วิกิซอร์ซ thwikisource https://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81 MediaWiki 1.47.0-wmf.20 first-letter สื่อ พิเศษ พูดคุย ผู้ใช้ คุยกับผู้ใช้ วิกิซอร์ซ คุยเรื่องวิกิซอร์ซ ไฟล์ คุยเรื่องไฟล์ มีเดียวิกิ คุยเรื่องมีเดียวิกิ แม่แบบ คุยเรื่องแม่แบบ วิธีใช้ คุยเรื่องวิธีใช้ หมวดหมู่ คุยเรื่องหมวดหมู่ สถานีย่อย คุยเรื่องสถานีย่อย ผู้สร้างสรรค์ คุยเรื่องผู้สร้างสรรค์ งานแปล คุยเรื่องงานแปล หน้า คุยเรื่องหน้า ดัชนี คุยเรื่องดัชนี TimedText TimedText talk มอดูล คุยเรื่องมอดูล Event Event talk ผู้สร้างสรรค์:โรแบร์ แลงกาต์ 102 37273 295779 294232 2026-09-19T09:34:40Z Vesperstelo 11696 295779 wikitext text/x-wiki {{ผู้สร้างสรรค์ | ชื่อต้น = โรแบร์ | ชื่อท้าย = แลงกาต์ | ชื่อย่อ = ล | เรียงชื่อ = yes | ศักราช = พ.ศ. | ปีเกิด = 2435 | ปีตาย = 2515 | รูป = | บรรยายรูป = {{PAGENAME}} | ตั้งตรง = | อธิบาย = นักกฎหมายและศาสตราจารย์ด้านนิติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส }} ==งาน== * {{ลปง|ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง||2482}} {{ลฟใน|Prachum Kotmai Ratchakan Thi Nueng 2482 (1).djvu|Prachum Kotmai Ratchakan Thi Nueng 2482 (2).djvu|Prachum Kotmai Ratchakan Thi Nueng 2482 (3).djvu}} * {{ลปง|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (กฎหมายเอกชน)||2478}} {{ลฟใน|Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu|Prawatti Sat Kot Mai Thai (2) 2491.djvu|Prawatti Sat Kot Mai Thai (3) 2480.djvu|Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu}} ==งานที่เกี่ยวข้อง== * {{ลปง|สาส์นสมเด็จ/ภาค 22|ปี=2499|แสดง=สาส์นสมเด็จ ภาค 22}} {{ลฟใน|สสด (๒๒) ๒๔๙๙.pdf}} {{ลมท}} {{การควบคุมรายการหลักฐาน}} [[หมวดหมู่:ผู้สร้างสรรค์ที่เป็นชาวฝรั่งเศส]] [[หมวดหมู่:นักกฎหมาย]] [[หมวดหมู่:ศาสตราจารย์]] 0i80fyd1n4gtv8rdbibw2kqh0b7uzpd สถานีย่อย:ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย 100 39270 295778 237646 2026-09-19T09:33:13Z Vesperstelo 11696 295778 wikitext text/x-wiki {{portal header | title = {{PAGENAME}} | class = k | subclass1 = p | subclass2 = t | parent = กฎหมายไทย | portal = ประเทศไทย/ประวัติศาสตร์ไทย | notes = | commonscat = Legal history of Thailand }} [[File:Chintawannakhadi (p 575).jpg|thumb|การประชุมชำระกฎหมายในรัชกาลที่ 1 ภาพโดย {{ลผส|เหม เวชกร}}]] ==ประวัติศาสตร์ทั่วไป== * {{ลปง|การเมืองการปกครองของกรุงสยาม|หลวงวิจิตรวาทการ (วิจิตร วิจิตรวาทการ)|2475}} {{ลฟใน|Kanmueang Kanpokkhrong 1932.djvu}} * {{ลปง|การสิ้นสุดแห่งสภาพนอกอาณาเขตต์ในกรุงสยาม|ดิเรก ชัยนาม|2479}} * {{ลปง|ตำนานกฎหมาย|พระยานิติศาสตร์ไพศาลย์ (วัน จามรมาน)|2474}} {{ลฟใน|ตำนานกฎหมาย - วัน จามรมาน - ๒๔๗๔.pdf}} * {{ลปง|ตำนานกฎหมายเมืองไทย (2473)|สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ|2473|แสดง=ตำนานกฎหมายเมืองไทย}} * {{ลปง|ตำนานกฎหมายเมืองไทย และประมวลคำอธิบายทางนิติศาสตร์|สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ|2493}} * {{ลปง|ตำนารศาล|พระยานิติศาสตร์ไพศาลย์ (วัน จามรมาน)|ม.ป.ป.}} {{ลฟใน|ตำนานศาล - วัน จามรมาน - มปป.pdf}} * {{ลปงป|ที่มาแห่งกฎหมายโบราณของสยาม|พระยามหิธรมนูปกรณ์โกศลคุณ (โทกิจิ มาซาโอะ)|2448|en}} * {{ลปง|ที่ระลึกในการเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดอาคารที่ทำการศาลแพ่งและศาลฎีกา|กระทรวงยุติธรรม|2506}} {{ลฟใน|ที่ระลึกเปิดศาลแพ่ง ศาลฎีกา - ยธ - ๒๕๐๖.pdf}} * {{ลปง|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (กฎหมายเอกชน)|โรแบร์ แลงกาต์|2478}} {{ลฟใน|ปวศ กม ไทย - มธ - ๒๔๗๘.pdf|ปวศ กม ไทย - มธ - ๒๔๘๐.pdf|ปวศ กม ไทย - มธ - ๒๔๘๓.pdf}} * {{ลปง|พจนานุกรมกฎหมาย|ขุนสมาหารหิตะคดี (โป๊ โปรคุปต์)|2474}} {{ลฟใน|พจนานุกรมกฎหมาย - สมาหารหิตะคดี - ๒๔๗๔.pdf}} ==ประวัติศาสตร์เฉพาะกรณี== * {{ลปง|จดหมายเหตุเรื่องไต่สวนนายกุหลาบซึ่งแต่งประวัติสมเด็จพระสังฆราชขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย|ราชบัณฑิตยสภา|2472}} {{ลฟใน|จมห ไต่สวนนายกุหลาบฯ - ๒๔๗๒.pdf}} * {{ลปง|ศาลรับสั่งพิเศษ ร.ศ. 112 คดีพระยอดเมืองขวาง|อาชีวะวิทยาลัย|2483}} {{ลฟใน|พระยอดเมืองขวาง - ๒๔๘๓.pdf}} ==ดูเพิ่ม== * '''[[สถานีย่อย:กฎหมายตราสามดวง]]''' * '''[[สถานีย่อย:กฎหมายไทย#กฎหมายแบ่งตามยุคสมัย]]''' * '''[[สถานีย่อย:คดีปราสาทพระวิหาร]]''' * '''[[สถานีย่อย:ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทย]]''' * '''[[สถานีย่อย:รัฐธรรมนูญไทย]]''' * '''[[สถานีย่อย:รัฐประหารในประเทศไทย]]''' * '''[[สถานีย่อย:อินโดจีนฝรั่งเศส]]''' [[หมวดหมู่:สถานีย่อยกฎหมายไทย]] [[หมวดหมู่:สถานีย่อยประวัติศาสตร์ไทย]] 6gxl9f2ucskzh5lq8xd8j0k4mugf1mv วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์ 12 42174 295609 287294 2026-09-18T13:36:59Z Flamevine 11908 295609 wikitext text/x-wiki {{process header | title = ป้ายลิขสิทธิ์ | section = | previous = [[วิธีใช้:สารบัญ]] | next = | shortcut = | notes = งานต่าง ๆ ต้องติดป้ายลิขสิทธิ์ อย่างน้อยในหน้าหลักของงานนั้น ๆ เพื่อแสดงสถานะทางลิขสิทธิ์ตาม[[วิกิซอร์ซ:นโยบายลิขสิทธิ์|นโยบายลิขสิทธิ์]]ของวิกิซอร์ซ ป้ายลิขสิทธิ์ที่ใช้ได้มีดังนี้ }} ==ข้อพึงระวัง== # โปรดอ่านป้ายให้ละเอียดก่อนนำไปใช้ # การติดป้ายลิขสิทธิ์อย่างเดียวไม่เพียงพอเป็นการยืนยันสถานะทางลิขสิทธิ์ ในตัวงานจะต้องระบุแหล่งที่มาหรือข้อมูลอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบลิขสิทธิ์ได้ด้วย มิฉะนั้น เมื่อเป็นที่สงสัยเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ งานย่อมถูกลบได้เสมอ ตาม[[วิกิซอร์ซ:นโยบายการลบ|นโยบายการลบ]] ==ป้ายสำหรับงานที่เป็นสาธารณสมบัติ== ===ตามกฎหมายไทย=== สำหรับงานที่อยู่ในบังคับของกฎหมายไทย (เช่น งานที่สร้างสรรค์หรือเผยแพร่ในประเทศไทย) {| class="prettytable" style="width:100%;" ! แม่แบบ ! การแสดงผล |- | {{tl|สาธารณสมบัติ-ไทย-ยกเว้น}} | {{สาธารณสมบัติ-ไทย-ยกเว้น|category=}} |- | {{tl|ลิขสิทธิ์หมดอายุ-ไทย}} | {{ลิขสิทธิ์หมดอายุ-ไทย|category=}} |- |} ===ตามกฎหมายสหรัฐ=== {| class="prettytable" style="width:100%;" ! แม่แบบ ! การแสดงผล |- | {{tl|สาธารณสมบัติ-รัฐบาลสหรัฐ}} | {{สาธารณสมบัติ-รัฐบาลสหรัฐ|category=}} |- | {{tl|สาธารณสมบัติ-เก่า-80-สหรัฐ}} | {{สาธารณสมบัติ-เก่า-80-สหรัฐ|category=}} |- | {{tl|สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล}} | {{สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล|category=}} |- |} ===ตามเจตนาของผู้สร้างสรรค์เอง=== {| class="prettytable" style="width:100%;" ! แม่แบบ ! การแสดงผล ! หมายเหตุ |- | {{tl|สาธารณสมบัติ-เอง}} | {{สาธารณสมบัติ-เอง|category=}} | ป้ายนี้ใช้สำหรับงานที่ชาววิกิซอร์ซสร้างขึ้น (เช่น งานแปล) และผู้สร้างสรรค์ต้องการให้งานเป็นสาธารณสมบัติ |- | {{tl|สาธารณสมบัติ-ผู้สร้างสรรค์}} | {{สาธารณสมบัติ-ผู้สร้างสรรค์|category=}} | ป้ายนี้ใช้สำหรับงานดั้งเดิม (ไม่ใช่งานที่ชาววิกิซอร์ซสร้างขึ้น) และผู้สร้างสรรค์ต้องการให้งานเป็นสาธารณสมบัติ |- |} ===อื่น ๆ=== {| class="prettytable" style="width:100%;" ! แม่แบบ ! การแสดงผล |- | {{tl|สาธารณสมบัติ-เก่า}} | {{สาธารณสมบัติ-เก่า|category=}} |- | {{tl|สาธารณสมบัติ-ขาดคุณสมบัติ}} | {{สาธารณสมบัติ-ขาดคุณสมบัติ|category=}} |- | {{tl|สาธารณสมบัติ-ฝรั่งเศส}} | {{สาธารณสมบัติ-ฝรั่งเศส|category=}} |- | {{tl|สาธารณสมบัติ-รัฐบาลกัมพูชา}} | {{สาธารณสมบัติ-รัฐบาลกัมพูชา|category=}} |- | {{tl|สาธารณสมบัติ-ลาว-ยกเว้น}} | {{สาธารณสมบัติ-ลาว-ยกเว้น|category=}} |- | {{tl|สาธารณสมบัติ-สหประชาชาติ}} | {{สาธารณสมบัติ-สหประชาชาติ|category=}} |- |} ==ป้ายสำหรับงานที่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่== ===ครีเอทีฟคอมมอนส์=== {| class="prettytable" style="width:100%;" ! แม่แบบ ! การแสดงผล |- | {{tl|CC-BY-SA-3.0}} | {{CC-BY-SA-3.0|category=}} |- | {{tl|CC-BY-SA-4.0}} | {{CC-BY-SA-4.0|category=}} |- |} ===สหภาพยุโรป=== {| class="prettytable" style="width:100%;" ! แม่แบบ ! การแสดงผล |- | {{tl|ลิขสิทธิ์อียู}} | {{ลิขสิทธิ์อียู}} |- |} ==ป้ายสำหรับงานแปลของวิกิซอร์ซ== {| class="prettytable" style="width:100%;" ! แม่แบบ ! การแสดงผล |- | {{tl|สัญญาอนุญาตงานแปล}} | {{สัญญาอนุญาตงานแปล | {{สาธารณสมบัติ-ไทย-ยกเว้น|category=}} | {{สาธารณสมบัติ-เอง|category=}} }} |- |} [[หมวดหมู่:วิธีใช้]] 3w8u9gat2udiadi8vji8y8g0ammfj8v ดัชนี:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu 252 45409 295771 294091 2026-09-19T08:57:28Z Vesperstelo 11696 295771 proofread-index text/x-wiki {{:MediaWiki:Proofreadpage_index_template |ประเภท=หนังสือ |ชื่อ=[[ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (กฎหมายเอกชน)]] |ภาษา=th |เล่ม=[[ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (กฎหมายเอกชน)/เล่ม 1|เล่ม 1]] |ผู้สร้างสรรค์={{ลผส|โรแบร์ แลงกาต์}} |ผู้แปล= |บรรณาธิการ= |ผู้วาดภาพประกอบ= |สถานศึกษา= |ผู้เผยแพร่={{ลสย|มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง}} |สถานที่=พระนคร |ปี=2491 |รหัส= |ISBN= |OCLC= |LCCN= |BNF_ARK= |ARC= |จากวารสาร= |ที่มา=djvu |ภาพ=1 |ความคืบหน้า=V |การผสานหน้า=yes |วันที่ตรวจสอบเนื้อหาเสร็จสมบูรณ์= |หน้า=<pagelist 1to4 = - 5 = ก 6 = ข 7 = 1 77 = - 1to77 = thai /> |ชุดเล่ม={{ชุดเล่ม ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (กฎหมายเอกชน)}} |จำนวน= |หมายเหตุ=; สารบัญ # คำนำ (น. - [4]) # สารบาญ (น. ก) # บทนำทั่วไป (น. 1) # บทที่ 1 (น. 16) # บทที่ 2 (น. 37) # บทที่ 3 (น. 55) |Width= |Css= |Header={{หสล|{{{pagenum}}}|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}} |Footer={{ซ|ม.ธ.ก.}} }} [[หมวดหมู่:ดัชนีตำรากฎหมาย]] bv4i2jxbdhqnpgbi1eafbyfy4k1uvwj หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/26 250 51638 295667 294042 2026-09-19T07:58:36Z Vesperstelo 11696 295667 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{หสล|๒๐|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>สองฉะบับนี้เขียนด้วยเส้นดินสอดำบนกระดาษข่อย มีข้อความอันเดียวกันทั้งสองฉะบับ ๆ หนึ่งเขียนเป็นภาษาไทย อีกฉะบับหนึ่งเขียนเป็นภาษาเขมร ตัวบทของกฎหมายฉะบับนี้ยังมิได้คัดลอกเอาออกพิมพ์ แต่บทกฎหมายฉะบับนี้ไม่สู้มีประโยชน์เท่าใดนักสำหรับประวัติศาสตร์กฎหมาย, เพราะเป็นแต่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับวัดในเมืองพัทลุง คือจัดให้สังกัดคนเป็นข้าพระสำหรับทำการในวัดนั้น ๆ และห้ามมิให้ใช้ในราชการเป็นต้น {{กม|ข3|16}}อนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ ราชบัณฑิตยสภาพิมพ์ตัวบทของกฎสิบเอ็ดข้อโดยให้ชื่อหนังสือพิมพ์นั้นว่า “[[พระราชกำหนดเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยา|พระราชกำหนดเก่าครั้งกรุงศรี{{ตตฉ|อยธยา|อยุธยา}}]]” กฎสิบเอ็ดข้อนี้ได้ตราขึ้นเป็นลำดับในระหว่างระยะเวลาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๒๖๓ ถึง ๒๓๐๕ กล่าวคือระยะเวลาสิบห้าปีแห่งตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ต้นฉะบับของกฎสิบเอ็ดข้อที่หอพระสมุดวชิรญาณจัดการพิมพ์ไว้นี้ จะว่ามีอายุนับถอยขึ้นไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นหาถนัดไม่, ตรงกันข้ามกลับมีสภาพซึ่งแสดงให้เป็นที่น่าเชื่อถือว่าเป็นแต่เพียงสำเนาซึ่งได้คัดลอกเมื่อสมัยกรุงรัตนโกสินทรนี้เอง นอกจากนี้กฎสิบเอ็ดข้อนี้ยังได้ปรากฏอยู่อย่างครบถ้วนรวมกับบรรดาตัวบทกฎหมายที่ได้ชำระรวบรวมในรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร คือจัดเข้าสมทบอยู่ในพระราชกำหนดเก่า. ฉะนั้นการที่พิมพ์กฎสิบเอ็ดข้อนี้ขึ้นก็ไม่สู้มีประโยชน์เท่าใดนัก แต่ทว่าตัวบทของกฎสิบเอ็ดข้อที่พิมพ์ขึ้นหาได้เหมือนกันทีเดียวกับตัวบทที่ปรากฏอยู่ในพระราชกำหนดเก่าซึ่งรวบรวมไว้ในประมวลกฎหมายครั้งรัชชกาลที่ ๑ ไม่ โดยข้อความในกฎที่พิมพ์ขึ้นในครั้งหลังนี้แตกต่างออกไปในส่วนย่อยบางประการ. ดังนี้การจึ่งอาจเป็นได้ว่ากฎที่หอพระสมุดวชริญาณได้พิมพ์ขึ้นนี้มีความเป็นอย่างเดียวกันกับกฎในพระราชกำหนดเก่าซึ่งมีอยู่ก่อนการประมวลกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ และถ้าหากว่ากรณีเป็นจริงเช่นนี้แล้ว เราก็จะเลยมีโอกาสทราบได้ถึงวิธีการที่บทกฎหมายต่าง ๆ แห่งกรุงศรีอยุธยาได้มารับการตรวจชำระแก้ไขเมื่อรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทรอีกด้วย. แต่การที่จะทราบได้เช่นนี้ก็คงจะไม่สู้สำคัญอันใด เรายังมีความหวังอยู่เสมอว่าการค้นคว้าในอนาคตคงจะนำเราให้พบตัวบทกฎหมายเก่าอื่น ๆ เพิ่มเติมมาอีก เพราะเป็นการเชื่อได้ยากที่ว่าบทกฎหมายเก่าจะได้พินาศสูญไปพร้อมกันหมดโดยไม่มีที่ใดเหลืออยู่บ้างเลย ถ้ามีผู้ไปค้นคว้าในหัวเมืองอันอยู่ไกลจากกรุงศรีอยุธยาและที่พะม่าข้าศึกไม่ได้ไปถึงด้วย ก็น่าจะได้พบบทกฎหมายหรือเอกสารทางกฎหมาย<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> ibw1y6dzxv2x8lq1zx64o12gsnyq0g7 295668 295667 2026-09-19T07:58:52Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295668 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๒๐|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>สองฉะบับนี้เขียนด้วยเส้นดินสอดำบนกระดาษข่อย มีข้อความอันเดียวกันทั้งสองฉะบับ ๆ หนึ่งเขียนเป็นภาษาไทย อีกฉะบับหนึ่งเขียนเป็นภาษาเขมร ตัวบทของกฎหมายฉะบับนี้ยังมิได้คัดลอกเอาออกพิมพ์ แต่บทกฎหมายฉะบับนี้ไม่สู้มีประโยชน์เท่าใดนักสำหรับประวัติศาสตร์กฎหมาย, เพราะเป็นแต่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับวัดในเมืองพัทลุง คือจัดให้สังกัดคนเป็นข้าพระสำหรับทำการในวัดนั้น ๆ และห้ามมิให้ใช้ในราชการเป็นต้น {{กม|ข3|16}}อนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ ราชบัณฑิตยสภาพิมพ์ตัวบทของกฎสิบเอ็ดข้อโดยให้ชื่อหนังสือพิมพ์นั้นว่า “[[พระราชกำหนดเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยา|พระราชกำหนดเก่าครั้งกรุงศรี{{ตตฉ|อยธยา|อยุธยา}}]]” กฎสิบเอ็ดข้อนี้ได้ตราขึ้นเป็นลำดับในระหว่างระยะเวลาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๒๖๓ ถึง ๒๓๐๕ กล่าวคือระยะเวลาสิบห้าปีแห่งตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ต้นฉะบับของกฎสิบเอ็ดข้อที่หอพระสมุดวชิรญาณจัดการพิมพ์ไว้นี้ จะว่ามีอายุนับถอยขึ้นไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นหาถนัดไม่, ตรงกันข้ามกลับมีสภาพซึ่งแสดงให้เป็นที่น่าเชื่อถือว่าเป็นแต่เพียงสำเนาซึ่งได้คัดลอกเมื่อสมัยกรุงรัตนโกสินทรนี้เอง นอกจากนี้กฎสิบเอ็ดข้อนี้ยังได้ปรากฏอยู่อย่างครบถ้วนรวมกับบรรดาตัวบทกฎหมายที่ได้ชำระรวบรวมในรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร คือจัดเข้าสมทบอยู่ในพระราชกำหนดเก่า. ฉะนั้นการที่พิมพ์กฎสิบเอ็ดข้อนี้ขึ้นก็ไม่สู้มีประโยชน์เท่าใดนัก แต่ทว่าตัวบทของกฎสิบเอ็ดข้อที่พิมพ์ขึ้นหาได้เหมือนกันทีเดียวกับตัวบทที่ปรากฏอยู่ในพระราชกำหนดเก่าซึ่งรวบรวมไว้ในประมวลกฎหมายครั้งรัชชกาลที่ ๑ ไม่ โดยข้อความในกฎที่พิมพ์ขึ้นในครั้งหลังนี้แตกต่างออกไปในส่วนย่อยบางประการ. ดังนี้การจึ่งอาจเป็นได้ว่ากฎที่หอพระสมุดวชริญาณได้พิมพ์ขึ้นนี้มีความเป็นอย่างเดียวกันกับกฎในพระราชกำหนดเก่าซึ่งมีอยู่ก่อนการประมวลกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ และถ้าหากว่ากรณีเป็นจริงเช่นนี้แล้ว เราก็จะเลยมีโอกาสทราบได้ถึงวิธีการที่บทกฎหมายต่าง ๆ แห่งกรุงศรีอยุธยาได้มารับการตรวจชำระแก้ไขเมื่อรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทรอีกด้วย. แต่การที่จะทราบได้เช่นนี้ก็คงจะไม่สู้สำคัญอันใด เรายังมีความหวังอยู่เสมอว่าการค้นคว้าในอนาคตคงจะนำเราให้พบตัวบทกฎหมายเก่าอื่น ๆ เพิ่มเติมมาอีก เพราะเป็นการเชื่อได้ยากที่ว่าบทกฎหมายเก่าจะได้พินาศสูญไปพร้อมกันหมดโดยไม่มีที่ใดเหลืออยู่บ้างเลย ถ้ามีผู้ไปค้นคว้าในหัวเมืองอันอยู่ไกลจากกรุงศรีอยุธยาและที่พะม่าข้าศึกไม่ได้ไปถึงด้วย ก็น่าจะได้พบบทกฎหมายหรือเอกสารทางกฎหมาย<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 48u0b874a24lyzyg015qs08jk9y61yf หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/27 250 51639 295669 294044 2026-09-19T07:59:25Z Vesperstelo 11696 295669 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="YURi" />{{หสล|๒๑|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ที่ถอยขึ้นไปจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังที่เราได้เห็นมาแล้วในการค้นพบพระราชกฤษฎีกาของพระเพทราชาที่เมืองพัทลุง {{กม|ข3|17}}สำหรับในระหว่างนี้เราอาจแก้ไขเรื่องที่ยังค้นไม่พบเอกสารกฎหมายเก่าซึ่งสาปสูญไปเกือบหมดสิ้นได้โดยอาศัยการพิเคราะห์ค้นคว้าในหนังสือต่าง ๆ ซึ่งชาวต่างประเทศเรียบเรียงขึ้นไว้พลางก่อน, มีหนังสือที่ชาวยุโรปซึ่งเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาแต่งไว้เป็นอาทิ ราชบัณฑิตยสภาได้พิมพ์คำแปลจดหมายเหตุและรายงานต่าง ๆ ซึ่งพวกผู้แทนของบริษัทฝรั่งเศสส่งไปยังตัวการที่กรุงปารีสในรัชชกาลของสมเด็จพระนารายณ์ กับยังได้มีการพิมพ์จดหมายโต้ตอบของพ่อค้าชาวฮอลันดาและชาวอังกฤษซึ่งเข้ามาตั้งอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ในหลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้มีข้อความรู้ซึ่งเกี่ยวกับการพาณิชย์และฐานะในทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในครั้งนั้น ซึ่งนักประวัติศาสตร์ไม่ควรจะละเลยผ่านไปเสีย. นอกจากนี้ยังมีหนังสือกล่าวความทั่วไปต่าง ๆ ซึ่งชาวยุโรปผู้สังเกตเหตุการณ์ได้เขียนขึ้นก็มี อาทิเช่นพวกบาดหลวงและพวกทูต โดยผู้เขียนมีประสงค์จะแนะนำให้ชนร่วมชาติของตนรู้จักประเทศไทย หนังสือที่ควรแก่ความเอาใจใส่ที่สุดและมีประโยชน์ที่สุดสำหรับนักประวัติศาสตร์กฎหมายก็คือหนังสือที่พิมพ์ขึ้นในกรุงปารีส ค.ศ. ๑๖๙๑ (พ.ศ. ๒๒๓๔) ซีมองเดอลาลูแบร์ (Simon de la Loubère) เป็นผู้เรียบเรียงเป็นหนังสือสองเล่มชุด ชื่อว่า “Du Royaume de Siam” ผู้เรียบเรียงหนังสือนี้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ พระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศส ทรงส่งมายังราชสำนักของสมเด็จพระนารายณ์ณประเทศไทยในฐานะเอกอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มเมื่อเดือนมีนาคม {{ตตฉ|ค,ศ.|ค.ศ.}} ๑๖๘๗ (พ.ศ. ๒๒๒๙) เดอลาลูแบร์อยู่ประเทศไทยเป็นเวลาเพียง ๙๙ วัน คือตั้งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๒๓๐ ถึงวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. เดียวกัน แต่ท่านผู้นี้เป็นผู้มีความรู้สูงและเอาใจใส่สืบเสาะและรู้จักแสวงหาความรู้จากหลักฐานที่ดี ๆ จึงเป็นเหตุให้ข้อความต่าง ๆ ที่เขียนแนะนำให้ความรู้ไว้ในหนังสือของท่านนั้นโดยมากเป็นข้อความที่แน่นอนและตรงกับความจริง อนึ่งเนื่องจากเดอลาลูแบร์เป็นนักนิติศาสตร์ด้วย ฉะนั้นโดยเหตุนี้ท่านจึงได้เอาใจใส่ในระเบียบการทางกฎหมายของประเทศไทยยิ่งกว่าผู้แต่งหนังสืออื่น ๆ ในหนังสือของท่านผู้นี้เองที่เราจะสามารถพบข้อชี้แจงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกฎหมายมหาชนและเอกชนในสมัยกรุงศรีอยุธยา. {{มปก}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> lbtfasqv92iq3zo8vvpjhhs1ts0cyu9 295670 295669 2026-09-19T07:59:41Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295670 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๒๑|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ที่ถอยขึ้นไปจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังที่เราได้เห็นมาแล้วในการค้นพบพระราชกฤษฎีกาของพระเพทราชาที่เมืองพัทลุง {{กม|ข3|17}}สำหรับในระหว่างนี้เราอาจแก้ไขเรื่องที่ยังค้นไม่พบเอกสารกฎหมายเก่าซึ่งสาปสูญไปเกือบหมดสิ้นได้โดยอาศัยการพิเคราะห์ค้นคว้าในหนังสือต่าง ๆ ซึ่งชาวต่างประเทศเรียบเรียงขึ้นไว้พลางก่อน, มีหนังสือที่ชาวยุโรปซึ่งเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาแต่งไว้เป็นอาทิ ราชบัณฑิตยสภาได้พิมพ์คำแปลจดหมายเหตุและรายงานต่าง ๆ ซึ่งพวกผู้แทนของบริษัทฝรั่งเศสส่งไปยังตัวการที่กรุงปารีสในรัชชกาลของสมเด็จพระนารายณ์ กับยังได้มีการพิมพ์จดหมายโต้ตอบของพ่อค้าชาวฮอลันดาและชาวอังกฤษซึ่งเข้ามาตั้งอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ในหลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้มีข้อความรู้ซึ่งเกี่ยวกับการพาณิชย์และฐานะในทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในครั้งนั้น ซึ่งนักประวัติศาสตร์ไม่ควรจะละเลยผ่านไปเสีย. นอกจากนี้ยังมีหนังสือกล่าวความทั่วไปต่าง ๆ ซึ่งชาวยุโรปผู้สังเกตเหตุการณ์ได้เขียนขึ้นก็มี อาทิเช่นพวกบาดหลวงและพวกทูต โดยผู้เขียนมีประสงค์จะแนะนำให้ชนร่วมชาติของตนรู้จักประเทศไทย หนังสือที่ควรแก่ความเอาใจใส่ที่สุดและมีประโยชน์ที่สุดสำหรับนักประวัติศาสตร์กฎหมายก็คือหนังสือที่พิมพ์ขึ้นในกรุงปารีส ค.ศ. ๑๖๙๑ (พ.ศ. ๒๒๓๔) ซีมองเดอลาลูแบร์ (Simon de la Loubère) เป็นผู้เรียบเรียงเป็นหนังสือสองเล่มชุด ชื่อว่า “Du Royaume de Siam” ผู้เรียบเรียงหนังสือนี้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ พระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศส ทรงส่งมายังราชสำนักของสมเด็จพระนารายณ์ณประเทศไทยในฐานะเอกอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มเมื่อเดือนมีนาคม {{ตตฉ|ค,ศ.|ค.ศ.}} ๑๖๘๗ (พ.ศ. ๒๒๒๙) เดอลาลูแบร์อยู่ประเทศไทยเป็นเวลาเพียง ๙๙ วัน คือตั้งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๒๓๐ ถึงวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. เดียวกัน แต่ท่านผู้นี้เป็นผู้มีความรู้สูงและเอาใจใส่สืบเสาะและรู้จักแสวงหาความรู้จากหลักฐานที่ดี ๆ จึงเป็นเหตุให้ข้อความต่าง ๆ ที่เขียนแนะนำให้ความรู้ไว้ในหนังสือของท่านนั้นโดยมากเป็นข้อความที่แน่นอนและตรงกับความจริง อนึ่งเนื่องจากเดอลาลูแบร์เป็นนักนิติศาสตร์ด้วย ฉะนั้นโดยเหตุนี้ท่านจึงได้เอาใจใส่ในระเบียบการทางกฎหมายของประเทศไทยยิ่งกว่าผู้แต่งหนังสืออื่น ๆ ในหนังสือของท่านผู้นี้เองที่เราจะสามารถพบข้อชี้แจงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกฎหมายมหาชนและเอกชนในสมัยกรุงศรีอยุธยา. {{มปก}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 1kmgj7ayp1qa68uotojhbxq4rsggyz9 การตรวจชำระและร่างประมวลกฎหมายในกรุงสยาม 0 51806 295780 162253 2026-09-19T09:36:02Z Vesperstelo 11696 295780 wikitext text/x-wiki {{header <!-- ข้อมูลหลัก --> | title = {{PAGENAME}} | year = 2472 | author = กระทรวงยุตติธรรม | editor = | translator = | section = | contributor = | previous = | next = | notes = <!-- ข้อมูลย่อย --> | categories = สารคดี/ความเรียง | portal = ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย }} <pages index="การตรวจชำระและร่าง ปกม ในกรุงสยาม - ยธ - ๒๔๗๒.pdf" include="1"/> {{pb}} <pages index="การตรวจชำระและร่าง ปกม ในกรุงสยาม - ยธ - ๒๔๗๒.pdf" include="2"/> {{pb}} <pages index="การตรวจชำระและร่าง ปกม ในกรุงสยาม - ยธ - ๒๔๗๒.pdf" from="3" to="27"/> ---- {{reflist}} {{pd-th}} 5me1ble7ui66q052sqcrmh9rpal6aaz หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/5 250 66788 295632 294095 2026-09-19T07:36:07Z Vesperstelo 11696 295632 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="4" user="Flamevine" /></noinclude>{{สบร}} {{สถก|{{สนต|สารบาญ}}|200|5}} {{สถก|{{ตลล|ส-a1|บทนำทั่วไป|a1}}|140|5}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-a2|ข้อความทั่วไปซึ่งว่าด้วยความผันแปรเป็นมาของกฎหมาย|a2}}|หน้า|๑|dottext=}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-a3|ประโยชน์ของการสอนประวัติศาสตร์กฎหมาย|a3}}|”|๔|dottext=}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-a4|ข้อความรู้โดยสังเขปเกี่ยวกับกฎหมายของชนชาติสำคัญ ๆ ที่ให้กำเนิดแก่อารยธรรม|a4}}|”|๖|dottext=}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-a5|คุณค่าอันเป็นพิเศษของกฎหมายโรมัน|a5}}|”|๑๒|dottext=}} {{สถก|{{สต|7em}}||5}} {{สถก|{{ตลล|ส-b1|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย <br> ข้อความเบื้องต้น|b1}}|140|5}} {{สถก|{{ตลล|ส-b2|{{ขนอ|120%|บทที่ ๑}} <br> การหาหลักฐานเพื่อประกอบ <br> การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายไทย|b2}}||5}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-b3|๑. ลายจารึก|b3}}|”|๑๖|dottext=}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-b4|๒. เอกสารต่างสมัยกรุงศรีอยุธยา|b4}}|”|๑๙|dottext=}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-b5|๓. ประมวลกฎหมาย จุลศักราช ๑๑๖๖ (พ.ศ. ๒๓๔๗–๒๓๔๘)|b5}}|”|๒๒|dottext=}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-b6|๔. ตัวบทกฎหมายภายหลังการประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑|b6}}|”|๓๔|dottext=}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-b7|๕. หนังสือรวบรวมคำพิพากษา|b7}}|”|๓๖|dottext=}} {{สถก|{{ตลล|ส-c1|{{ขนอ|120%|บทที่ ๒}} <br> เค้ามูลเดิม|c1}}||5}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-c2|๑. จารีตประเพณีเดิมของไทย|c2}}|”|๓๗|dottext=}}<noinclude>{{สบจ}}</noinclude> 0hhh9cf7o2ccfo4mpsuoa9nukgomu46 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/6 250 66789 295633 294096 2026-09-19T07:36:48Z Vesperstelo 11696 295633 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Convoquer" />{{หว|ข|สารบาญ}}{{สต}} {{สบร}}</noinclude>{{สถ2จ11|{{ตลล|ส-c3|๒. อิทธิพลของกฎหมายเขมรและมอญ|c3}}|”|๓๘|dottext=}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-c4|๓. อิทธิพลของกฎหมายฮินดู|c4}}|”|๔๒|dottext=}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-c5|๔. การกำเนิดของกฎหมายไทย|c5}}|”|๔๖|dottext=}} {{สถก|{{ตลล|ส-d1|{{ขนอ|120%|บทที่ ๓}} <br> การแบ่งต่าง ๆ อย่างทั่วไป|d1}}||5}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-d2|๑. การแบ่งสมัยสำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย|d2}}|”|๕{{ปตปต|๕}}|dottext=}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-d3|๒. การแบ่งกฎหมายอย่างเก่าและการแบ่งในคำสอนนี้|d3}}|”|๕{{ปตปต|๙}}|dottext=}} {{สถก|{{สต|7em}}||5}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-e1|มารค ๑๘ ในมนูธรรมศาสตร์|e1}}|”|๖๘|dottext=|class=wst-toc-aux}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-e2|มูลคดีในพระธรรมศาสตร์และในบทกฎหมายสอบกัน|e2}}|”|๖๙|dottext=|class=wst-toc-aux}} {{สบจ}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 1sxajbwj0bzlg1oii1jv4vzf5fdkbyj 295634 295633 2026-09-19T07:37:28Z Vesperstelo 11696 /* Validated */ 295634 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="4" user="Vesperstelo" />{{หว|ข|สารบาญ}}{{สต}} {{สบร}}</noinclude>{{สถ2จ11|{{ตลล|ส-c3|๒. อิทธิพลของกฎหมายเขมรและมอญ|c3}}|”|๓๘|dottext=}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-c4|๓. อิทธิพลของกฎหมายฮินดู|c4}}|”|๔๒|dottext=}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-c5|๔. การกำเนิดของกฎหมายไทย|c5}}|”|๔๖|dottext=}} {{สถก|{{ตลล|ส-d1|{{ขนอ|120%|บทที่ ๓}} <br> การแบ่งต่าง ๆ อย่างทั่วไป|d1}}||5}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-d2|๑. การแบ่งสมัยสำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย|d2}}|”|๕{{ปตปต|๕}}|dottext=}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-d3|๒. การแบ่งกฎหมายอย่างเก่าและการแบ่งในคำสอนนี้|d3}}|”|๕{{ปตปต|๙}}|dottext=}} {{สถก|{{สต|7em}}||5}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-e1|มารค ๑๘ ในมนูธรรมศาสตร์|e1}}|”|๖๘|dottext=|class=wst-toc-aux}} {{สถ2จ11|{{ตลล|ส-e2|มูลคดีในพระธรรมศาสตร์และในบทกฎหมายสอบกัน|e2}}|”|๖๙|dottext=|class=wst-toc-aux}} {{สบจ}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 1uokxxogf4bbu9s18z4tm467k3g25qq หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/28 250 66791 295671 294046 2026-09-19T08:00:17Z Vesperstelo 11696 295671 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Convoquer" />{{หสล|๒๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{ลห|b5|๓. {{สนต|ประมวลบทกฎหมาย <br> จุลศักราช ๑๑๖๖ (พ.