วิกิซอร์ซ
thwikisource
https://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81
MediaWiki 1.47.0-wmf.2
first-letter
สื่อ
พิเศษ
พูดคุย
ผู้ใช้
คุยกับผู้ใช้
วิกิซอร์ซ
คุยเรื่องวิกิซอร์ซ
ไฟล์
คุยเรื่องไฟล์
มีเดียวิกิ
คุยเรื่องมีเดียวิกิ
แม่แบบ
คุยเรื่องแม่แบบ
วิธีใช้
คุยเรื่องวิธีใช้
หมวดหมู่
คุยเรื่องหมวดหมู่
สถานีย่อย
คุยเรื่องสถานีย่อย
ผู้สร้างสรรค์
คุยเรื่องผู้สร้างสรรค์
งานแปล
คุยเรื่องงานแปล
หน้า
คุยเรื่องหน้า
ดัชนี
คุยเรื่องดัชนี
TimedText
TimedText talk
มอดูล
คุยเรื่องมอดูล
Event
Event talk
หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๘) - ๒๔๖๐.pdf/95
250
37867
290229
264978
2026-05-15T13:17:22Z
Peatlnwza
10757
290229
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Bitterschoko" />{{c|๘๒}}</noinclude>{{ฟม}}สมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังบวรฯ ขึ้นเสวยราชสมบัติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอสองพระองค์ พระเชษฐาพระชนม์ได้ ๒๔ พระวสา พระอนุชาพระชนม์ได้ ๒๐ พระวสา รับพระบัณฑูรทั้งสองพระองค์ แล้วให้จับเจ้ากรมขุนเสนาบริรักษ์ว่า คบคิดกันกับอำมาตย์หลอ พระรักษมณเฑียร เจ้าพระองค์{{ชว|0.5em}}{{ศมมส|แขก|ดำ|ta=left}} {{ปก2|2}} ว่า ซ่องสุมผู้คนคิดขบถ มิได้ถวายเครื่องสาตราวุธ ให้เอาไปประหารชีวิตรเสียสิ้น อยู่มาอิกสองวัน จับเจ้าพระขวัญให้เอาไปสำเร็จโทษเสียณวัดโคกพญา ๚
{{ฟม}}ลุศักราช ๑๐๖๗ ปีรกา สัปตศก พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปณเมืองพระพิศณุโลก ถึงที่ประทับโพธิ์ทับช้าง มีพระโองการตรัสว่า สมเด็จพระนารายน์เปนเจ้าเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปตีเมืองล้านช้าง สมเด็จพระมารดาทรงพระครรภ์แก่ เสด็จขึ้นมาส่ง ตั้งจวนใต้ต้นมะเดื่อประสูตรกู จึงให้สถาปนาพระวิหาร พระอุโบสถ พระสถูป ที่จวนนั้น เสด็จขึ้นไปเมืองพระพิศณุโลก ประทับแรมอยู่ ๗ เวน เสด็จกลับลงมาพระนคร ๚
{{ฟม}}ศุภมัศดุ ศักราช ๑๐๖๘ ปีจอ อัฐศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปล้อมช้างตำบลยางคลองทอง ได้ช้างพลาย ๖ ศอก ๕๐ ช้าง ได้ช้าง ๕ ศอกคืบ ๗๐ ช้าง ได้ช้างพัง ๓๒๐ ช้าง แล้ว<noinclude></noinclude>
spzlwc1z77b4lqq88e4hn40gz8x22v8
หน้า:Song Tang Chao Prathetsarat 2514.djvu/67
250
79249
290255
260970
2026-05-16T09:05:13Z
Flamevine
11908
290255
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Legosigno" /></noinclude>๏ พระสุพรรณบัตรตั้งนักพระองค์เองเป็นเจ้าครองกรุงกัมพูชา ปีฉลูสัมฤทธิศก ๚๛
๏ พระสุพรรณบัตตรตนสารศุภมัศดุ ตยุลศักราชฉสัตฐีสตาธิกสังวดฉรสหัศสปรเฉทกาลฉลูนักสตวสำฤทธิศกเชดฐมาศ {{ซบ|ศุก|กาล}} {{ปก2}} ปักษยสตมตฤถีชฤวารวิสุทธิสรรพสุภสุนธรวรราชฤกษสมรัถสมฤทธิไชยมงคลสกลริปักษกรไสยไนสุขคณะนั้น พระบาทสํมเดจ์บรมนารถบรมบอพิตรมหิศรปรเมสวรศรีสรรเพ{{ชญ|1}}พุทธังกูรวงษขัติโยคตมบรมธรรมิกราชาธิราชผู้ธรงพระคุณอดุลสมดึงษบารมิศีรวิสุทธอันเปนมหามกุฎรตนาถาศปินเกล้าปักเกศแกปรเทศราชธาณี มีกรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีเปนอาทิ
ธรํงพระมหากรณามีพระราชโองการตำรัศถาปนาไห้นักพระองเองผู้เปนอัรคราชโอรศพระอุไทยราชาธิราชผู้เปนเจ้ากรุงกำโพชาธิบดีแต่ก่อนน้นให้คงไนพระนามขติยธีบดีอันพระสงฆราชาราชปโรหิตหมูมุกขมนตรีพร้อมกันสมมุติถวายไว้แต่ก่อน แทนพระอุไทยราชาธิราชผู้เปนราชบิดา แลให้เปนเจ้าครองกรุงกำโพชาธิบดี ให้สถิตยูโดยยุติธรรม เปนต้นว่าส้งคหว้ดถุ ๔ ปรการ แลทศภิราชธร้ม ๑๐ ประการ จํงปรพฤดิในราชวัฏสัมมาปรติบัด ไห้เปนที่พำนักนิแก่สมณพราหมณาขติยวงษาเสนาบดีปรชาราศฎรสืบราชปรเวณีต่อไป จํงอยามีสรรพไภยุปทวันตรายด้วยอำนาถราชปรติบัถอันทานปรพฤติไนราชสุจริตนั้นเทิด ๛<ref>คัดจากจดหมายเหตุ ร. ๑ จ.ศ. ๑๑๖๖ เล่มเลขที่ ๔ สมุดไทยดำ <br> หมายเหตุ ตัวอักษรและการเขียนคัดลอกตามต้นฉบับ</ref><noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
0mptcmn8hx0y5ysrvjgh3t8mg9dvoyy
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/53
250
88360
290220
286950
2026-05-15T12:39:12Z
Peatlnwza
10757
290220
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๒๑}}</noinclude>ต่อไป แลนางพญาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ผู้เป็นสมเด็จพระชนนีช่วยทำนุกประครองราชการแผ่นดิน ในปีนั้นแผ่นดินไหว
ศักราช ๘๙๐<ref>ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๑๐ วอกศก</ref> ปีชวด สัมเรทธิศก ณ วันเสาร์ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ สมเด็จพระยอดฟ้าเสด็จออกสนามพร้อมหมู่มุขมหาอำมาตย์มนตรีเฝ้าพระบาทยุคลเป็นอันมาก ดำรัสสั่งให้เอาช้างมาบำรุงงากันบังเกิดทุจริตนิมิตงาช้างพญาไฟนั้นหักเป็นสามท่อน ครั้นเพลาค่ำช้างต้นพระฉัททันต์ไหลร้องเป็นเสียงคนร้องไห้ ประการหนึ่งประตูไพชยนต์ร้องเป็นอุบาทว์ ครั้นอยู่มานางพญาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์เสด็จไปประพาสเล่น ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา หอพระข้างหน้า ทอดพระเนตรเห็นพันบุตรศรีเทพผู้เฝ้าหอพระ ก็มีความเสน่หารักใคร่พันบุตรศรีเทพ จึงสั่งสาวใช้ให้เอาเมี่ยงหมากห่อผ้าเช็ดหน้าไปพระราชทานพันบุตรศรีเทพๆรับแล้วรู้อัชฌาสัยว่านางพญามีพระทัยยินดีรักใคร่ พันบุตรศรีเทพจึงเอาดอกจำปาส่งให้สาวใช้เอาไปถวายแก่นางพญา ๆ ก็ยิ่งมีความกำหนัดในพันบุตรศรีเทพเป็นอันมาก จึงมีพระเสาวนีย์สั่งพญาราชภักดีว่า พันบุตรศรีเทพเป็นข้าหลวงเดิมให้เอามาเป็นชินราชรักษาหอพระข้างใน ให้เปลี่ยนขุนชินราชออกไปเป็นพันบุตรศรีเทพรักษาหอพระข้างหน้า ครั้นพันบุตรศรีเทพเป็นขุนชินราชเข้าไปอยู่รักษาหอพระข้างในแล้ว นางพญาก็ลอบลักสมัครสังวาสกับด้วยขุนชินราชมาช้านาน แล้วดำริจะเอาราชสมบัติในสิทธิแก่ขุนชินราช จึงตรัสสั่งพญาราชภักดีว่าให้ตั้งขุน<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
ex08yzjknmoqpvl4gikqa9n2bbt7jvl
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/429
250
88482
290221
287213
2026-05-15T12:48:28Z
Peatlnwza
10757
/* พิสูจน์อักษรแล้ว */ แก้คำที่คัดลอกผิดเสร็จสิ้น
290221
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Peatlnwza" />{{ก|๓๙๗}}</noinclude><section begin="429-1" />องค์แต่งพระบรมศพ ถวายพระเพลิงพระราชบิดาเสร็จ
<section end="429-1" />
<section begin="429-2" />{{ก|(๓๐) {{ตตฉ|รัชการ|รัชกาล}}สมเด็จพระเชษฐาธิราช|140}}
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเชษฐาธิราชพระชนม์ ๒๔ ขิ้นเป็นกรมพระราชวังบวรอยู่ ๗ ปี เสด็จทรงนามพระรามาธิบดี แตกนักพระอินทร์เข้ามาแต่กรุงกัมพูชา ทรงพระกรุณาให้ออกไปรับ ปลูกตำหนักให้อยู่ตำบลวัดค้างคาว
ศักราช ๑๐๘๐ ปีจอ สำเรทธิศก อสุนีบาตลงยอดวัดมงคลบพิตร ไหม้เครื่องไม้ลงมาจนผนัง ๗ วันจึงดับ พระศอพระประธานหัก
ศักราช ๑๐๘๑ ปีกุนเอกศก ทรงพระกรุณาให้เกณฑ์กองทัพเรือ ๕๐๐๐ ทัพบกคน ๕๐๐๐ ให้พญาจักรีบ้านโรงฆ้องเป็นแม่ทัพยก พญาโกษาจีนเป็นแม่ทัพเรือกำปั่นสองลำ ยกออกไปรบญวนละแวกตีแตกเข้ามา
ศุภมัสดุศักราช ๑๐๘๔ ปีขาลจัตวาศก ทรวงพระราชศรัทธาให้บุณะพระเจดีย์พระอุโบสถวัดมงคลบพิตรให้กว้างให้ยาวออกกว่าเก่า
ลุศักราช ๑๐๘๙ ปีมะแมนพศก ทรงประชวรชิวหา ในปีนั้น สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้ากรมพระราชวังบวร เสด็จออกไปทรงผนวช ณ วัดกุฏีดาว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอภัย ถามนายบุญมีราชวังเมืองกรมช้างพระราชวังบวร ว่าตัวไรมีฝีงา นายบุญมีราชวังเมืองกราบทูลว่า ช้างพลายสะสงสาง ช้างพลายแก้ว พลายรัตกลึงรับวงพาดแลชนเถื่อน รับสั่งให้เอาช้าง ๓ ช้างไปพระราชวังหลวง แล้วสั่ง<section end="429-2" /><noinclude></noinclude>
rcc6acdu12amn7umdx1brkazcgg24n4
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/430
250
88483
290222
286340
2026-05-15T12:51:09Z
Peatlnwza
10757
/* พิสูจน์อักษรแล้ว */
290222
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Peatlnwza" />{{ก|๓๙๘}}</noinclude>ช้างม้าซึ่งอยู่วังหน้านั้น อย่าให้ตะพุ่นจ่ายหญ้าให้ หลวงมนเทียรบาล หลวงกระลาโหมเป็นโทษครั้งปลงศพพระอาจารย์วัดคูหา เข้าไปกราบทูลพระกรุณาให้เอามาไว้ในพระราชวังหลวง จึงมีพระราชโองการให้ไปต่อว่าขุนหลวง กรมพระราชวังบวร ๆ ก็ยอมถวาย จึงทรงพระกรุณาให้เอาหลวงมนเทียรบาล ใส่ที่พระบำเรอภักดิ์ หลวงกระลาโหมเป็นที่หมื่นไวยวรนาถ สองคนนี้พิดทูลยุยง พระเจ้าอยู่หัวแลสมเด็จพระเจ้าท้าวเจ้าฟ้าอถัย ว่าถ้าหลวงจ่าแสน ขุนชำนาญ นายชิดภูบาลมิได้ การดำริสิ่งใดก็จะสะดวก
{{ก|หมดฉบับเพียงนี้|110}}
{{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร พระนคร|70}}
{{ก|นายพินิจ อู่สำราญ ผู้พิมพ์โฆษณา ๑/๓/๒๕๐๒|70}}<noinclude></noinclude>
hqwlqk5an8cqgjmjcgizru7rzq92c9y
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/427
250
88486
290223
287028
2026-05-15T12:56:49Z
Peatlnwza
10757
/* พิสูจน์อักษรแล้ว */
290223
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Peatlnwza" />{{ก|๓๙๕}}</noinclude><section begin="427-1" />ชีวิตเสีย<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า ธรรมเถียรถูกลูกกระสุนปืนใหญ่ตาย ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า กระสุนลูกช้างที่ธรรมเถียรนั่ง ธรรมเถียรบาดเจ็บสาหัสหนีไปวัดทะนานป่าข้าวสาร โปรดให้ข้าหลวงไปจับตัวได้นำมาประหารชีวิตเสีย</ref> พรรคพวกทั้งนั้นเอาไปเป็นตะพุ่น
ลุศักราช ๑๐๖๕<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า พระเพทราชาสวรรคต ศักราช ๑๐๕๙ ตรงกับฉบับพันจันทนุมาศ</ref> ปีมะแม เบจญศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรเสด็จสวรคต เมื่อได้ราชสมบัติพระชนม์ได้ ๕๑ อยู่ในราชสมบัติสิบห้าปี
