วิกิซอร์ซ thwikisource https://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81 MediaWiki 1.47.0-wmf.16 first-letter สื่อ พิเศษ พูดคุย ผู้ใช้ คุยกับผู้ใช้ วิกิซอร์ซ คุยเรื่องวิกิซอร์ซ ไฟล์ คุยเรื่องไฟล์ มีเดียวิกิ คุยเรื่องมีเดียวิกิ แม่แบบ คุยเรื่องแม่แบบ วิธีใช้ คุยเรื่องวิธีใช้ หมวดหมู่ คุยเรื่องหมวดหมู่ สถานีย่อย คุยเรื่องสถานีย่อย ผู้สร้างสรรค์ คุยเรื่องผู้สร้างสรรค์ งานแปล คุยเรื่องงานแปล หน้า คุยเรื่องหน้า ดัชนี คุยเรื่องดัชนี TimedText TimedText talk มอดูล คุยเรื่องมอดูล Event Event talk หน้า:Prachum Phongsawadan (51) 2472.djvu/12 250 39076 295061 294855 2026-08-22T07:49:47Z Librovore 10939 295061 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Bitterschoko" />{{ก|๒}}</noinclude>{{ลห|ร3|พระราชปรารภเรื่องการปกครองแผ่นดิน|120}} พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ {{ตตฉ|สํฆํ|สงฺฆํ}} สรณํ คจฺฉามิ คุณพระรัตนตรัยอันเป็นใหญ่ในโลกนี้ ให้เจ้าพระยาพระคลัง พระยาศรีพิพัฒ พระยาราชสุภาวดี กับขุนนางผู้น้อยทั้งปวง จงเป็นสามัคคีรสแก่กันและกัน ตั้งใจฉลองพระเดชพระคุณสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทั้ง ๒ พระองค์มาแล้ว ได้ช่วยกันรักษาแผ่นดินสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวอันเป็นปฐมกษัตริย์มาได้ถึง ๖๙ ปี จนมีพระญาติประยุรวงศานุวงศสืบ ๆ มาเป็นอันมากประมาณถึงพันหนึ่งสองพัน แต่ที่เป็นผู้หญิงนั้นยกเสีย ว่าแต่ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ก็มี กลางคนก็มี เด็กก็มีนั้น สมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวได้ชุบย้อมคุณานุรูปทุกองค์ แต่ที่จะให้บังคับให้ท่านผู้ใดเป็นเจ้าแผ่นดิน บังคับไม่ได้ ขอเสียเถิด ให้พระญาติประยุรวงศกับขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยประนีประนอมกันสมมุติ จะให้พระองค์ใดหรือผู้ใดขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินก็สุดแต่จะเห็นพร้อมกันเถิด ให้เห็นแก่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า พระบาท{{ตตฉ|สบเด็จ|สมเด็จ}}พระพุทธเลิศหล้า สมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวด้วย อย่าให้ฆ่าฟันกันเสียนักเลย จงช่วยกันรักษาแผ่นดินไปด้วยกันเถิด อนึ่งการพระราชกุศลซึ่งได้สร้างวัดวาอารามกับทั้งพระราชกุศลสิ่งอื่น ๆ ยังค้างอยู่เป็นอันมากนั้น ถ้าท่านผู้ใดจะได้ครองแผ่นดินสืบไป จงสงเคราะห์แก่ข้าด้วย เงินในท้องพระคลังทั้งข้างหน้าข้างในมีอยู่สัก ๔๐,๐๐๐ ชั่งเศษ ขอไว้ให้ข้าสัก ๑๐,๐๐๐ ชั่ง จะได้ใช้ในการพระราชกุศลซึ่งยังค้างอยู่นั้น{{วว}}<noinclude></noinclude> tm3l8hdbp1k7ohee0pj4g5txmdmu81f ผู้ใช้:Pandadah/ทดลองเขียน 2 90995 295046 2026-08-22T04:31:33Z Pandadah 12242 สร้างหน้าด้วย "เดินตามเต๋า เรียบเรียงจาก 《道德經》 โดย ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์ © 2026 ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์ เผยแพร่ภายใต้ CC BY-SA 4.0 อนุญาตให้คัดลอก ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อได้ โดยต้องระบุชื่อผ..." 295046 wikitext text/x-wiki เดินตามเต๋า เรียบเรียงจาก 《道德經》 โดย ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์ © 2026 ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์ เผยแพร่ภายใต้ CC BY-SA 4.0 อนุญาตให้คัดลอก ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อได้ โดยต้องระบุชื่อผู้เรียบเรียง และเผยแพร่ผลงานดัดแปลงภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน เดินตามเต๋า เป็นงานเรียบเรียงและตีความ เต้าเต๋อจิง ในฐานะแนวทางของการฝึกฝนจิตใจ ชวนให้ผู้อ่านหันกลับมาสังเกตตนเอง เรียนรู้ธรรมชาติของจิต และค่อย ๆ ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติของเต๋า เนื่องจากต้นฉบับเต็มไปด้วยสำนวน ภาษา และบริบทของยุคสมัย งานเรียบเรียงฉบับนี้จึงไม่ได้มุ่งรักษารูปประโยคเดิมทุกถ้อยคำ แต่เลือกถ่ายทอดแก่นความหมายด้วยภาษาร่วมสมัย พร้อมเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับการฝึกฝนจิตใจ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงสาระของเต้าเต๋อจิงได้ง่ายขึ้น และนำไปใคร่ครวญผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน งานเรียบเรียงนี้ไม่ได้อ้างว่าเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องที่สุดของเต้าเต๋อจิง แต่เป็นเพียงความเข้าใจและการตีความของผู้เรียบเรียง หากมีส่วนใดคลาดเคลื่อน ย่อมเป็นข้อจำกัดของผู้เรียบเรียงแต่เพียงผู้เดียว '''บทที่ 1''' สัจธรรมที่สามารถกล่าวถึงได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสัจธรรม ไม่ใช่ตัวของสัจธรรม นามที่สามารถเรียกขานได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสิ่งนั้น ไม่ใช่ตัวของสิ่งนั้น “ความว่าง” คือชื่อที่ใช้เรียกจุดกำเนิดแห่งฟ้าดิน “ความมี” คือชื่อที่ใช้เรียกมารดาแห่งสรรพสิ่ง ดังนั้น เมื่อสถิตอยู่ในภาวะไร้ตัวตน ย่อมประจักษ์ถึงแก่นแท้อันลึกล้ำ เมื่อสถิตอยู่ในภาวะมีตัวตน ย่อมมองเห็นรูปปรากฏและขอบเขตของสรรพสิ่ง แท้จริงแล้ว ทั้งสองกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน เพียงแต่ถูกเรียกขานด้วยนามที่ต่างกัน ความเป็นหนึ่งซึ่งเผยออกมาเป็นความต่างนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเร้นลับ” ความเร้นลับซ้อนเร้นลับลงไปอีก คือประตูสู่ความมหัศจรรย์ทั้งปวง '''บทที่ 2''' เมื่อความงามถูกนิยาม ความน่าเกลียดก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อความดีถูกนิยาม ความชั่วก็ถือกำเนิดขึ้น เพราะความมีและความไม่มีต่างให้กำเนิดซึ่งกันและกัน ความยากและความง่ายต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ความยาวและความสั้นต่างอาศัยกันเพื่อให้ปรากฏ ความสูงและความต่ำต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน เสียงทุ้มและเสียงแหลมต่างสอดประสานซึ่งกันและกัน เบื้องหน้าและเบื้องหลังต่างติดตามซึ่งกันและกัน สรรพสิ่งล้วนดำเนินไปเช่นนี้เสมอ ผู้รู้จึงขับเคลื่อนชีวิตจากแก่นแท้ภายใน กระทำเต็มที่โดยไร้ใจที่ยึดติด เกื้อหนุนให้สรรพสิ่งเติบโต แต่ไม่เข้าครอบงำ สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ แต่ไม่ยึดถือว่าเป็นของตน ลงมือกระทำ แต่ไม่ยึดมั่นในผลงาน เมื่อการงานสำเร็จแล้ว ก็ไม่ยึดติดในความสำเร็จนั้น และเพราะไม่ยึดติดในความสำเร็จ ความสำเร็จนั้นจึงไม่เคยจากไป '''บทที่ 3''' ไม่ยกย่องผู้ใดจนเกินพอดี เพราะการเปรียบเทียบย่อมนำไปสู่การแข่งขัน ไม่ให้คุณค่าสิ่งใดจนเกินพอดี เพราะความยึดมั่นย่อมก่อให้เกิดความโลภ ไม่ปล่อยใจไหลตามความอยาก เพราะตัณหาย่อมทำให้จิตใจว้าวุ่น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงฝึกจิตให้หวนคืนสู่สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ ปล่อยวางกิเลส อัตตา และความฟุ้งซ่าน กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ลดความทะยานอยาก หล่อเลี้ยงแก่นแท้ภายในด้วยความเรียบง่ายและความสงบ เมื่อวางความยึดมั่นในตัวตน การกระทำย่อมสอดคล้องกับธรรมชาติ และชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสงบสุข '''บทที่ 4''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ เมื่อน้อมมาดำเนินชีวิตย่อมเป็นพลังที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ล้ำลึกดุจหุบเหวไร้ก้นราวกับเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง หากปรารถนาจะพบสภาวะนี้ในใจตน จงฝนความแหลมคมของตนให้มนลง ละวางอัตตา ความดื้อรั้น และความต้องการเอาชนะ คลี่คลายปมที่ร้อยรัดจิตใจ ปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่าน อารมณ์ รอยจำ และพันธะที่เหนี่ยวรั้งภายใน หลอมรวมผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ให้เป็นหนึ่งเดียว จนไม่เหลือเส้นแบ่งระหว่างผู้สังเกตกับประสบการณ์ ปล่อยให้การรู้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จนก้าวข้ามทั้งผู้รู้และผู้หลง เหลือเพียงการดำรงอยู่ที่เป็นไปเอง สภาวะนี้ใสกระจ่างและสงบนิ่งยิ่งนัก ราวกับดำรงอยู่อย่างเป็นอมตะในความว่างอันลึกซึ้ง ข้าไม่อาจรู้ได้ว่ามันกำเนิดมาจากสิ่งใด เพราะมันดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง ก่อนความคิดการตีความทั้งหลายจะถือกำเนิด และก่อนแม้แต่แนวคิดเรื่องพระผู้สร้างหรือเทพเจ้าองค์แรกเสียอีก '''บทที่ 5''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ไร้ความลำเอียง ปล่อยให้ทุกปรากฏการณ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป โดยไม่ยึดไว้หรือผลักไส ผู้รู้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ท่านมองเห็นความคิด อารมณ์ การตีความ เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป โดยไม่เข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน พื้นที่ว่างภายในจิตใจของท่านเปรียบดั่งเครื่องสูบลม แม้ภายในจะว่างเปล่า แต่กลับไม่เคยเหือดแห้ง ยิ่งสงบนิ่งเท่าไร พลังแห่งชีวิตก็ยิ่งไหลเวียน และปัญญาญาณก็ยิ่งเผยตัว การแสวงหาความรู้ภายนอกและการคิดตีความไม่รู้จบ มีแต่จะทำให้กายและใจเหนื่อยล้า ไม่สู้กลับมารักษาศูนย์กลางภายใน ด้วยการอยู่กับลมหายใจและความรู้ตัวในปัจจุบัน '''บทที่ 6''' จิตเดิมแท้นั้นไม่มีวันดับสูญ เป็นสภาวะที่ให้กำเนิดทุกประสบการณ์ภายใน และรองรับสภาวะคู่ตรงข้ามทั้งปวงโดยไม่เอนเอียงไปข้างใด สภาวะนี้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แผ่วเบา ละเอียดอ่อนราวกับไม่มีอยู่ แต่กลับเป็นต้นธารแห่งพลังชีวิต เมื่อดำรงอยู่ในจิตเดิมแท้ การกระทำทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลื่นไหล สอดคล้องกับครรลองแห่งเต๋าโดยไม่ต้องฝืนหรือบังคับแม้แต่น้อย '''บทที่ 7''' จิตเดิมแท้ดำรงอยู่นิจนิรันดร์ เหตุที่สภาวะนี้มั่นคงและยืนยง ก็เพราะมันไม่สร้างตัวตนขึ้นมาเพื่อปรนเปรอตนเอง จึงคงความสดใหม่โดยไม่ถูกจำกัดด้วยการเกิดหรือการดับ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ปล่อยให้ชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความคิด แต่หวนคืนสู่แก่นแท้ก่อนสิ่งอื่นใด เมื่อไม่ยึดมั่นในตัวตน จึงไม่มีสิ่งใดต้องคอยปกป้อง เมื่อไม่แสวงหาการดำรงอยู่ จึงดำรงอยู่อย่างแท้จริงและมั่นคง ไม่ใช่เพราะไร้ความหมกมุ่นในตัวตนหรอกหรือ การดำรงอยู่ที่แท้จริงจึงเผยตัวขึ้นเอง '''บทที่ 8''' สภาวะจิตเดิมแท้เปรียบดั่งสายน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงทุกสิ่งโดยไม่เรียกร้อง ไม่เปรียบเทียบและไม่แข่งขัน ยอมไหลสู่ที่ต่ำอย่างเป็นธรรมชาติจึงสอดคล้องกับเต๋า ผู้ที่ขัดเกลาจิตใจอยู่เสมอ ย่อมตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ใจลึก สงบ เปิดกว้าง ดูแลตนเองและผู้อื่นด้วยความเมตตา พูดด้วยความจริงใจ กระทำตามศักยภาพของตน และรู้จักจังหวะที่ควรนิ่งและควรเคลื่อนไหว เมื่อไม่แข่งขันกับชีวิต จิตย่อมเป็นอิสระจากความทุกข์ '''บทที่ 9''' สิ่งที่ถูกยึดไว้และเติมจนล้นย่อมเสียสมดุล ไม่สู้รู้จักหยุดแต่พอดี สิ่งที่ถูกทำให้สมบูรณ์แบบจนเกินไปย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน แม้ภายในจะเปี่ยมไปด้วยความรู้และความดีงาม แต่หากเข้าไปยึดถือ สิ่งที่เคยเป็นคุณก็อาจกลับกลายเป็นโทษได้ เมื่อเกิดความสำคัญตน ยกตนว่าพิเศษหรือต่ำต้อยกว่าผู้อื่น ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเอง ผู้รู้จึงเพียงทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เมื่อสิ่งนั้นสำเร็จแล้วก็วางลง ไม่ยึดครอง ไม่ยึดติด และไม่สร้างตัวตนจากสิ่งที่ทำ นี่คือครรลองแห่งเต๋า '''บทที่ 10''' ยามกายและใจเคลื่อนไหว สามารถประคองความรู้ตัวไว้โดยไม่หลงไปกับตัวตนได้หรือไม่? ยามกายและใจผ่อนคลายถึงที่สุด สามารถหวนคืนสู่ความบริสุทธิ์ดุจทารกแรกเกิดได้หรือไม่? ยามเผชิญความคิด อารมณ์ และความเปลี่ยนแปลงของชีวิต สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ปล่อยให้มันครอบงำได้หรือไม่? ยามรู้แจ้งความจริง สามารถเคารพวิถีของทุกสิ่งโดยไม่เข้าไปควบคุมหรือแทรกแซงได้หรือไม่? สร้างสรรค์แต่ไม่ยึดถือ เกื้อหนุนแต่ไม่ครอบครอง กระทำแต่ไม่ยึดติด นำทางแต่ไม่บงการ สภาวะเช่นนี้เองคือ คุณธรรมอันล้ำลึก '''บทที่ 11''' ซี่ล้อสามสิบซี่มาบรรจบกันที่ดุมล้อ แต่เป็นเพราะความว่างตรงกลางดุมนั้น ล้อจึงหมุนและใช้งานได้ ปั้นดินเหนียวขึ้นเป็นภาชนะ แต่เป็นเพราะความว่างภายใน ภาชนะจึงใช้บรรจุสิ่งต่าง ๆ ได้ เจาะประตูและหน้าต่างเพื่อสร้างบ้าน แต่เป็นเพราะพื้นที่ว่างภายใน บ้านจึงเป็นที่อยู่อาศัยได้ ดังนั้น สิ่งที่มีรูปร่างทำให้เกิดรูปทรง แต่ความว่างต่างหากที่ทำให้สิ่งนั้นใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง '''บทที่ 12''' การหลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอก กระแสนิยม และภาพลักษณ์ ทำให้สายตาหม่นมัวจนมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ การหมกมุ่นอยู่กับคำสรรเสริญ คำตำหนิ และเสียงซุบซิบนินทา ทำให้การรับฟังหม่นมัว จนไม่ได้ยินเสียงแห่งปัญญาภายใน การแสวงหาความสุขจากรสชาติ ความฟุ่มเฟือย และการตามใจความอยาก ทำให้จิตไม่อาจอิ่มเอมกับความเรียบง่ายของชีวิต การหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขัน การเอาชนะ อำนาจ และชื่อเสียง ทำให้จิตใจว้าวุ่น สูญเสียความสงบ และหลงลืมศูนย์กลางภายใน การยึดติดในทรัพย์สมบัติ วัตถุนิยม และสถานะทางสังคม ทำให้ชีวิตหันเหออกจากแก่นแท้ภายใน ไปไล่ตามคุณค่าที่โลกภายนอกกำหนด ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงเลือกใช้ชีวิตโดยอิงจากความจำเป็นที่แท้จริง จึงละสิ่งนั้นและเลือกสิ่งนี้ '''บทที่ 13''' การแสวงหาการยอมรับจากภายนอกทำลายความสงบสุขในจิตใจ ยิ่งคิดตีความมากเท่าไร ยิ่งนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวงมากเท่านั้น เหตุใดการแสวงหาการยอมรับจากภายนอกจึงทำลายความสงบสุขในจิตใจ? เพราะเมื่อแสวงหาคำชื่นชม จิตใจย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของคำพูด เมื่อได้รับก็ยินดี เมื่อถูกตำหนิก็หวั่นไหว จิตจึงขึ้นลงไปตามเสียงของผู้อื่น และไม่อาจตั้งมั่นอยู่กับความจริงภายในได้ เหตุใดการคิดตีความจึงนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวง? ความทุกข์ทั้งปวงเกิดจากการตีกรอบขังตนเองไว้ในนามสมมติ เมื่อทลายกำแพงแห่งความเห็นผิดได้แล้ว ความทุกข์จะตั้งอยู่ที่ใดได้อีก? ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เข้าใจและเคารพจังหวะขึ้นลงของชีวิต ย่อมประคองจิตใจให้มั่นคงได้ในทุกสถานการณ์ และผู้ที่โอบรับทุกประสบการณ์ของชีวิต ย่อมเข้าถึงความสงบเย็นอันแท้จริงภายในตนเอง '''บทที่ 14''' มองดูแต่ไม่เห็น เรียกว่า ไร้รูป ฟังดูแต่ไม่ได้ยิน เรียกว่า ไร้เสียง ไขว่คว้าแต่ไม่อาจจับต้อง เรียกว่า ไร้สัมผัส ทั้งสามไม่อาจไล่เลียงสืบสาวด้วยตรรกะ จึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เบื้องบนไม่สว่าง เบื้องล่างไม่มืด ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ไร้ชื่อ ไร้ขอบเขต และหวนคืนสู่ความว่าง นี่คือรูปที่ไร้รูป คือลักษณะของสิ่งที่ไร้ลักษณะ คือความเป็นหนึ่งเดียวที่ไร้เส้นแบ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดเริ่มต้น เมื่อตามหลังมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดสิ้นสุด จงตั้งมั่นอยู่กับจิตดั้งเดิม แล้วเฝ้ามองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อหวนคืนสู่จิตก่อนการปรุงแต่ง ย่อมเข้าถึงระเบียบอันลึกซึ้งของเต๋า อันเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 15''' ผู้ที่หวนคืนสู่เต๋าย่อมสงบนิ่ง ละเอียดอ่อน และไม่เร่งร้อน ระมัดระวังแต่ไม่หวาดกลัว อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ เรียบง่ายแต่ไม่ว่างเปล่า เปิดกว้างแต่ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตขุ่นมัวก็ไม่รีบจัดการ เพียงปล่อยให้ความสงบนำพาจนความกระจ่างเกิดขึ้นเอง เมื่อชีวิตยังไม่พร้อมก็ไม่เร่งเร้า เพียงดำรงอยู่กับเหตุปัจจัย ความงอกงามก็ค่อย ๆ ผลิบาน เพราะไม่แสวงหาความสมบูรณ์แบบตามภาพที่อัตตาสร้างขึ้น จึงสามารถอยู่กับความจริงที่ปรากฏตรงหน้าได้อย่างเรียบง่าย '''บทที่ 16''' ทำจิตให้ว่างถึงที่สุด รักษาความสงบไว้อย่างมั่นคง แม้ความคิด อารมณ์ และสิ่งเร้าสารพัดจะพรั่งพรูขึ้นมา ก็เพียงเฝ้ามองการเกิดขึ้นและดับไปของมัน เรื่องราวนับไม่ถ้วนในโลก ล้วนเกิดขึ้นแล้วหวนคืนสู่รากฐานเดิม เช่นเดียวกับความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป การหวนคืนสู่รากฐานเดิม คือความสงบ ความสงบ คือการหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม การหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม คือความเป็นนิรันดร์ และการรู้จักความเป็นนิรันดร์ คือความรู้แจ้ง ผู้ที่ไม่รู้ความจริงนี้ย่อมหลงไปตามการปรุงแต่งของจิตและก่อทุกข์ให้แก่ตนเอง ส่วนผู้ที่รู้แจ้ง ย่อมมีจิตใจกว้างขวาง ปราศจากอคติ และดำรงอยู่เหนือโลกแห่งถ้อยคำและการตีความ เมื่อจิตสอดคล้องกับธรรมชาติเดิม ก็ย่อมสอดคล้องกับเต๋า และเมื่อสอดคล้องกับเต๋า การดำรงอยู่ย่อมดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน '''บทที่ 17''' ผู้ที่สอดคล้องกับเต๋าอย่างสมบูรณ์ย่อมดำรงอยู่ด้วยจิตที่สงบนิ่ง เรียบง่าย และเป็นธรรมชาติจนไม่รู้สึกว่ามีตัวตนให้ยึดถือ รองลงมา คือผู้ที่ยังยินดีในความสงบ ความสุข และสภาวะอันละเอียดอ่อน แม้จะประณีตเพียงใด ก็ยังมีผู้เสพคอยยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นของตน รองลงมา คือผู้ที่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ การควบคุม และความพยายามขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ เพราะยังกลัวความผิดพลาดและการหลงทาง รองลงมา คือผู้ที่ปล่อยใจไปตามแรงปรุงแต่ง แล้วจึงย้อนกลับมาต่อต้าน ตำหนิ หรือเกลียดชังตนเอง วนเวียนอยู่ในความขัดแย้งไม่รู้จบ เมื่อขาดความไว้วางใจในธรรมชาติเดิมของตน ความไม่ไว้วางใจในชีวิตก็ย่อมเกิดขึ้น จงผ่อนคลาย ปล่อยวาง และหยุดไล่ตามความคิด เมื่อกายและใจกลับคืนสู่ความสงบ จะเห็นเองว่าความคิด ความรู้สึก และทุกปรากฏการณ์ ล้วนเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุม '''บทที่ 18''' เมื่อจิตเดิมแท้ถูกบดบัง ความดีงามที่เคยไหลออกมาอย่างเป็นธรรมชาติก็กลายเป็นความพยายามที่จะเป็นคนดีและมีคุณธรรม เมื่อความคิดอันชาญฉลาดของอัตตาเข้าครอบงำ การวางแผน คิดคำนวณ และการพยายามเป็นใครสักคนที่สำคัญก็เริ่มขึ้น เมื่อกายและใจขัดแย้งกัน มนุษย์จึงพยายามควบคุม กดข่ม และบังคับตนเองให้เป็นไปตามภาพของความดีงามที่คิดว่าถูกต้อง เมื่อจิตใจว้าวุ่นและหลงทางถึงที่สุด มนุษย์จึงแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ อุดมการณ์ หรือความคิดบางอย่าง เพื่อยึดไว้เป็นที่พึ่งของตน '''บทที่ 19''' ละวางการตีความและแยกออกจากกระแสความคิด แล้วการรับรู้ภายในจะเผยตัวอย่างเต็มที่ ละวางความพยายามที่จะเป็นคนดีมีคุณธรรม แล้วกายและใจจะค่อย ๆ กลับคืนสู่ความดีงามตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายาม ละวางเล่ห์เหลี่ยมและความคาดหวังในผลลัพธ์ แล้วความหวาดระแวงและความกลัวที่จะสูญเสียก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป แต่เพียงการละวางเท่านั้นยังไม่พอ พึงยึดถือความเรียบง่ายเป็นแนวทางของชีวิต หวนคืนสู่ความสมถะ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ซื่อตรงต่อธรรมชาติเดิมของตนเอง โดยไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์เพื่อแสวงหาการยอมรับ ลดความฟุ้งซ่าน ละความอยากที่เกินจำเป็น แล้วปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามจังหวะของมันเอง '''บทที่ 20''' “ใช่” กับ “ไม่ใช่” ต่างกันเพียงใด? “ดี” กับ “แย่” แตกต่างกันจริงหรือ? เมื่อจิตหลงยึดติดในโลกแห่งการแบ่งแยก ความกลัวของอัตตาย่อมกลายเป็นความกลัวของตนเอง และความคิดก็ไหลวนไม่รู้จบ ผู้คนแสวงหาความสุขจากสิ่งภายนอก ส่วนข้ากลับเลือกดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ปล่อยให้ชีวิตเป็นไป ไม่ยึดติดในบทบาทหรือภาพลักษณ์ใด แม้จะดูไร้จุดหมายในสายตาผู้คน แต่ภายในกลับเป็นอิสระ ผู้คนภาคภูมิใจในความรู้ ส่วนข้ายอมรับความไม่รู้ จิตจึงสงบนิ่ง กว้างใหญ่ และไม่ไหวเอนไปตามกระแสของโลก ผู้คนต่างมีสิ่งให้ยึดถือ ส่วนข้าไม่ยึดถือสิ่งใด หวนคืนสู่ธรรมชาติเดิมของตนเองอันเป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 21''' คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ย่อมเผยออกมาจากจิตเดิมแท้ เมื่อกล่าวถึงจิตเดิมแท้ในฐานะสิ่งหนึ่งสิ่งใด มันกลับเลือนรางและไม่อาจจับต้องได้ แต่ภายในความเลือนรางนั้นกลับเป็นต้นกำเนิดของทุกปรากฏการณ์ แม้มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่ภายในกลับอุดมด้วยศักยภาพแห่งการก่อกำเนิดสรรพสิ่ง ในความลุ่มลึกอันเงียบงัน มีแก่นแท้แห่งความจริงซ่อนอยู่ เป็นความจริงที่ไม่แปรเปลี่ยนและเปี่ยมด้วยปัญญาญาณ นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน จิตเดิมแท้ไม่เคยดับสูญ มันดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา เป็นดั่งประจักษ์พยานที่เฝ้ามองการกำเนิดและความเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง ข้ารู้จักต้นกำเนิดของสรรพสิ่งได้อย่างไร? ก็ด้วยการหวนกลับมาสถิตอยู่ในจิตเดิมแท้นี้เอง '''บทที่ 22''' ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม ยอมเผชิญกับด้านมืด จึงกลับคืนสู่ความสมดุล ยอมปล่อยวางตัวตน จึงดำรงอยู่ยาวนาน ยอมสละสิ่งเก่า จึงได้รับสิ่งใหม่ ยอมมีน้อย จึงได้รับมาก แต่ผู้ที่สะสมมากเกินไป ย่อมหลงทางและสับสน ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงตั้งมั่นอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวกับปัจจุบัน และไม่ไหลไปตามกระแสของโลก เพราะไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง จึงมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแจ่มชัด เพราะไม่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ จึงเป็นที่ยอมรับ เพราะไม่อวดอ้างผลงาน จึงสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เพราะไม่ยึดติดในเกียรติยศหรือความสำเร็จ จึงดำรงอยู่อย่างมั่นคง เพราะไม่พยายามควบคุมชีวิต จึงเบิกบานอยู่บนเส้นทางชีวิตโดยไร้ข้อจำกัด และโลกทั้งใบก็ไม่อาจควบคุมเขาได้เช่นกัน คำโบราณที่กล่าวว่า “ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม” หาใช่ถ้อยคำเลื่อนลอยไม่ แต่คือสัจธรรมที่เมื่อเข้าใจแล้ว ทุกสิ่งย่อมหวนคืนสู่ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ '''บทที่ 23''' ความสงบภายในคือวิถีแห่งธรรมชาติ ลมพายุไม่อาจพัดโหมได้ตลอดเช้า ฝนที่กระหน่ำก็ไม่อาจตกได้ตลอดวัน ธรรมชาติสอนเราว่า ทุกสิ่งล้วนมีจังหวะของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป การต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่จะทำให้ความทุกข์ยืดเยื้อ เมื่อจิตสอดคล้องกับเต๋า ชีวิตย่อมไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อจิตสอดคล้องกับคุณธรรม ความดีงามย่อมผลิบานออกมาเอง แต่เมื่อจิตหมกมุ่นอยู่กับความกลัว ความยึดติด และความสูญเสีย สิ่งเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ กลายเป็นกรอบการมองโลกที่เราอาศัยอยู่ ดังนั้น จงระวังสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจ เพราะสิ่งนั้นจะค่อย ๆ หล่อหลอมชีวิตของเรา และเมื่อเราไม่ไว้วางใจในธรรมชาติของชีวิต ความหวาดระแวงก็จะเข้ามาแทนที่ '''บทที่ 24''' ผู้ที่เร่งรีบเกินไป ย่อมไปได้ไม่ไกล ผู้ที่ฝืนธรรมชาติของตน ย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ผู้ที่มองเห็นแต่ตนเอง ย่อมมองไม่เห็นความจริงทั้งหมด ผู้ที่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ ย่อมยากจะได้รับการยอมรับ ผู้ที่อวดอ้างผลงานของตน ย่อมไม่อาจสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เมื่อมองจากวิถีแห่งเต๋า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนเกินที่เกิดจากอัตตา เปรียบดังภาระที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ผู้ที่ดำรงอยู่ในเต๋าจึงไม่ยึดถือหรือหล่อเลี้ยงสิ่งเหล่านี้ '''บทที่ 25''' มีสภาวะหนึ่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง ดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง มันสงบนิ่ง ว่างเปล่า และเป็นอิสระ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้า แต่แผ่ซึมอยู่ในทุกปรากฏการณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง ยากจะหาถ้อยคำมาอธิบาย จึงขอเรียกสภาวะนี้ว่า จิตเดิมแท้ และหากจะฝืนตั้งชื่ออีกประการหนึ่ง ก็อาจเรียกว่า ความยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่นี้ย่อมแผ่ขยายอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อขยายออกไปจนสุด ย่อมหวนกลับคืนสู่ต้นกำเนิดเดิม จิตเดิมแท้ย่อมยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ ธรรมชาติ และสภาวะรู้ ทั้งหมดล้วนดำรงอยู่ในความจริงเดียวกัน สภาวะรู้บริสุทธิ์อาศัยโลกแห่งการแบ่งแยกในการรับรู้ โลกแห่งการแบ่งแยกอาศัยปรากฏการณ์ในการปรากฏ ปรากฏการณ์อาศัยจิตเดิมแท้ในการดำรงอยู่ และจิตเดิมแท้ก็ดำรงอยู่ตามความเป็นไปเองแห่งธรรมชาติ '''บทที่ 26''' ความมั่นคงเป็นรากฐานของความผ่อนคลาย ความสงบเย็นเป็นนายเหนือความปั่นป่วน ด้วยเหตุนี้ ผู้ประคองสติรู้ตัว แม้ต้องดำเนินกิจธุระตลอดทั้งวัน ก็ไม่เคยละทิ้งฐานแห่งความมั่นคงภายใน แม้ถูกรายล้อมด้วยสิ่งเร้าอันน่าหลงใหล ก็ยังคงสงบนิ่งและเท่าทัน ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามสิ่งเหล่านั้น แล้วเหตุใดจิตซึ่งเป็นประธานของชีวิต จึงปล่อยให้ตนเองไหลไปตามกระแสของโลกภายนอก เมื่อจิตไหลตามสิ่งเร้ามากเกินไป ย่อมสูญเสียความมั่นคงภายใน เมื่อจิตปล่อยให้ความวิตกกังวลครอบงำ ย่อมสูญเสียความสงบเย็น '''บทที่ 27''' การกระทำที่ดี ไม่ทิ้งร่องรอยให้ยึดติด วาจาที่ดี ไม่เปิดช่องให้เกิดความขัดแย้ง การจัดการที่ดี ไม่หวังพึ่งพาผลลัพธ์ การปกป้องที่ดี ไม่ต้องอาศัยเครื่องพันธนาการ แต่มั่นคงจนไม่มีสิ่งใดแทรกผ่านได้ ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ต้องอาศัยข้อผูกมัด แต่กลับผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ทอดทิ้งแม้แต่เสี้ยวส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่มองข้ามแม้แต่สถานการณ์เดียวในชีวิต ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่เรียนรู้และเกื้อกูลกันได้ นี่คือปัญญาญาณอันแจ่มชัด ดังนั้น คนดีจึงเป็นครูของคนเลว และคนเลวก็เป็นบทเรียนของคนดี ในฐานะผู้ที่พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา หากไม่เห็นคุณค่าของครู และไม่เห็นคุณค่าของบทเรียน ต่อให้คิดว่าตนเองฉลาดเพียงใด ก็ยังคงหลงอยู่ในความมืดบอด นี่คือหัวใจแห่งสัจธรรมอันลึกซึ้ง '''บทที่ 28''' รู้จักความแข็งแกร่ง แต่เลือกความอ่อนโยน รู้จักความสว่าง แต่ไม่รังเกียจความมืด รู้จักเกียรติยศ แต่ยังคงความถ่อมตน ผู้ที่ดำรงอยู่เช่นนี้ ย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายอันเป็นธรรมชาติ เมื่อความเรียบง่ายถูกแบ่งแยก จึงเกิดบทบาท หน้าที่ และรูปแบบทั้งหลาย แต่ผู้รู้ใช้สิ่งเหล่านั้นโดยไม่ยึดติด เพราะฉะนั้น การจัดการที่ยิ่งใหญ่จึงไม่ใช่การตัดแบ่ง แต่เป็นการมองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวที่ซ่อนอยู่ในทุกความแตกต่าง '''บทที่ 29''' ผู้ใดคิดจะควบคุมชีวิตของตนเอง ด้วยการบังคับให้เป็นไปตามความต้องการ ย่อมไม่มีวันเข้าถึงความสงบที่แท้จริง ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าจะควบคุมหรือละเลยได้ ยิ่งฝืนจัดการ ชีวิตยิ่งพัง ยิ่งยึดมั่นถือมั่น ใจยิ่งสูญเสีย ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงปล่อยให้ชีวิตเกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ สมดุลภายในจึงไม่พังทลาย และเพราะไม่ยึดติดในสภาวะใด ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ความเป็นอิสระจึงเคยไม่สูญหาย แท้จริงแล้วชีวิตย่อมมีจังหวะของมันเอง มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา บางวันมีพลัง บางวันหดหู่ บางช่วงรุ่งเรือง บางช่วงซบเซา ผู้รู้จึงละทิ้งความสุดโต่ง ไม่ยึดติดกับสภาวะใด ไม่ฝืนให้ชีวิตต้องเป็นอย่างที่ต้องการ และประคองใจให้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสงบ '''บทที่ 30''' ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋า ย่อมไม่ใช้การกดข่มความรู้สึก หรือด่าทอตนเอง เพราะความรุนแรงที่กระทำต่อจิตใจ ย่อมหวนกลับมาทำร้ายตนเองเสมอ จิตใจที่ถูกบีบคั้นย่อมเกิดความทุกข์ และเมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ความอ่อนล้าและความว่างเปล่าภายในก็มักติดตามมา ผู้รู้เพียงปรารถนาให้จิตใจกลับคืนสู่ความสงบ โดยไม่พยายามครอบครองสภาวะนั้น เมื่อสงบแล้ว อย่าหลงตนว่าเหนือกว่า อย่านำความสงบมาโอ้อวด อย่าสำคัญว่าตนหมดกิเลส จงเห็นว่าความสงบเป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เมื่อสงบแล้ว อย่าได้บีบคั้นให้มันต้องสงบอยู่ตลอดไป เพราะสิ่งใดที่ถูกฝืนหรือยึดไว้แน่นเกินไป ย่อมเสื่อมถอยและแตกสลายในที่สุด สิ่งนี้เรียกว่าการฝืนวิถีแห่งเต๋า และผู้ที่ฝืนวิถีนั้นย่อมห่างไกลจากความสงบที่แท้จริง '''บทที่ 31''' ความตึงเครียด ความคิดตัดสิน ความโกรธแค้น และความเกลียดชัง ล้วนเป็นสภาวะที่บั่นทอนธรรมชาติเดิม ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋าจึงไม่ปล่อยให้จิตใจตกอยู่ใต้อำนาจของสภาวะที่รุนแรงนั้น เมื่อจิตใจเป็นปกติ ย่อมแสดงออกด้วยความเมตตา ความอ่อนโยน และการเปิดรับ แต่เมื่อกิเลสเข้าครอบงำ ก็จำเป็นต้องอาศัยความเด็ดขาดและสติปัญญาในการรู้เท่าทัน หากจำเป็นต้องเด็ดขาด จงทำด้วยใจที่สงบ ไม่ใช่ด้วยความโกรธหรือความเกลียดชัง เพราะสภาวะที่รุนแรงไม่ใช่วิถีแห่งเต๋า แม้จะก้าวข้ามกิเลสได้ ก็อย่าหลงยินดีในชัยชนะนั้น เพราะความรู้สึกว่า “ฉันเอาชนะได้” อาจกลายเป็นอัตตารูปแบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่อัตตาเดิม การละวางความอยากและนิสัยเดิม ย่อมมาพร้อมกับความเจ็บปวดและความอาลัย จงรับรู้ความทุกข์นั้นด้วยความเข้าใจและเมตตาต่อตนเอง ผู้รู้จึงใช้ทั้งความอ่อนโยนและความเด็ดขาดอย่างพอดี ไม่ตามใจกิเลส แต่ก็ไม่ทำร้ายจิตใจของตนเอง '''บทที่ 32''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้นั้นไร้นามและเรียบง่าย แม้จะดูอ่อนโยนสงบเย็น แต่กิเลสและสิ่งเร้าภายนอกไม่อาจครอบงำมันได้ เมื่อจิตดำรงอยู่ในความว่างดั้งเดิม ความคิดและอารมณ์ที่ปรุงแต่งย่อมค่อย ๆ สงบลงเอง เมื่อจิตเดิมแท้กับกายเป็นหนึ่งเดียว ความสงบเย็นและความอิ่มเอิบภายในย่อมเผยขึ้นโดยไม่ต้องบังคับจัดแจง ทุกสิ่งย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลตามธรรมชาติ เมื่อการรับรู้เริ่มแบ่งแยก ชื่อเรียกทั้งหลายก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อชื่อเกิดขึ้นแล้ว จงรู้จักหยุดอยู่เพียงเท่านั้น อย่าหลงว่าชื่อคือความจริงทั้งหมด ดุจสายน้ำจากลำธารที่ไหลรวมสู่แม่น้ำและมหาสมุทร ทุกสรรพสิ่งย่อมหวนคืนสู่ต้นกำเนิดเดียวกัน '''บทที่ 33''' การรู้เท่าทันผู้อื่นคือความเฉลียวฉลาด แต่การรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด และกิเลสของตนเอง คือปัญญาอันสว่างไสว การพยายามเอาชนะหรือควบคุมผู้อื่น เป็นพลังของอัตตา แต่การเอาชนะอัตตาของตนเองคือความแข็งแกร่ง ผู้ที่รู้พอใจในสิ่งที่มี โดยไม่วิ่งไล่ตามความสุขจากสิ่งเร้าภายนอก คือผู้มั่งคั่งอย่างแท้จริง ผู้ที่ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง คือผู้มีเจตจำนงค์แน่วแน่ ผู้ที่ประคองตนให้อยู่กับปัจจุบันขณะ คือผู้ตั้งมั่นในหนทาง แม้กายจะเสื่อมสลาย แต่การดำรงอยู่ไม่ดับสูญ ย่อมมีอายุยืนยาว ชั่วนิรันดร์ '''บทที่ 34''' ชีวิตดำเนินไปได้ดีที่สุด เมื่อเลิกพยายามเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ความดีงามที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการควบคุม แต่เกิดจากการเปิดพื้นที่ให้ทุกสิ่งเติบโต เมื่อสิ่งต่าง ๆ งอกงามแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบอ้างว่าเป็นผลงานของตน ผู้ที่คอยสนับสนุนโดยไม่ครอบงำ ย่อมทำให้ผู้อื่นเติบโตได้อย่างเต็มที่ ผู้ที่พร้อมปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ย่อมได้รับความไว้วางใจโดยไม่ต้องเรียกร้อง เพราะไม่พยายามเป็นคนสำคัญ จึงกลายเป็นผู้ที่สำคัญอย่างแท้จริง เพราะไม่ประกาศว่าตนยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่จึงปรากฏขึ้นเอง '''บทที่ 35''' ผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยมีเต๋าเป็นแนวทาง ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ผู้คนชื่นชอบ แต่ความสงบ ความเรียบง่าย และความเป็นธรรมชาติของเขา กลับทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัว เมื่อใจสงบเย็น ความร่มเย็นและความสมดุลย่อมแผ่ขยายออกไปถึงผู้คนรอบตัว เสียงดนตรีอันไพเราะและอาหารเลิศรส ย่อมดึงดูดให้ผู้คนหยุดชื่นชม แต่เต๋ากลับเรียบง่ายจนดูจืดชืด มองไม่เห็นความโดดเด่น และฟังดูไม่น่าตื่นเต้น ทว่าเมื่อค่อย ๆ น้อมนำมาดำเนินในชีวิตประจำวัน ความอิ่มเอิบภายในกลับหลั่งไหลออกมาอย่างไม่รู้จบ '''บทที่ 36''' ยามใดที่อัตตาหรือกิเลสพองโตถึงขีดสุด นั่นคือสัญญาณว่าชีวิตกำลังเริ่มเสื่อมถอย ยามใดที่จิตใจตึงเครียด แข็งกร้าว และฝืนพยายาม นั่นคือสัญญาณว่าความอ่อนแอกำลังก่อตัวขึ้น ยามใดที่หลงระเริงในความสำเร็จ ชื่อเสียง อำนาจ หรือสิ่งที่ครอบครอง นั่นคือสัญญาณว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังใกล้เข้ามา ยามใดที่สิ่งเก่าคลายตัวลง พื้นที่ว่างย่อมเปิดออกเพื่อรองรับการเริ่มต้นใหม่ ผู้ที่มองเห็นวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมเข้าใจการเคลื่อนไหวอันละเอียดอ่อนของชีวิต ความอ่อนโยนและความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้างได้เสมอ ดุจปลาที่ไม่ควรออกจากห้วงน้ำลึก ฉันใด จิตก็ไม่ควรละทิ้งฐานแห่งความรู้ตัว ฉันนั้น '''บทที่ 37''' ผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าย่อมดำรงชีวิตโดยไม่ฝืนแทรกแซง แต่ไม่มีสิ่งใดที่ไม่สำเร็จตามเหตุปัจจัย หากสภาวะรู้ภายในดำรงอยู่กับจิตเดิมแท้ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมทั้งหลาย ย่อมค่อย ๆ คลี่คลายและเปลี่ยนแปลงไปเอง โดยไม่ต้องบังคับ เมื่อกิเลสหรือความอยากผุดขึ้น เพียงหวนกลับสู่ความเรียบง่ายดั้งเดิม แล้วปล่อยให้ความสงบนั้นโอบอุ้มมันไว้ เมื่อไม่หล่อเลี้ยงความอยาก จิตย่อมสงบ และเมื่อจิตสงบ ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสอดคล้องอย่างเป็นธรรมชาติ '''บทที่ 38''' ผู้มีคุณธรรม ไม่ยึดติดว่าตนต้องมีคุณธรรม ไม่กระทำและไม่มีเจตนาแอบแฝง ผู้ยึดติดในคุณธรรม ย่อมพยายามรักษาคุณธรรม แม้ดูเหมือนไม่กระทำ แต่ยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีความเมตตา กระทำโดยปราศจากเจตนาแอบแฝง ผู้มีมโนธรรมสำนึก กระทำด้วยความตั้งใจ และยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีมารยาท กระทำตามกฎเกณฑ์ แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ใช้กำลังหรืออำนาจบีบบังคับผู้อื่น เมื่อสูญเสียสภาวะจิตอันบริสุทธิ์ จึงเหลือเพียงคุณธรรม เมื่อสูญเสียคุณธรรม จึงเหลือเพียงความเมตตา เมื่อสูญเสียความเมตตา จึงเหลือเพียงมโนธรรมสำนึก เมื่อสูญเสียมโนธรรมสำนึก จึงเหลือเพียงกฎเกณฑ์ภายนอก แท้จริงแล้ว กฎเกณฑ์ภายนอกเป็นเพียงเปลือกบาง ๆ ของความซื่อสัตย์และความจริงใจ และเมื่อเหลือเพียงสิ่งนั้น ความวุ่นวายในสังคมก็เริ่มก่อตัวขึ้น '''บทที่ 39''' ในอดีตกาล สิ่งที่เข้าถึง “หนึ่ง” (เต๋า) ย่อมดำรงอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ ฟ้าจึงใสกระจ่าง ดินจึงมั่นคง สรรพสิ่งจึงถือกำเนิด และจิตจึงตั้งมั่นสงบเย็น เมื่อสูญเสียความเป็นหนึ่ง ทุกสิ่งย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ดังนั้น ความสูงส่งย่อมอาศัยความอ่อนน้อมเป็นรากฐาน ความพิเศษย่อมอาศัยความธรรมดาเป็นฐานรองรับ ผู้ที่แสวงหาการยอมรับ ย่อมไม่พบเกียรติยศที่แท้จริง ส่วนผู้ที่มีเกียรติยศอย่างแท้จริง ย่อมไม่แสวงหาการยอมรับจากภายนอก เพราะฉะนั้น อย่าปรารถนาจะล้ำค่าดั่งหยก แต่จงเป็นดั่งก้อนหินธรรมดา ที่ดำรงอยู่ร่วมกับทุกสิ่งอย่างเรียบง่ายและกลมกลืน '''บทที่ 40''' การหวนคืนสู่ความสงบเย็น คือการเคลื่อนไหวของจิตเดิมแท้ ความอ่อนโยนและความถ่อมตน คือการแสดงออกของจิตเดิมแท้ ปัญญาญาณทั้งมวลย่อมงอกงามจากความรู้ตัว และความรู้ตัวนั้น ย่อมถือกำเนิดจากความว่างอันบริสุทธิ์ '''บทที่ 41''' คนที่พร้อมเรียนรู้ เมื่อพบสัจธรรมย่อมนำกลับมาฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอ คนที่พร้อมเพียงครึ่งเดียว บางวันก็เข้าใจ บางวันก็กลับไปหลงวนในความคิดการตีความเหมือนเคย ส่วนคนที่ยังยึดติดกับกรอบความคิดเดิม มักหัวเราะเยาะสิ่งที่ตนยังไม่เข้าใจ เพราะความจริงที่ลึกซึ้ง มักไม่เป็นไปอย่างที่อัตตาคาดหวัง สิ่งที่สว่าง อาจดูมืด สิ่งที่ก้าวหน้า อาจดูเหมือนถอยหลัง สิ่งที่เรียบง่าย อาจดูเหมือนยาก ผู้ที่ถ่อมตน อาจดูเหมือนไม่มีอะไร ผู้ที่ยิ่งใหญ่ อาจดูธรรมดา สิ่งที่ลึกที่สุด อาจไร้เสียง และสิ่งที่จริงที่สุด อาจไร้รูปให้มองเห็น สัจธรรมไม่ต้องอาศัยชื่อเรียก แต่คอยเกื้อหนุนให้ทุกชีวิตเติบโตและงอกงามตามธรรมชาติ '''บทที่ 42''' ทุกสิ่งล้วนเริ่มต้นจากความเป็นหนึ่ง ก่อนจะแตกแขนงออกเป็นความแตกต่าง ความสัมพันธ์ และเรื่องราวนับไม่ถ้วน ทุกสิ่งในชีวิตต่างมีสองด้านเสมอ สิ่งที่ให้คุณในวันนี้อาจให้โทษในวันหน้า และสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความสูญเสียอาจกำลังเปิดทางให้บางสิ่งที่มีค่ากว่าเกิดขึ้น ผู้คนมักหลีกหนีความโดดเดี่ยว ความธรรมดา และความต่ำต้อย แต่ผู้รู้กลับน้อมรับสิ่งเหล่านี้ เพื่อเตือนใจให้ถ่อมตน เพราะความถ่อมตนคือรากฐานของการหวนคืนสู่เต๋า ดังนั้น อย่าแข็งกร้าวจนเกินไป เพราะสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ ย่อมอยู่ได้ไม่นาน '''บทที่ 43''' สิ่งที่อ่อนที่สุดย่อมผ่านพ้นสิ่งที่แข็งที่สุดได้ สิ่งที่ไร้รูปย่อมแทรกซึมผ่านช่องว่างที่ไม่มีสิ่งใดเข้าถึงได้ ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงประจักษ์ถึงอานุภาพของธรรมชาติเดิมแท้ การสอนโดยไม่ต้องอาศัยคำพูด และการดำเนินชีวิตโดยไม่คาดหวังให้อนาคตเป็นไปตามใจต้องการ เป็นสิ่งที่มีน้อยคนนักจะเข้าถึงได้ '''บทที่ 44''' ชื่อเสียงสำคัญกว่าชีวิตจริงหรือ? ทรัพย์สินมีค่ามากกว่าความสงบของจิตจริงหรือ? การได้มาและการสูญเสีย สิ่งใดทำให้ใจเป็นทุกข์มากกว่ากัน? ยิ่งยึดติดมาก ยิ่งต้องสูญเสียมาก ยิ่งสะสมมาก ยิ่งหวาดกลัวการพลัดพราก เมื่อรู้จักพอ ใจย่อมไม่ถูกครอบงำ เมื่อรู้ว่าเมื่อใดควรหยุด ชีวิตย่อมปลอดภัยและสงบเย็นได้อย่างยั่งยืน '''บทที่ 45''' สิ่งที่ดีที่สุด มักไม่จำเป็นต้องดูดีที่สุด สิ่งที่เต็มที่สุด มักไม่อวดว่าตัวเองเต็ม คนที่มั่นคงจริง ไม่จำเป็นต้องแข็งกระด้าง คนที่เก่งจริง ไม่จำเป็นต้องโอ้อวดความเก่ง คนที่เข้าใจจริง ไม่จำเป็นต้องพูดให้คนอื่นยอมรับ ความสงบ มีพลังมากกว่าความร้อนรน ความเย็นของจิต เอาชนะความเร่าร้อนของอารมณ์ เมื่อจิตใจสงบเย็น ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลของมันเอง '''บทที่ 46''' เมื่อชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรม พลังชีวิตย่อมถูกนำมาใช้เพื่อหล่อเลี้ยง ฟื้นฟู และเกื้อกูลให้ชีวิตเบ่งบานอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อชีวิตห่างไกลจากสัจธรรม พลังเดียวกันนั้นกลับถูกใช้ไปกับการแข่งขัน การแสวงหา และการไขว่คว้าสิ่งภายนอกไม่รู้จบ ไม่มีภัยใดร้ายแรงไปกว่าการไม่รู้จักพอ ไม่มีหายนะใดหนักหนาไปกว่าความอยากที่ไม่สิ้นสุด เพราะผู้ที่ไม่เคยพอ ย่อมไม่มีวันพบกับความสงบ เมื่อรู้จักพอ ความอิ่มเอมย่อมเกิดขึ้นจากภายใน ไม่ใช่จากการได้ครอบครองมากขึ้น และความพอเช่นนี้เอง คือความมั่งคั่งที่แท้จริงและยั่งยืน '''บทที่ 47''' เมื่อมีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง ย่อมประจักษ์แจ้งในสัจธรรมของชีวิต เมื่อไม่แส่ส่ายแสวงหา ย่อมเห็นวิถีแห่งธรรมชาติตามที่เป็น ยิ่งจิตฟุ้งซ่านออกไปไกล ยิ่งห่างไกลจากความจริงแท้ภายใน ฉะนั้น ผู้รู้แม้นิ่งอยู่กับที่ ก็หยั่งรู้ความจริง แม้ไม่ได้มองด้วยตา ก็เห็นแจ้งด้วยปัญญา แม้ไม่ได้เร่งร้อนกระทำการ สิ่งทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงเอง '''บทที่ 48''' ผู้แสวงหาความรู้ทางโลก ยิ่งเรียนรู้ก็ยิ่งสั่งสม ผู้แสวงหาความจริงแท้ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งลดละ ลดละแล้วลดละอีก จนจิตบริสุทธิ์จากการปรุงแต่ง เมื่อไร้การฝืนแทรกแซง ก็ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจบรรลุ การดูแลจิตใจไม่ใช่การบังคับควบคุม หากแทรกแซงมากเกินไป ย่อมไม่อาจเป็นนายเหนือตนเองได้ '''บทที่ 49''' ผู้รู้ย่อมไม่ยึดติดกับความคิดหรืออัตตาของตน แต่เปิดใจรับทุกผู้คนและทุกสถานการณ์ตามความเป็นจริง ผู้ที่มีเมตตา ก็เมตตาตอบ ผู้ที่ยังขาดเมตตา ก็ไม่โกรธเคือง เพราะความเมตตาเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้ที่น่าเชื่อถือ ก็ไว้วางใจ ผู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ ก็ยังคงเปิดใจรับฟัง เพราะความจริงใจเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้รู้ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยความอ่อนน้อม ไม่ยึดเอาความเห็นของตนเป็นศูนย์กลาง แต่ช่วยหลอมรวมความแตกต่างให้กลับคืนสู่ความกลมกลืน แม้ผู้คนต่างหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตาเห็นและหูได้ยิน ผู้รู้กลับดำรงจิตอันบริสุทธิ์ เรียบง่าย และไร้เดียงสา ดุจเด็กทารก '''บทที่ 50''' เมื่อจิตเกิดความยึดมั่น ความทุกข์ย่อมติดตามมา เมื่อยึดติดในภาพตัวตน ย่อมเกิดความเจ็บปวด เมื่อจมอยู่ในกิเลส ย่อมเกิดความทุกข์ใจ เมื่อดิ้นรนแสวงหาความสุข กลับยิ่งห่างไกลความสุขนั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะพวกเขาดำเนินชีวิตสวนทางกับครรลองแห่งธรรมชาติ ได้ยินมาว่า ผู้ที่ประคองรักษาจิตเดิมแท้ให้บริสุทธิ์และมั่นคงอยู่เสมอ ยามเผชิญกระแสโลก ย่อมไม่ถูกความโลภหรือความโกรธครอบงำ ยามเผชิญความขัดแย้ง ย่อมไม่หวั่นไหวต่ออคติหรือคำครหา ความโกรธไร้ที่ตั้ง ความโลภไร้ที่ฟูมฟัก ความเกลียดชังไร้ที่หยั่งราก เพราะภายในจิตของเขาไม่มีตัวตนที่รอให้สิ่งใดมากระทบหรือทำร้าย '''บทที่ 51''' ความว่างบริสุทธิ์ให้กำเนิดสรรพสิ่ง คุณธรรมโอบอุ้มและฟูมฟัก ชีวิตทำให้แต่ละสิ่งมีลักษณะเฉพาะ ส่วนสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขต่าง ๆ หล่อเลี้ยงให้เติบโตจนสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ สรรพสิ่งจึงเคารพในความว่างบริสุทธิ์และยกย่องคุณธรรม ไม่ใช่เพราะมีผู้ใดบังคับ แต่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ เต๋าให้กำเนิด คุณธรรมฟูมฟัก หล่อเลี้ยงให้เติบโต ช่วยให้สุกงอม บำรุงรักษา และคุ้มครอง ให้กำเนิดแต่ไม่ยึดครอง สร้างสรรค์แต่ไม่อวดอ้าง นำพาแต่ไม่ควบคุม นี่คือสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรมอันลึกล้ำ '''บทที่ 52''' สรรพสิ่งล้วนมีต้นกำเนิด และต้นกำเนิดนั้นคือรากของสรรพสิ่ง เมื่อเข้าถึงต้นกำเนิดย่อมเข้าใจทุกสิ่งที่ถือกำเนิดจากมัน เมื่อตั้งมั่นอยู่กับรากเดิม ตลอดชีวิตย่อมไม่หลงทางและไม่ตกอยู่ในอันตราย ละวางตัณหา ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ชีวิตย่อมเป็นอิสระจากความวุ่นวาย แต่หากเปิดรับสิ่งเร้าภายนอกโดยขาดสติ และมัวแต่พยายามควบคุมทุกสิ่ง ตลอดชีวิตก็ยากจะพบความสงบ มองเห็นสิ่งละเอียดเล็กน้อยได้ เรียกว่า ความแจ่มแจ้ง รักษาความอ่อนโยนไว้ได้ เรียกว่า ความแข็งแกร่ง จงใช้ความรู้ตัวหวนกลับสู่ความแจ่มแจ้งภายใน เพื่อไม่ให้หลงเหลือตัวตนไว้รองรับทุกข์ภัย นี่คือการดำเนินตามครรลองแห่งธรรมชาติอันเป็นนิรันดร์ '''บทที่ 53''' หากยังพอมีความรู้แจ้งและดำเนินชีวิตอยู่บนวิถีแห่งสัจธรรม สิ่งเดียวที่หวั่นเกรง คือการปล่อยให้จิตหลงออกนอกครรลองแห่งธรรมชาติ เพราะสัจธรรมอันยิ่งใหญ่นั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แต่มนุษย์กลับชอบเดินในทางลัดที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่ง ผู้คนมักเอาใจใส่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่ปล่อยให้จิตใจภายในรกร้าง สะสมความรู้ ตำแหน่ง และหัวโขน พกพาตรรกะและคำตัดสินอันเฉียบคม หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเร้าภายนอก และสั่งสมความยึดมั่นในตัวตนจนล้นใจ สภาวะเช่นนี้ไม่ต่างจากจอมโจรที่ปล้นชิงความสงบจากตนเอง แล้วกลับหลงภูมิใจในสิ่งที่ปล้นมา นี่ไม่ใช่วิถีแห่งสัจธรรม '''บทที่ 54''' ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะ ย่อมไม่หวั่นไหวต่อกิเลส ผู้ที่โอบอุ้มสัจธรรมไว้อย่างมั่นคง ย่อมไม่หลงออกจากวิถีอันแท้จริง ผู้ที่รักษาภาวะจิตเช่นนี้ไว้ได้ ย่อมส่งต่อปัญญาและความสงบเย็นสู่คนรุ่นหลังได้อย่างไม่ขาดสาย เมื่อบ่มเพาะเต๋าในตน คุณธรรมย่อมหยั่งราก เมื่อแผ่ขยายสู่ครอบครัว ความอบอุ่นย่อมงอกงาม เมื่อแผ่ขยายสู่ชุมชน ความเป็นกัลยาณมิตรย่อมมั่นคง เมื่อแผ่ขยายสู่สังคม ความอุดมสมบูรณ์และการเกื้อกูลย่อมแพร่หลาย ดังนั้น หากปรารถนาจะเข้าใจผู้อื่น จงเริ่มจากการเข้าใจตนเอง หากปรารถนาจะเข้าใจครอบครัวอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจครอบครัวของตน หากปรารถนาจะเข้าใจชุมชนอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจชุมชนของตน หากปรารถนาจะเข้าใจสังคม จงเริ่มจากการเข้าใจสังคมที่ตนอาศัยอยู่ หากปรารถนาจะเข้าใจชีวิต จงเริ่มจากการเข้าใจชีวิตของตนเอง ข้ารู้จักความเป็นไปของโลกได้อย่างไรน่ะหรือ? ก็ด้วยสิ่งนี้เอง '''บทที่ 55''' ผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมอันบริสุทธิ์ ย่อมมีสภาวะจิตดุจทารกแรกเกิด อ่อนโยน ยืดหยุ่น ตื่นรู้อยู่เสมอ และเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิต โดยไม่ถูกกิเลสหรือสิ่งเร้าภายนอกครอบงำ เพราะพลังดั้งเดิมยังดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ดำรงจิตไว้ในความสมดุลกลมกลืน ย่อมเข้าถึงสัจธรรม เมื่อเข้าถึงสัจธรรม ย่อมเกิดปัญญารู้แจ้ง ความอยากเด่นดังและความพยายามควบคุมทุกสิ่ง ล้วนเป็นสัญญาณของการหลงออกจากจิตเดิมแท้ เมื่อสิ่งใดแข็งกร้าว ตึงเครียด หรือฝืนธรรมชาติจนเกินพอดี สิ่งนั้นย่อมเสื่อมสลายก่อนเวลาอันควร '''บทที่ 56''' ผู้รู้จริงย่อมไม่ป่าวประกาศว่าตนรู้ ส่วนผู้ที่ป่าวประกาศว่าตนรู้ย่อมไม่รู้จริง จงละวางความยึดมั่นในอัตตา คลี่คลายความคิดอันสับสน หวนคืนสู่ความเรียบง่าย และกลมกลืนกับความธรรมดาของชีวิต นี่คือความเป็นหนึ่งเดียวอันลึกซึ้ง สภาวะนี้ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความยึดติด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเกลียดชัง ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความอยาก ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเจ็บปวด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนพิเศษกว่าผู้อื่น และไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนต่ำต้อยกว่าผู้อื่น นี่จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 57''' จงซื่อสัตย์ต่อแก่นแท้ภายใน พลิกแพลงตามสถานการณ์ และปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปโดยไม่แทรกแซงเกินจำเป็น ยิ่งจิตถูกพันธนาการด้วยความกลัว ชีวิตยิ่งติดขัด ยิ่งยึดติดในความรู้ ชีวิตยิ่งวุ่นวาย ยิ่งใช้ความฉลาดเข้าข้างตนเอง ความอยากที่ผิดธรรมชาติก็ยิ่งเพิ่มพูน ยิ่งบังคับตนเองด้วยกฎเกณฑ์ ความอึดอัดก็ยิ่งทับถม เพราะฉะนั้น ผู้รู้จึงกล่าวว่า ข้าไม่ฝืนควบคุมสิ่งใด ความสัมพันธ์ย่อมกลับคืนสู่สมดุลเอง ข้าอยู่นิ่ง ชีวิตย่อมเข้าที่เข้าทางเอง ข้าไม่ฝืนแทรกแซง พลังชีวิตย่อมฟื้นคืนเอง ข้าไม่ทะยานอยาก จิตย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายและบริสุทธิ์เอง '''บทที่ 58''' เมื่อปล่อยวางการควบคุม และเปิดพื้นที่ให้ทุกความคิดและอารมณ์เกิดขึ้น จิตใจย่อมหวนคืนสู่ความสงบเอง แต่เมื่อคอยบังคับให้ตนเองเป็นไปตามภาพที่ยึดไว้ จิตใจย่อมอึดอัดและเต็มไปด้วยแรงต้าน ผู้รู้จึงรับฟังความคิดความรู้สึก แต่ไม่หลงเชื่อว่าทั้งหมดคือความจริง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแต่ไม่ด่วนตัดสินผู้อื่น ตรงไปตรงมาแต่ไม่ก้าวร้าว มีปัญญาแต่ไม่โอ้อวด ในความทุกข์มีเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขซ่อนอยู่ ในความสุขก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์แฝงอยู่เช่นกัน ใครเล่าจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด? เมื่อไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร สิ่งที่เห็นว่าตรงอาจคด สิ่งที่เห็นว่าดีอาจบิดเบี้ยว ผู้คนหลงติดอยู่กับการแบ่งแยกเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว '''บทที่ 59''' ในการดูแลตนเองและดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดประเสริฐไปกว่า การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล คือการจำนนต่อชีวิตตั้งแต่ต้น (Surrender) และการจำนนเช่นนี้เอง คือการสั่งสมคุณธรรมและพลังชีวิตภายในอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณธรรมและพลังชีวิตหยั่งรากมั่นคง ย่อมก้าวข้ามอุปสรรคและกิเลสทั้งปวงได้ เมื่อไร้สิ่งต้านทาน ศักยภาพภายในย่อมไร้ขอบเขต สามารถเป็นนายเหนือกายและใจของตนเองได้ เมื่อหวนคืนสู่จิตดั้งเดิมผู้เป็นดั่งมารดาแห่งปรากฏการณ์ ชีวิตและปัญญาญาณย่อมดำรงอยู่อย่างยั่งยืน นี่คือการหยั่งรากลึก สร้างฐานอันมั่นคง และเป็นวิถีแห่งความยั่งยืนที่แท้จริง '''บทที่ 60''' จงดูแลอาณาจักรแห่งตน ประหนึ่งฟูมฟักปลาเล็กด้วยความอ่อนโยนละเมียดละไม เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในความว่างอันบริสุทธิ์ กิเลส การคิดตีความ และภาพลวงตาย่อมหมดอำนาจ ไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านั้นเลือนหายไป แต่เพราะไม่อาจครอบงำหรือทำร้ายจิตใจได้อีก สิ่งเร้าภายนอกจะหมดพิษสง ความขัดแย้งภายในก็จะเบาบางลงเช่นกัน เมื่อกระแสชีวิตและจิตใจภายในไม่ขัดแย้งกัน คุณธรรมและพลังชีวิตย่อมไหลเวียนกลับคืนสู่ศูนย์กลางอย่างสมบูรณ์ '''บทที่ 61''' สติความรู้ตัวเปรียบดั่งผืนดินที่รองรับทุกสายน้ำ มีความสงบเย็นเป็นรากฐาน และเปิดรับทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ความสงบ (หยิน) ย่อมโอบอุ้มและประคองความเคลื่อนไหว (หยาง) ให้ทุกการกระทำเกิดขึ้นจากจิตที่สงบ เมื่อสติความรู้ตัวรับฟังเสียงภายใน ความคิดและความรู้สึกย่อมค่อย ๆ คลี่คลายกลับคืนสู่ความสงบ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับให้สงบ แต่เพราะได้รับการรับฟัง จึงสงบลงเอง สติความรู้ตัวเพียงโอบอุ้มและดูแลชีวิต ส่วนเสียงภายในเพียงทำหน้าที่รับใช้และเตือนภัย เมื่อทั้งสองต่างทำหน้าที่ของตนแล้ว สติความรู้ตัวย่อมกลับไปดำรงอยู่ในฐานะผู้สังเกตอย่างสงบนิ่งดังเดิม '''บทที่ 62''' สภาวะแห่งจิตดั้งเดิม คือส่วนลึกอันเร้นลับที่โอบอุ้มทุกปรากฏการณ์ เป็นขุมทรัพย์ของผู้ตั้งมั่นในสัจธรรม และเป็นที่พึ่งของผู้ที่ยังหลงผิด คำพูดอันไพเราะอาจซื้อใจผู้คนได้ ความประพฤติอันดีงามอาจได้รับการยกย่อง แล้วผู้ที่ยังหลงผิดหรือมีข้อบกพร่อง สมควรถูกทอดทิ้งงั้นหรือ? ด้วยเหตุนี้ แม้จะพยายามเป็นคนดี มีความคิดและเหตุผลที่ถูกต้อง หรือยึดถือสิ่งภายนอกอันสูงส่งเพียงใด ก็ยังไม่ประเสริฐเท่าการหวนคืนสู่สภาวะจิตดั้งเดิมอันว่างเปล่าบริสุทธิ์ เหตุใดคนโบราณจึงให้คุณค่าแก่สภาวะนี้ยิ่งนัก? เพราะเมื่อจิตหวนคืนสู่ความว่าง ย่อมพบความสงบ เมื่อพลั้งเผลอหรือหลงผิด ก็ยังมีที่ให้กลับคืน เพราะเหตุนี้เอง สภาวะว่างเปล่าบริสุทธิ์ จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 63''' จงกระทำโดยไม่ฝืนพยายาม จัดการโดยไม่ควบคุม ชื่นชมความเรียบง่าย มองเห็นความใหญ่ในสิ่งเล็ก และเห็นความมากในความน้อย การจัดการเรื่องยาก ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเรื่องง่าย การสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ เพราะเรื่องยากทั้งหลายล้วนเริ่มจากเรื่องง่าย และสิ่งยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนเริ่มจากสิ่งเล็กเสมอ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่มุ่งทำการใหญ่ แต่กลับทำการใหญ่ได้สำเร็จ ผู้ที่รับปากง่าย ย่อมรักษาคำพูดได้ยาก ผู้ที่เห็นว่าทุกอย่างง่าย ย่อมพบความยากในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ประมาท มองเห็นความยากตั้งแต่ต้น และเพราะความรอบคอบเช่นนี้เอง สุดท้ายจึงไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไป '''บทที่ 64''' ยามที่จิตสงบ ย่อมง่ายต่อการอยู่กับปัจจุบันขณะ ยามที่กิเลสยังไม่ก่อตัว ย่อมง่ายต่อการรู้เท่าทัน ยามที่อารมณ์ยังอ่อน ย่อมง่ายต่อการละวาง ยามที่ความคิดตีความยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ย่อมง่ายต่อการปล่อยให้สลายไป ดังนั้น จงรู้เท่าทันตั้งแต่สิ่งนั้นยังไม่ก่อตัว จัดระเบียบจิตใจก่อนความวุ่นวายจะเกิดขึ้น อารมณ์ที่ท่วมท้นล้วนเริ่มจากความคิดเล็ก ๆ ภาพลวงอันยิ่งใหญ่ล้วนก่อตัวจากความยึดมั่นทีละน้อย และการเดินทางสู่สัจธรรม ย่อมเริ่มจากความรู้ตัวในปัจจุบันขณะ ผู้คนมักล้มเหลวในช่วงใกล้สำเร็จ หากระมัดระวังในตอนท้ายเช่นเดียวกับตอนเริ่ม ย่อมไม่มีสิ่งใดล้มเหลว ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ยึดติดแม้แต่ความปรารถนา ไม่หลงคุณค่าสิ่งหายาก ปล่อยวางความรู้ที่ยึดถือ และหวนคืนสู่ความเป็นเช่นนั้นเอง โดยไม่ฝืนแทรกแซง '''บทที่ 65''' ผู้ที่ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจตามวิถีแห่งเต๋าในสมัยโบราณ ไม่ได้มุ่งเพิ่มพูนความรู้ แต่ฝึกให้จิตหวนคืนสู่ความเรียบง่ายไร้เล่ห์กล เหตุที่จิตไม่อาจสงบได้ ก็เนื่องจากการยึดติดในความรู้และความฉลาดมากเกินไป ดังนั้น หากใช้เพียงความรู้และความคิดมาปกครองอาณาจักรชีวิตแห่งตน ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ แต่หากดำรงอยู่ด้วยสภาวะรู้ที่พ้นจากการยึดติดในความคิด ย่อมนำมาซึ่งความสงบ การรู้ความแตกต่างของทั้งสองสิ่งนี้ คือหลักแห่งการดำเนินชีวิต และผู้ที่ดำรงอยู่ในหลักนี้ ย่อมเข้าถึงคุณธรรมอันล้ำลึก คุณธรรมอันล้ำลึกนี้ ยากจะเข้าใจและยากจะเข้าถึง เพราะดูเหมือนสวนทางกับสิ่งที่ผู้คนยึดถือ แต่ท้ายที่สุด สามารถนำชีวิตกลับสู่ความกลมกลืนอันยิ่งใหญ่ '''บทที่ 66''' เหตุที่มหาสมุทรเป็นราชาแห่งสายน้ำทั้งหลายได้ ก็เพราะยอมอยู่ต่ำกว่าสายน้ำทั้งปวงจึงสามารถรองรับทุกสายน้ำไว้ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น หากปรารถนาจะอยู่เหนือความคิดและอารมณ์ ย่อมต้องโอบรับโดยไม่ต่อต้าน หากปรารถนาจะรู้เท่าทันมัน ย่อมต้องตั้งมั่นอยู่กับสติ คอยเฝ้าดูอย่างสงบนิ่ง เมื่อสติตั้งมั่น ความคิดและอารมณ์ย่อมไม่ถูกกดทับ เมื่อรู้เท่าทันโดยไม่ต่อต้าน ความคิดและอารมณ์ก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน จึงค่อย ๆ คลี่คลายและหลอมรวมกลับคืนสู่ความสงบ เพราะไม่ต้านทานประสบการณ์ใด จึงไม่มีสิ่งใดก่อแรงต้านขึ้นภายในได้ '''บทที่ 67''' ผู้คนมักกล่าวว่า แนวทางการดำเนินชีวิตของข้าช่างล้ำลึกจนดูเหมือนใช้การไม่ได้ ก็เพราะมันล้ำลึกจึงดูเหมือนบกพร่อง หากมันเหมือนกับสิ่งที่ผู้คนยกย่องก็คงเป็นเพียงสิ่งตื้นเขินไปนานแล้ว ข้ามีสมบัติล้ำค่าสามประการที่ยึดถือไว้เสมอ ประการแรก คือความเมตตา ประการที่สอง คือความรู้จักพอ ประการที่สาม คือไม่หลงยึดติดในบทบาท เพราะมีเมตตา จึงกล้าหาญ เพราะรู้จักพอ จิตใจจึงเปิดกว้าง และเพราะไม่หลงยึดติดในบทบาท การดำรงอยู่จึงกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ทุกวันนี้ ผู้คนกลับละทิ้งความเมตตา แต่แสวงหาความกล้าหาญ ละทิ้งความรู้จักพอ แต่แสวงหาความเปิดกว้างทางจิตใจ ยึดติดในบทบาท แต่กลับต้องการดำรงอยู่อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ นี่คือหนทางแห่งความพินาศ ผู้ที่ต่อสู้ด้วยความเมตตาย่อมมีชัย ผู้ที่ปกป้องด้วยความเมตตาย่อมมั่นคง เมื่อฟ้าปรารถนาจะคุ้มครองผู้ใด ฟ้าย่อมโอบอุ้มเขาไว้ด้วยความเมตตา '''บทที่ 68''' ผู้รู้ที่แท้จริง ย่อมไม่โอ้อวดปัญญา ผู้ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจอย่างแท้จริง ย่อมไม่ถูกครอบงำด้วยความโกรธ ผู้ชนะกิเลสได้อย่างแท้จริง ย่อมไม่เปรียบเทียบแข่งขันกับสิ่งใด ผู้ที่นำพาผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ย่อมวางตนอยู่เบื้องล่าง นี่คือคุณธรรมแห่งการไม่ฝืนควบคุม คือศิลปะแห่งการประสานพลังกับสรรพสิ่ง คือการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ อันเป็นหลักสูงสุดที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ '''บทที่ 69''' ตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า ไม่กล้าเป็นเจ้าบ้าน แต่ขอเป็นผู้มาเยือน ไม่กล้าคืบหน้าหนึ่งนิ้ว แต่ยอมถอยหลังหนึ่งฟุต นี่คือการขยับโดยไม่เคลื่อนไหว คือการเตรียมพร้อมโดยไม่คุกคาม คือการเผชิญหน้าโดยไม่สร้างศัตรู คือการถืออาวุธโดยไม่คิดใช้ กล่าวคือ ไม่ตั้งใจบังคับสิ่งใด แต่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ ภัยอันยิ่งใหญ่ของจิตคือการขาดสติรู้ตัว เพราะเมื่อสติเลือนหาย แก่นแท้ภายในย่อมถูกกิเลสครอบงำ แต่ผู้ที่เผชิญหน้ากับตนเองด้วยความเมตตาย่อมเป็นผู้ได้รับชัยชนะ '''บทที่ 70''' คำพูดของข้านั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ทว่าผู้คนกลับยากจะเข้าใจและยากจะปฏิบัติตาม เพราะจิตยังติดอยู่ในโลกแห่งการตีความ แท้จริงแล้ว ทุกถ้อยคำมีสัจธรรมเป็นรากฐาน และทุกการกระทำมีแก่นแท้ภายในเป็นผู้นำ แต่ตราบใดที่ยังไม่หวนคืนสู่สัจธรรม ย่อมไม่อาจเข้าถึงความหมายอันแท้จริงได้ ผู้ที่เข้าใจจึงมีน้อย และผู้ที่ดำเนินตามยิ่งมีน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงดำรงตนอย่างเรียบง่าย แต่ภายในกลับเก็บรักษาปัญญาอันล้ำค่าไว้ ดุจหยกที่ซ่อนอยู่ในอก '''บทที่ 71''' การรู้เท่าทันการตีความของตน คือภาวะอันประเสริฐ การหลงคิดว่าการตีความคือความจริง คือโรคแห่งจิต ผู้รู้ย่อมเห็นการตีความ เป็นเพียงการตีความ ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จึงไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของมายาภาพทั้งปวง '''บทที่ 72''' เมื่อผู้คนไม่ตระหนักถึงผลของการดำเนินชีวิตที่ฝืนธรรมชาติ ความทุกข์อันใหญ่หลวงย่อมตามมา อย่าดูแคลนตนเอง อย่ารังเกียจต้นกำเนิดของชีวิต เมื่อไม่รังเกียจตนเอง ชีวิตก็ไม่กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงรู้จักตนเอง แต่ไม่โอ้อวดตน รักและถนอมตนเอง แต่ไม่ยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 73''' ความกล้าหาญที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ ย่อมนำไปสู่การสิ้นสุดสิ่งเก่า ความกล้าหาญที่จะปล่อยวางสิ่งเก่า ย่อมนำมาซึ่งชีพจรแห่งชีวิตใหม่ ทั้งสองล้วนมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับกาลและเหตุปัจจัย วิถีแห่งธรรมชาติยากที่ความคิดจะหยั่งถึง แต่ผู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของชีวิตตนเอง ย่อมชนะโดยไม่แก่งแย่ง ตอบสนองโดยไม่ต้องคำนวณ ทุกสิ่งปรากฏขึ้นเองโดยไม่ต้องเรียกร้อง และคลี่คลายไปอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องฝืนจัดการ สัจธรรมโอบอุ้มทุกสิ่งดุจตาข่ายอันกว้างใหญ่ แม้ดูโปร่งโล่ง แต่ไม่เคยปล่อยสิ่งใดให้หลุดพ้นไปได้ '''บทที่ 74''' เมื่อทุกปรากฏการณ์ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแปรเปลี่ยนไป เหตุใดจึงต้องหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง? เมื่อพยายามยึดสิ่งใดไว้ให้คงอยู่ หรือรีบกดข่มผลักไสสภาวะที่ไม่ปรารถนา ชีวิตย่อมไม่อาจดำเนินไปตามธรรมชาติได้ แท้จริงแล้ว ธรรมชาติมีจังหวะเวลาของมันเอง แต่ผู้ที่พยายามเร่งรัดหรือแทรกแซงให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจ เปรียบเสมือนผู้ที่แย่งขวานจากช่างไม้ผู้ชำนาญมาถากไม้เอง ซึ่งน้อยคนนักที่จะไม่บาดเจ็บจากคมขวานในมือตน '''บทที่ 75''' ที่จิตใจขาดพร่อง เพราะภาพที่เห็นกับความจริงที่เป็นนั้นต่างกันเกินไป จึงรู้สึกว่าตนเองไม่เคยดีพอ ที่อารมณ์แปรปรวน เพราะความคิดเข้าไปควบคุมและแทรกแซงทุกสิ่งที่เป็นมากเกินไป ที่ชีวิตหม่นหมอง เพราะมัวแสวงหาการยอมรับจากภายนอก จนละเลยการดูแลกายและใจของตนเอง ผู้ที่ไม่หมกมุ่นกับการทำชีวิตให้สมบูรณ์ตามค่านิยมของโลก ย่อมเข้าถึงคุณค่าของชีวิตได้ลึกซึ้งกว่าผู้ที่รักและหวงแหนชีวิตด้วยความหวาดกลัว '''บทที่ 76''' ยามมีชีวิต กายย่อมอ่อนนุ่ม ยามตาย กายย่อมแข็งทื่อ พืชพรรณเมื่อยังมีชีวิตย่อมอ่อนลู่ แต่เมื่อเหี่ยวแห้งกลับแข็งและเปราะ ดังนั้น ความแข็งกร้าวจึงเป็นพวกพ้องของความตาย ส่วนความอ่อนโยนและยืดหยุ่นเป็นพวกพ้องของชีวิต จิตใจที่แข็งกระด้างย่อมแตกสลายในที่สุด ดุจต้นไม้ที่แข็งเกินไปย่อมหักลง ผู้ที่ยึดมั่นในความแข็งกร้าวย่อมเดินสู่ความเสื่อม ส่วนผู้ที่อ่อนโยนและยืดหยุ่น ย่อมดำรงอยู่บนหนทางแห่งชีวิต '''บทที่ 77''' การปรับสมดุลของธรรมชาติ อุปมาดั่งการขึงคันธนู ส่วนที่สูงเกินไปย่อมถูกกดลง ส่วนที่ต่ำเกินไปย่อมถูกยกขึ้น สิ่งที่มากย่อมถูกลดทอน สิ่งที่พร่องย่อมได้รับการเติมเต็ม นี่คือวิถีแห่งธรรมชาติ แต่วิถีแห่งอัตตากลับตรงกันข้าม มันพรากพลังจากส่วนที่ขาดพร่อง ไปหล่อเลี้ยงความโลภ ความยึดมั่น และความต้องการที่มีอยู่เกินพอดี ใครบ้างที่จะนำสิ่งที่ตนมีเหลือเฟือมาแบ่งปันแก่โลก? มีเพียงผู้ที่มีเต๋าสถิตอยู่ภายในเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกระทำโดยไม่ยึดครอง สร้างความสำเร็จโดยไม่ครอบครอง และไม่ปรารถนาที่จะยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 78''' ไม่มีสิ่งใดอ่อนโยนและยืดหยุ่นไปกว่าน้ำ แต่เมื่อต้องคลี่คลายสิ่งที่แข็งกระด้าง ก็ไม่มีสิ่งใดเหนือไปกว่าน้ำเพราะไม่มีสิ่งใดทดแทนคุณสมบัตินี้ได้ ความอ่อนโยนย่อมเอาชนะความแข็งกร้าว ความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้าง ทุกคนต่างรู้ความจริงข้อนี้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ดำเนินชีวิตได้ตามนั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกล่าวว่า ผู้ที่ยอมรับด้านที่ไม่น่าปรารถนาของชีวิตได้ ย่อมเป็นหลักอันมั่นคงแก่ชีวิตตนเอง ผู้ที่ยอมรับความทุกข์และเคราะห์ร้ายได้ ย่อมเป็นนายเหนือชีวิตของตนเอง คำจริง มักฟังดูราวกับย้อนแย้ง '''บทที่ 79''' การพยายามสะกดกลั้นความขุ่นเคือง ย่อมหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจ็บปวดไว้ในใจ แล้วจะเรียกว่าคลี่คลายได้อย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงมุ่งขัดเกลาจิตใจของตน โดยไม่คอยเรียกร้องหรือตำหนิผู้อื่น จิตที่มีปัญญาญาณย่อมทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ส่วนจิตที่ถูกอัตตาครอบงำ ย่อมคอยจับผิดและเรียกร้องจากผู้อื่นอยู่เสมอ กฎแห่งธรรมชาติย่อมเที่ยงตรง ไม่ลำเอียง และย่อมเกื้อหนุนผู้ที่ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรมอยู่เสมอ '''บทที่ 80''' ชีวิตที่เรียบง่ายและไม่วุ่นวาย แม้มีสิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา จิตใจย่อมอิ่มเต็มในปัจจุบันขณะ ไม่ดิ้นรนแสวงหาความสุขจากภายนอก ความทะยานอยากและการปกป้องตัวตนจึงค่อย ๆ สลายไป เหลือเพียงการดำรงอยู่อย่างเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ พึงพอใจในสิ่งที่กิน เห็นความงามในสิ่งที่สวม สงบในที่ที่ตนอาศัย และยินดีในวิถีชีวิตของตน แม้โลกอันกว้างใหญ่จะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมถึง ก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตาม เพียงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต '''บทที่ 81''' ถ้อยคำที่จริงแท้ มักไม่หวือหวา ถ้อยคำที่หวือหวา มักไม่จริงแท้ ผู้เข้าถึงความจริง ย่อมไม่มัวโต้แย้ง ผู้ที่มัวโต้แย้ง ย่อมยังไม่เข้าถึงความจริง ผู้รู้แจ้ง ไม่ใช่ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ใช่ว่าจะรู้แจ้ง ผู้รู้ไม่สะสมเพื่อตนเอง ยิ่งเกื้อกูลผู้อื่น ตนเองยิ่งอุดมสมบูรณ์ ยิ่งแบ่งปันแก่ผู้อื่น ตนเองยิ่งเต็มเปี่ยม วิถีแห่งเต๋า คือการเกื้อกูลโดยไม่เบียดเบียน วิถีแห่งผู้รู้ คือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องแข่งกับใคร bzcva9rwvwxb680jy18cyslm1j66rrt 295048 295046 2026-08-22T04:39:47Z Pandadah 12242 ทำหน้าว่าง 295048 wikitext text/x-wiki phoiac9h4m842xq45sp7s6u21eteeq1 เดินตามเต๋า 0 90996 295047 2026-08-22T04:38:10Z Pandadah 12242 สร้างหน้าด้วย "เดินตามเต๋า เรียบเรียงจาก 《道德經》 โดย ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์ © 2026 · CC BY-SA 4.0 เดินตามเต๋า เป็นงานเรียบเรียงและตีความ เต้าเต๋อจิง ในฐานะแนวทางของการฝึกฝนจิตใจ ชวนให้ผู้อ..." 295047 wikitext text/x-wiki เดินตามเต๋า เรียบเรียงจาก 《道德經》 โดย ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์ © 2026 · CC BY-SA 4.0 เดินตามเต๋า เป็นงานเรียบเรียงและตีความ เต้าเต๋อจิง ในฐานะแนวทางของการฝึกฝนจิตใจ ชวนให้ผู้อ่านหันกลับมาสังเกตตนเอง เรียนรู้ธรรมชาติของจิต และค่อย ๆ ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติของเต๋า เนื่องจากต้นฉบับเต็มไปด้วยสำนวน ภาษา และบริบทของยุคสมัย งานเรียบเรียงฉบับนี้จึงไม่ได้มุ่งรักษารูปประโยคเดิมทุกถ้อยคำ แต่เลือกถ่ายทอดแก่นความหมายด้วยภาษาร่วมสมัย พร้อมเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับการฝึกฝนจิตใจ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงสาระของเต้าเต๋อจิงได้ง่ายขึ้น และนำไปใคร่ครวญผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน งานเรียบเรียงนี้ไม่ได้อ้างว่าเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องที่สุดของเต้าเต๋อจิง แต่เป็นเพียงความเข้าใจและการตีความของผู้เรียบเรียง หากมีส่วนใดคลาดเคลื่อน ย่อมเป็นข้อจำกัดของผู้เรียบเรียงแต่เพียงผู้เดียว '''บทที่ 1''' สัจธรรมที่สามารถกล่าวถึงได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสัจธรรม ไม่ใช่ตัวของสัจธรรม นามที่สามารถเรียกขานได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสิ่งนั้น ไม่ใช่ตัวของสิ่งนั้น “ความว่าง” คือชื่อที่ใช้เรียกจุดกำเนิดแห่งฟ้าดิน “ความมี” คือชื่อที่ใช้เรียกมารดาแห่งสรรพสิ่ง ดังนั้น เมื่อสถิตอยู่ในภาวะไร้ตัวตน ย่อมประจักษ์ถึงแก่นแท้อันลึกล้ำ เมื่อสถิตอยู่ในภาวะมีตัวตน ย่อมมองเห็นรูปปรากฏและขอบเขตของสรรพสิ่ง แท้จริงแล้ว ทั้งสองกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน เพียงแต่ถูกเรียกขานด้วยนามที่ต่างกัน ความเป็นหนึ่งซึ่งเผยออกมาเป็นความต่างนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเร้นลับ” ความเร้นลับซ้อนเร้นลับลงไปอีก คือประตูสู่ความมหัศจรรย์ทั้งปวง '''บทที่ 2''' เมื่อความงามถูกนิยาม ความน่าเกลียดก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อความดีถูกนิยาม ความชั่วก็ถือกำเนิดขึ้น เพราะความมีและความไม่มีต่างให้กำเนิดซึ่งกันและกัน ความยากและความง่ายต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ความยาวและความสั้นต่างอาศัยกันเพื่อให้ปรากฏ ความสูงและความต่ำต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน เสียงทุ้มและเสียงแหลมต่างสอดประสานซึ่งกันและกัน เบื้องหน้าและเบื้องหลังต่างติดตามซึ่งกันและกัน สรรพสิ่งล้วนดำเนินไปเช่นนี้เสมอ ผู้รู้จึงขับเคลื่อนชีวิตจากแก่นแท้ภายใน กระทำเต็มที่โดยไร้ใจที่ยึดติด เกื้อหนุนให้สรรพสิ่งเติบโต แต่ไม่เข้าครอบงำ สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ แต่ไม่ยึดถือว่าเป็นของตน ลงมือกระทำ แต่ไม่ยึดมั่นในผลงาน เมื่อการงานสำเร็จแล้ว ก็ไม่ยึดติดในความสำเร็จนั้น และเพราะไม่ยึดติดในความสำเร็จ ความสำเร็จนั้นจึงไม่เคยจากไป '''บทที่ 3''' ไม่ยกย่องผู้ใดจนเกินพอดี เพราะการเปรียบเทียบย่อมนำไปสู่การแข่งขัน ไม่ให้คุณค่าสิ่งใดจนเกินพอดี เพราะความยึดมั่นย่อมก่อให้เกิดความโลภ ไม่ปล่อยใจไหลตามความอยาก เพราะตัณหาย่อมทำให้จิตใจว้าวุ่น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงฝึกจิตให้หวนคืนสู่สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ ปล่อยวางกิเลส อัตตา และความฟุ้งซ่าน กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ลดความทะยานอยาก หล่อเลี้ยงแก่นแท้ภายในด้วยความเรียบง่ายและความสงบ เมื่อวางความยึดมั่นในตัวตน การกระทำย่อมสอดคล้องกับธรรมชาติ และชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสงบสุข '''บทที่ 4''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ เมื่อน้อมมาดำเนินชีวิตย่อมเป็นพลังที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ล้ำลึกดุจหุบเหวไร้ก้นราวกับเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง หากปรารถนาจะพบสภาวะนี้ในใจตน จงฝนความแหลมคมของตนให้มนลง ละวางอัตตา ความดื้อรั้น และความต้องการเอาชนะ คลี่คลายปมที่ร้อยรัดจิตใจ ปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่าน อารมณ์ รอยจำ และพันธะที่เหนี่ยวรั้งภายใน หลอมรวมผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ให้เป็นหนึ่งเดียว จนไม่เหลือเส้นแบ่งระหว่างผู้สังเกตกับประสบการณ์ ปล่อยให้การรู้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จนก้าวข้ามทั้งผู้รู้และผู้หลง เหลือเพียงการดำรงอยู่ที่เป็นไปเอง สภาวะนี้ใสกระจ่างและสงบนิ่งยิ่งนัก ราวกับดำรงอยู่อย่างเป็นอมตะในความว่างอันลึกซึ้ง ข้าไม่อาจรู้ได้ว่ามันกำเนิดมาจากสิ่งใด เพราะมันดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง ก่อนความคิดการตีความทั้งหลายจะถือกำเนิด และก่อนแม้แต่แนวคิดเรื่องพระผู้สร้างหรือเทพเจ้าองค์แรกเสียอีก '''บทที่ 5''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ไร้ความลำเอียง ปล่อยให้ทุกปรากฏการณ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป โดยไม่ยึดไว้หรือผลักไส ผู้รู้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ท่านมองเห็นความคิด อารมณ์ การตีความ เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป โดยไม่เข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน พื้นที่ว่างภายในจิตใจของท่านเปรียบดั่งเครื่องสูบลม แม้ภายในจะว่างเปล่า แต่กลับไม่เคยเหือดแห้ง ยิ่งสงบนิ่งเท่าไร พลังแห่งชีวิตก็ยิ่งไหลเวียน และปัญญาญาณก็ยิ่งเผยตัว การแสวงหาความรู้ภายนอกและการคิดตีความไม่รู้จบ มีแต่จะทำให้กายและใจเหนื่อยล้า ไม่สู้กลับมารักษาศูนย์กลางภายใน ด้วยการอยู่กับลมหายใจและความรู้ตัวในปัจจุบัน '''บทที่ 6''' จิตเดิมแท้นั้นไม่มีวันดับสูญ เป็นสภาวะที่ให้กำเนิดทุกประสบการณ์ภายใน และรองรับสภาวะคู่ตรงข้ามทั้งปวงโดยไม่เอนเอียงไปข้างใด สภาวะนี้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แผ่วเบา ละเอียดอ่อนราวกับไม่มีอยู่ แต่กลับเป็นต้นธารแห่งพลังชีวิต เมื่อดำรงอยู่ในจิตเดิมแท้ การกระทำทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลื่นไหล สอดคล้องกับครรลองแห่งเต๋าโดยไม่ต้องฝืนหรือบังคับแม้แต่น้อย '''บทที่ 7''' จิตเดิมแท้ดำรงอยู่นิจนิรันดร์ เหตุที่สภาวะนี้มั่นคงและยืนยง ก็เพราะมันไม่สร้างตัวตนขึ้นมาเพื่อปรนเปรอตนเอง จึงคงความสดใหม่โดยไม่ถูกจำกัดด้วยการเกิดหรือการดับ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ปล่อยให้ชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความคิด แต่หวนคืนสู่แก่นแท้ก่อนสิ่งอื่นใด เมื่อไม่ยึดมั่นในตัวตน จึงไม่มีสิ่งใดต้องคอยปกป้อง เมื่อไม่แสวงหาการดำรงอยู่ จึงดำรงอยู่อย่างแท้จริงและมั่นคง ไม่ใช่เพราะไร้ความหมกมุ่นในตัวตนหรอกหรือ การดำรงอยู่ที่แท้จริงจึงเผยตัวขึ้นเอง '''บทที่ 8''' สภาวะจิตเดิมแท้เปรียบดั่งสายน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงทุกสิ่งโดยไม่เรียกร้อง ไม่เปรียบเทียบและไม่แข่งขัน ยอมไหลสู่ที่ต่ำอย่างเป็นธรรมชาติจึงสอดคล้องกับเต๋า ผู้ที่ขัดเกลาจิตใจอยู่เสมอ ย่อมตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ใจลึก สงบ เปิดกว้าง ดูแลตนเองและผู้อื่นด้วยความเมตตา พูดด้วยความจริงใจ กระทำตามศักยภาพของตน และรู้จักจังหวะที่ควรนิ่งและควรเคลื่อนไหว เมื่อไม่แข่งขันกับชีวิต จิตย่อมเป็นอิสระจากความทุกข์ '''บทที่ 9''' สิ่งที่ถูกยึดไว้และเติมจนล้นย่อมเสียสมดุล ไม่สู้รู้จักหยุดแต่พอดี สิ่งที่ถูกทำให้สมบูรณ์แบบจนเกินไปย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน แม้ภายในจะเปี่ยมไปด้วยความรู้และความดีงาม แต่หากเข้าไปยึดถือ สิ่งที่เคยเป็นคุณก็อาจกลับกลายเป็นโทษได้ เมื่อเกิดความสำคัญตน ยกตนว่าพิเศษหรือต่ำต้อยกว่าผู้อื่น ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเอง ผู้รู้จึงเพียงทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เมื่อสิ่งนั้นสำเร็จแล้วก็วางลง ไม่ยึดครอง ไม่ยึดติด และไม่สร้างตัวตนจากสิ่งที่ทำ นี่คือครรลองแห่งเต๋า '''บทที่ 10''' ยามกายและใจเคลื่อนไหว สามารถประคองความรู้ตัวไว้โดยไม่หลงไปกับตัวตนได้หรือไม่? ยามกายและใจผ่อนคลายถึงที่สุด สามารถหวนคืนสู่ความบริสุทธิ์ดุจทารกแรกเกิดได้หรือไม่? ยามเผชิญความคิด อารมณ์ และความเปลี่ยนแปลงของชีวิต สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ปล่อยให้มันครอบงำได้หรือไม่? ยามรู้แจ้งความจริง สามารถเคารพวิถีของทุกสิ่งโดยไม่เข้าไปควบคุมหรือแทรกแซงได้หรือไม่? สร้างสรรค์แต่ไม่ยึดถือ เกื้อหนุนแต่ไม่ครอบครอง กระทำแต่ไม่ยึดติด นำทางแต่ไม่บงการ สภาวะเช่นนี้เองคือ คุณธรรมอันล้ำลึก '''บทที่ 11''' ซี่ล้อสามสิบซี่มาบรรจบกันที่ดุมล้อ แต่เป็นเพราะความว่างตรงกลางดุมนั้น ล้อจึงหมุนและใช้งานได้ ปั้นดินเหนียวขึ้นเป็นภาชนะ แต่เป็นเพราะความว่างภายใน ภาชนะจึงใช้บรรจุสิ่งต่าง ๆ ได้ เจาะประตูและหน้าต่างเพื่อสร้างบ้าน แต่เป็นเพราะพื้นที่ว่างภายใน บ้านจึงเป็นที่อยู่อาศัยได้ ดังนั้น สิ่งที่มีรูปร่างทำให้เกิดรูปทรง แต่ความว่างต่างหากที่ทำให้สิ่งนั้นใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง '''บทที่ 12''' การหลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอก กระแสนิยม และภาพลักษณ์ ทำให้สายตาหม่นมัวจนมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ การหมกมุ่นอยู่กับคำสรรเสริญ คำตำหนิ และเสียงซุบซิบนินทา ทำให้การรับฟังหม่นมัว จนไม่ได้ยินเสียงแห่งปัญญาภายใน การแสวงหาความสุขจากรสชาติ ความฟุ่มเฟือย และการตามใจความอยาก ทำให้จิตไม่อาจอิ่มเอมกับความเรียบง่ายของชีวิต การหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขัน การเอาชนะ อำนาจ และชื่อเสียง ทำให้จิตใจว้าวุ่น สูญเสียความสงบ และหลงลืมศูนย์กลางภายใน การยึดติดในทรัพย์สมบัติ วัตถุนิยม และสถานะทางสังคม ทำให้ชีวิตหันเหออกจากแก่นแท้ภายใน ไปไล่ตามคุณค่าที่โลกภายนอกกำหนด ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงเลือกใช้ชีวิตโดยอิงจากความจำเป็นที่แท้จริง จึงละสิ่งนั้นและเลือกสิ่งนี้ '''บทที่ 13''' การแสวงหาการยอมรับจากภายนอกทำลายความสงบสุขในจิตใจ ยิ่งคิดตีความมากเท่าไร ยิ่งนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวงมากเท่านั้น เหตุใดการแสวงหาการยอมรับจากภายนอกจึงทำลายความสงบสุขในจิตใจ? เพราะเมื่อแสวงหาคำชื่นชม จิตใจย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของคำพูด เมื่อได้รับก็ยินดี เมื่อถูกตำหนิก็หวั่นไหว จิตจึงขึ้นลงไปตามเสียงของผู้อื่น และไม่อาจตั้งมั่นอยู่กับความจริงภายในได้ เหตุใดการคิดตีความจึงนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวง? ความทุกข์ทั้งปวงเกิดจากการตีกรอบขังตนเองไว้ในนามสมมติ เมื่อทลายกำแพงแห่งความเห็นผิดได้แล้ว ความทุกข์จะตั้งอยู่ที่ใดได้อีก? ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เข้าใจและเคารพจังหวะขึ้นลงของชีวิต ย่อมประคองจิตใจให้มั่นคงได้ในทุกสถานการณ์ และผู้ที่โอบรับทุกประสบการณ์ของชีวิต ย่อมเข้าถึงความสงบเย็นอันแท้จริงภายในตนเอง '''บทที่ 14''' มองดูแต่ไม่เห็น เรียกว่า ไร้รูป ฟังดูแต่ไม่ได้ยิน เรียกว่า ไร้เสียง ไขว่คว้าแต่ไม่อาจจับต้อง เรียกว่า ไร้สัมผัส ทั้งสามไม่อาจไล่เลียงสืบสาวด้วยตรรกะ จึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เบื้องบนไม่สว่าง เบื้องล่างไม่มืด ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ไร้ชื่อ ไร้ขอบเขต และหวนคืนสู่ความว่าง นี่คือรูปที่ไร้รูป คือลักษณะของสิ่งที่ไร้ลักษณะ คือความเป็นหนึ่งเดียวที่ไร้เส้นแบ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดเริ่มต้น เมื่อตามหลังมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดสิ้นสุด จงตั้งมั่นอยู่กับจิตดั้งเดิม แล้วเฝ้ามองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อหวนคืนสู่จิตก่อนการปรุงแต่ง ย่อมเข้าถึงระเบียบอันลึกซึ้งของเต๋า อันเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 15''' ผู้ที่หวนคืนสู่เต๋าย่อมสงบนิ่ง ละเอียดอ่อน และไม่เร่งร้อน ระมัดระวังแต่ไม่หวาดกลัว อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ เรียบง่ายแต่ไม่ว่างเปล่า เปิดกว้างแต่ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตขุ่นมัวก็ไม่รีบจัดการ เพียงปล่อยให้ความสงบนำพาจนความกระจ่างเกิดขึ้นเอง เมื่อชีวิตยังไม่พร้อมก็ไม่เร่งเร้า เพียงดำรงอยู่กับเหตุปัจจัย ความงอกงามก็ค่อย ๆ ผลิบาน เพราะไม่แสวงหาความสมบูรณ์แบบตามภาพที่อัตตาสร้างขึ้น จึงสามารถอยู่กับความจริงที่ปรากฏตรงหน้าได้อย่างเรียบง่าย '''บทที่ 16''' ทำจิตให้ว่างถึงที่สุด รักษาความสงบไว้อย่างมั่นคง แม้ความคิด อารมณ์ และสิ่งเร้าสารพัดจะพรั่งพรูขึ้นมา ก็เพียงเฝ้ามองการเกิดขึ้นและดับไปของมัน เรื่องราวนับไม่ถ้วนในโลก ล้วนเกิดขึ้นแล้วหวนคืนสู่รากฐานเดิม เช่นเดียวกับความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป การหวนคืนสู่รากฐานเดิม คือความสงบ ความสงบ คือการหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม การหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม คือความเป็นนิรันดร์ และการรู้จักความเป็นนิรันดร์ คือความรู้แจ้ง ผู้ที่ไม่รู้ความจริงนี้ย่อมหลงไปตามการปรุงแต่งของจิตและก่อทุกข์ให้แก่ตนเอง ส่วนผู้ที่รู้แจ้ง ย่อมมีจิตใจกว้างขวาง ปราศจากอคติ และดำรงอยู่เหนือโลกแห่งถ้อยคำและการตีความ เมื่อจิตสอดคล้องกับธรรมชาติเดิม ก็ย่อมสอดคล้องกับเต๋า และเมื่อสอดคล้องกับเต๋า การดำรงอยู่ย่อมดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน '''บทที่ 17''' ผู้ที่สอดคล้องกับเต๋าอย่างสมบูรณ์ย่อมดำรงอยู่ด้วยจิตที่สงบนิ่ง เรียบง่าย และเป็นธรรมชาติจนไม่รู้สึกว่ามีตัวตนให้ยึดถือ รองลงมา คือผู้ที่ยังยินดีในความสงบ ความสุข และสภาวะอันละเอียดอ่อน แม้จะประณีตเพียงใด ก็ยังมีผู้เสพคอยยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นของตน รองลงมา คือผู้ที่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ การควบคุม และความพยายามขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ เพราะยังกลัวความผิดพลาดและการหลงทาง รองลงมา คือผู้ที่ปล่อยใจไปตามแรงปรุงแต่ง แล้วจึงย้อนกลับมาต่อต้าน ตำหนิ หรือเกลียดชังตนเอง วนเวียนอยู่ในความขัดแย้งไม่รู้จบ เมื่อขาดความไว้วางใจในธรรมชาติเดิมของตน ความไม่ไว้วางใจในชีวิตก็ย่อมเกิดขึ้น จงผ่อนคลาย ปล่อยวาง และหยุดไล่ตามความคิด เมื่อกายและใจกลับคืนสู่ความสงบ จะเห็นเองว่าความคิด ความรู้สึก และทุกปรากฏการณ์ ล้วนเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุม '''บทที่ 18''' เมื่อจิตเดิมแท้ถูกบดบัง ความดีงามที่เคยไหลออกมาอย่างเป็นธรรมชาติก็กลายเป็นความพยายามที่จะเป็นคนดีและมีคุณธรรม เมื่อความคิดอันชาญฉลาดของอัตตาเข้าครอบงำ การวางแผน คิดคำนวณ และการพยายามเป็นใครสักคนที่สำคัญก็เริ่มขึ้น เมื่อกายและใจขัดแย้งกัน มนุษย์จึงพยายามควบคุม กดข่ม และบังคับตนเองให้เป็นไปตามภาพของความดีงามที่คิดว่าถูกต้อง เมื่อจิตใจว้าวุ่นและหลงทางถึงที่สุด มนุษย์จึงแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ อุดมการณ์ หรือความคิดบางอย่าง เพื่อยึดไว้เป็นที่พึ่งของตน '''บทที่ 19''' ละวางการตีความและแยกออกจากกระแสความคิด แล้วการรับรู้ภายในจะเผยตัวอย่างเต็มที่ ละวางความพยายามที่จะเป็นคนดีมีคุณธรรม แล้วกายและใจจะค่อย ๆ กลับคืนสู่ความดีงามตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายาม ละวางเล่ห์เหลี่ยมและความคาดหวังในผลลัพธ์ แล้วความหวาดระแวงและความกลัวที่จะสูญเสียก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป แต่เพียงการละวางเท่านั้นยังไม่พอ พึงยึดถือความเรียบง่ายเป็นแนวทางของชีวิต หวนคืนสู่ความสมถะ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ซื่อตรงต่อธรรมชาติเดิมของตนเอง โดยไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์เพื่อแสวงหาการยอมรับ ลดความฟุ้งซ่าน ละความอยากที่เกินจำเป็น แล้วปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามจังหวะของมันเอง '''บทที่ 20''' “ใช่” กับ “ไม่ใช่” ต่างกันเพียงใด? “ดี” กับ “แย่” แตกต่างกันจริงหรือ? เมื่อจิตหลงยึดติดในโลกแห่งการแบ่งแยก ความกลัวของอัตตาย่อมกลายเป็นความกลัวของตนเอง และความคิดก็ไหลวนไม่รู้จบ ผู้คนแสวงหาความสุขจากสิ่งภายนอก ส่วนข้ากลับเลือกดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ปล่อยให้ชีวิตเป็นไป ไม่ยึดติดในบทบาทหรือภาพลักษณ์ใด แม้จะดูไร้จุดหมายในสายตาผู้คน แต่ภายในกลับเป็นอิสระ ผู้คนภาคภูมิใจในความรู้ ส่วนข้ายอมรับความไม่รู้ จิตจึงสงบนิ่ง กว้างใหญ่ และไม่ไหวเอนไปตามกระแสของโลก ผู้คนต่างมีสิ่งให้ยึดถือ ส่วนข้าไม่ยึดถือสิ่งใด หวนคืนสู่ธรรมชาติเดิมของตนเองอันเป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 21''' คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ย่อมเผยออกมาจากจิตเดิมแท้ เมื่อกล่าวถึงจิตเดิมแท้ในฐานะสิ่งหนึ่งสิ่งใด มันกลับเลือนรางและไม่อาจจับต้องได้ แต่ภายในความเลือนรางนั้นกลับเป็นต้นกำเนิดของทุกปรากฏการณ์ แม้มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่ภายในกลับอุดมด้วยศักยภาพแห่งการก่อกำเนิดสรรพสิ่ง ในความลุ่มลึกอันเงียบงัน มีแก่นแท้แห่งความจริงซ่อนอยู่ เป็นความจริงที่ไม่แปรเปลี่ยนและเปี่ยมด้วยปัญญาญาณ นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน จิตเดิมแท้ไม่เคยดับสูญ มันดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา เป็นดั่งประจักษ์พยานที่เฝ้ามองการกำเนิดและความเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง ข้ารู้จักต้นกำเนิดของสรรพสิ่งได้อย่างไร? ก็ด้วยการหวนกลับมาสถิตอยู่ในจิตเดิมแท้นี้เอง '''บทที่ 22''' ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม ยอมเผชิญกับด้านมืด จึงกลับคืนสู่ความสมดุล ยอมปล่อยวางตัวตน จึงดำรงอยู่ยาวนาน ยอมสละสิ่งเก่า จึงได้รับสิ่งใหม่ ยอมมีน้อย จึงได้รับมาก แต่ผู้ที่สะสมมากเกินไป ย่อมหลงทางและสับสน ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงตั้งมั่นอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวกับปัจจุบัน และไม่ไหลไปตามกระแสของโลก เพราะไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง จึงมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแจ่มชัด เพราะไม่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ จึงเป็นที่ยอมรับ เพราะไม่อวดอ้างผลงาน จึงสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เพราะไม่ยึดติดในเกียรติยศหรือความสำเร็จ จึงดำรงอยู่อย่างมั่นคง เพราะไม่พยายามควบคุมชีวิต จึงเบิกบานอยู่บนเส้นทางชีวิตโดยไร้ข้อจำกัด และโลกทั้งใบก็ไม่อาจควบคุมเขาได้เช่นกัน คำโบราณที่กล่าวว่า “ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม” หาใช่ถ้อยคำเลื่อนลอยไม่ แต่คือสัจธรรมที่เมื่อเข้าใจแล้ว ทุกสิ่งย่อมหวนคืนสู่ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ '''บทที่ 23''' ความสงบภายในคือวิถีแห่งธรรมชาติ ลมพายุไม่อาจพัดโหมได้ตลอดเช้า ฝนที่กระหน่ำก็ไม่อาจตกได้ตลอดวัน ธรรมชาติสอนเราว่า ทุกสิ่งล้วนมีจังหวะของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป การต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่จะทำให้ความทุกข์ยืดเยื้อ เมื่อจิตสอดคล้องกับเต๋า ชีวิตย่อมไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อจิตสอดคล้องกับคุณธรรม ความดีงามย่อมผลิบานออกมาเอง แต่เมื่อจิตหมกมุ่นอยู่กับความกลัว ความยึดติด และความสูญเสีย สิ่งเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ กลายเป็นกรอบการมองโลกที่เราอาศัยอยู่ ดังนั้น จงระวังสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจ เพราะสิ่งนั้นจะค่อย ๆ หล่อหลอมชีวิตของเรา และเมื่อเราไม่ไว้วางใจในธรรมชาติของชีวิต ความหวาดระแวงก็จะเข้ามาแทนที่ '''บทที่ 24''' ผู้ที่เร่งรีบเกินไป ย่อมไปได้ไม่ไกล ผู้ที่ฝืนธรรมชาติของตน ย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ผู้ที่มองเห็นแต่ตนเอง ย่อมมองไม่เห็นความจริงทั้งหมด ผู้ที่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ ย่อมยากจะได้รับการยอมรับ ผู้ที่อวดอ้างผลงานของตน ย่อมไม่อาจสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เมื่อมองจากวิถีแห่งเต๋า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนเกินที่เกิดจากอัตตา เปรียบดังภาระที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ผู้ที่ดำรงอยู่ในเต๋าจึงไม่ยึดถือหรือหล่อเลี้ยงสิ่งเหล่านี้ '''บทที่ 25''' มีสภาวะหนึ่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง ดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง มันสงบนิ่ง ว่างเปล่า และเป็นอิสระ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้า แต่แผ่ซึมอยู่ในทุกปรากฏการณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง ยากจะหาถ้อยคำมาอธิบาย จึงขอเรียกสภาวะนี้ว่า จิตเดิมแท้ และหากจะฝืนตั้งชื่ออีกประการหนึ่ง ก็อาจเรียกว่า ความยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่นี้ย่อมแผ่ขยายอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อขยายออกไปจนสุด ย่อมหวนกลับคืนสู่ต้นกำเนิดเดิม จิตเดิมแท้ย่อมยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ ธรรมชาติ และสภาวะรู้ ทั้งหมดล้วนดำรงอยู่ในความจริงเดียวกัน สภาวะรู้บริสุทธิ์อาศัยโลกแห่งการแบ่งแยกในการรับรู้ โลกแห่งการแบ่งแยกอาศัยปรากฏการณ์ในการปรากฏ ปรากฏการณ์อาศัยจิตเดิมแท้ในการดำรงอยู่ และจิตเดิมแท้ก็ดำรงอยู่ตามความเป็นไปเองแห่งธรรมชาติ '''บทที่ 26''' ความมั่นคงเป็นรากฐานของความผ่อนคลาย ความสงบเย็นเป็นนายเหนือความปั่นป่วน ด้วยเหตุนี้ ผู้ประคองสติรู้ตัว แม้ต้องดำเนินกิจธุระตลอดทั้งวัน ก็ไม่เคยละทิ้งฐานแห่งความมั่นคงภายใน แม้ถูกรายล้อมด้วยสิ่งเร้าอันน่าหลงใหล ก็ยังคงสงบนิ่งและเท่าทัน ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามสิ่งเหล่านั้น แล้วเหตุใดจิตซึ่งเป็นประธานของชีวิต จึงปล่อยให้ตนเองไหลไปตามกระแสของโลกภายนอก เมื่อจิตไหลตามสิ่งเร้ามากเกินไป ย่อมสูญเสียความมั่นคงภายใน เมื่อจิตปล่อยให้ความวิตกกังวลครอบงำ ย่อมสูญเสียความสงบเย็น '''บทที่ 27''' การกระทำที่ดี ไม่ทิ้งร่องรอยให้ยึดติด วาจาที่ดี ไม่เปิดช่องให้เกิดความขัดแย้ง การจัดการที่ดี ไม่หวังพึ่งพาผลลัพธ์ การปกป้องที่ดี ไม่ต้องอาศัยเครื่องพันธนาการ แต่มั่นคงจนไม่มีสิ่งใดแทรกผ่านได้ ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ต้องอาศัยข้อผูกมัด แต่กลับผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ทอดทิ้งแม้แต่เสี้ยวส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่มองข้ามแม้แต่สถานการณ์เดียวในชีวิต ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่เรียนรู้และเกื้อกูลกันได้ นี่คือปัญญาญาณอันแจ่มชัด ดังนั้น คนดีจึงเป็นครูของคนเลว และคนเลวก็เป็นบทเรียนของคนดี ในฐานะผู้ที่พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา หากไม่เห็นคุณค่าของครู และไม่เห็นคุณค่าของบทเรียน ต่อให้คิดว่าตนเองฉลาดเพียงใด ก็ยังคงหลงอยู่ในความมืดบอด นี่คือหัวใจแห่งสัจธรรมอันลึกซึ้ง '''บทที่ 28''' รู้จักความแข็งแกร่ง แต่เลือกความอ่อนโยน รู้จักความสว่าง แต่ไม่รังเกียจความมืด รู้จักเกียรติยศ แต่ยังคงความถ่อมตน ผู้ที่ดำรงอยู่เช่นนี้ ย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายอันเป็นธรรมชาติ เมื่อความเรียบง่ายถูกแบ่งแยก จึงเกิดบทบาท หน้าที่ และรูปแบบทั้งหลาย แต่ผู้รู้ใช้สิ่งเหล่านั้นโดยไม่ยึดติด เพราะฉะนั้น การจัดการที่ยิ่งใหญ่จึงไม่ใช่การตัดแบ่ง แต่เป็นการมองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวที่ซ่อนอยู่ในทุกความแตกต่าง '''บทที่ 29''' ผู้ใดคิดจะควบคุมชีวิตของตนเอง ด้วยการบังคับให้เป็นไปตามความต้องการ ย่อมไม่มีวันเข้าถึงความสงบที่แท้จริง ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าจะควบคุมหรือละเลยได้ ยิ่งฝืนจัดการ ชีวิตยิ่งพัง ยิ่งยึดมั่นถือมั่น ใจยิ่งสูญเสีย ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงปล่อยให้ชีวิตเกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ สมดุลภายในจึงไม่พังทลาย และเพราะไม่ยึดติดในสภาวะใด ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ความเป็นอิสระจึงเคยไม่สูญหาย แท้จริงแล้วชีวิตย่อมมีจังหวะของมันเอง มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา บางวันมีพลัง บางวันหดหู่ บางช่วงรุ่งเรือง บางช่วงซบเซา ผู้รู้จึงละทิ้งความสุดโต่ง ไม่ยึดติดกับสภาวะใด ไม่ฝืนให้ชีวิตต้องเป็นอย่างที่ต้องการ และประคองใจให้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสงบ '''บทที่ 30''' ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋า ย่อมไม่ใช้การกดข่มความรู้สึก หรือด่าทอตนเอง เพราะความรุนแรงที่กระทำต่อจิตใจ ย่อมหวนกลับมาทำร้ายตนเองเสมอ จิตใจที่ถูกบีบคั้นย่อมเกิดความทุกข์ และเมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ความอ่อนล้าและความว่างเปล่าภายในก็มักติดตามมา ผู้รู้เพียงปรารถนาให้จิตใจกลับคืนสู่ความสงบ โดยไม่พยายามครอบครองสภาวะนั้น เมื่อสงบแล้ว อย่าหลงตนว่าเหนือกว่า อย่านำความสงบมาโอ้อวด อย่าสำคัญว่าตนหมดกิเลส จงเห็นว่าความสงบเป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เมื่อสงบแล้ว อย่าได้บีบคั้นให้มันต้องสงบอยู่ตลอดไป เพราะสิ่งใดที่ถูกฝืนหรือยึดไว้แน่นเกินไป ย่อมเสื่อมถอยและแตกสลายในที่สุด สิ่งนี้เรียกว่าการฝืนวิถีแห่งเต๋า และผู้ที่ฝืนวิถีนั้นย่อมห่างไกลจากความสงบที่แท้จริง '''บทที่ 31''' ความตึงเครียด ความคิดตัดสิน ความโกรธแค้น และความเกลียดชัง ล้วนเป็นสภาวะที่บั่นทอนธรรมชาติเดิม ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋าจึงไม่ปล่อยให้จิตใจตกอยู่ใต้อำนาจของสภาวะที่รุนแรงนั้น เมื่อจิตใจเป็นปกติ ย่อมแสดงออกด้วยความเมตตา ความอ่อนโยน และการเปิดรับ แต่เมื่อกิเลสเข้าครอบงำ ก็จำเป็นต้องอาศัยความเด็ดขาดและสติปัญญาในการรู้เท่าทัน หากจำเป็นต้องเด็ดขาด จงทำด้วยใจที่สงบ ไม่ใช่ด้วยความโกรธหรือความเกลียดชัง เพราะสภาวะที่รุนแรงไม่ใช่วิถีแห่งเต๋า แม้จะก้าวข้ามกิเลสได้ ก็อย่าหลงยินดีในชัยชนะนั้น เพราะความรู้สึกว่า “ฉันเอาชนะได้” อาจกลายเป็นอัตตารูปแบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่อัตตาเดิม การละวางความอยากและนิสัยเดิม ย่อมมาพร้อมกับความเจ็บปวดและความอาลัย จงรับรู้ความทุกข์นั้นด้วยความเข้าใจและเมตตาต่อตนเอง ผู้รู้จึงใช้ทั้งความอ่อนโยนและความเด็ดขาดอย่างพอดี ไม่ตามใจกิเลส แต่ก็ไม่ทำร้ายจิตใจของตนเอง '''บทที่ 32''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้นั้นไร้นามและเรียบง่าย แม้จะดูอ่อนโยนสงบเย็น แต่กิเลสและสิ่งเร้าภายนอกไม่อาจครอบงำมันได้ เมื่อจิตดำรงอยู่ในความว่างดั้งเดิม ความคิดและอารมณ์ที่ปรุงแต่งย่อมค่อย ๆ สงบลงเอง เมื่อจิตเดิมแท้กับกายเป็นหนึ่งเดียว ความสงบเย็นและความอิ่มเอิบภายในย่อมเผยขึ้นโดยไม่ต้องบังคับจัดแจง ทุกสิ่งย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลตามธรรมชาติ เมื่อการรับรู้เริ่มแบ่งแยก ชื่อเรียกทั้งหลายก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อชื่อเกิดขึ้นแล้ว จงรู้จักหยุดอยู่เพียงเท่านั้น อย่าหลงว่าชื่อคือความจริงทั้งหมด ดุจสายน้ำจากลำธารที่ไหลรวมสู่แม่น้ำและมหาสมุทร ทุกสรรพสิ่งย่อมหวนคืนสู่ต้นกำเนิดเดียวกัน '''บทที่ 33''' การรู้เท่าทันผู้อื่นคือความเฉลียวฉลาด แต่การรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด และกิเลสของตนเอง คือปัญญาอันสว่างไสว การพยายามเอาชนะหรือควบคุมผู้อื่น เป็นพลังของอัตตา แต่การเอาชนะอัตตาของตนเองคือความแข็งแกร่ง ผู้ที่รู้พอใจในสิ่งที่มี โดยไม่วิ่งไล่ตามความสุขจากสิ่งเร้าภายนอก คือผู้มั่งคั่งอย่างแท้จริง ผู้ที่ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง คือผู้มีเจตจำนงค์แน่วแน่ ผู้ที่ประคองตนให้อยู่กับปัจจุบันขณะ คือผู้ตั้งมั่นในหนทาง แม้กายจะเสื่อมสลาย แต่การดำรงอยู่ไม่ดับสูญ ย่อมมีอายุยืนยาว ชั่วนิรันดร์ '''บทที่ 34''' ชีวิตดำเนินไปได้ดีที่สุด เมื่อเลิกพยายามเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ความดีงามที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการควบคุม แต่เกิดจากการเปิดพื้นที่ให้ทุกสิ่งเติบโต เมื่อสิ่งต่าง ๆ งอกงามแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบอ้างว่าเป็นผลงานของตน ผู้ที่คอยสนับสนุนโดยไม่ครอบงำ ย่อมทำให้ผู้อื่นเติบโตได้อย่างเต็มที่ ผู้ที่พร้อมปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ย่อมได้รับความไว้วางใจโดยไม่ต้องเรียกร้อง เพราะไม่พยายามเป็นคนสำคัญ จึงกลายเป็นผู้ที่สำคัญอย่างแท้จริง เพราะไม่ประกาศว่าตนยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่จึงปรากฏขึ้นเอง '''บทที่ 35''' ผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยมีเต๋าเป็นแนวทาง ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ผู้คนชื่นชอบ แต่ความสงบ ความเรียบง่าย และความเป็นธรรมชาติของเขา กลับทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัว เมื่อใจสงบเย็น ความร่มเย็นและความสมดุลย่อมแผ่ขยายออกไปถึงผู้คนรอบตัว เสียงดนตรีอันไพเราะและอาหารเลิศรส ย่อมดึงดูดให้ผู้คนหยุดชื่นชม แต่เต๋ากลับเรียบง่ายจนดูจืดชืด มองไม่เห็นความโดดเด่น และฟังดูไม่น่าตื่นเต้น ทว่าเมื่อค่อย ๆ น้อมนำมาดำเนินในชีวิตประจำวัน ความอิ่มเอิบภายในกลับหลั่งไหลออกมาอย่างไม่รู้จบ '''บทที่ 36''' ยามใดที่อัตตาหรือกิเลสพองโตถึงขีดสุด นั่นคือสัญญาณว่าชีวิตกำลังเริ่มเสื่อมถอย ยามใดที่จิตใจตึงเครียด แข็งกร้าว และฝืนพยายาม นั่นคือสัญญาณว่าความอ่อนแอกำลังก่อตัวขึ้น ยามใดที่หลงระเริงในความสำเร็จ ชื่อเสียง อำนาจ หรือสิ่งที่ครอบครอง นั่นคือสัญญาณว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังใกล้เข้ามา ยามใดที่สิ่งเก่าคลายตัวลง พื้นที่ว่างย่อมเปิดออกเพื่อรองรับการเริ่มต้นใหม่ ผู้ที่มองเห็นวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมเข้าใจการเคลื่อนไหวอันละเอียดอ่อนของชีวิต ความอ่อนโยนและความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้างได้เสมอ ดุจปลาที่ไม่ควรออกจากห้วงน้ำลึก ฉันใด จิตก็ไม่ควรละทิ้งฐานแห่งความรู้ตัว ฉันนั้น '''บทที่ 37''' ผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าย่อมดำรงชีวิตโดยไม่ฝืนแทรกแซง แต่ไม่มีสิ่งใดที่ไม่สำเร็จตามเหตุปัจจัย หากสภาวะรู้ภายในดำรงอยู่กับจิตเดิมแท้ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมทั้งหลาย ย่อมค่อย ๆ คลี่คลายและเปลี่ยนแปลงไปเอง โดยไม่ต้องบังคับ เมื่อกิเลสหรือความอยากผุดขึ้น เพียงหวนกลับสู่ความเรียบง่ายดั้งเดิม แล้วปล่อยให้ความสงบนั้นโอบอุ้มมันไว้ เมื่อไม่หล่อเลี้ยงความอยาก จิตย่อมสงบ และเมื่อจิตสงบ ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสอดคล้องอย่างเป็นธรรมชาติ '''บทที่ 38''' ผู้มีคุณธรรม ไม่ยึดติดว่าตนต้องมีคุณธรรม ไม่กระทำและไม่มีเจตนาแอบแฝง ผู้ยึดติดในคุณธรรม ย่อมพยายามรักษาคุณธรรม แม้ดูเหมือนไม่กระทำ แต่ยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีความเมตตา กระทำโดยปราศจากเจตนาแอบแฝง ผู้มีมโนธรรมสำนึก กระทำด้วยความตั้งใจ และยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีมารยาท กระทำตามกฎเกณฑ์ แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ใช้กำลังหรืออำนาจบีบบังคับผู้อื่น เมื่อสูญเสียสภาวะจิตอันบริสุทธิ์ จึงเหลือเพียงคุณธรรม เมื่อสูญเสียคุณธรรม จึงเหลือเพียงความเมตตา เมื่อสูญเสียความเมตตา จึงเหลือเพียงมโนธรรมสำนึก เมื่อสูญเสียมโนธรรมสำนึก จึงเหลือเพียงกฎเกณฑ์ภายนอก แท้จริงแล้ว กฎเกณฑ์ภายนอกเป็นเพียงเปลือกบาง ๆ ของความซื่อสัตย์และความจริงใจ และเมื่อเหลือเพียงสิ่งนั้น ความวุ่นวายในสังคมก็เริ่มก่อตัวขึ้น '''บทที่ 39''' ในอดีตกาล สิ่งที่เข้าถึง “หนึ่ง” (เต๋า) ย่อมดำรงอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ ฟ้าจึงใสกระจ่าง ดินจึงมั่นคง สรรพสิ่งจึงถือกำเนิด และจิตจึงตั้งมั่นสงบเย็น เมื่อสูญเสียความเป็นหนึ่ง ทุกสิ่งย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ดังนั้น ความสูงส่งย่อมอาศัยความอ่อนน้อมเป็นรากฐาน ความพิเศษย่อมอาศัยความธรรมดาเป็นฐานรองรับ ผู้ที่แสวงหาการยอมรับ ย่อมไม่พบเกียรติยศที่แท้จริง ส่วนผู้ที่มีเกียรติยศอย่างแท้จริง ย่อมไม่แสวงหาการยอมรับจากภายนอก เพราะฉะนั้น อย่าปรารถนาจะล้ำค่าดั่งหยก แต่จงเป็นดั่งก้อนหินธรรมดา ที่ดำรงอยู่ร่วมกับทุกสิ่งอย่างเรียบง่ายและกลมกลืน '''บทที่ 40''' การหวนคืนสู่ความสงบเย็น คือการเคลื่อนไหวของจิตเดิมแท้ ความอ่อนโยนและความถ่อมตน คือการแสดงออกของจิตเดิมแท้ ปัญญาญาณทั้งมวลย่อมงอกงามจากความรู้ตัว และความรู้ตัวนั้น ย่อมถือกำเนิดจากความว่างอันบริสุทธิ์ '''บทที่ 41''' คนที่พร้อมเรียนรู้ เมื่อพบสัจธรรมย่อมนำกลับมาฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอ คนที่พร้อมเพียงครึ่งเดียว บางวันก็เข้าใจ บางวันก็กลับไปหลงวนในความคิดการตีความเหมือนเคย ส่วนคนที่ยังยึดติดกับกรอบความคิดเดิม มักหัวเราะเยาะสิ่งที่ตนยังไม่เข้าใจ เพราะความจริงที่ลึกซึ้ง มักไม่เป็นไปอย่างที่อัตตาคาดหวัง สิ่งที่สว่าง อาจดูมืด สิ่งที่ก้าวหน้า อาจดูเหมือนถอยหลัง สิ่งที่เรียบง่าย อาจดูเหมือนยาก ผู้ที่ถ่อมตน อาจดูเหมือนไม่มีอะไร ผู้ที่ยิ่งใหญ่ อาจดูธรรมดา สิ่งที่ลึกที่สุด อาจไร้เสียง และสิ่งที่จริงที่สุด อาจไร้รูปให้มองเห็น สัจธรรมไม่ต้องอาศัยชื่อเรียก แต่คอยเกื้อหนุนให้ทุกชีวิตเติบโตและงอกงามตามธรรมชาติ '''บทที่ 42''' ทุกสิ่งล้วนเริ่มต้นจากความเป็นหนึ่ง ก่อนจะแตกแขนงออกเป็นความแตกต่าง ความสัมพันธ์ และเรื่องราวนับไม่ถ้วน ทุกสิ่งในชีวิตต่างมีสองด้านเสมอ สิ่งที่ให้คุณในวันนี้อาจให้โทษในวันหน้า และสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความสูญเสียอาจกำลังเปิดทางให้บางสิ่งที่มีค่ากว่าเกิดขึ้น ผู้คนมักหลีกหนีความโดดเดี่ยว ความธรรมดา และความต่ำต้อย แต่ผู้รู้กลับน้อมรับสิ่งเหล่านี้ เพื่อเตือนใจให้ถ่อมตน เพราะความถ่อมตนคือรากฐานของการหวนคืนสู่เต๋า ดังนั้น อย่าแข็งกร้าวจนเกินไป เพราะสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ ย่อมอยู่ได้ไม่นาน '''บทที่ 43''' สิ่งที่อ่อนที่สุดย่อมผ่านพ้นสิ่งที่แข็งที่สุดได้ สิ่งที่ไร้รูปย่อมแทรกซึมผ่านช่องว่างที่ไม่มีสิ่งใดเข้าถึงได้ ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงประจักษ์ถึงอานุภาพของธรรมชาติเดิมแท้ การสอนโดยไม่ต้องอาศัยคำพูด และการดำเนินชีวิตโดยไม่คาดหวังให้อนาคตเป็นไปตามใจต้องการ เป็นสิ่งที่มีน้อยคนนักจะเข้าถึงได้ '''บทที่ 44''' ชื่อเสียงสำคัญกว่าชีวิตจริงหรือ? ทรัพย์สินมีค่ามากกว่าความสงบของจิตจริงหรือ? การได้มาและการสูญเสีย สิ่งใดทำให้ใจเป็นทุกข์มากกว่ากัน? ยิ่งยึดติดมาก ยิ่งต้องสูญเสียมาก ยิ่งสะสมมาก ยิ่งหวาดกลัวการพลัดพราก เมื่อรู้จักพอ ใจย่อมไม่ถูกครอบงำ เมื่อรู้ว่าเมื่อใดควรหยุด ชีวิตย่อมปลอดภัยและสงบเย็นได้อย่างยั่งยืน '''บทที่ 45''' สิ่งที่ดีที่สุด มักไม่จำเป็นต้องดูดีที่สุด สิ่งที่เต็มที่สุด มักไม่อวดว่าตัวเองเต็ม คนที่มั่นคงจริง ไม่จำเป็นต้องแข็งกระด้าง คนที่เก่งจริง ไม่จำเป็นต้องโอ้อวดความเก่ง คนที่เข้าใจจริง ไม่จำเป็นต้องพูดให้คนอื่นยอมรับ ความสงบ มีพลังมากกว่าความร้อนรน ความเย็นของจิต เอาชนะความเร่าร้อนของอารมณ์ เมื่อจิตใจสงบเย็น ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลของมันเอง '''บทที่ 46''' เมื่อชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรม พลังชีวิตย่อมถูกนำมาใช้เพื่อหล่อเลี้ยง ฟื้นฟู และเกื้อกูลให้ชีวิตเบ่งบานอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อชีวิตห่างไกลจากสัจธรรม พลังเดียวกันนั้นกลับถูกใช้ไปกับการแข่งขัน การแสวงหา และการไขว่คว้าสิ่งภายนอกไม่รู้จบ ไม่มีภัยใดร้ายแรงไปกว่าการไม่รู้จักพอ ไม่มีหายนะใดหนักหนาไปกว่าความอยากที่ไม่สิ้นสุด เพราะผู้ที่ไม่เคยพอ ย่อมไม่มีวันพบกับความสงบ เมื่อรู้จักพอ ความอิ่มเอมย่อมเกิดขึ้นจากภายใน ไม่ใช่จากการได้ครอบครองมากขึ้น และความพอเช่นนี้เอง คือความมั่งคั่งที่แท้จริงและยั่งยืน '''บทที่ 47''' เมื่อมีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง ย่อมประจักษ์แจ้งในสัจธรรมของชีวิต เมื่อไม่แส่ส่ายแสวงหา ย่อมเห็นวิถีแห่งธรรมชาติตามที่เป็น ยิ่งจิตฟุ้งซ่านออกไปไกล ยิ่งห่างไกลจากความจริงแท้ภายใน ฉะนั้น ผู้รู้แม้นิ่งอยู่กับที่ ก็หยั่งรู้ความจริง แม้ไม่ได้มองด้วยตา ก็เห็นแจ้งด้วยปัญญา แม้ไม่ได้เร่งร้อนกระทำการ สิ่งทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงเอง '''บทที่ 48''' ผู้แสวงหาความรู้ทางโลก ยิ่งเรียนรู้ก็ยิ่งสั่งสม ผู้แสวงหาความจริงแท้ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งลดละ ลดละแล้วลดละอีก จนจิตบริสุทธิ์จากการปรุงแต่ง เมื่อไร้การฝืนแทรกแซง ก็ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจบรรลุ การดูแลจิตใจไม่ใช่การบังคับควบคุม หากแทรกแซงมากเกินไป ย่อมไม่อาจเป็นนายเหนือตนเองได้ '''บทที่ 49''' ผู้รู้ย่อมไม่ยึดติดกับความคิดหรืออัตตาของตน แต่เปิดใจรับทุกผู้คนและทุกสถานการณ์ตามความเป็นจริง ผู้ที่มีเมตตา ก็เมตตาตอบ ผู้ที่ยังขาดเมตตา ก็ไม่โกรธเคือง เพราะความเมตตาเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้ที่น่าเชื่อถือ ก็ไว้วางใจ ผู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ ก็ยังคงเปิดใจรับฟัง เพราะความจริงใจเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้รู้ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยความอ่อนน้อม ไม่ยึดเอาความเห็นของตนเป็นศูนย์กลาง แต่ช่วยหลอมรวมความแตกต่างให้กลับคืนสู่ความกลมกลืน แม้ผู้คนต่างหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตาเห็นและหูได้ยิน ผู้รู้กลับดำรงจิตอันบริสุทธิ์ เรียบง่าย และไร้เดียงสา ดุจเด็กทารก '''บทที่ 50''' เมื่อจิตเกิดความยึดมั่น ความทุกข์ย่อมติดตามมา เมื่อยึดติดในภาพตัวตน ย่อมเกิดความเจ็บปวด เมื่อจมอยู่ในกิเลส ย่อมเกิดความทุกข์ใจ เมื่อดิ้นรนแสวงหาความสุข กลับยิ่งห่างไกลความสุขนั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะพวกเขาดำเนินชีวิตสวนทางกับครรลองแห่งธรรมชาติ ได้ยินมาว่า ผู้ที่ประคองรักษาจิตเดิมแท้ให้บริสุทธิ์และมั่นคงอยู่เสมอ ยามเผชิญกระแสโลก ย่อมไม่ถูกความโลภหรือความโกรธครอบงำ ยามเผชิญความขัดแย้ง ย่อมไม่หวั่นไหวต่ออคติหรือคำครหา ความโกรธไร้ที่ตั้ง ความโลภไร้ที่ฟูมฟัก ความเกลียดชังไร้ที่หยั่งราก เพราะภายในจิตของเขาไม่มีตัวตนที่รอให้สิ่งใดมากระทบหรือทำร้าย '''บทที่ 51''' ความว่างบริสุทธิ์ให้กำเนิดสรรพสิ่ง คุณธรรมโอบอุ้มและฟูมฟัก ชีวิตทำให้แต่ละสิ่งมีลักษณะเฉพาะ ส่วนสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขต่าง ๆ หล่อเลี้ยงให้เติบโตจนสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ สรรพสิ่งจึงเคารพในความว่างบริสุทธิ์และยกย่องคุณธรรม ไม่ใช่เพราะมีผู้ใดบังคับ แต่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ เต๋าให้กำเนิด คุณธรรมฟูมฟัก หล่อเลี้ยงให้เติบโต ช่วยให้สุกงอม บำรุงรักษา และคุ้มครอง ให้กำเนิดแต่ไม่ยึดครอง สร้างสรรค์แต่ไม่อวดอ้าง นำพาแต่ไม่ควบคุม นี่คือสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรมอันลึกล้ำ '''บทที่ 52''' สรรพสิ่งล้วนมีต้นกำเนิด และต้นกำเนิดนั้นคือรากของสรรพสิ่ง เมื่อเข้าถึงต้นกำเนิดย่อมเข้าใจทุกสิ่งที่ถือกำเนิดจากมัน เมื่อตั้งมั่นอยู่กับรากเดิม ตลอดชีวิตย่อมไม่หลงทางและไม่ตกอยู่ในอันตราย ละวางตัณหา ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ชีวิตย่อมเป็นอิสระจากความวุ่นวาย แต่หากเปิดรับสิ่งเร้าภายนอกโดยขาดสติ และมัวแต่พยายามควบคุมทุกสิ่ง ตลอดชีวิตก็ยากจะพบความสงบ มองเห็นสิ่งละเอียดเล็กน้อยได้ เรียกว่า ความแจ่มแจ้ง รักษาความอ่อนโยนไว้ได้ เรียกว่า ความแข็งแกร่ง จงใช้ความรู้ตัวหวนกลับสู่ความแจ่มแจ้งภายใน เพื่อไม่ให้หลงเหลือตัวตนไว้รองรับทุกข์ภัย นี่คือการดำเนินตามครรลองแห่งธรรมชาติอันเป็นนิรันดร์ '''บทที่ 53''' หากยังพอมีความรู้แจ้งและดำเนินชีวิตอยู่บนวิถีแห่งสัจธรรม สิ่งเดียวที่หวั่นเกรง คือการปล่อยให้จิตหลงออกนอกครรลองแห่งธรรมชาติ เพราะสัจธรรมอันยิ่งใหญ่นั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แต่มนุษย์กลับชอบเดินในทางลัดที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่ง ผู้คนมักเอาใจใส่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่ปล่อยให้จิตใจภายในรกร้าง สะสมความรู้ ตำแหน่ง และหัวโขน พกพาตรรกะและคำตัดสินอันเฉียบคม หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเร้าภายนอก และสั่งสมความยึดมั่นในตัวตนจนล้นใจ สภาวะเช่นนี้ไม่ต่างจากจอมโจรที่ปล้นชิงความสงบจากตนเอง แล้วกลับหลงภูมิใจในสิ่งที่ปล้นมา นี่ไม่ใช่วิถีแห่งสัจธรรม '''บทที่ 54''' ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะ ย่อมไม่หวั่นไหวต่อกิเลส ผู้ที่โอบอุ้มสัจธรรมไว้อย่างมั่นคง ย่อมไม่หลงออกจากวิถีอันแท้จริง ผู้ที่รักษาภาวะจิตเช่นนี้ไว้ได้ ย่อมส่งต่อปัญญาและความสงบเย็นสู่คนรุ่นหลังได้อย่างไม่ขาดสาย เมื่อบ่มเพาะเต๋าในตน คุณธรรมย่อมหยั่งราก เมื่อแผ่ขยายสู่ครอบครัว ความอบอุ่นย่อมงอกงาม เมื่อแผ่ขยายสู่ชุมชน ความเป็นกัลยาณมิตรย่อมมั่นคง เมื่อแผ่ขยายสู่สังคม ความอุดมสมบูรณ์และการเกื้อกูลย่อมแพร่หลาย ดังนั้น หากปรารถนาจะเข้าใจผู้อื่น จงเริ่มจากการเข้าใจตนเอง หากปรารถนาจะเข้าใจครอบครัวอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจครอบครัวของตน หากปรารถนาจะเข้าใจชุมชนอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจชุมชนของตน หากปรารถนาจะเข้าใจสังคม จงเริ่มจากการเข้าใจสังคมที่ตนอาศัยอยู่ หากปรารถนาจะเข้าใจชีวิต จงเริ่มจากการเข้าใจชีวิตของตนเอง ข้ารู้จักความเป็นไปของโลกได้อย่างไรน่ะหรือ? ก็ด้วยสิ่งนี้เอง '''บทที่ 55''' ผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมอันบริสุทธิ์ ย่อมมีสภาวะจิตดุจทารกแรกเกิด อ่อนโยน ยืดหยุ่น ตื่นรู้อยู่เสมอ และเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิต โดยไม่ถูกกิเลสหรือสิ่งเร้าภายนอกครอบงำ เพราะพลังดั้งเดิมยังดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ดำรงจิตไว้ในความสมดุลกลมกลืน ย่อมเข้าถึงสัจธรรม เมื่อเข้าถึงสัจธรรม ย่อมเกิดปัญญารู้แจ้ง ความอยากเด่นดังและความพยายามควบคุมทุกสิ่ง ล้วนเป็นสัญญาณของการหลงออกจากจิตเดิมแท้ เมื่อสิ่งใดแข็งกร้าว ตึงเครียด หรือฝืนธรรมชาติจนเกินพอดี สิ่งนั้นย่อมเสื่อมสลายก่อนเวลาอันควร '''บทที่ 56''' ผู้รู้จริงย่อมไม่ป่าวประกาศว่าตนรู้ ส่วนผู้ที่ป่าวประกาศว่าตนรู้ย่อมไม่รู้จริง จงละวางความยึดมั่นในอัตตา คลี่คลายความคิดอันสับสน หวนคืนสู่ความเรียบง่าย และกลมกลืนกับความธรรมดาของชีวิต นี่คือความเป็นหนึ่งเดียวอันลึกซึ้ง สภาวะนี้ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความยึดติด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเกลียดชัง ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความอยาก ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเจ็บปวด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนพิเศษกว่าผู้อื่น และไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนต่ำต้อยกว่าผู้อื่น นี่จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 57''' จงซื่อสัตย์ต่อแก่นแท้ภายใน พลิกแพลงตามสถานการณ์ และปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปโดยไม่แทรกแซงเกินจำเป็น ยิ่งจิตถูกพันธนาการด้วยความกลัว ชีวิตยิ่งติดขัด ยิ่งยึดติดในความรู้ ชีวิตยิ่งวุ่นวาย ยิ่งใช้ความฉลาดเข้าข้างตนเอง ความอยากที่ผิดธรรมชาติก็ยิ่งเพิ่มพูน ยิ่งบังคับตนเองด้วยกฎเกณฑ์ ความอึดอัดก็ยิ่งทับถม เพราะฉะนั้น ผู้รู้จึงกล่าวว่า ข้าไม่ฝืนควบคุมสิ่งใด ความสัมพันธ์ย่อมกลับคืนสู่สมดุลเอง ข้าอยู่นิ่ง ชีวิตย่อมเข้าที่เข้าทางเอง ข้าไม่ฝืนแทรกแซง พลังชีวิตย่อมฟื้นคืนเอง ข้าไม่ทะยานอยาก จิตย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายและบริสุทธิ์เอง '''บทที่ 58''' เมื่อปล่อยวางการควบคุม และเปิดพื้นที่ให้ทุกความคิดและอารมณ์เกิดขึ้น จิตใจย่อมหวนคืนสู่ความสงบเอง แต่เมื่อคอยบังคับให้ตนเองเป็นไปตามภาพที่ยึดไว้ จิตใจย่อมอึดอัดและเต็มไปด้วยแรงต้าน ผู้รู้จึงรับฟังความคิดความรู้สึก แต่ไม่หลงเชื่อว่าทั้งหมดคือความจริง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแต่ไม่ด่วนตัดสินผู้อื่น ตรงไปตรงมาแต่ไม่ก้าวร้าว มีปัญญาแต่ไม่โอ้อวด ในความทุกข์มีเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขซ่อนอยู่ ในความสุขก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์แฝงอยู่เช่นกัน ใครเล่าจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด? เมื่อไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร สิ่งที่เห็นว่าตรงอาจคด สิ่งที่เห็นว่าดีอาจบิดเบี้ยว ผู้คนหลงติดอยู่กับการแบ่งแยกเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว '''บทที่ 59''' ในการดูแลตนเองและดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดประเสริฐไปกว่า การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล คือการจำนนต่อชีวิตตั้งแต่ต้น (Surrender) และการจำนนเช่นนี้เอง คือการสั่งสมคุณธรรมและพลังชีวิตภายในอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณธรรมและพลังชีวิตหยั่งรากมั่นคง ย่อมก้าวข้ามอุปสรรคและกิเลสทั้งปวงได้ เมื่อไร้สิ่งต้านทาน ศักยภาพภายในย่อมไร้ขอบเขต สามารถเป็นนายเหนือกายและใจของตนเองได้ เมื่อหวนคืนสู่จิตดั้งเดิมผู้เป็นดั่งมารดาแห่งปรากฏการณ์ ชีวิตและปัญญาญาณย่อมดำรงอยู่อย่างยั่งยืน นี่คือการหยั่งรากลึก สร้างฐานอันมั่นคง และเป็นวิถีแห่งความยั่งยืนที่แท้จริง '''บทที่ 60''' จงดูแลอาณาจักรแห่งตน ประหนึ่งฟูมฟักปลาเล็กด้วยความอ่อนโยนละเมียดละไม เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในความว่างอันบริสุทธิ์ กิเลส การคิดตีความ และภาพลวงตาย่อมหมดอำนาจ ไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านั้นเลือนหายไป แต่เพราะไม่อาจครอบงำหรือทำร้ายจิตใจได้อีก สิ่งเร้าภายนอกจะหมดพิษสง ความขัดแย้งภายในก็จะเบาบางลงเช่นกัน เมื่อกระแสชีวิตและจิตใจภายในไม่ขัดแย้งกัน คุณธรรมและพลังชีวิตย่อมไหลเวียนกลับคืนสู่ศูนย์กลางอย่างสมบูรณ์ '''บทที่ 61''' สติความรู้ตัวเปรียบดั่งผืนดินที่รองรับทุกสายน้ำ มีความสงบเย็นเป็นรากฐาน และเปิดรับทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ความสงบ (หยิน) ย่อมโอบอุ้มและประคองความเคลื่อนไหว (หยาง) ให้ทุกการกระทำเกิดขึ้นจากจิตที่สงบ เมื่อสติความรู้ตัวรับฟังเสียงภายใน ความคิดและความรู้สึกย่อมค่อย ๆ คลี่คลายกลับคืนสู่ความสงบ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับให้สงบ แต่เพราะได้รับการรับฟัง จึงสงบลงเอง สติความรู้ตัวเพียงโอบอุ้มและดูแลชีวิต ส่วนเสียงภายในเพียงทำหน้าที่รับใช้และเตือนภัย เมื่อทั้งสองต่างทำหน้าที่ของตนแล้ว สติความรู้ตัวย่อมกลับไปดำรงอยู่ในฐานะผู้สังเกตอย่างสงบนิ่งดังเดิม '''บทที่ 62''' สภาวะแห่งจิตดั้งเดิม คือส่วนลึกอันเร้นลับที่โอบอุ้มทุกปรากฏการณ์ เป็นขุมทรัพย์ของผู้ตั้งมั่นในสัจธรรม และเป็นที่พึ่งของผู้ที่ยังหลงผิด คำพูดอันไพเราะอาจซื้อใจผู้คนได้ ความประพฤติอันดีงามอาจได้รับการยกย่อง แล้วผู้ที่ยังหลงผิดหรือมีข้อบกพร่อง สมควรถูกทอดทิ้งงั้นหรือ? ด้วยเหตุนี้ แม้จะพยายามเป็นคนดี มีความคิดและเหตุผลที่ถูกต้อง หรือยึดถือสิ่งภายนอกอันสูงส่งเพียงใด ก็ยังไม่ประเสริฐเท่าการหวนคืนสู่สภาวะจิตดั้งเดิมอันว่างเปล่าบริสุทธิ์ เหตุใดคนโบราณจึงให้คุณค่าแก่สภาวะนี้ยิ่งนัก? เพราะเมื่อจิตหวนคืนสู่ความว่าง ย่อมพบความสงบ เมื่อพลั้งเผลอหรือหลงผิด ก็ยังมีที่ให้กลับคืน เพราะเหตุนี้เอง สภาวะว่างเปล่าบริสุทธิ์ จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 63''' จงกระทำโดยไม่ฝืนพยายาม จัดการโดยไม่ควบคุม ชื่นชมความเรียบง่าย มองเห็นความใหญ่ในสิ่งเล็ก และเห็นความมากในความน้อย การจัดการเรื่องยาก ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเรื่องง่าย การสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ เพราะเรื่องยากทั้งหลายล้วนเริ่มจากเรื่องง่าย และสิ่งยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนเริ่มจากสิ่งเล็กเสมอ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่มุ่งทำการใหญ่ แต่กลับทำการใหญ่ได้สำเร็จ ผู้ที่รับปากง่าย ย่อมรักษาคำพูดได้ยาก ผู้ที่เห็นว่าทุกอย่างง่าย ย่อมพบความยากในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ประมาท มองเห็นความยากตั้งแต่ต้น และเพราะความรอบคอบเช่นนี้เอง สุดท้ายจึงไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไป '''บทที่ 64''' ยามที่จิตสงบ ย่อมง่ายต่อการอยู่กับปัจจุบันขณะ ยามที่กิเลสยังไม่ก่อตัว ย่อมง่ายต่อการรู้เท่าทัน ยามที่อารมณ์ยังอ่อน ย่อมง่ายต่อการละวาง ยามที่ความคิดตีความยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ย่อมง่ายต่อการปล่อยให้สลายไป ดังนั้น จงรู้เท่าทันตั้งแต่สิ่งนั้นยังไม่ก่อตัว จัดระเบียบจิตใจก่อนความวุ่นวายจะเกิดขึ้น อารมณ์ที่ท่วมท้นล้วนเริ่มจากความคิดเล็ก ๆ ภาพลวงอันยิ่งใหญ่ล้วนก่อตัวจากความยึดมั่นทีละน้อย และการเดินทางสู่สัจธรรม ย่อมเริ่มจากความรู้ตัวในปัจจุบันขณะ ผู้คนมักล้มเหลวในช่วงใกล้สำเร็จ หากระมัดระวังในตอนท้ายเช่นเดียวกับตอนเริ่ม ย่อมไม่มีสิ่งใดล้มเหลว ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ยึดติดแม้แต่ความปรารถนา ไม่หลงคุณค่าสิ่งหายาก ปล่อยวางความรู้ที่ยึดถือ และหวนคืนสู่ความเป็นเช่นนั้นเอง โดยไม่ฝืนแทรกแซง '''บทที่ 65''' ผู้ที่ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจตามวิถีแห่งเต๋าในสมัยโบราณ ไม่ได้มุ่งเพิ่มพูนความรู้ แต่ฝึกให้จิตหวนคืนสู่ความเรียบง่ายไร้เล่ห์กล เหตุที่จิตไม่อาจสงบได้ ก็เนื่องจากการยึดติดในความรู้และความฉลาดมากเกินไป ดังนั้น หากใช้เพียงความรู้และความคิดมาปกครองอาณาจักรชีวิตแห่งตน ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ แต่หากดำรงอยู่ด้วยสภาวะรู้ที่พ้นจากการยึดติดในความคิด ย่อมนำมาซึ่งความสงบ การรู้ความแตกต่างของทั้งสองสิ่งนี้ คือหลักแห่งการดำเนินชีวิต และผู้ที่ดำรงอยู่ในหลักนี้ ย่อมเข้าถึงคุณธรรมอันล้ำลึก คุณธรรมอันล้ำลึกนี้ ยากจะเข้าใจและยากจะเข้าถึง เพราะดูเหมือนสวนทางกับสิ่งที่ผู้คนยึดถือ แต่ท้ายที่สุด สามารถนำชีวิตกลับสู่ความกลมกลืนอันยิ่งใหญ่ '''บทที่ 66''' เหตุที่มหาสมุทรเป็นราชาแห่งสายน้ำทั้งหลายได้ ก็เพราะยอมอยู่ต่ำกว่าสายน้ำทั้งปวงจึงสามารถรองรับทุกสายน้ำไว้ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น หากปรารถนาจะอยู่เหนือความคิดและอารมณ์ ย่อมต้องโอบรับโดยไม่ต่อต้าน หากปรารถนาจะรู้เท่าทันมัน ย่อมต้องตั้งมั่นอยู่กับสติ คอยเฝ้าดูอย่างสงบนิ่ง เมื่อสติตั้งมั่น ความคิดและอารมณ์ย่อมไม่ถูกกดทับ เมื่อรู้เท่าทันโดยไม่ต่อต้าน ความคิดและอารมณ์ก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน จึงค่อย ๆ คลี่คลายและหลอมรวมกลับคืนสู่ความสงบ เพราะไม่ต้านทานประสบการณ์ใด จึงไม่มีสิ่งใดก่อแรงต้านขึ้นภายในได้ '''บทที่ 67''' ผู้คนมักกล่าวว่า แนวทางการดำเนินชีวิตของข้าช่างล้ำลึกจนดูเหมือนใช้การไม่ได้ ก็เพราะมันล้ำลึกจึงดูเหมือนบกพร่อง หากมันเหมือนกับสิ่งที่ผู้คนยกย่องก็คงเป็นเพียงสิ่งตื้นเขินไปนานแล้ว ข้ามีสมบัติล้ำค่าสามประการที่ยึดถือไว้เสมอ ประการแรก คือความเมตตา ประการที่สอง คือความรู้จักพอ ประการที่สาม คือไม่หลงยึดติดในบทบาท เพราะมีเมตตา จึงกล้าหาญ เพราะรู้จักพอ จิตใจจึงเปิดกว้าง และเพราะไม่หลงยึดติดในบทบาท การดำรงอยู่จึงกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ทุกวันนี้ ผู้คนกลับละทิ้งความเมตตา แต่แสวงหาความกล้าหาญ ละทิ้งความรู้จักพอ แต่แสวงหาความเปิดกว้างทางจิตใจ ยึดติดในบทบาท แต่กลับต้องการดำรงอยู่อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ นี่คือหนทางแห่งความพินาศ ผู้ที่ต่อสู้ด้วยความเมตตาย่อมมีชัย ผู้ที่ปกป้องด้วยความเมตตาย่อมมั่นคง เมื่อฟ้าปรารถนาจะคุ้มครองผู้ใด ฟ้าย่อมโอบอุ้มเขาไว้ด้วยความเมตตา '''บทที่ 68''' ผู้รู้ที่แท้จริง ย่อมไม่โอ้อวดปัญญา ผู้ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจอย่างแท้จริง ย่อมไม่ถูกครอบงำด้วยความโกรธ ผู้ชนะกิเลสได้อย่างแท้จริง ย่อมไม่เปรียบเทียบแข่งขันกับสิ่งใด ผู้ที่นำพาผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ย่อมวางตนอยู่เบื้องล่าง นี่คือคุณธรรมแห่งการไม่ฝืนควบคุม คือศิลปะแห่งการประสานพลังกับสรรพสิ่ง คือการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ อันเป็นหลักสูงสุดที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ '''บทที่ 69''' ตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า ไม่กล้าเป็นเจ้าบ้าน แต่ขอเป็นผู้มาเยือน ไม่กล้าคืบหน้าหนึ่งนิ้ว แต่ยอมถอยหลังหนึ่งฟุต นี่คือการขยับโดยไม่เคลื่อนไหว คือการเตรียมพร้อมโดยไม่คุกคาม คือการเผชิญหน้าโดยไม่สร้างศัตรู คือการถืออาวุธโดยไม่คิดใช้ กล่าวคือ ไม่ตั้งใจบังคับสิ่งใด แต่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ ภัยอันยิ่งใหญ่ของจิตคือการขาดสติรู้ตัว เพราะเมื่อสติเลือนหาย แก่นแท้ภายในย่อมถูกกิเลสครอบงำ แต่ผู้ที่เผชิญหน้ากับตนเองด้วยความเมตตาย่อมเป็นผู้ได้รับชัยชนะ '''บทที่ 70''' คำพูดของข้านั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ทว่าผู้คนกลับยากจะเข้าใจและยากจะปฏิบัติตาม เพราะจิตยังติดอยู่ในโลกแห่งการตีความ แท้จริงแล้ว ทุกถ้อยคำมีสัจธรรมเป็นรากฐาน และทุกการกระทำมีแก่นแท้ภายในเป็นผู้นำ แต่ตราบใดที่ยังไม่หวนคืนสู่สัจธรรม ย่อมไม่อาจเข้าถึงความหมายอันแท้จริงได้ ผู้ที่เข้าใจจึงมีน้อย และผู้ที่ดำเนินตามยิ่งมีน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงดำรงตนอย่างเรียบง่าย แต่ภายในกลับเก็บรักษาปัญญาอันล้ำค่าไว้ ดุจหยกที่ซ่อนอยู่ในอก '''บทที่ 71''' การรู้เท่าทันการตีความของตน คือภาวะอันประเสริฐ การหลงคิดว่าการตีความคือความจริง คือโรคแห่งจิต ผู้รู้ย่อมเห็นการตีความ เป็นเพียงการตีความ ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จึงไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของมายาภาพทั้งปวง '''บทที่ 72''' เมื่อผู้คนไม่ตระหนักถึงผลของการดำเนินชีวิตที่ฝืนธรรมชาติ ความทุกข์อันใหญ่หลวงย่อมตามมา อย่าดูแคลนตนเอง อย่ารังเกียจต้นกำเนิดของชีวิต เมื่อไม่รังเกียจตนเอง ชีวิตก็ไม่กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงรู้จักตนเอง แต่ไม่โอ้อวดตน รักและถนอมตนเอง แต่ไม่ยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 73''' ความกล้าหาญที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ ย่อมนำไปสู่การสิ้นสุดสิ่งเก่า ความกล้าหาญที่จะปล่อยวางสิ่งเก่า ย่อมนำมาซึ่งชีพจรแห่งชีวิตใหม่ ทั้งสองล้วนมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับกาลและเหตุปัจจัย วิถีแห่งธรรมชาติยากที่ความคิดจะหยั่งถึง แต่ผู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของชีวิตตนเอง ย่อมชนะโดยไม่แก่งแย่ง ตอบสนองโดยไม่ต้องคำนวณ ทุกสิ่งปรากฏขึ้นเองโดยไม่ต้องเรียกร้อง และคลี่คลายไปอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องฝืนจัดการ สัจธรรมโอบอุ้มทุกสิ่งดุจตาข่ายอันกว้างใหญ่ แม้ดูโปร่งโล่ง แต่ไม่เคยปล่อยสิ่งใดให้หลุดพ้นไปได้ '''บทที่ 74''' เมื่อทุกปรากฏการณ์ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแปรเปลี่ยนไป เหตุใดจึงต้องหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง? เมื่อพยายามยึดสิ่งใดไว้ให้คงอยู่ หรือรีบกดข่มผลักไสสภาวะที่ไม่ปรารถนา ชีวิตย่อมไม่อาจดำเนินไปตามธรรมชาติได้ แท้จริงแล้ว ธรรมชาติมีจังหวะเวลาของมันเอง แต่ผู้ที่พยายามเร่งรัดหรือแทรกแซงให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจ เปรียบเสมือนผู้ที่แย่งขวานจากช่างไม้ผู้ชำนาญมาถากไม้เอง ซึ่งน้อยคนนักที่จะไม่บาดเจ็บจากคมขวานในมือตน '''บทที่ 75''' ที่จิตใจขาดพร่อง เพราะภาพที่เห็นกับความจริงที่เป็นนั้นต่างกันเกินไป จึงรู้สึกว่าตนเองไม่เคยดีพอ ที่อารมณ์แปรปรวน เพราะความคิดเข้าไปควบคุมและแทรกแซงทุกสิ่งที่เป็นมากเกินไป ที่ชีวิตหม่นหมอง เพราะมัวแสวงหาการยอมรับจากภายนอก จนละเลยการดูแลกายและใจของตนเอง ผู้ที่ไม่หมกมุ่นกับการทำชีวิตให้สมบูรณ์ตามค่านิยมของโลก ย่อมเข้าถึงคุณค่าของชีวิตได้ลึกซึ้งกว่าผู้ที่รักและหวงแหนชีวิตด้วยความหวาดกลัว '''บทที่ 76''' ยามมีชีวิต กายย่อมอ่อนนุ่ม ยามตาย กายย่อมแข็งทื่อ พืชพรรณเมื่อยังมีชีวิตย่อมอ่อนลู่ แต่เมื่อเหี่ยวแห้งกลับแข็งและเปราะ ดังนั้น ความแข็งกร้าวจึงเป็นพวกพ้องของความตาย ส่วนความอ่อนโยนและยืดหยุ่นเป็นพวกพ้องของชีวิต จิตใจที่แข็งกระด้างย่อมแตกสลายในที่สุด ดุจต้นไม้ที่แข็งเกินไปย่อมหักลง ผู้ที่ยึดมั่นในความแข็งกร้าวย่อมเดินสู่ความเสื่อม ส่วนผู้ที่อ่อนโยนและยืดหยุ่น ย่อมดำรงอยู่บนหนทางแห่งชีวิต '''บทที่ 77''' การปรับสมดุลของธรรมชาติ อุปมาดั่งการขึงคันธนู ส่วนที่สูงเกินไปย่อมถูกกดลง ส่วนที่ต่ำเกินไปย่อมถูกยกขึ้น สิ่งที่มากย่อมถูกลดทอน สิ่งที่พร่องย่อมได้รับการเติมเต็ม นี่คือวิถีแห่งธรรมชาติ แต่วิถีแห่งอัตตากลับตรงกันข้าม มันพรากพลังจากส่วนที่ขาดพร่อง ไปหล่อเลี้ยงความโลภ ความยึดมั่น และความต้องการที่มีอยู่เกินพอดี ใครบ้างที่จะนำสิ่งที่ตนมีเหลือเฟือมาแบ่งปันแก่โลก? มีเพียงผู้ที่มีเต๋าสถิตอยู่ภายในเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกระทำโดยไม่ยึดครอง สร้างความสำเร็จโดยไม่ครอบครอง และไม่ปรารถนาที่จะยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 78''' ไม่มีสิ่งใดอ่อนโยนและยืดหยุ่นไปกว่าน้ำ แต่เมื่อต้องคลี่คลายสิ่งที่แข็งกระด้าง ก็ไม่มีสิ่งใดเหนือไปกว่าน้ำเพราะไม่มีสิ่งใดทดแทนคุณสมบัตินี้ได้ ความอ่อนโยนย่อมเอาชนะความแข็งกร้าว ความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้าง ทุกคนต่างรู้ความจริงข้อนี้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ดำเนินชีวิตได้ตามนั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกล่าวว่า ผู้ที่ยอมรับด้านที่ไม่น่าปรารถนาของชีวิตได้ ย่อมเป็นหลักอันมั่นคงแก่ชีวิตตนเอง ผู้ที่ยอมรับความทุกข์และเคราะห์ร้ายได้ ย่อมเป็นนายเหนือชีวิตของตนเอง คำจริง มักฟังดูราวกับย้อนแย้ง '''บทที่ 79''' การพยายามสะกดกลั้นความขุ่นเคือง ย่อมหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจ็บปวดไว้ในใจ แล้วจะเรียกว่าคลี่คลายได้อย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงมุ่งขัดเกลาจิตใจของตน โดยไม่คอยเรียกร้องหรือตำหนิผู้อื่น จิตที่มีปัญญาญาณย่อมทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ส่วนจิตที่ถูกอัตตาครอบงำ ย่อมคอยจับผิดและเรียกร้องจากผู้อื่นอยู่เสมอ กฎแห่งธรรมชาติย่อมเที่ยงตรง ไม่ลำเอียง และย่อมเกื้อหนุนผู้ที่ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรมอยู่เสมอ '''บทที่ 80''' ชีวิตที่เรียบง่ายและไม่วุ่นวาย แม้มีสิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา จิตใจย่อมอิ่มเต็มในปัจจุบันขณะ ไม่ดิ้นรนแสวงหาความสุขจากภายนอก ความทะยานอยากและการปกป้องตัวตนจึงค่อย ๆ สลายไป เหลือเพียงการดำรงอยู่อย่างเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ พึงพอใจในสิ่งที่กิน เห็นความงามในสิ่งที่สวม สงบในที่ที่ตนอาศัย และยินดีในวิถีชีวิตของตน แม้โลกอันกว้างใหญ่จะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมถึง ก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตาม เพียงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต '''บทที่ 81''' ถ้อยคำที่จริงแท้ มักไม่หวือหวา ถ้อยคำที่หวือหวา มักไม่จริงแท้ ผู้เข้าถึงความจริง ย่อมไม่มัวโต้แย้ง ผู้ที่มัวโต้แย้ง ย่อมยังไม่เข้าถึงความจริง ผู้รู้แจ้ง ไม่ใช่ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ใช่ว่าจะรู้แจ้ง ผู้รู้ไม่สะสมเพื่อตนเอง ยิ่งเกื้อกูลผู้อื่น ตนเองยิ่งอุดมสมบูรณ์ ยิ่งแบ่งปันแก่ผู้อื่น ตนเองยิ่งเต็มเปี่ยม วิถีแห่งเต๋า คือการเกื้อกูลโดยไม่เบียดเบียน วิถีแห่งผู้รู้ คือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องแข่งกับใคร ad8uql93eujn9ddpdhpxhj1i2kdzbpf 295050 295047 2026-08-22T04:48:44Z Pandadah 12242 295050 wikitext text/x-wiki เดินตามเต๋า เรียบเรียงจาก 《道德經》 โดย [[ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์]] © 2026 · CC BY-SA 4.0 เดินตามเต๋า เป็นงานเรียบเรียงและตีความ เต้าเต๋อจิง ในฐานะแนวทางของการฝึกฝนจิตใจ ชวนให้ผู้อ่านหันกลับมาสังเกตตนเอง เรียนรู้ธรรมชาติของจิต และค่อย ๆ ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติของเต๋า เนื่องจากต้นฉบับเต็มไปด้วยสำนวน ภาษา และบริบทของยุคสมัย งานเรียบเรียงฉบับนี้จึงไม่ได้มุ่งรักษารูปประโยคเดิมทุกถ้อยคำ แต่เลือกถ่ายทอดแก่นความหมายด้วยภาษาร่วมสมัย พร้อมเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับการฝึกฝนจิตใจ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงสาระของเต้าเต๋อจิงได้ง่ายขึ้น และนำไปใคร่ครวญผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน งานเรียบเรียงนี้ไม่ได้อ้างว่าเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องที่สุดของเต้าเต๋อจิง แต่เป็นเพียงความเข้าใจและการตีความของผู้เรียบเรียง หากมีส่วนใดคลาดเคลื่อน ย่อมเป็นข้อจำกัดของผู้เรียบเรียงแต่เพียงผู้เดียว '''บทที่ 1''' สัจธรรมที่สามารถกล่าวถึงได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสัจธรรม ไม่ใช่ตัวของสัจธรรม นามที่สามารถเรียกขานได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสิ่งนั้น ไม่ใช่ตัวของสิ่งนั้น “ความว่าง” คือชื่อที่ใช้เรียกจุดกำเนิดแห่งฟ้าดิน “ความมี” คือชื่อที่ใช้เรียกมารดาแห่งสรรพสิ่ง ดังนั้น เมื่อสถิตอยู่ในภาวะไร้ตัวตน ย่อมประจักษ์ถึงแก่นแท้อันลึกล้ำ เมื่อสถิตอยู่ในภาวะมีตัวตน ย่อมมองเห็นรูปปรากฏและขอบเขตของสรรพสิ่ง แท้จริงแล้ว ทั้งสองกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน เพียงแต่ถูกเรียกขานด้วยนามที่ต่างกัน ความเป็นหนึ่งซึ่งเผยออกมาเป็นความต่างนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเร้นลับ” ความเร้นลับซ้อนเร้นลับลงไปอีก คือประตูสู่ความมหัศจรรย์ทั้งปวง '''บทที่ 2''' เมื่อความงามถูกนิยาม ความน่าเกลียดก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อความดีถูกนิยาม ความชั่วก็ถือกำเนิดขึ้น เพราะความมีและความไม่มีต่างให้กำเนิดซึ่งกันและกัน ความยากและความง่ายต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ความยาวและความสั้นต่างอาศัยกันเพื่อให้ปรากฏ ความสูงและความต่ำต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน เสียงทุ้มและเสียงแหลมต่างสอดประสานซึ่งกันและกัน เบื้องหน้าและเบื้องหลังต่างติดตามซึ่งกันและกัน สรรพสิ่งล้วนดำเนินไปเช่นนี้เสมอ ผู้รู้จึงขับเคลื่อนชีวิตจากแก่นแท้ภายใน กระทำเต็มที่โดยไร้ใจที่ยึดติด เกื้อหนุนให้สรรพสิ่งเติบโต แต่ไม่เข้าครอบงำ สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ แต่ไม่ยึดถือว่าเป็นของตน ลงมือกระทำ แต่ไม่ยึดมั่นในผลงาน เมื่อการงานสำเร็จแล้ว ก็ไม่ยึดติดในความสำเร็จนั้น และเพราะไม่ยึดติดในความสำเร็จ ความสำเร็จนั้นจึงไม่เคยจากไป '''บทที่ 3''' ไม่ยกย่องผู้ใดจนเกินพอดี เพราะการเปรียบเทียบย่อมนำไปสู่การแข่งขัน ไม่ให้คุณค่าสิ่งใดจนเกินพอดี เพราะความยึดมั่นย่อมก่อให้เกิดความโลภ ไม่ปล่อยใจไหลตามความอยาก เพราะตัณหาย่อมทำให้จิตใจว้าวุ่น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงฝึกจิตให้หวนคืนสู่สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ ปล่อยวางกิเลส อัตตา และความฟุ้งซ่าน กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ลดความทะยานอยาก หล่อเลี้ยงแก่นแท้ภายในด้วยความเรียบง่ายและความสงบ เมื่อวางความยึดมั่นในตัวตน การกระทำย่อมสอดคล้องกับธรรมชาติ และชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสงบสุข '''บทที่ 4''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ เมื่อน้อมมาดำเนินชีวิตย่อมเป็นพลังที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ล้ำลึกดุจหุบเหวไร้ก้นราวกับเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง หากปรารถนาจะพบสภาวะนี้ในใจตน จงฝนความแหลมคมของตนให้มนลง ละวางอัตตา ความดื้อรั้น และความต้องการเอาชนะ คลี่คลายปมที่ร้อยรัดจิตใจ ปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่าน อารมณ์ รอยจำ และพันธะที่เหนี่ยวรั้งภายใน หลอมรวมผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ให้เป็นหนึ่งเดียว จนไม่เหลือเส้นแบ่งระหว่างผู้สังเกตกับประสบการณ์ ปล่อยให้การรู้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จนก้าวข้ามทั้งผู้รู้และผู้หลง เหลือเพียงการดำรงอยู่ที่เป็นไปเอง สภาวะนี้ใสกระจ่างและสงบนิ่งยิ่งนัก ราวกับดำรงอยู่อย่างเป็นอมตะในความว่างอันลึกซึ้ง ข้าไม่อาจรู้ได้ว่ามันกำเนิดมาจากสิ่งใด เพราะมันดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง ก่อนความคิดการตีความทั้งหลายจะถือกำเนิด และก่อนแม้แต่แนวคิดเรื่องพระผู้สร้างหรือเทพเจ้าองค์แรกเสียอีก '''บทที่ 5''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ไร้ความลำเอียง ปล่อยให้ทุกปรากฏการณ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป โดยไม่ยึดไว้หรือผลักไส ผู้รู้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ท่านมองเห็นความคิด อารมณ์ การตีความ เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป โดยไม่เข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน พื้นที่ว่างภายในจิตใจของท่านเปรียบดั่งเครื่องสูบลม แม้ภายในจะว่างเปล่า แต่กลับไม่เคยเหือดแห้ง ยิ่งสงบนิ่งเท่าไร พลังแห่งชีวิตก็ยิ่งไหลเวียน และปัญญาญาณก็ยิ่งเผยตัว การแสวงหาความรู้ภายนอกและการคิดตีความไม่รู้จบ มีแต่จะทำให้กายและใจเหนื่อยล้า ไม่สู้กลับมารักษาศูนย์กลางภายใน ด้วยการอยู่กับลมหายใจและความรู้ตัวในปัจจุบัน '''บทที่ 6''' จิตเดิมแท้นั้นไม่มีวันดับสูญ เป็นสภาวะที่ให้กำเนิดทุกประสบการณ์ภายใน และรองรับสภาวะคู่ตรงข้ามทั้งปวงโดยไม่เอนเอียงไปข้างใด สภาวะนี้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แผ่วเบา ละเอียดอ่อนราวกับไม่มีอยู่ แต่กลับเป็นต้นธารแห่งพลังชีวิต เมื่อดำรงอยู่ในจิตเดิมแท้ การกระทำทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลื่นไหล สอดคล้องกับครรลองแห่งเต๋าโดยไม่ต้องฝืนหรือบังคับแม้แต่น้อย '''บทที่ 7''' จิตเดิมแท้ดำรงอยู่นิจนิรันดร์ เหตุที่สภาวะนี้มั่นคงและยืนยง ก็เพราะมันไม่สร้างตัวตนขึ้นมาเพื่อปรนเปรอตนเอง จึงคงความสดใหม่โดยไม่ถูกจำกัดด้วยการเกิดหรือการดับ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ปล่อยให้ชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความคิด แต่หวนคืนสู่แก่นแท้ก่อนสิ่งอื่นใด เมื่อไม่ยึดมั่นในตัวตน จึงไม่มีสิ่งใดต้องคอยปกป้อง เมื่อไม่แสวงหาการดำรงอยู่ จึงดำรงอยู่อย่างแท้จริงและมั่นคง ไม่ใช่เพราะไร้ความหมกมุ่นในตัวตนหรอกหรือ การดำรงอยู่ที่แท้จริงจึงเผยตัวขึ้นเอง '''บทที่ 8''' สภาวะจิตเดิมแท้เปรียบดั่งสายน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงทุกสิ่งโดยไม่เรียกร้อง ไม่เปรียบเทียบและไม่แข่งขัน ยอมไหลสู่ที่ต่ำอย่างเป็นธรรมชาติจึงสอดคล้องกับเต๋า ผู้ที่ขัดเกลาจิตใจอยู่เสมอ ย่อมตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ใจลึก สงบ เปิดกว้าง ดูแลตนเองและผู้อื่นด้วยความเมตตา พูดด้วยความจริงใจ กระทำตามศักยภาพของตน และรู้จักจังหวะที่ควรนิ่งและควรเคลื่อนไหว เมื่อไม่แข่งขันกับชีวิต จิตย่อมเป็นอิสระจากความทุกข์ '''บทที่ 9''' สิ่งที่ถูกยึดไว้และเติมจนล้นย่อมเสียสมดุล ไม่สู้รู้จักหยุดแต่พอดี สิ่งที่ถูกทำให้สมบูรณ์แบบจนเกินไปย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน แม้ภายในจะเปี่ยมไปด้วยความรู้และความดีงาม แต่หากเข้าไปยึดถือ สิ่งที่เคยเป็นคุณก็อาจกลับกลายเป็นโทษได้ เมื่อเกิดความสำคัญตน ยกตนว่าพิเศษหรือต่ำต้อยกว่าผู้อื่น ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเอง ผู้รู้จึงเพียงทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เมื่อสิ่งนั้นสำเร็จแล้วก็วางลง ไม่ยึดครอง ไม่ยึดติด และไม่สร้างตัวตนจากสิ่งที่ทำ นี่คือครรลองแห่งเต๋า '''บทที่ 10''' ยามกายและใจเคลื่อนไหว สามารถประคองความรู้ตัวไว้โดยไม่หลงไปกับตัวตนได้หรือไม่? ยามกายและใจผ่อนคลายถึงที่สุด สามารถหวนคืนสู่ความบริสุทธิ์ดุจทารกแรกเกิดได้หรือไม่? ยามเผชิญความคิด อารมณ์ และความเปลี่ยนแปลงของชีวิต สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ปล่อยให้มันครอบงำได้หรือไม่? ยามรู้แจ้งความจริง สามารถเคารพวิถีของทุกสิ่งโดยไม่เข้าไปควบคุมหรือแทรกแซงได้หรือไม่? สร้างสรรค์แต่ไม่ยึดถือ เกื้อหนุนแต่ไม่ครอบครอง กระทำแต่ไม่ยึดติด นำทางแต่ไม่บงการ สภาวะเช่นนี้เองคือ คุณธรรมอันล้ำลึก '''บทที่ 11''' ซี่ล้อสามสิบซี่มาบรรจบกันที่ดุมล้อ แต่เป็นเพราะความว่างตรงกลางดุมนั้น ล้อจึงหมุนและใช้งานได้ ปั้นดินเหนียวขึ้นเป็นภาชนะ แต่เป็นเพราะความว่างภายใน ภาชนะจึงใช้บรรจุสิ่งต่าง ๆ ได้ เจาะประตูและหน้าต่างเพื่อสร้างบ้าน แต่เป็นเพราะพื้นที่ว่างภายใน บ้านจึงเป็นที่อยู่อาศัยได้ ดังนั้น สิ่งที่มีรูปร่างทำให้เกิดรูปทรง แต่ความว่างต่างหากที่ทำให้สิ่งนั้นใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง '''บทที่ 12''' การหลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอก กระแสนิยม และภาพลักษณ์ ทำให้สายตาหม่นมัวจนมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ การหมกมุ่นอยู่กับคำสรรเสริญ คำตำหนิ และเสียงซุบซิบนินทา ทำให้การรับฟังหม่นมัว จนไม่ได้ยินเสียงแห่งปัญญาภายใน การแสวงหาความสุขจากรสชาติ ความฟุ่มเฟือย และการตามใจความอยาก ทำให้จิตไม่อาจอิ่มเอมกับความเรียบง่ายของชีวิต การหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขัน การเอาชนะ อำนาจ และชื่อเสียง ทำให้จิตใจว้าวุ่น สูญเสียความสงบ และหลงลืมศูนย์กลางภายใน การยึดติดในทรัพย์สมบัติ วัตถุนิยม และสถานะทางสังคม ทำให้ชีวิตหันเหออกจากแก่นแท้ภายใน ไปไล่ตามคุณค่าที่โลกภายนอกกำหนด ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงเลือกใช้ชีวิตโดยอิงจากความจำเป็นที่แท้จริง จึงละสิ่งนั้นและเลือกสิ่งนี้ '''บทที่ 13''' การแสวงหาการยอมรับจากภายนอกทำลายความสงบสุขในจิตใจ ยิ่งคิดตีความมากเท่าไร ยิ่งนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวงมากเท่านั้น เหตุใดการแสวงหาการยอมรับจากภายนอกจึงทำลายความสงบสุขในจิตใจ? เพราะเมื่อแสวงหาคำชื่นชม จิตใจย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของคำพูด เมื่อได้รับก็ยินดี เมื่อถูกตำหนิก็หวั่นไหว จิตจึงขึ้นลงไปตามเสียงของผู้อื่น และไม่อาจตั้งมั่นอยู่กับความจริงภายในได้ เหตุใดการคิดตีความจึงนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวง? ความทุกข์ทั้งปวงเกิดจากการตีกรอบขังตนเองไว้ในนามสมมติ เมื่อทลายกำแพงแห่งความเห็นผิดได้แล้ว ความทุกข์จะตั้งอยู่ที่ใดได้อีก? ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เข้าใจและเคารพจังหวะขึ้นลงของชีวิต ย่อมประคองจิตใจให้มั่นคงได้ในทุกสถานการณ์ และผู้ที่โอบรับทุกประสบการณ์ของชีวิต ย่อมเข้าถึงความสงบเย็นอันแท้จริงภายในตนเอง '''บทที่ 14''' มองดูแต่ไม่เห็น เรียกว่า ไร้รูป ฟังดูแต่ไม่ได้ยิน เรียกว่า ไร้เสียง ไขว่คว้าแต่ไม่อาจจับต้อง เรียกว่า ไร้สัมผัส ทั้งสามไม่อาจไล่เลียงสืบสาวด้วยตรรกะ จึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เบื้องบนไม่สว่าง เบื้องล่างไม่มืด ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ไร้ชื่อ ไร้ขอบเขต และหวนคืนสู่ความว่าง นี่คือรูปที่ไร้รูป คือลักษณะของสิ่งที่ไร้ลักษณะ คือความเป็นหนึ่งเดียวที่ไร้เส้นแบ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดเริ่มต้น เมื่อตามหลังมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดสิ้นสุด จงตั้งมั่นอยู่กับจิตดั้งเดิม แล้วเฝ้ามองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อหวนคืนสู่จิตก่อนการปรุงแต่ง ย่อมเข้าถึงระเบียบอันลึกซึ้งของเต๋า อันเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 15''' ผู้ที่หวนคืนสู่เต๋าย่อมสงบนิ่ง ละเอียดอ่อน และไม่เร่งร้อน ระมัดระวังแต่ไม่หวาดกลัว อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ เรียบง่ายแต่ไม่ว่างเปล่า เปิดกว้างแต่ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตขุ่นมัวก็ไม่รีบจัดการ เพียงปล่อยให้ความสงบนำพาจนความกระจ่างเกิดขึ้นเอง เมื่อชีวิตยังไม่พร้อมก็ไม่เร่งเร้า เพียงดำรงอยู่กับเหตุปัจจัย ความงอกงามก็ค่อย ๆ ผลิบาน เพราะไม่แสวงหาความสมบูรณ์แบบตามภาพที่อัตตาสร้างขึ้น จึงสามารถอยู่กับความจริงที่ปรากฏตรงหน้าได้อย่างเรียบง่าย '''บทที่ 16''' ทำจิตให้ว่างถึงที่สุด รักษาความสงบไว้อย่างมั่นคง แม้ความคิด อารมณ์ และสิ่งเร้าสารพัดจะพรั่งพรูขึ้นมา ก็เพียงเฝ้ามองการเกิดขึ้นและดับไปของมัน เรื่องราวนับไม่ถ้วนในโลก ล้วนเกิดขึ้นแล้วหวนคืนสู่รากฐานเดิม เช่นเดียวกับความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป การหวนคืนสู่รากฐานเดิม คือความสงบ ความสงบ คือการหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม การหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม คือความเป็นนิรันดร์ และการรู้จักความเป็นนิรันดร์ คือความรู้แจ้ง ผู้ที่ไม่รู้ความจริงนี้ย่อมหลงไปตามการปรุงแต่งของจิตและก่อทุกข์ให้แก่ตนเอง ส่วนผู้ที่รู้แจ้ง ย่อมมีจิตใจกว้างขวาง ปราศจากอคติ และดำรงอยู่เหนือโลกแห่งถ้อยคำและการตีความ เมื่อจิตสอดคล้องกับธรรมชาติเดิม ก็ย่อมสอดคล้องกับเต๋า และเมื่อสอดคล้องกับเต๋า การดำรงอยู่ย่อมดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน '''บทที่ 17''' ผู้ที่สอดคล้องกับเต๋าอย่างสมบูรณ์ย่อมดำรงอยู่ด้วยจิตที่สงบนิ่ง เรียบง่าย และเป็นธรรมชาติจนไม่รู้สึกว่ามีตัวตนให้ยึดถือ รองลงมา คือผู้ที่ยังยินดีในความสงบ ความสุข และสภาวะอันละเอียดอ่อน แม้จะประณีตเพียงใด ก็ยังมีผู้เสพคอยยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นของตน รองลงมา คือผู้ที่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ การควบคุม และความพยายามขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ เพราะยังกลัวความผิดพลาดและการหลงทาง รองลงมา คือผู้ที่ปล่อยใจไปตามแรงปรุงแต่ง แล้วจึงย้อนกลับมาต่อต้าน ตำหนิ หรือเกลียดชังตนเอง วนเวียนอยู่ในความขัดแย้งไม่รู้จบ เมื่อขาดความไว้วางใจในธรรมชาติเดิมของตน ความไม่ไว้วางใจในชีวิตก็ย่อมเกิดขึ้น จงผ่อนคลาย ปล่อยวาง และหยุดไล่ตามความคิด เมื่อกายและใจกลับคืนสู่ความสงบ จะเห็นเองว่าความคิด ความรู้สึก และทุกปรากฏการณ์ ล้วนเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุม '''บทที่ 18''' เมื่อจิตเดิมแท้ถูกบดบัง ความดีงามที่เคยไหลออกมาอย่างเป็นธรรมชาติก็กลายเป็นความพยายามที่จะเป็นคนดีและมีคุณธรรม เมื่อความคิดอันชาญฉลาดของอัตตาเข้าครอบงำ การวางแผน คิดคำนวณ และการพยายามเป็นใครสักคนที่สำคัญก็เริ่มขึ้น เมื่อกายและใจขัดแย้งกัน มนุษย์จึงพยายามควบคุม กดข่ม และบังคับตนเองให้เป็นไปตามภาพของความดีงามที่คิดว่าถูกต้อง เมื่อจิตใจว้าวุ่นและหลงทางถึงที่สุด มนุษย์จึงแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ อุดมการณ์ หรือความคิดบางอย่าง เพื่อยึดไว้เป็นที่พึ่งของตน '''บทที่ 19''' ละวางการตีความและแยกออกจากกระแสความคิด แล้วการรับรู้ภายในจะเผยตัวอย่างเต็มที่ ละวางความพยายามที่จะเป็นคนดีมีคุณธรรม แล้วกายและใจจะค่อย ๆ กลับคืนสู่ความดีงามตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายาม ละวางเล่ห์เหลี่ยมและความคาดหวังในผลลัพธ์ แล้วความหวาดระแวงและความกลัวที่จะสูญเสียก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป แต่เพียงการละวางเท่านั้นยังไม่พอ พึงยึดถือความเรียบง่ายเป็นแนวทางของชีวิต หวนคืนสู่ความสมถะ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ซื่อตรงต่อธรรมชาติเดิมของตนเอง โดยไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์เพื่อแสวงหาการยอมรับ ลดความฟุ้งซ่าน ละความอยากที่เกินจำเป็น แล้วปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามจังหวะของมันเอง '''บทที่ 20''' “ใช่” กับ “ไม่ใช่” ต่างกันเพียงใด? “ดี” กับ “แย่” แตกต่างกันจริงหรือ? เมื่อจิตหลงยึดติดในโลกแห่งการแบ่งแยก ความกลัวของอัตตาย่อมกลายเป็นความกลัวของตนเอง และความคิดก็ไหลวนไม่รู้จบ ผู้คนแสวงหาความสุขจากสิ่งภายนอก ส่วนข้ากลับเลือกดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ปล่อยให้ชีวิตเป็นไป ไม่ยึดติดในบทบาทหรือภาพลักษณ์ใด แม้จะดูไร้จุดหมายในสายตาผู้คน แต่ภายในกลับเป็นอิสระ ผู้คนภาคภูมิใจในความรู้ ส่วนข้ายอมรับความไม่รู้ จิตจึงสงบนิ่ง กว้างใหญ่ และไม่ไหวเอนไปตามกระแสของโลก ผู้คนต่างมีสิ่งให้ยึดถือ ส่วนข้าไม่ยึดถือสิ่งใด หวนคืนสู่ธรรมชาติเดิมของตนเองอันเป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 21''' คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ย่อมเผยออกมาจากจิตเดิมแท้ เมื่อกล่าวถึงจิตเดิมแท้ในฐานะสิ่งหนึ่งสิ่งใด มันกลับเลือนรางและไม่อาจจับต้องได้ แต่ภายในความเลือนรางนั้นกลับเป็นต้นกำเนิดของทุกปรากฏการณ์ แม้มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่ภายในกลับอุดมด้วยศักยภาพแห่งการก่อกำเนิดสรรพสิ่ง ในความลุ่มลึกอันเงียบงัน มีแก่นแท้แห่งความจริงซ่อนอยู่ เป็นความจริงที่ไม่แปรเปลี่ยนและเปี่ยมด้วยปัญญาญาณ นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน จิตเดิมแท้ไม่เคยดับสูญ มันดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา เป็นดั่งประจักษ์พยานที่เฝ้ามองการกำเนิดและความเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง ข้ารู้จักต้นกำเนิดของสรรพสิ่งได้อย่างไร? ก็ด้วยการหวนกลับมาสถิตอยู่ในจิตเดิมแท้นี้เอง '''บทที่ 22''' ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม ยอมเผชิญกับด้านมืด จึงกลับคืนสู่ความสมดุล ยอมปล่อยวางตัวตน จึงดำรงอยู่ยาวนาน ยอมสละสิ่งเก่า จึงได้รับสิ่งใหม่ ยอมมีน้อย จึงได้รับมาก แต่ผู้ที่สะสมมากเกินไป ย่อมหลงทางและสับสน ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงตั้งมั่นอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวกับปัจจุบัน และไม่ไหลไปตามกระแสของโลก เพราะไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง จึงมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแจ่มชัด เพราะไม่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ จึงเป็นที่ยอมรับ เพราะไม่อวดอ้างผลงาน จึงสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เพราะไม่ยึดติดในเกียรติยศหรือความสำเร็จ จึงดำรงอยู่อย่างมั่นคง เพราะไม่พยายามควบคุมชีวิต จึงเบิกบานอยู่บนเส้นทางชีวิตโดยไร้ข้อจำกัด และโลกทั้งใบก็ไม่อาจควบคุมเขาได้เช่นกัน คำโบราณที่กล่าวว่า “ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม” หาใช่ถ้อยคำเลื่อนลอยไม่ แต่คือสัจธรรมที่เมื่อเข้าใจแล้ว ทุกสิ่งย่อมหวนคืนสู่ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ '''บทที่ 23''' ความสงบภายในคือวิถีแห่งธรรมชาติ ลมพายุไม่อาจพัดโหมได้ตลอดเช้า ฝนที่กระหน่ำก็ไม่อาจตกได้ตลอดวัน ธรรมชาติสอนเราว่า ทุกสิ่งล้วนมีจังหวะของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป การต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่จะทำให้ความทุกข์ยืดเยื้อ เมื่อจิตสอดคล้องกับเต๋า ชีวิตย่อมไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อจิตสอดคล้องกับคุณธรรม ความดีงามย่อมผลิบานออกมาเอง แต่เมื่อจิตหมกมุ่นอยู่กับความกลัว ความยึดติด และความสูญเสีย สิ่งเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ กลายเป็นกรอบการมองโลกที่เราอาศัยอยู่ ดังนั้น จงระวังสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจ เพราะสิ่งนั้นจะค่อย ๆ หล่อหลอมชีวิตของเรา และเมื่อเราไม่ไว้วางใจในธรรมชาติของชีวิต ความหวาดระแวงก็จะเข้ามาแทนที่ '''บทที่ 24''' ผู้ที่เร่งรีบเกินไป ย่อมไปได้ไม่ไกล ผู้ที่ฝืนธรรมชาติของตน ย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ผู้ที่มองเห็นแต่ตนเอง ย่อมมองไม่เห็นความจริงทั้งหมด ผู้ที่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ ย่อมยากจะได้รับการยอมรับ ผู้ที่อวดอ้างผลงานของตน ย่อมไม่อาจสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เมื่อมองจากวิถีแห่งเต๋า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนเกินที่เกิดจากอัตตา เปรียบดังภาระที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ผู้ที่ดำรงอยู่ในเต๋าจึงไม่ยึดถือหรือหล่อเลี้ยงสิ่งเหล่านี้ '''บทที่ 25''' มีสภาวะหนึ่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง ดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง มันสงบนิ่ง ว่างเปล่า และเป็นอิสระ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้า แต่แผ่ซึมอยู่ในทุกปรากฏการณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง ยากจะหาถ้อยคำมาอธิบาย จึงขอเรียกสภาวะนี้ว่า จิตเดิมแท้ และหากจะฝืนตั้งชื่ออีกประการหนึ่ง ก็อาจเรียกว่า ความยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่นี้ย่อมแผ่ขยายอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อขยายออกไปจนสุด ย่อมหวนกลับคืนสู่ต้นกำเนิดเดิม จิตเดิมแท้ย่อมยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ ธรรมชาติ และสภาวะรู้ ทั้งหมดล้วนดำรงอยู่ในความจริงเดียวกัน สภาวะรู้บริสุทธิ์อาศัยโลกแห่งการแบ่งแยกในการรับรู้ โลกแห่งการแบ่งแยกอาศัยปรากฏการณ์ในการปรากฏ ปรากฏการณ์อาศัยจิตเดิมแท้ในการดำรงอยู่ และจิตเดิมแท้ก็ดำรงอยู่ตามความเป็นไปเองแห่งธรรมชาติ '''บทที่ 26''' ความมั่นคงเป็นรากฐานของความผ่อนคลาย ความสงบเย็นเป็นนายเหนือความปั่นป่วน ด้วยเหตุนี้ ผู้ประคองสติรู้ตัว แม้ต้องดำเนินกิจธุระตลอดทั้งวัน ก็ไม่เคยละทิ้งฐานแห่งความมั่นคงภายใน แม้ถูกรายล้อมด้วยสิ่งเร้าอันน่าหลงใหล ก็ยังคงสงบนิ่งและเท่าทัน ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามสิ่งเหล่านั้น แล้วเหตุใดจิตซึ่งเป็นประธานของชีวิต จึงปล่อยให้ตนเองไหลไปตามกระแสของโลกภายนอก เมื่อจิตไหลตามสิ่งเร้ามากเกินไป ย่อมสูญเสียความมั่นคงภายใน เมื่อจิตปล่อยให้ความวิตกกังวลครอบงำ ย่อมสูญเสียความสงบเย็น '''บทที่ 27''' การกระทำที่ดี ไม่ทิ้งร่องรอยให้ยึดติด วาจาที่ดี ไม่เปิดช่องให้เกิดความขัดแย้ง การจัดการที่ดี ไม่หวังพึ่งพาผลลัพธ์ การปกป้องที่ดี ไม่ต้องอาศัยเครื่องพันธนาการ แต่มั่นคงจนไม่มีสิ่งใดแทรกผ่านได้ ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ต้องอาศัยข้อผูกมัด แต่กลับผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ทอดทิ้งแม้แต่เสี้ยวส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่มองข้ามแม้แต่สถานการณ์เดียวในชีวิต ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่เรียนรู้และเกื้อกูลกันได้ นี่คือปัญญาญาณอันแจ่มชัด ดังนั้น คนดีจึงเป็นครูของคนเลว และคนเลวก็เป็นบทเรียนของคนดี ในฐานะผู้ที่พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา หากไม่เห็นคุณค่าของครู และไม่เห็นคุณค่าของบทเรียน ต่อให้คิดว่าตนเองฉลาดเพียงใด ก็ยังคงหลงอยู่ในความมืดบอด นี่คือหัวใจแห่งสัจธรรมอันลึกซึ้ง '''บทที่ 28''' รู้จักความแข็งแกร่ง แต่เลือกความอ่อนโยน รู้จักความสว่าง แต่ไม่รังเกียจความมืด รู้จักเกียรติยศ แต่ยังคงความถ่อมตน ผู้ที่ดำรงอยู่เช่นนี้ ย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายอันเป็นธรรมชาติ เมื่อความเรียบง่ายถูกแบ่งแยก จึงเกิดบทบาท หน้าที่ และรูปแบบทั้งหลาย แต่ผู้รู้ใช้สิ่งเหล่านั้นโดยไม่ยึดติด เพราะฉะนั้น การจัดการที่ยิ่งใหญ่จึงไม่ใช่การตัดแบ่ง แต่เป็นการมองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวที่ซ่อนอยู่ในทุกความแตกต่าง '''บทที่ 29''' ผู้ใดคิดจะควบคุมชีวิตของตนเอง ด้วยการบังคับให้เป็นไปตามความต้องการ ย่อมไม่มีวันเข้าถึงความสงบที่แท้จริง ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าจะควบคุมหรือละเลยได้ ยิ่งฝืนจัดการ ชีวิตยิ่งพัง ยิ่งยึดมั่นถือมั่น ใจยิ่งสูญเสีย ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงปล่อยให้ชีวิตเกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ สมดุลภายในจึงไม่พังทลาย และเพราะไม่ยึดติดในสภาวะใด ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ความเป็นอิสระจึงเคยไม่สูญหาย แท้จริงแล้วชีวิตย่อมมีจังหวะของมันเอง มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา บางวันมีพลัง บางวันหดหู่ บางช่วงรุ่งเรือง บางช่วงซบเซา ผู้รู้จึงละทิ้งความสุดโต่ง ไม่ยึดติดกับสภาวะใด ไม่ฝืนให้ชีวิตต้องเป็นอย่างที่ต้องการ และประคองใจให้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสงบ '''บทที่ 30''' ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋า ย่อมไม่ใช้การกดข่มความรู้สึก หรือด่าทอตนเอง เพราะความรุนแรงที่กระทำต่อจิตใจ ย่อมหวนกลับมาทำร้ายตนเองเสมอ จิตใจที่ถูกบีบคั้นย่อมเกิดความทุกข์ และเมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ความอ่อนล้าและความว่างเปล่าภายในก็มักติดตามมา ผู้รู้เพียงปรารถนาให้จิตใจกลับคืนสู่ความสงบ โดยไม่พยายามครอบครองสภาวะนั้น เมื่อสงบแล้ว อย่าหลงตนว่าเหนือกว่า อย่านำความสงบมาโอ้อวด อย่าสำคัญว่าตนหมดกิเลส จงเห็นว่าความสงบเป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เมื่อสงบแล้ว อย่าได้บีบคั้นให้มันต้องสงบอยู่ตลอดไป เพราะสิ่งใดที่ถูกฝืนหรือยึดไว้แน่นเกินไป ย่อมเสื่อมถอยและแตกสลายในที่สุด สิ่งนี้เรียกว่าการฝืนวิถีแห่งเต๋า และผู้ที่ฝืนวิถีนั้นย่อมห่างไกลจากความสงบที่แท้จริง '''บทที่ 31''' ความตึงเครียด ความคิดตัดสิน ความโกรธแค้น และความเกลียดชัง ล้วนเป็นสภาวะที่บั่นทอนธรรมชาติเดิม ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋าจึงไม่ปล่อยให้จิตใจตกอยู่ใต้อำนาจของสภาวะที่รุนแรงนั้น เมื่อจิตใจเป็นปกติ ย่อมแสดงออกด้วยความเมตตา ความอ่อนโยน และการเปิดรับ แต่เมื่อกิเลสเข้าครอบงำ ก็จำเป็นต้องอาศัยความเด็ดขาดและสติปัญญาในการรู้เท่าทัน หากจำเป็นต้องเด็ดขาด จงทำด้วยใจที่สงบ ไม่ใช่ด้วยความโกรธหรือความเกลียดชัง เพราะสภาวะที่รุนแรงไม่ใช่วิถีแห่งเต๋า แม้จะก้าวข้ามกิเลสได้ ก็อย่าหลงยินดีในชัยชนะนั้น เพราะความรู้สึกว่า “ฉันเอาชนะได้” อาจกลายเป็นอัตตารูปแบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่อัตตาเดิม การละวางความอยากและนิสัยเดิม ย่อมมาพร้อมกับความเจ็บปวดและความอาลัย จงรับรู้ความทุกข์นั้นด้วยความเข้าใจและเมตตาต่อตนเอง ผู้รู้จึงใช้ทั้งความอ่อนโยนและความเด็ดขาดอย่างพอดี ไม่ตามใจกิเลส แต่ก็ไม่ทำร้ายจิตใจของตนเอง '''บทที่ 32''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้นั้นไร้นามและเรียบง่าย แม้จะดูอ่อนโยนสงบเย็น แต่กิเลสและสิ่งเร้าภายนอกไม่อาจครอบงำมันได้ เมื่อจิตดำรงอยู่ในความว่างดั้งเดิม ความคิดและอารมณ์ที่ปรุงแต่งย่อมค่อย ๆ สงบลงเอง เมื่อจิตเดิมแท้กับกายเป็นหนึ่งเดียว ความสงบเย็นและความอิ่มเอิบภายในย่อมเผยขึ้นโดยไม่ต้องบังคับจัดแจง ทุกสิ่งย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลตามธรรมชาติ เมื่อการรับรู้เริ่มแบ่งแยก ชื่อเรียกทั้งหลายก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อชื่อเกิดขึ้นแล้ว จงรู้จักหยุดอยู่เพียงเท่านั้น อย่าหลงว่าชื่อคือความจริงทั้งหมด ดุจสายน้ำจากลำธารที่ไหลรวมสู่แม่น้ำและมหาสมุทร ทุกสรรพสิ่งย่อมหวนคืนสู่ต้นกำเนิดเดียวกัน '''บทที่ 33''' การรู้เท่าทันผู้อื่นคือความเฉลียวฉลาด แต่การรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด และกิเลสของตนเอง คือปัญญาอันสว่างไสว การพยายามเอาชนะหรือควบคุมผู้อื่น เป็นพลังของอัตตา แต่การเอาชนะอัตตาของตนเองคือความแข็งแกร่ง ผู้ที่รู้พอใจในสิ่งที่มี โดยไม่วิ่งไล่ตามความสุขจากสิ่งเร้าภายนอก คือผู้มั่งคั่งอย่างแท้จริง ผู้ที่ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง คือผู้มีเจตจำนงค์แน่วแน่ ผู้ที่ประคองตนให้อยู่กับปัจจุบันขณะ คือผู้ตั้งมั่นในหนทาง แม้กายจะเสื่อมสลาย แต่การดำรงอยู่ไม่ดับสูญ ย่อมมีอายุยืนยาว ชั่วนิรันดร์ '''บทที่ 34''' ชีวิตดำเนินไปได้ดีที่สุด เมื่อเลิกพยายามเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ความดีงามที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการควบคุม แต่เกิดจากการเปิดพื้นที่ให้ทุกสิ่งเติบโต เมื่อสิ่งต่าง ๆ งอกงามแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบอ้างว่าเป็นผลงานของตน ผู้ที่คอยสนับสนุนโดยไม่ครอบงำ ย่อมทำให้ผู้อื่นเติบโตได้อย่างเต็มที่ ผู้ที่พร้อมปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ย่อมได้รับความไว้วางใจโดยไม่ต้องเรียกร้อง เพราะไม่พยายามเป็นคนสำคัญ จึงกลายเป็นผู้ที่สำคัญอย่างแท้จริง เพราะไม่ประกาศว่าตนยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่จึงปรากฏขึ้นเอง '''บทที่ 35''' ผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยมีเต๋าเป็นแนวทาง ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ผู้คนชื่นชอบ แต่ความสงบ ความเรียบง่าย และความเป็นธรรมชาติของเขา กลับทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัว เมื่อใจสงบเย็น ความร่มเย็นและความสมดุลย่อมแผ่ขยายออกไปถึงผู้คนรอบตัว เสียงดนตรีอันไพเราะและอาหารเลิศรส ย่อมดึงดูดให้ผู้คนหยุดชื่นชม แต่เต๋ากลับเรียบง่ายจนดูจืดชืด มองไม่เห็นความโดดเด่น และฟังดูไม่น่าตื่นเต้น ทว่าเมื่อค่อย ๆ น้อมนำมาดำเนินในชีวิตประจำวัน ความอิ่มเอิบภายในกลับหลั่งไหลออกมาอย่างไม่รู้จบ '''บทที่ 36''' ยามใดที่อัตตาหรือกิเลสพองโตถึงขีดสุด นั่นคือสัญญาณว่าชีวิตกำลังเริ่มเสื่อมถอย ยามใดที่จิตใจตึงเครียด แข็งกร้าว และฝืนพยายาม นั่นคือสัญญาณว่าความอ่อนแอกำลังก่อตัวขึ้น ยามใดที่หลงระเริงในความสำเร็จ ชื่อเสียง อำนาจ หรือสิ่งที่ครอบครอง นั่นคือสัญญาณว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังใกล้เข้ามา ยามใดที่สิ่งเก่าคลายตัวลง พื้นที่ว่างย่อมเปิดออกเพื่อรองรับการเริ่มต้นใหม่ ผู้ที่มองเห็นวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมเข้าใจการเคลื่อนไหวอันละเอียดอ่อนของชีวิต ความอ่อนโยนและความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้างได้เสมอ ดุจปลาที่ไม่ควรออกจากห้วงน้ำลึก ฉันใด จิตก็ไม่ควรละทิ้งฐานแห่งความรู้ตัว ฉันนั้น '''บทที่ 37''' ผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าย่อมดำรงชีวิตโดยไม่ฝืนแทรกแซง แต่ไม่มีสิ่งใดที่ไม่สำเร็จตามเหตุปัจจัย หากสภาวะรู้ภายในดำรงอยู่กับจิตเดิมแท้ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมทั้งหลาย ย่อมค่อย ๆ คลี่คลายและเปลี่ยนแปลงไปเอง โดยไม่ต้องบังคับ เมื่อกิเลสหรือความอยากผุดขึ้น เพียงหวนกลับสู่ความเรียบง่ายดั้งเดิม แล้วปล่อยให้ความสงบนั้นโอบอุ้มมันไว้ เมื่อไม่หล่อเลี้ยงความอยาก จิตย่อมสงบ และเมื่อจิตสงบ ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสอดคล้องอย่างเป็นธรรมชาติ '''บทที่ 38''' ผู้มีคุณธรรม ไม่ยึดติดว่าตนต้องมีคุณธรรม ไม่กระทำและไม่มีเจตนาแอบแฝง ผู้ยึดติดในคุณธรรม ย่อมพยายามรักษาคุณธรรม แม้ดูเหมือนไม่กระทำ แต่ยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีความเมตตา กระทำโดยปราศจากเจตนาแอบแฝง ผู้มีมโนธรรมสำนึก กระทำด้วยความตั้งใจ และยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีมารยาท กระทำตามกฎเกณฑ์ แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ใช้กำลังหรืออำนาจบีบบังคับผู้อื่น เมื่อสูญเสียสภาวะจิตอันบริสุทธิ์ จึงเหลือเพียงคุณธรรม เมื่อสูญเสียคุณธรรม จึงเหลือเพียงความเมตตา เมื่อสูญเสียความเมตตา จึงเหลือเพียงมโนธรรมสำนึก เมื่อสูญเสียมโนธรรมสำนึก จึงเหลือเพียงกฎเกณฑ์ภายนอก แท้จริงแล้ว กฎเกณฑ์ภายนอกเป็นเพียงเปลือกบาง ๆ ของความซื่อสัตย์และความจริงใจ และเมื่อเหลือเพียงสิ่งนั้น ความวุ่นวายในสังคมก็เริ่มก่อตัวขึ้น '''บทที่ 39''' ในอดีตกาล สิ่งที่เข้าถึง “หนึ่ง” (เต๋า) ย่อมดำรงอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ ฟ้าจึงใสกระจ่าง ดินจึงมั่นคง สรรพสิ่งจึงถือกำเนิด และจิตจึงตั้งมั่นสงบเย็น เมื่อสูญเสียความเป็นหนึ่ง ทุกสิ่งย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ดังนั้น ความสูงส่งย่อมอาศัยความอ่อนน้อมเป็นรากฐาน ความพิเศษย่อมอาศัยความธรรมดาเป็นฐานรองรับ ผู้ที่แสวงหาการยอมรับ ย่อมไม่พบเกียรติยศที่แท้จริง ส่วนผู้ที่มีเกียรติยศอย่างแท้จริง ย่อมไม่แสวงหาการยอมรับจากภายนอก เพราะฉะนั้น อย่าปรารถนาจะล้ำค่าดั่งหยก แต่จงเป็นดั่งก้อนหินธรรมดา ที่ดำรงอยู่ร่วมกับทุกสิ่งอย่างเรียบง่ายและกลมกลืน '''บทที่ 40''' การหวนคืนสู่ความสงบเย็น คือการเคลื่อนไหวของจิตเดิมแท้ ความอ่อนโยนและความถ่อมตน คือการแสดงออกของจิตเดิมแท้ ปัญญาญาณทั้งมวลย่อมงอกงามจากความรู้ตัว และความรู้ตัวนั้น ย่อมถือกำเนิดจากความว่างอันบริสุทธิ์ '''บทที่ 41''' คนที่พร้อมเรียนรู้ เมื่อพบสัจธรรมย่อมนำกลับมาฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอ คนที่พร้อมเพียงครึ่งเดียว บางวันก็เข้าใจ บางวันก็กลับไปหลงวนในความคิดการตีความเหมือนเคย ส่วนคนที่ยังยึดติดกับกรอบความคิดเดิม มักหัวเราะเยาะสิ่งที่ตนยังไม่เข้าใจ เพราะความจริงที่ลึกซึ้ง มักไม่เป็นไปอย่างที่อัตตาคาดหวัง สิ่งที่สว่าง อาจดูมืด สิ่งที่ก้าวหน้า อาจดูเหมือนถอยหลัง สิ่งที่เรียบง่าย อาจดูเหมือนยาก ผู้ที่ถ่อมตน อาจดูเหมือนไม่มีอะไร ผู้ที่ยิ่งใหญ่ อาจดูธรรมดา สิ่งที่ลึกที่สุด อาจไร้เสียง และสิ่งที่จริงที่สุด อาจไร้รูปให้มองเห็น สัจธรรมไม่ต้องอาศัยชื่อเรียก แต่คอยเกื้อหนุนให้ทุกชีวิตเติบโตและงอกงามตามธรรมชาติ '''บทที่ 42''' ทุกสิ่งล้วนเริ่มต้นจากความเป็นหนึ่ง ก่อนจะแตกแขนงออกเป็นความแตกต่าง ความสัมพันธ์ และเรื่องราวนับไม่ถ้วน ทุกสิ่งในชีวิตต่างมีสองด้านเสมอ สิ่งที่ให้คุณในวันนี้อาจให้โทษในวันหน้า และสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความสูญเสียอาจกำลังเปิดทางให้บางสิ่งที่มีค่ากว่าเกิดขึ้น ผู้คนมักหลีกหนีความโดดเดี่ยว ความธรรมดา และความต่ำต้อย แต่ผู้รู้กลับน้อมรับสิ่งเหล่านี้ เพื่อเตือนใจให้ถ่อมตน เพราะความถ่อมตนคือรากฐานของการหวนคืนสู่เต๋า ดังนั้น อย่าแข็งกร้าวจนเกินไป เพราะสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ ย่อมอยู่ได้ไม่นาน '''บทที่ 43''' สิ่งที่อ่อนที่สุดย่อมผ่านพ้นสิ่งที่แข็งที่สุดได้ สิ่งที่ไร้รูปย่อมแทรกซึมผ่านช่องว่างที่ไม่มีสิ่งใดเข้าถึงได้ ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงประจักษ์ถึงอานุภาพของธรรมชาติเดิมแท้ การสอนโดยไม่ต้องอาศัยคำพูด และการดำเนินชีวิตโดยไม่คาดหวังให้อนาคตเป็นไปตามใจต้องการ เป็นสิ่งที่มีน้อยคนนักจะเข้าถึงได้ '''บทที่ 44''' ชื่อเสียงสำคัญกว่าชีวิตจริงหรือ? ทรัพย์สินมีค่ามากกว่าความสงบของจิตจริงหรือ? การได้มาและการสูญเสีย สิ่งใดทำให้ใจเป็นทุกข์มากกว่ากัน? ยิ่งยึดติดมาก ยิ่งต้องสูญเสียมาก ยิ่งสะสมมาก ยิ่งหวาดกลัวการพลัดพราก เมื่อรู้จักพอ ใจย่อมไม่ถูกครอบงำ เมื่อรู้ว่าเมื่อใดควรหยุด ชีวิตย่อมปลอดภัยและสงบเย็นได้อย่างยั่งยืน '''บทที่ 45''' สิ่งที่ดีที่สุด มักไม่จำเป็นต้องดูดีที่สุด สิ่งที่เต็มที่สุด มักไม่อวดว่าตัวเองเต็ม คนที่มั่นคงจริง ไม่จำเป็นต้องแข็งกระด้าง คนที่เก่งจริง ไม่จำเป็นต้องโอ้อวดความเก่ง คนที่เข้าใจจริง ไม่จำเป็นต้องพูดให้คนอื่นยอมรับ ความสงบ มีพลังมากกว่าความร้อนรน ความเย็นของจิต เอาชนะความเร่าร้อนของอารมณ์ เมื่อจิตใจสงบเย็น ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลของมันเอง '''บทที่ 46''' เมื่อชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรม พลังชีวิตย่อมถูกนำมาใช้เพื่อหล่อเลี้ยง ฟื้นฟู และเกื้อกูลให้ชีวิตเบ่งบานอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อชีวิตห่างไกลจากสัจธรรม พลังเดียวกันนั้นกลับถูกใช้ไปกับการแข่งขัน การแสวงหา และการไขว่คว้าสิ่งภายนอกไม่รู้จบ ไม่มีภัยใดร้ายแรงไปกว่าการไม่รู้จักพอ ไม่มีหายนะใดหนักหนาไปกว่าความอยากที่ไม่สิ้นสุด เพราะผู้ที่ไม่เคยพอ ย่อมไม่มีวันพบกับความสงบ เมื่อรู้จักพอ ความอิ่มเอมย่อมเกิดขึ้นจากภายใน ไม่ใช่จากการได้ครอบครองมากขึ้น และความพอเช่นนี้เอง คือความมั่งคั่งที่แท้จริงและยั่งยืน '''บทที่ 47''' เมื่อมีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง ย่อมประจักษ์แจ้งในสัจธรรมของชีวิต เมื่อไม่แส่ส่ายแสวงหา ย่อมเห็นวิถีแห่งธรรมชาติตามที่เป็น ยิ่งจิตฟุ้งซ่านออกไปไกล ยิ่งห่างไกลจากความจริงแท้ภายใน ฉะนั้น ผู้รู้แม้นิ่งอยู่กับที่ ก็หยั่งรู้ความจริง แม้ไม่ได้มองด้วยตา ก็เห็นแจ้งด้วยปัญญา แม้ไม่ได้เร่งร้อนกระทำการ สิ่งทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงเอง '''บทที่ 48''' ผู้แสวงหาความรู้ทางโลก ยิ่งเรียนรู้ก็ยิ่งสั่งสม ผู้แสวงหาความจริงแท้ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งลดละ ลดละแล้วลดละอีก จนจิตบริสุทธิ์จากการปรุงแต่ง เมื่อไร้การฝืนแทรกแซง ก็ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจบรรลุ การดูแลจิตใจไม่ใช่การบังคับควบคุม หากแทรกแซงมากเกินไป ย่อมไม่อาจเป็นนายเหนือตนเองได้ '''บทที่ 49''' ผู้รู้ย่อมไม่ยึดติดกับความคิดหรืออัตตาของตน แต่เปิดใจรับทุกผู้คนและทุกสถานการณ์ตามความเป็นจริง ผู้ที่มีเมตตา ก็เมตตาตอบ ผู้ที่ยังขาดเมตตา ก็ไม่โกรธเคือง เพราะความเมตตาเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้ที่น่าเชื่อถือ ก็ไว้วางใจ ผู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ ก็ยังคงเปิดใจรับฟัง เพราะความจริงใจเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้รู้ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยความอ่อนน้อม ไม่ยึดเอาความเห็นของตนเป็นศูนย์กลาง แต่ช่วยหลอมรวมความแตกต่างให้กลับคืนสู่ความกลมกลืน แม้ผู้คนต่างหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตาเห็นและหูได้ยิน ผู้รู้กลับดำรงจิตอันบริสุทธิ์ เรียบง่าย และไร้เดียงสา ดุจเด็กทารก '''บทที่ 50''' เมื่อจิตเกิดความยึดมั่น ความทุกข์ย่อมติดตามมา เมื่อยึดติดในภาพตัวตน ย่อมเกิดความเจ็บปวด เมื่อจมอยู่ในกิเลส ย่อมเกิดความทุกข์ใจ เมื่อดิ้นรนแสวงหาความสุข กลับยิ่งห่างไกลความสุขนั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะพวกเขาดำเนินชีวิตสวนทางกับครรลองแห่งธรรมชาติ ได้ยินมาว่า ผู้ที่ประคองรักษาจิตเดิมแท้ให้บริสุทธิ์และมั่นคงอยู่เสมอ ยามเผชิญกระแสโลก ย่อมไม่ถูกความโลภหรือความโกรธครอบงำ ยามเผชิญความขัดแย้ง ย่อมไม่หวั่นไหวต่ออคติหรือคำครหา ความโกรธไร้ที่ตั้ง ความโลภไร้ที่ฟูมฟัก ความเกลียดชังไร้ที่หยั่งราก เพราะภายในจิตของเขาไม่มีตัวตนที่รอให้สิ่งใดมากระทบหรือทำร้าย '''บทที่ 51''' ความว่างบริสุทธิ์ให้กำเนิดสรรพสิ่ง คุณธรรมโอบอุ้มและฟูมฟัก ชีวิตทำให้แต่ละสิ่งมีลักษณะเฉพาะ ส่วนสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขต่าง ๆ หล่อเลี้ยงให้เติบโตจนสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ สรรพสิ่งจึงเคารพในความว่างบริสุทธิ์และยกย่องคุณธรรม ไม่ใช่เพราะมีผู้ใดบังคับ แต่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ เต๋าให้กำเนิด คุณธรรมฟูมฟัก หล่อเลี้ยงให้เติบโต ช่วยให้สุกงอม บำรุงรักษา และคุ้มครอง ให้กำเนิดแต่ไม่ยึดครอง สร้างสรรค์แต่ไม่อวดอ้าง นำพาแต่ไม่ควบคุม นี่คือสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรมอันลึกล้ำ '''บทที่ 52''' สรรพสิ่งล้วนมีต้นกำเนิด และต้นกำเนิดนั้นคือรากของสรรพสิ่ง เมื่อเข้าถึงต้นกำเนิดย่อมเข้าใจทุกสิ่งที่ถือกำเนิดจากมัน เมื่อตั้งมั่นอยู่กับรากเดิม ตลอดชีวิตย่อมไม่หลงทางและไม่ตกอยู่ในอันตราย ละวางตัณหา ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ชีวิตย่อมเป็นอิสระจากความวุ่นวาย แต่หากเปิดรับสิ่งเร้าภายนอกโดยขาดสติ และมัวแต่พยายามควบคุมทุกสิ่ง ตลอดชีวิตก็ยากจะพบความสงบ มองเห็นสิ่งละเอียดเล็กน้อยได้ เรียกว่า ความแจ่มแจ้ง รักษาความอ่อนโยนไว้ได้ เรียกว่า ความแข็งแกร่ง จงใช้ความรู้ตัวหวนกลับสู่ความแจ่มแจ้งภายใน เพื่อไม่ให้หลงเหลือตัวตนไว้รองรับทุกข์ภัย นี่คือการดำเนินตามครรลองแห่งธรรมชาติอันเป็นนิรันดร์ '''บทที่ 53''' หากยังพอมีความรู้แจ้งและดำเนินชีวิตอยู่บนวิถีแห่งสัจธรรม สิ่งเดียวที่หวั่นเกรง คือการปล่อยให้จิตหลงออกนอกครรลองแห่งธรรมชาติ เพราะสัจธรรมอันยิ่งใหญ่นั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แต่มนุษย์กลับชอบเดินในทางลัดที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่ง ผู้คนมักเอาใจใส่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่ปล่อยให้จิตใจภายในรกร้าง สะสมความรู้ ตำแหน่ง และหัวโขน พกพาตรรกะและคำตัดสินอันเฉียบคม หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเร้าภายนอก และสั่งสมความยึดมั่นในตัวตนจนล้นใจ สภาวะเช่นนี้ไม่ต่างจากจอมโจรที่ปล้นชิงความสงบจากตนเอง แล้วกลับหลงภูมิใจในสิ่งที่ปล้นมา นี่ไม่ใช่วิถีแห่งสัจธรรม '''บทที่ 54''' ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะ ย่อมไม่หวั่นไหวต่อกิเลส ผู้ที่โอบอุ้มสัจธรรมไว้อย่างมั่นคง ย่อมไม่หลงออกจากวิถีอันแท้จริง ผู้ที่รักษาภาวะจิตเช่นนี้ไว้ได้ ย่อมส่งต่อปัญญาและความสงบเย็นสู่คนรุ่นหลังได้อย่างไม่ขาดสาย เมื่อบ่มเพาะเต๋าในตน คุณธรรมย่อมหยั่งราก เมื่อแผ่ขยายสู่ครอบครัว ความอบอุ่นย่อมงอกงาม เมื่อแผ่ขยายสู่ชุมชน ความเป็นกัลยาณมิตรย่อมมั่นคง เมื่อแผ่ขยายสู่สังคม ความอุดมสมบูรณ์และการเกื้อกูลย่อมแพร่หลาย ดังนั้น หากปรารถนาจะเข้าใจผู้อื่น จงเริ่มจากการเข้าใจตนเอง หากปรารถนาจะเข้าใจครอบครัวอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจครอบครัวของตน หากปรารถนาจะเข้าใจชุมชนอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจชุมชนของตน หากปรารถนาจะเข้าใจสังคม จงเริ่มจากการเข้าใจสังคมที่ตนอาศัยอยู่ หากปรารถนาจะเข้าใจชีวิต จงเริ่มจากการเข้าใจชีวิตของตนเอง ข้ารู้จักความเป็นไปของโลกได้อย่างไรน่ะหรือ? ก็ด้วยสิ่งนี้เอง '''บทที่ 55''' ผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมอันบริสุทธิ์ ย่อมมีสภาวะจิตดุจทารกแรกเกิด อ่อนโยน ยืดหยุ่น ตื่นรู้อยู่เสมอ และเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิต โดยไม่ถูกกิเลสหรือสิ่งเร้าภายนอกครอบงำ เพราะพลังดั้งเดิมยังดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ดำรงจิตไว้ในความสมดุลกลมกลืน ย่อมเข้าถึงสัจธรรม เมื่อเข้าถึงสัจธรรม ย่อมเกิดปัญญารู้แจ้ง ความอยากเด่นดังและความพยายามควบคุมทุกสิ่ง ล้วนเป็นสัญญาณของการหลงออกจากจิตเดิมแท้ เมื่อสิ่งใดแข็งกร้าว ตึงเครียด หรือฝืนธรรมชาติจนเกินพอดี สิ่งนั้นย่อมเสื่อมสลายก่อนเวลาอันควร '''บทที่ 56''' ผู้รู้จริงย่อมไม่ป่าวประกาศว่าตนรู้ ส่วนผู้ที่ป่าวประกาศว่าตนรู้ย่อมไม่รู้จริง จงละวางความยึดมั่นในอัตตา คลี่คลายความคิดอันสับสน หวนคืนสู่ความเรียบง่าย และกลมกลืนกับความธรรมดาของชีวิต นี่คือความเป็นหนึ่งเดียวอันลึกซึ้ง สภาวะนี้ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความยึดติด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเกลียดชัง ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความอยาก ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเจ็บปวด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนพิเศษกว่าผู้อื่น และไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนต่ำต้อยกว่าผู้อื่น นี่จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 57''' จงซื่อสัตย์ต่อแก่นแท้ภายใน พลิกแพลงตามสถานการณ์ และปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปโดยไม่แทรกแซงเกินจำเป็น ยิ่งจิตถูกพันธนาการด้วยความกลัว ชีวิตยิ่งติดขัด ยิ่งยึดติดในความรู้ ชีวิตยิ่งวุ่นวาย ยิ่งใช้ความฉลาดเข้าข้างตนเอง ความอยากที่ผิดธรรมชาติก็ยิ่งเพิ่มพูน ยิ่งบังคับตนเองด้วยกฎเกณฑ์ ความอึดอัดก็ยิ่งทับถม เพราะฉะนั้น ผู้รู้จึงกล่าวว่า ข้าไม่ฝืนควบคุมสิ่งใด ความสัมพันธ์ย่อมกลับคืนสู่สมดุลเอง ข้าอยู่นิ่ง ชีวิตย่อมเข้าที่เข้าทางเอง ข้าไม่ฝืนแทรกแซง พลังชีวิตย่อมฟื้นคืนเอง ข้าไม่ทะยานอยาก จิตย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายและบริสุทธิ์เอง '''บทที่ 58''' เมื่อปล่อยวางการควบคุม และเปิดพื้นที่ให้ทุกความคิดและอารมณ์เกิดขึ้น จิตใจย่อมหวนคืนสู่ความสงบเอง แต่เมื่อคอยบังคับให้ตนเองเป็นไปตามภาพที่ยึดไว้ จิตใจย่อมอึดอัดและเต็มไปด้วยแรงต้าน ผู้รู้จึงรับฟังความคิดความรู้สึก แต่ไม่หลงเชื่อว่าทั้งหมดคือความจริง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแต่ไม่ด่วนตัดสินผู้อื่น ตรงไปตรงมาแต่ไม่ก้าวร้าว มีปัญญาแต่ไม่โอ้อวด ในความทุกข์มีเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขซ่อนอยู่ ในความสุขก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์แฝงอยู่เช่นกัน ใครเล่าจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด? เมื่อไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร สิ่งที่เห็นว่าตรงอาจคด สิ่งที่เห็นว่าดีอาจบิดเบี้ยว ผู้คนหลงติดอยู่กับการแบ่งแยกเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว '''บทที่ 59''' ในการดูแลตนเองและดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดประเสริฐไปกว่า การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล คือการจำนนต่อชีวิตตั้งแต่ต้น (Surrender) และการจำนนเช่นนี้เอง คือการสั่งสมคุณธรรมและพลังชีวิตภายในอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณธรรมและพลังชีวิตหยั่งรากมั่นคง ย่อมก้าวข้ามอุปสรรคและกิเลสทั้งปวงได้ เมื่อไร้สิ่งต้านทาน ศักยภาพภายในย่อมไร้ขอบเขต สามารถเป็นนายเหนือกายและใจของตนเองได้ เมื่อหวนคืนสู่จิตดั้งเดิมผู้เป็นดั่งมารดาแห่งปรากฏการณ์ ชีวิตและปัญญาญาณย่อมดำรงอยู่อย่างยั่งยืน นี่คือการหยั่งรากลึก สร้างฐานอันมั่นคง และเป็นวิถีแห่งความยั่งยืนที่แท้จริง '''บทที่ 60''' จงดูแลอาณาจักรแห่งตน ประหนึ่งฟูมฟักปลาเล็กด้วยความอ่อนโยนละเมียดละไม เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในความว่างอันบริสุทธิ์ กิเลส การคิดตีความ และภาพลวงตาย่อมหมดอำนาจ ไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านั้นเลือนหายไป แต่เพราะไม่อาจครอบงำหรือทำร้ายจิตใจได้อีก สิ่งเร้าภายนอกจะหมดพิษสง ความขัดแย้งภายในก็จะเบาบางลงเช่นกัน เมื่อกระแสชีวิตและจิตใจภายในไม่ขัดแย้งกัน คุณธรรมและพลังชีวิตย่อมไหลเวียนกลับคืนสู่ศูนย์กลางอย่างสมบูรณ์ '''บทที่ 61''' สติความรู้ตัวเปรียบดั่งผืนดินที่รองรับทุกสายน้ำ มีความสงบเย็นเป็นรากฐาน และเปิดรับทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ความสงบ (หยิน) ย่อมโอบอุ้มและประคองความเคลื่อนไหว (หยาง) ให้ทุกการกระทำเกิดขึ้นจากจิตที่สงบ เมื่อสติความรู้ตัวรับฟังเสียงภายใน ความคิดและความรู้สึกย่อมค่อย ๆ คลี่คลายกลับคืนสู่ความสงบ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับให้สงบ แต่เพราะได้รับการรับฟัง จึงสงบลงเอง สติความรู้ตัวเพียงโอบอุ้มและดูแลชีวิต ส่วนเสียงภายในเพียงทำหน้าที่รับใช้และเตือนภัย เมื่อทั้งสองต่างทำหน้าที่ของตนแล้ว สติความรู้ตัวย่อมกลับไปดำรงอยู่ในฐานะผู้สังเกตอย่างสงบนิ่งดังเดิม '''บทที่ 62''' สภาวะแห่งจิตดั้งเดิม คือส่วนลึกอันเร้นลับที่โอบอุ้มทุกปรากฏการณ์ เป็นขุมทรัพย์ของผู้ตั้งมั่นในสัจธรรม และเป็นที่พึ่งของผู้ที่ยังหลงผิด คำพูดอันไพเราะอาจซื้อใจผู้คนได้ ความประพฤติอันดีงามอาจได้รับการยกย่อง แล้วผู้ที่ยังหลงผิดหรือมีข้อบกพร่อง สมควรถูกทอดทิ้งงั้นหรือ? ด้วยเหตุนี้ แม้จะพยายามเป็นคนดี มีความคิดและเหตุผลที่ถูกต้อง หรือยึดถือสิ่งภายนอกอันสูงส่งเพียงใด ก็ยังไม่ประเสริฐเท่าการหวนคืนสู่สภาวะจิตดั้งเดิมอันว่างเปล่าบริสุทธิ์ เหตุใดคนโบราณจึงให้คุณค่าแก่สภาวะนี้ยิ่งนัก? เพราะเมื่อจิตหวนคืนสู่ความว่าง ย่อมพบความสงบ เมื่อพลั้งเผลอหรือหลงผิด ก็ยังมีที่ให้กลับคืน เพราะเหตุนี้เอง สภาวะว่างเปล่าบริสุทธิ์ จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 63''' จงกระทำโดยไม่ฝืนพยายาม จัดการโดยไม่ควบคุม ชื่นชมความเรียบง่าย มองเห็นความใหญ่ในสิ่งเล็ก และเห็นความมากในความน้อย การจัดการเรื่องยาก ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเรื่องง่าย การสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ เพราะเรื่องยากทั้งหลายล้วนเริ่มจากเรื่องง่าย และสิ่งยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนเริ่มจากสิ่งเล็กเสมอ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่มุ่งทำการใหญ่ แต่กลับทำการใหญ่ได้สำเร็จ ผู้ที่รับปากง่าย ย่อมรักษาคำพูดได้ยาก ผู้ที่เห็นว่าทุกอย่างง่าย ย่อมพบความยากในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ประมาท มองเห็นความยากตั้งแต่ต้น และเพราะความรอบคอบเช่นนี้เอง สุดท้ายจึงไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไป '''บทที่ 64''' ยามที่จิตสงบ ย่อมง่ายต่อการอยู่กับปัจจุบันขณะ ยามที่กิเลสยังไม่ก่อตัว ย่อมง่ายต่อการรู้เท่าทัน ยามที่อารมณ์ยังอ่อน ย่อมง่ายต่อการละวาง ยามที่ความคิดตีความยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ย่อมง่ายต่อการปล่อยให้สลายไป ดังนั้น จงรู้เท่าทันตั้งแต่สิ่งนั้นยังไม่ก่อตัว จัดระเบียบจิตใจก่อนความวุ่นวายจะเกิดขึ้น อารมณ์ที่ท่วมท้นล้วนเริ่มจากความคิดเล็ก ๆ ภาพลวงอันยิ่งใหญ่ล้วนก่อตัวจากความยึดมั่นทีละน้อย และการเดินทางสู่สัจธรรม ย่อมเริ่มจากความรู้ตัวในปัจจุบันขณะ ผู้คนมักล้มเหลวในช่วงใกล้สำเร็จ หากระมัดระวังในตอนท้ายเช่นเดียวกับตอนเริ่ม ย่อมไม่มีสิ่งใดล้มเหลว ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ยึดติดแม้แต่ความปรารถนา ไม่หลงคุณค่าสิ่งหายาก ปล่อยวางความรู้ที่ยึดถือ และหวนคืนสู่ความเป็นเช่นนั้นเอง โดยไม่ฝืนแทรกแซง '''บทที่ 65''' ผู้ที่ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจตามวิถีแห่งเต๋าในสมัยโบราณ ไม่ได้มุ่งเพิ่มพูนความรู้ แต่ฝึกให้จิตหวนคืนสู่ความเรียบง่ายไร้เล่ห์กล เหตุที่จิตไม่อาจสงบได้ ก็เนื่องจากการยึดติดในความรู้และความฉลาดมากเกินไป ดังนั้น หากใช้เพียงความรู้และความคิดมาปกครองอาณาจักรชีวิตแห่งตน ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ แต่หากดำรงอยู่ด้วยสภาวะรู้ที่พ้นจากการยึดติดในความคิด ย่อมนำมาซึ่งความสงบ การรู้ความแตกต่างของทั้งสองสิ่งนี้ คือหลักแห่งการดำเนินชีวิต และผู้ที่ดำรงอยู่ในหลักนี้ ย่อมเข้าถึงคุณธรรมอันล้ำลึก คุณธรรมอันล้ำลึกนี้ ยากจะเข้าใจและยากจะเข้าถึง เพราะดูเหมือนสวนทางกับสิ่งที่ผู้คนยึดถือ แต่ท้ายที่สุด สามารถนำชีวิตกลับสู่ความกลมกลืนอันยิ่งใหญ่ '''บทที่ 66''' เหตุที่มหาสมุทรเป็นราชาแห่งสายน้ำทั้งหลายได้ ก็เพราะยอมอยู่ต่ำกว่าสายน้ำทั้งปวงจึงสามารถรองรับทุกสายน้ำไว้ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น หากปรารถนาจะอยู่เหนือความคิดและอารมณ์ ย่อมต้องโอบรับโดยไม่ต่อต้าน หากปรารถนาจะรู้เท่าทันมัน ย่อมต้องตั้งมั่นอยู่กับสติ คอยเฝ้าดูอย่างสงบนิ่ง เมื่อสติตั้งมั่น ความคิดและอารมณ์ย่อมไม่ถูกกดทับ เมื่อรู้เท่าทันโดยไม่ต่อต้าน ความคิดและอารมณ์ก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน จึงค่อย ๆ คลี่คลายและหลอมรวมกลับคืนสู่ความสงบ เพราะไม่ต้านทานประสบการณ์ใด จึงไม่มีสิ่งใดก่อแรงต้านขึ้นภายในได้ '''บทที่ 67''' ผู้คนมักกล่าวว่า แนวทางการดำเนินชีวิตของข้าช่างล้ำลึกจนดูเหมือนใช้การไม่ได้ ก็เพราะมันล้ำลึกจึงดูเหมือนบกพร่อง หากมันเหมือนกับสิ่งที่ผู้คนยกย่องก็คงเป็นเพียงสิ่งตื้นเขินไปนานแล้ว ข้ามีสมบัติล้ำค่าสามประการที่ยึดถือไว้เสมอ ประการแรก คือความเมตตา ประการที่สอง คือความรู้จักพอ ประการที่สาม คือไม่หลงยึดติดในบทบาท เพราะมีเมตตา จึงกล้าหาญ เพราะรู้จักพอ จิตใจจึงเปิดกว้าง และเพราะไม่หลงยึดติดในบทบาท การดำรงอยู่จึงกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ทุกวันนี้ ผู้คนกลับละทิ้งความเมตตา แต่แสวงหาความกล้าหาญ ละทิ้งความรู้จักพอ แต่แสวงหาความเปิดกว้างทางจิตใจ ยึดติดในบทบาท แต่กลับต้องการดำรงอยู่อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ นี่คือหนทางแห่งความพินาศ ผู้ที่ต่อสู้ด้วยความเมตตาย่อมมีชัย ผู้ที่ปกป้องด้วยความเมตตาย่อมมั่นคง เมื่อฟ้าปรารถนาจะคุ้มครองผู้ใด ฟ้าย่อมโอบอุ้มเขาไว้ด้วยความเมตตา '''บทที่ 68''' ผู้รู้ที่แท้จริง ย่อมไม่โอ้อวดปัญญา ผู้ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจอย่างแท้จริง ย่อมไม่ถูกครอบงำด้วยความโกรธ ผู้ชนะกิเลสได้อย่างแท้จริง ย่อมไม่เปรียบเทียบแข่งขันกับสิ่งใด ผู้ที่นำพาผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ย่อมวางตนอยู่เบื้องล่าง นี่คือคุณธรรมแห่งการไม่ฝืนควบคุม คือศิลปะแห่งการประสานพลังกับสรรพสิ่ง คือการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ อันเป็นหลักสูงสุดที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ '''บทที่ 69''' ตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า ไม่กล้าเป็นเจ้าบ้าน แต่ขอเป็นผู้มาเยือน ไม่กล้าคืบหน้าหนึ่งนิ้ว แต่ยอมถอยหลังหนึ่งฟุต นี่คือการขยับโดยไม่เคลื่อนไหว คือการเตรียมพร้อมโดยไม่คุกคาม คือการเผชิญหน้าโดยไม่สร้างศัตรู คือการถืออาวุธโดยไม่คิดใช้ กล่าวคือ ไม่ตั้งใจบังคับสิ่งใด แต่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ ภัยอันยิ่งใหญ่ของจิตคือการขาดสติรู้ตัว เพราะเมื่อสติเลือนหาย แก่นแท้ภายในย่อมถูกกิเลสครอบงำ แต่ผู้ที่เผชิญหน้ากับตนเองด้วยความเมตตาย่อมเป็นผู้ได้รับชัยชนะ '''บทที่ 70''' คำพูดของข้านั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ทว่าผู้คนกลับยากจะเข้าใจและยากจะปฏิบัติตาม เพราะจิตยังติดอยู่ในโลกแห่งการตีความ แท้จริงแล้ว ทุกถ้อยคำมีสัจธรรมเป็นรากฐาน และทุกการกระทำมีแก่นแท้ภายในเป็นผู้นำ แต่ตราบใดที่ยังไม่หวนคืนสู่สัจธรรม ย่อมไม่อาจเข้าถึงความหมายอันแท้จริงได้ ผู้ที่เข้าใจจึงมีน้อย และผู้ที่ดำเนินตามยิ่งมีน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงดำรงตนอย่างเรียบง่าย แต่ภายในกลับเก็บรักษาปัญญาอันล้ำค่าไว้ ดุจหยกที่ซ่อนอยู่ในอก '''บทที่ 71''' การรู้เท่าทันการตีความของตน คือภาวะอันประเสริฐ การหลงคิดว่าการตีความคือความจริง คือโรคแห่งจิต ผู้รู้ย่อมเห็นการตีความ เป็นเพียงการตีความ ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จึงไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของมายาภาพทั้งปวง '''บทที่ 72''' เมื่อผู้คนไม่ตระหนักถึงผลของการดำเนินชีวิตที่ฝืนธรรมชาติ ความทุกข์อันใหญ่หลวงย่อมตามมา อย่าดูแคลนตนเอง อย่ารังเกียจต้นกำเนิดของชีวิต เมื่อไม่รังเกียจตนเอง ชีวิตก็ไม่กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงรู้จักตนเอง แต่ไม่โอ้อวดตน รักและถนอมตนเอง แต่ไม่ยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 73''' ความกล้าหาญที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ ย่อมนำไปสู่การสิ้นสุดสิ่งเก่า ความกล้าหาญที่จะปล่อยวางสิ่งเก่า ย่อมนำมาซึ่งชีพจรแห่งชีวิตใหม่ ทั้งสองล้วนมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับกาลและเหตุปัจจัย วิถีแห่งธรรมชาติยากที่ความคิดจะหยั่งถึง แต่ผู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของชีวิตตนเอง ย่อมชนะโดยไม่แก่งแย่ง ตอบสนองโดยไม่ต้องคำนวณ ทุกสิ่งปรากฏขึ้นเองโดยไม่ต้องเรียกร้อง และคลี่คลายไปอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องฝืนจัดการ สัจธรรมโอบอุ้มทุกสิ่งดุจตาข่ายอันกว้างใหญ่ แม้ดูโปร่งโล่ง แต่ไม่เคยปล่อยสิ่งใดให้หลุดพ้นไปได้ '''บทที่ 74''' เมื่อทุกปรากฏการณ์ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแปรเปลี่ยนไป เหตุใดจึงต้องหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง? เมื่อพยายามยึดสิ่งใดไว้ให้คงอยู่ หรือรีบกดข่มผลักไสสภาวะที่ไม่ปรารถนา ชีวิตย่อมไม่อาจดำเนินไปตามธรรมชาติได้ แท้จริงแล้ว ธรรมชาติมีจังหวะเวลาของมันเอง แต่ผู้ที่พยายามเร่งรัดหรือแทรกแซงให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจ เปรียบเสมือนผู้ที่แย่งขวานจากช่างไม้ผู้ชำนาญมาถากไม้เอง ซึ่งน้อยคนนักที่จะไม่บาดเจ็บจากคมขวานในมือตน '''บทที่ 75''' ที่จิตใจขาดพร่อง เพราะภาพที่เห็นกับความจริงที่เป็นนั้นต่างกันเกินไป จึงรู้สึกว่าตนเองไม่เคยดีพอ ที่อารมณ์แปรปรวน เพราะความคิดเข้าไปควบคุมและแทรกแซงทุกสิ่งที่เป็นมากเกินไป ที่ชีวิตหม่นหมอง เพราะมัวแสวงหาการยอมรับจากภายนอก จนละเลยการดูแลกายและใจของตนเอง ผู้ที่ไม่หมกมุ่นกับการทำชีวิตให้สมบูรณ์ตามค่านิยมของโลก ย่อมเข้าถึงคุณค่าของชีวิตได้ลึกซึ้งกว่าผู้ที่รักและหวงแหนชีวิตด้วยความหวาดกลัว '''บทที่ 76''' ยามมีชีวิต กายย่อมอ่อนนุ่ม ยามตาย กายย่อมแข็งทื่อ พืชพรรณเมื่อยังมีชีวิตย่อมอ่อนลู่ แต่เมื่อเหี่ยวแห้งกลับแข็งและเปราะ ดังนั้น ความแข็งกร้าวจึงเป็นพวกพ้องของความตาย ส่วนความอ่อนโยนและยืดหยุ่นเป็นพวกพ้องของชีวิต จิตใจที่แข็งกระด้างย่อมแตกสลายในที่สุด ดุจต้นไม้ที่แข็งเกินไปย่อมหักลง ผู้ที่ยึดมั่นในความแข็งกร้าวย่อมเดินสู่ความเสื่อม ส่วนผู้ที่อ่อนโยนและยืดหยุ่น ย่อมดำรงอยู่บนหนทางแห่งชีวิต '''บทที่ 77''' การปรับสมดุลของธรรมชาติ อุปมาดั่งการขึงคันธนู ส่วนที่สูงเกินไปย่อมถูกกดลง ส่วนที่ต่ำเกินไปย่อมถูกยกขึ้น สิ่งที่มากย่อมถูกลดทอน สิ่งที่พร่องย่อมได้รับการเติมเต็ม นี่คือวิถีแห่งธรรมชาติ แต่วิถีแห่งอัตตากลับตรงกันข้าม มันพรากพลังจากส่วนที่ขาดพร่อง ไปหล่อเลี้ยงความโลภ ความยึดมั่น และความต้องการที่มีอยู่เกินพอดี ใครบ้างที่จะนำสิ่งที่ตนมีเหลือเฟือมาแบ่งปันแก่โลก? มีเพียงผู้ที่มีเต๋าสถิตอยู่ภายในเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกระทำโดยไม่ยึดครอง สร้างความสำเร็จโดยไม่ครอบครอง และไม่ปรารถนาที่จะยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 78''' ไม่มีสิ่งใดอ่อนโยนและยืดหยุ่นไปกว่าน้ำ แต่เมื่อต้องคลี่คลายสิ่งที่แข็งกระด้าง ก็ไม่มีสิ่งใดเหนือไปกว่าน้ำเพราะไม่มีสิ่งใดทดแทนคุณสมบัตินี้ได้ ความอ่อนโยนย่อมเอาชนะความแข็งกร้าว ความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้าง ทุกคนต่างรู้ความจริงข้อนี้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ดำเนินชีวิตได้ตามนั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกล่าวว่า ผู้ที่ยอมรับด้านที่ไม่น่าปรารถนาของชีวิตได้ ย่อมเป็นหลักอันมั่นคงแก่ชีวิตตนเอง ผู้ที่ยอมรับความทุกข์และเคราะห์ร้ายได้ ย่อมเป็นนายเหนือชีวิตของตนเอง คำจริง มักฟังดูราวกับย้อนแย้ง '''บทที่ 79''' การพยายามสะกดกลั้นความขุ่นเคือง ย่อมหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจ็บปวดไว้ในใจ แล้วจะเรียกว่าคลี่คลายได้อย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงมุ่งขัดเกลาจิตใจของตน โดยไม่คอยเรียกร้องหรือตำหนิผู้อื่น จิตที่มีปัญญาญาณย่อมทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ส่วนจิตที่ถูกอัตตาครอบงำ ย่อมคอยจับผิดและเรียกร้องจากผู้อื่นอยู่เสมอ กฎแห่งธรรมชาติย่อมเที่ยงตรง ไม่ลำเอียง และย่อมเกื้อหนุนผู้ที่ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรมอยู่เสมอ '''บทที่ 80''' ชีวิตที่เรียบง่ายและไม่วุ่นวาย แม้มีสิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา จิตใจย่อมอิ่มเต็มในปัจจุบันขณะ ไม่ดิ้นรนแสวงหาความสุขจากภายนอก ความทะยานอยากและการปกป้องตัวตนจึงค่อย ๆ สลายไป เหลือเพียงการดำรงอยู่อย่างเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ พึงพอใจในสิ่งที่กิน เห็นความงามในสิ่งที่สวม สงบในที่ที่ตนอาศัย และยินดีในวิถีชีวิตของตน แม้โลกอันกว้างใหญ่จะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมถึง ก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตาม เพียงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต '''บทที่ 81''' ถ้อยคำที่จริงแท้ มักไม่หวือหวา ถ้อยคำที่หวือหวา มักไม่จริงแท้ ผู้เข้าถึงความจริง ย่อมไม่มัวโต้แย้ง ผู้ที่มัวโต้แย้ง ย่อมยังไม่เข้าถึงความจริง ผู้รู้แจ้ง ไม่ใช่ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ใช่ว่าจะรู้แจ้ง ผู้รู้ไม่สะสมเพื่อตนเอง ยิ่งเกื้อกูลผู้อื่น ตนเองยิ่งอุดมสมบูรณ์ ยิ่งแบ่งปันแก่ผู้อื่น ตนเองยิ่งเต็มเปี่ยม วิถีแห่งเต๋า คือการเกื้อกูลโดยไม่เบียดเบียน วิถีแห่งผู้รู้ คือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องแข่งกับใคร ghw4i0o59v0hzt3c8s1enzhkc5t5851 295051 295050 2026-08-22T04:50:29Z Pandadah 12242 295051 wikitext text/x-wiki เดินตามเต๋า เรียบเรียงจาก 《道德經》 โดย ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์ © 2026 · CC BY-SA 4.0 เดินตามเต๋า เป็นงานเรียบเรียงและตีความ เต้าเต๋อจิง ในฐานะแนวทางของการฝึกฝนจิตใจ ชวนให้ผู้อ่านหันกลับมาสังเกตตนเอง เรียนรู้ธรรมชาติของจิต และค่อย ๆ ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติของเต๋า เนื่องจากต้นฉบับเต็มไปด้วยสำนวน ภาษา และบริบทของยุคสมัย งานเรียบเรียงฉบับนี้จึงไม่ได้มุ่งรักษารูปประโยคเดิมทุกถ้อยคำ แต่เลือกถ่ายทอดแก่นความหมายด้วยภาษาร่วมสมัย พร้อมเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับการฝึกฝนจิตใจ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงสาระของเต้าเต๋อจิงได้ง่ายขึ้น และนำไปใคร่ครวญผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน งานเรียบเรียงนี้ไม่ได้อ้างว่าเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องที่สุดของเต้าเต๋อจิง แต่เป็นเพียงความเข้าใจและการตีความของผู้เรียบเรียง หากมีส่วนใดคลาดเคลื่อน ย่อมเป็นข้อจำกัดของผู้เรียบเรียงแต่เพียงผู้เดียว '''บทที่ 1''' สัจธรรมที่สามารถกล่าวถึงได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสัจธรรม ไม่ใช่ตัวของสัจธรรม นามที่สามารถเรียกขานได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสิ่งนั้น ไม่ใช่ตัวของสิ่งนั้น “ความว่าง” คือชื่อที่ใช้เรียกจุดกำเนิดแห่งฟ้าดิน “ความมี” คือชื่อที่ใช้เรียกมารดาแห่งสรรพสิ่ง ดังนั้น เมื่อสถิตอยู่ในภาวะไร้ตัวตน ย่อมประจักษ์ถึงแก่นแท้อันลึกล้ำ เมื่อสถิตอยู่ในภาวะมีตัวตน ย่อมมองเห็นรูปปรากฏและขอบเขตของสรรพสิ่ง แท้จริงแล้ว ทั้งสองกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน เพียงแต่ถูกเรียกขานด้วยนามที่ต่างกัน ความเป็นหนึ่งซึ่งเผยออกมาเป็นความต่างนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเร้นลับ” ความเร้นลับซ้อนเร้นลับลงไปอีก คือประตูสู่ความมหัศจรรย์ทั้งปวง '''บทที่ 2''' เมื่อความงามถูกนิยาม ความน่าเกลียดก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อความดีถูกนิยาม ความชั่วก็ถือกำเนิดขึ้น เพราะความมีและความไม่มีต่างให้กำเนิดซึ่งกันและกัน ความยากและความง่ายต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ความยาวและความสั้นต่างอาศัยกันเพื่อให้ปรากฏ ความสูงและความต่ำต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน เสียงทุ้มและเสียงแหลมต่างสอดประสานซึ่งกันและกัน เบื้องหน้าและเบื้องหลังต่างติดตามซึ่งกันและกัน สรรพสิ่งล้วนดำเนินไปเช่นนี้เสมอ ผู้รู้จึงขับเคลื่อนชีวิตจากแก่นแท้ภายใน กระทำเต็มที่โดยไร้ใจที่ยึดติด เกื้อหนุนให้สรรพสิ่งเติบโต แต่ไม่เข้าครอบงำ สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ แต่ไม่ยึดถือว่าเป็นของตน ลงมือกระทำ แต่ไม่ยึดมั่นในผลงาน เมื่อการงานสำเร็จแล้ว ก็ไม่ยึดติดในความสำเร็จนั้น และเพราะไม่ยึดติดในความสำเร็จ ความสำเร็จนั้นจึงไม่เคยจากไป '''บทที่ 3''' ไม่ยกย่องผู้ใดจนเกินพอดี เพราะการเปรียบเทียบย่อมนำไปสู่การแข่งขัน ไม่ให้คุณค่าสิ่งใดจนเกินพอดี เพราะความยึดมั่นย่อมก่อให้เกิดความโลภ ไม่ปล่อยใจไหลตามความอยาก เพราะตัณหาย่อมทำให้จิตใจว้าวุ่น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงฝึกจิตให้หวนคืนสู่สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ ปล่อยวางกิเลส อัตตา และความฟุ้งซ่าน กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ลดความทะยานอยาก หล่อเลี้ยงแก่นแท้ภายในด้วยความเรียบง่ายและความสงบ เมื่อวางความยึดมั่นในตัวตน การกระทำย่อมสอดคล้องกับธรรมชาติ และชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสงบสุข '''บทที่ 4''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ เมื่อน้อมมาดำเนินชีวิตย่อมเป็นพลังที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ล้ำลึกดุจหุบเหวไร้ก้นราวกับเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง หากปรารถนาจะพบสภาวะนี้ในใจตน จงฝนความแหลมคมของตนให้มนลง ละวางอัตตา ความดื้อรั้น และความต้องการเอาชนะ คลี่คลายปมที่ร้อยรัดจิตใจ ปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่าน อารมณ์ รอยจำ และพันธะที่เหนี่ยวรั้งภายใน หลอมรวมผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ให้เป็นหนึ่งเดียว จนไม่เหลือเส้นแบ่งระหว่างผู้สังเกตกับประสบการณ์ ปล่อยให้การรู้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จนก้าวข้ามทั้งผู้รู้และผู้หลง เหลือเพียงการดำรงอยู่ที่เป็นไปเอง สภาวะนี้ใสกระจ่างและสงบนิ่งยิ่งนัก ราวกับดำรงอยู่อย่างเป็นอมตะในความว่างอันลึกซึ้ง ข้าไม่อาจรู้ได้ว่ามันกำเนิดมาจากสิ่งใด เพราะมันดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง ก่อนความคิดการตีความทั้งหลายจะถือกำเนิด และก่อนแม้แต่แนวคิดเรื่องพระผู้สร้างหรือเทพเจ้าองค์แรกเสียอีก '''บทที่ 5''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ไร้ความลำเอียง ปล่อยให้ทุกปรากฏการณ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป โดยไม่ยึดไว้หรือผลักไส ผู้รู้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ท่านมองเห็นความคิด อารมณ์ การตีความ เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป โดยไม่เข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน พื้นที่ว่างภายในจิตใจของท่านเปรียบดั่งเครื่องสูบลม แม้ภายในจะว่างเปล่า แต่กลับไม่เคยเหือดแห้ง ยิ่งสงบนิ่งเท่าไร พลังแห่งชีวิตก็ยิ่งไหลเวียน และปัญญาญาณก็ยิ่งเผยตัว การแสวงหาความรู้ภายนอกและการคิดตีความไม่รู้จบ มีแต่จะทำให้กายและใจเหนื่อยล้า ไม่สู้กลับมารักษาศูนย์กลางภายใน ด้วยการอยู่กับลมหายใจและความรู้ตัวในปัจจุบัน '''บทที่ 6''' จิตเดิมแท้นั้นไม่มีวันดับสูญ เป็นสภาวะที่ให้กำเนิดทุกประสบการณ์ภายใน และรองรับสภาวะคู่ตรงข้ามทั้งปวงโดยไม่เอนเอียงไปข้างใด สภาวะนี้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แผ่วเบา ละเอียดอ่อนราวกับไม่มีอยู่ แต่กลับเป็นต้นธารแห่งพลังชีวิต เมื่อดำรงอยู่ในจิตเดิมแท้ การกระทำทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลื่นไหล สอดคล้องกับครรลองแห่งเต๋าโดยไม่ต้องฝืนหรือบังคับแม้แต่น้อย '''บทที่ 7''' จิตเดิมแท้ดำรงอยู่นิจนิรันดร์ เหตุที่สภาวะนี้มั่นคงและยืนยง ก็เพราะมันไม่สร้างตัวตนขึ้นมาเพื่อปรนเปรอตนเอง จึงคงความสดใหม่โดยไม่ถูกจำกัดด้วยการเกิดหรือการดับ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ปล่อยให้ชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความคิด แต่หวนคืนสู่แก่นแท้ก่อนสิ่งอื่นใด เมื่อไม่ยึดมั่นในตัวตน จึงไม่มีสิ่งใดต้องคอยปกป้อง เมื่อไม่แสวงหาการดำรงอยู่ จึงดำรงอยู่อย่างแท้จริงและมั่นคง ไม่ใช่เพราะไร้ความหมกมุ่นในตัวตนหรอกหรือ การดำรงอยู่ที่แท้จริงจึงเผยตัวขึ้นเอง '''บทที่ 8''' สภาวะจิตเดิมแท้เปรียบดั่งสายน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงทุกสิ่งโดยไม่เรียกร้อง ไม่เปรียบเทียบและไม่แข่งขัน ยอมไหลสู่ที่ต่ำอย่างเป็นธรรมชาติจึงสอดคล้องกับเต๋า ผู้ที่ขัดเกลาจิตใจอยู่เสมอ ย่อมตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ใจลึก สงบ เปิดกว้าง ดูแลตนเองและผู้อื่นด้วยความเมตตา พูดด้วยความจริงใจ กระทำตามศักยภาพของตน และรู้จักจังหวะที่ควรนิ่งและควรเคลื่อนไหว เมื่อไม่แข่งขันกับชีวิต จิตย่อมเป็นอิสระจากความทุกข์ '''บทที่ 9''' สิ่งที่ถูกยึดไว้และเติมจนล้นย่อมเสียสมดุล ไม่สู้รู้จักหยุดแต่พอดี สิ่งที่ถูกทำให้สมบูรณ์แบบจนเกินไปย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน แม้ภายในจะเปี่ยมไปด้วยความรู้และความดีงาม แต่หากเข้าไปยึดถือ สิ่งที่เคยเป็นคุณก็อาจกลับกลายเป็นโทษได้ เมื่อเกิดความสำคัญตน ยกตนว่าพิเศษหรือต่ำต้อยกว่าผู้อื่น ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเอง ผู้รู้จึงเพียงทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เมื่อสิ่งนั้นสำเร็จแล้วก็วางลง ไม่ยึดครอง ไม่ยึดติด และไม่สร้างตัวตนจากสิ่งที่ทำ นี่คือครรลองแห่งเต๋า '''บทที่ 10''' ยามกายและใจเคลื่อนไหว สามารถประคองความรู้ตัวไว้โดยไม่หลงไปกับตัวตนได้หรือไม่? ยามกายและใจผ่อนคลายถึงที่สุด สามารถหวนคืนสู่ความบริสุทธิ์ดุจทารกแรกเกิดได้หรือไม่? ยามเผชิญความคิด อารมณ์ และความเปลี่ยนแปลงของชีวิต สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ปล่อยให้มันครอบงำได้หรือไม่? ยามรู้แจ้งความจริง สามารถเคารพวิถีของทุกสิ่งโดยไม่เข้าไปควบคุมหรือแทรกแซงได้หรือไม่? สร้างสรรค์แต่ไม่ยึดถือ เกื้อหนุนแต่ไม่ครอบครอง กระทำแต่ไม่ยึดติด นำทางแต่ไม่บงการ สภาวะเช่นนี้เองคือ คุณธรรมอันล้ำลึก '''บทที่ 11''' ซี่ล้อสามสิบซี่มาบรรจบกันที่ดุมล้อ แต่เป็นเพราะความว่างตรงกลางดุมนั้น ล้อจึงหมุนและใช้งานได้ ปั้นดินเหนียวขึ้นเป็นภาชนะ แต่เป็นเพราะความว่างภายใน ภาชนะจึงใช้บรรจุสิ่งต่าง ๆ ได้ เจาะประตูและหน้าต่างเพื่อสร้างบ้าน แต่เป็นเพราะพื้นที่ว่างภายใน บ้านจึงเป็นที่อยู่อาศัยได้ ดังนั้น สิ่งที่มีรูปร่างทำให้เกิดรูปทรง แต่ความว่างต่างหากที่ทำให้สิ่งนั้นใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง '''บทที่ 12''' การหลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอก กระแสนิยม และภาพลักษณ์ ทำให้สายตาหม่นมัวจนมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ การหมกมุ่นอยู่กับคำสรรเสริญ คำตำหนิ และเสียงซุบซิบนินทา ทำให้การรับฟังหม่นมัว จนไม่ได้ยินเสียงแห่งปัญญาภายใน การแสวงหาความสุขจากรสชาติ ความฟุ่มเฟือย และการตามใจความอยาก ทำให้จิตไม่อาจอิ่มเอมกับความเรียบง่ายของชีวิต การหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขัน การเอาชนะ อำนาจ และชื่อเสียง ทำให้จิตใจว้าวุ่น สูญเสียความสงบ และหลงลืมศูนย์กลางภายใน การยึดติดในทรัพย์สมบัติ วัตถุนิยม และสถานะทางสังคม ทำให้ชีวิตหันเหออกจากแก่นแท้ภายใน ไปไล่ตามคุณค่าที่โลกภายนอกกำหนด ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงเลือกใช้ชีวิตโดยอิงจากความจำเป็นที่แท้จริง จึงละสิ่งนั้นและเลือกสิ่งนี้ '''บทที่ 13''' การแสวงหาการยอมรับจากภายนอกทำลายความสงบสุขในจิตใจ ยิ่งคิดตีความมากเท่าไร ยิ่งนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวงมากเท่านั้น เหตุใดการแสวงหาการยอมรับจากภายนอกจึงทำลายความสงบสุขในจิตใจ? เพราะเมื่อแสวงหาคำชื่นชม จิตใจย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของคำพูด เมื่อได้รับก็ยินดี เมื่อถูกตำหนิก็หวั่นไหว จิตจึงขึ้นลงไปตามเสียงของผู้อื่น และไม่อาจตั้งมั่นอยู่กับความจริงภายในได้ เหตุใดการคิดตีความจึงนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวง? ความทุกข์ทั้งปวงเกิดจากการตีกรอบขังตนเองไว้ในนามสมมติ เมื่อทลายกำแพงแห่งความเห็นผิดได้แล้ว ความทุกข์จะตั้งอยู่ที่ใดได้อีก? ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เข้าใจและเคารพจังหวะขึ้นลงของชีวิต ย่อมประคองจิตใจให้มั่นคงได้ในทุกสถานการณ์ และผู้ที่โอบรับทุกประสบการณ์ของชีวิต ย่อมเข้าถึงความสงบเย็นอันแท้จริงภายในตนเอง '''บทที่ 14''' มองดูแต่ไม่เห็น เรียกว่า ไร้รูป ฟังดูแต่ไม่ได้ยิน เรียกว่า ไร้เสียง ไขว่คว้าแต่ไม่อาจจับต้อง เรียกว่า ไร้สัมผัส ทั้งสามไม่อาจไล่เลียงสืบสาวด้วยตรรกะ จึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เบื้องบนไม่สว่าง เบื้องล่างไม่มืด ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ไร้ชื่อ ไร้ขอบเขต และหวนคืนสู่ความว่าง นี่คือรูปที่ไร้รูป คือลักษณะของสิ่งที่ไร้ลักษณะ คือความเป็นหนึ่งเดียวที่ไร้เส้นแบ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดเริ่มต้น เมื่อตามหลังมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดสิ้นสุด จงตั้งมั่นอยู่กับจิตดั้งเดิม แล้วเฝ้ามองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อหวนคืนสู่จิตก่อนการปรุงแต่ง ย่อมเข้าถึงระเบียบอันลึกซึ้งของเต๋า อันเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 15''' ผู้ที่หวนคืนสู่เต๋าย่อมสงบนิ่ง ละเอียดอ่อน และไม่เร่งร้อน ระมัดระวังแต่ไม่หวาดกลัว อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ เรียบง่ายแต่ไม่ว่างเปล่า เปิดกว้างแต่ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตขุ่นมัวก็ไม่รีบจัดการ เพียงปล่อยให้ความสงบนำพาจนความกระจ่างเกิดขึ้นเอง เมื่อชีวิตยังไม่พร้อมก็ไม่เร่งเร้า เพียงดำรงอยู่กับเหตุปัจจัย ความงอกงามก็ค่อย ๆ ผลิบาน เพราะไม่แสวงหาความสมบูรณ์แบบตามภาพที่อัตตาสร้างขึ้น จึงสามารถอยู่กับความจริงที่ปรากฏตรงหน้าได้อย่างเรียบง่าย '''บทที่ 16''' ทำจิตให้ว่างถึงที่สุด รักษาความสงบไว้อย่างมั่นคง แม้ความคิด อารมณ์ และสิ่งเร้าสารพัดจะพรั่งพรูขึ้นมา ก็เพียงเฝ้ามองการเกิดขึ้นและดับไปของมัน เรื่องราวนับไม่ถ้วนในโลก ล้วนเกิดขึ้นแล้วหวนคืนสู่รากฐานเดิม เช่นเดียวกับความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป การหวนคืนสู่รากฐานเดิม คือความสงบ ความสงบ คือการหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม การหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม คือความเป็นนิรันดร์ และการรู้จักความเป็นนิรันดร์ คือความรู้แจ้ง ผู้ที่ไม่รู้ความจริงนี้ย่อมหลงไปตามการปรุงแต่งของจิตและก่อทุกข์ให้แก่ตนเอง ส่วนผู้ที่รู้แจ้ง ย่อมมีจิตใจกว้างขวาง ปราศจากอคติ และดำรงอยู่เหนือโลกแห่งถ้อยคำและการตีความ เมื่อจิตสอดคล้องกับธรรมชาติเดิม ก็ย่อมสอดคล้องกับเต๋า และเมื่อสอดคล้องกับเต๋า การดำรงอยู่ย่อมดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน '''บทที่ 17''' ผู้ที่สอดคล้องกับเต๋าอย่างสมบูรณ์ย่อมดำรงอยู่ด้วยจิตที่สงบนิ่ง เรียบง่าย และเป็นธรรมชาติจนไม่รู้สึกว่ามีตัวตนให้ยึดถือ รองลงมา คือผู้ที่ยังยินดีในความสงบ ความสุข และสภาวะอันละเอียดอ่อน แม้จะประณีตเพียงใด ก็ยังมีผู้เสพคอยยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นของตน รองลงมา คือผู้ที่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ การควบคุม และความพยายามขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ เพราะยังกลัวความผิดพลาดและการหลงทาง รองลงมา คือผู้ที่ปล่อยใจไปตามแรงปรุงแต่ง แล้วจึงย้อนกลับมาต่อต้าน ตำหนิ หรือเกลียดชังตนเอง วนเวียนอยู่ในความขัดแย้งไม่รู้จบ เมื่อขาดความไว้วางใจในธรรมชาติเดิมของตน ความไม่ไว้วางใจในชีวิตก็ย่อมเกิดขึ้น จงผ่อนคลาย ปล่อยวาง และหยุดไล่ตามความคิด เมื่อกายและใจกลับคืนสู่ความสงบ จะเห็นเองว่าความคิด ความรู้สึก และทุกปรากฏการณ์ ล้วนเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุม '''บทที่ 18''' เมื่อจิตเดิมแท้ถูกบดบัง ความดีงามที่เคยไหลออกมาอย่างเป็นธรรมชาติก็กลายเป็นความพยายามที่จะเป็นคนดีและมีคุณธรรม เมื่อความคิดอันชาญฉลาดของอัตตาเข้าครอบงำ การวางแผน คิดคำนวณ และการพยายามเป็นใครสักคนที่สำคัญก็เริ่มขึ้น เมื่อกายและใจขัดแย้งกัน มนุษย์จึงพยายามควบคุม กดข่ม และบังคับตนเองให้เป็นไปตามภาพของความดีงามที่คิดว่าถูกต้อง เมื่อจิตใจว้าวุ่นและหลงทางถึงที่สุด มนุษย์จึงแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ อุดมการณ์ หรือความคิดบางอย่าง เพื่อยึดไว้เป็นที่พึ่งของตน '''บทที่ 19''' ละวางการตีความและแยกออกจากกระแสความคิด แล้วการรับรู้ภายในจะเผยตัวอย่างเต็มที่ ละวางความพยายามที่จะเป็นคนดีมีคุณธรรม แล้วกายและใจจะค่อย ๆ กลับคืนสู่ความดีงามตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายาม ละวางเล่ห์เหลี่ยมและความคาดหวังในผลลัพธ์ แล้วความหวาดระแวงและความกลัวที่จะสูญเสียก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป แต่เพียงการละวางเท่านั้นยังไม่พอ พึงยึดถือความเรียบง่ายเป็นแนวทางของชีวิต หวนคืนสู่ความสมถะ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ซื่อตรงต่อธรรมชาติเดิมของตนเอง โดยไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์เพื่อแสวงหาการยอมรับ ลดความฟุ้งซ่าน ละความอยากที่เกินจำเป็น แล้วปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามจังหวะของมันเอง '''บทที่ 20''' “ใช่” กับ “ไม่ใช่” ต่างกันเพียงใด? “ดี” กับ “แย่” แตกต่างกันจริงหรือ? เมื่อจิตหลงยึดติดในโลกแห่งการแบ่งแยก ความกลัวของอัตตาย่อมกลายเป็นความกลัวของตนเอง และความคิดก็ไหลวนไม่รู้จบ ผู้คนแสวงหาความสุขจากสิ่งภายนอก ส่วนข้ากลับเลือกดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ปล่อยให้ชีวิตเป็นไป ไม่ยึดติดในบทบาทหรือภาพลักษณ์ใด แม้จะดูไร้จุดหมายในสายตาผู้คน แต่ภายในกลับเป็นอิสระ ผู้คนภาคภูมิใจในความรู้ ส่วนข้ายอมรับความไม่รู้ จิตจึงสงบนิ่ง กว้างใหญ่ และไม่ไหวเอนไปตามกระแสของโลก ผู้คนต่างมีสิ่งให้ยึดถือ ส่วนข้าไม่ยึดถือสิ่งใด หวนคืนสู่ธรรมชาติเดิมของตนเองอันเป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 21''' คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ย่อมเผยออกมาจากจิตเดิมแท้ เมื่อกล่าวถึงจิตเดิมแท้ในฐานะสิ่งหนึ่งสิ่งใด มันกลับเลือนรางและไม่อาจจับต้องได้ แต่ภายในความเลือนรางนั้นกลับเป็นต้นกำเนิดของทุกปรากฏการณ์ แม้มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่ภายในกลับอุดมด้วยศักยภาพแห่งการก่อกำเนิดสรรพสิ่ง ในความลุ่มลึกอันเงียบงัน มีแก่นแท้แห่งความจริงซ่อนอยู่ เป็นความจริงที่ไม่แปรเปลี่ยนและเปี่ยมด้วยปัญญาญาณ นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน จิตเดิมแท้ไม่เคยดับสูญ มันดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา เป็นดั่งประจักษ์พยานที่เฝ้ามองการกำเนิดและความเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง ข้ารู้จักต้นกำเนิดของสรรพสิ่งได้อย่างไร? ก็ด้วยการหวนกลับมาสถิตอยู่ในจิตเดิมแท้นี้เอง '''บทที่ 22''' ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม ยอมเผชิญกับด้านมืด จึงกลับคืนสู่ความสมดุล ยอมปล่อยวางตัวตน จึงดำรงอยู่ยาวนาน ยอมสละสิ่งเก่า จึงได้รับสิ่งใหม่ ยอมมีน้อย จึงได้รับมาก แต่ผู้ที่สะสมมากเกินไป ย่อมหลงทางและสับสน ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงตั้งมั่นอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวกับปัจจุบัน และไม่ไหลไปตามกระแสของโลก เพราะไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง จึงมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแจ่มชัด เพราะไม่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ จึงเป็นที่ยอมรับ เพราะไม่อวดอ้างผลงาน จึงสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เพราะไม่ยึดติดในเกียรติยศหรือความสำเร็จ จึงดำรงอยู่อย่างมั่นคง เพราะไม่พยายามควบคุมชีวิต จึงเบิกบานอยู่บนเส้นทางชีวิตโดยไร้ข้อจำกัด และโลกทั้งใบก็ไม่อาจควบคุมเขาได้เช่นกัน คำโบราณที่กล่าวว่า “ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม” หาใช่ถ้อยคำเลื่อนลอยไม่ แต่คือสัจธรรมที่เมื่อเข้าใจแล้ว ทุกสิ่งย่อมหวนคืนสู่ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ '''บทที่ 23''' ความสงบภายในคือวิถีแห่งธรรมชาติ ลมพายุไม่อาจพัดโหมได้ตลอดเช้า ฝนที่กระหน่ำก็ไม่อาจตกได้ตลอดวัน ธรรมชาติสอนเราว่า ทุกสิ่งล้วนมีจังหวะของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป การต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่จะทำให้ความทุกข์ยืดเยื้อ เมื่อจิตสอดคล้องกับเต๋า ชีวิตย่อมไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อจิตสอดคล้องกับคุณธรรม ความดีงามย่อมผลิบานออกมาเอง แต่เมื่อจิตหมกมุ่นอยู่กับความกลัว ความยึดติด และความสูญเสีย สิ่งเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ กลายเป็นกรอบการมองโลกที่เราอาศัยอยู่ ดังนั้น จงระวังสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจ เพราะสิ่งนั้นจะค่อย ๆ หล่อหลอมชีวิตของเรา และเมื่อเราไม่ไว้วางใจในธรรมชาติของชีวิต ความหวาดระแวงก็จะเข้ามาแทนที่ '''บทที่ 24''' ผู้ที่เร่งรีบเกินไป ย่อมไปได้ไม่ไกล ผู้ที่ฝืนธรรมชาติของตน ย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ผู้ที่มองเห็นแต่ตนเอง ย่อมมองไม่เห็นความจริงทั้งหมด ผู้ที่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ ย่อมยากจะได้รับการยอมรับ ผู้ที่อวดอ้างผลงานของตน ย่อมไม่อาจสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เมื่อมองจากวิถีแห่งเต๋า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนเกินที่เกิดจากอัตตา เปรียบดังภาระที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ผู้ที่ดำรงอยู่ในเต๋าจึงไม่ยึดถือหรือหล่อเลี้ยงสิ่งเหล่านี้ '''บทที่ 25''' มีสภาวะหนึ่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง ดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง มันสงบนิ่ง ว่างเปล่า และเป็นอิสระ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้า แต่แผ่ซึมอยู่ในทุกปรากฏการณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง ยากจะหาถ้อยคำมาอธิบาย จึงขอเรียกสภาวะนี้ว่า จิตเดิมแท้ และหากจะฝืนตั้งชื่ออีกประการหนึ่ง ก็อาจเรียกว่า ความยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่นี้ย่อมแผ่ขยายอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อขยายออกไปจนสุด ย่อมหวนกลับคืนสู่ต้นกำเนิดเดิม จิตเดิมแท้ย่อมยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ ธรรมชาติ และสภาวะรู้ ทั้งหมดล้วนดำรงอยู่ในความจริงเดียวกัน สภาวะรู้บริสุทธิ์อาศัยโลกแห่งการแบ่งแยกในการรับรู้ โลกแห่งการแบ่งแยกอาศัยปรากฏการณ์ในการปรากฏ ปรากฏการณ์อาศัยจิตเดิมแท้ในการดำรงอยู่ และจิตเดิมแท้ก็ดำรงอยู่ตามความเป็นไปเองแห่งธรรมชาติ '''บทที่ 26''' ความมั่นคงเป็นรากฐานของความผ่อนคลาย ความสงบเย็นเป็นนายเหนือความปั่นป่วน ด้วยเหตุนี้ ผู้ประคองสติรู้ตัว แม้ต้องดำเนินกิจธุระตลอดทั้งวัน ก็ไม่เคยละทิ้งฐานแห่งความมั่นคงภายใน แม้ถูกรายล้อมด้วยสิ่งเร้าอันน่าหลงใหล ก็ยังคงสงบนิ่งและเท่าทัน ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามสิ่งเหล่านั้น แล้วเหตุใดจิตซึ่งเป็นประธานของชีวิต จึงปล่อยให้ตนเองไหลไปตามกระแสของโลกภายนอก เมื่อจิตไหลตามสิ่งเร้ามากเกินไป ย่อมสูญเสียความมั่นคงภายใน เมื่อจิตปล่อยให้ความวิตกกังวลครอบงำ ย่อมสูญเสียความสงบเย็น '''บทที่ 27''' การกระทำที่ดี ไม่ทิ้งร่องรอยให้ยึดติด วาจาที่ดี ไม่เปิดช่องให้เกิดความขัดแย้ง การจัดการที่ดี ไม่หวังพึ่งพาผลลัพธ์ การปกป้องที่ดี ไม่ต้องอาศัยเครื่องพันธนาการ แต่มั่นคงจนไม่มีสิ่งใดแทรกผ่านได้ ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ต้องอาศัยข้อผูกมัด แต่กลับผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ทอดทิ้งแม้แต่เสี้ยวส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่มองข้ามแม้แต่สถานการณ์เดียวในชีวิต ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่เรียนรู้และเกื้อกูลกันได้ นี่คือปัญญาญาณอันแจ่มชัด ดังนั้น คนดีจึงเป็นครูของคนเลว และคนเลวก็เป็นบทเรียนของคนดี ในฐานะผู้ที่พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา หากไม่เห็นคุณค่าของครู และไม่เห็นคุณค่าของบทเรียน ต่อให้คิดว่าตนเองฉลาดเพียงใด ก็ยังคงหลงอยู่ในความมืดบอด นี่คือหัวใจแห่งสัจธรรมอันลึกซึ้ง '''บทที่ 28''' รู้จักความแข็งแกร่ง แต่เลือกความอ่อนโยน รู้จักความสว่าง แต่ไม่รังเกียจความมืด รู้จักเกียรติยศ แต่ยังคงความถ่อมตน ผู้ที่ดำรงอยู่เช่นนี้ ย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายอันเป็นธรรมชาติ เมื่อความเรียบง่ายถูกแบ่งแยก จึงเกิดบทบาท หน้าที่ และรูปแบบทั้งหลาย แต่ผู้รู้ใช้สิ่งเหล่านั้นโดยไม่ยึดติด เพราะฉะนั้น การจัดการที่ยิ่งใหญ่จึงไม่ใช่การตัดแบ่ง แต่เป็นการมองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวที่ซ่อนอยู่ในทุกความแตกต่าง '''บทที่ 29''' ผู้ใดคิดจะควบคุมชีวิตของตนเอง ด้วยการบังคับให้เป็นไปตามความต้องการ ย่อมไม่มีวันเข้าถึงความสงบที่แท้จริง ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าจะควบคุมหรือละเลยได้ ยิ่งฝืนจัดการ ชีวิตยิ่งพัง ยิ่งยึดมั่นถือมั่น ใจยิ่งสูญเสีย ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงปล่อยให้ชีวิตเกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ สมดุลภายในจึงไม่พังทลาย และเพราะไม่ยึดติดในสภาวะใด ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ความเป็นอิสระจึงเคยไม่สูญหาย แท้จริงแล้วชีวิตย่อมมีจังหวะของมันเอง มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา บางวันมีพลัง บางวันหดหู่ บางช่วงรุ่งเรือง บางช่วงซบเซา ผู้รู้จึงละทิ้งความสุดโต่ง ไม่ยึดติดกับสภาวะใด ไม่ฝืนให้ชีวิตต้องเป็นอย่างที่ต้องการ และประคองใจให้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสงบ '''บทที่ 30''' ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋า ย่อมไม่ใช้การกดข่มความรู้สึก หรือด่าทอตนเอง เพราะความรุนแรงที่กระทำต่อจิตใจ ย่อมหวนกลับมาทำร้ายตนเองเสมอ จิตใจที่ถูกบีบคั้นย่อมเกิดความทุกข์ และเมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ความอ่อนล้าและความว่างเปล่าภายในก็มักติดตามมา ผู้รู้เพียงปรารถนาให้จิตใจกลับคืนสู่ความสงบ โดยไม่พยายามครอบครองสภาวะนั้น เมื่อสงบแล้ว อย่าหลงตนว่าเหนือกว่า อย่านำความสงบมาโอ้อวด อย่าสำคัญว่าตนหมดกิเลส จงเห็นว่าความสงบเป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เมื่อสงบแล้ว อย่าได้บีบคั้นให้มันต้องสงบอยู่ตลอดไป เพราะสิ่งใดที่ถูกฝืนหรือยึดไว้แน่นเกินไป ย่อมเสื่อมถอยและแตกสลายในที่สุด สิ่งนี้เรียกว่าการฝืนวิถีแห่งเต๋า และผู้ที่ฝืนวิถีนั้นย่อมห่างไกลจากความสงบที่แท้จริง '''บทที่ 31''' ความตึงเครียด ความคิดตัดสิน ความโกรธแค้น และความเกลียดชัง ล้วนเป็นสภาวะที่บั่นทอนธรรมชาติเดิม ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋าจึงไม่ปล่อยให้จิตใจตกอยู่ใต้อำนาจของสภาวะที่รุนแรงนั้น เมื่อจิตใจเป็นปกติ ย่อมแสดงออกด้วยความเมตตา ความอ่อนโยน และการเปิดรับ แต่เมื่อกิเลสเข้าครอบงำ ก็จำเป็นต้องอาศัยความเด็ดขาดและสติปัญญาในการรู้เท่าทัน หากจำเป็นต้องเด็ดขาด จงทำด้วยใจที่สงบ ไม่ใช่ด้วยความโกรธหรือความเกลียดชัง เพราะสภาวะที่รุนแรงไม่ใช่วิถีแห่งเต๋า แม้จะก้าวข้ามกิเลสได้ ก็อย่าหลงยินดีในชัยชนะนั้น เพราะความรู้สึกว่า “ฉันเอาชนะได้” อาจกลายเป็นอัตตารูปแบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่อัตตาเดิม การละวางความอยากและนิสัยเดิม ย่อมมาพร้อมกับความเจ็บปวดและความอาลัย จงรับรู้ความทุกข์นั้นด้วยความเข้าใจและเมตตาต่อตนเอง ผู้รู้จึงใช้ทั้งความอ่อนโยนและความเด็ดขาดอย่างพอดี ไม่ตามใจกิเลส แต่ก็ไม่ทำร้ายจิตใจของตนเอง '''บทที่ 32''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้นั้นไร้นามและเรียบง่าย แม้จะดูอ่อนโยนสงบเย็น แต่กิเลสและสิ่งเร้าภายนอกไม่อาจครอบงำมันได้ เมื่อจิตดำรงอยู่ในความว่างดั้งเดิม ความคิดและอารมณ์ที่ปรุงแต่งย่อมค่อย ๆ สงบลงเอง เมื่อจิตเดิมแท้กับกายเป็นหนึ่งเดียว ความสงบเย็นและความอิ่มเอิบภายในย่อมเผยขึ้นโดยไม่ต้องบังคับจัดแจง ทุกสิ่งย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลตามธรรมชาติ เมื่อการรับรู้เริ่มแบ่งแยก ชื่อเรียกทั้งหลายก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อชื่อเกิดขึ้นแล้ว จงรู้จักหยุดอยู่เพียงเท่านั้น อย่าหลงว่าชื่อคือความจริงทั้งหมด ดุจสายน้ำจากลำธารที่ไหลรวมสู่แม่น้ำและมหาสมุทร ทุกสรรพสิ่งย่อมหวนคืนสู่ต้นกำเนิดเดียวกัน '''บทที่ 33''' การรู้เท่าทันผู้อื่นคือความเฉลียวฉลาด แต่การรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด และกิเลสของตนเอง คือปัญญาอันสว่างไสว การพยายามเอาชนะหรือควบคุมผู้อื่น เป็นพลังของอัตตา แต่การเอาชนะอัตตาของตนเองคือความแข็งแกร่ง ผู้ที่รู้พอใจในสิ่งที่มี โดยไม่วิ่งไล่ตามความสุขจากสิ่งเร้าภายนอก คือผู้มั่งคั่งอย่างแท้จริง ผู้ที่ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง คือผู้มีเจตจำนงค์แน่วแน่ ผู้ที่ประคองตนให้อยู่กับปัจจุบันขณะ คือผู้ตั้งมั่นในหนทาง แม้กายจะเสื่อมสลาย แต่การดำรงอยู่ไม่ดับสูญ ย่อมมีอายุยืนยาว ชั่วนิรันดร์ '''บทที่ 34''' ชีวิตดำเนินไปได้ดีที่สุด เมื่อเลิกพยายามเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ความดีงามที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการควบคุม แต่เกิดจากการเปิดพื้นที่ให้ทุกสิ่งเติบโต เมื่อสิ่งต่าง ๆ งอกงามแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบอ้างว่าเป็นผลงานของตน ผู้ที่คอยสนับสนุนโดยไม่ครอบงำ ย่อมทำให้ผู้อื่นเติบโตได้อย่างเต็มที่ ผู้ที่พร้อมปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ย่อมได้รับความไว้วางใจโดยไม่ต้องเรียกร้อง เพราะไม่พยายามเป็นคนสำคัญ จึงกลายเป็นผู้ที่สำคัญอย่างแท้จริง เพราะไม่ประกาศว่าตนยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่จึงปรากฏขึ้นเอง '''บทที่ 35''' ผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยมีเต๋าเป็นแนวทาง ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ผู้คนชื่นชอบ แต่ความสงบ ความเรียบง่าย และความเป็นธรรมชาติของเขา กลับทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัว เมื่อใจสงบเย็น ความร่มเย็นและความสมดุลย่อมแผ่ขยายออกไปถึงผู้คนรอบตัว เสียงดนตรีอันไพเราะและอาหารเลิศรส ย่อมดึงดูดให้ผู้คนหยุดชื่นชม แต่เต๋ากลับเรียบง่ายจนดูจืดชืด มองไม่เห็นความโดดเด่น และฟังดูไม่น่าตื่นเต้น ทว่าเมื่อค่อย ๆ น้อมนำมาดำเนินในชีวิตประจำวัน ความอิ่มเอิบภายในกลับหลั่งไหลออกมาอย่างไม่รู้จบ '''บทที่ 36''' ยามใดที่อัตตาหรือกิเลสพองโตถึงขีดสุด นั่นคือสัญญาณว่าชีวิตกำลังเริ่มเสื่อมถอย ยามใดที่จิตใจตึงเครียด แข็งกร้าว และฝืนพยายาม นั่นคือสัญญาณว่าความอ่อนแอกำลังก่อตัวขึ้น ยามใดที่หลงระเริงในความสำเร็จ ชื่อเสียง อำนาจ หรือสิ่งที่ครอบครอง นั่นคือสัญญาณว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังใกล้เข้ามา ยามใดที่สิ่งเก่าคลายตัวลง พื้นที่ว่างย่อมเปิดออกเพื่อรองรับการเริ่มต้นใหม่ ผู้ที่มองเห็นวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมเข้าใจการเคลื่อนไหวอันละเอียดอ่อนของชีวิต ความอ่อนโยนและความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้างได้เสมอ ดุจปลาที่ไม่ควรออกจากห้วงน้ำลึก ฉันใด จิตก็ไม่ควรละทิ้งฐานแห่งความรู้ตัว ฉันนั้น '''บทที่ 37''' ผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าย่อมดำรงชีวิตโดยไม่ฝืนแทรกแซง แต่ไม่มีสิ่งใดที่ไม่สำเร็จตามเหตุปัจจัย หากสภาวะรู้ภายในดำรงอยู่กับจิตเดิมแท้ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมทั้งหลาย ย่อมค่อย ๆ คลี่คลายและเปลี่ยนแปลงไปเอง โดยไม่ต้องบังคับ เมื่อกิเลสหรือความอยากผุดขึ้น เพียงหวนกลับสู่ความเรียบง่ายดั้งเดิม แล้วปล่อยให้ความสงบนั้นโอบอุ้มมันไว้ เมื่อไม่หล่อเลี้ยงความอยาก จิตย่อมสงบ และเมื่อจิตสงบ ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสอดคล้องอย่างเป็นธรรมชาติ '''บทที่ 38''' ผู้มีคุณธรรม ไม่ยึดติดว่าตนต้องมีคุณธรรม ไม่กระทำและไม่มีเจตนาแอบแฝง ผู้ยึดติดในคุณธรรม ย่อมพยายามรักษาคุณธรรม แม้ดูเหมือนไม่กระทำ แต่ยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีความเมตตา กระทำโดยปราศจากเจตนาแอบแฝง ผู้มีมโนธรรมสำนึก กระทำด้วยความตั้งใจ และยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีมารยาท กระทำตามกฎเกณฑ์ แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ใช้กำลังหรืออำนาจบีบบังคับผู้อื่น เมื่อสูญเสียสภาวะจิตอันบริสุทธิ์ จึงเหลือเพียงคุณธรรม เมื่อสูญเสียคุณธรรม จึงเหลือเพียงความเมตตา เมื่อสูญเสียความเมตตา จึงเหลือเพียงมโนธรรมสำนึก เมื่อสูญเสียมโนธรรมสำนึก จึงเหลือเพียงกฎเกณฑ์ภายนอก แท้จริงแล้ว กฎเกณฑ์ภายนอกเป็นเพียงเปลือกบาง ๆ ของความซื่อสัตย์และความจริงใจ และเมื่อเหลือเพียงสิ่งนั้น ความวุ่นวายในสังคมก็เริ่มก่อตัวขึ้น '''บทที่ 39''' ในอดีตกาล สิ่งที่เข้าถึง “หนึ่ง” (เต๋า) ย่อมดำรงอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ ฟ้าจึงใสกระจ่าง ดินจึงมั่นคง สรรพสิ่งจึงถือกำเนิด และจิตจึงตั้งมั่นสงบเย็น เมื่อสูญเสียความเป็นหนึ่ง ทุกสิ่งย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ดังนั้น ความสูงส่งย่อมอาศัยความอ่อนน้อมเป็นรากฐาน ความพิเศษย่อมอาศัยความธรรมดาเป็นฐานรองรับ ผู้ที่แสวงหาการยอมรับ ย่อมไม่พบเกียรติยศที่แท้จริง ส่วนผู้ที่มีเกียรติยศอย่างแท้จริง ย่อมไม่แสวงหาการยอมรับจากภายนอก เพราะฉะนั้น อย่าปรารถนาจะล้ำค่าดั่งหยก แต่จงเป็นดั่งก้อนหินธรรมดา ที่ดำรงอยู่ร่วมกับทุกสิ่งอย่างเรียบง่ายและกลมกลืน '''บทที่ 40''' การหวนคืนสู่ความสงบเย็น คือการเคลื่อนไหวของจิตเดิมแท้ ความอ่อนโยนและความถ่อมตน คือการแสดงออกของจิตเดิมแท้ ปัญญาญาณทั้งมวลย่อมงอกงามจากความรู้ตัว และความรู้ตัวนั้น ย่อมถือกำเนิดจากความว่างอันบริสุทธิ์ '''บทที่ 41''' คนที่พร้อมเรียนรู้ เมื่อพบสัจธรรมย่อมนำกลับมาฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอ คนที่พร้อมเพียงครึ่งเดียว บางวันก็เข้าใจ บางวันก็กลับไปหลงวนในความคิดการตีความเหมือนเคย ส่วนคนที่ยังยึดติดกับกรอบความคิดเดิม มักหัวเราะเยาะสิ่งที่ตนยังไม่เข้าใจ เพราะความจริงที่ลึกซึ้ง มักไม่เป็นไปอย่างที่อัตตาคาดหวัง สิ่งที่สว่าง อาจดูมืด สิ่งที่ก้าวหน้า อาจดูเหมือนถอยหลัง สิ่งที่เรียบง่าย อาจดูเหมือนยาก ผู้ที่ถ่อมตน อาจดูเหมือนไม่มีอะไร ผู้ที่ยิ่งใหญ่ อาจดูธรรมดา สิ่งที่ลึกที่สุด อาจไร้เสียง และสิ่งที่จริงที่สุด อาจไร้รูปให้มองเห็น สัจธรรมไม่ต้องอาศัยชื่อเรียก แต่คอยเกื้อหนุนให้ทุกชีวิตเติบโตและงอกงามตามธรรมชาติ '''บทที่ 42''' ทุกสิ่งล้วนเริ่มต้นจากความเป็นหนึ่ง ก่อนจะแตกแขนงออกเป็นความแตกต่าง ความสัมพันธ์ และเรื่องราวนับไม่ถ้วน ทุกสิ่งในชีวิตต่างมีสองด้านเสมอ สิ่งที่ให้คุณในวันนี้อาจให้โทษในวันหน้า และสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความสูญเสียอาจกำลังเปิดทางให้บางสิ่งที่มีค่ากว่าเกิดขึ้น ผู้คนมักหลีกหนีความโดดเดี่ยว ความธรรมดา และความต่ำต้อย แต่ผู้รู้กลับน้อมรับสิ่งเหล่านี้ เพื่อเตือนใจให้ถ่อมตน เพราะความถ่อมตนคือรากฐานของการหวนคืนสู่เต๋า ดังนั้น อย่าแข็งกร้าวจนเกินไป เพราะสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ ย่อมอยู่ได้ไม่นาน '''บทที่ 43''' สิ่งที่อ่อนที่สุดย่อมผ่านพ้นสิ่งที่แข็งที่สุดได้ สิ่งที่ไร้รูปย่อมแทรกซึมผ่านช่องว่างที่ไม่มีสิ่งใดเข้าถึงได้ ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงประจักษ์ถึงอานุภาพของธรรมชาติเดิมแท้ การสอนโดยไม่ต้องอาศัยคำพูด และการดำเนินชีวิตโดยไม่คาดหวังให้อนาคตเป็นไปตามใจต้องการ เป็นสิ่งที่มีน้อยคนนักจะเข้าถึงได้ '''บทที่ 44''' ชื่อเสียงสำคัญกว่าชีวิตจริงหรือ? ทรัพย์สินมีค่ามากกว่าความสงบของจิตจริงหรือ? การได้มาและการสูญเสีย สิ่งใดทำให้ใจเป็นทุกข์มากกว่ากัน? ยิ่งยึดติดมาก ยิ่งต้องสูญเสียมาก ยิ่งสะสมมาก ยิ่งหวาดกลัวการพลัดพราก เมื่อรู้จักพอ ใจย่อมไม่ถูกครอบงำ เมื่อรู้ว่าเมื่อใดควรหยุด ชีวิตย่อมปลอดภัยและสงบเย็นได้อย่างยั่งยืน '''บทที่ 45''' สิ่งที่ดีที่สุด มักไม่จำเป็นต้องดูดีที่สุด สิ่งที่เต็มที่สุด มักไม่อวดว่าตัวเองเต็ม คนที่มั่นคงจริง ไม่จำเป็นต้องแข็งกระด้าง คนที่เก่งจริง ไม่จำเป็นต้องโอ้อวดความเก่ง คนที่เข้าใจจริง ไม่จำเป็นต้องพูดให้คนอื่นยอมรับ ความสงบ มีพลังมากกว่าความร้อนรน ความเย็นของจิต เอาชนะความเร่าร้อนของอารมณ์ เมื่อจิตใจสงบเย็น ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลของมันเอง '''บทที่ 46''' เมื่อชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรม พลังชีวิตย่อมถูกนำมาใช้เพื่อหล่อเลี้ยง ฟื้นฟู และเกื้อกูลให้ชีวิตเบ่งบานอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อชีวิตห่างไกลจากสัจธรรม พลังเดียวกันนั้นกลับถูกใช้ไปกับการแข่งขัน การแสวงหา และการไขว่คว้าสิ่งภายนอกไม่รู้จบ ไม่มีภัยใดร้ายแรงไปกว่าการไม่รู้จักพอ ไม่มีหายนะใดหนักหนาไปกว่าความอยากที่ไม่สิ้นสุด เพราะผู้ที่ไม่เคยพอ ย่อมไม่มีวันพบกับความสงบ เมื่อรู้จักพอ ความอิ่มเอมย่อมเกิดขึ้นจากภายใน ไม่ใช่จากการได้ครอบครองมากขึ้น และความพอเช่นนี้เอง คือความมั่งคั่งที่แท้จริงและยั่งยืน '''บทที่ 47''' เมื่อมีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง ย่อมประจักษ์แจ้งในสัจธรรมของชีวิต เมื่อไม่แส่ส่ายแสวงหา ย่อมเห็นวิถีแห่งธรรมชาติตามที่เป็น ยิ่งจิตฟุ้งซ่านออกไปไกล ยิ่งห่างไกลจากความจริงแท้ภายใน ฉะนั้น ผู้รู้แม้นิ่งอยู่กับที่ ก็หยั่งรู้ความจริง แม้ไม่ได้มองด้วยตา ก็เห็นแจ้งด้วยปัญญา แม้ไม่ได้เร่งร้อนกระทำการ สิ่งทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงเอง '''บทที่ 48''' ผู้แสวงหาความรู้ทางโลก ยิ่งเรียนรู้ก็ยิ่งสั่งสม ผู้แสวงหาความจริงแท้ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งลดละ ลดละแล้วลดละอีก จนจิตบริสุทธิ์จากการปรุงแต่ง เมื่อไร้การฝืนแทรกแซง ก็ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจบรรลุ การดูแลจิตใจไม่ใช่การบังคับควบคุม หากแทรกแซงมากเกินไป ย่อมไม่อาจเป็นนายเหนือตนเองได้ '''บทที่ 49''' ผู้รู้ย่อมไม่ยึดติดกับความคิดหรืออัตตาของตน แต่เปิดใจรับทุกผู้คนและทุกสถานการณ์ตามความเป็นจริง ผู้ที่มีเมตตา ก็เมตตาตอบ ผู้ที่ยังขาดเมตตา ก็ไม่โกรธเคือง เพราะความเมตตาเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้ที่น่าเชื่อถือ ก็ไว้วางใจ ผู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ ก็ยังคงเปิดใจรับฟัง เพราะความจริงใจเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้รู้ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยความอ่อนน้อม ไม่ยึดเอาความเห็นของตนเป็นศูนย์กลาง แต่ช่วยหลอมรวมความแตกต่างให้กลับคืนสู่ความกลมกลืน แม้ผู้คนต่างหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตาเห็นและหูได้ยิน ผู้รู้กลับดำรงจิตอันบริสุทธิ์ เรียบง่าย และไร้เดียงสา ดุจเด็กทารก '''บทที่ 50''' เมื่อจิตเกิดความยึดมั่น ความทุกข์ย่อมติดตามมา เมื่อยึดติดในภาพตัวตน ย่อมเกิดความเจ็บปวด เมื่อจมอยู่ในกิเลส ย่อมเกิดความทุกข์ใจ เมื่อดิ้นรนแสวงหาความสุข กลับยิ่งห่างไกลความสุขนั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะพวกเขาดำเนินชีวิตสวนทางกับครรลองแห่งธรรมชาติ ได้ยินมาว่า ผู้ที่ประคองรักษาจิตเดิมแท้ให้บริสุทธิ์และมั่นคงอยู่เสมอ ยามเผชิญกระแสโลก ย่อมไม่ถูกความโลภหรือความโกรธครอบงำ ยามเผชิญความขัดแย้ง ย่อมไม่หวั่นไหวต่ออคติหรือคำครหา ความโกรธไร้ที่ตั้ง ความโลภไร้ที่ฟูมฟัก ความเกลียดชังไร้ที่หยั่งราก เพราะภายในจิตของเขาไม่มีตัวตนที่รอให้สิ่งใดมากระทบหรือทำร้าย '''บทที่ 51''' ความว่างบริสุทธิ์ให้กำเนิดสรรพสิ่ง คุณธรรมโอบอุ้มและฟูมฟัก ชีวิตทำให้แต่ละสิ่งมีลักษณะเฉพาะ ส่วนสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขต่าง ๆ หล่อเลี้ยงให้เติบโตจนสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ สรรพสิ่งจึงเคารพในความว่างบริสุทธิ์และยกย่องคุณธรรม ไม่ใช่เพราะมีผู้ใดบังคับ แต่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ เต๋าให้กำเนิด คุณธรรมฟูมฟัก หล่อเลี้ยงให้เติบโต ช่วยให้สุกงอม บำรุงรักษา และคุ้มครอง ให้กำเนิดแต่ไม่ยึดครอง สร้างสรรค์แต่ไม่อวดอ้าง นำพาแต่ไม่ควบคุม นี่คือสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรมอันลึกล้ำ '''บทที่ 52''' สรรพสิ่งล้วนมีต้นกำเนิด และต้นกำเนิดนั้นคือรากของสรรพสิ่ง เมื่อเข้าถึงต้นกำเนิดย่อมเข้าใจทุกสิ่งที่ถือกำเนิดจากมัน เมื่อตั้งมั่นอยู่กับรากเดิม ตลอดชีวิตย่อมไม่หลงทางและไม่ตกอยู่ในอันตราย ละวางตัณหา ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ชีวิตย่อมเป็นอิสระจากความวุ่นวาย แต่หากเปิดรับสิ่งเร้าภายนอกโดยขาดสติ และมัวแต่พยายามควบคุมทุกสิ่ง ตลอดชีวิตก็ยากจะพบความสงบ มองเห็นสิ่งละเอียดเล็กน้อยได้ เรียกว่า ความแจ่มแจ้ง รักษาความอ่อนโยนไว้ได้ เรียกว่า ความแข็งแกร่ง จงใช้ความรู้ตัวหวนกลับสู่ความแจ่มแจ้งภายใน เพื่อไม่ให้หลงเหลือตัวตนไว้รองรับทุกข์ภัย นี่คือการดำเนินตามครรลองแห่งธรรมชาติอันเป็นนิรันดร์ '''บทที่ 53''' หากยังพอมีความรู้แจ้งและดำเนินชีวิตอยู่บนวิถีแห่งสัจธรรม สิ่งเดียวที่หวั่นเกรง คือการปล่อยให้จิตหลงออกนอกครรลองแห่งธรรมชาติ เพราะสัจธรรมอันยิ่งใหญ่นั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แต่มนุษย์กลับชอบเดินในทางลัดที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่ง ผู้คนมักเอาใจใส่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่ปล่อยให้จิตใจภายในรกร้าง สะสมความรู้ ตำแหน่ง และหัวโขน พกพาตรรกะและคำตัดสินอันเฉียบคม หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเร้าภายนอก และสั่งสมความยึดมั่นในตัวตนจนล้นใจ สภาวะเช่นนี้ไม่ต่างจากจอมโจรที่ปล้นชิงความสงบจากตนเอง แล้วกลับหลงภูมิใจในสิ่งที่ปล้นมา นี่ไม่ใช่วิถีแห่งสัจธรรม '''บทที่ 54''' ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะ ย่อมไม่หวั่นไหวต่อกิเลส ผู้ที่โอบอุ้มสัจธรรมไว้อย่างมั่นคง ย่อมไม่หลงออกจากวิถีอันแท้จริง ผู้ที่รักษาภาวะจิตเช่นนี้ไว้ได้ ย่อมส่งต่อปัญญาและความสงบเย็นสู่คนรุ่นหลังได้อย่างไม่ขาดสาย เมื่อบ่มเพาะเต๋าในตน คุณธรรมย่อมหยั่งราก เมื่อแผ่ขยายสู่ครอบครัว ความอบอุ่นย่อมงอกงาม เมื่อแผ่ขยายสู่ชุมชน ความเป็นกัลยาณมิตรย่อมมั่นคง เมื่อแผ่ขยายสู่สังคม ความอุดมสมบูรณ์และการเกื้อกูลย่อมแพร่หลาย ดังนั้น หากปรารถนาจะเข้าใจผู้อื่น จงเริ่มจากการเข้าใจตนเอง หากปรารถนาจะเข้าใจครอบครัวอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจครอบครัวของตน หากปรารถนาจะเข้าใจชุมชนอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจชุมชนของตน หากปรารถนาจะเข้าใจสังคม จงเริ่มจากการเข้าใจสังคมที่ตนอาศัยอยู่ หากปรารถนาจะเข้าใจชีวิต จงเริ่มจากการเข้าใจชีวิตของตนเอง ข้ารู้จักความเป็นไปของโลกได้อย่างไรน่ะหรือ? ก็ด้วยสิ่งนี้เอง '''บทที่ 55''' ผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมอันบริสุทธิ์ ย่อมมีสภาวะจิตดุจทารกแรกเกิด อ่อนโยน ยืดหยุ่น ตื่นรู้อยู่เสมอ และเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิต โดยไม่ถูกกิเลสหรือสิ่งเร้าภายนอกครอบงำ เพราะพลังดั้งเดิมยังดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ดำรงจิตไว้ในความสมดุลกลมกลืน ย่อมเข้าถึงสัจธรรม เมื่อเข้าถึงสัจธรรม ย่อมเกิดปัญญารู้แจ้ง ความอยากเด่นดังและความพยายามควบคุมทุกสิ่ง ล้วนเป็นสัญญาณของการหลงออกจากจิตเดิมแท้ เมื่อสิ่งใดแข็งกร้าว ตึงเครียด หรือฝืนธรรมชาติจนเกินพอดี สิ่งนั้นย่อมเสื่อมสลายก่อนเวลาอันควร '''บทที่ 56''' ผู้รู้จริงย่อมไม่ป่าวประกาศว่าตนรู้ ส่วนผู้ที่ป่าวประกาศว่าตนรู้ย่อมไม่รู้จริง จงละวางความยึดมั่นในอัตตา คลี่คลายความคิดอันสับสน หวนคืนสู่ความเรียบง่าย และกลมกลืนกับความธรรมดาของชีวิต นี่คือความเป็นหนึ่งเดียวอันลึกซึ้ง สภาวะนี้ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความยึดติด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเกลียดชัง ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความอยาก ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเจ็บปวด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนพิเศษกว่าผู้อื่น และไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนต่ำต้อยกว่าผู้อื่น นี่จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 57''' จงซื่อสัตย์ต่อแก่นแท้ภายใน พลิกแพลงตามสถานการณ์ และปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปโดยไม่แทรกแซงเกินจำเป็น ยิ่งจิตถูกพันธนาการด้วยความกลัว ชีวิตยิ่งติดขัด ยิ่งยึดติดในความรู้ ชีวิตยิ่งวุ่นวาย ยิ่งใช้ความฉลาดเข้าข้างตนเอง ความอยากที่ผิดธรรมชาติก็ยิ่งเพิ่มพูน ยิ่งบังคับตนเองด้วยกฎเกณฑ์ ความอึดอัดก็ยิ่งทับถม เพราะฉะนั้น ผู้รู้จึงกล่าวว่า ข้าไม่ฝืนควบคุมสิ่งใด ความสัมพันธ์ย่อมกลับคืนสู่สมดุลเอง ข้าอยู่นิ่ง ชีวิตย่อมเข้าที่เข้าทางเอง ข้าไม่ฝืนแทรกแซง พลังชีวิตย่อมฟื้นคืนเอง ข้าไม่ทะยานอยาก จิตย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายและบริสุทธิ์เอง '''บทที่ 58''' เมื่อปล่อยวางการควบคุม และเปิดพื้นที่ให้ทุกความคิดและอารมณ์เกิดขึ้น จิตใจย่อมหวนคืนสู่ความสงบเอง แต่เมื่อคอยบังคับให้ตนเองเป็นไปตามภาพที่ยึดไว้ จิตใจย่อมอึดอัดและเต็มไปด้วยแรงต้าน ผู้รู้จึงรับฟังความคิดความรู้สึก แต่ไม่หลงเชื่อว่าทั้งหมดคือความจริง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแต่ไม่ด่วนตัดสินผู้อื่น ตรงไปตรงมาแต่ไม่ก้าวร้าว มีปัญญาแต่ไม่โอ้อวด ในความทุกข์มีเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขซ่อนอยู่ ในความสุขก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์แฝงอยู่เช่นกัน ใครเล่าจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด? เมื่อไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร สิ่งที่เห็นว่าตรงอาจคด สิ่งที่เห็นว่าดีอาจบิดเบี้ยว ผู้คนหลงติดอยู่กับการแบ่งแยกเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว '''บทที่ 59''' ในการดูแลตนเองและดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดประเสริฐไปกว่า การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล คือการจำนนต่อชีวิตตั้งแต่ต้น (Surrender) และการจำนนเช่นนี้เอง คือการสั่งสมคุณธรรมและพลังชีวิตภายในอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณธรรมและพลังชีวิตหยั่งรากมั่นคง ย่อมก้าวข้ามอุปสรรคและกิเลสทั้งปวงได้ เมื่อไร้สิ่งต้านทาน ศักยภาพภายในย่อมไร้ขอบเขต สามารถเป็นนายเหนือกายและใจของตนเองได้ เมื่อหวนคืนสู่จิตดั้งเดิมผู้เป็นดั่งมารดาแห่งปรากฏการณ์ ชีวิตและปัญญาญาณย่อมดำรงอยู่อย่างยั่งยืน นี่คือการหยั่งรากลึก สร้างฐานอันมั่นคง และเป็นวิถีแห่งความยั่งยืนที่แท้จริง '''บทที่ 60''' จงดูแลอาณาจักรแห่งตน ประหนึ่งฟูมฟักปลาเล็กด้วยความอ่อนโยนละเมียดละไม เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในความว่างอันบริสุทธิ์ กิเลส การคิดตีความ และภาพลวงตาย่อมหมดอำนาจ ไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านั้นเลือนหายไป แต่เพราะไม่อาจครอบงำหรือทำร้ายจิตใจได้อีก สิ่งเร้าภายนอกจะหมดพิษสง ความขัดแย้งภายในก็จะเบาบางลงเช่นกัน เมื่อกระแสชีวิตและจิตใจภายในไม่ขัดแย้งกัน คุณธรรมและพลังชีวิตย่อมไหลเวียนกลับคืนสู่ศูนย์กลางอย่างสมบูรณ์ '''บทที่ 61''' สติความรู้ตัวเปรียบดั่งผืนดินที่รองรับทุกสายน้ำ มีความสงบเย็นเป็นรากฐาน และเปิดรับทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ความสงบ (หยิน) ย่อมโอบอุ้มและประคองความเคลื่อนไหว (หยาง) ให้ทุกการกระทำเกิดขึ้นจากจิตที่สงบ เมื่อสติความรู้ตัวรับฟังเสียงภายใน ความคิดและความรู้สึกย่อมค่อย ๆ คลี่คลายกลับคืนสู่ความสงบ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับให้สงบ แต่เพราะได้รับการรับฟัง จึงสงบลงเอง สติความรู้ตัวเพียงโอบอุ้มและดูแลชีวิต ส่วนเสียงภายในเพียงทำหน้าที่รับใช้และเตือนภัย เมื่อทั้งสองต่างทำหน้าที่ของตนแล้ว สติความรู้ตัวย่อมกลับไปดำรงอยู่ในฐานะผู้สังเกตอย่างสงบนิ่งดังเดิม '''บทที่ 62''' สภาวะแห่งจิตดั้งเดิม คือส่วนลึกอันเร้นลับที่โอบอุ้มทุกปรากฏการณ์ เป็นขุมทรัพย์ของผู้ตั้งมั่นในสัจธรรม และเป็นที่พึ่งของผู้ที่ยังหลงผิด คำพูดอันไพเราะอาจซื้อใจผู้คนได้ ความประพฤติอันดีงามอาจได้รับการยกย่อง แล้วผู้ที่ยังหลงผิดหรือมีข้อบกพร่อง สมควรถูกทอดทิ้งงั้นหรือ? ด้วยเหตุนี้ แม้จะพยายามเป็นคนดี มีความคิดและเหตุผลที่ถูกต้อง หรือยึดถือสิ่งภายนอกอันสูงส่งเพียงใด ก็ยังไม่ประเสริฐเท่าการหวนคืนสู่สภาวะจิตดั้งเดิมอันว่างเปล่าบริสุทธิ์ เหตุใดคนโบราณจึงให้คุณค่าแก่สภาวะนี้ยิ่งนัก? เพราะเมื่อจิตหวนคืนสู่ความว่าง ย่อมพบความสงบ เมื่อพลั้งเผลอหรือหลงผิด ก็ยังมีที่ให้กลับคืน เพราะเหตุนี้เอง สภาวะว่างเปล่าบริสุทธิ์ จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 63''' จงกระทำโดยไม่ฝืนพยายาม จัดการโดยไม่ควบคุม ชื่นชมความเรียบง่าย มองเห็นความใหญ่ในสิ่งเล็ก และเห็นความมากในความน้อย การจัดการเรื่องยาก ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเรื่องง่าย การสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ เพราะเรื่องยากทั้งหลายล้วนเริ่มจากเรื่องง่าย และสิ่งยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนเริ่มจากสิ่งเล็กเสมอ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่มุ่งทำการใหญ่ แต่กลับทำการใหญ่ได้สำเร็จ ผู้ที่รับปากง่าย ย่อมรักษาคำพูดได้ยาก ผู้ที่เห็นว่าทุกอย่างง่าย ย่อมพบความยากในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ประมาท มองเห็นความยากตั้งแต่ต้น และเพราะความรอบคอบเช่นนี้เอง สุดท้ายจึงไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไป '''บทที่ 64''' ยามที่จิตสงบ ย่อมง่ายต่อการอยู่กับปัจจุบันขณะ ยามที่กิเลสยังไม่ก่อตัว ย่อมง่ายต่อการรู้เท่าทัน ยามที่อารมณ์ยังอ่อน ย่อมง่ายต่อการละวาง ยามที่ความคิดตีความยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ย่อมง่ายต่อการปล่อยให้สลายไป ดังนั้น จงรู้เท่าทันตั้งแต่สิ่งนั้นยังไม่ก่อตัว จัดระเบียบจิตใจก่อนความวุ่นวายจะเกิดขึ้น อารมณ์ที่ท่วมท้นล้วนเริ่มจากความคิดเล็ก ๆ ภาพลวงอันยิ่งใหญ่ล้วนก่อตัวจากความยึดมั่นทีละน้อย และการเดินทางสู่สัจธรรม ย่อมเริ่มจากความรู้ตัวในปัจจุบันขณะ ผู้คนมักล้มเหลวในช่วงใกล้สำเร็จ หากระมัดระวังในตอนท้ายเช่นเดียวกับตอนเริ่ม ย่อมไม่มีสิ่งใดล้มเหลว ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ยึดติดแม้แต่ความปรารถนา ไม่หลงคุณค่าสิ่งหายาก ปล่อยวางความรู้ที่ยึดถือ และหวนคืนสู่ความเป็นเช่นนั้นเอง โดยไม่ฝืนแทรกแซง '''บทที่ 65''' ผู้ที่ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจตามวิถีแห่งเต๋าในสมัยโบราณ ไม่ได้มุ่งเพิ่มพูนความรู้ แต่ฝึกให้จิตหวนคืนสู่ความเรียบง่ายไร้เล่ห์กล เหตุที่จิตไม่อาจสงบได้ ก็เนื่องจากการยึดติดในความรู้และความฉลาดมากเกินไป ดังนั้น หากใช้เพียงความรู้และความคิดมาปกครองอาณาจักรชีวิตแห่งตน ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ แต่หากดำรงอยู่ด้วยสภาวะรู้ที่พ้นจากการยึดติดในความคิด ย่อมนำมาซึ่งความสงบ การรู้ความแตกต่างของทั้งสองสิ่งนี้ คือหลักแห่งการดำเนินชีวิต และผู้ที่ดำรงอยู่ในหลักนี้ ย่อมเข้าถึงคุณธรรมอันล้ำลึก คุณธรรมอันล้ำลึกนี้ ยากจะเข้าใจและยากจะเข้าถึง เพราะดูเหมือนสวนทางกับสิ่งที่ผู้คนยึดถือ แต่ท้ายที่สุด สามารถนำชีวิตกลับสู่ความกลมกลืนอันยิ่งใหญ่ '''บทที่ 66''' เหตุที่มหาสมุทรเป็นราชาแห่งสายน้ำทั้งหลายได้ ก็เพราะยอมอยู่ต่ำกว่าสายน้ำทั้งปวงจึงสามารถรองรับทุกสายน้ำไว้ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น หากปรารถนาจะอยู่เหนือความคิดและอารมณ์ ย่อมต้องโอบรับโดยไม่ต่อต้าน หากปรารถนาจะรู้เท่าทันมัน ย่อมต้องตั้งมั่นอยู่กับสติ คอยเฝ้าดูอย่างสงบนิ่ง เมื่อสติตั้งมั่น ความคิดและอารมณ์ย่อมไม่ถูกกดทับ เมื่อรู้เท่าทันโดยไม่ต่อต้าน ความคิดและอารมณ์ก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน จึงค่อย ๆ คลี่คลายและหลอมรวมกลับคืนสู่ความสงบ เพราะไม่ต้านทานประสบการณ์ใด จึงไม่มีสิ่งใดก่อแรงต้านขึ้นภายในได้ '''บทที่ 67''' ผู้คนมักกล่าวว่า แนวทางการดำเนินชีวิตของข้าช่างล้ำลึกจนดูเหมือนใช้การไม่ได้ ก็เพราะมันล้ำลึกจึงดูเหมือนบกพร่อง หากมันเหมือนกับสิ่งที่ผู้คนยกย่องก็คงเป็นเพียงสิ่งตื้นเขินไปนานแล้ว ข้ามีสมบัติล้ำค่าสามประการที่ยึดถือไว้เสมอ ประการแรก คือความเมตตา ประการที่สอง คือความรู้จักพอ ประการที่สาม คือไม่หลงยึดติดในบทบาท เพราะมีเมตตา จึงกล้าหาญ เพราะรู้จักพอ จิตใจจึงเปิดกว้าง และเพราะไม่หลงยึดติดในบทบาท การดำรงอยู่จึงกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ทุกวันนี้ ผู้คนกลับละทิ้งความเมตตา แต่แสวงหาความกล้าหาญ ละทิ้งความรู้จักพอ แต่แสวงหาความเปิดกว้างทางจิตใจ ยึดติดในบทบาท แต่กลับต้องการดำรงอยู่อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ นี่คือหนทางแห่งความพินาศ ผู้ที่ต่อสู้ด้วยความเมตตาย่อมมีชัย ผู้ที่ปกป้องด้วยความเมตตาย่อมมั่นคง เมื่อฟ้าปรารถนาจะคุ้มครองผู้ใด ฟ้าย่อมโอบอุ้มเขาไว้ด้วยความเมตตา '''บทที่ 68''' ผู้รู้ที่แท้จริง ย่อมไม่โอ้อวดปัญญา ผู้ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจอย่างแท้จริง ย่อมไม่ถูกครอบงำด้วยความโกรธ ผู้ชนะกิเลสได้อย่างแท้จริง ย่อมไม่เปรียบเทียบแข่งขันกับสิ่งใด ผู้ที่นำพาผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ย่อมวางตนอยู่เบื้องล่าง นี่คือคุณธรรมแห่งการไม่ฝืนควบคุม คือศิลปะแห่งการประสานพลังกับสรรพสิ่ง คือการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ อันเป็นหลักสูงสุดที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ '''บทที่ 69''' ตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า ไม่กล้าเป็นเจ้าบ้าน แต่ขอเป็นผู้มาเยือน ไม่กล้าคืบหน้าหนึ่งนิ้ว แต่ยอมถอยหลังหนึ่งฟุต นี่คือการขยับโดยไม่เคลื่อนไหว คือการเตรียมพร้อมโดยไม่คุกคาม คือการเผชิญหน้าโดยไม่สร้างศัตรู คือการถืออาวุธโดยไม่คิดใช้ กล่าวคือ ไม่ตั้งใจบังคับสิ่งใด แต่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ ภัยอันยิ่งใหญ่ของจิตคือการขาดสติรู้ตัว เพราะเมื่อสติเลือนหาย แก่นแท้ภายในย่อมถูกกิเลสครอบงำ แต่ผู้ที่เผชิญหน้ากับตนเองด้วยความเมตตาย่อมเป็นผู้ได้รับชัยชนะ '''บทที่ 70''' คำพูดของข้านั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ทว่าผู้คนกลับยากจะเข้าใจและยากจะปฏิบัติตาม เพราะจิตยังติดอยู่ในโลกแห่งการตีความ แท้จริงแล้ว ทุกถ้อยคำมีสัจธรรมเป็นรากฐาน และทุกการกระทำมีแก่นแท้ภายในเป็นผู้นำ แต่ตราบใดที่ยังไม่หวนคืนสู่สัจธรรม ย่อมไม่อาจเข้าถึงความหมายอันแท้จริงได้ ผู้ที่เข้าใจจึงมีน้อย และผู้ที่ดำเนินตามยิ่งมีน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงดำรงตนอย่างเรียบง่าย แต่ภายในกลับเก็บรักษาปัญญาอันล้ำค่าไว้ ดุจหยกที่ซ่อนอยู่ในอก '''บทที่ 71''' การรู้เท่าทันการตีความของตน คือภาวะอันประเสริฐ การหลงคิดว่าการตีความคือความจริง คือโรคแห่งจิต ผู้รู้ย่อมเห็นการตีความ เป็นเพียงการตีความ ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จึงไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของมายาภาพทั้งปวง '''บทที่ 72''' เมื่อผู้คนไม่ตระหนักถึงผลของการดำเนินชีวิตที่ฝืนธรรมชาติ ความทุกข์อันใหญ่หลวงย่อมตามมา อย่าดูแคลนตนเอง อย่ารังเกียจต้นกำเนิดของชีวิต เมื่อไม่รังเกียจตนเอง ชีวิตก็ไม่กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงรู้จักตนเอง แต่ไม่โอ้อวดตน รักและถนอมตนเอง แต่ไม่ยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 73''' ความกล้าหาญที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ ย่อมนำไปสู่การสิ้นสุดสิ่งเก่า ความกล้าหาญที่จะปล่อยวางสิ่งเก่า ย่อมนำมาซึ่งชีพจรแห่งชีวิตใหม่ ทั้งสองล้วนมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับกาลและเหตุปัจจัย วิถีแห่งธรรมชาติยากที่ความคิดจะหยั่งถึง แต่ผู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของชีวิตตนเอง ย่อมชนะโดยไม่แก่งแย่ง ตอบสนองโดยไม่ต้องคำนวณ ทุกสิ่งปรากฏขึ้นเองโดยไม่ต้องเรียกร้อง และคลี่คลายไปอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องฝืนจัดการ สัจธรรมโอบอุ้มทุกสิ่งดุจตาข่ายอันกว้างใหญ่ แม้ดูโปร่งโล่ง แต่ไม่เคยปล่อยสิ่งใดให้หลุดพ้นไปได้ '''บทที่ 74''' เมื่อทุกปรากฏการณ์ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแปรเปลี่ยนไป เหตุใดจึงต้องหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง? เมื่อพยายามยึดสิ่งใดไว้ให้คงอยู่ หรือรีบกดข่มผลักไสสภาวะที่ไม่ปรารถนา ชีวิตย่อมไม่อาจดำเนินไปตามธรรมชาติได้ แท้จริงแล้ว ธรรมชาติมีจังหวะเวลาของมันเอง แต่ผู้ที่พยายามเร่งรัดหรือแทรกแซงให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจ เปรียบเสมือนผู้ที่แย่งขวานจากช่างไม้ผู้ชำนาญมาถากไม้เอง ซึ่งน้อยคนนักที่จะไม่บาดเจ็บจากคมขวานในมือตน '''บทที่ 75''' ที่จิตใจขาดพร่อง เพราะภาพที่เห็นกับความจริงที่เป็นนั้นต่างกันเกินไป จึงรู้สึกว่าตนเองไม่เคยดีพอ ที่อารมณ์แปรปรวน เพราะความคิดเข้าไปควบคุมและแทรกแซงทุกสิ่งที่เป็นมากเกินไป ที่ชีวิตหม่นหมอง เพราะมัวแสวงหาการยอมรับจากภายนอก จนละเลยการดูแลกายและใจของตนเอง ผู้ที่ไม่หมกมุ่นกับการทำชีวิตให้สมบูรณ์ตามค่านิยมของโลก ย่อมเข้าถึงคุณค่าของชีวิตได้ลึกซึ้งกว่าผู้ที่รักและหวงแหนชีวิตด้วยความหวาดกลัว '''บทที่ 76''' ยามมีชีวิต กายย่อมอ่อนนุ่ม ยามตาย กายย่อมแข็งทื่อ พืชพรรณเมื่อยังมีชีวิตย่อมอ่อนลู่ แต่เมื่อเหี่ยวแห้งกลับแข็งและเปราะ ดังนั้น ความแข็งกร้าวจึงเป็นพวกพ้องของความตาย ส่วนความอ่อนโยนและยืดหยุ่นเป็นพวกพ้องของชีวิต จิตใจที่แข็งกระด้างย่อมแตกสลายในที่สุด ดุจต้นไม้ที่แข็งเกินไปย่อมหักลง ผู้ที่ยึดมั่นในความแข็งกร้าวย่อมเดินสู่ความเสื่อม ส่วนผู้ที่อ่อนโยนและยืดหยุ่น ย่อมดำรงอยู่บนหนทางแห่งชีวิต '''บทที่ 77''' การปรับสมดุลของธรรมชาติ อุปมาดั่งการขึงคันธนู ส่วนที่สูงเกินไปย่อมถูกกดลง ส่วนที่ต่ำเกินไปย่อมถูกยกขึ้น สิ่งที่มากย่อมถูกลดทอน สิ่งที่พร่องย่อมได้รับการเติมเต็ม นี่คือวิถีแห่งธรรมชาติ แต่วิถีแห่งอัตตากลับตรงกันข้าม มันพรากพลังจากส่วนที่ขาดพร่อง ไปหล่อเลี้ยงความโลภ ความยึดมั่น และความต้องการที่มีอยู่เกินพอดี ใครบ้างที่จะนำสิ่งที่ตนมีเหลือเฟือมาแบ่งปันแก่โลก? มีเพียงผู้ที่มีเต๋าสถิตอยู่ภายในเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกระทำโดยไม่ยึดครอง สร้างความสำเร็จโดยไม่ครอบครอง และไม่ปรารถนาที่จะยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 78''' ไม่มีสิ่งใดอ่อนโยนและยืดหยุ่นไปกว่าน้ำ แต่เมื่อต้องคลี่คลายสิ่งที่แข็งกระด้าง ก็ไม่มีสิ่งใดเหนือไปกว่าน้ำเพราะไม่มีสิ่งใดทดแทนคุณสมบัตินี้ได้ ความอ่อนโยนย่อมเอาชนะความแข็งกร้าว ความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้าง ทุกคนต่างรู้ความจริงข้อนี้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ดำเนินชีวิตได้ตามนั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกล่าวว่า ผู้ที่ยอมรับด้านที่ไม่น่าปรารถนาของชีวิตได้ ย่อมเป็นหลักอันมั่นคงแก่ชีวิตตนเอง ผู้ที่ยอมรับความทุกข์และเคราะห์ร้ายได้ ย่อมเป็นนายเหนือชีวิตของตนเอง คำจริง มักฟังดูราวกับย้อนแย้ง '''บทที่ 79''' การพยายามสะกดกลั้นความขุ่นเคือง ย่อมหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจ็บปวดไว้ในใจ แล้วจะเรียกว่าคลี่คลายได้อย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงมุ่งขัดเกลาจิตใจของตน โดยไม่คอยเรียกร้องหรือตำหนิผู้อื่น จิตที่มีปัญญาญาณย่อมทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ส่วนจิตที่ถูกอัตตาครอบงำ ย่อมคอยจับผิดและเรียกร้องจากผู้อื่นอยู่เสมอ กฎแห่งธรรมชาติย่อมเที่ยงตรง ไม่ลำเอียง และย่อมเกื้อหนุนผู้ที่ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรมอยู่เสมอ '''บทที่ 80''' ชีวิตที่เรียบง่ายและไม่วุ่นวาย แม้มีสิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา จิตใจย่อมอิ่มเต็มในปัจจุบันขณะ ไม่ดิ้นรนแสวงหาความสุขจากภายนอก ความทะยานอยากและการปกป้องตัวตนจึงค่อย ๆ สลายไป เหลือเพียงการดำรงอยู่อย่างเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ พึงพอใจในสิ่งที่กิน เห็นความงามในสิ่งที่สวม สงบในที่ที่ตนอาศัย และยินดีในวิถีชีวิตของตน แม้โลกอันกว้างใหญ่จะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมถึง ก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตาม เพียงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต '''บทที่ 81''' ถ้อยคำที่จริงแท้ มักไม่หวือหวา ถ้อยคำที่หวือหวา มักไม่จริงแท้ ผู้เข้าถึงความจริง ย่อมไม่มัวโต้แย้ง ผู้ที่มัวโต้แย้ง ย่อมยังไม่เข้าถึงความจริง ผู้รู้แจ้ง ไม่ใช่ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ใช่ว่าจะรู้แจ้ง ผู้รู้ไม่สะสมเพื่อตนเอง ยิ่งเกื้อกูลผู้อื่น ตนเองยิ่งอุดมสมบูรณ์ ยิ่งแบ่งปันแก่ผู้อื่น ตนเองยิ่งเต็มเปี่ยม วิถีแห่งเต๋า คือการเกื้อกูลโดยไม่เบียดเบียน วิถีแห่งผู้รู้ คือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องแข่งกับใคร ad8uql93eujn9ddpdhpxhj1i2kdzbpf 295052 295051 2026-08-22T05:00:59Z Librovore 10939 แจ้งลบด้วย[[WS:iScript|สจห.]]: [[วิกิซอร์ซ:นโยบายการลบ#หลักเกณฑ์การลบทันที|ท5 – นอกเหนือขอบเขต]] (เนื่องจากเป็น [[วิกิซอร์ซ:วิกิซอร์ซมีอะไรได้บ้าง#งานที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง]]) 295052 wikitext text/x-wiki {{ลบ|[[วิกิซอร์ซ:นโยบายการลบ#หลักเกณฑ์การลบทันที|ท5 – นอกเหนือขอบเขต]] (เนื่องจากเป็น [[วิกิซอร์ซ:วิกิซอร์ซมีอะไรได้บ้าง#งานที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง]])}} เดินตามเต๋า เรียบเรียงจาก 《道德經》 โดย ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์ © 2026 · CC BY-SA 4.0 เดินตามเต๋า เป็นงานเรียบเรียงและตีความ เต้าเต๋อจิง ในฐานะแนวทางของการฝึกฝนจิตใจ ชวนให้ผู้อ่านหันกลับมาสังเกตตนเอง เรียนรู้ธรรมชาติของจิต และค่อย ๆ ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติของเต๋า เนื่องจากต้นฉบับเต็มไปด้วยสำนวน ภาษา และบริบทของยุคสมัย งานเรียบเรียงฉบับนี้จึงไม่ได้มุ่งรักษารูปประโยคเดิมทุกถ้อยคำ แต่เลือกถ่ายทอดแก่นความหมายด้วยภาษาร่วมสมัย พร้อมเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับการฝึกฝนจิตใจ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงสาระของเต้าเต๋อจิงได้ง่ายขึ้น และนำไปใคร่ครวญผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน งานเรียบเรียงนี้ไม่ได้อ้างว่าเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องที่สุดของเต้าเต๋อจิง แต่เป็นเพียงความเข้าใจและการตีความของผู้เรียบเรียง หากมีส่วนใดคลาดเคลื่อน ย่อมเป็นข้อจำกัดของผู้เรียบเรียงแต่เพียงผู้เดียว '''บทที่ 1''' สัจธรรมที่สามารถกล่าวถึงได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสัจธรรม ไม่ใช่ตัวของสัจธรรม นามที่สามารถเรียกขานได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสิ่งนั้น ไม่ใช่ตัวของสิ่งนั้น “ความว่าง” คือชื่อที่ใช้เรียกจุดกำเนิดแห่งฟ้าดิน “ความมี” คือชื่อที่ใช้เรียกมารดาแห่งสรรพสิ่ง ดังนั้น เมื่อสถิตอยู่ในภาวะไร้ตัวตน ย่อมประจักษ์ถึงแก่นแท้อันลึกล้ำ เมื่อสถิตอยู่ในภาวะมีตัวตน ย่อมมองเห็นรูปปรากฏและขอบเขตของสรรพสิ่ง แท้จริงแล้ว ทั้งสองกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน เพียงแต่ถูกเรียกขานด้วยนามที่ต่างกัน ความเป็นหนึ่งซึ่งเผยออกมาเป็นความต่างนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเร้นลับ” ความเร้นลับซ้อนเร้นลับลงไปอีก คือประตูสู่ความมหัศจรรย์ทั้งปวง '''บทที่ 2''' เมื่อความงามถูกนิยาม ความน่าเกลียดก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อความดีถูกนิยาม ความชั่วก็ถือกำเนิดขึ้น เพราะความมีและความไม่มีต่างให้กำเนิดซึ่งกันและกัน ความยากและความง่ายต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ความยาวและความสั้นต่างอาศัยกันเพื่อให้ปรากฏ ความสูงและความต่ำต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน เสียงทุ้มและเสียงแหลมต่างสอดประสานซึ่งกันและกัน เบื้องหน้าและเบื้องหลังต่างติดตามซึ่งกันและกัน สรรพสิ่งล้วนดำเนินไปเช่นนี้เสมอ ผู้รู้จึงขับเคลื่อนชีวิตจากแก่นแท้ภายใน กระทำเต็มที่โดยไร้ใจที่ยึดติด เกื้อหนุนให้สรรพสิ่งเติบโต แต่ไม่เข้าครอบงำ สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ แต่ไม่ยึดถือว่าเป็นของตน ลงมือกระทำ แต่ไม่ยึดมั่นในผลงาน เมื่อการงานสำเร็จแล้ว ก็ไม่ยึดติดในความสำเร็จนั้น และเพราะไม่ยึดติดในความสำเร็จ ความสำเร็จนั้นจึงไม่เคยจากไป '''บทที่ 3''' ไม่ยกย่องผู้ใดจนเกินพอดี เพราะการเปรียบเทียบย่อมนำไปสู่การแข่งขัน ไม่ให้คุณค่าสิ่งใดจนเกินพอดี เพราะความยึดมั่นย่อมก่อให้เกิดความโลภ ไม่ปล่อยใจไหลตามความอยาก เพราะตัณหาย่อมทำให้จิตใจว้าวุ่น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงฝึกจิตให้หวนคืนสู่สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ ปล่อยวางกิเลส อัตตา และความฟุ้งซ่าน กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ลดความทะยานอยาก หล่อเลี้ยงแก่นแท้ภายในด้วยความเรียบง่ายและความสงบ เมื่อวางความยึดมั่นในตัวตน การกระทำย่อมสอดคล้องกับธรรมชาติ และชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสงบสุข '''บทที่ 4''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ เมื่อน้อมมาดำเนินชีวิตย่อมเป็นพลังที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ล้ำลึกดุจหุบเหวไร้ก้นราวกับเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง หากปรารถนาจะพบสภาวะนี้ในใจตน จงฝนความแหลมคมของตนให้มนลง ละวางอัตตา ความดื้อรั้น และความต้องการเอาชนะ คลี่คลายปมที่ร้อยรัดจิตใจ ปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่าน อารมณ์ รอยจำ และพันธะที่เหนี่ยวรั้งภายใน หลอมรวมผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ให้เป็นหนึ่งเดียว จนไม่เหลือเส้นแบ่งระหว่างผู้สังเกตกับประสบการณ์ ปล่อยให้การรู้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จนก้าวข้ามทั้งผู้รู้และผู้หลง เหลือเพียงการดำรงอยู่ที่เป็นไปเอง สภาวะนี้ใสกระจ่างและสงบนิ่งยิ่งนัก ราวกับดำรงอยู่อย่างเป็นอมตะในความว่างอันลึกซึ้ง ข้าไม่อาจรู้ได้ว่ามันกำเนิดมาจากสิ่งใด เพราะมันดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง ก่อนความคิดการตีความทั้งหลายจะถือกำเนิด และก่อนแม้แต่แนวคิดเรื่องพระผู้สร้างหรือเทพเจ้าองค์แรกเสียอีก '''บทที่ 5''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ไร้ความลำเอียง ปล่อยให้ทุกปรากฏการณ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป โดยไม่ยึดไว้หรือผลักไส ผู้รู้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ท่านมองเห็นความคิด อารมณ์ การตีความ เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป โดยไม่เข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน พื้นที่ว่างภายในจิตใจของท่านเปรียบดั่งเครื่องสูบลม แม้ภายในจะว่างเปล่า แต่กลับไม่เคยเหือดแห้ง ยิ่งสงบนิ่งเท่าไร พลังแห่งชีวิตก็ยิ่งไหลเวียน และปัญญาญาณก็ยิ่งเผยตัว การแสวงหาความรู้ภายนอกและการคิดตีความไม่รู้จบ มีแต่จะทำให้กายและใจเหนื่อยล้า ไม่สู้กลับมารักษาศูนย์กลางภายใน ด้วยการอยู่กับลมหายใจและความรู้ตัวในปัจจุบัน '''บทที่ 6''' จิตเดิมแท้นั้นไม่มีวันดับสูญ เป็นสภาวะที่ให้กำเนิดทุกประสบการณ์ภายใน และรองรับสภาวะคู่ตรงข้ามทั้งปวงโดยไม่เอนเอียงไปข้างใด สภาวะนี้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แผ่วเบา ละเอียดอ่อนราวกับไม่มีอยู่ แต่กลับเป็นต้นธารแห่งพลังชีวิต เมื่อดำรงอยู่ในจิตเดิมแท้ การกระทำทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลื่นไหล สอดคล้องกับครรลองแห่งเต๋าโดยไม่ต้องฝืนหรือบังคับแม้แต่น้อย '''บทที่ 7''' จิตเดิมแท้ดำรงอยู่นิจนิรันดร์ เหตุที่สภาวะนี้มั่นคงและยืนยง ก็เพราะมันไม่สร้างตัวตนขึ้นมาเพื่อปรนเปรอตนเอง จึงคงความสดใหม่โดยไม่ถูกจำกัดด้วยการเกิดหรือการดับ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ปล่อยให้ชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความคิด แต่หวนคืนสู่แก่นแท้ก่อนสิ่งอื่นใด เมื่อไม่ยึดมั่นในตัวตน จึงไม่มีสิ่งใดต้องคอยปกป้อง เมื่อไม่แสวงหาการดำรงอยู่ จึงดำรงอยู่อย่างแท้จริงและมั่นคง ไม่ใช่เพราะไร้ความหมกมุ่นในตัวตนหรอกหรือ การดำรงอยู่ที่แท้จริงจึงเผยตัวขึ้นเอง '''บทที่ 8''' สภาวะจิตเดิมแท้เปรียบดั่งสายน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงทุกสิ่งโดยไม่เรียกร้อง ไม่เปรียบเทียบและไม่แข่งขัน ยอมไหลสู่ที่ต่ำอย่างเป็นธรรมชาติจึงสอดคล้องกับเต๋า ผู้ที่ขัดเกลาจิตใจอยู่เสมอ ย่อมตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ใจลึก สงบ เปิดกว้าง ดูแลตนเองและผู้อื่นด้วยความเมตตา พูดด้วยความจริงใจ กระทำตามศักยภาพของตน และรู้จักจังหวะที่ควรนิ่งและควรเคลื่อนไหว เมื่อไม่แข่งขันกับชีวิต จิตย่อมเป็นอิสระจากความทุกข์ '''บทที่ 9''' สิ่งที่ถูกยึดไว้และเติมจนล้นย่อมเสียสมดุล ไม่สู้รู้จักหยุดแต่พอดี สิ่งที่ถูกทำให้สมบูรณ์แบบจนเกินไปย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน แม้ภายในจะเปี่ยมไปด้วยความรู้และความดีงาม แต่หากเข้าไปยึดถือ สิ่งที่เคยเป็นคุณก็อาจกลับกลายเป็นโทษได้ เมื่อเกิดความสำคัญตน ยกตนว่าพิเศษหรือต่ำต้อยกว่าผู้อื่น ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเอง ผู้รู้จึงเพียงทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เมื่อสิ่งนั้นสำเร็จแล้วก็วางลง ไม่ยึดครอง ไม่ยึดติด และไม่สร้างตัวตนจากสิ่งที่ทำ นี่คือครรลองแห่งเต๋า '''บทที่ 10''' ยามกายและใจเคลื่อนไหว สามารถประคองความรู้ตัวไว้โดยไม่หลงไปกับตัวตนได้หรือไม่? ยามกายและใจผ่อนคลายถึงที่สุด สามารถหวนคืนสู่ความบริสุทธิ์ดุจทารกแรกเกิดได้หรือไม่? ยามเผชิญความคิด อารมณ์ และความเปลี่ยนแปลงของชีวิต สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ปล่อยให้มันครอบงำได้หรือไม่? ยามรู้แจ้งความจริง สามารถเคารพวิถีของทุกสิ่งโดยไม่เข้าไปควบคุมหรือแทรกแซงได้หรือไม่? สร้างสรรค์แต่ไม่ยึดถือ เกื้อหนุนแต่ไม่ครอบครอง กระทำแต่ไม่ยึดติด นำทางแต่ไม่บงการ สภาวะเช่นนี้เองคือ คุณธรรมอันล้ำลึก '''บทที่ 11''' ซี่ล้อสามสิบซี่มาบรรจบกันที่ดุมล้อ แต่เป็นเพราะความว่างตรงกลางดุมนั้น ล้อจึงหมุนและใช้งานได้ ปั้นดินเหนียวขึ้นเป็นภาชนะ แต่เป็นเพราะความว่างภายใน ภาชนะจึงใช้บรรจุสิ่งต่าง ๆ ได้ เจาะประตูและหน้าต่างเพื่อสร้างบ้าน แต่เป็นเพราะพื้นที่ว่างภายใน บ้านจึงเป็นที่อยู่อาศัยได้ ดังนั้น สิ่งที่มีรูปร่างทำให้เกิดรูปทรง แต่ความว่างต่างหากที่ทำให้สิ่งนั้นใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง '''บทที่ 12''' การหลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอก กระแสนิยม และภาพลักษณ์ ทำให้สายตาหม่นมัวจนมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ การหมกมุ่นอยู่กับคำสรรเสริญ คำตำหนิ และเสียงซุบซิบนินทา ทำให้การรับฟังหม่นมัว จนไม่ได้ยินเสียงแห่งปัญญาภายใน การแสวงหาความสุขจากรสชาติ ความฟุ่มเฟือย และการตามใจความอยาก ทำให้จิตไม่อาจอิ่มเอมกับความเรียบง่ายของชีวิต การหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขัน การเอาชนะ อำนาจ และชื่อเสียง ทำให้จิตใจว้าวุ่น สูญเสียความสงบ และหลงลืมศูนย์กลางภายใน การยึดติดในทรัพย์สมบัติ วัตถุนิยม และสถานะทางสังคม ทำให้ชีวิตหันเหออกจากแก่นแท้ภายใน ไปไล่ตามคุณค่าที่โลกภายนอกกำหนด ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงเลือกใช้ชีวิตโดยอิงจากความจำเป็นที่แท้จริง จึงละสิ่งนั้นและเลือกสิ่งนี้ '''บทที่ 13''' การแสวงหาการยอมรับจากภายนอกทำลายความสงบสุขในจิตใจ ยิ่งคิดตีความมากเท่าไร ยิ่งนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวงมากเท่านั้น เหตุใดการแสวงหาการยอมรับจากภายนอกจึงทำลายความสงบสุขในจิตใจ? เพราะเมื่อแสวงหาคำชื่นชม จิตใจย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของคำพูด เมื่อได้รับก็ยินดี เมื่อถูกตำหนิก็หวั่นไหว จิตจึงขึ้นลงไปตามเสียงของผู้อื่น และไม่อาจตั้งมั่นอยู่กับความจริงภายในได้ เหตุใดการคิดตีความจึงนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวง? ความทุกข์ทั้งปวงเกิดจากการตีกรอบขังตนเองไว้ในนามสมมติ เมื่อทลายกำแพงแห่งความเห็นผิดได้แล้ว ความทุกข์จะตั้งอยู่ที่ใดได้อีก? ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เข้าใจและเคารพจังหวะขึ้นลงของชีวิต ย่อมประคองจิตใจให้มั่นคงได้ในทุกสถานการณ์ และผู้ที่โอบรับทุกประสบการณ์ของชีวิต ย่อมเข้าถึงความสงบเย็นอันแท้จริงภายในตนเอง '''บทที่ 14''' มองดูแต่ไม่เห็น เรียกว่า ไร้รูป ฟังดูแต่ไม่ได้ยิน เรียกว่า ไร้เสียง ไขว่คว้าแต่ไม่อาจจับต้อง เรียกว่า ไร้สัมผัส ทั้งสามไม่อาจไล่เลียงสืบสาวด้วยตรรกะ จึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เบื้องบนไม่สว่าง เบื้องล่างไม่มืด ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ไร้ชื่อ ไร้ขอบเขต และหวนคืนสู่ความว่าง นี่คือรูปที่ไร้รูป คือลักษณะของสิ่งที่ไร้ลักษณะ คือความเป็นหนึ่งเดียวที่ไร้เส้นแบ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดเริ่มต้น เมื่อตามหลังมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดสิ้นสุด จงตั้งมั่นอยู่กับจิตดั้งเดิม แล้วเฝ้ามองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อหวนคืนสู่จิตก่อนการปรุงแต่ง ย่อมเข้าถึงระเบียบอันลึกซึ้งของเต๋า อันเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 15''' ผู้ที่หวนคืนสู่เต๋าย่อมสงบนิ่ง ละเอียดอ่อน และไม่เร่งร้อน ระมัดระวังแต่ไม่หวาดกลัว อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ เรียบง่ายแต่ไม่ว่างเปล่า เปิดกว้างแต่ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตขุ่นมัวก็ไม่รีบจัดการ เพียงปล่อยให้ความสงบนำพาจนความกระจ่างเกิดขึ้นเอง เมื่อชีวิตยังไม่พร้อมก็ไม่เร่งเร้า เพียงดำรงอยู่กับเหตุปัจจัย ความงอกงามก็ค่อย ๆ ผลิบาน เพราะไม่แสวงหาความสมบูรณ์แบบตามภาพที่อัตตาสร้างขึ้น จึงสามารถอยู่กับความจริงที่ปรากฏตรงหน้าได้อย่างเรียบง่าย '''บทที่ 16''' ทำจิตให้ว่างถึงที่สุด รักษาความสงบไว้อย่างมั่นคง แม้ความคิด อารมณ์ และสิ่งเร้าสารพัดจะพรั่งพรูขึ้นมา ก็เพียงเฝ้ามองการเกิดขึ้นและดับไปของมัน เรื่องราวนับไม่ถ้วนในโลก ล้วนเกิดขึ้นแล้วหวนคืนสู่รากฐานเดิม เช่นเดียวกับความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป การหวนคืนสู่รากฐานเดิม คือความสงบ ความสงบ คือการหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม การหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม คือความเป็นนิรันดร์ และการรู้จักความเป็นนิรันดร์ คือความรู้แจ้ง ผู้ที่ไม่รู้ความจริงนี้ย่อมหลงไปตามการปรุงแต่งของจิตและก่อทุกข์ให้แก่ตนเอง ส่วนผู้ที่รู้แจ้ง ย่อมมีจิตใจกว้างขวาง ปราศจากอคติ และดำรงอยู่เหนือโลกแห่งถ้อยคำและการตีความ เมื่อจิตสอดคล้องกับธรรมชาติเดิม ก็ย่อมสอดคล้องกับเต๋า และเมื่อสอดคล้องกับเต๋า การดำรงอยู่ย่อมดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน '''บทที่ 17''' ผู้ที่สอดคล้องกับเต๋าอย่างสมบูรณ์ย่อมดำรงอยู่ด้วยจิตที่สงบนิ่ง เรียบง่าย และเป็นธรรมชาติจนไม่รู้สึกว่ามีตัวตนให้ยึดถือ รองลงมา คือผู้ที่ยังยินดีในความสงบ ความสุข และสภาวะอันละเอียดอ่อน แม้จะประณีตเพียงใด ก็ยังมีผู้เสพคอยยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นของตน รองลงมา คือผู้ที่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ การควบคุม และความพยายามขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ เพราะยังกลัวความผิดพลาดและการหลงทาง รองลงมา คือผู้ที่ปล่อยใจไปตามแรงปรุงแต่ง แล้วจึงย้อนกลับมาต่อต้าน ตำหนิ หรือเกลียดชังตนเอง วนเวียนอยู่ในความขัดแย้งไม่รู้จบ เมื่อขาดความไว้วางใจในธรรมชาติเดิมของตน ความไม่ไว้วางใจในชีวิตก็ย่อมเกิดขึ้น จงผ่อนคลาย ปล่อยวาง และหยุดไล่ตามความคิด เมื่อกายและใจกลับคืนสู่ความสงบ จะเห็นเองว่าความคิด ความรู้สึก และทุกปรากฏการณ์ ล้วนเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุม '''บทที่ 18''' เมื่อจิตเดิมแท้ถูกบดบัง ความดีงามที่เคยไหลออกมาอย่างเป็นธรรมชาติก็กลายเป็นความพยายามที่จะเป็นคนดีและมีคุณธรรม เมื่อความคิดอันชาญฉลาดของอัตตาเข้าครอบงำ การวางแผน คิดคำนวณ และการพยายามเป็นใครสักคนที่สำคัญก็เริ่มขึ้น เมื่อกายและใจขัดแย้งกัน มนุษย์จึงพยายามควบคุม กดข่ม และบังคับตนเองให้เป็นไปตามภาพของความดีงามที่คิดว่าถูกต้อง เมื่อจิตใจว้าวุ่นและหลงทางถึงที่สุด มนุษย์จึงแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ อุดมการณ์ หรือความคิดบางอย่าง เพื่อยึดไว้เป็นที่พึ่งของตน '''บทที่ 19''' ละวางการตีความและแยกออกจากกระแสความคิด แล้วการรับรู้ภายในจะเผยตัวอย่างเต็มที่ ละวางความพยายามที่จะเป็นคนดีมีคุณธรรม แล้วกายและใจจะค่อย ๆ กลับคืนสู่ความดีงามตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายาม ละวางเล่ห์เหลี่ยมและความคาดหวังในผลลัพธ์ แล้วความหวาดระแวงและความกลัวที่จะสูญเสียก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป แต่เพียงการละวางเท่านั้นยังไม่พอ พึงยึดถือความเรียบง่ายเป็นแนวทางของชีวิต หวนคืนสู่ความสมถะ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ซื่อตรงต่อธรรมชาติเดิมของตนเอง โดยไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์เพื่อแสวงหาการยอมรับ ลดความฟุ้งซ่าน ละความอยากที่เกินจำเป็น แล้วปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามจังหวะของมันเอง '''บทที่ 20''' “ใช่” กับ “ไม่ใช่” ต่างกันเพียงใด? “ดี” กับ “แย่” แตกต่างกันจริงหรือ? เมื่อจิตหลงยึดติดในโลกแห่งการแบ่งแยก ความกลัวของอัตตาย่อมกลายเป็นความกลัวของตนเอง และความคิดก็ไหลวนไม่รู้จบ ผู้คนแสวงหาความสุขจากสิ่งภายนอก ส่วนข้ากลับเลือกดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ปล่อยให้ชีวิตเป็นไป ไม่ยึดติดในบทบาทหรือภาพลักษณ์ใด แม้จะดูไร้จุดหมายในสายตาผู้คน แต่ภายในกลับเป็นอิสระ ผู้คนภาคภูมิใจในความรู้ ส่วนข้ายอมรับความไม่รู้ จิตจึงสงบนิ่ง กว้างใหญ่ และไม่ไหวเอนไปตามกระแสของโลก ผู้คนต่างมีสิ่งให้ยึดถือ ส่วนข้าไม่ยึดถือสิ่งใด หวนคืนสู่ธรรมชาติเดิมของตนเองอันเป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 21''' คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ย่อมเผยออกมาจากจิตเดิมแท้ เมื่อกล่าวถึงจิตเดิมแท้ในฐานะสิ่งหนึ่งสิ่งใด มันกลับเลือนรางและไม่อาจจับต้องได้ แต่ภายในความเลือนรางนั้นกลับเป็นต้นกำเนิดของทุกปรากฏการณ์ แม้มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่ภายในกลับอุดมด้วยศักยภาพแห่งการก่อกำเนิดสรรพสิ่ง ในความลุ่มลึกอันเงียบงัน มีแก่นแท้แห่งความจริงซ่อนอยู่ เป็นความจริงที่ไม่แปรเปลี่ยนและเปี่ยมด้วยปัญญาญาณ นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน จิตเดิมแท้ไม่เคยดับสูญ มันดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา เป็นดั่งประจักษ์พยานที่เฝ้ามองการกำเนิดและความเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง ข้ารู้จักต้นกำเนิดของสรรพสิ่งได้อย่างไร? ก็ด้วยการหวนกลับมาสถิตอยู่ในจิตเดิมแท้นี้เอง '''บทที่ 22''' ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม ยอมเผชิญกับด้านมืด จึงกลับคืนสู่ความสมดุล ยอมปล่อยวางตัวตน จึงดำรงอยู่ยาวนาน ยอมสละสิ่งเก่า จึงได้รับสิ่งใหม่ ยอมมีน้อย จึงได้รับมาก แต่ผู้ที่สะสมมากเกินไป ย่อมหลงทางและสับสน ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงตั้งมั่นอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวกับปัจจุบัน และไม่ไหลไปตามกระแสของโลก เพราะไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง จึงมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแจ่มชัด เพราะไม่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ จึงเป็นที่ยอมรับ เพราะไม่อวดอ้างผลงาน จึงสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เพราะไม่ยึดติดในเกียรติยศหรือความสำเร็จ จึงดำรงอยู่อย่างมั่นคง เพราะไม่พยายามควบคุมชีวิต จึงเบิกบานอยู่บนเส้นทางชีวิตโดยไร้ข้อจำกัด และโลกทั้งใบก็ไม่อาจควบคุมเขาได้เช่นกัน คำโบราณที่กล่าวว่า “ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม” หาใช่ถ้อยคำเลื่อนลอยไม่ แต่คือสัจธรรมที่เมื่อเข้าใจแล้ว ทุกสิ่งย่อมหวนคืนสู่ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ '''บทที่ 23''' ความสงบภายในคือวิถีแห่งธรรมชาติ ลมพายุไม่อาจพัดโหมได้ตลอดเช้า ฝนที่กระหน่ำก็ไม่อาจตกได้ตลอดวัน ธรรมชาติสอนเราว่า ทุกสิ่งล้วนมีจังหวะของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป การต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่จะทำให้ความทุกข์ยืดเยื้อ เมื่อจิตสอดคล้องกับเต๋า ชีวิตย่อมไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อจิตสอดคล้องกับคุณธรรม ความดีงามย่อมผลิบานออกมาเอง แต่เมื่อจิตหมกมุ่นอยู่กับความกลัว ความยึดติด และความสูญเสีย สิ่งเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ กลายเป็นกรอบการมองโลกที่เราอาศัยอยู่ ดังนั้น จงระวังสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจ เพราะสิ่งนั้นจะค่อย ๆ หล่อหลอมชีวิตของเรา และเมื่อเราไม่ไว้วางใจในธรรมชาติของชีวิต ความหวาดระแวงก็จะเข้ามาแทนที่ '''บทที่ 24''' ผู้ที่เร่งรีบเกินไป ย่อมไปได้ไม่ไกล ผู้ที่ฝืนธรรมชาติของตน ย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ผู้ที่มองเห็นแต่ตนเอง ย่อมมองไม่เห็นความจริงทั้งหมด ผู้ที่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ ย่อมยากจะได้รับการยอมรับ ผู้ที่อวดอ้างผลงานของตน ย่อมไม่อาจสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เมื่อมองจากวิถีแห่งเต๋า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนเกินที่เกิดจากอัตตา เปรียบดังภาระที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ผู้ที่ดำรงอยู่ในเต๋าจึงไม่ยึดถือหรือหล่อเลี้ยงสิ่งเหล่านี้ '''บทที่ 25''' มีสภาวะหนึ่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง ดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง มันสงบนิ่ง ว่างเปล่า และเป็นอิสระ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้า แต่แผ่ซึมอยู่ในทุกปรากฏการณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง ยากจะหาถ้อยคำมาอธิบาย จึงขอเรียกสภาวะนี้ว่า จิตเดิมแท้ และหากจะฝืนตั้งชื่ออีกประการหนึ่ง ก็อาจเรียกว่า ความยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่นี้ย่อมแผ่ขยายอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อขยายออกไปจนสุด ย่อมหวนกลับคืนสู่ต้นกำเนิดเดิม จิตเดิมแท้ย่อมยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ ธรรมชาติ และสภาวะรู้ ทั้งหมดล้วนดำรงอยู่ในความจริงเดียวกัน สภาวะรู้บริสุทธิ์อาศัยโลกแห่งการแบ่งแยกในการรับรู้ โลกแห่งการแบ่งแยกอาศัยปรากฏการณ์ในการปรากฏ ปรากฏการณ์อาศัยจิตเดิมแท้ในการดำรงอยู่ และจิตเดิมแท้ก็ดำรงอยู่ตามความเป็นไปเองแห่งธรรมชาติ '''บทที่ 26''' ความมั่นคงเป็นรากฐานของความผ่อนคลาย ความสงบเย็นเป็นนายเหนือความปั่นป่วน ด้วยเหตุนี้ ผู้ประคองสติรู้ตัว แม้ต้องดำเนินกิจธุระตลอดทั้งวัน ก็ไม่เคยละทิ้งฐานแห่งความมั่นคงภายใน แม้ถูกรายล้อมด้วยสิ่งเร้าอันน่าหลงใหล ก็ยังคงสงบนิ่งและเท่าทัน ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามสิ่งเหล่านั้น แล้วเหตุใดจิตซึ่งเป็นประธานของชีวิต จึงปล่อยให้ตนเองไหลไปตามกระแสของโลกภายนอก เมื่อจิตไหลตามสิ่งเร้ามากเกินไป ย่อมสูญเสียความมั่นคงภายใน เมื่อจิตปล่อยให้ความวิตกกังวลครอบงำ ย่อมสูญเสียความสงบเย็น '''บทที่ 27''' การกระทำที่ดี ไม่ทิ้งร่องรอยให้ยึดติด วาจาที่ดี ไม่เปิดช่องให้เกิดความขัดแย้ง การจัดการที่ดี ไม่หวังพึ่งพาผลลัพธ์ การปกป้องที่ดี ไม่ต้องอาศัยเครื่องพันธนาการ แต่มั่นคงจนไม่มีสิ่งใดแทรกผ่านได้ ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ต้องอาศัยข้อผูกมัด แต่กลับผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ทอดทิ้งแม้แต่เสี้ยวส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่มองข้ามแม้แต่สถานการณ์เดียวในชีวิต ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่เรียนรู้และเกื้อกูลกันได้ นี่คือปัญญาญาณอันแจ่มชัด ดังนั้น คนดีจึงเป็นครูของคนเลว และคนเลวก็เป็นบทเรียนของคนดี ในฐานะผู้ที่พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา หากไม่เห็นคุณค่าของครู และไม่เห็นคุณค่าของบทเรียน ต่อให้คิดว่าตนเองฉลาดเพียงใด ก็ยังคงหลงอยู่ในความมืดบอด นี่คือหัวใจแห่งสัจธรรมอันลึกซึ้ง '''บทที่ 28''' รู้จักความแข็งแกร่ง แต่เลือกความอ่อนโยน รู้จักความสว่าง แต่ไม่รังเกียจความมืด รู้จักเกียรติยศ แต่ยังคงความถ่อมตน ผู้ที่ดำรงอยู่เช่นนี้ ย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายอันเป็นธรรมชาติ เมื่อความเรียบง่ายถูกแบ่งแยก จึงเกิดบทบาท หน้าที่ และรูปแบบทั้งหลาย แต่ผู้รู้ใช้สิ่งเหล่านั้นโดยไม่ยึดติด เพราะฉะนั้น การจัดการที่ยิ่งใหญ่จึงไม่ใช่การตัดแบ่ง แต่เป็นการมองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวที่ซ่อนอยู่ในทุกความแตกต่าง '''บทที่ 29''' ผู้ใดคิดจะควบคุมชีวิตของตนเอง ด้วยการบังคับให้เป็นไปตามความต้องการ ย่อมไม่มีวันเข้าถึงความสงบที่แท้จริง ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าจะควบคุมหรือละเลยได้ ยิ่งฝืนจัดการ ชีวิตยิ่งพัง ยิ่งยึดมั่นถือมั่น ใจยิ่งสูญเสีย ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงปล่อยให้ชีวิตเกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ สมดุลภายในจึงไม่พังทลาย และเพราะไม่ยึดติดในสภาวะใด ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ความเป็นอิสระจึงเคยไม่สูญหาย แท้จริงแล้วชีวิตย่อมมีจังหวะของมันเอง มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา บางวันมีพลัง บางวันหดหู่ บางช่วงรุ่งเรือง บางช่วงซบเซา ผู้รู้จึงละทิ้งความสุดโต่ง ไม่ยึดติดกับสภาวะใด ไม่ฝืนให้ชีวิตต้องเป็นอย่างที่ต้องการ และประคองใจให้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสงบ '''บทที่ 30''' ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋า ย่อมไม่ใช้การกดข่มความรู้สึก หรือด่าทอตนเอง เพราะความรุนแรงที่กระทำต่อจิตใจ ย่อมหวนกลับมาทำร้ายตนเองเสมอ จิตใจที่ถูกบีบคั้นย่อมเกิดความทุกข์ และเมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ความอ่อนล้าและความว่างเปล่าภายในก็มักติดตามมา ผู้รู้เพียงปรารถนาให้จิตใจกลับคืนสู่ความสงบ โดยไม่พยายามครอบครองสภาวะนั้น เมื่อสงบแล้ว อย่าหลงตนว่าเหนือกว่า อย่านำความสงบมาโอ้อวด อย่าสำคัญว่าตนหมดกิเลส จงเห็นว่าความสงบเป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เมื่อสงบแล้ว อย่าได้บีบคั้นให้มันต้องสงบอยู่ตลอดไป เพราะสิ่งใดที่ถูกฝืนหรือยึดไว้แน่นเกินไป ย่อมเสื่อมถอยและแตกสลายในที่สุด สิ่งนี้เรียกว่าการฝืนวิถีแห่งเต๋า และผู้ที่ฝืนวิถีนั้นย่อมห่างไกลจากความสงบที่แท้จริง '''บทที่ 31''' ความตึงเครียด ความคิดตัดสิน ความโกรธแค้น และความเกลียดชัง ล้วนเป็นสภาวะที่บั่นทอนธรรมชาติเดิม ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋าจึงไม่ปล่อยให้จิตใจตกอยู่ใต้อำนาจของสภาวะที่รุนแรงนั้น เมื่อจิตใจเป็นปกติ ย่อมแสดงออกด้วยความเมตตา ความอ่อนโยน และการเปิดรับ แต่เมื่อกิเลสเข้าครอบงำ ก็จำเป็นต้องอาศัยความเด็ดขาดและสติปัญญาในการรู้เท่าทัน หากจำเป็นต้องเด็ดขาด จงทำด้วยใจที่สงบ ไม่ใช่ด้วยความโกรธหรือความเกลียดชัง เพราะสภาวะที่รุนแรงไม่ใช่วิถีแห่งเต๋า แม้จะก้าวข้ามกิเลสได้ ก็อย่าหลงยินดีในชัยชนะนั้น เพราะความรู้สึกว่า “ฉันเอาชนะได้” อาจกลายเป็นอัตตารูปแบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่อัตตาเดิม การละวางความอยากและนิสัยเดิม ย่อมมาพร้อมกับความเจ็บปวดและความอาลัย จงรับรู้ความทุกข์นั้นด้วยความเข้าใจและเมตตาต่อตนเอง ผู้รู้จึงใช้ทั้งความอ่อนโยนและความเด็ดขาดอย่างพอดี ไม่ตามใจกิเลส แต่ก็ไม่ทำร้ายจิตใจของตนเอง '''บทที่ 32''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้นั้นไร้นามและเรียบง่าย แม้จะดูอ่อนโยนสงบเย็น แต่กิเลสและสิ่งเร้าภายนอกไม่อาจครอบงำมันได้ เมื่อจิตดำรงอยู่ในความว่างดั้งเดิม ความคิดและอารมณ์ที่ปรุงแต่งย่อมค่อย ๆ สงบลงเอง เมื่อจิตเดิมแท้กับกายเป็นหนึ่งเดียว ความสงบเย็นและความอิ่มเอิบภายในย่อมเผยขึ้นโดยไม่ต้องบังคับจัดแจง ทุกสิ่งย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลตามธรรมชาติ เมื่อการรับรู้เริ่มแบ่งแยก ชื่อเรียกทั้งหลายก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อชื่อเกิดขึ้นแล้ว จงรู้จักหยุดอยู่เพียงเท่านั้น อย่าหลงว่าชื่อคือความจริงทั้งหมด ดุจสายน้ำจากลำธารที่ไหลรวมสู่แม่น้ำและมหาสมุทร ทุกสรรพสิ่งย่อมหวนคืนสู่ต้นกำเนิดเดียวกัน '''บทที่ 33''' การรู้เท่าทันผู้อื่นคือความเฉลียวฉลาด แต่การรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด และกิเลสของตนเอง คือปัญญาอันสว่างไสว การพยายามเอาชนะหรือควบคุมผู้อื่น เป็นพลังของอัตตา แต่การเอาชนะอัตตาของตนเองคือความแข็งแกร่ง ผู้ที่รู้พอใจในสิ่งที่มี โดยไม่วิ่งไล่ตามความสุขจากสิ่งเร้าภายนอก คือผู้มั่งคั่งอย่างแท้จริง ผู้ที่ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง คือผู้มีเจตจำนงค์แน่วแน่ ผู้ที่ประคองตนให้อยู่กับปัจจุบันขณะ คือผู้ตั้งมั่นในหนทาง แม้กายจะเสื่อมสลาย แต่การดำรงอยู่ไม่ดับสูญ ย่อมมีอายุยืนยาว ชั่วนิรันดร์ '''บทที่ 34''' ชีวิตดำเนินไปได้ดีที่สุด เมื่อเลิกพยายามเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ความดีงามที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการควบคุม แต่เกิดจากการเปิดพื้นที่ให้ทุกสิ่งเติบโต เมื่อสิ่งต่าง ๆ งอกงามแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบอ้างว่าเป็นผลงานของตน ผู้ที่คอยสนับสนุนโดยไม่ครอบงำ ย่อมทำให้ผู้อื่นเติบโตได้อย่างเต็มที่ ผู้ที่พร้อมปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ย่อมได้รับความไว้วางใจโดยไม่ต้องเรียกร้อง เพราะไม่พยายามเป็นคนสำคัญ จึงกลายเป็นผู้ที่สำคัญอย่างแท้จริง เพราะไม่ประกาศว่าตนยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่จึงปรากฏขึ้นเอง '''บทที่ 35''' ผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยมีเต๋าเป็นแนวทาง ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ผู้คนชื่นชอบ แต่ความสงบ ความเรียบง่าย และความเป็นธรรมชาติของเขา กลับทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัว เมื่อใจสงบเย็น ความร่มเย็นและความสมดุลย่อมแผ่ขยายออกไปถึงผู้คนรอบตัว