ศ. ๒๓๔๗–๒๓๔๘)}}|110}} {{กม|ข3|18}}ณบัดนี้ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งได้ออกประกาศใช้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร. หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาได้ถูกข้าศึกทำลายยับเยินลง และนครหลวงของประเทศไทยได้ย้ายลงมาตั้งณกรุงเทพฯ แล้ว บทกฎหมายที่ใช้กันอยู่ในครั้งนั้นก็ยังต้องอาศัยเอกสารกฎหมายต่าง ๆ ที่เหลือรอดพ้นมาได้จากการทำลายนั้นอยู่อีกเป็นเวลานาน และเป็นที่แน่ว่าเอกสารกฎหมายเหล่านี้จะได้ลอกคัดกันเนือง ๆ มาเพื่อสำนองความต้องการของศาล. เอกสารที่ว่านี้คงจะบรรจุไว้แต่เพียงส่วนน้อยของตัวบทกฎหมายที่ได้ใช้อยู่ในขณะกรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึก ตามพระราชกำหนดใหม่ ข้อที่ ๒๘ กล่าวว่าบทกฎหมายเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยาได้สูญไปมาก, ในบทกฎหมายเก้าหรือสิบส่วนจะมีคงเหลืออยู่ก็แต่เพียงส่วนเดียวเท่านั้น เพื่อแก้ไขกำจัดความบกพร่องอันนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้ทรงทำการวินิจฉัยต่าง ๆ ในทางกฎหมายไว้ โดยทรงอาศัยมูลอำนาจอธิปไตยของพระองค์เองบ้าง ทรงอาศัยหลักฐานที่ได้จากการสืบสวนฟังคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ มีอาทิผู้ได้เคยอยู่ในคณะตุลาการศาลแต่ครั้งเดิม ๆ มาบ้าง อย่างไรก็ดีกฎหมายสมัยกรุงรัตนโกสินทรในครั้งนั้นยังคงอาศัยบทกฎหมายต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยาเป็นบรรทัดฐานสำคัญอยู่ แต่มีข้อที่ควรสังเกตว่ากฎหมายครั้งกรุงศรีอยุธยานั้นอย่างน้อยก็ได้มีบางส่วนที่มิได้มีความกลมเกลียวตรงกันกับความคิดเห็นจารีตประเพณีและความต้องการใหม่ ๆ ที่ได้เกิดมีขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทรนั้น บรรดาบัญญัติของกฎหมายที่เห็นกันว่าถูกต้องดีแล้วในครั้งก่อนโน้น ครั้นมาในครั้งนี้ผู้ที่มีความคิดสุขุมละเอียดยิ่งขึ้นอาจเห็นไปว่าบัญญัตินั้น ๆ เกิดขัดไม่ถูกต้องกับหลักความยุตติธรรมก็ได้ ความไม่ถูกตรงกันระหว่างบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรเดิมกับความคิดเห็นในชั้นใหม่ครั้งนั้นได้เป็นที่ปรากฏขึ้น มีอาทิในคดีฟ้องหย่าเรื่องหนึ่งซึ่งอำแดงป้อมฟ้องหย่าขาดจากนายบุญศรีช่างเหล็กหลวง นายบุญศรีได้ต่อสู้คดีไม่ยอมให้มีการบังคับให้หย่า โดยอ้างว่าอำแดงป้อมภรรยาของตนได้ทำชู้กับนายราชาอรรถ แต่ศาลได้พิพากษาให้การสมรสขาดจากกันได้ตามที่อำแดงป้อมฟ้อง โดยอาศัย<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> fcl7etp8sh9fuknx90hdf27qtpjonxs หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/29 250 66792 295672 294048 2026-09-19T08:01:09Z Vesperstelo 11696 295672 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Convoquer" />{{หสล|๒๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>การพิจารณาคดีตามบัญญัติแห่งบทกฎหมายบทหนึ่งซึ่งมีความว่า “ชายหาผิดมิได้ หญิงขอหย่า ท่านว่าเป็นหญิงหย่าชาย หย่าได้” นายบุญศรีได้นำเอาคดีขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ทรงเห็นด้วยตามฎีกาว่าความจริงคำพิพากษาของศาลนั้นเป็นการขัดกับหลักความยุตติธรรม พระองค์ทรงสงสัยฉะบับกฎหมายที่ศาลได้ยกขึ้นใช้ว่าจะเป็นฉะบับที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน จึงมีพระบรมราชโองการให้เทียบข้อความในฉะบับกฎหมายที่ศาลยกมาใช้กับข้อความในฉะบับกฎหมายอีกสองฉะบับ ซึ่งฉะบับหนึ่งรักษาไว้หอสมุดของหลวง อีกฉะบับหนึ่งณข้างที่ แต่การเทียบนี้ก็คงทำให้เห็นว่าตัวบทในเอกสารกฎหมายทั้งสามฉะบับนั้นมีความถูกต้องตรงกัน มิได้คลาดเคลื่อนกันแต่อย่างใด ดังนี้จึงทำให้เป็นที่เห็นว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายที่มิได้เป็นการเหมาะสมกับสภาพของจารีตประเพณีที่มีอยู่ในครั้งนั้น. เนื่องจากการร้องถวายฎีกาของนายบุญศรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินจึ่งมีพระราชโองการตรัสให้จัดการตรวจชำระสะสางโดยทั่วไปซึ่งบรรดาบทกฎหมายทั้งปวงที่มีอยู่ในหอหลวงนั้นเมื่อจุลศักราช ๑๑๖๖ (พ.ศ. ๒๓๔๗) พระองค์ได้ทรงมอบหน้าที่การตรวจชำระบทกฎหมายในครั้งนั้นแก่กรรมการคณะหนึ่งรวม ๑๑ นาย เป็นอาลักษณ์ ๔ นาย ลูกขุน ๓ นาย และราชบัณฑิตย์ ๔ นาย {{กม|ข3|19}}เพื่อประกอบการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมาย เป็นการจำเป็นที่จะต้องทราบให้แน่ชัดถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจชำระบทกฎหมายว่าบุคคลเหล่านี้ได้รับอำนาจให้ทำการปรับปรุงหรือตัดทอนลงเช่นใดบ้างแก่ตัวบทกฎหมายซึ่งตนได้รับมอบหมายมาให้ทำการตรวจ ในประกาศพระราชปรารภซึ่งปรากฏอยู่ในเบื้องต้นของกฎหมายฉะบับหลวงทุกฉะบับที่ได้จัดทำขึ้นเนื่องจากการตรวจชำระครั้งนั้น และซึ่งในต่อมาก็ได้คัดมาไว้ในเบื้องต้นของฉะบับพิมพ์ มีข้อความกล่าวถึงแนวซึ่งกำหนดไว้ให้แก่คณะกรรมการเป็นเนื้อความดังนี้ “ให้กรรมการชำระพระราชกำหนดบทพระไอยการอันมีอยู่ในหอหลวง ตั้งแต่พระธรรมศาสตร์ไป ให้ถูกถ้วนตามบาลีและเนื้อความ มิให้ผิดเพี้ยนซ้ำกันได้ จัดเป็นหมวดเป็นเหล่าเข้าไว้ แล้วทรงชำระดัดแปลงซึ่งบทอันวิปลาดนั้นให้ชอบโดยยุตติธรรมไว้.” พิเคราะห์ตามข้อความสำคัญตอนนี้แล้วจะเห็นได้ว่าคณะกรรมการมีหน้าที่สำคัญในอันที่จะจัดวางลำดับตัวบทกฎหมายที่มีอยู่แล้วให้เข้าระเบียบ กับตัดทอนส่วนที่ซ้ำกัน<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> dydml0fe7f3qrqf8xj7q21siiib0ijl หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/3 250 66796 295784 294153 2026-09-19T09:38:19Z Vesperstelo 11696 295784 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Convoquer" /></noinclude>{{สบร}} {{สถก|{{สนต|สารบาญ}}|200|5}} {{สถข|หน้า|5}} {{สถ21 |{{ลห|ส-a1|หมวด ๑ <br> ข้อความทั่วไป|120|a1}} |<br>๑ }} {{สถ111 |๑. |{{ตลล|ส-a2|กรรมสิทธิ์ที่ดิน|a2}} |๒ }} {{สถ111 |๒. |{{ตลล|ส-a3|ระบอบที่ดินของชนเชื้อชาติไทยนอกประเทศไทย|a3}} |๖ }} {{สถ21 |{{ลห|ส-b1|หมวด ๒ <br> ลักษณะสำคัญแห่งระบอบที่ดินในสมัยกรุงศรีอยุธยา|120|b1}} |<br>๑๓ }} {{สถ111 |๑. |{{ตลล|ส-b2|พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของที่ดินแต่ผู้เดียว|b2}} |๑๕ }} {{สถ111 |๒. |{{ตลล|ส-b3|ห้ามการซื้อขายที่ดิน|b3}} |๒๒ }} {{สถ111 |๓. |{{ตลล|ส-b4|เจ้าของขาดสิทธิได้ง่าย|b4}} |๒๕ }} {{สถ21 |{{ลห|ส-c1|หมวด ๓ <br> หนังสือสำคัญ|120|c1}} |<br>๓๒ }} {{สถ111 |๑. |{{ตลล|ส-c2|สมัยกรุงศรีอยุธยา|c2}} |๓๒ }} {{สถ111 |๒ |{{ตลล|ส-c3|สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก่อนการออกโฉนดแผนที่|c3}} |๓๗ }} {{สถ111 |๓. |{{ตลล|ส-c4|การเปลี่ยนแปลงระบอบในรัชชกาลที่ ๕|c4}} |๔๒ }} {{สถ21 |{{ลห|ส-d1|หมวด ๔ <br> การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน|120|d1}} |<br>๕๐ }} {{สถ111 |๑. |{{ตลล|ส-d2|การจอง|d2}} |๕๐ }} {{สถ111 |๒. |{{ตลล|ส-d3|การรับพระราชทาน|d3}} |๕๗ }} {{สถ111 |๓. |{{ตลล|ส-d4|การซื้อขาย|d4}} |๕๘ }} {{สถ111 |๔. |{{ตลล|ส-d5|การให้และการแลกเปลี่ยน|d5}} |๖๑ }}<noinclude>{{สบจ}} {{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 3n8r8m62buqjcuehr0jpspy401qpfyd 295785 295784 2026-09-19T09:38:32Z Vesperstelo 11696 /* Validated */ 295785 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="4" user="Vesperstelo" /></noinclude>{{สบร}} {{สถก|{{สนต|สารบาญ}}|200|5}} {{สถข|หน้า|5}} {{สถ21 |{{ลห|ส-a1|หมวด ๑ <br> ข้อความทั่วไป|120|a1}} |<br>๑ }} {{สถ111 |๑. |{{ตลล|ส-a2|กรรมสิทธิ์ที่ดิน|a2}} |๒ }} {{สถ111 |๒. |{{ตลล|ส-a3|ระบอบที่ดินของชนเชื้อชาติไทยนอกประเทศไทย|a3}} |๖ }} {{สถ21 |{{ลห|ส-b1|หมวด ๒ <br> ลักษณะสำคัญแห่งระบอบที่ดินในสมัยกรุงศรีอยุธยา|120|b1}} |<br>๑๓ }} {{สถ111 |๑. |{{ตลล|ส-b2|พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของที่ดินแต่ผู้เดียว|b2}} |๑๕ }} {{สถ111 |๒. |{{ตลล|ส-b3|ห้ามการซื้อขายที่ดิน|b3}} |๒๒ }} {{สถ111 |๓. |{{ตลล|ส-b4|เจ้าของขาดสิทธิได้ง่าย|b4}} |๒๕ }} {{สถ21 |{{ลห|ส-c1|หมวด ๓ <br> หนังสือสำคัญ|120|c1}} |<br>๓๒ }} {{สถ111 |๑. |{{ตลล|ส-c2|สมัยกรุงศรีอยุธยา|c2}} |๓๒ }} {{สถ111 |๒. |{{ตลล|ส-c3|สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก่อนการออกโฉนดแผนที่|c3}} |๓๗ }} {{สถ111 |๓. |{{ตลล|ส-c4|การเปลี่ยนแปลงระบอบในรัชชกาลที่ ๕|c4}} |๔๒ }} {{สถ21 |{{ลห|ส-d1|หมวด ๔ <br> การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน|120|d1}} |<br>๕๐ }} {{สถ111 |๑. |{{ตลล|ส-d2|การจอง|d2}} |๕๐ }} {{สถ111 |๒. |{{ตลล|ส-d3|การรับพระราชทาน|d3}} |๕๗ }} {{สถ111 |๓. |{{ตลล|ส-d4|การซื้อขาย|d4}} |๕๘ }} {{สถ111 |๔. |{{ตลล|ส-d5|การให้และการแลกเปลี่ยน|d5}} |๖๑ }}<noinclude>{{สบจ}} {{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> tf36bbvxx2p8bl9s8krgfw5eg8gm5f5 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/4 250 66797 295786 294155 2026-09-19T09:39:33Z Vesperstelo 11696 295786 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Convoquer" />{{หว|ข|สารบาญ}}{{สต}} {{สบร}}</noinclude>{{สถ111 |๕. |{{ตลล|ส-d6|การจำนำ การขายฝาก และการจำนอง|d6}} |๖๓ }} {{สถ111 |๖. |{{ตลล|ส-d7|การได้มาทางมฤดก|d7}} |๗๒ }} {{สถ21 |{{ลห|ส-e1|หมวด ๕ <br> การสิ้นสุดกรรมสิทธิ์|120|e1}} |<br>๗๔ }} {{สถ111 |๑. |{{ตลล|ส-e2|การเวนคืน|e2}} |๗๔ }} {{สถ111 |๒. |{{ตลล|ส-e3|การบังคับซื้อ|e3}} |๗๕ }} {{สถ111 |๓. |{{ตลล|ส-e4|การละทิ้ง|e4}} |๘๒ }} {{สถ111 |๔. |{{ตลล|ส-e5|อายุความ|e5}} |๘๗ }} {{สบจ}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 6219npmdclh3njpjchzqwuytyz8460h 295787 295786 2026-09-19T09:39:53Z Vesperstelo 11696 /* Validated */ 295787 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="4" user="Vesperstelo" />{{หว|ข|สารบาญ}}{{สต}} {{สบร}}</noinclude>{{สถ111 |๕. |{{ตลล|ส-d6|การจำนำ การขายฝาก และการจำนอง|d6}} |๖๓ }} {{สถ111 |๖. |{{ตลล|ส-d7|การได้มาทางมฤดก|d7}} |๗๒ }} {{สถ21 |{{ลห|ส-e1|หมวด ๕ <br> การสิ้นสุดกรรมสิทธิ์|120|e1}} |<br>๗๔ }} {{สถ111 |๑. |{{ตลล|ส-e2|การเวนคืน|e2}} |๗๔ }} {{สถ111 |๒. |{{ตลล|ส-e3|การบังคับซื้อ|e3}} |๗๕ }} {{สถ111 |๓. |{{ตลล|ส-e4|การละทิ้ง|e4}} |๘๒ }} {{สถ111 |๔. |{{ตลล|ส-e5|อายุความ|e5}} |๘๗ }} {{สบจ}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 4ygo2ihwse6k87h275ko6i4fj4qww7a หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/1 250 66799 295781 294151 2026-09-19T09:37:03Z Vesperstelo 11696 295781 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Convoquer" /></noinclude>{{ก|มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง|140}} {{ก|คำสอนชั้นปริญญาโท|200}} {{ก|พุทธศักราช ๒๔๘๓|140}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย|200}} {{ก|(กฎหมายเอกชน)|120}} {{ก|กฎหมายที่ดิน|180}} {{ก|โดย}} {{ก|ร. แลงกาต์|140}} {{ก|ด๊อกเตอร์กฎหมายฝรั่งเศส}}<noinclude></noinclude> jz9z5351mpgw00cdf9ae60b5u7kmvc7 295782 295781 2026-09-19T09:37:16Z Vesperstelo 11696 /* Validated */ 295782 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="4" user="Vesperstelo" /></noinclude>{{ก|มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง|140}} {{ก|คำสอนชั้นปริญญาโท|200}} {{ก|พุทธศักราช ๒๔๘๓|140}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย|200}} {{ก|(กฎหมายเอกชน)|120}} {{ก|กฎหมายที่ดิน|180}} {{ก|โดย}} {{ก|ร. แลงกาต์|140}} {{ก|ด๊อกเตอร์กฎหมายฝรั่งเศส}}<noinclude></noinclude> 1x1zd67xq86yu5d7kbra6uf529mwhb3 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/5 250 66801 295788 294157 2026-09-19T09:40:25Z Vesperstelo 11696 295788 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Convoquer" /></noinclude>{{กสต|คำนำ|140}} ในการบรรยายประวัติศาสตร์กฎหมายระบอบที่ดิน มีบางตอนซึ่งข้าพเจ้าจำเป็นจะต้องบุกรุกเข้าไปในเขตต์คำสอนของท่านอาจารย์ผู้สอนกฎหมายปัจจุบัน โดยข้าพเจ้าไม่มีช่องที่จะเว้นได้ เพราะเรื่องที่ดินนี้ กฎหมายเก่ามีอายุยืดเวลานานจนถึงสมัยปัจจุบัน แต่วัตถุประสงค์ของนักประวัติศาสตร์ไม่เหมือนวัตถุประสงค์ของอาจารย์ผู้สอนกฎหมายปัจจุบัน และวิธีสอนก็ผิดกัน เพราะอาจารย์ผู้สอนกฎหมายปัจจุบันมุ่งจะให้อธิบายกฎหมายในทางที่เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติ จึงพยายามที่จะแปลบทกฎหมายออกให้มีผลทันสมัยและเหมาะสมแก่ความต้องการของบุคคลในสมัยปัจจุบัน แต่ส่วนนักประวัติศาสตร์ตรงกันข้าม พยายามนำเอาข้อความเดิมของบทกฎหมายมาให้ปรากฏ เพื่อแสดงให้นักศึกษาเห็นถึงการผันแปรของกฎหมายแต่สมัยเก่าจนสมัยเรานี้ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่าผู้สอนกฎหมายปัจจุบันดำเนินคำสอนในทางที่จะทำให้นักศึกษาผู้ฟังสามารถไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าได้ แต่นักประวัติศาสตร์ดำเนินคำสอนในทางที่จะทำให้นักศึกษารู้ถึงวิธีต่าง ๆ ที่เคยใช้มาแต่ก่อนเพื่อตัดปัญหาและระงับข้อขัดข้องในอดีตกาล ซึ่งวิชาทั้งสองนี้ประกอบกันทำให้นักศึกษามีความรู้กว้างขวาง แต่โดยเหตุที่คำสอนดำเนินไปคนละแง่คนละทางดั่งนี้ การตีความในกฎหมายบทเดียวกันจึงอาจผิดแผกไปได้เป็นธรรมดา เช่นเมื่ออาจารย์ผู้สอนกฎหมายหรือผู้พิพากษาในสมัยของเรายกบทกฎหมายที่ตราขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา มาอธิบายในคำสอนหรือใช้ปรับคดีความ ท่านเหล่านี้ย่อมไม่อ่านดูบทกฎหมายเช่นอย่างคนในสมัยโน้น เพราะความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนเปลี่ยนไปหมด ทั้งบทกฎหมายที่ยกมานั้น ในสมัยที่ตราขึ้น รวมเข้าอยู่กับบทกฎหมายอื่น ๆ ที่ประกอบเป็นระบอบอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่เมื่อยกมาใช้ต่างหากโดยบทกฎหมายอื่น ๆ นั้นเลิกไม่ใช้เสียนานแล้ว ความเดิมก็ย่อมไม่ปรากฏติดพันธ์อยู่ต่อไป แต่ฝ่ายนักประวัติศาสตร์พากเพียรที่จะรื้อฟื้นกฎหมายเก่าพร้อมด้วยระบอบเดิมโดยอาศัยความคิดเห็น ลัทธิธรรมเนียม และบรรดาบทกฎหมายที่ใช้ในเวลานั้น ฉะนั้นหากการตีความของข้าพเจ้าผิดกับคำวินิจฉัยของศาลหรือคำอธิบายของอาจารย์ผู้สอน ขออย่าพึงถือว่าเป็นการติเตียนหรือคัดค้าน เพราะความผิดกันนั้นอาจเนื่องมาจากการใช้วิธีอันต่างกัน {{มปก}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> me5kz954if49qdwzeqjq3qh1wsqiz8x หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/6 250 66802 295789 294159 2026-09-19T09:41:00Z Vesperstelo 11696 295789 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Convoquer" />{{ก|ข}} {{สต}}</noinclude>อนึ่งข้าพเจ้าขอตักเตือนนักศึกษาตามที่ได้กล่าวไว้ในคำสอนปี พ.ศ. ๒๔๗๘ และคำนำคำสอนปี ๒๔๘๐ ว่า “ความเห็นที่ข้าพเจ้ากล่าวในคำสอนนี้ โดยมากก็เป็นแต่ข้อสันนิษฐานซึ่งข้าพเจ้าพร้อมอยู่ที่จะสละทิ้งเสียหรือที่จะแก้ไขเพิ่มเติมในเมื่อมีผู้ชี้ให้เห็นข้อสันนิษฐานอื่นที่ดีและมีน้ำหนักกว่า ฉะนั้นนักศึกษาผู้ฝักใฝ่ในประวัติศาสตร์กฎหมายไทยอย่าได้เอาคำสอนนี้ไปโดยมิได้ไตร่ตรองให้เห็นชอบแท้แน่แก่ใจเสียก่อน ตรงกันข้ามข้าพเจ้าใคร่ให้นักศึกษาพึงพิจารณาและออกความเห็นโต้แย้งซึ่งกันและกัน เพื่อพิศูจน์ความถูกต้องในความเห็นที่ข้าพเจ้าแสดงไว้ ถ้าหากผู้ใดมีความเห็นแย้งความเห็นของข้าพเจ้าส่วนใดแล้ว ก็ขอได้ชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบด้วย” ฉะเพาะประวัติศาสตร์ระบอบที่ดิน คำกล่าวนี้เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะระบอบที่ดินหาเกี่ยวกับกฎหมายเอกชนอย่างเดียวไม่ แต่เกี่ยวกับวิธีปกครองบ้านเมือง วิธีเก็บเงินภาษีอากร กับระบอบทางเศรษฐกิจด้วย การศึกษาจึงต้องพึงอาศัยการค้นคว้าในวิชาต่าง ๆ ย่อมเป็นธรรมดาที่จะหาความจริงจังได้ยาก ฉะนั้นควรถือเอาความเห็นของข้าพเจ้านี้เป็นแต่ข้อสันนิษฐานไว้ก่อน เมื่อมีการค้นคว้าในภายหน้าแล้วได้หลักฐานใหม่ จึงจะรู้ได้ว่าควรถือเป็นความจริงต่อไปเพียงไร. {{กก|{{ขนอ|120%|ร. แลงกาต์}} <br> ศาลอุทธรณ์ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๔๘๓|center}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 8se44to5zti8gyrui2b2x0e9e37o9zg 295790 295789 2026-09-19T09:41:13Z Vesperstelo 11696 295790 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Convoquer" />{{ก|ข}} {{สต}}</noinclude>อนึ่งข้าพเจ้าขอตักเตือนนักศึกษาตามที่ได้กล่าวไว้ในคำสอนปี พ.ศ. ๒๔๗๘ และคำนำคำสอนปี ๒๔๘๐ ว่า “ความเห็นที่ข้าพเจ้ากล่าวในคำสอนนี้ โดยมากก็เป็นแต่ข้อสันนิษฐานซึ่งข้าพเจ้าพร้อมอยู่ที่จะสละทิ้งเสียหรือที่จะแก้ไขเพิ่มเติมในเมื่อมีผู้ชี้ให้เห็นข้อสันนิษฐานอื่นที่ดีและมีน้ำหนักกว่า ฉะนั้นนักศึกษาผู้ฝักใฝ่ในประวัติศาสตร์กฎหมายไทยอย่าได้เอาคำสอนนี้ไปโดยมิได้ไตร่ตรองให้เห็นชอบแท้แน่แก่ใจเสียก่อน ตรงกันข้ามข้าพเจ้าใคร่ให้นักศึกษาพึงพิจารณาและออกความเห็นโต้แย้งซึ่งกันและกัน เพื่อพิศูจน์ความถูกต้องในความเห็นที่ข้าพเจ้าแสดงไว้ ถ้าหากผู้ใดมีความเห็นแย้งความเห็นของข้าพเจ้าส่วนใดแล้ว ก็ขอได้ชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบด้วย” ฉะเพาะประวัติศาสตร์ระบอบที่ดิน คำกล่าวนี้เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะระบอบที่ดินหาเกี่ยวกับกฎหมายเอกชนอย่างเดียวไม่ แต่เกี่ยวกับวิธีปกครองบ้านเมือง วิธีเก็บเงินภาษีอากร กับระบอบทางเศรษฐกิจด้วย การศึกษาจึงต้องพึงอาศัยการค้นคว้าในวิชาต่าง ๆ ย่อมเป็นธรรมดาที่จะหาความจริงจังได้ยาก ฉะนั้นควรถือเอาความเห็นของข้าพเจ้านี้เป็นแต่ข้อสันนิษฐานไว้ก่อน เมื่อมีการค้นคว้าในภายหน้าแล้วได้หลักฐานใหม่ จึงจะรู้ได้ว่าควรถือเป็นความจริงต่อไปเพียงไร. {{กข|{{ขนอ|120%|ร. แลงกาต์}} <br> ศาลอุทธรณ์ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๔๘๓|center}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 52rrrvcqlh4rc0pdsnpmf0w4grsoezd หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/2 250 66803 295783 294161 2026-09-19T09:37:33Z Vesperstelo 11696 /* Without text */ 295783 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="0" user="Vesperstelo" /></noinclude><noinclude></noinclude> pmak7u4trln2sfl8ulkswxmwsv9bd1k หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/7 250 66804 295791 294165 2026-09-19T09:41:43Z Vesperstelo 11696 295791 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Convoquer" /></noinclude>{{ลห|a1|{{ขนอ|200%|{{สนต|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}}} <br> {{ขนอ|120%|{{สนต|ระบอบที่ดิน}}}} <br> {{ขนอ|140%|หมวด ๑}} <br> {{ขนอ|120%|{{สนต|ข้อความทั่วไป}}}} }} {{กม|ข3|1}}ตามกฎหมายเก่าหาแบ่งแยกทรัพย์เป็นสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ เช่นกฎหมายปัจจุบันไม่ แต่แบ่งแยกเป็นวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์ คือทรัพย์ที่มีชีวิตและทรัพย์ที่ปราศจากชีวิต การแบ่งแยกนี้ปรากฏอยู่ครั้งแรกในคัมภีร์ธรรม{{ตตฉ|สัตถา|สัตถำ}}เก่าที่ใช้กันในประเทศรามัญและพะม่า นักนิติศาสตร์มอญเป็นผู้คิดตั้งโดยเอามูลมาจากพระคัมภีร์ในพระพุทธศาสนา<ref>ฝ่ายธรรมศาสตร์ฮินดูแบ่งแยกทรัพย์เป็น สฺถาวร คือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้ และ ชงฺคม หรือ ธน คือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ แต่ความจริงการแบ่งนี้เป็นมูลเดิมแห่งการที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา โดยถือเอาว่าทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ก็เป็นทรัพย์ที่มีชีวิต</ref> แต่การแบ่งนี้มีลักษณะไปในทางศาสนาและศีลธรรมมากกว่าอื่น จึงไม่ค่อยมีผลอย่างไรในทางกฎหมาย ข้อที่กฎหมายในครั้งกรุงศรีอยุธยารับรู้การแบ่งประเภททรัพย์นี้แต่อย่างเดียว ไม่คิดที่จะเอาที่ดินเป็นประเภททรัพย์ต่างหากนั้น ส่อให้เห็นว่าในสมัยนั้นไม่นับที่ดินว่าเป็นทรัพย์สำคัญในกองสมบัติของบุคคลเช่นในสมัยปัจจุบัน ในสายตาของผู้เป็นเจ้าของ ที่ดินไม่มีราคามากกว่าทาษกรรมกร ปสุสัตว์ สัตว์พาหนะ และเงินทองรูปพรรณซึ่งเป็นของตนด้วย การถือกันดังกล่าวมานี้หาใช่เพราะเหตุที่คนไทยโบราณไม่รู้จักคุณค่าของที่ดินในทางเศรษฐกิจไม่ ปวงชนชาวไทยตั้งแต่โบราณกาลมาพึ่ง{{ปตปต|พา}}อาศัยกสิกรรมเป็นพื้นในการเลี้ยงชีพ จึงเห็นแจ้งประจักษ์ถึงประโยชน์แห่งที่ดิน การที่ถือกันว่าไม่เป็นทรัพย์สำคัญในกองสมบัติของบุคคล ก็เนื่องมาจากความคิดเห็นเรื่องสิทธิของผู้เป็นเจ้าของ {{มปก}}<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 23ds3uutbhixmgton8mome2mue9o0w3 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/8 250 66805 295792 294167 2026-09-19T09:42:26Z Vesperstelo 11696 295792 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Convoquer" />{{หสล|๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{ลห|a2|๑. {{สนต|กรรมสิทธิ์ที่ดิน}}|120}} {{กม|ข3|2}}ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ว่า “เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตน และได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย” สิทธิของเจ้าของตามที่วิเคราะห์มานี้ ถ้าพูดถึงเจ้าของสังหาริมทรัพย์ มนุษย์รับรู้กันทั่วไปแต่นมนาน แม้ขนบธรรมเนียมชุมนุมชนอนารยหรือพวกคนป่าที่ล้าหลังที่สุดยังรับรองกรรมสิทธิ์ของบุคคลในสิ่งของบางอย่าง เช่นอาวุธ เครื่องมือ สัตว์พาหนะ เครื่องประดับประดา เป็นต้น ผู้เป็นเจ้าของมีสิทธิใช้และจำหน่ายแต่ผู้เดียว และมีสิทธิทำลายได้ตามอำเภอใจ ทั้งมีสิทธิติดตามได้จากผู้ที่ลักไป ดุจเดียวกันกับสมัยปัจจุบัน แต่ส่วนที่ดินนั้น สิทธิของเจ้าของได้เปลี่ยนแปลงตามชั้นแห่งความเจริญของชุมนุมชน วิธีเลี้ยงชีพ และระบอบการเมือง กฎหมายประเพณีเรื่องที่ดินจึงมีลักษณะต่างกันตามกาลสมัยและประเทศชาติ พวกคนป่าบางพวกไม่รู้เรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินเลย เช่นพวกที่หาเลี้ยงชีพโดยการล่าสัตว์หรือการเก็บผลไม้ป่า ถือว่าที่ดินเป็นของกลาง ไม่มีใครหวงห้ามเป็นของตนโดยฉะเพาะได้ ในพวกที่หาเลี้ยงชีพโดยเลี้ยงปสุสัตว์และที่ท่องเที่ยวไปไม่ตั้งรกรากอยู่คงที่ แม้จะเป็นพวกที่เข้ามาสู่ความเจริญบ้างแล้ว เช่นพวกมองโกลและอาหรับก็ดี ที่ดินยังไม่มีเจ้าของ ยังเป็นของกลางอยู่ ต่อเมื่อมีชุมนุมชนอาศัยการเพาะปลูก จึงเกิดมีผู้เป็นเจ้าของที่ดิน แต่ในดั้งเดิมที่ดินไม่ตกเป็นของบุคคลแต่ละคน แต่ตกเป็นของชาติกุล<ref>คำชาติกุลนี้ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากรใช้เพื่อแปลคำอังกฤษ tribe ในบทประพันธ์ “วิชาการเมือง” อันรวบรวมอยู่ในหนังสือ “ศัพท์สนธิสัญญาและการเมือง” ข้าพเจ้าจึงยืมมาใช้ในคำสอน บทประพันธ์นี้อธิบายถึงขั้นแห่งความเจริญของมนุษย์ นักศึกษาควรอ่านประกอบกับคำสอนหมวดนี้ด้วย.</ref> ร่วมกัน และแบ่งปันกันในระหว่างครัวเรือนเป็นระยะสั้น ๆ โดยมากทุกปี ในกาลต่อมาวิธีเพาะปลูกดีขึ้น ผู้ทำต้องการยึดถือที่ดินนานกว่าแต่ก่อน การแบ่งปันจึงค่อย ๆ ขยายเวลาทำกันเป็นเวลานานขึ้น จนในที่สุดก็เลิกเสียทีเดียว ที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของครอบครัว หัวหน้าครอบครัวเป็นผู้ถือในนามของสมาชิกทั้งหลาย หัวหน้าไม่มีสิทธิโอนให้แก่ใคร เพราะเป็นสมบัติของหมู่ แต่<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> oq7ewb1dfjvuygehsy4zafnsh89kmxk หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/9 250 68467 295793 294169 2026-09-19T09:42:55Z Vesperstelo 11696 295793 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>นอกจากนี้หัวหน้ามีอำนาจมาก โดยเป็นผู้ตัดสินเด็ดขาดเรื่องการใช้ประโยชน์ในที่ทุกประการ ในกาลต่อมาอำนาจของหัวหน้าเสื่อมลง เพราะการที่ครอบครัวรวมเป็นชาติกุลนั้นสนิทแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ชาติกุลมีประมุขอันมีอำนาจเหนือประดาหัวหน้าครอบครัว ในตอนต้นอำนาจของประมุขยังอ่อนแออยู่ เป็นแต่หัวหน้าผู้หนึ่งซึ่งมีกำลังบริวารมากกว่าผู้อื่น แต่ในประเทศชาติที่เจริญ อำนาจของประมุขนั้นกว้างขวางมั่นคงขึ้นเป็นลำดับ และสามารถที่จะตั้งลูกหลานสืบกันต่อไปได้ เป็นเหตุให้อำนาจของหัวหน้าครอบครัวหย่อนลง ในบางแห่งประมุขเข้าสวมสิทธิของหัวหน้าครอบครัวได้บางประการโดยถือชาติกุลเสมือนหนึ่งว่าเป็นครอบครัวของตน และปกครองบ้านเมืองตามอย่างหัวหน้าบริหารกิจการแห่งครอบครัว ประมุขจึงได้เป็นผู้ถือที่ดินอยู่ในบังคับบัญชาของตนแต่ผู้เดียวแทนหัวหน้าทั้งหลาย ต่อมาเมื่อชาติกุลรวมเป็นประเทศชาติใหญ่ การปกครองหนักแน่นยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้อำนาจของครอบครัวโทรมลงไปอีก และบุคคลแต่ละคนเริ่มมีสิทธิโดยฉะเพาะ ในชุมนุมชนที่ยังถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันของครอบครัว หัวหน้าไม่มีอำนาจเด็ดขาดเหมือนแต่ก่อน ต้องปรึกษาสมาชิกผู้อื่น และบางทีก็ต้องยอมแบ่งปันที่ดินให้แก่สมาชิกด้วย กรรมสิทธิ์ของเอกชนจึงแพร่หลายขึ้น {{กม|ข3|3}}แต่กรรมสิทธิ์ที่เกิดขึ้นนี้มีลักษณะต่างกันกับกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์เป็นอันมาก ทั้งนี้ก็เพราะเหตุหลายประการ ในเบื้องต้นที่ดินมีมากและคนยังมีน้อย ฉะนั้นหากใคร ๆ ต้องการที่เพื่อปลูกเรือนหรือทำการเพาะปลูก ก็มีแต่จะไปหาที่ในป่า แล้วแผ้วถางโก่นสร้าง ที่จึงเป็นของตน แต่ทว่าถ้าเจ้าของอพยพออกจากที่หรือเลิกทำประโยชน์เสียแล้ว ที่ก็กลับเป็นของกลาง ผู้หนึ่งผู้ใดจะเข้าทำต่อไปอีกก็ได้ ในสมัยโบราณกรรมสิทธิ์ไม่แยกออกจากการครอบครอง เจ้าของต้องเป็นผู้อยู่หรือผู้ทำ แลมีสิทธิหวงห้ามที่ได้แต่เมื่ออยู่หรือเมื่อทำ โดยเหตุนี้เองที่ดินจึงไม่เป็นสาระสำคัญในกองสมบัติของบุคคล ทรัพย์ที่เป็นสาระสำคัญก็คือทาษกรรมกร ช้างม้าโคกระบือ และสิ่งของทองเงินที่ติดไปกับผู้เป็นเจ้าของและอยู่ใต้อำนาจของเจ้าของเด็ดขาด กับทั้งเป็นทรัพย์ที่ทำให้เจ้าของสามารถได้ผลประโยชน์จากที่ดินด้วย ฉะนั้นบุคคลผู้หนึ่งหามั่งมีเพราะมีไร่นาเรือกสวนเนื้อที่ใหญ่ไม่ แต่เพราะมีกำลังเพียงพอทำได้เต็มเนื้อที่ กล่าวคือมีแรงงานทาษกรรมการและเงินทองเป็นอันมาก เมื่อเป็นดังนี้จึงไม่เป็นการประหลาดแต่อย่างใดที่กฎหมายเก่าของไทยในบางแห่งระบุทรัพย์ต่าง ๆ ที่รวมเป็นกองสมบัติ<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> f8zoqvs82tmdk8psgk0rexwn43vzciq หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/10 250 68468 295794 294171 2026-09-19T09:44:13Z Vesperstelo 11696 295794 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ของบุคคลโดยมิได้บ่งถึงที่ดินเลย ความจริงที่ดินไม่มีราคาในตัวเอง แต่ผลที่เก็บเกี่ยวได้จากที่ดินตกอยู่ในกองสมบัติของบุคคลมากกว่าเนื้อที่ดินเอง ต่อเมื่อกรรมสิทธิ์แยกออกจากการครอบครองแล้ว ที่ดินจึงเริ่มเป็นทรัพย์สินอันมีคุณค่าต่างหากจากผลประโยชน์ที่ทำได้ แต่ถึงกระนั้นก็ดีสิทธิในที่ดินยังไม่เหมือนสิทธิในสังหาริมทรัพย์ เพราะสมัยที่มนุษย์รวมตั้งเป็นชุมนุมใหญ่นั้นเป็นสมัยการเมืองที่การปกครองเป็นการปกครองดินแดน แทนที่จะเป็นการปกครองหมู่ชนโดยฉะเพาะอย่างสมัยก่อน มีพระราชาเป็นเจ้าอาณาเขตต์ อาณาเขตต์นั้นไม่ใช่อื่น คือที่ดินที่พระราชทรงอำนาจปกครองนั้นเอง การที่มีเจ้าของหวงแหนยึดถือไว้ในอำนาจของตนอาจเป็นปรปักษ์ต่ออำนาจของพระราชา ไม่เหมือนสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เป็นเจ้าของไม่สู้จะมีโอกาสใช้สิทธิของตนได้ในทางที่เป็นอุปสรรคต่ออำนาจของพระราชา ฉะนั้นในประเทศชาติที่พระราชามีอำนาจมาก ก็คงจะพยายามตัดทอนและจำกัดสิทธิของเจ้าของมิให้ล่วงอำนาจของพระราชาได้ โดยเหตุที่การยึดถือที่ดินเป็นปัจจัยแห่งอิสสระภาพและความเลื่อมใส พระราชาจะขวนขวายอย่างสุดกำลังแห่งความสามารถมิให้สิทธิของเจ้าของเกิดเป็นอันตรายต่อตน กับทั้งในฐานะที่มีหน้าที่ป้องกันประโยชน์ของบ้านเมือง พระราชาคงบากบั่นเข้าจัดการให้ที่ดินเกิดมีผลตามความต้องการของประชากร และให้ราษฎรรับส่วนแบ่งอันสมควรแก่ตำแหน่งและกำลังด้วย