<section end="427-1" />
<section begin="427-2" />{{ก|(๒๙) รัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือ|140}}
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังบวรขึ้นเสวยราชสมบัติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอสองพระองค์ พระเชษฐาพระชนม์ได้ ๒๔ พระวสา พระอนุชาพระชนม์ได้ ๒๐ พระวสา รับพระบัณฑูรทั้งสองพระองค์แล้ว ให้จับเจ้ากรมขุนเสนาบริรักษ์ว่าคบคิดกันกับอำมาตย์หลอ พระรักษ์มนเทียร จ้าวพระองค์แขก จ้าวพระองค์ดำ ว่าซ่องสุมผู้คนคิดขบถมิได้ถวายเครื่องสาตราวุธ ให้ไปประหารชีวิตเสียสิ้น อยู่มาอีก ๒ วัน จับเจ้าพระขวัญให้เอาไปสำเร็จโทษเสีย ณ วัดโคกพญา
ลุศักราช ๑๐๖๗ ปีระกา สัปตศก พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไป ณ เมืองพระพิษณุโลก ถึงที่ประทับโพธิ์ทับช้างมีพระโองการตรัสว่า สมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้าเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปตีเมืองล้านช้าง สมเด็จพระมารดาทรงพระครรภ์แก่เสด็จขึ้นมาส่ง ตั้งจวนใต้ต้นมะเดื่อประสูติกู จึงให้สถาปนาพระวิหาร พระอุโบสถ พระสถูป<section end="427-2" /><noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
eovs4mbzp4jh5q0v190kfo1czuc6zbr
290224
290223
2026-05-15T12:57:58Z
Peatlnwza
10757
290224
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Peatlnwza" />{{ก|๓๙๕}}</noinclude><section begin="427-1" />ชีวิตเสีย<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า ธรรมเถียรถูกลูกกระสุนปืนใหญ่ตาย ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า กระสุนถูกช้างที่ธรรมเถียรนั่ง ธรรมเถียรบาดเจ็บสาหัสหนีไปวัดทะนานป่าข้าวสาร โปรดให้ข้าหลวงไปจับตัวได้นำมาประหารชีวิตเสีย</ref> พรรคพวกทั้งนั้นเอาไปเป็นตะพุ่น
ลุศักราช ๑๐๖๕<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า พระเพทราชาสวรรคต ศักราช ๑๐๕๙ ตรงกับฉบับพันจันทนุมาศ</ref> ปีมะแม เบจญศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรเสด็จสวรคต เมื่อได้ราชสมบัติพระชนม์ได้ ๕๑ อยู่ในราชสมบัติสิบห้าปี
<section end="427-1" />
<section begin="427-2" />{{ก|(๒๙) รัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือ|140}}
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังบวรขึ้นเสวยราชสมบัติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอสองพระองค์ พระเชษฐาพระชนม์ได้ ๒๔ พระวสา พระอนุชาพระชนม์ได้ ๒๐ พระวสา รับพระบัณฑูรทั้งสองพระองค์แล้ว ให้จับเจ้ากรมขุนเสนาบริรักษ์ว่าคบคิดกันกับอำมาตย์หลอ พระรักษ์มนเทียร จ้าวพระองค์แขก จ้าวพระองค์ดำ ว่าซ่องสุมผู้คนคิดขบถมิได้ถวายเครื่องสาตราวุธ ให้ไปประหารชีวิตเสียสิ้น อยู่มาอีก ๒ วัน จับเจ้าพระขวัญให้เอาไปสำเร็จโทษเสีย ณ วัดโคกพญา
ลุศักราช ๑๐๖๗ ปีระกา สัปตศก พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไป ณ เมืองพระพิษณุโลก ถึงที่ประทับโพธิ์ทับช้างมีพระโองการตรัสว่า สมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้าเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปตีเมืองล้านช้าง สมเด็จพระมารดาทรงพระครรภ์แก่เสด็จขึ้นมาส่ง ตั้งจวนใต้ต้นมะเดื่อประสูติกู จึงให้สถาปนาพระวิหาร พระอุโบสถ พระสถูป<section end="427-2" /><noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
gme289zgcpr4lauqz7p6mivwmu3qht6
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/428
250
88487
290225
286347
2026-05-15T13:01:33Z
Peatlnwza
10757
/* พิสูจน์อักษรแล้ว */
290225
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Peatlnwza" />{{ก|๓๙๖}}</noinclude>ที่จวนนั้น เสด็จขึ้นไปเมืองพระพิษณุโลกประทับแรมอยู่ ๗ เวน เสด็จกลับลงมาพระนคร
ศุภมัสดุศักราช ๑๐๖๘ ปีจออัฐศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปล้อมช้างตำบลบางคลองทอง ได้ช้างพลาย ๖ ศอก ๔๐ ช้าง ได้ช้าง ๕ ศอกคืบ ๗๐ ช้าง {{ตตฉ|ได|ได้}}ช้างพัง ๓๒๐ ช้าง แล้วเสด็จกลับลงมาพระนคร มีพระโองการโปรดเกล้าให้ฝึกปรือทแกล้วทหารจะเสด็จไปเอาเมืองหงสา
ในปีนั้นหม่อมเดโชกินเมืองนครจับปลัดฆ่าเสียมีตราให้หาก็มิได้เข้ามา จึงยกทัพออกไปหมายจะจับหม่อมเดโช ๆ ขับคนขึ้นหน้าที่เชิงเทินต่อรบพุ่งเป็นสามารถ พระไกรพลแสนอยู่ในเมืองเป็นใจด้วยทัพหลวง ให้คนหนีจากหน้าที่เชิงเทิน กองทัพจึงเข้าเมืองได้ หน่อมเดโชหนีไปได้ กองทัพยกกลับมา
ลุศักราช ๑๐๗๐ ปีชวดสำเรทธิศก ให้สถาปนาพระมรฎปพระพุทธิบาท
ลุศักราช ๑๐๗๗ ปีมะแม สัปตศก เสด็จขึ้นไปฉลองพระพุทธิบาท ๗ เวน ทรงพระประชวร เสด็จทรงพระที่นั่งสุวรรณราเชนทรเสด็จลงมาถึงกรุง ขึ้นพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศได้ ๗ เวน ประชวรหนักลงมาพระที่นั่งสุริยาอำมรินทร์เพลาเช้า พระชนม์ ๒๗ พระวสา เป็นกรมพระราชวังบวรอยู่ ๑๕ ปี ได้เสวยราชสมบัติ ๗ ปีพระชนม์ได้ ๔๙ พระวสา เสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระ<noinclude></noinclude>
es77ecjr2voxgxw2drhk8fank7swvgu
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/424
250
88489
290226
287024
2026-05-15T13:07:09Z
Peatlnwza
10757
/* พิสูจน์อักษรแล้ว */
290226
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Peatlnwza" />{{ก|๓๙๒}}</noinclude>{{ก|(๒๘) รัชกาลสมเด็จพระเพทราชา<ref>ความต่างกับฉบับพระราชหัตถเลขาและฉบับพันจันทนุมาศมาก</ref>|140}}
ครั้นเพลาเช้าพระเพทราชานุ่งจีบถือกระบี่ ขุนนางทั้งปวงเข้าไปพร้อมกันนั่งลงไหว้ พญาเพทราชาบอกว่าจะเชิญพระบรมศพออกไปใส่เรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์ ขุนนางทั้งปวงรับพระโองการ พญาเพทราชาว่าทำไมท่านทั้งปวงมารับพระโองการเรา ขุนนางทั้งปวงพร้อมกันว่าพระองค์ควรจะเป็นใหญ่ปกป้องครองแผ่นดินอยู่แล้ว พญาเพทราชาจึงว่าเราจะช่วยรักษาราชการไปพลาง กว่าผู้มีบุญจะมีมานี้พอจะได้อยู่ แล้วมีพระราชโองการสั่งให้เชิญพระโกศขึ้นบนพระมหาปฤษฎาธานพระที่นั่งสุวรรณหงส์ กำแสงถวายเครื่องต้น เจ้าพนักงานเอาเรือพระที่นั่งศรีสักหลาดสองลำเข้ามาประทับ เสด็จลงเรือพระที่นั่งศรีสักหลาดองค์ละลำ ลอยลงมาท้ายพระที่นั่งสุวรรณหงส์เสด็จลงถึงตำบลบ้านตะลุง เพลาประมาณ ๒ ทุ่งเศษ พระบรมสารีริกธาตุเสด็จปาฏิหาริย์ผ่านหน้าเรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์วงเวียนรอบเรือพระที่นั่งนั้น พญาไชยทันต์ พระราชโกษา หลวงราชาพิมล ขุนสมเด็จพระขัน หลวงประไชยชีพ ซึ่งลงในเรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์นั้น ร้องกราบทูลพระเจ้าอยู่หัว ๆ ตรัสว่าเห็นแล้ว ครั้นเรือพระที่นั่งลงมาถึงพระนครประทับขนาน มีพระราชโองการใช้เชิญพระบรมศพ ให้พระสนมเชิญเครื่อง เชิญพระแสงตามธรรมเนียม ถือเครื่องสูง แลหามพระราชยานก็ผู้หญิง {{ตตฉ|เชญ|เชิญ}}พระบรมศพขึ้นไปไว้ ณ พระที่นั่งสุริยาอำมรินทร์ ครั้นส่งเสด็จแล้วพระ<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
78otkqvuazxfcrq5s7riihpue286s3q
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/425
250
88490
290227
287025
2026-05-15T13:12:24Z
Peatlnwza
10757
/* พิสูจน์อักษรแล้ว */
290227
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Peatlnwza" />{{ก|๓๙๓}}</noinclude>เจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จออกลอยเรืออยู่สระบัว ทรงพระกรุณาให้ฐาปนาพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศ
ถึงเดือน ๔ แล้วจวนพระราชพิทธีตรุษเสร็จปราบดาภิเษท ทรงพระนามสมเด็จพระมหาบุรุษราชบพิตรเจ้า จัดพระอัครมเหสีเดิมเป็นเป็นฝ่ายขวา จัดสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระนารายณ์เป็นเจ้าแลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าทอง สองพระองค์เป็นฝ่ายซ้าย ฉิมบุตรภรรยาพนักงานของกินตั้งขึ้นเป็นเจ้าอยู่นางพญา ให้สมเด็จพระลูกเธอรับพระบัณฑูรฝ่ายหน้า เอาหม่อมแก้วบุตรท้าวศรีจุฬาลักษณ์ผู้น้องเป็นกรมขุนเสนาบริรักษ์ ธิดาพันวษาน้อย ใหญ่ พระราชทานเครื่องสูงแลเครื่องราชาบริโภครับพระบัญชา นายทรงบาศหลานเธอเป็นพระอภัยสุรินทร์ กรมขุนทิพพลภักดิ์ พระราชทานเครื่องสูงแลเครื่องราชาบริโภครับพระบัญชา เอาขุนองค์เป็นพญาสุระครามพระราชทานเครื่องสูง เอานายบุญมากเป็นเจ้าพญาวิชิตภูบาล พระราชทานเครื่องสูงให้อยู่วังหลัง ทรงพระกรุณาตรัสว่า วัดพญาแมนเราได้อุปสมบท ให้ไปสถาปนาพระวิหารการบุเรียนขึ้นแล้วทรงราชูทิศ พระกัลปนาส่วยขึ้นพระอารามนั้นเป็นอันมาก บ้านป่าตองก็เป็นที่ชัยราชศรีสวัสดิมงคล ทรงพระราชอุทิศศรัทธาสถาปนาเป็นพระอาราม สร้างพระอุโบสถวิหารการบุเรียนเสนาสนะกุฎีเป็นพระรัตนตรัยบูชา สั่งให้หมื่นจันทราชช่างเคลือบ ๆ กระเบื้องสีเหลืองมุงหลังคาพระอุโบสถ แล้วถวายพระนามพระอารามชื่อบรมพุทธาราม เจ้าอธิการถวายพระนามชื่อพระญาณ<noinclude>{{ขวา|๕๐{{ชว}}{{ชว}}}}</noinclude>
qh0g1w7bpwcm4l8on1sssszrpkjczi1
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/426
250
88491
290228
287027
2026-05-15T13:15:25Z
Peatlnwza
10757
/* พิสูจน์อักษรแล้ว */
290228
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Peatlnwza" />{{ก|๓๙๔}}</noinclude>สมโพธิ ถวายกัปปิยการกต่าง ๆ เป็นอันมาก
ลุศักราช ๑๐๕๒ ปีมะเมีย โทศก พระอัครมเหสีฝ่ายซ้ายทั้งสองพระองค์ ๆ หนึ่งเป็นพระราชธิดาสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้ามีพระราชโอรสพระองค์หนึ่งทรงพระนามชื่อว่า พระราชสมภาร พระองค์หนึ่งเป็นพระมเหสีเป็นพระราชบุตรเจ้าฟ้าทอง ๆ ร่วมกับพระราชบิดากับสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้า มีพระราชโอรสพระองค์หนึ่งทรงพระนามชื่อนารายณ์ธิเบศร์