เสียงดนตรีอันไพเราะและอาหารเลิศรส ย่อมดึงดูดให้ผู้คนหยุดชื่นชม แต่เต๋ากลับเรียบง่ายจนดูจืดชืด มองไม่เห็นความโดดเด่น และฟังดูไม่น่าตื่นเต้น ทว่าเมื่อค่อย ๆ น้อมนำมาดำเนินในชีวิตประจำวัน ความอิ่มเอิบภายในกลับหลั่งไหลออกมาอย่างไม่รู้จบ '''บทที่ 36''' ยามใดที่อัตตาหรือกิเลสพองโตถึงขีดสุด นั่นคือสัญญาณว่าชีวิตกำลังเริ่มเสื่อมถอย ยามใดที่จิตใจตึงเครียด แข็งกร้าว และฝืนพยายาม นั่นคือสัญญาณว่าความอ่อนแอกำลังก่อตัวขึ้น ยามใดที่หลงระเริงในความสำเร็จ ชื่อเสียง อำนาจ หรือสิ่งที่ครอบครอง นั่นคือสัญญาณว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังใกล้เข้ามา ยามใดที่สิ่งเก่าคลายตัวลง พื้นที่ว่างย่อมเปิดออกเพื่อรองรับการเริ่มต้นใหม่ ผู้ที่มองเห็นวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมเข้าใจการเคลื่อนไหวอันละเอียดอ่อนของชีวิต ความอ่อนโยนและความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้างได้เสมอ ดุจปลาที่ไม่ควรออกจากห้วงน้ำลึก ฉันใด จิตก็ไม่ควรละทิ้งฐานแห่งความรู้ตัว ฉันนั้น '''บทที่ 37''' ผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าย่อมดำรงชีวิตโดยไม่ฝืนแทรกแซง แต่ไม่มีสิ่งใดที่ไม่สำเร็จตามเหตุปัจจัย หากสภาวะรู้ภายในดำรงอยู่กับจิตเดิมแท้ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมทั้งหลาย ย่อมค่อย ๆ คลี่คลายและเปลี่ยนแปลงไปเอง โดยไม่ต้องบังคับ เมื่อกิเลสหรือความอยากผุดขึ้น เพียงหวนกลับสู่ความเรียบง่ายดั้งเดิม แล้วปล่อยให้ความสงบนั้นโอบอุ้มมันไว้ เมื่อไม่หล่อเลี้ยงความอยาก จิตย่อมสงบ และเมื่อจิตสงบ ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสอดคล้องอย่างเป็นธรรมชาติ '''บทที่ 38''' ผู้มีคุณธรรม ไม่ยึดติดว่าตนต้องมีคุณธรรม ไม่กระทำและไม่มีเจตนาแอบแฝง ผู้ยึดติดในคุณธรรม ย่อมพยายามรักษาคุณธรรม แม้ดูเหมือนไม่กระทำ แต่ยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีความเมตตา กระทำโดยปราศจากเจตนาแอบแฝง ผู้มีมโนธรรมสำนึก กระทำด้วยความตั้งใจ และยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีมารยาท กระทำตามกฎเกณฑ์ แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ใช้กำลังหรืออำนาจบีบบังคับผู้อื่น เมื่อสูญเสียสภาวะจิตอันบริสุทธิ์ จึงเหลือเพียงคุณธรรม เมื่อสูญเสียคุณธรรม จึงเหลือเพียงความเมตตา เมื่อสูญเสียความเมตตา จึงเหลือเพียงมโนธรรมสำนึก เมื่อสูญเสียมโนธรรมสำนึก จึงเหลือเพียงกฎเกณฑ์ภายนอก แท้จริงแล้ว กฎเกณฑ์ภายนอกเป็นเพียงเปลือกบาง ๆ ของความซื่อสัตย์และความจริงใจ และเมื่อเหลือเพียงสิ่งนั้น ความวุ่นวายในสังคมก็เริ่มก่อตัวขึ้น '''บทที่ 39''' ในอดีตกาล สิ่งที่เข้าถึง “หนึ่ง” (เต๋า) ย่อมดำรงอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ ฟ้าจึงใสกระจ่าง ดินจึงมั่นคง สรรพสิ่งจึงถือกำเนิด และจิตจึงตั้งมั่นสงบเย็น เมื่อสูญเสียความเป็นหนึ่ง ทุกสิ่งย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ดังนั้น ความสูงส่งย่อมอาศัยความอ่อนน้อมเป็นรากฐาน ความพิเศษย่อมอาศัยความธรรมดาเป็นฐานรองรับ ผู้ที่แสวงหาการยอมรับ ย่อมไม่พบเกียรติยศที่แท้จริง ส่วนผู้ที่มีเกียรติยศอย่างแท้จริง ย่อมไม่แสวงหาการยอมรับจากภายนอก เพราะฉะนั้น อย่าปรารถนาจะล้ำค่าดั่งหยก แต่จงเป็นดั่งก้อนหินธรรมดา ที่ดำรงอยู่ร่วมกับทุกสิ่งอย่างเรียบง่ายและกลมกลืน '''บทที่ 40''' การหวนคืนสู่ความสงบเย็น คือการเคลื่อนไหวของจิตเดิมแท้ ความอ่อนโยนและความถ่อมตน คือการแสดงออกของจิตเดิมแท้ ปัญญาญาณทั้งมวลย่อมงอกงามจากความรู้ตัว และความรู้ตัวนั้น ย่อมถือกำเนิดจากความว่างอันบริสุทธิ์ '''บทที่ 41''' คนที่พร้อมเรียนรู้ เมื่อพบสัจธรรมย่อมนำกลับมาฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอ คนที่พร้อมเพียงครึ่งเดียว บางวันก็เข้าใจ บางวันก็กลับไปหลงวนในความคิดการตีความเหมือนเคย ส่วนคนที่ยังยึดติดกับกรอบความคิดเดิม มักหัวเราะเยาะสิ่งที่ตนยังไม่เข้าใจ เพราะความจริงที่ลึกซึ้ง มักไม่เป็นไปอย่างที่อัตตาคาดหวัง สิ่งที่สว่าง อาจดูมืด สิ่งที่ก้าวหน้า อาจดูเหมือนถอยหลัง สิ่งที่เรียบง่าย อาจดูเหมือนยาก ผู้ที่ถ่อมตน อาจดูเหมือนไม่มีอะไร ผู้ที่ยิ่งใหญ่ อาจดูธรรมดา สิ่งที่ลึกที่สุด อาจไร้เสียง และสิ่งที่จริงที่สุด อาจไร้รูปให้มองเห็น สัจธรรมไม่ต้องอาศัยชื่อเรียก แต่คอยเกื้อหนุนให้ทุกชีวิตเติบโตและงอกงามตามธรรมชาติ '''บทที่ 42''' ทุกสิ่งล้วนเริ่มต้นจากความเป็นหนึ่ง ก่อนจะแตกแขนงออกเป็นความแตกต่าง ความสัมพันธ์ และเรื่องราวนับไม่ถ้วน ทุกสิ่งในชีวิตต่างมีสองด้านเสมอ สิ่งที่ให้คุณในวันนี้อาจให้โทษในวันหน้า และสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความสูญเสียอาจกำลังเปิดทางให้บางสิ่งที่มีค่ากว่าเกิดขึ้น ผู้คนมักหลีกหนีความโดดเดี่ยว ความธรรมดา และความต่ำต้อย แต่ผู้รู้กลับน้อมรับสิ่งเหล่านี้ เพื่อเตือนใจให้ถ่อมตน เพราะความถ่อมตนคือรากฐานของการหวนคืนสู่เต๋า ดังนั้น อย่าแข็งกร้าวจนเกินไป เพราะสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ ย่อมอยู่ได้ไม่นาน '''บทที่ 43''' สิ่งที่อ่อนที่สุดย่อมผ่านพ้นสิ่งที่แข็งที่สุดได้ สิ่งที่ไร้รูปย่อมแทรกซึมผ่านช่องว่างที่ไม่มีสิ่งใดเข้าถึงได้ ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงประจักษ์ถึงอานุภาพของธรรมชาติเดิมแท้ การสอนโดยไม่ต้องอาศัยคำพูด และการดำเนินชีวิตโดยไม่คาดหวังให้อนาคตเป็นไปตามใจต้องการ เป็นสิ่งที่มีน้อยคนนักจะเข้าถึงได้ '''บทที่ 44''' ชื่อเสียงสำคัญกว่าชีวิตจริงหรือ? ทรัพย์สินมีค่ามากกว่าความสงบของจิตจริงหรือ? การได้มาและการสูญเสีย สิ่งใดทำให้ใจเป็นทุกข์มากกว่ากัน? ยิ่งยึดติดมาก ยิ่งต้องสูญเสียมาก ยิ่งสะสมมาก ยิ่งหวาดกลัวการพลัดพราก เมื่อรู้จักพอ ใจย่อมไม่ถูกครอบงำ เมื่อรู้ว่าเมื่อใดควรหยุด ชีวิตย่อมปลอดภัยและสงบเย็นได้อย่างยั่งยืน '''บทที่ 45''' สิ่งที่ดีที่สุด มักไม่จำเป็นต้องดูดีที่สุด สิ่งที่เต็มที่สุด มักไม่อวดว่าตัวเองเต็ม คนที่มั่นคงจริง ไม่จำเป็นต้องแข็งกระด้าง คนที่เก่งจริง ไม่จำเป็นต้องโอ้อวดความเก่ง คนที่เข้าใจจริง ไม่จำเป็นต้องพูดให้คนอื่นยอมรับ ความสงบ มีพลังมากกว่าความร้อนรน ความเย็นของจิต เอาชนะความเร่าร้อนของอารมณ์ เมื่อจิตใจสงบเย็น ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลของมันเอง '''บทที่ 46''' เมื่อชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรม พลังชีวิตย่อมถูกนำมาใช้เพื่อหล่อเลี้ยง ฟื้นฟู และเกื้อกูลให้ชีวิตเบ่งบานอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อชีวิตห่างไกลจากสัจธรรม พลังเดียวกันนั้นกลับถูกใช้ไปกับการแข่งขัน การแสวงหา และการไขว่คว้าสิ่งภายนอกไม่รู้จบ ไม่มีภัยใดร้ายแรงไปกว่าการไม่รู้จักพอ ไม่มีหายนะใดหนักหนาไปกว่าความอยากที่ไม่สิ้นสุด เพราะผู้ที่ไม่เคยพอ ย่อมไม่มีวันพบกับความสงบ เมื่อรู้จักพอ ความอิ่มเอมย่อมเกิดขึ้นจากภายใน ไม่ใช่จากการได้ครอบครองมากขึ้น และความพอเช่นนี้เอง คือความมั่งคั่งที่แท้จริงและยั่งยืน '''บทที่ 47''' เมื่อมีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง ย่อมประจักษ์แจ้งในสัจธรรมของชีวิต เมื่อไม่แส่ส่ายแสวงหา ย่อมเห็นวิถีแห่งธรรมชาติตามที่เป็น ยิ่งจิตฟุ้งซ่านออกไปไกล ยิ่งห่างไกลจากความจริงแท้ภายใน ฉะนั้น ผู้รู้แม้นิ่งอยู่กับที่ ก็หยั่งรู้ความจริง แม้ไม่ได้มองด้วยตา ก็เห็นแจ้งด้วยปัญญา แม้ไม่ได้เร่งร้อนกระทำการ สิ่งทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงเอง '''บทที่ 48''' ผู้แสวงหาความรู้ทางโลก ยิ่งเรียนรู้ก็ยิ่งสั่งสม ผู้แสวงหาความจริงแท้ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งลดละ ลดละแล้วลดละอีก จนจิตบริสุทธิ์จากการปรุงแต่ง เมื่อไร้การฝืนแทรกแซง ก็ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจบรรลุ การดูแลจิตใจไม่ใช่การบังคับควบคุม หากแทรกแซงมากเกินไป ย่อมไม่อาจเป็นนายเหนือตนเองได้ '''บทที่ 49''' ผู้รู้ย่อมไม่ยึดติดกับความคิดหรืออัตตาของตน แต่เปิดใจรับทุกผู้คนและทุกสถานการณ์ตามความเป็นจริง ผู้ที่มีเมตตา ก็เมตตาตอบ ผู้ที่ยังขาดเมตตา ก็ไม่โกรธเคือง เพราะความเมตตาเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้ที่น่าเชื่อถือ ก็ไว้วางใจ ผู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ ก็ยังคงเปิดใจรับฟัง เพราะความจริงใจเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้รู้ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยความอ่อนน้อม ไม่ยึดเอาความเห็นของตนเป็นศูนย์กลาง แต่ช่วยหลอมรวมความแตกต่างให้กลับคืนสู่ความกลมกลืน แม้ผู้คนต่างหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตาเห็นและหูได้ยิน ผู้รู้กลับดำรงจิตอันบริสุทธิ์ เรียบง่าย และไร้เดียงสา ดุจเด็กทารก '''บทที่ 50''' เมื่อจิตเกิดความยึดมั่น ความทุกข์ย่อมติดตามมา เมื่อยึดติดในภาพตัวตน ย่อมเกิดความเจ็บปวด เมื่อจมอยู่ในกิเลส ย่อมเกิดความทุกข์ใจ เมื่อดิ้นรนแสวงหาความสุข กลับยิ่งห่างไกลความสุขนั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะพวกเขาดำเนินชีวิตสวนทางกับครรลองแห่งธรรมชาติ ได้ยินมาว่า ผู้ที่ประคองรักษาจิตเดิมแท้ให้บริสุทธิ์และมั่นคงอยู่เสมอ ยามเผชิญกระแสโลก ย่อมไม่ถูกความโลภหรือความโกรธครอบงำ ยามเผชิญความขัดแย้ง ย่อมไม่หวั่นไหวต่ออคติหรือคำครหา ความโกรธไร้ที่ตั้ง ความโลภไร้ที่ฟูมฟัก ความเกลียดชังไร้ที่หยั่งราก เพราะภายในจิตของเขาไม่มีตัวตนที่รอให้สิ่งใดมากระทบหรือทำร้าย '''บทที่ 51''' ความว่างบริสุทธิ์ให้กำเนิดสรรพสิ่ง คุณธรรมโอบอุ้มและฟูมฟัก ชีวิตทำให้แต่ละสิ่งมีลักษณะเฉพาะ ส่วนสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขต่าง ๆ หล่อเลี้ยงให้เติบโตจนสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ สรรพสิ่งจึงเคารพในความว่างบริสุทธิ์และยกย่องคุณธรรม ไม่ใช่เพราะมีผู้ใดบังคับ แต่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ เต๋าให้กำเนิด คุณธรรมฟูมฟัก หล่อเลี้ยงให้เติบโต ช่วยให้สุกงอม บำรุงรักษา และคุ้มครอง ให้กำเนิดแต่ไม่ยึดครอง สร้างสรรค์แต่ไม่อวดอ้าง นำพาแต่ไม่ควบคุม นี่คือสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรมอันลึกล้ำ '''บทที่ 52''' สรรพสิ่งล้วนมีต้นกำเนิด และต้นกำเนิดนั้นคือรากของสรรพสิ่ง เมื่อเข้าถึงต้นกำเนิดย่อมเข้าใจทุกสิ่งที่ถือกำเนิดจากมัน เมื่อตั้งมั่นอยู่กับรากเดิม ตลอดชีวิตย่อมไม่หลงทางและไม่ตกอยู่ในอันตราย ละวางตัณหา ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ชีวิตย่อมเป็นอิสระจากความวุ่นวาย แต่หากเปิดรับสิ่งเร้าภายนอกโดยขาดสติ และมัวแต่พยายามควบคุมทุกสิ่ง ตลอดชีวิตก็ยากจะพบความสงบ มองเห็นสิ่งละเอียดเล็กน้อยได้ เรียกว่า ความแจ่มแจ้ง รักษาความอ่อนโยนไว้ได้ เรียกว่า ความแข็งแกร่ง จงใช้ความรู้ตัวหวนกลับสู่ความแจ่มแจ้งภายใน เพื่อไม่ให้หลงเหลือตัวตนไว้รองรับทุกข์ภัย นี่คือการดำเนินตามครรลองแห่งธรรมชาติอันเป็นนิรันดร์ '''บทที่ 53''' หากยังพอมีความรู้แจ้งและดำเนินชีวิตอยู่บนวิถีแห่งสัจธรรม สิ่งเดียวที่หวั่นเกรง คือการปล่อยให้จิตหลงออกนอกครรลองแห่งธรรมชาติ เพราะสัจธรรมอันยิ่งใหญ่นั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แต่มนุษย์กลับชอบเดินในทางลัดที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่ง ผู้คนมักเอาใจใส่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่ปล่อยให้จิตใจภายในรกร้าง สะสมความรู้ ตำแหน่ง และหัวโขน พกพาตรรกะและคำตัดสินอันเฉียบคม หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเร้าภายนอก และสั่งสมความยึดมั่นในตัวตนจนล้นใจ สภาวะเช่นนี้ไม่ต่างจากจอมโจรที่ปล้นชิงความสงบจากตนเอง แล้วกลับหลงภูมิใจในสิ่งที่ปล้นมา นี่ไม่ใช่วิถีแห่งสัจธรรม '''บทที่ 54''' ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะ ย่อมไม่หวั่นไหวต่อกิเลส ผู้ที่โอบอุ้มสัจธรรมไว้อย่างมั่นคง ย่อมไม่หลงออกจากวิถีอันแท้จริง ผู้ที่รักษาภาวะจิตเช่นนี้ไว้ได้ ย่อมส่งต่อปัญญาและความสงบเย็นสู่คนรุ่นหลังได้อย่างไม่ขาดสาย เมื่อบ่มเพาะเต๋าในตน คุณธรรมย่อมหยั่งราก เมื่อแผ่ขยายสู่ครอบครัว ความอบอุ่นย่อมงอกงาม เมื่อแผ่ขยายสู่ชุมชน ความเป็นกัลยาณมิตรย่อมมั่นคง เมื่อแผ่ขยายสู่สังคม ความอุดมสมบูรณ์และการเกื้อกูลย่อมแพร่หลาย ดังนั้น หากปรารถนาจะเข้าใจผู้อื่น จงเริ่มจากการเข้าใจตนเอง หากปรารถนาจะเข้าใจครอบครัวอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจครอบครัวของตน หากปรารถนาจะเข้าใจชุมชนอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจชุมชนของตน หากปรารถนาจะเข้าใจสังคม จงเริ่มจากการเข้าใจสังคมที่ตนอาศัยอยู่ หากปรารถนาจะเข้าใจชีวิต จงเริ่มจากการเข้าใจชีวิตของตนเอง ข้ารู้จักความเป็นไปของโลกได้อย่างไรน่ะหรือ? ก็ด้วยสิ่งนี้เอง '''บทที่ 55''' ผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมอันบริสุทธิ์ ย่อมมีสภาวะจิตดุจทารกแรกเกิด อ่อนโยน ยืดหยุ่น ตื่นรู้อยู่เสมอ และเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิต โดยไม่ถูกกิเลสหรือสิ่งเร้าภายนอกครอบงำ เพราะพลังดั้งเดิมยังดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ดำรงจิตไว้ในความสมดุลกลมกลืน ย่อมเข้าถึงสัจธรรม เมื่อเข้าถึงสัจธรรม ย่อมเกิดปัญญารู้แจ้ง ความอยากเด่นดังและความพยายามควบคุมทุกสิ่ง ล้วนเป็นสัญญาณของการหลงออกจากจิตเดิมแท้ เมื่อสิ่งใดแข็งกร้าว ตึงเครียด หรือฝืนธรรมชาติจนเกินพอดี สิ่งนั้นย่อมเสื่อมสลายก่อนเวลาอันควร '''บทที่ 56''' ผู้รู้จริงย่อมไม่ป่าวประกาศว่าตนรู้ ส่วนผู้ที่ป่าวประกาศว่าตนรู้ย่อมไม่รู้จริง จงละวางความยึดมั่นในอัตตา คลี่คลายความคิดอันสับสน หวนคืนสู่ความเรียบง่าย และกลมกลืนกับความธรรมดาของชีวิต นี่คือความเป็นหนึ่งเดียวอันลึกซึ้ง สภาวะนี้ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความยึดติด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเกลียดชัง ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความอยาก ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเจ็บปวด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนพิเศษกว่าผู้อื่น และไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนต่ำต้อยกว่าผู้อื่น นี่จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 57''' จงซื่อสัตย์ต่อแก่นแท้ภายใน พลิกแพลงตามสถานการณ์ และปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปโดยไม่แทรกแซงเกินจำเป็น ยิ่งจิตถูกพันธนาการด้วยความกลัว ชีวิตยิ่งติดขัด ยิ่งยึดติดในความรู้ ชีวิตยิ่งวุ่นวาย ยิ่งใช้ความฉลาดเข้าข้างตนเอง ความอยากที่ผิดธรรมชาติก็ยิ่งเพิ่มพูน ยิ่งบังคับตนเองด้วยกฎเกณฑ์ ความอึดอัดก็ยิ่งทับถม เพราะฉะนั้น ผู้รู้จึงกล่าวว่า ข้าไม่ฝืนควบคุมสิ่งใด ความสัมพันธ์ย่อมกลับคืนสู่สมดุลเอง ข้าอยู่นิ่ง ชีวิตย่อมเข้าที่เข้าทางเอง ข้าไม่ฝืนแทรกแซง พลังชีวิตย่อมฟื้นคืนเอง ข้าไม่ทะยานอยาก จิตย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายและบริสุทธิ์เอง '''บทที่ 58''' เมื่อปล่อยวางการควบคุม และเปิดพื้นที่ให้ทุกความคิดและอารมณ์เกิดขึ้น จิตใจย่อมหวนคืนสู่ความสงบเอง แต่เมื่อคอยบังคับให้ตนเองเป็นไปตามภาพที่ยึดไว้ จิตใจย่อมอึดอัดและเต็มไปด้วยแรงต้าน ผู้รู้จึงรับฟังความคิดความรู้สึก แต่ไม่หลงเชื่อว่าทั้งหมดคือความจริง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแต่ไม่ด่วนตัดสินผู้อื่น ตรงไปตรงมาแต่ไม่ก้าวร้าว มีปัญญาแต่ไม่โอ้อวด ในความทุกข์มีเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขซ่อนอยู่ ในความสุขก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์แฝงอยู่เช่นกัน ใครเล่าจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด? เมื่อไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร สิ่งที่เห็นว่าตรงอาจคด สิ่งที่เห็นว่าดีอาจบิดเบี้ยว ผู้คนหลงติดอยู่กับการแบ่งแยกเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว '''บทที่ 59''' ในการดูแลตนเองและดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดประเสริฐไปกว่า การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล คือการจำนนต่อชีวิตตั้งแต่ต้น (Surrender) และการจำนนเช่นนี้เอง คือการสั่งสมคุณธรรมและพลังชีวิตภายในอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณธรรมและพลังชีวิตหยั่งรากมั่นคง ย่อมก้าวข้ามอุปสรรคและกิเลสทั้งปวงได้ เมื่อไร้สิ่งต้านทาน ศักยภาพภายในย่อมไร้ขอบเขต สามารถเป็นนายเหนือกายและใจของตนเองได้ เมื่อหวนคืนสู่จิตดั้งเดิมผู้เป็นดั่งมารดาแห่งปรากฏการณ์ ชีวิตและปัญญาญาณย่อมดำรงอยู่อย่างยั่งยืน นี่คือการหยั่งรากลึก สร้างฐานอันมั่นคง และเป็นวิถีแห่งความยั่งยืนที่แท้จริง '''บทที่ 60''' จงดูแลอาณาจักรแห่งตน ประหนึ่งฟูมฟักปลาเล็กด้วยความอ่อนโยนละเมียดละไม เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในความว่างอันบริสุทธิ์ กิเลส การคิดตีความ และภาพลวงตาย่อมหมดอำนาจ ไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านั้นเลือนหายไป แต่เพราะไม่อาจครอบงำหรือทำร้ายจิตใจได้อีก สิ่งเร้าภายนอกจะหมดพิษสง ความขัดแย้งภายในก็จะเบาบางลงเช่นกัน เมื่อกระแสชีวิตและจิตใจภายในไม่ขัดแย้งกัน คุณธรรมและพลังชีวิตย่อมไหลเวียนกลับคืนสู่ศูนย์กลางอย่างสมบูรณ์ '''บทที่ 61''' สติความรู้ตัวเปรียบดั่งผืนดินที่รองรับทุกสายน้ำ มีความสงบเย็นเป็นรากฐาน และเปิดรับทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ความสงบ (หยิน) ย่อมโอบอุ้มและประคองความเคลื่อนไหว (หยาง) ให้ทุกการกระทำเกิดขึ้นจากจิตที่สงบ เมื่อสติความรู้ตัวรับฟังเสียงภายใน ความคิดและความรู้สึกย่อมค่อย ๆ คลี่คลายกลับคืนสู่ความสงบ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับให้สงบ แต่เพราะได้รับการรับฟัง จึงสงบลงเอง สติความรู้ตัวเพียงโอบอุ้มและดูแลชีวิต ส่วนเสียงภายในเพียงทำหน้าที่รับใช้และเตือนภัย เมื่อทั้งสองต่างทำหน้าที่ของตนแล้ว สติความรู้ตัวย่อมกลับไปดำรงอยู่ในฐานะผู้สังเกตอย่างสงบนิ่งดังเดิม '''บทที่ 62''' สภาวะแห่งจิตดั้งเดิม คือส่วนลึกอันเร้นลับที่โอบอุ้มทุกปรากฏการณ์ เป็นขุมทรัพย์ของผู้ตั้งมั่นในสัจธรรม และเป็นที่พึ่งของผู้ที่ยังหลงผิด คำพูดอันไพเราะอาจซื้อใจผู้คนได้ ความประพฤติอันดีงามอาจได้รับการยกย่อง แล้วผู้ที่ยังหลงผิดหรือมีข้อบกพร่อง สมควรถูกทอดทิ้งงั้นหรือ? ด้วยเหตุนี้ แม้จะพยายามเป็นคนดี มีความคิดและเหตุผลที่ถูกต้อง หรือยึดถือสิ่งภายนอกอันสูงส่งเพียงใด ก็ยังไม่ประเสริฐเท่าการหวนคืนสู่สภาวะจิตดั้งเดิมอันว่างเปล่าบริสุทธิ์ เหตุใดคนโบราณจึงให้คุณค่าแก่สภาวะนี้ยิ่งนัก? เพราะเมื่อจิตหวนคืนสู่ความว่าง ย่อมพบความสงบ เมื่อพลั้งเผลอหรือหลงผิด ก็ยังมีที่ให้กลับคืน เพราะเหตุนี้เอง สภาวะว่างเปล่าบริสุทธิ์ จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 63''' จงกระทำโดยไม่ฝืนพยายาม จัดการโดยไม่ควบคุม ชื่นชมความเรียบง่าย มองเห็นความใหญ่ในสิ่งเล็ก และเห็นความมากในความน้อย การจัดการเรื่องยาก ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเรื่องง่าย การสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ เพราะเรื่องยากทั้งหลายล้วนเริ่มจากเรื่องง่าย และสิ่งยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนเริ่มจากสิ่งเล็กเสมอ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่มุ่งทำการใหญ่ แต่กลับทำการใหญ่ได้สำเร็จ ผู้ที่รับปากง่าย ย่อมรักษาคำพูดได้ยาก ผู้ที่เห็นว่าทุกอย่างง่าย ย่อมพบความยากในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ประมาท มองเห็นความยากตั้งแต่ต้น และเพราะความรอบคอบเช่นนี้เอง สุดท้ายจึงไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไป '''บทที่ 64''' ยามที่จิตสงบ ย่อมง่ายต่อการอยู่กับปัจจุบันขณะ ยามที่กิเลสยังไม่ก่อตัว ย่อมง่ายต่อการรู้เท่าทัน ยามที่อารมณ์ยังอ่อน ย่อมง่ายต่อการละวาง ยามที่ความคิดตีความยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ย่อมง่ายต่อการปล่อยให้สลายไป ดังนั้น จงรู้เท่าทันตั้งแต่สิ่งนั้นยังไม่ก่อตัว จัดระเบียบจิตใจก่อนความวุ่นวายจะเกิดขึ้น อารมณ์ที่ท่วมท้นล้วนเริ่มจากความคิดเล็ก ๆ ภาพลวงอันยิ่งใหญ่ล้วนก่อตัวจากความยึดมั่นทีละน้อย และการเดินทางสู่สัจธรรม ย่อมเริ่มจากความรู้ตัวในปัจจุบันขณะ ผู้คนมักล้มเหลวในช่วงใกล้สำเร็จ หากระมัดระวังในตอนท้ายเช่นเดียวกับตอนเริ่ม ย่อมไม่มีสิ่งใดล้มเหลว ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ยึดติดแม้แต่ความปรารถนา ไม่หลงคุณค่าสิ่งหายาก ปล่อยวางความรู้ที่ยึดถือ และหวนคืนสู่ความเป็นเช่นนั้นเอง โดยไม่ฝืนแทรกแซง '''บทที่ 65''' ผู้ที่ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจตามวิถีแห่งเต๋าในสมัยโบราณ ไม่ได้มุ่งเพิ่มพูนความรู้ แต่ฝึกให้จิตหวนคืนสู่ความเรียบง่ายไร้เล่ห์กล เหตุที่จิตไม่อาจสงบได้ ก็เนื่องจากการยึดติดในความรู้และความฉลาดมากเกินไป ดังนั้น หากใช้เพียงความรู้และความคิดมาปกครองอาณาจักรชีวิตแห่งตน ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ แต่หากดำรงอยู่ด้วยสภาวะรู้ที่พ้นจากการยึดติดในความคิด ย่อมนำมาซึ่งความสงบ การรู้ความแตกต่างของทั้งสองสิ่งนี้ คือหลักแห่งการดำเนินชีวิต และผู้ที่ดำรงอยู่ในหลักนี้ ย่อมเข้าถึงคุณธรรมอันล้ำลึก คุณธรรมอันล้ำลึกนี้ ยากจะเข้าใจและยากจะเข้าถึง เพราะดูเหมือนสวนทางกับสิ่งที่ผู้คนยึดถือ แต่ท้ายที่สุด สามารถนำชีวิตกลับสู่ความกลมกลืนอันยิ่งใหญ่ '''บทที่ 66''' เหตุที่มหาสมุทรเป็นราชาแห่งสายน้ำทั้งหลายได้ ก็เพราะยอมอยู่ต่ำกว่าสายน้ำทั้งปวงจึงสามารถรองรับทุกสายน้ำไว้ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น หากปรารถนาจะอยู่เหนือความคิดและอารมณ์ ย่อมต้องโอบรับโดยไม่ต่อต้าน หากปรารถนาจะรู้เท่าทันมัน ย่อมต้องตั้งมั่นอยู่กับสติ คอยเฝ้าดูอย่างสงบนิ่ง เมื่อสติตั้งมั่น ความคิดและอารมณ์ย่อมไม่ถูกกดทับ เมื่อรู้เท่าทันโดยไม่ต่อต้าน ความคิดและอารมณ์ก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน จึงค่อย ๆ คลี่คลายและหลอมรวมกลับคืนสู่ความสงบ เพราะไม่ต้านทานประสบการณ์ใด จึงไม่มีสิ่งใดก่อแรงต้านขึ้นภายในได้ '''บทที่ 67''' ผู้คนมักกล่าวว่า แนวทางการดำเนินชีวิตของข้าช่างล้ำลึกจนดูเหมือนใช้การไม่ได้ ก็เพราะมันล้ำลึกจึงดูเหมือนบกพร่อง หากมันเหมือนกับสิ่งที่ผู้คนยกย่องก็คงเป็นเพียงสิ่งตื้นเขินไปนานแล้ว ข้ามีสมบัติล้ำค่าสามประการที่ยึดถือไว้เสมอ ประการแรก คือความเมตตา ประการที่สอง คือความรู้จักพอ ประการที่สาม คือไม่หลงยึดติดในบทบาท เพราะมีเมตตา จึงกล้าหาญ เพราะรู้จักพอ จิตใจจึงเปิดกว้าง และเพราะไม่หลงยึดติดในบทบาท การดำรงอยู่จึงกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ทุกวันนี้ ผู้คนกลับละทิ้งความเมตตา แต่แสวงหาความกล้าหาญ ละทิ้งความรู้จักพอ แต่แสวงหาความเปิดกว้างทางจิตใจ ยึดติดในบทบาท แต่กลับต้องการดำรงอยู่อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ นี่คือหนทางแห่งความพินาศ ผู้ที่ต่อสู้ด้วยความเมตตาย่อมมีชัย ผู้ที่ปกป้องด้วยความเมตตาย่อมมั่นคง เมื่อฟ้าปรารถนาจะคุ้มครองผู้ใด ฟ้าย่อมโอบอุ้มเขาไว้ด้วยความเมตตา '''บทที่ 68''' ผู้รู้ที่แท้จริง ย่อมไม่โอ้อวดปัญญา ผู้ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจอย่างแท้จริง ย่อมไม่ถูกครอบงำด้วยความโกรธ ผู้ชนะกิเลสได้อย่างแท้จริง ย่อมไม่เปรียบเทียบแข่งขันกับสิ่งใด ผู้ที่นำพาผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ย่อมวางตนอยู่เบื้องล่าง นี่คือคุณธรรมแห่งการไม่ฝืนควบคุม คือศิลปะแห่งการประสานพลังกับสรรพสิ่ง คือการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ อันเป็นหลักสูงสุดที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ '''บทที่ 69''' ตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า ไม่กล้าเป็นเจ้าบ้าน แต่ขอเป็นผู้มาเยือน ไม่กล้าคืบหน้าหนึ่งนิ้ว แต่ยอมถอยหลังหนึ่งฟุต นี่คือการขยับโดยไม่เคลื่อนไหว คือการเตรียมพร้อมโดยไม่คุกคาม คือการเผชิญหน้าโดยไม่สร้างศัตรู คือการถืออาวุธโดยไม่คิดใช้ กล่าวคือ ไม่ตั้งใจบังคับสิ่งใด แต่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ ภัยอันยิ่งใหญ่ของจิตคือการขาดสติรู้ตัว เพราะเมื่อสติเลือนหาย แก่นแท้ภายในย่อมถูกกิเลสครอบงำ แต่ผู้ที่เผชิญหน้ากับตนเองด้วยความเมตตาย่อมเป็นผู้ได้รับชัยชนะ '''บทที่ 70''' คำพูดของข้านั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ทว่าผู้คนกลับยากจะเข้าใจและยากจะปฏิบัติตาม เพราะจิตยังติดอยู่ในโลกแห่งการตีความ แท้จริงแล้ว ทุกถ้อยคำมีสัจธรรมเป็นรากฐาน และทุกการกระทำมีแก่นแท้ภายในเป็นผู้นำ แต่ตราบใดที่ยังไม่หวนคืนสู่สัจธรรม ย่อมไม่อาจเข้าถึงความหมายอันแท้จริงได้ ผู้ที่เข้าใจจึงมีน้อย และผู้ที่ดำเนินตามยิ่งมีน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงดำรงตนอย่างเรียบง่าย แต่ภายในกลับเก็บรักษาปัญญาอันล้ำค่าไว้ ดุจหยกที่ซ่อนอยู่ในอก '''บทที่ 71''' การรู้เท่าทันการตีความของตน คือภาวะอันประเสริฐ การหลงคิดว่าการตีความคือความจริง คือโรคแห่งจิต ผู้รู้ย่อมเห็นการตีความ เป็นเพียงการตีความ ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จึงไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของมายาภาพทั้งปวง '''บทที่ 72''' เมื่อผู้คนไม่ตระหนักถึงผลของการดำเนินชีวิตที่ฝืนธรรมชาติ ความทุกข์อันใหญ่หลวงย่อมตามมา อย่าดูแคลนตนเอง อย่ารังเกียจต้นกำเนิดของชีวิต เมื่อไม่รังเกียจตนเอง ชีวิตก็ไม่กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงรู้จักตนเอง แต่ไม่โอ้อวดตน รักและถนอมตนเอง แต่ไม่ยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 73''' ความกล้าหาญที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ ย่อมนำไปสู่การสิ้นสุดสิ่งเก่า ความกล้าหาญที่จะปล่อยวางสิ่งเก่า ย่อมนำมาซึ่งชีพจรแห่งชีวิตใหม่ ทั้งสองล้วนมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับกาลและเหตุปัจจัย วิถีแห่งธรรมชาติยากที่ความคิดจะหยั่งถึง แต่ผู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของชีวิตตนเอง ย่อมชนะโดยไม่แก่งแย่ง ตอบสนองโดยไม่ต้องคำนวณ ทุกสิ่งปรากฏขึ้นเองโดยไม่ต้องเรียกร้อง และคลี่คลายไปอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องฝืนจัดการ สัจธรรมโอบอุ้มทุกสิ่งดุจตาข่ายอันกว้างใหญ่ แม้ดูโปร่งโล่ง แต่ไม่เคยปล่อยสิ่งใดให้หลุดพ้นไปได้ '''บทที่ 74''' เมื่อทุกปรากฏการณ์ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแปรเปลี่ยนไป เหตุใดจึงต้องหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง? เมื่อพยายามยึดสิ่งใดไว้ให้คงอยู่ หรือรีบกดข่มผลักไสสภาวะที่ไม่ปรารถนา ชีวิตย่อมไม่อาจดำเนินไปตามธรรมชาติได้ แท้จริงแล้ว ธรรมชาติมีจังหวะเวลาของมันเอง แต่ผู้ที่พยายามเร่งรัดหรือแทรกแซงให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจ เปรียบเสมือนผู้ที่แย่งขวานจากช่างไม้ผู้ชำนาญมาถากไม้เอง ซึ่งน้อยคนนักที่จะไม่บาดเจ็บจากคมขวานในมือตน '''บทที่ 75''' ที่จิตใจขาดพร่อง เพราะภาพที่เห็นกับความจริงที่เป็นนั้นต่างกันเกินไป จึงรู้สึกว่าตนเองไม่เคยดีพอ ที่อารมณ์แปรปรวน เพราะความคิดเข้าไปควบคุมและแทรกแซงทุกสิ่งที่เป็นมากเกินไป ที่ชีวิตหม่นหมอง เพราะมัวแสวงหาการยอมรับจากภายนอก จนละเลยการดูแลกายและใจของตนเอง ผู้ที่ไม่หมกมุ่นกับการทำชีวิตให้สมบูรณ์ตามค่านิยมของโลก ย่อมเข้าถึงคุณค่าของชีวิตได้ลึกซึ้งกว่าผู้ที่รักและหวงแหนชีวิตด้วยความหวาดกลัว '''บทที่ 76''' ยามมีชีวิต กายย่อมอ่อนนุ่ม ยามตาย กายย่อมแข็งทื่อ พืชพรรณเมื่อยังมีชีวิตย่อมอ่อนลู่ แต่เมื่อเหี่ยวแห้งกลับแข็งและเปราะ ดังนั้น ความแข็งกร้าวจึงเป็นพวกพ้องของความตาย ส่วนความอ่อนโยนและยืดหยุ่นเป็นพวกพ้องของชีวิต จิตใจที่แข็งกระด้างย่อมแตกสลายในที่สุด ดุจต้นไม้ที่แข็งเกินไปย่อมหักลง ผู้ที่ยึดมั่นในความแข็งกร้าวย่อมเดินสู่ความเสื่อม ส่วนผู้ที่อ่อนโยนและยืดหยุ่น ย่อมดำรงอยู่บนหนทางแห่งชีวิต '''บทที่ 77''' การปรับสมดุลของธรรมชาติ อุปมาดั่งการขึงคันธนู ส่วนที่สูงเกินไปย่อมถูกกดลง ส่วนที่ต่ำเกินไปย่อมถูกยกขึ้น สิ่งที่มากย่อมถูกลดทอน สิ่งที่พร่องย่อมได้รับการเติมเต็ม นี่คือวิถีแห่งธรรมชาติ แต่วิถีแห่งอัตตากลับตรงกันข้าม มันพรากพลังจากส่วนที่ขาดพร่อง ไปหล่อเลี้ยงความโลภ ความยึดมั่น และความต้องการที่มีอยู่เกินพอดี ใครบ้างที่จะนำสิ่งที่ตนมีเหลือเฟือมาแบ่งปันแก่โลก? มีเพียงผู้ที่มีเต๋าสถิตอยู่ภายในเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกระทำโดยไม่ยึดครอง สร้างความสำเร็จโดยไม่ครอบครอง และไม่ปรารถนาที่จะยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 78''' ไม่มีสิ่งใดอ่อนโยนและยืดหยุ่นไปกว่าน้ำ แต่เมื่อต้องคลี่คลายสิ่งที่แข็งกระด้าง ก็ไม่มีสิ่งใดเหนือไปกว่าน้ำเพราะไม่มีสิ่งใดทดแทนคุณสมบัตินี้ได้ ความอ่อนโยนย่อมเอาชนะความแข็งกร้าว ความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้าง ทุกคนต่างรู้ความจริงข้อนี้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ดำเนินชีวิตได้ตามนั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกล่าวว่า ผู้ที่ยอมรับด้านที่ไม่น่าปรารถนาของชีวิตได้ ย่อมเป็นหลักอันมั่นคงแก่ชีวิตตนเอง ผู้ที่ยอมรับความทุกข์และเคราะห์ร้ายได้ ย่อมเป็นนายเหนือชีวิตของตนเอง คำจริง มักฟังดูราวกับย้อนแย้ง '''บทที่ 79''' การพยายามสะกดกลั้นความขุ่นเคือง ย่อมหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจ็บปวดไว้ในใจ แล้วจะเรียกว่าคลี่คลายได้อย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงมุ่งขัดเกลาจิตใจของตน โดยไม่คอยเรียกร้องหรือตำหนิผู้อื่น จิตที่มีปัญญาญาณย่อมทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ส่วนจิตที่ถูกอัตตาครอบงำ ย่อมคอยจับผิดและเรียกร้องจากผู้อื่นอยู่เสมอ กฎแห่งธรรมชาติย่อมเที่ยงตรง ไม่ลำเอียง และย่อมเกื้อหนุนผู้ที่ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรมอยู่เสมอ '''บทที่ 80''' ชีวิตที่เรียบง่ายและไม่วุ่นวาย แม้มีสิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา จิตใจย่อมอิ่มเต็มในปัจจุบันขณะ ไม่ดิ้นรนแสวงหาความสุขจากภายนอก ความทะยานอยากและการปกป้องตัวตนจึงค่อย ๆ สลายไป เหลือเพียงการดำรงอยู่อย่างเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ พึงพอใจในสิ่งที่กิน เห็นความงามในสิ่งที่สวม สงบในที่ที่ตนอาศัย และยินดีในวิถีชีวิตของตน แม้โลกอันกว้างใหญ่จะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมถึง ก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตาม เพียงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต '''บทที่ 81''' ถ้อยคำที่จริงแท้ มักไม่หวือหวา ถ้อยคำที่หวือหวา มักไม่จริงแท้ ผู้เข้าถึงความจริง ย่อมไม่มัวโต้แย้ง ผู้ที่มัวโต้แย้ง ย่อมยังไม่เข้าถึงความจริง ผู้รู้แจ้ง ไม่ใช่ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ใช่ว่าจะรู้แจ้ง ผู้รู้ไม่สะสมเพื่อตนเอง ยิ่งเกื้อกูลผู้อื่น ตนเองยิ่งอุดมสมบูรณ์ ยิ่งแบ่งปันแก่ผู้อื่น ตนเองยิ่งเต็มเปี่ยม วิถีแห่งเต๋า คือการเกื้อกูลโดยไม่เบียดเบียน วิถีแห่งผู้รู้ คือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องแข่งกับใคร qqm2v0rkwvsi10ihkz3a437hfy044ke 295054 295052 2026-08-22T05:50:51Z Pandadah 12242 295054 wikitext text/x-wiki {{ลบ|[[วิกิซอร์ซ:นโยบายการลบ#หลักเกณฑ์การลบทันที|ท5 – นอกเหนือขอบเขต]] (เนื่องจากเป็น [[วิกิซอร์ซ:วิกิซอร์ซมีอะไรได้บ้าง#งานที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง]])}} เดินตามเต๋า เรียบเรียงจาก 《道德經》 โดย [[ผู้สร้างสรรค์:ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์|ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์]] © 2026 · CC BY-SA 4.0 เดินตามเต๋า เป็นงานเรียบเรียงและตีความ เต้าเต๋อจิง ในฐานะแนวทางของการฝึกฝนจิตใจ ชวนให้ผู้อ่านหันกลับมาสังเกตตนเอง เรียนรู้ธรรมชาติของจิต และค่อย ๆ ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติของเต๋า เนื่องจากต้นฉบับเต็มไปด้วยสำนวน ภาษา และบริบทของยุคสมัย งานเรียบเรียงฉบับนี้จึงไม่ได้มุ่งรักษารูปประโยคเดิมทุกถ้อยคำ แต่เลือกถ่ายทอดแก่นความหมายด้วยภาษาร่วมสมัย พร้อมเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับการฝึกฝนจิตใจ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงสาระของเต้าเต๋อจิงได้ง่ายขึ้น และนำไปใคร่ครวญผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน งานเรียบเรียงนี้ไม่ได้อ้างว่าเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องที่สุดของเต้าเต๋อจิง แต่เป็นเพียงความเข้าใจและการตีความของผู้เรียบเรียง หากมีส่วนใดคลาดเคลื่อน ย่อมเป็นข้อจำกัดของผู้เรียบเรียงแต่เพียงผู้เดียว '''บทที่ 1''' สัจธรรมที่สามารถกล่าวถึงได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสัจธรรม ไม่ใช่ตัวของสัจธรรม นามที่สามารถเรียกขานได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสิ่งนั้น ไม่ใช่ตัวของสิ่งนั้น “ความว่าง” คือชื่อที่ใช้เรียกจุดกำเนิดแห่งฟ้าดิน “ความมี” คือชื่อที่ใช้เรียกมารดาแห่งสรรพสิ่ง ดังนั้น เมื่อสถิตอยู่ในภาวะไร้ตัวตน ย่อมประจักษ์ถึงแก่นแท้อันลึกล้ำ เมื่อสถิตอยู่ในภาวะมีตัวตน ย่อมมองเห็นรูปปรากฏและขอบเขตของสรรพสิ่ง แท้จริงแล้ว ทั้งสองกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน เพียงแต่ถูกเรียกขานด้วยนามที่ต่างกัน ความเป็นหนึ่งซึ่งเผยออกมาเป็นความต่างนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเร้นลับ” ความเร้นลับซ้อนเร้นลับลงไปอีก คือประตูสู่ความมหัศจรรย์ทั้งปวง '''บทที่ 2''' เมื่อความงามถูกนิยาม ความน่าเกลียดก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อความดีถูกนิยาม ความชั่วก็ถือกำเนิดขึ้น เพราะความมีและความไม่มีต่างให้กำเนิดซึ่งกันและกัน ความยากและความง่ายต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ความยาวและความสั้นต่างอาศัยกันเพื่อให้ปรากฏ ความสูงและความต่ำต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน เสียงทุ้มและเสียงแหลมต่างสอดประสานซึ่งกันและกัน เบื้องหน้าและเบื้องหลังต่างติดตามซึ่งกันและกัน สรรพสิ่งล้วนดำเนินไปเช่นนี้เสมอ ผู้รู้จึงขับเคลื่อนชีวิตจากแก่นแท้ภายใน กระทำเต็มที่โดยไร้ใจที่ยึดติด เกื้อหนุนให้สรรพสิ่งเติบโต แต่ไม่เข้าครอบงำ สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ แต่ไม่ยึดถือว่าเป็นของตน ลงมือกระทำ แต่ไม่ยึดมั่นในผลงาน เมื่อการงานสำเร็จแล้ว ก็ไม่ยึดติดในความสำเร็จนั้น และเพราะไม่ยึดติดในความสำเร็จ ความสำเร็จนั้นจึงไม่เคยจากไป '''บทที่ 3''' ไม่ยกย่องผู้ใดจนเกินพอดี เพราะการเปรียบเทียบย่อมนำไปสู่การแข่งขัน ไม่ให้คุณค่าสิ่งใดจนเกินพอดี เพราะความยึดมั่นย่อมก่อให้เกิดความโลภ ไม่ปล่อยใจไหลตามความอยาก เพราะตัณหาย่อมทำให้จิตใจว้าวุ่น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงฝึกจิตให้หวนคืนสู่สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ ปล่อยวางกิเลส อัตตา และความฟุ้งซ่าน กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ลดความทะยานอยาก หล่อเลี้ยงแก่นแท้ภายในด้วยความเรียบง่ายและความสงบ เมื่อวางความยึดมั่นในตัวตน การกระทำย่อมสอดคล้องกับธรรมชาติ และชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสงบสุข '''บทที่ 4''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ เมื่อน้อมมาดำเนินชีวิตย่อมเป็นพลังที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ล้ำลึกดุจหุบเหวไร้ก้นราวกับเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง หากปรารถนาจะพบสภาวะนี้ในใจตน จงฝนความแหลมคมของตนให้มนลง ละวางอัตตา ความดื้อรั้น และความต้องการเอาชนะ คลี่คลายปมที่ร้อยรัดจิตใจ ปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่าน อารมณ์ รอยจำ และพันธะที่เหนี่ยวรั้งภายใน หลอมรวมผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ให้เป็นหนึ่งเดียว จนไม่เหลือเส้นแบ่งระหว่างผู้สังเกตกับประสบการณ์ ปล่อยให้การรู้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จนก้าวข้ามทั้งผู้รู้และผู้หลง เหลือเพียงการดำรงอยู่ที่เป็นไปเอง สภาวะนี้ใสกระจ่างและสงบนิ่งยิ่งนัก ราวกับดำรงอยู่อย่างเป็นอมตะในความว่างอันลึกซึ้ง ข้าไม่อาจรู้ได้ว่ามันกำเนิดมาจากสิ่งใด เพราะมันดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง ก่อนความคิดการตีความทั้งหลายจะถือกำเนิด และก่อนแม้แต่แนวคิดเรื่องพระผู้สร้างหรือเทพเจ้าองค์แรกเสียอีก '''บทที่ 5''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ไร้ความลำเอียง ปล่อยให้ทุกปรากฏการณ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป โดยไม่ยึดไว้หรือผลักไส ผู้รู้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ท่านมองเห็นความคิด อารมณ์ การตีความ เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป โดยไม่เข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน พื้นที่ว่างภายในจิตใจของท่านเปรียบดั่งเครื่องสูบลม แม้ภายในจะว่างเปล่า แต่กลับไม่เคยเหือดแห้ง ยิ่งสงบนิ่งเท่าไร พลังแห่งชีวิตก็ยิ่งไหลเวียน และปัญญาญาณก็ยิ่งเผยตัว การแสวงหาความรู้ภายนอกและการคิดตีความไม่รู้จบ มีแต่จะทำให้กายและใจเหนื่อยล้า ไม่สู้กลับมารักษาศูนย์กลางภายใน ด้วยการอยู่กับลมหายใจและความรู้ตัวในปัจจุบัน '''บทที่ 6''' จิตเดิมแท้นั้นไม่มีวันดับสูญ เป็นสภาวะที่ให้กำเนิดทุกประสบการณ์ภายใน และรองรับสภาวะคู่ตรงข้ามทั้งปวงโดยไม่เอนเอียงไปข้างใด สภาวะนี้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แผ่วเบา ละเอียดอ่อนราวกับไม่มีอยู่ แต่กลับเป็นต้นธารแห่งพลังชีวิต เมื่อดำรงอยู่ในจิตเดิมแท้ การกระทำทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลื่นไหล สอดคล้องกับครรลองแห่งเต๋าโดยไม่ต้องฝืนหรือบังคับแม้แต่น้อย '''บทที่ 7''' จิตเดิมแท้ดำรงอยู่นิจนิรันดร์ เหตุที่สภาวะนี้มั่นคงและยืนยง ก็เพราะมันไม่สร้างตัวตนขึ้นมาเพื่อปรนเปรอตนเอง จึงคงความสดใหม่โดยไม่ถูกจำกัดด้วยการเกิดหรือการดับ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ปล่อยให้ชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความคิด แต่หวนคืนสู่แก่นแท้ก่อนสิ่งอื่นใด เมื่อไม่ยึดมั่นในตัวตน จึงไม่มีสิ่งใดต้องคอยปกป้อง เมื่อไม่แสวงหาการดำรงอยู่ จึงดำรงอยู่อย่างแท้จริงและมั่นคง ไม่ใช่เพราะไร้ความหมกมุ่นในตัวตนหรอกหรือ การดำรงอยู่ที่แท้จริงจึงเผยตัวขึ้นเอง '''บทที่ 8''' สภาวะจิตเดิมแท้เปรียบดั่งสายน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงทุกสิ่งโดยไม่เรียกร้อง ไม่เปรียบเทียบและไม่แข่งขัน ยอมไหลสู่ที่ต่ำอย่างเป็นธรรมชาติจึงสอดคล้องกับเต๋า ผู้ที่ขัดเกลาจิตใจอยู่เสมอ ย่อมตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ใจลึก สงบ เปิดกว้าง ดูแลตนเองและผู้อื่นด้วยความเมตตา พูดด้วยความจริงใจ กระทำตามศักยภาพของตน และรู้จักจังหวะที่ควรนิ่งและควรเคลื่อนไหว เมื่อไม่แข่งขันกับชีวิต จิตย่อมเป็นอิสระจากความทุกข์ '''บทที่ 9''' สิ่งที่ถูกยึดไว้และเติมจนล้นย่อมเสียสมดุล ไม่สู้รู้จักหยุดแต่พอดี สิ่งที่ถูกทำให้สมบูรณ์แบบจนเกินไปย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน แม้ภายในจะเปี่ยมไปด้วยความรู้และความดีงาม แต่หากเข้าไปยึดถือ สิ่งที่เคยเป็นคุณก็อาจกลับกลายเป็นโทษได้ เมื่อเกิดความสำคัญตน ยกตนว่าพิเศษหรือต่ำต้อยกว่าผู้อื่น ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเอง ผู้รู้จึงเพียงทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เมื่อสิ่งนั้นสำเร็จแล้วก็วางลง ไม่ยึดครอง ไม่ยึดติด และไม่สร้างตัวตนจากสิ่งที่ทำ นี่คือครรลองแห่งเต๋า '''บทที่ 10''' ยามกายและใจเคลื่อนไหว สามารถประคองความรู้ตัวไว้โดยไม่หลงไปกับตัวตนได้หรือไม่? ยามกายและใจผ่อนคลายถึงที่สุด สามารถหวนคืนสู่ความบริสุทธิ์ดุจทารกแรกเกิดได้หรือไม่? ยามเผชิญความคิด อารมณ์ และความเปลี่ยนแปลงของชีวิต สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ปล่อยให้มันครอบงำได้หรือไม่? ยามรู้แจ้งความจริง สามารถเคารพวิถีของทุกสิ่งโดยไม่เข้าไปควบคุมหรือแทรกแซงได้หรือไม่? สร้างสรรค์แต่ไม่ยึดถือ เกื้อหนุนแต่ไม่ครอบครอง กระทำแต่ไม่ยึดติด นำทางแต่ไม่บงการ สภาวะเช่นนี้เองคือ คุณธรรมอันล้ำลึก '''บทที่ 11''' ซี่ล้อสามสิบซี่มาบรรจบกันที่ดุมล้อ แต่เป็นเพราะความว่างตรงกลางดุมนั้น ล้อจึงหมุนและใช้งานได้ ปั้นดินเหนียวขึ้นเป็นภาชนะ แต่เป็นเพราะความว่างภายใน ภาชนะจึงใช้บรรจุสิ่งต่าง ๆ ได้ เจาะประตูและหน้าต่างเพื่อสร้างบ้าน แต่เป็นเพราะพื้นที่ว่างภายใน บ้านจึงเป็นที่อยู่อาศัยได้ ดังนั้น สิ่งที่มีรูปร่างทำให้เกิดรูปทรง แต่ความว่างต่างหากที่ทำให้สิ่งนั้นใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง '''บทที่ 12''' การหลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอก กระแสนิยม และภาพลักษณ์ ทำให้สายตาหม่นมัวจนมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ การหมกมุ่นอยู่กับคำสรรเสริญ คำตำหนิ และเสียงซุบซิบนินทา ทำให้การรับฟังหม่นมัว จนไม่ได้ยินเสียงแห่งปัญญาภายใน การแสวงหาความสุขจากรสชาติ ความฟุ่มเฟือย และการตามใจความอยาก ทำให้จิตไม่อาจอิ่มเอมกับความเรียบง่ายของชีวิต การหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขัน การเอาชนะ อำนาจ และชื่อเสียง ทำให้จิตใจว้าวุ่น สูญเสียความสงบ และหลงลืมศูนย์กลางภายใน การยึดติดในทรัพย์สมบัติ วัตถุนิยม และสถานะทางสังคม ทำให้ชีวิตหันเหออกจากแก่นแท้ภายใน ไปไล่ตามคุณค่าที่โลกภายนอกกำหนด ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงเลือกใช้ชีวิตโดยอิงจากความจำเป็นที่แท้จริง จึงละสิ่งนั้นและเลือกสิ่งนี้ '''บทที่ 13''' การแสวงหาการยอมรับจากภายนอกทำลายความสงบสุขในจิตใจ ยิ่งคิดตีความมากเท่าไร ยิ่งนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวงมากเท่านั้น เหตุใดการแสวงหาการยอมรับจากภายนอกจึงทำลายความสงบสุขในจิตใจ? เพราะเมื่อแสวงหาคำชื่นชม จิตใจย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของคำพูด เมื่อได้รับก็ยินดี เมื่อถูกตำหนิก็หวั่นไหว จิตจึงขึ้นลงไปตามเสียงของผู้อื่น และไม่อาจตั้งมั่นอยู่กับความจริงภายในได้ เหตุใดการคิดตีความจึงนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวง? ความทุกข์ทั้งปวงเกิดจากการตีกรอบขังตนเองไว้ในนามสมมติ เมื่อทลายกำแพงแห่งความเห็นผิดได้แล้ว ความทุกข์จะตั้งอยู่ที่ใดได้อีก? ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เข้าใจและเคารพจังหวะขึ้นลงของชีวิต ย่อมประคองจิตใจให้มั่นคงได้ในทุกสถานการณ์ และผู้ที่โอบรับทุกประสบการณ์ของชีวิต ย่อมเข้าถึงความสงบเย็นอันแท้จริงภายในตนเอง '''บทที่ 14''' มองดูแต่ไม่เห็น เรียกว่า ไร้รูป ฟังดูแต่ไม่ได้ยิน เรียกว่า ไร้เสียง ไขว่คว้าแต่ไม่อาจจับต้อง เรียกว่า ไร้สัมผัส ทั้งสามไม่อาจไล่เลียงสืบสาวด้วยตรรกะ จึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เบื้องบนไม่สว่าง เบื้องล่างไม่มืด ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ไร้ชื่อ ไร้ขอบเขต และหวนคืนสู่ความว่าง นี่คือรูปที่ไร้รูป คือลักษณะของสิ่งที่ไร้ลักษณะ คือความเป็นหนึ่งเดียวที่ไร้เส้นแบ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดเริ่มต้น เมื่อตามหลังมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดสิ้นสุด จงตั้งมั่นอยู่กับจิตดั้งเดิม แล้วเฝ้ามองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อหวนคืนสู่จิตก่อนการปรุงแต่ง ย่อมเข้าถึงระเบียบอันลึกซึ้งของเต๋า อันเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 15''' ผู้ที่หวนคืนสู่เต๋าย่อมสงบนิ่ง ละเอียดอ่อน และไม่เร่งร้อน ระมัดระวังแต่ไม่หวาดกลัว อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ เรียบง่ายแต่ไม่ว่างเปล่า เปิดกว้างแต่ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตขุ่นมัวก็ไม่รีบจัดการ เพียงปล่อยให้ความสงบนำพาจนความกระจ่างเกิดขึ้นเอง เมื่อชีวิตยังไม่พร้อมก็ไม่เร่งเร้า เพียงดำรงอยู่กับเหตุปัจจัย ความงอกงามก็ค่อย ๆ ผลิบาน เพราะไม่แสวงหาความสมบูรณ์แบบตามภาพที่อัตตาสร้างขึ้น จึงสามารถอยู่กับความจริงที่ปรากฏตรงหน้าได้อย่างเรียบง่าย '''บทที่ 16''' ทำจิตให้ว่างถึงที่สุด รักษาความสงบไว้อย่างมั่นคง แม้ความคิด อารมณ์ และสิ่งเร้าสารพัดจะพรั่งพรูขึ้นมา ก็เพียงเฝ้ามองการเกิดขึ้นและดับไปของมัน เรื่องราวนับไม่ถ้วนในโลก ล้วนเกิดขึ้นแล้วหวนคืนสู่รากฐานเดิม เช่นเดียวกับความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป การหวนคืนสู่รากฐานเดิม คือความสงบ ความสงบ คือการหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม การหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม คือความเป็นนิรันดร์ และการรู้จักความเป็นนิรันดร์ คือความรู้แจ้ง ผู้ที่ไม่รู้ความจริงนี้ย่อมหลงไปตามการปรุงแต่งของจิตและก่อทุกข์ให้แก่ตนเอง ส่วนผู้ที่รู้แจ้ง ย่อมมีจิตใจกว้างขวาง ปราศจากอคติ และดำรงอยู่เหนือโลกแห่งถ้อยคำและการตีความ เมื่อจิตสอดคล้องกับธรรมชาติเดิม ก็ย่อมสอดคล้องกับเต๋า และเมื่อสอดคล้องกับเต๋า การดำรงอยู่ย่อมดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน '''บทที่ 17''' ผู้ที่สอดคล้องกับเต๋าอย่างสมบูรณ์ย่อมดำรงอยู่ด้วยจิตที่สงบนิ่ง เรียบง่าย และเป็นธรรมชาติจนไม่รู้สึกว่ามีตัวตนให้ยึดถือ รองลงมา คือผู้ที่ยังยินดีในความสงบ ความสุข และสภาวะอันละเอียดอ่อน แม้จะประณีตเพียงใด ก็ยังมีผู้เสพคอยยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นของตน รองลงมา คือผู้ที่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ การควบคุม และความพยายามขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ เพราะยังกลัวความผิดพลาดและการหลงทาง รองลงมา คือผู้ที่ปล่อยใจไปตามแรงปรุงแต่ง แล้วจึงย้อนกลับมาต่อต้าน ตำหนิ หรือเกลียดชังตนเอง วนเวียนอยู่ในความขัดแย้งไม่รู้จบ เมื่อขาดความไว้วางใจในธรรมชาติเดิมของตน ความไม่ไว้วางใจในชีวิตก็ย่อมเกิดขึ้น จงผ่อนคลาย ปล่อยวาง และหยุดไล่ตามความคิด เมื่อกายและใจกลับคืนสู่ความสงบ จะเห็นเองว่าความคิด ความรู้สึก และทุกปรากฏการณ์ ล้วนเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุม '''บทที่ 18''' เมื่อจิตเดิมแท้ถูกบดบัง ความดีงามที่เคยไหลออกมาอย่างเป็นธรรมชาติก็กลายเป็นความพยายามที่จะเป็นคนดีและมีคุณธรรม เมื่อความคิดอันชาญฉลาดของอัตตาเข้าครอบงำ การวางแผน คิดคำนวณ และการพยายามเป็นใครสักคนที่สำคัญก็เริ่มขึ้น เมื่อกายและใจขัดแย้งกัน มนุษย์จึงพยายามควบคุม กดข่ม และบังคับตนเองให้เป็นไปตามภาพของความดีงามที่คิดว่าถูกต้อง เมื่อจิตใจว้าวุ่นและหลงทางถึงที่สุด มนุษย์จึงแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ อุดมการณ์ หรือความคิดบางอย่าง เพื่อยึดไว้เป็นที่พึ่งของตน '''บทที่ 19''' ละวางการตีความและแยกออกจากกระแสความคิด แล้วการรับรู้ภายในจะเผยตัวอย่างเต็มที่ ละวางความพยายามที่จะเป็นคนดีมีคุณธรรม แล้วกายและใจจะค่อย ๆ กลับคืนสู่ความดีงามตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายาม ละวางเล่ห์เหลี่ยมและความคาดหวังในผลลัพธ์ แล้วความหวาดระแวงและความกลัวที่จะสูญเสียก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป แต่เพียงการละวางเท่านั้นยังไม่พอ พึงยึดถือความเรียบง่ายเป็นแนวทางของชีวิต หวนคืนสู่ความสมถะ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ซื่อตรงต่อธรรมชาติเดิมของตนเอง โดยไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์เพื่อแสวงหาการยอมรับ ลดความฟุ้งซ่าน ละความอยากที่เกินจำเป็น แล้วปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามจังหวะของมันเอง '''บทที่ 20''' “ใช่” กับ “ไม่ใช่” ต่างกันเพียงใด? “ดี” กับ “แย่” แตกต่างกันจริงหรือ? เมื่อจิตหลงยึดติดในโลกแห่งการแบ่งแยก ความกลัวของอัตตาย่อมกลายเป็นความกลัวของตนเอง และความคิดก็ไหลวนไม่รู้จบ ผู้คนแสวงหาความสุขจากสิ่งภายนอก ส่วนข้ากลับเลือกดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ปล่อยให้ชีวิตเป็นไป ไม่ยึดติดในบทบาทหรือภาพลักษณ์ใด แม้จะดูไร้จุดหมายในสายตาผู้คน แต่ภายในกลับเป็นอิสระ ผู้คนภาคภูมิใจในความรู้ ส่วนข้ายอมรับความไม่รู้ จิตจึงสงบนิ่ง กว้างใหญ่ และไม่ไหวเอนไปตามกระแสของโลก ผู้คนต่างมีสิ่งให้ยึดถือ ส่วนข้าไม่ยึดถือสิ่งใด หวนคืนสู่ธรรมชาติเดิมของตนเองอันเป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 21''' คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ย่อมเผยออกมาจากจิตเดิมแท้ เมื่อกล่าวถึงจิตเดิมแท้ในฐานะสิ่งหนึ่งสิ่งใด มันกลับเลือนรางและไม่อาจจับต้องได้ แต่ภายในความเลือนรางนั้นกลับเป็นต้นกำเนิดของทุกปรากฏการณ์ แม้มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่ภายในกลับอุดมด้วยศักยภาพแห่งการก่อกำเนิดสรรพสิ่ง ในความลุ่มลึกอันเงียบงัน มีแก่นแท้แห่งความจริงซ่อนอยู่ เป็นความจริงที่ไม่แปรเปลี่ยนและเปี่ยมด้วยปัญญาญาณ นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน จิตเดิมแท้ไม่เคยดับสูญ มันดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา เป็นดั่งประจักษ์พยานที่เฝ้ามองการกำเนิดและความเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง ข้ารู้จักต้นกำเนิดของสรรพสิ่งได้อย่างไร? ก็ด้วยการหวนกลับมาสถิตอยู่ในจิตเดิมแท้นี้เอง '''บทที่ 22''' ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม ยอมเผชิญกับด้านมืด จึงกลับคืนสู่ความสมดุล ยอมปล่อยวางตัวตน จึงดำรงอยู่ยาวนาน ยอมสละสิ่งเก่า จึงได้รับสิ่งใหม่ ยอมมีน้อย จึงได้รับมาก แต่ผู้ที่สะสมมากเกินไป ย่อมหลงทางและสับสน ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงตั้งมั่นอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวกับปัจจุบัน และไม่ไหลไปตามกระแสของโลก เพราะไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง จึงมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแจ่มชัด เพราะไม่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ จึงเป็นที่ยอมรับ เพราะไม่อวดอ้างผลงาน จึงสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เพราะไม่ยึดติดในเกียรติยศหรือความสำเร็จ จึงดำรงอยู่อย่างมั่นคง เพราะไม่พยายามควบคุมชีวิต จึงเบิกบานอยู่บนเส้นทางชีวิตโดยไร้ข้อจำกัด และโลกทั้งใบก็ไม่อาจควบคุมเขาได้เช่นกัน คำโบราณที่กล่าวว่า “ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม” หาใช่ถ้อยคำเลื่อนลอยไม่ แต่คือสัจธรรมที่เมื่อเข้าใจแล้ว ทุกสิ่งย่อมหวนคืนสู่ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ '''บทที่ 23''' ความสงบภายในคือวิถีแห่งธรรมชาติ ลมพายุไม่อาจพัดโหมได้ตลอดเช้า ฝนที่กระหน่ำก็ไม่อาจตกได้ตลอดวัน ธรรมชาติสอนเราว่า ทุกสิ่งล้วนมีจังหวะของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป การต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่จะทำให้ความทุกข์ยืดเยื้อ เมื่อจิตสอดคล้องกับเต๋า ชีวิตย่อมไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อจิตสอดคล้องกับคุณธรรม ความดีงามย่อมผลิบานออกมาเอง แต่เมื่อจิตหมกมุ่นอยู่กับความกลัว ความยึดติด และความสูญเสีย สิ่งเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ กลายเป็นกรอบการมองโลกที่เราอาศัยอยู่ ดังนั้น จงระวังสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจ เพราะสิ่งนั้นจะค่อย ๆ หล่อหลอมชีวิตของเรา และเมื่อเราไม่ไว้วางใจในธรรมชาติของชีวิต ความหวาดระแวงก็จะเข้ามาแทนที่ '''บทที่ 24''' ผู้ที่เร่งรีบเกินไป ย่อมไปได้ไม่ไกล ผู้ที่ฝืนธรรมชาติของตน ย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ผู้ที่มองเห็นแต่ตนเอง ย่อมมองไม่เห็นความจริงทั้งหมด ผู้ที่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ ย่อมยากจะได้รับการยอมรับ ผู้ที่อวดอ้างผลงานของตน ย่อมไม่อาจสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เมื่อมองจากวิถีแห่งเต๋า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนเกินที่เกิดจากอัตตา เปรียบดังภาระที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ผู้ที่ดำรงอยู่ในเต๋าจึงไม่ยึดถือหรือหล่อเลี้ยงสิ่งเหล่านี้ '''บทที่ 25''' มีสภาวะหนึ่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง ดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง มันสงบนิ่ง ว่างเปล่า และเป็นอิสระ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้า แต่แผ่ซึมอยู่ในทุกปรากฏการณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง ยากจะหาถ้อยคำมาอธิบาย จึงขอเรียกสภาวะนี้ว่า จิตเดิมแท้ และหากจะฝืนตั้งชื่ออีกประการหนึ่ง ก็อาจเรียกว่า ความยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่นี้ย่อมแผ่ขยายอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อขยายออกไปจนสุด ย่อมหวนกลับคืนสู่ต้นกำเนิดเดิม จิตเดิมแท้ย่อมยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ ธรรมชาติ และสภาวะรู้ ทั้งหมดล้วนดำรงอยู่ในความจริงเดียวกัน สภาวะรู้บริสุทธิ์อาศัยโลกแห่งการแบ่งแยกในการรับรู้ โลกแห่งการแบ่งแยกอาศัยปรากฏการณ์ในการปรากฏ ปรากฏการณ์อาศัยจิตเดิมแท้ในการดำรงอยู่ และจิตเดิมแท้ก็ดำรงอยู่ตามความเป็นไปเองแห่งธรรมชาติ '''บทที่ 26''' ความมั่นคงเป็นรากฐานของความผ่อนคลาย ความสงบเย็นเป็นนายเหนือความปั่นป่วน ด้วยเหตุนี้ ผู้ประคองสติรู้ตัว แม้ต้องดำเนินกิจธุระตลอดทั้งวัน ก็ไม่เคยละทิ้งฐานแห่งความมั่นคงภายใน แม้ถูกรายล้อมด้วยสิ่งเร้าอันน่าหลงใหล ก็ยังคงสงบนิ่งและเท่าทัน ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามสิ่งเหล่านั้น แล้วเหตุใดจิตซึ่งเป็นประธานของชีวิต จึงปล่อยให้ตนเองไหลไปตามกระแสของโลกภายนอก เมื่อจิตไหลตามสิ่งเร้ามากเกินไป ย่อมสูญเสียความมั่นคงภายใน เมื่อจิตปล่อยให้ความวิตกกังวลครอบงำ ย่อมสูญเสียความสงบเย็น '''บทที่ 27''' การกระทำที่ดี ไม่ทิ้งร่องรอยให้ยึดติด วาจาที่ดี ไม่เปิดช่องให้เกิดความขัดแย้ง การจัดการที่ดี ไม่หวังพึ่งพาผลลัพธ์ การปกป้องที่ดี ไม่ต้องอาศัยเครื่องพันธนาการ แต่มั่นคงจนไม่มีสิ่งใดแทรกผ่านได้ ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ต้องอาศัยข้อผูกมัด แต่กลับผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ทอดทิ้งแม้แต่เสี้ยวส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่มองข้ามแม้แต่สถานการณ์เดียวในชีวิต ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่เรียนรู้และเกื้อกูลกันได้ นี่คือปัญญาญาณอันแจ่มชัด ดังนั้น คนดีจึงเป็นครูของคนเลว และคนเลวก็เป็นบทเรียนของคนดี ในฐานะผู้ที่พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา หากไม่เห็นคุณค่าของครู และไม่เห็นคุณค่าของบทเรียน ต่อให้คิดว่าตนเองฉลาดเพียงใด ก็ยังคงหลงอยู่ในความมืดบอด นี่คือหัวใจแห่งสัจธรรมอันลึกซึ้ง '''บทที่ 28''' รู้จักความแข็งแกร่ง แต่เลือกความอ่อนโยน รู้จักความสว่าง แต่ไม่รังเกียจความมืด รู้จักเกียรติยศ แต่ยังคงความถ่อมตน ผู้ที่ดำรงอยู่เช่นนี้ ย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายอันเป็นธรรมชาติ เมื่อความเรียบง่ายถูกแบ่งแยก จึงเกิดบทบาท หน้าที่ และรูปแบบทั้งหลาย แต่ผู้รู้ใช้สิ่งเหล่านั้นโดยไม่ยึดติด เพราะฉะนั้น การจัดการที่ยิ่งใหญ่จึงไม่ใช่การตัดแบ่ง แต่เป็นการมองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวที่ซ่อนอยู่ในทุกความแตกต่าง '''บทที่ 29''' ผู้ใดคิดจะควบคุมชีวิตของตนเอง ด้วยการบังคับให้เป็นไปตามความต้องการ ย่อมไม่มีวันเข้าถึงความสงบที่แท้จริง ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าจะควบคุมหรือละเลยได้ ยิ่งฝืนจัดการ ชีวิตยิ่งพัง ยิ่งยึดมั่นถือมั่น ใจยิ่งสูญเสีย ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงปล่อยให้ชีวิตเกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ สมดุลภายในจึงไม่พังทลาย และเพราะไม่ยึดติดในสภาวะใด ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ความเป็นอิสระจึงเคยไม่สูญหาย แท้จริงแล้วชีวิตย่อมมีจังหวะของมันเอง มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา บางวันมีพลัง บางวันหดหู่ บางช่วงรุ่งเรือง บางช่วงซบเซา ผู้รู้จึงละทิ้งความสุดโต่ง ไม่ยึดติดกับสภาวะใด ไม่ฝืนให้ชีวิตต้องเป็นอย่างที่ต้องการ และประคองใจให้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสงบ '''บทที่ 30''' ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋า ย่อมไม่ใช้การกดข่มความรู้สึก หรือด่าทอตนเอง เพราะความรุนแรงที่กระทำต่อจิตใจ ย่อมหวนกลับมาทำร้ายตนเองเสมอ จิตใจที่ถูกบีบคั้นย่อมเกิดความทุกข์ และเมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ความอ่อนล้าและความว่างเปล่าภายในก็มักติดตามมา ผู้รู้เพียงปรารถนาให้จิตใจกลับคืนสู่ความสงบ โดยไม่พยายามครอบครองสภาวะนั้น เมื่อสงบแล้ว อย่าหลงตนว่าเหนือกว่า อย่านำความสงบมาโอ้อวด อย่าสำคัญว่าตนหมดกิเลส จงเห็นว่าความสงบเป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เมื่อสงบแล้ว อย่าได้บีบคั้นให้มันต้องสงบอยู่ตลอดไป เพราะสิ่งใดที่ถูกฝืนหรือยึดไว้แน่นเกินไป ย่อมเสื่อมถอยและแตกสลายในที่สุด สิ่งนี้เรียกว่าการฝืนวิถีแห่งเต๋า และผู้ที่ฝืนวิถีนั้นย่อมห่างไกลจากความสงบที่แท้จริง '''บทที่ 31''' ความตึงเครียด ความคิดตัดสิน ความโกรธแค้น และความเกลียดชัง ล้วนเป็นสภาวะที่บั่นทอนธรรมชาติเดิม ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋าจึงไม่ปล่อยให้จิตใจตกอยู่ใต้อำนาจของสภาวะที่รุนแรงนั้น เมื่อจิตใจเป็นปกติ ย่อมแสดงออกด้วยความเมตตา ความอ่อนโยน และการเปิดรับ แต่เมื่อกิเลสเข้าครอบงำ ก็จำเป็นต้องอาศัยความเด็ดขาดและสติปัญญาในการรู้เท่าทัน หากจำเป็นต้องเด็ดขาด จงทำด้วยใจที่สงบ ไม่ใช่ด้วยความโกรธหรือความเกลียดชัง เพราะสภาวะที่รุนแรงไม่ใช่วิถีแห่งเต๋า แม้จะก้าวข้ามกิเลสได้ ก็อย่าหลงยินดีในชัยชนะนั้น เพราะความรู้สึกว่า “ฉันเอาชนะได้” อาจกลายเป็นอัตตารูปแบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่อัตตาเดิม การละวางความอยากและนิสัยเดิม ย่อมมาพร้อมกับความเจ็บปวดและความอาลัย จงรับรู้ความทุกข์นั้นด้วยความเข้าใจและเมตตาต่อตนเอง ผู้รู้จึงใช้ทั้งความอ่อนโยนและความเด็ดขาดอย่างพอดี ไม่ตามใจกิเลส แต่ก็ไม่ทำร้ายจิตใจของตนเอง '''บทที่ 32''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้นั้นไร้นามและเรียบง่าย แม้จะดูอ่อนโยนสงบเย็น แต่กิเลสและสิ่งเร้าภายนอกไม่อาจครอบงำมันได้ เมื่อจิตดำรงอยู่ในความว่างดั้งเดิม ความคิดและอารมณ์ที่ปรุงแต่งย่อมค่อย ๆ สงบลงเอง เมื่อจิตเดิมแท้กับกายเป็นหนึ่งเดียว ความสงบเย็นและความอิ่มเอิบภายในย่อมเผยขึ้นโดยไม่ต้องบังคับจัดแจง ทุกสิ่งย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลตามธรรมชาติ เมื่อการรับรู้เริ่มแบ่งแยก ชื่อเรียกทั้งหลายก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อชื่อเกิดขึ้นแล้ว จงรู้จักหยุดอยู่เพียงเท่านั้น อย่าหลงว่าชื่อคือความจริงทั้งหมด ดุจสายน้ำจากลำธารที่ไหลรวมสู่แม่น้ำและมหาสมุทร ทุกสรรพสิ่งย่อมหวนคืนสู่ต้นกำเนิดเดียวกัน '''บทที่ 33''' การรู้เท่าทันผู้อื่นคือความเฉลียวฉลาด แต่การรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด และกิเลสของตนเอง คือปัญญาอันสว่างไสว การพยายามเอาชนะหรือควบคุมผู้อื่น เป็นพลังของอัตตา แต่การเอาชนะอัตตาของตนเองคือความแข็งแกร่ง ผู้ที่รู้พอใจในสิ่งที่มี โดยไม่วิ่งไล่ตามความสุขจากสิ่งเร้าภายนอก คือผู้มั่งคั่งอย่างแท้จริง ผู้ที่ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง คือผู้มีเจตจำนงค์แน่วแน่ ผู้ที่ประคองตนให้อยู่กับปัจจุบันขณะ คือผู้ตั้งมั่นในหนทาง แม้กายจะเสื่อมสลาย แต่การดำรงอยู่ไม่ดับสูญ ย่อมมีอายุยืนยาว ชั่วนิรันดร์ '''บทที่ 34''' ชีวิตดำเนินไปได้ดีที่สุด เมื่อเลิกพยายามเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ความดีงามที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการควบคุม แต่เกิดจากการเปิดพื้นที่ให้ทุกสิ่งเติบโต เมื่อสิ่งต่าง ๆ งอกงามแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบอ้างว่าเป็นผลงานของตน ผู้ที่คอยสนับสนุนโดยไม่ครอบงำ ย่อมทำให้ผู้อื่นเติบโตได้อย่างเต็มที่ ผู้ที่พร้อมปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ย่อมได้รับความไว้วางใจโดยไม่ต้องเรียกร้อง เพราะไม่พยายามเป็นคนสำคัญ จึงกลายเป็นผู้ที่สำคัญอย่างแท้จริง เพราะไม่ประกาศว่าตนยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่จึงปรากฏขึ้นเอง '''บทที่ 35''' ผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยมีเต๋าเป็นแนวทาง ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ผู้คนชื่นชอบ แต่ความสงบ ความเรียบง่าย และความเป็นธรรมชาติของเขา กลับทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัว เมื่อใจสงบเย็น ความร่มเย็นและความสมดุลย่อมแผ่ขยายออกไปถึงผู้คนรอบตัว เสียงดนตรีอันไพเราะและอาหารเลิศรส ย่อมดึงดูดให้ผู้คนหยุดชื่นชม แต่เต๋ากลับเรียบง่ายจนดูจืดชืด มองไม่เห็นความโดดเด่น และฟังดูไม่น่าตื่นเต้น ทว่าเมื่อค่อย ๆ น้อมนำมาดำเนินในชีวิตประจำวัน ความอิ่มเอิบภายในกลับหลั่งไหลออกมาอย่างไม่รู้จบ '''บทที่ 36''' ยามใดที่อัตตาหรือกิเลสพองโตถึงขีดสุด นั่นคือสัญญาณว่าชีวิตกำลังเริ่มเสื่อมถอย ยามใดที่จิตใจตึงเครียด แข็งกร้าว และฝืนพยายาม นั่นคือสัญญาณว่าความอ่อนแอกำลังก่อตัวขึ้น ยามใดที่หลงระเริงในความสำเร็จ ชื่อเสียง อำนาจ หรือสิ่งที่ครอบครอง นั่นคือสัญญาณว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังใกล้เข้ามา ยามใดที่สิ่งเก่าคลายตัวลง พื้นที่ว่างย่อมเปิดออกเพื่อรองรับการเริ่มต้นใหม่ ผู้ที่มองเห็นวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมเข้าใจการเคลื่อนไหวอันละเอียดอ่อนของชีวิต ความอ่อนโยนและความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้างได้เสมอ ดุจปลาที่ไม่ควรออกจากห้วงน้ำลึก ฉันใด จิตก็ไม่ควรละทิ้งฐานแห่งความรู้ตัว ฉันนั้น '''บทที่ 37''' ผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าย่อมดำรงชีวิตโดยไม่ฝืนแทรกแซง แต่ไม่มีสิ่งใดที่ไม่สำเร็จตามเหตุปัจจัย หากสภาวะรู้ภายในดำรงอยู่กับจิตเดิมแท้ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมทั้งหลาย ย่อมค่อย ๆ คลี่คลายและเปลี่ยนแปลงไปเอง โดยไม่ต้องบังคับ เมื่อกิเลสหรือความอยากผุดขึ้น เพียงหวนกลับสู่ความเรียบง่ายดั้งเดิม แล้วปล่อยให้ความสงบนั้นโอบอุ้มมันไว้ เมื่อไม่หล่อเลี้ยงความอยาก จิตย่อมสงบ และเมื่อจิตสงบ ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสอดคล้องอย่างเป็นธรรมชาติ '''บทที่ 38''' ผู้มีคุณธรรม ไม่ยึดติดว่าตนต้องมีคุณธรรม ไม่กระทำและไม่มีเจตนาแอบแฝง ผู้ยึดติดในคุณธรรม ย่อมพยายามรักษาคุณธรรม แม้ดูเหมือนไม่กระทำ แต่ยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีความเมตตา กระทำโดยปราศจากเจตนาแอบแฝง ผู้มีมโนธรรมสำนึก กระทำด้วยความตั้งใจ และยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีมารยาท กระทำตามกฎเกณฑ์ แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ใช้กำลังหรืออำนาจบีบบังคับผู้อื่น เมื่อสูญเสียสภาวะจิตอันบริสุทธิ์ จึงเหลือเพียงคุณธรรม เมื่อสูญเสียคุณธรรม จึงเหลือเพียงความเมตตา เมื่อสูญเสียความเมตตา จึงเหลือเพียงมโนธรรมสำนึก เมื่อสูญเสียมโนธรรมสำนึก จึงเหลือเพียงกฎเกณฑ์ภายนอก แท้จริงแล้ว กฎเกณฑ์ภายนอกเป็นเพียงเปลือกบาง ๆ ของความซื่อสัตย์และความจริงใจ และเมื่อเหลือเพียงสิ่งนั้น ความวุ่นวายในสังคมก็เริ่มก่อตัวขึ้น '''บทที่ 39''' ในอดีตกาล สิ่งที่เข้าถึง “หนึ่ง” (เต๋า) ย่อมดำรงอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ ฟ้าจึงใสกระจ่าง ดินจึงมั่นคง สรรพสิ่งจึงถือกำเนิด และจิตจึงตั้งมั่นสงบเย็น เมื่อสูญเสียความเป็นหนึ่ง ทุกสิ่งย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ดังนั้น ความสูงส่งย่อมอาศัยความอ่อนน้อมเป็นรากฐาน ความพิเศษย่อมอาศัยความธรรมดาเป็นฐานรองรับ ผู้ที่แสวงหาการยอมรับ ย่อมไม่พบเกียรติยศที่แท้จริง ส่วนผู้ที่มีเกียรติยศอย่างแท้จริง ย่อมไม่แสวงหาการยอมรับจากภายนอก เพราะฉะนั้น อย่าปรารถนาจะล้ำค่าดั่งหยก แต่จงเป็นดั่งก้อนหินธรรมดา ที่ดำรงอยู่ร่วมกับทุกสิ่งอย่างเรียบง่ายและกลมกลืน '''บทที่ 40''' การหวนคืนสู่ความสงบเย็น คือการเคลื่อนไหวของจิตเดิมแท้ ความอ่อนโยนและความถ่อมตน คือการแสดงออกของจิตเดิมแท้ ปัญญาญาณทั้งมวลย่อมงอกงามจากความรู้ตัว และความรู้ตัวนั้น ย่อมถือกำเนิดจากความว่างอันบริสุทธิ์ '''บทที่ 41''' คนที่พร้อมเรียนรู้ เมื่อพบสัจธรรมย่อมนำกลับมาฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอ คนที่พร้อมเพียงครึ่งเดียว บางวันก็เข้าใจ บางวันก็กลับไปหลงวนในความคิดการตีความเหมือนเคย ส่วนคนที่ยังยึดติดกับกรอบความคิดเดิม มักหัวเราะเยาะสิ่งที่ตนยังไม่เข้าใจ เพราะความจริงที่ลึกซึ้ง มักไม่เป็นไปอย่างที่อัตตาคาดหวัง สิ่งที่สว่าง อาจดูมืด สิ่งที่ก้าวหน้า อาจดูเหมือนถอยหลัง สิ่งที่เรียบง่าย อาจดูเหมือนยาก ผู้ที่ถ่อมตน อาจดูเหมือนไม่มีอะไร ผู้ที่ยิ่งใหญ่ อาจดูธรรมดา สิ่งที่ลึกที่สุด อาจไร้เสียง และสิ่งที่จริงที่สุด อาจไร้รูปให้มองเห็น สัจธรรมไม่ต้องอาศัยชื่อเรียก แต่คอยเกื้อหนุนให้ทุกชีวิตเติบโตและงอกงามตามธรรมชาติ '''บทที่ 42''' ทุกสิ่งล้วนเริ่มต้นจากความเป็นหนึ่ง ก่อนจะแตกแขนงออกเป็นความแตกต่าง ความสัมพันธ์ และเรื่องราวนับไม่ถ้วน ทุกสิ่งในชีวิตต่างมีสองด้านเสมอ สิ่งที่ให้คุณในวันนี้อาจให้โทษในวันหน้า และสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความสูญเสียอาจกำลังเปิดทางให้บางสิ่งที่มีค่ากว่าเกิดขึ้น ผู้คนมักหลีกหนีความโดดเดี่ยว ความธรรมดา และความต่ำต้อย แต่ผู้รู้กลับน้อมรับสิ่งเหล่านี้ เพื่อเตือนใจให้ถ่อมตน เพราะความถ่อมตนคือรากฐานของการหวนคืนสู่เต๋า ดังนั้น อย่าแข็งกร้าวจนเกินไป เพราะสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ ย่อมอยู่ได้ไม่นาน '''บทที่ 43''' สิ่งที่อ่อนที่สุดย่อมผ่านพ้นสิ่งที่แข็งที่สุดได้ สิ่งที่ไร้รูปย่อมแทรกซึมผ่านช่องว่างที่ไม่มีสิ่งใดเข้าถึงได้ ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงประจักษ์ถึงอานุภาพของธรรมชาติเดิมแท้ การสอนโดยไม่ต้องอาศัยคำพูด และการดำเนินชีวิตโดยไม่คาดหวังให้อนาคตเป็นไปตามใจต้องการ เป็นสิ่งที่มีน้อยคนนักจะเข้าถึงได้ '''บทที่ 44''' ชื่อเสียงสำคัญกว่าชีวิตจริงหรือ? ทรัพย์สินมีค่ามากกว่าความสงบของจิตจริงหรือ? การได้มาและการสูญเสีย สิ่งใดทำให้ใจเป็นทุกข์มากกว่ากัน? ยิ่งยึดติดมาก ยิ่งต้องสูญเสียมาก ยิ่งสะสมมาก ยิ่งหวาดกลัวการพลัดพราก เมื่อรู้จักพอ ใจย่อมไม่ถูกครอบงำ เมื่อรู้ว่าเมื่อใดควรหยุด ชีวิตย่อมปลอดภัยและสงบเย็นได้อย่างยั่งยืน '''บทที่ 45''' สิ่งที่ดีที่สุด มักไม่จำเป็นต้องดูดีที่สุด สิ่งที่เต็มที่สุด มักไม่อวดว่าตัวเองเต็ม คนที่มั่นคงจริง ไม่จำเป็นต้องแข็งกระด้าง คนที่เก่งจริง ไม่จำเป็นต้องโอ้อวดความเก่ง คนที่เข้าใจจริง ไม่จำเป็นต้องพูดให้คนอื่นยอมรับ ความสงบ มีพลังมากกว่าความร้อนรน ความเย็นของจิต เอาชนะความเร่าร้อนของอารมณ์ เมื่อจิตใจสงบเย็น ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลของมันเอง '''บทที่ 46''' เมื่อชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรม พลังชีวิตย่อมถูกนำมาใช้เพื่อหล่อเลี้ยง ฟื้นฟู และเกื้อกูลให้ชีวิตเบ่งบานอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อชีวิตห่างไกลจากสัจธรรม พลังเดียวกันนั้นกลับถูกใช้ไปกับการแข่งขัน การแสวงหา และการไขว่คว้าสิ่งภายนอกไม่รู้จบ ไม่มีภัยใดร้ายแรงไปกว่าการไม่รู้จักพอ ไม่มีหายนะใดหนักหนาไปกว่าความอยากที่ไม่สิ้นสุด เพราะผู้ที่ไม่เคยพอ ย่อมไม่มีวันพบกับความสงบ เมื่อรู้จักพอ ความอิ่มเอมย่อมเกิดขึ้นจากภายใน ไม่ใช่จากการได้ครอบครองมากขึ้น และความพอเช่นนี้เอง คือความมั่งคั่งที่แท้จริงและยั่งยืน '''บทที่ 47''' เมื่อมีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง ย่อมประจักษ์แจ้งในสัจธรรมของชีวิต เมื่อไม่แส่ส่ายแสวงหา ย่อมเห็นวิถีแห่งธรรมชาติตามที่เป็น ยิ่งจิตฟุ้งซ่านออกไปไกล ยิ่งห่างไกลจากความจริงแท้ภายใน ฉะนั้น ผู้รู้แม้นิ่งอยู่กับที่ ก็หยั่งรู้ความจริง แม้ไม่ได้มองด้วยตา ก็เห็นแจ้งด้วยปัญญา แม้ไม่ได้เร่งร้อนกระทำการ สิ่งทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงเอง '''บทที่ 48''' ผู้แสวงหาความรู้ทางโลก ยิ่งเรียนรู้ก็ยิ่งสั่งสม ผู้แสวงหาความจริงแท้ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งลดละ ลดละแล้วลดละอีก จนจิตบริสุทธิ์จากการปรุงแต่ง เมื่อไร้การฝืนแทรกแซง ก็ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจบรรลุ การดูแลจิตใจไม่ใช่การบังคับควบคุม หากแทรกแซงมากเกินไป ย่อมไม่อาจเป็นนายเหนือตนเองได้ '''บทที่ 49''' ผู้รู้ย่อมไม่ยึดติดกับความคิดหรืออัตตาของตน แต่เปิดใจรับทุกผู้คนและทุกสถานการณ์ตามความเป็นจริง ผู้ที่มีเมตตา ก็เมตตาตอบ ผู้ที่ยังขาดเมตตา ก็ไม่โกรธเคือง เพราะความเมตตาเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้ที่น่าเชื่อถือ ก็ไว้วางใจ ผู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ ก็ยังคงเปิดใจรับฟัง เพราะความจริงใจเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้รู้ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยความอ่อนน้อม ไม่ยึดเอาความเห็นของตนเป็นศูนย์กลาง แต่ช่วยหลอมรวมความแตกต่างให้กลับคืนสู่ความกลมกลืน แม้ผู้คนต่างหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตาเห็นและหูได้ยิน ผู้รู้กลับดำรงจิตอันบริสุทธิ์ เรียบง่าย และไร้เดียงสา ดุจเด็กทารก '''บทที่ 50''' เมื่อจิตเกิดความยึดมั่น ความทุกข์ย่อมติดตามมา เมื่อยึดติดในภาพตัวตน ย่อมเกิดความเจ็บปวด เมื่อจมอยู่ในกิเลส ย่อมเกิดความทุกข์ใจ เมื่อดิ้นรนแสวงหาความสุข กลับยิ่งห่างไกลความสุขนั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะพวกเขาดำเนินชีวิตสวนทางกับครรลองแห่งธรรมชาติ ได้ยินมาว่า ผู้ที่ประคองรักษาจิตเดิมแท้ให้บริสุทธิ์และมั่นคงอยู่เสมอ ยามเผชิญกระแสโลก ย่อมไม่ถูกความโลภหรือความโกรธครอบงำ ยามเผชิญความขัดแย้ง ย่อมไม่หวั่นไหวต่ออคติหรือคำครหา ความโกรธไร้ที่ตั้ง ความโลภไร้ที่ฟูมฟัก ความเกลียดชังไร้ที่หยั่งราก เพราะภายในจิตของเขาไม่มีตัวตนที่รอให้สิ่งใดมากระทบหรือทำร้าย '''บทที่ 51''' ความว่างบริสุทธิ์ให้กำเนิดสรรพสิ่ง คุณธรรมโอบอุ้มและฟูมฟัก ชีวิตทำให้แต่ละสิ่งมีลักษณะเฉพาะ ส่วนสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขต่าง ๆ หล่อเลี้ยงให้เติบโตจนสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ สรรพสิ่งจึงเคารพในความว่างบริสุทธิ์และยกย่องคุณธรรม ไม่ใช่เพราะมีผู้ใดบังคับ แต่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ เต๋าให้กำเนิด คุณธรรมฟูมฟัก หล่อเลี้ยงให้เติบโต ช่วยให้สุกงอม บำรุงรักษา และคุ้มครอง ให้กำเนิดแต่ไม่ยึดครอง สร้างสรรค์แต่ไม่อวดอ้าง นำพาแต่ไม่ควบคุม นี่คือสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรมอันลึกล้ำ '''บทที่ 52''' สรรพสิ่งล้วนมีต้นกำเนิด และต้นกำเนิดนั้นคือรากของสรรพสิ่ง เมื่อเข้าถึงต้นกำเนิดย่อมเข้าใจทุกสิ่งที่ถือกำเนิดจากมัน เมื่อตั้งมั่นอยู่กับรากเดิม ตลอดชีวิตย่อมไม่หลงทางและไม่ตกอยู่ในอันตราย ละวางตัณหา ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ชีวิตย่อมเป็นอิสระจากความวุ่นวาย แต่หากเปิดรับสิ่งเร้าภายนอกโดยขาดสติ และมัวแต่พยายามควบคุมทุกสิ่ง ตลอดชีวิตก็ยากจะพบความสงบ มองเห็นสิ่งละเอียดเล็กน้อยได้ เรียกว่า ความแจ่มแจ้ง รักษาความอ่อนโยนไว้ได้ เรียกว่า ความแข็งแกร่ง จงใช้ความรู้ตัวหวนกลับสู่ความแจ่มแจ้งภายใน เพื่อไม่ให้หลงเหลือตัวตนไว้รองรับทุกข์ภัย นี่คือการดำเนินตามครรลองแห่งธรรมชาติอันเป็นนิรันดร์ '''บทที่ 53''' หากยังพอมีความรู้แจ้งและดำเนินชีวิตอยู่บนวิถีแห่งสัจธรรม สิ่งเดียวที่หวั่นเกรง คือการปล่อยให้จิตหลงออกนอกครรลองแห่งธรรมชาติ เพราะสัจธรรมอันยิ่งใหญ่นั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แต่มนุษย์กลับชอบเดินในทางลัดที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่ง ผู้คนมักเอาใจใส่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่ปล่อยให้จิตใจภายในรกร้าง สะสมความรู้ ตำแหน่ง และหัวโขน พกพาตรรกะและคำตัดสินอันเฉียบคม หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเร้าภายนอก และสั่งสมความยึดมั่นในตัวตนจนล้นใจ สภาวะเช่นนี้ไม่ต่างจากจอมโจรที่ปล้นชิงความสงบจากตนเอง แล้วกลับหลงภูมิใจในสิ่งที่ปล้นมา นี่ไม่ใช่วิถีแห่งสัจธรรม '''บทที่ 54''' ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะ ย่อมไม่หวั่นไหวต่อกิเลส ผู้ที่โอบอุ้มสัจธรรมไว้อย่างมั่นคง ย่อมไม่หลงออกจากวิถีอันแท้จริง ผู้ที่รักษาภาวะจิตเช่นนี้ไว้ได้ ย่อมส่งต่อปัญญาและความสงบเย็นสู่คนรุ่นหลังได้อย่างไม่ขาดสาย เมื่อบ่มเพาะเต๋าในตน คุณธรรมย่อมหยั่งราก เมื่อแผ่ขยายสู่ครอบครัว ความอบอุ่นย่อมงอกงาม เมื่อแผ่ขยายสู่ชุมชน ความเป็นกัลยาณมิตรย่อมมั่นคง เมื่อแผ่ขยายสู่สังคม ความอุดมสมบูรณ์และการเกื้อกูลย่อมแพร่หลาย ดังนั้น หากปรารถนาจะเข้าใจผู้อื่น จงเริ่มจากการเข้าใจตนเอง หากปรารถนาจะเข้าใจครอบครัวอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจครอบครัวของตน หากปรารถนาจะเข้าใจชุมชนอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจชุมชนของตน หากปรารถนาจะเข้าใจสังคม จงเริ่มจากการเข้าใจสังคมที่ตนอาศัยอยู่ หากปรารถนาจะเข้าใจชีวิต จงเริ่มจากการเข้าใจชีวิตของตนเอง ข้ารู้จักความเป็นไปของโลกได้อย่างไรน่ะหรือ? ก็ด้วยสิ่งนี้เอง '''บทที่ 55''' ผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมอันบริสุทธิ์ ย่อมมีสภาวะจิตดุจทารกแรกเกิด อ่อนโยน ยืดหยุ่น ตื่นรู้อยู่เสมอ และเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิต โดยไม่ถูกกิเลสหรือสิ่งเร้าภายนอกครอบงำ เพราะพลังดั้งเดิมยังดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ดำรงจิตไว้ในความสมดุลกลมกลืน ย่อมเข้าถึงสัจธรรม เมื่อเข้าถึงสัจธรรม ย่อมเกิดปัญญารู้แจ้ง ความอยากเด่นดังและความพยายามควบคุมทุกสิ่ง ล้วนเป็นสัญญาณของการหลงออกจากจิตเดิมแท้ เมื่อสิ่งใดแข็งกร้าว ตึงเครียด หรือฝืนธรรมชาติจนเกินพอดี สิ่งนั้นย่อมเสื่อมสลายก่อนเวลาอันควร '''บทที่ 56''' ผู้รู้จริงย่อมไม่ป่าวประกาศว่าตนรู้ ส่วนผู้ที่ป่าวประกาศว่าตนรู้ย่อมไม่รู้จริง จงละวางความยึดมั่นในอัตตา คลี่คลายความคิดอันสับสน หวนคืนสู่ความเรียบง่าย และกลมกลืนกับความธรรมดาของชีวิต นี่คือความเป็นหนึ่งเดียวอันลึกซึ้ง สภาวะนี้ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความยึดติด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเกลียดชัง ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความอยาก ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเจ็บปวด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนพิเศษกว่าผู้อื่น และไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนต่ำต้อยกว่าผู้อื่น นี่จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 57''' จงซื่อสัตย์ต่อแก่นแท้ภายใน พลิกแพลงตามสถานการณ์ และปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปโดยไม่แทรกแซงเกินจำเป็น ยิ่งจิตถูกพันธนาการด้วยความกลัว ชีวิตยิ่งติดขัด ยิ่งยึดติดในความรู้ ชีวิตยิ่งวุ่นวาย ยิ่งใช้ความฉลาดเข้าข้างตนเอง ความอยากที่ผิดธรรมชาติก็ยิ่งเพิ่มพูน ยิ่งบังคับตนเองด้วยกฎเกณฑ์ ความอึดอัดก็ยิ่งทับถม เพราะฉะนั้น ผู้รู้จึงกล่าวว่า ข้าไม่ฝืนควบคุมสิ่งใด ความสัมพันธ์ย่อมกลับคืนสู่สมดุลเอง ข้าอยู่นิ่ง ชีวิตย่อมเข้าที่เข้าทางเอง ข้าไม่ฝืนแทรกแซง พลังชีวิตย่อมฟื้นคืนเอง ข้าไม่ทะยานอยาก จิตย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายและบริสุทธิ์เอง '''บทที่ 58''' เมื่อปล่อยวางการควบคุม และเปิดพื้นที่ให้ทุกความคิดและอารมณ์เกิดขึ้น จิตใจย่อมหวนคืนสู่ความสงบเอง แต่เมื่อคอยบังคับให้ตนเองเป็นไปตามภาพที่ยึดไว้ จิตใจย่อมอึดอัดและเต็มไปด้วยแรงต้าน ผู้รู้จึงรับฟังความคิดความรู้สึก แต่ไม่หลงเชื่อว่าทั้งหมดคือความจริง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแต่ไม่ด่วนตัดสินผู้อื่น ตรงไปตรงมาแต่ไม่ก้าวร้าว มีปัญญาแต่ไม่โอ้อวด ในความทุกข์มีเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขซ่อนอยู่ ในความสุขก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์แฝงอยู่เช่นกัน ใครเล่าจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด? เมื่อไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร สิ่งที่เห็นว่าตรงอาจคด สิ่งที่เห็นว่าดีอาจบิดเบี้ยว ผู้คนหลงติดอยู่กับการแบ่งแยกเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว '''บทที่ 59''' ในการดูแลตนเองและดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดประเสริฐไปกว่า การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล คือการจำนนต่อชีวิตตั้งแต่ต้น (Surrender) และการจำนนเช่นนี้เอง คือการสั่งสมคุณธรรมและพลังชีวิตภายในอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณธรรมและพลังชีวิตหยั่งรากมั่นคง ย่อมก้าวข้ามอุปสรรคและกิเลสทั้งปวงได้ เมื่อไร้สิ่งต้านทาน ศักยภาพภายในย่อมไร้ขอบเขต สามารถเป็นนายเหนือกายและใจของตนเองได้ เมื่อหวนคืนสู่จิตดั้งเดิมผู้เป็นดั่งมารดาแห่งปรากฏการณ์ ชีวิตและปัญญาญาณย่อมดำรงอยู่อย่างยั่งยืน นี่คือการหยั่งรากลึก สร้างฐานอันมั่นคง และเป็นวิถีแห่งความยั่งยืนที่แท้จริง '''บทที่ 60''' จงดูแลอาณาจักรแห่งตน ประหนึ่งฟูมฟักปลาเล็กด้วยความอ่อนโยนละเมียดละไม เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในความว่างอันบริสุทธิ์ กิเลส การคิดตีความ และภาพลวงตาย่อมหมดอำนาจ ไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านั้นเลือนหายไป แต่เพราะไม่อาจครอบงำหรือทำร้ายจิตใจได้อีก สิ่งเร้าภายนอกจะหมดพิษสง ความขัดแย้งภายในก็จะเบาบางลงเช่นกัน เมื่อกระแสชีวิตและจิตใจภายในไม่ขัดแย้งกัน คุณธรรมและพลังชีวิตย่อมไหลเวียนกลับคืนสู่ศูนย์กลางอย่างสมบูรณ์ '''บทที่ 61''' สติความรู้ตัวเปรียบดั่งผืนดินที่รองรับทุกสายน้ำ มีความสงบเย็นเป็นรากฐาน และเปิดรับทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ความสงบ (หยิน) ย่อมโอบอุ้มและประคองความเคลื่อนไหว (หยาง) ให้ทุกการกระทำเกิดขึ้นจากจิตที่สงบ เมื่อสติความรู้ตัวรับฟังเสียงภายใน ความคิดและความรู้สึกย่อมค่อย ๆ คลี่คลายกลับคืนสู่ความสงบ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับให้สงบ แต่เพราะได้รับการรับฟัง จึงสงบลงเอง สติความรู้ตัวเพียงโอบอุ้มและดูแลชีวิต ส่วนเสียงภายในเพียงทำหน้าที่รับใช้และเตือนภัย เมื่อทั้งสองต่างทำหน้าที่ของตนแล้ว สติความรู้ตัวย่อมกลับไปดำรงอยู่ในฐานะผู้สังเกตอย่างสงบนิ่งดังเดิม '''บทที่ 62''' สภาวะแห่งจิตดั้งเดิม คือส่วนลึกอันเร้นลับที่โอบอุ้มทุกปรากฏการณ์ เป็นขุมทรัพย์ของผู้ตั้งมั่นในสัจธรรม และเป็นที่พึ่งของผู้ที่ยังหลงผิด คำพูดอันไพเราะอาจซื้อใจผู้คนได้ ความประพฤติอันดีงามอาจได้รับการยกย่อง แล้วผู้ที่ยังหลงผิดหรือมีข้อบกพร่อง สมควรถูกทอดทิ้งงั้นหรือ? ด้วยเหตุนี้ แม้จะพยายามเป็นคนดี มีความคิดและเหตุผลที่ถูกต้อง หรือยึดถือสิ่งภายนอกอันสูงส่งเพียงใด ก็ยังไม่ประเสริฐเท่าการหวนคืนสู่สภาวะจิตดั้งเดิมอันว่างเปล่าบริสุทธิ์ เหตุใดคนโบราณจึงให้คุณค่าแก่สภาวะนี้ยิ่งนัก? เพราะเมื่อจิตหวนคืนสู่ความว่าง ย่อมพบความสงบ เมื่อพลั้งเผลอหรือหลงผิด ก็ยังมีที่ให้กลับคืน เพราะเหตุนี้เอง สภาวะว่างเปล่าบริสุทธิ์ จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 63''' จงกระทำโดยไม่ฝืนพยายาม จัดการโดยไม่ควบคุม ชื่นชมความเรียบง่าย มองเห็นความใหญ่ในสิ่งเล็ก และเห็นความมากในความน้อย การจัดการเรื่องยาก ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเรื่องง่าย การสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ เพราะเรื่องยากทั้งหลายล้วนเริ่มจากเรื่องง่าย และสิ่งยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนเริ่มจากสิ่งเล็กเสมอ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่มุ่งทำการใหญ่ แต่กลับทำการใหญ่ได้สำเร็จ ผู้ที่รับปากง่าย ย่อมรักษาคำพูดได้ยาก ผู้ที่เห็นว่าทุกอย่างง่าย ย่อมพบความยากในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ประมาท มองเห็นความยากตั้งแต่ต้น และเพราะความรอบคอบเช่นนี้เอง สุดท้ายจึงไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไป '''บทที่ 64''' ยามที่จิตสงบ ย่อมง่ายต่อการอยู่กับปัจจุบันขณะ ยามที่กิเลสยังไม่ก่อตัว ย่อมง่ายต่อการรู้เท่าทัน ยามที่อารมณ์ยังอ่อน ย่อมง่ายต่อการละวาง ยามที่ความคิดตีความยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ย่อมง่ายต่อการปล่อยให้สลายไป ดังนั้น จงรู้เท่าทันตั้งแต่สิ่งนั้นยังไม่ก่อตัว จัดระเบียบจิตใจก่อนความวุ่นวายจะเกิดขึ้น อารมณ์ที่ท่วมท้นล้วนเริ่มจากความคิดเล็ก ๆ ภาพลวงอันยิ่งใหญ่ล้วนก่อตัวจากความยึดมั่นทีละน้อย และการเดินทางสู่สัจธรรม ย่อมเริ่มจากความรู้ตัวในปัจจุบันขณะ ผู้คนมักล้มเหลวในช่วงใกล้สำเร็จ หากระมัดระวังในตอนท้ายเช่นเดียวกับตอนเริ่ม ย่อมไม่มีสิ่งใดล้มเหลว ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ยึดติดแม้แต่ความปรารถนา ไม่หลงคุณค่าสิ่งหายาก ปล่อยวางความรู้ที่ยึดถือ และหวนคืนสู่ความเป็นเช่นนั้นเอง โดยไม่ฝืนแทรกแซง '''บทที่ 65''' ผู้ที่ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจตามวิถีแห่งเต๋าในสมัยโบราณ ไม่ได้มุ่งเพิ่มพูนความรู้ แต่ฝึกให้จิตหวนคืนสู่ความเรียบง่ายไร้เล่ห์กล เหตุที่จิตไม่อาจสงบได้ ก็เนื่องจากการยึดติดในความรู้และความฉลาดมากเกินไป ดังนั้น หากใช้เพียงความรู้และความคิดมาปกครองอาณาจักรชีวิตแห่งตน ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ แต่หากดำรงอยู่ด้วยสภาวะรู้ที่พ้นจากการยึดติดในความคิด ย่อมนำมาซึ่งความสงบ การรู้ความแตกต่างของทั้งสองสิ่งนี้ คือหลักแห่งการดำเนินชีวิต และผู้ที่ดำรงอยู่ในหลักนี้ ย่อมเข้าถึงคุณธรรมอันล้ำลึก คุณธรรมอันล้ำลึกนี้ ยากจะเข้าใจและยากจะเข้าถึง เพราะดูเหมือนสวนทางกับสิ่งที่ผู้คนยึดถือ แต่ท้ายที่สุด สามารถนำชีวิตกลับสู่ความกลมกลืนอันยิ่งใหญ่ '''บทที่ 66''' เหตุที่มหาสมุทรเป็นราชาแห่งสายน้ำทั้งหลายได้ ก็เพราะยอมอยู่ต่ำกว่าสายน้ำทั้งปวงจึงสามารถรองรับทุกสายน้ำไว้ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น หากปรารถนาจะอยู่เหนือความคิดและอารมณ์ ย่อมต้องโอบรับโดยไม่ต่อต้าน หากปรารถนาจะรู้เท่าทันมัน ย่อมต้องตั้งมั่นอยู่กับสติ คอยเฝ้าดูอย่างสงบนิ่ง เมื่อสติตั้งมั่น ความคิดและอารมณ์ย่อมไม่ถูกกดทับ เมื่อรู้เท่าทันโดยไม่ต่อต้าน ความคิดและอารมณ์ก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน จึงค่อย ๆ คลี่คลายและหลอมรวมกลับคืนสู่ความสงบ เพราะไม่ต้านทานประสบการณ์ใด จึงไม่มีสิ่งใดก่อแรงต้านขึ้นภายในได้ '''บทที่ 67''' ผู้คนมักกล่าวว่า แนวทางการดำเนินชีวิตของข้าช่างล้ำลึกจนดูเหมือนใช้การไม่ได้ ก็เพราะมันล้ำลึกจึงดูเหมือนบกพร่อง หากมันเหมือนกับสิ่งที่ผู้คนยกย่องก็คงเป็นเพียงสิ่งตื้นเขินไปนานแล้ว ข้ามีสมบัติล้ำค่าสามประการที่ยึดถือไว้เสมอ ประการแรก คือความเมตตา ประการที่สอง คือความรู้จักพอ ประการที่สาม คือไม่หลงยึดติดในบทบาท เพราะมีเมตตา จึงกล้าหาญ เพราะรู้จักพอ จิตใจจึงเปิดกว้าง และเพราะไม่หลงยึดติดในบทบาท การดำรงอยู่จึงกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ทุกวันนี้ ผู้คนกลับละทิ้งความเมตตา แต่แสวงหาความกล้าหาญ ละทิ้งความรู้จักพอ แต่แสวงหาความเปิดกว้างทางจิตใจ ยึดติดในบทบาท แต่กลับต้องการดำรงอยู่อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ นี่คือหนทางแห่งความพินาศ ผู้ที่ต่อสู้ด้วยความเมตตาย่อมมีชัย ผู้ที่ปกป้องด้วยความเมตตาย่อมมั่นคง เมื่อฟ้าปรารถนาจะคุ้มครองผู้ใด ฟ้าย่อมโอบอุ้มเขาไว้ด้วยความเมตตา '''บทที่ 68''' ผู้รู้ที่แท้จริง ย่อมไม่โอ้อวดปัญญา ผู้ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจอย่างแท้จริง ย่อมไม่ถูกครอบงำด้วยความโกรธ ผู้ชนะกิเลสได้อย่างแท้จริง ย่อมไม่เปรียบเทียบแข่งขันกับสิ่งใด ผู้ที่นำพาผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ย่อมวางตนอยู่เบื้องล่าง นี่คือคุณธรรมแห่งการไม่ฝืนควบคุม คือศิลปะแห่งการประสานพลังกับสรรพสิ่ง คือการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ อันเป็นหลักสูงสุดที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ '''บทที่ 69''' ตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า ไม่กล้าเป็นเจ้าบ้าน แต่ขอเป็นผู้มาเยือน ไม่กล้าคืบหน้าหนึ่งนิ้ว แต่ยอมถอยหลังหนึ่งฟุต นี่คือการขยับโดยไม่เคลื่อนไหว คือการเตรียมพร้อมโดยไม่คุกคาม คือการเผชิญหน้าโดยไม่สร้างศัตรู คือการถืออาวุธโดยไม่คิดใช้ กล่าวคือ ไม่ตั้งใจบังคับสิ่งใด แต่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ ภัยอันยิ่งใหญ่ของจิตคือการขาดสติรู้ตัว เพราะเมื่อสติเลือนหาย แก่นแท้ภายในย่อมถูกกิเลสครอบงำ แต่ผู้ที่เผชิญหน้ากับตนเองด้วยความเมตตาย่อมเป็นผู้ได้รับชัยชนะ '''บทที่ 70''' คำพูดของข้านั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ทว่าผู้คนกลับยากจะเข้าใจและยากจะปฏิบัติตาม เพราะจิตยังติดอยู่ในโลกแห่งการตีความ แท้จริงแล้ว ทุกถ้อยคำมีสัจธรรมเป็นรากฐาน และทุกการกระทำมีแก่นแท้ภายในเป็นผู้นำ แต่ตราบใดที่ยังไม่หวนคืนสู่สัจธรรม ย่อมไม่อาจเข้าถึงความหมายอันแท้จริงได้ ผู้ที่เข้าใจจึงมีน้อย และผู้ที่ดำเนินตามยิ่งมีน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงดำรงตนอย่างเรียบง่าย แต่ภายในกลับเก็บรักษาปัญญาอันล้ำค่าไว้ ดุจหยกที่ซ่อนอยู่ในอก '''บทที่ 71''' การรู้เท่าทันการตีความของตน คือภาวะอันประเสริฐ การหลงคิดว่าการตีความคือความจริง คือโรคแห่งจิต ผู้รู้ย่อมเห็นการตีความ เป็นเพียงการตีความ ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จึงไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของมายาภาพทั้งปวง '''บทที่ 72''' เมื่อผู้คนไม่ตระหนักถึงผลของการดำเนินชีวิตที่ฝืนธรรมชาติ ความทุกข์อันใหญ่หลวงย่อมตามมา อย่าดูแคลนตนเอง อย่ารังเกียจต้นกำเนิดของชีวิต เมื่อไม่รังเกียจตนเอง ชีวิตก็ไม่กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงรู้จักตนเอง แต่ไม่โอ้อวดตน รักและถนอมตนเอง แต่ไม่ยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 73''' ความกล้าหาญที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ ย่อมนำไปสู่การสิ้นสุดสิ่งเก่า ความกล้าหาญที่จะปล่อยวางสิ่งเก่า ย่อมนำมาซึ่งชีพจรแห่งชีวิตใหม่ ทั้งสองล้วนมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับกาลและเหตุปัจจัย วิถีแห่งธรรมชาติยากที่ความคิดจะหยั่งถึง แต่ผู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของชีวิตตนเอง ย่อมชนะโดยไม่แก่งแย่ง ตอบสนองโดยไม่ต้องคำนวณ ทุกสิ่งปรากฏขึ้นเองโดยไม่ต้องเรียกร้อง และคลี่คลายไปอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องฝืนจัดการ สัจธรรมโอบอุ้มทุกสิ่งดุจตาข่ายอันกว้างใหญ่ แม้ดูโปร่งโล่ง แต่ไม่เคยปล่อยสิ่งใดให้หลุดพ้นไปได้ '''บทที่ 74''' เมื่อทุกปรากฏการณ์ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแปรเปลี่ยนไป เหตุใดจึงต้องหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง? เมื่อพยายามยึดสิ่งใดไว้ให้คงอยู่ หรือรีบกดข่มผลักไสสภาวะที่ไม่ปรารถนา ชีวิตย่อมไม่อาจดำเนินไปตามธรรมชาติได้ แท้จริงแล้ว ธรรมชาติมีจังหวะเวลาของมันเอง แต่ผู้ที่พยายามเร่งรัดหรือแทรกแซงให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจ เปรียบเสมือนผู้ที่แย่งขวานจากช่างไม้ผู้ชำนาญมาถากไม้เอง ซึ่งน้อยคนนักที่จะไม่บาดเจ็บจากคมขวานในมือตน '''บทที่ 75''' ที่จิตใจขาดพร่อง เพราะภาพที่เห็นกับความจริงที่เป็นนั้นต่างกันเกินไป จึงรู้สึกว่าตนเองไม่เคยดีพอ ที่อารมณ์แปรปรวน เพราะความคิดเข้าไปควบคุมและแทรกแซงทุกสิ่งที่เป็นมากเกินไป ที่ชีวิตหม่นหมอง เพราะมัวแสวงหาการยอมรับจากภายนอก จนละเลยการดูแลกายและใจของตนเอง ผู้ที่ไม่หมกมุ่นกับการทำชีวิตให้สมบูรณ์ตามค่านิยมของโลก ย่อมเข้าถึงคุณค่าของชีวิตได้ลึกซึ้งกว่าผู้ที่รักและหวงแหนชีวิตด้วยความหวาดกลัว '''บทที่ 76''' ยามมีชีวิต กายย่อมอ่อนนุ่ม ยามตาย กายย่อมแข็งทื่อ พืชพรรณเมื่อยังมีชีวิตย่อมอ่อนลู่ แต่เมื่อเหี่ยวแห้งกลับแข็งและเปราะ ดังนั้น ความแข็งกร้าวจึงเป็นพวกพ้องของความตาย ส่วนความอ่อนโยนและยืดหยุ่นเป็นพวกพ้องของชีวิต จิตใจที่แข็งกระด้างย่อมแตกสลายในที่สุด ดุจต้นไม้ที่แข็งเกินไปย่อมหักลง ผู้ที่ยึดมั่นในความแข็งกร้าวย่อมเดินสู่ความเสื่อม ส่วนผู้ที่อ่อนโยนและยืดหยุ่น ย่อมดำรงอยู่บนหนทางแห่งชีวิต '''บทที่ 77''' การปรับสมดุลของธรรมชาติ อุปมาดั่งการขึงคันธนู ส่วนที่สูงเกินไปย่อมถูกกดลง ส่วนที่ต่ำเกินไปย่อมถูกยกขึ้น สิ่งที่มากย่อมถูกลดทอน สิ่งที่พร่องย่อมได้รับการเติมเต็ม นี่คือวิถีแห่งธรรมชาติ แต่วิถีแห่งอัตตากลับตรงกันข้าม มันพรากพลังจากส่วนที่ขาดพร่อง ไปหล่อเลี้ยงความโลภ ความยึดมั่น และความต้องการที่มีอยู่เกินพอดี ใครบ้างที่จะนำสิ่งที่ตนมีเหลือเฟือมาแบ่งปันแก่โลก? มีเพียงผู้ที่มีเต๋าสถิตอยู่ภายในเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกระทำโดยไม่ยึดครอง สร้างความสำเร็จโดยไม่ครอบครอง และไม่ปรารถนาที่จะยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 78''' ไม่มีสิ่งใดอ่อนโยนและยืดหยุ่นไปกว่าน้ำ แต่เมื่อต้องคลี่คลายสิ่งที่แข็งกระด้าง ก็ไม่มีสิ่งใดเหนือไปกว่าน้ำเพราะไม่มีสิ่งใดทดแทนคุณสมบัตินี้ได้ ความอ่อนโยนย่อมเอาชนะความแข็งกร้าว ความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้าง ทุกคนต่างรู้ความจริงข้อนี้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ดำเนินชีวิตได้ตามนั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกล่าวว่า ผู้ที่ยอมรับด้านที่ไม่น่าปรารถนาของชีวิตได้ ย่อมเป็นหลักอันมั่นคงแก่ชีวิตตนเอง ผู้ที่ยอมรับความทุกข์และเคราะห์ร้ายได้ ย่อมเป็นนายเหนือชีวิตของตนเอง คำจริง มักฟังดูราวกับย้อนแย้ง '''บทที่ 79''' การพยายามสะกดกลั้นความขุ่นเคือง ย่อมหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจ็บปวดไว้ในใจ แล้วจะเรียกว่าคลี่คลายได้อย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงมุ่งขัดเกลาจิตใจของตน โดยไม่คอยเรียกร้องหรือตำหนิผู้อื่น จิตที่มีปัญญาญาณย่อมทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ส่วนจิตที่ถูกอัตตาครอบงำ ย่อมคอยจับผิดและเรียกร้องจากผู้อื่นอยู่เสมอ กฎแห่งธรรมชาติย่อมเที่ยงตรง ไม่ลำเอียง และย่อมเกื้อหนุนผู้ที่ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรมอยู่เสมอ '''บทที่ 80''' ชีวิตที่เรียบง่ายและไม่วุ่นวาย แม้มีสิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา จิตใจย่อมอิ่มเต็มในปัจจุบันขณะ ไม่ดิ้นรนแสวงหาความสุขจากภายนอก ความทะยานอยากและการปกป้องตัวตนจึงค่อย ๆ สลายไป เหลือเพียงการดำรงอยู่อย่างเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ พึงพอใจในสิ่งที่กิน เห็นความงามในสิ่งที่สวม สงบในที่ที่ตนอาศัย และยินดีในวิถีชีวิตของตน แม้โลกอันกว้างใหญ่จะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมถึง ก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตาม เพียงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต '''บทที่ 81''' ถ้อยคำที่จริงแท้ มักไม่หวือหวา ถ้อยคำที่หวือหวา มักไม่จริงแท้ ผู้เข้าถึงความจริง ย่อมไม่มัวโต้แย้ง ผู้ที่มัวโต้แย้ง ย่อมยังไม่เข้าถึงความจริง ผู้รู้แจ้ง ไม่ใช่ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ใช่ว่าจะรู้แจ้ง ผู้รู้ไม่สะสมเพื่อตนเอง ยิ่งเกื้อกูลผู้อื่น ตนเองยิ่งอุดมสมบูรณ์ ยิ่งแบ่งปันแก่ผู้อื่น ตนเองยิ่งเต็มเปี่ยม วิถีแห่งเต๋า คือการเกื้อกูลโดยไม่เบียดเบียน วิถีแห่งผู้รู้ คือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องแข่งกับใคร 8ejw6hzneon877bwr2nmfuv9wb7lbjb 295055 295054 2026-08-22T05:55:28Z Pandadah 12242 295055 wikitext text/x-wiki {{ลบ|[[วิกิซอร์ซ:นโยบายการลบ#หลักเกณฑ์การลบทันที|ท5 – นอกเหนือขอบเขต]] (เนื่องจากเป็น [[วิกิซอร์ซ:วิกิซอร์ซมีอะไรได้บ้าง#งานที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง]])}} เดินตามเต๋า เรียบเรียงจาก 《[https://zh.wikisource.org/zh-hant/道德經 道德經]》 โดย [[ผู้สร้างสรรค์:ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์|ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์]] © 2026 · CC BY-SA 4.0 เดินตามเต๋า เป็นงานเรียบเรียงและตีความ เต้าเต๋อจิง ในฐานะแนวทางของการฝึกฝนจิตใจ ชวนให้ผู้อ่านหันกลับมาสังเกตตนเอง เรียนรู้ธรรมชาติของจิต และค่อย ๆ ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติของเต๋า เนื่องจากต้นฉบับเต็มไปด้วยสำนวน ภาษา และบริบทของยุคสมัย งานเรียบเรียงฉบับนี้จึงไม่ได้มุ่งรักษารูปประโยคเดิมทุกถ้อยคำ แต่เลือกถ่ายทอดแก่นความหมายด้วยภาษาร่วมสมัย พร้อมเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับการฝึกฝนจิตใจ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงสาระของเต้าเต๋อจิงได้ง่ายขึ้น และนำไปใคร่ครวญผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน งานเรียบเรียงนี้ไม่ได้อ้างว่าเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องที่สุดของเต้าเต๋อจิง แต่เป็นเพียงความเข้าใจและการตีความของผู้เรียบเรียง หากมีส่วนใดคลาดเคลื่อน ย่อมเป็นข้อจำกัดของผู้เรียบเรียงแต่เพียงผู้เดียว '''บทที่ 1''' สัจธรรมที่สามารถกล่าวถึงได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสัจธรรม ไม่ใช่ตัวของสัจธรรม นามที่สามารถเรียกขานได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสิ่งนั้น ไม่ใช่ตัวของสิ่งนั้น “ความว่าง” คือชื่อที่ใช้เรียกจุดกำเนิดแห่งฟ้าดิน “ความมี” คือชื่อที่ใช้เรียกมารดาแห่งสรรพสิ่ง ดังนั้น เมื่อสถิตอยู่ในภาวะไร้ตัวตน ย่อมประจักษ์ถึงแก่นแท้อันลึกล้ำ เมื่อสถิตอยู่ในภาวะมีตัวตน ย่อมมองเห็นรูปปรากฏและขอบเขตของสรรพสิ่ง แท้จริงแล้ว ทั้งสองกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน เพียงแต่ถูกเรียกขานด้วยนามที่ต่างกัน ความเป็นหนึ่งซึ่งเผยออกมาเป็นความต่างนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเร้นลับ” ความเร้นลับซ้อนเร้นลับลงไปอีก คือประตูสู่ความมหัศจรรย์ทั้งปวง '''บทที่ 2''' เมื่อความงามถูกนิยาม ความน่าเกลียดก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อความดีถูกนิยาม ความชั่วก็ถือกำเนิดขึ้น เพราะความมีและความไม่มีต่างให้กำเนิดซึ่งกันและกัน ความยากและความง่ายต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ความยาวและความสั้นต่างอาศัยกันเพื่อให้ปรากฏ ความสูงและความต่ำต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน เสียงทุ้มและเสียงแหลมต่างสอดประสานซึ่งกันและกัน เบื้องหน้าและเบื้องหลังต่างติดตามซึ่งกันและกัน สรรพสิ่งล้วนดำเนินไปเช่นนี้เสมอ ผู้รู้จึงขับเคลื่อนชีวิตจากแก่นแท้ภายใน กระทำเต็มที่โดยไร้ใจที่ยึดติด เกื้อหนุนให้สรรพสิ่งเติบโต แต่ไม่เข้าครอบงำ สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ แต่ไม่ยึดถือว่าเป็นของตน ลงมือกระทำ แต่ไม่ยึดมั่นในผลงาน เมื่อการงานสำเร็จแล้ว ก็ไม่ยึดติดในความสำเร็จนั้น และเพราะไม่ยึดติดในความสำเร็จ ความสำเร็จนั้นจึงไม่เคยจากไป '''บทที่ 3''' ไม่ยกย่องผู้ใดจนเกินพอดี เพราะการเปรียบเทียบย่อมนำไปสู่การแข่งขัน ไม่ให้คุณค่าสิ่งใดจนเกินพอดี เพราะความยึดมั่นย่อมก่อให้เกิดความโลภ ไม่ปล่อยใจไหลตามความอยาก เพราะตัณหาย่อมทำให้จิตใจว้าวุ่น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงฝึกจิตให้หวนคืนสู่สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ ปล่อยวางกิเลส อัตตา และความฟุ้งซ่าน กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ลดความทะยานอยาก หล่อเลี้ยงแก่นแท้ภายในด้วยความเรียบง่ายและความสงบ เมื่อวางความยึดมั่นในตัวตน การกระทำย่อมสอดคล้องกับธรรมชาติ และชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสงบสุข '''บทที่ 4''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ เมื่อน้อมมาดำเนินชีวิตย่อมเป็นพลังที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ล้ำลึกดุจหุบเหวไร้ก้นราวกับเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง หากปรารถนาจะพบสภาวะนี้ในใจตน จงฝนความแหลมคมของตนให้มนลง ละวางอัตตา ความดื้อรั้น และความต้องการเอาชนะ คลี่คลายปมที่ร้อยรัดจิตใจ ปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่าน อารมณ์ รอยจำ และพันธะที่เหนี่ยวรั้งภายใน หลอมรวมผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ให้เป็นหนึ่งเดียว จนไม่เหลือเส้นแบ่งระหว่างผู้สังเกตกับประสบการณ์ ปล่อยให้การรู้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จนก้าวข้ามทั้งผู้รู้และผู้หลง เหลือเพียงการดำรงอยู่ที่เป็นไปเอง สภาวะนี้ใสกระจ่างและสงบนิ่งยิ่งนัก ราวกับดำรงอยู่อย่างเป็นอมตะในความว่างอันลึกซึ้ง ข้าไม่อาจรู้ได้ว่ามันกำเนิดมาจากสิ่งใด เพราะมันดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง ก่อนความคิดการตีความทั้งหลายจะถือกำเนิด และก่อนแม้แต่แนวคิดเรื่องพระผู้สร้างหรือเทพเจ้าองค์แรกเสียอีก '''บทที่ 5''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ไร้ความลำเอียง ปล่อยให้ทุกปรากฏการณ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป โดยไม่ยึดไว้หรือผลักไส ผู้รู้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ท่านมองเห็นความคิด อารมณ์ การตีความ เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป โดยไม่เข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน พื้นที่ว่างภายในจิตใจของท่านเปรียบดั่งเครื่องสูบลม แม้ภายในจะว่างเปล่า แต่กลับไม่เคยเหือดแห้ง ยิ่งสงบนิ่งเท่าไร พลังแห่งชีวิตก็ยิ่งไหลเวียน และปัญญาญาณก็ยิ่งเผยตัว การแสวงหาความรู้ภายนอกและการคิดตีความไม่รู้จบ มีแต่จะทำให้กายและใจเหนื่อยล้า ไม่สู้กลับมารักษาศูนย์กลางภายใน ด้วยการอยู่กับลมหายใจและความรู้ตัวในปัจจุบัน '''บทที่ 6''' จิตเดิมแท้นั้นไม่มีวันดับสูญ เป็นสภาวะที่ให้กำเนิดทุกประสบการณ์ภายใน และรองรับสภาวะคู่ตรงข้ามทั้งปวงโดยไม่เอนเอียงไปข้างใด สภาวะนี้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แผ่วเบา ละเอียดอ่อนราวกับไม่มีอยู่ แต่กลับเป็นต้นธารแห่งพลังชีวิต เมื่อดำรงอยู่ในจิตเดิมแท้ การกระทำทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลื่นไหล สอดคล้องกับครรลองแห่งเต๋าโดยไม่ต้องฝืนหรือบังคับแม้แต่น้อย '''บทที่ 7''' จิตเดิมแท้ดำรงอยู่นิจนิรันดร์ เหตุที่สภาวะนี้มั่นคงและยืนยง ก็เพราะมันไม่สร้างตัวตนขึ้นมาเพื่อปรนเปรอตนเอง จึงคงความสดใหม่โดยไม่ถูกจำกัดด้วยการเกิดหรือการดับ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ปล่อยให้ชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความคิด แต่หวนคืนสู่แก่นแท้ก่อนสิ่งอื่นใด เมื่อไม่ยึดมั่นในตัวตน จึงไม่มีสิ่งใดต้องคอยปกป้อง เมื่อไม่แสวงหาการดำรงอยู่ จึงดำรงอยู่อย่างแท้จริงและมั่นคง ไม่ใช่เพราะไร้ความหมกมุ่นในตัวตนหรอกหรือ การดำรงอยู่ที่แท้จริงจึงเผยตัวขึ้นเอง '''บทที่ 8''' สภาวะจิตเดิมแท้เปรียบดั่งสายน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงทุกสิ่งโดยไม่เรียกร้อง ไม่เปรียบเทียบและไม่แข่งขัน ยอมไหลสู่ที่ต่ำอย่างเป็นธรรมชาติจึงสอดคล้องกับเต๋า ผู้ที่ขัดเกลาจิตใจอยู่เสมอ ย่อมตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ใจลึก สงบ เปิดกว้าง ดูแลตนเองและผู้อื่นด้วยความเมตตา พูดด้วยความจริงใจ กระทำตามศักยภาพของตน และรู้จักจังหวะที่ควรนิ่งและควรเคลื่อนไหว เมื่อไม่แข่งขันกับชีวิต จิตย่อมเป็นอิสระจากความทุกข์ '''บทที่ 9''' สิ่งที่ถูกยึดไว้และเติมจนล้นย่อมเสียสมดุล ไม่สู้รู้จักหยุดแต่พอดี สิ่งที่ถูกทำให้สมบูรณ์แบบจนเกินไปย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน แม้ภายในจะเปี่ยมไปด้วยความรู้และความดีงาม แต่หากเข้าไปยึดถือ สิ่งที่เคยเป็นคุณก็อาจกลับกลายเป็นโทษได้ เมื่อเกิดความสำคัญตน ยกตนว่าพิเศษหรือต่ำต้อยกว่าผู้อื่น ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเอง ผู้รู้จึงเพียงทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เมื่อสิ่งนั้นสำเร็จแล้วก็วางลง ไม่ยึดครอง ไม่ยึดติด และไม่สร้างตัวตนจากสิ่งที่ทำ นี่คือครรลองแห่งเต๋า '''บทที่ 10''' ยามกายและใจเคลื่อนไหว สามารถประคองความรู้ตัวไว้โดยไม่หลงไปกับตัวตนได้หรือไม่? ยามกายและใจผ่อนคลายถึงที่สุด สามารถหวนคืนสู่ความบริสุทธิ์ดุจทารกแรกเกิดได้หรือไม่? ยามเผชิญความคิด อารมณ์ และความเปลี่ยนแปลงของชีวิต สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ปล่อยให้มันครอบงำได้หรือไม่? ยามรู้แจ้งความจริง สามารถเคารพวิถีของทุกสิ่งโดยไม่เข้าไปควบคุมหรือแทรกแซงได้หรือไม่? สร้างสรรค์แต่ไม่ยึดถือ เกื้อหนุนแต่ไม่ครอบครอง กระทำแต่ไม่ยึดติด นำทางแต่ไม่บงการ สภาวะเช่นนี้เองคือ คุณธรรมอันล้ำลึก '''บทที่ 11''' ซี่ล้อสามสิบซี่มาบรรจบกันที่ดุมล้อ แต่เป็นเพราะความว่างตรงกลางดุมนั้น ล้อจึงหมุนและใช้งานได้ ปั้นดินเหนียวขึ้นเป็นภาชนะ แต่เป็นเพราะความว่างภายใน ภาชนะจึงใช้บรรจุสิ่งต่าง ๆ ได้ เจาะประตูและหน้าต่างเพื่อสร้างบ้าน แต่เป็นเพราะพื้นที่ว่างภายใน บ้านจึงเป็นที่อยู่อาศัยได้ ดังนั้น สิ่งที่มีรูปร่างทำให้เกิดรูปทรง แต่ความว่างต่างหากที่ทำให้สิ่งนั้นใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง '''บทที่ 12''' การหลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอก กระแสนิยม และภาพลักษณ์ ทำให้สายตาหม่นมัวจนมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ การหมกมุ่นอยู่กับคำสรรเสริญ คำตำหนิ และเสียงซุบซิบนินทา ทำให้การรับฟังหม่นมัว จนไม่ได้ยินเสียงแห่งปัญญาภายใน การแสวงหาความสุขจากรสชาติ ความฟุ่มเฟือย และการตามใจความอยาก ทำให้จิตไม่อาจอิ่มเอมกับความเรียบง่ายของชีวิต การหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขัน การเอาชนะ อำนาจ และชื่อเสียง ทำให้จิตใจว้าวุ่น สูญเสียความสงบ และหลงลืมศูนย์กลางภายใน การยึดติดในทรัพย์สมบัติ วัตถุนิยม และสถานะทางสังคม ทำให้ชีวิตหันเหออกจากแก่นแท้ภายใน ไปไล่ตามคุณค่าที่โลกภายนอกกำหนด ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงเลือกใช้ชีวิตโดยอิงจากความจำเป็นที่แท้จริง จึงละสิ่งนั้นและเลือกสิ่งนี้ '''บทที่ 13''' การแสวงหาการยอมรับจากภายนอกทำลายความสงบสุขในจิตใจ ยิ่งคิดตีความมากเท่าไร ยิ่งนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวงมากเท่านั้น เหตุใดการแสวงหาการยอมรับจากภายนอกจึงทำลายความสงบสุขในจิตใจ? เพราะเมื่อแสวงหาคำชื่นชม จิตใจย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของคำพูด เมื่อได้รับก็ยินดี เมื่อถูกตำหนิก็หวั่นไหว จิตจึงขึ้นลงไปตามเสียงของผู้อื่น และไม่อาจตั้งมั่นอยู่กับความจริงภายในได้ เหตุใดการคิดตีความจึงนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวง? ความทุกข์ทั้งปวงเกิดจากการตีกรอบขังตนเองไว้ในนามสมมติ เมื่อทลายกำแพงแห่งความเห็นผิดได้แล้ว ความทุกข์จะตั้งอยู่ที่ใดได้อีก? ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เข้าใจและเคารพจังหวะขึ้นลงของชีวิต ย่อมประคองจิตใจให้มั่นคงได้ในทุกสถานการณ์ และผู้ที่โอบรับทุกประสบการณ์ของชีวิต ย่อมเข้าถึงความสงบเย็นอันแท้จริงภายในตนเอง '''บทที่ 14''' มองดูแต่ไม่เห็น เรียกว่า ไร้รูป ฟังดูแต่ไม่ได้ยิน เรียกว่า ไร้เสียง ไขว่คว้าแต่ไม่อาจจับต้อง เรียกว่า ไร้สัมผัส ทั้งสามไม่อาจไล่เลียงสืบสาวด้วยตรรกะ จึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เบื้องบนไม่สว่าง เบื้องล่างไม่มืด ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ไร้ชื่อ ไร้ขอบเขต และหวนคืนสู่ความว่าง นี่คือรูปที่ไร้รูป คือลักษณะของสิ่งที่ไร้ลักษณะ คือความเป็นหนึ่งเดียวที่ไร้เส้นแบ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดเริ่มต้น เมื่อตามหลังมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดสิ้นสุด จงตั้งมั่นอยู่กับจิตดั้งเดิม แล้วเฝ้ามองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อหวนคืนสู่จิตก่อนการปรุงแต่ง ย่อมเข้าถึงระเบียบอันลึกซึ้งของเต๋า อันเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 15''' ผู้ที่หวนคืนสู่เต๋าย่อมสงบนิ่ง ละเอียดอ่อน และไม่เร่งร้อน ระมัดระวังแต่ไม่หวาดกลัว อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ เรียบง่ายแต่ไม่ว่างเปล่า เปิดกว้างแต่ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตขุ่นมัวก็ไม่รีบจัดการ เพียงปล่อยให้ความสงบนำพาจนความกระจ่างเกิดขึ้นเอง เมื่อชีวิตยังไม่พร้อมก็ไม่เร่งเร้า เพียงดำรงอยู่กับเหตุปัจจัย ความงอกงามก็ค่อย ๆ ผลิบาน เพราะไม่แสวงหาความสมบูรณ์แบบตามภาพที่อัตตาสร้างขึ้น จึงสามารถอยู่กับความจริงที่ปรากฏตรงหน้าได้อย่างเรียบง่าย '''บทที่ 16''' ทำจิตให้ว่างถึงที่สุด รักษาความสงบไว้อย่างมั่นคง แม้ความคิด อารมณ์ และสิ่งเร้าสารพัดจะพรั่งพรูขึ้นมา ก็เพียงเฝ้ามองการเกิดขึ้นและดับไปของมัน เรื่องราวนับไม่ถ้วนในโลก ล้วนเกิดขึ้นแล้วหวนคืนสู่รากฐานเดิม เช่นเดียวกับความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป การหวนคืนสู่รากฐานเดิม คือความสงบ ความสงบ คือการหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม การหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม คือความเป็นนิรันดร์ และการรู้จักความเป็นนิรันดร์ คือความรู้แจ้ง ผู้ที่ไม่รู้ความจริงนี้ย่อมหลงไปตามการปรุงแต่งของจิตและก่อทุกข์ให้แก่ตนเอง ส่วนผู้ที่รู้แจ้ง ย่อมมีจิตใจกว้างขวาง ปราศจากอคติ และดำรงอยู่เหนือโลกแห่งถ้อยคำและการตีความ เมื่อจิตสอดคล้องกับธรรมชาติเดิม ก็ย่อมสอดคล้องกับเต๋า และเมื่อสอดคล้องกับเต๋า การดำรงอยู่ย่อมดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน '''บทที่ 17''' ผู้ที่สอดคล้องกับเต๋าอย่างสมบูรณ์ย่อมดำรงอยู่ด้วยจิตที่สงบนิ่ง เรียบง่าย และเป็นธรรมชาติจนไม่รู้สึกว่ามีตัวตนให้ยึดถือ รองลงมา คือผู้ที่ยังยินดีในความสงบ ความสุข และสภาวะอันละเอียดอ่อน แม้จะประณีตเพียงใด ก็ยังมีผู้เสพคอยยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นของตน รองลงมา คือผู้ที่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ การควบคุม และความพยายามขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ เพราะยังกลัวความผิดพลาดและการหลงทาง รองลงมา คือผู้ที่ปล่อยใจไปตามแรงปรุงแต่ง แล้วจึงย้อนกลับมาต่อต้าน ตำหนิ หรือเกลียดชังตนเอง วนเวียนอยู่ในความขัดแย้งไม่รู้จบ เมื่อขาดความไว้วางใจในธรรมชาติเดิมของตน ความไม่ไว้วางใจในชีวิตก็ย่อมเกิดขึ้น จงผ่อนคลาย ปล่อยวาง และหยุดไล่ตามความคิด เมื่อกายและใจกลับคืนสู่ความสงบ จะเห็นเองว่าความคิด ความรู้สึก และทุกปรากฏการณ์ ล้วนเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุม '''บทที่ 18''' เมื่อจิตเดิมแท้ถูกบดบัง ความดีงามที่เคยไหลออกมาอย่างเป็นธรรมชาติก็กลายเป็นความพยายามที่จะเป็นคนดีและมีคุณธรรม เมื่อความคิดอันชาญฉลาดของอัตตาเข้าครอบงำ การวางแผน คิดคำนวณ และการพยายามเป็นใครสักคนที่สำคัญก็เริ่มขึ้น เมื่อกายและใจขัดแย้งกัน มนุษย์จึงพยายามควบคุม กดข่ม และบังคับตนเองให้เป็นไปตามภาพของความดีงามที่คิดว่าถูกต้อง เมื่อจิตใจว้าวุ่นและหลงทางถึงที่สุด มนุษย์จึงแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ อุดมการณ์ หรือความคิดบางอย่าง เพื่อยึดไว้เป็นที่พึ่งของตน '''บทที่ 19''' ละวางการตีความและแยกออกจากกระแสความคิด แล้วการรับรู้ภายในจะเผยตัวอย่างเต็มที่ ละวางความพยายามที่จะเป็นคนดีมีคุณธรรม แล้วกายและใจจะค่อย ๆ กลับคืนสู่ความดีงามตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายาม ละวางเล่ห์เหลี่ยมและความคาดหวังในผลลัพธ์ แล้วความหวาดระแวงและความกลัวที่จะสูญเสียก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป แต่เพียงการละวางเท่านั้นยังไม่พอ พึงยึดถือความเรียบง่ายเป็นแนวทางของชีวิต หวนคืนสู่ความสมถะ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ซื่อตรงต่อธรรมชาติเดิมของตนเอง โดยไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์เพื่อแสวงหาการยอมรับ ลดความฟุ้งซ่าน ละความอยากที่เกินจำเป็น แล้วปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามจังหวะของมันเอง '''บทที่ 20''' “ใช่” กับ “ไม่ใช่” ต่างกันเพียงใด? “ดี” กับ “แย่” แตกต่างกันจริงหรือ? เมื่อจิตหลงยึดติดในโลกแห่งการแบ่งแยก ความกลัวของอัตตาย่อมกลายเป็นความกลัวของตนเอง และความคิดก็ไหลวนไม่รู้จบ ผู้คนแสวงหาความสุขจากสิ่งภายนอก ส่วนข้ากลับเลือกดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ปล่อยให้ชีวิตเป็นไป ไม่ยึดติดในบทบาทหรือภาพลักษณ์ใด แม้จะดูไร้จุดหมายในสายตาผู้คน แต่ภายในกลับเป็นอิสระ ผู้คนภาคภูมิใจในความรู้ ส่วนข้ายอมรับความไม่รู้ จิตจึงสงบนิ่ง กว้างใหญ่ และไม่ไหวเอนไปตามกระแสของโลก ผู้คนต่างมีสิ่งให้ยึดถือ ส่วนข้าไม่ยึดถือสิ่งใด หวนคืนสู่ธรรมชาติเดิมของตนเองอันเป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 21''' คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ย่อมเผยออกมาจากจิตเดิมแท้ เมื่อกล่าวถึงจิตเดิมแท้ในฐานะสิ่งหนึ่งสิ่งใด มันกลับเลือนรางและไม่อาจจับต้องได้ แต่ภายในความเลือนรางนั้นกลับเป็นต้นกำเนิดของทุกปรากฏการณ์ แม้มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่ภายในกลับอุดมด้วยศักยภาพแห่งการก่อกำเนิดสรรพสิ่ง ในความลุ่มลึกอันเงียบงัน มีแก่นแท้แห่งความจริงซ่อนอยู่ เป็นความจริงที่ไม่แปรเปลี่ยนและเปี่ยมด้วยปัญญาญาณ นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน จิตเดิมแท้ไม่เคยดับสูญ มันดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา เป็นดั่งประจักษ์พยานที่เฝ้ามองการกำเนิดและความเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง ข้ารู้จักต้นกำเนิดของสรรพสิ่งได้อย่างไร? ก็ด้วยการหวนกลับมาสถิตอยู่ในจิตเดิมแท้นี้เอง '''บทที่ 22''' ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม ยอมเผชิญกับด้านมืด จึงกลับคืนสู่ความสมดุล ยอมปล่อยวางตัวตน จึงดำรงอยู่ยาวนาน ยอมสละสิ่งเก่า จึงได้รับสิ่งใหม่ ยอมมีน้อย จึงได้รับมาก แต่ผู้ที่สะสมมากเกินไป ย่อมหลงทางและสับสน ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงตั้งมั่นอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวกับปัจจุบัน และไม่ไหลไปตามกระแสของโลก เพราะไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง จึงมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแจ่มชัด เพราะไม่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ จึงเป็นที่ยอมรับ เพราะไม่อวดอ้างผลงาน จึงสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เพราะไม่ยึดติดในเกียรติยศหรือความสำเร็จ จึงดำรงอยู่อย่างมั่นคง เพราะไม่พยายามควบคุมชีวิต จึงเบิกบานอยู่บนเส้นทางชีวิตโดยไร้ข้อจำกัด และโลกทั้งใบก็ไม่อาจควบคุมเขาได้เช่นกัน คำโบราณที่กล่าวว่า “ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม” หาใช่ถ้อยคำเลื่อนลอยไม่ แต่คือสัจธรรมที่เมื่อเข้าใจแล้ว ทุกสิ่งย่อมหวนคืนสู่ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ '''บทที่ 23''' ความสงบภายในคือวิถีแห่งธรรมชาติ ลมพายุไม่อาจพัดโหมได้ตลอดเช้า ฝนที่กระหน่ำก็ไม่อาจตกได้ตลอดวัน ธรรมชาติสอนเราว่า ทุกสิ่งล้วนมีจังหวะของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป การต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่จะทำให้ความทุกข์ยืดเยื้อ เมื่อจิตสอดคล้องกับเต๋า ชีวิตย่อมไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อจิตสอดคล้องกับคุณธรรม ความดีงามย่อมผลิบานออกมาเอง แต่เมื่อจิตหมกมุ่นอยู่กับความกลัว ความยึดติด และความสูญเสีย สิ่งเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ กลายเป็นกรอบการมองโลกที่เราอาศัยอยู่ ดังนั้น จงระวังสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจ เพราะสิ่งนั้นจะค่อย ๆ หล่อหลอมชีวิตของเรา และเมื่อเราไม่ไว้วางใจในธรรมชาติของชีวิต ความหวาดระแวงก็จะเข้ามาแทนที่ '''บทที่ 24''' ผู้ที่เร่งรีบเกินไป ย่อมไปได้ไม่ไกล ผู้ที่ฝืนธรรมชาติของตน ย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ผู้ที่มองเห็นแต่ตนเอง ย่อมมองไม่เห็นความจริงทั้งหมด ผู้ที่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ ย่อมยากจะได้รับการยอมรับ ผู้ที่อวดอ้างผลงานของตน ย่อมไม่อาจสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เมื่อมองจากวิถีแห่งเต๋า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนเกินที่เกิดจากอัตตา เปรียบดังภาระที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ผู้ที่ดำรงอยู่ในเต๋าจึงไม่ยึดถือหรือหล่อเลี้ยงสิ่งเหล่านี้ '''บทที่ 25''' มีสภาวะหนึ่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง ดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง มันสงบนิ่ง ว่างเปล่า และเป็นอิสระ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้า แต่แผ่ซึมอยู่ในทุกปรากฏการณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง ยากจะหาถ้อยคำมาอธิบาย จึงขอเรียกสภาวะนี้ว่า จิตเดิมแท้ และหากจะฝืนตั้งชื่ออีกประการหนึ่ง ก็อาจเรียกว่า ความยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่นี้ย่อมแผ่ขยายอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อขยายออกไปจนสุด ย่อมหวนกลับคืนสู่ต้นกำเนิดเดิม จิตเดิมแท้ย่อมยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ ธรรมชาติ และสภาวะรู้ ทั้งหมดล้วนดำรงอยู่ในความจริงเดียวกัน สภาวะรู้บริสุทธิ์อาศัยโลกแห่งการแบ่งแยกในการรับรู้ โลกแห่งการแบ่งแยกอาศัยปรากฏการณ์ในการปรากฏ ปรากฏการณ์อาศัยจิตเดิมแท้ในการดำรงอยู่ และจิตเดิมแท้ก็ดำรงอยู่ตามความเป็นไปเองแห่งธรรมชาติ '''บทที่ 26''' ความมั่นคงเป็นรากฐานของความผ่อนคลาย ความสงบเย็นเป็นนายเหนือความปั่นป่วน ด้วยเหตุนี้ ผู้ประคองสติรู้ตัว แม้ต้องดำเนินกิจธุระตลอดทั้งวัน ก็ไม่เคยละทิ้งฐานแห่งความมั่นคงภายใน แม้ถูกรายล้อมด้วยสิ่งเร้าอันน่าหลงใหล ก็ยังคงสงบนิ่งและเท่าทัน ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามสิ่งเหล่านั้น แล้วเหตุใดจิตซึ่งเป็นประธานของชีวิต จึงปล่อยให้ตนเองไหลไปตามกระแสของโลกภายนอก เมื่อจิตไหลตามสิ่งเร้ามากเกินไป ย่อมสูญเสียความมั่นคงภายใน เมื่อจิตปล่อยให้ความวิตกกังวลครอบงำ ย่อมสูญเสียความสงบเย็น '''บทที่ 27''' การกระทำที่ดี ไม่ทิ้งร่องรอยให้ยึดติด วาจาที่ดี ไม่เปิดช่องให้เกิดความขัดแย้ง การจัดการที่ดี ไม่หวังพึ่งพาผลลัพธ์ การปกป้องที่ดี ไม่ต้องอาศัยเครื่องพันธนาการ แต่มั่นคงจนไม่มีสิ่งใดแทรกผ่านได้ ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ต้องอาศัยข้อผูกมัด แต่กลับผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ทอดทิ้งแม้แต่เสี้ยวส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่มองข้ามแม้แต่สถานการณ์เดียวในชีวิต ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่เรียนรู้และเกื้อกูลกันได้ นี่คือปัญญาญาณอันแจ่มชัด ดังนั้น คนดีจึงเป็นครูของคนเลว และคนเลวก็เป็นบทเรียนของคนดี ในฐานะผู้ที่พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา หากไม่เห็นคุณค่าของครู และไม่เห็นคุณค่าของบทเรียน ต่อให้คิดว่าตนเองฉลาดเพียงใด ก็ยังคงหลงอยู่ในความมืดบอด นี่คือหัวใจแห่งสัจธรรมอันลึกซึ้ง '''บทที่ 28''' รู้จักความแข็งแกร่ง แต่เลือกความอ่อนโยน รู้จักความสว่าง แต่ไม่รังเกียจความมืด รู้จักเกียรติยศ แต่ยังคงความถ่อมตน ผู้ที่ดำรงอยู่เช่นนี้ ย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายอันเป็นธรรมชาติ เมื่อความเรียบง่ายถูกแบ่งแยก จึงเกิดบทบาท หน้าที่ และรูปแบบทั้งหลาย แต่ผู้รู้ใช้สิ่งเหล่านั้นโดยไม่ยึดติด เพราะฉะนั้น การจัดการที่ยิ่งใหญ่จึงไม่ใช่การตัดแบ่ง แต่เป็นการมองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวที่ซ่อนอยู่ในทุกความแตกต่าง '''บทที่ 29''' ผู้ใดคิดจะควบคุมชีวิตของตนเอง ด้วยการบังคับให้เป็นไปตามความต้องการ ย่อมไม่มีวันเข้าถึงความสงบที่แท้จริง ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าจะควบคุมหรือละเลยได้ ยิ่งฝืนจัดการ ชีวิตยิ่งพัง ยิ่งยึดมั่นถือมั่น ใจยิ่งสูญเสีย ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงปล่อยให้ชีวิตเกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ สมดุลภายในจึงไม่พังทลาย และเพราะไม่ยึดติดในสภาวะใด ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ความเป็นอิสระจึงเคยไม่สูญหาย แท้จริงแล้วชีวิตย่อมมีจังหวะของมันเอง มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา บางวันมีพลัง บางวันหดหู่ บางช่วงรุ่งเรือง บางช่วงซบเซา ผู้รู้จึงละทิ้งความสุดโต่ง ไม่ยึดติดกับสภาวะใด ไม่ฝืนให้ชีวิตต้องเป็นอย่างที่ต้องการ และประคองใจให้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสงบ '''บทที่ 30''' ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋า ย่อมไม่ใช้การกดข่มความรู้สึก หรือด่าทอตนเอง เพราะความรุนแรงที่กระทำต่อจิตใจ ย่อมหวนกลับมาทำร้ายตนเองเสมอ จิตใจที่ถูกบีบคั้นย่อมเกิดความทุกข์ และเมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ความอ่อนล้าและความว่างเปล่าภายในก็มักติดตามมา ผู้รู้เพียงปรารถนาให้จิตใจกลับคืนสู่ความสงบ โดยไม่พยายามครอบครองสภาวะนั้น เมื่อสงบแล้ว อย่าหลงตนว่าเหนือกว่า อย่านำความสงบมาโอ้อวด อย่าสำคัญว่าตนหมดกิเลส จงเห็นว่าความสงบเป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เมื่อสงบแล้ว อย่าได้บีบคั้นให้มันต้องสงบอยู่ตลอดไป เพราะสิ่งใดที่ถูกฝืนหรือยึดไว้แน่นเกินไป ย่อมเสื่อมถอยและแตกสลายในที่สุด สิ่งนี้เรียกว่าการฝืนวิถีแห่งเต๋า และผู้ที่ฝืนวิถีนั้นย่อมห่างไกลจากความสงบที่แท้จริง '''บทที่ 31''' ความตึงเครียด ความคิดตัดสิน ความโกรธแค้น และความเกลียดชัง ล้วนเป็นสภาวะที่บั่นทอนธรรมชาติเดิม ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋าจึงไม่ปล่อยให้จิตใจตกอยู่ใต้อำนาจของสภาวะที่รุนแรงนั้น เมื่อจิตใจเป็นปกติ ย่อมแสดงออกด้วยความเมตตา ความอ่อนโยน และการเปิดรับ แต่เมื่อกิเลสเข้าครอบงำ ก็จำเป็นต้องอาศัยความเด็ดขาดและสติปัญญาในการรู้เท่าทัน หากจำเป็นต้องเด็ดขาด จงทำด้วยใจที่สงบ ไม่ใช่ด้วยความโกรธหรือความเกลียดชัง เพราะสภาวะที่รุนแรงไม่ใช่วิถีแห่งเต๋า แม้จะก้าวข้ามกิเลสได้ ก็อย่าหลงยินดีในชัยชนะนั้น เพราะความรู้สึกว่า “ฉันเอาชนะได้” อาจกลายเป็นอัตตารูปแบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่อัตตาเดิม การละวางความอยากและนิสัยเดิม ย่อมมาพร้อมกับความเจ็บปวดและความอาลัย จงรับรู้ความทุกข์นั้นด้วยความเข้าใจและเมตตาต่อตนเอง ผู้รู้จึงใช้ทั้งความอ่อนโยนและความเด็ดขาดอย่างพอดี ไม่ตามใจกิเลส แต่ก็ไม่ทำร้ายจิตใจของตนเอง '''บทที่ 32''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้นั้นไร้นามและเรียบง่าย แม้จะดูอ่อนโยนสงบเย็น แต่กิเลสและสิ่งเร้าภายนอกไม่อาจครอบงำมันได้ เมื่อจิตดำรงอยู่ในความว่างดั้งเดิม ความคิดและอารมณ์ที่ปรุงแต่งย่อมค่อย ๆ สงบลงเอง เมื่อจิตเดิมแท้กับกายเป็นหนึ่งเดียว ความสงบเย็นและความอิ่มเอิบภายในย่อมเผยขึ้นโดยไม่ต้องบังคับจัดแจง ทุกสิ่งย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลตามธรรมชาติ เมื่อการรับรู้เริ่มแบ่งแยก ชื่อเรียกทั้งหลายก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อชื่อเกิดขึ้นแล้ว จงรู้จักหยุดอยู่เพียงเท่านั้น อย่าหลงว่าชื่อคือความจริงทั้งหมด ดุจสายน้ำจากลำธารที่ไหลรวมสู่แม่น้ำและมหาสมุทร ทุกสรรพสิ่งย่อมหวนคืนสู่ต้นกำเนิดเดียวกัน '''บทที่ 33''' การรู้เท่าทันผู้อื่นคือความเฉลียวฉลาด แต่การรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด และกิเลสของตนเอง คือปัญญาอันสว่างไสว การพยายามเอาชนะหรือควบคุมผู้อื่น เป็นพลังของอัตตา แต่การเอาชนะอัตตาของตนเองคือความแข็งแกร่ง ผู้ที่รู้พอใจในสิ่งที่มี โดยไม่วิ่งไล่ตามความสุขจากสิ่งเร้าภายนอก คือผู้มั่งคั่งอย่างแท้จริง ผู้ที่ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง คือผู้มีเจตจำนงค์แน่วแน่ ผู้ที่ประคองตนให้อยู่กับปัจจุบันขณะ คือผู้ตั้งมั่นในหนทาง แม้กายจะเสื่อมสลาย แต่การดำรงอยู่ไม่ดับสูญ ย่อมมีอายุยืนยาว ชั่วนิรันดร์ '''บทที่ 34''' ชีวิตดำเนินไปได้ดีที่สุด เมื่อเลิกพยายามเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ความดีงามที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการควบคุม แต่เกิดจากการเปิดพื้นที่ให้ทุกสิ่งเติบโต เมื่อสิ่งต่าง ๆ งอกงามแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบอ้างว่าเป็นผลงานของตน ผู้ที่คอยสนับสนุนโดยไม่ครอบงำ ย่อมทำให้ผู้อื่นเติบโตได้อย่างเต็มที่ ผู้ที่พร้อมปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ย่อมได้รับความไว้วางใจโดยไม่ต้องเรียกร้อง เพราะไม่พยายามเป็นคนสำคัญ จึงกลายเป็นผู้ที่สำคัญอย่างแท้จริง เพราะไม่ประกาศว่าตนยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่จึงปรากฏขึ้นเอง '''บทที่ 35''' ผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยมีเต๋าเป็นแนวทาง ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ผู้คนชื่นชอบ แต่ความสงบ ความเรียบง่าย และความเป็นธรรมชาติของเขา กลับทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัว เมื่อใจสงบเย็น ความร่มเย็นและความสมดุลย่อมแผ่ขยายออกไปถึงผู้คนรอบตัว เสียงดนตรีอันไพเราะและอาหารเลิศรส ย่อมดึงดูดให้ผู้คนหยุดชื่นชม แต่เต๋ากลับเรียบง่ายจนดูจืดชืด มองไม่เห็นความโดดเด่น และฟังดูไม่น่าตื่นเต้น ทว่าเมื่อค่อย ๆ น้อมนำมาดำเนินในชีวิตประจำวัน ความอิ่มเอิบภายในกลับหลั่งไหลออกมาอย่างไม่รู้จบ '''บทที่ 36''' ยามใดที่อัตตาหรือกิเลสพองโตถึงขีดสุด นั่นคือสัญญาณว่าชีวิตกำลังเริ่มเสื่อมถอย ยามใดที่จิตใจตึงเครียด แข็งกร้าว และฝืนพยายาม นั่นคือสัญญาณว่าความอ่อนแอกำลังก่อตัวขึ้น ยามใดที่หลงระเริงในความสำเร็จ ชื่อเสียง อำนาจ หรือสิ่งที่ครอบครอง นั่นคือสัญญาณว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังใกล้เข้ามา ยามใดที่สิ่งเก่าคลายตัวลง พื้นที่ว่างย่อมเปิดออกเพื่อรองรับการเริ่มต้นใหม่ ผู้ที่มองเห็นวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมเข้าใจการเคลื่อนไหวอันละเอียดอ่อนของชีวิต ความอ่อนโยนและความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้างได้เสมอ ดุจปลาที่ไม่ควรออกจากห้วงน้ำลึก ฉันใด จิตก็ไม่ควรละทิ้งฐานแห่งความรู้ตัว ฉันนั้น '''บทที่ 37''' ผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าย่อมดำรงชีวิตโดยไม่ฝืนแทรกแซง แต่ไม่มีสิ่งใดที่ไม่สำเร็จตามเหตุปัจจัย หากสภาวะรู้ภายในดำรงอยู่กับจิตเดิมแท้ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมทั้งหลาย ย่อมค่อย ๆ คลี่คลายและเปลี่ยนแปลงไปเอง โดยไม่ต้องบังคับ เมื่อกิเลสหรือความอยากผุดขึ้น เพียงหวนกลับสู่ความเรียบง่ายดั้งเดิม แล้วปล่อยให้ความสงบนั้นโอบอุ้มมันไว้ เมื่อไม่หล่อเลี้ยงความอยาก จิตย่อมสงบ และเมื่อจิตสงบ ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสอดคล้องอย่างเป็นธรรมชาติ '''บทที่ 38''' ผู้มีคุณธรรม ไม่ยึดติดว่าตนต้องมีคุณธรรม ไม่กระทำและไม่มีเจตนาแอบแฝง ผู้ยึดติดในคุณธรรม ย่อมพยายามรักษาคุณธรรม แม้ดูเหมือนไม่กระทำ แต่ยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีความเมตตา กระทำโดยปราศจากเจตนาแอบแฝง ผู้มีมโนธรรมสำนึก กระทำด้วยความตั้งใจ และยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีมารยาท กระทำตามกฎเกณฑ์ แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ใช้กำลังหรืออำนาจบีบบังคับผู้อื่น เมื่อสูญเสียสภาวะจิตอันบริสุทธิ์ จึงเหลือเพียงคุณธรรม เมื่อสูญเสียคุณธรรม จึงเหลือเพียงความเมตตา เมื่อสูญเสียความเมตตา จึงเหลือเพียงมโนธรรมสำนึก เมื่อสูญเสียมโนธรรมสำนึก จึงเหลือเพียงกฎเกณฑ์ภายนอก แท้จริงแล้ว กฎเกณฑ์ภายนอกเป็นเพียงเปลือกบาง ๆ ของความซื่อสัตย์และความจริงใจ และเมื่อเหลือเพียงสิ่งนั้น ความวุ่นวายในสังคมก็เริ่มก่อตัวขึ้น '''บทที่ 39''' ในอดีตกาล สิ่งที่เข้าถึง “หนึ่ง” (เต๋า) ย่อมดำรงอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ ฟ้าจึงใสกระจ่าง ดินจึงมั่นคง สรรพสิ่งจึงถือกำเนิด และจิตจึงตั้งมั่นสงบเย็น เมื่อสูญเสียความเป็นหนึ่ง ทุกสิ่งย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ดังนั้น ความสูงส่งย่อมอาศัยความอ่อนน้อมเป็นรากฐาน ความพิเศษย่อมอาศัยความธรรมดาเป็นฐานรองรับ ผู้ที่แสวงหาการยอมรับ ย่อมไม่พบเกียรติยศที่แท้จริง ส่วนผู้ที่มีเกียรติยศอย่างแท้จริง ย่อมไม่แสวงหาการยอมรับจากภายนอก เพราะฉะนั้น อย่าปรารถนาจะล้ำค่าดั่งหยก แต่จงเป็นดั่งก้อนหินธรรมดา ที่ดำรงอยู่ร่วมกับทุกสิ่งอย่างเรียบง่ายและกลมกลืน '''บทที่ 40''' การหวนคืนสู่ความสงบเย็น คือการเคลื่อนไหวของจิตเดิมแท้ ความอ่อนโยนและความถ่อมตน คือการแสดงออกของจิตเดิมแท้ ปัญญาญาณทั้งมวลย่อมงอกงามจากความรู้ตัว และความรู้ตัวนั้น ย่อมถือกำเนิดจากความว่างอันบริสุทธิ์ '''บทที่ 41''' คนที่พร้อมเรียนรู้ เมื่อพบสัจธรรมย่อมนำกลับมาฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอ คนที่พร้อมเพียงครึ่งเดียว บางวันก็เข้าใจ บางวันก็กลับไปหลงวนในความคิดการตีความเหมือนเคย ส่วนคนที่ยังยึดติดกับกรอบความคิดเดิม มักหัวเราะเยาะสิ่งที่ตนยังไม่เข้าใจ เพราะความจริงที่ลึกซึ้ง มักไม่เป็นไปอย่างที่อัตตาคาดหวัง สิ่งที่สว่าง อาจดูมืด สิ่งที่ก้าวหน้า อาจดูเหมือนถอยหลัง สิ่งที่เรียบง่าย อาจดูเหมือนยาก ผู้ที่ถ่อมตน อาจดูเหมือนไม่มีอะไร ผู้ที่ยิ่งใหญ่ อาจดูธรรมดา สิ่งที่ลึกที่สุด อาจไร้เสียง และสิ่งที่จริงที่สุด อาจไร้รูปให้มองเห็น สัจธรรมไม่ต้องอาศัยชื่อเรียก แต่คอยเกื้อหนุนให้ทุกชีวิตเติบโตและงอกงามตามธรรมชาติ '''บทที่ 42''' ทุกสิ่งล้วนเริ่มต้นจากความเป็นหนึ่ง ก่อนจะแตกแขนงออกเป็นความแตกต่าง ความสัมพันธ์ และเรื่องราวนับไม่ถ้วน ทุกสิ่งในชีวิตต่างมีสองด้านเสมอ สิ่งที่ให้คุณในวันนี้อาจให้โทษในวันหน้า และสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความสูญเสียอาจกำลังเปิดทางให้บางสิ่งที่มีค่ากว่าเกิดขึ้น ผู้คนมักหลีกหนีความโดดเดี่ยว ความธรรมดา และความต่ำต้อย แต่ผู้รู้กลับน้อมรับสิ่งเหล่านี้ เพื่อเตือนใจให้ถ่อมตน เพราะความถ่อมตนคือรากฐานของการหวนคืนสู่เต๋า ดังนั้น อย่าแข็งกร้าวจนเกินไป เพราะสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ ย่อมอยู่ได้ไม่นาน '''บทที่ 43''' สิ่งที่อ่อนที่สุดย่อมผ่านพ้นสิ่งที่แข็งที่สุดได้ สิ่งที่ไร้รูปย่อมแทรกซึมผ่านช่องว่างที่ไม่มีสิ่งใดเข้าถึงได้ ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงประจักษ์ถึงอานุภาพของธรรมชาติเดิมแท้ การสอนโดยไม่ต้องอาศัยคำพูด และการดำเนินชีวิตโดยไม่คาดหวังให้อนาคตเป็นไปตามใจต้องการ เป็นสิ่งที่มีน้อยคนนักจะเข้าถึงได้ '''บทที่ 44''' ชื่อเสียงสำคัญกว่าชีวิตจริงหรือ? ทรัพย์สินมีค่ามากกว่าความสงบของจิตจริงหรือ? การได้มาและการสูญเสีย สิ่งใดทำให้ใจเป็นทุกข์มากกว่ากัน? ยิ่งยึดติดมาก ยิ่งต้องสูญเสียมาก ยิ่งสะสมมาก ยิ่งหวาดกลัวการพลัดพราก เมื่อรู้จักพอ ใจย่อมไม่ถูกครอบงำ เมื่อรู้ว่าเมื่อใดควรหยุด ชีวิตย่อมปลอดภัยและสงบเย็นได้อย่างยั่งยืน '''บทที่ 45''' สิ่งที่ดีที่สุด มักไม่จำเป็นต้องดูดีที่สุด สิ่งที่เต็มที่สุด มักไม่อวดว่าตัวเองเต็ม คนที่มั่นคงจริง ไม่จำเป็นต้องแข็งกระด้าง คนที่เก่งจริง ไม่จำเป็นต้องโอ้อวดความเก่ง คนที่เข้าใจจริง ไม่จำเป็นต้องพูดให้คนอื่นยอมรับ ความสงบ มีพลังมากกว่าความร้อนรน ความเย็นของจิต เอาชนะความเร่าร้อนของอารมณ์ เมื่อจิตใจสงบเย็น ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลของมันเอง '''บทที่ 46''' เมื่อชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรม พลังชีวิตย่อมถูกนำมาใช้เพื่อหล่อเลี้ยง ฟื้นฟู และเกื้อกูลให้ชีวิตเบ่งบานอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อชีวิตห่างไกลจากสัจธรรม พลังเดียวกันนั้นกลับถูกใช้ไปกับการแข่งขัน การแสวงหา และการไขว่คว้าสิ่งภายนอกไม่รู้จบ ไม่มีภัยใดร้ายแรงไปกว่าการไม่รู้จักพอ ไม่มีหายนะใดหนักหนาไปกว่าความอยากที่ไม่สิ้นสุด เพราะผู้ที่ไม่เคยพอ ย่อมไม่มีวันพบกับความสงบ เมื่อรู้จักพอ ความอิ่มเอมย่อมเกิดขึ้นจากภายใน ไม่ใช่จากการได้ครอบครองมากขึ้น และความพอเช่นนี้เอง คือความมั่งคั่งที่แท้จริงและยั่งยืน '''บทที่ 47''' เมื่อมีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง ย่อมประจักษ์แจ้งในสัจธรรมของชีวิต เมื่อไม่แส่ส่ายแสวงหา ย่อมเห็นวิถีแห่งธรรมชาติตามที่เป็น ยิ่งจิตฟุ้งซ่านออกไปไกล ยิ่งห่างไกลจากความจริงแท้ภายใน ฉะนั้น ผู้รู้แม้นิ่งอยู่กับที่ ก็หยั่งรู้ความจริง แม้ไม่ได้มองด้วยตา ก็เห็นแจ้งด้วยปัญญา แม้ไม่ได้เร่งร้อนกระทำการ สิ่งทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงเอง '''บทที่ 48''' ผู้แสวงหาความรู้ทางโลก ยิ่งเรียนรู้ก็ยิ่งสั่งสม ผู้แสวงหาความจริงแท้ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งลดละ ลดละแล้วลดละอีก จนจิตบริสุทธิ์จากการปรุงแต่ง เมื่อไร้การฝืนแทรกแซง ก็ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจบรรลุ การดูแลจิตใจไม่ใช่การบังคับควบคุม หากแทรกแซงมากเกินไป ย่อมไม่อาจเป็นนายเหนือตนเองได้ '''บทที่ 49''' ผู้รู้ย่อมไม่ยึดติดกับความคิดหรืออัตตาของตน แต่เปิดใจรับทุกผู้คนและทุกสถานการณ์ตามความเป็นจริง ผู้ที่มีเมตตา ก็เมตตาตอบ ผู้ที่ยังขาดเมตตา ก็ไม่โกรธเคือง เพราะความเมตตาเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้ที่น่าเชื่อถือ ก็ไว้วางใจ ผู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ ก็ยังคงเปิดใจรับฟัง เพราะความจริงใจเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้รู้ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยความอ่อนน้อม ไม่ยึดเอาความเห็นของตนเป็นศูนย์กลาง แต่ช่วยหลอมรวมความแตกต่างให้กลับคืนสู่ความกลมกลืน แม้ผู้คนต่างหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตาเห็นและหูได้ยิน ผู้รู้กลับดำรงจิตอันบริสุทธิ์ เรียบง่าย และไร้เดียงสา ดุจเด็กทารก '''บทที่ 50''' เมื่อจิตเกิดความยึดมั่น ความทุกข์ย่อมติดตามมา เมื่อยึดติดในภาพตัวตน ย่อมเกิดความเจ็บปวด เมื่อจมอยู่ในกิเลส ย่อมเกิดความทุกข์ใจ เมื่อดิ้นรนแสวงหาความสุข กลับยิ่งห่างไกลความสุขนั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะพวกเขาดำเนินชีวิตสวนทางกับครรลองแห่งธรรมชาติ ได้ยินมาว่า ผู้ที่ประคองรักษาจิตเดิมแท้ให้บริสุทธิ์และมั่นคงอยู่เสมอ ยามเผชิญกระแสโลก ย่อมไม่ถูกความโลภหรือความโกรธครอบงำ ยามเผชิญความขัดแย้ง ย่อมไม่หวั่นไหวต่ออคติหรือคำครหา ความโกรธไร้ที่ตั้ง ความโลภไร้ที่ฟูมฟัก ความเกลียดชังไร้ที่หยั่งราก เพราะภายในจิตของเขาไม่มีตัวตนที่รอให้สิ่งใดมากระทบหรือทำร้าย '''บทที่ 51''' ความว่างบริสุทธิ์ให้กำเนิดสรรพสิ่ง คุณธรรมโอบอุ้มและฟูมฟัก ชีวิตทำให้แต่ละสิ่งมีลักษณะเฉพาะ ส่วนสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขต่าง ๆ หล่อเลี้ยงให้เติบโตจนสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ สรรพสิ่งจึงเคารพในความว่างบริสุทธิ์และยกย่องคุณธรรม ไม่ใช่เพราะมีผู้ใดบังคับ แต่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ เต๋าให้กำเนิด คุณธรรมฟูมฟัก หล่อเลี้ยงให้เติบโต ช่วยให้สุกงอม บำรุงรักษา และคุ้มครอง ให้กำเนิดแต่ไม่ยึดครอง สร้างสรรค์แต่ไม่อวดอ้าง นำพาแต่ไม่ควบคุม นี่คือสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรมอันลึกล้ำ '''บทที่ 52''' สรรพสิ่งล้วนมีต้นกำเนิด และต้นกำเนิดนั้นคือรากของสรรพสิ่ง เมื่อเข้าถึงต้นกำเนิดย่อมเข้าใจทุกสิ่งที่ถือกำเนิดจากมัน เมื่อตั้งมั่นอยู่กับรากเดิม ตลอดชีวิตย่อมไม่หลงทางและไม่ตกอยู่ในอันตราย ละวางตัณหา ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ชีวิตย่อมเป็นอิสระจากความวุ่นวาย แต่หากเปิดรับสิ่งเร้าภายนอกโดยขาดสติ และมัวแต่พยายามควบคุมทุกสิ่ง ตลอดชีวิตก็ยากจะพบความสงบ มองเห็นสิ่งละเอียดเล็กน้อยได้ เรียกว่า ความแจ่มแจ้ง รักษาความอ่อนโยนไว้ได้ เรียกว่า ความแข็งแกร่ง จงใช้ความรู้ตัวหวนกลับสู่ความแจ่มแจ้งภายใน เพื่อไม่ให้หลงเหลือตัวตนไว้รองรับทุกข์ภัย นี่คือการดำเนินตามครรลองแห่งธรรมชาติอันเป็นนิรันดร์ '''บทที่ 53''' หากยังพอมีความรู้แจ้งและดำเนินชีวิตอยู่บนวิถีแห่งสัจธรรม สิ่งเดียวที่หวั่นเกรง คือการปล่อยให้จิตหลงออกนอกครรลองแห่งธรรมชาติ เพราะสัจธรรมอันยิ่งใหญ่นั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แต่มนุษย์กลับชอบเดินในทางลัดที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่ง ผู้คนมักเอาใจใส่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่ปล่อยให้จิตใจภายในรกร้าง สะสมความรู้ ตำแหน่ง และหัวโขน พกพาตรรกะและคำตัดสินอันเฉียบคม หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเร้าภายนอก และสั่งสมความยึดมั่นในตัวตนจนล้นใจ สภาวะเช่นนี้ไม่ต่างจากจอมโจรที่ปล้นชิงความสงบจากตนเอง แล้วกลับหลงภูมิใจในสิ่งที่ปล้นมา นี่ไม่ใช่วิถีแห่งสัจธรรม '''บทที่ 54''' ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะ ย่อมไม่หวั่นไหวต่อกิเลส ผู้ที่โอบอุ้มสัจธรรมไว้อย่างมั่นคง ย่อมไม่หลงออกจากวิถีอันแท้จริง ผู้ที่รักษาภาวะจิตเช่นนี้ไว้ได้ ย่อมส่งต่อปัญญาและความสงบเย็นสู่คนรุ่นหลังได้อย่างไม่ขาดสาย เมื่อบ่มเพาะเต๋าในตน คุณธรรมย่อมหยั่งราก เมื่อแผ่ขยายสู่ครอบครัว ความอบอุ่นย่อมงอกงาม เมื่อแผ่ขยายสู่ชุมชน ความเป็นกัลยาณมิตรย่อมมั่นคง เมื่อแผ่ขยายสู่สังคม ความอุดมสมบูรณ์และการเกื้อกูลย่อมแพร่หลาย ดังนั้น หากปรารถนาจะเข้าใจผู้อื่น จงเริ่มจากการเข้าใจตนเอง หากปรารถนาจะเข้าใจครอบครัวอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจครอบครัวของตน หากปรารถนาจะเข้าใจชุมชนอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจชุมชนของตน หากปรารถนาจะเข้าใจสังคม จงเริ่มจากการเข้าใจสังคมที่ตนอาศัยอยู่ หากปรารถนาจะเข้าใจชีวิต จงเริ่มจากการเข้าใจชีวิตของตนเอง ข้ารู้จักความเป็นไปของโลกได้อย่างไรน่ะหรือ? ก็ด้วยสิ่งนี้เอง '''บทที่ 55''' ผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมอันบริสุทธิ์ ย่อมมีสภาวะจิตดุจทารกแรกเกิด อ่อนโยน ยืดหยุ่น ตื่นรู้อยู่เสมอ และเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิต โดยไม่ถูกกิเลสหรือสิ่งเร้าภายนอกครอบงำ เพราะพลังดั้งเดิมยังดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ดำรงจิตไว้ในความสมดุลกลมกลืน ย่อมเข้าถึงสัจธรรม เมื่อเข้าถึงสัจธรรม ย่อมเกิดปัญญารู้แจ้ง ความอยากเด่นดังและความพยายามควบคุมทุกสิ่ง ล้วนเป็นสัญญาณของการหลงออกจากจิตเดิมแท้ เมื่อสิ่งใดแข็งกร้าว ตึงเครียด หรือฝืนธรรมชาติจนเกินพอดี สิ่งนั้นย่อมเสื่อมสลายก่อนเวลาอันควร '''บทที่ 56''' ผู้รู้จริงย่อมไม่ป่าวประกาศว่าตนรู้ ส่วนผู้ที่ป่าวประกาศว่าตนรู้ย่อมไม่รู้จริง จงละวางความยึดมั่นในอัตตา คลี่คลายความคิดอันสับสน หวนคืนสู่ความเรียบง่าย และกลมกลืนกับความธรรมดาของชีวิต นี่คือความเป็นหนึ่งเดียวอันลึกซึ้ง สภาวะนี้ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความยึดติด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเกลียดชัง ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความอยาก ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเจ็บปวด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนพิเศษกว่าผู้อื่น และไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนต่ำต้อยกว่าผู้อื่น นี่จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 57''' จงซื่อสัตย์ต่อแก่นแท้ภายใน พลิกแพลงตามสถานการณ์ และปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปโดยไม่แทรกแซงเกินจำเป็น ยิ่งจิตถูกพันธนาการด้วยความกลัว ชีวิตยิ่งติดขัด ยิ่งยึดติดในความรู้ ชีวิตยิ่งวุ่นวาย ยิ่งใช้ความฉลาดเข้าข้างตนเอง ความอยากที่ผิดธรรมชาติก็ยิ่งเพิ่มพูน ยิ่งบังคับตนเองด้วยกฎเกณฑ์ ความอึดอัดก็ยิ่งทับถม เพราะฉะนั้น ผู้รู้จึงกล่าวว่า ข้าไม่ฝืนควบคุมสิ่งใด ความสัมพันธ์ย่อมกลับคืนสู่สมดุลเอง ข้าอยู่นิ่ง ชีวิตย่อมเข้าที่เข้าทางเอง ข้าไม่ฝืนแทรกแซง พลังชีวิตย่อมฟื้นคืนเอง ข้าไม่ทะยานอยาก จิตย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายและบริสุทธิ์เอง '''บทที่ 58''' เมื่อปล่อยวางการควบคุม และเปิดพื้นที่ให้ทุกความคิดและอารมณ์เกิดขึ้น จิตใจย่อมหวนคืนสู่ความสงบเอง แต่เมื่อคอยบังคับให้ตนเองเป็นไปตามภาพที่ยึดไว้ จิตใจย่อมอึดอัดและเต็มไปด้วยแรงต้าน ผู้รู้จึงรับฟังความคิดความรู้สึก แต่ไม่หลงเชื่อว่าทั้งหมดคือความจริง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแต่ไม่ด่วนตัดสินผู้อื่น ตรงไปตรงมาแต่ไม่ก้าวร้าว มีปัญญาแต่ไม่โอ้อวด ในความทุกข์มีเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขซ่อนอยู่ ในความสุขก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์แฝงอยู่เช่นกัน ใครเล่าจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด? เมื่อไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร สิ่งที่เห็นว่าตรงอาจคด สิ่งที่เห็นว่าดีอาจบิดเบี้ยว ผู้คนหลงติดอยู่กับการแบ่งแยกเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว '''บทที่ 59''' ในการดูแลตนเองและดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดประเสริฐไปกว่า การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล คือการจำนนต่อชีวิตตั้งแต่ต้น (Surrender) และการจำนนเช่นนี้เอง