ด้วยเหตุหลายประการดังกล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าในสมัยเก่าสิทธิของผู้เป็นเจ้าของที่ดินไม่บริบูรณ์เหมือนสมัยปัจจุบัน ในเบื้องต้นมักเป็นสิทธิร่วมกันของหมู่ชน ไม่มีการโอนให้กันได้ หรือเป็นแต่สิทธิที่จะทำหรืออาศัยในที่ ในกาลต่อมาเมื่อกรรมสิทธิ์แยกออกจากการครอบครองได้แล้ว ก็มากะทบกระเทือนกับอำนาจของรัฐอันกีดวางมิให้กว้างขึ้น สิทธิของเจ้าของที่ดินจึงถูกจำกัดต่าง ๆ ไม่บริบูรณ์ เช่นสิทธิในสังหาริมทรัพย์ซึ่งกฎหมายประเพณีรับรู้แต่ดึกดำบรรพ์ เพิ่งมีกรรมสิทธิ์อย่างเดียวสำหรับทรัพย์ทั้งสองประเภทแต่ในสมัยปัจจุบันนี้เอง<ref>ความจริงแม้ในสมัยปัจจุบันกรรมสิทธิ์ในที่ดินยังมีข้อจำกัดต่าง ๆ และมีกฎข้อบังคับพิเศษหลายประการ แต่ทั้งนี้ก็เนื่องจากสภาพแห่งที่ดินนั้นเอง และความสำคัญแห่งที่ดินในทางเศรษฐกิจ ไม่เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง</ref> {{มปก}}<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> o12teo7f3udh8xl1omw53udkvz8rjr4 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/11 250 68469 295795 294173 2026-09-19T09:45:10Z Vesperstelo 11696 295795 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{กม|ข3|4}}เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ระบอบที่ดินในประเทศไทยนี้ เป็นการน่าประหลาดที่กฎหมายไทยไม่ได้รับอิทธิพลจากกฎหมายฮินดูหรือกฎหมายรามัญ หากจะได้รับบ้างก็เป็นข้อเบ็ดเตล็ดไม่สำคัญ นักนิติศาสตร์ฮินดูรับรู้สิทธิของบุคคลเหนือที่ดินแต่เนิ่นนาน และแยกกรรมสิทธิ์ออกจากการครอบครองอย่างแจ่มแจ้ง แต่โดยมากที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันกับครอบครัวหรือของหมู่บ้าน กรรมสิทธิ์ของบุคคลแต่ละคนไม่ค่อยจะมี ส่วนอำนาจของพระราชาก่อนสมัยที่พวกมองโกลเข้ามาตีประเทศอินเดียได้ นักนิติศาสตร์ถือว่าไม่เกี่ยวกับสิทธิของราษฎรผู้เป็นเจ้าของที่ดิน ตามคัมภีร์เคาตมธรรมสูตรที่แต่งขึ้นราวร้อยปีก่อนพุทธศักราชระบุถึงการได้มาต่าง ๆ ของกรรมสิทธิ์โดยไม่อ้างอิงถึงสิทธิของพระราชาเลย ส่วนคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ว่าพระราชามีหน้าที่เป็นผู้ระงับข้อพิพาทอันเกิดขึ้นระหว่างราษฎรเรื่องเขตต์ที่ดิน แต่ตัวเองไม่มีสิทธิในที่แต่อย่างใด ความคิดเห็นของนักนิติศาสตร์ฮินดูนี้ตกมาปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ฝ่ายพุทธศาสนา เช่นตามนิทานพระเจ้ามหาสุมมติราชเมื่อถูกเลือกตั้งเป็นปฐมมหากษัตริย์นั้น ราษฎรหาสละที่ดินของตนไม่ แต่ยอมสละเสียส่วนหนึ่งแห่งผลที่จะเก็บเกี่ยวได้ในนาของตนเพื่อให้พระเจ้ามหาสมมุติราชดำเนินราชการได้เท่านั้น<ref>ให้ดู {{ตตฉ|อคญฺญสุตฺตํ|อคฺคญฺญสุตฺต}} ใน {{ตตฉ|ทีฆานิกาย|ทีฆนิกาย}} และ อรรกถา ใน วิมานวตฺถุ เป็นต้น</ref> ส่วนประเทศรามัญหรือประเทศพม่าเก่าก็รับอิทธิพลมาจากประเทศฮินดูโดยตรง ระบอบที่ดินจึงมีลักษณะคล้ายคลึงกับกฎหมายฮินดู ตามธรรมสัตถำของพระเจ้าวาเรรุ (เจ้าฟ้ารั่ว) ราษฎรเป็นเจ้าของที่สวนนาและที่ ๆ ปลูกเรือนอยู่ มีสิทธิซื้อขาย ให้ และจำนำได้ โดยพระราชาไม่เกี่ยวข้องเลย (มาตรา ๖๗, ๘๖ และ ๙๒) ตามมาตรา ๑๖๙ และ ๑๗๐ การพิศูจน์กรรมสิทธิ์ในที่ดินก็พิศูจน์ด้วยพะยานหลักฐาน ถ้ามีหลักฐานด้วยกันทั้งสองฝ่ายหรือเป็นที่สงสัยแล้ว ให้ผู้ครอบครองที่พิพาทเนืองนิจเป็นเจ้าของ ยังปรากฏว่าที่ดินเคยเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของครอบครัว เห็นได้จากการที่กฎหมายประเพณีไม่ยอมให้ตกเป็นของผู้ที่ไม่เป็นญาติ ถ้าเจ้าของจะขายที่ กฎหมายบังคับให้เสนอต่อผู้เป็นทายาทก่อน ถ้าทายาทไม่ยอมซื้อ จึงขายให้แก่ผู้อื่นได้ (มาตรา ๘๖) แต่ในประเทศไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นที่ทราบอยู่แล้วว่าระบอบที่ดินผิดแผกจากนี้มาก โดยพระมหากษัตริย์ถือพระองค์ว่าเป็นเจ้าของที่ดิน ราษฎรเป็นแต่ผู้อาศัย ไม่มีสิทธิซื้อขายกันได้ ฯลฯ แม้กฎหมายเขมรในโบราณกาลเท่าที่ค้นคว้าหาได้ ดู<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 272m96q1s4frhulbqbv4b512cmc0xrh หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/12 250 68470 295796 294175 2026-09-19T09:45:53Z Vesperstelo 11696 295796 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เหมือนว่าไม่มีอิทธิพลเหนือกฎหมายไทยเลย เพราะตามศิลาจารึกต่าง ๆ ปรากฏว่าราษฎรเคยซื้อขายที่ดินแก่กัน โดยมหากษัตริย์ไม่เข้าแทรกแซงกับกรรมสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของ ตามศิลาจารึกของสมเด็จพระเจ้าสูริยวรรมันที่ ๑ ลงปีศก ๙๒๘ คือปี พ.ศ. ๑๕๔๙ ได้ความว่าเมื่อมีผู้มาขอรับพระราชทานที่ดิน ตามระเบียบมีการไต่สวนเพื่อทราบว่าที่ ๆ ขอพระราชทานนั้นมีเจ้าของหรือไม่ ถ้ามีเจ้าของแล้วไม่พระราชทาน ซึ่งส่อให้เห็นชัดว่ามหากษัตริย์เขมรรับรองสิทธิของราษฎรในที่ดิน ฉะนั้นกฎหมายที่ดินในประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ ไม่ค่อยรับเอาสิ่งอันใดมาจากประเทศชาติอื่น แม้เป็นประเทศที่โดยปกติมีอิทธิพลสำหรับกฎหมายแผนกอื่น<ref>แต่อย่าพึงเข้าใจว่าระบอบที่ดินเช่นนี้เป็นของชุมนุมชนชาติไทยโดยเฉพาะ ไม่มีที่อื่น ความจริงในอดีตกาลชุมนุมชนในยุโรปบางแห่งเคยมีระบอบที่ดินอันคล้ายคลึงกันกับระบอบที่ดินของไทย แม้ในสมัยปัจจุบันมีชุมนุมชนในทวีปอาฟริกากลาง เช่นประเทศอูคันดา ที่ระบอบที่ดินมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับระบอบของไทยจนเป็นที่น่าพิศวง</ref> คงเกี่ยวเกาะยึดมั่นในระบอบที่ดินเดิมอันเป็นขนบธรรมเนียมของชาติ ฉะนั้นก่อนที่จะศึกษากฎหมายที่ดินในสมัยกรุงศรีอยุธยา เห็นว่าควรอธิบายโดยสังเขปถึงลักษณะระบอบที่ดินในชุมนุมชนเชื้อชาติไทยที่ตั้งถิ่นถานอยู่นอกลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเสียก่อน {{ลห|a3|๒. {{สนต|ระบอบที่ดินของชนเชื้อชาติไทยนอกประเทศไทย}}|120}} {{กม|ข3|5}}วิธีปกครองของประเทศอัสสัมเมื่อพวกอาหมเป็นใหญ่<ref>มหากษัตริย์อาหมเป็นชาติไทยใหญ่หรือเงี้ยว เริ่มตีอาณาเขตต์อัสสัมได้แต่ปี ๑๗๗๑ เรื่อยมาจนเต็มอาณาเขตต์ พวกมองโกลโจมตีหลายครั้ง แต่อาหมต่อสู้และรักษาอิสสระภาพไว้ได้ ในปี ๒๑๙๘ มหากษัตริย์อาหมเข้านับถือลัทธิศาสนาพารหามณ์ และต่อมาผู้สืบราชวงศ์ก็นับถือศาสนาพราหมณ์เช่นเดียวกันต่อไป ในตอนกลางศรรตวรรษที่ ๒๓ อำนาจของมหากษัตริย์เสื่อมลง และประเทศอัสสัมตกอยู่ในอารักขาของประเทศพะม่า</ref> มีลักษณะอันคล้ายคลึงกับวิธีปกครองของประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือประชาชนต้องถูกเกณฑ์เข้ารับราชการทุกคน เว้นเสียแต่พวกขุนนาง นักพรต ผู้มีวรรณะสูง และทาษ ชายทุกคนอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีถึง ๕๐ ปีได้ชื่อว่าเป็นปาอิก (จากคำสันสกฤต ปทาติก คือ ทหารบก) ซึ่งตรงกับคำว่าไพร่ ชนปาอิกจัดแบ่งเป็นหมู่ ๆ ละ ๒๐ คน ๑๐๐ คน ๑๐๐๐ คน ๓๐๐๐ คน และ ๖๐๐๐ คนเหมือนเช่นกองทัพ มีนายเป็นลำดับกันเป็นชั้น ๆ มีอำนาจเหนือกัน ในประเทศไทยไพร่ทุกคนต้องรับราชการปีละ ๖ เดือน ฝ่ายประเทศอัสสัมใช้วิธีต่างกัน แต่มีผลทำนอง<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> aaxjoyiwbbgm1qu5jn9y5dt4hi0e2z9 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/13 250 68471 295797 294177 2026-09-19T09:46:27Z Vesperstelo 11696 295797 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๗|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เดียวกัน คือปาอิก ๓–๔ คนรวมกันเป็นหมู่ เรียกว่าโคตร์ คนหนึ่งในหมู่ ๓–๔ คนนี้ต้องรับราชการเปลี่ยนกันไปคนละปี ในขณะที่คนหนึ่งไปรับราชการนั้น คนที่อยู่เป็นผู้ทำนาทำสวนเพื่อเลี้ยงหมู่ของตนและผู้ที่ไปรับราชการ ในยามสงครามอาจมีการเกณฑ์คนในโคตร์หนึ่งถึง ๒–๓ คนก็ได้ ในเวลาที่บ้านเมืองอยู่เป็นปกติสุขทางการใช้ปาอิกทำการสาธารณประโยชน์ เช่นการสร้างถนนและถังน้ำ ซึ่งเป็นวัตถุที่ยังปรากฏมีอยู่จนบัดนี้ มหากษัตริย์อาหม เช่นเดียวกับมหากษัตริย์ประเทศไทย ถือตนว่าเป็นเจ้าชีวิตและเจ้าแผ่นดินทั่วทั้งหมดในประเทศ ฉะนั้นมีสิทธิแบ่งปันที่ดินให้แก่ใคร ๆ ได้ตามใจชอบ แต่มีระเบียบเกิดขึ้น ซึ่งมหากษัตริย์ปฏิบัติอยู่เสมอ กล่าวคือในเบื้องต้นปาอิกทุกคนรับที่ดินแปลงหนึ่งเพื่ออาศัยอยู่และปลูกสวนเป็นการตอบแทนแรงงานที่ตนถูกเกณฑ์ไปรับราชการ นอกจากนี้ยังรับแบ่งนามีเนื้อที่ ๒ ปุรา คือราว ๗ ไร่ครึ่ง สำหรับที่ดินสองแปลงนั้นปาอิกผู้รับไม่ต้องเสียภาษีอากร ต้องเสียแต่รัชชูปการปีละ ๑ รูป ที่ดินแปลงที่ปลูกบ้านอยู่เป็นมฤดกตกทอดไปยังลูกหลาน ส่วนนานั้นคงเป็นของหลวง ผู้ทำไม่มีสิทธิโอนให้แก่ใคร และเมื่อผู้นั้นตายก็ต้องกลับมาเป็นของหลวง บางทีมหากษัตริย์เรียกนาคืนแล้วจัดแบ่งปันใหม่ นอกจากที่ ๆ ได้รับเพื่อตอบแทนการรับราชการดังกล่าวมาแล้ว พวกปาอิกอาจได้ที่ดินแปลงอื่นอีกด้วย การแผ้วถางที่รกร้างว่างเปล่า ผู้แผ้วถางต้องเสียภาษีปุราละ ๑ รูปี จึงมีสิทธิปกครองที่นั้นตลอดเวลาที่มหากษัตริย์ไม่ต้องการที่เพื่อมาให้แก่ปาอิกผู้อื่นที่ยังไม่ได้รับส่วนแบ่งเลย อนึ่งมหากษัตริย์พระราชทานที่ให้แก่ขุนนางข้าราชการชั้นสูงเป็นเนื้อที่ผืนใหญ่ และพระราชทานแก่วัดวาอารามและเหล่าพราหมณ์ด้วย ในกาลต่อมาข้าราชการผู้ใหญ่นั้นถือตนว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่ได้รับพระราชทาน เป็นเหตุให้อำนาจของพระแผ่นดินอาหมเสื่อมลงข้อหนึ่ง<ref>ข้อความเรื่องระบอบที่ดินในประเทศอัสสัมนี้ คัดมาจากหมวด ๙ ในหนังสือของ E. A. Gait, ''[[:File:History of Assam 1906|A History of Assam]]'' และเล่ม ๓ ในหนังสือของ B. H. {{ตตฉ|Baden-Powel|Baden-Powell}}, ''[[:commons:Category:The Land Systems of British India|The Land Systems of British India]]''</ref> {{กม|ข3|6}}ในประเทศอินโดจีน ตามหนังสือต่าง ๆ ของผู้ที่ศึกษาลัทธิธรรมเนียมของชนเชื้อชาติไทยอันอาศัยอยู่ในประเทศนั้น ได้ความว่าระบอบที่ดินในหมู่ชนเหล่านั้นมีหลักว่าประมุขหรือเจ้าเป็นเจ้าของที่ดินภายในอาณาเขตต์ดุจเดียวกับประเทศอัสสัม เช่นในเมืองหัวพันทั้งหก{{วว}}<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 0y8h33ookti5y2uamx26w64gdpwhmnv หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/14 250 68472 295798 294179 2026-09-19T09:50:24Z Vesperstelo 11696 295798 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย|ข้อความทั่วไป}}{{สต}}</noinclude>ตามบาดหลวงบูรเลต์กล่าวว่า “ชาวบ้านไม่รู้จักกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อาณาเขตต์เป็นของเจ้าชีวิตหรือพระเจ้าแผ่นดินหลวงพระบาง ประชาชนเป็นแต่ผู้เก็บกินหรือผู้ทำ ก่อนที่ฝรั่งเศสเข้าปกครองประเทศนี้ ภาษีอากรที่ดินซึ่งชาวบ้านชำระทุกปีจึงดูเหมือนหนึ่งว่าเสียไปเพื่อเป็นค่าอาศัยที่ของเจ้าชีวิตอยู่”<ref>A. Bourlet, ''Socialisme dans les Hua Phan''.</ref> พวกไทยที่อาศัยภูเขาในตังเกี๋ยอยู่ก็เช่นเดียวกัน “ผู้เป็นกวานเจ้า (คือผู้เป็นอิสสระในอาณาเขตต์แห่งหนึ่ง) เป็นเจ้าของที่ดินทั่วอาณาเขตต์ที่ตนมีอำนาจปกครอง ชาวนาจึงไม่เป็นเจ้าของที่ ๆ ตนทำ ไม่มีสิทธิที่จะโอนให้แก่ใคร และเมื่ออพยพออกจากหมู่บ้านไปอยู่ที่อื่น ก็ต้องเวนคืนที่แก่กวานบ้าน เพื่อให้กวานบ้านแบ่งปันให้กับชาวบ้านที่เหลืออยู่”<ref>E. Diguet, ''Etude de la langue tai''.</ref> ตามลัทธิธรรมเนียมของชาติที่เรียกชื่อว่าเมือง ซึ่งอาศัยอยู่ภูเขาทางทิศตวันตกเฉียงใต้ของตังเกี๋ยอยู่ ผู้เป็นกวานลาง หรือโถตี คือหัวหน้า “ถือตนเป็นเจ้าของที่ดินทุกแปลงในอาณาเขตต์ ทั้งแปลงที่มีผู้ทำเป็นนาเป็นสวน และแปลงซึ่งยังเป็นป่ารกร้างว่างเปล่าด้วย หากให้ราษฎรเข้าครอบครองอยู่ก็โดยทรงเมตตาให้อาศัยอยู่”<ref>Ch. Robequain, ''Le Than Hao''.</ref> สำหรับหมู่ชนเชื้อชาติไทยอื่น ๆ ที่อยู่ในประเทศอินโดจีน ผู้ศึกษาขนบธรรมเนียมทำข้อสังเกตทำนองเดียวกัน ฉะนั้นข้อที่ว่าประมุขเป็นเจ้าของที่ดินในอาณาเขตต์นั้นจึ่งเป็นหลักสำคัญในองค์การณ์ชุมนุมชนเชื้อชาติไทยทั้งหลาย แต่ในบรรดาชุมนุมชนเหล่านั้น หลักที่ว่านี้ถือประกอบไปกับการแบ่งปันที่ดินในระหว่างประชาชน กล่าวคือผู้เป็นประมุขหายึดถือที่ดินเพื่อประโยชน์ของตนเช่นเจ้าของธรรมดาไม่ แต่ผู้เป็นประมุขแบ่งปันให้แก่ประชาชนเป็นเนื้อที่มากหรือน้อยตามตำแหน่งอำนาจของผู้รับตามที่ประมุขแต่งตั้งไว้ เช่นท่ามกลางชุมนุมชนเชื้อชาติไทยที่อาศัยภูเขาในประเทสตังเกี๋ยอยู่ ผู้เป็นกวานเจ้าเลือกเอาที่ดินแปลงใหญ่ ๆ ไว้เพื่อตนเองเสียก่อน แล้วประทานแปลงหนึ่งมีเนื้อที่น้อยกว่าแต่ยังใหญ่ให้แก่ผู้เป็นเจ้าองหรือเธอหลายซึ่งเป็นผู้ช่วยในการบริหารบ้านเมืองและเป็นที่สองรองลงมาจากกวานเจ้าตามทำเนียบบรรดาศักดิ์ แล้วกวานเจ้าแบ่งให้แก่นายบ้านทุกคนมีเนื้อที่น้อยกว่าอีก ต่อนั้นแบ่งให้แก่ท้าวทุกคนลดหลั่นลงมาตามฐานานุรูปและยศศักดิ์ ในหมู่<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> ceq5u3q1i05m1o8e5is2azzrjpj1vyn 295799 295798 2026-09-19T09:50:36Z Vesperstelo 11696 295799 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ตามบาดหลวงบูรเลต์กล่าวว่า “ชาวบ้านไม่รู้จักกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อาณาเขตต์เป็นของเจ้าชีวิตหรือพระเจ้าแผ่นดินหลวงพระบาง ประชาชนเป็นแต่ผู้เก็บกินหรือผู้ทำ ก่อนที่ฝรั่งเศสเข้าปกครองประเทศนี้ ภาษีอากรที่ดินซึ่งชาวบ้านชำระทุกปีจึงดูเหมือนหนึ่งว่าเสียไปเพื่อเป็นค่าอาศัยที่ของเจ้าชีวิตอยู่”<ref>A. Bourlet, ''Socialisme dans les Hua Phan''.</ref> พวกไทยที่อาศัยภูเขาในตังเกี๋ยอยู่ก็เช่นเดียวกัน “ผู้เป็นกวานเจ้า (คือผู้เป็นอิสสระในอาณาเขตต์แห่งหนึ่ง) เป็นเจ้าของที่ดินทั่วอาณาเขตต์ที่ตนมีอำนาจปกครอง ชาวนาจึงไม่เป็นเจ้าของที่ ๆ ตนทำ ไม่มีสิทธิที่จะโอนให้แก่ใคร และเมื่ออพยพออกจากหมู่บ้านไปอยู่ที่อื่น ก็ต้องเวนคืนที่แก่กวานบ้าน เพื่อให้กวานบ้านแบ่งปันให้กับชาวบ้านที่เหลืออยู่”<ref>E. Diguet, ''Etude de la langue tai''.</ref> ตามลัทธิธรรมเนียมของชาติที่เรียกชื่อว่าเมือง ซึ่งอาศัยอยู่ภูเขาทางทิศตวันตกเฉียงใต้ของตังเกี๋ยอยู่ ผู้เป็นกวานลาง หรือโถตี คือหัวหน้า “ถือตนเป็นเจ้าของที่ดินทุกแปลงในอาณาเขตต์ ทั้งแปลงที่มีผู้ทำเป็นนาเป็นสวน และแปลงซึ่งยังเป็นป่ารกร้างว่างเปล่าด้วย หากให้ราษฎรเข้าครอบครองอยู่ก็โดยทรงเมตตาให้อาศัยอยู่”<ref>Ch. Robequain, ''Le Than Hao''.</ref> สำหรับหมู่ชนเชื้อชาติไทยอื่น ๆ ที่อยู่ในประเทศอินโดจีน ผู้ศึกษาขนบธรรมเนียมทำข้อสังเกตทำนองเดียวกัน ฉะนั้นข้อที่ว่าประมุขเป็นเจ้าของที่ดินในอาณาเขตต์นั้นจึ่งเป็นหลักสำคัญในองค์การณ์ชุมนุมชนเชื้อชาติไทยทั้งหลาย แต่ในบรรดาชุมนุมชนเหล่านั้น หลักที่ว่านี้ถือประกอบไปกับการแบ่งปันที่ดินในระหว่างประชาชน กล่าวคือผู้เป็นประมุขหายึดถือที่ดินเพื่อประโยชน์ของตนเช่นเจ้าของธรรมดาไม่ แต่ผู้เป็นประมุขแบ่งปันให้แก่ประชาชนเป็นเนื้อที่มากหรือน้อยตามตำแหน่งอำนาจของผู้รับตามที่ประมุขแต่งตั้งไว้ เช่นท่ามกลางชุมนุมชนเชื้อชาติไทยที่อาศัยภูเขาในประเทสตังเกี๋ยอยู่ ผู้เป็นกวานเจ้าเลือกเอาที่ดินแปลงใหญ่ ๆ ไว้เพื่อตนเองเสียก่อน แล้วประทานแปลงหนึ่งมีเนื้อที่น้อยกว่าแต่ยังใหญ่ให้แก่ผู้เป็นเจ้าองหรือเธอหลายซึ่งเป็นผู้ช่วยในการบริหารบ้านเมืองและเป็นที่สองรองลงมาจากกวานเจ้าตามทำเนียบบรรดาศักดิ์ แล้วกวานเจ้าแบ่งให้แก่นายบ้านทุกคนมีเนื้อที่น้อยกว่าอีก ต่อนั้นแบ่งให้แก่ท้าวทุกคนลดหลั่นลงมาตามฐานานุรูปและยศศักดิ์ ในหมู่<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 6755jbibuxcd81pcrwo8cgq18gdd6c1 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/30 250 75694 295674 294050 2026-09-19T08:02:03Z Vesperstelo 11696 295674 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๒๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ออก และเลือกคัดเอาส่วนที่บัญญัติความขัดแย้งกันทิ้งเสีย งานของคณะกรรมการนี้จึ่งหาได้เป็นแต่เพียงหาทางที่จะซ่อมแซมเติมส่วนที่ขาดตกบกพร่องของตัวบทเดิมให้ครบถ้วนเท่านั้นไม่ ยังจะต้องแก้ไขบทกฎหมายให้ดีขึ้นด้วย ในชั้นแรกก็คือจัดทำให้มีทางสำหรับค้นหาตัวบทกฎหมายได้ง่าย เพื่อความสะดวกแก่ศาลในอันที่จะค้นคว้านำเอามาพิเคราะห์ประกอบการพิจารณาอรรถคดี อีกประการหนึ่งก็คือจัดการสะสางเกี่ยวแก่เนื้อความในตัวบทกฎหมายนั้นทีเดียว เพื่อตัดทอนส่วนที่มีความขัดแย้งกันอันทำให้เกิดความฉงนสนเท่ห์แก่ศาลในการที่จะนำเอาบทกฎหมายมาปรับกับคดีให้ถูกต้อง. อำนาจของคณะกรรมการมีอยู่เพียงเท่านี้ แต่สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินหาได้ทรงมีความผูกพันว่าจำจะต้องทรงรับเอางานที่คณะกรรมการได้จัดทำขึ้นแล้วนั้นโดยจะทรงแก้ไขอย่างใดมิได้ก็หาไม่ พระองค์ยังคงสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะทรงแก้ไขในเนื้อความของตัวบทกฎหมายที่ชำระสะสางแล้วได้อีกตามที่จะได้ทรงเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุตติธรรม ดั่งนี้จึ่งเป็นที่ถือได้แน่นอนปราศจากข้อที่จะพึงโต้แย้งใด ๆ ว่าตัวบทกฎหมายซึ่งเราได้รับมาเนื่องจา{{ปตปต|ก}}การตรวจชำระในรัชชกาลที่ ๑ นั้นหาอาจถือได้ไม่ว่าเป็นการลอกคัดที่ถูกต้องตรงตัวบทกฎหมายเดิมซึ่งเหลือรอดมาจากการพินาศยับเยินของกรุงศรีอยุธยา และทั้งมิใช่เพียงแต่เป็นการจัดวางตัวบทกฎหมายเดิมให้เข้าในระเบียบใหม่ด้วย. เป็นการแน่ว่าได้มีการตัดทอนและเพิ่มเติมในตัวบทกฎหมายเก่าเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในจารีตประเพณีและในความคิดเห็นของประชาชน แต่ทว่าการเปลี่ยนแปลงที่ทำขึ้นในตัวบทกฎหมายเก่านั้นโดยมากหาได้มีเครื่องแสดงไว้ให้ทราบไม่ว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นใดบ้าง. เนื่องจากเหตุนี้จึ่งเป็นการ{{ตตฉ|พันวิสัย|พ้นวิสัย}}ที่จะรับรองยืนยันว่าในส่วนบัญญัติของกฎหมายในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ตัวบทกฎหมายได้ตกทอดมาถึงเราโดยมิได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ผิดเพี้ยนไปจากที่เป็นอยู่แต่ครั้งดั้งเดิม. ถ้าหากเราจะ{{ตตฉ|ถีอ|ถือ}}ความเฉียบขาดจริง ๆ แล้ว เราจำจะต้องถือว่าบรรดาบทกฎหมายที่ตกทอดมายังเราโดยผ่านการประมวลกฎหมายบทกฎหมายเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๗ นั้นย่อมเป็นบทกฎหมายซึ่งจะเพิ่งเริ่มใช้กันนับตั้งแต่ปีที่กล่าวนี้เท่านั้นและไม่ก่อนนี้ขึ้นไป. {{กม|ข3|20}}แต่อย่างไรก็ดีเป็นการสมควรที่จะทำการสังเกตไว้บางประการซึ่งจะทำให้การถืออย่างเฉียบขาดดั่งกล่าวข้างต้นนั้นมีทางผ่อนผันลงได้บ้าง กล่าวคือ {{มปก}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> mn2gwobn0vj2eghfsjeptabrp696n8p หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/31 250 75695 295675 294052 2026-09-19T08:02:38Z Vesperstelo 11696 295675 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๒๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{กม|ข3|๑}}โดยถือเอาว่าวันปีในประกาศพระราชปรารภดังกล่าวมาข้างบนนี้เป็นวันเดียวกันกับที่คณะกรรมการได้เริ่มงาน คือวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๓๔๗ ในชั้นแรกเราจะสังเกตเห็นได้ว่าคณะกรรมการได้ปฏิบัติงานของตนเสร็จเร็วมาก เพราะตามฉะบับหลวงซึ่งได้ตกทอดมายังเรานั้นปรากฏว่าฉะบับที่เขียนเสร็จก่อน อาลักษณ์ได้ทานแล้วเมื่อวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๘ คิดเป็นเวลาประมาณ ๗ เดือนหลังจากวันเริ่มงาน และฉะบับที่เขียนครั้งสุดท้าย อาลักษณ์ได้ทานแล้วเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๔๘ คิดเป็นเวลาไม่ถึง ๑๑ เดือนหลังจากวันเริ่มงาน เพราะเหตุคณะกรรมการได้ใช้เวลาอันรวดเร็วสำหรับตรวจชำระกฎหมายนี้เอง จึ่งได้ทำให้ยังมีบทกฎหมายที่ซ้ำ ๆ กันและขัดกันอยู่ในบรรดาบทกฎหมายที่ได้รวบรวมประมวลขึ้นไว้. แม้คณะกรรมการจะได้มีปรารถนาที่จะปฏิบัติตามพระราชประสงค์ให้เป็นที่เรียบร้อยอย่างดีที่สุด เราอาจที่จะสันนิษฐานได้ว่าคณะกรรมการไม่ได้มีเวลาพอที่จะทำการสะสางบทกฎหมายเก่าได้บริบูรณ์ เช่นจะเห็นได้จากการที่ได้มีบทบัญญัติของกฎหมายส่วนมากซึ่งตามที่ควรแล้วน่าจะจัดให้รวมเข้าอยู่ในบทกฎหมายลักษณะต่าง ๆ ที่ได้จัดแบ่งลักษณะไปตามมูลคดีในพระธรรมศาสตร์ แต่คณะกรรมการก็ยังคงปล่อยให้บทบัญญัตินั้น ๆ แยกย้ายอยู่กระจัดกระจายและให้มีชื่อเรียกเอาง่าย ๆ โดยหาได้เป็นชื่อที่มีความหมายตรงกับวัตถุประสงค์ของเนื้อความในบทบัญญัติเหล่านั้นไม่ คือเรียกกันว่ากฎสามสิบหกข้อ, พระราชบัญญัติ, พระราชกำหนดเก่า, พระราชกำหนดใหม่ เหล่านี้. เราอาจจะลงความเห็นถือเอาได้ว่าบทกฎหมายเก่าซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ตรวจชำระนั้นได้เคยแบ่งออกเป็นลักษณะต่าง ๆ มาแล้วก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และคณะกรรมการมิได้แก้ไขวิธีการแบ่งลักษณะที่เป็นมาแล้วนั้นแต่อย่างใด คงปล่อยให้เป็นไปเช่นเดิม อันเป็นวิธีการแบ่งซึ่งมีกำเนิดมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา {{กม|ข3|21}}{{กม|ข3|๒}}อนึ่งเราต้อง{{ตตฉ|สังเกตุ|สังเกต}}อีกว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ หาได้ทรงถือว่าบรรดาบทกฎหมายซึ่งได้ออกประกาศใช้โดยพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อน ๆ มาในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นอาจเป็นบทกฎหมายที่ขัดต่อหลักความยุตติธรรมไม่ แต่ทรงพระราชดำริว่าการที่บทกฎหมายได้กลายมาเป็นบัญญัติอันไม่ยุตติธรรมนั้นก็เพราะบทกฎหมายเดิมถูกเปลี่ยนแก้ให้ทรามลงโดยบุคคลที่ได้มีหน้าที่รักษาบทกฎหมายนั้นเป็นคนโลภหลงหาความละอายแก่บาปมิได้{{วว}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 8557lwzim6146cpn9zfim9er7908uod หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/32 250 75696 295676 294054 2026-09-19T08:03:21Z Vesperstelo 11696 295676 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๒๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>จึ่งได้ดัดแปลงแต่งตามชอบใจเพื่อประโยชน์ของตน ฉะนั้นในเมื่อทรงให้จัดการแก้กฎหมายเก่านี้ สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินจึ่งทรงมีแต่พระราชประสงค์ที่จะกลับมาสู่ธรรมเนียมประเพณีเดิมที่จะรื้อฟื้นให้ตัวบทกฎหมายคงดำรงอยู่ในสถานะดั้งเดิมอันแท้จริงสืบไปเท่านั้น. เหมือนดั่งเช่นพฤตติการณ์ที่ได้เคยเกิดมีมาแล้วแก่พระคัมภีร์ไตรปิฎกซึ่งในทำนองเดียวกันได้เคยถูกพวกทุจจริตไม่มีจิตต์คิดละอายเปลี่ยนแก้ให้ทรามลง และซึ่งต้องถูกตรวจชำระสะสางใหม่หมดจนสิ้นเชิงโดยการสังคายนาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๑. ในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ และในความคิดเห็นของชนในสมัยเดียวกันกับพระองค์นั้น ถือว่าบรรดาสิ่งที่ตกทอดสืบมาโดยธรรมเนียมประเพณีกับหลักความยุตติธรรมนั้นย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแยกจากกันมิได้ แม้ชาวโรมันเองก็เห็นว่าจารีตประเพณีนั้น “เป็นบ่อเกิดอันบริสุทธิ์แท้แห่งความยุตติธรรม” ในบทต่อไปข้าพเจ้าจะได้มีโอกาสกล่าวถึงฐานะแห่งความคิดเห็นเช่นว่านี้อีกโดยพิสดาร. การถือกันดั่งนี้ได้ดำรงอยู่ใน{{ตตฉ|นา ๆ ประเทศ|นานาประเทศ}}แห่งตะวันออกไกลเป็นเวลานานกว่าในประเทศยุโรป และทำให้เราเข้าใจได้ถึงวิธีตั้งกฎหมายในประเทศไทยดั่งข้าพเจ้าจะได้อธิบายภายหน้า แต่สำหรับเราในชั้นปัจจุบันนี้ก็ทราบดีว่าความรู้ความเข้าใจในเรื่องความยุตติธรรมนี้อาจแปรเปลี่ยนไปได้ตามประเทศและตามยุค เราจึ่งไม่ตกเข้าไปอยู่ความหลงตามมูลเหตุที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้ทรงเข้าพระราชหฤทัยในขณะที่ทรงจัดให้มีการชำระสะสางบทกฎหมายในรัชชกาลของพระองค์ เราคงเชื่ออย่างมั่นคงว่าการตรวจชำระบทกฎหมายในครั้งนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอันแท้จริงของบทกฎหมายที่มีมาแต่เก่าก่อนอันจำเป็นต้องมีขึ้นเนื่องจากความผันแปรเปลี่ยนแปลงในจารีตประเพณีและความคิดความเห็นของชุมนุมชนชาวไทยตามลำดับเวลา แต่อย่างไรก็ดีเราจะต้องเชื่อโดยปราศจากความสงสัยอีกว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้ทรงถือเอาอย่างเคร่งครัดถึงความสำคัญของจารีตประเพณีดั้งเดิม เพราะฉะนั้นโดยเหตุเหล่านี้เราอาจลงความสันนิษฐานได้ว่าพระองค์มิได้ทรงคิดที่จะปฏิวัติระเบียบในกฎหมายเก่าแต่อย่างใด. โดยมากพระองค์คงเป็นแต่เพียงทรงแก้ไขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในส่วนย่อยของกฎหมายเก่า โดยเราไม่สามารถจะยืนยันให้แน่นอนลงไปว่าพระองค์ได้ทรงเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทอะไรไปบ้างก็จริงอยู่ แต่เราคงถือได้เสมอว่าการประมวลบทกฎหมายเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๗ ถึง ๒๓๔๘ นั้นหาได้เป็นการตัดทอนให้เด็ดขาดระหว่างกฎหมายในครั้งนั้นกับกฎหมาย<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> fywj21dc70g5nlje8zfgarvir72u4l0 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/33 250 75697 295677 294056 2026-09-19T08:04:03Z Vesperstelo 11696 295677 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๒๗|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เก่าดั้งเดิมในอดีตไม่ บทกฎหมายในครั้งนั้นคงดำเนินต่อมาตากหลักที่มีอยู่ในกฎหมายแต่ครั้งดั้งเดิมโดยมาก. อาศัยเหตุนี้จึ่งเป็นที่หวังว่าโดยการใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มความสามารถและโดยการเปรียบเทียบตัวบทกฎหมายต่าง ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เราอาจค้นพบแนวทางดำเนินที่เป็นหลักใหญ่ ๆ ของกฎหมายในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้ {{กม|ข3|22}}{{กม|ข3|๓}}ในที่สุดในประมวลกฎหมายของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ นี้มีบทกฎหมายบางเรื่องตกทอดมายังเราพร้อมด้วยคำปรารภซึ่งแสดงวันที่บทกฎหมายนั้น ๆ ออกประกาศใช้ และบางครั้งก็บรรยายถึงเหตุการณ์ซึ่งเป็นเหตุให้มีการประกาศใช้บทกฎหมายนั้น ๆ ด้วยวันต่าง ๆ ในบทกฎหมายที่กล่าวถึงนี้ เราจะรับถือเอาง่าย ๆ โดยไม่พิเคราะห์ให้ถ่องแท้นั้นไม่ได้ เพราะบทกฎหมายเหล่านี้ได้ถูกลอกคัดมาหลายทอดหลายครั้ง โอกาสที่ข้อความจะต้องคลาดเคลื่อนผิดพลาดมีเป็นอันมาก ฉะนั้นจึ่งเป็นการจำเป็นที่จะต้องค้นพิเคราะห์ให้ทราบถึงความถูกแท้ของวันในบทกฎหมายเหล่านี้ ในเมื่อสามารถจะกระทำเช่นนั้นได้โดยอาศัยวิธีซึ่งบรรยายไว้ในหนังสือวิชาพิเศษ เช่นหนังสือโหราศาสตร์เป็นต้น. เรื่องวันในกฎหมายนี้ สำหรับบทกฎหมายบางฉะบับมีปัญหายุ่งยากเกิดขึ้น กล่าวคือบทกฎหมายลักษณะทาษ, ลักษณะกู้หนี้, ลักษณะวิวาท และลักษณะเบ็ดเสร็จ เหล่านี้มิได้ลงวันซึ่งเป็นปีแห่งพุทธศักราช หรือมหาศักราช หรือจุลศักราช พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงให้ความเห็นว่าศักราชที่ใช้ในบทกฎหมายเหล่านี้เป็นศักราชใหม่ชะนิดหนึ่งซึ่งทรงเรียกว่าศักราชกฎหมาย อันเป็นศักราชที่เริ่มขึ้นภายหลังมหาศักราช ๓๐๐ ปีพอดี (คือ ๙๒๑ ปีภายหลังพุทธศักราช) ข้าพเจ้าไม่มีโอกาสจะทำการโต้แย้งอย่างพิสดารได้ในที่นี้ ขอกล่าวแต่{{ตตฉ|เพียยง|เพียง}}ว่าความสันนิษฐานของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในข้อนี้ยังหาปราศจากความโต้เถียงไม่ เพราะเมื่อได้พิเคราะห์ดูให้รอบคอบแล้วจะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติอันบรรจุอยู่ในบรรดากฎหมายที่ใช้ศักราชอันแปลกนั้น แสดงในตัวเองว่าบทกฎหมายเหล่านี้มีอายุถอยหลังขึ้นไปในสมัยโบราณไกลกว่าสมัยที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงคาดหมายไว้. แต่จะเป็นอย่างไรก็ตามในเรื่องวันซึ่ง{{ตตฉ|ปรากฎ|ปรากฏ}}อยู่ในคำปรารภของบทกฎหมายต่าง ๆ เราไม่ควรถือเป็นหลักสำคัญสำหรับประวัติศาสตร์กฎหมาย เราอาจถือเอาได้ว่าวันในคำปรารภของบท<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> hsxrfv23c1ns13e3hpo4459l1wd2qp3 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/34 250 75698 295678 294058 2026-09-19T08:04:45Z Vesperstelo 11696 295678 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๒๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>กฎหมายนั้นเป็นวันที่เกิดมีเหตุการณ์ซึ่งบรรยายไว้ในคำปรารภเท่านั้น ฉะนั้นวันที่{{ตตฉ|ปรากฎ|ปรากฏ}}อยู่ในคำปรารภจึ่งมีประโยชน์บางประการซึ่งเราจะปฏิเสธเสียมิได้สำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมาย เพราะวันเหล่านี้อาจช่วยเป็นที่ทราบชัดว่าในยุคใดของประวัติศาสตร์ปัญหาเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้เกิดขึ้น และในยุคใดมีการเริ่มทำบทกฎหมายขึ้นสำหรับเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติของกฎหมาย เช่นมาตราในกฎหมายนั้น ก่อนที่เราจะรับรองว่าได้เกิดขึ้นตามวันที่ปรากฏอยู่ในคำปรารภนั้น จำเป็นที่เราจะต้องสอบสวนด้วยความระมัดระวังอย่างถี่ถ้วน