็นลูกกระสุนปืนทองคำอยู่ในโคนระเนียดไม้ไผ่ มิได้มีความวิตกสิ่งใด ต่างคนต่างเอาพร้ามีดเสียมขวานเข้าถางโคนไม้ไผ่ระเนียดเมืองจนเตียนแล้ว เอาไฟเผาแย่งกันเก็บลูกกระสุนปืนทองคำ พวกเสือป่าที่ด้อมมองคอยดูอยู่นั้น แลเห็นราษฎรเมืองไผ่หนามถางระเนียดเมืองเตียนแล้ว ก็พากันเอาอาการตามไปกราบทูลพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตพระยาฟ้างุ้มให้ทรงทราบ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทรงทราบแล้ว ก็เสด็จพระราชดำเนินยกกองทัพกลับคืนมาตีพระยาเภาเจ้าเมืองไผ่หนาม ๆ เกณฑ์กองทัพออกต่อรบเปนสามารถ{{วว}}<noinclude></noinclude> kb89iwel3s351hegdwqb2ny6ftzkp9c หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/27 250 80536 293511 265000 2026-07-23T05:24:36Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/22]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/27]]: เปลี่ยนชื่อ 265000 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๑๓}}</noinclude>พระยาฟ้างุ้มก็เข้าหักเอาเมืองได้ พระยาฟ้างุ้มจึงว่าแก่พระยาเภาว่า เรารบกันด้วยพลทหารท่านก็แพ้แก่เรา คราวนี้เราจะอนุญาตให้แก่ท่าน ท่านกับเราจึงขึ้นขี่ช้างออกต่อรบตีกันตัวต่อตัว ถ้าใครดีก็จะได้เห็นกัน พระยาฟ้างุ้มกับพระยาเภาจึงขึ้นทรงช้างออกต่อรบตีกันด้วยพระแสงขอเปนสามารถ ไม่มีใครแพ้แลชนะแก่กัน พระยาฟ้างุ้มกับพระยาเภาเจ้าเมืองไผ่หนาม ก็ลงจากฅอช้างมาสถิตย์เหนืออาศน์ พระยาฟ้างุ้ม จึงทรงตั้งพระยาเภาเจ้าเมืองไผ่หนามให้เปนพระยาเวียงคำ เหตุเสร็จได้เมืองไผ่หนามเพราะลูกกระสุนปืนทองคำ ครั้นเสร็จการแล้ว พระยาฟ้างุ้มก็เลิกทัพกลับขึ้นไปกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ครองราชสมบัติอยู่ตามเดิม ๚ {{ฟม}}กิติศัพท์ทราบถึงพระยาศิริจุนทราช พระเจ้าแผ่นดินเมืองอินทปัตผู้เปนพ่อตา ว่าพระยาฟ้างุ้มบุตรเขยยกกองทัพไปเที่ยวตีหัวเมืองนานาประเทศมิให้อยู่เย็นเปนศุขได้ พระเจ้าแผ่นดินเมืองอินทปัตจึงทรงแต่งให้ราชทูตานุทูต ถือราชสาสนขึ้นไปรับสั่งให้หาพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตบุตรเขยลงไปเฝ้า พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทรงทราบพระราชสาสนนั้นแล้ว จึงให้ท้าวพระยาข้าเฝ้าจัดไพร่พลตามเสด็จโดยกระบวนอย่างเปนเจ้าเอกเทศ ครั้นถึงศุภวารมหามงคลฤกษ์ก็เสด็จลงไปตามรับสั่ง ครั้นถึงเมืองอินทปัต พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเข้าเฝ้า พระเจ้าแผ่นดินอินทปัต จึงตรัสถามพระยาฟ้างุ้มว่ามีคนเล่าฦๅลงมาว่า เจ้ายกกองทัพไปเที่ยวตีเมืองนานาประเทศทั้งปวง มิให้อยู่เย็นเปนสุขได้จริงฤๅ พระยาฟ้างุ้ม<noinclude></noinclude> 1se6511t07dsp1icfi3nilm2uow84s0 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/28 250 80537 293513 265001 2026-07-23T05:24:43Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/23]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/28]]: เปลี่ยนชื่อ 265001 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๑๔}}</noinclude>จึงกราบบังคมทูลว่า ข้าพเจ้าได้รบพุ่งหัวเมืองน้อยใหญ่เหมือนพระองค์ทรงทราบฉนั้น พระเจ้าแผ่นดินอินทปัตจึงตรัสห้ามพระยาฟ้างุ้มว่า แต่วันนี้ไปภายน่าอย่าคิดเบียดเบียนหัวเมืองนานาประเทศเลย ให้ตั้งอยู่ในทางยุติธรรมเถิด พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็ยอมอยู่ในราโชวาท พระเจ้าอินทปัตจึงให้พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเข้าไปรับศีลห้ากับพระป่าขมันมหาเถรในมหาวิหารพระบาง แล้วพระเจ้าอินทปัตจึงยกบรรดาหัวเมืองขึ้นแก่กรุงอินทปัตฝ่ายเหนือ กำหนดแต่แก่งลีผีขึ้นไป พระราชทานให้ไปขึ้นแก่พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทั้งสิ้น แล้วพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ก็กราบบังคมทูลขอเอาพระพุทธรูปอันทรงพระนามว่าพระบางขึ้นไป กับพระป่าขมันมหาเถรองค์ ๑ พระภิกษุสงฆ์ ๔ องค์ สามเณร ๓ องค์ ราชบัณฑิตย์ ๔ คน กับต้นพระศรีมหาโพธิซึ่งเอามาแต่ลังกาทวีปนั้นต้น ๑ พระเจ้าอินทปัตก็พระราชทานให้ตามปราถนา พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็กราบถวายบังคมลาพาพระบาง แลพระป่าขมันมหาเถร ภิกษุสงฆ์ สามเณรบัณฑิตย์พระศรีมหาโพธิแห่ขึ้นไป ครั้นไปถึงเมืองเวียงคำ พระยาเวียงคำก็มีความโสมนัศศรัทธายิ่งนัก จึงเข้ามาเฝ้าทูลอ้อนวอนขอนิมนต์พระบางไว้กราบไหว้สักการบูชา พระยาฟ้างุ้มเสียคำอ้อนวอนมิได้ก็ยกพระบางให้พระยาเวียงคำไว้สักการบูชาตามศรัทธา แล้วพระยาฟ้างุ้มก็พาเอาเสนาพฤฒามาตย์ราชบัณฑิตย์ ข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปครองราชสมบัติอยู่ในกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวตามเดิม ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> ab5zylh8h6ywh8d3os7l8h3ucb6nxsa หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/29 250 80538 293515 265002 2026-07-23T05:24:51Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/24]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/29]]: เปลี่ยนชื่อ 265002 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๑๕}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นทีหลังพระยาฟ้างุ้มหาตั้งอยู่ในยุติธรรมไม่ เห็นลูกเมียเสนาพฤฒามาตย์ราษฎรผู้ใดรูปงาม ก็รับสั่งให้หาเอามาสมัคสังวาศอยู่ด้วย เสนาพฤฒามาตย์ราษฎรทั้งปวงเห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินมิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรม ก็พร้อมกันไล่พระยาฟ้างุ้มหนีไปนอกพระราชอาณาเขตรกรุงศรีสัตนาคนหุต พระยาฟ้างุ้มจึงหนีไปพึ่งพระยาคำตันอยู่ที่เมืองน่าน พระยาฟ้างุ้มอยู่ในราชสมบัติกรุงศรีสัตนาคนหุต ๔๑ ปี พระชนม์ได้ ๗๐ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๗๕๕ (พ.ศ. ๑๙๓๖) ปีรกาเบญจศก สมณะพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ จึงพร้อมกันอัญเชิญท้าวอุ่นเรือนผู้เปนพระราชโอรสของพระยาฟ้างุ้ม ขึ้นเสวยราชสมบัติเปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ถวายพระนาม พระเจ้าสามแสนไทไตรภูวนาธิปัติ ด้วยเหตุมีพระราชรับสั่งให้เสนาพฤฒามาตย์ตรวจดูคนที่มีตระกูลในกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว กำหนดได้สามแสนตระกูลที่คนไม่มีตระกูลนั้นหาเอาไม่ พระเจ้าสามแสนไทไตรภูวนาธิปัติ ได้ครองราชสมบัติเปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ครั้งนั้นบ้านเมืองอยู่ศุขเกษมเปรมปรีดิ์มากนัก ด้วยพระองค์ทรงตั้งอยู่ในยุติธรรม แล้วพระองค์มีพระราชโอรส ๖ พระองค์ ทรงพระนามท้าวล้านคำแดงองค์ ๑ ท้าวคำบากองค์ ๑ ท้าวฦๅไชยองค์ ๑ ท้าวหมื่นไชยองค์ ๑ ท้าวไชยสารองค์ ๑ ท้าวฟ้าคืนองค์ ๑ พระเจ้าสามแสนไทครองราชสมบัติได้ ๒๓ มี พระชนม์ได้ ๖๐ ก็ถึงแก่พิราไลย ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> r3pg8i3w0r05y5efm77dud2047hre4k หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/30 250 80539 293517 265003 2026-07-23T05:25:00Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/25]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/30]]: เปลี่ยนชื่อ 265003 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๑๖}}</noinclude>{{ฟม}}ลุศักราช ๗๗๗ (พ.ศ. ๑๙๕๘) ปีมแมสัปตศก จึงสมณะพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ พร้อมกันอัญเชิญเอาท้าวล้านคำแดงขึ้นเสวยราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว พระองค์มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ ทรงพระนาม ท้าวยู่ครององค์ ๑ ท้าวพรหมทัตองค์ ๑ พระเจ้าล้านคำแดงครองราชสมบัติอยู่ ๑๒ มี พระชนม์ ๕๒ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๗๘๙ (พ.ศ. ๑๙๗๐) ปีมแมนพศก เสนาพฤฒามาตย์ จึงพร้อมกันอัญเชิญเอาท้าวพรหมทัต อันเปนพระราชบุตรของพระเจ้าล้านคำแดงขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต อยู่ในราชสมบัติ ๔ เดือนก็เสด็จถึงถึงแก่พิราไลย เสนาพฤฒามาตย์จึงพร้อมกันอัญเชิญเอาพระยาปากห้วยหลวง พระราชบุตรพระเจ้าสามแสนไทขึ้นครองราชสมบัติได้ ๕ เดือนก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ในปีมแมนพศกนั้น แล้วเสนาพฤฒามาตย์จึงอัญเชิญเอาพระยาหมื่นไชยพระราชบุตรของพระเจ้าสามแสนไท ขึ้นครองราชสมบัติได้ ๔ เดือนกับ ๒๐ วันก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๗๙๐ (พ.ศ. ๑๙๗๑) ปีวอกสัมฤทธิศก เสนาพฤฒามาตย์ จึงพร้อมกันอัญเชิญท้าวฟ้าไค พระราชนัดดาของพระเจ้าล้านคำแดงขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตอยู่ในราชสมบัติได้ ๘ ปี ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๗๙๘ (พ.ศ. ๑๙๗๙) ปีมโรงอัฐศก จึงสมณะพราหมณาจารย์ เสนาพฤฒามาตย์อัญเชิญท้าวเชียงสาพระราช<noinclude></noinclude> 7a15964crkoqi2zdmneocb3dm4izt8a หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/31 250 80540 293519 265004 2026-07-23T05:25:08Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/26]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/31]]: เปลี่ยนชื่อ 265004 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๑๗}}</noinclude>นัดดาของพระเจ้าสามแสนไทขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต อยู่ในราชสมบัติ ๗ เดือน ก็เสด็จถึงแก่พิราไลยในปีมโรงอัฐศกนั้น เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวง จึงอัญเชิญท้าวยู่ครองพระราชบุตรของพระเจ้าล้านคำแดงขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต อยู่ในราชสมบัติ ๘ เดือนก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๗๙๙ (พ.ศ. ๑๙๘๐) ปีมเสงนพศก เสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิต จึงพร้อมกันอัญเชิญเอาพระยาคำเกิดพระราชนัดดาของพระเจ้าสามแสนไทขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต อยู่ในราชสมบัติ ๓ ปี ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๘๐๒ (พ.ศ. ๑๙๘๓) ปีวอกโทศก สมณะพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวง จึงพร้อมกันอัญเชิญเอาท้าวฦๅไชย อันเปนพระราชบุตรของพระเจ้าสามแสนไทขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ถวายพระนาม พระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว ท้าวลอพระเจ้าน้องเธอ ให้เปนมหาอุปราชฝ่ายน่า แล้วพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว จึงทรงแต่งเสนาพฤฒามาตย์ ผู้สมควรแก่ราชการพร้อมไปด้วยยศศักดิบริวาร ให้ไปบูชาเชิญพระบางแห่ขึ้นมาแต่เมืองเวียงคำ ครั้นมาถึงแก่งจันใต้เมืองเชียงคาน เรือที่รับพระบางมานั้นบังเอินให้ล่มที่แก่งจัน พระบางก็พลัดตกจมอยู่ในน้ำ บรรดาคนที่แห่พระบางขึ้นไปนั้นก็มิได้เปนอันตราย จึงพร้อมกันนำเอาอาการขึ้นไปกราบ<noinclude></noinclude> 227uryiirwn2x0iirgjgl5f3s82z1l3 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/32 250 80541 293521 265005 2026-07-23T05:25:20Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/27]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/32]]: เปลี่ยนชื่อ 265005 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๑๘}}</noinclude>บังคมทูลพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทรงทราบแล้ว ก็ทรงพระโทมนัศเสียพระไทยเปนอันมาก แต่พระบางที่จมอยู่ในน้ำนั้น เดชะบุญญานุภาพของพระบาง เทพยเจ้าทั้งปวงอัญเชิญเอาพระบางขึ้นจากน้ำคืนไปไว้พระวิหารเมืองเวียงคำตามเดิม ๚ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๘๓๘ (พ.ศ. ๒๐๑๙) ปีวอกอัฐศก บัวขวางชุนแลเนิกองค์ ยกเอากองทัพญวนมาตีกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว กำหนดพลทหารญวนห้าร้อยห้าสิบหมื่น พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตแลเจ้าอุปราชก็เกณฑ์พลทหารออกต่อรบเปนสามารถ บัวขวางชุนแลเนิกองค์แม่ทัพญวนเข้าปล้นเอาเมือง รบกันจนถึงอาวุธสั้น พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเห็นว่าทัพญวนมีกำลังมากนัก ก็เลิกอพยพครอบครัวเสด็จลงเรือพระที่นั่งล่องลงมาพักอยู่เมืองเชียงคาน แต่เจ้าอุปราชนั้นทรงช้างเผือก กอบไปด้วยทหารเอก ๔ คน ชื่อท้าวนรสิงห์ ๑ ท้าวนรสาร ๑ ท้าวนรเคร ๑ ท้าวนรนารายน์ ๑ แต่ทหารเอก ๔ คนนี้มีกำลังกระโดดขึ้นได้ถึง ๘ ศอก รบญวนในกลางเมืองถึงตลุมบอนพลทหารกองทัพญวนล้มตายเปนอันมาก แต่เจ้าอุปราชทรงเห็นทหารเหน็ดเหนื่อยนัก ก็เสด็จลงจากฅอช้าง ลงเรือพระที่นั่งจะข้ามน้ำโขงมาฟากฝั่งตวันตก เรือพระที่นั่งล่มในกลางแม่น้ำโขง เจ้าอุปราชก็ถึงแก่อสัญกรรมไปในกลางน้ำ ช้างเผือกก็ตายลอยน้ำไปด้วยกัน แล้วบัวขวางชุนแลเนิกองค์แม่ทัพญวน ยกพลทหารติดตามพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตลงมาถึงปากแม่น้ำพูล พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว จึงแต่งให้ท้าวแท่งคำอันเปนพระราชโอรส<noinclude></noinclude> 5g9igte81u4nukoet8ijudw4atovvm9 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/33 250 80542 293523 265006 2026-07-23T05:25:28Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/28]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/33]]: เปลี่ยนชื่อ 265006 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๑๙}}</noinclude>ยกกองทัพขึ้นไปตีบัวขวางชุนแลเนิกองค์ที่ปากน้ำพูล กองทัพญวนทนฝีมือมิได้ก็แตกกระจัดพลัดพรายหนีไป ครั้งนั้นพลทหารกองทัพญวนล้มตายเปนอันมาก บัวขวางชุนแลเนิกองค์ตรวจดูพลทหารที่ยกมายังเหลืออยู่แต่ห้าสิบหมื่น บัวขวางชุนแลเนิกองค์ก็พากันตกใจจึงรีบเร่งกองทัพกลับคืนไป ครั้นเดินทัพไปถึงแว่นแคว้นแดนเมืองบัวชุม<ref>ที่เรียกเมืองบัวชุม หมายว่าเมืองญวนนั้นเอง</ref> บังเอินให้ฟ้าฝ่ากองทัพบัวขวางชุนแลเนิกองค์ล้มตายเปนเอนกอนันต์ เหตุนี้เพราะพระเจ้าบัวชุมมิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรมตามบุราณราชประเพณี ขุนบรมราชาทรงแช่งไว้แต่ก่อนนั้น จึงบังเอินให้เกิดพินาศฉิบหายต้องด้วยความแช่ง แต่พระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้วครองราชสมบัติได้ ๓๗ ปี พระชนม์ ๖๕ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลยกับเมืองเชียงคาน ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๘๓๙ (พ.ศ. ๒๐๒๐) ปีรกานพศก ท้าวแท่งคำที่เปนพระราชโอรส แลเสนาพฤฒามาตย์ราษฎรกรุงศรีสัตนาคนหุตแลเมืองเชียงคานก็พร้อมกันปลงพระศพตามสมควร อันเปนพระเจ้าแผ่นดินเอกเทศ ท้าวแท่งคำทรงศรัทธาสร้างพระเจดีย์องค์หนึ่ง พระวิหารหลังหนึ่ง กับรูปพระพุทธปฏิมากรเสร็จแล้ว ก็เอาพระอัฐิของพระราชบิดาเข้าฐาปนาประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ จึงเรียกวัดศพเชียงคานตราบเท่าบัดนี้ ท้าวแท่งคำจึงเลิกอพยพกวาดเอาตระกูลราชวงนุวงษ์ แลราษฎรทั้งปวงขึ้นไปตั้งกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวตามเดิม จึงสมณะพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ราช<noinclude></noinclude> 93wz0vmwxigbgdv7i3xqx8xbiqjs354 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/34 250 80543 293525 265007 2026-07-23T05:25:37Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/29]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/34]]: เปลี่ยนชื่อ 265007 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๐}}</noinclude>บัณฑิตย์ พร้อมกันราชาภิเศกท้าวแท่งคำให้ขึ้นเสวยราชสมบัติเปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ถวายพระนาม พระยาสุวรรณบัลลังก์ ครองราชสมบัติได้ ๑๒ ปี พระชนม์ได้ ๔๑ ก็เสด็จถึงพิราไลย ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๘๕๑ (พ.ศ. ๒๐๓๒) ปีรกาเอกศก สมณะ พราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ จึงพร้อมกันอัญเชิญเอาท้าวหล้าแสนใต้ ผู้เปนพระราชอนุชาของพระยาไชยจักพรรดิแผ่นแผ้ว ขึ้นเสวยราชสมบัติเปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ถวายพระนาม พระยาหล้าน้ำแสนไทไตรภูวนารถ ครั้นพระองค์ครองราชสมบัติอยู่แล้ว พระองค์จึงทรงแต่งให้เสนาพฤฒามาตย์ราษฎร ลงไปสักการบูชาเชิญแห่เอาพระบางเมืองเวียงคำ ขึ้นไปไว้วัดเชียงกลางในกรุงศรีสัตนาคนหุต พระยาหล้าน้ำแสนไท ทรงพระศรัทธาสร้างพระวิหารหลังหนึ่งชื่อว่าวัดมโนรมยศรัทธาราม แล้วจึงเชิญเอาพระบางขึ้นไปไว้ในวัดมโนรมย์ พระยาหล้าน้ำแสนไทครองราชสมบัติได้ ๑๔ ปี พระชนม์ ๓๓ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๘๖๕ (พ.ศ. ๒๐๔๖) ปีกุญเบญจศก สมณะ พราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ จึงอัญเชิญเอาท้าวชมภูราชกุมารผู้เปนพระราชโอรสของพระยาหล้าน้ำแสนไทครองราชสมบัติ ในกรุงศรีสัตนาคนหุตได้ ๔ ปี พระชนม์ได้ ๑๔ ก็ถึงแก่พิราไลย ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๘๗๙ (พ.ศ. ๒๐๖๐) ปีเถาะนพศก สมณะ พราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ จึงพร้อมกันราชาภิเศกท้าวภูไภราชกุมาร อันเปนพระราชโอรสของพระยาไชยจักพรรดิแผ่นแผ้ว<noinclude></noinclude> 8vbtl949417cwvcffmkq4us6ghsdxul หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/35 250 80544 293527 265008 2026-07-23T05:26:29Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/30]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/35]]: เปลี่ยนชื่อ 265008 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๑}}</noinclude>ขึ้นเสวยราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ถวายพระนามพระยาวิชุณราชธิปัติ วันเมื่อราชาภิเศกนั้น เกิดมหัศจรรย์ในพื้นปัตุลาอากาศ มีแสงฟ้าแลบรุ่งเรืองสำแดงรัศมีต่าง ๆ เพราะเดชานุภาพของพระองค์ได้สร้างพระบารมีมาแต่ปางก่อน จึงเกิดมหัศจรรย์ดังนั้น เมื่อพระยาวิชุณราชได้ครองราชสมบัติ จึงทรงพระศรัทธาสร้างพระอุโบสถหลังหนึ่งกว้างขวางใหญ่โตเปนที่รโหฐาน ครั้นสำเร็จแล้วจึงอัญเชิญเอาพระบางเข้าไว้ในพระอุโบสถวัดวิชุณราชศรัทธารามเปนที่สักการบูชาปรากฎแก่หัวเมืองนานาประเทศ พระองค์มีพระราชโอรสองค์หนึ่งทรงพระนาม พระโพธิสารกุมาร พระยาวิชุณราชครองราชสมบัติได้ ๒๓ ปี พระชนม์ ๕๓ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๙๐๒ (พ.ศ. ๒๐๘๓) ปีชวดโทศก สมณพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ จึงพร้อมกันอัญเชิญเอาท้าวโพธิสารกุมารอันเปนพระราชโอรสของพระยาวิชุณราชขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ถวายพระนาม พระยาโพธิสาระมหาธรรมิกราชาธิราช พระองค์ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม มีบุญญานุภาพเปนอันมากพระแซกคำสถิตย์อยู่ในพระวิหารเมืองเชียงใหม่ ก็เสด็จไปสู่พระบรมโพธิสมภาร เสด็จเข้าสถิตย์อยู่ในพระมหาอุโบสถวัดวิชุณราชศรัทธารามที่พระบางอยู่นั้น พระยามหาพรหมราชเจ้าเมืองเชียงใหม่ทราบว่าพระแซกคำหายไป ไม่ทราบว่าจะเสด็จไปอยู่แห่งใด พระยา<noinclude></noinclude> hs8bp7obeewv9nl6lp7vfzppjg5xi0a หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/36 250 80545 293529 265009 2026-07-23T05:26:38Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/31]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/36]]: เปลี่ยนชื่อ 265009 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๒}}</noinclude>พรหมราชจึงทรงแต่งให้คนไปเที่ยวหาพระพุทธรูป ตามหัวเมืองนานาประเทศพวกละ ๒๐ คน ครั้นไปถึงกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว จึงเห็นพระแซกคำสถิตย์อยู่ในวัดวิชุณราชศรัทธาราม คนใช้เมืองเชียงใหม่ ๒๐ คนนั้น สังเกตแม่นมั่นในสันดานด้วยกันทุกคนแล้ว พอเวลาค่ำดึกประมาณ ๓ ยาม ก็พร้อมกันเอาเลื่อยตัดน่าต่างเข้าไปยกเอาพระลงจากแท่น พระแซกคำกระทำปาฏิหารเปนมหัศจรรย์ต่าง ๆ บรรดาเลขวัดที่นอนรักษาอยู่นั้นรู้สึกขึ้น ก็พร้อมกันจับเอาพวกเมืองเชียงใหม่ได้ทั้ง ๒๐ คน จองจำตามธรรมเนียมโทษแล้วก็เข้าไปเฝ้ากราบทูลตามสาเหตุ พระยาโพธิสารราชทรงทราบแล้วก็ตรัสว่า คนเมืองเชียงใหม่ ๒๐ คนนี้มากระทำการประมาทไม่มีความยำเกรง เราก็เปนพระเจ้าเอกเทศ คนพวกนี้มีโทษอันหนักควรเราจะประหารชีวิตร แต่ว่าเราจะยกโทษให้สักครั้งหนึ่งปล่อยให้ไป เพราะเราเห็นแก่พระยามหาพรหมราชเจ้าเมืองเชียงใหม่ แต่พระพุทธรูปนั้นเราจะเอาไว้ไหว้สักการบูชา ด้วยเรามิได้ไปลักเอามานี่หากเปนบุญญาธิการหนหลังของเราค้ำชูอุดหนุน พระพุทธรูปจึงเสด็จมาโปรดเราแลราษฎรทั้งปวงได้ไหว้สักการบูชา แล้วพระองค์จึงมีรับสั่งให้ปล่อยคนโทษ ๒๐ คนนั้นกลับคืนไป ครั้นไปถึงเมืองเชียงใหม่พร้อมกันเข้าเฝ้ากราบทูลเจ้าเชียงใหม่ แจ้งความตามคดีทุกประการพระยามหาพรหมราชเจ้าเมืองเชียงใหม่ทรงทราบแล้ว ก็มีความสรรเสริญถึงพระยาโพธิสารราช พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุต<noinclude></noinclude> 5n0gqts5z139s613ldjvorhz972p9yo หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/37 250 80546 293531 265010 2026-07-23T05:26:48Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/32]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/37]]: เปลี่ยนชื่อ 265010 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๓}}</noinclude>ล้านช้างร่มขาว ว่าพระยาโพธิสารราชองค์นี้ตั้งอยู่ในยุติธรรม อุส่าห์ทรงเมตตาถึงกับเราผู้กระทำผิด พระคุณนั้นไม่มีที่เปรียบได้ ควรเรายกเอาพระราชธิดาไปถวายจึงสมควรแก่คุณ พระยามหาพรหมราชเจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงแต่งเสนาผู้ใหญ่แสนท้าวพระยาลาวทั้งปวงแห่เอานางยอดคำอันเปนพระราชธิดา ไปถวายพระยาโพธิสารราชพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตให้เปนอรรคมเหษี พระยาโพธิสารราชก็สมัคสังวาศอยู่ด้วยนางยอดคำ เกิดพระราชโอรส ๓ องค์ ทรงพระนามเชษฐวงษาราชกุมารองค์ ๑ เจ้าท่าเรือองค์ ๑ เจ้าวรวังโสองค์ ๑ มีพระราชธิดา ๓ องค์ ทรงพระนามนางแก้วกุมารีองค์ ๑ นางคำเล่าองค์ ๑ นางคำใบองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๙๑๕ (พ.ศ. ๒๐๙๖) ปีฉลูเบญจศก พระยามหาพรหมราชเจ้าเมืองเชียงใหม่ก็ถึงแก่พิราไลย เสนาบดีเมืองเชียงใหม่จึงนำเอาอาการไปกราบบังคมทูล พระยาโพธิสารราช พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ก็ทรงพระโทมนัศเสียพระไทย จึงทรงตรัสปราไสต่อราชทูตานุทูต ตามประเพณีขัติยบุราณราชกระษัตริย์ราชทูตเมืองเชียงใหม่จึงพร้อมกันกราบบังคมทูล ขอเอาเจ้าเชษฐวงษาราชกุมารไปครองราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่<ref>ในพงษาวดารเชียงใหม่ ว่าพระเจ้าตาขอไปเลี้ยงไว้เชียงใหม่แต่เล็ก จึงได้ครองเมืองเชียงใหม่</ref> พระเจ้ากรุงศรีสัตนา คนหุตก็ยกให้ ครั้นได้วันไชยมงคลนักขัตฤกษ์วันดี พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ก็พาเอาเจ้าเชษฐวงษาอันเปนพระราชโอรส แลเสนา<noinclude></noinclude> b1ttr5ntoqif1i1uq7b6al677yn84v9 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/38 250 80547 293533 265011 2026-07-23T05:26:59Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/33]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/38]]: เปลี่ยนชื่อ 265011 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๔}}</noinclude>พฤฒามาตย์ พร้อมด้วยยศศักดิบริวารแห่ตามเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไป ครั้นถึงเมืองเชียงใหม่แล้วก็ประชุมพร้อมกันไปด้วยสมณะ พราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวง ราชาภิเศกเจ้าเชษฐวงษา ถวายพระนามพระยาไชยเชษฐาธิราช เสวยราชย์ในเมืองรัตนตึงษาอภินวพิงคบุรีศรีเชียงใหม่ ครั้นเสร็จการราชาภิเศกพระราชโอรสแล้ว พระยาโพธิสารราช พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็เสด็จพระราชดำเนินกลับคืนมาครองราชสมบัติอยู่ตามเดิม พระยาโพธิสารราชอยู่ในราชสมบัติได้ ๒๘ ปี พระชนม์ ๔๒ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย<ref>ในพงษาวดารล้านช้างว่า ท้าวโพธิสารพิราไลย ปีมแมจุลศักราช ๙๐๙</ref> ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๙๐๙ (พ.ศ. ๒๐๙๐) ปีมแม เสนาพฤฒามาตย์จึงนำเอาอาการขึ้นไปกราบบังคมทูลพระยาไชยเชษฐาธิราช พระเจ้าแผ่นดินเมืองเชียงใหม่ทรงทราบ ก็ทรงพระกรรแสงเศร้าโศกเสียพระไทยเปนอันมาก จึงทรงตรัสสั่งจัตุรงคเสนา ว่าเราจะไปครอบครองกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวแทนพระราชบิดาของเรา จงเร่งจัดไพร่พลโยธาแห่ตามเสด็จโดยขบวน ให้สมควรแก่เราผู้เปนเจ้าเอกเทศ พระยาไชยเชษฐาธิราชอยู่ในราชสมบัติเมืองเชียงใหม่ ๑๕ ปี ก็เสด็จพระราชดำเนินคืนมา ครอบครองกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางแทนพระราชบิดา เมื่อปีวอกจุลศักราช ๙๑๐ พ.ศ. ๒๐๙๑ (แลครั้งนั้นเชิญพระแก้วมรกฏมาจากเมืองเชียงใหม่ด้วย) {{มปก}}<noinclude></noinclude> jqovwxg5o3ym4pg9x32p1u4afyt7qi8 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/39 250 80548 293535 265012 2026-07-23T05:27:10Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/34]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/39]]: เปลี่ยนชื่อ 265012 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๕}}</noinclude>{{ฟม}}พระยาไชยเชษฐาธิราชครองราชสมบัติอยู่ ๖ ปี แล้วพาเอาไพร่พลเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปครองราชสมบัติอยู่ในเมืองเชียงแสน ๙ ปี ก็เสด็จกลับคืนมาครองราชสมบัติกรุงศรีสัตนาคนหุตอยู่ ๒ ปี พระองค์ก็เวนเมืองให้สมเด็จเจ้าราชาคณะทั้งปวง แล้วทรงสั่งให้เสนาพฤฒามาตย์ผู้สมควรให้อยู่ประจำรักษาเมือง พระยาไชยเชษฐาธิราชก็อัญเชิญพระแก้วมรกฏ พระแซกคำ อพยพกวาดเอาเจ้านายบุตรหลานตระกูลราชวงษานุวงษ์ เสด็จพระราชดำเนินลงไปสร้างเมืองเวียงจันทบุรี ๚ (เหตุที่พระยาไชยเชษฐาย้ายพระนครที่กล่าวตอนนี้ ในพงษาวดารเมืองเชียงใหม่ว่า เดิมเมื่อพระยาไชยเชษฐากลับไปครองกรุงศรีสัตนาคนหุตนั้น จะครองทั้งประเทศลานนาเชียงใหม่ด้วย แต่พวกท้าวพระยาเมืองเชียงใหม่ไม่ยอมเปนเมืองขึ้นศรีสัตนาคนหุต จึงไปเชิญเจ้าเมกุติจากเมืองนายมาครองเมืองเชียงใหม่ พระยาไชยเชษฐาไปตั้งอยู่เมืองเชียงแสนนั้นไปทำสงคราม เพื่อจะเอาเมืองเชียงใหม่คืน แต่ไม่ชนะพวกเมืองเชียงใหม่ ประจวบเวลาพระเจ้าหงษาวดีมีอำนาจขึ้นทางเมืองพม่า พระยาไชยเชษฐาเห็นว่าถ้ามีศึกสงครามมาติดกรุงศรีสัตนาคนหุต จะเอาเมืองหลวงพระบางซึ่งเปนราชธานีเดิมเปนที่ตั้งต่อสู้ไม่มั่นคง จึงย้ายลงมาตั้งเมืองเวียงจันท์เปนราชธานีของกรุงศรีสัตนาคนหุต) {{มปก}}<noinclude></noinclude> 8pqivhvb4h52lyjm08yd32ic5rn1rhb หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/40 250 80549 293537 265013 2026-07-23T05:27:21Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/35]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/40]]: เปลี่ยนชื่อ 265013 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๖}}</noinclude>{{ฟม}}ลุศักราช ๙๒๖ (พ.ศ. ๒๑๐๗) ปีชวด เมืองเวียงจันท์จึงมีนามชื่อว่า จันทบุรีศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว แต่พระบางนั้นพระไชยเชษฐาธิราชมิได้เอาลงไปเมืองเวียงจันท์ เอาไว้ในพระมหาอุโบสถวัดวิชุณราชศรัทธาราม (ภายหลัง) จึงเติมนามขึ้นว่า กรุงศรีสัตนาคนหุต อุตมรัตนบุรีรมย์ พรหมจักรพรรดิศรีมหานครราชธานี ล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง พระยาไชยเชษฐาธิราชครองราชสมบัติเมืองเวียงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุต พระองค์ก็ทรงทศพิธราชธรรมมา จึงทรงพระศรัทธาเอาอิฐปูนก่อหุ้มพระเจดีย์ (ที่บรรจุ) พระบรมธาตุของศรีธรรมมาโศกราช<ref>คือพระธาตุพนม ที่เมืองนครพนม</ref> แล้วก็เอาทรัพย์สิ่งของทองเงินทั้งปวงเข้าประดิษฐานฐาปนาไว้เปนที่นมัสการบูชาปรากฎแก่หัวเมืองนานาประเทศ ๚ {{ฟม}}พระยาไชยเชษฐาธิราช ได้พระมเหษีพระราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ ๑ พระราชธิดาพระเจ้ากรุงอยุทธยา ๒ องค์ พระราชธิดาพระเจ้าหงษาวดีองค์ ๑ ได้พระราชธิดาเจ้าเมืองเชียงรุ้ง ๒ องค์ ได้พระราชธิดาเจ้าเมืองเขมรองค์ ๑ บุตรเสนาผู้ใหญ่เมืองญวน ๓ คน ๚ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๙๒๖ (พ.