ลุศักราช ๑๐๖๐<ref>ฉบับพันจันทนุมาศเล่าเรื่องธรรมเถียรกบฏ เกิดขึ้นในศักราช ๑๐๕๘ ปีชวด อัฐศก และฉบับพระราชหัตถเลขาว่า ศักราช ๑๐๔๖</ref> ปีขาล สำเรทธิศก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังบวร เสด็จไปทอดพระเนตรมวยอยู่ ณ เพนียด ไอ้ธรรมเถียรปลอมว่าเป็นเจ้าฟ้าอภัยทศ ซึ่งเอาไปทุบเสีย ณ วัดซาก เอาช้างมงคลรัตนาศซึ่งอยู่ลพบุรีขี่เข้ามา ไพร่ซึ่งมาด้วยนั้นประมาณ ๕๐๐ ไพร่ ชาวนาเกี่ยวข้าวถือหอกบ้างคานหลาวบ้าง ขุนหลวงกรมพระราชวังบวรกราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๆ ตรัสว่า ถ้าผู้มีบุญมาจริงแล้วเราจะยกให้ กรมพระราชวังเสด็จอยู่ป้อมมหาชัย ธรรมเถียรยืนช้างอยู่ตีนรอ มีพระบัณฑูรให้ตำรวจไปพิเคราะห์ดูตัวให้แน่ ตำรวจกลับมากราบทูลว่า มิใช้เจ้าฟ้าอภัยทศ จึงมีพระบัณฑูรให้วางปืนใหญ่ออกไปพร้อมกันทั้งแปดดอก พวกธรรมเถียรก็แตกไปในเพลาค่ำ
รุ่งเช้าจับตัวธรรมเถียรได้ในสวนดอกไปวัดสีฟัน เอาไปประหาร<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
o8kzfj0xmih35rtuwlga9rlv5mxeklx
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/362
250
88806
290251
287391
2026-05-16T04:45:32Z
Peatlnwza
10757
290251
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๓๓๐}}</noinclude>ศิริยศโสธรมหาพิมานบรรยงก์นั้น เห็นไม่ต้องนามสมเด็จอมรินทราธิราช ซึ่งลงมาบอกให้ตั้งจักรพยุหะ อันจักรพยุหะนี้เป็นที่ตั่งใหญ่ในมหาพิชัยสงคราม อาจข่มเสียได้ซึ่งปัจจามิตรทั้งหลาย ขอพระราชทานเอานามจักรอันนี้ให้ชื่อพระมหาปราสาทว่า จักรวรรดิ์ไพชยนต์มหาปราสาท ตามลักษณะเทพสังหรณ์ให้พระสุบินนิมิตอันประเสริฐ{{ตตฉ|สมเด็จพระอยู่หัว|สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว}}ตรัสได้ทรงฟังก็มีพระทัยปรีดายิ่งนัก จึงให้แปลงชื่อมหาปราสาทตามคำพระราชครูทั้งปวง
ในปีนั้น พระราชเทวีประสูติองค์หนึ่ง พระญาติพระวงค์เหลือบเห็นเป็น ๔ กร แล้วปรกติเป็นสองกร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสแจ้งความเห็นมหัศจรรย์ ก็พระราชทานพระนามว่า พระนารายณ์ราชกุมาร ในปีนั้นทรงพระกรุณาให้สร้างพระที่นั่งไอสวรรย์ทิพอาศน์ ณ เกาะบางนางอิน มีพระราชนิเวศน์ปราการประกอบพฤกษชาติร่มรื่นเป็นที่สำราญราชหฤทัย ประพาส ราชตระกูลสุริยวงศ์อนงคนารีทั้งปวงแล้วสร้างพระอารามเคียงพระราชนิเวศน์ถวายเป็นสงฆทานมีพระเจดีย์วิหารเป็นอาทีสำหรับพระศาสนาเสร็จบริบูรณ์ แล้วให้นามชื่อวัดชุมพลนิกายาราม
ในเดือนยี่ปลายปีนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปโสกันต์พระเจ้าลูกเธออินณเกาะบ้านเลน โสกันต์แล้วพระราชทานพระนามชื่อเจ้าฟ้าไชย ๆ นั้นประสูตินอกราชสมบัติต่างชนนีกับพระนารายณ์ราชกุมาร
{{มปก}}<noinclude></noinclude>
izji5djokkonmjyo47h6bqfeo8f1h3a
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/153
250
88958
290246
287836
2026-05-16T03:27:44Z
Peatlnwza
10757
290246
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๒๑}}</noinclude>หัวกรุงเทพมหานคร แลสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จขึ้นไปด้วย แต่สมเด็จพระเอกาทศรถอันเป็นตรุณราชบุตร พระราชบิดาดำรัสให้อยู่รักษาพระนคร
ฝ่ายสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ายกช้างม้ารี้พลไปถึงหนองบัวในจังหวัดเมืองล้านช้าง ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงพระประชวรทรพิษ<ref>ฉบับหลวงประเสริฐว่า "ศักราช ๙๓๖ จอศก ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทรงทรพิษ"</ref> พระเจ้าหงสาวดีตรัสให้สมเด้จพระมหาธรรมราชากับพระนเรศวรเสด็จคืนมายังพระนครศรีอยุธยา ครั้งนั้นพระเจ้าล้านช้างป้องกันรักษาเมืองเป็นสามารถ ทัพหงสาจะหักเอาพระนครมิได้ พอจวนเทศกาลวัสสันตฤดูก็ยกทัพกลับ
<ref>ฉบับหลวงประเสริฐว่า "ศักราช ๙๓๗ กุรศก" ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ศักราช {{ตตฉ|๔๒๗|๙๒๗}} ปีฉลู สัปตศก (พ.ศ. ๒๑๐๘) วันศุกร์ เดือน ๑๒ ขึ้น ๖ ค่ำ พระเจ้าละแวกยกกองทัพเรือเข้ามาอีก"</ref>ฝ่ายพญาละแวกยกมาจะใกล้ถึงปากน้ำพระประแดง เจ้าเมืองธนบุรีแลกรมการเมืองทั้งหลายรู้ข่าวว่า พญาละแวกยกมาก็บอกขึ้นไปให้กราบทูล ส่วนเรือทัพหน้าพญาละแวกก็ไล่ตามเรือซึ่งตระเวนทะเลนั้นติดเข้ามาเมืองธนบุรี แลกรมการทั้งหลายมิทันที่จะแต่งการที่จะรบพุ่งป้องกันเมือง ต่างคนต่างเอาครัวหนี พญาละแวกก็ยกกองทัพเข้ามาตั้งในปากน้ำพระประแดง ก็ให้ลาดจับชาวเมืองธนบุรี ชาวเมืองนนทบุรีไปเป็นเชลย จึงสมเด็จ<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ข|๑๖{{ชว}}{{ชว}}}}</noinclude>
fc4q3jjbv4fp8xgcomq48fpiyh9dgwc
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/213
250
89180
290250
288523
2026-05-16T04:22:14Z
Peatlnwza
10757
290250
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๘๑}}</noinclude>ปีมะเมียโท<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ศักราช ๙๔๐ ปีขาลสัมฤทธิศก"</ref>ศก เพลาอุษาโยค สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ก็ทรงเครื่องพระพิชัยยุทธนาลังกาภรณวิภูสิตพิพิธโภคมหิมา ดูมโหฬาราดิเรกสำหรับขัติยราชรามัญประเทศโดยวาระดิถีเสร็จ ครั้นได้เพลามหามหุติฤษก์มังคลา โหราธิบดีลั่นฆ้องไชย ชีพ่อพราหมณ์ถวายเสียงสังข์ประนังศัพทฆ้องกลองกาหลสนั่นนฤนาท เสด็จทรงช้างพลายไชยมงคลเป็นราชพาหนะ ประดับเครื่องคชาภรณ์อลังการ เคลื่อนพยุหะโยธาหาญโดยกระบวนซ้ายขวาหน้าหลังพลดาบดั้งโตมรสลอนพลเสโลทวนทองยะยาบพลดาบเขนเป็นขนัดริ้วราย ดูสุดสายตาไสวเถือกธงชัยธงฉานวาลวิชนีกลิ้งกลดบดบังแสงทินกรไพโรจน์โชตนาการพันลึกอธึกดูพร้อมพรั่งดาษดา รอนแรมมาโดยสถลมารคข้ามแม่น้ำเมาะตะมะ เข้ามาทางเมืองกำแพงเพชร เสด็จถึงกรุงพระนครศรีอยุธยา วันอังคาร แรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตั้งทัพบางปะหัน พระมหาอุปราชาตั้งค่ายกุ่มดอง พระเจ้าแปรตั้งค่ายสีกุก พระเจ้าเชียงใหม่ตั้งค่ายตำบลวัดสังฆวาส<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "สังกะวาด"</ref>
สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าตรัสว่า ทัพพระเจ้าหงสาวดียกมา ก็ทรงม้าทวนกับทหารสามกอง กองหนึ่งยี่สิบสิบสองคน กองหนึ่งสี่สิบสองคน กองหนึ่งเจ็ดสิบสองคน ขี่ม้าทวนครบมือยกออกไปกองหน้าข้าศึกออกมารบ ทหารกรุงเทพมหานครตีแตกฉานเข้าไป{{วว}}<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
fq8ddfyzwcunn63fjfiosx8b8du6nik
หน้า:คหก กรุงเก่า ขุนหลวงฯ หลวงประเสริฐ - ๒๕๑๕.pdf/15
250
89246
290230
288857
2026-05-15T13:34:01Z
Peatlnwza
10757
/* พิสูจน์อักษรแล้ว */
290230
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Peatlnwza" />{{ก|(๗)}}</noinclude>ให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทรงอำนวยการแปลออกเป็นภาษาไทย ส่วนฉบับภาษาพม่าคงอยู่ในหอหลวงเมืองพม่าจนอังกฤษไปได้มา และหอพระสมุดฯ ได้มาอีกชั้นหนึ่งในบัดนี้ เมื่อเอาเทียบกันดู เห็นฉบับภาษามอญบกพร่อง ความไม่บริบูรณ์เหมือนฉบับภาษาพม่า ข้อนี้ดูไม่อัศจรรย์อันใด ด้วยฉบับภาษามอญเห็นจะตกอยู่ตามหัวเมืองคัดลอกกันมาหลายต่อ จึงไม่บริบูรณ์เหมือนฉบับพม่าซึ่งเป็นฉบับหลวง
หนังสือเรื่องนี้เป็นคำให้การไทยหลายคน ไม่ใช่แต่พระเจ้าอุทุมพรซึ่งเรียกกันว่าขุนหลวงหาวัดพระองค์เดียว ที่รู้ความข้อนี้ได้ด้วยสังเกตเรื่องราวที่เล่า บางแห่งเล่าอะเอียดถ้วยถี่ บางแห่งก็เล่าแต่ย่อ ๆ และที่สุดบางเรื่องเล่าซ้ำกันเป็น ๒ สำนวนก็มี จึงเห็นได้ว่าเป็นคำให้การหลายคนด้วยกัน เมื่อจดคำให้การไปแล้ว พม่าเอาไปเรียบเรียงเข้าเรื่อง ข้างต้นว่าด้วยพงศาวดารไทย เริ่มตั้งแต่พระพุทธองค์เสด็จมาประดิษฐานพระพุทธฉายไว้ที่เขาปัถวี ลำดับเรื่องมาจนเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ต่อพงศาวดารมาว่าด้วยทำเนียบและประเพณีต่าง ๆ ในกรุงสรีอยุธยา ตอนนี้ดูพม่าจะถามละเอียดละออมาก เห็นจะตั้งใจเอาความรู้ภูมิประเทศและขนบธรรมเนียมของไทยให้ได้ให้หมด แต่ฉบับพม่าที่ได้มา วิธีเรียบเรียงเรื่องตอนทำเนียบดูไขว้เขวสลับสับสนอยู่ ข้าพเจ้าเข้าใตว่า หนังสือเรื่องนี้ต้นฉบับเดิมในหอหลวงเมืองอังวะเห็นจะจารหรือเขียนลงใบลานเรียงลำดับไว้ ตอนทำเนียบนี้ใบลานจะเกิดพลัดลำดับกันในคราวใดคราวหนึ่ง ผู้ที่เอาเรียบเรียง<noinclude></noinclude>
0x5l1jv0epsrl9d1fdce8yvd1xqzsdl
หน้า:คหก กรุงเก่า ขุนหลวงฯ หลวงประเสริฐ - ๒๕๑๕.pdf/18
250
89247
290233
288858
2026-05-15T13:35:23Z
Peatlnwza
10757
/* พิสูจน์อักษรแล้ว */
290233
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Peatlnwza" />{{ก|(๑๐)}}</noinclude>หนังสือพระราชพงศาวดารยังเรียกพระนามอยู่ตามปากตลาด ไปตามหลักฐานที่ได้ในหนังสือเรื่องนี้หลายพระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง แก้เป็นสมเด็จพระรามาธิเบศร์ สมเด้จพระเพทราชาแก้เป็นสมเด็จพระธาดาธิเบศร์ สมเด็จพระเจ้าเสือ แก้เป็นสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ แก้เป็นสมเด็จพระภูมินทราธิบดี สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ แก้เป็นสมเด็จพระมหาบรมราชา แต่เมื่อได้ฉบับพม่ามาแปลใหม่ครั้งนี้ ปรากฏพระนามคลาดกับพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงแก้ไว้ ๒ แห่ง คือ สมเด็จพระเจ้าบรมโกศตามฉบับพม่าเรียกพระมหาธรรมราชา ส่วนสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่เป็นพระชนกาธิราชของสมเด็จพระนเรศวร ตามฉบับพม่าเรียก พระสุธรรมราชา ผิดกันอยู่ดังนี้
หนังสือเรื่องนี้ เมื่อได้ฉบับเดิมมาสอบสวนถึงที่สุดแล้ว ได้ความเป็นแน่ว่า เป็นพงศาวดารตอนหนึ่งเป็นทำเนียบตอนหนึ่ง มิใช่มีแต่พงสาวดารอย่างเดียว จะเรียกว่าหนังสือพงศาวดารอย่างฉบับหลวงในรัชกาลที่ ๔ ก็ไม่ตรง ครั้นจะเรียกว่าคำให้การขุนหลวงหาวัดอย่างที่เข้าใจกันมาแต่ก่อน ก็ไม่ตรงอีก ด้วยรู้แน่ว่าเป็นคำให้การของคนหลายคน มิใช่แค่ขุนหลวงหาวัดพระองค์เดียว กรรมการหอพระสมุดฯ จึงได้ตกลงให้เรียกชื่อหนังสือเรื่องนี้ว่า "''คำให้การชาวกรุงเก่า.''"<noinclude></noinclude>