ทั้งนี้ก็โดยเราต้องไม่ลืมว่าการตรวจชำระบทกฎหมายเก่านั้นมิได้กระทำขึ้นแต่ฉะเพาะในรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทรครั้งเดียวเท่านั้น. ในสมัยกรุงศรีอยุธยาการตรวจชำระบทกฎหมายเก่าทำนองเดียวกันนี้ก็ได้เคยมีขึ้นแล้วหลายครั้งหลายคราว ซึ่งบางคราวของการตรวจชำระยังคงปรากฏร่องรอยให้เห็นได้อยู่จนทุกวันนี้ ดั่งเช่นที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เองก็ได้ทรงชี้ไว้ให้ในหนังสือซึ่งพระองค์ได้ทรงพระนิพนธ์ขึ้น ชื่อว่า “[[ตำนานกฎหมายเมืองไทย (2473)|ตำนานกฎหมายเมืองไทย]]” เรามีเหตุผลต่าง ๆ อยู่ครบครันที่จะนำให้คิดว่าการตรวจชำระสะสางกฎหมายในคราวต่าง ๆ เหล่านี้คงทำให้มีการแก้ไข, การดัดแปลง, การเพิ่มเติม ซึ่งล้วนแต่จะทำให้ตัวบทกฎหมายเดิมต้องผิดเพี้ยนไปบ้างไม่มากก็น้อย. การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ได้เกิดมีขึ้นแก่บทกฎหมายในสมัยก่อน ที่มาถูกเปลี่ยนแปลงซ้ำขึ้นอีกในรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทรนี้ เป็นการที่เราจะค้นคว้าในทราบว่าเป็นมาอย่างไรได้ยากยิ่งขึ้นไปเสียกว่าที่เราจะค้นให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงในครั้งรัชชกาลที่ ๑ อีก โดยลักษณะการเช่นนี้เราจึงตกอยู่ในฐานะที่จะปลงใจเชื่อได้โดยยากว่าบทมาตราที่บรรจุอยู่ในกฎหมายเก่านั้นจะคงรักษาลักษณะดั้งเดิมแท้จริงของบทบัญญัติเหมือนเมื่อขณะได้ประกาศออกใช้ในครั้งแรก เมื่อการมาเป็นเสียดั่งนี้ บรรดาวันซึ่งลงไว้ในคำปรารภตอนต้นของบทกฎหมายจึ่งไม่เป็นหลักฐานที่จะพึงยึดถือได้แน่นอนเด็ดขาดสำหรับการวางลำดับบทบัญญัติต่าง ๆ ของกฎหมายตามลำดับเวลาที่บทกฎหมายนั้น ๆ ออกประกาศใช้. {{กม|ข3|23}}เพื่อสรุปความ ข้าพเจ้าขอกล่าวว่าการประมวลกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทรนั้นทำให้สงวนรักษาที่ชุมนุมบทกฎหมายเก่าซึ่งส่วนมากได้มีอายุถอยขึ้น<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> ijmpapw4w9mg5c6vs1jov1jlgzqmy6t หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/35 250 75699 295679 294060 2026-09-19T08:05:19Z Vesperstelo 11696 295679 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๒๙|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ทว่าวันที่บทกฎหมายเหล่านี้ได้ออกประกาศใช้ที่แน่นอนจริงนั้นเราไม่สามารถจะทราบได้ นอกจากวันที่ปรากฏในคำปรารภของกฎหมายบางฉะบับอันเป็นวันที่เหตุการณ์ตามที่บรรยายในคำปรารภนั้นได้เกิดขึ้นเท่านั้น. ทั้งนี้ก็เพราะบทกฎหมายเก่าตามที่ได้ออกประกาศใช้ในครั้งแรกนั้นได้ถูกเปลี่ยนถูกแก้เรื่อย ๆ มาในทุกครั้งที่มีการตรวจชำระบทกฎหมายนั้นนับแต่วันซึ่งบทกฎหมายนั้น ๆ ได้ออกประกาศใช้จนถึงคราวตรวจชำระในรัชชกาลที่ ๑ นี้. ข้าพเจ้าหวังว่าโดยอาศัยความพยายามค่อยดำเนินงานด้วยความพากเพียรแล้ว เราคงสามารถที่จะทราบลงไปได้แน่ อย่างน้อยก็เพียงบางส่วน ถึงการเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่ได้กระทำไปในรัชชกาลที่ ๑ เนื่องจากการตรวจชำระและรวบรวมประมวลบทกฎหมายในรัชชกาลนี้. และเมื่อทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว เราคงสามารถที่จะย้อนหลังขึ้นไปค้นคว้าถึงฐานะของกฎหมายที่มีอยู่ในสมัยก่อนหน้าสมัยนี้ กล่าวคือถอยขึ้นไปศึกษาถึงกฎหมายในตอนปลายแห่งสมัยกรุงศรีอยุธยาก่อนเสียกรุงแก่พะม่า แต่สำหรับการศึกษาถึงกฎหมายในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนเก่าถอยขึ้นไปอีกนั้น นอกจากเหตุการณ์ซึ่งบรรยายไว้ในคำปรารภของบทกฎหมายบางฉะบับแล้ว เราก็มีแต่เพียงได้อาศัยพิเคราะห์ดูลักษณะเก่าแก่มากหรือน้อยแห่งบทบัญญัติของกฎหมายนั้น ๆ เพื่อทราบถึงสมัยต่าง ๆ ที่กฎหมายนั้น ๆ ได้เกิดมีขึ้น. วิธีทำนองนี้ก็ออกจะเป็น{{ตตฉ|รองรอย|ร่องรอย}}เค้าเงื่อนที่{{ตตฉ|ครุมเคลือ|คลุมเครือ}}หาความแน่นอนได้ยาก แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้วเห็นว่าเมื่อไม่มีวิธีอื่นดีไปกว่า นักประวัติศาสตร์ก็ได้แต่อาศัยวิธีนี้สำหรับทำการค้นคว้าให้พอเกิดผลบ้าง. {{กม|ข3|24}}ณบัดนี้จะบรรยายเรื่องสภาพที่บทกฎหมายในประมวลกฎหมายเมื่อครั้งรัชชกาลที่ ๑ นั้นได้ตกทอดมายังเรา ตามประกาศแสดงพระราชปรารภในการประมวลกฎหมายเราทราบว่าเมื่อบทกฎหมายต่าง ๆ ได้รับการตรวจชำระแล้วจากคณะกรรมการและพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินนั้น ได้เขียนเป็นฉะบับหลวงมีจำนวนสามชุด และแยกเก็บรักษาไว้ในสถานที่สามแห่ง คือชุดหนึ่งรักษาไว้ณห้องเครื่อง ชุดหนึ่งณหอหลวง และอีกชุดหนึ่งณศาลาหลวงสำหรับลูกขุน ฉะบับหลวงทั้งสามชุดนี้ได้ประทับตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ และบัวแก้ว อันเป็นตราประจำตำแหน่งของสมุหนายก สมุหพระกลาโหม และเจ้าพระยาพระคลัง{{วว}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> ik0oc1qnwt0wwia4vwlt9sk24sqhilc หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/36 250 75700 295680 294066 2026-09-19T08:05:54Z Vesperstelo 11696 295680 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๓๐|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เรียงตามลำดับกัน ตราทั้งสามนี้ปิดไว้เป็นสำคัญเพื่อแสดงถึงความแท้จริงแห่งบทกฎหมายประการหนึ่ง และเพื่อทำให้ตัวบทกฎหมายที่ออกประกาศใช้นั้นมีอำนาจอย่างครบบริบูรณ์ทั้งในส่วนที่จะใช้บังคับในอาณาเขตต์ และในส่วนที่จะให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจฝ่ายปกครองเชื่อถือรับฟังได้อีกประการหนึ่ง ในตอนสุดท้ายแห่งประกาศนี้มีข้อความกล่าวห้ามมิให้ลูกขุนเชื่อฟังบทกฎหมายอื่นซึ่งมิได้ปรากฏอยู่ในฉะบับหลวงทั้งสามนี้ ข้อห้ามอันนี้มีแดนบังคับไพศาลมาก เพราะเท่ากับเป็นการให้ยกเลิกโดยเด็ดขาดซึ่งบรรดาบทกฎหมายที่มิได้ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายใหม่นี้ ฉะบับกฎหมายทุกฉะบับ แม้จะมีอายุมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและมีลักษณะเป็นบทกฎหมายที่ถูกแท้จริงอย่างใดก็ตาม ก็ไม่มีน้ำหนักอันจะอ้างในศาลได้, นอกจากจะเป็นที่พิสูจน์เห็นได้ว่าบทกฎหมายนั้นได้นำเอามาบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายใหม่ตามฉะบับเดิมไม่มีผิดเพี้ยน พฤตติการณ์อันนี้ชี้ให้เห็นถึงเหตุที่บุคคลมีฉะบับกฎหมายเขียนด้วยมือเก่า ๆ มิได้ใช้ความระวังรักษาให้ดี และเหตุที่ฉะบับเขียนด้วยมือเก่า ๆ ได้ตกทอดมาถึงเราเป็นจำนวนน้อยมากดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. อีกประการหนึ่งเราอาจกล่าวได้ว่าการออกประกาศให้ใช้ประมวลกฎหมายฉะบับนี้ได้ทำให้กฎหมายสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงที่สุดลงโดยสิ้นเชิง และเกิดสมัยอีกสมัยหนึ่งสำหรับประวัติศาสตร์กฎหมายไทย. ในที่สุดโดยอาศัยแต่เพียงลักษณะการที่ได้ยกเลิกกฎหมายเดิมโดยสิ้นเชิงนี้ ก็เป็นที่พอแสดงให้เห็นได้แล้วว่างานตรวจชำระและรวบรวมบทกฎหมายเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๗–๒๓๔๘ นั้นหาใช่แต่การเก็บเอาบทกฎหมายที่กระจัดกระจายมารวบรวมเข้าไว้ในที่แห่งเดียวกันเท่านั้นไม่ แต่เป็นงานที่ใกล้เคียงเข้าไปมากกับงานประมวลกฎหมายครั้งแรก ๆ ในยุโรป. ฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงทั้งสามชุดซึ่งได้ทำขึ้นในรัชชกาลที่ ๑ นั้นมิได้ตกมาถึงเราโดยครบถ้วน ทั้งนี้ก็โดยฉะบับหลวงซึ่งรวบรวมขึ้นชุดหนึ่ง ๆ มีอยู่ด้วยกัน ๔๑ ฉะบับ แต่ว่าที่ตกมาถึงเรารวมทั้ง ๓ ชุดมีเพียง ๘๐ ฉะบับเท่านั้น ซึ่งในเวลานี้ส่วนหนึ่งของฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงเหล่านี้เก็บไว้ณกระทรวงยุตติธรรม และอีกส่วนหนึ่งณหอสมุดวชิรญาณ แต่เป็นเคราะห์ดีที่เราได้ฉะบับหลวงอย่างน้อยฉะบับหนึ่งในสามฉะบับเดิม เว้นไว้แต่พระอัยยการพรหมศักดิ์และพระอัยยการทาส สำรับ{{ปตปท|บ}}ทกฎหมายสองฉะบับนี้เหลือแต่ฉะบับรองทรง. ฉะบับรองทรงนี้เป็นชุดฉะบับรองลงมา ซึ่งที่จริงก็เขียนโดยอาลักษณ์<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 6zhztz0zofng67vxdn0u0x9mtom77b2 295681 295680 2026-09-19T08:06:06Z Vesperstelo 11696 295681 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๓๐|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เรียงตามลำดับกัน ตราทั้งสามนี้ปิดไว้เป็นสำคัญเพื่อแสดงถึงความแท้จริงแห่งบทกฎหมายประการหนึ่ง และเพื่อทำให้ตัวบทกฎหมายที่ออกประกาศใช้นั้นมีอำนาจอย่างครบบริบูรณ์ทั้งในส่วนที่จะใช้บังคับในอาณาเขตต์ และในส่วนที่จะให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจฝ่ายปกครองเชื่อถือรับฟังได้อีกประการหนึ่ง ในตอนสุดท้ายแห่งประกาศนี้มีข้อความกล่าวห้ามมิให้ลูกขุนเชื่อฟังบทกฎหมายอื่นซึ่งมิได้ปรากฏอยู่ในฉะบับหลวงทั้งสามนี้ ข้อห้ามอันนี้มีแดนบังคับไพศาลมาก เพราะเท่ากับเป็นการให้ยกเลิกโดยเด็ดขาดซึ่งบรรดาบทกฎหมายที่มิได้ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายใหม่นี้ ฉะบับกฎหมายทุกฉะบับ แม้จะมีอายุมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและมีลักษณะเป็นบทกฎหมายที่ถูกแท้จริงอย่างใดก็ตาม ก็ไม่มีน้ำหนักอันจะอ้างในศาลได้, นอกจากจะเป็นที่พิสูจน์เห็นได้ว่าบทกฎหมายนั้นได้นำเอามาบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายใหม่ตามฉะบับเดิมไม่มีผิดเพี้ยน พฤตติการณ์อันนี้ชี้ให้เห็นถึงเหตุที่บุคคลมีฉะบับกฎหมายเขียนด้วยมือเก่า ๆ มิได้ใช้ความระวังรักษาให้ดี และเหตุที่ฉะบับเขียนด้วยมือเก่า ๆ ได้ตกทอดมาถึงเราเป็นจำนวนน้อยมากดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. อีกประการหนึ่งเราอาจกล่าวได้ว่าการออกประกาศให้ใช้ประมวลกฎหมายฉะบับนี้ได้ทำให้กฎหมายสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงที่สุดลงโดยสิ้นเชิง และเกิดสมัยอีกสมัยหนึ่งสำหรับประวัติศาสตร์กฎหมายไทย. ในที่สุดโดยอาศัยแต่เพียงลักษณะการที่ได้ยกเลิกกฎหมายเดิมโดยสิ้นเชิงนี้ ก็เป็นที่พอแสดงให้เห็นได้แล้วว่างานตรวจชำระและรวบรวมบทกฎหมายเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๗–๒๓๔๘ นั้นหาใช่แต่การเก็บเอาบทกฎหมายที่กระจัดกระจายมารวบรวมเข้าไว้ในที่แห่งเดียวกันเท่านั้นไม่ แต่เป็นงานที่ใกล้เคียงเข้าไปมากกับงานประมวลกฎหมายครั้งแรก ๆ ในยุโรป. ฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงทั้งสามชุดซึ่งได้ทำขึ้นในรัชชกาลที่ ๑ นั้นมิได้ตกมาถึงเราโดยครบถ้วน ทั้งนี้ก็โดยฉะบับหลวงซึ่งรวบรวมขึ้นชุดหนึ่ง ๆ มีอยู่ด้วยกัน ๔๑ ฉะบับ แต่ว่าที่ตกมาถึงเรารวมทั้ง ๓ ชุดมีเพียง ๘๐ ฉะบับเท่านั้น ซึ่งในเวลานี้ส่วนหนึ่งของฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงเหล่านี้เก็บไว้ณกระทรวงยุตติธรรม และอีกส่วนหนึ่งณหอสมุดวชิรญาณ แต่เป็นเคราะห์ดีที่เราได้ฉะบับหลวงอย่างน้อยฉะบับหนึ่งในสามฉะบับเดิม เว้นไว้แต่พระอัยยการพรหมศักดิ์และพระอัยยการทาส สำรับ{{ปตปต|บ}}ทกฎหมายสองฉะบับนี้เหลือแต่ฉะบับรองทรง. ฉะบับรองทรงนี้เป็นชุดฉะบับรองลงมา ซึ่งที่จริงก็เขียนโดยอาลักษณ์<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 9hzw4fn16qzprma9b8es6hs76rypzw2 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/37 250 75701 295682 294062 2026-09-19T08:06:57Z Vesperstelo 11696 295682 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๓๑|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>พวกเดียวกันกับพวกที่เขียนชุดฉะบับหลวง ผิดกันในข้อที่ฉะบับรองทรงนี้มิได้มีตราปิดไว้เท่านั้น<ref>นักศึกษาผู้ประสงค์จะทราบให้ละเอียดถึงฐานะปัจจุบันของฉะบับหลวงและฉะบับรองทรงซึ่งทำขึ้นในรัชชกาลที่ ๑ นั้น ขอให้ไปดูบทประพันธ์ของนาย ย. บูรเนย์ ชื่อว่า ''[[:File:Siam Society Journal 1930 (vol 24-2).djvu|Inventaire des Manuscrits Juridiques Siamois]]'' ในหนังสือแห่งสมาคมการค้นคว้าประเทศไทย เล่ม ๒๓ ภาค ๓</ref> เมื่อยกไม่กล่าว{{ตตฉ|ถีง|ถึง}}บทกฎหมายสองฉะบับนี้แล้ว ก็เป็นอันว่าเราสามารถพบเห็นตัวบทกฎหมายตามที่ได้ชำระขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๓๔๗–๒๓๔๘ ตามต้นฉะบับที่อาลักษณ์เขียนขึ้น เราจะเห็นในต่อไปว่าการที่เราสามารถอ่านบทกฎหมายในฉะบับหลวงได้เช่นนี้หาเป็นการไร้ประโยชน์สำหรับการศึกษาของเราไม่ {{กม|ข3|25}}จนกระทั่งรัชชกาลที่สามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประชาชนได้รู้จักประมวลกฎหมายของรัชชกาลที่ ๑ นี้ก็แต่โดยอาศัยสำเนาซึ่งเข้าใจว่ามีผู้ลอกคัดมาจากฉะบับรองทรง ในรัชชกาลที่ ๓ หมอสอนศาสนาชาวอเมริกันได้นำเอาเครื่องพิมพ์หนังสือไทยเข้ามายังกรุงรัตนโกสินทร์เป็นครั้งแรก. เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๒ นายโหมด อมาตยกุล (ต่อมาเลื่อนเป็นพระยากระสาป) ได้แสวงหาสำเนาของประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ มาได้ครบ ๑ ชุด จึ่งเริ่มพิมพ์ขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ ฉะบับพิมพ์นี้จะเป็นหนังสือสองเล่มชุด แต่พอนำเอาเล่มที่หนึ่งออกขาย ก็มีพระราชโองการให้ริบเสียสิ้น และให้เอาไปเผา ในทุกวันนี้มีบางฉะบับเหลือ เช่นมีอยู่หนึ่งเล่มที่ได้ตกมาเป็นสมบัติของหอสมุดแห่งชาติ. ความพยายามของนายโหมดได้เป็นที่กลับรื้อฟื้นมีขึ้นอีกในรัชชกาลที่ ๔ โดยหมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน ด. บ. บรัดเลย์ หมอผู้นี้ได้พิมพ์หนังสือเล่มที่ ๑ ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๕ และต่อมาปีหนึ่งก็ได้พิมพ์เล่มที่สองขึ้น ฉะบับพิมพ์ขึ้นนี้บรรจุตัวบทของกฎหมายทุกเรื่องแห่งประมวลกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ กับยังมีตัวบทกฎหมายเพิ่มเติมขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง คือกฎหมายลักษณะโจรห้าเส้น อันเป็นบทกฎหมายในรัชชกาลที่ ๓ ในการพิมพ์นี้หมอบรัดเลย์ได้ใช้สำเนาของนายโหมดเป็นต้นฉะบับ ที่ว่านี้ก็{{ตตฉ|แพราะ|เพราะ}}ได้ความจากการเปรียบเทียบระหว่างฉะบับพิมพ์ของนายโหมดกับฉะบับพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ กล่าวคือในฉะบับพิมพ์ทั้งสองฉะบับนี้ได้มีตัวบทกฎหมายที่ไม่ครบบริบูรณ์เรื่องหนึ่งพิมพ์ไว้ท้ายกฎหมายลักษณะลักพา ตัวบทที่<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> mctkk6sv25k4z599uxgkfny6v2qqave หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/38 250 75702 295683 294064 2026-09-19T08:07:52Z Vesperstelo 11696 295683 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๓๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ไม่ครบนี้{{ตตฉ|ปรากฎ|ปรากฏ}}ว่าเป็น{{ตตฉ|ตอนตน|ตอนต้น}}ของบทกฎหมายลักษณะหนึ่งซึ่งเรียกว่ามูลคดีวิวาท บทกฎหมายลักษณะนี้ได้พิมพ์ไว้อย่างครบบริบูรณ์ในตอนต้นของกฎหมายเล่มสองหมอบรัดเลย์. การซ้ำกันนี้เนื่องมาจากมูลเหตุอย่างเดียวกัน คือเกิดจากการที่ผู้เขียนซึ่งลอกคัดสำเนาประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ ให้แก่นายโหมดนั้นเห็นว่ายังมีหน้าสมุดเหลือว่างอยู่ ภายหลังที่ได้คัดลักษณะลักพาแล้ว จึ่งได้เริ่มเขียนลักษณะมูลคดีวิวาทต่อท้ายลงไปอีก แต่ครั้นแล้วหน้าสมุดได้หมดลงเสียก่อนที่ตัวบทกฎหมายลักษณะนี้จะจบลง จึ่งเป็นอันได้ทิ้งค้างไว้ ครั้นเมื่อนำเอามาใช้เป็นสำเนาในการพิมพ์ ผู้พิมพ์ก็ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังว่าตอนที่ขาดด้วน{{ตตฉ|อยู|อยู่}}นี้เป็นแต่เพียงตอนต้นของลักษณะมูลวิวาท จึ่งได้ให้ต่อติดท้ายตัวบทของลักษณะลักพา ซึ่งกฎหมายทั้งสองลักษณะนี้มิได้มีความเกี่ยวเนื่องกันแต่อย่างใด. ต่อจากการพิมพ์ของหมอบรัดเลย์แล้ว ก็ได้มีการพิมพ์ประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง. หนังสือราชกิจจานุเบกษาก็ได้พิมพ์ออกโฆษณาส่วนมากของบทกฎหมายเก่าเหล่านี้เป็นตอน ๆ ติดต่อกันเป็นลำดับระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๘ กับ ๒๔๒๑ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๓๘ หลวงดำรงธรรมสาร (มี) ผู้พิพากษาศาลพระราชอาญา ได้พิมพ์หนังสือสองเล่มชื่อ “กฎหมายเก่าใหม่” อันเป็นหนังสือประชุมบทกฎหมาย, นอกจากตัวบทกฎหมายในฉะบับพิมพ์ของหมอบรัดเลย์แล้ว ยังบรรจุกฎหมายใหม่และประกาศซึ่งใช้อยู่ในขณะพิมพ์หนังสือนั้นอีกด้วย. ประโยชน์อันเป็นสาระสำคัญที่ได้จากการรวบรวมบทกฎหมายนี้ขึ้นก็คือโดยการนำเอาบทกฎหมายต่าง ๆ อันมีวัตถุอันเดียวกันเข้ามาวางไว้รวมกันย่อมจะทำให้ค้นหาบรรดากฎหมายที่เกี่ยวกับกรณีใดกรณีหนึ่งได้โดยง่าย และโดยเหตุนี้จะช่วยให้ความสะดวกแก่การตรวจค้นบทกฎหมายทั้งหลายซึ่งกำลังใช้อยู่. ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงจัดพิมพ์บทกฎหมายขึ้นอีกเป็นหนังสือ ๒ เล่ม โดยทรงเขียนคำอธิบายเพิ่มเติมด้วย. บทกฎหมายที่พระองค์พิมพ์ขึ้นครั้งนี้ทรงตัดเอาบทที่ยกเลิกไม่ใช้แล้วออกเสีย. อนึ่งในตอนท้ายแห่งเล่มที่ ๑ ของหนังสือนี้ พระองค์ได้ทรงจัดพิมพ์ส่วนเพิ่มเติมขึ้นอีก ชื่อกฎหมายลิลิต และกรมศักดิ์สำเร็จ อันเป็นหนังสือที่ได้เรียบเรียงขึ้นแต่ครั้ง พ.ศ. ๒๓๔๔ ซึ่งเป็นย่อแห่งหลักสำคัญของกฎหมายสำหรับเป็นคู่มือของศาล. หนังสือฉะบับนี้เป็นตำรากฎหมายเก่าที่สุดซึ่งเราได้รับมา. เนื่องจากที่เป็นหนังสือซึ่งแต่งก่อนการประมวลกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ จึ่ง<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 9w91uv4l89ojeu0lryq2xi2y90kx5l5 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/7 250 75704 295635 294099 2026-09-19T07:37:50Z Vesperstelo 11696 295635 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Flamevine" /></noinclude>{{ลหสต|a1|{{ขนอ|200%|ประวัติศาสตร์กฎหมาย}} <br> {{ขนอ|140%|บทนำทั่วไป}}}} {{ลหสต|a2|ข้อความทั่วไปซึ่งว่าด้วยความผันแปรเป็นมาของกฎหมาย|120}} {{กม|ข3|1}}กฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่ง ที่รวมแห่งข้อบังคับทั้งหลายซึ่งใช้บังคับแก่กิจการต่าง ๆ ของมนุษย์ทางชุมนุมชนนั้น ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่กำหนดแต่งตั้งขึ้นตามอำเภอใจของผู้เป็นประมุขในชุมนุมชนโดยอิสสระนั้นหาไม่. เมื่อพิเคราะห์ดูประวัติศาสตร์หรือความผันแปรเป็นมาของกฎหมาย จะเห็นได้ว่าข้อบังคับที่ประกอบรวมเรียกว่ากฎหมายนี้ได้เป็นผลเกิดขึ้นโดยตรงจากอาการที่มนุษย์ได้เข้ามารวบรวมอาศัยกันอยู่เป็นชุมนุมชนเพื่อดำเนินชีวิต. ข้อบังคับที่ว่านี้ได้ค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อย ๆ ตามลำพังเป็นลำดับ, สำหรับวางระเบียบความเกี่ยวพันอันมากหลายระหว่างมนุษย์ในชุมนุมชนให้ค่อย ๆ เข้ารูปเรียบร้อยเห็นได้แน่นอนชัดเจน. ข้อบังคับเหล่านี้แสดงให้บุคคลทราบว่าตนสามารถจะกระทำการอันใดได้บ้างโดยมิเป็นการรบกวนเสรีภาพของเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ. กับอีกทางหนึ่งแสดงให้บุคคลทราบว่าตนมีอำนาจที่จะห้ามมิให้ผู้อื่นก่อเหตุใด ๆ อันจะพึงทำให้ตนต้องได้รับความเสื่อมเสียโดยมิเป็นธรรม. ตามที่กล่าวมาโดยรวบรัดนี้ พอจะเห็นได้แล้วว่ากฎหมายไม่ใช่อื่นไกล, คือที่รวมแห่งข้อยอมและข้อห้ามซึ่งเป็นวิธีทางทำให้บุคคลที่ดำเนินชีวิตอยู่ในชุมนุมชนแห่งใดแห่งหนึ่งสามารถ{{ตตฉ|ขวนขวาง|ขวนขวาย}}ประกอบกิจการต่าง ๆ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนได้โดยอิสสระ, กับทั้งโดยมิให้เป็นการกะทบกระเทือนต่อเสรีภาพของผู้อื่นอยู่ในชุมนุมชนเช่นเดียวกับตนด้วย. {{กม|ข3|2}}ในชั้นดั้งเดิม, แรก ๆ ที่มนุษย์เข้ามารวบรวมอยู่เป็นชุมนุมชน กฎหมายยังมิได้กระทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร คงเป็นแต่เพียงจารีตประเพณี กล่าวคือยังคงรวมอยู่ในขนบธรรมเนียม, ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อย ๆ เป็นลำดับโดยลำพัง เนื่องจากผลของการที่มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ในระหว่างกันตามสภาพของตนที่มีความจำเป็นจะต้อง<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> eeu2rabxcwzych2gpjnzcy0y6l7g6tp 295636 295635 2026-09-19T07:38:13Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295636 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" /></noinclude>{{ลหสต|a1|{{ขนอ|200%|ประวัติศาสตร์กฎหมาย}} <br> {{ขนอ|140%|บทนำทั่วไป}}}} {{ลหสต|a2|ข้อความทั่วไปซึ่งว่าด้วยความผันแปรเป็นมาของกฎหมาย|120}} {{กม|ข3|1}}กฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่ง ที่รวมแห่งข้อบังคับทั้งหลายซึ่งใช้บังคับแก่กิจการต่าง ๆ ของมนุษย์ทางชุมนุมชนนั้น ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่กำหนดแต่งตั้งขึ้นตามอำเภอใจของผู้เป็นประมุขในชุมนุมชนโดยอิสสระนั้นหาไม่. เมื่อพิเคราะห์ดูประวัติศาสตร์หรือความผันแปรเป็นมาของกฎหมาย จะเห็นได้ว่าข้อบังคับที่ประกอบรวมเรียกว่ากฎหมายนี้ได้เป็นผลเกิดขึ้นโดยตรงจากอาการที่มนุษย์ได้เข้ามารวบรวมอาศัยกันอยู่เป็นชุมนุมชนเพื่อดำเนินชีวิต. ข้อบังคับที่ว่านี้ได้ค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อย ๆ ตามลำพังเป็นลำดับ, สำหรับวางระเบียบความเกี่ยวพันอันมากหลายระหว่างมนุษย์ในชุมนุมชนให้ค่อย ๆ เข้ารูปเรียบร้อยเห็นได้แน่นอนชัดเจน. ข้อบังคับเหล่านี้แสดงให้บุคคลทราบว่าตนสามารถจะกระทำการอันใดได้บ้างโดยมิเป็นการรบกวนเสรีภาพของเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ. กับอีกทางหนึ่งแสดงให้บุคคลทราบว่าตนมีอำนาจที่จะห้ามมิให้ผู้อื่นก่อเหตุใด ๆ อันจะพึงทำให้ตนต้องได้รับความเสื่อมเสียโดยมิเป็นธรรม. ตามที่กล่าวมาโดยรวบรัดนี้ พอจะเห็นได้แล้วว่ากฎหมายไม่ใช่อื่นไกล, คือที่รวมแห่งข้อยอมและข้อห้ามซึ่งเป็นวิธีทางทำให้บุคคลที่ดำเนินชีวิตอยู่ในชุมนุมชนแห่งใดแห่งหนึ่งสามารถ{{ตตฉ|ขวนขวาง|ขวนขวาย}}ประกอบกิจการต่าง ๆ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนได้โดยอิสสระ, กับทั้งโดยมิให้เป็นการกะทบกระเทือนต่อเสรีภาพของผู้อื่นอยู่ในชุมนุมชนเช่นเดียวกับตนด้วย. {{กม|ข3|2}}ในชั้นดั้งเดิม, แรก ๆ ที่มนุษย์เข้ามารวบรวมอยู่เป็นชุมนุมชน กฎหมายยังมิได้กระทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร คงเป็นแต่เพียงจารีตประเพณี กล่าวคือยังคงรวมอยู่ในขนบธรรมเนียม, ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อย ๆ เป็นลำดับโดยลำพัง เนื่องจากผลของการที่มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ในระหว่างกันตามสภาพของตนที่มีความจำเป็นจะต้อง<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> svfrg4i8llpi60c7fckjk5acpvttzge หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/8 250 75705 295637 294098 2026-09-19T07:38:59Z Vesperstelo 11696 295637 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Flamevine" />{{หสล|๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>อาศัยอยู่เป็นหมู่เป็นเหล่า. โดยอาการที่ในชั้นเดิมกฎหมายเป็นแต่เพียงจารีตประเพณีนี้เองที่เป็นทางทำให้เราสามารถเข้าใจได้ถึงเหตุที่ทำให้กฎหมายมีลักษณะต่าง ๆ กันตามประเทศและสมัย. เหตุที่กล่าวนี้ก็คือจารีตประเพณีซึ่งถือเอาว่าเป็นกฎหมายนั้นเป็นเสมือนเงาหรือสิ่งจำลองของนิสสัยและความฝักใฝ่ของบุคคล ย่อมจะผิดเพี้ยนต่างกันไปตามชาติ, ตามภูมิประเทศที่ตั้งของชุมนุมชน, ตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ. ณปัจจุบันนี้ในชุมนุมชนบางแห่ง, ซึ่งยังอยู่ในชั้นชุมนุมชนสมัยแรก, เป็นที่สังเกตเห็นได้ว่ากฎหมายของชุมนุมชนเหล่านี้คงยังได้แก่จารีตประเพณี, ไม่ได้มีการขีดเขียนตราขึ้นไว้เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร. แต่โดยมากมนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นชุมนุมชนย่อมรู้สึกโดยเร็วว่าควรประกาศเปิดเผยให้รู้แน่ชัดถึงข้อบังคับบางประการ เพื่อให้สมาชิกในชุมนุมชนนั้นเคารพปฏิบัติตามจารีตประเพณีอันถือว่าเป็นกฎหมายนั้นอย่างเคร่งครัด, หรือเพื่อให้ทราบถึงจารีตประเพณีให้ชัดเจนขึ้น, หรือเพื่อกำหนดลงไปให้แน่นอนถึงจารีตประเพณีนั้น. การกระทำเช่นนี้เป็นขั้นแรกแห่งกฎหมายลายลักษณ์อักษร, เป็นขั้นแรกแห่งการที่เกิดมีบทกฎหมายตามความเข้าใจกันในปัจจุบันนี้. ในชุมนุมชนสมัยนี้ ผู้ทรงอำนาจอธิปไตยแห่งชุมนุมชนจะกระทำการแต่เพียงเพื่อควบคุม, เพื่ออำนวยให้ความสงบเรียบร้อยมีอยู่มั่นคงในระหว่างสมาชิกของชุมนุมชนเท่านั้น ในขณะที่กล่าวนี้ บทกฎหมายลายลักษณ์อักษรยังคงเป็นเพียงอุปกรณ์ของจารีตประเพณี, และต้องอาศัยยึดเอาจารีตประเพณีเป็นหลักในอันที่จะได้รับอำนาจความศักดิ์สิทธิให้เป็นที่ได้รับความเคารพปฏิบัติตาม. ตามที่ได้กล่าวนี้เป็นขั้นหนึ่งแห่งความเป็นมาในกฎหมายซึ่งประชาชาติในบางแห่ง แม้ประชาชาติที่สำคัญ ๆ ยังคงอยู่ในขั้นนี้ณปัจจุบันสมัย หรือเพิ่งจะคล้อยจากขั้นนี้ไปเป็นเวลาไม่นานเท่าใด. {{กม|ข3|3}}แต่ตามธรรมดาความคิดของมนุษย์ย่อมดำเนินต่อไต่เรื่อยไป หาอยู่คงที่ไม่, ทั้งนี้ก็เพราะความเกี่ยวพันต่าง ๆ ระหว่างมนุษย์ยิ่งวันก็ยิ่งยุ่งยากโดยปรากฏขึ้นภายในลักษณะแปลก ๆ ใหม่ ๆ เสมอมากขึ้น. กฎหมายอันเป็นข้อบังคับของความเกี่ยวพันระหว่างมนุษย์จึ่งจะต้องได้รับความปรับปรุงให้ลงรูปเข้าได้กับความเกี่ยวพันที่กล่าวนี้, เพื่อจะได้นำมาใช้ให้เป็นผลสมกับความต้องการใหม่ ๆ, อันเป็นเหตุให้เกิดความเกี่ยวพันนั้น ๆ. ก็แต่ว่า<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> tqbr9ocywnwxvog9aotaubgvtbxwuon 295638 295637 2026-09-19T07:39:12Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295638 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>อาศัยอยู่เป็นหมู่เป็นเหล่า. โดยอาการที่ในชั้นเดิมกฎหมายเป็นแต่เพียงจารีตประเพณีนี้เองที่เป็นทางทำให้เราสามารถเข้าใจได้ถึงเหตุที่ทำให้กฎหมายมีลักษณะต่าง ๆ กันตามประเทศและสมัย. เหตุที่กล่าวนี้ก็คือจารีตประเพณีซึ่งถือเอาว่าเป็นกฎหมายนั้นเป็นเสมือนเงาหรือสิ่งจำลองของนิสสัยและความฝักใฝ่ของบุคคล ย่อมจะผิดเพี้ยนต่างกันไปตามชาติ, ตามภูมิประเทศที่ตั้งของชุมนุมชน, ตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ. ณปัจจุบันนี้ในชุมนุมชนบางแห่ง, ซึ่งยังอยู่ในชั้นชุมนุมชนสมัยแรก, เป็นที่สังเกตเห็นได้ว่ากฎหมายของชุมนุมชนเหล่านี้คงยังได้แก่จารีตประเพณี, ไม่ได้มีการขีดเขียนตราขึ้นไว้เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร. แต่โดยมากมนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นชุมนุมชนย่อมรู้สึกโดยเร็วว่าควรประกาศเปิดเผยให้รู้แน่ชัดถึงข้อบังคับบางประการ เพื่อให้สมาชิกในชุมนุมชนนั้นเคารพปฏิบัติตามจารีตประเพณีอันถือว่าเป็นกฎหมายนั้นอย่างเคร่งครัด, หรือเพื่อให้ทราบถึงจารีตประเพณีให้ชัดเจนขึ้น, หรือเพื่อกำหนดลงไปให้แน่นอนถึงจารีตประเพณีนั้น. การกระทำเช่นนี้เป็นขั้นแรกแห่งกฎหมายลายลักษณ์อักษร, เป็นขั้นแรกแห่งการที่เกิดมีบทกฎหมายตามความเข้าใจกันในปัจจุบันนี้. ในชุมนุมชนสมัยนี้ ผู้ทรงอำนาจอธิปไตยแห่งชุมนุมชนจะกระทำการแต่เพียงเพื่อควบคุม, เพื่ออำนวยให้ความสงบเรียบร้อยมีอยู่มั่นคงในระหว่างสมาชิกของชุมนุมชนเท่านั้น ในขณะที่กล่าวนี้ บทกฎหมายลายลักษณ์อักษรยังคงเป็นเพียงอุปกรณ์ของจารีตประเพณี, และต้องอาศัยยึดเอาจารีตประเพณีเป็นหลักในอันที่จะได้รับอำนาจความศักดิ์สิทธิให้เป็นที่ได้รับความเคารพปฏิบัติตาม. ตามที่ได้กล่าวนี้เป็นขั้นหนึ่งแห่งความเป็นมาในกฎหมายซึ่งประชาชาติในบางแห่ง แม้ประชาชาติที่สำคัญ ๆ ยังคงอยู่ในขั้นนี้ณปัจจุบันสมัย หรือเพิ่งจะคล้อยจากขั้นนี้ไปเป็นเวลาไม่นานเท่าใด. {{กม|ข3|3}}แต่ตามธรรมดาความคิดของมนุษย์ย่อมดำเนินต่อไต่เรื่อยไป หาอยู่คงที่ไม่, ทั้งนี้ก็เพราะความเกี่ยวพันต่าง ๆ ระหว่างมนุษย์ยิ่งวันก็ยิ่งยุ่งยากโดยปรากฏขึ้นภายในลักษณะแปลก ๆ ใหม่ ๆ เสมอมากขึ้น. กฎหมายอันเป็นข้อบังคับของความเกี่ยวพันระหว่างมนุษย์จึ่งจะต้องได้รับความปรับปรุงให้ลงรูปเข้าได้กับความเกี่ยวพันที่กล่าวนี้, เพื่อจะได้นำมาใช้ให้เป็นผลสมกับความต้องการใหม่ ๆ, อันเป็นเหตุให้เกิดความเกี่ยวพันนั้น ๆ. ก็แต่ว่า<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> r7902bwf93bt866afl7dvmlzccwrvwr หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/9 250 75706 295639 294097 2026-09-19T07:39:44Z Vesperstelo 11696 295639 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Flamevine" />{{หสล|๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>จารีตประเพณีซึ่งมนุษย์ในชุมนุมชนสมัยแรกใช้เป็นข้อบังคับความเกี่ยวพันระหว่างกันนั้นเป็นแต่เพียงข้อบังคับซึ่งจะใช้ได้แต่ในกรณีความเกี่ยวพันฉะเพาะเป็นรายเรื่อง. จารีตประเพณีอย่างหนึ่งก็ใช้ฉะเพาะแก่กรณีความเกี่ยวพันอย่างหนึ่ง, ถ้ามีกรณีความเกี่ยวพันอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ก็ต้องใช้จารีตประเพณีอีกอย่างหนึ่ง. อาการเช่นนี้ย่อมจะขัดต่อความสะดวกอย่างยิ่ง ในเมื่อความเกี่ยวพันระหว่างมนุษย์ได้ยิ่งเกิดขึ้นแปลก ๆ ใหม่ ๆ และยิ่งทวีจำนวนมากขึ้น. ฉะนั้นจึ่งจำเป็นต้องเกิดมีความคิดที่จะละวิธีวางข้อบังคับไว้สำหรับบังคับแก่กรณีเป็นรายเรื่อง