ศ. ๒๑๐๗) ปีชวด พระเจ้าหงษาวดีคุมกองทัพพม่ายกมาตีเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองเชียงใหม่ทนฝีมือมิได้ก็แตกกระจัดพลัดพรายหนีไป พระยาสามล้าน พระยาจ่าบ้านก็อพยพกวาดไพร่พลหนีไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระไชยเชษฐาธิราช พระเจ้าหงษาวดีจึงแต่งให้อิมมาเล (คือพระมหาอุปราชา) พระราชโอรส<noinclude></noinclude> 9ffyuqh67hshx4iyxkxd9qj2d7ftddt หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/41 250 80550 293539 265014 2026-07-23T05:27:29Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/36]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/41]]: เปลี่ยนชื่อ 265014 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๗}}</noinclude>กับพระยาอังวะผู้เปนพระราชอนุชา คุมกองทัพยกตามพระยาสามล้าน พระยาจ่าบ้านตีเข้ามาจนถึงกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันท์ จับได้เจ้ามหาอุปราช กับพระเจ้าน้องนางเธอของพระยาไชยเชษฐาธิราช ๒ องค์ นางแท่งคำองค์ ๑ กับทั้งมารดานางแท่งคำองค์ ๑ รับขึ้นไปเมืองหงษาวดี ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๙๓๐ (พ.ศ. ๒๑๑๑) ปีมโรง พระเจ้าหงษาวดีซ้ำยกกองทัพพม่าลงมาตีเมืองเวียงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตอิก พระไชยเชษฐาธิราชจึงอพยพกวาดเอาไพร่พลหนีลงไปตั้งค่ายอยู่ปากน้ำงืม พระเจ้าหงษาวดียกกองทัพตามลงไปล้อมตีค่ายปากน้ำงืมได้รบกันเปนสามารถ เดชะบุญญานุภาพพระไชยเชษฐาธิราช ค่ายนั้นไม่เปนอันตราย พม่าก็เหลือปัญญาที่จะรบพุ่ง ก็พากันเลิกทัพกลับคืนไปเมืองหงษาวดีพระไชยเชษฐาธิราช ก็กวาดเอาครอบครัวคืนมาอยู่เมืองเวียงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตตามเดิม แต่พระไชยเชษฐาธิราชได้เปนพระเจ้าแผ่นดินครองราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ ๑๕ ปี ครองราชสมบัติในเมืองล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ๗ ปี ครองราชสมบัติเมืองเชียงแสน ๙ เดือน อยู่ในราชสมบัติเมืองเวียงจันทบุรี ๑๒ ปี ครั้นถึงพระชนม์ ๕๖ ปี ก็พาเอาข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เสด็จพระราชดำเนินออกไปพิพาศป่าพระองค์ก็เลยหายไปในกลางป่า พวกข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทก็พากันเที่ยวค้นหาไม่พบ ก็พากันกลับเข้าเมืองเวียงจันท์ ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๙๓๓ (พ.ศ. ๒๑๑๔) ปีมแม พระราชบุตรของพระไชยเชษฐาธิราชองค์ ๑ ชื่อพระหน่อแก้วยังทรงพระเยาว์อยู่ แล้วมีเสนาบดี{{วว}}<noinclude></noinclude> cx44e4niy6vjobwchbclgq74xsgjfrx หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/42 250 80551 293541 265015 2026-07-23T05:27:38Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/37]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/42]]: เปลี่ยนชื่อ 265015 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๘}}</noinclude>๒ คน ๆ หนึ่งชื่อ พระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้า คนหนึ่งชื่อ พระยาจันทสิงหราช เสนาทั้งสองก็แย่งกันเอาพระหน่อแก้วราชกุมารองค์นี้ไปเลี้ยง ก็เกิดความวิวาทรบพุ่งกันขึ้น พระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าฆ่าพระยาจันทสิงหราชถึงแก่กรรมบนฅอช้าง ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๙๓๕ (พ.ศ. ๒๑๑๖) ปีระกา เสนาพฤฒามาตย์ราษฎรทั้งปวง จึงเอาพระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าขึ้นครองราชสมบัติ มีพระนามชื่อว่า พระมังคลโพธิสาระราชาประเทศ พระเจ้าปู่หลานพระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าครองราชสมบัติในเมืองเวียงจันทบุรีได้ ๓ ปี {{ฟม}}ลุศักราช ๙๓๗ (พ.ศ. ๒๑๑๘) ปีกุญ พระเจ้าหงษาวดียกกองทัพมาตีเมืองเวียงจันทบุรี ครั้งนั้นไพร่ราษฎรล้มตายเปนอันมากพม่าจับได้พระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าขึ้นไปไว้เมืองหงษาวดี พระเจ้าหงษาวดีจึงให้เจ้ามหาอุปราชของพระยาไชยเชษฐาธิราช ซึ่งได้ขึ้นไปครั้งก่อนนั้น ลงมาครองราชสมบัติในเมืองเวียงจันทบุรี ศรีสัตนาคนหุต ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๙๔๑ (พ.ศ. ๒๑๒๒) ปีเถาะ มีคน ๆ หนึ่งมากล่าวเปนกลอุบายสำแดงตัวว่า เปนพระไชยเชษฐาธิราช มาคิดเกลี้ยกล่อมเอาผู้คนหัวเมืองได้หลายเมือง แล้วก็ยกเปนกองทัพตีเข้ามาถึงเมืองมั้นคำทอง มหาอุปราชองค์เปนพระเจ้าแผ่นดินเมืองเวียงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุต จึงให้พระยาเชียงใต้ พระยาเชียงเหนือ พระสักรนคร แสนท้าวพระยาลาวทั้งปวง คุมกองทัพยกไปตีชาวแอกกระบือ รบกันเปนสามารถ ทนฝีมือชาวแอกกระบือมิได้ ก็พากันแตกกระจัดกระจายหนีเข้ามาเมืองเวียงจันทบุรี ชาย<noinclude></noinclude> 02juzp4vqjh9rcocs3ofiej7eggb3qy หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/43 250 80552 293543 265016 2026-07-23T05:27:47Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/38]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/43]]: เปลี่ยนชื่อ 265016 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒๙}}</noinclude>อุบายคนนั้นก็คุมกองทัพชาวแอกกระบือแลเมืองมั้นคำทอง ยกเข้ามาตั้งณเมืองนครพนม แล้วก็ยกเข้ามาตีเมืองเวียงจันทบุรี ได้ทำสงครามต่อกันเปนสามารถ พลทหารเมืองเวียงจันท์ทนฝีมือชาวแอกกระบือมิได้ ก็แตกกระจัดพลัดพรายต่างคนต่างหนี พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันท์ พาเอาพระราชธิดาทั้งสองลงเรือพระที่นั่งขึ้นไปถึงแก่งแห่ง ๑ เรือพระที่นั่งล่ม พระเจ้าเมืองเวียงจันท์กับพระราชธิดาทั้งสอง ก็ถึงแก่พิราไลยไปในน้ำ ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๙๔๒ (พ.ศ. ๒๑๒๓) ปีชวด กิติศัพท์ทราบขึ้นไปถึงเมืองหงษาวดี พระมหาอุปราชาหงษาวดี จึงตั้งพระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าขึ้นเปนเจ้าเมืองเวียงจันทบุรี ศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว แล้วคืนครอบครัวเมืองล้านช้างเวียงจันทบุรีซึ่งพระเจ้าหงษาวดีได้ขึ้นไปครั้งก่อนนั้น กลับลงมาตั้งเมืองเวียงจันท์ตามเดิม ๚ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๙๔๔ (พ.ศ. ๒๑๒๕) ปีมเมีย พระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าถึงแก่กรรมไป เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวง จึงเอาพระยานครน้อยบุตรพระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าขึ้นครองราชสมบัติ ไม่ตั้งอยู่ในยุติธรรม เสนาบดีทั้งปวงจึงพร้อมกันให้ขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าหงษาวดี ๆ ทรงทราบแล้ว จึงให้พม่าลงมากุมเอาตัวพระยานครน้อยขึ้นไปไว้เมืองหงษาวดี ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> aaq9zdcfu4f5g0vrxjp4zvl1we0ib4f หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/44 250 80553 293545 265017 2026-07-23T05:27:55Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/39]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/44]]: เปลี่ยนชื่อ 265017 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๐}}</noinclude>{{ฟม}}ลุศักราช ๙๔๕ (พ.ศ. ๒๑๒๖) ปีมแม เมืองเวียงจันทบุรีศรีสัตนาหุตก็ว่างเปล่าอยู่ได้ ๘ ปี ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน ๚ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๙๔๖ (พ.ศ. ๒๑๒๗) ปีวอก สมเด็จเจ้าราชาคณะทั้งปวงจึงพร้อมกันขึ้นไปถวายพระพรพระเจ้าหงษาวดีอิมมาเล ขอเอาพระหน่อแก้ว<ref>บางฉบับเรียก พระหน่อเมือง</ref> อันเปนพระราชบุตรของพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต พระยาไชยเชษฐาธิราช พระเจ้าหงษาวดีก็โปรดพระราชทานให้ จึงทรงตั้งพระหน่อแก้วให้เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันท์ แล้วให้สมเด็จเจ้าราชาคณะทั้งปวงพาลงมาครองราชสมบัติเปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันท์ พระหน่อแก้วครองราชสมบัติเมืองเวียงจันท์ได้ ๕ ปี พระชนม์ ๒๖ ก็ถึงแก่พิราไลย ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๙๗๑ (พ.ศ. ๒๑๕๒) ปีระกา เสนาบดีทั้งปวงจึงเอาพระธรรมิกราชกุมารบุตรของน้าพระหน่อแก้ว ในตระกูลพระยาไชยเชษฐาธิราชขึ้นครองราชสมบัติ มีพระราชบุตร ๒ องค์ ทรงพระนาม พระอุปยุองค์ ๑ พระหม่อมแก้วองค์ ๑ พระธรรมิกราชครองราชสมบัติได้ ๒๖ ปีก็เสด็จถึงแก่พิราไลย แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ เสนาบดีจึงเอาพระกระษัตริย์ ในตระกูลพระราชวงษาขึ้นครองราชสมบัติสืบ ๆ กันมาโดยลำดับ ๔ พระองค์มิได้ปรากฎพระนาม (ตรงนี้ ฉบับที่ได้มาแปลเห็นจะบกพร่อง ในพงษาวดารล้านช้างฉบับหอพระสมุดว่า พระธรรมิกราชมีราชโอรสชื่อพระอุปยุวราช พ่อลูกครองเมืองด้วยกัน) {{มปก}}<noinclude></noinclude> s20bzbs7cclpdeij3j85fld6v9xqhyv หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/45 250 80554 293547 265018 2026-07-23T05:30:44Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/40]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/45]]: เปลี่ยนชื่อ 265018 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๑}}</noinclude>{{ฟม}}ลุศักราช ๙๘๓ (พ.ศ. ๒๑๖๔) ปีระกา มีคนส่อเสียดให้พระธรรมิกราชกับพระอุปยุวราชผู้เปนราชโอรสแตกกัน เกิดรบกันขึ้น พระอุปยุวราชได้ครองเมืองเวียงจันท์เมื่อวันอาทิย์เดือน ๔ ขึ้น ค่ำ ๑ ปีจอ ศักราช ๙๘๔ พระธรรมิกราชพิราไลยที่น่าเชียงแคง หม่อมไชยแลพระยานุชิตลูกท้าวทั้งหลายก็ถูกฆ่าตายหมด ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๙๘๕ (พ.ศ. ๒๑๖๖) ปีกุญ พระอุปยุวราชพิราไลยเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย จึงราชาภิเศกพระยามหานามผู้เปนพระยานครขึ้นเปนเจ้าล้านช้าง ถวายพระนามว่า พระบัณฑิตโพธิสาร ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๙๘๙ (พ.ศ. ๒๑๗๐) ปีฉลู พระบัณฑิตโพธิสารพิราไลย เสนาอำมาตย์จึงเชิญพระหม่อมแก้วลูกพระธรรมิกราช น้องพระอุปยุวราชขึ้นเปนเจ้าล้านช้าง เจ้าล้านช้างหม่อมแก้วพิราไลย จึงยกพระอุปยุวราชลูกพระหม่อมแก้วขึ้นเปนเจ้าล้านช้าง ๚ {{ฟม}}พระอุปยุกุมารเปนพระราชบุตรของพระหม่อมแก้วได้ ขึ้นเสวยราชสมบัติเปนพระเจ้าจันทบุรีศรีสัตนาคนหุต มีพระราชบุตร ๒ องค์ พระนามเจ้าตอนคำองค์ ๑ เจ้าวิไชยองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}พระอุปยุอยู่ในราชสมบัติ ๑๒ ปี ก็ถึงแก่พิราไลย (ปีเถาะ ศักราช ๑๐๐๑ พ.ศ. ๒๑๘๒) พระชนม์เท่าไรมิได้ปรากฎ แล้วเจ้าตอนคำได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ เปนพระเจ้าจันทบุรีศรีสัตนาคนหุต มีพระราชบุตร ๓ องค์ ทรงพระนาม เจ้าชมภูองค์ ๑ เจ้าบุญชูองค์ ๑ เจ้าสุริยองค์ ๑ เจ้าวิไชยผู้เปนอนุชามีพระราชบุตร ๒ องค์ ทรงพระนามเจ้าปุองค์ ๑ เจ้าซ้อยองค์ ๑ เจ้าตอนคำครองราชสมบัติได้ ๑๕ ปี พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ ถึงแก่พิราไลย ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> 6e95gh17cdffd8twwym7ksdns9j4pul หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/46 250 80555 293549 265019 2026-07-23T05:30:54Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/41]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/46]]: เปลี่ยนชื่อ 265019 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๒}}</noinclude>{{ฟม}}(ปีมะเมียศักราช ๑๐๑๖ พ.ศ. ๒๑๙๗) เจ้าสุริยราชกุมารลูกเจ้าตอนคำองค์เปนพระอนุชาได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนาม พระยาสุริยวงษาธรรมิกบรมบพิตรสมเด็จพระเจ้าล้านช้างร่มขาว พระองค์ทรงพระวิตกเกรงพระเชษฐาทั้ง ๓ พระองค์จะชิงเอาราชสมบัติ จึงมีรับสั่งให้เสนาบดีทั้งปวงขับไล่พระเชษฐาทั้ง ๓ พระองค์ หนีจากกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันท์ เจ้าชมภูพาเอาภิริยาคนหนึ่งกับแสนทิพนาบัวหนีขึ้นไปพึ่งเมืองเวียดนามญวน ก็เกิดบุตรองค์ ๑ ทรงพระนามชื่อพระไชยองค์เวียด<ref>ในฉบับอื่นเรียก พระไชยองค์แวบ้าง องค์เว้บ้าง</ref> เจ้าชมภูก็ถึงแก่อสัญกรรมในเมืองเวียดนามญวน แสนทิพนาบัว จึงเอามารดาของพระไชยองค์เวียดเปนภิริยาสมัคสังวาศอยู่ด้วยกัน เกิดบุตรคนหนึ่งขื่อท้าวนอง เจ้าบุญชูหนีไปทรงผนวชอยู่ณะเขาภูหอภูโรง เจ้าปุหนีไปอยู่เมืองนครพนม เกิดบุตรคนหนึ่งชื่อเจ้านันทราช เจ้าปุก็ถึงแก่กรรมในเมืองนครพนม {{ฟม}}พระสุริยวงษาครองราชสมบัติเปนพระเจ้าจันทบุรีศรีสัตนาคนหุต ล้านช้างร่มขาว พระราชอาณาเขตรก็ยังปรกติอยู่ตามเดิม กำหนดข้างใต้ตั้งแต่แก่งลีผีขึ้นไปข้างเหนือถึงผาบันได ข้างซ้ายพรมแดนต่อแขวงกรุงศรีอยุทธยา กำหนดเอาแต่ไม้ประดู่สามต้นอ้นสามขอยข้างขวาพรมแดนต่อแขวงเมืองญวน กำหนดเอาต้นสานสามงาน้ำม้าสามแควเปนอาณาเขตร ครั้งนั้นไพร่ราษฎรบ้านเมืองเขตรแดนลาวก็อยู่ศุขเกษมเปรมปรีดิ์ พระองค์มีพระราชบุตรองค์ ๑ พระราชธิดา ๒ องค์ ทรงพระนามนางกุมารีโรงธรรมองค์ ๑ นางสมังองค์ ๑ ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> bw7mev41nujt70frydqptvw3wt3b9qv หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/47 250 80556 293551 265020 2026-07-23T05:31:04Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/42]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/47]]: เปลี่ยนชื่อ 265020 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๓}}</noinclude>{{ฟม}}ในขณะนั้นฮ่อหัวขาวยกกองทัพมาตีเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนาลื้อ เจ้าอินทกุมารกับนางจันทกุมารี สองพี่น้องเปนบุตรเจ้าเมืองแฉวนหวีฟ้า หนีศึกฮ่อหัวขาวพาเอาไพร่พลลงมาพึ่งพระยาสุริยวงษาธรรมิกราช พระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ เจ้าราชบุตรเธอจึงขอเอานางจันทกุมารีเปนภิริยา สมัคสังวาศอยู่ด้วยกันเกิดบุตร ๒ องค์ชื่อเจ้ากิงกิศราชองค์ ๑ เจ้าอินทโสมองค์ ๑ เจ้าราชบุตรผู้เปนบิดากระทำมิจฉาจารกับภิริยาท้าวโกมหาดเล็ก พระยาสุริยวงษาธรรมิกราชพระเจ้าแผ่นดินผู้เปนบิดา มีรับสั่งให้เอาไปสำเร็จโทษเสีย เจ้าอินทกุมารเมืองแฉวนหวีฟ้า มาได้ลูกตระกูลนางลาวคนหนึ่งเปนภิริยา สมัคสังวาศอยู่ด้วยกันเกิดบุตรองค์ ๑ ชื่อเจ้าองค์นก ๚ {{ฟม}}พระยาสุริยวงษาธรรมิกราชอยู่ในราชสมบัติได้ ๕๘ ปี พระชนม์ ๘๓ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ขณะนั้นพระยาเมืองจันทร์เปนเสนาบดีผู้ใหญ่ เห็นว่าเจ้ากิงกิศราช เจ้าอินทโสม เจ้าองค์นกยังเยาว์อยู่ พระยาเมืองจันทร์ก็เลยชิงเอาราชสมบัติได้เปนเจ้าเมืองเวียงจันท์กิติศัพท์ดังไปถึงเจ้านันทราชบุตรเจ้าปุ อันหนีไปอยู่เมืองนครพนมแต่ก่อนนั้น ได้เปนเจ้าเมืองนครพนม ทราบกิติศัพท์ว่าพระยาเมืองจันทร์ได้ขึ้นครองราชสมบัติเปนเจ้าเมืองเวียงจันทบุรี จึงเกณฑ์เอากองทัพเมืองนครพนม กับเกลี้ยกล่อมเอาหัวเมืองขึ้นกับเมืองเวียงจันท์ได้หลายเมือง ยกขึ้นมาตีพระยาจันทบุรี ๆ ทนผีมืองกองทัพเจ้านันทราชมิได้ ก็แตกกระจัดกระจายหนีไป เจ้านันทราชจับได้<noinclude></noinclude> kqyznzo51ot3pr7i2ucb21cr8lo4731 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/48 250 80557 293553 265021 2026-07-23T05:31:14Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/43]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/48]]: เปลี่ยนชื่อ 265021 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๔}}</noinclude>พระยาจันทบุรีเอาไปประหารชีวิตรเสีย แล้วเจ้านันทราช<ref>เจ้านันทราชนี้ในบางฉบับว่า เจ้านครเมืองน่าน เห็นจะสมจริง ถ้าเปนเจ้าปุเห็นจะแก่นัก</ref>ก็ขึ้นเสวยราชสมบัติเปนพระเจ้าจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว พระไชยองค์เวียดบุตรเจ้าชมภูที่หนีไปอยู่เมืองเวียดนามแต่ก่อนนั้น ทราบว่าเจ้านันทราชได้ขึ้นครองราชสมบัติ ก็ขอเอากองทัพญวนกับพระเจ้าเวียดนาม ยกลงมาตีเมืองจันทบุรี เจ้านันทราชก็เกณฑ์พลทหารออกต่อรบเปนสามารถ ทนฝีมือกองทัพพระไชยองค์เวียดมิได้ก็แตกกระจัดกระจายหนีไป พระไชยองค์เวียดจับได้เจ้านันทราชรับสั่งให้เอาไปสำเร็จโทษเสีย พระไชยองค์เวียดขึ้นครองราชสมบัติเปนพระเจ้าจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ๚ {{ฟม}}ฝ่ายเจ้ากิงกิศราชกุมาร เจ้าอินทโสม หลานพระยาสุริยวงษาธรรมิกราชกับเจ้าองค์นก สามองค์พี่น้องก็คิดเกรงกลัวพระไชยองค์เวียดด้วยความพยาบาทปู่มาแต่ก่อน ก็พากันเสด็จหนีไปเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนา เจ้ากิงกิศราช เจ้าองค์นกเข้าพักอาไศรยอยู่เมืองล่าเมืองพง เจ้าอินทโสมขึ้นไปพำนักอาไศรยอยู่เมืองแผ พระไชยองค์เวียดพระเจ้าแผ่นดินเมืองจันทบุรี จึงให้ท้าวนองผู้เปนอนุชาต่างบิดาขึ้นไปอยู่ประจำรักษาเมืองหลวงพระบาง เจ้ากิงกิศราชกับเจ้า องค์นกก็คิดเกลี้ยกล่อมเอาไพร่พลเมือง ล่าเมืองพงได้พร้อมมือแล้วก็ยกกองทัพลงมาถึงกลางทาง ท้าวนองผู้อยู่รักษาเมืองหลวงพระบาง<noinclude></noinclude> grrz8y4805aeometffgvpolrmwoq2ay หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/49 250 80558 293555 265022 2026-07-23T05:31:23Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/44]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/49]]: เปลี่ยนชื่อ 265022 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๕}}</noinclude>ทราบข่าวว่าศึกเจ้ากิงกิศราชยกมา ก็มีใจเกรงกลัวบุญญานุภาพเปนอันมาก ท้าวนองก็อัญเชิญเอาพระบางหนีลงมาเมืองล้านช้างเวียงจันท์ จึงสมณะพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตพร้อมกันอัญเชิญเอาเจ้ากิงกิศราชขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว (อยู่เมืองหลวงพระบาง) ถวายพระนาม พระเจ้ากิงกิศรธรรมิกราช แล้วอัญเชิญเอาเจ้าองค์นกพระราชอนุชาขึ้นครองราชสมบัติเปนอุปราชฝ่ายน่า (กรุงศรีสัตนาคนหุตจึงได้แยก ๒ อาณาเขตร คือเวียงจันท์แลหลวงพระบางแต่นั้นมา) ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๑๐๖๑ ปีเถาะเอกศก ณวันเดือน ๘ ขึ้น ๑๔ ค่ำ พระเจ้ากิงกิศรธรรมิกราช พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง พระไชยองค์เวียดพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันท์ จึงทรงผูกทางพระราชไมตรีแบ่งปันพระราชอาณาเขตรให้แก่กันแลกัน<ref>ในพระราชพงษาวดารว่าเมื่อปีกุญจุลศักราช ๑๐๕๗ ถวายราชธิดาแก่สมเด็จพระเพทราชาธิราช ขอกองทัพไทยไปช่วยรบเจ้าหลวงพระบาง มีศุภอักษรกรุงศรีอยุทธยาไปห้าม ทั้ง ๒ ฝ่ายก็เลิกรบพุ่งกัน</ref> อาณาเขตรพระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ น้ำของฝ่ายตวันตก กำหนดเอาปากน้ำเหืองเหนือเมืองเชียงคาน น้ำของฝ่ายตวันออกกำหนดเอาปากน้ำมี้ใต้เมืองเชียงคานลงไปถึงเมืองแก่งลีผี เปนพระราชอาณาเขตรของพระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ อาณาเขตรของพระเจ้าล้านช้างหลวงพระบาง น้ำของฝ่ายตวันออก กำหนดเอาปากน้ำมี้ ต่อพรมแดนเวียงจันท์ น้ำของฝ่าย<noinclude></noinclude> fptxurc5l3qq9ia4oo7vf45zuyifn37 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/50 250 80559 293557 265023 2026-07-23T05:31:33Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/45]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/50]]: เปลี่ยนชื่อ 265023 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๖}}</noinclude>ตวันตก กำหนดเอาฟากน้ำเหืองพรมแดนเมืองเวียงจันท์ ต่อกันขึ้นไปจนถึงผาบันไดใต้เมืองเชียงของ ฝ่ายซ้ายพรมแดนต่อแขวงกรุงศรีอยุทธยา กำหนดเอาภูเขาไม้ประดู่สามต้นอ้นสามขอยขึ้นไป ฝ่ายขวาพรมแดนต่อแขวงพระเจ้าเวียดนาม กำหนดเอาต้นสารสามงาน้ำน่าสามแคว หัวพันทั้งหกแลสิบสองน่าด่านจุไท เปนพระราชอาณาเขตรของพระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง พระมหากระษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์แบ่งปันอาณาเขตรให้แก่กันแลกันแล้ว จำเดิมแต่นั้นมาพระเจ้ากิงกิศราชครองราชสมบัติ บ้านเมืองก็เจริญบริบูรณ์เปนมโหรฐาน พระองค์มีพระราชธิดา ๓ องค์ ทรงพระนามเจ้านางแทนสาวองค์ ๑ เจ้านางแทนคำองค์ ๑ เจ้านางอัคชารายคำองค์ ๑ พระเจ้ากิงกิศรธรรมิกราชอยู่ในราชสมบัติได้ ๑๒ ปี ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ ๚ {{ฟม}}ลุศักราช ๑๐๗๓ ปีเถาะตรีศก เสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตพร้อมกันอัญเชิญเอาเจ้าอุปราชองค์นกขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระนามสมเด็จพระบรมเชษฐขัตยสุริย พระราชวงษามหาไชยจักรพรรดิภูมินทร์ นรินทาธิปัติราชศักดิ บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมบพิตรสมเด็จพระเปนเจ้า สถิตย์อยู่เหนือเกล้า ฯ ในอุตมวรวงษ์ขงศรีสัตนาคนหุตรัตนบุรี มหานครราชธานีล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง พระองค์ครองราชสมบัติอยู่ได้ ๑๐ ปี เกิดพระราชบุตร ๑๐ องค์ ๚ {{ฟม}}เจ้าอินทโสมคิดเกลี้ยกล่อมเอาไพร่พลในเมืองแผ เมืองล่าเมืองพงได้พร้อมมือแล้ว ก็ยกกองทัพลงมาตั้งอยู่เมืองงอยในน้ำอู่{{วว}}<noinclude></noinclude> 1flcmi4guh2zqh16xxdgdeg3oyx8ylu หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/51 250 80560 293559 265024 2026-07-23T05:31:43Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/46]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/51]]: เปลี่ยนชื่อ 265024 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๗}}</noinclude>เจ้าองค์นกทราบว่าเจ้าอินทโสมยกกองทัพลงมาดังนั้น จึงปฤกษาต่อเสนาบดีทั้งปวงว่า ถ้าเราจะคิดเกณฑ์กองทัพขึ้นไปต่อรบป้องกันก็คงจะได้ แต่เห็นว่าจะเกิดพินาศฉิบหายแก่ไพร่ราษฎรทั้งสองฝ่าย อิกอย่างหนึ่งก็จะขาดทางไมตรีอันเปนญาติพี่น้องกัน ทรงปฤกษาเห็นดังนี้แล้ว จึงนิมนต์เอาสมเด็จเจ้าราชาคณะทั้งปวงให้ขึ้นไปตั้งคำสาบาลอัญเชิญเสด็จเอาเจ้าอินทโสมลงมาว่าราชการด้วยกัน เจ้าอินทโสมก็ทรงเชื่อคำสาบาลแล้วก็เสด็จลงมา ครั้นถึงเมืองหลวงพระบาง เจ้าองค์นกเจ้าอินทโสมพร้อมกันเข้าไปสาบาลทำสัตย์ ในพระอุโบสถวัดวิชุณราชศรัทธารามให้แก่กันแลกัน เฉภาะพระภักตร์พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า ครั้นสำเร็จการทำสัตย์แล้วก็สิ้นความวิตกทั้งสองพระองค์ ๚ {{ฟม}}ครั้นทีหลังมามีพระยาเมืองซ้ายคนหนึ่งคบคิดกับเจ้าอินทโสม เห็นเจ้าองค์นกพระจ้าแผ่นดิน เธอพาเอาพวกมหาดเล็กเสด็จออกไปประพาศป่า ต่อนกเขาที่นานกแขวงบ้านเมืองไทย เจ้าอินทโสมกับพระยาเมืองซ้าย ก็พาเอาพรรคพวกปิดประตูเมืองเสีย แล้วแห่เอาเจ้าอินทโสมขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนา คนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ครั้นเวลาบ่าย เจ้าองค์นกพระเจ้าแผ่นดินพาเอาพวกมหาดเล็กเสด็จกลับคืนมา ทอดพระเนตรเห็นปิดประตูเมืองเข้าไม่ได้ พระองค์ก็เสด็จขึ้นไปอยู่วัดภูเหมือดจึงทรงแช่งเจ้าอินทโสม ตามความที่ได้สาบาลให้แก่กันมาแต่ก่อนนั้น แลัวจึงตรัสถามพวกมหาดเล็กว่า พระองค์เราจะเสด็จไปเมือง<noinclude></noinclude> jx8bjgl7aal73qvf2j3h7kt3hro2w0r หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/52 250 80561 293561 265025 2026-07-23T05:31:50Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/47]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/52]]: เปลี่ยนชื่อ 265025 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๘}}</noinclude>เชียงใหม่ พวกมหาดเล็กข้าหลวงเดิมใครจะไปด้วยเราก็ไป ถ้าใครไม่ไปคิดถึงบุตรภรรยาจะอยู่ก็ตามใจ ทรงตรัสถามฉนี้ พวกมหาดเล็กแลข้าหลวงเดิมกราบบังคมทูลว่า ขอไปตามเสด็จทั้งสิ้น พระองค์ก็พาเอาพระราชบุตร ๗ องค์กับพวกมหาดเล็กข้าหลวงเดิมเสด็จไปเมืองเชียงใหม่ ครั้นไปถึงเมืองเหลือก จึงรับสั่งให้พวกมหาดเล็กไปตัดเอาไม้เบญมอนต้นหนึ่งใหญ่ประมาณสามกำเศษ มาทอดเปนตะพานแห่งหนึ่ง พระองค์จึงทรงอธิฐานต่อเทพยเจ้าทั้งปวงว่า ถ้าข้าพเจ้ายังจะมีบุญญานุภาพจะได้ครองราชสมบัติ เปนเจ้าแก่เมืองนานาประเทศต่อไปเบื้องน่าแล้ว ข้าพเจ้าไต่ตะพานนี้ขอให้หักลง พระองค์ทรงอธิฐานดังนี้แล้ว ก็เสด็จไต่ตะพาน เดชะบุญญานุภาพของพระองค์ เทพยเจ้าบันดาลให้ตะพานนั้นหักลง พระองค์จึงทรงผนวชในวัดเมืองเหลือกแล้วก็เสด็จไปเมืองเชียงใหม่ เข้าพำนักอาไศรยอยู่วัดช้างเผือก ๚ {{ฟม}}ขณะนั้นพระเจ้าเชียงใหม่ถึงแก่พิราไลย มีพระราชบุตรสององค์ พระเจ้าอังวะแต่งกองทัพพม่ายกมาตีล้อมเมืองเชียงใหม่ไว้หลายชั้น กำหนดทัพพม่าถึงสิบเจ็ดหมื่น เสนาบดีเมืองเชียงใหม่คุมกองทัพออกต่อรบเปนหลายครั้งก็ไม่ชนะฝีมือพม่า หนีกลับเข้ามาทุกครั้ง เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวงทราบว่า พระเจ้าแผ่นดินเมืองล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางทรงผนวช หนีมาอยู่วัดช้างเผือก จึงพร้อมกันเอาขันทองคำสามใบ จาฤกพระนามเจ้าราชบุตรทั้งสองใส่องค์ละใบ จาฤกพระนามเจ้าองค์นก พระเจ้าแผ่นดินเมืองล้านช้างร่มขาวหลวง<noinclude></noinclude> ftbbdl3u23cth9b6fzckfpx001fs95o หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/53 250 80562 293563 265026 2026-07-23T05:31:58Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/48]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/53]]: เปลี่ยนชื่อ 265026 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓๙}}</noinclude>พระบางใส่ใบหนึ่ง แล้วเอาลงไปริมแม่น้ำปิง พร้อมกันอธิฐานว่ากระษัตริย์สามพระองค์นี้ ถ้าพระองค์ใดจะมีบุญญาธิการได้ครองราชสมบัติเปนเจ้าแก่ไพร่ฟ้าประชาชนทั้งปวง ขอจงบังเอินให้ขันทองคำพระนามองค์นั้นลอยทวนน้ำขึ้นไปข้างเหนือ ถ้าองค์ใดหาบุญญาธิการมิได้ ขอให้ขันทองคำพระนามองค์นั้นลอยตามน้ำลงไปข้างใต้ อธิฐานแล้วก็เอาลงลอย ขันพระนามกุมารทั้งสองบุตรเจ้าเมืองเชียงใหม่ก็ลอยล่องลงไปตามแม่น้ำ แต่ขันทองคำพระนามพระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางองค์นกนั้น เทพยเจ้าทั้งปวงบันดาลให้ลอยทวนน้ำขึ้นไปข้างเหนือ เสนาพฤฒามาตย์ราษฎรทั้งปวง มีความโสมนัศยินดีเปนอันมาก จึงพร้อมกันไปนิมนต์เชิญเสด็จลาผนวชอัญเชิญขึ้นครองราชสมบัติเมืองเชียงใหม่พักอยู่ ๗ วัน พระองค์จึงมีรับสั่งให้เสนาบดีเกณฑ์กองทัพออกไปต่อรบพม่าเปนสามารถ พม่าทนผีมือไม่ได้ก็แตกกระจัดพลัดพรายล้มตายเปนอันมาก ครั้นเสร็จการสงครามแล้ว พระองค์ก็อยู่ครอบครองราชสมบัติบ้านเมือง ก็อยู่ศุขเกษมเปรมปรีดิ์ พระองค์มีพระราชบุตรกับนางยวงเมืองเชียงใหม่ ๓ องค์ ชื่อเจ้าตันองค์ ๑ เจ้าวงองค์ ๑ เจ้าติดองค์ ๑ ซึ่งพระราชบุตรทั้ง ๗ พระองค์ที่ตามเสด็จไปแต่เมืองล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง กับพระราชบุตรที่เกิดเมืองเชียงใหม่ทั้ง ๓ นั้น ก็ได้ครองราชสมบัติสืบ ๆ กันมา ๚ {{ฟม}}เจ้าอินทโสมครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางอยู่ได้ ๑๓ ปี เจ้าโนชา เจ้าไชยสาร กับ<noinclude></noinclude> ayucflugure7uv38xvg0x51i568tgn5 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/54 250 80563 293565 265027 2026-07-23T05:32:06Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/49]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/54]]: เปลี่ยนชื่อ 265027 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๐}}</noinclude>พระยาเชียงใต้ ท้าวอินทร์น้ำงา ทิดสุวรรณ คบคิดเปนขบถซุ่มผู้คนไว้ได้ ๘๐๐ เศษ นัดกันว่าณวันเดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำจะทำการ ขณะนั้นข้าทาษพระยาเชียงใต้คนหนึ่งเก็บเอาความที่นัดกันไว้นั้น เข้าไปสำแดงต่อเสนาบดีขึ้นกราบทูลเจ้าอินทโสมให้ทรงทราบ จึงเกณฑ์คนออกจับพวกขบถเหล่านั้น พวกขบถก็ออกต่อรบเปนสามารถ เจ้าโนชา เจ้าไชยสาร พระยาเชียงใต้สู้มิได้ก็แตกกระจัดกระจายหนีไป จับเจ้าโนชา เจ้าไชยสาร พระยาเชียงใต้ได้ รับสั่งให้เอาไปสำเร็จโทษเสีย เจ้าอินทโสมครองราชสมบัติเปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต มีพระราชบุตร ๙ องค์ ชื่อเจ้าโชติกะกุมารองค์ ๑ เจ้าอนุรุทธกุมารองค์ ๑ เจ้านาคะกุมารองค์ ๑ เจ้านารัทธกุมารองค์ ๑ เจ้าเชฐวังโสองค์ ๑ เจ้าองค์เอกองค์ ๑ เจ้าสุริยวงษาองค์ ๑ เจ้าสุรวงษาองค์ ๑ เจ้าอินทวงษากุมารองค์ ๑ มีพระราชธิดา ๖ องค์ เจ้านางแก้วรัตนพิมพาองค์ ๑ เจ้านางศรีคำกององค์ ๑ เ จ้านางสุชาดาองค์ ๑ เจ้านางสุธรรมมาองค์ ๑ เจ้านางสุนันทาองค์ ๑ เจ้านางแว่นแก้วสามผิวองค์ ๑ เจ้าอินทโสมอยู่ในราชสมบัติได้ ๒๖ ปี ก็ถึงแก่พิราไลย แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ ๚ {{ฟม}}ขณะนั้นพระเจ้าเวียดนาม แต่งให้องเจียวเทียมตาเทียมเจดเปนแม่ทัพ คุมพลทหารญวนยกลงมาตีกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวงจึงเสี่ยงทายได้เจ้าอินทวงษากุมาร ยกพลทหารออกต่อรบทัพญวน ทัพญวนทนฝีมือมิได้ ก็แตกกระจัดพลัดพรายล้มตายเปนอันมาก จึงเสนาพฤฒามาตย์สมณะพราหมณาจารย์ทั้งปวง พร้อมกันอัญเชิญเจ้าอินทวงษากุมารขึ้นครอง<noinclude></noinclude> cppshkt18acnkcviy1k4pwypbtwf6kn หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/55 250 80564 293567 265028 2026-07-23T05:32:50Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/50]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/55]]: เปลี่ยนชื่อ 265028 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๑}}</noinclude>ราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง พระองค์ครองราชสมบัติอยู่ ๘ เดือน พระองค์ก็กลัวโทษานุโทษแก่พระเชษฐาทั้ง ๘ พระองค์จะคิดกระทำอันตรายเจ้าอินทวงษาก็ยกสมบัติถวายเจ้าโชติกะกุมารองค์เปนพระเชษฐาผู้ใหญ่นั้น แล้วก็เสด็จไปปลูกโรงอยู่บ้านพันหลวงฟากน้ำคานฝ่ายตวันออก เจ้าโชติกะกุมารจึงขึ้นครองราช เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ๚ {{ฟม}}ขณะนั้น เมืองเวียงจันท์ลอบมีศุภอักษรขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าหงษาวดี เปนใจความว่า ขอเอากองทัพลงมาตีเมืองล้านช้างหลวงพระบาง พระเจ้าหงษาวดีทรงทราบแล้ว จึงแต่งให้โปน่านอเปนแม่ทัพคุมพม่าลงมาตีเมืองล้านช้างหลวงพระบาง พระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ก็เกณฑ์กองทัพออกต่อรบเปนสามารถ แล้วให้คนขึ้นประจำรักษาน่าที่เชิงเทินป้องกันเมือง ยิงปืนใหญ่น้อยโต้ตอบกันอยู่หลายวัน พม่าจึงเอาบันไดพาดกำแพงเข้าปล้นเอาเมือง จับได้เจ้าสุริยวงษากับไพร่ประมาณสี่ร้อยห้าร้อยคน เอาขึ้นไปถวายพระเจ้าหงษาวดี แต่พระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางนั้นจับหาได้ไม่ ครั้นพม่าเลิกทัพกลับไปแล้ว พระเจ้าล้านช้างร่มขาวก็กวาดต้อนเอาเจ้านายบุตรหลานตระกูลพระราชวงษานุวงษ์ไพร่ราษฎรเข้ามาตั้งเมืองอยู่ตามเดิม เจ้าโชติกะกุมารครองราชสมบัติได้ ๑๔ ปี ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> tt3nq0f6bjblnuljr3753n4x7jxg8bk หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/56 250 80565 293569 265029 2026-07-23T05:33:17Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/51]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/56]]: เปลี่ยนชื่อ 265029 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๒}}</noinclude>{{ฟม}}ลุศักราช ๑๑๒๕ (พ.