opysuqmlg5ieqip1pe9acohx25rv685
หน้า:คหก กรุงเก่า ขุนหลวงฯ หลวงประเสริฐ - ๒๕๑๕.pdf/17
250
89254
290232
288867
2026-05-15T13:34:32Z
Peatlnwza
10757
/* พิสูจน์อักษรแล้ว */
290232
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Peatlnwza" />{{ก|(๙)}}</noinclude>สังเกตเอาความได้ มาลำบากอยู่ด้วยเรื่องเรียกชื่อ เพราะพม่าเอาชื่อไทยไปเขียนตามเสียงพม่า จะแปลกลับออกเป็นภาษาไทยให้ถูกต้องยากไม่น้อยทีเดียว ฉบับที่มองต่อแปลมา ตอนพงศาวดารโวหารไทยยังไม่สนิทดี ข้าพเจ้าจึงให้นายพันตรี หลวงโยธาธรรมนิเทศ (''แจ่ม'') คนหนึ่ง นายแสง (''เปรียญ'') คนหนึ่ง ช่วยกันตรวจแก้ถ้อยคำให้ดีขึ้น แต่ในตอนทำเนียบอันล้วนแล้วแต่ด้วยเรื่องชื่อเสียง ผู้แปลจำต้องเป็นผู้รู้ดีทั้งภาษาพม่าและภาษาไทย ข้าพเจ้าเที่ยวสืบหาผู้แปลได้หลวงประพันธ์พัฒนาการ (''ศร'') เห็นพอจะทำได้ จึงให้หลวงประพันธ์พัฒนาการแปลตอนทำเนียบนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง สอบกับฉบับที่มองต่อแปล พระยาโบราณราชธานินทร์กับข้าพเจ้าช่วยกันตรวจด้วยอีกชั้นหนึ่ง ถึงกระนั้น ชื่อต่าง ๆ ตามที่พม่าจดไว้ ยังรู้ไม่ได้ว่าที่จริงจะเป็นอย่างไรในภาษาไทยก็ยังมีอยู่มาก บรรดาชื่อที่พิมพ์ในเล่มนี้ ข้าพเจ้าให้คงไว้ตามอย่างพม่าจด ชื่อใดที่แปลกออกหรือที่คารดว่าในภาษาไทยเป็นอย่างไร ก็เป็นแต่ให้จดกำกับลงไว้ไม่แก้ของเดิม ไว้ให้ผู้ศึกษาโบราณคดีมีโอกาสสอบสวนด้วยกันทั่วไป
แต่พระนามพระเจ้าแผ่นดินกรุงเก่า ตามที่ปรากฏในหนังสือพงศาวดารฉบับที่ได้มาแต่เมืองพม่านี้ น่าจะเป็นพระนามที่สมมติเรียกในราชการเมื่อล่วงรัชกาลแล้ว ดังข้าพเจ้ากล่าวไว้ในคำอธิบายพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ นั้นมีอยู่บ้าง พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงอนุมัติตาม ได้ทรงแก้พระนามพระเจ้าแผ่นดินในชั้นหลัง ซึ่ง<noinclude></noinclude>
rr857hu1egds1009b8yu1goad0gjcil
หน้า:คหก กรุงเก่า ขุนหลวงฯ หลวงประเสริฐ - ๒๕๑๕.pdf/16
250
89255
290231
288868
2026-05-15T13:34:16Z
Peatlnwza
10757
/* พิสูจน์อักษรแล้ว */
290231
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Peatlnwza" />{{ก|(๘)}}</noinclude>กลับเข้าลำดับใหม่ไม่ได้เอาใจใส่สอบสวนเรื่องตามสมควร หรือเป็นผู้หย่อนความรู้อยู่อย่างไร เวียงเอาเข้าลำดับคลาดเคลื่อนของเดิมไปหลายแห่ง แต่เมื่อมาแปลออกเป็นภาษาไทยพอจับเค้าได้ว่า ต้นเดิมเขาจะเรียงอย่างไร ข้าพเจ้าจึงให้เรียงลำดับในตอนทำเนียบเสียใหม่ให้เรียบร้อย
วิเคราะห์ดูเนื้อเรื่องตอนพงศาวดาร เข้าใจว่าคงจะเป็นคำให้การตามที่พวกไทยจำได้คนละเล็กละน้อย ช่วยกันปะติดปะต่อ ไม่ได้มีหนังสือพงศาวดารไทยไปด้วย อีกประการหนึ่ง จะเป็นด้วยพวกไทยที่ถูกพม่าถาม ประสงค์จะรักษาเกียรติยศมิให้พม่าข้าศึกรู้เรื่องอันใด จึงจะเป็นเหตุให้หมิ่นประมาทชาติไทย ไม่ได้ตั้งใจจะแสดงเรื่องราวในพระราชพงศาวดาร แม้ที่จำได้ให้แก่พม่าทุกอย่างไป เรื่องพงศาวดารตามคำให้การนี้จึงคลาดเคลื่อนนัก ส่วนทำเนียบต่าง ๆ นั้น พม่าเห็นจะถามรายตัวไทยตามแต่ใครจะรู้การอย่างไรมาก เช่นพระนามและจำนวนราชตระกูลก็ถามเจ้านาย แบบแผนราชการในแผนกใดก็ถามข้าราชการในกรมนั้น ๆ ซึ่งได้ตัวไป มีชั้นผู้ที่รอบรู้บอกได้มากบ้าง ที่เป็นแต่ผู้น้อยบอกได้แต่ย่อ ๆ ผิด ๆ ถูก ๆ ตามรู้ตามเห็นบ้าง ทำเนียบต่าง ๆ จึงไม่ถ้วนถี่เสมอกันทุกอย่าง ถึงกระนั้นตอนทำเนียบนี้มีข้อความต่าง ๆ ซึ่งยังมิได้ปรากฏแก่ชาวเราชั้นหลังหลายอย่าง จะเป็นเครื่องประกอบการศึกษาโบราณคดีสมัยกรุงเก่าตอนปลายได้ดีมาก น่าเสียดายแต่ที่หนังสือเรื่องนี้เป็นภาษาพม่า เมื่อเอามาแปลเป็นภาษาไทย กระบวนเนื้อเรื่องพอสอบสวน<noinclude></noinclude>
7tuegjpdh1qiz39by09qpfvaob0qocf
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/210
250
89270
290244
288951
2026-05-16T03:05:48Z
Peatlnwza
10757
290244
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๗๘}}</noinclude>ครั้น ณ วันจันทร์ ขึ้น ๑ๆ ค่ำ เดือน ๗<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "ครั้น ณ วันศุกร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๗"</ref> สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ยกขึ้นไปตีทัพพระเจ้าหงสาวดีถึงป่าโมกข์ใหญ่ เสด็จทางชลมารคแต่งทัพบกสองฟากฝั่ง ข้าศึกยกขนาบตีทัพบกสองฟากฝั่ง ทัพกรุงแตกย่นลงมาถึงทัพหลวง แลกระสุนปืนข้าศึกยิงลงมาต้องบโทนเรือพระที่นั่งสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าศีรษะขวั้นออกไป สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ก็กรีธาทัพเรือขึ้นบกทหารล้วนถืออาวุธสั้น สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ทรงพระแสงดาบสองพระหัตถ์ แลทัพบกซึ่งย่นลงมานั้นก็มีน้ำใจ กลับหน้าพร้อมกัน สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ก็ต้อนพลทะลวงไล่ฟันข้าศึก ข้าศึกแตกฉานตายแลลำบากเป็นอันมาก แล้วสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับพระอนุชาธิราช ก็เสด็จเข้าพระนคร
ฝ่าพระเจ้าหงสาวดียกมาติดพระนครถึง ๖ เดือน จนถึงวัสสันตฤดู เสียพลทหารเป็นอันมาก เห็นจะเอาพระนครมิได้ก็เลิกทัพกลับไป ขณะเมื่อทัพพระเจ้าหงสาวดียกมาถึงนั้น ข่าวแจ้งออกไปถึงกรุงกัมพุชประเทศ พญาละแวกก็ดีพระทัย จึงแต่งให้ฟ้าทะละหะ<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "เจ้าฟ้าทะละหะ"</ref> พญาเดโช พญาราชนายก พญามโนไมตรี พญาสวรรคโลกแสนท้องฟ้ากับทหารหมื่นหนึ่ง ให้ฟ้าทะละหะเป็นแม่ทัพยกเข้ามาตี<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
a6m0ysv6c6rbupthrraq96istztym1f
290245
290244
2026-05-16T03:24:10Z
Peatlnwza
10757
290245
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๗๘}}</noinclude>ครั้น ณ วันจันทร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๗<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "ครั้น ณ วันศุกร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๗"</ref> สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ยกขึ้นไปตีทัพพระเจ้าหงสาวดีถึงป่าโมกข์ใหญ่ เสด็จทางชลมารคแต่งทัพบกสองฟากฝั่ง ข้าศึกยกขนาบตีทัพบกสองฟากฝั่ง ทัพกรุงแตกย่นลงมาถึงทัพหลวง แลกระสุนปืนข้าศึกยิงลงมาต้องบโทนเรือพระที่นั่งสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าศีรษะขวั้นออกไป สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ก็กรีธาทัพเรือขึ้นบกทหารล้วนถืออาวุธสั้น สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ทรงพระแสงดาบสองพระหัตถ์ แลทัพบกซึ่งย่นลงมานั้นก็มีน้ำใจ กลับหน้าพร้อมกัน สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ก็ต้อนพลทะลวงไล่ฟันข้าศึก ข้าศึกแตกฉานตายแลลำบากเป็นอันมาก แล้วสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับพระอนุชาธิราช ก็เสด็จเข้าพระนคร
ฝ่าพระเจ้าหงสาวดียกมาติดพระนครถึง ๖ เดือน จนถึงวัสสันตฤดู เสียพลทหารเป็นอันมาก เห็นจะเอาพระนครมิได้ก็เลิกทัพกลับไป ขณะเมื่อทัพพระเจ้าหงสาวดียกมาถึงนั้น ข่าวแจ้งออกไปถึงกรุงกัมพุชประเทศ พญาละแวกก็ดีพระทัย จึงแต่งให้ฟ้าทะละหะ<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "เจ้าฟ้าทะละหะ"</ref> พญาเดโช พญาราชนายก พญามโนไมตรี พญาสวรรคโลกแสนท้องฟ้ากับทหารหมื่นหนึ่ง ให้ฟ้าทะละหะเป็นแม่ทัพยกเข้ามาตี<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
p44g7h1s25toax6sj4uvu2f266e2ltm
290248
290245
2026-05-16T04:20:41Z
Peatlnwza
10757
290248
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๗๘}}</noinclude>ครั้น ณ วันจันทร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๗<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "ครั้น ณ วันศุกร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๗"</ref> สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ยกขึ้นไปตีทัพพระเจ้าหงสาวดีถึงป่าโมกข์ใหญ่ เสด็จทางชลมารคแต่งทัพบกสองฟากฝั่ง ข้าศึกยกขนาบตีทัพบกสองฟากฝั่ง ทัพกรุงแตกย่นลงมาถึงทัพหลวง แลกระสุนปืนข้าศึกยิงลงมาต้องบโทนเรือพระที่นั่งสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าศีรษะขวั้นออกไป สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ก็กรีธาทัพเรือขึ้นบกทหารล้วนถืออาวุธสั้น สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ทรงพระแสงดาบสองพระหัตถ์ แลทัพบกซึ่งย่นลงมานั้นก็มีน้ำใจ กลับหน้าพร้อมกัน สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ก็ต้อนพลทะลวงไล่ฟันข้าศึก ข้าศึกแตกฉานตายแลลำบากเป็นอันมาก แล้วสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับพระอนุชาธิราช ก็เสด็จเข้าพระนคร
ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดียกมาติดพระนครถึง ๖ เดือน จนถึงวัสสันตฤดู เสียพลทหารเป็นอันมาก เห็นจะเอาพระนครมิได้ก็เลิกทัพกลับไป ขณะเมื่อทัพพระเจ้าหงสาวดียกมาถึงนั้น ข่าวแจ้งออกไปถึงกรุงกัมพุชประเทศ พญาละแวกก็ดีพระทัย จึงแต่งให้ฟ้าทะละหะ<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "เจ้าฟ้าทะละหะ"</ref> พญาเดโช พญาราชนายก พญามโนไมตรี พญาสวรรคโลกแสนท้องฟ้ากับทหารหมื่นหนึ่ง ให้ฟ้าทะละหะเป็นแม่ทัพยกเข้ามาตี<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
gwdbctm0li9h6nf3cc1d1dz2oyy2w5t
หน้า:คหก กรุงเก่า ขุนหลวงฯ หลวงประเสริฐ - ๒๕๑๕.pdf/135
250
89828
290219
2026-05-15T12:34:50Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "เพียงจองจำพอสมควร คดีที่ควรจะรับพระราชอาญาหนัก ก็ให้รับแต่อาญาที่เบา คดีที่เบาก็ให้ยกโทษพระราชทานเสียทีเดียว และพระเจ้าติโลกนาถนั้น ทรงพระอุตสาหะเสด็จขึ้น..."