คือการสั่งสมคุณธรรมและพลังชีวิตภายในอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณธรรมและพลังชีวิตหยั่งรากมั่นคง ย่อมก้าวข้ามอุปสรรคและกิเลสทั้งปวงได้ เมื่อไร้สิ่งต้านทาน ศักยภาพภายในย่อมไร้ขอบเขต สามารถเป็นนายเหนือกายและใจของตนเองได้ เมื่อหวนคืนสู่จิตดั้งเดิมผู้เป็นดั่งมารดาแห่งปรากฏการณ์ ชีวิตและปัญญาญาณย่อมดำรงอยู่อย่างยั่งยืน นี่คือการหยั่งรากลึก สร้างฐานอันมั่นคง และเป็นวิถีแห่งความยั่งยืนที่แท้จริง '''บทที่ 60''' จงดูแลอาณาจักรแห่งตน ประหนึ่งฟูมฟักปลาเล็กด้วยความอ่อนโยนละเมียดละไม เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในความว่างอันบริสุทธิ์ กิเลส การคิดตีความ และภาพลวงตาย่อมหมดอำนาจ ไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านั้นเลือนหายไป แต่เพราะไม่อาจครอบงำหรือทำร้ายจิตใจได้อีก สิ่งเร้าภายนอกจะหมดพิษสง ความขัดแย้งภายในก็จะเบาบางลงเช่นกัน เมื่อกระแสชีวิตและจิตใจภายในไม่ขัดแย้งกัน คุณธรรมและพลังชีวิตย่อมไหลเวียนกลับคืนสู่ศูนย์กลางอย่างสมบูรณ์ '''บทที่ 61''' สติความรู้ตัวเปรียบดั่งผืนดินที่รองรับทุกสายน้ำ มีความสงบเย็นเป็นรากฐาน และเปิดรับทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ความสงบ (หยิน) ย่อมโอบอุ้มและประคองความเคลื่อนไหว (หยาง) ให้ทุกการกระทำเกิดขึ้นจากจิตที่สงบ เมื่อสติความรู้ตัวรับฟังเสียงภายใน ความคิดและความรู้สึกย่อมค่อย ๆ คลี่คลายกลับคืนสู่ความสงบ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับให้สงบ แต่เพราะได้รับการรับฟัง จึงสงบลงเอง สติความรู้ตัวเพียงโอบอุ้มและดูแลชีวิต ส่วนเสียงภายในเพียงทำหน้าที่รับใช้และเตือนภัย เมื่อทั้งสองต่างทำหน้าที่ของตนแล้ว สติความรู้ตัวย่อมกลับไปดำรงอยู่ในฐานะผู้สังเกตอย่างสงบนิ่งดังเดิม '''บทที่ 62''' สภาวะแห่งจิตดั้งเดิม คือส่วนลึกอันเร้นลับที่โอบอุ้มทุกปรากฏการณ์ เป็นขุมทรัพย์ของผู้ตั้งมั่นในสัจธรรม และเป็นที่พึ่งของผู้ที่ยังหลงผิด คำพูดอันไพเราะอาจซื้อใจผู้คนได้ ความประพฤติอันดีงามอาจได้รับการยกย่อง แล้วผู้ที่ยังหลงผิดหรือมีข้อบกพร่อง สมควรถูกทอดทิ้งงั้นหรือ? ด้วยเหตุนี้ แม้จะพยายามเป็นคนดี มีความคิดและเหตุผลที่ถูกต้อง หรือยึดถือสิ่งภายนอกอันสูงส่งเพียงใด ก็ยังไม่ประเสริฐเท่าการหวนคืนสู่สภาวะจิตดั้งเดิมอันว่างเปล่าบริสุทธิ์ เหตุใดคนโบราณจึงให้คุณค่าแก่สภาวะนี้ยิ่งนัก? เพราะเมื่อจิตหวนคืนสู่ความว่าง ย่อมพบความสงบ เมื่อพลั้งเผลอหรือหลงผิด ก็ยังมีที่ให้กลับคืน เพราะเหตุนี้เอง สภาวะว่างเปล่าบริสุทธิ์ จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 63''' จงกระทำโดยไม่ฝืนพยายาม จัดการโดยไม่ควบคุม ชื่นชมความเรียบง่าย มองเห็นความใหญ่ในสิ่งเล็ก และเห็นความมากในความน้อย การจัดการเรื่องยาก ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเรื่องง่าย การสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ เพราะเรื่องยากทั้งหลายล้วนเริ่มจากเรื่องง่าย และสิ่งยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนเริ่มจากสิ่งเล็กเสมอ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่มุ่งทำการใหญ่ แต่กลับทำการใหญ่ได้สำเร็จ ผู้ที่รับปากง่าย ย่อมรักษาคำพูดได้ยาก ผู้ที่เห็นว่าทุกอย่างง่าย ย่อมพบความยากในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ประมาท มองเห็นความยากตั้งแต่ต้น และเพราะความรอบคอบเช่นนี้เอง สุดท้ายจึงไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไป '''บทที่ 64''' ยามที่จิตสงบ ย่อมง่ายต่อการอยู่กับปัจจุบันขณะ ยามที่กิเลสยังไม่ก่อตัว ย่อมง่ายต่อการรู้เท่าทัน ยามที่อารมณ์ยังอ่อน ย่อมง่ายต่อการละวาง ยามที่ความคิดตีความยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ย่อมง่ายต่อการปล่อยให้สลายไป ดังนั้น จงรู้เท่าทันตั้งแต่สิ่งนั้นยังไม่ก่อตัว จัดระเบียบจิตใจก่อนความวุ่นวายจะเกิดขึ้น อารมณ์ที่ท่วมท้นล้วนเริ่มจากความคิดเล็ก ๆ ภาพลวงอันยิ่งใหญ่ล้วนก่อตัวจากความยึดมั่นทีละน้อย และการเดินทางสู่สัจธรรม ย่อมเริ่มจากความรู้ตัวในปัจจุบันขณะ ผู้คนมักล้มเหลวในช่วงใกล้สำเร็จ หากระมัดระวังในตอนท้ายเช่นเดียวกับตอนเริ่ม ย่อมไม่มีสิ่งใดล้มเหลว ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ยึดติดแม้แต่ความปรารถนา ไม่หลงคุณค่าสิ่งหายาก ปล่อยวางความรู้ที่ยึดถือ และหวนคืนสู่ความเป็นเช่นนั้นเอง โดยไม่ฝืนแทรกแซง '''บทที่ 65''' ผู้ที่ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจตามวิถีแห่งเต๋าในสมัยโบราณ ไม่ได้มุ่งเพิ่มพูนความรู้ แต่ฝึกให้จิตหวนคืนสู่ความเรียบง่ายไร้เล่ห์กล เหตุที่จิตไม่อาจสงบได้ ก็เนื่องจากการยึดติดในความรู้และความฉลาดมากเกินไป ดังนั้น หากใช้เพียงความรู้และความคิดมาปกครองอาณาจักรชีวิตแห่งตน ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ แต่หากดำรงอยู่ด้วยสภาวะรู้ที่พ้นจากการยึดติดในความคิด ย่อมนำมาซึ่งความสงบ การรู้ความแตกต่างของทั้งสองสิ่งนี้ คือหลักแห่งการดำเนินชีวิต และผู้ที่ดำรงอยู่ในหลักนี้ ย่อมเข้าถึงคุณธรรมอันล้ำลึก คุณธรรมอันล้ำลึกนี้ ยากจะเข้าใจและยากจะเข้าถึง เพราะดูเหมือนสวนทางกับสิ่งที่ผู้คนยึดถือ แต่ท้ายที่สุด สามารถนำชีวิตกลับสู่ความกลมกลืนอันยิ่งใหญ่ '''บทที่ 66''' เหตุที่มหาสมุทรเป็นราชาแห่งสายน้ำทั้งหลายได้ ก็เพราะยอมอยู่ต่ำกว่าสายน้ำทั้งปวงจึงสามารถรองรับทุกสายน้ำไว้ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น หากปรารถนาจะอยู่เหนือความคิดและอารมณ์ ย่อมต้องโอบรับโดยไม่ต่อต้าน หากปรารถนาจะรู้เท่าทันมัน ย่อมต้องตั้งมั่นอยู่กับสติ คอยเฝ้าดูอย่างสงบนิ่ง เมื่อสติตั้งมั่น ความคิดและอารมณ์ย่อมไม่ถูกกดทับ เมื่อรู้เท่าทันโดยไม่ต่อต้าน ความคิดและอารมณ์ก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน จึงค่อย ๆ คลี่คลายและหลอมรวมกลับคืนสู่ความสงบ เพราะไม่ต้านทานประสบการณ์ใด จึงไม่มีสิ่งใดก่อแรงต้านขึ้นภายในได้ '''บทที่ 67''' ผู้คนมักกล่าวว่า แนวทางการดำเนินชีวิตของข้าช่างล้ำลึกจนดูเหมือนใช้การไม่ได้ ก็เพราะมันล้ำลึกจึงดูเหมือนบกพร่อง หากมันเหมือนกับสิ่งที่ผู้คนยกย่องก็คงเป็นเพียงสิ่งตื้นเขินไปนานแล้ว ข้ามีสมบัติล้ำค่าสามประการที่ยึดถือไว้เสมอ ประการแรก คือความเมตตา ประการที่สอง คือความรู้จักพอ ประการที่สาม คือไม่หลงยึดติดในบทบาท เพราะมีเมตตา จึงกล้าหาญ เพราะรู้จักพอ จิตใจจึงเปิดกว้าง และเพราะไม่หลงยึดติดในบทบาท การดำรงอยู่จึงกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ทุกวันนี้ ผู้คนกลับละทิ้งความเมตตา แต่แสวงหาความกล้าหาญ ละทิ้งความรู้จักพอ แต่แสวงหาความเปิดกว้างทางจิตใจ ยึดติดในบทบาท แต่กลับต้องการดำรงอยู่อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ นี่คือหนทางแห่งความพินาศ ผู้ที่ต่อสู้ด้วยความเมตตาย่อมมีชัย ผู้ที่ปกป้องด้วยความเมตตาย่อมมั่นคง เมื่อฟ้าปรารถนาจะคุ้มครองผู้ใด ฟ้าย่อมโอบอุ้มเขาไว้ด้วยความเมตตา '''บทที่ 68''' ผู้รู้ที่แท้จริง ย่อมไม่โอ้อวดปัญญา ผู้ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจอย่างแท้จริง ย่อมไม่ถูกครอบงำด้วยความโกรธ ผู้ชนะกิเลสได้อย่างแท้จริง ย่อมไม่เปรียบเทียบแข่งขันกับสิ่งใด ผู้ที่นำพาผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ย่อมวางตนอยู่เบื้องล่าง นี่คือคุณธรรมแห่งการไม่ฝืนควบคุม คือศิลปะแห่งการประสานพลังกับสรรพสิ่ง คือการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ อันเป็นหลักสูงสุดที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ '''บทที่ 69''' ตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า ไม่กล้าเป็นเจ้าบ้าน แต่ขอเป็นผู้มาเยือน ไม่กล้าคืบหน้าหนึ่งนิ้ว แต่ยอมถอยหลังหนึ่งฟุต นี่คือการขยับโดยไม่เคลื่อนไหว คือการเตรียมพร้อมโดยไม่คุกคาม คือการเผชิญหน้าโดยไม่สร้างศัตรู คือการถืออาวุธโดยไม่คิดใช้ กล่าวคือ ไม่ตั้งใจบังคับสิ่งใด แต่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ ภัยอันยิ่งใหญ่ของจิตคือการขาดสติรู้ตัว เพราะเมื่อสติเลือนหาย แก่นแท้ภายในย่อมถูกกิเลสครอบงำ แต่ผู้ที่เผชิญหน้ากับตนเองด้วยความเมตตาย่อมเป็นผู้ได้รับชัยชนะ '''บทที่ 70''' คำพูดของข้านั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ทว่าผู้คนกลับยากจะเข้าใจและยากจะปฏิบัติตาม เพราะจิตยังติดอยู่ในโลกแห่งการตีความ แท้จริงแล้ว ทุกถ้อยคำมีสัจธรรมเป็นรากฐาน และทุกการกระทำมีแก่นแท้ภายในเป็นผู้นำ แต่ตราบใดที่ยังไม่หวนคืนสู่สัจธรรม ย่อมไม่อาจเข้าถึงความหมายอันแท้จริงได้ ผู้ที่เข้าใจจึงมีน้อย และผู้ที่ดำเนินตามยิ่งมีน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงดำรงตนอย่างเรียบง่าย แต่ภายในกลับเก็บรักษาปัญญาอันล้ำค่าไว้ ดุจหยกที่ซ่อนอยู่ในอก '''บทที่ 71''' การรู้เท่าทันการตีความของตน คือภาวะอันประเสริฐ การหลงคิดว่าการตีความคือความจริง คือโรคแห่งจิต ผู้รู้ย่อมเห็นการตีความ เป็นเพียงการตีความ ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จึงไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของมายาภาพทั้งปวง '''บทที่ 72''' เมื่อผู้คนไม่ตระหนักถึงผลของการดำเนินชีวิตที่ฝืนธรรมชาติ ความทุกข์อันใหญ่หลวงย่อมตามมา อย่าดูแคลนตนเอง อย่ารังเกียจต้นกำเนิดของชีวิต เมื่อไม่รังเกียจตนเอง ชีวิตก็ไม่กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงรู้จักตนเอง แต่ไม่โอ้อวดตน รักและถนอมตนเอง แต่ไม่ยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 73''' ความกล้าหาญที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ ย่อมนำไปสู่การสิ้นสุดสิ่งเก่า ความกล้าหาญที่จะปล่อยวางสิ่งเก่า ย่อมนำมาซึ่งชีพจรแห่งชีวิตใหม่ ทั้งสองล้วนมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับกาลและเหตุปัจจัย วิถีแห่งธรรมชาติยากที่ความคิดจะหยั่งถึง แต่ผู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของชีวิตตนเอง ย่อมชนะโดยไม่แก่งแย่ง ตอบสนองโดยไม่ต้องคำนวณ ทุกสิ่งปรากฏขึ้นเองโดยไม่ต้องเรียกร้อง และคลี่คลายไปอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องฝืนจัดการ สัจธรรมโอบอุ้มทุกสิ่งดุจตาข่ายอันกว้างใหญ่ แม้ดูโปร่งโล่ง แต่ไม่เคยปล่อยสิ่งใดให้หลุดพ้นไปได้ '''บทที่ 74''' เมื่อทุกปรากฏการณ์ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแปรเปลี่ยนไป เหตุใดจึงต้องหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง? เมื่อพยายามยึดสิ่งใดไว้ให้คงอยู่ หรือรีบกดข่มผลักไสสภาวะที่ไม่ปรารถนา ชีวิตย่อมไม่อาจดำเนินไปตามธรรมชาติได้ แท้จริงแล้ว ธรรมชาติมีจังหวะเวลาของมันเอง แต่ผู้ที่พยายามเร่งรัดหรือแทรกแซงให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจ เปรียบเสมือนผู้ที่แย่งขวานจากช่างไม้ผู้ชำนาญมาถากไม้เอง ซึ่งน้อยคนนักที่จะไม่บาดเจ็บจากคมขวานในมือตน '''บทที่ 75''' ที่จิตใจขาดพร่อง เพราะภาพที่เห็นกับความจริงที่เป็นนั้นต่างกันเกินไป จึงรู้สึกว่าตนเองไม่เคยดีพอ ที่อารมณ์แปรปรวน เพราะความคิดเข้าไปควบคุมและแทรกแซงทุกสิ่งที่เป็นมากเกินไป ที่ชีวิตหม่นหมอง เพราะมัวแสวงหาการยอมรับจากภายนอก จนละเลยการดูแลกายและใจของตนเอง ผู้ที่ไม่หมกมุ่นกับการทำชีวิตให้สมบูรณ์ตามค่านิยมของโลก ย่อมเข้าถึงคุณค่าของชีวิตได้ลึกซึ้งกว่าผู้ที่รักและหวงแหนชีวิตด้วยความหวาดกลัว '''บทที่ 76''' ยามมีชีวิต กายย่อมอ่อนนุ่ม ยามตาย กายย่อมแข็งทื่อ พืชพรรณเมื่อยังมีชีวิตย่อมอ่อนลู่ แต่เมื่อเหี่ยวแห้งกลับแข็งและเปราะ ดังนั้น ความแข็งกร้าวจึงเป็นพวกพ้องของความตาย ส่วนความอ่อนโยนและยืดหยุ่นเป็นพวกพ้องของชีวิต จิตใจที่แข็งกระด้างย่อมแตกสลายในที่สุด ดุจต้นไม้ที่แข็งเกินไปย่อมหักลง ผู้ที่ยึดมั่นในความแข็งกร้าวย่อมเดินสู่ความเสื่อม ส่วนผู้ที่อ่อนโยนและยืดหยุ่น ย่อมดำรงอยู่บนหนทางแห่งชีวิต '''บทที่ 77''' การปรับสมดุลของธรรมชาติ อุปมาดั่งการขึงคันธนู ส่วนที่สูงเกินไปย่อมถูกกดลง ส่วนที่ต่ำเกินไปย่อมถูกยกขึ้น สิ่งที่มากย่อมถูกลดทอน สิ่งที่พร่องย่อมได้รับการเติมเต็ม นี่คือวิถีแห่งธรรมชาติ แต่วิถีแห่งอัตตากลับตรงกันข้าม มันพรากพลังจากส่วนที่ขาดพร่อง ไปหล่อเลี้ยงความโลภ ความยึดมั่น และความต้องการที่มีอยู่เกินพอดี ใครบ้างที่จะนำสิ่งที่ตนมีเหลือเฟือมาแบ่งปันแก่โลก? มีเพียงผู้ที่มีเต๋าสถิตอยู่ภายในเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกระทำโดยไม่ยึดครอง สร้างความสำเร็จโดยไม่ครอบครอง และไม่ปรารถนาที่จะยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 78''' ไม่มีสิ่งใดอ่อนโยนและยืดหยุ่นไปกว่าน้ำ แต่เมื่อต้องคลี่คลายสิ่งที่แข็งกระด้าง ก็ไม่มีสิ่งใดเหนือไปกว่าน้ำเพราะไม่มีสิ่งใดทดแทนคุณสมบัตินี้ได้ ความอ่อนโยนย่อมเอาชนะความแข็งกร้าว ความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้าง ทุกคนต่างรู้ความจริงข้อนี้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ดำเนินชีวิตได้ตามนั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกล่าวว่า ผู้ที่ยอมรับด้านที่ไม่น่าปรารถนาของชีวิตได้ ย่อมเป็นหลักอันมั่นคงแก่ชีวิตตนเอง ผู้ที่ยอมรับความทุกข์และเคราะห์ร้ายได้ ย่อมเป็นนายเหนือชีวิตของตนเอง คำจริง มักฟังดูราวกับย้อนแย้ง '''บทที่ 79''' การพยายามสะกดกลั้นความขุ่นเคือง ย่อมหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจ็บปวดไว้ในใจ แล้วจะเรียกว่าคลี่คลายได้อย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงมุ่งขัดเกลาจิตใจของตน โดยไม่คอยเรียกร้องหรือตำหนิผู้อื่น จิตที่มีปัญญาญาณย่อมทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ส่วนจิตที่ถูกอัตตาครอบงำ ย่อมคอยจับผิดและเรียกร้องจากผู้อื่นอยู่เสมอ กฎแห่งธรรมชาติย่อมเที่ยงตรง ไม่ลำเอียง และย่อมเกื้อหนุนผู้ที่ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรมอยู่เสมอ '''บทที่ 80''' ชีวิตที่เรียบง่ายและไม่วุ่นวาย แม้มีสิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา จิตใจย่อมอิ่มเต็มในปัจจุบันขณะ ไม่ดิ้นรนแสวงหาความสุขจากภายนอก ความทะยานอยากและการปกป้องตัวตนจึงค่อย ๆ สลายไป เหลือเพียงการดำรงอยู่อย่างเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ พึงพอใจในสิ่งที่กิน เห็นความงามในสิ่งที่สวม สงบในที่ที่ตนอาศัย และยินดีในวิถีชีวิตของตน แม้โลกอันกว้างใหญ่จะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมถึง ก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตาม เพียงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต '''บทที่ 81''' ถ้อยคำที่จริงแท้ มักไม่หวือหวา ถ้อยคำที่หวือหวา มักไม่จริงแท้ ผู้เข้าถึงความจริง ย่อมไม่มัวโต้แย้ง ผู้ที่มัวโต้แย้ง ย่อมยังไม่เข้าถึงความจริง ผู้รู้แจ้ง ไม่ใช่ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ใช่ว่าจะรู้แจ้ง ผู้รู้ไม่สะสมเพื่อตนเอง ยิ่งเกื้อกูลผู้อื่น ตนเองยิ่งอุดมสมบูรณ์ ยิ่งแบ่งปันแก่ผู้อื่น ตนเองยิ่งเต็มเปี่ยม วิถีแห่งเต๋า คือการเกื้อกูลโดยไม่เบียดเบียน วิถีแห่งผู้รู้ คือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องแข่งกับใคร qx1faufrybtt8h02zld3uk2x6hbpud8 295056 295055 2026-08-22T06:07:29Z Pandadah 12242 295056 wikitext text/x-wiki {{ลบ|[[วิกิซอร์ซ:นโยบายการลบ#หลักเกณฑ์การลบทันที|ท5 – นอกเหนือขอบเขต]] (เนื่องจากเป็น [[วิกิซอร์ซ:วิกิซอร์ซมีอะไรได้บ้าง#งานที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง]])}} เดินตามเต๋า เรียบเรียงจาก 《[https://zh.wikisource.org/zh-hant/道德經 道德經]》 โดย [[ผู้สร้างสรรค์:ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์|ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์]] เดินตามเต๋า เป็นงานเรียบเรียงและตีความ เต้าเต๋อจิง ในฐานะแนวทางของการฝึกฝนจิตใจ ชวนให้ผู้อ่านหันกลับมาสังเกตตนเอง เรียนรู้ธรรมชาติของจิต และค่อย ๆ ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติของเต๋า เนื่องจากต้นฉบับเต็มไปด้วยสำนวน ภาษา และบริบทของยุคสมัย งานเรียบเรียงฉบับนี้จึงไม่ได้มุ่งรักษารูปประโยคเดิมทุกถ้อยคำ แต่เลือกถ่ายทอดแก่นความหมายด้วยภาษาร่วมสมัย พร้อมเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับการฝึกฝนจิตใจ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงสาระของเต้าเต๋อจิงได้ง่ายขึ้น และนำไปใคร่ครวญผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน งานเรียบเรียงนี้ไม่ได้อ้างว่าเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องที่สุดของเต้าเต๋อจิง แต่เป็นเพียงความเข้าใจและการตีความของผู้เรียบเรียง หากมีส่วนใดคลาดเคลื่อน ย่อมเป็นข้อจำกัดของผู้เรียบเรียงแต่เพียงผู้เดียว '''บทที่ 1''' สัจธรรมที่สามารถกล่าวถึงได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสัจธรรม ไม่ใช่ตัวของสัจธรรม นามที่สามารถเรียกขานได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสิ่งนั้น ไม่ใช่ตัวของสิ่งนั้น “ความว่าง” คือชื่อที่ใช้เรียกจุดกำเนิดแห่งฟ้าดิน “ความมี” คือชื่อที่ใช้เรียกมารดาแห่งสรรพสิ่ง ดังนั้น เมื่อสถิตอยู่ในภาวะไร้ตัวตน ย่อมประจักษ์ถึงแก่นแท้อันลึกล้ำ เมื่อสถิตอยู่ในภาวะมีตัวตน ย่อมมองเห็นรูปปรากฏและขอบเขตของสรรพสิ่ง แท้จริงแล้ว ทั้งสองกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน เพียงแต่ถูกเรียกขานด้วยนามที่ต่างกัน ความเป็นหนึ่งซึ่งเผยออกมาเป็นความต่างนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเร้นลับ” ความเร้นลับซ้อนเร้นลับลงไปอีก คือประตูสู่ความมหัศจรรย์ทั้งปวง '''บทที่ 2''' เมื่อความงามถูกนิยาม ความน่าเกลียดก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อความดีถูกนิยาม ความชั่วก็ถือกำเนิดขึ้น เพราะความมีและความไม่มีต่างให้กำเนิดซึ่งกันและกัน ความยากและความง่ายต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ความยาวและความสั้นต่างอาศัยกันเพื่อให้ปรากฏ ความสูงและความต่ำต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน เสียงทุ้มและเสียงแหลมต่างสอดประสานซึ่งกันและกัน เบื้องหน้าและเบื้องหลังต่างติดตามซึ่งกันและกัน สรรพสิ่งล้วนดำเนินไปเช่นนี้เสมอ ผู้รู้จึงขับเคลื่อนชีวิตจากแก่นแท้ภายใน กระทำเต็มที่โดยไร้ใจที่ยึดติด เกื้อหนุนให้สรรพสิ่งเติบโต แต่ไม่เข้าครอบงำ สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ แต่ไม่ยึดถือว่าเป็นของตน ลงมือกระทำ แต่ไม่ยึดมั่นในผลงาน เมื่อการงานสำเร็จแล้ว ก็ไม่ยึดติดในความสำเร็จนั้น และเพราะไม่ยึดติดในความสำเร็จ ความสำเร็จนั้นจึงไม่เคยจากไป '''บทที่ 3''' ไม่ยกย่องผู้ใดจนเกินพอดี เพราะการเปรียบเทียบย่อมนำไปสู่การแข่งขัน ไม่ให้คุณค่าสิ่งใดจนเกินพอดี เพราะความยึดมั่นย่อมก่อให้เกิดความโลภ ไม่ปล่อยใจไหลตามความอยาก เพราะตัณหาย่อมทำให้จิตใจว้าวุ่น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงฝึกจิตให้หวนคืนสู่สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ ปล่อยวางกิเลส อัตตา และความฟุ้งซ่าน กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ลดความทะยานอยาก หล่อเลี้ยงแก่นแท้ภายในด้วยความเรียบง่ายและความสงบ เมื่อวางความยึดมั่นในตัวตน การกระทำย่อมสอดคล้องกับธรรมชาติ และชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสงบสุข '''บทที่ 4''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ เมื่อน้อมมาดำเนินชีวิตย่อมเป็นพลังที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ล้ำลึกดุจหุบเหวไร้ก้นราวกับเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง หากปรารถนาจะพบสภาวะนี้ในใจตน จงฝนความแหลมคมของตนให้มนลง ละวางอัตตา ความดื้อรั้น และความต้องการเอาชนะ คลี่คลายปมที่ร้อยรัดจิตใจ ปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่าน อารมณ์ รอยจำ และพันธะที่เหนี่ยวรั้งภายใน หลอมรวมผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ให้เป็นหนึ่งเดียว จนไม่เหลือเส้นแบ่งระหว่างผู้สังเกตกับประสบการณ์ ปล่อยให้การรู้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จนก้าวข้ามทั้งผู้รู้และผู้หลง เหลือเพียงการดำรงอยู่ที่เป็นไปเอง สภาวะนี้ใสกระจ่างและสงบนิ่งยิ่งนัก ราวกับดำรงอยู่อย่างเป็นอมตะในความว่างอันลึกซึ้ง ข้าไม่อาจรู้ได้ว่ามันกำเนิดมาจากสิ่งใด เพราะมันดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง ก่อนความคิดการตีความทั้งหลายจะถือกำเนิด และก่อนแม้แต่แนวคิดเรื่องพระผู้สร้างหรือเทพเจ้าองค์แรกเสียอีก '''บทที่ 5''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ไร้ความลำเอียง ปล่อยให้ทุกปรากฏการณ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป โดยไม่ยึดไว้หรือผลักไส ผู้รู้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ท่านมองเห็นความคิด อารมณ์ การตีความ เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป โดยไม่เข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน พื้นที่ว่างภายในจิตใจของท่านเปรียบดั่งเครื่องสูบลม แม้ภายในจะว่างเปล่า แต่กลับไม่เคยเหือดแห้ง ยิ่งสงบนิ่งเท่าไร พลังแห่งชีวิตก็ยิ่งไหลเวียน และปัญญาญาณก็ยิ่งเผยตัว การแสวงหาความรู้ภายนอกและการคิดตีความไม่รู้จบ มีแต่จะทำให้กายและใจเหนื่อยล้า ไม่สู้กลับมารักษาศูนย์กลางภายใน ด้วยการอยู่กับลมหายใจและความรู้ตัวในปัจจุบัน '''บทที่ 6''' จิตเดิมแท้นั้นไม่มีวันดับสูญ เป็นสภาวะที่ให้กำเนิดทุกประสบการณ์ภายใน และรองรับสภาวะคู่ตรงข้ามทั้งปวงโดยไม่เอนเอียงไปข้างใด สภาวะนี้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แผ่วเบา ละเอียดอ่อนราวกับไม่มีอยู่ แต่กลับเป็นต้นธารแห่งพลังชีวิต เมื่อดำรงอยู่ในจิตเดิมแท้ การกระทำทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลื่นไหล สอดคล้องกับครรลองแห่งเต๋าโดยไม่ต้องฝืนหรือบังคับแม้แต่น้อย '''บทที่ 7''' จิตเดิมแท้ดำรงอยู่นิจนิรันดร์ เหตุที่สภาวะนี้มั่นคงและยืนยง ก็เพราะมันไม่สร้างตัวตนขึ้นมาเพื่อปรนเปรอตนเอง จึงคงความสดใหม่โดยไม่ถูกจำกัดด้วยการเกิดหรือการดับ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ปล่อยให้ชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความคิด แต่หวนคืนสู่แก่นแท้ก่อนสิ่งอื่นใด เมื่อไม่ยึดมั่นในตัวตน จึงไม่มีสิ่งใดต้องคอยปกป้อง เมื่อไม่แสวงหาการดำรงอยู่ จึงดำรงอยู่อย่างแท้จริงและมั่นคง ไม่ใช่เพราะไร้ความหมกมุ่นในตัวตนหรอกหรือ การดำรงอยู่ที่แท้จริงจึงเผยตัวขึ้นเอง '''บทที่ 8''' สภาวะจิตเดิมแท้เปรียบดั่งสายน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงทุกสิ่งโดยไม่เรียกร้อง ไม่เปรียบเทียบและไม่แข่งขัน ยอมไหลสู่ที่ต่ำอย่างเป็นธรรมชาติจึงสอดคล้องกับเต๋า ผู้ที่ขัดเกลาจิตใจอยู่เสมอ ย่อมตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ใจลึก สงบ เปิดกว้าง ดูแลตนเองและผู้อื่นด้วยความเมตตา พูดด้วยความจริงใจ กระทำตามศักยภาพของตน และรู้จักจังหวะที่ควรนิ่งและควรเคลื่อนไหว เมื่อไม่แข่งขันกับชีวิต จิตย่อมเป็นอิสระจากความทุกข์ '''บทที่ 9''' สิ่งที่ถูกยึดไว้และเติมจนล้นย่อมเสียสมดุล ไม่สู้รู้จักหยุดแต่พอดี สิ่งที่ถูกทำให้สมบูรณ์แบบจนเกินไปย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน แม้ภายในจะเปี่ยมไปด้วยความรู้และความดีงาม แต่หากเข้าไปยึดถือ สิ่งที่เคยเป็นคุณก็อาจกลับกลายเป็นโทษได้ เมื่อเกิดความสำคัญตน ยกตนว่าพิเศษหรือต่ำต้อยกว่าผู้อื่น ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเอง ผู้รู้จึงเพียงทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เมื่อสิ่งนั้นสำเร็จแล้วก็วางลง ไม่ยึดครอง ไม่ยึดติด และไม่สร้างตัวตนจากสิ่งที่ทำ นี่คือครรลองแห่งเต๋า '''บทที่ 10''' ยามกายและใจเคลื่อนไหว สามารถประคองความรู้ตัวไว้โดยไม่หลงไปกับตัวตนได้หรือไม่? ยามกายและใจผ่อนคลายถึงที่สุด สามารถหวนคืนสู่ความบริสุทธิ์ดุจทารกแรกเกิดได้หรือไม่? ยามเผชิญความคิด อารมณ์ และความเปลี่ยนแปลงของชีวิต สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ปล่อยให้มันครอบงำได้หรือไม่? ยามรู้แจ้งความจริง สามารถเคารพวิถีของทุกสิ่งโดยไม่เข้าไปควบคุมหรือแทรกแซงได้หรือไม่? สร้างสรรค์แต่ไม่ยึดถือ เกื้อหนุนแต่ไม่ครอบครอง กระทำแต่ไม่ยึดติด นำทางแต่ไม่บงการ สภาวะเช่นนี้เองคือ คุณธรรมอันล้ำลึก '''บทที่ 11''' ซี่ล้อสามสิบซี่มาบรรจบกันที่ดุมล้อ แต่เป็นเพราะความว่างตรงกลางดุมนั้น ล้อจึงหมุนและใช้งานได้ ปั้นดินเหนียวขึ้นเป็นภาชนะ แต่เป็นเพราะความว่างภายใน ภาชนะจึงใช้บรรจุสิ่งต่าง ๆ ได้ เจาะประตูและหน้าต่างเพื่อสร้างบ้าน แต่เป็นเพราะพื้นที่ว่างภายใน บ้านจึงเป็นที่อยู่อาศัยได้ ดังนั้น สิ่งที่มีรูปร่างทำให้เกิดรูปทรง แต่ความว่างต่างหากที่ทำให้สิ่งนั้นใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง '''บทที่ 12''' การหลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอก กระแสนิยม และภาพลักษณ์ ทำให้สายตาหม่นมัวจนมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ การหมกมุ่นอยู่กับคำสรรเสริญ คำตำหนิ และเสียงซุบซิบนินทา ทำให้การรับฟังหม่นมัว จนไม่ได้ยินเสียงแห่งปัญญาภายใน การแสวงหาความสุขจากรสชาติ ความฟุ่มเฟือย และการตามใจความอยาก ทำให้จิตไม่อาจอิ่มเอมกับความเรียบง่ายของชีวิต การหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขัน การเอาชนะ อำนาจ และชื่อเสียง ทำให้จิตใจว้าวุ่น สูญเสียความสงบ และหลงลืมศูนย์กลางภายใน การยึดติดในทรัพย์สมบัติ วัตถุนิยม และสถานะทางสังคม ทำให้ชีวิตหันเหออกจากแก่นแท้ภายใน ไปไล่ตามคุณค่าที่โลกภายนอกกำหนด ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงเลือกใช้ชีวิตโดยอิงจากความจำเป็นที่แท้จริง จึงละสิ่งนั้นและเลือกสิ่งนี้ '''บทที่ 13''' การแสวงหาการยอมรับจากภายนอกทำลายความสงบสุขในจิตใจ ยิ่งคิดตีความมากเท่าไร ยิ่งนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวงมากเท่านั้น เหตุใดการแสวงหาการยอมรับจากภายนอกจึงทำลายความสงบสุขในจิตใจ? เพราะเมื่อแสวงหาคำชื่นชม จิตใจย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของคำพูด เมื่อได้รับก็ยินดี เมื่อถูกตำหนิก็หวั่นไหว จิตจึงขึ้นลงไปตามเสียงของผู้อื่น และไม่อาจตั้งมั่นอยู่กับความจริงภายในได้ เหตุใดการคิดตีความจึงนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวง? ความทุกข์ทั้งปวงเกิดจากการตีกรอบขังตนเองไว้ในนามสมมติ เมื่อทลายกำแพงแห่งความเห็นผิดได้แล้ว ความทุกข์จะตั้งอยู่ที่ใดได้อีก? ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เข้าใจและเคารพจังหวะขึ้นลงของชีวิต ย่อมประคองจิตใจให้มั่นคงได้ในทุกสถานการณ์ และผู้ที่โอบรับทุกประสบการณ์ของชีวิต ย่อมเข้าถึงความสงบเย็นอันแท้จริงภายในตนเอง '''บทที่ 14''' มองดูแต่ไม่เห็น เรียกว่า ไร้รูป ฟังดูแต่ไม่ได้ยิน เรียกว่า ไร้เสียง ไขว่คว้าแต่ไม่อาจจับต้อง เรียกว่า ไร้สัมผัส ทั้งสามไม่อาจไล่เลียงสืบสาวด้วยตรรกะ จึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เบื้องบนไม่สว่าง เบื้องล่างไม่มืด ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ไร้ชื่อ ไร้ขอบเขต และหวนคืนสู่ความว่าง นี่คือรูปที่ไร้รูป คือลักษณะของสิ่งที่ไร้ลักษณะ คือความเป็นหนึ่งเดียวที่ไร้เส้นแบ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดเริ่มต้น เมื่อตามหลังมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดสิ้นสุด จงตั้งมั่นอยู่กับจิตดั้งเดิม แล้วเฝ้ามองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อหวนคืนสู่จิตก่อนการปรุงแต่ง ย่อมเข้าถึงระเบียบอันลึกซึ้งของเต๋า อันเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 15''' ผู้ที่หวนคืนสู่เต๋าย่อมสงบนิ่ง ละเอียดอ่อน และไม่เร่งร้อน ระมัดระวังแต่ไม่หวาดกลัว อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ เรียบง่ายแต่ไม่ว่างเปล่า เปิดกว้างแต่ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตขุ่นมัวก็ไม่รีบจัดการ เพียงปล่อยให้ความสงบนำพาจนความกระจ่างเกิดขึ้นเอง เมื่อชีวิตยังไม่พร้อมก็ไม่เร่งเร้า เพียงดำรงอยู่กับเหตุปัจจัย ความงอกงามก็ค่อย ๆ ผลิบาน เพราะไม่แสวงหาความสมบูรณ์แบบตามภาพที่อัตตาสร้างขึ้น จึงสามารถอยู่กับความจริงที่ปรากฏตรงหน้าได้อย่างเรียบง่าย '''บทที่ 16''' ทำจิตให้ว่างถึงที่สุด รักษาความสงบไว้อย่างมั่นคง แม้ความคิด อารมณ์ และสิ่งเร้าสารพัดจะพรั่งพรูขึ้นมา ก็เพียงเฝ้ามองการเกิดขึ้นและดับไปของมัน เรื่องราวนับไม่ถ้วนในโลก ล้วนเกิดขึ้นแล้วหวนคืนสู่รากฐานเดิม เช่นเดียวกับความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป การหวนคืนสู่รากฐานเดิม คือความสงบ ความสงบ คือการหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม การหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม คือความเป็นนิรันดร์ และการรู้จักความเป็นนิรันดร์ คือความรู้แจ้ง ผู้ที่ไม่รู้ความจริงนี้ย่อมหลงไปตามการปรุงแต่งของจิตและก่อทุกข์ให้แก่ตนเอง ส่วนผู้ที่รู้แจ้ง ย่อมมีจิตใจกว้างขวาง ปราศจากอคติ และดำรงอยู่เหนือโลกแห่งถ้อยคำและการตีความ เมื่อจิตสอดคล้องกับธรรมชาติเดิม ก็ย่อมสอดคล้องกับเต๋า และเมื่อสอดคล้องกับเต๋า การดำรงอยู่ย่อมดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน '''บทที่ 17''' ผู้ที่สอดคล้องกับเต๋าอย่างสมบูรณ์ย่อมดำรงอยู่ด้วยจิตที่สงบนิ่ง เรียบง่าย และเป็นธรรมชาติจนไม่รู้สึกว่ามีตัวตนให้ยึดถือ รองลงมา คือผู้ที่ยังยินดีในความสงบ ความสุข และสภาวะอันละเอียดอ่อน แม้จะประณีตเพียงใด ก็ยังมีผู้เสพคอยยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นของตน รองลงมา คือผู้ที่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ การควบคุม และความพยายามขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ เพราะยังกลัวความผิดพลาดและการหลงทาง รองลงมา คือผู้ที่ปล่อยใจไปตามแรงปรุงแต่ง แล้วจึงย้อนกลับมาต่อต้าน ตำหนิ หรือเกลียดชังตนเอง วนเวียนอยู่ในความขัดแย้งไม่รู้จบ เมื่อขาดความไว้วางใจในธรรมชาติเดิมของตน ความไม่ไว้วางใจในชีวิตก็ย่อมเกิดขึ้น จงผ่อนคลาย ปล่อยวาง และหยุดไล่ตามความคิด เมื่อกายและใจกลับคืนสู่ความสงบ จะเห็นเองว่าความคิด ความรู้สึก และทุกปรากฏการณ์ ล้วนเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุม '''บทที่ 18''' เมื่อจิตเดิมแท้ถูกบดบัง ความดีงามที่เคยไหลออกมาอย่างเป็นธรรมชาติก็กลายเป็นความพยายามที่จะเป็นคนดีและมีคุณธรรม เมื่อความคิดอันชาญฉลาดของอัตตาเข้าครอบงำ การวางแผน คิดคำนวณ และการพยายามเป็นใครสักคนที่สำคัญก็เริ่มขึ้น เมื่อกายและใจขัดแย้งกัน มนุษย์จึงพยายามควบคุม กดข่ม และบังคับตนเองให้เป็นไปตามภาพของความดีงามที่คิดว่าถูกต้อง เมื่อจิตใจว้าวุ่นและหลงทางถึงที่สุด มนุษย์จึงแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ อุดมการณ์ หรือความคิดบางอย่าง เพื่อยึดไว้เป็นที่พึ่งของตน '''บทที่ 19''' ละวางการตีความและแยกออกจากกระแสความคิด แล้วการรับรู้ภายในจะเผยตัวอย่างเต็มที่ ละวางความพยายามที่จะเป็นคนดีมีคุณธรรม แล้วกายและใจจะค่อย ๆ กลับคืนสู่ความดีงามตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายาม ละวางเล่ห์เหลี่ยมและความคาดหวังในผลลัพธ์ แล้วความหวาดระแวงและความกลัวที่จะสูญเสียก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป แต่เพียงการละวางเท่านั้นยังไม่พอ พึงยึดถือความเรียบง่ายเป็นแนวทางของชีวิต หวนคืนสู่ความสมถะ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ซื่อตรงต่อธรรมชาติเดิมของตนเอง โดยไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์เพื่อแสวงหาการยอมรับ ลดความฟุ้งซ่าน ละความอยากที่เกินจำเป็น แล้วปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามจังหวะของมันเอง '''บทที่ 20''' “ใช่” กับ “ไม่ใช่” ต่างกันเพียงใด? “ดี” กับ “แย่” แตกต่างกันจริงหรือ? เมื่อจิตหลงยึดติดในโลกแห่งการแบ่งแยก ความกลัวของอัตตาย่อมกลายเป็นความกลัวของตนเอง และความคิดก็ไหลวนไม่รู้จบ ผู้คนแสวงหาความสุขจากสิ่งภายนอก ส่วนข้ากลับเลือกดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ปล่อยให้ชีวิตเป็นไป ไม่ยึดติดในบทบาทหรือภาพลักษณ์ใด แม้จะดูไร้จุดหมายในสายตาผู้คน แต่ภายในกลับเป็นอิสระ ผู้คนภาคภูมิใจในความรู้ ส่วนข้ายอมรับความไม่รู้ จิตจึงสงบนิ่ง กว้างใหญ่ และไม่ไหวเอนไปตามกระแสของโลก ผู้คนต่างมีสิ่งให้ยึดถือ ส่วนข้าไม่ยึดถือสิ่งใด หวนคืนสู่ธรรมชาติเดิมของตนเองอันเป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 21''' คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ย่อมเผยออกมาจากจิตเดิมแท้ เมื่อกล่าวถึงจิตเดิมแท้ในฐานะสิ่งหนึ่งสิ่งใด มันกลับเลือนรางและไม่อาจจับต้องได้ แต่ภายในความเลือนรางนั้นกลับเป็นต้นกำเนิดของทุกปรากฏการณ์ แม้มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่ภายในกลับอุดมด้วยศักยภาพแห่งการก่อกำเนิดสรรพสิ่ง ในความลุ่มลึกอันเงียบงัน มีแก่นแท้แห่งความจริงซ่อนอยู่ เป็นความจริงที่ไม่แปรเปลี่ยนและเปี่ยมด้วยปัญญาญาณ นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน จิตเดิมแท้ไม่เคยดับสูญ มันดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา เป็นดั่งประจักษ์พยานที่เฝ้ามองการกำเนิดและความเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง ข้ารู้จักต้นกำเนิดของสรรพสิ่งได้อย่างไร? ก็ด้วยการหวนกลับมาสถิตอยู่ในจิตเดิมแท้นี้เอง '''บทที่ 22''' ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม ยอมเผชิญกับด้านมืด จึงกลับคืนสู่ความสมดุล ยอมปล่อยวางตัวตน จึงดำรงอยู่ยาวนาน ยอมสละสิ่งเก่า จึงได้รับสิ่งใหม่ ยอมมีน้อย จึงได้รับมาก แต่ผู้ที่สะสมมากเกินไป ย่อมหลงทางและสับสน ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงตั้งมั่นอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวกับปัจจุบัน และไม่ไหลไปตามกระแสของโลก เพราะไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง จึงมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแจ่มชัด เพราะไม่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ จึงเป็นที่ยอมรับ เพราะไม่อวดอ้างผลงาน จึงสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เพราะไม่ยึดติดในเกียรติยศหรือความสำเร็จ จึงดำรงอยู่อย่างมั่นคง เพราะไม่พยายามควบคุมชีวิต จึงเบิกบานอยู่บนเส้นทางชีวิตโดยไร้ข้อจำกัด และโลกทั้งใบก็ไม่อาจควบคุมเขาได้เช่นกัน คำโบราณที่กล่าวว่า “ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม” หาใช่ถ้อยคำเลื่อนลอยไม่ แต่คือสัจธรรมที่เมื่อเข้าใจแล้ว ทุกสิ่งย่อมหวนคืนสู่ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ '''บทที่ 23''' ความสงบภายในคือวิถีแห่งธรรมชาติ ลมพายุไม่อาจพัดโหมได้ตลอดเช้า ฝนที่กระหน่ำก็ไม่อาจตกได้ตลอดวัน ธรรมชาติสอนเราว่า ทุกสิ่งล้วนมีจังหวะของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป การต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่จะทำให้ความทุกข์ยืดเยื้อ เมื่อจิตสอดคล้องกับเต๋า ชีวิตย่อมไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อจิตสอดคล้องกับคุณธรรม ความดีงามย่อมผลิบานออกมาเอง แต่เมื่อจิตหมกมุ่นอยู่กับความกลัว ความยึดติด และความสูญเสีย สิ่งเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ กลายเป็นกรอบการมองโลกที่เราอาศัยอยู่ ดังนั้น จงระวังสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจ เพราะสิ่งนั้นจะค่อย ๆ หล่อหลอมชีวิตของเรา และเมื่อเราไม่ไว้วางใจในธรรมชาติของชีวิต ความหวาดระแวงก็จะเข้ามาแทนที่ '''บทที่ 24''' ผู้ที่เร่งรีบเกินไป ย่อมไปได้ไม่ไกล ผู้ที่ฝืนธรรมชาติของตน ย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ผู้ที่มองเห็นแต่ตนเอง ย่อมมองไม่เห็นความจริงทั้งหมด ผู้ที่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ ย่อมยากจะได้รับการยอมรับ ผู้ที่อวดอ้างผลงานของตน ย่อมไม่อาจสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เมื่อมองจากวิถีแห่งเต๋า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนเกินที่เกิดจากอัตตา เปรียบดังภาระที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ผู้ที่ดำรงอยู่ในเต๋าจึงไม่ยึดถือหรือหล่อเลี้ยงสิ่งเหล่านี้ '''บทที่ 25''' มีสภาวะหนึ่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง ดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง มันสงบนิ่ง ว่างเปล่า และเป็นอิสระ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้า แต่แผ่ซึมอยู่ในทุกปรากฏการณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง ยากจะหาถ้อยคำมาอธิบาย จึงขอเรียกสภาวะนี้ว่า จิตเดิมแท้ และหากจะฝืนตั้งชื่ออีกประการหนึ่ง ก็อาจเรียกว่า ความยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่นี้ย่อมแผ่ขยายอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อขยายออกไปจนสุด ย่อมหวนกลับคืนสู่ต้นกำเนิดเดิม จิตเดิมแท้ย่อมยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ ธรรมชาติ และสภาวะรู้ ทั้งหมดล้วนดำรงอยู่ในความจริงเดียวกัน สภาวะรู้บริสุทธิ์อาศัยโลกแห่งการแบ่งแยกในการรับรู้ โลกแห่งการแบ่งแยกอาศัยปรากฏการณ์ในการปรากฏ ปรากฏการณ์อาศัยจิตเดิมแท้ในการดำรงอยู่ และจิตเดิมแท้ก็ดำรงอยู่ตามความเป็นไปเองแห่งธรรมชาติ '''บทที่ 26''' ความมั่นคงเป็นรากฐานของความผ่อนคลาย ความสงบเย็นเป็นนายเหนือความปั่นป่วน ด้วยเหตุนี้ ผู้ประคองสติรู้ตัว แม้ต้องดำเนินกิจธุระตลอดทั้งวัน ก็ไม่เคยละทิ้งฐานแห่งความมั่นคงภายใน แม้ถูกรายล้อมด้วยสิ่งเร้าอันน่าหลงใหล ก็ยังคงสงบนิ่งและเท่าทัน ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามสิ่งเหล่านั้น แล้วเหตุใดจิตซึ่งเป็นประธานของชีวิต จึงปล่อยให้ตนเองไหลไปตามกระแสของโลกภายนอก เมื่อจิตไหลตามสิ่งเร้ามากเกินไป ย่อมสูญเสียความมั่นคงภายใน เมื่อจิตปล่อยให้ความวิตกกังวลครอบงำ ย่อมสูญเสียความสงบเย็น '''บทที่ 27''' การกระทำที่ดี ไม่ทิ้งร่องรอยให้ยึดติด วาจาที่ดี ไม่เปิดช่องให้เกิดความขัดแย้ง การจัดการที่ดี ไม่หวังพึ่งพาผลลัพธ์ การปกป้องที่ดี ไม่ต้องอาศัยเครื่องพันธนาการ แต่มั่นคงจนไม่มีสิ่งใดแทรกผ่านได้ ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ต้องอาศัยข้อผูกมัด แต่กลับผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ทอดทิ้งแม้แต่เสี้ยวส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่มองข้ามแม้แต่สถานการณ์เดียวในชีวิต ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่เรียนรู้และเกื้อกูลกันได้ นี่คือปัญญาญาณอันแจ่มชัด ดังนั้น คนดีจึงเป็นครูของคนเลว และคนเลวก็เป็นบทเรียนของคนดี ในฐานะผู้ที่พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา หากไม่เห็นคุณค่าของครู และไม่เห็นคุณค่าของบทเรียน ต่อให้คิดว่าตนเองฉลาดเพียงใด ก็ยังคงหลงอยู่ในความมืดบอด นี่คือหัวใจแห่งสัจธรรมอันลึกซึ้ง '''บทที่ 28''' รู้จักความแข็งแกร่ง แต่เลือกความอ่อนโยน รู้จักความสว่าง แต่ไม่รังเกียจความมืด รู้จักเกียรติยศ แต่ยังคงความถ่อมตน ผู้ที่ดำรงอยู่เช่นนี้ ย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายอันเป็นธรรมชาติ เมื่อความเรียบง่ายถูกแบ่งแยก จึงเกิดบทบาท หน้าที่ และรูปแบบทั้งหลาย แต่ผู้รู้ใช้สิ่งเหล่านั้นโดยไม่ยึดติด เพราะฉะนั้น การจัดการที่ยิ่งใหญ่จึงไม่ใช่การตัดแบ่ง แต่เป็นการมองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวที่ซ่อนอยู่ในทุกความแตกต่าง '''บทที่ 29''' ผู้ใดคิดจะควบคุมชีวิตของตนเอง ด้วยการบังคับให้เป็นไปตามความต้องการ ย่อมไม่มีวันเข้าถึงความสงบที่แท้จริง ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าจะควบคุมหรือละเลยได้ ยิ่งฝืนจัดการ ชีวิตยิ่งพัง ยิ่งยึดมั่นถือมั่น ใจยิ่งสูญเสีย ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงปล่อยให้ชีวิตเกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ สมดุลภายในจึงไม่พังทลาย และเพราะไม่ยึดติดในสภาวะใด ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ความเป็นอิสระจึงเคยไม่สูญหาย แท้จริงแล้วชีวิตย่อมมีจังหวะของมันเอง มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา บางวันมีพลัง บางวันหดหู่ บางช่วงรุ่งเรือง บางช่วงซบเซา ผู้รู้จึงละทิ้งความสุดโต่ง ไม่ยึดติดกับสภาวะใด ไม่ฝืนให้ชีวิตต้องเป็นอย่างที่ต้องการ และประคองใจให้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสงบ '''บทที่ 30''' ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋า ย่อมไม่ใช้การกดข่มความรู้สึก หรือด่าทอตนเอง เพราะความรุนแรงที่กระทำต่อจิตใจ ย่อมหวนกลับมาทำร้ายตนเองเสมอ จิตใจที่ถูกบีบคั้นย่อมเกิดความทุกข์ และเมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ความอ่อนล้าและความว่างเปล่าภายในก็มักติดตามมา ผู้รู้เพียงปรารถนาให้จิตใจกลับคืนสู่ความสงบ โดยไม่พยายามครอบครองสภาวะนั้น เมื่อสงบแล้ว อย่าหลงตนว่าเหนือกว่า อย่านำความสงบมาโอ้อวด อย่าสำคัญว่าตนหมดกิเลส จงเห็นว่าความสงบเป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เมื่อสงบแล้ว อย่าได้บีบคั้นให้มันต้องสงบอยู่ตลอดไป เพราะสิ่งใดที่ถูกฝืนหรือยึดไว้แน่นเกินไป ย่อมเสื่อมถอยและแตกสลายในที่สุด สิ่งนี้เรียกว่าการฝืนวิถีแห่งเต๋า และผู้ที่ฝืนวิถีนั้นย่อมห่างไกลจากความสงบที่แท้จริง '''บทที่ 31''' ความตึงเครียด ความคิดตัดสิน ความโกรธแค้น และความเกลียดชัง ล้วนเป็นสภาวะที่บั่นทอนธรรมชาติเดิม ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋าจึงไม่ปล่อยให้จิตใจตกอยู่ใต้อำนาจของสภาวะที่รุนแรงนั้น เมื่อจิตใจเป็นปกติ ย่อมแสดงออกด้วยความเมตตา ความอ่อนโยน และการเปิดรับ แต่เมื่อกิเลสเข้าครอบงำ ก็จำเป็นต้องอาศัยความเด็ดขาดและสติปัญญาในการรู้เท่าทัน หากจำเป็นต้องเด็ดขาด จงทำด้วยใจที่สงบ ไม่ใช่ด้วยความโกรธหรือความเกลียดชัง เพราะสภาวะที่รุนแรงไม่ใช่วิถีแห่งเต๋า แม้จะก้าวข้ามกิเลสได้ ก็อย่าหลงยินดีในชัยชนะนั้น เพราะความรู้สึกว่า “ฉันเอาชนะได้” อาจกลายเป็นอัตตารูปแบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่อัตตาเดิม การละวางความอยากและนิสัยเดิม ย่อมมาพร้อมกับความเจ็บปวดและความอาลัย จงรับรู้ความทุกข์นั้นด้วยความเข้าใจและเมตตาต่อตนเอง ผู้รู้จึงใช้ทั้งความอ่อนโยนและความเด็ดขาดอย่างพอดี ไม่ตามใจกิเลส แต่ก็ไม่ทำร้ายจิตใจของตนเอง '''บทที่ 32''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้นั้นไร้นามและเรียบง่าย แม้จะดูอ่อนโยนสงบเย็น แต่กิเลสและสิ่งเร้าภายนอกไม่อาจครอบงำมันได้ เมื่อจิตดำรงอยู่ในความว่างดั้งเดิม ความคิดและอารมณ์ที่ปรุงแต่งย่อมค่อย ๆ สงบลงเอง เมื่อจิตเดิมแท้กับกายเป็นหนึ่งเดียว ความสงบเย็นและความอิ่มเอิบภายในย่อมเผยขึ้นโดยไม่ต้องบังคับจัดแจง ทุกสิ่งย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลตามธรรมชาติ เมื่อการรับรู้เริ่มแบ่งแยก ชื่อเรียกทั้งหลายก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อชื่อเกิดขึ้นแล้ว จงรู้จักหยุดอยู่เพียงเท่านั้น อย่าหลงว่าชื่อคือความจริงทั้งหมด ดุจสายน้ำจากลำธารที่ไหลรวมสู่แม่น้ำและมหาสมุทร ทุกสรรพสิ่งย่อมหวนคืนสู่ต้นกำเนิดเดียวกัน '''บทที่ 33''' การรู้เท่าทันผู้อื่นคือความเฉลียวฉลาด แต่การรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด และกิเลสของตนเอง คือปัญญาอันสว่างไสว การพยายามเอาชนะหรือควบคุมผู้อื่น เป็นพลังของอัตตา แต่การเอาชนะอัตตาของตนเองคือความแข็งแกร่ง ผู้ที่รู้พอใจในสิ่งที่มี โดยไม่วิ่งไล่ตามความสุขจากสิ่งเร้าภายนอก คือผู้มั่งคั่งอย่างแท้จริง ผู้ที่ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง คือผู้มีเจตจำนงค์แน่วแน่ ผู้ที่ประคองตนให้อยู่กับปัจจุบันขณะ คือผู้ตั้งมั่นในหนทาง แม้กายจะเสื่อมสลาย แต่การดำรงอยู่ไม่ดับสูญ ย่อมมีอายุยืนยาว ชั่วนิรันดร์ '''บทที่ 34''' ชีวิตดำเนินไปได้ดีที่สุด เมื่อเลิกพยายามเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ความดีงามที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการควบคุม แต่เกิดจากการเปิดพื้นที่ให้ทุกสิ่งเติบโต เมื่อสิ่งต่าง ๆ งอกงามแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบอ้างว่าเป็นผลงานของตน ผู้ที่คอยสนับสนุนโดยไม่ครอบงำ ย่อมทำให้ผู้อื่นเติบโตได้อย่างเต็มที่ ผู้ที่พร้อมปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ย่อมได้รับความไว้วางใจโดยไม่ต้องเรียกร้อง เพราะไม่พยายามเป็นคนสำคัญ จึงกลายเป็นผู้ที่สำคัญอย่างแท้จริง เพราะไม่ประกาศว่าตนยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่จึงปรากฏขึ้นเอง '''บทที่ 35''' ผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยมีเต๋าเป็นแนวทาง ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ผู้คนชื่นชอบ แต่ความสงบ ความเรียบง่าย และความเป็นธรรมชาติของเขา กลับทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัว เมื่อใจสงบเย็น ความร่มเย็นและความสมดุลย่อมแผ่ขยายออกไปถึงผู้คนรอบตัว เสียงดนตรีอันไพเราะและอาหารเลิศรส ย่อมดึงดูดให้ผู้คนหยุดชื่นชม แต่เต๋ากลับเรียบง่ายจนดูจืดชืด มองไม่เห็นความโดดเด่น และฟังดูไม่น่าตื่นเต้น ทว่าเมื่อค่อย ๆ น้อมนำมาดำเนินในชีวิตประจำวัน ความอิ่มเอิบภายในกลับหลั่งไหลออกมาอย่างไม่รู้จบ '''บทที่ 36''' ยามใดที่อัตตาหรือกิเลสพองโตถึงขีดสุด นั่นคือสัญญาณว่าชีวิตกำลังเริ่มเสื่อมถอย ยามใดที่จิตใจตึงเครียด แข็งกร้าว และฝืนพยายาม นั่นคือสัญญาณว่าความอ่อนแอกำลังก่อตัวขึ้น ยามใดที่หลงระเริงในความสำเร็จ ชื่อเสียง อำนาจ หรือสิ่งที่ครอบครอง นั่นคือสัญญาณว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังใกล้เข้ามา ยามใดที่สิ่งเก่าคลายตัวลง พื้นที่ว่างย่อมเปิดออกเพื่อรองรับการเริ่มต้นใหม่ ผู้ที่มองเห็นวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมเข้าใจการเคลื่อนไหวอันละเอียดอ่อนของชีวิต ความอ่อนโยนและความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้างได้เสมอ ดุจปลาที่ไม่ควรออกจากห้วงน้ำลึก ฉันใด จิตก็ไม่ควรละทิ้งฐานแห่งความรู้ตัว ฉันนั้น '''บทที่ 37''' ผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าย่อมดำรงชีวิตโดยไม่ฝืนแทรกแซง แต่ไม่มีสิ่งใดที่ไม่สำเร็จตามเหตุปัจจัย หากสภาวะรู้ภายในดำรงอยู่กับจิตเดิมแท้ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมทั้งหลาย ย่อมค่อย ๆ คลี่คลายและเปลี่ยนแปลงไปเอง โดยไม่ต้องบังคับ เมื่อกิเลสหรือความอยากผุดขึ้น เพียงหวนกลับสู่ความเรียบง่ายดั้งเดิม แล้วปล่อยให้ความสงบนั้นโอบอุ้มมันไว้ เมื่อไม่หล่อเลี้ยงความอยาก จิตย่อมสงบ และเมื่อจิตสงบ ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสอดคล้องอย่างเป็นธรรมชาติ '''บทที่ 38''' ผู้มีคุณธรรม ไม่ยึดติดว่าตนต้องมีคุณธรรม ไม่กระทำและไม่มีเจตนาแอบแฝง ผู้ยึดติดในคุณธรรม ย่อมพยายามรักษาคุณธรรม แม้ดูเหมือนไม่กระทำ แต่ยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีความเมตตา กระทำโดยปราศจากเจตนาแอบแฝง ผู้มีมโนธรรมสำนึก กระทำด้วยความตั้งใจ และยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีมารยาท กระทำตามกฎเกณฑ์ แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ใช้กำลังหรืออำนาจบีบบังคับผู้อื่น เมื่อสูญเสียสภาวะจิตอันบริสุทธิ์ จึงเหลือเพียงคุณธรรม เมื่อสูญเสียคุณธรรม จึงเหลือเพียงความเมตตา เมื่อสูญเสียความเมตตา จึงเหลือเพียงมโนธรรมสำนึก เมื่อสูญเสียมโนธรรมสำนึก จึงเหลือเพียงกฎเกณฑ์ภายนอก แท้จริงแล้ว กฎเกณฑ์ภายนอกเป็นเพียงเปลือกบาง ๆ ของความซื่อสัตย์และความจริงใจ และเมื่อเหลือเพียงสิ่งนั้น ความวุ่นวายในสังคมก็เริ่มก่อตัวขึ้น '''บทที่ 39''' ในอดีตกาล สิ่งที่เข้าถึง “หนึ่ง” (เต๋า) ย่อมดำรงอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ ฟ้าจึงใสกระจ่าง ดินจึงมั่นคง สรรพสิ่งจึงถือกำเนิด และจิตจึงตั้งมั่นสงบเย็น เมื่อสูญเสียความเป็นหนึ่ง ทุกสิ่งย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ดังนั้น ความสูงส่งย่อมอาศัยความอ่อนน้อมเป็นรากฐาน ความพิเศษย่อมอาศัยความธรรมดาเป็นฐานรองรับ ผู้ที่แสวงหาการยอมรับ ย่อมไม่พบเกียรติยศที่แท้จริง ส่วนผู้ที่มีเกียรติยศอย่างแท้จริง ย่อมไม่แสวงหาการยอมรับจากภายนอก เพราะฉะนั้น อย่าปรารถนาจะล้ำค่าดั่งหยก แต่จงเป็นดั่งก้อนหินธรรมดา ที่ดำรงอยู่ร่วมกับทุกสิ่งอย่างเรียบง่ายและกลมกลืน '''บทที่ 40''' การหวนคืนสู่ความสงบเย็น คือการเคลื่อนไหวของจิตเดิมแท้ ความอ่อนโยนและความถ่อมตน คือการแสดงออกของจิตเดิมแท้ ปัญญาญาณทั้งมวลย่อมงอกงามจากความรู้ตัว และความรู้ตัวนั้น ย่อมถือกำเนิดจากความว่างอันบริสุทธิ์ '''บทที่ 41''' คนที่พร้อมเรียนรู้ เมื่อพบสัจธรรมย่อมนำกลับมาฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอ คนที่พร้อมเพียงครึ่งเดียว บางวันก็เข้าใจ บางวันก็กลับไปหลงวนในความคิดการตีความเหมือนเคย ส่วนคนที่ยังยึดติดกับกรอบความคิดเดิม มักหัวเราะเยาะสิ่งที่ตนยังไม่เข้าใจ เพราะความจริงที่ลึกซึ้ง มักไม่เป็นไปอย่างที่อัตตาคาดหวัง สิ่งที่สว่าง อาจดูมืด สิ่งที่ก้าวหน้า อาจดูเหมือนถอยหลัง สิ่งที่เรียบง่าย อาจดูเหมือนยาก ผู้ที่ถ่อมตน อาจดูเหมือนไม่มีอะไร ผู้ที่ยิ่งใหญ่ อาจดูธรรมดา สิ่งที่ลึกที่สุด อาจไร้เสียง และสิ่งที่จริงที่สุด อาจไร้รูปให้มองเห็น สัจธรรมไม่ต้องอาศัยชื่อเรียก แต่คอยเกื้อหนุนให้ทุกชีวิตเติบโตและงอกงามตามธรรมชาติ '''บทที่ 42''' ทุกสิ่งล้วนเริ่มต้นจากความเป็นหนึ่ง ก่อนจะแตกแขนงออกเป็นความแตกต่าง ความสัมพันธ์ และเรื่องราวนับไม่ถ้วน ทุกสิ่งในชีวิตต่างมีสองด้านเสมอ สิ่งที่ให้คุณในวันนี้อาจให้โทษในวันหน้า และสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความสูญเสียอาจกำลังเปิดทางให้บางสิ่งที่มีค่ากว่าเกิดขึ้น ผู้คนมักหลีกหนีความโดดเดี่ยว ความธรรมดา และความต่ำต้อย แต่ผู้รู้กลับน้อมรับสิ่งเหล่านี้ เพื่อเตือนใจให้ถ่อมตน เพราะความถ่อมตนคือรากฐานของการหวนคืนสู่เต๋า ดังนั้น อย่าแข็งกร้าวจนเกินไป เพราะสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ ย่อมอยู่ได้ไม่นาน '''บทที่ 43''' สิ่งที่อ่อนที่สุดย่อมผ่านพ้นสิ่งที่แข็งที่สุดได้ สิ่งที่ไร้รูปย่อมแทรกซึมผ่านช่องว่างที่ไม่มีสิ่งใดเข้าถึงได้ ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงประจักษ์ถึงอานุภาพของธรรมชาติเดิมแท้ การสอนโดยไม่ต้องอาศัยคำพูด และการดำเนินชีวิตโดยไม่คาดหวังให้อนาคตเป็นไปตามใจต้องการ เป็นสิ่งที่มีน้อยคนนักจะเข้าถึงได้ '''บทที่ 44''' ชื่อเสียงสำคัญกว่าชีวิตจริงหรือ? ทรัพย์สินมีค่ามากกว่าความสงบของจิตจริงหรือ? การได้มาและการสูญเสีย สิ่งใดทำให้ใจเป็นทุกข์มากกว่ากัน? ยิ่งยึดติดมาก ยิ่งต้องสูญเสียมาก ยิ่งสะสมมาก ยิ่งหวาดกลัวการพลัดพราก เมื่อรู้จักพอ ใจย่อมไม่ถูกครอบงำ เมื่อรู้ว่าเมื่อใดควรหยุด ชีวิตย่อมปลอดภัยและสงบเย็นได้อย่างยั่งยืน '''บทที่ 45''' สิ่งที่ดีที่สุด มักไม่จำเป็นต้องดูดีที่สุด สิ่งที่เต็มที่สุด มักไม่อวดว่าตัวเองเต็ม คนที่มั่นคงจริง ไม่จำเป็นต้องแข็งกระด้าง คนที่เก่งจริง ไม่จำเป็นต้องโอ้อวดความเก่ง คนที่เข้าใจจริง ไม่จำเป็นต้องพูดให้คนอื่นยอมรับ ความสงบ มีพลังมากกว่าความร้อนรน ความเย็นของจิต เอาชนะความเร่าร้อนของอารมณ์ เมื่อจิตใจสงบเย็น ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลของมันเอง '''บทที่ 46''' เมื่อชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรม พลังชีวิตย่อมถูกนำมาใช้เพื่อหล่อเลี้ยง ฟื้นฟู และเกื้อกูลให้ชีวิตเบ่งบานอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อชีวิตห่างไกลจากสัจธรรม พลังเดียวกันนั้นกลับถูกใช้ไปกับการแข่งขัน การแสวงหา และการไขว่คว้าสิ่งภายนอกไม่รู้จบ ไม่มีภัยใดร้ายแรงไปกว่าการไม่รู้จักพอ ไม่มีหายนะใดหนักหนาไปกว่าความอยากที่ไม่สิ้นสุด เพราะผู้ที่ไม่เคยพอ ย่อมไม่มีวันพบกับความสงบ เมื่อรู้จักพอ ความอิ่มเอมย่อมเกิดขึ้นจากภายใน ไม่ใช่จากการได้ครอบครองมากขึ้น และความพอเช่นนี้เอง คือความมั่งคั่งที่แท้จริงและยั่งยืน '''บทที่ 47''' เมื่อมีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง ย่อมประจักษ์แจ้งในสัจธรรมของชีวิต เมื่อไม่แส่ส่ายแสวงหา ย่อมเห็นวิถีแห่งธรรมชาติตามที่เป็น ยิ่งจิตฟุ้งซ่านออกไปไกล ยิ่งห่างไกลจากความจริงแท้ภายใน ฉะนั้น ผู้รู้แม้นิ่งอยู่กับที่ ก็หยั่งรู้ความจริง แม้ไม่ได้มองด้วยตา ก็เห็นแจ้งด้วยปัญญา แม้ไม่ได้เร่งร้อนกระทำการ สิ่งทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงเอง '''บทที่ 48''' ผู้แสวงหาความรู้ทางโลก ยิ่งเรียนรู้ก็ยิ่งสั่งสม ผู้แสวงหาความจริงแท้ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งลดละ ลดละแล้วลดละอีก จนจิตบริสุทธิ์จากการปรุงแต่ง เมื่อไร้การฝืนแทรกแซง ก็ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจบรรลุ การดูแลจิตใจไม่ใช่การบังคับควบคุม หากแทรกแซงมากเกินไป ย่อมไม่อาจเป็นนายเหนือตนเองได้ '''บทที่ 49''' ผู้รู้ย่อมไม่ยึดติดกับความคิดหรืออัตตาของตน แต่เปิดใจรับทุกผู้คนและทุกสถานการณ์ตามความเป็นจริง ผู้ที่มีเมตตา ก็เมตตาตอบ ผู้ที่ยังขาดเมตตา ก็ไม่โกรธเคือง เพราะความเมตตาเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้ที่น่าเชื่อถือ ก็ไว้วางใจ ผู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ ก็ยังคงเปิดใจรับฟัง เพราะความจริงใจเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้รู้ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยความอ่อนน้อม ไม่ยึดเอาความเห็นของตนเป็นศูนย์กลาง แต่ช่วยหลอมรวมความแตกต่างให้กลับคืนสู่ความกลมกลืน แม้ผู้คนต่างหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตาเห็นและหูได้ยิน ผู้รู้กลับดำรงจิตอันบริสุทธิ์ เรียบง่าย และไร้เดียงสา ดุจเด็กทารก '''บทที่ 50''' เมื่อจิตเกิดความยึดมั่น ความทุกข์ย่อมติดตามมา เมื่อยึดติดในภาพตัวตน ย่อมเกิดความเจ็บปวด เมื่อจมอยู่ในกิเลส ย่อมเกิดความทุกข์ใจ เมื่อดิ้นรนแสวงหาความสุข กลับยิ่งห่างไกลความสุขนั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะพวกเขาดำเนินชีวิตสวนทางกับครรลองแห่งธรรมชาติ ได้ยินมาว่า ผู้ที่ประคองรักษาจิตเดิมแท้ให้บริสุทธิ์และมั่นคงอยู่เสมอ ยามเผชิญกระแสโลก ย่อมไม่ถูกความโลภหรือความโกรธครอบงำ ยามเผชิญความขัดแย้ง ย่อมไม่หวั่นไหวต่ออคติหรือคำครหา ความโกรธไร้ที่ตั้ง ความโลภไร้ที่ฟูมฟัก ความเกลียดชังไร้ที่หยั่งราก เพราะภายในจิตของเขาไม่มีตัวตนที่รอให้สิ่งใดมากระทบหรือทำร้าย '''บทที่ 51''' ความว่างบริสุทธิ์ให้กำเนิดสรรพสิ่ง คุณธรรมโอบอุ้มและฟูมฟัก ชีวิตทำให้แต่ละสิ่งมีลักษณะเฉพาะ ส่วนสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขต่าง ๆ หล่อเลี้ยงให้เติบโตจนสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ สรรพสิ่งจึงเคารพในความว่างบริสุทธิ์และยกย่องคุณธรรม ไม่ใช่เพราะมีผู้ใดบังคับ แต่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ เต๋าให้กำเนิด คุณธรรมฟูมฟัก หล่อเลี้ยงให้เติบโต ช่วยให้สุกงอม บำรุงรักษา และคุ้มครอง ให้กำเนิดแต่ไม่ยึดครอง สร้างสรรค์แต่ไม่อวดอ้าง นำพาแต่ไม่ควบคุม นี่คือสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรมอันลึกล้ำ '''บทที่ 52''' สรรพสิ่งล้วนมีต้นกำเนิด และต้นกำเนิดนั้นคือรากของสรรพสิ่ง เมื่อเข้าถึงต้นกำเนิดย่อมเข้าใจทุกสิ่งที่ถือกำเนิดจากมัน เมื่อตั้งมั่นอยู่กับรากเดิม ตลอดชีวิตย่อมไม่หลงทางและไม่ตกอยู่ในอันตราย ละวางตัณหา ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ชีวิตย่อมเป็นอิสระจากความวุ่นวาย แต่หากเปิดรับสิ่งเร้าภายนอกโดยขาดสติ และมัวแต่พยายามควบคุมทุกสิ่ง ตลอดชีวิตก็ยากจะพบความสงบ มองเห็นสิ่งละเอียดเล็กน้อยได้ เรียกว่า ความแจ่มแจ้ง รักษาความอ่อนโยนไว้ได้ เรียกว่า ความแข็งแกร่ง จงใช้ความรู้ตัวหวนกลับสู่ความแจ่มแจ้งภายใน เพื่อไม่ให้หลงเหลือตัวตนไว้รองรับทุกข์ภัย นี่คือการดำเนินตามครรลองแห่งธรรมชาติอันเป็นนิรันดร์ '''บทที่ 53''' หากยังพอมีความรู้แจ้งและดำเนินชีวิตอยู่บนวิถีแห่งสัจธรรม สิ่งเดียวที่หวั่นเกรง คือการปล่อยให้จิตหลงออกนอกครรลองแห่งธรรมชาติ เพราะสัจธรรมอันยิ่งใหญ่นั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แต่มนุษย์กลับชอบเดินในทางลัดที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่ง ผู้คนมักเอาใจใส่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่ปล่อยให้จิตใจภายในรกร้าง สะสมความรู้ ตำแหน่ง และหัวโขน พกพาตรรกะและคำตัดสินอันเฉียบคม หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเร้าภายนอก และสั่งสมความยึดมั่นในตัวตนจนล้นใจ สภาวะเช่นนี้ไม่ต่างจากจอมโจรที่ปล้นชิงความสงบจากตนเอง แล้วกลับหลงภูมิใจในสิ่งที่ปล้นมา นี่ไม่ใช่วิถีแห่งสัจธรรม '''บทที่ 54''' ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะ ย่อมไม่หวั่นไหวต่อกิเลส ผู้ที่โอบอุ้มสัจธรรมไว้อย่างมั่นคง ย่อมไม่หลงออกจากวิถีอันแท้จริง ผู้ที่รักษาภาวะจิตเช่นนี้ไว้ได้ ย่อมส่งต่อปัญญาและความสงบเย็นสู่คนรุ่นหลังได้อย่างไม่ขาดสาย เมื่อบ่มเพาะเต๋าในตน คุณธรรมย่อมหยั่งราก เมื่อแผ่ขยายสู่ครอบครัว ความอบอุ่นย่อมงอกงาม เมื่อแผ่ขยายสู่ชุมชน ความเป็นกัลยาณมิตรย่อมมั่นคง เมื่อแผ่ขยายสู่สังคม ความอุดมสมบูรณ์และการเกื้อกูลย่อมแพร่หลาย ดังนั้น หากปรารถนาจะเข้าใจผู้อื่น จงเริ่มจากการเข้าใจตนเอง หากปรารถนาจะเข้าใจครอบครัวอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจครอบครัวของตน หากปรารถนาจะเข้าใจชุมชนอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจชุมชนของตน หากปรารถนาจะเข้าใจสังคม จงเริ่มจากการเข้าใจสังคมที่ตนอาศัยอยู่ หากปรารถนาจะเข้าใจชีวิต จงเริ่มจากการเข้าใจชีวิตของตนเอง ข้ารู้จักความเป็นไปของโลกได้อย่างไรน่ะหรือ? ก็ด้วยสิ่งนี้เอง '''บทที่ 55''' ผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมอันบริสุทธิ์ ย่อมมีสภาวะจิตดุจทารกแรกเกิด อ่อนโยน ยืดหยุ่น ตื่นรู้อยู่เสมอ และเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิต โดยไม่ถูกกิเลสหรือสิ่งเร้าภายนอกครอบงำ เพราะพลังดั้งเดิมยังดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ดำรงจิตไว้ในความสมดุลกลมกลืน ย่อมเข้าถึงสัจธรรม เมื่อเข้าถึงสัจธรรม ย่อมเกิดปัญญารู้แจ้ง ความอยากเด่นดังและความพยายามควบคุมทุกสิ่ง ล้วนเป็นสัญญาณของการหลงออกจากจิตเดิมแท้ เมื่อสิ่งใดแข็งกร้าว ตึงเครียด หรือฝืนธรรมชาติจนเกินพอดี สิ่งนั้นย่อมเสื่อมสลายก่อนเวลาอันควร '''บทที่ 56''' ผู้รู้จริงย่อมไม่ป่าวประกาศว่าตนรู้ ส่วนผู้ที่ป่าวประกาศว่าตนรู้ย่อมไม่รู้จริง จงละวางความยึดมั่นในอัตตา คลี่คลายความคิดอันสับสน หวนคืนสู่ความเรียบง่าย และกลมกลืนกับความธรรมดาของชีวิต นี่คือความเป็นหนึ่งเดียวอันลึกซึ้ง สภาวะนี้ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความยึดติด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเกลียดชัง ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความอยาก ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเจ็บปวด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนพิเศษกว่าผู้อื่น และไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนต่ำต้อยกว่าผู้อื่น นี่จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 57''' จงซื่อสัตย์ต่อแก่นแท้ภายใน พลิกแพลงตามสถานการณ์ และปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปโดยไม่แทรกแซงเกินจำเป็น ยิ่งจิตถูกพันธนาการด้วยความกลัว ชีวิตยิ่งติดขัด ยิ่งยึดติดในความรู้ ชีวิตยิ่งวุ่นวาย ยิ่งใช้ความฉลาดเข้าข้างตนเอง ความอยากที่ผิดธรรมชาติก็ยิ่งเพิ่มพูน ยิ่งบังคับตนเองด้วยกฎเกณฑ์ ความอึดอัดก็ยิ่งทับถม เพราะฉะนั้น ผู้รู้จึงกล่าวว่า ข้าไม่ฝืนควบคุมสิ่งใด ความสัมพันธ์ย่อมกลับคืนสู่สมดุลเอง ข้าอยู่นิ่ง ชีวิตย่อมเข้าที่เข้าทางเอง ข้าไม่ฝืนแทรกแซง พลังชีวิตย่อมฟื้นคืนเอง ข้าไม่ทะยานอยาก จิตย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายและบริสุทธิ์เอง '''บทที่ 58''' เมื่อปล่อยวางการควบคุม และเปิดพื้นที่ให้ทุกความคิดและอารมณ์เกิดขึ้น จิตใจย่อมหวนคืนสู่ความสงบเอง แต่เมื่อคอยบังคับให้ตนเองเป็นไปตามภาพที่ยึดไว้ จิตใจย่อมอึดอัดและเต็มไปด้วยแรงต้าน ผู้รู้จึงรับฟังความคิดความรู้สึก แต่ไม่หลงเชื่อว่าทั้งหมดคือความจริง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแต่ไม่ด่วนตัดสินผู้อื่น ตรงไปตรงมาแต่ไม่ก้าวร้าว มีปัญญาแต่ไม่โอ้อวด ในความทุกข์มีเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขซ่อนอยู่ ในความสุขก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์แฝงอยู่เช่นกัน ใครเล่าจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด? เมื่อไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร สิ่งที่เห็นว่าตรงอาจคด สิ่งที่เห็นว่าดีอาจบิดเบี้ยว ผู้คนหลงติดอยู่กับการแบ่งแยกเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว '''บทที่ 59''' ในการดูแลตนเองและดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดประเสริฐไปกว่า การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล คือการจำนนต่อชีวิตตั้งแต่ต้น (Surrender) และการจำนนเช่นนี้เอง คือการสั่งสมคุณธรรมและพลังชีวิตภายในอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณธรรมและพลังชีวิตหยั่งรากมั่นคง ย่อมก้าวข้ามอุปสรรคและกิเลสทั้งปวงได้ เมื่อไร้สิ่งต้านทาน ศักยภาพภายในย่อมไร้ขอบเขต สามารถเป็นนายเหนือกายและใจของตนเองได้ เมื่อหวนคืนสู่จิตดั้งเดิมผู้เป็นดั่งมารดาแห่งปรากฏการณ์ ชีวิตและปัญญาญาณย่อมดำรงอยู่อย่างยั่งยืน นี่คือการหยั่งรากลึก สร้างฐานอันมั่นคง และเป็นวิถีแห่งความยั่งยืนที่แท้จริง '''บทที่ 60''' จงดูแลอาณาจักรแห่งตน ประหนึ่งฟูมฟักปลาเล็กด้วยความอ่อนโยนละเมียดละไม เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในความว่างอันบริสุทธิ์ กิเลส การคิดตีความ และภาพลวงตาย่อมหมดอำนาจ ไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านั้นเลือนหายไป แต่เพราะไม่อาจครอบงำหรือทำร้ายจิตใจได้อีก สิ่งเร้าภายนอกจะหมดพิษสง ความขัดแย้งภายในก็จะเบาบางลงเช่นกัน เมื่อกระแสชีวิตและจิตใจภายในไม่ขัดแย้งกัน คุณธรรมและพลังชีวิตย่อมไหลเวียนกลับคืนสู่ศูนย์กลางอย่างสมบูรณ์ '''บทที่ 61''' สติความรู้ตัวเปรียบดั่งผืนดินที่รองรับทุกสายน้ำ มีความสงบเย็นเป็นรากฐาน และเปิดรับทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ความสงบ (หยิน) ย่อมโอบอุ้มและประคองความเคลื่อนไหว (หยาง) ให้ทุกการกระทำเกิดขึ้นจากจิตที่สงบ เมื่อสติความรู้ตัวรับฟังเสียงภายใน ความคิดและความรู้สึกย่อมค่อย ๆ คลี่คลายกลับคืนสู่ความสงบ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับให้สงบ แต่เพราะได้รับการรับฟัง จึงสงบลงเอง สติความรู้ตัวเพียงโอบอุ้มและดูแลชีวิต ส่วนเสียงภายในเพียงทำหน้าที่รับใช้และเตือนภัย เมื่อทั้งสองต่างทำหน้าที่ของตนแล้ว สติความรู้ตัวย่อมกลับไปดำรงอยู่ในฐานะผู้สังเกตอย่างสงบนิ่งดังเดิม '''บทที่ 62''' สภาวะแห่งจิตดั้งเดิม คือส่วนลึกอันเร้นลับที่โอบอุ้มทุกปรากฏการณ์ เป็นขุมทรัพย์ของผู้ตั้งมั่นในสัจธรรม และเป็นที่พึ่งของผู้ที่ยังหลงผิด คำพูดอันไพเราะอาจซื้อใจผู้คนได้ ความประพฤติอันดีงามอาจได้รับการยกย่อง แล้วผู้ที่ยังหลงผิดหรือมีข้อบกพร่อง สมควรถูกทอดทิ้งงั้นหรือ? ด้วยเหตุนี้ แม้จะพยายามเป็นคนดี มีความคิดและเหตุผลที่ถูกต้อง หรือยึดถือสิ่งภายนอกอันสูงส่งเพียงใด ก็ยังไม่ประเสริฐเท่าการหวนคืนสู่สภาวะจิตดั้งเดิมอันว่างเปล่าบริสุทธิ์ เหตุใดคนโบราณจึงให้คุณค่าแก่สภาวะนี้ยิ่งนัก? เพราะเมื่อจิตหวนคืนสู่ความว่าง ย่อมพบความสงบ เมื่อพลั้งเผลอหรือหลงผิด ก็ยังมีที่ให้กลับคืน เพราะเหตุนี้เอง สภาวะว่างเปล่าบริสุทธิ์ จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 63''' จงกระทำโดยไม่ฝืนพยายาม จัดการโดยไม่ควบคุม ชื่นชมความเรียบง่าย มองเห็นความใหญ่ในสิ่งเล็ก และเห็นความมากในความน้อย การจัดการเรื่องยาก ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเรื่องง่าย การสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ เพราะเรื่องยากทั้งหลายล้วนเริ่มจากเรื่องง่าย และสิ่งยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนเริ่มจากสิ่งเล็กเสมอ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่มุ่งทำการใหญ่ แต่กลับทำการใหญ่ได้สำเร็จ ผู้ที่รับปากง่าย ย่อมรักษาคำพูดได้ยาก ผู้ที่เห็นว่าทุกอย่างง่าย ย่อมพบความยากในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ประมาท มองเห็นความยากตั้งแต่ต้น และเพราะความรอบคอบเช่นนี้เอง สุดท้ายจึงไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไป '''บทที่ 64''' ยามที่จิตสงบ ย่อมง่ายต่อการอยู่กับปัจจุบันขณะ ยามที่กิเลสยังไม่ก่อตัว ย่อมง่ายต่อการรู้เท่าทัน ยามที่อารมณ์ยังอ่อน ย่อมง่ายต่อการละวาง ยามที่ความคิดตีความยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ย่อมง่ายต่อการปล่อยให้สลายไป ดังนั้น จงรู้เท่าทันตั้งแต่สิ่งนั้นยังไม่ก่อตัว จัดระเบียบจิตใจก่อนความวุ่นวายจะเกิดขึ้น อารมณ์ที่ท่วมท้นล้วนเริ่มจากความคิดเล็ก ๆ ภาพลวงอันยิ่งใหญ่ล้วนก่อตัวจากความยึดมั่นทีละน้อย และการเดินทางสู่สัจธรรม ย่อมเริ่มจากความรู้ตัวในปัจจุบันขณะ ผู้คนมักล้มเหลวในช่วงใกล้สำเร็จ หากระมัดระวังในตอนท้ายเช่นเดียวกับตอนเริ่ม ย่อมไม่มีสิ่งใดล้มเหลว ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ยึดติดแม้แต่ความปรารถนา ไม่หลงคุณค่าสิ่งหายาก ปล่อยวางความรู้ที่ยึดถือ และหวนคืนสู่ความเป็นเช่นนั้นเอง โดยไม่ฝืนแทรกแซง '''บทที่ 65''' ผู้ที่ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจตามวิถีแห่งเต๋าในสมัยโบราณ ไม่ได้มุ่งเพิ่มพูนความรู้ แต่ฝึกให้จิตหวนคืนสู่ความเรียบง่ายไร้เล่ห์กล เหตุที่จิตไม่อาจสงบได้ ก็เนื่องจากการยึดติดในความรู้และความฉลาดมากเกินไป ดังนั้น หากใช้เพียงความรู้และความคิดมาปกครองอาณาจักรชีวิตแห่งตน ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ แต่หากดำรงอยู่ด้วยสภาวะรู้ที่พ้นจากการยึดติดในความคิด ย่อมนำมาซึ่งความสงบ การรู้ความแตกต่างของทั้งสองสิ่งนี้ คือหลักแห่งการดำเนินชีวิต และผู้ที่ดำรงอยู่ในหลักนี้ ย่อมเข้าถึงคุณธรรมอันล้ำลึก คุณธรรมอันล้ำลึกนี้ ยากจะเข้าใจและยากจะเข้าถึง เพราะดูเหมือนสวนทางกับสิ่งที่ผู้คนยึดถือ แต่ท้ายที่สุด สามารถนำชีวิตกลับสู่ความกลมกลืนอันยิ่งใหญ่ '''บทที่ 66''' เหตุที่มหาสมุทรเป็นราชาแห่งสายน้ำทั้งหลายได้ ก็เพราะยอมอยู่ต่ำกว่าสายน้ำทั้งปวงจึงสามารถรองรับทุกสายน้ำไว้ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น หากปรารถนาจะอยู่เหนือความคิดและอารมณ์ ย่อมต้องโอบรับโดยไม่ต่อต้าน หากปรารถนาจะรู้เท่าทันมัน ย่อมต้องตั้งมั่นอยู่กับสติ คอยเฝ้าดูอย่างสงบนิ่ง เมื่อสติตั้งมั่น ความคิดและอารมณ์ย่อมไม่ถูกกดทับ เมื่อรู้เท่าทันโดยไม่ต่อต้าน ความคิดและอารมณ์ก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน จึงค่อย ๆ คลี่คลายและหลอมรวมกลับคืนสู่ความสงบ เพราะไม่ต้านทานประสบการณ์ใด จึงไม่มีสิ่งใดก่อแรงต้านขึ้นภายในได้ '''บทที่ 67''' ผู้คนมักกล่าวว่า แนวทางการดำเนินชีวิตของข้าช่างล้ำลึกจนดูเหมือนใช้การไม่ได้ ก็เพราะมันล้ำลึกจึงดูเหมือนบกพร่อง หากมันเหมือนกับสิ่งที่ผู้คนยกย่องก็คงเป็นเพียงสิ่งตื้นเขินไปนานแล้ว ข้ามีสมบัติล้ำค่าสามประการที่ยึดถือไว้เสมอ ประการแรก คือความเมตตา ประการที่สอง คือความรู้จักพอ ประการที่สาม คือไม่หลงยึดติดในบทบาท เพราะมีเมตตา จึงกล้าหาญ เพราะรู้จักพอ จิตใจจึงเปิดกว้าง และเพราะไม่หลงยึดติดในบทบาท การดำรงอยู่จึงกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ทุกวันนี้ ผู้คนกลับละทิ้งความเมตตา แต่แสวงหาความกล้าหาญ ละทิ้งความรู้จักพอ แต่แสวงหาความเปิดกว้างทางจิตใจ ยึดติดในบทบาท แต่กลับต้องการดำรงอยู่อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ นี่คือหนทางแห่งความพินาศ ผู้ที่ต่อสู้ด้วยความเมตตาย่อมมีชัย ผู้ที่ปกป้องด้วยความเมตตาย่อมมั่นคง เมื่อฟ้าปรารถนาจะคุ้มครองผู้ใด ฟ้าย่อมโอบอุ้มเขาไว้ด้วยความเมตตา '''บทที่ 68''' ผู้รู้ที่แท้จริง ย่อมไม่โอ้อวดปัญญา ผู้ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจอย่างแท้จริง ย่อมไม่ถูกครอบงำด้วยความโกรธ ผู้ชนะกิเลสได้อย่างแท้จริง ย่อมไม่เปรียบเทียบแข่งขันกับสิ่งใด ผู้ที่นำพาผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ย่อมวางตนอยู่เบื้องล่าง นี่คือคุณธรรมแห่งการไม่ฝืนควบคุม คือศิลปะแห่งการประสานพลังกับสรรพสิ่ง คือการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ อันเป็นหลักสูงสุดที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ '''บทที่ 69''' ตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า ไม่กล้าเป็นเจ้าบ้าน แต่ขอเป็นผู้มาเยือน ไม่กล้าคืบหน้าหนึ่งนิ้ว แต่ยอมถอยหลังหนึ่งฟุต นี่คือการขยับโดยไม่เคลื่อนไหว คือการเตรียมพร้อมโดยไม่คุกคาม คือการเผชิญหน้าโดยไม่สร้างศัตรู คือการถืออาวุธโดยไม่คิดใช้ กล่าวคือ ไม่ตั้งใจบังคับสิ่งใด แต่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ ภัยอันยิ่งใหญ่ของจิตคือการขาดสติรู้ตัว เพราะเมื่อสติเลือนหาย แก่นแท้ภายในย่อมถูกกิเลสครอบงำ แต่ผู้ที่เผชิญหน้ากับตนเองด้วยความเมตตาย่อมเป็นผู้ได้รับชัยชนะ '''บทที่ 70''' คำพูดของข้านั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ทว่าผู้คนกลับยากจะเข้าใจและยากจะปฏิบัติตาม เพราะจิตยังติดอยู่ในโลกแห่งการตีความ แท้จริงแล้ว ทุกถ้อยคำมีสัจธรรมเป็นรากฐาน และทุกการกระทำมีแก่นแท้ภายในเป็นผู้นำ แต่ตราบใดที่ยังไม่หวนคืนสู่สัจธรรม ย่อมไม่อาจเข้าถึงความหมายอันแท้จริงได้ ผู้ที่เข้าใจจึงมีน้อย และผู้ที่ดำเนินตามยิ่งมีน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงดำรงตนอย่างเรียบง่าย แต่ภายในกลับเก็บรักษาปัญญาอันล้ำค่าไว้ ดุจหยกที่ซ่อนอยู่ในอก '''บทที่ 71''' การรู้เท่าทันการตีความของตน คือภาวะอันประเสริฐ การหลงคิดว่าการตีความคือความจริง คือโรคแห่งจิต ผู้รู้ย่อมเห็นการตีความ เป็นเพียงการตีความ ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จึงไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของมายาภาพทั้งปวง '''บทที่ 72''' เมื่อผู้คนไม่ตระหนักถึงผลของการดำเนินชีวิตที่ฝืนธรรมชาติ ความทุกข์อันใหญ่หลวงย่อมตามมา อย่าดูแคลนตนเอง อย่ารังเกียจต้นกำเนิดของชีวิต เมื่อไม่รังเกียจตนเอง ชีวิตก็ไม่กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงรู้จักตนเอง แต่ไม่โอ้อวดตน รักและถนอมตนเอง แต่ไม่ยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 73''' ความกล้าหาญที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ ย่อมนำไปสู่การสิ้นสุดสิ่งเก่า ความกล้าหาญที่จะปล่อยวางสิ่งเก่า ย่อมนำมาซึ่งชีพจรแห่งชีวิตใหม่ ทั้งสองล้วนมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับกาลและเหตุปัจจัย วิถีแห่งธรรมชาติยากที่ความคิดจะหยั่งถึง แต่ผู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของชีวิตตนเอง ย่อมชนะโดยไม่แก่งแย่ง ตอบสนองโดยไม่ต้องคำนวณ ทุกสิ่งปรากฏขึ้นเองโดยไม่ต้องเรียกร้อง และคลี่คลายไปอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องฝืนจัดการ สัจธรรมโอบอุ้มทุกสิ่งดุจตาข่ายอันกว้างใหญ่ แม้ดูโปร่งโล่ง แต่ไม่เคยปล่อยสิ่งใดให้หลุดพ้นไปได้ '''บทที่ 74''' เมื่อทุกปรากฏการณ์ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแปรเปลี่ยนไป เหตุใดจึงต้องหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง? เมื่อพยายามยึดสิ่งใดไว้ให้คงอยู่ หรือรีบกดข่มผลักไสสภาวะที่ไม่ปรารถนา ชีวิตย่อมไม่อาจดำเนินไปตามธรรมชาติได้ แท้จริงแล้ว ธรรมชาติมีจังหวะเวลาของมันเอง แต่ผู้ที่พยายามเร่งรัดหรือแทรกแซงให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจ เปรียบเสมือนผู้ที่แย่งขวานจากช่างไม้ผู้ชำนาญมาถากไม้เอง ซึ่งน้อยคนนักที่จะไม่บาดเจ็บจากคมขวานในมือตน '''บทที่ 75''' ที่จิตใจขาดพร่อง เพราะภาพที่เห็นกับความจริงที่เป็นนั้นต่างกันเกินไป จึงรู้สึกว่าตนเองไม่เคยดีพอ ที่อารมณ์แปรปรวน เพราะความคิดเข้าไปควบคุมและแทรกแซงทุกสิ่งที่เป็นมากเกินไป ที่ชีวิตหม่นหมอง เพราะมัวแสวงหาการยอมรับจากภายนอก จนละเลยการดูแลกายและใจของตนเอง ผู้ที่ไม่หมกมุ่นกับการทำชีวิตให้สมบูรณ์ตามค่านิยมของโลก ย่อมเข้าถึงคุณค่าของชีวิตได้ลึกซึ้งกว่าผู้ที่รักและหวงแหนชีวิตด้วยความหวาดกลัว '''บทที่ 76''' ยามมีชีวิต กายย่อมอ่อนนุ่ม ยามตาย กายย่อมแข็งทื่อ พืชพรรณเมื่อยังมีชีวิตย่อมอ่อนลู่ แต่เมื่อเหี่ยวแห้งกลับแข็งและเปราะ ดังนั้น ความแข็งกร้าวจึงเป็นพวกพ้องของความตาย ส่วนความอ่อนโยนและยืดหยุ่นเป็นพวกพ้องของชีวิต จิตใจที่แข็งกระด้างย่อมแตกสลายในที่สุด ดุจต้นไม้ที่แข็งเกินไปย่อมหักลง ผู้ที่ยึดมั่นในความแข็งกร้าวย่อมเดินสู่ความเสื่อม ส่วนผู้ที่อ่อนโยนและยืดหยุ่น ย่อมดำรงอยู่บนหนทางแห่งชีวิต '''บทที่ 77''' การปรับสมดุลของธรรมชาติ อุปมาดั่งการขึงคันธนู ส่วนที่สูงเกินไปย่อมถูกกดลง ส่วนที่ต่ำเกินไปย่อมถูกยกขึ้น สิ่งที่มากย่อมถูกลดทอน สิ่งที่พร่องย่อมได้รับการเติมเต็ม นี่คือวิถีแห่งธรรมชาติ แต่วิถีแห่งอัตตากลับตรงกันข้าม มันพรากพลังจากส่วนที่ขาดพร่อง ไปหล่อเลี้ยงความโลภ ความยึดมั่น และความต้องการที่มีอยู่เกินพอดี ใครบ้างที่จะนำสิ่งที่ตนมีเหลือเฟือมาแบ่งปันแก่โลก? มีเพียงผู้ที่มีเต๋าสถิตอยู่ภายในเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกระทำโดยไม่ยึดครอง สร้างความสำเร็จโดยไม่ครอบครอง และไม่ปรารถนาที่จะยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 78''' ไม่มีสิ่งใดอ่อนโยนและยืดหยุ่นไปกว่าน้ำ แต่เมื่อต้องคลี่คลายสิ่งที่แข็งกระด้าง ก็ไม่มีสิ่งใดเหนือไปกว่าน้ำเพราะไม่มีสิ่งใดทดแทนคุณสมบัตินี้ได้ ความอ่อนโยนย่อมเอาชนะความแข็งกร้าว ความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้าง ทุกคนต่างรู้ความจริงข้อนี้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ดำเนินชีวิตได้ตามนั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกล่าวว่า ผู้ที่ยอมรับด้านที่ไม่น่าปรารถนาของชีวิตได้ ย่อมเป็นหลักอันมั่นคงแก่ชีวิตตนเอง ผู้ที่ยอมรับความทุกข์และเคราะห์ร้ายได้ ย่อมเป็นนายเหนือชีวิตของตนเอง คำจริง มักฟังดูราวกับย้อนแย้ง '''บทที่ 79''' การพยายามสะกดกลั้นความขุ่นเคือง ย่อมหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจ็บปวดไว้ในใจ แล้วจะเรียกว่าคลี่คลายได้อย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงมุ่งขัดเกลาจิตใจของตน โดยไม่คอยเรียกร้องหรือตำหนิผู้อื่น จิตที่มีปัญญาญาณย่อมทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ส่วนจิตที่ถูกอัตตาครอบงำ ย่อมคอยจับผิดและเรียกร้องจากผู้อื่นอยู่เสมอ กฎแห่งธรรมชาติย่อมเที่ยงตรง ไม่ลำเอียง และย่อมเกื้อหนุนผู้ที่ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรมอยู่เสมอ '''บทที่ 80''' ชีวิตที่เรียบง่ายและไม่วุ่นวาย แม้มีสิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา จิตใจย่อมอิ่มเต็มในปัจจุบันขณะ ไม่ดิ้นรนแสวงหาความสุขจากภายนอก ความทะยานอยากและการปกป้องตัวตนจึงค่อย ๆ สลายไป เหลือเพียงการดำรงอยู่อย่างเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ พึงพอใจในสิ่งที่กิน เห็นความงามในสิ่งที่สวม สงบในที่ที่ตนอาศัย และยินดีในวิถีชีวิตของตน แม้โลกอันกว้างใหญ่จะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมถึง ก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตาม เพียงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต '''บทที่ 81''' ถ้อยคำที่จริงแท้ มักไม่หวือหวา ถ้อยคำที่หวือหวา มักไม่จริงแท้ ผู้เข้าถึงความจริง ย่อมไม่มัวโต้แย้ง ผู้ที่มัวโต้แย้ง ย่อมยังไม่เข้าถึงความจริง ผู้รู้แจ้ง ไม่ใช่ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ใช่ว่าจะรู้แจ้ง ผู้รู้ไม่สะสมเพื่อตนเอง ยิ่งเกื้อกูลผู้อื่น ตนเองยิ่งอุดมสมบูรณ์ ยิ่งแบ่งปันแก่ผู้อื่น ตนเองยิ่งเต็มเปี่ยม วิถีแห่งเต๋า คือการเกื้อกูลโดยไม่เบียดเบียน วิถีแห่งผู้รู้ คือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องแข่งกับใคร 2ui2d4cpilk5xeywvv5ue2de5mmve2f 295057 295056 2026-08-22T06:08:16Z Pandadah 12242 295057 wikitext text/x-wiki {{ลบ|[[วิกิซอร์ซ:นโยบายการลบ#หลักเกณฑ์การลบทันที|ท5 – นอกเหนือขอบเขต]] (เนื่องจากเป็น [[วิกิซอร์ซ:วิกิซอร์ซมีอะไรได้บ้าง#งานที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง]])}} เดินตามเต๋า เรียบเรียงจาก 《道德經》 โดย [[ผู้สร้างสรรค์:ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์|ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์]] เดินตามเต๋า เป็นงานเรียบเรียงและตีความ เต้าเต๋อจิง ในฐานะแนวทางของการฝึกฝนจิตใจ ชวนให้ผู้อ่านหันกลับมาสังเกตตนเอง เรียนรู้ธรรมชาติของจิต และค่อย ๆ ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติของเต๋า เนื่องจากต้นฉบับเต็มไปด้วยสำนวน ภาษา และบริบทของยุคสมัย งานเรียบเรียงฉบับนี้จึงไม่ได้มุ่งรักษารูปประโยคเดิมทุกถ้อยคำ แต่เลือกถ่ายทอดแก่นความหมายด้วยภาษาร่วมสมัย พร้อมเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับการฝึกฝนจิตใจ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงสาระของเต้าเต๋อจิงได้ง่ายขึ้น และนำไปใคร่ครวญผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน งานเรียบเรียงนี้ไม่ได้อ้างว่าเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องที่สุดของเต้าเต๋อจิง แต่เป็นเพียงความเข้าใจและการตีความของผู้เรียบเรียง หากมีส่วนใดคลาดเคลื่อน ย่อมเป็นข้อจำกัดของผู้เรียบเรียงแต่เพียงผู้เดียว '''บทที่ 1''' สัจธรรมที่สามารถกล่าวถึงได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสัจธรรม ไม่ใช่ตัวของสัจธรรม นามที่สามารถเรียกขานได้ คือภาพสะท้อนบางส่วนของสิ่งนั้น ไม่ใช่ตัวของสิ่งนั้น “ความว่าง” คือชื่อที่ใช้เรียกจุดกำเนิดแห่งฟ้าดิน “ความมี” คือชื่อที่ใช้เรียกมารดาแห่งสรรพสิ่ง ดังนั้น เมื่อสถิตอยู่ในภาวะไร้ตัวตน ย่อมประจักษ์ถึงแก่นแท้อันลึกล้ำ เมื่อสถิตอยู่ในภาวะมีตัวตน ย่อมมองเห็นรูปปรากฏและขอบเขตของสรรพสิ่ง แท้จริงแล้ว ทั้งสองกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน เพียงแต่ถูกเรียกขานด้วยนามที่ต่างกัน ความเป็นหนึ่งซึ่งเผยออกมาเป็นความต่างนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเร้นลับ” ความเร้นลับซ้อนเร้นลับลงไปอีก คือประตูสู่ความมหัศจรรย์ทั้งปวง '''บทที่ 2''' เมื่อความงามถูกนิยาม ความน่าเกลียดก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อความดีถูกนิยาม ความชั่วก็ถือกำเนิดขึ้น เพราะความมีและความไม่มีต่างให้กำเนิดซึ่งกันและกัน ความยากและความง่ายต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ความยาวและความสั้นต่างอาศัยกันเพื่อให้ปรากฏ ความสูงและความต่ำต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน เสียงทุ้มและเสียงแหลมต่างสอดประสานซึ่งกันและกัน เบื้องหน้าและเบื้องหลังต่างติดตามซึ่งกันและกัน สรรพสิ่งล้วนดำเนินไปเช่นนี้เสมอ ผู้รู้จึงขับเคลื่อนชีวิตจากแก่นแท้ภายใน กระทำเต็มที่โดยไร้ใจที่ยึดติด เกื้อหนุนให้สรรพสิ่งเติบโต แต่ไม่เข้าครอบงำ สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ แต่ไม่ยึดถือว่าเป็นของตน ลงมือกระทำ แต่ไม่ยึดมั่นในผลงาน เมื่อการงานสำเร็จแล้ว ก็ไม่ยึดติดในความสำเร็จนั้น และเพราะไม่ยึดติดในความสำเร็จ ความสำเร็จนั้นจึงไม่เคยจากไป '''บทที่ 3''' ไม่ยกย่องผู้ใดจนเกินพอดี เพราะการเปรียบเทียบย่อมนำไปสู่การแข่งขัน ไม่ให้คุณค่าสิ่งใดจนเกินพอดี เพราะความยึดมั่นย่อมก่อให้เกิดความโลภ ไม่ปล่อยใจไหลตามความอยาก เพราะตัณหาย่อมทำให้จิตใจว้าวุ่น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงฝึกจิตให้หวนคืนสู่สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ ปล่อยวางกิเลส อัตตา และความฟุ้งซ่าน กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ลดความทะยานอยาก หล่อเลี้ยงแก่นแท้ภายในด้วยความเรียบง่ายและความสงบ เมื่อวางความยึดมั่นในตัวตน การกระทำย่อมสอดคล้องกับธรรมชาติ และชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสงบสุข '''บทที่ 4''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ เมื่อน้อมมาดำเนินชีวิตย่อมเป็นพลังที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ล้ำลึกดุจหุบเหวไร้ก้นราวกับเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง หากปรารถนาจะพบสภาวะนี้ในใจตน จงฝนความแหลมคมของตนให้มนลง ละวางอัตตา ความดื้อรั้น และความต้องการเอาชนะ คลี่คลายปมที่ร้อยรัดจิตใจ ปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่าน อารมณ์ รอยจำ และพันธะที่เหนี่ยวรั้งภายใน หลอมรวมผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ให้เป็นหนึ่งเดียว จนไม่เหลือเส้นแบ่งระหว่างผู้สังเกตกับประสบการณ์ ปล่อยให้การรู้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จนก้าวข้ามทั้งผู้รู้และผู้หลง เหลือเพียงการดำรงอยู่ที่เป็นไปเอง สภาวะนี้ใสกระจ่างและสงบนิ่งยิ่งนัก ราวกับดำรงอยู่อย่างเป็นอมตะในความว่างอันลึกซึ้ง ข้าไม่อาจรู้ได้ว่ามันกำเนิดมาจากสิ่งใด เพราะมันดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง ก่อนความคิดการตีความทั้งหลายจะถือกำเนิด และก่อนแม้แต่แนวคิดเรื่องพระผู้สร้างหรือเทพเจ้าองค์แรกเสียอีก '''บทที่ 5''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้ไร้ความลำเอียง ปล่อยให้ทุกปรากฏการณ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป โดยไม่ยึดไว้หรือผลักไส ผู้รู้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ท่านมองเห็นความคิด อารมณ์ การตีความ เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป โดยไม่เข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน พื้นที่ว่างภายในจิตใจของท่านเปรียบดั่งเครื่องสูบลม แม้ภายในจะว่างเปล่า แต่กลับไม่เคยเหือดแห้ง ยิ่งสงบนิ่งเท่าไร พลังแห่งชีวิตก็ยิ่งไหลเวียน และปัญญาญาณก็ยิ่งเผยตัว การแสวงหาความรู้ภายนอกและการคิดตีความไม่รู้จบ มีแต่จะทำให้กายและใจเหนื่อยล้า ไม่สู้กลับมารักษาศูนย์กลางภายใน ด้วยการอยู่กับลมหายใจและความรู้ตัวในปัจจุบัน '''บทที่ 6''' จิตเดิมแท้นั้นไม่มีวันดับสูญ เป็นสภาวะที่ให้กำเนิดทุกประสบการณ์ภายใน และรองรับสภาวะคู่ตรงข้ามทั้งปวงโดยไม่เอนเอียงไปข้างใด สภาวะนี้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แผ่วเบา ละเอียดอ่อนราวกับไม่มีอยู่ แต่กลับเป็นต้นธารแห่งพลังชีวิต เมื่อดำรงอยู่ในจิตเดิมแท้ การกระทำทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลื่นไหล สอดคล้องกับครรลองแห่งเต๋าโดยไม่ต้องฝืนหรือบังคับแม้แต่น้อย '''บทที่ 7''' จิตเดิมแท้ดำรงอยู่นิจนิรันดร์ เหตุที่สภาวะนี้มั่นคงและยืนยง ก็เพราะมันไม่สร้างตัวตนขึ้นมาเพื่อปรนเปรอตนเอง จึงคงความสดใหม่โดยไม่ถูกจำกัดด้วยการเกิดหรือการดับ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ปล่อยให้ชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความคิด แต่หวนคืนสู่แก่นแท้ก่อนสิ่งอื่นใด เมื่อไม่ยึดมั่นในตัวตน จึงไม่มีสิ่งใดต้องคอยปกป้อง เมื่อไม่แสวงหาการดำรงอยู่ จึงดำรงอยู่อย่างแท้จริงและมั่นคง ไม่ใช่เพราะไร้ความหมกมุ่นในตัวตนหรอกหรือ การดำรงอยู่ที่แท้จริงจึงเผยตัวขึ้นเอง '''บทที่ 8''' สภาวะจิตเดิมแท้เปรียบดั่งสายน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงทุกสิ่งโดยไม่เรียกร้อง ไม่เปรียบเทียบและไม่แข่งขัน ยอมไหลสู่ที่ต่ำอย่างเป็นธรรมชาติจึงสอดคล้องกับเต๋า ผู้ที่ขัดเกลาจิตใจอยู่เสมอ ย่อมตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ใจลึก สงบ เปิดกว้าง ดูแลตนเองและผู้อื่นด้วยความเมตตา พูดด้วยความจริงใจ กระทำตามศักยภาพของตน และรู้จักจังหวะที่ควรนิ่งและควรเคลื่อนไหว เมื่อไม่แข่งขันกับชีวิต จิตย่อมเป็นอิสระจากความทุกข์ '''บทที่ 9''' สิ่งที่ถูกยึดไว้และเติมจนล้นย่อมเสียสมดุล ไม่สู้รู้จักหยุดแต่พอดี สิ่งที่ถูกทำให้สมบูรณ์แบบจนเกินไปย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน แม้ภายในจะเปี่ยมไปด้วยความรู้และความดีงาม แต่หากเข้าไปยึดถือ สิ่งที่เคยเป็นคุณก็อาจกลับกลายเป็นโทษได้ เมื่อเกิดความสำคัญตน ยกตนว่าพิเศษหรือต่ำต้อยกว่าผู้อื่น ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเอง ผู้รู้จึงเพียงทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เมื่อสิ่งนั้นสำเร็จแล้วก็วางลง ไม่ยึดครอง ไม่ยึดติด และไม่สร้างตัวตนจากสิ่งที่ทำ นี่คือครรลองแห่งเต๋า '''บทที่ 10''' ยามกายและใจเคลื่อนไหว สามารถประคองความรู้ตัวไว้โดยไม่หลงไปกับตัวตนได้หรือไม่? ยามกายและใจผ่อนคลายถึงที่สุด สามารถหวนคืนสู่ความบริสุทธิ์ดุจทารกแรกเกิดได้หรือไม่? ยามเผชิญความคิด อารมณ์ และความเปลี่ยนแปลงของชีวิต สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ปล่อยให้มันครอบงำได้หรือไม่? ยามรู้แจ้งความจริง สามารถเคารพวิถีของทุกสิ่งโดยไม่เข้าไปควบคุมหรือแทรกแซงได้หรือไม่? สร้างสรรค์แต่ไม่ยึดถือ เกื้อหนุนแต่ไม่ครอบครอง กระทำแต่ไม่ยึดติด นำทางแต่ไม่บงการ สภาวะเช่นนี้เองคือ คุณธรรมอันล้ำลึก '''บทที่ 11''' ซี่ล้อสามสิบซี่มาบรรจบกันที่ดุมล้อ แต่เป็นเพราะความว่างตรงกลางดุมนั้น ล้อจึงหมุนและใช้งานได้ ปั้นดินเหนียวขึ้นเป็นภาชนะ แต่เป็นเพราะความว่างภายใน ภาชนะจึงใช้บรรจุสิ่งต่าง ๆ ได้ เจาะประตูและหน้าต่างเพื่อสร้างบ้าน แต่เป็นเพราะพื้นที่ว่างภายใน บ้านจึงเป็นที่อยู่อาศัยได้ ดังนั้น สิ่งที่มีรูปร่างทำให้เกิดรูปทรง แต่ความว่างต่างหากที่ทำให้สิ่งนั้นใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง '''บทที่ 12''' การหลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอก กระแสนิยม และภาพลักษณ์ ทำให้สายตาหม่นมัวจนมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ การหมกมุ่นอยู่กับคำสรรเสริญ คำตำหนิ และเสียงซุบซิบนินทา ทำให้การรับฟังหม่นมัว จนไม่ได้ยินเสียงแห่งปัญญาภายใน การแสวงหาความสุขจากรสชาติ ความฟุ่มเฟือย และการตามใจความอยาก ทำให้จิตไม่อาจอิ่มเอมกับความเรียบง่ายของชีวิต การหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขัน การเอาชนะ อำนาจ และชื่อเสียง ทำให้จิตใจว้าวุ่น สูญเสียความสงบ และหลงลืมศูนย์กลางภายใน การยึดติดในทรัพย์สมบัติ วัตถุนิยม และสถานะทางสังคม ทำให้ชีวิตหันเหออกจากแก่นแท้ภายใน ไปไล่ตามคุณค่าที่โลกภายนอกกำหนด ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงเลือกใช้ชีวิตโดยอิงจากความจำเป็นที่แท้จริง จึงละสิ่งนั้นและเลือกสิ่งนี้ '''บทที่ 13''' การแสวงหาการยอมรับจากภายนอกทำลายความสงบสุขในจิตใจ ยิ่งคิดตีความมากเท่าไร ยิ่งนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวงมากเท่านั้น เหตุใดการแสวงหาการยอมรับจากภายนอกจึงทำลายความสงบสุขในจิตใจ? เพราะเมื่อแสวงหาคำชื่นชม จิตใจย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของคำพูด เมื่อได้รับก็ยินดี เมื่อถูกตำหนิก็หวั่นไหว จิตจึงขึ้นลงไปตามเสียงของผู้อื่น และไม่อาจตั้งมั่นอยู่กับความจริงภายในได้ เหตุใดการคิดตีความจึงนำพาความทุกข์อันใหญ่หลวง? ความทุกข์ทั้งปวงเกิดจากการตีกรอบขังตนเองไว้ในนามสมมติ เมื่อทลายกำแพงแห่งความเห็นผิดได้แล้ว ความทุกข์จะตั้งอยู่ที่ใดได้อีก? ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เข้าใจและเคารพจังหวะขึ้นลงของชีวิต ย่อมประคองจิตใจให้มั่นคงได้ในทุกสถานการณ์ และผู้ที่โอบรับทุกประสบการณ์ของชีวิต ย่อมเข้าถึงความสงบเย็นอันแท้จริงภายในตนเอง '''บทที่ 14''' มองดูแต่ไม่เห็น เรียกว่า ไร้รูป ฟังดูแต่ไม่ได้ยิน เรียกว่า ไร้เสียง ไขว่คว้าแต่ไม่อาจจับต้อง เรียกว่า ไร้สัมผัส ทั้งสามไม่อาจไล่เลียงสืบสาวด้วยตรรกะ จึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เบื้องบนไม่สว่าง เบื้องล่างไม่มืด ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ไร้ชื่อ ไร้ขอบเขต และหวนคืนสู่ความว่าง นี่คือรูปที่ไร้รูป คือลักษณะของสิ่งที่ไร้ลักษณะ คือความเป็นหนึ่งเดียวที่ไร้เส้นแบ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดเริ่มต้น เมื่อตามหลังมัน ก็ไม่อาจเห็นจุดสิ้นสุด จงตั้งมั่นอยู่กับจิตดั้งเดิม แล้วเฝ้ามองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อหวนคืนสู่จิตก่อนการปรุงแต่ง ย่อมเข้าถึงระเบียบอันลึกซึ้งของเต๋า อันเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 15''' ผู้ที่หวนคืนสู่เต๋าย่อมสงบนิ่ง ละเอียดอ่อน และไม่เร่งร้อน ระมัดระวังแต่ไม่หวาดกลัว อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ เรียบง่ายแต่ไม่ว่างเปล่า เปิดกว้างแต่ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตขุ่นมัวก็ไม่รีบจัดการ เพียงปล่อยให้ความสงบนำพาจนความกระจ่างเกิดขึ้นเอง เมื่อชีวิตยังไม่พร้อมก็ไม่เร่งเร้า เพียงดำรงอยู่กับเหตุปัจจัย ความงอกงามก็ค่อย ๆ ผลิบาน เพราะไม่แสวงหาความสมบูรณ์แบบตามภาพที่อัตตาสร้างขึ้น จึงสามารถอยู่กับความจริงที่ปรากฏตรงหน้าได้อย่างเรียบง่าย '''บทที่ 16''' ทำจิตให้ว่างถึงที่สุด รักษาความสงบไว้อย่างมั่นคง แม้ความคิด อารมณ์ และสิ่งเร้าสารพัดจะพรั่งพรูขึ้นมา ก็เพียงเฝ้ามองการเกิดขึ้นและดับไปของมัน เรื่องราวนับไม่ถ้วนในโลก ล้วนเกิดขึ้นแล้วหวนคืนสู่รากฐานเดิม เช่นเดียวกับความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป การหวนคืนสู่รากฐานเดิม คือความสงบ ความสงบ คือการหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม การหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิม คือความเป็นนิรันดร์ และการรู้จักความเป็นนิรันดร์ คือความรู้แจ้ง ผู้ที่ไม่รู้ความจริงนี้ย่อมหลงไปตามการปรุงแต่งของจิตและก่อทุกข์ให้แก่ตนเอง ส่วนผู้ที่รู้แจ้ง ย่อมมีจิตใจกว้างขวาง ปราศจากอคติ และดำรงอยู่เหนือโลกแห่งถ้อยคำและการตีความ เมื่อจิตสอดคล้องกับธรรมชาติเดิม ก็ย่อมสอดคล้องกับเต๋า และเมื่อสอดคล้องกับเต๋า การดำรงอยู่ย่อมดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน '''บทที่ 17''' ผู้ที่สอดคล้องกับเต๋าอย่างสมบูรณ์ย่อมดำรงอยู่ด้วยจิตที่สงบนิ่ง เรียบง่าย และเป็นธรรมชาติจนไม่รู้สึกว่ามีตัวตนให้ยึดถือ รองลงมา คือผู้ที่ยังยินดีในความสงบ ความสุข และสภาวะอันละเอียดอ่อน แม้จะประณีตเพียงใด ก็ยังมีผู้เสพคอยยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นของตน รองลงมา คือผู้ที่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ การควบคุม และความพยายามขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ เพราะยังกลัวความผิดพลาดและการหลงทาง รองลงมา คือผู้ที่ปล่อยใจไปตามแรงปรุงแต่ง แล้วจึงย้อนกลับมาต่อต้าน ตำหนิ หรือเกลียดชังตนเอง วนเวียนอยู่ในความขัดแย้งไม่รู้จบ เมื่อขาดความไว้วางใจในธรรมชาติเดิมของตน ความไม่ไว้วางใจในชีวิตก็ย่อมเกิดขึ้น จงผ่อนคลาย ปล่อยวาง และหยุดไล่ตามความคิด เมื่อกายและใจกลับคืนสู่ความสงบ จะเห็นเองว่าความคิด ความรู้สึก และทุกปรากฏการณ์ ล้วนเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุม '''บทที่ 18''' เมื่อจิตเดิมแท้ถูกบดบัง ความดีงามที่เคยไหลออกมาอย่างเป็นธรรมชาติก็กลายเป็นความพยายามที่จะเป็นคนดีและมีคุณธรรม เมื่อความคิดอันชาญฉลาดของอัตตาเข้าครอบงำ การวางแผน คิดคำนวณ และการพยายามเป็นใครสักคนที่สำคัญก็เริ่มขึ้น เมื่อกายและใจขัดแย้งกัน มนุษย์จึงพยายามควบคุม กดข่ม และบังคับตนเองให้เป็นไปตามภาพของความดีงามที่คิดว่าถูกต้อง เมื่อจิตใจว้าวุ่นและหลงทางถึงที่สุด มนุษย์จึงแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ อุดมการณ์ หรือความคิดบางอย่าง เพื่อยึดไว้เป็นที่พึ่งของตน '''บทที่ 19''' ละวางการตีความและแยกออกจากกระแสความคิด แล้วการรับรู้ภายในจะเผยตัวอย่างเต็มที่ ละวางความพยายามที่จะเป็นคนดีมีคุณธรรม แล้วกายและใจจะค่อย ๆ กลับคืนสู่ความดีงามตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายาม ละวางเล่ห์เหลี่ยมและความคาดหวังในผลลัพธ์ แล้วความหวาดระแวงและความกลัวที่จะสูญเสียก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป แต่เพียงการละวางเท่านั้นยังไม่พอ พึงยึดถือความเรียบง่ายเป็นแนวทางของชีวิต หวนคืนสู่ความสมถะ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ซื่อตรงต่อธรรมชาติเดิมของตนเอง โดยไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์เพื่อแสวงหาการยอมรับ ลดความฟุ้งซ่าน ละความอยากที่เกินจำเป็น แล้วปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามจังหวะของมันเอง '''บทที่ 20''' “ใช่” กับ “ไม่ใช่” ต่างกันเพียงใด? “ดี” กับ “แย่” แตกต่างกันจริงหรือ? เมื่อจิตหลงยึดติดในโลกแห่งการแบ่งแยก ความกลัวของอัตตาย่อมกลายเป็นความกลัวของตนเอง และความคิดก็ไหลวนไม่รู้จบ ผู้คนแสวงหาความสุขจากสิ่งภายนอก ส่วนข้ากลับเลือกดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ปล่อยให้ชีวิตเป็นไป ไม่ยึดติดในบทบาทหรือภาพลักษณ์ใด แม้จะดูไร้จุดหมายในสายตาผู้คน แต่ภายในกลับเป็นอิสระ ผู้คนภาคภูมิใจในความรู้ ส่วนข้ายอมรับความไม่รู้ จิตจึงสงบนิ่ง กว้างใหญ่ และไม่ไหวเอนไปตามกระแสของโลก ผู้คนต่างมีสิ่งให้ยึดถือ ส่วนข้าไม่ยึดถือสิ่งใด หวนคืนสู่ธรรมชาติเดิมของตนเองอันเป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง '''บทที่ 21''' คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ย่อมเผยออกมาจากจิตเดิมแท้ เมื่อกล่าวถึงจิตเดิมแท้ในฐานะสิ่งหนึ่งสิ่งใด มันกลับเลือนรางและไม่อาจจับต้องได้ แต่ภายในความเลือนรางนั้นกลับเป็นต้นกำเนิดของทุกปรากฏการณ์ แม้มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่ภายในกลับอุดมด้วยศักยภาพแห่งการก่อกำเนิดสรรพสิ่ง ในความลุ่มลึกอันเงียบงัน มีแก่นแท้แห่งความจริงซ่อนอยู่ เป็นความจริงที่ไม่แปรเปลี่ยนและเปี่ยมด้วยปัญญาญาณ นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน จิตเดิมแท้ไม่เคยดับสูญ มันดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา เป็นดั่งประจักษ์พยานที่เฝ้ามองการกำเนิดและความเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง ข้ารู้จักต้นกำเนิดของสรรพสิ่งได้อย่างไร? ก็ด้วยการหวนกลับมาสถิตอยู่ในจิตเดิมแท้นี้เอง '''บทที่ 22''' ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม ยอมเผชิญกับด้านมืด จึงกลับคืนสู่ความสมดุล ยอมปล่อยวางตัวตน จึงดำรงอยู่ยาวนาน ยอมสละสิ่งเก่า จึงได้รับสิ่งใหม่ ยอมมีน้อย จึงได้รับมาก แต่ผู้ที่สะสมมากเกินไป ย่อมหลงทางและสับสน ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงตั้งมั่นอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวกับปัจจุบัน และไม่ไหลไปตามกระแสของโลก เพราะไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง จึงมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแจ่มชัด เพราะไม่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ จึงเป็นที่ยอมรับ เพราะไม่อวดอ้างผลงาน จึงสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เพราะไม่ยึดติดในเกียรติยศหรือความสำเร็จ จึงดำรงอยู่อย่างมั่นคง เพราะไม่พยายามควบคุมชีวิต จึงเบิกบานอยู่บนเส้นทางชีวิตโดยไร้ข้อจำกัด และโลกทั้งใบก็ไม่อาจควบคุมเขาได้เช่นกัน คำโบราณที่กล่าวว่า “ยอมรับความไม่สมบูรณ์ จึงสมบูรณ์พร้อม” หาใช่ถ้อยคำเลื่อนลอยไม่ แต่คือสัจธรรมที่เมื่อเข้าใจแล้ว ทุกสิ่งย่อมหวนคืนสู่ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ '''บทที่ 23''' ความสงบภายในคือวิถีแห่งธรรมชาติ ลมพายุไม่อาจพัดโหมได้ตลอดเช้า ฝนที่กระหน่ำก็ไม่อาจตกได้ตลอดวัน ธรรมชาติสอนเราว่า ทุกสิ่งล้วนมีจังหวะของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป การต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่จะทำให้ความทุกข์ยืดเยื้อ เมื่อจิตสอดคล้องกับเต๋า ชีวิตย่อมไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อจิตสอดคล้องกับคุณธรรม ความดีงามย่อมผลิบานออกมาเอง แต่เมื่อจิตหมกมุ่นอยู่กับความกลัว ความยึดติด และความสูญเสีย สิ่งเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ กลายเป็นกรอบการมองโลกที่เราอาศัยอยู่ ดังนั้น จงระวังสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจ เพราะสิ่งนั้นจะค่อย ๆ หล่อหลอมชีวิตของเรา และเมื่อเราไม่ไว้วางใจในธรรมชาติของชีวิต ความหวาดระแวงก็จะเข้ามาแทนที่ '''บทที่ 24''' ผู้ที่เร่งรีบเกินไป ย่อมไปได้ไม่ไกล ผู้ที่ฝืนธรรมชาติของตน ย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ผู้ที่มองเห็นแต่ตนเอง ย่อมมองไม่เห็นความจริงทั้งหมด ผู้ที่ยืนยันว่าตนเองถูกต้องเสมอ ย่อมยากจะได้รับการยอมรับ ผู้ที่อวดอ้างผลงานของตน ย่อมไม่อาจสร้างคุณูปการที่ยั่งยืน เมื่อมองจากวิถีแห่งเต๋า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนเกินที่เกิดจากอัตตา เปรียบดังภาระที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ผู้ที่ดำรงอยู่ในเต๋าจึงไม่ยึดถือหรือหล่อเลี้ยงสิ่งเหล่านี้ '''บทที่ 25''' มีสภาวะหนึ่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง ดำรงอยู่ก่อนการแบ่งแยกทั้งปวง มันสงบนิ่ง ว่างเปล่า และเป็นอิสระ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้า แต่แผ่ซึมอยู่ในทุกปรากฏการณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง ยากจะหาถ้อยคำมาอธิบาย จึงขอเรียกสภาวะนี้ว่า จิตเดิมแท้ และหากจะฝืนตั้งชื่ออีกประการหนึ่ง ก็อาจเรียกว่า ความยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่นี้ย่อมแผ่ขยายอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อขยายออกไปจนสุด ย่อมหวนกลับคืนสู่ต้นกำเนิดเดิม จิตเดิมแท้ย่อมยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ ธรรมชาติ และสภาวะรู้ ทั้งหมดล้วนดำรงอยู่ในความจริงเดียวกัน สภาวะรู้บริสุทธิ์อาศัยโลกแห่งการแบ่งแยกในการรับรู้ โลกแห่งการแบ่งแยกอาศัยปรากฏการณ์ในการปรากฏ ปรากฏการณ์อาศัยจิตเดิมแท้ในการดำรงอยู่ และจิตเดิมแท้ก็ดำรงอยู่ตามความเป็นไปเองแห่งธรรมชาติ '''บทที่ 26''' ความมั่นคงเป็นรากฐานของความผ่อนคลาย ความสงบเย็นเป็นนายเหนือความปั่นป่วน ด้วยเหตุนี้ ผู้ประคองสติรู้ตัว แม้ต้องดำเนินกิจธุระตลอดทั้งวัน ก็ไม่เคยละทิ้งฐานแห่งความมั่นคงภายใน แม้ถูกรายล้อมด้วยสิ่งเร้าอันน่าหลงใหล ก็ยังคงสงบนิ่งและเท่าทัน ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามสิ่งเหล่านั้น แล้วเหตุใดจิตซึ่งเป็นประธานของชีวิต จึงปล่อยให้ตนเองไหลไปตามกระแสของโลกภายนอก เมื่อจิตไหลตามสิ่งเร้ามากเกินไป ย่อมสูญเสียความมั่นคงภายใน เมื่อจิตปล่อยให้ความวิตกกังวลครอบงำ ย่อมสูญเสียความสงบเย็น '''บทที่ 27''' การกระทำที่ดี ไม่ทิ้งร่องรอยให้ยึดติด วาจาที่ดี ไม่เปิดช่องให้เกิดความขัดแย้ง การจัดการที่ดี ไม่หวังพึ่งพาผลลัพธ์ การปกป้องที่ดี ไม่ต้องอาศัยเครื่องพันธนาการ แต่มั่นคงจนไม่มีสิ่งใดแทรกผ่านได้ ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ต้องอาศัยข้อผูกมัด แต่กลับผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ทอดทิ้งแม้แต่เสี้ยวส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่มองข้ามแม้แต่สถานการณ์เดียวในชีวิต ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่เรียนรู้และเกื้อกูลกันได้ นี่คือปัญญาญาณอันแจ่มชัด ดังนั้น คนดีจึงเป็นครูของคนเลว และคนเลวก็เป็นบทเรียนของคนดี ในฐานะผู้ที่พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา หากไม่เห็นคุณค่าของครู และไม่เห็นคุณค่าของบทเรียน ต่อให้คิดว่าตนเองฉลาดเพียงใด ก็ยังคงหลงอยู่ในความมืดบอด นี่คือหัวใจแห่งสัจธรรมอันลึกซึ้ง '''บทที่ 28''' รู้จักความแข็งแกร่ง แต่เลือกความอ่อนโยน รู้จักความสว่าง แต่ไม่รังเกียจความมืด รู้จักเกียรติยศ แต่ยังคงความถ่อมตน ผู้ที่ดำรงอยู่เช่นนี้ ย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายอันเป็นธรรมชาติ เมื่อความเรียบง่ายถูกแบ่งแยก จึงเกิดบทบาท หน้าที่ และรูปแบบทั้งหลาย แต่ผู้รู้ใช้สิ่งเหล่านั้นโดยไม่ยึดติด เพราะฉะนั้น การจัดการที่ยิ่งใหญ่จึงไม่ใช่การตัดแบ่ง แต่เป็นการมองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวที่ซ่อนอยู่ในทุกความแตกต่าง '''บทที่ 29''' ผู้ใดคิดจะควบคุมชีวิตของตนเอง ด้วยการบังคับให้เป็นไปตามความต้องการ ย่อมไม่มีวันเข้าถึงความสงบที่แท้จริง ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าจะควบคุมหรือละเลยได้ ยิ่งฝืนจัดการ ชีวิตยิ่งพัง ยิ่งยึดมั่นถือมั่น ใจยิ่งสูญเสีย ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงปล่อยให้ชีวิตเกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ สมดุลภายในจึงไม่พังทลาย และเพราะไม่ยึดติดในสภาวะใด ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ความเป็นอิสระจึงเคยไม่สูญหาย แท้จริงแล้วชีวิตย่อมมีจังหวะของมันเอง มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา บางวันมีพลัง บางวันหดหู่ บางช่วงรุ่งเรือง บางช่วงซบเซา ผู้รู้จึงละทิ้งความสุดโต่ง ไม่ยึดติดกับสภาวะใด ไม่ฝืนให้ชีวิตต้องเป็นอย่างที่ต้องการ และประคองใจให้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสงบ '''บทที่ 30''' ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋า ย่อมไม่ใช้การกดข่มความรู้สึก หรือด่าทอตนเอง เพราะความรุนแรงที่กระทำต่อจิตใจ ย่อมหวนกลับมาทำร้ายตนเองเสมอ จิตใจที่ถูกบีบคั้นย่อมเกิดความทุกข์ และเมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ความอ่อนล้าและความว่างเปล่าภายในก็มักติดตามมา ผู้รู้เพียงปรารถนาให้จิตใจกลับคืนสู่ความสงบ โดยไม่พยายามครอบครองสภาวะนั้น เมื่อสงบแล้ว อย่าหลงตนว่าเหนือกว่า อย่านำความสงบมาโอ้อวด อย่าสำคัญว่าตนหมดกิเลส จงเห็นว่าความสงบเป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เมื่อสงบแล้ว อย่าได้บีบคั้นให้มันต้องสงบอยู่ตลอดไป เพราะสิ่งใดที่ถูกฝืนหรือยึดไว้แน่นเกินไป ย่อมเสื่อมถอยและแตกสลายในที่สุด สิ่งนี้เรียกว่าการฝืนวิถีแห่งเต๋า และผู้ที่ฝืนวิถีนั้นย่อมห่างไกลจากความสงบที่แท้จริง '''บทที่ 31''' ความตึงเครียด ความคิดตัดสิน ความโกรธแค้น และความเกลียดชัง ล้วนเป็นสภาวะที่บั่นทอนธรรมชาติเดิม ผู้ที่ดำเนินตามวิถีเต๋าจึงไม่ปล่อยให้จิตใจตกอยู่ใต้อำนาจของสภาวะที่รุนแรงนั้น เมื่อจิตใจเป็นปกติ ย่อมแสดงออกด้วยความเมตตา ความอ่อนโยน และการเปิดรับ แต่เมื่อกิเลสเข้าครอบงำ ก็จำเป็นต้องอาศัยความเด็ดขาดและสติปัญญาในการรู้เท่าทัน หากจำเป็นต้องเด็ดขาด จงทำด้วยใจที่สงบ ไม่ใช่ด้วยความโกรธหรือความเกลียดชัง เพราะสภาวะที่รุนแรงไม่ใช่วิถีแห่งเต๋า แม้จะก้าวข้ามกิเลสได้ ก็อย่าหลงยินดีในชัยชนะนั้น เพราะความรู้สึกว่า “ฉันเอาชนะได้” อาจกลายเป็นอัตตารูปแบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่อัตตาเดิม การละวางความอยากและนิสัยเดิม ย่อมมาพร้อมกับความเจ็บปวดและความอาลัย จงรับรู้ความทุกข์นั้นด้วยความเข้าใจและเมตตาต่อตนเอง ผู้รู้จึงใช้ทั้งความอ่อนโยนและความเด็ดขาดอย่างพอดี ไม่ตามใจกิเลส แต่ก็ไม่ทำร้ายจิตใจของตนเอง '''บทที่ 32''' สภาวะแห่งจิตเดิมแท้นั้นไร้นามและเรียบง่าย แม้จะดูอ่อนโยนสงบเย็น แต่กิเลสและสิ่งเร้าภายนอกไม่อาจครอบงำมันได้ เมื่อจิตดำรงอยู่ในความว่างดั้งเดิม ความคิดและอารมณ์ที่ปรุงแต่งย่อมค่อย ๆ สงบลงเอง เมื่อจิตเดิมแท้กับกายเป็นหนึ่งเดียว ความสงบเย็นและความอิ่มเอิบภายในย่อมเผยขึ้นโดยไม่ต้องบังคับจัดแจง ทุกสิ่งย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลตามธรรมชาติ เมื่อการรับรู้เริ่มแบ่งแยก ชื่อเรียกทั้งหลายก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อชื่อเกิดขึ้นแล้ว จงรู้จักหยุดอยู่เพียงเท่านั้น อย่าหลงว่าชื่อคือความจริงทั้งหมด ดุจสายน้ำจากลำธารที่ไหลรวมสู่แม่น้ำและมหาสมุทร ทุกสรรพสิ่งย่อมหวนคืนสู่ต้นกำเนิดเดียวกัน '''บทที่ 33''' การรู้เท่าทันผู้อื่นคือความเฉลียวฉลาด แต่การรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด และกิเลสของตนเอง คือปัญญาอันสว่างไสว การพยายามเอาชนะหรือควบคุมผู้อื่น เป็นพลังของอัตตา แต่การเอาชนะอัตตาของตนเองคือความแข็งแกร่ง ผู้ที่รู้พอใจในสิ่งที่มี โดยไม่วิ่งไล่ตามความสุขจากสิ่งเร้าภายนอก คือผู้มั่งคั่งอย่างแท้จริง ผู้ที่ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง คือผู้มีเจตจำนงค์แน่วแน่ ผู้ที่ประคองตนให้อยู่กับปัจจุบันขณะ คือผู้ตั้งมั่นในหนทาง แม้กายจะเสื่อมสลาย แต่การดำรงอยู่ไม่ดับสูญ ย่อมมีอายุยืนยาว ชั่วนิรันดร์ '''บทที่ 34''' ชีวิตดำเนินไปได้ดีที่สุด เมื่อเลิกพยายามเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ความดีงามที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการควบคุม แต่เกิดจากการเปิดพื้นที่ให้ทุกสิ่งเติบโต เมื่อสิ่งต่าง ๆ งอกงามแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบอ้างว่าเป็นผลงานของตน ผู้ที่คอยสนับสนุนโดยไม่ครอบงำ ย่อมทำให้ผู้อื่นเติบโตได้อย่างเต็มที่ ผู้ที่พร้อมปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ย่อมได้รับความไว้วางใจโดยไม่ต้องเรียกร้อง เพราะไม่พยายามเป็นคนสำคัญ จึงกลายเป็นผู้ที่สำคัญอย่างแท้จริง เพราะไม่ประกาศว่าตนยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่จึงปรากฏขึ้นเอง '''บทที่ 35''' ผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยมีเต๋าเป็นแนวทาง ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ผู้คนชื่นชอบ แต่ความสงบ ความเรียบง่าย และความเป็นธรรมชาติของเขา กลับทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัว เมื่อใจสงบเย็น ความร่มเย็นและความสมดุลย่อมแผ่ขยายออกไปถึงผู้คนรอบตัว เสียงดนตรีอันไพเราะและอาหารเลิศรส ย่อมดึงดูดให้ผู้คนหยุดชื่นชม แต่เต๋ากลับเรียบง่ายจนดูจืดชืด มองไม่เห็นความโดดเด่น และฟังดูไม่น่าตื่นเต้น ทว่าเมื่อค่อย ๆ น้อมนำมาดำเนินในชีวิตประจำวัน ความอิ่มเอิบภายในกลับหลั่งไหลออกมาอย่างไม่รู้จบ '''บทที่ 36''' ยามใดที่อัตตาหรือกิเลสพองโตถึงขีดสุด นั่นคือสัญญาณว่าชีวิตกำลังเริ่มเสื่อมถอย ยามใดที่จิตใจตึงเครียด แข็งกร้าว และฝืนพยายาม นั่นคือสัญญาณว่าความอ่อนแอกำลังก่อตัวขึ้น ยามใดที่หลงระเริงในความสำเร็จ ชื่อเสียง อำนาจ หรือสิ่งที่ครอบครอง นั่นคือสัญญาณว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังใกล้เข้ามา ยามใดที่สิ่งเก่าคลายตัวลง พื้นที่ว่างย่อมเปิดออกเพื่อรองรับการเริ่มต้นใหม่ ผู้ที่มองเห็นวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมเข้าใจการเคลื่อนไหวอันละเอียดอ่อนของชีวิต ความอ่อนโยนและความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้างได้เสมอ ดุจปลาที่ไม่ควรออกจากห้วงน้ำลึก ฉันใด จิตก็ไม่ควรละทิ้งฐานแห่งความรู้ตัว ฉันนั้น '''บทที่ 37''' ผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าย่อมดำรงชีวิตโดยไม่ฝืนแทรกแซง แต่ไม่มีสิ่งใดที่ไม่สำเร็จตามเหตุปัจจัย หากสภาวะรู้ภายในดำรงอยู่กับจิตเดิมแท้ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมทั้งหลาย ย่อมค่อย ๆ คลี่คลายและเปลี่ยนแปลงไปเอง โดยไม่ต้องบังคับ เมื่อกิเลสหรือความอยากผุดขึ้น เพียงหวนกลับสู่ความเรียบง่ายดั้งเดิม แล้วปล่อยให้ความสงบนั้นโอบอุ้มมันไว้ เมื่อไม่หล่อเลี้ยงความอยาก จิตย่อมสงบ และเมื่อจิตสงบ ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสอดคล้องอย่างเป็นธรรมชาติ '''บทที่ 38''' ผู้มีคุณธรรม ไม่ยึดติดว่าตนต้องมีคุณธรรม ไม่กระทำและไม่มีเจตนาแอบแฝง ผู้ยึดติดในคุณธรรม ย่อมพยายามรักษาคุณธรรม แม้ดูเหมือนไม่กระทำ แต่ยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีความเมตตา กระทำโดยปราศจากเจตนาแอบแฝง ผู้มีมโนธรรมสำนึก กระทำด้วยความตั้งใจ และยังมีเจตนาแอบแฝงอยู่ ผู้มีมารยาท กระทำตามกฎเกณฑ์ แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ใช้กำลังหรืออำนาจบีบบังคับผู้อื่น เมื่อสูญเสียสภาวะจิตอันบริสุทธิ์ จึงเหลือเพียงคุณธรรม เมื่อสูญเสียคุณธรรม จึงเหลือเพียงความเมตตา เมื่อสูญเสียความเมตตา จึงเหลือเพียงมโนธรรมสำนึก เมื่อสูญเสียมโนธรรมสำนึก จึงเหลือเพียงกฎเกณฑ์ภายนอก แท้จริงแล้ว กฎเกณฑ์ภายนอกเป็นเพียงเปลือกบาง ๆ ของความซื่อสัตย์และความจริงใจ และเมื่อเหลือเพียงสิ่งนั้น ความวุ่นวายในสังคมก็เริ่มก่อตัวขึ้น '''บทที่ 39''' ในอดีตกาล สิ่งที่เข้าถึง “หนึ่ง” (เต๋า) ย่อมดำรงอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ ฟ้าจึงใสกระจ่าง ดินจึงมั่นคง สรรพสิ่งจึงถือกำเนิด และจิตจึงตั้งมั่นสงบเย็น เมื่อสูญเสียความเป็นหนึ่ง ทุกสิ่งย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ดังนั้น ความสูงส่งย่อมอาศัยความอ่อนน้อมเป็นรากฐาน ความพิเศษย่อมอาศัยความธรรมดาเป็นฐานรองรับ ผู้ที่แสวงหาการยอมรับ ย่อมไม่พบเกียรติยศที่แท้จริง ส่วนผู้ที่มีเกียรติยศอย่างแท้จริง ย่อมไม่แสวงหาการยอมรับจากภายนอก เพราะฉะนั้น อย่าปรารถนาจะล้ำค่าดั่งหยก แต่จงเป็นดั่งก้อนหินธรรมดา ที่ดำรงอยู่ร่วมกับทุกสิ่งอย่างเรียบง่ายและกลมกลืน '''บทที่ 40''' การหวนคืนสู่ความสงบเย็น คือการเคลื่อนไหวของจิตเดิมแท้ ความอ่อนโยนและความถ่อมตน คือการแสดงออกของจิตเดิมแท้ ปัญญาญาณทั้งมวลย่อมงอกงามจากความรู้ตัว และความรู้ตัวนั้น ย่อมถือกำเนิดจากความว่างอันบริสุทธิ์ '''บทที่ 41''' คนที่พร้อมเรียนรู้ เมื่อพบสัจธรรมย่อมนำกลับมาฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอ คนที่พร้อมเพียงครึ่งเดียว บางวันก็เข้าใจ บางวันก็กลับไปหลงวนในความคิดการตีความเหมือนเคย ส่วนคนที่ยังยึดติดกับกรอบความคิดเดิม มักหัวเราะเยาะสิ่งที่ตนยังไม่เข้าใจ เพราะความจริงที่ลึกซึ้ง มักไม่เป็นไปอย่างที่อัตตาคาดหวัง สิ่งที่สว่าง อาจดูมืด สิ่งที่ก้าวหน้า อาจดูเหมือนถอยหลัง สิ่งที่เรียบง่าย อาจดูเหมือนยาก ผู้ที่ถ่อมตน อาจดูเหมือนไม่มีอะไร ผู้ที่ยิ่งใหญ่ อาจดูธรรมดา สิ่งที่ลึกที่สุด อาจไร้เสียง และสิ่งที่จริงที่สุด อาจไร้รูปให้มองเห็น สัจธรรมไม่ต้องอาศัยชื่อเรียก แต่คอยเกื้อหนุนให้ทุกชีวิตเติบโตและงอกงามตามธรรมชาติ '''บทที่ 42''' ทุกสิ่งล้วนเริ่มต้นจากความเป็นหนึ่ง ก่อนจะแตกแขนงออกเป็นความแตกต่าง ความสัมพันธ์ และเรื่องราวนับไม่ถ้วน ทุกสิ่งในชีวิตต่างมีสองด้านเสมอ สิ่งที่ให้คุณในวันนี้อาจให้โทษในวันหน้า และสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความสูญเสียอาจกำลังเปิดทางให้บางสิ่งที่มีค่ากว่าเกิดขึ้น ผู้คนมักหลีกหนีความโดดเดี่ยว ความธรรมดา และความต่ำต้อย แต่ผู้รู้กลับน้อมรับสิ่งเหล่านี้ เพื่อเตือนใจให้ถ่อมตน เพราะความถ่อมตนคือรากฐานของการหวนคืนสู่เต๋า ดังนั้น อย่าแข็งกร้าวจนเกินไป เพราะสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ ย่อมอยู่ได้ไม่นาน '''บทที่ 43''' สิ่งที่อ่อนที่สุดย่อมผ่านพ้นสิ่งที่แข็งที่สุดได้ สิ่งที่ไร้รูปย่อมแทรกซึมผ่านช่องว่างที่ไม่มีสิ่งใดเข้าถึงได้ ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงประจักษ์ถึงอานุภาพของธรรมชาติเดิมแท้ การสอนโดยไม่ต้องอาศัยคำพูด และการดำเนินชีวิตโดยไม่คาดหวังให้อนาคตเป็นไปตามใจต้องการ เป็นสิ่งที่มีน้อยคนนักจะเข้าถึงได้ '''บทที่ 44''' ชื่อเสียงสำคัญกว่าชีวิตจริงหรือ? ทรัพย์สินมีค่ามากกว่าความสงบของจิตจริงหรือ? การได้มาและการสูญเสีย สิ่งใดทำให้ใจเป็นทุกข์มากกว่ากัน? ยิ่งยึดติดมาก ยิ่งต้องสูญเสียมาก ยิ่งสะสมมาก ยิ่งหวาดกลัวการพลัดพราก เมื่อรู้จักพอ ใจย่อมไม่ถูกครอบงำ เมื่อรู้ว่าเมื่อใดควรหยุด ชีวิตย่อมปลอดภัยและสงบเย็นได้อย่างยั่งยืน '''บทที่ 45''' สิ่งที่ดีที่สุด มักไม่จำเป็นต้องดูดีที่สุด สิ่งที่เต็มที่สุด มักไม่อวดว่าตัวเองเต็ม คนที่มั่นคงจริง ไม่จำเป็นต้องแข็งกระด้าง คนที่เก่งจริง ไม่จำเป็นต้องโอ้อวดความเก่ง คนที่เข้าใจจริง ไม่จำเป็นต้องพูดให้คนอื่นยอมรับ ความสงบ มีพลังมากกว่าความร้อนรน ความเย็นของจิต เอาชนะความเร่าร้อนของอารมณ์ เมื่อจิตใจสงบเย็น ชีวิตย่อมกลับคืนสู่ความสมดุลของมันเอง '''บทที่ 46''' เมื่อชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรม พลังชีวิตย่อมถูกนำมาใช้เพื่อหล่อเลี้ยง ฟื้นฟู และเกื้อกูลให้ชีวิตเบ่งบานอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อชีวิตห่างไกลจากสัจธรรม พลังเดียวกันนั้นกลับถูกใช้ไปกับการแข่งขัน การแสวงหา และการไขว่คว้าสิ่งภายนอกไม่รู้จบ ไม่มีภัยใดร้ายแรงไปกว่าการไม่รู้จักพอ ไม่มีหายนะใดหนักหนาไปกว่าความอยากที่ไม่สิ้นสุด เพราะผู้ที่ไม่เคยพอ ย่อมไม่มีวันพบกับความสงบ เมื่อรู้จักพอ ความอิ่มเอมย่อมเกิดขึ้นจากภายใน ไม่ใช่จากการได้ครอบครองมากขึ้น และความพอเช่นนี้เอง คือความมั่งคั่งที่แท้จริงและยั่งยืน '''บทที่ 47''' เมื่อมีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง ย่อมประจักษ์แจ้งในสัจธรรมของชีวิต เมื่อไม่แส่ส่ายแสวงหา ย่อมเห็นวิถีแห่งธรรมชาติตามที่เป็น ยิ่งจิตฟุ้งซ่านออกไปไกล ยิ่งห่างไกลจากความจริงแท้ภายใน ฉะนั้น ผู้รู้แม้นิ่งอยู่กับที่ ก็หยั่งรู้ความจริง แม้ไม่ได้มองด้วยตา ก็เห็นแจ้งด้วยปัญญา แม้ไม่ได้เร่งร้อนกระทำการ สิ่งทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงเอง '''บทที่ 48''' ผู้แสวงหาความรู้ทางโลก ยิ่งเรียนรู้ก็ยิ่งสั่งสม ผู้แสวงหาความจริงแท้ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งลดละ ลดละแล้วลดละอีก จนจิตบริสุทธิ์จากการปรุงแต่ง เมื่อไร้การฝืนแทรกแซง ก็ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจบรรลุ การดูแลจิตใจไม่ใช่การบังคับควบคุม หากแทรกแซงมากเกินไป ย่อมไม่อาจเป็นนายเหนือตนเองได้ '''บทที่ 49''' ผู้รู้ย่อมไม่ยึดติดกับความคิดหรืออัตตาของตน แต่เปิดใจรับทุกผู้คนและทุกสถานการณ์ตามความเป็นจริง ผู้ที่มีเมตตา ก็เมตตาตอบ ผู้ที่ยังขาดเมตตา ก็ไม่โกรธเคือง เพราะความเมตตาเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้ที่น่าเชื่อถือ ก็ไว้วางใจ ผู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ ก็ยังคงเปิดใจรับฟัง เพราะความจริงใจเป็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม ผู้รู้ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยความอ่อนน้อม ไม่ยึดเอาความเห็นของตนเป็นศูนย์กลาง แต่ช่วยหลอมรวมความแตกต่างให้กลับคืนสู่ความกลมกลืน แม้ผู้คนต่างหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตาเห็นและหูได้ยิน ผู้รู้กลับดำรงจิตอันบริสุทธิ์ เรียบง่าย และไร้เดียงสา ดุจเด็กทารก '''บทที่ 50''' เมื่อจิตเกิดความยึดมั่น ความทุกข์ย่อมติดตามมา เมื่อยึดติดในภาพตัวตน ย่อมเกิดความเจ็บปวด เมื่อจมอยู่ในกิเลส ย่อมเกิดความทุกข์ใจ เมื่อดิ้นรนแสวงหาความสุข กลับยิ่งห่างไกลความสุขนั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะพวกเขาดำเนินชีวิตสวนทางกับครรลองแห่งธรรมชาติ ได้ยินมาว่า ผู้ที่ประคองรักษาจิตเดิมแท้ให้บริสุทธิ์และมั่นคงอยู่เสมอ ยามเผชิญกระแสโลก ย่อมไม่ถูกความโลภหรือความโกรธครอบงำ ยามเผชิญความขัดแย้ง ย่อมไม่หวั่นไหวต่ออคติหรือคำครหา ความโกรธไร้ที่ตั้ง ความโลภไร้ที่ฟูมฟัก ความเกลียดชังไร้ที่หยั่งราก เพราะภายในจิตของเขาไม่มีตัวตนที่รอให้สิ่งใดมากระทบหรือทำร้าย '''บทที่ 51''' ความว่างบริสุทธิ์ให้กำเนิดสรรพสิ่ง คุณธรรมโอบอุ้มและฟูมฟัก ชีวิตทำให้แต่ละสิ่งมีลักษณะเฉพาะ ส่วนสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขต่าง ๆ หล่อเลี้ยงให้เติบโตจนสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ สรรพสิ่งจึงเคารพในความว่างบริสุทธิ์และยกย่องคุณธรรม ไม่ใช่เพราะมีผู้ใดบังคับ แต่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ เต๋าให้กำเนิด คุณธรรมฟูมฟัก หล่อเลี้ยงให้เติบโต ช่วยให้สุกงอม บำรุงรักษา และคุ้มครอง ให้กำเนิดแต่ไม่ยึดครอง สร้างสรรค์แต่ไม่อวดอ้าง นำพาแต่ไม่ควบคุม นี่คือสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรมอันลึกล้ำ '''บทที่ 52''' สรรพสิ่งล้วนมีต้นกำเนิด และต้นกำเนิดนั้นคือรากของสรรพสิ่ง เมื่อเข้าถึงต้นกำเนิดย่อมเข้าใจทุกสิ่งที่ถือกำเนิดจากมัน เมื่อตั้งมั่นอยู่กับรากเดิม ตลอดชีวิตย่อมไม่หลงทางและไม่ตกอยู่ในอันตราย ละวางตัณหา ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ชีวิตย่อมเป็นอิสระจากความวุ่นวาย แต่หากเปิดรับสิ่งเร้าภายนอกโดยขาดสติ และมัวแต่พยายามควบคุมทุกสิ่ง ตลอดชีวิตก็ยากจะพบความสงบ มองเห็นสิ่งละเอียดเล็กน้อยได้ เรียกว่า ความแจ่มแจ้ง รักษาความอ่อนโยนไว้ได้ เรียกว่า ความแข็งแกร่ง จงใช้ความรู้ตัวหวนกลับสู่ความแจ่มแจ้งภายใน เพื่อไม่ให้หลงเหลือตัวตนไว้รองรับทุกข์ภัย นี่คือการดำเนินตามครรลองแห่งธรรมชาติอันเป็นนิรันดร์ '''บทที่ 53''' หากยังพอมีความรู้แจ้งและดำเนินชีวิตอยู่บนวิถีแห่งสัจธรรม สิ่งเดียวที่หวั่นเกรง คือการปล่อยให้จิตหลงออกนอกครรลองแห่งธรรมชาติ เพราะสัจธรรมอันยิ่งใหญ่นั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แต่มนุษย์กลับชอบเดินในทางลัดที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่ง ผู้คนมักเอาใจใส่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่ปล่อยให้จิตใจภายในรกร้าง สะสมความรู้ ตำแหน่ง และหัวโขน พกพาตรรกะและคำตัดสินอันเฉียบคม หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเร้าภายนอก และสั่งสมความยึดมั่นในตัวตนจนล้นใจ สภาวะเช่นนี้ไม่ต่างจากจอมโจรที่ปล้นชิงความสงบจากตนเอง แล้วกลับหลงภูมิใจในสิ่งที่ปล้นมา นี่ไม่ใช่วิถีแห่งสัจธรรม '''บทที่ 54''' ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะ ย่อมไม่หวั่นไหวต่อกิเลส ผู้ที่โอบอุ้มสัจธรรมไว้อย่างมั่นคง ย่อมไม่หลงออกจากวิถีอันแท้จริง ผู้ที่รักษาภาวะจิตเช่นนี้ไว้ได้ ย่อมส่งต่อปัญญาและความสงบเย็นสู่คนรุ่นหลังได้อย่างไม่ขาดสาย เมื่อบ่มเพาะเต๋าในตน คุณธรรมย่อมหยั่งราก เมื่อแผ่ขยายสู่ครอบครัว ความอบอุ่นย่อมงอกงาม เมื่อแผ่ขยายสู่ชุมชน ความเป็นกัลยาณมิตรย่อมมั่นคง เมื่อแผ่ขยายสู่สังคม ความอุดมสมบูรณ์และการเกื้อกูลย่อมแพร่หลาย ดังนั้น หากปรารถนาจะเข้าใจผู้อื่น จงเริ่มจากการเข้าใจตนเอง หากปรารถนาจะเข้าใจครอบครัวอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจครอบครัวของตน หากปรารถนาจะเข้าใจชุมชนอื่น จงเริ่มจากการเข้าใจชุมชนของตน หากปรารถนาจะเข้าใจสังคม จงเริ่มจากการเข้าใจสังคมที่ตนอาศัยอยู่ หากปรารถนาจะเข้าใจชีวิต จงเริ่มจากการเข้าใจชีวิตของตนเอง ข้ารู้จักความเป็นไปของโลกได้อย่างไรน่ะหรือ? ก็ด้วยสิ่งนี้เอง '''บทที่ 55''' ผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมอันบริสุทธิ์ ย่อมมีสภาวะจิตดุจทารกแรกเกิด อ่อนโยน ยืดหยุ่น ตื่นรู้อยู่เสมอ และเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิต โดยไม่ถูกกิเลสหรือสิ่งเร้าภายนอกครอบงำ เพราะพลังดั้งเดิมยังดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ดำรงจิตไว้ในความสมดุลกลมกลืน ย่อมเข้าถึงสัจธรรม เมื่อเข้าถึงสัจธรรม ย่อมเกิดปัญญารู้แจ้ง ความอยากเด่นดังและความพยายามควบคุมทุกสิ่ง ล้วนเป็นสัญญาณของการหลงออกจากจิตเดิมแท้ เมื่อสิ่งใดแข็งกร้าว ตึงเครียด หรือฝืนธรรมชาติจนเกินพอดี สิ่งนั้นย่อมเสื่อมสลายก่อนเวลาอันควร '''บทที่ 56''' ผู้รู้จริงย่อมไม่ป่าวประกาศว่าตนรู้ ส่วนผู้ที่ป่าวประกาศว่าตนรู้ย่อมไม่รู้จริง จงละวางความยึดมั่นในอัตตา คลี่คลายความคิดอันสับสน หวนคืนสู่ความเรียบง่าย และกลมกลืนกับความธรรมดาของชีวิต นี่คือความเป็นหนึ่งเดียวอันลึกซึ้ง สภาวะนี้ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความยึดติด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเกลียดชัง ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความอยาก ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเจ็บปวด ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนพิเศษกว่าผู้อื่น และไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึกว่าตนต่ำต้อยกว่าผู้อื่น นี่จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 57''' จงซื่อสัตย์ต่อแก่นแท้ภายใน พลิกแพลงตามสถานการณ์ และปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปโดยไม่แทรกแซงเกินจำเป็น ยิ่งจิตถูกพันธนาการด้วยความกลัว ชีวิตยิ่งติดขัด ยิ่งยึดติดในความรู้ ชีวิตยิ่งวุ่นวาย ยิ่งใช้ความฉลาดเข้าข้างตนเอง ความอยากที่ผิดธรรมชาติก็ยิ่งเพิ่มพูน ยิ่งบังคับตนเองด้วยกฎเกณฑ์ ความอึดอัดก็ยิ่งทับถม เพราะฉะนั้น ผู้รู้จึงกล่าวว่า ข้าไม่ฝืนควบคุมสิ่งใด ความสัมพันธ์ย่อมกลับคืนสู่สมดุลเอง ข้าอยู่นิ่ง ชีวิตย่อมเข้าที่เข้าทางเอง ข้าไม่ฝืนแทรกแซง พลังชีวิตย่อมฟื้นคืนเอง ข้าไม่ทะยานอยาก จิตย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่ายและบริสุทธิ์เอง '''บทที่ 58''' เมื่อปล่อยวางการควบคุม และเปิดพื้นที่ให้ทุกความคิดและอารมณ์เกิดขึ้น จิตใจย่อมหวนคืนสู่ความสงบเอง แต่เมื่อคอยบังคับให้ตนเองเป็นไปตามภาพที่ยึดไว้ จิตใจย่อมอึดอัดและเต็มไปด้วยแรงต้าน ผู้รู้จึงรับฟังความคิดความรู้สึก แต่ไม่หลงเชื่อว่าทั้งหมดคือความจริง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแต่ไม่ด่วนตัดสินผู้อื่น ตรงไปตรงมาแต่ไม่ก้าวร้าว มีปัญญาแต่ไม่โอ้อวด ในความทุกข์มีเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขซ่อนอยู่ ในความสุขก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์แฝงอยู่เช่นกัน ใครเล่าจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด? เมื่อไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร สิ่งที่เห็นว่าตรงอาจคด สิ่งที่เห็นว่าดีอาจบิดเบี้ยว ผู้คนหลงติดอยู่กับการแบ่งแยกเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว '''บทที่ 59''' ในการดูแลตนเองและดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดประเสริฐไปกว่า การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล การไม่ปล่อยให้จิตรั่วไหล คือการจำนนต่อชีวิตตั้งแต่ต้น (Surrender) และการจำนนเช่นนี้เอง คือการสั่งสมคุณธรรมและพลังชีวิตภายในอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณธรรมและพลังชีวิตหยั่งรากมั่นคง ย่อมก้าวข้ามอุปสรรคและกิเลสทั้งปวงได้ เมื่อไร้สิ่งต้านทาน ศักยภาพภายในย่อมไร้ขอบเขต สามารถเป็นนายเหนือกายและใจของตนเองได้ เมื่อหวนคืนสู่จิตดั้งเดิมผู้เป็นดั่งมารดาแห่งปรากฏการณ์ ชีวิตและปัญญาญาณย่อมดำรงอยู่อย่างยั่งยืน นี่คือการหยั่งรากลึก สร้างฐานอันมั่นคง และเป็นวิถีแห่งความยั่งยืนที่แท้จริง '''บทที่ 60''' จงดูแลอาณาจักรแห่งตน ประหนึ่งฟูมฟักปลาเล็กด้วยความอ่อนโยนละเมียดละไม เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในความว่างอันบริสุทธิ์ กิเลส การคิดตีความ และภาพลวงตาย่อมหมดอำนาจ ไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านั้นเลือนหายไป แต่เพราะไม่อาจครอบงำหรือทำร้ายจิตใจได้อีก สิ่งเร้าภายนอกจะหมดพิษสง ความขัดแย้งภายในก็จะเบาบางลงเช่นกัน เมื่อกระแสชีวิตและจิตใจภายในไม่ขัดแย้งกัน คุณธรรมและพลังชีวิตย่อมไหลเวียนกลับคืนสู่ศูนย์กลางอย่างสมบูรณ์ '''บทที่ 61''' สติความรู้ตัวเปรียบดั่งผืนดินที่รองรับทุกสายน้ำ มีความสงบเย็นเป็นรากฐาน และเปิดรับทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ความสงบ (หยิน) ย่อมโอบอุ้มและประคองความเคลื่อนไหว (หยาง) ให้ทุกการกระทำเกิดขึ้นจากจิตที่สงบ เมื่อสติความรู้ตัวรับฟังเสียงภายใน ความคิดและความรู้สึกย่อมค่อย ๆ คลี่คลายกลับคืนสู่ความสงบ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับให้สงบ แต่เพราะได้รับการรับฟัง จึงสงบลงเอง สติความรู้ตัวเพียงโอบอุ้มและดูแลชีวิต ส่วนเสียงภายในเพียงทำหน้าที่รับใช้และเตือนภัย เมื่อทั้งสองต่างทำหน้าที่ของตนแล้ว สติความรู้ตัวย่อมกลับไปดำรงอยู่ในฐานะผู้สังเกตอย่างสงบนิ่งดังเดิม '''บทที่ 62''' สภาวะแห่งจิตดั้งเดิม คือส่วนลึกอันเร้นลับที่โอบอุ้มทุกปรากฏการณ์ เป็นขุมทรัพย์ของผู้ตั้งมั่นในสัจธรรม และเป็นที่พึ่งของผู้ที่ยังหลงผิด คำพูดอันไพเราะอาจซื้อใจผู้คนได้ ความประพฤติอันดีงามอาจได้รับการยกย่อง แล้วผู้ที่ยังหลงผิดหรือมีข้อบกพร่อง สมควรถูกทอดทิ้งงั้นหรือ? ด้วยเหตุนี้ แม้จะพยายามเป็นคนดี มีความคิดและเหตุผลที่ถูกต้อง หรือยึดถือสิ่งภายนอกอันสูงส่งเพียงใด ก็ยังไม่ประเสริฐเท่าการหวนคืนสู่สภาวะจิตดั้งเดิมอันว่างเปล่าบริสุทธิ์ เหตุใดคนโบราณจึงให้คุณค่าแก่สภาวะนี้ยิ่งนัก? เพราะเมื่อจิตหวนคืนสู่ความว่าง ย่อมพบความสงบ เมื่อพลั้งเผลอหรือหลงผิด ก็ยังมีที่ให้กลับคืน เพราะเหตุนี้เอง สภาวะว่างเปล่าบริสุทธิ์ จึงเป็นสภาวะที่ล้ำค่าที่สุดในโลก '''บทที่ 63''' จงกระทำโดยไม่ฝืนพยายาม จัดการโดยไม่ควบคุม ชื่นชมความเรียบง่าย มองเห็นความใหญ่ในสิ่งเล็ก และเห็นความมากในความน้อย การจัดการเรื่องยาก ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเรื่องง่าย การสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ เพราะเรื่องยากทั้งหลายล้วนเริ่มจากเรื่องง่าย และสิ่งยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนเริ่มจากสิ่งเล็กเสมอ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่มุ่งทำการใหญ่ แต่กลับทำการใหญ่ได้สำเร็จ ผู้ที่รับปากง่าย ย่อมรักษาคำพูดได้ยาก ผู้ที่เห็นว่าทุกอย่างง่าย ย่อมพบความยากในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ประมาท มองเห็นความยากตั้งแต่ต้น และเพราะความรอบคอบเช่นนี้เอง สุดท้ายจึงไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไป '''บทที่ 64''' ยามที่จิตสงบ ย่อมง่ายต่อการอยู่กับปัจจุบันขณะ ยามที่กิเลสยังไม่ก่อตัว ย่อมง่ายต่อการรู้เท่าทัน ยามที่อารมณ์ยังอ่อน ย่อมง่ายต่อการละวาง ยามที่ความคิดตีความยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ย่อมง่ายต่อการปล่อยให้สลายไป ดังนั้น จงรู้เท่าทันตั้งแต่สิ่งนั้นยังไม่ก่อตัว จัดระเบียบจิตใจก่อนความวุ่นวายจะเกิดขึ้น อารมณ์ที่ท่วมท้นล้วนเริ่มจากความคิดเล็ก ๆ ภาพลวงอันยิ่งใหญ่ล้วนก่อตัวจากความยึดมั่นทีละน้อย และการเดินทางสู่สัจธรรม ย่อมเริ่มจากความรู้ตัวในปัจจุบันขณะ ผู้คนมักล้มเหลวในช่วงใกล้สำเร็จ หากระมัดระวังในตอนท้ายเช่นเดียวกับตอนเริ่ม ย่อมไม่มีสิ่งใดล้มเหลว ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงไม่ยึดติดแม้แต่ความปรารถนา ไม่หลงคุณค่าสิ่งหายาก ปล่อยวางความรู้ที่ยึดถือ และหวนคืนสู่ความเป็นเช่นนั้นเอง โดยไม่ฝืนแทรกแซง '''บทที่ 65''' ผู้ที่ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจตามวิถีแห่งเต๋าในสมัยโบราณ ไม่ได้มุ่งเพิ่มพูนความรู้ แต่ฝึกให้จิตหวนคืนสู่ความเรียบง่ายไร้เล่ห์กล เหตุที่จิตไม่อาจสงบได้ ก็เนื่องจากการยึดติดในความรู้และความฉลาดมากเกินไป ดังนั้น หากใช้เพียงความรู้และความคิดมาปกครองอาณาจักรชีวิตแห่งตน ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ แต่หากดำรงอยู่ด้วยสภาวะรู้ที่พ้นจากการยึดติดในความคิด ย่อมนำมาซึ่งความสงบ การรู้ความแตกต่างของทั้งสองสิ่งนี้ คือหลักแห่งการดำเนินชีวิต และผู้ที่ดำรงอยู่ในหลักนี้ ย่อมเข้าถึงคุณธรรมอันล้ำลึก คุณธรรมอันล้ำลึกนี้ ยากจะเข้าใจและยากจะเข้าถึง เพราะดูเหมือนสวนทางกับสิ่งที่ผู้คนยึดถือ แต่ท้ายที่สุด สามารถนำชีวิตกลับสู่ความกลมกลืนอันยิ่งใหญ่ '''บทที่ 66''' เหตุที่มหาสมุทรเป็นราชาแห่งสายน้ำทั้งหลายได้ ก็เพราะยอมอยู่ต่ำกว่าสายน้ำทั้งปวงจึงสามารถรองรับทุกสายน้ำไว้ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น หากปรารถนาจะอยู่เหนือความคิดและอารมณ์ ย่อมต้องโอบรับโดยไม่ต่อต้าน หากปรารถนาจะรู้เท่าทันมัน ย่อมต้องตั้งมั่นอยู่กับสติ คอยเฝ้าดูอย่างสงบนิ่ง เมื่อสติตั้งมั่น ความคิดและอารมณ์ย่อมไม่ถูกกดทับ เมื่อรู้เท่าทันโดยไม่ต่อต้าน ความคิดและอารมณ์ก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน จึงค่อย ๆ คลี่คลายและหลอมรวมกลับคืนสู่ความสงบ เพราะไม่ต้านทานประสบการณ์ใด จึงไม่มีสิ่งใดก่อแรงต้านขึ้นภายในได้ '''บทที่ 67''' ผู้คนมักกล่าวว่า แนวทางการดำเนินชีวิตของข้าช่างล้ำลึกจนดูเหมือนใช้การไม่ได้ ก็เพราะมันล้ำลึกจึงดูเหมือนบกพร่อง หากมันเหมือนกับสิ่งที่ผู้คนยกย่องก็คงเป็นเพียงสิ่งตื้นเขินไปนานแล้ว ข้ามีสมบัติล้ำค่าสามประการที่ยึดถือไว้เสมอ ประการแรก คือความเมตตา ประการที่สอง คือความรู้จักพอ ประการที่สาม คือไม่หลงยึดติดในบทบาท เพราะมีเมตตา จึงกล้าหาญ เพราะรู้จักพอ จิตใจจึงเปิดกว้าง และเพราะไม่หลงยึดติดในบทบาท การดำรงอยู่จึงกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ทุกวันนี้ ผู้คนกลับละทิ้งความเมตตา แต่แสวงหาความกล้าหาญ ละทิ้งความรู้จักพอ แต่แสวงหาความเปิดกว้างทางจิตใจ ยึดติดในบทบาท แต่กลับต้องการดำรงอยู่อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ นี่คือหนทางแห่งความพินาศ ผู้ที่ต่อสู้ด้วยความเมตตาย่อมมีชัย ผู้ที่ปกป้องด้วยความเมตตาย่อมมั่นคง เมื่อฟ้าปรารถนาจะคุ้มครองผู้ใด ฟ้าย่อมโอบอุ้มเขาไว้ด้วยความเมตตา '''บทที่ 68''' ผู้รู้ที่แท้จริง ย่อมไม่โอ้อวดปัญญา ผู้ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจอย่างแท้จริง ย่อมไม่ถูกครอบงำด้วยความโกรธ ผู้ชนะกิเลสได้อย่างแท้จริง ย่อมไม่เปรียบเทียบแข่งขันกับสิ่งใด ผู้ที่นำพาผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ย่อมวางตนอยู่เบื้องล่าง นี่คือคุณธรรมแห่งการไม่ฝืนควบคุม คือศิลปะแห่งการประสานพลังกับสรรพสิ่ง คือการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ อันเป็นหลักสูงสุดที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ '''บทที่ 69''' ตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า ไม่กล้าเป็นเจ้าบ้าน แต่ขอเป็นผู้มาเยือน ไม่กล้าคืบหน้าหนึ่งนิ้ว แต่ยอมถอยหลังหนึ่งฟุต นี่คือการขยับโดยไม่เคลื่อนไหว คือการเตรียมพร้อมโดยไม่คุกคาม คือการเผชิญหน้าโดยไม่สร้างศัตรู คือการถืออาวุธโดยไม่คิดใช้ กล่าวคือ ไม่ตั้งใจบังคับสิ่งใด แต่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ ภัยอันยิ่งใหญ่ของจิตคือการขาดสติรู้ตัว เพราะเมื่อสติเลือนหาย แก่นแท้ภายในย่อมถูกกิเลสครอบงำ แต่ผู้ที่เผชิญหน้ากับตนเองด้วยความเมตตาย่อมเป็นผู้ได้รับชัยชนะ '''บทที่ 70''' คำพูดของข้านั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ทว่าผู้คนกลับยากจะเข้าใจและยากจะปฏิบัติตาม เพราะจิตยังติดอยู่ในโลกแห่งการตีความ แท้จริงแล้ว ทุกถ้อยคำมีสัจธรรมเป็นรากฐาน และทุกการกระทำมีแก่นแท้ภายในเป็นผู้นำ แต่ตราบใดที่ยังไม่หวนคืนสู่สัจธรรม ย่อมไม่อาจเข้าถึงความหมายอันแท้จริงได้ ผู้ที่เข้าใจจึงมีน้อย และผู้ที่ดำเนินตามยิ่งมีน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงดำรงตนอย่างเรียบง่าย แต่ภายในกลับเก็บรักษาปัญญาอันล้ำค่าไว้ ดุจหยกที่ซ่อนอยู่ในอก '''บทที่ 71''' การรู้เท่าทันการตีความของตน คือภาวะอันประเสริฐ การหลงคิดว่าการตีความคือความจริง คือโรคแห่งจิต ผู้รู้ย่อมเห็นการตีความ เป็นเพียงการตีความ ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จึงไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของมายาภาพทั้งปวง '''บทที่ 72''' เมื่อผู้คนไม่ตระหนักถึงผลของการดำเนินชีวิตที่ฝืนธรรมชาติ ความทุกข์อันใหญ่หลวงย่อมตามมา อย่าดูแคลนตนเอง อย่ารังเกียจต้นกำเนิดของชีวิต เมื่อไม่รังเกียจตนเอง ชีวิตก็ไม่กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงรู้จักตนเอง แต่ไม่โอ้อวดตน รักและถนอมตนเอง แต่ไม่ยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 73''' ความกล้าหาญที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ ย่อมนำไปสู่การสิ้นสุดสิ่งเก่า ความกล้าหาญที่จะปล่อยวางสิ่งเก่า ย่อมนำมาซึ่งชีพจรแห่งชีวิตใหม่ ทั้งสองล้วนมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับกาลและเหตุปัจจัย วิถีแห่งธรรมชาติยากที่ความคิดจะหยั่งถึง แต่ผู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของชีวิตตนเอง ย่อมชนะโดยไม่แก่งแย่ง ตอบสนองโดยไม่ต้องคำนวณ ทุกสิ่งปรากฏขึ้นเองโดยไม่ต้องเรียกร้อง และคลี่คลายไปอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องฝืนจัดการ สัจธรรมโอบอุ้มทุกสิ่งดุจตาข่ายอันกว้างใหญ่ แม้ดูโปร่งโล่ง แต่ไม่เคยปล่อยสิ่งใดให้หลุดพ้นไปได้ '''บทที่ 74''' เมื่อทุกปรากฏการณ์ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแปรเปลี่ยนไป เหตุใดจึงต้องหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง? เมื่อพยายามยึดสิ่งใดไว้ให้คงอยู่ หรือรีบกดข่มผลักไสสภาวะที่ไม่ปรารถนา ชีวิตย่อมไม่อาจดำเนินไปตามธรรมชาติได้ แท้จริงแล้ว ธรรมชาติมีจังหวะเวลาของมันเอง แต่ผู้ที่พยายามเร่งรัดหรือแทรกแซงให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจ เปรียบเสมือนผู้ที่แย่งขวานจากช่างไม้ผู้ชำนาญมาถากไม้เอง ซึ่งน้อยคนนักที่จะไม่บาดเจ็บจากคมขวานในมือตน '''บทที่ 75''' ที่จิตใจขาดพร่อง เพราะภาพที่เห็นกับความจริงที่เป็นนั้นต่างกันเกินไป จึงรู้สึกว่าตนเองไม่เคยดีพอ ที่อารมณ์แปรปรวน เพราะความคิดเข้าไปควบคุมและแทรกแซงทุกสิ่งที่เป็นมากเกินไป ที่ชีวิตหม่นหมอง เพราะมัวแสวงหาการยอมรับจากภายนอก จนละเลยการดูแลกายและใจของตนเอง ผู้ที่ไม่หมกมุ่นกับการทำชีวิตให้สมบูรณ์ตามค่านิยมของโลก ย่อมเข้าถึงคุณค่าของชีวิตได้ลึกซึ้งกว่าผู้ที่รักและหวงแหนชีวิตด้วยความหวาดกลัว '''บทที่ 76''' ยามมีชีวิต กายย่อมอ่อนนุ่ม ยามตาย กายย่อมแข็งทื่อ พืชพรรณเมื่อยังมีชีวิตย่อมอ่อนลู่ แต่เมื่อเหี่ยวแห้งกลับแข็งและเปราะ ดังนั้น ความแข็งกร้าวจึงเป็นพวกพ้องของความตาย ส่วนความอ่อนโยนและยืดหยุ่นเป็นพวกพ้องของชีวิต จิตใจที่แข็งกระด้างย่อมแตกสลายในที่สุด ดุจต้นไม้ที่แข็งเกินไปย่อมหักลง ผู้ที่ยึดมั่นในความแข็งกร้าวย่อมเดินสู่ความเสื่อม ส่วนผู้ที่อ่อนโยนและยืดหยุ่น ย่อมดำรงอยู่บนหนทางแห่งชีวิต '''บทที่ 77''' การปรับสมดุลของธรรมชาติ อุปมาดั่งการขึงคันธนู ส่วนที่สูงเกินไปย่อมถูกกดลง ส่วนที่ต่ำเกินไปย่อมถูกยกขึ้น สิ่งที่มากย่อมถูกลดทอน สิ่งที่พร่องย่อมได้รับการเติมเต็ม นี่คือวิถีแห่งธรรมชาติ แต่วิถีแห่งอัตตากลับตรงกันข้าม มันพรากพลังจากส่วนที่ขาดพร่อง ไปหล่อเลี้ยงความโลภ ความยึดมั่น และความต้องการที่มีอยู่เกินพอดี ใครบ้างที่จะนำสิ่งที่ตนมีเหลือเฟือมาแบ่งปันแก่โลก? มีเพียงผู้ที่มีเต๋าสถิตอยู่ภายในเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกระทำโดยไม่ยึดครอง สร้างความสำเร็จโดยไม่ครอบครอง และไม่ปรารถนาที่จะยกตนเหนือผู้อื่น '''บทที่ 78''' ไม่มีสิ่งใดอ่อนโยนและยืดหยุ่นไปกว่าน้ำ แต่เมื่อต้องคลี่คลายสิ่งที่แข็งกระด้าง ก็ไม่มีสิ่งใดเหนือไปกว่าน้ำเพราะไม่มีสิ่งใดทดแทนคุณสมบัตินี้ได้ ความอ่อนโยนย่อมเอาชนะความแข็งกร้าว ความยืดหยุ่นย่อมเอาชนะความแข็งกระด้าง ทุกคนต่างรู้ความจริงข้อนี้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ดำเนินชีวิตได้ตามนั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงกล่าวว่า ผู้ที่ยอมรับด้านที่ไม่น่าปรารถนาของชีวิตได้ ย่อมเป็นหลักอันมั่นคงแก่ชีวิตตนเอง ผู้ที่ยอมรับความทุกข์และเคราะห์ร้ายได้ ย่อมเป็นนายเหนือชีวิตของตนเอง คำจริง มักฟังดูราวกับย้อนแย้ง '''บทที่ 79''' การพยายามสะกดกลั้นความขุ่นเคือง ย่อมหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจ็บปวดไว้ในใจ แล้วจะเรียกว่าคลี่คลายได้อย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้จึงมุ่งขัดเกลาจิตใจของตน โดยไม่คอยเรียกร้องหรือตำหนิผู้อื่น จิตที่มีปัญญาญาณย่อมทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ส่วนจิตที่ถูกอัตตาครอบงำ ย่อมคอยจับผิดและเรียกร้องจากผู้อื่นอยู่เสมอ กฎแห่งธรรมชาติย่อมเที่ยงตรง ไม่ลำเอียง และย่อมเกื้อหนุนผู้ที่ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสัจธรรมอยู่เสมอ '''บทที่ 80''' ชีวิตที่เรียบง่ายและไม่วุ่นวาย แม้มีสิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา จิตใจย่อมอิ่มเต็มในปัจจุบันขณะ ไม่ดิ้นรนแสวงหาความสุขจากภายนอก ความทะยานอยากและการปกป้องตัวตนจึงค่อย ๆ สลายไป เหลือเพียงการดำรงอยู่อย่างเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ พึงพอใจในสิ่งที่กิน เห็นความงามในสิ่งที่สวม สงบในที่ที่ตนอาศัย และยินดีในวิถีชีวิตของตน แม้โลกอันกว้างใหญ่จะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมถึง ก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตาม เพียงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต '''บทที่ 81''' ถ้อยคำที่จริงแท้ มักไม่หวือหวา ถ้อยคำที่หวือหวา มักไม่จริงแท้ ผู้เข้าถึงความจริง ย่อมไม่มัวโต้แย้ง ผู้ที่มัวโต้แย้ง ย่อมยังไม่เข้าถึงความจริง ผู้รู้แจ้ง ไม่ใช่ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ใช่ว่าจะรู้แจ้ง ผู้รู้ไม่สะสมเพื่อตนเอง ยิ่งเกื้อกูลผู้อื่น ตนเองยิ่งอุดมสมบูรณ์ ยิ่งแบ่งปันแก่ผู้อื่น ตนเองยิ่งเต็มเปี่ยม วิถีแห่งเต๋า คือการเกื้อกูลโดยไม่เบียดเบียน วิถีแห่งผู้รู้ คือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องแข่งกับใคร jyyrx7nwxf5htn26rugtvcm4lktu46f 295058 295057 2026-08-22T06:10:01Z Pandadah 12242 แทนที่เนื้อหาด้วย "{{ลบ|[[วิกิซอร์ซ:นโยบายการลบ#หลักเกณฑ์การลบทันที|ท5 – นอกเหนือขอบเขต]] (เนื่องจากเป็น [[วิกิซอร์ซ:วิกิซอร์ซมีอะไรได้บ้าง#งานที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง]])}} เดินตามเต๋า เร..." 295058 wikitext text/x-wiki {{ลบ|[[วิกิซอร์ซ:นโยบายการลบ#หลักเกณฑ์การลบทันที|ท5 – นอกเหนือขอบเขต]] (เนื่องจากเป็น [[วิกิซอร์ซ:วิกิซอร์ซมีอะไรได้บ้าง#งานที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง]])}} เดินตามเต๋า เรียบเรียงจาก 《道德經》 c2jcxm8weg76p04sr6clrabxaq8a6wx 295059 295058 2026-08-22T06:10:52Z Pandadah 12242 295059 wikitext text/x-wiki {{ลบ|[[วิกิซอร์ซ:นโยบายการลบ#หลักเกณฑ์การลบทันที|ท5 – นอกเหนือขอบเขต]] (เนื่องจากเป็น [[วิกิซอร์ซ:วิกิซอร์ซมีอะไรได้บ้าง#งานที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง]])}} huo4r2o5vde40hi9brk4os451332krq ผู้สร้างสรรค์:ชนุตตา สุขเสริมทรัพย์ 102 90997 295049 2026-08-22T04:48:10Z Pandadah 12242 สร้างหน้าด้วย "ผลงาน [[เดินตามเต๋า]]" 295049 wikitext text/x-wiki ผลงาน [[เดินตามเต๋า]] 39u1sc8khctqhxkcje5dl4ivuljhxqq 295053 295049 2026-08-22T05:01:19Z Librovore 10939 แจ้งลบด้วย[[WS:iScript|สจห.]]: ท1 295053 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท1}} ผลงาน [[เดินตามเต๋า]] ogkopcx4j746hy5mzg8n4o58duwzjyz 295060 295053 2026-08-22T06:11:21Z Pandadah 12242 295060 wikitext text/x-wiki {{ลบ|ท1}} k74ldxni42ptw421070mgrt4vtd0kf8