ศ. ๒๓๐๖) ปีมแม เจ้าสุริยวงษาองค์<ref>ในบางฉบับเรียกแต่ว่า เจ้าวงษ์</ref>เปนพระราชอนุชาที่พม่าจับขึ้นไปแต่ก่อนนั้น พระเจ้าหงษาวดีใช้ให้เปนแม่ทัพคุมพม่าขึ้นไปตีหัวเมืองล่าเมืองแม้น เจ้าสุริยวงษาจึงพาเอาไพร่พลเมืองหลวงพระบางที่ขึ้นไปด้วยนั้น หักออกจากพม่าหนีลงมาตั้งอยู่เมืองแถง ๚ {{ฟม}}ครั้นลุศักราช ๑๑๒๘ ปีจออัฐศก เจ้าสุริยวงษาจึงมีหนังสือแต่งให้คนถือลงมาถึงเสนาบดีขึ้นกราบทูลพระเจ้าโชติกะกุมาร ที่เมืองหลวงพระบางว่า จะขอเข้ามาช่วยทำนุบำรุงราชการ พระเจ้าเมืองหลวงพระบางไม่ให้มา เจ้าสุริยวงษาก็โกรธ จึงเกณฑ์กองทัพตามแว่นแคว้นหัวเมืองได้พร้อมมือแล้วก็ยกลงมา ครั้นมาถึงเมืองหลวงพระบางดึกประมาณสองยามเศษก็เข้าปล้นเอาเมือง พระเจ้าเมืองหลวงพระบางเสนาบดีราษฎรทั้งปวงรู้สึกตัวต่างคนก็ต่างแตกตื่นหนีไป พระเจ้าเมืองหลวงพระบางโชติกะ เจ้าอุปราชอนุรุทธก็อพยพกวาดเอาเจ้านายบุตรหลานหนีลงมาอยู่บ้านน้ำรุ้ง (น้ำฮุง) ครั้นสว่างขึ้นเจ้านางศรีคำกององค์เปนพี่หญิงจึงเสด็จมาถามเจ้าสุริยวงษา ผู้น้องว่า เจ้ายกกองทัพเข้ามาครั้งนี้หมายจะมาฆ่าญาติพี่น้องหมดฤๅ ๆ ว่าคิดประการใด เจ้าสุริยวงษาจึงตอบว่า มิใช่จะมาคิดกระทำร้ายแก่เจ้านายญาติพี่น้อง คิดถึงเจ้าพี่เจ้าน้องจึงหนีพม่าลงมา ครั้นมีหนังสือให้คนถือลงมาถึงเสนาบดีให้กราบบังคมทูลทรงทราบแล้วมีหนังสือรับสั่งตัดขึ้นไปว่าไม่<noinclude></noinclude> ssuonppu3u86equly4i98erbjjytqao หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/57 250 80566 293571 265030 2026-07-23T05:33:24Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/52]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/57]]: เปลี่ยนชื่อ 265030 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๓}}</noinclude>ให้ลงมา ครั้นจะไม่คิดเกณฑ์พลทหารยกลงมา ก็จะไม่ได้มาเห็นหน้าเจ้านายญาติพี่น้อง เจ้านางศรีคำกองจึงว่า ถ้าน้องคิดดังนั้นก็ชอบแล้วแต่เจ้านายญาติพี่น้องที่หนีไปนั้น จะให้กลับคืนมาอยู่ด้วยกันฤๅ ๆ จะคิดประการใด เจ้าสุริยวงษาจึงว่าจะใช้ให้สังฆการีไปนิมนต์เอาสมเด็จเจ้าราชาคณะทั้งปวงเจ้ามาถวายพระพรเอาสัตย์ เจ้าสุริยวงษาก็ทรงสาบาลให้สมเด็จเจ้าราชาคณะว่าข้อยไม่ทำร้ายให้แก่เจ้าพี่เจ้าน้อง ถ้ากระทำร้ายขอให้ต้องคำสาบาล แล้วจึงนิมนต์สมเด็จเจ้าราชาคณะลงไปถวายพระพร อัญเชิญเสด็จพระเจ้าเมืองหลวงพระบางโชติกะแลเจ้าอุปราชอนุรุทธกับเจ้านายบุตรหลาน ที่หนีลงไปอยู่น้ำรุ้งนั้นขึ้นมา ครั้นถึงเมืองหลวงพระบางแล้ว เจ้าโชติกะพระเจ้าแผ่นดินก็มอบราชสมบัติให้แก่เจ้าสุริยวงษา ขึ้นครองราชสมบัติเปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง เจ้าโชติกะก็เสด็จไปปลูกโรงอยู่บ้านวิชุณฟากเขาทิศทักษิณ ๚ {{ฟม}}ครั้นลุปีเถาะศักราช ๑๑๓๓ (พ.ศ. ๒๓๑๔ ตรงในสมัยครั้งกรุงธนบุรี) เจ้าสุริยวงษาอันเปนพระเจ้าเมืองหลวงพระบาง คิดมีความพยาบาทกับเมืองล้านช้างเวียงจันท์แต่ก่อนนั้น ด้วยเมืองล้านช้างเวียงจันท์ลอบมีหนังสือ ขึ้นไปขอกองทัพพม่าลงมาตีเมืองล้านช้างหลวงพระบาง จึงมีรับสั่งให้เสนาบดีเกณฑ์พลทหารห้าพันยกลงไปตีเมืองล้านช้างเวียงจันท์ เข้าล้อมกำแพงเมืองไว้ เจ้าบุญสารอันเปนพระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ ก็เกณฑ์พลทหารออกต่อรบเปนสามารถ แล้วขึ้นประจำรักษาน่าที่เชิงเทินปราการป้องกันเมืองไว้<noinclude></noinclude> j8k8st58mmbojqhyg9ej46vasiof0mw หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/58 250 80567 293573 265031 2026-07-23T05:33:32Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/53]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/58]]: เปลี่ยนชื่อ 265031 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๔}}</noinclude>มั่นคง เจ้าสุริยวงษาพระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางคุมพลทหารเข้าหักเอาเมืองเปนหลายครั้งหาได้ไม่ แต่ต่อรบกันอยู่ได้ ๓ เดือน เจ้าบุญสารพระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์เหลือกำลังอดทนที่จะคุมไพร่พลออกต่อรบ ด้วยไพร่พลราษฎรได้ความทุกข์ลำบาก จึงมีศุภอักษรแต่งให้เสนาบดีถือลอบขึ้นไปถึงกรุงอังวะ ขอกองทัพลงมาช่วย พระเจ้าอังวะมังกะระจึงให้ซึกซึงโปคุมพลทหารสองพันเปนทัพน่า ให้โปสุพลา เปนแม่ทัพคุมพลสามพันยกลงมาตีเมืองหลวงพระบาง เจ้าสุริยวงษาพระเจ้าแผ่นดินเมืองหลวงพระบางทราบว่า พม่ายกกองทัพลงมาตีเมืองข้างหลัง ก็เลิกทัพกลับคืนไปต่อรบพม่าประมาณ ๑๕ วัน พม่าก็เข้าปล้นเอาเมืองได้ เจ้าสุริยวงษาพระเจ้าเมืองหลวงพระบาง ก็ขอยอม ขึ้นแก่เมืองอังวะ พม่าก็เลิกทัพกลับไป ๚ {{ฟม}}ครั้นลุปีมเมียศักราช ๑๑๓๖ (พ.ศ. ๒๓๑๗) กรุงเทพมหานครศรีอยุทธยา ครั้งแผ่นดินขุนหลวงพระเจ้าตากนั้น มีพระราชสาสนกับเครื่องราชบรรณาการ แต่งให้ราชทูตานุทูตอัญเชิญขึ้นไปถึงเจ้าสุริยวงษา พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ในพระราชสาสนนั้นว่า ขอให้เปนเมืองทางพระราชไมตรีไปมาหากันเจ้าสุริยวงษาพระเจ้าเมืองหลวงพระบางทรงทราบแล้ว ก็มีความยินดีเปนอันมาก ก็ทรงรับเปนทางพระราชไมตรีกับกรุงธนบุรี ๚ {{ฟม}}ครั้นลุปีชวดศักราช ๑๑๓๘ (พ.ศ. ๒๓๑๙) พระเจ้าเมืองหลวงพระบาง จึงมีศุภอักษรกับเครื่องมงคลราชบรรณาการแต่งให้เสนาบดีถือลงมาเจริญทางพระราชไมตรีณกรุงธนบุรี สมเด็จพระ<noinclude></noinclude> dclrpeglwbqqb1j4l852x2bxh22tkdk หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/59 250 80568 293575 265032 2026-07-23T05:33:43Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/54]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/59]]: เปลี่ยนชื่อ 265032 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๕}}</noinclude>พุทธเจ้าอยู่หัว จึงโปรดพระราชทานสรรพสิ่งของให้แก่เสนาบดีผู้เปนทูตานุทูตตามสมควร กับสิ่งของราชบรรณาการตอบแทนให้ราชทูตถือขึ้นไปประทานให้พระเจ้าเมืองหลวงพระบางเปนอันมาก ๚ {{ฟม}}ลุปีจอศักราช ๑๑๔๐ (พ.ศ. ๒๓๒๑) เจ้าบุญสารพระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ แต่งให้พระยาสุโพเปนนายทัพ คุมพลทหารลงไปตีเมืองนครมดแดง จับพระวอเจ้าเมืองนครมดแดงได้ประหารชีวิตรเสีย<ref>เรื่องพระวอมีพิศดารในหนังสือพระราชพงษาวดาร ตอนที่แผ่นดินกรุงธนบุรี</ref> แล้วก็เลิกทัพกลับไปเมืองล้านช้างเวียงจันท์ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงธนบุรีทรงทราบว่า พระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์แต่งให้พระยาสุโพไปประหารชีวิตรพระวอเจ้าเมืองนครมดแดงเสีย ก็ทรงพระพิโรธเปนอันมาก ด้วยพระวอถวายตัวเปนข้าขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร พระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ไม่มีความเกรงกลัวพระเดชเดชาบารมี ครั้นณวันเดือนอ้ายปีจอสัมฤทธิศกนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงเทพมหานครพระเจ้าตาก ทรงแต่งให้สมเด็จเจ้าพระยามหากระษัตริย์ศึก แลเจ้าพระยาสุรสีห์ คุมพลทหารในกรุงนอกกรุงเปนอันมาก ยกขึ้นไปตีเมืองล้านช้างเวียงจันท์ สมเด็จเจ้าพระยามหากระษัตริย์ศึก จึงแต่งให้ข้าหลวงเชิญศุภอักษรขึ้นไปถึงเจ้าสุริยวงษา พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ว่าขอเอากองทัพลงมาช่วยตีเมืองล้านช้างเวียงจันท์ พระเจ้าหลวงพระบางทรงทราบแล้ว ก็มีความโสมนัศยินดีในพระบารมี<noinclude></noinclude> gqjk4p6jpwravgnmwq3wb3eq80dqnjb หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/60 250 80569 293577 265033 2026-07-23T05:33:52Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/55]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/60]]: เปลี่ยนชื่อ 265033 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๖}}</noinclude>เปนอันมาก จึงแต่งให้เสนาบดีผู้ใหญ่คุมพลทหารสามพัน ยกลงไปช่วยตีเมืองล้านช้างวียงจันท์ เข้าคุมเอาด้านทิศอิสาณ ครั้นตีเมืองล้านช้างเวียงจันท์สำเร็จการสงครามแล้ว พระเจ้าหลวงพระบางก็ขอเปนเมืองขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร แล้วก็เลิกทัพกลับคืนไปเมืองหลวงพระบาง เจ้าสุริยวงษาอยู่ในราชสมบัติ ๒๕ ปี พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎก็ถึงแก่พิราไลย ๚ {{ฟม}}ลุปีกุญศักราช ๑๑๕๓ (พ.ศ. ๒๓๓๔ ในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร) สมณะพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ จึงพร้อมกันราชาภิเศกเจ้าอุปราชอนุรุทธขึ้นครองราชสมบัติ ถวายพระนาม สมเด็จพระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง เจ้านาคะกุมารเปนที่อุปราช ครองราชสมบัติอยู่ได้ปี ๑ ๚ {{ฟม}}ครั้นลุปีชวดศักราช ๑๑๕๔ (พ.ศ. ๒๓๓๕) เจ้านันทเสนอันเปนพระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ มีความพยาบาทกับพระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางมาแต่ก่อน จึงเกณฑ์พลทหารยกขึ้นไปตีพระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง พระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางก็เกณฑ์พลทหารออกต่อรบเปนสามารถ แล้วก็ขึ้นประจำรักษาน่าที่เชิงเทินปราการป้องกันเมืองไว้มั่นคง แต่ต่อรบกันอยู่ได้สิบสี่สิบห้าวัน เจ้าอุปราชเมืองเวียงจันท์ต้องปืนพวกเมืองหลวงพระบางถึงแก่อสัญกรรมในที่รบ กองทัพเมืองเวียงจันท์จะเข้าหักเอาเมืองก็หาได้ไม่ จึงแต่งหนังสือกลมารยาล่อลวงมีเข้าไปถึงเจ้านางแทนคำ อันเปนพระมเหษีพระเจ้าเมืองหลวงพระบางสุริยวงษา ที่ถึงแก่พิราไลยไปนั้น<noinclude></noinclude> 56tf4pjbrx44bjwmhnz4zbztnq15yzc หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/61 250 80570 293579 265034 2026-07-23T05:34:54Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/56]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/61]]: เปลี่ยนชื่อ 265034 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๗}}</noinclude>เปนใจความว่า การสงครามครั้งนี้ขอให้เจ้านางแทนคำช่วยสงเคราะห์เอาเปนธุระให้มาก ๆ ครั้นสำเร็จราชการได้เมืองหลวงพระบางแล้วเมื่อใด จะขอเอาเปนมเหษีมอบสมบัติให้ เจ้านางแทนคำทราบความลับในหนังสือแล้ว ก็หลงไปด้วยกลมารยา มีความโสมนัศยินดีเปนอันมาก ก็ให้หาหัวพันเมืองวาคนสนิทเข้ามากระซิบบอกแนะนำให้หัวพันเมืองวาคุมไพร่พลไปประจำรักษาน่าที่เชิงเทินประตูปากม้าวด้านทิศอาคเณย์ ครั้นพลทหารเมืองเวียงจันท์เข้ามาเมื่อใดอย่าได้ป้องกันไว้ จงเปิดประตูปล่อยให้เข้ามาโดยสดวก เปนใจความแนะนำดังนี้ แล้วมีหนังสือกำหนดนัดให้หัวพันเมืองวา แต่งคนถือลอบออกไปส่งให้พลทหารเมืองเวียงจันท์ นำเข้าไปถวายเจ้านันทเสนผู้เปนพระเจ้าเมืองเวียงจันท์ทราบความในหนังสือแล้ว ถึงวันนัดก็ยกพลทหารเข้ามา หัวพันเมืองวาคิดอกตัญญูขบถต่อแผ่นดิน ก็เปิดประตูให้เข้ามา พระเจ้าเวียงจันท์ก็คุมพลทหารเข้าปล้นเอาเมืองจับได้พระเจ้าร่มขาว แลเจ้าอุปราชนาคะเจ้านายบุตรหลานหลายองค์ ครั้งนั้นไพร่ราษฎรล้มตายเปนอันมาก เจ้าเวียงจันท์ก็กวาดเอาครอบครัวเมืองหลวงพระบางลงไปไว้เมืองเวียงจันท์ เจ้าเวียงจันท์จึงแต่งให้เสนาบดีคุมเอาพระเจ้าร่มขาว เจ้าอุปราชนาคะ เจ้านายบุตรหลานหลายองค์ลงมาถวายณกรุงเทพมหานคร ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงทรง<noinclude></noinclude> olaojo92jxhz2qdrp5vgnuzj7756ylf หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/62 250 80571 293581 265035 2026-07-23T05:35:03Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/57]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/62]]: เปลี่ยนชื่อ 265035 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๘}}</noinclude>พระดำรัสสั่งให้จำพระเจ้าร่มขาว แลเจ้าอุปราชนาคะใส่คุกไว้<ref>ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า เจ้านครเวียงจันท์บอกมาว่าเจ้าหลวงพระบางไปเข้ากับพม่า รับทูตพม่ามาถึงเมือง จึงโปรดให้ไปตีเมืองหลวงพระบาง</ref> ๚ {{ฟม}}เจ้าเมืองเวียงจันท์ตีเอาเมืองหลวงพระบางได้ครั้งนั้น เพราะเจ้านางแทนคำหัวพันเมืองวาเปนไส้ศึกคิดอกตัญญูขบถต่อแผ่นดิน อิกอย่างหนึ่งเล่า ก็ด้วยอายุแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางถึงกาลขาด เทพยเจ้าจึงอาเภทให้เห็นประหลาดเปนนิมิตร พระประธานวัดภูเหมือดน้ำพระเนตรเปนโลหิตไหลลงกระทั่งจนพระนาภี วัดเชียงเหล็กพระพุทธรูปแก่นจันทน์แดงพระภักตร์แตกแต่พระนลาตจนถึงพระโอษฐ ปลวกก็กัดพื้นฝ่าพระบาทดั้นขึ้นไปจนทลุออกพระอังษา พระพุทธรูปแลพระอุโบสถวิหารเหงื่อก็ไหลออกทุกพระอาราม อนึ่งเทพารักษ์ภูเขาทรวงก็ปลูกธงแดงขึ้นบนยอดเขาให้ปรากฎแก่ตาคนทั้งหลาย อนึ่งมีพระยานาคสองตัวออกมาว่ายน้ำโขงแข่งกันอยู่น่าเมืองถึง ๗ วัน อนึ่งพอเวลาจะย่ำค่ำมีปิศาจไม่มีศีศะออกมารำอยู่ริมน้ำโขงท่าใต้ขั้นน่าเมืองหลายวัน อนึ่งน้ำในแม่น้ำโขงพลุ่งขึ้นแต่ศีศะเมือง ตลอดลงไปจนท้ายเมืองดังเหมือนเสียงปืนใหญ่ อาเภทบอกเหตุบอกลางดังนี้ จึงเสียกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางไปแก่เมืองเวียงจันท์ เมืองหลวงพระบางก็ว่างเปล่าอยู่ได้ ๔ ปี ไม่มีเจ้าแผ่นดิน ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> 9a1fw2xuv1jnf99v3endzwwg406h427 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/63 250 80572 293583 265036 2026-07-23T05:35:10Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/58]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/63]]: เปลี่ยนชื่อ 265036 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔๙}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นปีเถาะลุศักราช ๑๑๕๗ (พ.ศ. ๒๓๓๘) อุปราชเจ้าเมืองไชยเปนหัวเมืองขึ้นกับเมืองหลวงพระบาง คิดถึงพระเดชพระคุณพระเจ้าร่มขาว ซึ่งเจ้านันทเสนเอาลงมาถวายติดคุกอยู่ในกรุงเทพมหานคร จึงนำของบรรณาการขึ้นไปเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนาลื้อ อุปราชาเจ้าเมืองไชยจึงอ้อนวอนพึ่งพาเจ้าเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนา ให้ขึ้นไปกราบทูลพระเจ้ากรุงปักกิ่งขอให้คิดเอาพระเจ้าร่มขาว เจ้าเมืองแฉวนหวีฟ้าก็รับเปนภารธุระขึ้นไปกราบทูลฉลองพระเจ้าปักกิ่ง ๆ ทรงทราบแล้ว จึงมีรับสั่งทรงแต่งให้ฮ่อพระยาศรีป่องว้องเมืองเชียงรุ้ง สั่งให้แต่งพระยาสิณะพรมพร้อมกัน ถือเอาพิณลายจูมยีนกับสิ่งของมงคลเครื่องราชบรรณาการ มาทางเมืองน่านลงเรือที่ท่าแฝกล่องมาถึงกรุงเทพมหานคร พึ่งเจ้าพระยาสมุหนายกนำขึ้นเฝ้ากราบบังคมทูล แด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ขอพระราชทานพระเจ้าร่มขาว เจ้าอุปราชเจ้านายบุตรหลานขึ้นไปตั้งบ้านเมืองให้เหมือนเช่นแต่ก่อน สมเด็จพระพทุธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทรงทราบแล้ว จึงทรงปราไสด้วยราชทูตานุทูตตามทางขัติยบุราณราชประเพณี แล้วมีพระราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ทรงพระเมตตาชุบเลี้ยงพระเจ้าร่มขาวแลเจ้าอุปราชให้อยู่ตามเดิม แล้วจึงทรงพระดำรัสโปรดให้ส่งขึ้นไปตั้งเมืองหลวงพระบาง กับทรงสั่งให้มีศุภอักษร<noinclude></noinclude> egevmdlzt7vkr3brbdcc8ydm5l4bm92 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/64 250 80573 293585 265037 2026-07-23T05:35:17Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/59]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/64]]: เปลี่ยนชื่อ 265037 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๐}}</noinclude>ขึ้นไปยังเมืองเวียงจันท์ ให้ส่งครอบครัวคืนขึ้นไปเมืองหลวงพระบาง แล้วทรงพระราชทานสิ่งของให้ฮ่อพระยาศรีป่องว้อง พระยาสิณะพรมตามสมควร พระเจ้าร่มขาวแลเจ้าอุปราชนาคะเจ้านายบุตรหลาน ฮ่อพระยาศรีป่องว้อง พระยาสิณะพรม ก็พร้อมกันถวายบังคมลากลับไปเมืองหลวงพระบาง<ref>ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่าพระราชทานโทษเจ้านครหลวงพระบาง แต่หาปรากฎเหตุที่พระราชทานโทษไม่</ref> ๚ {{ฟม}}พระเจ้าอนุรุทธล้านช้างร่มขาวมีพระราชบุตร ๖ องค์ เจ้ามังธาตุราชกุมารองค์ ๑ เจ้าสุทธิราชกุมารองค์ ๑ เจ้าไชยราชกุมารองค์ ๑ เจ้าอภัยราชกุมารองค์ ๑ เจ้าอุ่นแก้วองค์ ๑ เจ้าช้างองค์ ๑ มีราชธิดา ๓ องค์ เ จ้านางทูมองค์ ๑ เจ้าคำหลาองค์ ๑ เจ้าศรีไวยกาองค์ ๑ เจ้ามังธาตุราชนั้นได้เปนเจ้าราชวงษ์ ๚ {{ฟม}}เจ้าอุปราชนาคะมีบุตรชาย ๗ องค์ เจ้าอภัยองค์ ๑ เจ้าสุทธิองค์ ๑ เจ้าอินทร์องค์ ๑ เจ้าพรหมองค์ ๑ เจ้ามั่งองค์ ๑ เจ้าสารองค์ ๑ เจ้าสญไชยองค์ ๑ เจ้าอภัยบุตรเจ้าอุปราชนั้นให้เปนเจ้าหัวน่าช่วยบำรุงราชการ ๚ {{ฟม}}เจ้าหัวน่ามีบุตรชาย ๕ องค์ เจ้าโงนคำองค์ ๑ เจ้าแก่นคำองค์ ๑ เจ้าต่อมคำองค์ ๑ เจ้าศรีวรวงษ์องค์ ๑ เจ้าเหง่าองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}เจ้าสุทธิมีบุตรชายองค์ ๑ ชื่อเจ้าคำบัว บุตรหญิงชื่อเจ้าคำตัน ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> evr7mr5vhz5fcm1e81bb18ohyzt8rdm หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/65 250 80574 293587 265038 2026-07-23T05:36:30Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/60]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/65]]: เปลี่ยนชื่อ 265038 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๑}}</noinclude>{{ฟม}}เจ้าอินทร์มีบุตรชายองค์ ๑ ชื่อเจ้าคำโป้ บุตรหญิงชื่อเจ้าคำอ้นองค์ ๑ เจ้าโสภาองค์ ๑ เจ้าคำตื้อองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}เจ้ามั่งมีบุตรชายองค์ ๑ ชื่อเจ้าคำปาน มีบุตรหญิง ๒ องค์ ชื่อเจ้าคำป้ององค์ ๑ เจ้าคำด้วงองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}เจ้าสญไชยมีบุตรชาย ๖ องค์ เจ้าเง่าองค์ ๑ เจ้าคำแสนองค์ ๑ เจ้าคำเมฆองค์ ๑ เจ้าคำขะองค์ ๑ เจ้าคำยิ่งองค์ ๑ เจ้าคำอ้วนองค์ ๑ บุตรหญิง ๕ องค์ เจ้าคำตันองค์ ๑ เจ้าคำสุทธิองค์ ๑ เจ้าคำทิพย์องค์ ๑ เจ้าคำแจ้งองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}ครั้นเจ้าอุปราชนาคะถึงแก่กรรมแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ จึงทรงชุบเลี้ยงเจ้าราชวงษ์มังธาตุราชให้เปนเจ้าอุปราชพระเจ้าร่มขาว ๚ {{ฟม}}ลุปีกุญศักราช ๑๑๗๗ (พ.ศ. ๒๓๕๘ ในรัชกาลที่ ๒) พระเจ้าอนุรุทธร่มขาวหลวงพระบางถึงพิราไลย อยู่ในราชสมบัติ ๒๘ ปี อายุได้ ๘๒ ปี ๚ {{ฟม}}ลุปีชวดศักราช ๑๑๗๘ (พ.ศ. ๒๓๕๙) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย จึงทรงชุบเลี้ยงเจ้าอุปราชมังธาตุราช<ref>เรียกกันเปนสามัญว่า เจ้ามั่ง</ref> ให้เปนเจ้าเมืองหลวงพระบาง เจ้าสุทธราชให้เปนเจ้าอุปราช เจ้าอภัยให้เปนเจ้าราชวงษ์ ๚ {{ฟม}}เจ้าหลวงพระบางมังธาตุราชมีบุตร ๙ องค์ ชื่อเจ้าสุขะเสิมองค์ ๑ เจ้าจันทราชองค์ ๑ เจ้าโพเนื้อทององค์ ๑ เจ้าอุ่นคำองค์ ๑ เจ้าคำบัว<noinclude></noinclude> cs3ktjz6gsjtdg0lycomzd0mx90wdo1 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/66 250 80575 293589 265039 2026-07-23T05:36:38Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/61]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/66]]: เปลี่ยนชื่อ 265039 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๒}}</noinclude>องค์ ๑ เจ้าบัวละพัน (บวรพันธุ์) องค์ ๑ เจ้าสุทธิสารองค์ ๑ เจ้าโพธิสารองค์ ๑ เจ้าโงนคำองค์ ๑ บุตรหญิง ๗ องค์ เจ้าสุพรรณองค์ ๑ เจ้ายอดคำองค์ ๑ เจ้าฉิมมาองค์ ๑ เจ้าทองทิพย์องค์ ๑ เจ้าเบงคำองค์ ๑ เจ้าฉิมพลีองค์ ๑ เจ้าทองสุกองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}เจ้าอุปราชสุทธิสารมีบุตรชาย ๗ องค์ ชื่อเจ้าราชภัยองค์ ๑ เจ้ามุดไตองค์ ๑ เจ้าคำม้าวองค์ ๑ เจ้าศรีวิไชยองค์ ๑ เจ้าคำแก่นองค์ ๑ เจ้าคำบัวองค์ ๑ เจ้าคำสิงองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}เจ้าราชวงษ์อภัยมีบุตรชาย ๔ องค์ ชื่อเจ้าสุริยวงษ์องค์ ๑ เจ้าคำปานองค์ ๑ เจ้าไชยองค์ ๑ เจ้าคำสุกองค์ ๑ มีบุตรหญิง ๔ องค์ ชื่อเจ้าคำป้ององค์ ๑ เจ้าคำแว่นองค์ ๑ เจ้าบัวแก้วองค์ ๑ เจ้าคำผิวองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}เจ้าไชยราชมีบุตรชายองค์ ๑ ชื่อเจ้าคำ เจ้าช้างมีบุตรชาย ๒ องค์ ชื่อเจ้าคำพันองค์ ๑ เจ้าคำตันองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}ลุปีมะโรงศักราช ๑๑๘๒ (พ.ศ. ๒๓๖๓) เมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนาลื้อ เจ้ามหาน้อยเจ้ามหาวังเกิดวิวาทรบกัน เจ้ามหาน้อยหนีลงมาพึ่งเมืองหลวงพระบาง ขอกองทัพเจ้าหลวงพระบาง มังธาตุราช ขึ้นไปตีเมืองแฉวนหวีฟ้าปันนา เจ้าเมืองหลวงพระบางแต่งให้อุปราชสุทธิสารเปนแม่ทัพ แลเจ้าอุ่นแก้วเสนาบดีหลายคนคุมพลทหารยกขึ้นไปตั้งอยู่เมืองปูนเหนือ เจ้าอุปราชจึงแต่งให้พระยาเชียงใต้ พระยาเชียงเหนือ คุมพลทหารยกขึ้นไปตีเมืองล่า เมืองพง{{วว}}<noinclude></noinclude> o9wit234pxlrr2kmdg8zvgr83pxv971 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/67 250 80576 293591 265040 2026-07-23T05:36:46Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/62]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/67]]: เปลี่ยนชื่อ 265040 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๓}}</noinclude>เมืองบาน เมืองขอน เมืองนูน เมืองเชียงฟ้า ได้หลายหัวเมือง ครั้นทีหลังเจ้ามหาวังเมืองเชียงรุ้ง เกณฑ์พลทหารมาต่อรบเปนสามารถ พระยาเมืองขอนเมืองนูนต้องปืนถึงแก่กรรมในที่รบ เจ้ามหาวังจับได้พระยาเชียงใต้ พระยาเชียงเหนือ เมืองหลวงพระยาบางขึ้นไปเมืองเชียงรุ้ง พวกเมืองหลวงพระบางก็แตกหนีกลับคืนมาเมืองปูนเหนือ ๚ {{ฟม}}เทพยเจ้าบังเอินให้ฟ้าผ่าหอรบเจ้าอุปราช ฝ่ายเมืองเชียงรุ้งเล่าบังเอินให้เกิดไฟขึ้นไหม้เมืองหมด ด้วยเทพยเจ้าทั้งปวงนิยมให้เห็นอยัมภทันตา เดิมแต่ก่อนเมืองหลวงพระบาง กับเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนาลื้อ เปนบ้านพี่เมืองน้องได้สาบาลความสัตย์ได้แก่กันไว้ทั้ง ๒ ฝ่ายว่า ถ้าข้างใดยกพลทหารการศึกมาตีก่อน ให้ข้างนั้นต้องด้วยคำสาบาล ครั้งนั้นเจ้าเมืองหลวงพระบางมังธาตุราชหาตั้งอยู่ตามคำสาบาลเดิมนั้นไม่ เกณฑ์กองทัพขึ้นไปต่อรบก่อน เทพยเจ้าจึงอาเภทให้เห็นประหลาดเปนนิมิตร เจ้าอุปราชจึงส่งเจ้ามหาน้อยขึ้นไปเมืองฮ่อ แล้วก็เลิกทัพกลับลงมาเมืองหลวงพระบาง ๚ {{ฟม}}ครั้นลุปีชวดศักราช ๑๑๙๐ (พ.ศ. ๒๓๗๑ ในรัชกาลที่ ๓) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาททรงพระดำรัสตรัสโปรดเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมให้พระยาพิไชยขึ้นไปคุมเอาตัวเจ้าอุปราชสุลงมา ด้วยต้องพระราชดำริห์ว่า เจ้าอุปราชสุป้องกันปกปิดครอบครัวเมืองเวียงจันท์ไว้<ref>คราวปราบอนุเวียงจันท์เปนขบถ</ref>มิได้เกรงกลัวพระบารมี ขณะเมื่อพระยาพิไชยจะขึ้นไปคุมเอาตัว<noinclude></noinclude> lddzv9h145sjzz6v6bkiadr723xte0t หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/68 250 80577 293593 265041 2026-07-23T05:36:54Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/63]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/68]]: เปลี่ยนชื่อ 265041 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๔}}</noinclude>เจ้าอุปราชสุลงมาในกรุงนั้น เทพนิยมบังเอินให้เห็นประหลาดเปนนิมิตร พระประธานวัดสุวรรณภูมิ น้ำพระเนตรเปนโลหิตไหลลงจนพระนาภี พระพุทธรูปในวงพระเจดีย์วัดพระธาตุ ก็กระเด็นตกลงมาคว่ำพระภักตร์อยู่เหนือน่าปัถพี เจ้าอุปราชต้องกักขังอยู่จนถึงแก่อนิจกรรมในกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงชุบเลี้ยงเจ้าราชวงษ์อภัยให้เปนเจ้าอุปราช เจ้าราชบุตรเสิมให้เปนเจ้าราชวงษ์ เจ้าจันทราชให้เปนเจ้าราชบุตร ๚ {{ฟม}}ครั้นลุปีฉลูศักราช ๑๑๙๑ (พ.ศ. ๒๓๗๒) เจ้ามหาวังเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนาลื้อ คิดพยาบาทจะแก้แค้นตอบแทนเมืองหลวงพระบาง จึงเกณฑ์พลทหารลงมาตีหัวเมืองปลายเขตรปลายแดนเมืองหลวงพระบาง เจ้าเมืองหลวงพระบางมังธาตุราช จึงแต่งเจ้าอุปราชอภัยเปนแม่ทัพ แลเจ้าอุ่นแก้ว เสนาบดีหลายคน คุมพลทหารยกขึ้นไปต่อรบกันเปนสามารถ ได้ประมาณสิบสี่สิบห้าวัน กองทัพมหาวังทนฝีมือมิได้ ก็เลิกทัพกลับไปเมืองเชียงรุ้ง เจ้าอุปราชอภัยก็เลิกทัพกลับลงมาเมืองหลวงพระบาง ๚ {{ฟม}}ลุปีมแมศักราช ๑๑๙๗ (พ.ศ. ๒๓๗๘) เจ้าพระยาธรมาเปนแม่ทัพ คุมไพร่พลยกขึ้นไปเมืองหลวงพระบาง แล้วจึงแต่งให้เจ้าอุปราชอภัยเปนแม่ทัพ แลเสนาบดีหลายคนยกขึ้นไปเมืองพวน กับแต่งให้เจ้าอุ่นแก้วเปนแม่ทัพ แลเจ้าชนะไชย เจ้าแก่นคำ เจ้าคำปาน พระยาเพี้ยแสนท้าวขุนหลายคน ยกขึ้นไปตีเมืองแถง ได้พวกทรงดำลงมาไว้เมืองหลวงพระบาง<ref>คราวไทยรบกับญวนในรัชกาลที่ ๓</ref> ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> g1y4c00qkax0lt2it9luxlx22lgw96e หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/69 250 80578 293595 265042 2026-07-23T05:37:02Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/64]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/69]]: เปลี่ยนชื่อ 265042 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๕}}</noinclude>{{ฟม}}ลุปีชวดศักราช ๑๑๙๘ (พ.