290219
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๐๑}}</noinclude>เพียงจองจำพอสมควร คดีที่ควรจะรับพระราชอาญาหนัก ก็ให้รับแต่อาญาที่เบา คดีที่เบาก็ให้ยกโทษพระราชทานเสียทีเดียว และพระเจ้าติโลกนาถนั้น ทรงพระอุตสาหะเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาดไม่ใคร่ขาด ครั้นต่อมาก ทรงเห็นว่าลำบากแก่ข้าราชการนัก นาน ๆ จึงจะเสด็จครั้งหนึ่ง
พระเจ้าติโลกนาถ ทรงตั้งพระสุริยกุมารให้เป็นพระมหาอุปราช ทรงมอบราชการบ้านเมืองทั้งสิ้นให้แก่พระสุริยกุมาร ส่วนพระองค์ทรงเป็นพระราชธุระแต่กิจทางพระพุทธศาสนา
คราวนั้นมีพวกพ่อค้าญี่ปุ่นบรรทุกสินค้าเข้ามาขายในพระนครศรีอยุธยาลไหนึ่ง อำมาตย์คนหนึ่งเป็นคนทุจริต แอบอ้างว่าพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้ซื้อของต่าง ๆ ครั้นพวกพ่อค้าญี่ปุ่นขายให้แล้ว อำมาตย์ก็เอาเงินแดงให้แก่พ่อค้าญี่ปุ่น ๆ รับเงินแดงไว้โดยไม่ทันพิจารณา ครั้นอำมาตย์นั้นไปแล้ว พ่อค้าญี่ปุ่นจึงเอาเงินออกมาดู เห็นเป็นเงินแดงทั้งนั้นก็โกรธ ว่าพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาไม่ตั้งในธรรมใช้เงินแดง จึงให้คนใช้มีฝีมือ ๔ คน ซ่อนอาวุธลอบเข้าไปในพระราชวังกำลังพระเจ้าติโลกนาถเสด็จออกนอกพระปริยัติธรรมพระสงฆ์อยู่ ครั้นญี่ปุ่นเข้าไปถึงจึงชักอาวุธออกจะทำร้าย แต่ด้วยบุญญาภินิหารของพระเจ้าติโลกนาถบันดาลให้ญี่ปุ่นทั้ง ๔ คนนั้นชักอาวุธไม่ออก ข้าราชการซึ่งเฝ้าอยู่เห็นพิรุธก็พากันจับ ค้นได้อาวุธทั้ง ๔ คน พระเจ้าติโลกนาถจึงรับสั่งถามเองว่า เหตุใดพวกเจ้าเหล่านี้จึงซ่อนอาวุธมา<noinclude></noinclude>
d9cixlab0z8np9iqy7t6nvyhtt9xx9n
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/201
250
89829
290234
2026-05-15T14:02:56Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "ได้เครื่องสรรพยุทธ เครื่องช้าง เครื่องม้า ปืนใหญ่จ่ารงมณฑกนกสับมาก แลได้เครื่องราชาบริโภคพระเจ้าเชียงใหม่ แตรเงินแตรทอง กระโจมหุ้มทองสำรับหนึ่ง สมเด็จพระนเ..."
290234
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๖๙}}</noinclude>ได้เครื่องสรรพยุทธ เครื่องช้าง เครื่องม้า ปืนใหญ่จ่ารงมณฑกนกสับมาก แลได้เครื่องราชาบริโภคพระเจ้าเชียงใหม่ แตรเงินแตรทอง กระโจมหุ้มทองสำรับหนึ่ง
สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชแต่งทหารกำหนดให้ตามพระเจ้าเชียงใหม่ ให้เถิงเมืองนครสวรรค์แลทัพหลวงตั้งอยู่บางพุทราประทับแรมอยู่ ทั้งทัพบกทัพเรือเวนหนึ่ง<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "๕ วัน"</ref>
ครั้น ณ วันอาทิตย์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๕ ฝ่ายสมเด็จพระราชบิดาเสด็จถึงบางพุทรา พระราชโอรสทั้งสองพระองค์มาเฝ้า กราบถวายบังคมทูลสุร่ายเรื่องยุบลซึ่งได้รณรงค์ข้าศึกมีชัยชำนะถวายเสร็จสิ้นทุกประการ สมเด็จพระราชบิดาได้ทรงฟังทรงโสมนัสยินดี เสด็จประทับแรมอยู่สองเวน ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันอังคาร แรม ๙ ค่ำ เดือน ๕ เพลาบ่ายสามโมง สมเด็จพระราชบิดาก็เลิกทัพคือเข้าพระนครโดยชลมารค
<ref>ความตั้งแต่นี้ตรงกันกับฉบับพระราชหัตถเลขา แต่ต่างกับฉบับพันจันทนุมาศ</ref>ครั้น ณ วันศุกร์ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๕<ref>ฉบับพันจันทนุมาศ ไม่บอกวันเดือน</ref> กองทัพซึ่งไปตามพระเจ้าเชียงใหม่กลับมาถึง สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับพระอนุชาธิราชก็เลิกทัพ เสด็จด้วยพระชลวิมานพร้อมด้วยดั้งกันนำตาม ครั้นถึงตำบลโพธิ์สามต้น ทอดพระเนตรเห็นเรือพระศรีสุพรรมาธิราช<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ข|๒๒{{ชว}}{{ชว}}}}</noinclude>
0rvjaxw20denoficykt2ohxul4fxe09
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/202
250
89830
290235
2026-05-15T14:30:52Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "กับเรือนายทัพนายกองเขมรทั้งปวงจอด ณ ฝั่งฟากตะวันตก แต่พระศรีสุพรรมาธิราชนั้น<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "...ถือตัวว่าเป็นเจ้าผู้ใหญ่"</ref> มิได้หมอบนั่งดูเสด็จอยู่ก็..."
290235
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๗๐}}</noinclude>กับเรือนายทัพนายกองเขมรทั้งปวงจอด ณ ฝั่งฟากตะวันตก แต่พระศรีสุพรรมาธิราชนั้น<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "...ถือตัวว่าเป็นเจ้าผู้ใหญ่"</ref> มิได้หมอบนั่งดูเสด็จอยู่ก็ทรงพระพิโรธ ให้รอเรือพระที่นั่งไว้แล้ว ดำรัสให้หลวงพระพิไชยบุรินทรา<ref>ฉับพันจันทนุมาศว่า "ตำรวจ"</ref>ตัดเอาศีรษะลาวเชลยซึ่งจับได้นั้นไปเสียบไว้ตรงเรือพระศรีสุพรรมาธิราช หลวงพิไชยบุรินทราก็ไปทำโดยรับสั่ง สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับพระอนุชาธิราชก็เสด็จเข้าพระนคร
ฝ่ายพระศรีสุพรรมาธิราชเห็นดังนั้นก็น้อยพระทัยคิดอาฆาตมิได้ว่าประการใดก็ล่องเรือมาที่อยู่ ครั้นรุ่งขึ้นสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวเสด็จออกพร้อมด้วยท้าวพญาเสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวง จึงดำรัสว่า ซึ่งพญาละแวกให้พระศรีสุพรรมาธิราชผู้เป็นพระอนุชายกกองทัพเข้ามาช่วยงานพระราชสงครามจนเสร็จนั้นขอบใจ ให้พระราชพานทองคำกับสนองพระองค์อย่างเทศอย่างน้อย แลนายทัพนายกองเขมรทั้งปวงนั้นก็พระราชทานเสื้อผ้าพอสมควร พระศรีสุพรรมาธิราชกับพญาเขมรทั้งปวงกราบถวายบังคมลาก็เลิกทัพกลับไปพระนคร
ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่แตกขึ้นไปถึงเมืองกำแพงเพชร ไปเฝ้าพระมหาอุปราชา แจ้งการซึ่งได้รบกับกองทัพพระนเรศวรจนแตกขึ้นมาเสร็จสิ้นทุกประการ พระมหาอุปราชาก็เสียพระทัย จึงแต่งทหารมอญออกก้าวสกัดต้นทาง ซึ่งพลชาวเชียงใหม่แตกกระจัดกระจายขึ้น<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
pe5o965yyhxmw8817vv37ete87msvp8
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/203
250
89831
290236
2026-05-15T14:43:05Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "มานั้น ประมวลกันเข้าได้แล้วก็เปิดให้พระเจ้าเชียงใหม่ตั้งอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชรด้วย<ref>ความตอนนี้ ฉบับพันจันทนุมาศว่า "พระเจ้าเชียงใหม่ก็คืนไปเมืองนครสวรรค์"</ref>..."
290236
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๗๑}}</noinclude>มานั้น ประมวลกันเข้าได้แล้วก็เปิดให้พระเจ้าเชียงใหม่ตั้งอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชรด้วย<ref>ความตอนนี้ ฉบับพันจันทนุมาศว่า "พระเจ้าเชียงใหม่ก็คืนไปเมืองนครสวรรค์"</ref> แล้วบอกหนังสือส่งตัวพญาอภัยคามณี ซักแซกกยอทางซึ่งกำกับทัพพระเจ้าเชียงใหม่ให้พลกำกองรีบไป ณ เมืองหงสาวดี พระมหาอุปราชาก็เกณฑ์กันให้รีบทำไร่นา ให้พระเจ้าเชียงใหม่<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "แล้วเอาพลเมืองเชียงใหม่ต่อเรือกระจังเลาคา เรือรบทั้งปวง" และมีความพิสดารออกไปอีก ดูฉบับพันจันทนุมาศหน้า ๑๕๕</ref>ทำเรือกระจังเลาคา
ฝ่ายพระศรีสุพรรมาธิราชนั้น คิดแค้นอยู่มิได้ขาด ครั้นไปถึงเมืองละแวก ขึ้นเฝ้ากราบทูลว่า ซึ่งรับสั่งให้ข้าพระบาทยกเข้าไปช่วยการสงครามพระนครศรีอยุธยาครั้งนี้ ได้ความอัปยศนัก ด้วยพระนเรศวรดูหมิ่นหยาบช้าให้ตัดเอาศีรษะเชลยมาเสียบไว้ริมเรือตรงหน้าข้าพระบาท ความแค้นความอายปีมจะไม่เห็นฟ้าแลดิน พญาละแวกแจ้งดังนั้นก็ทรงพระโกรธตรัสว่า เราก็เป็นกษัตริย์เขาก็เป็นกษัตริย์ มาดูหมิ่นกันดังนี้ไหนกรุงกัมพูชาธิบดีกับกรุงศรีอยุธยา จะเป็นทางพระราชไมตรีกันสืบไปได้
<ref>ความตอนนี้ ฉบับพันจันทนุมาศกล่าวเพียงว่า "จึงพระเจ้าหงสาวดีรู้ข่าวว่าพระเจ้าเชียงใหม่พ่ายขึ้นไป พระเจ้าหงสาวดีเร่งให้บำรุงการทั้งปวงไว้ให้สรรพ แล้วให้กำหนดมาแก่พระเจ้าเชียงใหม่ ให้แต่งเรือลำเลียงข้าวเสบียงให้ครบรี้พลพระเจ้าหงสาวดีอันยกมานั้น"</ref>ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีแจ้งว่า พระเจ้าเชียงใหม่แตกขึ้นมาเสียไพร่พลมากก็ทรงพระโกรธ คิดจะเอาโทษก็เกรงจะเสียเมืองลาว จึง<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
9oum11b3oyeqcaanem56t3vu2f6r4r4
หน้า:กับข้าว - กลีบ มหิธร - ๒๕๐๔.pdf/91
250
89832
290237
2026-05-15T15:36:50Z
Edigines
12196
/* พิสูจน์อักษรแล้ว */
290237
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Edigines" />{{ก|๒๐}}
{{กกs|จัด=justify}}</noinclude>'''วิธีที่ ๒''' หมูสามชั้น กุ้ง ไก่ หัวหอม น้ำปลา น้ำตาล หั่นหมู กุ้ง ไก่
ให้ละเอียดเหมือนเมี่ยงลาวผัดกับหัวหอมหั่นฝอย ใส่น้ำปลา น้ำตาล บรรจุในพริกแล้วนึ่ง โรยฝอยคลุมเหมือนวิธีที่ ๑
ไส้อย่างนี้บรรจุในหัวหอมใหญ่หรือหัวหอมเล็กก็ได้
ถ้าเป็นหัวหอมใหญ่ต้องแกะเปลือกออกให้หมด แกะกลีบออกเป็นดอกไม้ ใส่ไส้ตามกลีบ แล้วจึงนิ่งพอสุกชุบแป้งทอด ถ้าเป็นหอมหัวเล็กใช้ทั้งเปลือก ใช้หอมที่ติดกันเป็นกระจุกก็ดี คว้านไส้ออก เอาเครื่องใสปิดจุกชุบแป้งทอด
'''วิธีชุบ''' แบ่งข้าวเจ้าขยำมะพร้าวขูด ใส่น้ำตาลหม้อนิดหน่อย ปูนแดงละลายหัวกะทิ
เอาหอมลงชุบทอดในน้ำมันมะพร้าว
'''ปลาก้อน''' ปลาแห้ง ๔ ส่วน มะพร้าวขูด ๑ ส่วน หัวหอม ๑ ส่วน น้ำตาล ไข่จืด
ปิ้งปลาแห้งป่นละเอียด ขูดมะพร้าว ปอกหัวหอมรวมกัน โขลกให้ละเอียด
ใส่น้ำตาลเล็กน้อยชิมดูเค็มหวานเท่ากัน ต่อยไข่ใส่ขยำให้เข้ากัน
ปั้นเป็นก้อนกลมชุบไข่ทอดน้ำมันหมูจนเหลือง<noinclude>
{{มปก}}
{{กกe}}</noinclude>
ldmrar451okr65tufo1c14bfcisz9xr
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/204
250
89833
290238
2026-05-15T15:59:23Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "ตอบลงมาว่า ครั้งก่อนกำหนดให้พระเจ้าเชียงใหม่ยกไปบรรจบกับทัพพญาพสิม ก็ไม่ไปทัน จนเสียทัพพญาพสิมครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ยกพลลงไปถึงแสนหนึ่ง ก็แตกแก่ข้าศึกขึ้..."