และหาวิธีใหม่ คือวิธีวางข้อบังคับอย่างกว้าง สามารถใช้บังคับแก่กรณีที่มีลักษณะเข้าอยู่ในประเภทเดียวกัน, อันเป็นวิธีที่ให้หลักสำหรับแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ได้ผลสะดวกดี. จารีตประเพณีเป็นข้อบังคับที่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปช้า ๆ ต้องใช้เวลานาน และมักจะมีความคงตัวดำรงอยู่ตามเดิม, อาศัยเหตุนี้จึ่งเกิดมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินให้ออกหน้าจารีตประเพณีไป ความเกี่ยวพันของมนุษย์ที่เกิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็วไม่ยอมค่อย ๆ ดำเนินตามหลังจารีตประเพณีอันเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ, ยิ่งกว่านั้นบางทียังจะต้องเข้าทำการแก้ไขจารีตประเพณีเอาเสียเองโดยตรง จะมัวรอคอยให้ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามลำพังไม่ได้, และที่ยิ่งขึ้นไปอีก บางทีต้องทำการจัดตั้งบทบัญญัติขึ้นใหม่ทีเดียว เพื่อจะได้ใช้ให้เหมาะกับความเกี่ยวพันที่เกิดมีขึ้นใหม่ระหว่างบุคคล. ในความพยายามเพื่อที่จะจัดกฎหมายให้เป็นระเบียบมีข้อบังคับอย่างกว้างดั่งกล่าวมา เพื่อทำให้กฎหมายมีความเหมาะสมลงรูปกันได้ดีกับความเกี่ยวพันต่าง ๆ อันซับซ้อนของมนุษย์, และเพื่อทำให้กฎหมายบริบูรณ์ใช้ได้ผลครบถ้วนดี แนวความคิดของมนุษย์ได้ถูกชักจูงไปในแนวทางอันเป็นแนวของความคิดที่มนุษย์ทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดย่อมดำเนินไป และต้องเข้าเผชิญหน้ากับปัญหาอันยากทำนองเดียวกันด้วย, ฉะนั้นจึ่งไม่ควรนึกประหลาดเลยในเมื่อเราได้เห็นว่าในระยะแห่งความเจริญของกฎหมายขั้นนี้ ถึงแม้ว่าฝูงชนจะได้มีประเพณีแตกต่างกันก็ดี แต่ส่วนหลักกฎหมายนั้นถือตามทำนองอันเดียวกันในทุกประเทศ หรือตามทำนองอันเป็นระบอบเดียวกัน. ในประเทศทั้งหลายที่ได้บัญญัติกฎหมายขึ้นเป็นทำนองไปในทางวิทยาศาสตร์สำเร็จแล้ว กฎหมายย่อมมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าพิศวง. {{มปก}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> mx16smotwtgni6ev3hdjpaorr9dhfza 295640 295639 2026-09-19T07:39:57Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295640 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>จารีตประเพณีซึ่งมนุษย์ในชุมนุมชนสมัยแรกใช้เป็นข้อบังคับความเกี่ยวพันระหว่างกันนั้นเป็นแต่เพียงข้อบังคับซึ่งจะใช้ได้แต่ในกรณีความเกี่ยวพันฉะเพาะเป็นรายเรื่อง. จารีตประเพณีอย่างหนึ่งก็ใช้ฉะเพาะแก่กรณีความเกี่ยวพันอย่างหนึ่ง, ถ้ามีกรณีความเกี่ยวพันอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ก็ต้องใช้จารีตประเพณีอีกอย่างหนึ่ง. อาการเช่นนี้ย่อมจะขัดต่อความสะดวกอย่างยิ่ง ในเมื่อความเกี่ยวพันระหว่างมนุษย์ได้ยิ่งเกิดขึ้นแปลก ๆ ใหม่ ๆ และยิ่งทวีจำนวนมากขึ้น. ฉะนั้นจึ่งจำเป็นต้องเกิดมีความคิดที่จะละวิธีวางข้อบังคับไว้สำหรับบังคับแก่กรณีเป็นรายเรื่อง และหาวิธีใหม่ คือวิธีวางข้อบังคับอย่างกว้าง สามารถใช้บังคับแก่กรณีที่มีลักษณะเข้าอยู่ในประเภทเดียวกัน, อันเป็นวิธีที่ให้หลักสำหรับแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ได้ผลสะดวกดี. จารีตประเพณีเป็นข้อบังคับที่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปช้า ๆ ต้องใช้เวลานาน และมักจะมีความคงตัวดำรงอยู่ตามเดิม, อาศัยเหตุนี้จึ่งเกิดมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินให้ออกหน้าจารีตประเพณีไป ความเกี่ยวพันของมนุษย์ที่เกิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็วไม่ยอมค่อย ๆ ดำเนินตามหลังจารีตประเพณีอันเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ, ยิ่งกว่านั้นบางทียังจะต้องเข้าทำการแก้ไขจารีตประเพณีเอาเสียเองโดยตรง จะมัวรอคอยให้ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามลำพังไม่ได้, และที่ยิ่งขึ้นไปอีก บางทีต้องทำการจัดตั้งบทบัญญัติขึ้นใหม่ทีเดียว เพื่อจะได้ใช้ให้เหมาะกับความเกี่ยวพันที่เกิดมีขึ้นใหม่ระหว่างบุคคล. ในความพยายามเพื่อที่จะจัดกฎหมายให้เป็นระเบียบมีข้อบังคับอย่างกว้างดั่งกล่าวมา เพื่อทำให้กฎหมายมีความเหมาะสมลงรูปกันได้ดีกับความเกี่ยวพันต่าง ๆ อันซับซ้อนของมนุษย์, และเพื่อทำให้กฎหมายบริบูรณ์ใช้ได้ผลครบถ้วนดี แนวความคิดของมนุษย์ได้ถูกชักจูงไปในแนวทางอันเป็นแนวของความคิดที่มนุษย์ทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดย่อมดำเนินไป และต้องเข้าเผชิญหน้ากับปัญหาอันยากทำนองเดียวกันด้วย, ฉะนั้นจึ่งไม่ควรนึกประหลาดเลยในเมื่อเราได้เห็นว่าในระยะแห่งความเจริญของกฎหมายขั้นนี้ ถึงแม้ว่าฝูงชนจะได้มีประเพณีแตกต่างกันก็ดี แต่ส่วนหลักกฎหมายนั้นถือตามทำนองอันเดียวกันในทุกประเทศ หรือตามทำนองอันเป็นระบอบเดียวกัน. ในประเทศทั้งหลายที่ได้บัญญัติกฎหมายขึ้นเป็นทำนองไปในทางวิทยาศาสตร์สำเร็จแล้ว กฎหมายย่อมมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าพิศวง. {{มปก}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 3vgur35z796u7mqoqgwg9dcavy6h81m หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/10 250 75707 295641 294103 2026-09-19T07:40:18Z Vesperstelo 11696 295641 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Flamevine" />{{หสล|๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{ลหสต|a3|ประโยชน์ของการสอนประวัติศาสตร์กฎหมาย|120}} {{กม|ข3|4}}เรื่องการที่กฎหมายมาจากจารีตประเพณีประการหนึ่ง และมาจากความคิดความเห็นของมนุษย์เพื่อสนองความต้องการแห่งชุมนุมชนอีกประการหนึ่งดั่งที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ ทำให้เข้าใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการสอนประวัติศาสตร์กฎหมาย. ประโยชน์ดั่งว่านั้นมีอยู่สองประการ. {{กม|ข3|๑}}ในข้อที่กฎหมายเป็นเงาของจารีตประเพณี, ประวัติศาสตร์กฎหมายของประเทศหนึ่งย่อมเป็นข้อความรู้ในทางประวัติศาสตร์อันจะขาดเสียไม่ได้สำหรับผู้มีวัฒนธรรมอันดี. ประวัติศาสตร์กฎหมายจะทำให้บุคคลรู้จักระเบียบต่าง ๆ แห่งชุมนุมชนของตนในอดีต, และการวิวัฒน์ของระเบียบต่าง ๆ แห่งชุมนุมชนของตนนั้น, กล่าวคือให้รู้จักความก้าวหน้าในทางขนบธรรมเนียม ประเพณี และอารยธรรมของชาติตนเองทีเดียว. สำหรับนักนีติศาสตร์ วิชานี้ย่อมสอนให้หยั่งรู้มูลรากของระเบียบต่าง ๆ แห่งชุมนุมชนในปัจจุบัน, และฉะนั้นจึ่งช่วยทำให้มีความเข้าใจในระเบียบต่าง ๆ เหล่านี้ดีขึ้น. แต่เป็นที่เสียดายอย่างยิ่งที่ในประเทศไทยนี้ ผู้ฝักใฝ่ทางประวัติศาสตร์กฎหมายยังมีน้อยที่สุด ประกอบกับทั้งที่จะค้นคว้าหาหลักฐานเพื่อให้ได้ความรู้แน่นอนถึงกฎหมายโบราณของไทยก็เป็นการที่กระทำได้ด้วยความยากลำบากด้วย จึ่งเป็นเหตุให้คำสอนของข้าพเจ้าในปีนี้จะไม่บรรยายถึงประวัติศาสตร์กฎหมายไทยโดยครบถ้วน แต่เป็นที่หวังอยู่ว่าในปีต่อ ๆ ไปชาวไทยคงมีความเอาใจใส่ทางประวัติศาสตร์กฎหมายยิ่งขึ้น และคงจะมีการค้นคว้ามากขึ้นด้วย. ฉะนั้นการสอนวิชาลักษณะประวัติศาสตร์กฎหมายไทยจึ่งคงจะขยายตัวเจริญขึ้นเป็นลำดับ. {{กม|ข3|5}}{{กม|ข3|๒}}การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายยังมีประโยชน์ที่ทำให้เรารู้ถึงวิธีต่าง ๆ ทางกฎหมายที่มนุษย์ได้คิดประดิษฐ์ขึ้นในอดีตกาลเพื่อแก้ความยุ่งยากให้ทุเลาลงหรือเพื่อตอบสนองความต้องการอันเกิดขึ้นเนือง ๆ ในหมู่ชน. เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าการสอนกฎหมายนั้นใช่จะมุ่งแต่เพียงอบรมบุคคลผู้มีหน้าที่ใช้กฎหมาย เช่นผู้ที่จะเป็นทนายความหรือผู้พิพากษาเป็นต้น ให้คุ้นเคยมีความรู้ความเข้าใจในการใช้กฎหมายเท่านั้นก็หาไม่, ยังต้องมีจุดมุ่งหมายจะอบรมบุคคลให้เป็นพลเมืองที่สามารถจะหยั่งรู้ถึงคุณค่าของระเบียบแห่ง<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 4kz5oljbilct0a2xaoaev9nx5bweriz 295642 295641 2026-09-19T07:40:32Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295642 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{ลหสต|a3|ประโยชน์ของการสอนประวัติศาสตร์กฎหมาย|120}} {{กม|ข3|4}}เรื่องการที่กฎหมายมาจากจารีตประเพณีประการหนึ่ง และมาจากความคิดความเห็นของมนุษย์เพื่อสนองความต้องการแห่งชุมนุมชนอีกประการหนึ่งดั่งที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ ทำให้เข้าใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการสอนประวัติศาสตร์กฎหมาย. ประโยชน์ดั่งว่านั้นมีอยู่สองประการ. {{กม|ข3|๑}}ในข้อที่กฎหมายเป็นเงาของจารีตประเพณี, ประวัติศาสตร์กฎหมายของประเทศหนึ่งย่อมเป็นข้อความรู้ในทางประวัติศาสตร์อันจะขาดเสียไม่ได้สำหรับผู้มีวัฒนธรรมอันดี. ประวัติศาสตร์กฎหมายจะทำให้บุคคลรู้จักระเบียบต่าง ๆ แห่งชุมนุมชนของตนในอดีต, และการวิวัฒน์ของระเบียบต่าง ๆ แห่งชุมนุมชนของตนนั้น, กล่าวคือให้รู้จักความก้าวหน้าในทางขนบธรรมเนียม ประเพณี และอารยธรรมของชาติตนเองทีเดียว. สำหรับนักนีติศาสตร์ วิชานี้ย่อมสอนให้หยั่งรู้มูลรากของระเบียบต่าง ๆ แห่งชุมนุมชนในปัจจุบัน, และฉะนั้นจึ่งช่วยทำให้มีความเข้าใจในระเบียบต่าง ๆ เหล่านี้ดีขึ้น. แต่เป็นที่เสียดายอย่างยิ่งที่ในประเทศไทยนี้ ผู้ฝักใฝ่ทางประวัติศาสตร์กฎหมายยังมีน้อยที่สุด ประกอบกับทั้งที่จะค้นคว้าหาหลักฐานเพื่อให้ได้ความรู้แน่นอนถึงกฎหมายโบราณของไทยก็เป็นการที่กระทำได้ด้วยความยากลำบากด้วย จึ่งเป็นเหตุให้คำสอนของข้าพเจ้าในปีนี้จะไม่บรรยายถึงประวัติศาสตร์กฎหมายไทยโดยครบถ้วน แต่เป็นที่หวังอยู่ว่าในปีต่อ ๆ ไปชาวไทยคงมีความเอาใจใส่ทางประวัติศาสตร์กฎหมายยิ่งขึ้น และคงจะมีการค้นคว้ามากขึ้นด้วย. ฉะนั้นการสอนวิชาลักษณะประวัติศาสตร์กฎหมายไทยจึ่งคงจะขยายตัวเจริญขึ้นเป็นลำดับ. {{กม|ข3|5}}{{กม|ข3|๒}}การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายยังมีประโยชน์ที่ทำให้เรารู้ถึงวิธีต่าง ๆ ทางกฎหมายที่มนุษย์ได้คิดประดิษฐ์ขึ้นในอดีตกาลเพื่อแก้ความยุ่งยากให้ทุเลาลงหรือเพื่อตอบสนองความต้องการอันเกิดขึ้นเนือง ๆ ในหมู่ชน. เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าการสอนกฎหมายนั้นใช่จะมุ่งแต่เพียงอบรมบุคคลผู้มีหน้าที่ใช้กฎหมาย เช่นผู้ที่จะเป็นทนายความหรือผู้พิพากษาเป็นต้น ให้คุ้นเคยมีความรู้ความเข้าใจในการใช้กฎหมายเท่านั้นก็หาไม่, ยังต้องมีจุดมุ่งหมายจะอบรมบุคคลให้เป็นพลเมืองที่สามารถจะหยั่งรู้ถึงคุณค่าของระเบียบแห่ง<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 6b5epet0yqqt91uvbu79e288qffk8s2 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/11 250 75708 295643 294108 2026-09-19T07:41:25Z Vesperstelo 11696 295643 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Flamevine" />{{หสล|๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ชุมนุมชน และจะช่วยทำให้ระเบียบต่าง ๆ แห่งชุมนุมชนนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอีกด้วย ฉะนั้นจึ่งน่าจะเข้าใจได้ดีว่าประวัติศาสตร์กฎหมายนั้นเป็นเสมือนเครื่องเพิ่มเติมอันสำคัญจะขาดเสียไม่ได้ เป็นคลังความรู้แห่งบรรดานักนีติศาสตร์ที่แท้จริง. โดยอาศัยประวัติศาสตร์กฎหมายนี้เอง นักนีติศาสตร์จึ่งสามารถรู้ถึงความมานะบากบั่นแห่งความคิดของมนุษย์ในอันที่จะรวบรวมจัดลำดับชั้นเชิงทำกฎหมายให้เป็นวิทยาอันหนึ่งขึ้น กับทั้งยังได้รู้อีกด้วยว่าในระหว่างใช้ความมานะบากบั่นอยู่นั้น ความคิดของมนุษย์ต้องตกอยู่ในความหลงเขว ต้องเดาด้นค้นคลำ, บางคราวก็ประสพความสำเร็จ และบางคราวก็ประสพความไม่สมหวัง. โดยอาศัยการเรียนรู้ทำนองนี้ นักนีติศาสตร์จึ่งได้เห็นกาณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความจริงทั้งในทางดีและทางเสีย, อันเป็นการณ์ซึ่งบางทีกว่าจะผลิผลให้เห็นก็ต้องใช้เวลาตั้งหลายศตวรรษ, การณ์ที่เกิดขึ้นตามจริงนี้แหละที่นักนีติศาสตร์จะพึงรับเอามาเป็นข้อคำนึงสำหรับออกความคิดเห็นเพื่อเป็นทางยังประโยชน์ให้เกิดแก่ประชาติของตน. {{กม|ข3|6}}หากจะถือเอาประโยชน์จากประวัติศาสตร์กฎหมายตามที่ได้กล่าวมานี้, เราจะเห็นได้ว่าเพียงการเรียนประวัติศาสตร์ของกฎหมายฉะเพาะถิ่นหนึ่งประเทศหนึ่งนั้นหาเพียงพอจะอำนวยประโยชน์ให้ดั่งประสงค์ไม่ ต่อเมื่อนำเอาประวัติศาสตร์กฎหมายบรรดาที่มีอยู่ในโลกมากล่าวถึงนั้นแหละ ความประสงค์มุ่งหมายของเราจึ่งจะสำเร็จลงได้, เพราะประวัติศาสตร์แห่งกฎหมายนั้น ๆ จะได้ทำให้เรามองเห็นความคล้ายคลึงใกล้เคียงแห่งวิธีแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของชุมนุมชนในทางกฎหมายในสาขากฎหมายสาขาหนึ่ง ๆ ซึ่งปรากฏอยู่ในกฎหมายของประเทศต่าง ๆ. แต่ว่าสภาพแห่งวิชากฎหมายหรือนีติศาสตร์ณปัจจุบันนี้ยังอยู่ห่างมากจากขีดอันสมบูรณ์พอที่เราจะทำการรวมพิเคราะห์ดั่งกล่าวมานี้ได้, เราจึ่งจำเป็นต้องนำเอาแต่เพียงกฎหมายแห่งชุมนุมชนที่สำคัญ ๆ แห่งใดแห่งหนึ่งที่เคยมีชื่อเสียงมาแล้วในโลกมาพิเคราะห์ศึกษา, ในแนวความคิดเช่นแล้ว ตามธรรมดามักจะได้มีการเลือกเอากฎหมายโรมันมาเป็นวัตถุแห่งการศึกษา, ทั้งนี้ใช่ว่าจะเป็นแต่ฉะเพาะในประเทศที่ได้รับอิทธิพลของกฎหมายโรมันโดยตรงเท่านั้นก็หาไม่, แม้ประเทศอื่น ๆ ซึ่งเหินห่างต่อวัฒนธรรมของโรมัน เช่นอังกฤษ, สหปาลีรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น และรัสเซีย การศึกษา<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> tm743vb315evqj3g2sy4y2r363qzcgw 295644 295643 2026-09-19T07:41:36Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295644 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ชุมนุมชน และจะช่วยทำให้ระเบียบต่าง ๆ แห่งชุมนุมชนนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอีกด้วย ฉะนั้นจึ่งน่าจะเข้าใจได้ดีว่าประวัติศาสตร์กฎหมายนั้นเป็นเสมือนเครื่องเพิ่มเติมอันสำคัญจะขาดเสียไม่ได้ เป็นคลังความรู้แห่งบรรดานักนีติศาสตร์ที่แท้จริง. โดยอาศัยประวัติศาสตร์กฎหมายนี้เอง นักนีติศาสตร์จึ่งสามารถรู้ถึงความมานะบากบั่นแห่งความคิดของมนุษย์ในอันที่จะรวบรวมจัดลำดับชั้นเชิงทำกฎหมายให้เป็นวิทยาอันหนึ่งขึ้น กับทั้งยังได้รู้อีกด้วยว่าในระหว่างใช้ความมานะบากบั่นอยู่นั้น ความคิดของมนุษย์ต้องตกอยู่ในความหลงเขว ต้องเดาด้นค้นคลำ, บางคราวก็ประสพความสำเร็จ และบางคราวก็ประสพความไม่สมหวัง. โดยอาศัยการเรียนรู้ทำนองนี้ นักนีติศาสตร์จึ่งได้เห็นกาณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความจริงทั้งในทางดีและทางเสีย, อันเป็นการณ์ซึ่งบางทีกว่าจะผลิผลให้เห็นก็ต้องใช้เวลาตั้งหลายศตวรรษ, การณ์ที่เกิดขึ้นตามจริงนี้แหละที่นักนีติศาสตร์จะพึงรับเอามาเป็นข้อคำนึงสำหรับออกความคิดเห็นเพื่อเป็นทางยังประโยชน์ให้เกิดแก่ประชาติของตน. {{กม|ข3|6}}หากจะถือเอาประโยชน์จากประวัติศาสตร์กฎหมายตามที่ได้กล่าวมานี้, เราจะเห็นได้ว่าเพียงการเรียนประวัติศาสตร์ของกฎหมายฉะเพาะถิ่นหนึ่งประเทศหนึ่งนั้นหาเพียงพอจะอำนวยประโยชน์ให้ดั่งประสงค์ไม่ ต่อเมื่อนำเอาประวัติศาสตร์กฎหมายบรรดาที่มีอยู่ในโลกมากล่าวถึงนั้นแหละ ความประสงค์มุ่งหมายของเราจึ่งจะสำเร็จลงได้, เพราะประวัติศาสตร์แห่งกฎหมายนั้น ๆ จะได้ทำให้เรามองเห็นความคล้ายคลึงใกล้เคียงแห่งวิธีแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของชุมนุมชนในทางกฎหมายในสาขากฎหมายสาขาหนึ่ง ๆ ซึ่งปรากฏอยู่ในกฎหมายของประเทศต่าง ๆ. แต่ว่าสภาพแห่งวิชากฎหมายหรือนีติศาสตร์ณปัจจุบันนี้ยังอยู่ห่างมากจากขีดอันสมบูรณ์พอที่เราจะทำการรวมพิเคราะห์ดั่งกล่าวมานี้ได้, เราจึ่งจำเป็นต้องนำเอาแต่เพียงกฎหมายแห่งชุมนุมชนที่สำคัญ ๆ แห่งใดแห่งหนึ่งที่เคยมีชื่อเสียงมาแล้วในโลกมาพิเคราะห์ศึกษา, ในแนวความคิดเช่นแล้ว ตามธรรมดามักจะได้มีการเลือกเอากฎหมายโรมันมาเป็นวัตถุแห่งการศึกษา, ทั้งนี้ใช่ว่าจะเป็นแต่ฉะเพาะในประเทศที่ได้รับอิทธิพลของกฎหมายโรมันโดยตรงเท่านั้นก็หาไม่, แม้ประเทศอื่น ๆ ซึ่งเหินห่างต่อวัฒนธรรมของโรมัน เช่นอังกฤษ, สหปาลีรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น และรัสเซีย การศึกษา<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> gp6gcktb9nnakctdnjzfd6gjzi506aa หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/12 250 75712 295645 294107 2026-09-19T07:41:57Z Vesperstelo 11696 295645 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Flamevine" />{{หสล|๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>กฎหมายโรมันก็เป็นที่กระทำกันอยู่. ในต่อไปนี้จะได้อธิบายให้ทราบเป็นพิเศษว่าเพราะเหตุใดความนิยมเลือกศึกษากฎหมายโรมันจึ่งได้มีน้ำหนักมาก. {{ลหสต|a4|ข้อความรู้โดยสังเขปเกี่ยวกับกฎหมาย <br> ของชนชาติสำคัญ ๆ ที่ให้กำเนิดแก่อารยธรรม|120}} {{กม|ข3|7}}นอกจากกฎหมายโรมัน ยังมีกฎหมายที่สำคัญ ๆ อยู่อีกไม่น้อยที่ได้เคยมีอิทธิพลอยู่เหนือส่วนใหญ่ของโลก, และยิ่งกว่านั้นกฎหมายอื่นก็ได้มีกำเนิดมาก่อนกฎหมายโรมัน พร้อมทั้งได้มีเอกสารหลักฐานตกมาถึงเรามากกว่ากฎหมายโรมันอีกด้วย. {{สนต|กรุงบาบีโลน}} นครหลวงของประเทศคาลเด (Chaldée) และศูนย์กลางของอารยธรรมโบราณที่สุดแห่งหนึ่งของโลก, ในระยะ ๑๕๐๐ ปีเศษก่อนพุทธกาล กรุงบาบีโลนได้มีกฎหมายที่ได้เข้าสู่ขั้นแห่งความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้ามาเป็นอันมากแล้ว มีอาทิในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยสัญญา กฎหมายพาณิชย์และการจัดวางระเบียบการเครดิต. เรารู้จักกฎหมายนี้ได้โดยมากจากประมวลกฎหมายของฮัมมูราบี (Hammourabi) อันมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันมาก. ที่เรียกกันว่าประมวลกฎหมายฮัมมูราบีนั้นคือแท่งศิลาสูง ๒.๒๕ เมตร์ และมีฐานล่าง{{ตตฉ|กรม|กลม}} วัดโดยรอบได้ ๑.๙๐ เมตร์. แท่งศิลาจารึกนี้ได้มีผู้พบในทรากของนครซู๊ส (Suse) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕. แท่งศิลานี้มีจารึกภาพพระอาทิตย์เจ้าที่ชาวกรุงบาบีโลนถือว่าเป็นพระเจ้าแห่งความยุตติธรรมกำลังมีโองการแก่เจ้าแห่งกรุงบาบีโลนถึง “บัญญัติแห่งความเที่ยงธรรม” ซึ่งมีตัวบทแกะสลักอยู่รอบแท่งศิลานั้น โบราณวัตถุนี้ได้สร้างขึ้นในระหว่างปีที่ ๔๐ และ ๔๓ ของรัชชกาลพระเจ้าฮัมมูราบี กษัตริย์สำคัญของกรุงบาบีโลน กล่าวคือในราว ๑๕๔๐ ปีก่อนพุทธศักราช นับว่าเป็นหลักฐานของกฎหมายเก่าแก่ที่สุดที่เรารู้จัก แท่งศิลาจารึกตามที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้อยู่ในสภาพที่จะให้เราสามารถอ่านบทกฎหมายที่จารึกอยู่ได้ ๒๕๐ มาตรา, ซึ่งคิดรวมได้ประมาณราว ๓๖๐๐ บรรทัด. บทกฎหมายในมาตราต่าง ๆ เหล่านี้บัญญัติถึงลักษณะต่าง ๆ เรียงลำดับกันไปดั่งนี้ คือการทำเสน่ห์ยาแฝดและใช้คุณ – การด่าพะยาน – การบนพะยาน – การยกเลิกคำพิพากษาโดยผู้ที่ได้ตัดสินทำคำพิพากษานั้นเอง – การลักทรัพย์ชะนิดต่าง ๆ – ฐานะและหน้าที่ของอำมาตย์ข้าราชการ – การเพาะปลูก – การยืมมีดอกเบี้ย – สัญญาตัวแทนค้าต่าง ๆ – การจำหน่ายสุราเมรัย – หนี้และการเรียก<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 8spcjmn4uoik2fdryzvium6odqfbxk6 295646 295645 2026-09-19T07:42:10Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295646 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>กฎหมายโรมันก็เป็นที่กระทำกันอยู่. ในต่อไปนี้จะได้อธิบายให้ทราบเป็นพิเศษว่าเพราะเหตุใดความนิยมเลือกศึกษากฎหมายโรมันจึ่งได้มีน้ำหนักมาก. {{ลหสต|a4|ข้อความรู้โดยสังเขปเกี่ยวกับกฎหมาย <br> ของชนชาติสำคัญ ๆ ที่ให้กำเนิดแก่อารยธรรม|120}} {{กม|ข3|7}}นอกจากกฎหมายโรมัน ยังมีกฎหมายที่สำคัญ ๆ อยู่อีกไม่น้อยที่ได้เคยมีอิทธิพลอยู่เหนือส่วนใหญ่ของโลก, และยิ่งกว่านั้นกฎหมายอื่นก็ได้มีกำเนิดมาก่อนกฎหมายโรมัน พร้อมทั้งได้มีเอกสารหลักฐานตกมาถึงเรามากกว่ากฎหมายโรมันอีกด้วย. {{สนต|กรุงบาบีโลน}} นครหลวงของประเทศคาลเด (Chaldée) และศูนย์กลางของอารยธรรมโบราณที่สุดแห่งหนึ่งของโลก, ในระยะ ๑๕๐๐ ปีเศษก่อนพุทธกาล กรุงบาบีโลนได้มีกฎหมายที่ได้เข้าสู่ขั้นแห่งความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้ามาเป็นอันมากแล้ว มีอาทิในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยสัญญา กฎหมายพาณิชย์และการจัดวางระเบียบการเครดิต. เรารู้จักกฎหมายนี้ได้โดยมากจากประมวลกฎหมายของฮัมมูราบี (Hammourabi) อันมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันมาก. ที่เรียกกันว่าประมวลกฎหมายฮัมมูราบีนั้นคือแท่งศิลาสูง ๒.๒๕ เมตร์ และมีฐานล่าง{{ตตฉ|กรม|กลม}} วัดโดยรอบได้ ๑.๙๐ เมตร์. แท่งศิลาจารึกนี้ได้มีผู้พบในทรากของนครซู๊ส (Suse) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕. แท่งศิลานี้มีจารึกภาพพระอาทิตย์เจ้าที่ชาวกรุงบาบีโลนถือว่าเป็นพระเจ้าแห่งความยุตติธรรมกำลังมีโองการแก่เจ้าแห่งกรุงบาบีโลนถึง “บัญญัติแห่งความเที่ยงธรรม” ซึ่งมีตัวบทแกะสลักอยู่รอบแท่งศิลานั้น โบราณวัตถุนี้ได้สร้างขึ้นในระหว่างปีที่ ๔๐ และ ๔๓ ของรัชชกาลพระเจ้าฮัมมูราบี กษัตริย์สำคัญของกรุงบาบีโลน กล่าวคือในราว ๑๕๔๐ ปีก่อนพุทธศักราช นับว่าเป็นหลักฐานของกฎหมายเก่าแก่ที่สุดที่เรารู้จัก แท่งศิลาจารึกตามที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้อยู่ในสภาพที่จะให้เราสามารถอ่านบทกฎหมายที่จารึกอยู่ได้ ๒๕๐ มาตรา, ซึ่งคิดรวมได้ประมาณราว ๓๖๐๐ บรรทัด. บทกฎหมายในมาตราต่าง ๆ เหล่านี้บัญญัติถึงลักษณะต่าง ๆ เรียงลำดับกันไปดั่งนี้ คือการทำเสน่ห์ยาแฝดและใช้คุณ – การด่าพะยาน – การบนพะยาน – การยกเลิกคำพิพากษาโดยผู้ที่ได้ตัดสินทำคำพิพากษานั้นเอง – การลักทรัพย์ชะนิดต่าง ๆ – ฐานะและหน้าที่ของอำมาตย์ข้าราชการ – การเพาะปลูก – การยืมมีดอกเบี้ย – สัญญาตัวแทนค้าต่าง ๆ – การจำหน่ายสุราเมรัย – หนี้และการเรียก<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> e1v3l0bq4dvym3jn2mph2fh43y20pqa หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/13 250 75713 295647 294110 2026-09-19T07:44:53Z Vesperstelo 11696 295647 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Flamevine" />{{หสล|๗|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ร้องบังคับชำระหนี้ – สัญญาฝากทรัพย์ – ครอบครัว – การทำร้ายร่างกาย – แพทย์ ช่างสถาปัตยกรรม และคนเรือ – สัตว์ ทาษ และทรัพย์สำหรับกสิกรรม – ตามที่ระบุมานี้เห็นได้ว่าตัวบทกฎหมายที่ปรากฏอยู่บนแท่งศิลาจารึกนี้หาได้มีลักษณะเป็นประมวลกฎหมายตามนัยที่เราเข้าใจอยู่ณปัจจุบันนี้ไม่ กล่าวคือหาได้เป็นการรวบรวมกฎหมายของประเทศคาลเดอย่างเป็นระเบียบไม่ แต่เป็นเพียงการรวบรวมคำตัดสินของกษัตริย์และประกาศราชโองการเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่มีลักษณะผิดแผกกันและกันอยู่มาก ๆ การเรียงลำดับเรื่องเหล่านี้เป็นการเรียงลำดับอย่างเคร่า ๆ และแสดงให้เห็นแต่เพียงบทบัญญัติของกฎหมายอันขาดกะท่อนกะแท่นไม่ติดต่อบริบูรณ์ นอกจากนั้นยังมีเอกสารแสดงให้รู้ถึงวิธีทำนิติกรรมต่าง ๆ อีกมาก ซึ่งแสดงให้เห็นความผันแปรเปลี่ยนแปลงเรื่อยตลอดมาเป็นระยะเวลานานหลายศตวรรษ และเรายังมีประชุมบทจารีตประเพณีของชาวอัสซีเรียนซึ่งมีผู้รวบรวมไว้ในระหว่างปี ๘๕๐ กับปี ๖๕๐ ก่อนพุทธกาล ตามจารีตประเพณีเหล่านี้ไม่ได้แสดงให้เห็นความเจริญก้าวหน้าของกฎหมาย แต่กลับแสดงให้เห็นว่ากฎหมายในสมัยหลังนี้มีความเจริญล้าหลังกว่ากฎหมายในสมัยเก่าเสียอีก {{กม|ข3|8}}{{สนต|ประเทศอียิปต์}} ได้มีเอกสารในทางกฎหมายที่เจริญดีก่อนสมัยกรุงโรมมานานเหมือนกัน แต่ว่าบรรดาผู้บัญญัติกฎหมายได้ไปหยุดอยู่แต่เพียงรวบรวมบัญญัติต่าง ๆ เข้าไว้ โดยมิได้คิดจัดลำดับทำกฎหมายอียิปต์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงเป็นระเบียบอันหนึ่งอันเดียวกัน กฎหมายได้แสดงออกเป็นบทบัญญัติที่ชัดและจำกัดความแคบมาก ไม่ให้โอกาสที่จะตีความขยายออกตามหลักแห่งเหตุผลหรืออาศัยใช้เป็นสมุฎฐานสำหรับดัดแปลงให้เป็นบทบัญญัติขึ้น{{ตตฉ|ใหม|ใหม่}}ได้ นักโบราณคดีในประเทศอียิปต์ยังไม่ได้พบตำรากฎหมายแม้แต่ฉะบับเดียว หรือหนังสือที่ผู้แต่งได้พยายามที่จะจัดกฎหมายให้เป็นหมวดหมู่หรือแบ่งแยกประเภทไว้ประการใดเลย เพราะเหตุนี้กฎหมายอียิปต์จึ่งไม่ได้แสดงให้ปรากฏอิทธิพลแต่อย่างใดเหนือกฎหมายของชุมนุมชนอื่น ๆ ข้างเคียง {{สนต|ประเทศกริ๊ก}} ก็เช่นเดียวกัน ได้มีผู้บัญญัติกฎหมายที่สำคัญ ๆ มาก่อนกรุงโรม แต่ในประเทศกริ๊กนี้ถือกันว่ากฎหมายเป็นส่วนหนึ่งของวิชาสุนทรพากย์หรือของธรรมจรรยา{{วว}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> r4gc8b51qdtzxe6x741d2can3nryp7t 295648 295647 2026-09-19T07:45:12Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295648 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๗|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ร้องบังคับชำระหนี้ – สัญญาฝากทรัพย์ – ครอบครัว – การทำร้ายร่างกาย – แพทย์ ช่างสถาปัตยกรรม และคนเรือ – สัตว์ ทาษ และทรัพย์สำหรับกสิกรรม – ตามที่ระบุมานี้เห็นได้ว่าตัวบทกฎหมายที่ปรากฏอยู่บนแท่งศิลาจารึกนี้หาได้มีลักษณะเป็นประมวลกฎหมายตามนัยที่เราเข้าใจอยู่ณปัจจุบันนี้ไม่ กล่าวคือหาได้เป็นการรวบรวมกฎหมายของประเทศคาลเดอย่างเป็นระเบียบไม่ แต่เป็นเพียงการรวบรวมคำตัดสินของกษัตริย์และประกาศราชโองการเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่มีลักษณะผิดแผกกันและกันอยู่มาก ๆ การเรียงลำดับเรื่องเหล่านี้เป็นการเรียงลำดับอย่างเคร่า ๆ และแสดงให้เห็นแต่เพียงบทบัญญัติของกฎหมายอันขาดกะท่อนกะแท่นไม่ติดต่อบริบูรณ์ นอกจากนั้นยังมีเอกสารแสดงให้รู้ถึงวิธีทำนิติกรรมต่าง ๆ อีกมาก ซึ่งแสดงให้เห็นความผันแปรเปลี่ยนแปลงเรื่อยตลอดมาเป็นระยะเวลานานหลายศตวรรษ และเรายังมีประชุมบทจารีตประเพณีของชาวอัสซีเรียนซึ่งมีผู้รวบรวมไว้ในระหว่างปี ๘๕๐ กับปี ๖๕๐ ก่อนพุทธกาล ตามจารีตประเพณีเหล่านี้ไม่ได้แสดงให้เห็นความเจริญก้าวหน้าของกฎหมาย แต่กลับแสดงให้เห็นว่ากฎหมายในสมัยหลังนี้มีความเจริญล้าหลังกว่ากฎหมายในสมัยเก่าเสียอีก {{กม|ข3|8}}{{สนต|ประเทศอียิปต์}} ได้มีเอกสารในทางกฎหมายที่เจริญดีก่อนสมัยกรุงโรมมานานเหมือนกัน แต่ว่าบรรดาผู้บัญญัติกฎหมายได้ไปหยุดอยู่แต่เพียงรวบรวมบัญญัติต่าง ๆ เข้าไว้ โดยมิได้คิดจัดลำดับทำกฎหมายอียิปต์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงเป็นระเบียบอันหนึ่งอันเดียวกัน กฎหมายได้แสดงออกเป็นบทบัญญัติที่ชัดและจำกัดความแคบมาก ไม่ให้โอกาสที่จะตีความขยายออกตามหลักแห่งเหตุผลหรืออาศัยใช้เป็นสมุฎฐานสำหรับดัดแปลงให้เป็นบทบัญญัติขึ้น{{ตตฉ|ใหม|ใหม่}}ได้ นักโบราณคดีในประเทศอียิปต์ยังไม่ได้พบตำรากฎหมายแม้แต่ฉะบับเดียว หรือหนังสือที่ผู้แต่งได้พยายามที่จะจัดกฎหมายให้เป็นหมวดหมู่หรือแบ่งแยกประเภทไว้ประการใดเลย เพราะเหตุนี้กฎหมายอียิปต์จึ่งไม่ได้แสดงให้ปรากฏอิทธิพลแต่อย่างใดเหนือกฎหมายของชุมนุมชนอื่น ๆ ข้างเคียง {{สนต|ประเทศกริ๊ก}} ก็เช่นเดียวกัน ได้มีผู้บัญญัติกฎหมายที่สำคัญ ๆ มาก่อนกรุงโรม แต่ในประเทศกริ๊กนี้ถือกันว่ากฎหมายเป็นส่วนหนึ่งของวิชาสุนทรพากย์หรือของธรรมจรรยา{{วว}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> kmpfod9i0j2t5ry3dau884nniib9se7 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/14 250 75714 295649 294112 2026-09-19T07:45:52Z Vesperstelo 11696 295649 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Flamevine" />{{หสล|๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>หาได้เคยแยกออกมาเป็นวิทยามีความเป็นอยู่ตามลำพังต่างหากไม่ ยิ่งกว่านั้นพวกกริ๊กใฝ่ใจอยู่ฉะเพาะแต่ในเรื่องจัดวางระเบียบทางการเมืองเสียมากกว่า ผู้บัญญัติกฎหมายของกริ๊กจะเอาใจใส่กับระเบียบต่าง ๆ ของชุมนุมชน ในส่วนที่เกี่ยวกับเอกชนก็ฉะเพาะเพื่อปรับปรุงให้เหมาะแก่ความคิดเห็นในเรื่องรัฐตามแง่ปรัชญาเท่านั้น เพราะเหตุนี้แม้ประเทศกริ๊กได้เป็นประเทศอันมีอารยธรรมอันสูงก็ดี กฎหมายเอกชนกริ๊กจึ่งคงอยู่ในขั้นซึ่งออกจะล้าหลัง อนึ่งส่วนสิ่งที่ดีเป็นที่น่าถือตามและสามารถอำนวยผลได้อย่างดีซึ่งนักปราชญ์กฎหมายกริ๊กได้ค้นคว้าจัดวางไว้นั้น นักนีติศาสตร์โรมันได้รวบรวมรับเอามาไว้ในกฎหมายโรมันโดยสิ้นเชิง {{กม|ข3|9}}ยังมีกฎหมายของประเทศผู้ก่อกำเนิดอารยธรรมอันสำคัญอีกสองประเทศที่เราจะผ่านเลยไปโดยไม่กล่าวถึงบ้างนั้นหาได้ไม่ กฎหมายของประเทศทั้งสองนี้อย่างน้อยในชั้นต้นดูเป็นเรื่องที่เราน่าจะต้องทำการศึกษาค้นคว้าไม่น้อยไปกว่ากฎหมายโรมัน ตามที่กล่าวมานี้ข้าพเจ้าหมายถึงกฎหมายของประเทศจีนและฮินดู {{สนต|ประเทศจีน}} ได้เจริญรุ่งเรืองมาเป็นร้อย ๆ ปีก่อนที่กรุงโรมจะได้สร้างขึ้น แต่ว่าหลักฐานที่แน่นอนอันจะพึงอาศัยใช้ค้นคว้าสำหรับศึกษากฎหมายจีนนั้น เมื่อพูดตามส่วนความเก่าแก่ของประเทศแล้ว มีอายุไม่สู้นานนัก ประมวลกฎหมายจีนที่เรารู้จักเป็นฉะบับแรกได้มีกำเนิดขึ้นในราว พ.ศ. ๑๔๐ ประมวลกฎหมายฉะบับนี้ว่าด้วยกฎหมายอาญาโดยฉะเพาะแต่อย่างเดียว และแบ่งออกเป็น ๖ ภาค สองร้อยปีต่อมาได้มีการเพิ่มเติมบทบัญญัติขึ้นในประมวลกฎหมายนี้อีก ๓ ภาค ในทั้งสามภาคนี้มีอยู่ภาคหนึ่งซึ่งกล่าวถึงระเบียบต่าง ๆ แห่งชุมนุมชนในทางกฎหมายแพ่ง คือกล่าวถึงกฎหมายว่าด้วยการสำมะโนครัว ซึ่งมีบทบัญญัติอันว่าด้วยการสมรสรวมอยู่ ประมวลกฎหมายฉะบับนี้ได้เรียกกันว่า “ประมวลเก้าภาค” ประมวลนี้คงได้ใช้เป็นเค้าโครงเดิมของการร่างประมวลกฎหมายที่สำคัญ ๆ ของจีนในเวลาต่อมา ประมวลที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นเวลาต่อมานี้คือฉะบับที่ได้จัดทำขึ้นใน พ.ศ. ๑๑๙๗ ในสมัยของราชวงศ์ถัง อันเป็นราชวงศ์ใหญ่ราชวงศ์หนึ่งของจีน เค้าโครงและส่วนใหญ่แห่งข้อบังคับในประมวลกฎหมายฉะบับนี้ กษัตริย์ในราชวงศ์ต่อ ๆ มาของจีนได้รับเอามาปรับปรุงถือตามเป็นลำดับมา อาศัยที่ชนชาติจีนมีอุปนิสสัยสงวนรักษาอารยธรรมของตนมิให้<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 6xcdsbkhp9ccwiu6nr8m4x4npgdpwr4 295650 295649 2026-09-19T07:46:02Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295650 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>หาได้เคยแยกออกมาเป็นวิทยามีความเป็นอยู่ตามลำพังต่างหากไม่ ยิ่งกว่านั้นพวกกริ๊กใฝ่ใจอยู่ฉะเพาะแต่ในเรื่องจัดวางระเบียบทางการเมืองเสียมากกว่า ผู้บัญญัติกฎหมายของกริ๊กจะเอาใจใส่กับระเบียบต่าง ๆ ของชุมนุมชน ในส่วนที่เกี่ยวกับเอกชนก็ฉะเพาะเพื่อปรับปรุงให้เหมาะแก่ความคิดเห็นในเรื่องรัฐตามแง่ปรัชญาเท่านั้น เพราะเหตุนี้แม้ประเทศกริ๊กได้เป็นประเทศอันมีอารยธรรมอันสูงก็ดี กฎหมายเอกชนกริ๊กจึ่งคงอยู่ในขั้นซึ่งออกจะล้าหลัง อนึ่งส่วนสิ่งที่ดีเป็นที่น่าถือตามและสามารถอำนวยผลได้อย่างดีซึ่งนักปราชญ์กฎหมายกริ๊กได้ค้นคว้าจัดวางไว้นั้น นักนีติศาสตร์โรมันได้รวบรวมรับเอามาไว้ในกฎหมายโรมันโดยสิ้นเชิง {{กม|ข3|9}}ยังมีกฎหมายของประเทศผู้ก่อกำเนิดอารยธรรมอันสำคัญอีกสองประเทศที่เราจะผ่านเลยไปโดยไม่กล่าวถึงบ้างนั้นหาได้ไม่ กฎหมายของประเทศทั้งสองนี้อย่างน้อยในชั้นต้นดูเป็นเรื่องที่เราน่าจะต้องทำการศึกษาค้นคว้าไม่น้อยไปกว่ากฎหมายโรมัน ตามที่กล่าวมานี้ข้าพเจ้าหมายถึงกฎหมายของประเทศจีนและฮินดู {{สนต|ประเทศจีน}} ได้เจริญรุ่งเรืองมาเป็นร้อย ๆ ปีก่อนที่กรุงโรมจะได้สร้างขึ้น แต่ว่าหลักฐานที่แน่นอนอันจะพึงอาศัยใช้ค้นคว้าสำหรับศึกษากฎหมายจีนนั้น เมื่อพูดตามส่วนความเก่าแก่ของประเทศแล้ว มีอายุไม่สู้นานนัก ประมวลกฎหมายจีนที่เรารู้จักเป็นฉะบับแรกได้มีกำเนิดขึ้นในราว พ.ศ. ๑๔๐ ประมวลกฎหมายฉะบับนี้ว่าด้วยกฎหมายอาญาโดยฉะเพาะแต่อย่างเดียว และแบ่งออกเป็น ๖ ภาค สองร้อยปีต่อมาได้มีการเพิ่มเติมบทบัญญัติขึ้นในประมวลกฎหมายนี้อีก ๓ ภาค ในทั้งสามภาคนี้มีอยู่ภาคหนึ่งซึ่งกล่าวถึงระเบียบต่าง ๆ แห่งชุมนุมชนในทางกฎหมายแพ่ง คือกล่าวถึงกฎหมายว่าด้วยการสำมะโนครัว ซึ่งมีบทบัญญัติอันว่าด้วยการสมรสรวมอยู่ ประมวลกฎหมายฉะบับนี้ได้เรียกกันว่า “ประมวลเก้าภาค” ประมวลนี้คงได้ใช้เป็นเค้าโครงเดิมของการร่างประมวลกฎหมายที่สำคัญ ๆ ของจีนในเวลาต่อมา ประมวลที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นเวลาต่อมานี้คือฉะบับที่ได้จัดทำขึ้นใน พ.ศ. ๑๑๙๗ ในสมัยของราชวงศ์ถัง อันเป็นราชวงศ์ใหญ่ราชวงศ์หนึ่งของจีน เค้าโครงและส่วนใหญ่แห่งข้อบังคับในประมวลกฎหมายฉะบับนี้ กษัตริย์ในราชวงศ์ต่อ ๆ มาของจีนได้รับเอามาปรับปรุงถือตามเป็นลำดับมา อาศัยที่ชนชาติจีนมีอุปนิสสัยสงวนรักษาอารยธรรมของตนมิให้<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> aj6n513dlgb0s34h3py870ndtvsawdf หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/15 250 75715 295651 294114 2026-09-19T07:46:55Z Vesperstelo 11696 295651 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Flamevine" />{{หสล|๙|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เสื่อมสูญ บรรดาประมวลกฎหมายที่เกิดขึ้นในสมัยของราชวงศ์ต่าง ๆ จึ่งยังมีบทบัญญัติติดต่อกันมาพร้อมด้วยพื้นเพอันกลมเกลียวแน่นแฟ้นเกือบครบถ้วนไม่ขาดมาจนถึงสมัยปัจจุบันนี้ การแก้มีอยู่แต่เล็กน้อย. กฎหมายของจีนเหล่านี้ได้มีรัศมีแผ่ออกไปโดยรอบอย่างไพศาล มีอิทธิพลอยู่เหนือกฎหมายของญวน เกาหลี และญี่ปุ่นเป็นต้น. ชนชาติแมนจูซึ่งได้มามีอำนาจขึ้นในประเทศจีนเมื่อ พ.ศ. ๒๑๘๖ ตลอดมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายฉะบับใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๘๙. ประมวลกฎหมายฉะบับนี้ได้ชำระและพิมพ์ขึ้นครั้งหลังที่สุดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ เป็นงานใหญ่โตทางกฎหมาย โดยคลุมครอบบรรดากิจการงานของรัฐบาลและของเอกชนทุก ๆ แผนก<ref>ประมวลกฎหมายนี้ บาดหลวงกีบูแลส์ (Guy Boulais) ได้แปลออกเป็นภาษาฝรั่งเศสโดยให้ชื่อว่า ''Manuel de Code Chinois''.</ref> แต่ว่าในประมวลกฎหมายนี้เช่นเดียวกันกับในประมวลฉะบับก่อน ๆ, ผู้บัญญัติกฎหมายจีนเดินตามแนวคิดเห็นโดยฉะเพาะเหมาะแก่สภาพความคิดเห็นเป็นพิเศษของจีนอย่างหนึ่ง, คือสำหรับชนชาติจีนนั้นเป็นที่ถือกันว่ากฎหมายนั้นย่อมคงปะปนแยกออกไม่ได้จากการลงโทษทางอาญา. กฎหมายกับอาญาต้องคู่กันไป. อีกนัยหนึ่งก็คือกฎหมายได้แก่วิธีการบังคับกำหนดโทษอันจำเป็นต้องจัดขึ้นเพื่อให้บรรดาผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของประชาคมจีน มีคนต่างด้าวเป็นต้น อยู่ในความเรียบร้อยอย่างกวดขัน. ส่วนพลเมืองจีนที่ดี{{ตตฉ|.|,}} ชาวจีนที่แท้จริงนั้น ไม่จำต้องมีบทกฎหมายสำหรับบังคับความประพฤติของเขา เพราะเขาดำเนินชีวิตตามจารีตต่าง ๆ อันมีอยู่แต่ดึกดำบรรพ์และที่เขาถือว่าเป็นข้อบังคับแห่งธรรมชาติ. แต่ธรรมชาตินั้นล้วนเป็นวัตถุแห่งปรัชญาวิทยา ๆ นั้นเองจึ่งสอนให้ชาวจีนรู้ถึงข้อบังคับแห่งธรรมชาติว่าเป็นอย่างไร ฉะนั้นปรัชญาวิทยาจึงอยู่ในฐานะที่ใช้เป็นกฎหมายได้หรือทำให้กฎหมายไม่มีประโยชน์เสียเลย เนื่องจากแนวความคิดอันนี้ประมวลกฎหมายจีนจึงมีลักษณะอันสำคัญเป็นประมวลกฎหมายอาญา, และหากจะมีลักษณะพาดพิงกล่าวถึงกฎหมายเอกชนบ้างก็ต่อเมื่อบทบัญญัติของกฎหมายเอกชนที่นำมากล่าวไว้นั้นจำจะต้องประกอบด้วยการลงโทษทางอาญา จริงอยู่กฎหมายของชุมนุมชนต่าง ๆ ในครั้งโบราณย่อมจะมีลักษณะเป็นกฎหมายอาญาทั้งสิ้น, แต่ถึงกระนั้นสำหรับในกฎหมายจีน ลักษณะอันเป็นกฎหมายอาญาได้มีปรากฏเด่นชัดยิ่งกว่าในกฎหมายของชุมนุมชนอื่นใดทั้งสิ้น. ทั้งนี้ก็เพราะลักษณะอันนี้ได้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งแห่งระบอบกฎหมายของจีน และเป็นแง่แห่งความคิดเห็นอันหนึ่ง<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> fa6m901ohx3uqkoympsq5slm416p544 295652 295651 2026-09-19T07:47:07Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295652 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๙|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เสื่อมสูญ บรรดาประมวลกฎหมายที่เกิดขึ้นในสมัยของราชวงศ์ต่าง ๆ จึ่งยังมีบทบัญญัติติดต่อกันมาพร้อมด้วยพื้นเพอันกลมเกลียวแน่นแฟ้นเกือบครบถ้วนไม่ขาดมาจนถึงสมัยปัจจุบันนี้ การแก้มีอยู่แต่เล็กน้อย. กฎหมายของจีนเหล่านี้ได้มีรัศมีแผ่ออกไปโดยรอบอย่างไพศาล มีอิทธิพลอยู่เหนือกฎหมายของญวน เกาหลี และญี่ปุ่นเป็นต้น. ชนชาติแมนจูซึ่งได้มามีอำนาจขึ้นในประเทศจีนเมื่อ พ.ศ. ๒๑๘๖ ตลอดมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายฉะบับใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๘๙. ประมวลกฎหมายฉะบับนี้ได้ชำระและพิมพ์ขึ้นครั้งหลังที่สุดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ เป็นงานใหญ่โตทางกฎหมาย โดยคลุมครอบบรรดากิจการงานของรัฐบาลและของเอกชนทุก ๆ แผนก<ref>ประมวลกฎหมายนี้ บาดหลวงกีบูแลส์ (Guy Boulais) ได้แปลออกเป็นภาษาฝรั่งเศสโดยให้ชื่อว่า ''Manuel de Code Chinois''.</ref> แต่ว่าในประมวลกฎหมายนี้เช่นเดียวกันกับในประมวลฉะบับก่อน ๆ, ผู้บัญญัติกฎหมายจีนเดินตามแนวคิดเห็นโดยฉะเพาะเหมาะแก่สภาพความคิดเห็นเป็นพิเศษของจีนอย่างหนึ่ง, คือสำหรับชนชาติจีนนั้นเป็นที่ถือกันว่ากฎหมายนั้นย่อมคงปะปนแยกออกไม่ได้จากการลงโทษทางอาญา. กฎหมายกับอาญาต้องคู่กันไป. อีกนัยหนึ่งก็คือกฎหมายได้แก่วิธีการบังคับกำหนดโทษอันจำเป็นต้องจัดขึ้นเพื่อให้บรรดาผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของประชาคมจีน มีคนต่างด้าวเป็นต้น อยู่ในความเรียบร้อยอย่างกวดขัน. ส่วนพลเมืองจีนที่ดี{{ตตฉ|.|,}} ชาวจีนที่แท้จริงนั้น ไม่จำต้องมีบทกฎหมายสำหรับบังคับความประพฤติของเขา เพราะเขาดำเนินชีวิตตามจารีตต่าง ๆ อันมีอยู่แต่ดึกดำบรรพ์และที่เขาถือว่าเป็นข้อบังคับแห่งธรรมชาติ. แต่ธรรมชาตินั้นล้วนเป็นวัตถุแห่งปรัชญาวิทยา ๆ นั้นเองจึ่งสอนให้ชาวจีนรู้ถึงข้อบังคับแห่งธรรมชาติว่าเป็นอย่างไร ฉะนั้นปรัชญาวิทยาจึงอยู่ในฐานะที่ใช้เป็นกฎหมายได้หรือทำให้กฎหมายไม่มีประโยชน์เสียเลย เนื่องจากแนวความคิดอันนี้ประมวลกฎหมายจีนจึงมีลักษณะอันสำคัญเป็นประมวลกฎหมายอาญา, และหากจะมีลักษณะพาดพิงกล่าวถึงกฎหมายเอกชนบ้างก็ต่อเมื่อบทบัญญัติของกฎหมายเอกชนที่นำมากล่าวไว้นั้นจำจะต้องประกอบด้วยการลงโทษทางอาญา จริงอยู่กฎหมายของชุมนุมชนต่าง ๆ ในครั้งโบราณย่อมจะมีลักษณะเป็นกฎหมายอาญาทั้งสิ้น, แต่ถึงกระนั้นสำหรับในกฎหมายจีน ลักษณะอันเป็นกฎหมายอาญาได้มีปรากฏเด่นชัดยิ่งกว่าในกฎหมายของชุมนุมชนอื่นใดทั้งสิ้น. ทั้งนี้ก็เพราะลักษณะอันนี้ได้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งแห่งระบอบกฎหมายของจีน และเป็นแง่แห่งความคิดเห็นอันหนึ่ง<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> j9p4tevp3btuj6c7hh4nzctoph19hk0 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/16 250 75717 295653 294116 2026-09-19T07:47:24Z Vesperstelo 11696 295653 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Flamevine" />{{หสล|๑๐|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ของชนชาติจีนด้วย ดั่งนี้ในประมวลกฎหมายฉะบับสุดท้ายของจีนที่กล่าวข้างบนนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับลักษณะหนี้ จึงมีข้อความเพียงเล็กน้อยที่กล่าวถึงการกู้เงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา, การขายและใช้ทรัพย์สิ่งของที่ได้นำมาฝากไว้ การพบของตกของหายเท่านั้น ในบรรพสุดท้ายของประมวลกฎหมายฉะบับนี้ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎหมายอาญาโดยแท้ มีมาตราหนึ่งกล่าวถึงการวางเพลิงโดยประมาท. นอกจากมาตรานี้ ในประมวลกฎหมายจีนฉะบับนี้ก็มิได้มีการกล่าวถึงหลักเกณฑ์อันควรใช้ในเรื่องความรับผิดเพื่อละเมิดอีกเลย. บทบัญญัติต่าง ๆ แทบทั้งหมดที่เกี่ยวในกฎหมายเอกชนมีลักษณะเป็นจารีตประเพณี และไม่ได้รวบรวมอยู่ในบทกฎหมายลายลักษณ์อักษร. บทบัญญัตินี้ได้เกิดขึ้นตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เพ่งเล็งไปในทางปรัชญา, ธรรมจรรยา และสมาคม ยิ่งกว่าในทางนิติศาสตร์. อาศัยพฤตติการณ์เช่นกล่าวนี้จึ่งทำให้เราเข้าใจได้ว่าชนชาติจีนมิได้เคยมีความเข้าใจลึกซึ้งแจ่มแจ้งพอที่จะพิเคราะห์กฎหมายไปในแง่ที่เป็นวิทยาอันหนึ่งเลย. ในสมัยโบราณของจีนมิได้เคยปรากฏว่ามีตำราอันเกี่ยวกับวิชากฎหมายสักเล่มเดียว จีนไม่ได้เคยแยกกฎหมายออกเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงสมัยนี้จีนได้รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดการทำให้ระเบียบต่าง ๆ แห่งชุมนุมชนของตนมีลักษณะทันเทียมสมัยแห่งอารยธรรมปัจจุบัน, และเพื่อการนี้จีนจำต้องหันเข้าพึ่งหลักการต่าง ๆ ของการจัดระเบียบในชุมนุมชนซึ่งล้วนเป็นหลักการที่ตนมิได้เคยพบเคยเข้าใจมาแต่ก่อน ๆ เลย. ญี่ปุ่นก็ทำนองเดียวกันกับจีน จำต้องละทิ้งกฎหมายเก่าของตนซึ่งเป็นแต่เพียงกฎหมายของจีนที่ได้ทำการลอกคัดเอามาใช้เท่านั้น เมื่อหันไปหาแบบแผนของกฎหมายอย่างใหม่มาจากที่อื่น {{กม|ข3|10}}กฎหมายฮินดู กฎหมายฮินดูแตกต่างกับกฎหมายจีนมาก และควรจะมีการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งต่างหากในประวัติศาสตร์กฎหมาย. ทั้งนี้ก็โดยกฎหมายฮินดูมีความสำคัญอยู่ทั้งในส่วนคุณค่าในตัวเองและทั้งในอิทธิพลที่แผ่ไพศาลออกไปในกฎหมายของชุมนุมชนอื่น ๆ กฎหมายฮินดูนี้ใช้อยู่ในประเทศอินเดียตลอดมาจนทุกวันนี้, และได้เริ่มแผ่ออกใช้แต่เนิ่นในโบราณกาลในอินโดจีนและอินโดเนเซีย (Indonesia) {{ตตฉ|ศิลาจาลึก|ศิลาจารึก}}ในประเทศจัมปาครั้งศตวรรษที่ ๑๗ แห่งพุทธศักราชแสดงยืนยันว่าคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ได้ใช้อยู่ในประเทศจัมปาในสมัยนั้น. บรรดาประมวลกฎหมายชะวาฉะบับเก่าที่สุดที่เราได้มา ก็อาศัยบัญญัติขึ้นตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในกฎหมายฮินดู เช่นเดียวกันกับบรรดาประมวลกฎหมายเก่าของมอญและพะม่า.{{วว}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 62sucymxt7pq64e430sfuq0z5hy4wgm 295654 295653 2026-09-19T07:47:38Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295654 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๑๐|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ของชนชาติจีนด้วย ดั่งนี้ในประมวลกฎหมายฉะบับสุดท้ายของจีนที่กล่าวข้างบนนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับลักษณะหนี้ จึงมีข้อความเพียงเล็กน้อยที่กล่าวถึงการกู้เงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา, การขายและใช้ทรัพย์สิ่งของที่ได้นำมาฝากไว้ การพบของตกของหายเท่านั้น ในบรรพสุดท้ายของประมวลกฎหมายฉะบับนี้ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎหมายอาญาโดยแท้ มีมาตราหนึ่งกล่าวถึงการวางเพลิงโดยประมาท. นอกจากมาตรานี้ ในประมวลกฎหมายจีนฉะบับนี้ก็มิได้มีการกล่าวถึงหลักเกณฑ์อันควรใช้ในเรื่องความรับผิดเพื่อละเมิดอีกเลย. บทบัญญัติต่าง ๆ แทบทั้งหมดที่เกี่ยวในกฎหมายเอกชนมีลักษณะเป็นจารีตประเพณี และไม่ได้รวบรวมอยู่ในบทกฎหมายลายลักษณ์อักษร. บทบัญญัตินี้ได้เกิดขึ้นตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เพ่งเล็งไปในทางปรัชญา, ธรรมจรรยา และสมาคม ยิ่งกว่าในทางนิติศาสตร์. อาศัยพฤตติการณ์เช่นกล่าวนี้จึ่งทำให้เราเข้าใจได้ว่าชนชาติจีนมิได้เคยมีความเข้าใจลึกซึ้งแจ่มแจ้งพอที่จะพิเคราะห์กฎหมายไปในแง่ที่เป็นวิทยาอันหนึ่งเลย. ในสมัยโบราณของจีนมิได้เคยปรากฏว่ามีตำราอันเกี่ยวกับวิชากฎหมายสักเล่มเดียว จีนไม่ได้เคยแยกกฎหมายออกเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงสมัยนี้จีนได้รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดการทำให้ระเบียบต่าง ๆ แห่งชุมนุมชนของตนมีลักษณะทันเทียมสมัยแห่งอารยธรรมปัจจุบัน, และเพื่อการนี้จีนจำต้องหันเข้าพึ่งหลักการต่าง ๆ ของการจัดระเบียบในชุมนุมชนซึ่งล้วนเป็นหลักการที่ตนมิได้เคยพบเคยเข้าใจมาแต่ก่อน ๆ เลย. ญี่ปุ่นก็ทำนองเดียวกันกับจีน จำต้องละทิ้งกฎหมายเก่าของตนซึ่งเป็นแต่เพียงกฎหมายของจีนที่ได้ทำการลอกคัดเอามาใช้เท่านั้น เมื่อหันไปหาแบบแผนของกฎหมายอย่างใหม่มาจากที่อื่น {{กม|ข3|10}}กฎหมายฮินดู กฎหมายฮินดูแตกต่างกับกฎหมายจีนมาก และควรจะมีการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งต่างหากในประวัติศาสตร์กฎหมาย. ทั้งนี้ก็โดยกฎหมายฮินดูมีความสำคัญอยู่ทั้งในส่วนคุณค่าในตัวเองและทั้งในอิทธิพลที่แผ่ไพศาลออกไปในกฎหมายของชุมนุมชนอื่น ๆ กฎหมายฮินดูนี้ใช้อยู่ในประเทศอินเดียตลอดมาจนทุกวันนี้, และได้เริ่มแผ่ออกใช้แต่เนิ่นในโบราณกาลในอินโดจีนและอินโดเนเซีย (Indonesia) {{ตตฉ|ศิลาจาลึก|ศิลาจารึก}}ในประเทศจัมปาครั้งศตวรรษที่ ๑๗ แห่งพุทธศักราชแสดงยืนยันว่าคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ได้ใช้อยู่ในประเทศจัมปาในสมัยนั้น. บรรดาประมวลกฎหมายชะวาฉะบับเก่าที่สุดที่เราได้มา ก็อาศัยบัญญัติขึ้นตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในกฎหมายฮินดู เช่นเดียวกันกับบรรดาประมวลกฎหมายเก่าของมอญและพะม่า.{{วว}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> mfepg7wd6123r0q6axb03fcql4yvnwg หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/17 250 75718 295655 294118 2026-09-19T07:47:58Z Vesperstelo 11696 295655 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Flamevine" />{{หสล|๑๑|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>หนังสือต่าง ๆ ของฮินดูในเชิงนิติศาสตร์มีอยู่มาก และมีอายุนับถอยหลังขึ้นในไปถึงสมัยซึ่งเมื่อกล่าวตามส่วนแล้วนับว่าเก่าแก่ยั่งยืนมานาน. แม้ถึงว่าจะไม่นานเท่าที่เชื่อถือกันมาแต่ก่อน ๆ ก็ดี. ตำรากฎหมายที่เก่าที่สุดซึ่งตกมาถึงเราคือธรรมสูตรของเคาตม (Gautama) ธรรมสูตรฉะบับนี้ตามผลของการค้นคว้าครั้งหลังที่สุดคาดว่าได้แต่งขึ้นในระหว่างหนึ่งศตวรรษก่อนพุทธศักราชกับศตวรรษแรกแห่งพุทธศักราช. ธรรมสูตรของอาปสฺตมฺพ (Apastamba) และของเพาธายน (Baudhyáyana) ซึ่งตัวบทที่ตกทอดมายังเรายังมีอยู่ครบบริบูรณ์เช่นเดิมนั้น ได้มีอายุนับถอยหลังขึ้นไปในราวพุทธศักราช ๑๕๐. ประมวลกฎหมายฮินดูที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาประมวลกฎหมายด้วยกันของฮินดู ซึ่งเรียกว่ามานวธรรมศาสตร์, คือคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์นั้น มีอายุมาไม่ก่อน พ.ศ. ๓๕๐, แต่ว่าเป็นประมวลกฎหมายที่ได้สืบเนื่องมาจากธรรมสูตรที่มีอายุแก่กว่ามาก. นอกจากนี้ยังควรจะต้องกล่าวถึงตำราของวิษณุ (Visnusmrti) ซึ่งมีมาก่อนคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ และตำราของยาชฺญวลฺกฺย (Yájnavaklya) อันได้แต่งภายหลังมนูธรรมศาสตร์ไม่นานเท่าไร กับตำรานารท (Nárada) และ{{ตตฉ|พฺฤสฺปดี|พฤหสฺปติ}} (Brhaspati) ด้วย. หนังสือหลักฐานเหล่านี้ กับคำอธิบายอันมีผู้แต่งขึ้นสืบเนื่องแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเหตุให้กฎหมายเก่าของฮินดูเป็นกฎหมายแห่งยุคโบราณกฎหมายหนึ่ง, ที่อำนวยหลักฐานให้เราสามารถศึกษาค้นคว้าได้โดยสะดวก. กฎหมายฮินดูในยุคต้น ๆ เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะสำคัญหนักไปในทางศาสนา. เช่นเป็นบทจารีตอันกำหนดหน้าที่ในทางศาสนาของคหบดี, กำหนดข้อปฏิบัติสำหรับพราหมณ์, กำหนดการอันเกี่ยวกับศีลชำระต่าง ๆ ฯลฯ มากกว่าอย่างอื่น. ฉะนั้นการศึกษากฎหมายในหมู่พวกฮินดูจึ่งถือกันเสมอมาว่าเป็นสาขาหนึ่งของการเรียนพระเวท ในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์เป็นต้นได้เริ่มด้วยตำนาน{{ตตฉ|กำหนด|กำเนิด}}ของโลก และในบรรดามาตราของคัมภีร์นี้กว่าครึ่งหนึ่งเป็นบัญญัติต่าง ๆ ในทางศาสนา. คัมภีร์นี้แบ่งเป็น ๑๒ บรรพ และใน ๑๒ บรรพนั้นมีตัวบทกฎหมายที่แท้จริง คือกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง อยู่เพียง ๒ บรรพ คือบรรพ ๘ และบรรพ ๙ เท่านั้น. อีกประการหนึ่งบรรดานักนิติศาสตร์ฮินดูมุ่งที่จะวางหลักแห่งอุดมคติของชุมนุมชนที่เป็นไปในเชิงศาสนามากยิ่งกว่าจะจัดรวบรวมประมวลกฎหมายให้เป็นระเบียบมีความเกี่ยวโยงติดต่อกัน แต่ก็โดยเหตุนี้เองกฎหมายฮินดูมีลักษณะเป็นบัญญัติที่ตั้งขึ้นไว้เพื่อใช้ได้ทั่วไป ไม่ตกอยู่ในข้อจำกัดบังคับใด ๆ ของจารีตประเพณีใน<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 05key48izs8q2wigvwi9xn22qhc06lb 295656 295655 2026-09-19T07:48:16Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295656 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๑๑|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>หนังสือต่าง ๆ ของฮินดูในเชิงนิติศาสตร์มีอยู่มาก และมีอายุนับถอยหลังขึ้นในไปถึงสมัยซึ่งเมื่อกล่าวตามส่วนแล้วนับว่าเก่าแก่ยั่งยืนมานาน. แม้ถึงว่าจะไม่นานเท่าที่เชื่อถือกันมาแต่ก่อน ๆ ก็ดี. ตำรากฎหมายที่เก่าที่สุดซึ่งตกมาถึงเราคือธรรมสูตรของเคาตม (Gautama) ธรรมสูตรฉะบับนี้ตามผลของการค้นคว้าครั้งหลังที่สุดคาดว่าได้แต่งขึ้นในระหว่างหนึ่งศตวรรษก่อนพุทธศักราชกับศตวรรษแรกแห่งพุทธศักราช. ธรรมสูตรของอาปสฺตมฺพ (Apastamba) และของเพาธายน (Baudhyáyana) ซึ่งตัวบทที่ตกทอดมายังเรายังมีอยู่ครบบริบูรณ์เช่นเดิมนั้น ได้มีอายุนับถอยหลังขึ้นไปในราวพุทธศักราช ๑๕๐. ประมวลกฎหมายฮินดูที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาประมวลกฎหมายด้วยกันของฮินดู ซึ่งเรียกว่ามานวธรรมศาสตร์, คือคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์นั้น มีอายุมาไม่ก่อน พ.ศ. ๓๕๐, แต่ว่าเป็นประมวลกฎหมายที่ได้สืบเนื่องมาจากธรรมสูตรที่มีอายุแก่กว่ามาก. นอกจากนี้ยังควรจะต้องกล่าวถึงตำราของวิษณุ (Visnusmrti) ซึ่งมีมาก่อนคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ และตำราของยาชฺญวลฺกฺย (Yájnavaklya) อันได้แต่งภายหลังมนูธรรมศาสตร์ไม่นานเท่าไร กับตำรานารท (Nárada) และ{{ตตฉ|พฺฤสฺปดี|พฤหสฺปติ}} (Brhaspati) ด้วย. หนังสือหลักฐานเหล่านี้ กับคำอธิบายอันมีผู้แต่งขึ้นสืบเนื่องแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเหตุให้กฎหมายเก่าของฮินดูเป็นกฎหมายแห่งยุคโบราณกฎหมายหนึ่ง, ที่อำนวยหลักฐานให้เราสามารถศึกษาค้นคว้าได้โดยสะดวก. กฎหมายฮินดูในยุคต้น ๆ เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะสำคัญหนักไปในทางศาสนา. เช่นเป็นบทจารีตอันกำหนดหน้าที่ในทางศาสนาของคหบดี, กำหนดข้อปฏิบัติสำหรับพราหมณ์, กำหนดการอันเกี่ยวกับศีลชำระต่าง ๆ ฯลฯ มากกว่าอย่างอื่น. ฉะนั้นการศึกษากฎหมายในหมู่พวกฮินดูจึ่งถือกันเสมอมาว่าเป็นสาขาหนึ่งของการเรียนพระเวท ในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์เป็นต้นได้เริ่มด้วยตำนาน{{ตตฉ|กำหนด|กำเนิด}}ของโลก และในบรรดามาตราของคัมภีร์นี้กว่าครึ่งหนึ่งเป็นบัญญัติต่าง ๆ ในทางศาสนา. คัมภีร์นี้แบ่งเป็น ๑๒ บรรพ และใน ๑๒ บรรพนั้นมีตัวบทกฎหมายที่แท้จริง คือกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง อยู่เพียง ๒ บรรพ คือบรรพ ๘ และบรรพ ๙ เท่านั้น. อีกประการหนึ่งบรรดานักนิติศาสตร์ฮินดูมุ่งที่จะวางหลักแห่งอุดมคติของชุมนุมชนที่เป็นไปในเชิงศาสนามากยิ่งกว่าจะจัดรวบรวมประมวลกฎหมายให้เป็นระเบียบมีความเกี่ยวโยงติดต่อกัน แต่ก็โดยเหตุนี้เองกฎหมายฮินดูมีลักษณะเป็นบัญญัติที่ตั้งขึ้นไว้เพื่อใช้ได้ทั่วไป ไม่ตกอยู่ในข้อจำกัดบังคับใด ๆ ของจารีตประเพณีใน<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> kkdhac2nl7hoyeqdaaem1dfrjch9apk 295657 295656 2026-09-19T07:49:14Z Vesperstelo 11696 295657 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๑๑|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>หนังสือต่าง ๆ ของฮินดูในเชิงนิติศาสตร์มีอยู่มาก และมีอายุนับถอยหลังขึ้นในไปถึงสมัยซึ่งเมื่อกล่าวตามส่วนแล้วนับว่าเก่าแก่ยั่งยืนมานาน. แม้ถึงว่าจะไม่นานเท่าที่เชื่อถือกันมาแต่ก่อน ๆ ก็ดี. ตำรากฎหมายที่เก่าที่สุดซึ่งตกมาถึงเราคือธรรมสูตรของเคาตม (Gautama) ธรรมสูตรฉะบับนี้ตามผลของการค้นคว้าครั้งหลังที่สุดคาดว่าได้แต่งขึ้นในระหว่างหนึ่งศตวรรษก่อนพุทธศักราชกับศตวรรษแรกแห่งพุทธศักราช. ธรรมสูตรของอาปสฺตมฺพ (Apastamba) และของเพาธายน (Baudhyáyana) ซึ่งตัวบทที่ตกทอดมายังเรายังมีอยู่ครบบริบูรณ์เช่นเดิมนั้น ได้มีอายุนับถอยหลังขึ้นไปในราวพุทธศักราช ๑๕๐. ประมวลกฎหมายฮินดูที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาประมวลกฎหมายด้วยกันของฮินดู ซึ่งเรียกว่ามานวธรรมศาสตร์, คือคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์นั้น มีอายุมาไม่ก่อน พ.ศ. ๓๕๐, แต่ว่าเป็นประมวลกฎหมายที่ได้สืบเนื่องมาจากธรรมสูตรที่มีอายุแก่กว่ามาก. นอกจากนี้ยังควรจะต้องกล่าวถึงตำราของวิษณุ (Visnusmrti) ซึ่งมีมาก่อนคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ และตำราของยาชฺญวลฺกฺย (Yájnavaklya) อันได้แต่งภายหลังมนูธรรมศาสตร์ไม่นานเท่าไร กับตำรานารท (Nárada) และ{{ตตฉ|พฺฤสฺปดี|พฺฤหสฺปติ}} (Brhaspati) ด้วย. หนังสือหลักฐานเหล่านี้ กับคำอธิบายอันมีผู้แต่งขึ้นสืบเนื่องแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเหตุให้กฎหมายเก่าของฮินดูเป็นกฎหมายแห่งยุคโบราณกฎหมายหนึ่ง, ที่อำนวยหลักฐานให้เราสามารถศึกษาค้นคว้าได้โดยสะดวก. กฎหมายฮินดูในยุคต้น ๆ เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะสำคัญหนักไปในทางศาสนา. เช่นเป็นบทจารีตอันกำหนดหน้าที่ในทางศาสนาของคหบดี, กำหนดข้อปฏิบัติสำหรับพราหมณ์, กำหนดการอันเกี่ยวกับศีลชำระต่าง ๆ ฯลฯ มากกว่าอย่างอื่น. ฉะนั้นการศึกษากฎหมายในหมู่พวกฮินดูจึ่งถือกันเสมอมาว่าเป็นสาขาหนึ่งของการเรียนพระเวท ในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์เป็นต้นได้เริ่มด้วยตำนาน{{ตตฉ|กำหนด|กำเนิด}}ของโลก และในบรรดามาตราของคัมภีร์นี้กว่าครึ่งหนึ่งเป็นบัญญัติต่าง ๆ ในทางศาสนา. คัมภีร์นี้แบ่งเป็น ๑๒ บรรพ และใน ๑๒ บรรพนั้นมีตัวบทกฎหมายที่แท้จริง คือกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง อยู่เพียง ๒ บรรพ คือบรรพ ๘ และบรรพ ๙ เท่านั้น. อีกประการหนึ่งบรรดานักนิติศาสตร์ฮินดูมุ่งที่จะวางหลักแห่งอุดมคติของชุมนุมชนที่เป็นไปในเชิงศาสนามากยิ่งกว่าจะจัดรวบรวมประมวลกฎหมายให้เป็นระเบียบมีความเกี่ยวโยงติดต่อกัน แต่ก็โดยเหตุนี้เองกฎหมายฮินดูมีลักษณะเป็นบัญญัติที่ตั้งขึ้นไว้เพื่อใช้ได้ทั่วไป ไม่ตกอยู่ในข้อจำกัดบังคับใด ๆ ของจารีตประเพณีใน<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> r4yy2n5p1t4hqafb5jdmtlcoguqtfui หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/18 250 75719 295658 294120 2026-09-19T07:49:32Z Vesperstelo 11696 295658 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Flamevine" />{{หสล|๑๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ประเทศฮินดูโดยฉะเพาะ อาศัยลักษณะอันนี้กฎหมายฮินดูจึ่งได้เป็นที่นิยมแผ่ไพศาลไปในภาคตะวันตกออกไกล. นอกจากนั้นประเทศอินเดียได้มีนักนิติศาสตร์ที่แท้จริงซึ่งได้อุททิศตนเพื่อความรู้ในวิชากฎหมายเป็นพิเศษ ได้จัดวิชากฎหมายให้เป็นแบบระเบียบ และทำให้ความรู้แผนกนี้เจริญขึ้น. เมื่อยกกฎหมายโรมันออกเสียแล้ว เราคงไม่พบประเทศชาติใดที่ได้พยายามจัดให้กฎหมายเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นยิ่งกว่าประเทศชาติฮินดูเลย. ความพยายามนี้ไม่ไร้ผล เพราะในต่อไปเมื่อข้าพเจ้าจะบรรยายถึงกฎหมายเก่าของไทย ท่านจะเห็นว่าในกฎหมายเก่าของไทยนี้ได้มีร่องรอยของกฎหมายฮินดูปรากฏอยู่ทุกขณะ<ref>สำหรับให้นักศึกษาได้แนวความคิดเกี่ยวกับกฎหมายฮินดู ควรอ่านหนังสือของ Julius Jolly: ''Recht und Sitte'' แปลเป็นภาษาอังกฤษชื่อว่า ''Hindu Law and Custom'' (Calcutta 1928)</ref> {{ลหสต|a5|คุณค่าอันเป็นพิเศษของกฎหมายโรมัน|120}} {{กม|ข3|11}}ในบรรดากฎหมายโบราณทั้งหลาย กฎหมายโรมันมีคุณค่าพิเศษซึ่งเป็นผลที่เนื่องมาจากเหตุในทางต่าง ๆ กัน. {{กม|ข3|๑}}ในทางประวัติศาสตร์กฎหมาย, กฎหมายโรมันได้มีอายุสืบเนื่องติดต่อมาเป็นระยะเวลานาน, คือ ๑๓ ศตวรรษ เริ่มตั้งแต่สร้างกรุงโรม (๒๑๑ ปีก่อนพุทธกาล) จนถึงปีที่พระจักรพรรดิราชยูสตีนีอานูส (Justinianus) สิ้นพระชนม์แล้ว (พ.ศ. ๑๑๐๘). ในยุคต้น ๆ กฎหมายโรมันไม่มีลักษณะแตกต่างกับบรรดากฎหมายของชุนชนอื่นที่มีอยู่ในครั้งโบราณ, แต่ว่าเป็นกฎหมายที่ได้รับการเพิ่มเติมและแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเป็นลำดับอยู่เนืองนิจ. เมื่อแรกเริ่มทีเดียวชาวโรมันมีอำนาจอยู่แต่ภายในนครย่อม ๆ นครหนึ่งเท่านั้น แต่ครั้นแล้วก็ได้ค่อย ๆ แผ่ออกทีละเล็กทีละน้อยจนเกือบคลุมครอบตลอดทั่วทวีปยุโรปกับอีกส่วนหนึ่งของภาคบูรพทิศด้วย. อาศัยที่กรุงโรมได้มีหลักฐานอันเป็นเอกสารที่เกี่ยวกับวิชากฎหมายอยู่มากหลาย, เราจึ่งสามารถสืบสาวติดตามทราบถึงความเจริญในเชิงระเบียบต่าง ๆ ทางชุมนุมชนชาวโรมันได้ดีกว่าของชนชาติอื่น ๆ ในสมัยโบราณ. {{กม|ข3|๒}}ในทางคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเองนั้น กฎหมายโรมันมีคุณค่าสูงกว่ากฎหมายของชุมนุมชนใด ๆ ในสมัยโบราณทั้งสิ้นโดยปราศจากข้อที่จะพึงโต้เถียงได้. ชาวโรมันมีนิสสัยเป็นนักนิติศาสตร์โดยแท้ เป็นชนชาติที่สามารถจัดกฎหมายเป็นวิทยาฉะเพาะอันหนึ่งแยก<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 2tphtj6u5s5pu4drztirapruv2w658p 295659 295658 2026-09-19T07:49:50Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295659 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๑๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ประเทศฮินดูโดยฉะเพาะ อาศัยลักษณะอันนี้กฎหมายฮินดูจึ่งได้เป็นที่นิยมแผ่ไพศาลไปในภาคตะวันตกออกไกล. นอกจากนั้นประเทศอินเดียได้มีนักนิติศาสตร์ที่แท้จริงซึ่งได้อุททิศตนเพื่อความรู้ในวิชากฎหมายเป็นพิเศษ ได้จัดวิชากฎหมายให้เป็นแบบระเบียบ และทำให้ความรู้แผนกนี้เจริญขึ้น. เมื่อยกกฎหมายโรมันออกเสียแล้ว เราคงไม่พบประเทศชาติใดที่ได้พยายามจัดให้กฎหมายเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นยิ่งกว่าประเทศชาติฮินดูเลย. ความพยายามนี้ไม่ไร้ผล เพราะในต่อไปเมื่อข้าพเจ้าจะบรรยายถึงกฎหมายเก่าของไทย ท่านจะเห็นว่าในกฎหมายเก่าของไทยนี้ได้มีร่องรอยของกฎหมายฮินดูปรากฏอยู่ทุกขณะ<ref>สำหรับให้นักศึกษาได้แนวความคิดเกี่ยวกับกฎหมายฮินดู ควรอ่านหนังสือของ Julius Jolly: ''Recht und Sitte'' แปลเป็นภาษาอังกฤษชื่อว่า ''Hindu Law and Custom'' (Calcutta 1928)</ref> {{ลหสต|a5|คุณค่าอันเป็นพิเศษของกฎหมายโรมัน|120}} {{กม|ข3|11}}ในบรรดากฎหมายโบราณทั้งหลาย กฎหมายโรมันมีคุณค่าพิเศษซึ่งเป็นผลที่เนื่องมาจากเหตุในทางต่าง ๆ กัน. {{กม|ข3|๑}}ในทางประวัติศาสตร์กฎหมาย, กฎหมายโรมันได้มีอายุสืบเนื่องติดต่อมาเป็นระยะเวลานาน, คือ ๑๓ ศตวรรษ เริ่มตั้งแต่สร้างกรุงโรม (๒๑๑ ปีก่อนพุทธกาล) จนถึงปีที่พระจักรพรรดิราชยูสตีนีอานูส (Justinianus) สิ้นพระชนม์แล้ว (พ.