ศ. ๒๓๗๙) เจ้าเมืองหลวงพระบางมังธาตุราช อยู่ในราชสมบัติ ๒๐ ปี พระชนม์ได้ ๖๔ ก็ถึงแก่พิราไลย สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระดำรัสแต่งให้ปลัดวังคุมของไทยทานขึ้นไป มีผ้า ๓๐ ไตร ร่มกระดาษ ๒๐๐ คัน พัดหางปลา ๒๐๐ เล่ม กระดาษฟาง ๒๐๐ ม้วน เครื่องเขียนสีต่าง ๆ ๑๐๐ ห่อ น้ำตาลทรายหนัก ๒ หาบ เงิน ๔๐๐ เฟื้อง ทองอังกฤษ ๒๐๐ ม้วน ในการฌาปนกิจ ๚ {{ฟม}}ครั้นเสร็จการปลงศพเจ้าหลวงพระบางมังธาตุราชแล้ว เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ จึงแต่งให้เจ้าอุ่นแก้วถือหนังสือกับคุมเอาต้นดอกไม้ทองเงิน เครื่องราชบรรณาการลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงทรงชุบเลี้ยงเจ้าอุ่นแก้วให้เปนราชวงษ์ขึ้นไปอยู่รักษาเมือง ให้เจ้าอุปราชอภัย เจ้าราชวงษ์เสิมลงไปเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ๚ {{ฟม}}ในขณะนั้นเมืองหืบ เมืองด่อย เมืองดวน พร้อมกันคิดขบถต่อเมืองหลวงพระบาง เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ จึงแต่งให้เสนาบดีคุมไพร่พลยกขึ้นไปตี เมืองหืบ เมืองด่อย เมืองดวน ได้พวกทรงดำส่งลงมาเมืองหลวงพระบาง เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์จึงแต่งให้พระยาศรีมหานามคุมลงมาถวาย ๚ {{ฟม}}ครั้งนั้นเจ้าอุปราชอภัยกับเจ้าราชวงษ์เสิมวิวาทกัน ต่างลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เมื่อปีจอศักราช ๑๒๐๐ (พ.ศ. ๒๓๘๑) เจ้าราชวงษ์เสิมนั้น คุมพวกทรงดำลงมาถวายในครั้งนั้นด้วย{{วว}}<noinclude></noinclude> e02rkjgna1er4dksctaso2g40weyc0l หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/70 250 80579 293597 265043 2026-07-23T05:37:12Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/65]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/70]]: เปลี่ยนชื่อ 265043 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๖}}</noinclude>ข้อความเจ้าอุปราชอภัย กับเจ้าราชวงษ์เสิมเกี่ยงข้องกันนั้น เปนใจความว่า เจ้าอุปราชอภัย แต่งให้ท้าวคำพันไปเมืองญวน ๚ {{ฟม}}ครั้นลุปีกุญศักราช ๑๒๐๑ (พ.ศ. ๒๓๘๒) สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงชุบเลี้ยงเจ้าราชวงษ์เสิมให้เปนเจ้าเมืองหลวงพระบาง เลื่อนเจ้าอุปราชให้เปนเจ้าอภัยสุริยวงษา เจ้าราชวงษ์อุ่นแก้วให้เปนเจ้าอุปราช เจ้าราชบุตรจันทราชให้เปนเจ้าราชวงษ์ เจ้าแก่นคำ บุตรเจ้าอุปราชให้เปนเจ้าราชบุตร ๚ {{ฟม}}ขณะเมื่อเจ้าอุปราชอภัยจะถอยยศลงเปนเจ้าอภัยสุริยวงษา แลเจ้าราชวงษ์เสิมจะได้เปนเจ้าเมืองหลวงพระบางนั้น เทพยเจ้าบังเอินให้เห็นประหลาดเปนนิมิตร พระประธานวัดภูเหมือดโลหิตไหลออกใต้รักแร้ลงมาจนพระแท่น วัดสุวรรณภูมิ์เหงื่อก็ไหลออกตามเสาทุกเสาทั่วอารามเหมือนดังตักน้ำรด ต้นพระศรีมหาโพธิวัดโพนไชยโลหิตก็ไหลลงจนถึงพสุธา อนึ่งหินผาแท่งใหญ่ประมาณ ๔ อ้อม สูงประมาณ ๕ ศอกเศษ เคลื่อนออกจากที่ตกลงน้ำไป อนึ่งหินศิลาอยู่กลางไร่พวกบ้านปากหลิ่งใหญ่ประมาณ ๓ อ้อม สูงประมาณ ๓ ศอกเศษ ราษฎรปลูกเข้าล้อมไว้ หินศิลาลูกนั้นบังเอินให้เลื่อนลงมาอยู่นอกไร่ แต่ต้นเข้าที่ล้อมไว้นั้นหาเปนอันตรายไม่ อนึ่งครกตำเข้าอยู่บ้านช้างฆ้องลูกหนึ่งอยู่ข้างบน ลูกหนึ่งอยู่ข้างล่างลูกที่อยู่ข้างล่างกลิ้งขึ้นไปโดนเอาลูกที่อยู่ข้างบนกลิ้งลงมา เทพยเจ้าอาเภทให้เห็นประหลาดเปนนิมิตรดังนี้ ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> fgzd37w5he7u553kno9f6swm9c4pw2o หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/71 250 80580 293599 265044 2026-07-23T05:37:19Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/66]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/71]]: เปลี่ยนชื่อ 265044 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๗}}</noinclude>{{ฟม}}ครั้นเจ้าอภัยสุริยวงษาขึ้นไปถึงท่าปากลายแล้ว ก็กลับหนีลงไปอยู่เมืองเชียงคาน เจ้าเมืองหลวงพระบางเสิมจึงแต่งให้พระยาเมืองขวา พระยาตีนแท่น พระยาหมื่นน่า ลงไปจับเอาเจ้าสุริยวงษาใส่ตรวนคุมขึ้นไปเมืองหลวงพระบาง เจ้าเมืองหลวงพระบางจึงแต่งเจ้าราชวงษ์จันทร์กับเจ้าโพธิสาร คุมเอาเจ้าอภัยสุริยวงษาลงมาถวายเจ้าอภัยสุริยวงษาก็ถึงแก่อสัญกรรมไปในกรุงเทพมหานคร ๚ {{ฟม}}เจ้าเมืองหลวงพระบางเสิมมีบุตรชาย ๖ องค์ ชื่อเจ้าคำเง้าองค์ ๑ เจ้าบุญเพ็ชองค์ ๑ เจ้าพรหมจักรองค์ ๑ เจ้าคำแสงองค์ ๑ เจ้าพรหมาองค์ ๑ เจ้าอินทจักรองค์ ๑ มีบุตรหญิง ๘ องค์ ชื่อเจ้ากัลยาองค์ ๑ เจ้าคำอ้นองค์ ๑ เจ้าบุดดีองค์ ๑ เจ้าบับภาองค์ ๑ เจ้าคำษรองค์ ๑ เจ้าคำสีองค์ ๑ เจ้าอุ่นคำองค์ ๑ เจ้าโสมสีองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}เจ้าอุปราชอุ่นแก้วมีบุตรชาย ๔ องค์ ชื่อเจ้าสิวิษาองค์ ๑ เจ้าสุวรรณพรหมาองค์ ๑ เจ้าทองคำองค์ ๑ เจ้าคำมาองค์ ๑ มีบุตรหญิง ๓ องค์ ชื่อเจ้าสุพรรณองค์ ๑ เจ้าปิ่นคำองค์ ๑ เจ้าคำซาวองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}เจ้าราชบุตรแก่นคำมีบุตรชาย ๗ องค์ ชื่อเจ้าคำเหล็กองค์ ๑ เจ้าคำเพ็งองค์ ๑ เจ้าพรหมาองค์ ๑ เจ้าคำย่นองค์ ๑ เจ้าคำสนองค์ ๑ เจ้าเสิมองค์ ๑ เจ้าขอดแก้วองค์ ๑ มีบุตรหญิง ๖ องค์ ชื่อเจ้าทองดีองค์ ๑ เจ้าคำด้วงองค์ ๑ เจ้าคำหล้าองค์ ๑ เจ้าคำตือองค์ ๑ เจ้าคำซาวองค์ ๑ เจ้าหนูจีนองค์ ๑ ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> 3jbkn8ynx9fmin1493kv6pgc1e9un0z หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/72 250 80581 293601 265045 2026-07-23T05:37:26Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/67]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/72]]: เปลี่ยนชื่อ 265045 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๘}}</noinclude>{{ฟม}}ลุปีวอกศักราช ๑๒๑๐ (พ.ศ. ๒๓๙๑) เจ้าหน่อคำ เจ้ามหาไชยงาดำ ยกกองทัพมาตีเจ้าอุปราชามหาไชยเมืองเชียงรุ้ง ได้รบกันเปนสามารถ ขณะนั้นเจ้าเมืองหลวงพระบางเสิม ลงไปเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพมหานคร ถวายบังคมลากลับขึ้นไปถึงท่าปากลายจึงแต่งให้พระยาเมืองขวาถือหนังสือขึ้นไป ให้เจ้าอุปราชอุ่นแก้วเปนแม่ทัพ เจ้าอุ่นคำ เจ้าสิวิษา เจ้าสุวรรณพรหมา แลเสนาท้าวเพี้ยหลายคนคุมไพร่พลห้าพันเศษยกขึ้นไปตั้งอยู่เมืองไชย ณวันเดือนยี่ ปีวอก เจ้าอุปราชอุ่นแก้ว จึงแต่งให้เจ้าอุ่นคำคุมไพร่พลพันหนึ่งขึ้นไปตั้งอยู่บ้านแพ้ง เจ้าสิวิษาคุมพลพันหนึ่งขึ้นไปตั้งอยู่เมืองเงิน เจ้าสุวรรณพรหมา พระยาจ่าบ้านคุมพล ๘๐๐ เศษขึ้นไปตั้งอยู่เมืองวา พระยาศรีมหาโน พระยานาเหนือคุมพล ๘๐๐ เศษขึ้นไปตั้งอยู่เมืองปูนใต้ แต่บรรดากองทัพตั้งลำดับอยู่ตามหัวเมือง เปนพรมแดนต่อกันกับเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนาลื้อ ครั้นถึงณเดือนสี่ปีวอกสัมฤทธิศก เจ้าอุปราชาจึงอพยพครอบครัวหนีเข้ามาถึงเมืองไชย เจ้าอุปราชแลนายทัพนายกองทั้งปวง ก็คุมเอาเจ้าอุปราชาครอบครัวลงมาถึงเมืองหลวงพระบางเมื่อเดือนห้าปีวอกสัมฤทธิศก ๚ {{ฟม}}ลุปีระกาศักราช ๑๒๑๑ (พ.ศ. ๒๓๙๒) เจ้าเมืองหลวงพระบางเสิม จึงแต่งให้เจ้าอุปราชอุ่นแก้ว เจ้าอุ่นคำ เจ้าสิวิษา เจ้าสุวรรณพรหมา เจ้าสุก เจ้าสิง พระยาเชียงใต้ ถือศุภอักษรแลคุมเอาต้นดอกไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการ กับพาเอาเจ้าอุปราชาลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ณกรุงเทพมหานคร ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> r9zwf27c6aud99dan4fsplsmrawq7m0 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/73 250 80582 293603 265046 2026-07-23T05:37:34Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/68]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/73]]: เปลี่ยนชื่อ 265046 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕๙}}</noinclude>{{ฟม}}ลุปีจอศักราช ๑๒๑๒ (พ. ศ. ๒๓๙๓) ณเดือน ๑๐ เจ้าหลวงพระบางเสิมก็ถึงแก่พิราไลยณเมืองหลวงพระบาง ครั้นณวันเดือนอ้ายแรมสามค่ำ เจ้าอุปราชอุ่นแก้วก็ถึงแก่อนิจกรรม ณกรุงเทพมหานคร ในปีจอโทศกทั้ง ๒ องค์ ๚ {{ฟม}}ลุปีกุญศักราช ๑๒๑๓ (พ.ศ. ๒๓๙๔ ในรัชกาลที่ ๔) เดือน ๑๐ ข้างขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้เจ้าอุปราชา เจ้าสุวรรณพรหมา ขึ้นไปเมืองหลวงพระบาง ครั้นเจ้าราชวงษ์จันทราชจะลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทจึงพาเอาอุปราชาลงมาด้วย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดตั้งเจ้าราชวงษ์จันท์ให้เปนเจ้าเมืองหลวงพระบางเจ้าอุ่นคำให้เปนเจ้าอุปราช เจ้าบัวคำให้เปนเจ้าราชวงษ์ แล้วจึงมีพระราชดำรัสสั่งให้พาเจ้าอุปราชาเมืองเชียงรุ้งขึ้นไปเมืองหลวงพระบาง ครั้นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท เสด็จเปนแม่ทัพคุมพลทหารในกรุงนอกกรุงยกขึ้นไปตีเมืองเชียงตุง เจ้าเมืองหลวงพระบางจึงแต่งให้อุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าคำม้าว เจ้าสิวิษา เจ้าอุปราชา เจ้านายบุตรหลานเสนาบดีหลายคน คุมพลทหารสามพัน ขึ้นไปตามเสด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ฯ ตีเมืองเชียงตุง เจ้าสิวิษาก็ต้องปืนถึงแก่กรรมในที่รบ ครั้นเลิกทัพกลับมาเจ้าคำม้าวก็หายไป ครั้งนั้นเจ้าอุปราชาก็เลยตามเสด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ลงมายังกรุงเทพ มหานคร ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> 4baacnmp9bfejhndltyr9bjb6o4pvkf หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/74 250 80583 293605 265047 2026-07-23T05:37:43Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/69]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/74]]: เปลี่ยนชื่อ 265047 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๐}}</noinclude>{{ฟม}}ลุปีขาลศักราช ๑๒๑๖ (พ. ศ. ๒๓๙๗) นายเชียงจำปาเมืองหลวงพระบาง ท้าวบุญคง ท้าวอินทร์เมืองน่าน พวกเมืองเชียงตุงจับได้ไปแต่เมื่อปีฉลูเบญจศก หนีลงมาแจ้งความต่อเมืองหลวงพระบางเมืองน่าน ว่าพม่าจะยกกองทัพมาตีเมืองหลวงพระบางแสนหนึ่ง จะมาตีเมืองเชียงใหม่สองแสน เมืองหลวงพระบาง เมืองน่าน จึงมีหนังสือบอกลงมายังกรุงเทพมหานคร เจ้าพระยาสมุหนายกนำขึ้นกราบบังคมทูลแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว ไม่ทรงไว้พระไทย ครั้นถึงเดือนอ้ายข้างขึ้นในปีขาลฉศกนั้น จึงมีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ให้พระยาสีหราชเดโชไชย พระยาราช วรานุกูล คุมไพร่พลในกรุงนอกกรุงสองพันเศษ ยกขึ้นไปเมืองหลวงพระบาง กับพาเอาเจ้าอุปราชาเมืองเชียงรุ้ง เจ้าพรหมาเมืองหลวงพระบางขึ้นไปด้วย ครั้นพระยาสีหราชเดโชไชย พระยาราชวรานุกูล พาเอาเจ้าอุปราชาขี่ช้างเดินทัพขึ้นไปถึงศาลเจ้าเมืองน่าน ใต้เมืองหลวงพระบางระยะทาง ๒ คืน เจ้าอุปราชาไม่ลงช้างคำนับศาลเจ้าเทพารักษ์เจ้าสิงสู่เอาเจ้าอุปราชาข้ามลงทางศีศะช้าง หนีเข้าป่าไป พระยาราชวรานุกูลมีบัญชาแต่งให้ท้าวเพี้ยเมืองหลวงพระบาง แลนายทัพนายกองคุมไพร่เที่ยวค้นหาเจ้าอุปราชาตามในป่าถึง ๑๔ วัน ๑๕ วัน จึงได้เจ้าอุปราชาคืนมา เจ้าอุปราชาไม่ได้สติสมประดี ไม่ได้รับประทานเข้าถึง ๑๔ วัน ๑๕ วัน ดูหน้าตาแลร่างกายของเจ้าอุปราชาเหลืองเหมือนกับคนทาขมิ้น เสนาท้าวเพี้ยจึงพร้อมกันแต่งขันษมาโทษไปไถ่แก่<noinclude></noinclude> 9p13s0j9vq1je53fgomvaqbirsym4v8 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/75 250 80584 293607 265048 2026-07-23T05:38:07Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/70]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/75]]: เปลี่ยนชื่อ 265048 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๑}}</noinclude>เทพารักษ์ตามธรรมเนียมแล้ว เจ้าอุปราชาจึงได้สติสมประดี พระยาสีหราชเดโชไชย พระยาราชวรานุกูล ขึ้นไปถึงเมืองหลวงพระบางเดือน ๔ ข้างขึ้น พักทัพตั้งค่ายอยู่ใต้วัดพระมหาธาตุศรีธรรมอโศกราชแล้วพระยาสีหราชเดโชไชย จึงคุมเอาพลทหารขึ้นไปตั้งค่ายอยู่คกจองใต้ปากแม่น้ำเชืองแห่งหนึ่ง ขึ้นไปตั้งค่ายเหนือบ้านราชหาญแห่งหนึ่ง ๚ {{ฟม}}ลุปีมโรงศักราช ๑๒๑๘ (พ.ศ. ๒๓๙๙) ณวันเดือน ๖ พระยาสีหราชเดโชไชย พระยาราชวรานุกูล ก็พาเอาเจ้าอุปราชาไพร่พลเลิกทัพกลับลงมายังกรุงเทพพระมหานคร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงเจ้าอุปราชาเมืองเชียงรุ้ง พระราชทานนามสัญญาบัตร ทรงโปรดให้เปนเจ้ามหาอุปราชา พระราชทานพานหมากทองคำ เครื่องในทองคำ คนโททองคำ กระโถนทองคำ สัประทนอัดตลัด แลพระราชทานเสื้อผ้าตามสมควร เปนเครื่องยศบันดาศักดิ์ แล้วโปรดให้พระยาราชพินิจจัยเชิญศุภอักษรกับพาเอาเจ้ามหาอุปราชาขึ้นไปส่งถึงเมืองหลวงพระบาง ณวันเดือน ๔ ปีมโรงอัฐศก ใจความในศุภอักษรนั้นโปรดเกล้า ฯ ว่า ให้เจ้าเมืองหลวงพระบาง มีบัญชาแต่งให้เสนาบดีผู้มีสติปัญญาสมควรแก่ราชการพาเอาเจ้ามหาอุปราชาแลมารดาญาติพี่น้อง ท้าวพระยาครอบครัวขึ้นไปส่งถึงเมืองเชียงรุ้ง อนึ่งท้าวพระยาครอบครัวผู้ใดจะสมัคอยู่กับเมืองหลวงพระบางก็ให้อยู่ พวกใดจะสมัคกลับคืนไปบ้านเมืองก็ให้เจ้าเมืองหลวงพระบางมีบัญชาสั่งเสนาบดีจัดส่งขึ้นไปตามเจ้ามหาอุปราชา อย่า<noinclude></noinclude> 1ijdwh56h1847b6dvq6wthizxojoxan หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/76 250 80585 293609 265049 2026-07-23T05:38:14Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/71]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/76]]: เปลี่ยนชื่อ 265049 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๒}}</noinclude>ให้เจ้าเมืองหลวงพระบางมีความเสียใจ อย่าเสียดายแก่เงินทองสิ่งของเล็กน้อยเลย เจ้าเมืองหลวงพระบางก็กราบถวายบังคมรับพระบรมราชโองการใส่เหนือเกล้า ฯ พระยาราชพินิจจัยเห็นราชการเรียบร้อยแล้วเดือน ๕ ข้างแรมก็พาเอาไพร่พลกลับคืนลงมายังกรุงเทพมหานคร ๚ {{ฟม}}ครั้นถึงเดือน ๖ ปีมเสงนพศก ศักราช ๑๒๑๙ (พ.ศ. ๒๔๐๐) เจ้าเมืองหลวงพระบาง จึงสั่งให้พระยาศรีมหานามตาแสงเชียงรุ้ง พาเอาเจ้ามหาอุปราชา แลมารดาญาติพี่น้องท้าวพระยาครอบครัวขึ้นไปส่ง ครั้นไปถึงเมืองปูใต้ เจ้านางแว่น ๑ เจ้านางสนทลา ๑ พี่สาวน้องหญิงของเจ้ามหาอุปราชาก็ถึงแก่กรรมตายทั้ง ๒ คน เจ้ามหาอุปราชาจึงให้พระปรีมหานามตาแสงเมืองฮูนพักอยู่เมืองปูนเหนือ เจ้ามหาอุปราชาก็พาเอามารดาท้าวพระยาครอบครัวทั้งปวงขึ้นไปเมืองเชียงรุ้ง แล้วเจ้ามหาอุปราชากับมหาไชย เกิดอริวิวาทรบพุ่งกันในปีมเสงนพศกนั้น มหาไชยจึงอพยพครอบครัวเมืองพง หนีเข้ามาพึ่งเมืองหลวงพระบางพำนักอาไศรยอยู่เมืองไชย แล้วมหาไชยเกณฑ์เอากองทัพกลับคืนไปตีเมืองเชียงรุ้ง จับได้เจ้ามหาอุปราชาเอาไปสำเร็จโทษเสียแล้ว มหาไชยยกขึ้นไปตีเมืองแจ่ ได้ทำสงครามแก่กันเปนสามารถ มหาไชยต้องปืนพวกเมืองแจ่ถึงแก่กรรมในที่รบ นายยงบุตรมหาไชยแลท้าวพระยานายทัพนายกอง ก็พากันแตกกระจัดพลัดพรายลงมาเมืองไชย เจ้าเมืองหลวงพระบางจึงสั่งให้พระยาเมืองซ้าย พระเชียงใต้คุมเอาไพร่พลยกขึ้นไปตั้งอยู่เมืองไชย เมืองอ่าย ประจำรักษาเขตรแดน ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> orwbdejj5t5ldpezs0fa88l3slp6h23 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/77 250 80586 293611 265050 2026-07-23T05:38:23Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/72]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/77]]: เปลี่ยนชื่อ 265050 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๓}}</noinclude>{{ฟม}}ลุปีวอกศักราช ๑๒๒๓ (พ.ศ. ๒๔๐๔) เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ นายยงบุตรมหาไชยแต่งให้นางอกคำมารดาเลี้ยง ลงมาเมืองหลวงพระบาง แล้วนายยงก็พาเอาท้าวพระยาไพร่พลคิดการขบถ ตีทัพพระยาเมืองซ้าย พระยาเชียงใต้ ที่ตั้งอยู่เมืองไชย เมืองอ่าย แตกกระจัดพลัดพราย แล้วก็อพยพกวาดเอาครอบครัวหนีขึ้นไปเมืองพง เจ้าเมืองหลวงพระบางจันทร์จึงสั่งให้เจ้าราชวงษ์คำบัว เจ้าราชบุตรแก่นคำ เจ้าพรมหา คุมเอาไพร่พลยกขึ้นไปตามนายยงแลท้าวพระยาครอบครัวหาทันไม่ ก็พากันเลิกทัพกลับลงมาเมืองหลวงพระบาง ๚ {{ฟม}}ลุปีระกาศักราช ๑๒๒๔ (พ.ศ. ๒๔๐๕) ณวันอาทิตย์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เจ้าเมืองหลวงพระบางจันทร์รำฦกถึงพระเดชพระคุณพระบารมีแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงจัดได้เจ้าโฉมศรีบุตรเจ้าเมืองหลวงเสิม กับช้างทายล่าวช้างหนึ่ง แลต้นดอกไม้ทองเงินสิ่งของมงคลเครื่องราชบรรณาการ ลงมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ๚ {{ฟม}}ครั้นถึงเดือน ๒ ขึ้น ๘ ค่ำ ในปีรกาตรีศกนั้น ตาแสงเมืองไชยมีหนังสือบอกลงมายังเสนาบดี ในเมืองหลวงพระบางว่า นายยงบุตรมหาไชยเมืองพง กับพระยาพระวิชา แลพระยากบิลยักษ์คุมเอาไพร่พลเมืองล่าเมืองพงยาเข้ามาตั้งค่ายอยู่บ้านนาหินเมืองไชยบอกว่าจะมากวาดเอาครัวพระยาไชยวงษ์เมืองล่า กับตัวเจ้าไชยวงษ์ขึ้นไปเมืองล่าเมืองพง เสนาบดีได้นำหนังสือขึ้นเฝ้าเจ้าอุปราชอุ่นคำผู้อยู่รักษาเมืองทราบแล้ว ไม่ไว้ใจแก่ราชการ จึงแต่งให้พระยา<noinclude></noinclude> 12xr97qenfrl6qc8roui1rq69klp645 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/78 250 80587 293613 265051 2026-07-23T05:38:30Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/73]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/78]]: เปลี่ยนชื่อ 265051 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๔}}</noinclude>เมืองขวา พระยาศรีมหาโน เพี้ยจ่าหมื่นคุมไพร่พล ๙๐๐ เศษยกขึ้นไปน้ำบากน้ำอูทางหนึ่ง แล้วให้เจ้าพรหมาเปนทัพน่า เจ้าคำปานเปนทัพหลัง ยกขึ้นไปเมืองงานาคะให้ถึงเมืองไชยทางหนึ่ง ให้เจ้าราชวงษ์คำบัว เปนแม่ทัพยกขึ้นไปตั้งอยู่ราชหาญทัพหนึ่ง พระยาเมืองขวา พระยาศรีมหาโน เพี้ยจ่าหมื่น ได้รบทัพนายยงวัน ๑ พระยาเมืองขวา พระยาศรีมหาโน เพี้ยจ่าหมื่น ก็ล่าทัพหนีลงมาทางราชลืมเชียงดาหัวแม่น้ำงำ เจ้าพรหมา เจ้าคำปาน ยกขึ้นไปถึงบ้านเทียวเมืองไชย ได้รบทัพหลวงนายยงเวลา ๑ พอพลบค่ำสิ้นแสงอัษฎงค์ ดึกประมาณ ๓ ยามเศษ นายยงก็พาเอาท้าวพระยาไพร่พลเลิกทัพหนีไปทั้งกลางวันกลางคืนมิได้หยุด เจ้าพรหมา เจ้าคำปาน จึงแต่งให้พระยาศรีวรวงษ์ เมืองไชย เพี้ยคำชมภู นายอาสาคุมพล ๘๐๐ เศษ ตามนายยงขึ้นไปถึงเมืองปูนเหนือหาทันนายยงไม่ ครั้นถึงณวันเดือน ๖ ปีจอ จัตวาศก (ศักราช ๑๒๒๔ พ.ศ. ๒๔๐๕) เจ้าพรหมา เจ้าคำปานก็เลิกทัพกลับลงมาเมืองหลวงพระบาง แต่นายยงยกกองทัพเข้ามาตีเขตรแดนเมืองหลวงพระบางครั้งนั้น เจ้าเมืองหลวงพระบางลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงพระราชทานสัญญาบัตรเพิ่มยศขึ้น ให้เปนพระเจ้าจันทรเทพประภาคุณศุภสุนทรธรรมธาดาพระเจ้านครหลวงพระบาง แล้วก็กราบถวายบังคมลาพาเอาเจ้านายบุตรหลานกลับขึ้นไป ๚ {{มปก}}<noinclude></noinclude> hja23gra2ye4z7x5z67mmaww0v62wt0 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/79 250 80588 293615 265052 2026-07-23T05:38:40Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/74]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/79]]: เปลี่ยนชื่อ 265052 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖๕}}</noinclude>{{ฟม}}พระเจ้าเมืองหลวงพระบางจันทร์มีบุตรชาย ๔ องค์ ชื่อเจ้าสุวรรณองค์ ๑ เจ้าคำบัวองค์ ๑ เจ้าคำแสงองค์ ๑ เจ้ากัญญาองค์ ๑ มีบุตรหญิง ๗ องค์ ชื่อเจ้าคำป่ององค์ ๑ เจ้าคำด้วงองค์ ๑ เจ้าคำแว่นองค์ ๑ เจ้าคำผุยองค์ ๑ เจ้าทองดีองค์ ๑ เจ้าโสภาองค์ ๑ เจ้าคำอ้นองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}เจ้าอุปราชอุ่นคำมีบุตรชาย ๒ องค์ ชื่อเจ้าคำสุกองค์ ๑ เจ้าศรีสุพรรณองค์ ๑ มีบุตรหญิง ๔ องค์ ชื่อเจ้าหนูคิ้มองค์ ๑ เจ้าหนูคำองค์ ๑ เจ้าคำหลาองค์ ๑ เจ้าอ่อนแก้วองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}เจ้าราชวงษ์คำบัวมีบุตรชาย ๗ องค์ ชื่อเจ้าพรหมาองค์ ๑ เจ้าสุวรรณคำองค์ ๑ เจ้าคำดูองค์ ๑ เจ้าสุวรรณองค์ ๑ เจ้าดวงจันทร์องค์ ๑ เจ้าคำตันองค์ ๑ เจ้าคำอุ่นองค์ ๑ มีบุตรหญิง ๕ องค์ ชื่อเจ้าบุดดีองค์ ๑ เจ้าคำชาวองค์ ๑ เจ้าขนคำองค์ ๑ เจ้าทองวันองค์ ๑ เจ้าจันทสมุทองค์ ๑ ๚ {{ฟม}}พระเจ้าจันทรเพทประภาคุณเจ้าเมืองหลวงพระบางอยู่ในสมบัติ ๑๙ ปี ชนมายุ ๗๑ ถึงแก่พิราไลย (ในรัชกาลที่ ๕) เมื่อ ณวันพุฒเดือน ๙ แรม ๑๒ ค่ำ ปีมเมีย ศักราช ๑๒๓๒ (พ.ศ. ๒๔๑๔) ๚ {{ก|สิ้นฉบับเดิมเท่านี้}} {{สกอ|sp|20|d|4|sp|5|atr|10|sp|5|c|6|sp|5|atl|10|sp|5|d|4|sp|20}}<noinclude></noinclude> g6vsxm8sowqogwvdiwmlg7zgh71w457 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/5 250 80589 293469 265053 2026-07-23T05:14:57Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/1]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/5]]: เปลี่ยนชื่อ 265053 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|-}}</noinclude>[[ไฟล์:Royal Society of Siam Seal (3).svg|180px|center|ตราของโบราณคดีสโมสร]] [[ไฟล์:History Club of Siam title.svg|215px|center|โบราณคดีสโมสร]] {{ก|ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๑|140}} {{ก|พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง|120}} {{cr|sp|100}} {{ก|พิมพ์แจกในงานศพ}} {{ก|อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ (สุด สาระสุทธิ์)|120}} {{ก|ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒}} {{cr|sp|100}} {{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร|90}}<noinclude></noinclude> fmu7x5zdqs5yc6b958vey1wgibop9r7 293635 293469 2026-07-23T06:31:48Z Lunlumita 12009 293635 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" /></noinclude>[[File:Royal Society of Siam Seal (3).svg|180px|center|ตราของโบราณคดีสโมสร]] [[File:History Club of Siam title.svg|215px|center|โบราณคดีสโมสร]] {| |- |<br> |- |} {{ก|ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๑|140}} {{ก|พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์แจกในงานศพ}} {{ก|อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ (สุด สาระสุทธิ์)|120}} {{ก|ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร|90}}<noinclude></noinclude> sk1es7kvrqsi9hl9c1oqjizsnpyh683 293637 293635 2026-07-23T06:32:36Z Lunlumita 12009 293637 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" /></noinclude>[[File:Royal Society of Siam Seal (3).svg|180px|center|ตราของโบราณคดีสโมสร]] [[File:History Club of Siam title.svg|215px|center|โบราณคดีสโมสร]] {| |- |<br> |- |} {{ก|ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๑|140}} {{ก|พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง|120}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์แจกในงานศพ}} {{ก|อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ (สุด สาระสุทธิ์)|120}} {{ก|ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร|90}}<noinclude></noinclude> jpuq22ytakd8xz8ycnh6kyw8g9i0hi6 293638 293637 2026-07-23T06:32:48Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293638 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" /></noinclude>[[File:Royal Society of Siam Seal (3).svg|180px|center|ตราของโบราณคดีสโมสร]] [[File:History Club of Siam title.svg|215px|center|โบราณคดีสโมสร]] {| |- |<br> |- |} {{ก|ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๑|140}} {{ก|พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง|120}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์แจกในงานศพ}} {{ก|อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ (สุด สาระสุทธิ์)|120}} {{ก|ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร|90}}<noinclude></noinclude> e5l478456xi86p0zzgvinj5w8l9lvc9 ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 11 0 80590 293623 265054 2026-07-23T05:44:48Z Lunlumita 12009 293623 wikitext text/x-wiki {{header | title = [[../|ประชุมพงษาวดาร]] ภาคที่ 11 | year = 2462 | author = | editor = | translator = | section = | contributor = | previous = [[../ภาคที่ 10/]] | next = [[../ภาคที่ 12/]] | notes = | categories = ประชุมพงศาวดาร/หนังสืองานศพ | portal = ประเทศลาว }} <pages index="Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu" include="1"/> {{คหน}} <pages index="Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu" include="5"/> {{คหน}} <pages index="Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu" from="7" to="14"/> {{คหน}} <pages index="Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu" from="15" to="79"/> ---- {{รกออ}} {{ลมท}} mfahg0zo3ag0armksvj2mf3xciuyavs 293625 293623 2026-07-23T05:46:41Z Lunlumita 12009 293625 wikitext text/x-wiki {{ชื่อคล้าย|พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง}} {{header | title = [[../|ประชุมพงษาวดาร]] ภาคที่ 11 | year = 2462 | author = | editor = | translator = | section = | contributor = | previous = [[../ภาคที่ 10/]] | next = [[../ภาคที่ 12/]] | notes = | categories = ประชุมพงศาวดาร/หนังสืองานศพ | portal = ประเทศลาว }} <pages index="Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu" include="1"/> {{คหน}} <pages index="Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu" include="5"/> {{คหน}} <pages index="Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu" from="7" to="14"/> {{คหน}} <pages index="Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu" from="15" to="79"/> ---- {{รกออ}} {{ลมท}} 6ymjlw4ighetwsrwe6hn6qctd801be4 ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 11/เรื่อง 0 80591 293618 265055 2026-07-23T05:40:14Z Lunlumita 12009 293618 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - หน้าที่ไม่ได้ใช้แล้ว}} {{header | title = [[../../|ประชุมพงษาวดาร]] [[../|ภาคที่ 11]] | year = 2462 | author = | editor = | translator = | section = พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง | contributor = | previous = [[../คำนำ/]] | next = | notes = }} <pages index="ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf" from="10" to="74"/> {{สต}} 986tyosnfgpi2go0ifyvya4yvwkwzwf หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/7 250 80593 293471 265059 2026-07-23T05:15:23Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/2]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/7]]: เปลี่ยนชื่อ 265059 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๑}}</noinclude>{{ก|คำนำ|140}} นางสาวสวาดิ สาระสุทธิ์ ธิดาพระยาอุตรกิจพิจารณ์ พิศาลเกษตรพิสัย (สุด สาระสุทธิ์) มาแจ้งความแก่กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ว่าจะทำการปลงศพสนองคุณบิดา จะใคร่ได้หนังสือพิมพ์แจกในงานศพสักเรื่อง ๑ แลมีประสงค์จะให้ข้าพเจ้าแต่งเรื่องประวัติของพระยาอุตรกิจพิจารณ์ ฯ ในหนังสือนั้นด้วย พระยาอุตรกิจพิจารณ์กับข้าพเจ้าได้เคยรับราชการร่วมกันมาช้านาน นับว่าเปนผู้ที่ชอบพอคุ้นเคยกันมาอย่างสนิท ข้าพเจ้าจึงรับเปนธุระให้ตามประสงค์ ส่วนเรื่องหนังสือสำหรับจะแจกในงานศพพระยาอุตรกิจ ฯ นั้น มีหนังสือหอพระสมุด ฯ พิมพ์ขึ้นไว้เห็นเหมาะดีอยู่เรื่อง ๑ คือประชุมพงษาวดารภาค ๑๑ ว่าด้วยเรื่องพงษาวดารเมืองหลวงพระบาง หนังสือเรื่องนี้เมื่อพิมพ์ขึ้นแล้ว เจ้าภาพงานศพพระยาดัษกรปลาศ ได้มาขอแบ่งไปแจกในงานศพคราวนั้นหน่อยหนึ่ง หนังสือยังไม่แพร่หลายเหลืออยู่มาก ข้าพเจ้าเห็นว่าควรแจกในงานศพพระยาอุตรกิจ ฯ ได้เหมือนกัน เพราะพระยาอุตรกิจ ฯ ก็ได้เคยรับราชการตรากตรำทางเมืองหลวงพระบางมามาก ทำนองเดียวกับพระยาดัษกรปลาศ จึงได้แนะนำให้แจกหนังสือประชุมพงษาวดารภาค ๑๑ เล่มนี้ หนังสือพงษาวดารเมืองหลวงพระบางฉบับนี้ ตามเนื้อเรื่องแสดงว่าเปนหนังสือแต่งถวายเมื่อในรัชกาลที่ ๕ แต่ใครจะเปนผู้แต่งหาทราบไม่ หอพระสมุด ฯ ได้ต้นฉบับมาจากอาลักษณ์ฉบับ ๑ จากกระทรวงมหาดไทยฉบับ ๑ เรื่องข้างตอนต้นเห็นได้ว่าเก็บความมาจากพงษาวดารล้านช้าง ฉบับที่พิมพ์ในประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑ นั้นเอง ฉบับนั้นเปนภาษา<noinclude></noinclude> bdis6n2j3dmu9zjwlrm4yhnvlgy1d00 293645 293471 2026-07-23T06:33:57Z Lunlumita 12009 293645 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" /></noinclude>{{ก|คำนำ|140}} นางสาวสวาดิ สาระสุทธิ์ ธิดาพระยาอุตรกิจพิจารณ์ พิศาลเกษตรพิสัย (สุด สาระสุทธิ์) มาแจ้งความแก่กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ว่าจะทำการปลงศพสนองคุณบิดา จะใคร่ได้หนังสือพิมพ์แจกในงานศพสักเรื่อง ๑ แลมีประสงค์จะให้ข้าพเจ้าแต่งเรื่องประวัติของพระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ในหนังสือนั้นด้วย พระยาอุตรกิจพิจารณ์กับข้าพเจ้าได้เคยรับราชการร่วมกันมาช้านาน นับว่าเปนผู้ที่ชอบพอคุ้นเคยกันมาอย่างสนิท ข้าพเจ้าจึงรับเปนธุระให้ตามประสงค์ ส่วนเรื่องหนังสือสำหรับจะแจกในงานศพพระยาอุตรกิจฯ นั้น มีหนังสือหอพระสมุดฯ พิมพ์ขึ้นไว้เห็นเหมาะดีอยู่เรื่อง ๑ คือประชุมพงษาวดารภาค ๑๑ ว่าด้วยเรื่องพงษาวดารเมืองหลวงพระบาง หนังสือเรื่องนี้เมื่อพิมพ์ขึ้นแล้ว เจ้าภาพงานศพพระยาดัษกรปลาศ ได้มาขอแบ่งไปแจกในงานศพคราวนั้นหน่อยหนึ่ง หนังสือยังไม่แพร่หลายเหลืออยู่มาก ข้าพเจ้าเห็นว่าควรแจกในงานศพพระยาอุตรกิจฯ ได้เหมือนกัน เพราะพระยาอุตรกิจฯ ก็ได้เคยรับราชการตรากตรำทางเมืองหลวงพระบางมามาก ทำนองเดียวกับพระยาดัษกรปลาศ จึงได้แนะนำให้แจกหนังสือประชุมพงษาวดารภาค ๑๑ เล่มนี้ หนังสือพงษาวดารเมืองหลวงพระบางฉบับนี้ ตามเนื้อเรื่องแสดงว่าเปนหนังสือแต่งถวายเมื่อในรัชกาลที่ ๕ แต่ใครจะเปนผู้แต่งหาทราบไม่ หอพระสมุดฯ ได้ต้นฉบับมาจากอาลักษณ์ฉบับ ๑ จากกระทรวงมหาดไทยฉบับ ๑ เรื่องข้างตอนต้นเห็นได้ว่าเก็บความมาจากพงษาวดารล้านช้าง ฉบับที่พิมพ์ในประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑ นั้นเอง ฉบับนั้นเปนภาษา<noinclude></noinclude> 8lgiuybvmfcmfa9da9k8jn4qwxrkzcz 293646 293645 2026-07-23T06:36:20Z Lunlumita 12009 293646 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" /></noinclude>{{ก|คำนำ|140}} นางสาวสวาดิ สาระสุทธิ์ ธิดาพระยาอุตรกิจพิจารณ์ พิศาลเกษตรพิสัย (สุด สาระสุทธิ์) มาแจ้งความแก่กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ว่าจะทำการปลงศพสนองคุณบิดา จะใคร่ได้หนังสือพิมพ์แจกในงานศพสักเรื่อง ๑ แลมีประสงค์จะให้ข้าพเจ้าแต่งเรื่องประวัติของพระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ในหนังสือนั้นด้วย พระยาอุตรกิจพิจารณ์กับข้าพเจ้าได้เคยรับราชการร่วมกันมาช้านาน นับว่าเปนผู้ที่ชอบพอคุ้นเคยกันมาอย่างสนิท ข้าพเจ้าจึงรับเปนธุระให้ตามประสงค์ ส่วนเรื่องหนังสือสำหรับจะแจกในงานศพพระยาอุตรกิจฯ นั้น มีหนังสือหอพระสมุดฯ พิมพ์ขึ้นไว้เห็นเหมาะดีอยู่เรื่อง ๑ คือประชุมพงษาวดารภาค ๑๑ ว่าด้วยเรื่องพงษาวดารเมืองหลวงพระบาง หนังสือเรื่องนี้เมื่อพิมพ์ขึ้นแล้ว เจ้าภาพงานศพพระยาดัษกรปลาศได้มาขอแบ่งไปแจกในงานศพคราวนั้นหน่อยหนึ่ง หนังสือยังไม่แพร่หลายเหลืออยู่มาก ข้าพเจ้าเห็นว่าควรแจกในงานศพพระยาอุตรกิจฯ ได้เหมือนกัน เพราะพระยาอุตรกิจฯ ก็ได้เคยรับราชการตรากตรำทางเมืองหลวงพระบางมามากทำนองเดียวกับพระยาดัษกรปลาศ จึงได้แนะนำให้แจกหนังสือประชุมพงษาวดารภาค ๑๑ เล่มนี้ หนังสือพงษาวดารเมืองหลวงพระบางฉบับนี้ ตามเนื้อเรื่องแสดงว่าเปนหนังสือแต่งถวายเมื่อในรัชกาลที่ ๕ แต่ใครจะเปนผู้แต่งหาทราบไม่ หอพระสมุดฯ ได้ต้นฉบับมาจากอาลักษณ์ฉบับ ๑ จากกระทรวงมหาดไทยฉบับ ๑ เรื่องข้างตอนต้นเห็นได้ว่าเก็บความมาจาก[[ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 1/เรื่องที่ 6|พงษาวดารล้านช้าง]]ฉบับที่พิมพ์ใน[[ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 1|ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑]] นั้นเอง ฉบับนั้นเปนภาษา<noinclude></noinclude> 7nvyurq7gu9u07vaovncrorrq6ee1k3 293647 293646 2026-07-23T06:36:34Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293647 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" /></noinclude>{{ก|คำนำ|140}} นางสาวสวาดิ สาระสุทธิ์ ธิดาพระยาอุตรกิจพิจารณ์ พิศาลเกษตรพิสัย (สุด สาระสุทธิ์) มาแจ้งความแก่กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ว่าจะทำการปลงศพสนองคุณบิดา จะใคร่ได้หนังสือพิมพ์แจกในงานศพสักเรื่อง ๑ แลมีประสงค์จะให้ข้าพเจ้าแต่งเรื่องประวัติของพระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ในหนังสือนั้นด้วย พระยาอุตรกิจพิจารณ์กับข้าพเจ้าได้เคยรับราชการร่วมกันมาช้านาน นับว่าเปนผู้ที่ชอบพอคุ้นเคยกันมาอย่างสนิท ข้าพเจ้าจึงรับเปนธุระให้ตามประสงค์ ส่วนเรื่องหนังสือสำหรับจะแจกในงานศพพระยาอุตรกิจฯ นั้น มีหนังสือหอพระสมุดฯ พิมพ์ขึ้นไว้เห็นเหมาะดีอยู่เรื่อง ๑ คือประชุมพงษาวดารภาค ๑๑ ว่าด้วยเรื่องพงษาวดารเมืองหลวงพระบาง หนังสือเรื่องนี้เมื่อพิมพ์ขึ้นแล้ว เจ้าภาพงานศพพระยาดัษกรปลาศได้มาขอแบ่งไปแจกในงานศพคราวนั้นหน่อยหนึ่ง หนังสือยังไม่แพร่หลายเหลืออยู่มาก ข้าพเจ้าเห็นว่าควรแจกในงานศพพระยาอุตรกิจฯ ได้เหมือนกัน เพราะพระยาอุตรกิจฯ ก็ได้เคยรับราชการตรากตรำทางเมืองหลวงพระบางมามากทำนองเดียวกับพระยาดัษกรปลาศ จึงได้แนะนำให้แจกหนังสือประชุมพงษาวดารภาค ๑๑ เล่มนี้ หนังสือพงษาวดารเมืองหลวงพระบางฉบับนี้ ตามเนื้อเรื่องแสดงว่าเปนหนังสือแต่งถวายเมื่อในรัชกาลที่ ๕ แต่ใครจะเปนผู้แต่งหาทราบไม่ หอพระสมุดฯ ได้ต้นฉบับมาจากอาลักษณ์ฉบับ ๑ จากกระทรวงมหาดไทยฉบับ ๑ เรื่องข้างตอนต้นเห็นได้ว่าเก็บความมาจาก[[ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 1/เรื่องที่ 6|พงษาวดารล้านช้าง]]ฉบับที่พิมพ์ใน[[ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 1|ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑]] นั้นเอง ฉบับนั้นเปนภาษา<noinclude></noinclude> oq34x3emo2l660et24om1ga0t6u7r3a หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/8 250 80594 293473 265062 2026-07-23T05:15:33Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/3]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/8]]: เปลี่ยนชื่อ 265062 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒}}</noinclude>ชาวหลวงพระบาง ฉบับนี้เอามาแต่งเสียใหม่ ให้เปนภาษาชาวกรุงเทพ ฯ อ่านเข้าใจง่ายขึ้น แลแต่งเรื่องพงษาวดารเพิ่มเติมต่อลงมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๔ แต่ความตอนต้นฉบับนี้ผู้แต่งแก้ไขศักราชจากฉบับเดิมจนเลอะเทอะวิปลาศมาก ข้าพเจ้าได้พยายามสอบแก้เข้าหาฉบับเดิม ซึ่งเห็นว่าจะเปนหลักฐานถูกต้องหลายแห่ง หนังสือพงษาวดารทางนี้เรียกชื่อต่าง ๆ กันหลายอย่าง เรียกว่าพงษาวดารล้านช้างบ้าง พงษาวดารกรุงศรีสัตนาคนหุตบ้าง พงษาวดารเมืองหลวงพระบางบ้าง พงษาวดารเมืองเวียงจันท์บ้าง ชวนให้สงไสยความจริงนั้นดังนี้ คือ ที่เรียกว่ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็ดี ฤาเมืองล้านช้างก็ดี ที่จริงเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่เรียกว่าศรีสัตนาคนหุต เปนของผูกภาษาบาฬีขึ้นเรียกให้ไพเราะ คำว่าล้านช้าง เปนภาษาที่ไทยเรียกกันมาแต่ก่อน ตามที่เข้าใจกันโดยมาก ฤๅแม้ความเข้าใจของพวกหลวงพระบางเองทุกวันนี้ว่า "ช้างสิบแสนตัว" จึงเขียนว่าล้านช้าง แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชวินิจฉัยว่า ที่จริงนั้นลานช้าง หมายความว่าเปนทำเลช้างคู่กับลานนา ซึ่งเรียกอาณาเขตรมณฑลภาคพายัพมาแต่โบราณ หมายความว่าเปนทำเลทำนา เพราะทางเมืองหลวงพระบางเปนที่ห้วยเขาป่าดง ทำนองจะเปนที่มีช้างมาก จึงเรียกว่าลานช้าง ส่วนเมืองเชียงราย เชียงใหม่ มีที่ราบสำหรับทำไร่นามาก จึงเรียกว่าลานนาเปนคู่กัน เปนคำของพวกไทยที่อยู่ทางข้างเหนือเรียกแต่ดึกดำบรรพ์ดังนี้ {{มปก}}<noinclude></noinclude> bkvif0x4muyscjw5ej7e4dk5crcuzru 293648 293473 2026-07-23T06:37:42Z Lunlumita 12009 293648 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒}}</noinclude>ชาวหลวงพระบาง ฉบับนี้เอามาแต่งเสียใหม่ ให้เปนภาษาชาวกรุงเทพฯ อ่านเข้าใจง่ายขึ้น แลแต่งเรื่องพงษาวดารเพิ่มเติมต่อลงมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๔ แต่ความตอนต้นฉบับนี้ผู้แต่งแก้ไขศักราชจากฉบับเดิมจนเลอะเทอะวิปลาศมาก ข้าพเจ้าได้พยายามสอบแก้เข้าหาฉบับเดิมซึ่งเห็นว่าจะเปนหลักฐานถูกต้องหลายแห่ง หนังสือพงษาวดารทางนี้เรียกชื่อต่าง ๆ กันหลายอย่าง เรียกว่าพงษาวดารล้านช้างบ้าง พงษาวดารกรุงศรีสัตนาคนหุตบ้าง พงษาวดารเมืองหลวงพระบางบ้าง พงษาวดารเมืองเวียงจันท์บ้าง ชวนให้สงไสย ความจริงนั้นดังนี้ คือ ที่เรียกว่ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็ดี ฤาเมืองล้านช้างก็ดี ที่จริงเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่เรียกว่าศรีสัตนาคนหุต เปนของผูกภาษาบาฬีขึ้นเรียกให้ไพเราะ คำว่าล้านช้าง เปนภาษาที่ไทยเรียกกันมาแต่ก่อน ตามที่เข้าใจกันโดยมาก ฤๅแม้ความเข้าใจของพวกหลวงพระบางเองทุกวันนี้ว่า "ช้างสิบแสนตัว" จึงเขียนว่าล้านช้าง แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชวินิจฉัยว่า ที่จริงนั้นลานช้าง หมายความว่าเปนทำเลช้างคู่กับลานนา ซึ่งเรียกอาณาเขตรมณฑลภาคพายัพมาแต่โบราณ หมายความว่าเปนทำเลทำนา เพราะทางเมืองหลวงพระบางเปนที่ห้วยเขาป่าดง ทำนองจะเปนที่มีช้างมาก จึงเรียกว่าลานช้าง ส่วนเมืองเชียงราย เชียงใหม่ มีที่ราบสำหรับทำไร่นามาก จึงเรียกว่าลานนาเปนคู่กัน เปนคำของพวกไทยที่อยู่ทางข้างเหนือเรียกแต่ดึกดำบรรพ์ดังนี้ {{มปก}}<noinclude></noinclude> hahm5zcqk07q9zraq6jgeid6bg7adqy 293649 293648 2026-07-23T06:46:08Z Lunlumita 12009 293649 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๒}}</noinclude>ชาวหลวงพระบาง ฉบับนี้เอามาแต่งเสียใหม่ ให้เปนภาษาชาวกรุงเทพฯ อ่านเข้าใจง่ายขึ้น แลแต่งเรื่องพงษาวดารเพิ่มเติมต่อลงมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๔ แต่ความตอนต้นฉบับนี้ผู้แต่งแก้ไขศักราชจากฉบับเดิมจนเลอะเทอะวิปลาศมาก ข้าพเจ้าได้พยายามสอบแก้เข้าหาฉบับเดิมซึ่งเห็นว่าจะเปนหลักฐานถูกต้องหลายแห่ง หนังสือพงษาวดารทางนี้เรียกชื่อต่าง ๆ กันหลายอย่าง เรียกว่าพงษาวดารล้านช้างบ้าง พงษาวดารกรุงศรีสัตนาคนหุตบ้าง พงษาวดารเมืองหลวงพระบางบ้าง พงษาวดารเมืองเวียงจันท์บ้าง ชวนให้สงไสย ความจริงนั้นดังนี้ คือ ที่เรียกว่ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็ดี ฤาเมืองล้านช้างก็ดี ที่จริงเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่เรียกว่าศรีสัตนาคนหุตเปนของผูกภาษาบาฬีขึ้นเรียกให้ไพเราะ คำว่าล้านช้างเปนภาษาที่ไทยเรียกกันมาแต่ก่อน ตามที่เข้าใจกันโดยมาก ฤๅแม้ความเข้าใจของพวกหลวงพระบางเองทุกวันนี้ว่า “ช้างสิบแสนตัว” จึงเขียนว่าล้านช้าง แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชวินิจฉัยว่าที่จริงนั้นลานช้าง หมายความว่าเปนทำเลช้าง คู่กับลานนาซึ่งเรียกอาณาเขตรมณฑลภาคพายัพมาแต่โบราณ หมายความว่าเปนทำเลทำนา เพราะทางเมืองหลวงพระบางเปนที่ห้วยเขาป่าดง ทำนองจะเปนที่มีช้างมาก จึงเรียกว่าลานช้าง ส่วนเมืองเชียงราย เชียงใหม่ มีที่ราบสำหรับทำไร่นามาก จึงเรียกว่าลานนาเปนคู่กัน เปนคำของพวกไทยที่อยู่ทางข้างเหนือเรียกแต่ดึกดำบรรพ์ดังนี้ {{มปก}}<noinclude></noinclude> p2lnhvh2my1diakwv6c9su1mi7c7sek 293650 293649 2026-07-23T06:46:26Z Lunlumita 12009 293650 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|(๒)}}</noinclude>ชาวหลวงพระบาง ฉบับนี้เอามาแต่งเสียใหม่ ให้เปนภาษาชาวกรุงเทพฯ อ่านเข้าใจง่ายขึ้น แลแต่งเรื่องพงษาวดารเพิ่มเติมต่อลงมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๔ แต่ความตอนต้นฉบับนี้ผู้แต่งแก้ไขศักราชจากฉบับเดิมจนเลอะเทอะวิปลาศมาก ข้าพเจ้าได้พยายามสอบแก้เข้าหาฉบับเดิมซึ่งเห็นว่าจะเปนหลักฐานถูกต้องหลายแห่ง หนังสือพงษาวดารทางนี้เรียกชื่อต่าง ๆ กันหลายอย่าง เรียกว่าพงษาวดารล้านช้างบ้าง พงษาวดารกรุงศรีสัตนาคนหุตบ้าง พงษาวดารเมืองหลวงพระบางบ้าง พงษาวดารเมืองเวียงจันท์บ้าง ชวนให้สงไสย ความจริงนั้นดังนี้ คือ ที่เรียกว่ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็ดี ฤาเมืองล้านช้างก็ดี ที่จริงเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่เรียกว่าศรีสัตนาคนหุตเปนของผูกภาษาบาฬีขึ้นเรียกให้ไพเราะ คำว่าล้านช้างเปนภาษาที่ไทยเรียกกันมาแต่ก่อน ตามที่เข้าใจกันโดยมาก ฤๅแม้ความเข้าใจของพวกหลวงพระบางเองทุกวันนี้ว่า “ช้างสิบแสนตัว” จึงเขียนว่าล้านช้าง แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชวินิจฉัยว่าที่จริงนั้นลานช้าง หมายความว่าเปนทำเลช้าง คู่กับลานนาซึ่งเรียกอาณาเขตรมณฑลภาคพายัพมาแต่โบราณ หมายความว่าเปนทำเลทำนา เพราะทางเมืองหลวงพระบางเปนที่ห้วยเขาป่าดง ทำนองจะเปนที่มีช้างมาก จึงเรียกว่าลานช้าง ส่วนเมืองเชียงราย เชียงใหม่ มีที่ราบสำหรับทำไร่นามาก จึงเรียกว่าลานนาเปนคู่กัน เปนคำของพวกไทยที่อยู่ทางข้างเหนือเรียกแต่ดึกดำบรรพ์ดังนี้ {{มปก}}<noinclude></noinclude> 6x947crk544j74jxcv3b8esj0ewyqsf 293651 293650 2026-07-23T06:46:48Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293651 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|(๒)}}</noinclude>ชาวหลวงพระบาง ฉบับนี้เอามาแต่งเสียใหม่ ให้เปนภาษาชาวกรุงเทพฯ อ่านเข้าใจง่ายขึ้น แลแต่งเรื่องพงษาวดารเพิ่มเติมต่อลงมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๔ แต่ความตอนต้นฉบับนี้ผู้แต่งแก้ไขศักราชจากฉบับเดิมจนเลอะเทอะวิปลาศมาก ข้าพเจ้าได้พยายามสอบแก้เข้าหาฉบับเดิมซึ่งเห็นว่าจะเปนหลักฐานถูกต้องหลายแห่ง หนังสือพงษาวดารทางนี้เรียกชื่อต่าง ๆ กันหลายอย่าง เรียกว่าพงษาวดารล้านช้างบ้าง พงษาวดารกรุงศรีสัตนาคนหุตบ้าง พงษาวดารเมืองหลวงพระบางบ้าง พงษาวดารเมืองเวียงจันท์บ้าง ชวนให้สงไสย ความจริงนั้นดังนี้ คือ ที่เรียกว่ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็ดี ฤาเมืองล้านช้างก็ดี ที่จริงเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่เรียกว่าศรีสัตนาคนหุตเปนของผูกภาษาบาฬีขึ้นเรียกให้ไพเราะ คำว่าล้านช้างเปนภาษาที่ไทยเรียกกันมาแต่ก่อน ตามที่เข้าใจกันโดยมาก ฤๅแม้ความเข้าใจของพวกหลวงพระบางเองทุกวันนี้ว่า “ช้างสิบแสนตัว” จึงเขียนว่าล้านช้าง แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชวินิจฉัยว่าที่จริงนั้นลานช้าง หมายความว่าเปนทำเลช้าง คู่กับลานนาซึ่งเรียกอาณาเขตรมณฑลภาคพายัพมาแต่โบราณ หมายความว่าเปนทำเลทำนา เพราะทางเมืองหลวงพระบางเปนที่ห้วยเขาป่าดง ทำนองจะเปนที่มีช้างมาก จึงเรียกว่าลานช้าง ส่วนเมืองเชียงราย เชียงใหม่ มีที่ราบสำหรับทำไร่นามาก จึงเรียกว่าลานนาเปนคู่กัน เปนคำของพวกไทยที่อยู่ทางข้างเหนือเรียกแต่ดึกดำบรรพ์ดังนี้ {{มปก}}<noinclude></noinclude> b4tqow86184y39c1rq6j0nfb2vwwo25 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/9 250 80595 293475 265063 2026-07-23T05:15:41Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/4]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/9]]: เปลี่ยนชื่อ 265063 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๓}}</noinclude>กรุงศรีสัตนาคนหุต ฤาล้านช้าง เดิมตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองเชียงคง เชียงทอง (คือที่หลวงพระบางทุกวันนี้) จึงเรียกว่า "เมืองหลวง" ยังหามีนามพระบางต่อเข้าข้างหลังไม่ เปนราชธานีมาจนปีวอก พ.ศ. ๒๑๐๓ ตรงสมัยในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิครองกรุงศรีอยุทธยา พระไชยเชษฐาธิราชย้ายลงมาอยู่เมืองเวียงจันท์เปนราชธานี เรียกเมืองเวียงจันท์ว่าเมืองหลวงขึ้นอิกแห่ง ๑ จึงเอานามพระบางเติมท้ายนามเมืองหลวงเดิม ว่าเมืองหลวงพระบาง ให้แปลกกับเมืองหลวงใหม่ ด้วยพระบางยังคงอยู่ที่เมืองหลวงเดิม กรุงศรีสัตนาคนหุตยังรวมเปนอาณาเขตรอันเดียวกันทั้งเวียงจันท์แลหลวงพระบางมาจนราวปีวอก พ.ศ. ๒๒๓๕ ตรงสมัยในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาครองกรุงศรีอยุทธยา พวกราชวงศ์กรุงศรีสัตนาคนหุตเกิดแตกกันเปน ๒ ก๊ก พระไชยองค์แว<ref>คำว่า แว คือคำเดียวกับ เว้ นั้นเอง เพราะพระไชย (เชษฐา) องค์นี้หนีไปตั้งตัวได้ที่เมืองเว้ในอาณาเขตรญวน</ref> ได้อาณาเขตรข้างตอนใต้ตั้งเมืองเวียงจันท์เปนราชธานี เจ้ากิงกิสสะ ได้อาณาเขตรข้าง ตอนเหนือ ตั้งเมืองหลวงเดิม คือเมืองหลวงพระบาง เปนราชธานี ต่างใช้นามว่ากรุงศรีสัตนาคนหุตเหมือนกันทั้ง ๒ ฝ่าย เมื่อปราบปรามกันลงไม่ได้ จึงได้ตกลงแยกกันเปน ๒ อาณาเขตร แลจึงเกิดชื่อสำหรับเรียกให้แปลกกันว่า พระเจ้ากรุงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวฝ่าย ๑ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางฝ่าย ๑ แต่ผู้อื่นก็เรียกว่า เจ้าเมืองเวียงจันท์แลเจ้าหลวงพระบางจนทำลายล้างเมืองเวียงจันท์เสียเมื่อเจ้าอนุเปนขบถในรัชกาลที่ ๓ จึงเหลือแต่หลวงพระบางเมืองเดียวจนตราบเท่าทุกวันนี้ {{มปก}}<noinclude></noinclude> fec7498dl2bxftiekiz3j4lmm5bbilg 293652 293475 2026-07-23T06:47:47Z Lunlumita 12009 293652 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|(๓)}}</noinclude>กรุงศรีสัตนาคนหุต ฤาล้านช้าง เดิมตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองเชียงคง เชียงทอง (คือที่หลวงพระบางทุกวันนี้) จึงเรียกว่า “เมืองหลวง” ยังหามีนามพระบางต่อเข้าข้างหลังไม่ เปนราชธานีมาจนปีวอก พ.ศ. ๒๑๐๓ ตรงสมัยในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิครองกรุงศรีอยุทธยา พระไชยเชษฐาธิราชย้ายลงมาอยู่เมืองเวียงจันท์เปนราชธานี เรียกเมืองเวียงจันท์ว่าเมืองหลวงขึ้นอิกแห่ง ๑ จึงเอานามพระบางเติมท้ายนามเมืองหลวงเดิม ว่าเมืองหลวงพระบาง ให้แปลกกับเมืองหลวงใหม่ ด้วยพระบางยังคงอยู่ที่เมืองหลวงเดิม กรุงศรีสัตนาคนหุตยังรวมเปนอาณาเขตรอันเดียวกันทั้งเวียงจันท์แลหลวงพระบางมาจนราวปีวอก พ.ศ. ๒๒๓๕ ตรงสมัยในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาครองกรุงศรีอยุทธยา พวกราชวงศ์กรุงศรีสัตนาคนหุตเกิดแตกกันเปน ๒ ก๊ก พระไชยองค์แว<ref>คำว่า แว คือคำเดียวกับ เว้ นั้นเอง เพราะพระไชย (เชษฐา) องค์นี้หนีไปตั้งตัวได้ที่เมืองเว้ในอาณาเขตรญวน</ref> ได้อาณาเขตรข้างตอนใต้ตั้งเมืองเวียงจันท์เปนราชธานี เจ้ากิงกิสสะ ได้อาณาเขตรข้าง ตอนเหนือ ตั้งเมืองหลวงเดิม คือเมืองหลวงพระบาง เปนราชธานี ต่างใช้นามว่ากรุงศรีสัตนาคนหุตเหมือนกันทั้ง ๒ ฝ่าย เมื่อปราบปรามกันลงไม่ได้ จึงได้ตกลงแยกกันเปน ๒ อาณาเขตร แลจึงเกิดชื่อสำหรับเรียกให้แปลกกันว่า พระเจ้ากรุงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวฝ่าย ๑ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางฝ่าย ๑ แต่ผู้อื่นก็เรียกว่า เจ้าเมืองเวียงจันท์แลเจ้าหลวงพระบางจนทำลายล้างเมืองเวียงจันท์เสียเมื่อเจ้าอนุเปนขบถในรัชกาลที่ ๓ จึงเหลือแต่หลวงพระบางเมืองเดียวจนตราบเท่าทุกวันนี้ {{มปก}}<noinclude>{{สต}} {{รกออ}}</noinclude> d8lvtvtpt3pdrw5orxxv0deugmncy43 293653 293652 2026-07-23T07:13:04Z Lunlumita 12009 293653 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|(๓)}}</noinclude>กรุงศรีสัตนาคนหุต ฤาล้านช้าง เดิมตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองเชียงคง เชียงทอง (คือที่หลวงพระบางทุกวันนี้) จึงเรียกว่า “เมืองหลวง” ยังหามีนามพระบางต่อเข้าข้างหลังไม่ เปนราชธานีมาจนปีวอก พ.ศ. ๒๑๐๓ ตรงสมัยในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิครองกรุงศรีอยุทธยา พระไชยเชษฐาธิราชย้ายลงมาอยู่เมืองเวียงจันท์เปนราชธานี เรียกเมืองเวียงจันท์ว่าเมืองหลวงขึ้นอิกแห่ง ๑ จึงเอานามพระบางเติมท้ายนามเมืองหลวงเดิมว่าเมืองหลวงพระบางให้แปลกกับเมืองหลวงใหม่ ด้วยพระบางยังคงอยู่ที่เมืองหลวงเดิม กรุงศรีสัตนาคนหุตยังรวมเปนอาณาเขตรอันเดียวกันทั้งเวียงจันท์แลหลวงพระบางมาจนราวปีวอก พ.ศ. ๒๒๓๕ ตรงสมัยในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาครองกรุงศรีอยุทธยา พวกราชวงศ์กรุงศรีสัตนาคนหุตเกิดแตกกันเปน ๒ ก๊ก พระไชยองค์แว<ref>คำว่า แว คือคำเดียวกับ เว้ นั้นเอง เพราะพระไชย (เชษฐา) องค์นี้หนีไปตั้งตัวได้ที่เมืองเว้ในอาณาเขตรญวน</ref> ได้อาณาเขตรข้างตอนใต้ตั้งเมืองเวียงจันท์เปนราชธานี เจ้ากิงกิสสะได้อาณาเขตรข้างตอนเหนือ ตั้งเมืองหลวงเดิมคือเมืองหลวงพระบางเปนราชธานี ต่างใช้นามว่ากรุงศรีสัตนาคนหุตเหมือนกันทั้ง ๒ ฝ่าย เมื่อปราบปรามกันลงไม่ได้ จึงได้ตกลงแยกกันเปน ๒ อาณาเขตร แลจึงเกิดชื่อสำหรับเรียกให้แปลกกันว่าพระเจ้ากรุงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวฝ่าย ๑ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางฝ่าย ๑ แต่ผู้อื่นก็เรียกว่าเจ้าเมืองเวียงจันท์แลเจ้าหลวงพระบาง จนทำลายล้างเมืองเวียงจันท์เสียเมื่อเจ้าอนุเปนขบถในรัชกาลที่ ๓ จึงเหลือแต่หลวงพระบางเมืองเดียวจนตราบเท่าทุกวันนี้ {{มปก}}<noinclude>{{สต}} {{รกออ}}</noinclude> ah6fe69s2wa1gby5ixj9dujtox3nwct 293654 293653 2026-07-23T07:13:15Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293654 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|(๓)}}</noinclude>กรุงศรีสัตนาคนหุต ฤาล้านช้าง เดิมตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองเชียงคง เชียงทอง (คือที่หลวงพระบางทุกวันนี้) จึงเรียกว่า “เมืองหลวง” ยังหามีนามพระบางต่อเข้าข้างหลังไม่ เปนราชธานีมาจนปีวอก พ.ศ. ๒๑๐๓ ตรงสมัยในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิครองกรุงศรีอยุทธยา พระไชยเชษฐาธิราชย้ายลงมาอยู่เมืองเวียงจันท์เปนราชธานี เรียกเมืองเวียงจันท์ว่าเมืองหลวงขึ้นอิกแห่ง ๑ จึงเอานามพระบางเติมท้ายนามเมืองหลวงเดิมว่าเมืองหลวงพระบางให้แปลกกับเมืองหลวงใหม่ ด้วยพระบางยังคงอยู่ที่เมืองหลวงเดิม กรุงศรีสัตนาคนหุตยังรวมเปนอาณาเขตรอันเดียวกันทั้งเวียงจันท์แลหลวงพระบางมาจนราวปีวอก พ.ศ. ๒๒๓๕ ตรงสมัยในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาครองกรุงศรีอยุทธยา พวกราชวงศ์กรุงศรีสัตนาคนหุตเกิดแตกกันเปน ๒ ก๊ก พระไชยองค์แว<ref>คำว่า แว คือคำเดียวกับ เว้ นั้นเอง เพราะพระไชย (เชษฐา) องค์นี้หนีไปตั้งตัวได้ที่เมืองเว้ในอาณาเขตรญวน</ref> ได้อาณาเขตรข้างตอนใต้ตั้งเมืองเวียงจันท์เปนราชธานี เจ้ากิงกิสสะได้อาณาเขตรข้างตอนเหนือ ตั้งเมืองหลวงเดิมคือเมืองหลวงพระบางเปนราชธานี ต่างใช้นามว่ากรุงศรีสัตนาคนหุตเหมือนกันทั้ง ๒ ฝ่าย เมื่อปราบปรามกันลงไม่ได้ จึงได้ตกลงแยกกันเปน ๒ อาณาเขตร แลจึงเกิดชื่อสำหรับเรียกให้แปลกกันว่าพระเจ้ากรุงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวฝ่าย ๑ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางฝ่าย ๑ แต่ผู้อื่นก็เรียกว่าเจ้าเมืองเวียงจันท์แลเจ้าหลวงพระบาง จนทำลายล้างเมืองเวียงจันท์เสียเมื่อเจ้าอนุเปนขบถในรัชกาลที่ ๓ จึงเหลือแต่หลวงพระบางเมืองเดียวจนตราบเท่าทุกวันนี้ {{มปก}}<noinclude>{{สต}} {{รกออ}}</noinclude> bbrddljljx3dkfvu9ei1rf8yk6oxiti หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/10 250 80596 293477 265064 2026-07-23T05:15:50Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/5]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/10]]: เปลี่ยนชื่อ 265064 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๔}}</noinclude>เรื่องพงษาวดารที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ ข้างตอนต้นที่จริงเปนพงษาวดารกรุงศรีสัตนาคนหุต ฤๅลานช้างรวมกันลงมาจนน่า ๓๕ จึงแยกไปเปนพงษาวดารเมืองหลวงพระบาง เพราะเหตุที่มีเจ้าเวียงจันท์ขึ้นต่างหากอิกก๊ก ๑ อาณาเขตรแยกกันดังกล่าวมาแล้ว ส่วนเรื่องประวัติของพระยาอุตรกิจพิจารณ์ ฯ นั้น มีความสำคัญอันเปนข้อควรสังเกตอยู่ ๓ ข้อ คือ ข้อ ๑ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ ฯ อยู่ในผู้ซึ่งได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษในเมืองไทย ในชั้นแรกที่เล่าเรียนกันเมื่อในรัชกาลที่ ๔ นักเรียนชุดนี้ไม่มีกี่คนนัก ที่ปรากฎชื่อเสียงได้มารับราชการในรัชกาลที่ ๕ แต่ ๖ คน คือ พระยาสารสินสวามิภักดิ์ (เทียนฮี้) คน ๑ พระยาสมุทบุรานุรักษ์ (สิน) คน ๑ พระยาชนินทรภักดี (เปลี่ยน) คน ๑ พระยาธรณีนฤเบศร์ (ปุ่น) คน ๑ หลวงสกลโลหะการ (อยู่) คน ๑ เปน ๖ คนทั้งพระยาอุตรกิจพิจารณ์ ฯ ข้อ ๒ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ ฯ ตั้งแต่เข้ารับราชการจนกระทั่งออกจากราชการเมื่อแก่ชรา ได้สละถิ่นฐานบ้านเรือนไปรับราชการอยู่ตามหัวเมืองตลอดเวลา ๓๘ ปี เกือบจะมิได้มีเวลาอยู่บ้านเดิมของตนเลยก็ว่าได้ ข้อ ๓ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ ฯ ได้เคยไปรับราชการตามท้องที่ต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักรสยามนี้เกือบจะทั่วทั้งหมด แลได้เคยเปนผู้ว่าราชการจังหวัดถึง ๙ จังหวัด ดูเหมือนจะมากจังหวัดยิ่งกว่าใคร ๆ ในสมัยอันเดียวกัน แต่มิได้เคยที่จะถูกย้ายถอนเพราะความเสียหายในส่วนตัวเลยสักครั้งเดียว ที่ออกจากตำแหน่งราชการก็เพราะทุพลภาพจนทนไม่ไหวแล้ว จึงได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง ออกไม่กี่ปีก็ถึงอนิจกรรม เรื่องประวัติของพระยา<noinclude></noinclude> qvgo1csmktusbhb0ttly2ff87wdbxmu 293655 293477 2026-07-23T07:13:41Z Lunlumita 12009 293655 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|(๔)}}</noinclude>เรื่องพงษาวดารที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ ข้างตอนต้นที่จริงเปนพงษาวดารกรุงศรีสัตนาคนหุต ฤๅลานช้างรวมกันลงมาจนน่า ๓๕ จึงแยกไปเปนพงษาวดารเมืองหลวงพระบาง เพราะเหตุที่มีเจ้าเวียงจันท์ขึ้นต่างหากอิกก๊ก ๑ อาณาเขตรแยกกันดังกล่าวมาแล้ว ส่วนเรื่องประวัติของพระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ นั้น มีความสำคัญอันเปนข้อควรสังเกตอยู่ ๓ ข้อ คือ ข้อ ๑ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ อยู่ในผู้ซึ่งได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษในเมืองไทย ในชั้นแรกที่เล่าเรียนกันเมื่อในรัชกาลที่ ๔ นักเรียนชุดนี้ไม่มีกี่คนนัก ที่ปรากฎชื่อเสียงได้มารับราชการในรัชกาลที่ ๕ แต่ ๖ คน คือ พระยาสารสินสวามิภักดิ์ (เทียนฮี้) คน ๑ พระยาสมุทบุรานุรักษ์ (สิน) คน ๑ พระยาชนินทรภักดี (เปลี่ยน) คน ๑ พระยาธรณีนฤเบศร์ (ปุ่น) คน ๑ หลวงสกลโลหะการ (อยู่) คน ๑ เปน ๖ คนทั้งพระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ข้อ ๒ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ตั้งแต่เข้ารับราชการจนกระทั่งออกจากราชการเมื่อแก่ชรา ได้สละถิ่นฐานบ้านเรือนไปรับราชการอยู่ตามหัวเมืองตลอดเวลา ๓๘ ปี เกือบจะมิได้มีเวลาอยู่บ้านเดิมของตนเลยก็ว่าได้ ข้อ ๓ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ได้เคยไปรับราชการตามท้องที่ต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักรสยามนี้เกือบจะทั่วทั้งหมด แลได้เคยเปนผู้ว่าราชการจังหวัดถึง ๙ จังหวัด ดูเหมือนจะมากจังหวัดยิ่งกว่าใคร ๆ ในสมัยอันเดียวกัน แต่มิได้เคยที่จะถูกย้ายถอนเพราะความเสียหายในส่วนตัวเลยสักครั้งเดียว ที่ออกจากตำแหน่งราชการก็เพราะทุพลภาพจนทนไม่ไหวแล้ว จึงได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง ออกไม่กี่ปีก็ถึงอนิจกรรม เรื่องประวัติของพระยา<noinclude></noinclude> f3nqn8vwxpj8txi9srsj65c51dvapyk 293656 293655 2026-07-23T07:15:14Z Lunlumita 12009 293656 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|(๔)}}</noinclude>เรื่องพงษาวดารที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ ข้างตอนต้นที่จริงเปนพงษาวดารกรุงศรีสัตนาคนหุตฤๅลานช้างรวมกันลงมาจนน่า ๓๕ จึงแยกไปเปนพงษาวดารเมืองหลวงพระบาง เพราะเหตุที่มีเจ้าเวียงจันท์ขึ้นต่างหากอิกก๊ก ๑ อาณาเขตรแยกกันดังกล่าวมาแล้ว ส่วนเรื่องประวัติของพระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ นั้น มีความสำคัญอันเปนข้อควรสังเกตอยู่ ๓ ข้อ คือข้อ ๑ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ อยู่ในผู้ซึ่งได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษในเมืองไทยในชั้นแรกที่เล่าเรียนกันเมื่อในรัชกาลที่ ๔ นักเรียนชุดนี้ไม่มีกี่คนนัก ที่ปรากฎชื่อเสียงได้มารับราชการในรัชกาลที่ ๕ แต่ ๖ คน คือพระยาสารสินสวามิภักดิ์ (เทียนฮี้) คน ๑ พระยาสมุทบุรานุรักษ์ (สิน) คน ๑ พระยาชนินทรภักดี (เปลี่ยน) คน ๑ พระยาธรณีนฤเบศร์ (ปุ่น) คน ๑ หลวงสกลโลหะการ (อยู่) คน ๑ เปน ๖ คนทั้งพระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ข้อ ๒ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ตั้งแต่เข้ารับราชการจนกระทั่งออกจากราชการเมื่อแก่ชรา ได้สละถิ่นฐานบ้านเรือนไปรับราชการอยู่ตามหัวเมืองตลอดเวลา ๓๘ ปี เกือบจะมิได้มีเวลาอยู่บ้านเดิมของตนเลยก็ว่าได้ ข้อ ๓ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ได้เคยไปรับราชการตามท้องที่ต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักรสยามนี้เกือบจะทั่วทั้งหมด แลได้เคยเปนผู้ว่าราชการจังหวัดถึง ๙ จังหวัด ดูเหมือนจะมากจังหวัดยิ่งกว่าใคร ๆ ในสมัยอันเดียวกัน แต่มิได้เคยที่จะถูกย้ายถอนเพราะความเสียหายในส่วนตัวเลยสักครั้งเดียว ที่ออกจากตำแหน่งราชการก็เพราะทุพลภาพจนทนไม่ไหวแล้ว จึงได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง ออกไม่กี่ปีก็ถึงอนิจกรรม เรื่องประวัติของพระยา<noinclude></noinclude> lrvsy702tu8ki6zewk5tkixkzutze73 293657 293656 2026-07-23T07:15:22Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293657 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|(๔)}}</noinclude>เรื่องพงษาวดารที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ ข้างตอนต้นที่จริงเปนพงษาวดารกรุงศรีสัตนาคนหุตฤๅลานช้างรวมกันลงมาจนน่า ๓๕ จึงแยกไปเปนพงษาวดารเมืองหลวงพระบาง เพราะเหตุที่มีเจ้าเวียงจันท์ขึ้นต่างหากอิกก๊ก ๑ อาณาเขตรแยกกันดังกล่าวมาแล้ว ส่วนเรื่องประวัติของพระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ นั้น มีความสำคัญอันเปนข้อควรสังเกตอยู่ ๓ ข้อ คือข้อ ๑ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ อยู่ในผู้ซึ่งได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษในเมืองไทยในชั้นแรกที่เล่าเรียนกันเมื่อในรัชกาลที่ ๔ นักเรียนชุดนี้ไม่มีกี่คนนัก ที่ปรากฎชื่อเสียงได้มารับราชการในรัชกาลที่ ๕ แต่ ๖ คน คือพระยาสารสินสวามิภักดิ์ (เทียนฮี้) คน ๑ พระยาสมุทบุรานุรักษ์ (สิน) คน ๑ พระยาชนินทรภักดี (เปลี่ยน) คน ๑ พระยาธรณีนฤเบศร์ (ปุ่น) คน ๑ หลวงสกลโลหะการ (อยู่) คน ๑ เปน ๖ คนทั้งพระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ข้อ ๒ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ตั้งแต่เข้ารับราชการจนกระทั่งออกจากราชการเมื่อแก่ชรา ได้สละถิ่นฐานบ้านเรือนไปรับราชการอยู่ตามหัวเมืองตลอดเวลา ๓๘ ปี เกือบจะมิได้มีเวลาอยู่บ้านเดิมของตนเลยก็ว่าได้ ข้อ ๓ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ได้เคยไปรับราชการตามท้องที่ต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักรสยามนี้เกือบจะทั่วทั้งหมด แลได้เคยเปนผู้ว่าราชการจังหวัดถึง ๙ จังหวัด ดูเหมือนจะมากจังหวัดยิ่งกว่าใคร ๆ ในสมัยอันเดียวกัน แต่มิได้เคยที่จะถูกย้ายถอนเพราะความเสียหายในส่วนตัวเลยสักครั้งเดียว ที่ออกจากตำแหน่งราชการก็เพราะทุพลภาพจนทนไม่ไหวแล้ว จึงได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง ออกไม่กี่ปีก็ถึงอนิจกรรม เรื่องประวัติของพระยา<noinclude></noinclude> juk595cwuxylcgxscubl5m38iylqh67 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/11 250 80597 293479 265065 2026-07-23T05:15:57Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/6]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/11]]: เปลี่ยนชื่อ 265065 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๕}}</noinclude>อุตรกิจพิจารณ์ ฯ เปนข้อสำคัญอยู่ในความ ๓ ข้อที่กล่าวมานี้ ทีนี้จะแสดงประวัติโดยพิศดารต่อไป {{ก|ประวัติพระยาอุตรกิจพิจารณ์|140}} {{สต|7em}} อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ พิศาลเกษตรพิษัย (สุด สาระสุทธิ์) ต, ช, ต, ม, ร, ป, ฮ, สกุลเปนชาวสวน อยู่ตำบลสำเหร่ เกิดในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีขาล จุลศักราช ๑๒๑๖ พ.ศ. ๒๓๙๗ ได้ไปเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียนของมิชชันนารีอเมริกันที่สำเหร่ แต่อายุได้ ๖ ขวบเปนศิษย์หมอเฮ้าส์ เรียนอยู่จนอายุ ๒๑ ปี เข้ารับราชการเปนล่ามในกระทรวงพระกระลาโหมในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ ในเวลานั้นรัฐบาลกำลังตรวจทางจะสร้างสายโทรเลข พระยาอุตรกิจ ฯ ต้องเปนล่ามไปกับกัปตันลอฟตัสและนายเดวิดสัน ซึ่งเปนพนักงานตรวจทางทำแผนที่ตลอดเวลา ๕ ปีติด ๆ กัน คือ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ ไปตรวจทางตั้งแต่เมืองนครศรีธรรมราชไปเมืองสงขลา เมืองไทรบุรี จนเกาะหมาก เมื่อปีกุญ พ.ศ. ๒๔๑๘ ไปตรวจทางแต่เมืองสุราษฎร์ธานีขึ้นมาจนเมืองเพ็ชรบุรี เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ ไปตรวจทางแต่กรุงเทพ ฯ จนถึงเมืองนครราชสิมา เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๒๐ ไปตรวจทางแต่เมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี จนต่อแดนทวายแลด่านพระเจดีย์สามองค์ เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๒๑ ไปตรวจทางแต่เมืองปราจิณบุรี ไปเมืองพระตะบองจนถึงทเลสาบต่อแดนเขมร {{มปก}}<noinclude></noinclude> 8l7xsvdb2tosvr1cb53simchn01i911 293658 293479 2026-07-23T07:15:47Z Lunlumita 12009 293658 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|(๕)}}</noinclude>อุตรกิจพิจารณ์ฯ เปนข้อสำคัญอยู่ในความ ๓ ข้อที่กล่าวมานี้ ทีนี้จะแสดงประวัติโดยพิศดารต่อไป {{ก|ประวัติพระยาอุตรกิจพิจารณ์|140}} {{สต|7em}} อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ พิศาลเกษตรพิษัย (สุด สาระสุทธิ์) ต, ช, ต, ม, ร, ป, ฮ, สกุลเปนชาวสวน อยู่ตำบลสำเหร่ เกิดในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีขาล จุลศักราช ๑๒๑๖ พ.ศ. ๒๓๙๗ ได้ไปเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียนของมิชชันนารีอเมริกันที่สำเหร่ แต่อายุได้ ๖ ขวบเปนศิษย์หมอเฮ้าส์ เรียนอยู่จนอายุ ๒๑ ปี เข้ารับราชการเปนล่ามในกระทรวงพระกระลาโหมในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ ในเวลานั้นรัฐบาลกำลังตรวจทางจะสร้างสายโทรเลข พระยาอุตรกิจฯ ต้องเปนล่ามไปกับกัปตันลอฟตัสและนายเดวิดสัน ซึ่งเปนพนักงานตรวจทางทำแผนที่ตลอดเวลา ๕ ปีติด ๆ กัน คือ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ ไปตรวจทางตั้งแต่เมืองนครศรีธรรมราชไปเมืองสงขลา เมืองไทรบุรี จนเกาะหมาก เมื่อปีกุญ พ.ศ. ๒๔๑๘ ไปตรวจทางแต่เมืองสุราษฎร์ธานีขึ้นมาจนเมืองเพ็ชรบุรี เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ ไปตรวจทางแต่กรุงเทพฯ จนถึงเมืองนครราชสิมา เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๒๐ ไปตรวจทางแต่เมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี จนต่อแดนทวายแลด่านพระเจดีย์สามองค์ เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๒๑ ไปตรวจทางแต่เมืองปราจิณบุรี ไปเมืองพระตะบองจนถึงทเลสาบต่อแดนเขมร {{มปก}}<noinclude></noinclude> e1er9p8o752kt8zzunzmulwqp98y7xi 293659 293658 2026-07-23T07:18:09Z Lunlumita 12009 293659 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|(๕)}}</noinclude>อุตรกิจพิจารณ์ฯ เปนข้อสำคัญอยู่ในความ ๓ ข้อที่กล่าวมานี้ ทีนี้จะแสดงประวัติโดยพิศดารต่อไป {{ก|ประวัติพระยาอุตรกิจพิจารณ์|120}} {{สต|7em}} อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ พิศาลเกษตรพิษัย (สุด สาระสุทธิ์) ต, ช, ต, ม, ร, ป, ฮ. สกุลเปนชาวสวน อยู่ตำบลสำเหร่ เกิดในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีขาล จุลศักราช ๑๒๑๖ พ.ศ. ๒๓๙๗ ได้ไปเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียนของมิชชันนารีอเมริกันที่สำเหร่แต่อายุได้ ๖ ขวบ เปนศิษย์หมอเฮ้าส์ เรียนอยู่จนอายุ ๒๑ ปี เข้ารับราชการเปนล่ามในกระทรวงพระกระลาโหมในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ ในเวลานั้นรัฐบาลกำลังตรวจทางจะสร้างสายโทรเลข พระยาอุตรกิจฯ ต้องเปนล่ามไปกับกัปตันลอฟตัสและนายเดวิดสัน ซึ่งเปนพนักงานตรวจทางทำแผนที่ตลอดเวลา ๕ ปีติด ๆ กัน คือ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ ไปตรวจทางตั้งแต่เมืองนครศรีธรรมราชไปเมืองสงขลา เมืองไทรบุรี จนเกาะหมาก เมื่อปีกุญ พ.ศ. ๒๔๑๘ ไปตรวจทางแต่เมืองสุราษฎร์ธานีขึ้นมาจนเมืองเพ็ชรบุรี เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ ไปตรวจทางแต่กรุงเทพฯ จนถึงเมืองนครราชสิมา เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๒๐ ไปตรวจทางแต่เมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี จนต่อแดนทวายแลด่านพระเจดีย์สามองค์ เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๒๑ ไปตรวจทางแต่เมืองปราจิณบุรี ไปเมืองพระตะบองจนถึงทเลสาบต่อแดนเขมร {{มปก}}<noinclude></noinclude> kdr3hkhbvs4e1xuofyyydairpy7ynr1 293660 293659 2026-07-23T07:18:56Z Lunlumita 12009 293660 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|(๕)}}</noinclude>อุตรกิจพิจารณ์ฯ เปนข้อสำคัญอยู่ในความ ๓ ข้อที่กล่าวมานี้ ทีนี้จะแสดงประวัติโดยพิศดารต่อไป {{ก|ประวัติพระยาอุตรกิจพิจารณ์|120}} {{สต|7em}} อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ พิศาลเกษตรพิษัย (สุด สาระสุทธิ์) ต, ช, ต, ม, ร, ป, ฮ. สกุลเปนชาวสวน อยู่ตำบลสำเหร่ เกิดในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีขาล จุลศักราช ๑๒๑๖ พ.ศ. ๒๓๙๗ ได้ไปเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียนของมิชชันนารีอเมริกันที่สำเหร่แต่อายุได้ ๖ ขวบ เปนศิษย์หมอเฮ้าส์ เรียนอยู่จนอายุ ๒๑ ปี เข้ารับราชการเปนล่ามในกระทรวงพระกระลาโหมในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ ในเวลานั้นรัฐบาลกำลังตรวจทางจะสร้างสายโทรเลข พระยาอุตรกิจฯ ต้องเปนล่ามไปกับกัปตันลอฟตัสและนายเดวิดสันซึ่งเปนพนักงานตรวจทางทำแผนที่ตลอดเวลา ๕ ปีติด ๆ กัน คือ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ ไปตรวจทางตั้งแต่เมืองนครศรีธรรมราชไปเมืองสงขลา เมืองไทรบุรี จนเกาะหมาก เมื่อปีกุญ พ.ศ. ๒๔๑๘ ไปตรวจทางแต่เมืองสุราษฎร์ธานีขึ้นมาจนเมืองเพ็ชรบุรี เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ ไปตรวจทางแต่กรุงเทพฯ จนถึงเมืองนครราชสิมา เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๒๐ ไปตรวจทางแต่เมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี จนต่อแดนทวายแลด่านพระเจดีย์สามองค์ เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๒๑ ไปตรวจทางแต่เมืองปราจิณบุรี ไปเมืองพระตะบองจนถึงทเลสาบต่อแดนเขมร {{มปก}}<noinclude></noinclude> 3h8t2di6iuqhu99lyyt9hcrp9103434 293661 293660 2026-07-23T07:19:05Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293661 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|(๕)}}</noinclude>อุตรกิจพิจารณ์ฯ เปนข้อสำคัญอยู่ในความ ๓ ข้อที่กล่าวมานี้ ทีนี้จะแสดงประวัติโดยพิศดารต่อไป {{ก|ประวัติพระยาอุตรกิจพิจารณ์|120}} {{สต|7em}} อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ พิศาลเกษตรพิษัย (สุด สาระสุทธิ์) ต, ช, ต, ม, ร, ป, ฮ. สกุลเปนชาวสวน อยู่ตำบลสำเหร่ เกิดในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีขาล จุลศักราช ๑๒๑๖ พ.ศ. ๒๓๙๗ ได้ไปเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียนของมิชชันนารีอเมริกันที่สำเหร่แต่อายุได้ ๖ ขวบ เปนศิษย์หมอเฮ้าส์ เรียนอยู่จนอายุ ๒๑ ปี เข้ารับราชการเปนล่ามในกระทรวงพระกระลาโหมในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ ในเวลานั้นรัฐบาลกำลังตรวจทางจะสร้างสายโทรเลข พระยาอุตรกิจฯ ต้องเปนล่ามไปกับกัปตันลอฟตัสและนายเดวิดสันซึ่งเปนพนักงานตรวจทางทำแผนที่ตลอดเวลา ๕ ปีติด ๆ กัน คือ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ ไปตรวจทางตั้งแต่เมืองนครศรีธรรมราชไปเมืองสงขลา เมืองไทรบุรี จนเกาะหมาก เมื่อปีกุญ พ.ศ. ๒๔๑๘ ไปตรวจทางแต่เมืองสุราษฎร์ธานีขึ้นมาจนเมืองเพ็ชรบุรี เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ ไปตรวจทางแต่กรุงเทพฯ จนถึงเมืองนครราชสิมา เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๒๐ ไปตรวจทางแต่เมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี จนต่อแดนทวายแลด่านพระเจดีย์สามองค์ เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๒๑ ไปตรวจทางแต่เมืองปราจิณบุรี ไปเมืองพระตะบองจนถึงทเลสาบต่อแดนเขมร {{มปก}}<noinclude></noinclude> 0il76b7rgjsy33brfe1z78g71j4f7oo หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/12 250 80598 293481 265066 2026-07-23T05:16:06Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/7]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/12]]: เปลี่ยนชื่อ 265066 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๖}}</noinclude>ต่อมาถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๒๒ เมื่อรัฐบาลอังกฤษขอให้กองแผนที่ในอินเดีย ซึ่งนายร้อยเอกฮิลกับนายแมกคาที ซึ่งภายหลังได้เปนพระวิภาคภูวดล มาตรวจทำแผนที่สามเหลี่ยม กระทรวงพระกระลาโหมก็ให้พระยาอุตรกิจพิจารณ์ ฯ ไปเปนล่ามอยู่กับกองแผนที่อังกฤษอิก ๒ ปี ครั้นเมื่อพระวิภาคภูวดล (แมกคาที) เข้ามารับราชการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ฝึกหัดนักเรียนจัดตั้งกรมแผนที่ขึ้น พระยาอุตรกิจ ฯ จึงได้ย้ายจากกระทรวงพระกระลาโหมมาเปนล่ามอยู่ในกรมแผนที่ แล้วได้เปนล่ามไปในคราวพระวิภาคภูวดลขึ้นไปทำแผนที่หัวเมืองขึ้นเมืองหลวงพระบาง เวลานั้นประจวบมีทัพฮ่อ พระยาอุตรกิจ ฯ ได้ช่วยราชการทัพ จึงได้รับพระราชทานเหรียญปราบฮ่อเปนบำเหน็จด้วย ต่อมาเมื่อตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ ฯ ได้ย้ายไปรับราชการเปนล่ามอยู่ในโรงเรียนนายร้อยปี ๑ แล้วย้ายมารับราชการอยู่ในกรมศึกษาธิการ เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๓๒ เวลารับราชการอยู่ในกรมศึกษาธิการ ได้เปนล่ามไปกับข้าหลวงตรวจการศึกษาถึงประเทศยี่ปุ่น ได้รับเครื่องราชอิศริยาภรณ์ยี่ปุ่นดวง ๑ ต่อมาถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ ย้ายไปรับราชการเปนหัวน่าพนักงานด่านภาษีอยู่ที่เมืองสมุทปราการ ๒ ปี ถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้รวมหัวเมืองจัดตั้งมณฑลพิศณุโลก ได้รับเลือกเปนตำแหน่งข้าหลวงมหาดไทยขึ้นไปรับราชการอยู่กับเจ้าพระยาสุรสีห์ ฯ แต่เมื่อยังเปนพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร สมุหเทศาภิบาลมณฑลพิศณุโลก ได้รับพระ<noinclude></noinclude> 7jprgkwgbq8jhzue2awxyachez1bnb7 293662 293481 2026-07-23T07:19:28Z Lunlumita 12009 293662 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|(๖)}}</noinclude>ต่อมาถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๒๒ เมื่อรัฐบาลอังกฤษขอให้กองแผนที่ในอินเดีย ซึ่งนายร้อยเอกฮิลกับนายแมกคาที ซึ่งภายหลังได้เปนพระวิภาคภูวดล มาตรวจทำแผนที่สามเหลี่ยม กระทรวงพระกระลาโหมก็ให้พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ไปเปนล่ามอยู่กับกองแผนที่อังกฤษอิก ๒ ปี ครั้นเมื่อพระวิภาคภูวดล (แมกคาที) เข้ามารับราชการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฝึกหัดนักเรียนจัดตั้งกรมแผนที่ขึ้น พระยาอุตรกิจฯ จึงได้ย้ายจากกระทรวงพระกระลาโหมมาเปนล่ามอยู่ในกรมแผนที่ แล้วได้เปนล่ามไปในคราวพระวิภาคภูวดลขึ้นไปทำแผนที่หัวเมืองขึ้นเมืองหลวงพระบาง เวลานั้นประจวบมีทัพฮ่อ พระยาอุตรกิจฯ ได้ช่วยราชการทัพ จึงได้รับพระราชทานเหรียญปราบฮ่อเปนบำเหน็จด้วย ต่อมาเมื่อตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ได้ย้ายไปรับราชการเปนล่ามอยู่ในโรงเรียนนายร้อยปี ๑ แล้วย้ายมารับราชการอยู่ในกรมศึกษาธิการ เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๓๒ เวลารับราชการอยู่ในกรมศึกษาธิการ ได้เปนล่ามไปกับข้าหลวงตรวจการศึกษาถึงประเทศยี่ปุ่น ได้รับเครื่องราชอิศริยาภรณ์ยี่ปุ่นดวง ๑ ต่อมาถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ ย้ายไปรับราชการเปนหัวน่าพนักงานด่านภาษีอยู่ที่เมืองสมุทปราการ ๒ ปี ถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมหัวเมืองจัดตั้งมณฑลพิศณุโลก ได้รับเลือกเปนตำแหน่งข้าหลวงมหาดไทยขึ้นไปรับราชการอยู่กับเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ แต่เมื่อยังเปนพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร สมุหเทศาภิบาลมณฑลพิศณุโลก ได้รับพระ<noinclude></noinclude> s76wxxkgudy5j13qecan6ozx6401shg 293663 293662 2026-07-23T07:27:38Z Lunlumita 12009 293663 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|(๖)}}</noinclude>ต่อมาถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๒๒ เมื่อรัฐบาลอังกฤษขอให้กองแผนที่ในอินเดีย ซึ่งนายร้อยเอกฮิล กับนายแมกคาทีซึ่งภายหลังได้เปนพระวิภาคภูวดล มาตรวจทำแผนที่สามเหลี่ยม กระทรวงพระกระลาโหมก็ให้พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ไปเปนล่ามอยู่กับกองแผนที่อังกฤษอิก ๒ ปี ครั้นเมื่อพระวิภาคภูวดล (แมกคาที) เข้ามารับราชการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฝึกหัดนักเรียนจัดตั้งกรมแผนที่ขึ้น พระยาอุตรกิจฯ จึงได้ย้ายจากกระทรวงพระกระลาโหมมาเปนล่ามอยู่ในกรมแผนที่ แล้วได้เปนล่ามไปในคราวพระวิภาคภูวดลขึ้นไปทำแผนที่หัวเมืองขึ้นเมืองหลวงพระบาง เวลานั้นประจวบมีทัพฮ่อ พระยาอุตรกิจฯ ได้ช่วยราชการทัพ จึงได้รับพระราชทานเหรียญปราบฮ่อเปนบำเหน็จด้วย ต่อมาเมื่อตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ได้ย้ายไปรับราชการเปนล่ามอยู่ในโรงเรียนนายร้อยปี ๑ แล้วย้ายมารับราชการอยู่ในกรมศึกษาธิการเมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๓๒ เวลารับราชการอยู่ในกรมศึกษาธิการ ได้เปนล่ามไปกับข้าหลวงตรวจการศึกษาถึงประเทศยี่ปุ่น ได้รับเครื่องราชอิศริยาภรณ์ยี่ปุ่นดวง ๑ ต่อมาถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ ย้ายไปรับราชการเปนหัวน่าพนักงานด่านภาษีอยู่ที่เมืองสมุทปราการ ๒ ปี ถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมหัวเมืองจัดตั้งมณฑลพิศณุโลก ได้รับเลือกเปนตำแหน่งข้าหลวงมหาดไทยขึ้นไปรับราชการอยู่กับเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ แต่เมื่อยังเปนพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร สมุหเทศาภิบาลมณฑลพิศณุโลก ได้รับพระ<noinclude></noinclude> pcw5v7qm60z7v1zpkm8mkk01x6fhmpu 293664 293663 2026-07-23T07:27:45Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293664 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|(๖)}}</noinclude>ต่อมาถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๒๒ เมื่อรัฐบาลอังกฤษขอให้กองแผนที่ในอินเดีย ซึ่งนายร้อยเอกฮิล กับนายแมกคาทีซึ่งภายหลังได้เปนพระวิภาคภูวดล มาตรวจทำแผนที่สามเหลี่ยม กระทรวงพระกระลาโหมก็ให้พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ไปเปนล่ามอยู่กับกองแผนที่อังกฤษอิก ๒ ปี ครั้นเมื่อพระวิภาคภูวดล (แมกคาที) เข้ามารับราชการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฝึกหัดนักเรียนจัดตั้งกรมแผนที่ขึ้น พระยาอุตรกิจฯ จึงได้ย้ายจากกระทรวงพระกระลาโหมมาเปนล่ามอยู่ในกรมแผนที่ แล้วได้เปนล่ามไปในคราวพระวิภาคภูวดลขึ้นไปทำแผนที่หัวเมืองขึ้นเมืองหลวงพระบาง เวลานั้นประจวบมีทัพฮ่อ พระยาอุตรกิจฯ ได้ช่วยราชการทัพ จึงได้รับพระราชทานเหรียญปราบฮ่อเปนบำเหน็จด้วย ต่อมาเมื่อตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ได้ย้ายไปรับราชการเปนล่ามอยู่ในโรงเรียนนายร้อยปี ๑ แล้วย้ายมารับราชการอยู่ในกรมศึกษาธิการเมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๓๒ เวลารับราชการอยู่ในกรมศึกษาธิการ ได้เปนล่ามไปกับข้าหลวงตรวจการศึกษาถึงประเทศยี่ปุ่น ได้รับเครื่องราชอิศริยาภรณ์ยี่ปุ่นดวง ๑ ต่อมาถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ ย้ายไปรับราชการเปนหัวน่าพนักงานด่านภาษีอยู่ที่เมืองสมุทปราการ ๒ ปี ถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมหัวเมืองจัดตั้งมณฑลพิศณุโลก ได้รับเลือกเปนตำแหน่งข้าหลวงมหาดไทยขึ้นไปรับราชการอยู่กับเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ แต่เมื่อยังเปนพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร สมุหเทศาภิบาลมณฑลพิศณุโลก ได้รับพระ<noinclude></noinclude> 13tkmjh1o725hsata38uao9hcwmeuq5 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/13 250 80599 293483 265067 2026-07-23T05:16:12Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/8]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/13]]: เปลี่ยนชื่อ 265067 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๗}}</noinclude>ราชทานสัญญาบัตรเปนหลวงนรภารพิทักษ์ ตำแหน่งข้าหลวงมหาดไทย ในเวลารับราชการอยู่ในตำแหน่งนี้ ได้ไปรั้งราชการอยู่เมืองพิจิตร ๘ เดือน เมืองสวรรคโลก ๖ เดือน ถึงปีวอก พ.ศ. ๒๔๓๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบันดาศักดิ์ขึ้นเปนพระยาอุตรกิจพิจารณ์ ฯ ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิไชย รับราชการอยู่ในตำแหน่งนี้ ๔ ปี พระยาอุตรกิจพิจารณ์ ฯ เปนผู้มีชื่อเสียงในการปราบโจรผู้ร้ายเข้มแขง เมื่อราชการในมณฑลพิศณุโลกลงระเบียบเรียบร้อยแล้ว จึงถูกย้ายไปว่าราชการจังหวัดอื่น มักจะเปนเพราะให้ไปปราบปรามโจรผู้ร้ายเปนพื้น พอปราบปรามเรียบร้อยแล้วก็ถูกย้ายไปอื่นอิก ด้วยเหตุนี้จึงได้เปนผู้ว่าราชการมาหลายจังหวัด คือ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๔๓ ย้ายไปจากจังหวัดพิไชยไปว่าราชการจังหวัดกระบี่ในมณฑลภูเก็ตอยู่ ๓ ปี ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๔๖ ย้ายไปจากจังหวัดกระบี่ ไปว่าราชการจังหวัดเชียงรายมณฑลพายัพอยู่ ๒ ปี ถึงปีมะเสง พ.ศ. ๒๔๔๘ ย้ายจากจังหวัดเชียงราย มาเปนปลัดมณฑลชุมพรอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานปี ๑ แล้วไปเปนผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรอยู่อิก ๒ ปี ถึงปีวอก พ.ศ. ๒๔๕๑ ย้ายไปจากจังหวัดชุมพร ไปว่าราชการจังหวัดระยองในมณฑลจันทบุรีอยู่ปี ๑ แล้วย้ายไปเปนผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ในมณฑลนครศรีธรรมราชอิก ๓ ปี ถึงปีชวด พ.ศ. ๒๔๕๕ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ ฯ มีความทุพลภาพ ได้ร้องทุกข์ต่อกระทรวงว่ารับราชการไม่ไหว ประสงค์จะขอกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งราชการประจำ แต่เวลานั้นพเอิญที่จังหวัดตรัง ต้อง<noinclude></noinclude> rz5or6yn6ycxc3p430u2r24uo9y4h26 293665 293483 2026-07-23T07:28:05Z Lunlumita 12009 293665 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|(๗)}}</noinclude>ราชทานสัญญาบัตรเปนหลวงนรภารพิทักษ์ ตำแหน่งข้าหลวงมหาดไทย ในเวลารับราชการอยู่ในตำแหน่งนี้ ได้ไปรั้งราชการอยู่เมืองพิจิตร ๘ เดือน เมืองสวรรคโลก ๖ เดือน ถึงปีวอก พ.ศ. ๒๔๓๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบันดาศักดิ์ขึ้นเปนพระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิไชย รับราชการอยู่ในตำแหน่งนี้ ๔ ปี พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ เปนผู้มีชื่อเสียงในการปราบโจรผู้ร้ายเข้มแขง เมื่อราชการในมณฑลพิศณุโลกลงระเบียบเรียบร้อยแล้ว จึงถูกย้ายไปว่าราชการจังหวัดอื่น มักจะเปนเพราะให้ไปปราบปรามโจรผู้ร้ายเปนพื้น พอปราบปรามเรียบร้อยแล้วก็ถูกย้ายไปอื่นอิก ด้วยเหตุนี้จึงได้เปนผู้ว่าราชการมาหลายจังหวัด คือ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๔๓ ย้ายไปจากจังหวัดพิไชยไปว่าราชการจังหวัดกระบี่ในมณฑลภูเก็ตอยู่ ๓ ปี ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๔๖ ย้ายไปจากจังหวัดกระบี่ ไปว่าราชการจังหวัดเชียงรายมณฑลพายัพอยู่ ๒ ปี ถึงปีมะเสง พ.ศ. ๒๔๔๘ ย้ายจากจังหวัดเชียงราย มาเปนปลัดมณฑลชุมพรอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานปี ๑ แล้วไปเปนผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรอยู่อิก ๒ ปี ถึงปีวอก พ.ศ. ๒๔๕๑ ย้ายไปจากจังหวัดชุมพร ไปว่าราชการจังหวัดระยองในมณฑลจันทบุรีอยู่ปี ๑ แล้วย้ายไปเปนผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ในมณฑลนครศรีธรรมราชอิก ๓ ปี ถึงปีชวด พ.ศ. ๒๔๕๕ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ มีความทุพลภาพ ได้ร้องทุกข์ต่อกระทรวงว่ารับราชการไม่ไหว ประสงค์จะขอกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งราชการประจำ แต่เวลานั้นพเอิญที่จังหวัดตรัง ต้อง<noinclude></noinclude> tl3ekwj3rlklkhkbpzry6urf7yesd8y 293667 293665 2026-07-23T07:41:14Z Lunlumita 12009 293667 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|(๗)}}</noinclude>ราชทานสัญญาบัตรเปนหลวงนรภารพิทักษ์ ตำแหน่งข้าหลวงมหาดไทย ในเวลารับราชการอยู่ในตำแหน่งนี้ ได้ไปรั้งราชการอยู่เมืองพิจิตร ๘ เดือน เมืองสวรรคโลก ๖ เดือน ถึงปีวอก พ.ศ. ๒๔๓๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบันดาศักดิ์ขึ้นเปนพระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิไชย รับราชการอยู่ในตำแหน่งนี้ ๔ ปี พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ เปนผู้มีชื่อเสียงในการปราบโจรผู้ร้ายเข้มแขง เมื่อราชการในมณฑลพิศณุโลกลงระเบียบเรียบร้อยแล้ว จึงถูกย้ายไปว่าราชการจังหวัดอื่น มักจะเปนเพราะให้ไปปราบปรามโจรผู้ร้ายเปนพื้น พอปราบปรามเรียบร้อยแล้วก็ถูกย้ายไปอื่นอิก ด้วยเหตุนี้จึงได้เปนผู้ว่าราชการมาหลายจังหวัด คือเมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๔๓ ย้ายไปจากจังหวัดพิไชยไปว่าราชการจังหวัดกระบี่ในมณฑลภูเก็ตอยู่ ๓ ปี ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๔๖ ย้ายไปจากจังหวัดกระบี่ไปว่าราชการจังหวัดเชียงรายมณฑลพายัพอยู่ ๒ ปี ถึงปีมะเสง พ.ศ. ๒๔๔๘ ย้ายจากจังหวัดเชียงรายมาเปนปลัดมณฑลชุมพรอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีปี ๑ แล้วไปเปนผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรอยู่อิก ๒ ปี ถึงปีวอก พ.ศ. ๒๔๕๑ ย้ายไปจากจังหวัดชุมพรไปว่าราชการจังหวัดระยองในมณฑลจันทบุรีอยู่ปี ๑ แล้วย้ายไปเปนผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงในมณฑลนครศรีธรรมราชอิก ๓ ปี ถึงปีชวด พ.ศ. ๒๔๕๕ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ มีความทุพลภาพ ได้ร้องทุกข์ต่อกระทรวงว่ารับราชการไม่ไหว ประสงค์จะขอกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งราชการประจำ แต่เวลานั้นพเอิญที่จังหวัดตรังต้อง<noinclude></noinclude> hywlnaa79e7mvu95g3543z6661joq5b 293668 293667 2026-07-23T07:41:27Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293668 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|(๗)}}</noinclude>ราชทานสัญญาบัตรเปนหลวงนรภารพิทักษ์ ตำแหน่งข้าหลวงมหาดไทย ในเวลารับราชการอยู่ในตำแหน่งนี้ ได้ไปรั้งราชการอยู่เมืองพิจิตร ๘ เดือน เมืองสวรรคโลก ๖ เดือน ถึงปีวอก พ.