290238
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๗๒}}</noinclude>ตอบลงมาว่า ครั้งก่อนกำหนดให้พระเจ้าเชียงใหม่ยกไปบรรจบกับทัพพญาพสิม ก็ไม่ไปทัน จนเสียทัพพญาพสิมครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ยกพลลงไปถึงแสนหนึ่ง ก็แตกแก่ข้าศึกขึ้นมา ทำการมิได้มั่นคงดุจทารกโคบาล ให้เสียรี้พลมากมาย ข้าศึกได้ใจดังนี้ เมื่อพระเจ้าเชียงใหม่มิได้มีความละอายไม่ไว้เกียรติยศแผ่นดินแล้วก็แล้วไปเถิด ออกพระวสาแล้วทัพหลวงจะยกไปกระทำ อย่าให้พระเจ้าเชียงใหม่ตั้งอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชรเลย ให้เป็นกองลำเลียงขึ้นไปจัดแจงเสบียงอาหาร ณ เมืองเชียงใหม่ผ่อนลงไปไว้ให้พอสามแสน อย่าให้ขัดสนได้ ถ้าขัดสนด้วยเสบียงมิทัน มิพอพลสามแสนจะมีโทษ ครั้นแต่งหนังสือเสร็จแล้วก็ส่งให้พลกำกองถือกลับลงมา ณ เมืองกำแพงเพชร
ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ได้แจ้งในรับสั่งดังนั้นก็กลัวพระราชอาญาลาพระมหาอุปราชากลับขึ้นไป ณ เมืองเชียงใหม่ เร่งรัดทำการลำเลียงตามรับสั่ง
ครั้นถึงเดือนสิบสองปีมะเส็งเอกศก<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ศักราช ๙๓๙ ปีฉลู ศฏ พ.ศ. ๒๑๒๐ เดือน ๑๒ นั้น" และฉบับหลวงประเสริฐว่า "ศักราช ๙๔๘ จอศก"</ref> พระเจ้าหงสาวดี ยกช้างม้ารี้พลมาโดยทางเชียงทอง และชุมพลทางบกทางเรือทั้งปวง ณ เมืองกำแพงเพชร ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ก็ยกลำเลียงลงมาถึง ทัพพระเจ้าหงสาวดีพลสองแสน ช้างเครื่องพันหนึ่ง ม้าเจ็ดพัน แลเรือกระจัง<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
1tksq1z3ynxaq0ot88ar50thjdogygc
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/205
250
89834
290239
2026-05-15T16:28:30Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "เลาคาพันลำ<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "๗๐๐ ลำ"</ref> ฝ่ายทัพพระมหาอุปราชา ช้างเครื่องสี่ร้อย ม้าสามร้อย<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ม้าประมาณสามพัน"</ref> พลห้าหมื่น กองทัพพระเจ้า..."
290239
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๗๓}}</noinclude>เลาคาพันลำ<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "๗๐๐ ลำ"</ref> ฝ่ายทัพพระมหาอุปราชา ช้างเครื่องสี่ร้อย ม้าสามร้อย<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ม้าประมาณสามพัน"</ref> พลห้าหมื่น กองทัพพระเจ้าเชียงใหม่เป็นทัพลำเลียง<ref>ฉบับพันจันทนุมาศ ไม่มีกล่าวถึงทัพพระเจ้าเชียงใหม่</ref>เรือรบเรือลำเลียงห้าร้อย พลสองหมื่น พระเจ้าหงสาวดียกช้างม้ารี้พลลงมาถึงเมืองนครสวรรค์ ให้ทัพ<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ทัพพระเจ้าหงสาวดีไซร้ ยกมาทางฟากตะวันตก"</ref>พระมหาอุปราชาแลพญาตองอูยกมาทางฟากตะวันออก ให้พระเจ้าเชียงใหม่ คุมทัพเรือ ทัพพระเจ้าหงสาวดียกมาฟากตะวันตก
ครั้นถึง ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๒ พระเจ้าหงสาวดีก็ยกทัพใหญ่เข้ามาตั้งมั่นตำบลขนอนปากคู แลให้มังมอด<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ให้นายหมวดลูกพระเจ้าหงสาวดี และนักพระราม"</ref>ลูกพระเจ้าหงสาวดีแลพญาพระรามมาตั้งตำบลมะขามหย่องทัพ ๑ ให้ตั้งค่ายขุดคูเอามูลดินพูนค่ายขึ้นเป็นกำแพงดิน ให้พญานครมาตั้งตำบลปากน้ำพุทเลาทัพ ๑ พลหมื่นห้าพัน ให้นันทะสูมาตั้งตำบลขนอนบางลาง<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "ขนอนบางล่าง"</ref>ฟากตะวันออกทัพ ๑ พลห้าพันเรือกระจังเลาคาสี่ร้อยลำ
ฝ่ายพระมหาอุปราชาแลพญาตองอูก็ยกทัพมาโดยทางลพบุรีแลสระบุรี แล้วเข้ามาตั้งทัพมั่น ณ ตำบลชายเคือง พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัว ตรัสให้ตกแต่งการป้องกันพระนครนั้นมั่งคง<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
a4qlqyx629etx42nmvhrq3lki8jc9ph
หน้า:กับข้าว - กลีบ มหิธร - ๒๕๐๔.pdf/92
250
89835
290240
2026-05-15T17:17:30Z
Edigines
12196
/* พิสูจน์อักษรแล้ว */
290240
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Edigines" />{{ก|๒๑}}
{{กกs|จัด=justify}}</noinclude>'''ไข่เค็ม''' ไข่เค็มดิบ ๆ พริกแดง ผักชี
ล้างไข่ให้สะอาด ค่อยใส่ชามพักไว้ ถ้ามีพิมพ์อันเล็ก ๆ หรือฝาถ้วยก็ได้ หยอดไข่ขาวลงไป เอาไข่แดงทั้งลูกใส่ลงไปตรงกลาง ใช้ถ้วยละลูก หั่นพริกแดงตามยาวพาดบนลูกไข่
ทำเป็น ๖ แฉก วางผักชีตรงกลาง นึ่งให้สุก
'''ปลายี่สนหรือเนื้อเค็มผัด'''
ปลายี่สนหรือเนื้อเค็ม น้ำมันหูม น้ำตาล หอมเจียว ปิ้งปลาหรือเนื้อฉีกเป็นฝอย
ผัดน้ำมันจนกรอบ ใส่น้ำตาลทราย ชิมดู ตักใส่ชามโรยหอมเจียว
'''ปลาสลิด ปลาอินทรี ปลากุเราชุบไข่'''
ปลา น้ำมันหมู ไข่จืด
เอาก้างปลาออก ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอคำหนึ่ง ต่อยไข่ใส่ชามเอาปลาลงชุบทอดจนเหลือง
'''หัวผักกาดเค็ม''' หั่นฝอยล้างน้ำสับให้ละเอียด ขยำน้ำให้จืด ชุบไข่ทอดเป็นคำ ๆ หรือจะทอดเป็นแผ่นแล้วตัดเป็นรูปต่าง ๆ ก็ได้
'''ไข่เค็มทอด''' ต่อยไข่เค็ม ตักเอาไข่แดงขึ้นมาตัดเป็นชิ้นเล็ก
ใช้ช้อนตักไข่ขาวหยอดลงทอดในน้ำมันร้อน ๆ วางไข่แดงลง กลับหน้าทอดจนเหลือง<noinclude>
{{มปก}}
{{กกe}}</noinclude>
e4ea7aalngzkv047i02rlremxbcgis1
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/206
250
89836
290241
2026-05-15T17:21:49Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "แล้ว ก็ชุมท้าวพญาพฤฒามาตย์เสนามนตรีข้าทหารทั้งหลาย มีพระราชบริหารตรัสปรึกษาการศึกว่า พระเจ้าหงสาวดียกทัพมาคราวนี้ใหญ่หลวง เห็นจะได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ ยิ่..."
290241
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๗๔}}</noinclude>แล้ว ก็ชุมท้าวพญาพฤฒามาตย์เสนามนตรีข้าทหารทั้งหลาย มีพระราชบริหารตรัสปรึกษาการศึกว่า พระเจ้าหงสาวดียกทัพมาคราวนี้ใหญ่หลวง เห็นจะได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ ยิ่งกว่าศึกพระเจ้าเชียงใหม่ยกมาคราวก่อนนั้น แลเราอย่าเพ่อยกทัพใหญ่ออกรบกวน<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "รบพุ่ง" และฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "รบก่อน"</ref> ให้ท้าวพญาพระหัวเมืองขุนหมื่นทั้งหลาย ตรวจจัดพลทหารอาสาทัพบกทัพเรือทั้งปวงให้สรรพไว้ แลจะแต่งพลทหารอาสาแต่เป็นกองไปกันให้ราษฎรเกี่ยวข้าวซึ่งเหลืออยู่ในท้องนาแขวงจังหวัด รอบพระนครนั้นให้ได้จงสิ้นเชิงก่อน อย่าให้ข้าศึกได้เป็นกำลัง <ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ครั้นเราได้ตกแต่งบำรุงการทั้งปวงสรรพแล้ว และเห็นควรที่จะยกออกไปตีทัพข้าศึกนั้นได้ไซร้ ก็จะยกออกไปโดยเวลาอันควรนั้น"</ref>แล้วจึงยกทัพใหญ่ออกตีทีเดียว มุขมนตรีเห็นด้วย สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับพระอนุชาธิราช ตรัสให้แต่งขุนหมื่นทหารอาสาทั้งหลายถือพลอาสาออกไปเป็นหลายกอง แลป่าวให้ราษฎรทั้งปวงออกไปเกี่ยวข้าวทุกตำบล แลพลทหารซึ่งออกไปกันให้เกี่ยวข้าวนั้นได้รบพุ่งด้วยข้าศึก ข้าศึกแตกพ่ายได้{{ตตฉ|ศรีษะ}}เข้ามาถวายทุกวันมิได้ขาด พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัว ให้พระราชทานรางวัลแก่นายทัพนายกอง และพลทหารทั้งปวงโดยบำเหน็จอันรบพุ่งมากแลน้อยตามสมควร ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัว ตรัสให้เจ้าพระยากำแพงเพชรบังคับราชการในที่กลาโหม จึงตรัสให้เจ้าพญากำแพงเพชรถือ<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
g03c1ebbxq2zzip9olos82nzd6pkr84
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/207
250
89837
290242
2026-05-16T02:47:30Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "พลอาสาล้อมวัง ออกไปกันให้ราษฎรทั้งหลายเกี่ยวข้าว ณ ทุ่งชายเคืองที่ทัพมหาอุปราชาตั้งอยู่นั้น พระมหาอุปราชาแต่งพลม้าประมาณพันหนึ่งยกออกมารบ ทัพเจ้าพญากำแพงเ..."
290242
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๗๕}}</noinclude>พลอาสาล้อมวัง ออกไปกันให้ราษฎรทั้งหลายเกี่ยวข้าว ณ ทุ่งชายเคืองที่ทัพมหาอุปราชาตั้งอยู่นั้น พระมหาอุปราชาแต่งพลม้าประมาณพันหนึ่งยกออกมารบ ทัพเจ้าพญากำแพงเพชรก็แตก สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ทรงพระโกรธแก่เจ้าพญากำแพงเพชรตรัสให้ลงพระราชอาญาโดยโทษตามพระอัยการศึก สมเด็จพระราชบิดาทรงพระกรุณาตรัสว่า เจ้าพญากำแพงเพชรเป็นแต่พ่อเรือน<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "พลเรือน"</ref> มิได้เป็นทแกล้วทหาร ขอโทษเจ้าพญากำแพงเพชรไว้ครั้งหนึ่งก่อน สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ก็มิได้ลงโทษ แล้วตรัสปรึกษาด้วยท้าวพญาเสนามาตย์โยธาหาญทั้งหลายว่า ซึ่งเจ้าพญากำแพงเพชรพ่ายเข้ามา ให้ข้าศึกได้ใจดังนี้เราจะนิ่งไว้ช้ามิชอบ ชอบเราจะยกพยุหบาตราทัพหลวงออกตีทัพมหาอุปราชา อย่าให้ตั้งอยู่ ณ ชายเคืองนั้นได้ ราษฎรทั้งปวงจึงจะได้เกี่ยวข้าวในท้องทุ่งสะดวก แล้วตรัสให้ตรวจช้างม้ารี้พลทหารอาสา ให้เอาเครื่องสรรพยุทธปืนใหญ่แลปืนจ่ารงมณฑกนกสับลงบรรจุเรือรบเรือไล่สองร้อยลำนั้นสรรพ จึงแต่งทหารให้ลอบออกไปทางบกทางเรือที่ชอบกล<ref>ฉบับพันจันทนุมาศ สำนวนพรรณนาความต่างออกไป ดูฉบับพันจันทนุมาศหน้า ๑๕๘</ref> ซุ่มพลทหารปืนใหญ่น้อยไว้ จึงจะยั่วให้ข้าศึกออกไล่ เห็นได้ทีแล้วจึงจะออกทะลวงตีทั้งปืนใหญ่น้อยยิงระดมสำเอาข้าศึกให้แตกฉานอย่าให้คุมกันติด ฝ่ายกองทหารอาสาก็ไปซุ่มอยู่ตามรับสั่ง
{{มปก}}<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
rjjeqo21mft3ho3jdeaiyzm7taxgmh0
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/208
250
89838
290243
2026-05-16T03:01:45Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "จึงสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ก็เสด็จด้วยพระชลวิมานลำเดียวกันไปโดยชลมารค แล้วท้าวพญาพระหัวเมืองขุนหมื่นทหารทั้งปวงก็ไปโดยกระบวนหน้าหล..."