ศ. ๑๑๐๘). ในยุคต้น ๆ กฎหมายโรมันไม่มีลักษณะแตกต่างกับบรรดากฎหมายของชุนชนอื่นที่มีอยู่ในครั้งโบราณ, แต่ว่าเป็นกฎหมายที่ได้รับการเพิ่มเติมและแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเป็นลำดับอยู่เนืองนิจ. เมื่อแรกเริ่มทีเดียวชาวโรมันมีอำนาจอยู่แต่ภายในนครย่อม ๆ นครหนึ่งเท่านั้น แต่ครั้นแล้วก็ได้ค่อย ๆ แผ่ออกทีละเล็กทีละน้อยจนเกือบคลุมครอบตลอดทั่วทวีปยุโรปกับอีกส่วนหนึ่งของภาคบูรพทิศด้วย. อาศัยที่กรุงโรมได้มีหลักฐานอันเป็นเอกสารที่เกี่ยวกับวิชากฎหมายอยู่มากหลาย, เราจึ่งสามารถสืบสาวติดตามทราบถึงความเจริญในเชิงระเบียบต่าง ๆ ทางชุมนุมชนชาวโรมันได้ดีกว่าของชนชาติอื่น ๆ ในสมัยโบราณ. {{กม|ข3|๒}}ในทางคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเองนั้น กฎหมายโรมันมีคุณค่าสูงกว่ากฎหมายของชุมนุมชนใด ๆ ในสมัยโบราณทั้งสิ้นโดยปราศจากข้อที่จะพึงโต้เถียงได้. ชาวโรมันมีนิสสัยเป็นนักนิติศาสตร์โดยแท้ เป็นชนชาติที่สามารถจัดกฎหมายเป็นวิทยาฉะเพาะอันหนึ่งแยก<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> i9mffjdrudhqa1l38g3vvinnhx4y51i หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/19 250 75720 295660 294122 2026-09-19T07:54:39Z Vesperstelo 11696 295660 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Flamevine" />{{หสล|๑๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ออกต่างหากจากศาสนาและธรรมจรรยาได้, ไม่มีในชุมนุมชนใดที่กฎหมายจะได้ถูกจัดให้เข้าระเบียบและมีแบบแผนทางดำเนินได้เป็นอย่างดีถึงขั้นสูงเช่นในชุมนุมชนชาวโรมัน. ชาวโรมันเป็นชนชาติแรกที่ได้เข้าจัดการบ้านเมืองของชนชาติอื่น ๆ ที่ตนได้รบชะนะให้อยู่ราบรื่นเรียบร้อย. ฉะนั้นกฎหมายของชาวโรมันได้ค่อย ๆ ผ่อนผันหันเข้าลงรูปกับสภาพแห่งความเป็นอยู่ของชนชาติต่าง ๆ ที่มีการดำเนินชีวิตผิดแผกแตกต่างกันอย่างมาก ๆ ได้ และกลายเป็นกรอบ, เป็นข้อบังคับทั่วไปที่อาจใช้ได้แก่มนุษย์ชาติโดยไม่จำกัดหมู่จำกัดเหล่า โดยเหตุนี้จึ่งได้ถือกันว่ากฎหมายโรมันนั้นเป็นแบบของวิทยาศาสตร์กฎหมายหรือนิติศาสตร์. คุณค่าอันเลิศนี้ได้ทำให้กฎหมายโรมันได้ขนานนามว่าเป็น “คัมภีร์แห่งสติปัญญา” (ratio scripta) {{กม|ข3|๓}}เมื่อจักรพรรดิโรมันได้สูญสิ้นไปแล้ว แต่กฎหมายโรมันยังคงอยู่. ประการแรกเพราะว่ากฎหมายโรมันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ชนชาติต่าง ๆ ที่ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของกรุงโรม. และอีกประการหนึ่งเพราะว่ากฎหมายโรมันเป็นต้นแบบของกฎหมายดั่งได้กล่าวแล้วข้างต้น, กฎหมายของนานาประเทศในยุโรปจึ่งตกอยู่ในอิทธิพลของกฎหมายโรมันซึ่งได้ซึมซราบแทรกซึ้งเข้าไป กฎหมายโรมันเป็นประดุจกฎหมายกลางของบรรดาประเทศในยุโรป, และโดยฉะเพาะกฎหมายของบรรดาประเทศที่ตั้งอยู่บนคอนติเนนต์อันเป็นประเทศที่กฎหมายโรมันได้แทรกซึมซาบเข้าไปมาก. แนวความคิดในเชิงกฎหมายของประเทศเหล่านี้ ส่วนที่เกี่ยวกับหนี้และกรรมสิทธิ์เป็นต้น ไม่สู้จะมีความแตกต่างกันกับแนวความคิดเห็นของนักนิติศาสตร์โรมันแต่อย่างใด, ฉะนั้นในเมื่อพิจารณาในแง่ที่ได้รับเอาหลักกฎหมายของประเทศยุโรปมาเป็นแนวเค้าโครงในการร่างกฎหมายไทย, เราอาจกล่าวได้ว่ากฎหมายโรมันได้เป็นมูลรากอย่างห่าง ๆ ของกฎหมายไทยปัจจุบัน, เช่นเดียวกับที่ได้เป็นมาแล้วแก่กฎหมายญี่ปุ่นและจีนอันเป็นกฎหมายที่ได้รับเอากฎหมายคอนติเนนต์ของยุโรปเป็นหลักเช่นเดียวกับกฎหมายไทย,<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> o7vkforweb5nqwk1emhyholbneqmewt 295661 295660 2026-09-19T07:54:47Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295661 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๑๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ออกต่างหากจากศาสนาและธรรมจรรยาได้, ไม่มีในชุมนุมชนใดที่กฎหมายจะได้ถูกจัดให้เข้าระเบียบและมีแบบแผนทางดำเนินได้เป็นอย่างดีถึงขั้นสูงเช่นในชุมนุมชนชาวโรมัน. ชาวโรมันเป็นชนชาติแรกที่ได้เข้าจัดการบ้านเมืองของชนชาติอื่น ๆ ที่ตนได้รบชะนะให้อยู่ราบรื่นเรียบร้อย. ฉะนั้นกฎหมายของชาวโรมันได้ค่อย ๆ ผ่อนผันหันเข้าลงรูปกับสภาพแห่งความเป็นอยู่ของชนชาติต่าง ๆ ที่มีการดำเนินชีวิตผิดแผกแตกต่างกันอย่างมาก ๆ ได้ และกลายเป็นกรอบ, เป็นข้อบังคับทั่วไปที่อาจใช้ได้แก่มนุษย์ชาติโดยไม่จำกัดหมู่จำกัดเหล่า โดยเหตุนี้จึ่งได้ถือกันว่ากฎหมายโรมันนั้นเป็นแบบของวิทยาศาสตร์กฎหมายหรือนิติศาสตร์. คุณค่าอันเลิศนี้ได้ทำให้กฎหมายโรมันได้ขนานนามว่าเป็น “คัมภีร์แห่งสติปัญญา” (ratio scripta) {{กม|ข3|๓}}เมื่อจักรพรรดิโรมันได้สูญสิ้นไปแล้ว แต่กฎหมายโรมันยังคงอยู่. ประการแรกเพราะว่ากฎหมายโรมันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ชนชาติต่าง ๆ ที่ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของกรุงโรม. และอีกประการหนึ่งเพราะว่ากฎหมายโรมันเป็นต้นแบบของกฎหมายดั่งได้กล่าวแล้วข้างต้น, กฎหมายของนานาประเทศในยุโรปจึ่งตกอยู่ในอิทธิพลของกฎหมายโรมันซึ่งได้ซึมซราบแทรกซึ้งเข้าไป กฎหมายโรมันเป็นประดุจกฎหมายกลางของบรรดาประเทศในยุโรป, และโดยฉะเพาะกฎหมายของบรรดาประเทศที่ตั้งอยู่บนคอนติเนนต์อันเป็นประเทศที่กฎหมายโรมันได้แทรกซึมซาบเข้าไปมาก. แนวความคิดในเชิงกฎหมายของประเทศเหล่านี้ ส่วนที่เกี่ยวกับหนี้และกรรมสิทธิ์เป็นต้น ไม่สู้จะมีความแตกต่างกันกับแนวความคิดเห็นของนักนิติศาสตร์โรมันแต่อย่างใด, ฉะนั้นในเมื่อพิจารณาในแง่ที่ได้รับเอาหลักกฎหมายของประเทศยุโรปมาเป็นแนวเค้าโครงในการร่างกฎหมายไทย, เราอาจกล่าวได้ว่ากฎหมายโรมันได้เป็นมูลรากอย่างห่าง ๆ ของกฎหมายไทยปัจจุบัน, เช่นเดียวกับที่ได้เป็นมาแล้วแก่กฎหมายญี่ปุ่นและจีนอันเป็นกฎหมายที่ได้รับเอากฎหมายคอนติเนนต์ของยุโรปเป็นหลักเช่นเดียวกับกฎหมายไทย,<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 2rtt3pyb4u9he25hthsac28twtybxo2 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/21 250 75722 295662 294032 2026-09-19T07:55:25Z Vesperstelo 11696 295662 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๑๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{ลหสต|b1|{{ขนอ|200%|ประวัติศาสตร์กฎหมาย}} <br> {{ขนอ|140%|ข้อความเบื้องต้น}}}} {{ลห|b2|การหาหลักฐานเพื่อประกอบ <br> {{สนต|การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}|120}} {{กม|ข3|12}}ข้อแรกที่พึงจะต้องกระทำในเมื่อเราจะศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายของประเทศหนึ่งประเทศใดนั้น ก็คือรวบรวมบรรดาหลักฐานซึ่งสามารถจะช่วยให้เราทราบได้ถึงข้อบังคับและระเบียบต่าง ๆ ซึ่งชุมนุมชนในประเทศนั้นได้ปฏิบัติกันในอดีต ในบรรดาหลักฐานที่สำคัญที่สุด ตามธรรมดาย่อมจะได้แก่ตัวบทกฎหมายซึ่งยังคงเหลือตกทอดมาจากสมัยโบราณ กับคำพิพากษาของศาล หรือเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของนิติกรรมในทางปฏิบัติ และหนังสือตำราที่นักนิติศาสตร์ได้เรียบเรียงขึ้นไว้ด้วย หลักฐานเหล่านี้เป็นหลักฐานโดยตรงซึ่งย่อมใช้ประกอบเป็นเครื่องช่วยให้เราทำการค้นคว้าเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายได้. แต่หลักฐานของประวัติศาสตร์กฎหมายหาได้มีอยู่แต่เพียงเท่าที่กล่าวนี้เท่านั้นไม่. ในเมื่อเราหาหลักฐานโดยตรงไม่ได้ หรือในกรณีที่หาหลักฐานอันพึงพอใจไม่ได้ เราก็จำจะต้องหาสิ่งอื่นแทนหรือเพิ่มเติม โดยอาศัยการสืบสวนเก็บเอาข้อความรู้มาจากหลักฐานโดยอ้อมชะนิดต่าง ๆ ซึ่งจะให้ความรู้แก่เราโดยทางอ้อมได้ถึงจารีตประเพณีและบทกฎหมายในอดีต. ในบรรดาหลักฐานโดยอ้อมเหล่านี้ได้แก่พงศาวดารหรือจดหมายเหตุต่าง ๆ กับหนังสือที่เรียบเรียงขึ้นในเชิงวรรณคดี กับหนังสือที่ชาวต่างประเทศเรียบเรียงขึ้น. บรรดาหลักฐานที่กล่าวแล้วนี้ ไม่ว่าจะมีต้นเหตุที่เกิดมาเป็นอย่างไรก็ตาม เราจะนำเอามาใช้เป็นประโยชน์ประกอบการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายได้ ก็ต่อเมื่อได้ทำการตรวจสอบดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อนแล้ว. เช่นถ้าเป็นเรื่องหลักฐานโดยตรง เช่นตัวบทกฎหมาย หรือคำพิพากษาของศาล ฯลฯ จำเป็นที่จะต้องตรวจดูให้รู้แน่ว่าวันที่ปรากฏอยู่ใน<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> ff81had0gkeuqvqm9xaaaahes1ml6vn หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/22 250 75724 295663 294034 2026-09-19T07:56:07Z Vesperstelo 11696 295663 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๑๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>หลักฐานนั้นเป็นวันอันถูกต้อง และข้อความของหลักฐานนั้นเป็นข้อความที่แท้จริงไม่คลาดเคลื่อน. ถ้าเป็นเรื่องหลักฐานโดยอ้อม การตรวจสอบทำนองเดียวกันนี้ก็จะต้องกระทำขึ้นเช่นกัน. และถ้าเป็นจดหมายเหตุรายงานเขียนขึ้นโดยความรู้ชาวต่างประเทศ การสอบสวนก็จำจะต้องมีเพิ่มขึ้นไปอีกว่าบุคคลผู้เป็นชาวต่างประเทศที่เรียบเรียงนั้นได้ทำการเรียบเรียงโดยอาศัยความรู้ที่ได้รับมาจากหลักฐานอันแน่นอน หรือว่าผู้แต่งได้กระทำแต่เพียงเล่าเรื่องราวที่ตนได้ฟังการบอกเล่าอันไม่มีความแน่นอนที่ควรเชื่อถือ. ควรจะต้อง{{ตตฉ|สอบสวบ|สอบสวน}}ให้รู้ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ควรเชื่อฟังได้ และเป็นผู้มีภูมิความรู้ควรแก่การที่จะกระทำการวิจารณ์ระเบียบต่าง ๆ ของชุมนุมชนที่ตนกล่าวถึงนั้นได้โดยไม่ผิดพลาด. การวิจารณ์หลักฐานต่าง ๆ นี้ สำหรับนักประวัติศาสตร์แล้วถือว่าเป็นงานชิ้นที่ยากที่สุด, ไม่ต่างอะไรกันนักกับการชั่งน้ำหนักพะยานสำหรับผู้พิพากษาที่ทำการพิจารณาคดี. ในส่วนที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กฎหมายไทย เราอาจจะแบ่งหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งจะพึงค้นหาได้ในขณะนี้ออกเป็นห้าจำพวก คือ ๑. ลายจารึก, ๒. เอกสารต่าง ๆ นับถอยหลังขึ้นไปจนถึงสมัยอยุธยา, ๓. ประมวลบทกฎหมายที่ได้จัดทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๗–๒๓๔๘, ๔. ตัวบทกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลังประมวลบทกฎหมาย พ.ศ. ๒๓๔๗–๒๓๔๘, ๕. หนังสือรวบรวมคำพิพากษา. {{ลห|b3|๑. {{สนต|ลายจารึก}}|110}} {{กม|ข3|13}}ลายจารึกซึ่งสลักอยู่บนศิลานั้นมีคุณค่าดีกว่าหลักฐานที่เป็นเอกสารเขียนด้วยลายมือ, เพราะโดยมากแล้วเป็นสิ่งที่จะทำให้เราทราบถึงตัวบทกฎหมายได้อย่างแน่นอนไม่คลาดเคลื่อนโดยเหตุที่เป็นสิ่งถาวรมั่นคง ข้อความที่ปรากฏในลายจารึกมักจะไม่ค่อยถูกเปลี่ยนแปลงลอกคัดเขียนใหม่เช่นข้อความในเอกสารที่เขียนด้วยลายมือ ในสมัยโบราณผู้บัญญัติกฎหมายย่อมจัดให้จารึกบทบัญญัติที่ตนได้ตั้งขึ้นนั้นลงไว้บนแท่งศิลา มีตัวอย่างปรากฏอยู่ใน (ศิลาจารึกของพระเจ้าฮัมมูราบี) แลในประเทศโรมัน (กฎหมาย ๑๒ แผ่น) เป็นอาทิ, ทั้งนี้ก็เพราะเป็นวิธีที่ดีชะนิดหนึ่งสำหรับการโฆษณาเผยแผ่กฎหมายซึ่งทุกคนจำเป็นจะต้องรู้ไว้. กับทั้งยังเป็นวิธีที่ทำให้เป็นที่มั่นใจได้ว่าจะต้องมีการเคารพต่อกฎหมายนั้น, และผดุงสันติความสงบเรียบร้อยให้มีในหมู่ประชาชน ทั้งนี้ก็<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> dc9r4o32xf51hm4ymbs7zdti36upqa1 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/23 250 75725 295664 294036 2026-09-19T07:56:53Z Vesperstelo 11696 295664 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๑๗|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>โดยเหตุว่าการโฆษณานี้ทำให้พลเมืองทั้งหลายได้รับทราบให้รู้ตัวไว้โดยชัดเจนจนถึงโทษานุโทษอันตนจะพึงได้รับ ถ้าหากตนขัดขืนฝ่าฝืนบทกฎหมายนั้น ๆ ในประเทศไทยวิธีการสลักจารึกบทกฎหมายเช่นกล่าวนี้ได้เคยเป็นที่ปฏิบัติมาแล้วตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี, ดังปรากฏจากศิลาจารึกแท่งหนึ่งซึ่งค้นพบเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ แลบัดนี้นำมาเก็บรักษาไว้ณพิพิธภัณฑ์สถานกรุงเทพฯ ลายจารึกนี้ได้สลักลงไว้บนแท่งศิลามีฐานกว้าง ๐.๖๖ เมตร์ และสูง ๑.๐๙ เมตร์, แท่งศิลานี้มีลายจารึกอยู่ทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งบรรจุคำราวห้าสิบบรรทัดซึ่งอ่านได้ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ลายจารึกของแท่งศิลานี้ยังไม่ได้จัดการลอกคัดพิมพ์ขึ้นให้เห็นกันได้แพร่หลาย และจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังคงเป็นแต่เพียงอยู่ในระหว่างการอ่านและแปลอย่างเผิน ๆ เท่านั้น ซึ่งยังหาทำให้นักประวัติศาสตร์กฎหมายในปัจจุบันนี้ได้รับประโยชน์จากลายจารึกนี้ให้สมเท่ากับที่ควรจะได้รับไม่.<ref>หลังที่คำสอนนี้เขียนเสร็จแล้ว นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้[[จารึกสุโขทัย|พิมพ์จารึกฉะบับนี้]]เพื่อแจกในงานทอดกฐินพระราชทานณวัดชนะสงครามปี ๒๔๗๘.</ref> ด้านหน้าของแท่งศิลาจารึกนี้เป็นตอนที่มีวันเดือนปีเขียนอยู่ และบรรจุข้อความอันเกี่ยวกับพงศาวดารกรุงสุโขทัย. เป็นที่น่าเสียดายที่ด้านนี้บังเอิญเป็นด้านที่ชำรุดที่สุด จึงสามารถอ่านได้แต่เพียงส่วนของประโยคต่าง ๆ แลคำโดดเดี่ยวบางคำอย่างกะท่อนกะแท่นเท่านั้น. เจ้าหน้าที่แห่งพิพิธภัณฑ์สถานเข้าใจว่าปีที่ปรากฏอยู่ในด้านหน้าของแท่งศิลานี้คือปีกัดสัน ๑๒๖๖ (มหาศักราช) ที่ซึ่งตรงกับปีวอก พ.ศ. ๑๘๘๗ ถ้าเป็นเช่นนั้นศิลาจารึกแท่งนี้ก็จะมีอายุนับถอยหลังขึ้นไปได้ถึงรัชชกาลของพระยาเลอไทย, โอรสของขุนรามกำแหง. แต่การอ่านรายนี้ยังไม่ได้ยุติจากการโต้แย้งคัดค้าน โดยตัวอักษรที่ใช้ในลายจารึกนั้นดูมีลักษณะที่ส่อให้เห็นว่าเป็นตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นภายหลังตัวอักษรซึ่งใช้ในลายจารึกในรัชชกาลของพระยาฤๅไทยหรือลิไทย, ผู้ทรงเรียบเรียงหนังสือไตรภูมิ์ เป็นโอรสและสืบราชสมบัติต่อจากพระยาเลอไทยเอง. ฉะนั้นในระหว่างที่กำลังรอฟังการชี้ขาดของบรรดานักโบราณคดี. เราจึงไม่ควรถือเอาเป็นแน่นอนในเรื่องวันของศิลาจารึกนี้. แต่ถึงอย่างไรก็ดีมีทางที่จะคิดได้เสมอว่าศิลาจารึกนี้คงมีอายุถอยขึ้นจนถึงสมัยที่อาณาเขตต์สุโขทัยยังมีกษัตริย์ปกครองอยู่ แต่ทว่ากษัตริย์องค์ที่ให้จารึกศิลาแท่งนี้อาจจะเป็นเพียงกษัตริย์องค์<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> j9mxjpw0inrpvq0xjvigkxd8tf3jyuf หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/24 250 75726 295665 294038 2026-09-19T07:57:33Z Vesperstelo 11696 295665 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๑๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>หนึ่งซึ่งขึ้นอยู่แก่อาณาเขตต์อยุธยาก็เป็นได้. ถ้าหากการเป็นดังนี้ศิลาจารึกนี้ก็คงจะไม่มีความเก่าแก่เท่าที่เข้าใจกันในชั้นแรก แต่อย่างไรก็ดีถึงจะไม่มีความเก่าแก่มากดั่งคาด ศิลาจารึกซึ่งได้ตกทอดมายังเรารายนี้ก็ยังมีคุณค่ามากในทางประวัติศาสตร์กฎหมายไทย. เพราะเป็นหลักฐานทางกฎหมายที่มีความเก่าแก่มากที่สุดในบรรดาหลักฐานทั้งหลายที่เรามีอยู่ในเวลานี้ ทั้งยังได้รักษาให้เราเห็นตัวบทกฎหมายเก่าได้โดยแท้จริงตามซึ่งได้เคยเป็นอยู่ในดั้งเดิม. {{กม|ข3|14}}ข้อความที่เขียนอยู่ในลายศิลาจารึกนี้คือบทบัญญัติต่าง ๆ แห่งกฎหมายประเภทอาญา อันมีจุดมุ่งหมายเป็นสำคัญในการที่จะแสดงถึงกรณีที่บุคคลจะถูกถือว่าต้องรับผิดต่อผู้เสียหายเพราะการละเมิดกฎหมายที่เกิดขึ้นจากอีกบุคคลหนึ่งซึ่งตนได้เข้าไปมีความติดต่อเกี่ยวข้องอยู่ด้วย. กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือบัญญัติเหล่านี้ได้กล่าวถึงกรณีต่าง ๆ อันจะต้องถือว่าเป็นการสมรู้ตามความเข้าใจกันอย่างกว้างขวางมาก ซึ่งเคยเป็นที่เข้าใจอยู่ในครั้งโน้น, เช่นกล่าวถึงกรณีที่บุคคลผู้หนึ่งได้รับเอาทาษผู้หลบหนีมาไว้กับตนเสียโดยไม่ส่งคืนไปให้นาย หรือช่วยให้ความสะดวกแก่ทาษในการที่จะหลบหนีไป หรือกรณีที่บุคคลผู้หนึ่งได้สมัครใจยอมปล่อยให้ผู้ร้ายลักทรัพย์ที่หนีมาหลบซ่อนอยู่กับตนหนีไปหรือมิได้เข้าช่วยเหลือทำการจับกุมผู้ร้ายนั้น หรือกรณีที่บุคคลผู้หนึ่งได้ยุยงให้อีกบุคคลหนึ่งทำการลักทรัพย ฯลฯ. ในทางที่กลับกัน บทบัญญัติในลายศิลาจารึกนี้ได้กล่าวถึงกรณีที่บุคคลซึ่งเข้าเกี่ยวข้องกับผู้กระทำผิดอาจได้รับความคุ้มครองรอดจากการจะถูกฟ้องร้อง, กับยังกล่าวถึงกรณีที่บุคคลนั้นจะมีสิทธิในรางวัลเพื่อการที่ได้เข้าช่วยจับกุมตัวผู้กระทำผิดด้วย. ตามที่กล่าวนี้ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าบทกฎหมายในลายศิลาจารึกนั้นบัญญัติถึงแต่เพียงส่วนหนึ่งของกฎหมายอาญาเท่านั้น อันเป็นส่วนที่กฎหมายสมัยปัจจุบันบัญญัติความไว้เพียงไม่กี่มาตรานัก แต่ในสมัยโบราณเรื่องสมรู้นี้มีความสำคัญอยู่มากในทางปฏิบัติ ดั่งปรากฏตามกฎหมายครั้งกรุงศรีอยุธยาซึ่งยังมีทำนองคล้ายกับที่กล่าวมานี้เป็นจำนวนมาก. ในเมื่อข้อความในลายศิลาจารึกจะได้เป็นที่รู้จักกันดียิ่งขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราอาจได้รับผลที่เป็นที่น่าพึงพอใจมาก เนื่องจากการที่จะทำการเทียบเคียงระหว่างบทบัญญัติที่ปรากฏในลายศิลาจารึกนี้ กับบทบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในบทกฎหมายเก่าอื่น ๆ ของประเทศไทย. อนึ่งลายศิลาจารึกที่กล่าวถึงณบัดนี้ยังมีประโยชน์โดยที่เป็นการแสดงให้เราทราบอย่างบังเอิญเพิ่ม<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}} {{รกออ}}</noinclude> 83ncg2i3f70b27a42pssgc864oueczi หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/25 250 75727 295666 294040 2026-09-19T07:57:59Z Vesperstelo 11696 295666 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๑๙|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เติมต่อไปถึงข้อต่าง ๆ ในกฎหมายครั้งสมัยสุโขทัยซึ่งตามที่เราจะได้เห็นในต่อไปว่ามีความสำคัญอยู่มากในการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายไทย. ศิลาจารึกอื่น ๆ นอกจากนี้, ที่พบในประเทศไทย, ได้กล่าวถึงข้อความรู้เกี่ยวกับทางกฎหมายไม่มากเท่าศิลาจารึกแท่งนี้ แต่กระนั้นเราจะละเลยไม่เอาใจใส่เสียนั้นหาได้ไม่ เพราะเราอาจเก็บผะสมรวบรวมเอาความรู้ที่มีค่าได้อยู่ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายมหาชน ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายเอกชน จากศิลาจารึกต่าง ๆ เหล่านี้. {{ลห|b4|๒. {{สนต|เอกสารสมัยกรุงศรีอยุธยา}}|110}} {{กม|ข3|15}}เอกสารเขียนด้วยมือแห่งสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นคงเหลืออยู่น้อยที่สุด. ที่เป็นดั่งนี้ก็เพราะกรุงศรีอยุธยาถูกข้าศึกปล้นทำลายเสียอย่างร้ายแรงใน พ.ศ. ๒๓๑๐ อันเป็นเหตุให้เอกสารเขียนด้วยมือซึ่งเก็บรักษาไว้ในหอสมุดหลวงต้องพินาศไปเป็นส่วนมาก. อีกประการหนึ่งเอกสารเขียนด้วยมือนั้นมักจะเก็บไว้ให้คงทนอยู่นานไม่ใคร่ได้, ย่อมจะชำรุดเสียไปโดยเร็วเนื่องจากความชื้นของอากาศ และคนโบราณไม่ทราบวิธีที่จะเก็บรักษาเช่นในปัจจุบันนี้. นอกจากนี้สำหรับเอกสารที่เกี่ยวกับกฎหมายยังมีเหตุฉะเพาะอีกเหตุหนึ่งซึ่งทำให้เอกสารชะนิดนี้ต้องสูญไป คือการประมวลบทกฎหมายซึ่งได้กระทำขึ้นในรัชชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ. ประมวลกฎหมายในครั้งนั้นทำให้เอกสารที่บรรจุตัวบทกฎหมายเก่าแต่ครั้งก่อนนั้นกลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์. โดยที่ตัวบทกฎหมายนั้นได้สิ้นความสำคัญสำหรับศาล ยิ่งกว่านั้นเราจะได้เห็นในต่อไปว่าเมื่อได้มีการประมวลรวบรวมบทกฎหมายเก่าขึ้นแล้ว ได้มีประกาศว่ากฎหมายเก่าใด ๆ นอกจากที่ได้ประมวลขึ้นแล้วนั้นห้ามมิให้นำมาใช้อ้างในศาลเป็นอันขาด ฉะนั้นจึงได้มีเกิดมีการไม่ค่อยจะเอาใจใส่กันในอันที่จะสงวนรักษาเอกสารที่บรรจุบทกฎหมายเก่า ๆ ไว้. และบางทีอาจเป็นได้ว่ากลับมีการทำลายเอกสารนั้น ๆ เสียด้วยความจงใจอีกด้วยซ้ำ เพื่อจะไม่ให้บทกฎหมายเก่ามาปะปนสับสนกับบทกฎหมายที่ได้ตรวจชำระรวบรวมประมวลขึ้นไว้. หอพระสมุดวชิรญาณได้เอกสารที่เป็นหลักฐานทางกฎหมายซึ่งแน่ใจว่ามีอายุถอยหลังขึ้นไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาไว้แต่เพียงสองฉะบับเท่านั้น คือเป็นพระราชกฤษฎีกาในแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา ปีขาล พ.ศ. ๒๒๔๒ ซึ่งพบที่เมืองพัทลุง, พระราชกฤษฎีกา<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}} {{รกออ}}</noinclude> 259zppgzryx3pbyuis0jcgzjrrpkgo2 295673 295666 2026-09-19T08:01:33Z Vesperstelo 11696 295673 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Librocubicular" />{{หสล|๑๙|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เติมต่อไปถึงข้อต่าง ๆ ในกฎหมายครั้งสมัยสุโขทัยซึ่งตามที่เราจะได้เห็นในต่อไปว่ามีความสำคัญอยู่มากในการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายไทย. ศิลาจารึกอื่น ๆ นอกจากนี้, ที่พบในประเทศไทย, ได้กล่าวถึงข้อความรู้เกี่ยวกับทางกฎหมายไม่มากเท่าศิลาจารึกแท่งนี้ แต่กระนั้นเราจะละเลยไม่เอาใจใส่เสียนั้นหาได้ไม่ เพราะเราอาจเก็บผะสมรวบรวมเอาความรู้ที่มีค่าได้อยู่ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายมหาชน ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายเอกชน จากศิลาจารึกต่าง ๆ เหล่านี้. {{ลห|b4|๒. {{สนต|เอกสารสมัยกรุงศรีอยุธยา}}|110}} {{กม|ข3|15}}เอกสารเขียนด้วยมือแห่งสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นคงเหลืออยู่น้อยที่สุด. ที่เป็นดั่งนี้ก็เพราะกรุงศรีอยุธยาถูกข้าศึกปล้นทำลายเสียอย่างร้ายแรงใน พ.ศ. ๒๓๑๐ อันเป็นเหตุให้เอกสารเขียนด้วยมือซึ่งเก็บรักษาไว้ในหอสมุดหลวงต้องพินาศไปเป็นส่วนมาก. อีกประการหนึ่งเอกสารเขียนด้วยมือนั้นมักจะเก็บไว้ให้คงทนอยู่นานไม่ใคร่ได้, ย่อมจะชำรุดเสียไปโดยเร็วเนื่องจากความชื้นของอากาศ และคนโบราณไม่ทราบวิธีที่จะเก็บรักษาเช่นในปัจจุบันนี้. นอกจากนี้สำหรับเอกสารที่เกี่ยวกับกฎหมายยังมีเหตุฉะเพาะอีกเหตุหนึ่งซึ่งทำให้เอกสารชะนิดนี้ต้องสูญไป คือการประมวลบทกฎหมายซึ่งได้กระทำขึ้นในรัชชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ. ประมวลกฎหมายในครั้งนั้นทำให้เอกสารที่บรรจุตัวบทกฎหมายเก่าแต่ครั้งก่อนนั้นกลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์. โดยที่ตัวบทกฎหมายนั้นได้สิ้นความสำคัญสำหรับศาล ยิ่งกว่านั้นเราจะได้เห็นในต่อไปว่าเมื่อได้มีการประมวลรวบรวมบทกฎหมายเก่าขึ้นแล้ว ได้มีประกาศว่ากฎหมายเก่าใด ๆ นอกจากที่ได้ประมวลขึ้นแล้วนั้นห้ามมิให้นำมาใช้อ้างในศาลเป็นอันขาด ฉะนั้นจึงได้มีเกิดมีการไม่ค่อยจะเอาใจใส่กันในอันที่จะสงวนรักษาเอกสารที่บรรจุบทกฎหมายเก่า ๆ ไว้. และบางทีอาจเป็นได้ว่ากลับมีการทำลายเอกสารนั้น ๆ เสียด้วยความจงใจอีกด้วยซ้ำ เพื่อจะไม่ให้บทกฎหมายเก่ามาปะปนสับสนกับบทกฎหมายที่ได้ตรวจชำระรวบรวมประมวลขึ้นไว้. หอพระสมุดวชิรญาณได้เอกสารที่เป็นหลักฐานทางกฎหมายซึ่งแน่ใจว่ามีอายุถอยหลังขึ้นไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาไว้แต่เพียงสองฉะบับเท่านั้น คือเป็นพระราชกฤษฎีกาในแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา ปีขาล พ.ศ. ๒๒๔๒ ซึ่งพบที่เมืองพัทลุง, พระราชกฤษฎีกา<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> n2tz802wa9iqkqbxla2dpx9d9ohtq6h แม่แบบ:ชุดเล่ม ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (กฎหมายเอกชน) 10 90729 295772 294071 2026-09-19T09:14:26Z Vesperstelo 11696 295772 wikitext text/x-wiki {{รายการแนวนอน| * [[ดัชนี:Prawatti Sat Kot Mai Thai vol 1 cover.jpg|0]] * [[ดัชนี:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu|1]] * [[ดัชนี:Prawatti Sat Kot Mai Thai (2) 2491.djvu|2]] * [[ดัชนี:Prawatti Sat Kot Mai Thai (3) 2480.djvu|3]] * [[ดัชนี:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu|4]] * {{เล็กลง|[[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (กฎหมายเอกชน)|แม่แบบ]]}} }}<noinclude> {{documentation}} </noinclude> blstocbko0u842kt3fz0cm24dg8vkc1 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/2 250 90732 295630 294080 2026-09-19T07:34:21Z Vesperstelo 11696 /* Validated */ 295630 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="4" user="Vesperstelo" /></noinclude>{{ก|มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง|140}} {{ก|คำสอนชั้นปริญญาโท|200}} {{ก|พุทธศักราช ๒๔๗๘|140}} {{ก|พิมพ์ครั้งที่ ๓|120}} {{ก|เล่ม ๑|200}} {{สกอ|sp|100}} {{ก|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย|200}} {{ก|(กฎหมายเอกชน)|120}} {{ก|ข้อความเบื้องต้น|180}} {{ก|โดย}} {{ก|ร. แลงกาต์|140}} {{ก|เนติบัณฑิตพิเศษ}} {{ก|ด๊อกเตอร์กฎหมายฝรั่งเศส}}<noinclude></noinclude> jk3ffvuhs13dqz51cacjj0wf2s6daag หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/4 250 90734 295631 294082 2026-09-19T07:34:58Z Vesperstelo 11696 /* Validated */ 295631 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="4" user="Vesperstelo" /></noinclude>{{กสต|คำนำ|140}} ในการพิมพ์คำสอนปี พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นครั้งที่ ๒ นี้ ข้าพเจ้าได้ตรวจแก้คำผิด และตัดตอนที่ไม่เป็นประโยชน์ออกเสีย กับได้เรียงข้อความในตอนที่ ๒ บทที่ ๑ ของคำสอนเรื่องละเมิดตามลำดับใหม่ แต่เนื้อความยังอยู่เช่นเดิม อนึ่งในโอกาสนี้ได้เปลี่ยนบรรดาเลขมาตราในประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ ซึ่งยกอ้างในคำสอนให้ถูกต้องกับลำดับเลขมาตราในฉะบับพิมพ์ของมหาวิทยาลัย {{ข|ร. แลงกาต์|4em|style=font-size:120%}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 9vpomhwqrj5mikr9dufs5uoo11gqh2a หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/77 250 90735 295769 294092 2026-09-19T08:53:56Z Vesperstelo 11696 /* Validated */ 295769 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="4" user="Vesperstelo" /></noinclude>[[File:Thammasat University logo (old).svg|center|90px]] {{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง}} {{ก|นายอภัย แก้วเทศ ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา}} {{ก|๒ กรกฎาคม ๒๔๙๑}}<noinclude></noinclude> c8o02cijfl73ssfvll4m01r5v1jxm31 หน้า:Winyan Thi Reron 2545.djvu/30 250 91022 295724 295108 2026-09-19T08:32:20Z สีทราย 11827 295724 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๑}}</noinclude> "กันน่ะเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเขาละ ดูมันคล่องแคล่ว ตัวเบาอย่างปลิว" บรรเจิดย้ำอีก "ฮื่อ" ผมรับคำสั้นๆ อีก เพราะใจเราก็แน่อย่างนั้น "เวรจริง ไม่น่าจะมาหลอกกันในยามมีภัยอย่างนี้ แต่นั่นแหละ ลงบ้านเมืองระส่ำระสายอย่างนี้ พวกนี้ก็พลอยผสมไปด้วย" เราย่ำเท้าคุยกันมาจนข้ามสะพานพุทธฯ กลับบ้าน ทางบ้านบ่นเป็นห่วงกันลั่น เราได้เล่าเรื่องถูกผีหลอกให้ฟัง ทุกคนฟังอย่างเงียบๆ ในวันต่อๆ มาการบอมบ์ได้เปลี่ยนจากบอมบ์กลางคืนมาเป็นกลางวัน เทกระจาดลงวัดบุปผาราม เทกระจาดสะพานพุทธฯ แต่ผิด ถูกเอาวัดประยูรฯ และบ้านช่องแถวนั้น คนตายกันเกลื่อน เวลานั้นผมกับเพื่อนอยู่กระทรวงพอรู้ว่าบอมบ์สะพานพุทธฯ ก็รีบกลับบ้าน โอยเจ้าประคุณเอ๋ย ศพยังไม่ได้เก็บ หญิงปากแดงๆ มีแต่คอ และอีกมากมายทั้งหญิงทั้งชาย ทางการต้องเอารถขยะอย่างเข็นมาเก็บศพเข้าวัดพิชัยญาติ กองไว้ที่กุดังศพ รอว่าญาติใครมาพบปะศพจะได้รับไป แต่ก็หากันยาก พบตัวไม่พบหัว พบหัวแต่ไม่พบตัว ทางบ้านบรรเจิดเพื่อนผมชักเดือดร้อนอยู่ใกล้ร้ายเสียแล้ว มาคราวนี้ทิ้งสะพานพุทธฯ ผิด ก็ต้องย้อนมาทิ้งอีก แต่ถ้าผิดพลาดเลยมาตกเอาวงเวียนเล็กเข้าล่ะ ตกลงผู้ใหญ่ทางบ้านเพื่อนผม เขารู้จักกับคนที่คลองชักพระ คือระหว่างบางระมาดกับคลองบางพรม เขาจึงตกลงกับพวกสามล้อให้มาอาศัยใต้ถุนได้ จอดรถได้ และมีห้องยกพื้นอยู่ห้องหนึ่งพอจะอาศัยได้ เราเท่ากับฝากเขาให้ดูแลบ้านด้วย ตกลงกันได้แล้วก็ขนของย้ายไปในคลองชักพระ เช้าขึ้นลงเรือจ้างจากบ้านพักมาทางบางพรมแล้วผ่านบางขุนศรีออกบางเสาธงมาตามคลองมอญ ออกข้างกรมทหารเรือข้ามท่าเตียน ตอนเย็นถ้ากลับตรงเวลา เรือจ้างประจำจะคอยเราแล้วก็กลับบ้านตามทางเดิม ถ้าวันไหนผิดเวลา ต้องว่าเรือจ้างที่ท่าพระจันทร์เข้ามาทางคลองบางกอกน้อยแล้วเลี้ยวเข้าคลองชักพระมาผ่านตำบลตลิ่งชัน แล้วก็ถึงโรงพักปากคลองบางระมาด แต่ไม่เข้าคลองบางระมาดเลยไปทางคลองบางพรม แต่อยู่กึ่งกลางระหว่างบางพรมกับบางระมาด บ้านที่เราพักนี้มีอยู่สองหลังด้วยกัน หลังที่เราพักนั้นมีบันไดท่าน้ำ<noinclude></noinclude> k54hrv2kozrroqt18ljl7nr2r077ffr หน้า:นวโกวาท - วชิรญาณวโรรส - ๒๕๑๓.pdf/64 250 91063 295622 295183 2026-09-18T19:23:57Z TinTin45678 12482 /* พิสูจน์อักษรแล้ว */ 295622 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="TinTin45678" />{{หสล|๓๐|xxx|นวโกวาท}}</noinclude>{{center|{{larger|'''ติกะ คือ หมวด ๓'''}}}} {{center|'''รตนะ ๓ อย่าง'''}} พระพุทธเจ้า ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑. {{ordered list|list-style-type=thai| ท่านผู้สอนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ ตามพระธรรมวินัย ที่ท่านเรียกว่าพระพุทธศาสนา ชื่อพระพุทธเจ้า.