ศ. ๒๔๓๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบันดาศักดิ์ขึ้นเปนพระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิไชย รับราชการอยู่ในตำแหน่งนี้ ๔ ปี พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ เปนผู้มีชื่อเสียงในการปราบโจรผู้ร้ายเข้มแขง เมื่อราชการในมณฑลพิศณุโลกลงระเบียบเรียบร้อยแล้ว จึงถูกย้ายไปว่าราชการจังหวัดอื่น มักจะเปนเพราะให้ไปปราบปรามโจรผู้ร้ายเปนพื้น พอปราบปรามเรียบร้อยแล้วก็ถูกย้ายไปอื่นอิก ด้วยเหตุนี้จึงได้เปนผู้ว่าราชการมาหลายจังหวัด คือเมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๔๓ ย้ายไปจากจังหวัดพิไชยไปว่าราชการจังหวัดกระบี่ในมณฑลภูเก็ตอยู่ ๓ ปี ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๔๖ ย้ายไปจากจังหวัดกระบี่ไปว่าราชการจังหวัดเชียงรายมณฑลพายัพอยู่ ๒ ปี ถึงปีมะเสง พ.ศ. ๒๔๔๘ ย้ายจากจังหวัดเชียงรายมาเปนปลัดมณฑลชุมพรอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีปี ๑ แล้วไปเปนผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรอยู่อิก ๒ ปี ถึงปีวอก พ.ศ. ๒๔๕๑ ย้ายไปจากจังหวัดชุมพรไปว่าราชการจังหวัดระยองในมณฑลจันทบุรีอยู่ปี ๑ แล้วย้ายไปเปนผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงในมณฑลนครศรีธรรมราชอิก ๓ ปี ถึงปีชวด พ.ศ. ๒๔๕๕ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ มีความทุพลภาพ ได้ร้องทุกข์ต่อกระทรวงว่ารับราชการไม่ไหว ประสงค์จะขอกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งราชการประจำ แต่เวลานั้นพเอิญที่จังหวัดตรังต้อง<noinclude></noinclude> 58z7470sw2f0frck4jwuxpm06p9eojd หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/14 250 80600 293485 265068 2026-07-23T05:16:21Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/9]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/14]]: เปลี่ยนชื่อ 265068 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|๘}}</noinclude>การผู้รั้งราชการในเวลาโจรผู้ร้ายยังไม่สงบ กระทรวงจึงขอแรงให้พระยาอุตรกิจพิจารณ์ ฯ ไปรั้งราชการเมืองตรังอยู่จนสิ้นปี จึงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ออกจากตำแหน่งราชการประจำ แลทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเบี้ยบำนาญมาจนตลอดอายุ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ ฯ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ช้างเผือกมงกุฎสยาม เลื่อนขึ้นโดยลำดับ จนถึงตริตาภรณ์ช้างเผือกชั้นที่ ๓ แลมงกุฎสยามชั้นที่ ๓ เมื่อพระยาอุตรกิจ ฯ ออกจากตำแหน่งราชการประจำแล้ว กลับมาอยู่บ้านเดิมที่สำเหร่ อาการที่ป่วยมาแต่ก่อนเปนแต่ทรงอยู่บ้าง ซุดลงบ้าง จนถึงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๖๑ พระยาอุตรกิจ ฯ ถึงแก่กรรม คำนวณอายุได้ ๖๕ ปี ข้าพเจ้าอยู่อนุโมทนากุศลบุญราษีทักษิณานุปทาน ซึ่งนางสาวสวาดิ สาระสุทธิ์ ได้บำเพ็ญในการปลงศพสนองคุณ อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ ฯ (สุด สาระสุทธิ์) ผู้บิดา ด้วยความกตัญญูกตเวที แลได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้แพร่หลาย เชื่อว่าท่านทั้งหลายผู้ที่ได้อ่านสมุดเล่มนี้ จะพอใจแลอนุโมทนาด้วยทั่วกัน. {{กข|[[File:Signature of Prince Damrong (6).svg|170px|ลายมือชื่อของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ]] สภานายก <br> หอพระสมุดวชิรญาณ <br> วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๒|center}}<noinclude></noinclude> a2ahdcysx2ffj3plag0c1v2njqupz6s 293666 293485 2026-07-23T07:29:19Z Lunlumita 12009 293666 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|(๘)}}</noinclude>การผู้รั้งราชการในเวลาโจรผู้ร้ายยังไม่สงบ กระทรวงจึงขอแรงให้พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ไปรั้งราชการเมืองตรังอยู่จนสิ้นปี จึงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ออกจากตำแหน่งราชการประจำ แลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเบี้ยบำนาญมาจนตลอดอายุ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ช้างเผือกมงกุฎสยาม เลื่อนขึ้นโดยลำดับ จนถึงตริตาภรณ์ช้างเผือกชั้นที่ ๓ แลมงกุฎสยามชั้นที่ ๓ เมื่อพระยาอุตรกิจฯ ออกจากตำแหน่งราชการประจำแล้ว กลับมาอยู่บ้านเดิมที่สำเหร่ อาการที่ป่วยมาแต่ก่อนเปนแต่ทรงอยู่บ้าง ซุดลงบ้าง จนถึงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๖๑ พระยาอุตรกิจฯ ถึงแก่กรรม คำนวณอายุได้ ๖๕ ปี ข้าพเจ้าอยู่อนุโมทนากุศลบุญราษีทักษิณานุปทาน ซึ่งนางสาวสวาดิ สาระสุทธิ์ ได้บำเพ็ญในการปลงศพสนองคุณ อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ (สุด สาระสุทธิ์) ผู้บิดา ด้วยความกตัญญูกตเวที แลได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้แพร่หลาย เชื่อว่าท่านทั้งหลายผู้ที่ได้อ่านสมุดเล่มนี้ จะพอใจแลอนุโมทนาด้วยทั่วกัน. {{กข|[[File:Signature of Prince Damrong (6).svg|180px]] สภานายก <br> หอพระสมุดวชิรญาณ <br> วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๒|center}}<noinclude></noinclude> 7mv7hakwa26qwl3lzpuflm9rwh9lsqf 293669 293666 2026-07-23T07:42:20Z Lunlumita 12009 293669 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สี่ขีด" />{{ก|(๘)}}</noinclude>การผู้รั้งราชการในเวลาโจรผู้ร้ายยังไม่สงบ กระทรวงจึงขอแรงให้พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ไปรั้งราชการเมืองตรังอยู่จนสิ้นปี จึงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ออกจากตำแหน่งราชการประจำ แลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเบี้ยบำนาญมาจนตลอดอายุ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ช้างเผือกมงกุฎสยามเลื่อนขึ้นโดยลำดับจนถึงตริตาภรณ์ช้างเผือกชั้นที่ ๓ แลมงกุฎสยามชั้นที่ ๓ เมื่อพระยาอุตรกิจฯ ออกจากตำแหน่งราชการประจำแล้ว กลับมาอยู่บ้านเดิมที่สำเหร่ อาการที่ป่วยมาแต่ก่อนเปนแต่ทรงอยู่บ้าง ซุดลงบ้าง จนถึงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๖๑ พระยาอุตรกิจฯ ถึงแก่กรรม คำนวณอายุได้ ๖๕ ปี ข้าพเจ้าอยู่อนุโมทนากุศลบุญราษีทักษิณานุปทาน ซึ่งนางสาวสวาดิ สาระสุทธิ์ ได้บำเพ็ญในการปลงศพสนองคุณ อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ (สุด สาระสุทธิ์) ผู้บิดา ด้วยความกตัญญูกตเวที แลได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้แพร่หลาย เชื่อว่าท่านทั้งหลายผู้ที่ได้อ่านสมุดเล่มนี้ จะพอใจแลอนุโมทนาด้วยทั่วกัน. {{กข|[[File:Signature of Prince Damrong (6).svg|180px]] สภานายก <br> หอพระสมุดวชิรญาณ <br> วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๒|center}}<noinclude></noinclude> qsk5k69gy6ly8lxck9yfq0cm54z37pw 293670 293669 2026-07-23T07:42:32Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293670 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|(๘)}}</noinclude>การผู้รั้งราชการในเวลาโจรผู้ร้ายยังไม่สงบ กระทรวงจึงขอแรงให้พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ไปรั้งราชการเมืองตรังอยู่จนสิ้นปี จึงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ออกจากตำแหน่งราชการประจำ แลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเบี้ยบำนาญมาจนตลอดอายุ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ช้างเผือกมงกุฎสยามเลื่อนขึ้นโดยลำดับจนถึงตริตาภรณ์ช้างเผือกชั้นที่ ๓ แลมงกุฎสยามชั้นที่ ๓ เมื่อพระยาอุตรกิจฯ ออกจากตำแหน่งราชการประจำแล้ว กลับมาอยู่บ้านเดิมที่สำเหร่ อาการที่ป่วยมาแต่ก่อนเปนแต่ทรงอยู่บ้าง ซุดลงบ้าง จนถึงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๖๑ พระยาอุตรกิจฯ ถึงแก่กรรม คำนวณอายุได้ ๖๕ ปี ข้าพเจ้าอยู่อนุโมทนากุศลบุญราษีทักษิณานุปทาน ซึ่งนางสาวสวาดิ สาระสุทธิ์ ได้บำเพ็ญในการปลงศพสนองคุณ อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ฯ (สุด สาระสุทธิ์) ผู้บิดา ด้วยความกตัญญูกตเวที แลได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้แพร่หลาย เชื่อว่าท่านทั้งหลายผู้ที่ได้อ่านสมุดเล่มนี้ จะพอใจแลอนุโมทนาด้วยทั่วกัน. {{กข|[[File:Signature of Prince Damrong (6).svg|180px]] สภานายก <br> หอพระสมุดวชิรญาณ <br> วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๒|center}}<noinclude></noinclude> jq5dbrpngx4nayqz23fqyc9py10b4xq ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 11/คำนำ 0 80601 293619 265069 2026-07-23T05:40:25Z Lunlumita 12009 293619 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ1 - หน้าที่ไม่ได้ใช้แล้ว}} {{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../|ประชุมพงษาวดาร]] [[../|ภาคที่ 11]] | ปี = 2462 | ผู้สร้างสรรค์ = | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = คำนำ | ผู้มีส่วนร่วม = พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ | ก่อนหน้า = [[../|หน้าต้น]] | ถัดไป = [[../เรื่อง/]] | หมายเหตุ = }} <pages index="ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf" from="2" to="9"/> {{สต}} to0przk9xb3xzo7exe2pukna28ihxvf หมวดหมู่:งานที่แต่งไม่เสร็จ 14 83738 293743 270949 2026-07-23T09:47:08Z Lunlumita 12009 293743 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ม1}} <!-- [[หมวดหมู่:งาน]] --> nlf5oxj7cg3dd1cnnvghqzsqbyo8nl3 หน้า:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu/119 250 90498 293280 293131 2026-07-21T14:23:38Z Lunlumita 12009 293280 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Lunlumita" />{{ก|๑๐๖}}</noinclude>แล้วพระยาจ่าแสนบดี พระสุริยภักดี ก็พาตัวเจ้าอุปราช เจ้าราชบุตรเมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราชเมืองนครลำปาง เจ้านายบุตรหลานทั้งสองเมืองลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท แต่เจ้าราชบุตรเมืองเชียงใหม่ลงมาถึงกรุงเทพฯ ก็ถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาจ่าแสนบดี ไปทำการปลงศพเจ้าราชบุตรณวัดบวรมงคล ฝ่ายพม่าต้องซู่ซึ่งเปนโจทย์ฟ้องหากล่าวโทษเจ้านายแสนท้าว พระยาลาวเมืองเชียงใหม่ ก็ตามลงมายื่นเรื่องราวต่อกงสุลเยเนราลอังกฤษณกรุงเทพฯ กงสุลเยเนราอังกฤษ แจ้งความมายังท่านเสนาบดีผู้ว่าราชการต่างประเทศ ๆ ก็นำความขึ้นน้อมเกล้าถวายคำนับกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชวรานุกูล พระยาจ่าแสนบดี พระยามหามนตรี ลงไปชำระความพม่าต้องซู่โจทย์ เจ้านายแสนท้าวพระยาลาวเมืองเชียงใหม่จำเลย ที่บ้านกงสุลเยเนราลอังกฤษ ได้ตัดสินความโจทย์จำเลยยกเลิกไป ๒๑ เรื่อง จำเลยแพ้ ๑๑ เรื่อง {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๖ ปีรกาเบญจศก โปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าอุปราชอินทนนท์บุตรพระยาราชวงษ์มหาพรหม ขึ้นเปนที่เจ้าอินทวิไชยานนท์ พหลเทพภักดี ศรีโยนางคนไนยราชวงษา มหาประเทศราชประชาธิบดี นพิสีนคราภิพงษ์ ดำรงพิพัฒนชิยางคราชวงษ์ เจ้านครเชียงใหม่ตั้งนายน้อยขัติยวงษ์ บุตรเจ้าเชียงใหม่อินทนนท์ เปนเจ้าราชบุตร ตั้งนายอินทรศ บุตรเขยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เปนเจ้าราช<noinclude></noinclude> tluohqggnabu7qf5zr897em11vxc0ij 293281 293280 2026-07-21T14:24:55Z Lunlumita 12009 293281 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Lunlumita" />{{ก|๑๐๖}}</noinclude>แล้วพระยาจ่าแสนบดี พระสุริยภักดี ก็พาตัวเจ้าอุปราช เจ้าราชบุตร เมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราชเมืองนครลำปาง เจ้านายบุตรหลานทั้งสองเมือง ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท แต่เจ้าราชบุตรเมืองเชียงใหม่ลงมาถึงกรุงเทพฯ ก็ถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาจ่าแสนบดี ไปทำการปลงศพเจ้าราชบุตรณวัดบวรมงคล ฝ่ายพม่าต้องซู่ซึ่งเปนโจทย์ฟ้องหากล่าวโทษเจ้านายแสนท้าวพระยาลาวเมืองเชียงใหม่ก็ตามลงมายื่นเรื่องราวต่อกงสุลเยเนราลอังกฤษณกรุงเทพฯ กงสุลเยเนราอังกฤษแจ้งความมายังท่านเสนาบดีผู้ว่าราชการต่างประเทศ ๆ ก็นำความขึ้นน้อมเกล้าถวายคำนับกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชวรานุกูล พระยาจ่าแสนบดี พระยามหามนตรี ลงไปชำระความพม่าต้องซู่โจทย์ เจ้านายแสนท้าวพระยาลาวเมืองเชียงใหม่จำเลย ที่บ้านกงสุลเยเนราลอังกฤษ ได้ตัดสินความโจทย์จำเลยยกเลิกไป ๒๑ เรื่อง จำเลยแพ้ ๑๑ เรื่อง {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๖ ปีรกาเบญจศก โปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าอุปราชอินทนนท์บุตรพระยาราชวงษ์มหาพรหม ขึ้นเปนที่เจ้าอินทวิไชยานนท์ พหลเทพภักดี ศรีโยนางคนไนยราชวงษา มหาประเทศราชประชาธิบดี นพิสีนคราภิพงษ์ ดำรงพิพัฒนชิยางคราชวงษ์ เจ้านครเชียงใหม่ตั้งนายน้อยขัติยวงษ์ บุตรเจ้าเชียงใหม่อินทนนท์ เปนเจ้าราชบุตร ตั้งนายอินทรศ บุตรเขยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เปนเจ้าราช<noinclude></noinclude> 0r650q37ucl6f5rma55knnuojymx5xe 293282 293281 2026-07-21T14:25:54Z Lunlumita 12009 293282 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Lunlumita" />{{ก|๑๐๖}}</noinclude>แล้วพระยาจ่าแสนบดี พระสุริยภักดี ก็พาตัวเจ้าอุปราช เจ้าราชบุตร เมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราชเมืองนครลำปาง เจ้านายบุตรหลานทั้งสองเมือง ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท แต่เจ้าราชบุตรเมืองเชียงใหม่ลงมาถึงกรุงเทพฯ ก็ถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาจ่าแสนบดี ไปทำการปลงศพเจ้าราชบุตรณวัดบวรมงคล ฝ่ายพม่าต้องซู่ซึ่งเปนโจทย์ฟ้องหากล่าวโทษเจ้านายแสนท้าวพระยาลาวเมืองเชียงใหม่ก็ตามลงมายื่นเรื่องราวต่อกงสุลเยเนราลอังกฤษณกรุงเทพฯ กงสุลเยเนราอังกฤษแจ้งความมายังท่านเสนาบดีผู้ว่าราชการต่างประเทศ ๆ ก็นำความขึ้นน้อมเกล้าถวายคำนับกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชวรานุกูล พระยาจ่าแสนบดี พระยามหามนตรี ลงไปชำระความพม่าต้องซู่โจทย์ เจ้านายแสนท้าวพระยาลาวเมืองเชียงใหม่จำเลย ที่บ้านกงสุลเยเนราลอังกฤษ ได้ตัดสินความโจทย์จำเลยยกเลิกไป ๒๑ เรื่อง จำเลยแพ้ ๑๑ เรื่อง {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๖ ปีรกาเบญจศก โปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าอุปราชอินทนนท์บุตรพระยาราชวงษ์มหาพรหมขึ้นเปนที่เจ้าอินทวิไชยานนท์ พหลเทพภักดี ศรีโยนางคนไนยราชวงษา มหาประเทศราชประชาธิบดี นพิสีนคราภิพงษ์ ดำรงพิพัฒนชิยางคราชวงษ์ เจ้านครเชียงใหม่ ตั้งนายน้อยขัติยวงษ์บุตรเจ้าเชียงใหม่อินทนนท์เปนเจ้าราชบุตร ตั้งนายอินทรศบุตรเขยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เปนเจ้าราช<noinclude></noinclude> 2cz8f4q2bn7k1n7cqv7u2nnx9j0qsaq 293283 293282 2026-07-21T14:26:06Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293283 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" />{{ก|๑๐๖}}</noinclude>แล้วพระยาจ่าแสนบดี พระสุริยภักดี ก็พาตัวเจ้าอุปราช เจ้าราชบุตร เมืองเชียงใหม่ เจ้าอุปราชเมืองนครลำปาง เจ้านายบุตรหลานทั้งสองเมือง ลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท แต่เจ้าราชบุตรเมืองเชียงใหม่ลงมาถึงกรุงเทพฯ ก็ถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาจ่าแสนบดี ไปทำการปลงศพเจ้าราชบุตรณวัดบวรมงคล ฝ่ายพม่าต้องซู่ซึ่งเปนโจทย์ฟ้องหากล่าวโทษเจ้านายแสนท้าวพระยาลาวเมืองเชียงใหม่ก็ตามลงมายื่นเรื่องราวต่อกงสุลเยเนราลอังกฤษณกรุงเทพฯ กงสุลเยเนราอังกฤษแจ้งความมายังท่านเสนาบดีผู้ว่าราชการต่างประเทศ ๆ ก็นำความขึ้นน้อมเกล้าถวายคำนับกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชวรานุกูล พระยาจ่าแสนบดี พระยามหามนตรี ลงไปชำระความพม่าต้องซู่โจทย์ เจ้านายแสนท้าวพระยาลาวเมืองเชียงใหม่จำเลย ที่บ้านกงสุลเยเนราลอังกฤษ ได้ตัดสินความโจทย์จำเลยยกเลิกไป ๒๑ เรื่อง จำเลยแพ้ ๑๑ เรื่อง {{ฟม}}ครั้นณเดือน ๖ ปีรกาเบญจศก โปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าอุปราชอินทนนท์บุตรพระยาราชวงษ์มหาพรหมขึ้นเปนที่เจ้าอินทวิไชยานนท์ พหลเทพภักดี ศรีโยนางคนไนยราชวงษา มหาประเทศราชประชาธิบดี นพิสีนคราภิพงษ์ ดำรงพิพัฒนชิยางคราชวงษ์ เจ้านครเชียงใหม่ ตั้งนายน้อยขัติยวงษ์บุตรเจ้าเชียงใหม่อินทนนท์เปนเจ้าราชบุตร ตั้งนายอินทรศบุตรเขยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เปนเจ้าราช<noinclude></noinclude> gnjuorczii89ht6xbx7xonnd3rqf3my คุยกับผู้ใช้:กุมพล 3 90507 293366 2026-07-22T09:55:57Z New user message 1899 เพิ่ม[[Template:Welcome|สารต้อนรับ]]ในหน้าคุยของผู้ใช้ใหม่ 293366 wikitext text/x-wiki {{Template:Welcome|realName=|name=กุมพล}} -- [[ผู้ใช้:New user message|New user message]] ([[คุยกับผู้ใช้:New user message|คุย]]) 16:55, 22 กรกฎาคม 2569 (+07) pfubkzjs3fuopmh3v06eb61xdi6ylqh หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/1 250 90508 293470 2026-07-23T05:14:57Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/1]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/5]]: เปลี่ยนชื่อ 293470 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/5]]<noinclude></noinclude> 40jgny8qxz2y3hajrw5rb81xd06e22r หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/2 250 90509 293472 2026-07-23T05:15:23Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/2]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/7]]: เปลี่ยนชื่อ 293472 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/7]]<noinclude></noinclude> odi85olvoli5fl4jwxyy66gxvlv40cn หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/3 250 90510 293474 2026-07-23T05:15:33Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/3]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/8]]: เปลี่ยนชื่อ 293474 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/8]]<noinclude></noinclude> i35kg4j0yt0xdpmy2cphiwqxdae97u6 หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/4 250 90511 293476 2026-07-23T05:15:41Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/4]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/9]]: เปลี่ยนชื่อ 293476 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/9]]<noinclude></noinclude> krn6its5lu5kwdy8jf4gj2570ltsuqz หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/5 250 90512 293478 2026-07-23T05:15:50Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/5]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/10]]: เปลี่ยนชื่อ 293478 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/10]]<noinclude></noinclude> svi8nzewjankv5nc19l88aap6ynrzqz หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/6 250 90513 293480 2026-07-23T05:15:57Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/6]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/11]]: เปลี่ยนชื่อ 293480 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/11]]<noinclude></noinclude> cbvkrmvqcjvw95qj8mt44koc1pii59l หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/7 250 90514 293482 2026-07-23T05:16:06Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/7]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/12]]: เปลี่ยนชื่อ 293482 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/12]]<noinclude></noinclude> hfbn3d3iuumltouhf84vknp2i6tjc6z หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/8 250 90515 293484 2026-07-23T05:16:12Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/8]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/13]]: เปลี่ยนชื่อ 293484 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/13]]<noinclude></noinclude> hn9cna8k78nml51rso81gjyxelupddu หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/9 250 90516 293486 2026-07-23T05:16:21Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/9]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/14]]: เปลี่ยนชื่อ 293486 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/14]]<noinclude></noinclude> 0odv9hupu6gkca0azh1mukykzh4kqxb หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/10 250 90517 293488 2026-07-23T05:18:16Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/10]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/15]]: เปลี่ยนชื่อ 293488 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/15]]<noinclude></noinclude> 7hz72cbva0ss6yc0c9beggd07whd1wm หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/11 250 90518 293490 2026-07-23T05:18:25Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/11]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/16]]: เปลี่ยนชื่อ 293490 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/16]]<noinclude></noinclude> h8f1ziebqhfxn83jwssv5u71l3r0an1 หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/12 250 90519 293492 2026-07-23T05:18:35Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/12]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/17]]: เปลี่ยนชื่อ 293492 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/17]]<noinclude></noinclude> k8g0kfurh9mctmcnrinmbvg27dvsstx หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/13 250 90520 293494 2026-07-23T05:18:42Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/13]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/18]]: เปลี่ยนชื่อ 293494 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/18]]<noinclude></noinclude> 0fmisqly82ttwlay4vejwvo50dgh5be หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/14 250 90521 293496 2026-07-23T05:18:50Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/14]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/19]]: เปลี่ยนชื่อ 293496 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/19]]<noinclude></noinclude> en0pnenqsly0twlzmkdoo3ylq07s3wu หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/15 250 90522 293498 2026-07-23T05:19:01Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/15]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/20]]: เปลี่ยนชื่อ 293498 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/20]]<noinclude></noinclude> jw3v1c0s8rrruocjvds7atohduikp0i หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/16 250 90523 293500 2026-07-23T05:19:09Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/16]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/21]]: เปลี่ยนชื่อ 293500 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/21]]<noinclude></noinclude> k1zvwttgqaobcuecvkepzmsdjmxp1hf หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/17 250 90524 293502 2026-07-23T05:19:17Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/17]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/22]]: เปลี่ยนชื่อ 293502 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/22]]<noinclude></noinclude> pv4w02dg3o0ghbppedshuwqm0etg0tq หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/18 250 90525 293504 2026-07-23T05:19:25Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/18]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/23]]: เปลี่ยนชื่อ 293504 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/23]]<noinclude></noinclude> 3sadp0yw6ls188ouk66endktpkwla9x หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/19 250 90526 293506 2026-07-23T05:19:33Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/19]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/24]]: เปลี่ยนชื่อ 293506 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/24]]<noinclude></noinclude> 9jc3vu79xkdhh59ojkzc2wbju2gls77 หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/20 250 90527 293508 2026-07-23T05:24:20Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/20]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/25]]: เปลี่ยนชื่อ 293508 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/25]]<noinclude></noinclude> gib993lzi9zs18dkv42xruo974yqxfq หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/21 250 90528 293510 2026-07-23T05:24:28Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/21]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/26]]: เปลี่ยนชื่อ 293510 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/26]]<noinclude></noinclude> i9bkoh9cmc4srf8wcc1xwo58mkc9v8g หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/22 250 90529 293512 2026-07-23T05:24:36Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/22]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/27]]: เปลี่ยนชื่อ 293512 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/27]]<noinclude></noinclude> 301p9yza73ot2b1fz8jberrrvyrpdsg หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/23 250 90530 293514 2026-07-23T05:24:43Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/23]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/28]]: เปลี่ยนชื่อ 293514 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/28]]<noinclude></noinclude> 9h171kogferwib0if86uqjdi04p1dis หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/24 250 90531 293516 2026-07-23T05:24:51Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/24]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/29]]: เปลี่ยนชื่อ 293516 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/29]]<noinclude></noinclude> pceco6q8v6sw54xlpkwugotv6tm8034 หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/25 250 90532 293518 2026-07-23T05:25:00Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/25]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/30]]: เปลี่ยนชื่อ 293518 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/30]]<noinclude></noinclude> 1w27ot50m6xsat74zqz4ru0ootubcsu หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/26 250 90533 293520 2026-07-23T05:25:08Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/26]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/31]]: เปลี่ยนชื่อ 293520 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/31]]<noinclude></noinclude> 8pc5lhtdfb1zx34xq9dfr36x256p8tg หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/27 250 90534 293522 2026-07-23T05:25:20Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/27]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/32]]: เปลี่ยนชื่อ 293522 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/32]]<noinclude></noinclude> jp5qof2c767wtb2vrk5y87xxpd1esp0 หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/28 250 90535 293524 2026-07-23T05:25:28Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/28]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/33]]: เปลี่ยนชื่อ 293524 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/33]]<noinclude></noinclude> enco7a5m24po7x7ejrki4cf33pnbcfl หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/29 250 90536 293526 2026-07-23T05:25:37Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/29]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/34]]: เปลี่ยนชื่อ 293526 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/34]]<noinclude></noinclude> qo3ip0935x4xgh7cgqkbwckkjkpjwzh หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/30 250 90537 293528 2026-07-23T05:26:29Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/30]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/35]]: เปลี่ยนชื่อ 293528 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/35]]<noinclude></noinclude> au051drbntps6w9or9qxxa24mtkanbl หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/31 250 90538 293530 2026-07-23T05:26:38Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/31]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/36]]: เปลี่ยนชื่อ 293530 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/36]]<noinclude></noinclude> 7711g1tzd3234f7bdd4fy6lu38t2cqu หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/32 250 90539 293532 2026-07-23T05:26:48Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/32]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/37]]: เปลี่ยนชื่อ 293532 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/37]]<noinclude></noinclude> shmbaer586bm3upjs41tvq2afbn1co5 หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/33 250 90540 293534 2026-07-23T05:26:59Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/33]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/38]]: เปลี่ยนชื่อ 293534 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/38]]<noinclude></noinclude> d2t6oevhw7u9lgfwit8rh3ytgcpulmr หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/34 250 90541 293536 2026-07-23T05:27:10Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/34]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/39]]: เปลี่ยนชื่อ 293536 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/39]]<noinclude></noinclude> 7k7yyrg565n7nzodfahq8v9y83vyt9o หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/35 250 90542 293538 2026-07-23T05:27:21Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/35]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/40]]: เปลี่ยนชื่อ 293538 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/40]]<noinclude></noinclude> 4tc28lgprjbnedem1mh5ogxjn79159l หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/36 250 90543 293540 2026-07-23T05:27:29Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/36]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/41]]: เปลี่ยนชื่อ 293540 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/41]]<noinclude></noinclude> lwlbvd418tqpjbbmtgk4ca0rlyyyv5m หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/37 250 90544 293542 2026-07-23T05:27:38Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/37]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/42]]: เปลี่ยนชื่อ 293542 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/42]]<noinclude></noinclude> 2zx06l4claiipa8k6s2kopgqq1y48ne หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/38 250 90545 293544 2026-07-23T05:27:47Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/38]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/43]]: เปลี่ยนชื่อ 293544 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/43]]<noinclude></noinclude> ilhvumdp4gfvk9vly0mo0mhqbcdog4p หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/39 250 90546 293546 2026-07-23T05:27:55Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/39]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/44]]: เปลี่ยนชื่อ 293546 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/44]]<noinclude></noinclude> 58x6seadbj7k1xzaganghaih6py0tse หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/40 250 90547 293548 2026-07-23T05:30:44Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/40]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/45]]: เปลี่ยนชื่อ 293548 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/45]]<noinclude></noinclude> 4l5dieugw0wqh4qj3o48hczza1w04r4 หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/41 250 90548 293550 2026-07-23T05:30:54Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/41]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/46]]: เปลี่ยนชื่อ 293550 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/46]]<noinclude></noinclude> 8vupiehdc5db8hslvkzb45bz7pav6xo หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/42 250 90549 293552 2026-07-23T05:31:04Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/42]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/47]]: เปลี่ยนชื่อ 293552 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/47]]<noinclude></noinclude> 1vl0xfai7vbvpxpagm24pp3ohdzfnzj หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/43 250 90550 293554 2026-07-23T05:31:14Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/43]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/48]]: เปลี่ยนชื่อ 293554 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/48]]<noinclude></noinclude> 1oo1ivtqmot6go479cux6eche31kli2 หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/44 250 90551 293556 2026-07-23T05:31:23Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/44]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/49]]: เปลี่ยนชื่อ 293556 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/49]]<noinclude></noinclude> 0ffzpihojsblixzlwrwdzicnyi7gerl หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/45 250 90552 293558 2026-07-23T05:31:33Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/45]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/50]]: เปลี่ยนชื่อ 293558 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/50]]<noinclude></noinclude> kgl5kub44lxcn1fhnmbqysavf2gvmbw หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/46 250 90553 293560 2026-07-23T05:31:43Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/46]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/51]]: เปลี่ยนชื่อ 293560 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/51]]<noinclude></noinclude> 7khnuhujui9co2wpmrtx5a3zqt18xz1 หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/47 250 90554 293562 2026-07-23T05:31:50Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/47]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/52]]: เปลี่ยนชื่อ 293562 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/52]]<noinclude></noinclude> f8u8bp09cb306yi369zhb3lj5lvjgok หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/48 250 90555 293564 2026-07-23T05:31:58Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/48]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/53]]: เปลี่ยนชื่อ 293564 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/53]]<noinclude></noinclude> 4omk49xeb6ja1xnge0bpikz24rrxtcd หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/49 250 90556 293566 2026-07-23T05:32:06Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/49]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/54]]: เปลี่ยนชื่อ 293566 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/54]]<noinclude></noinclude> 9jwd1ajfrkqi233khb8ncxqs00n6jsk หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/50 250 90557 293568 2026-07-23T05:32:50Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/50]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/55]]: เปลี่ยนชื่อ 293568 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/55]]<noinclude></noinclude> b1vtj02p7dli86h62dh5g1rl2476d89 หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/51 250 90558 293570 2026-07-23T05:33:17Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/51]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/56]]: เปลี่ยนชื่อ 293570 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/56]]<noinclude></noinclude> qqfhjdfy2xqox7kh5294yt16j2odncp หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/52 250 90559 293572 2026-07-23T05:33:24Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/52]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/57]]: เปลี่ยนชื่อ 293572 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/57]]<noinclude></noinclude> l13rqfbjfa5ojjmp8a1nevi195or0no หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/53 250 90560 293574 2026-07-23T05:33:32Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/53]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/58]]: เปลี่ยนชื่อ 293574 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/58]]<noinclude></noinclude> h1jez5nhgfumfn2j3jzcwirxb583dkr หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/54 250 90561 293576 2026-07-23T05:33:43Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/54]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/59]]: เปลี่ยนชื่อ 293576 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/59]]<noinclude></noinclude> r04fwgd2efqpa6mq1go6wz3ryo1gona หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/55 250 90562 293578 2026-07-23T05:33:52Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/55]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/60]]: เปลี่ยนชื่อ 293578 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/60]]<noinclude></noinclude> ddevi5n21rvovf01hiyi1t7knsf6q0f หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/56 250 90563 293580 2026-07-23T05:34:54Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/56]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/61]]: เปลี่ยนชื่อ 293580 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/61]]<noinclude></noinclude> 3xkdfbepqtsb69nolaw3y6ltb02ehxg หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/57 250 90564 293582 2026-07-23T05:35:03Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/57]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/62]]: เปลี่ยนชื่อ 293582 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/62]]<noinclude></noinclude> c16vpb0i1lepevvatmern9hse6ohulq หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/58 250 90565 293584 2026-07-23T05:35:10Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/58]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/63]]: เปลี่ยนชื่อ 293584 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/63]]<noinclude></noinclude> 83qozcyb39rlwo33eca8avcgd3k40fq หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/59 250 90566 293586 2026-07-23T05:35:17Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/59]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/64]]: เปลี่ยนชื่อ 293586 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/64]]<noinclude></noinclude> c87m9wswymtbtc2e856lreayvj0ppv7 หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/60 250 90567 293588 2026-07-23T05:36:30Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/60]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/65]]: เปลี่ยนชื่อ 293588 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/65]]<noinclude></noinclude> 2zh9ypsb64k1sq3bnbuy800isncvmfl หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/61 250 90568 293590 2026-07-23T05:36:38Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/61]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/66]]: เปลี่ยนชื่อ 293590 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/66]]<noinclude></noinclude> t8xo6fg8my2ec6jk02m9kph8e06gxbk หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/62 250 90569 293592 2026-07-23T05:36:46Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/62]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/67]]: เปลี่ยนชื่อ 293592 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/67]]<noinclude></noinclude> ecljzkjxnfm5p2q8z6edyqd8uozcfqu หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/63 250 90570 293594 2026-07-23T05:36:54Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/63]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/68]]: เปลี่ยนชื่อ 293594 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/68]]<noinclude></noinclude> kowtz1hyl0blqjs1af1xten4fl6t9c2 หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/64 250 90571 293596 2026-07-23T05:37:02Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/64]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/69]]: เปลี่ยนชื่อ 293596 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/69]]<noinclude></noinclude> sg4z5lrjbxw7482qe4b50e77rq2axkt หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/65 250 90572 293598 2026-07-23T05:37:12Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/65]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/70]]: เปลี่ยนชื่อ 293598 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/70]]<noinclude></noinclude> nw6jwvi4da9aw2342gie6vq4byx9ptz หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/66 250 90573 293600 2026-07-23T05:37:19Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/66]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/71]]: เปลี่ยนชื่อ 293600 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/71]]<noinclude></noinclude> o83b7dj0ej4a2ggnv9oj2lk1lzvd23o หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/67 250 90574 293602 2026-07-23T05:37:26Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/67]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/72]]: เปลี่ยนชื่อ 293602 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/72]]<noinclude></noinclude> irsbwwbfquilaycy8ymft3pb8odw6o8 หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/68 250 90575 293604 2026-07-23T05:37:34Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/68]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/73]]: เปลี่ยนชื่อ 293604 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/73]]<noinclude></noinclude> 2y2hv2urosob0hzx6zk2x78parcod1t หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/69 250 90576 293606 2026-07-23T05:37:43Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/69]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/74]]: เปลี่ยนชื่อ 293606 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/74]]<noinclude></noinclude> gxafp72dxnzpmenst6ovjchdz4jqqwp หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/70 250 90577 293608 2026-07-23T05:38:07Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/70]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/75]]: เปลี่ยนชื่อ 293608 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/75]]<noinclude></noinclude> np5i4xr81stfxas52zwo5feutvluilo หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/71 250 90578 293610 2026-07-23T05:38:14Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/71]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/76]]: เปลี่ยนชื่อ 293610 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/76]]<noinclude></noinclude> 5l9vtd7ov8vj3oog4jpj16gaikqt7gk หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/72 250 90579 293612 2026-07-23T05:38:23Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/72]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/77]]: เปลี่ยนชื่อ 293612 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/77]]<noinclude></noinclude> 3p30xmwez4woy7o2b0sunc7f10kmb8s หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/73 250 90580 293614 2026-07-23T05:38:30Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/73]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/78]]: เปลี่ยนชื่อ 293614 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/78]]<noinclude></noinclude> fdra41yo1anc2i7lu8p2yhdd9lqh1w9 หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/74 250 90581 293616 2026-07-23T05:38:40Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf/74]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/79]]: เปลี่ยนชื่อ 293616 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/79]]<noinclude></noinclude> 7wsd2r0fljc4beygl49dce8nco661fz ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf 252 90582 293622 2026-07-23T05:42:10Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๑) - ๒๔๖๒.pdf]] ไปยัง [[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu]]: เปลี่ยนชื่อ 293622 proofread-index text/x-wiki #REDIRECT [[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu]] b4cgs5m09hufpxrx8v1i48ry0rcpz7i หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/1 250 90583 293627 2026-07-23T06:29:11Z Lunlumita 12009 /* Not proofread */ 293627 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Lunlumita" /></noinclude>[[File:Royal Society of Siam Seal (3).svg|180px|center|ตราของโบราณคดีสโมสร]] [[File:History Club of Siam title.svg|215px|center|โบราณคดีสโมสร]] {{ก|ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๑|140}} {{ก|พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์แจกในงานศพ}} {{ก|อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ (สุด สาระสุทธิ์)|120}} {{ก|ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร|90}}<noinclude></noinclude> 981yoby4sqgq9oh92nmyxbso6ev09y0 293628 293627 2026-07-23T06:29:33Z Lunlumita 12009 293628 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Lunlumita" /></noinclude>[[File:Royal Society of Siam Seal (3).svg|180px|center|ตราของโบราณคดีสโมสร]] [[File:History Club of Siam title.svg|215px|center|โบราณคดีสโมสร]] {| |- | |- |} {{ก|ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๑|140}} {{ก|พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์แจกในงานศพ}} {{ก|อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ (สุด สาระสุทธิ์)|120}} {{ก|ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร|90}}<noinclude></noinclude> 1pyewfi95imdjvz5czz5g8lrpqngz2m 293629 293628 2026-07-23T06:29:51Z Lunlumita 12009 293629 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Lunlumita" /></noinclude>[[File:Royal Society of Siam Seal (3).svg|180px|center|ตราของโบราณคดีสโมสร]] [[File:History Club of Siam title.svg|215px|center|โบราณคดีสโมสร]] {| |- |<br> |- |} {{ก|ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๑|140}} {{ก|พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์แจกในงานศพ}} {{ก|อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ (สุด สาระสุทธิ์)|120}} {{ก|ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร|90}}<noinclude></noinclude> 1g8dyjthv3js25f32ly5n515tkg6gj8 293630 293629 2026-07-23T06:30:15Z Lunlumita 12009 /* Proofread */ 293630 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" /></noinclude>[[File:Royal Society of Siam Seal (3).svg|180px|center|ตราของโบราณคดีสโมสร]] [[File:History Club of Siam title.svg|215px|center|โบราณคดีสโมสร]] {| |- |<br> |- |} {{ก|ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๑|140}} {{ก|พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์แจกในงานศพ}} {{ก|อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ (สุด สาระสุทธิ์)|120}} {{ก|ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร|90}}<noinclude></noinclude> pasqv467uipqmk60r2ty7m2kjn6mcp7 293636 293630 2026-07-23T06:32:20Z Lunlumita 12009 293636 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Lunlumita" /></noinclude>[[File:Royal Society of Siam Seal (3).svg|180px|center|ตราของโบราณคดีสโมสร]] [[File:History Club of Siam title.svg|215px|center|โบราณคดีสโมสร]] {| |- |<br> |- |} {{ก|ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๑|140}} {{ก|พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง|120}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์แจกในงานศพ}} {{ก|อำมาตย์เอก พระยาอุตรกิจพิจารณ์ (สุด สาระสุทธิ์)|120}} {{ก|ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร|90}}<noinclude></noinclude> e5l478456xi86p0zzgvinj5w8l9lvc9 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/2 250 90584 293631 2026-07-23T06:31:11Z Lunlumita 12009 /* Without text */ 293631 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="0" user="Lunlumita" /></noinclude><noinclude></noinclude> 3l6rl3yez98ju7160jxi9yciozipqun หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/3 250 90585 293632 2026-07-23T06:31:20Z Lunlumita 12009 /* Without text */ 293632 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="0" user="Lunlumita" /></noinclude><noinclude></noinclude> 3l6rl3yez98ju7160jxi9yciozipqun หน้า:Sam Kok 1928 (1).djvu/118 250 90586 293633 2026-07-23T06:31:24Z B20180 1467 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "ซึ่งเราจะเปนเกี่ยวดองด้วยตั๋งโต๊ะศัตรูราชสมบัตินั้น เรามีความลอายนัก แลโทษซึ่งท่านออกมาเกลี้ยกล่อมเรานั้น เราจะยกไว้ครั้งหนึ่ง ท่านจงเร่งกลับเข้าไปชักชวน..." 293633 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="B20180" />{{หัวสามก๊ก|1=2|2=94|3=2}}</noinclude>ซึ่งเราจะเปนเกี่ยวดองด้วยตั๋งโต๊ะศัตรูราชสมบัตินั้น เรามีความลอายนัก แลโทษซึ่งท่านออกมาเกลี้ยกล่อมเรานั้น เราจะยกไว้ครั้งหนึ่ง ท่านจงเร่งกลับเข้าไปชักชวนทหารทั้งปวงให้เปนใจด้วยเรา เปิดประตูด่านออกไว้รับเถิด แล้วเราจะยกทหารเข้าไปจับตั๋งโต๊ะฆ่าเสีย ถ้าท่านกับทหารทั้งปวงมิทำตามดังนี้ เรายกเข้าหักเอาเมืองได้ก็จะให้ฆ่าเสียจงสั้น ลิฉุยได้ฟังก็ตกใจกลัว ก็ลาซุนเกี๋ยนรีบกลับเข้าไปบอกแก่ตั๋งโต๊ะ ตั๋งโต๊ะแจ้งดังนั้นก็โกรธ จึงปรึกษาแก่ลิยูว่า ซึ่งเกลี้ยกล่อมซุนเกี๋ยนมิลงใจด้วยเรานั้นลิยูจะคิดประการใด ฝ่ายลิยูจึงว่าซึ่งลิโป้เสียทีมาบัดนี้ {{โครง}}<noinclude></noinclude> e5c1sodhcynxrdd34uh6tosip9qpog4 หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/4 250 90587 293634 2026-07-23T06:31:28Z Lunlumita 12009 /* Without text */ 293634 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="0" user="Lunlumita" /></noinclude><noinclude></noinclude> 3l6rl3yez98ju7160jxi9yciozipqun หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/6 250 90588 293639 2026-07-23T06:32:57Z Lunlumita 12009 /* Without text */ 293639 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="0" user="Lunlumita" /></noinclude><noinclude></noinclude> 3l6rl3yez98ju7160jxi9yciozipqun หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/80 250 90589 293640 2026-07-23T06:33:15Z Lunlumita 12009 /* Without text */ 293640 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="0" user="Lunlumita" /></noinclude><noinclude></noinclude> 3l6rl3yez98ju7160jxi9yciozipqun หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/81 250 90590 293641 2026-07-23T06:33:19Z Lunlumita 12009 /* Without text */ 293641 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="0" user="Lunlumita" /></noinclude><noinclude></noinclude> 3l6rl3yez98ju7160jxi9yciozipqun หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/82 250 90591 293642 2026-07-23T06:33:23Z Lunlumita 12009 /* Without text */ 293642 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="0" user="Lunlumita" /></noinclude><noinclude></noinclude> 3l6rl3yez98ju7160jxi9yciozipqun หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/83 250 90592 293643 2026-07-23T06:33:27Z Lunlumita 12009 /* Without text */ 293643 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="0" user="Lunlumita" /></noinclude><noinclude></noinclude> 3l6rl3yez98ju7160jxi9yciozipqun หน้า:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu/84 250 90593 293644 2026-07-23T06:33:31Z Lunlumita 12009 /* Without text */ 293644 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="0" user="Lunlumita" /></noinclude><noinclude></noinclude> 3l6rl3yez98ju7160jxi9yciozipqun สารานุกรมบริตานิกา (ค.ศ. 1911)/หน้าดัชนี 0 90594 293806 2026-07-23T10:21:17Z Lunlumita 12009 Lunlumita ย้ายหน้า [[สารานุกรมบริตานิกา (ค.ศ. 1911)/หน้าดัชนี]] ไปยัง [[งานแปล:สารานุกรมบริตานิกา (ค.ศ. 1911)/หน้าดัชนี]]: เปลี่ยนชื่อ: ตามหน้าหลัก 293806 wikitext text/x-wiki #เปลี่ยนทาง [[งานแปล:สารานุกรมบริตานิกา (ค.ศ. 1911)/หน้าดัชนี]] 02r0mqs7su6qymzxm04q1n9woyx82uc