290243
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๗๖}}</noinclude>จึงสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ก็เสด็จด้วยพระชลวิมานลำเดียวกันไปโดยชลมารค แล้วท้าวพญาพระหัวเมืองขุนหมื่นทหารทั้งปวงก็ไปโดยกระบวนหน้าหลัง ครั้นถึงตำบลชายเคืองใกล้ทัพมหาอุปราชาตั้งอยู่นั้น จึงตรัสให้ทหารอาสาขึ้นไปยั่วข้าศึกหน้าค่าย แลข้าศึกก็ยกออกมาได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ ฝ่ายกองทหารอาสาที่ซุ่มอยู่นั้นก็ยกพลออกทะลวงตี ยิงปืนใหญ่น้อยสาดไปต้องข้าศึกล้มตายเป็นอันมาก ข้าศึกมิได้ระส่ำระสายยกหนุนวกลงมาข้างริมน้ำ ฝ่ายทัพกรุงก็วางปืนใหญ่แลปืนจ่ารงมณฑกนกสับขึ้นไปแต่เรือรบ ต้องพม่ามอญแลช้างม้าตายเป็นอันมาก แลพลข้าศึกนั้นยังต่อรบอยู่
ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช เสด็จออกยืนหน้าแคร่พระที่นั่งทั้งสองพระองค์ทรงปืนนกสับยิงต้องข้าศึกทั้งม้าแลคนตายมาก ทหารชาวกรุงก็ยิงปืนระดมไป ฝ่ายข้าศึกก็ลงมาสกัดข้างหลังเรือพระที่นั่งแล้วยิงปืนไฟตอบมาเป็นสามารถ แลเรือรบข้าหลวงทั้งปวงอยู่มิได้ก็พ่ายมาสิ้น ยังแต่เรือพระที่นั่งแลเรือรบห้าลำอยู่ยิงตอบกันไปมา ฝ่ายข้าศึกยิงปืนไฟมาต้องฉลองพระองค์สมเด็จพระเอกาทศรถอิศวรบรมบพิตรอันทรงนั้น แต่ปลายพระหัตถ์ขาดขึ้นไปถึงต้นพระพาหุ อนึ่งข้าศึกยิงปืนไฟมาต้องคนในเรือกันนั้นเจ็บป่วยลำบากมาก แต่กระสุนปืนนกสับข้าศึกยิงมาตกอยู่ ณ เรือพระที่นั่งนั้นประมาณสามสิบกระสุน พอเพลาค่ำเสด็จคืนเข้าพระนคร
{{มปก}}<noinclude></noinclude>
2c885nnl3q145snm85118mg5l3htrr7
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/209
250
89839
290247
2026-05-16T04:19:38Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "ครั้น ณ วันอาทิตย์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๖ เพลา ๑๑ ทุ่ม สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชา เสด็จยกพยุหบาตราทัพออกจากพระนครข้ามไป สมเด็จพระเชษฐาทรงช้างต้นเจ้าพ..."
290247
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๗๗}}</noinclude>ครั้น ณ วันอาทิตย์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๖ เพลา ๑๑ ทุ่ม สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชา เสด็จยกพยุหบาตราทัพออกจากพระนครข้ามไป สมเด็จพระเชษฐาทรงช้างต้นเจ้าพญาปราบไตรจักรสูง ๖ ศอก ๑๑ นิ้ว ติดน้ำมันหนังหลัง สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าทรงพระคชาธารจักรมหิมาสูง ๖ ศอกคืบติดน้ำมันหน้าหลัง เจ้าพญามหาเสนาขึ่ช้างปราบไตรภพสูง ๖ ศอกคืบ เจ้าพญาจักรีขี่ช้างแก้วสังหารสูง ๖ ศอก ๔ นิ้ว เอาขุนหมื่นนายกองช้างนอกขี่ช้างพังกั้นกลางหว่างละสี่ช้าง ให้มอญเข้าไปร้องหน้าค่ายพระเจ้าหงสาวดี ว่ามีหนังสือบอกพระมหาอุปราชา ให้ขึ้นมากราบทูลให้เร่งเปิดประตูรับ เจ้าหน้าที่นายประตูร้องว่าจะกราบทูลก่อนจะเปิดยังมิได้ สักครู่หนึ่งในค่ายพระเจ้าหงสาวดีวางปืนจ่ารงมณฑกนกสับระดมมา สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับพระอนุชาธิราช เห็นว่าข้าศึกรู้ตัวแล้ว ก็เสด็จลงเรือพระที่นั่งคือเข้าพระนคร
ครั้น ณ วันพุธ ขึ้น ๑ เดือน ๗ เสด็จพระราชดำเนินออกไปตั้งทัพไชยตำบลวัดช่องลม
ครั้น ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๗<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "ครั้น ณ วันพุธ {{ตตฉ|ขึ๊น|ขึ้น}} ๘ ค่ำ เดือน ๗"</ref> เอาปืนกระกาลมฤตยุราชใส่สำเภาขึ้นไปยิงค่ายพระเจ้าหงสาวดี ณ ขนอนปากคู พระเจ้าหงสาวดีเห็นชาวพระนครเอาปืนใหญ่มายิงได้ถึงค่าย ก็เลิกทัพไปตั้งป่าโมกข์ใหญ่<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขา และฉบับพันจันทนุมาศว่า "ปากโมกใหญ่"</ref><noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ข|๒๓{{ชว}}{{ชว}}}}</noinclude>
8r6atcxtbovpufn3teddnh397izkfrr
290249
290247
2026-05-16T04:21:17Z
Peatlnwza
10757
290249
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑๗๗}}</noinclude>ครั้น ณ วันอาทิตย์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๖ เพลา ๑๑ ทุ่ม สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชา เสด็จยกพยุหบาตราทัพออกจากพระนครข้ามไป สมเด็จพระเชษฐาทรงช้างต้นเจ้าพญาปราบไตรจักรสูง ๖ ศอก ๑๑ นิ้ว ติดน้ำมันหนังหลัง สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าทรงพระคชาธารจักรมหิมาสูง ๖ ศอกคืบติดน้ำมันหน้าหลัง เจ้าพญามหาเสนาขึ่ช้างปราบไตรภพสูง ๖ ศอกคืบ เจ้าพญาจักรีขี่ช้างแก้วสังหารสูง ๖ ศอก ๔ นิ้ว เอาขุนหมื่นนายกองช้างนอกขี่ช้างพังกั้นกลางหว่างละสี่ช้าง ให้มอญเข้าไปร้องหน้าค่ายพระเจ้าหงสาวดี ว่ามีหนังสือบอกพระมหาอุปราชา ให้ขึ้นมากราบทูลให้เร่งเปิดประตูรับ เจ้าหน้าที่นายประตูร้องว่าจะกราบทูลก่อนจะเปิดยังมิได้ สักครู่หนึ่งในค่ายพระเจ้าหงสาวดีวางปืนจ่ารงมณฑกนกสับระดมมา สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับพระอนุชาธิราช เห็นว่าข้าศึกรู้ตัวแล้ว ก็เสด็จลงเรือพระที่นั่งคือเข้าพระนคร
ครั้น ณ วันพุธ ขึ้น ๑ เดือน ๗ เสด็จพระราชดำเนินออกไปตั้งทัพไชยตำบลวัดช่องลม
ครั้น ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๗<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "ครั้น ณ วันพุธ {{ตตฉ|ขึ๊น|ขึ้น}} ๘ ค่ำ เดือน ๗"</ref> เอาปืนพระกาลมฤตยุราชใส่สำเภาขึ้นไปยิงค่ายพระเจ้าหงสาวดี ณ ขนอนปากคู พระเจ้าหงสาวดีเห็นชาวพระนครเอาปืนใหญ่มายิงได้ถึงค่าย ก็เลิกทัพไปตั้งป่าโมกข์ใหญ่<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขา และฉบับพันจันทนุมาศว่า "ปากโมกใหญ่"</ref>
{{มปก}}<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ข|๒๓{{ชว}}{{ชว}}}}</noinclude>
cdqg9od80vq3lxjav3071taox3pp4zb
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/363
250
89840
290252
2026-05-16T06:23:08Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "ศักราช ๙๙๕ ปีระกาศก ทรงพระกรุณาให้สถาปนาพระปรางค์วัดมหาธาตุอันทำลายลงเก่า เดิมในองค์สูงสิบเก้าวา {{ตตฉ|ยอดนภาศูล}} ๓ วา จึงดำรัสว่าทรงเก่าล่ำนัก ก่อใหม่<ref>ฉบับพั..."
290252
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๓๓๑}}</noinclude>ศักราช ๙๙๕ ปีระกาศก ทรงพระกรุณาให้สถาปนาพระปรางค์วัดมหาธาตุอันทำลายลงเก่า เดิมในองค์สูงสิบเก้าวา {{ตตฉ|ยอดนภาศูล}} ๓ วา จึงดำรัสว่าทรงเก่าล่ำนัก ก่อใหม่<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ก่อไม่ ในองค์"</ref>ให้องค์สูงเส้น ๒ วา ยอดนภศูลให้คงไว้ เข้ากันเป็นเส้น ๕ วา ก่อแล้วเห็นเพรียวอยู่ ให้เอาไม้มะค่ามาแซกตามอิฐ<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ตามอิฐ"</ref> เอาปูนบวก ๙ เดือนสำเร็จ ให้กระทำการฉลองเป็นอันมาก
ในปีนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชบุตรด้วยพระสนมอีก ๓ พระองค์ ทรงพระนามไตรภูวนาทิตยวงศ์องหนึ่ง พระองค์ทององค์หนึ่ง พระอินทราชาองค์หนึ่ง
เมื่ออาสาฬหะมาศเข้าพระวสา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชดำเนินด้วยสนมราชกัลยาออกไปนมัสการจุดเทียนพระวสาถวายใหญ่พุทธิปฏิมากร ณ วัดพระศรีสรรเพชญ์ เสด็จประพาสหน้าพระวิหารทอดพระเนตรเห็นพระอาทิตยวงศ์ราชบุตรพระเจ้าทรงธรรมซึ่งยกออกเสียจากราชสมบัตินั้น ขึ้นนั่งห้อยเท้าอยู่หลังกำแพงแก้ว ชี้พระหัตถ์ตรัสว่าอาทิตยวงศ์องอาจมิได้ลงจากกำแพงแก้วให้ต่ำ ลดพระอาทิตยวงศ์ลงจากยศให้ไปปลูกเรือนเสาไม้ไผ่สองห้องสองหลังริมวัดท่าทรายให้อาทิตยวงศ์อยู่ ให้คนอยู่ด้วยสองคนแต่พอตักน้ำข้าวสั่งแล้วเสด็จเข้าพระราชวัง
{{มปก}}<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
8cmnfxzpert4cginmuq6nvxm73x1dog
หน้า:คหก กรุงเก่า ขุนหลวงฯ หลวงประเสริฐ - ๒๕๑๕.pdf/35
250
89841
290253
2026-05-16T07:49:09Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "{{ก|คำให้การชาวกรุงเก่า|200}} {{ก|'''ภาคที่ ๑'''|150}} {{ก|ว่าด้วยเรื่องราชพงศาวดาร|150}} {{สกอ|sp|5|sp|20|sp|5|fc|14|d|6|fc|14|sp|5|sp|20|sp|5}} ปางเมื่อสมเด็จพระบรมโลกนาถศาสดาจารย์ ได้ตรัสแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธ..."
290253
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๑}}</noinclude>{{ก|คำให้การชาวกรุงเก่า|200}}
{{ก|'''ภาคที่ ๑'''|150}}
{{ก|ว่าด้วยเรื่องราชพงศาวดาร|150}}
{{สกอ|sp|5|sp|20|sp|5|fc|14|d|6|fc|14|sp|5|sp|20|sp|5}}
ปางเมื่อสมเด็จพระบรมโลกนาถศาสดาจารย์ ได้ตรัสแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ เป็นองค์พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้เสด็จจารึกโปรดเวไนยสัตว์ให้บรรลุมรรคผลโดยลำดับ จนถึงได้เสด็จมาทรงรับพระเชตวันมหาวิหาร ซึ่งอนาบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวายใกล้กรุงสาวัตถีมหานคร ขณะเมื่อทรงจำพรรษาอยู่ใกล้มหาวิหารนั้น วันหนึ่งพระองค์เสด็จเข้าสู่มหากรุณาสมาบัติ ทรงเลือกเล็งแลดูเวไนยเผ่าพันธุ์อันควรจะได้มรรคผลธรรมวิเศษมีสรณะและศีลเป็นต้น ทรงเห็นบรรพตน้อยแห่งหนึ่งเรียกว่า เขาปถวี อยู่ในแว่นแคว้นแดนโยนกประเทศ ปรากฎในข่ายพระญาณ ทรงทราบว่าภูมิลำเนาแห่งเขาน้อยนั้นในอนาคตกาลเบื้องหน้าต่อไป จะเป็นที่ก่อสร้างบุญกุศลของหมู่มหาชนอันมาแต่ทิศานุทิศ หาที่สิ้นสุดมิได้ จะเป็นประโยชน์แก่เทพยดามนุษย์ทั่วไป พระองค์ทรงพิจารณาเห็นเหตุดังนี้แล้ว จึงเสด็จด้วยพุทธปาฏิหาริย์ทางนภากาศ พอจวนจะถึงเขาปถวี มหาเมฆก็บังดาลให้ฝนห่าใหญ่ตกลงมา พระองค์จึงเสด็๗ประทับยืนพักพระอิริยาบถอยู่ที่เงื้อมผาเชิงเขานั้นด้วยเดชพระพุทธานุภาพ เมล็ดฝนสักหยาดหนึ่งจะตกต้องพระบวรกายของพระองค์หามิได้ ท่อธารน้ำฝนนั้นไหลล้นไปยังเชิงเขาข้างหนึ่งทั้งสิ้นเป็นมหัศจรรย์ ในขณะนั้น<noinclude></noinclude>
gt39numhy212y30eug87yz4kbyrxll4
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/364
250
89842
290254
2026-05-16T08:11:53Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "ในเดือน ๑๒ นั้น ทรงพระกรุณาสั่งว่า พ้นเทศกาลราษฎรเกี่ยวข้าวแล้ว จ เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท ให้ช่างขึ้นไปตกแต่งพระตำหนักใต้<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ใน"</ref> ธารทองแ..."
290254
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๓๓๒}}</noinclude>ในเดือน ๑๒ นั้น ทรงพระกรุณาสั่งว่า พ้นเทศกาลราษฎรเกี่ยวข้าวแล้ว จ เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท ให้ช่างขึ้นไปตกแต่งพระตำหนักใต้<ref>ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ใน"</ref> ธารทองแดงแลให้ไขน้ำมาแต่ง <ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาและฉบับพันจันทนุมาศว่า "มาแต่"</ref>ธารทองแดงให้สนุกสนาน แลทางสถลมารคแต่ท่าเจ้าสนุกขึ้นไปท้ายพิกุลนั้น คิดให้มีน้ำแลศาลาโดยระยะทาง ผู้คนจะได้อาศัย เสนาบดีรับพระราชโองการแล้ว ก็ยกช่างแลไพร่ขึ้นไปเกณฑ์แบ่งให้ตกแต่งพระตำหนักท่าเจ้าสนุก แลแบ่งให้ทำศาลาขุดบ่อบางโขมดตำบลตำบลบ่อโศกนั้น ขุดย่อริมต้นโศกจึงให้ชื่อบ่อโศก แล้วขึ้นบ่อ<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาและพันจันทนุมาศว่า "แล้วขึ้นไป"</ref> ทำศาลากลางทางพอพระสงฆ์แลสามเณรเดินขึ้นไปเห็นทำศาลาอยู่ เจ้าสามเณรจึงว่าศาลาทั้ง ๕ ห้องคั่นเสียสักห้อง<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาและฉบับพันจันทนุมาศว่า "สองห้อง"</ref> ก่อเป็นฝากรงให้ดีคนจะได้อาศัยนอน ถ้าไม่มีฝาเสือจะกินเสีย ช่างทั้งปวงฟังเจ้าสามเณรว่าเห็นชอบด้วยก็ทำตาม ครั้นทำแล้วจึงให้นามชื่อศาลาเจ้าสามเณร<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาและฉบับพันจันทนุมาศว่า "เจ้าเณร"</ref> และที่ตำตลหนองคณฑีนั้นมีน้ำอยูแล้วก็ทำศาลาไว้สำหรับอาศัย แลไพร่ซึ่งทำศาลาลงไปตักน้ำกินได้คณฑีใบหนึ่งจึงให้ชื่อหนองคณฑี แลช่างกองใหญ่ยกขึ้นไปทำพระตำหนักริมลำธารท้ายธารทองแดงคิดทดท่อน้ำปิดเปิดให้ไหลเชี่ยวมาแต่ทองแดง อันพระราชนิเวศน์ซึ่งทำ<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
7h5bll3t5jp6v3rkgwyyws6jwdzo5cx
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/365
250
89843
290256
2026-05-16T10:58:55Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "นั้นในดงพฤกษาชาติร่มรื่นชื้อชิด<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "ชื้นชิด"ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ชื่นชิด"</ref> เป็นที่สำราญราชหฤทัยปีนธเรศตรีศวรกษัตริย์สรรพแสนสนุก แล้วคิด..."
290256
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๓๓๓}}</noinclude>นั้นในดงพฤกษาชาติร่มรื่นชื้อชิด<ref>ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "ชื้นชิด"ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ชื่นชิด"</ref> เป็นที่สำราญราชหฤทัยปีนธเรศตรีศวรกษัตริย์สรรพแสนสนุก แล้วคิดผ่อนทางชลชลาให้ไหลล้นลงมายังห้วยศิลาดาษ จึงให้นามชื่อพระราชนิเวศน์ธารเกษม แล้วให้วนจรกนำออกไปตกแต่งธารโศกปลายธารทองแดงก็เป็นที่ประพาสแห่งหนึ่ง แต่ตกแต่งพระราชนิเวศน์ธารเกษมแลธารทองแดงบริเวณพระพุทธบาทแลสถลมารคทั้งปวง ๓ เดือนก็เสร็จ จึงให้เสนาพฤฒามาตย์ทำรายการมากราบทูลพระกรุณาให้ทราบทุกประการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ฟังก็ดีพระทัยปราโมทยิ่งนัก จึงมีพระราชกำหนดสั่งสมุหนายกว่า เดือนสี่ขึ้น ๒ ค่ำจะไปนมัสการพระบรมพุทธบาท ให้เตรียมการโดยชลมารคสถลมารคให้พร้อม สมุหนายกรับพระราชโองการแล้วกำหนดกฎหมายสั่งทุกพนักงาน เจ้าพนักงานทั้งปวงก็ให้ล่วงไปจัดแจงการทุกกระทรวงพร้อมเสร็จครั้นถึงผคุณมาสขึ้นสองค่ำ เพลารุ่งแล้วสองนาฬิกาแปดบาท สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทรงบาตรแล้ว ก็ทรงเครื่องสรรพาภรณ์บวรด้วยแก้วกาญจนกนกรัตนามัย สำหรับพิชัยราชยุทธทรงราชาวุธสรรพเสร็จ ก็เสด็จลงสู่พระที่นั่งไกรสรมุขพิมานชัยจักรรัตนพิพัฒน์ด้วยเครื่องสูงไสวบวร ธงชัยธงฉานอลังการด้วยเรือต้นทั้งหลายเดียรดาษ เรือเสนาพฤฒามาตย์ราชกูลขุนหลวงต้นเชือกปลายเชือกทั้งปวง ก็เข้าจับฉลากเป็นขนัดอัดแออรรณพ ครบทั้งเรือพระประเทียบทุกกรม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ให้เคลื่อนกระบวน<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}</noinclude>
3dnbmj6p2mdx45xrokniv6pl1d0fj94
หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/376
250
89844
290257
2026-05-16T11:29:30Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "เทศบรรทุกพรรณผ้าแลได้ม้าเทศสูง ๓ ศอก ๒ นิ้ว เข้ามาถวาย ๒ ม้า กัยกั้นหยั่นฝักด้ามถมยาราชาวดีประดับนพรัตน์เล่มหนึ่ง สิ่งของนอกนั้นเป็นอันมาก ศักราช ๑๐๐๕ ปีมะแมศ..."
290257
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๓๔๔}}</noinclude>เทศบรรทุกพรรณผ้าแลได้ม้าเทศสูง ๓ ศอก ๒ นิ้ว เข้ามาถวาย ๒ ม้า กัยกั้นหยั่นฝักด้ามถมยาราชาวดีประดับนพรัตน์เล่มหนึ่ง สิ่งของนอกนั้นเป็นอันมาก
ศักราช ๑๐๐๕ ปีมะแมศก พระโหราถวายฎีกาว่าในสามวันจะเกิดเพลิงในพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังตกพระทัยด้วยพระโหราคนนี้แม่นยำนัก ครั้งหนึ่งเสด็จอยู่ในพระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท มุสิกตกลงมาทรงพระกรุณาเอาขันทองครอบไว้ ให้หาพระโหรามาทาย พระโหราคำนวณแล้วทูลว่าสัตว์ ๔ เท้า {{ตตฉ|ทรงพระพระกรุณา|ทรงพระกรุณา}}ตรัสว่า กี่ตัว พระโหราขับคำนวณแล้วทูลว่า ๔ ตัว ทรงพระกรุณาตรัสว่า สัตว์ {{ตตฉ|๒|๔}} เท้านั้นถูกอยู่ แต่ที่ว่าสี่ตัวนั้นผิดแล้ว ครั้นเปิดขันทองขึ้นเห็นลูกมุสิกะคลานอยู่ ๓ ตัวกับแม่ตัวหนึ่งเป็น ๔ ตัว ก็ทรงพระกรุณาตรัสสรรเสริญพระโหราธิบดีว่าดีแม่นกว่าตาเห็นอีก ให้พระราชทานเงินตราชั่งหนึ่ง เสื้อผ้าสองสำรับ แต่นั้นมาก็เชื่อถือพระโหราธิบดีนัก ครั้นทราบว่าจะเกิดเพลิง จึงมิไว้พระทัยให้ขนของเทพระราชวังออกไปอยู่วัดไชยวัฒนาราม ทั้งเรือบัลลังก์ เรือศรี เรือคลังคับคั่งแออัดกันอยู่ แลในพระราชวังนั้น เกณฑ์ไพร่สามพันสรรพด้วยพร้าขอตะกร้อน้ำรักษา ห้ามมิให้หุงข้าวในพระราชวัง แล้วให้เรือตำรวจคอยบอกเหตุทุกทุ่มโมง
ครั้นถึงคำรบสามวัน เพลาชายแล้ว ๔ นาฬิกา เรือตำรวจลงไปไปกราบทูลพระกรุณาว่าสงบอยู่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่าครั้งนี้เห็น<noinclude></noinclude>
r0sx911w4h04k9j14za1uken0e4ecgp
หน้า:คหก กรุงเก่า ขุนหลวงฯ หลวงประเสริฐ - ๒๕๑๕.pdf/110
250
89845
290258
2026-05-16T11:46:57Z
Peatlnwza
10757
/* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "พระนามใหม่ว่า พระสุธรรมราชา เวลานั้นมีพระเจ้าแผ่นดิน ๒ พระองค๋ คือพระมหาจักรวรรดิ์พระองค์ ๑ พระสุธรรมราชาพระองค์ ๑ ดังนี้ พระสุธรรมราชานั้นมีพระอัครมเหสีทรงพ..."
290258
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|๗๖}}</noinclude>พระนามใหม่ว่า พระสุธรรมราชา เวลานั้นมีพระเจ้าแผ่นดิน ๒ พระองค๋ คือพระมหาจักรวรรดิ์พระองค์ ๑ พระสุธรรมราชาพระองค์ ๑ ดังนี้ พระสุธรรมราชานั้นมีพระอัครมเหสีทรงพระนามว่า พระบรมเทวี ๆ มีพระราชธิดาองค์ ๑ มีพระนามว่า สุวรรณกัลยา มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ มีพระนามว่า พระนเรศวีองค์ ๑ พระเอกาทศรถองค์ ๑
ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรวรรดิ์ซึ่งครองกรุงศรีอยุธยานั้น เมื่อพระมหินทร์ราชโอรสทรงพระเจริญขึ้น มีพระราชประสงค์จะให้พระมหินทร์ครองราชสมบัติ จึงทรงตั้งพระมหินทร์ไว้ในตำแหน่งรัชทายาท ข้อความอันนั้นทราบไปถึงพระสุธรรมราชา ๆ ก็น้อยพระทัยว่าพระเชษฐาไม่ยกย่องพระองค์ จึงตั้งแข็งเมืองเอาพระมหาจักรวรรดิ์ มิได้เสด็จลงมาเฝ้าเลย
พระมหาจักรวรรดิ์นี้มีบุญญาธิการมาก ได้ช้างเผือกถึง ๗ ช้าง คือ ช้างเผือกพลาย ๔ ช้าง ชื่อบรมฉัททันต์หนึ่ง อนันตจักรพาฬหนึ่ง อัญชนคชาหนึ่ง ช้างเผือกพัง ๓ ช้าง ชื่อทิพกริณีหนึ่ง สิริไอยราหนึ่ง รัตนคชินทราหนึ่ง
กิตติศัพท์ที่พระมหาจักรวรรดิ์ ได้ช้างเผือกถึง ๗ ช้างนั้นปรากฎไปในนานาประเทศ พระเจ้าช้างเผือกหงสาวดีมีพระราช{{ตตฉ|พระสงค์|ประสงค์}}จะใคร่ได้ช้างเผือกนั้น จึงรับสั่งให้พวกอาลักษณ์จารึกพระราชสาสน์ในพระสุพรรณบัฏเป็นอักษร ๓ ตัว ตัว ๑ ความว่า<noinclude></noinclude>
pfthp06d0lpbw45mylr4irtfxchdv2l