| พระธรรมวินัยที่เป็นคำสั่งสอนของท่าน ชื่อพระธรรม.| หมู่ชนที่ฟังคำสั่งสอนของท่านแล้ว ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย ชื่อพระสงฆ์.}} {{right|{{smaller|ขุ. ขุ. ๒๕/๑.}}}} {{center|'''คุณของรตนะ ๓ อย่าง'''}} พระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย. พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว. พระสงฆ์ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว สอนผู้อื่นให้กระทำตามด้วย. {{center|'''อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ๓ อย่าง'''}} {{ordered list|list-style-type=thai| ทรงสั่งสอน เพื่อจะให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น.| ทรงสั่งสอนมีเหตุที่ผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้.<noinclude>}}</noinclude><noinclude></noinclude> 3n2saa1cnmc7fyrdn6emvlhzmuz71ix 295623 295622 2026-09-18T19:24:26Z TinTin45678 12482 295623 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="TinTin45678" />{{RunningHeader|๓๐|นวโกวาท|}}</noinclude>{{center|{{larger|'''ติกะ คือ หมวด ๓'''}}}} {{center|'''รตนะ ๓ อย่าง'''}} พระพุทธเจ้า ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑. {{ordered list|list-style-type=thai| ท่านผู้สอนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ ตามพระธรรมวินัย ที่ท่านเรียกว่าพระพุทธศาสนา ชื่อพระพุทธเจ้า.| พระธรรมวินัยที่เป็นคำสั่งสอนของท่าน ชื่อพระธรรม.| หมู่ชนที่ฟังคำสั่งสอนของท่านแล้ว ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย ชื่อพระสงฆ์.}} {{right|{{smaller|ขุ. ขุ. ๒๕/๑.}}}} {{center|'''คุณของรตนะ ๓ อย่าง'''}} พระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย. พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว. พระสงฆ์ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว สอนผู้อื่นให้กระทำตามด้วย. {{center|'''อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ๓ อย่าง'''}} {{ordered list|list-style-type=thai| ทรงสั่งสอน เพื่อจะให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น.| ทรงสั่งสอนมีเหตุที่ผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้.<noinclude>}}</noinclude><noinclude></noinclude> 42d5mzjfthn756rb203l0qk7oueox9i หน้า:นวโกวาท - วชิรญาณวโรรส - ๒๕๑๓.pdf/65 250 91064 295624 295184 2026-09-18T19:41:37Z TinTin45678 12482 /* พิสูจน์อักษรแล้ว */ 295624 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="TinTin45678" />{{RunningHeader||ธรรมวิภาค|๓๑}}</noinclude><noinclude>{{ordered list|start=3|list-style-type=thai|</noinclude> ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ คือผู้ปฏิบัติตามย่อมได้ประโยชน์โดยสมควรแก่ความปฏิบัติ.}} {{right|{{smaller|นัย. องฺ. ติก. ๒๐/๓๕๖.}}}} {{center|'''โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ อย่าง'''}} {{ordered list|list-style-type=thai| เว้นจากทุจริต คือประพฤติชั่วด้วยกายวาจาใจ.| ประกอบสุจริต คือประพฤติชอบด้วยกายวาจาใจ.| ทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น.}} {{right|{{smaller|ที. มหา. ๑๐/๕๗.}}}} {{center|'''ทุจริต ๓ อย่าง'''}} {{ordered list|list-style-type=thai| ประพฤติชั่วด้วยกาย เรียกกายทุจริต.| ประพฤติชั่วด้วยวาจา เรียกวจีทุจริต.| ประพฤติชั่วด้วยใจ เรียกมโนทุจริต.}} {{center|กายทุจริต ๓ อย่าง}} ฆ่าสัตว์ ๑ ลักฉ้อ ๑ ประพฤติผิดในกาม ๑. {{center|วจีทุจริต ๔ อย่าง}} พูดเท็จ ๑ พูดส่อเสียด ๑ พูดคำหยาบ ๑ พูดเพ้อเจ้อ ๑.<noinclude></noinclude> 6lcecvh78sfr7nppxuufaambfi1od35 หน้า:นวโกวาท - วชิรญาณวโรรส - ๒๕๑๓.pdf/66 250 91065 295625 295185 2026-09-18T19:46:36Z TinTin45678 12482 /* พิสูจน์อักษรแล้ว */ 295625 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="TinTin45678" />{{RunningHeader|๓๒|นวโกวาท|}}</noinclude>{{center|มโนทุจริต ๓ อย่าง}} โลภอยากได้ของเขา ๑ พยาบาทปองร้ายเขา ๑ เห็นผิดจากคลองธรรม ๑. ทุจริต ๓ อย่างนี้ เป็นกิจไม่ควรทำ ควรจะละเสีย. {{right|{{smaller|องฺ. ทสก. ๒๔/๓๐๓.}}}} {{center|'''สุจริต ๓ อย่าง'''}} {{ordered list|list-style-type=thai| ประพฤติชอบด้วยกาย เรียกกายสุจริต.| ประพฤติชอบด้วยวาจา เรียกวจีสุจริต.| ประพฤติชอบด้วยใจ เรียกมโนสุจริต.}} {{center|กายสุจริต ๓ อย่าง}} เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑ เว้นจากลักฉ้อ ๑ เว้นจากประพฤติผิดในกาม ๑. {{center|วจีสุจริต ๔ อย่าง}} เว้นจากพูดเท็จ ๑ เว้นจากพูดส่อเสียด ๑ เว้นจากพูดคำหยาบ ๑ เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ ๑. {{center|มโนสุจริต ๓ อย่าง}} ไม่โลภอยากได้ของเขา ๑ ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ๑ เห็นชอบตามคลองธรรม ๑. สุจริต ๓ อย่างนี้ เป็นกิจควรทำ ควรประพฤติ. {{right|{{smaller|องฺ. ทสก. ๒๔/๓๐๓.}}}}<noinclude></noinclude> gzkijlrdqflo7b47a8r8jffdpdnbny5 หน้า:นวโกวาท - วชิรญาณวโรรส - ๒๕๑๓.pdf/67 250 91066 295626 295186 2026-09-18T20:37:10Z TinTin45678 12482 /* พิสูจน์อักษรแล้ว */ 295626 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="TinTin45678" />{{RunningHeader||ธรรมวิภาค|๓๓}}</noinclude>{{center|'''อกุศลมูล ๓ อย่าง'''}} รากเง่าของอกุศล เรียกอกุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ โลภะ อยากได้ ๑ โทสะ คิดประทุษร้ายเขา ๑ โมหะ หลงไม่รู้จริง ๑. เมื่ออกุศลมูลเหล่านี้ <math>\left. \begin{matrix} \text{๑} \\ \text{๒} \\ \text{๓} \end{matrix} \right\}</math> ก็ดี มีอยู่แล้ว อกุศลอื่นที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้นควรละเสีย. {{right|{{smaller|ที. ปาฏิ. {{SIC|๑๐|๑๑}}/๒๙๑. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๖๔.}}}} {{center|'''กุศลมูล ๓ อย่าง'''}} รากเง่าของกุศล เรียกกุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ อโลภะ ไม่อยากได้ ๑ อโทสะ ไม่คิดประทุษร้ายเขา ๑ อโมหะ ไม่หลง ๑. ถ้ากุศลมูลเหล่านี้ <math>\left. \begin{matrix} \text{๑} \\ \text{๒} \\ \text{๓} \end{matrix} \right\}</math> ก็ดี มีอยู่แล้ว กุศลอื่นที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้นควรให้เกิดมีในสันดาน. {{right|{{smaller|ที. ปาฏิ. {{SIC|๑๐|๑๑}}/๒๙๒.}}}} {{center|'''สัปปุริสบัญญัติ คือข้อที่ท่านสัตบุรุษตั้งไว้ ๓ อย่าง'''}} {{ordered list|list-style-type=thai| ทาน สละสิ่งของ ๆ ตนเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น.| ปัพพัชชา ถือบวช เป็นอุบายเว้นจากเบียดเบียนกันและกัน.| มาตาปิตุอุปัฏฐาน ปฏิบัติมารดาบิดาของตนให้เป็นสุข}} {{right|{{smaller|องฺ. ติก. ๒๐/๑๙๑.}}}}<noinclude></noinclude> j0ovg38trmdy9t7ez2l1f0p9c6cef0b หน้า:Winyan Thi Reron 2545.djvu/31 250 91068 295729 295250 2026-09-19T08:37:33Z สีทราย 11827 295729 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๒}}</noinclude>แต่อีกหลังอยู่ถัดไปไม่มีบันไดท่าน้ำ ใช้ขึ้นลงทางบันไดที่เราพัก ผมไม่รู้จักกับบ้านที่ถัดไป เห็นอยู่เงียบๆ แต่บ้านที่เราพักนี้ไม่มีผู้ชายเลย มีเจ้าบ้านเป็นหญิงแก่และมีลูกสาวขนาดใหญ่ทึมทึกเพียงสองคน เมื่อครอบครัวเพื่อนมาอยู่ด้วยก็ครึกครื้นกันขึ้น ผมชอบใจอีตอนที่มีน้ำตาลเมาขายแถวบ้านใกล้ๆ เหล้าเถื่อนก็มี ทางตำรวจไม่เอาเรื่อง เพราะรู้อยู่ว่าเหล้ารัฐบาลหายากและทุกคนก็อยากเหล้าด้วยกัน จึงแกล้งเอาหูไปนา เอาตาไปไร่เสีย ผมกับเพื่อนเลยฟัดกันสนุก น้ำตาลเมาไหกระเทียมก็คิดเพียง ๓ บาท ๕๐ เท่านั้น ผมกับเพื่อนสองคนฟัดจนเช้ายังไม่หมด เพราะว่าคอยังไม่ถึงขั้นเซียน ไหเดียวเหลือเช้า วันหนึ่งบรรเจิดป่วย ผมต้องไปทำงานคนเดียว แต่ขากลับถูกเพื่อนชวนดื่มเหล้าเลยเอากับเขาหน่อย ตั้งใจว่าจะกลับให้ทันเรือยนต์ประจำทางเข้าบางระมาด แต่เผลอตัวค่ำมืดไปเรือยนต์เลิก ผมต้องจ้างเรือเขาเข้ามา แต่เจ้ากรรมจริงครับ เรือจ้างนี่เอาใจยาก ทางที่ไม่เคย ลงมืดค่ำเป็นไม่ยอมไปต่ออีก เอาผมปล่อยแค่โรงพักบางระมาดนั่นเอง เขาอ้างว่าน้ำแห้ง ไปต่อไปเข็นไม่ไหว จะอ้อนวอนเท่าไรไม่ยอม เขาว่าแปลกถิ่นไม่กล้าจะเข้าไป ผมหมดหนทางเลยนั่งจ๋องอยู่ท่าน้ำของตำรวจ ตำรวจมาถาม ผมก็บอกว่าตกเรือ เขาก็เห็นใจและบอกให้ผมนั่งคอยไปก่อน คงจะมีเรือใครพายผ่านเข้าไปก็พอจะอาศัยเขาได้ เขาว่าวันนี้ไม่ใช่เวรออกตรวจ ถ้าตรงเวรก็จะช่วยนำไปส่งให้ ผมก็ฟังเขาเงียบๆ เพราะมันช่วยอะไรไม่ได้เลย นึกอยู่ว่าถ้าไม่มีเรืออะไรไป ก็เห็นจะต้องนอนกับตำรวจ สักครู่นั้นเอง มีเรือสำปั้นลำหนึ่ง พายมาอ่อยๆ จากในคลองบางระมาด ผมก็ปากไว "คุณครับ คุณจะไปทางไหนครับ ถ้าไปทางบางพรม ผมขอความเมตตาอาศัยไปด้วย ผมไม่มีเรือกลับ ผมมันชั่วช้าเองผิดเวลา" ผมหยุดพูดคอยฟังคำตอบแก แต่แกไม่ตอบ คงจะลังเลใจ เพราะแกเป็นผู้หญิง มีผ้าคลุมศีรษะกันน้ำค้าง การจะไปกับชายตัวต่อตัวใครจะยอมง่ายๆ มิดีมิร้ายคลองเงียบๆ เกิดไปลวนลามเขาเข้าจะทำอย่างไร "จะกรุณาได้ไหมครับ ผมเป็นข้าราชการครับ" แกคงไม่ตอบอย่างเก่า แต่สุดท้ายคล้ายจะตัดสินใจ แกยกมือโบกกวักเรียกให้ผมลงเรือ<noinclude></noinclude> pzhaxliqwoy4yfssqsub7t2cspyrx1n หน้า:Winyan Thi Reron 2545.djvu/32 250 91121 295748 295251 2026-09-19T08:43:56Z สีทราย 11827 295748 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๓}}</noinclude>ผมดีใจ ร้องขอบคุณแก แล้วยกมือไหว้ลาตำรวจ รีบลงเรือที่แกเทียบเข้ามารับที่บันได หญิงผู้อารีค่อยๆ พายหันหัวเรือเข้าสู่ทางที่จะไปบางพรม ผมก็ถามแกว่า "คุณจะไปทางไหนก็ไม่รู้ แต่ต้องเสียเวลาไปส่งผม" "ก็ไปทางเดียวกันนั่นแหละ" แกพูดเบาๆ "โอ๊ย!" ผมร้อง "ช่างเป็นบุญผมเหลือเกินที่คุณก็ไปทางนั้น ผมจะขึ้นที่บ้านน้าไสวแก คุณเลยไปอีกไกลไหมครับ" "ก็ขึ้นบ้านเดียวกันนั่นแหละ" แกตอบ ตอนนี้ผมต้องร้องออกมาอย่างถูกหอกแทง เพราะช่างเหมาะเจาะอะไรอย่างนี้ ถ้าแกไปไม่ถึง ก็หมายความว่าต้องเสียแรงพายไปส่งผม ถ้าแกไปเลยไป ผมขึ้นแล้ว แกก็ต้องพายไปคนเดียว รู้สึกสงสารและเห็นใจแกที่เป็นหญิงต้องพายเรือในคลองมืดๆ คนเดียว แต่ครั้นมารู้ว่า แกก็ขึ้นบ้านเดียวกับผม จึงโล่งใจและดีใจ "คุณคงไปธุระมา" ผมถามไปลอยๆ "ไปเที่ยวค่ะ เหงาๆ ใจก็พายเรือเล่น" แกพูดง่ายๆ ซึ่งเหตุผลไม่พอ ค่ำมืดอย่างนี้เป็นหญิงจะพายเรือเล่นคนเดียว และก็ไม่ใช่เดือนหงายเลย มืดยังกับเข้าถ้ำ นานๆ จะผ่านบ้านก็มีแสงไฟบ้าง ผมนึกเพียงในใจเท่านั้น ไม่กล้าจะออกความเห็นอะไรอีก จะเป็นการละลาบละล้วง เท่าที่แกพามาส่งก็เป็นบุญอยู่แล้ว ทำรู้มากซักไซ้ไล่เลียงจะกลายเป็นคนเสีย แกคงพายเรืออย่างค่อยๆ ดูไม่รีบร้อนเลย แต่ผมก็ไม่รีบร้อนอะไร เอากันว่าถึงบ้านก็ดีแล้ว ดีกว่านั่งนกที่สถานีตำรวจกว่าจะสว่าง ครั้นเมื่อถึงท่าน้ำบ้านที่พัก ผมก็ก้าวขึ้นก่อนและยืนคอยแก แกก็ขึ้นตามมาแล้วแยกทางที่ข้างสะพานน้ำ ผมขอบบุญขอบคุณและก้มตัวยกมือไหว้แก แกไหว้ตอบ แล้วชี้มือไปบ้านอีกหลังหนึ่งที่ถัดไป เวลานั้นไม่มีแสงไฟเลย "ฉันอยู่นั่น" แกว่า "ลาก่อน วันหลังพบกัน" พูดสั้นๆ แล้วเดินจากไป ผมก็ก้าวขึ้นบันไดบ้านที่พัก เสียงน้าไสวยังคุยกับเพื่อนผมและครอบครัวเขา พอได้ยินเสียงผมขึ้นบันได ต่างก็เหลียวมาดู และพากันร้องเซ็งแซ่ว่าห่วงผม กลัวว่าจะไปค้างที่ไหน ถ้าไปค้างบ้านเก่าก็เข้าห้องไม่ได้<noinclude></noinclude> 9zpp9zig204xpnu1nbzsqf5a43mdryz หน้า:Winyan Thi Reron 2545.djvu/33 250 91122 295758 295252 2026-09-19T08:49:13Z สีทราย 11827 295758 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๔}}</noinclude>ใส่กุญแจหมด ผมรีบขอโทษขอโพยในการที่ทำให้ทั้งหมดเป็นห่วง แล้วก็เล่าถึงได้อาศัยเรือมากับหญิงบ้านถัดไปนั้น และมาถึงแล้ว พอแกขึ้นบกจึงรู้ว่าแกขาเสีย เดินกะเผลก นึกเสียใจ ถ้ารู้คราวแรกผมจะพายเรือเอง แลับไปกินแรงคนพิการ เพื่อนผมและภรรยาเขาก็หัวเราะลั่น แต่น้าไสวกับลูกสาวทึมทึกมองตากันสองแม่ลูก ผมก็คุยเรื่องไปกินเหล้ากับเพื่อน ผลัดตัวเองว่าเดี๋ยวๆ เลยผิดเวลาเรือ เกือบจะต้องนอนกับตำรวจอยู่แล้ว สองคนผัวเมียหัวเราะขบขันผม แต่เจ้าของบ้านสองคนคงไม่เห็นขบขันจึงไม่หัวเราะด้วย รุ่งเช้า ผมมองไปทางบ้านที่ถัดไป เผื่อจะเห็นหญิงใจดีคนนั้นบ้าง แต่ไม่เห็น เพราะบ้านแกมีรั้วนอกชาน ผมกับเพื่อนก็ไปทำงานตามเคย กลับตรงเวลาจั่วน้ำตาลเมากันตามเคยทั้งสองคน สงครามทำให้คนที่ข้นแค้นต้องเป็นคนเถื่อน ชอบทำอะไรนอกกฏหมาย เรื่องเหล้าเถื่อนเราก็รู้อยู่ว่าผิดกฏหมาย และเมื่อซื้อเขามากิน ก็คือร่วมมือกับผู้ขายฝ่าฝืนกฏหมาย แต่เรื่องสุรายาเมานี่น่ะครับ ใครๆ ก็รู้ ลงชอบมันเสียแล้ว จะเถื่อนหรือไม่เถื่อน ขอให้ได้ดื่มก็เป็นพอใจมีความสุข เรื่องที่จะทำมั่นคงถึงกับยอมอดดื่มเพราะไม่มีเหล้าที่ถูกกฏหมายดื่มน่ะรึ เป็นไปไม่ได้ในโลก นอกจากผู้ที่ดื่มจิบๆ จับๆ เท่านั้นกระมังจะทำเสียสละไม่ยอมดื่มได้ อีกสองวันต่อมา หัวหน้าแผนกของผมเขาขอร้องผมสองคนกับเพื่อนให้ช่วยขนของย้ายบ้าน เพราะบ้านที่แกอยู่ใกล้จุดที่จะโดนระเบิดเหมือนกัน บังเอิญเคราะห์ดี แกมาขออาศัยเพื่อนเก่าแก่ได้ที่ี่สี่แยกบางเสาธง เราสองคนเลยลากิจ ไปช่วยกันขอของให้นาย บรรเจิดได้บอกกับภรรยาและแม่ตัวแม่ยายว่า เราสองคนจะกลับค่ำหน่อย จะหาเรือมาเอง ทางบ้านจงกินข้าวกันก่อนอย่ารอคอย เราได้ไปบ้านหัวหน้าแผนกแต่เช้า ขนของขึ้นรถลงเรือกันมาจนถึงสี่แยกบางเสาธง เรื่องของสุราก็เข้าแทรกตามเคย ตัวหัวหน้าเองก็ชอบดื่มจึงมีการตั้งวงกันขึ้น เรื่องของสงครามนี้ ทำให้คนเป็นบ้าจี้ไปทั้งหมด ใครดื่มเหล้าก็ดื่มตามกันไป ไม่เห็นบ้านใครไม่ดื่ม เย็นลงก็เสียงเฮฮากันทั้งๆ ที่ซ่อนซุกหลบความตาย ดูจะดื่มเพื่อปลุกใจให้กล้าต่อความตาย เจ้าของบ้านที่หัวหน้าเราไปอาศัยก็คอเหล้า หาซื้อเหล้ามาได้ทั้งเถื่อนและไม่เถื่อน<noinclude></noinclude> 5eks3tfip6sadzx543xmr2ovpen5eyz งานแปล:อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ 114 91217 295597 295596 2026-09-18T12:32:19Z Flamevine 11908 ย้อนกลับไปรุ่นที่ 295593 โดย [[Special:Contributions/Flamevine|Flamevine]] ([[User talk:Flamevine|พูดคุย]]) ด้วย[[WS:iScript|สจห.]]: ขอเอาแจ้งลบออกก่อน เพราะเขาอาจแปลเอง ก็อาจย้ายไปเนมสเปซแปลได้ 295597 wikitext text/x-wiki {{ไม่มีที่มา}} {{header | title = อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ | author = | override_author = ทำ ณ กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2504 | section = | previous = | next = | year = 2504 | wikipedia = อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ | portal = | edition = yes | notes = }} (คำแปลอย่างไม่เป็นทางการของอนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ ทำ ณ กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๔ ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีฉลู ตรีศก จ.ศ. ๑๓๒๓) รัฐผู้ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้ ปรารถนาที่จะยกเลิกข้อกำหนดการนิติกรณ์ทางทูตหรือทางกงสุลสำหรับเอกสารมหาชนต่างประเทศ ได้ตกลงทำอนุสัญญาฉบับนี้ให้มีผลบังคับใช้ มีข้อความตามที่จะกล่าวต่อไปนี้ == ข้อ ๑ == อนุสัญญาฉบับนี้จักมีผลบังคับใช้กับเอกสารมหาชนที่ทำขึ้นในดินแดนของรัฐภาคี ซึ่งต้องนำไปใช้ในดินแดนของรัฐภาคีอีกรัฐหนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งอนุสัญญานี้ ต่อไปนี้คือเอกสารมหาชน :ก) เอกสารที่ออกโดยองค์กรผู้มีอำนาจหรือบุคคลผู้มีอำนาจในศาลของรัฐนั้น รวมกึงพนักงานอัยการ เจ้าพนักงานศาล และเจ้าพนักงานส่งหมาย ("huissier de justice") :ข) เอกสารทางปกครอง :ค) เอกสารที่ออกโดยนิติกรสาธารณะ (โนตารี) :ง) เอกสารทางการที่ติดหรือผนึกกับเอกสารซึ่งลงนามโดยบุคคลในฐานะส่วนตัว ยกตัวอย่างเช่น ใบสำคัญการจดทะเบียน ใบสำคัญข้อเท็จจริงว่ามีอยู่จริงในวันที่นั้น ๆ และใบสำคัญรับรองลายมือชื่อ แต่อนุสัญญานี้ไม่ครอบคลุมถึง :ก) เอกสารที่ออกโดยเจ้าพนักงานทูตหรือเจ้าพนักงานกงสุล :ข) เอกสารทางปกครองที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพาณิชย์หรือการศุลกากร == ข้อ ๒ == รัฐภาคีแต่ละรัฐจักต้องยกเว้นไม่ต้องให้นิติกรณ์เอกสารซึ่งเป็นไปตามความในอนุสัญญานี้ซึ่งต้องยื่นในดินแดนของตนเอง เพื่อประโยชน์แห่งอนุสัญญานี้ การนิติกรณ์ หมายถึงพิธีการซึ่งเจ้าพนักงานทูตหรือเจ้าพนักงานกงสุลของประเทศผู้รับเอกสาร รับรองความถูกต้องของลายมือชื่อ ตำแหน่งของผู้ลงลายมือชื่อ และถ้าจำเป็น ผู้ทรงตราผนึกหรือตราประทับที่อยู่บนเอกสาร == ข้อ ๓ == พิธีการรับรองความถูกต้องแท้จริงของลายมือชื่อ ตำแหน่งของผู้ลงนาม และผู้ทรงตราผนึกหรือตราประทับบนเอกสาร (ถ้ามี) มีได้เฉพาะตามข้อ ๔ โดยหนังสือรับรองต้องออกโดยผู้มีอำนาจของรัฐที่เอกสารนั้นถูกทำขึ้น อย่างไรก็ตาม พิธีการที่กล่าวในวรรคก่อน จะมีไม่ได้เลย หากกฎหมาย กฎระเบียบ หรือข้อปฏิบัติซึ่งมีผลในประเทศที่เอกสารนั้นออก หรือความตกลงระหว่างรัฐสองรัฐหรือมากกว่าได้ยกเลิกหรือปรับปรุงให้ง่าย หรือยกเว้นเอกสารดังกล่าวจากการนิติกรณ์ == ข้อ ๔ == หนังสือรับรองตามวรรคแรกของข้อ ๓ จักต้องติดบนเอกสารโดยตรง หรือทำเป็นใบประจำต่อ และจักต้องทำตามรูปแบบตามบัญชีท้ายอนุสัญญานี้ อย่างไรก็ดีนั้น หนังสือรับรองอาจจัดทำเป็นภาษาทางการของผู้มีอำนาจออก และอาจมีภาษาที่สองด้วยหรือไม่ก็ได้ หัวกระดาษข้อความ "Apostille (Convention de La Haye du 5 octobre 1961)" จักต้องเป็นภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น == ข้อ ๕ == หนังสือรับรองจักต้องออกตามคำร้องของผู้ลงนามในเอกสารหรือผู้ถือเอกสาร เมื่อเติมข้อความครบถ้วนบริบูรณ์ดีแล้ว หนังสือรับรองจักรับรองความถูกต้องแท้จริงของลายมือชื่อ ตำแหน่งของผู้ลงนาม และผู้ทรงตราผนึกหรือตราประทับที่อยู่บนเอกสาร (ถ้ามี) ลายมือชื่อ ตราผนึก และตราประทับบนหนังสือรับรอง ยกเว้นไม่ต้องรับรองต่อไปอีก == ข้อ ๖ == รัฐภาคีแต่ละรัฐจักอาศัยอำนาจตามกฎหมาย แต่งตั้งผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรองตามความในวรรคแรกของข้อ ๓ รัฐภาคีจักต้องแจ้งการแต่งตั้งตามวรรคแรกให้แก่กระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์เมื่อยื่นสัตยาบันสาร ภาคยานุวัติสาร หรือตราสารขยายเขตการบังคับใช้ และจักต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรอง == ข้อ ๗ == ผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรองตามความในข้อ ๖ จักต้องรักษาสมุดทะเบียนหรือบัตรรายการซึ่งระบุใบอนุญาตที่ตนเองออก โดยต้องระบุ ก) หมายเลขและวันที่ของหนังสือรับรอง ข) ชื่อของผู้ลงนามเอกสารมหาชนและตำแหน่ง หรือในกรณีเอกสารไม่ลงนาม ชื่อของส่วนราชการที่ทรงตราผนึกหรือตราประทับ ผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรอง ต้องตรวจสอบยืนยันว่ารายการในหนังสือรับรองตรงกับที่บันทึกในสมุดทะเบียนหรือบัตรรายการ ตามคำขอของผู้มีส่วนได้เสีย == ข้อ ๘ == เมื่อสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือความตกลงระหว่างรัฐภาคีสองรัฐหรือมากกว่า มีข้อกำหนดให้ต้องมีการรับรองลายมือชื่อ ตราผนึก หรือตจราประทับ อนุสัญญาฉบับนี้จักลบล้างข้อกำหนดดังกล่าว หากมีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าที่บัญญัติไว้ในข้อ ๓ และข้อ ๔ == ข้อ ๙ == เมื่ออนุสัญญานี้ให้ผลยกเว้นแล้ว รัฐภาคีต้องจัดให้มีการห้ามมิให้นิติกรณ์เอกสารโดยเจ้าพนักงานทูตหรือเจ้าพนักงานกงสุลในเอกสารที่มีผลอีก == ข้อ ๑๐ == อนุสัญญานี้อนุญาตให้รัฐที่เป็นสมาชิกที่ประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายคดีบุคคลครั้งที่เก้า รวมถึงไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และตุรกี ลงนาม เมื่อได้ลงนามแล้ว จะต้องให้สัตยาบัน โดยต้องนำสัตยาบันสารมายื่นต่อกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ == ข้อ ๑๑ == อนุสัญญานี้จักมีผลบังคับใช้ในวันที่หกสิบ นับแต่การยื่นสัตยาบันสารครั้งที่สามตามความในวรรสองแห่งข้อ ๑๐ อนุสัญญาจะมีผลยังคับใช้กับรัฐภาคีที่ลงนามให้สัตยาบันเมื่อครบวันที่หกสิบนับแต่วันยื่นสัตยาบันสาร == ข้อ ๑๒ == รัฐใดที่มิได้กล่าวถึงในข้อ ๑๐ อาจขอภาคยานุวัติเป็นภาคีสมาชิก เมื่ออนุสัญญามีผลบังคับใช้แล้วตามความในวรรคแรกแห่งข้อ ๑ ๑ โดยต้องยื่นภาคยานุวัติสารต่อกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ การภาคยานุวัติดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ระหว่างรัฐที่ภาคยานุวัติและรัฐภาคีที่มิได้คัดค้านการภาคยานุวัติในห้วงหกเดือนนับแต่วันยื่นภาคยานุวัติสารตามความในอนุ ง) แห่งข้อ ๑๕ การคัดค้านใด ๆ ต้องกระทำเป็นหนังสือต่อกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ อนุสัญญาจักมีผลบังคับใช้ระหว่างรัฐที่ภาคยานุวัติและรัฐที่มิได้คัดค้านเมื่อครบกำหนดหกสิบวันหลังจากสิ้นระยะเวลาหกเดือนตามความในวรรคก่อน == ข้อ ๑๓ == รัฐใด ๆ อาจประกาศให้อนุสัญญานี้มีผลครอบคลุมถึงดินแดนทั้งหมดของตน หรือไปยังดินแดนหนึ่งดินแดนใดหรือมากกว่านั้นก็ได้ เมื่อลงนาม ให้สัตยาบัน หรือภาคยานุวัติ การประกาศดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้นับแต่วันที่อนุสัญญามีผลบังคับใช้กับรัฐนั้น ๆ หลังจากนั้น หากมีการประกาศขยายขอบเขตอนุสัญญาอีก ต้องทำเป็นหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เมื่อรัฐที่ลงนามและให่้สัตยาบันประกาศการขยายขอบเขตการบังคับใช้อนุสัญญา อนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับดินแดนนั้น ๆ ตามข้อ ๑ ๑ เมื่อรัฐที่ภาคยานุวัติ ประกาศการขยายขอบเขตการบังคับใช้อนุสัญญา อนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับดินแดนนั้น ๆ ตามข้อ ๑๒ == ข้อ ๑๔ == อนุสัญญานี้จักมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันบังคับใช้ ตามความในวรรคแรกแห่งข้อ ๑๑ โดยรวมถึงรัฐที่ได้ให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัติในภายหลังด้วย หากไม่มีการถอนตัวออกจากอนุสัญญา อนุสัญญาจักบังคับใช้ใหม่เรื่อย ๆ ทุก ๆ ห้าปี การถอนตัวออกจากอนุสัญญาจักต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ อย่างน้อยหกเดือนก่อนสิ้นระยะเวลาห้าปี การถอนตัวอาจจำกัดเฉพาะดินแดนบางส่วนที่อยู่ภายใต้อนุสัญญานี้ การถอนตัวจะมีผลเฉพาะรัฐที่แจ้งการถอนตัวเท่านั้น อนุสัญญาจักคงมีผลกับรัฐภาคีอื่น ๆ ต่อไป == ข้อ ๑๕ == กระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์จักแจ้งเป็นหนังสือต่อรัฐตามความในข้อ ๑๐ และรัฐที่ภาคยานุวัติตามความในข้อ ๑๒ ซึ่งรายละเอียดต่อไปนี้ :ก) คำประกาศตามความในวรรคสองแห่งข้อ ๖ :ข) ลายมือชื่อและการให้สัตยาบันตามความในข้อ ๑๐ :ค) วันที่ซึ่งอนุสัญญาฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ตามความในข้อ ๑๑ :ง) การภาคยานุวัติและการคัดค้านตามความในข้อ ๑๒ และวันที่การภาคยานุวัติจะมีผลบังคับใช้ :จ) การขยายเขตการบังคับใช้ตามความในข้อ ๑๓ และวันที่มีผลบังคับใช้ :ฉ) การถอนตัวตามความในวรรคสามแห่งข้อ ๑๔ เพื่อเป็นพยานหลักฐานในการนี้ ผู้มีอำนาจลงนามตามรายชื่อข้างท้ายนี้ ได้ลงนามไว้เป็นสำคัญ ทำ ณ กรุงเฮก เมื่อวันที่ห้า เดือนตุลาคม พุทธศักราชสองพันห้าร้อยสี่ ในภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ ในกรณีมีข้อขัดแย้งระหว่างสองภาษาให้ถือภาษาฝรั่งเศสเป็นสำคัญ ต้นฉบับเก็บรักษาไว้ ณ กระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ สำเนาที่รับรองแล้วจัดส่งผ่านช่องทางทูตไปยังรัฐแต่ละรัฐที่เป็นสมาชิกที่ประชุมกรุงเฮกว่าด้วยกฎหมายแผนกคดีบุคคลครั้งที่เก้า รวมถึงไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และตุรกี == ข้อมูลลิขสิทธิ์ == งานนี้ ไม่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทยตามมาตรา ๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เนื่องจากเข้าข่ายเป็น "รัฐธรรมนูญและกฎหมาย" และไม่มีลิขสิทธิ์ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นกฎหมายของรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น หรือรัฐบาลต่างประเทศ ตามแนวปฏิบัติเล่ม ๒ ของสำนักงานลิขสิทธิ์ == เอกสารต้นฉบับ == * {{cite web|url=https://www.hcch.net/en/instruments/conventions/full-text/?cid=41|title=Convention of 5 October 1961 Abolishing the Requirement of Legalisation for Foreign Public Documents|date=24 January 1965|access-date=18 September 2026}} {{PD_EdictGov}} apa7w4t6i3tf6ew1jy2ayi14jb17cne 295612 295597 2026-09-18T13:39:47Z Flamevine 11908 295612 wikitext text/x-wiki {{หัวเรื่องงานแปล | ชื่อ = {{PAGENAME}} | ปี = 2504 | ภาษา = en | ต้นฉบับ = | ผู้สร้างสรรค์ = | บรรณาธิการ = | ส่วน = | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = | ถัดไป = | หมายเหตุ = ทำ ณ กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2504 | สถานีย่อย = | หมวดหมู่ = สนธิสัญญา }} รัฐผู้ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้ ปรารถนาที่จะยกเลิกข้อกำหนดการนิติกรณ์ทางทูตหรือทางกงสุลสำหรับเอกสารมหาชนต่างประเทศ ได้ตกลงทำอนุสัญญาฉบับนี้ให้มีผลบังคับใช้ มีข้อความตามที่จะกล่าวต่อไปนี้ == ข้อ ๑ == อนุสัญญาฉบับนี้จักมีผลบังคับใช้กับเอกสารมหาชนที่ทำขึ้นในดินแดนของรัฐภาคี ซึ่งต้องนำไปใช้ในดินแดนของรัฐภาคีอีกรัฐหนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งอนุสัญญานี้ ต่อไปนี้คือเอกสารมหาชน :ก) เอกสารที่ออกโดยองค์กรผู้มีอำนาจหรือบุคคลผู้มีอำนาจในศาลของรัฐนั้น รวมกึงพนักงานอัยการ เจ้าพนักงานศาล และเจ้าพนักงานส่งหมาย ("huissier de justice") :ข) เอกสารทางปกครอง :ค) เอกสารที่ออกโดยนิติกรสาธารณะ (โนตารี) :ง) เอกสารทางการที่ติดหรือผนึกกับเอกสารซึ่งลงนามโดยบุคคลในฐานะส่วนตัว ยกตัวอย่างเช่น ใบสำคัญการจดทะเบียน ใบสำคัญข้อเท็จจริงว่ามีอยู่จริงในวันที่นั้น ๆ และใบสำคัญรับรองลายมือชื่อ แต่อนุสัญญานี้ไม่ครอบคลุมถึง :ก) เอกสารที่ออกโดยเจ้าพนักงานทูตหรือเจ้าพนักงานกงสุล :ข) เอกสารทางปกครองที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพาณิชย์หรือการศุลกากร == ข้อ ๒ == รัฐภาคีแต่ละรัฐจักต้องยกเว้นไม่ต้องให้นิติกรณ์เอกสารซึ่งเป็นไปตามความในอนุสัญญานี้ซึ่งต้องยื่นในดินแดนของตนเอง เพื่อประโยชน์แห่งอนุสัญญานี้ การนิติกรณ์ หมายถึงพิธีการซึ่งเจ้าพนักงานทูตหรือเจ้าพนักงานกงสุลของประเทศผู้รับเอกสาร รับรองความถูกต้องของลายมือชื่อ ตำแหน่งของผู้ลงลายมือชื่อ และถ้าจำเป็น ผู้ทรงตราผนึกหรือตราประทับที่อยู่บนเอกสาร == ข้อ ๓ == พิธีการรับรองความถูกต้องแท้จริงของลายมือชื่อ ตำแหน่งของผู้ลงนาม และผู้ทรงตราผนึกหรือตราประทับบนเอกสาร (ถ้ามี) มีได้เฉพาะตามข้อ ๔ โดยหนังสือรับรองต้องออกโดยผู้มีอำนาจของรัฐที่เอกสารนั้นถูกทำขึ้น อย่างไรก็ตาม พิธีการที่กล่าวในวรรคก่อน จะมีไม่ได้เลย หากกฎหมาย กฎระเบียบ หรือข้อปฏิบัติซึ่งมีผลในประเทศที่เอกสารนั้นออก หรือความตกลงระหว่างรัฐสองรัฐหรือมากกว่าได้ยกเลิกหรือปรับปรุงให้ง่าย หรือยกเว้นเอกสารดังกล่าวจากการนิติกรณ์ == ข้อ ๔ == หนังสือรับรองตามวรรคแรกของข้อ ๓ จักต้องติดบนเอกสารโดยตรง หรือทำเป็นใบประจำต่อ และจักต้องทำตามรูปแบบตามบัญชีท้ายอนุสัญญานี้ อย่างไรก็ดีนั้น หนังสือรับรองอาจจัดทำเป็นภาษาทางการของผู้มีอำนาจออก และอาจมีภาษาที่สองด้วยหรือไม่ก็ได้ หัวกระดาษข้อความ "Apostille (Convention de La Haye du 5 octobre 1961)" จักต้องเป็นภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น == ข้อ ๕ == หนังสือรับรองจักต้องออกตามคำร้องของผู้ลงนามในเอกสารหรือผู้ถือเอกสาร เมื่อเติมข้อความครบถ้วนบริบูรณ์ดีแล้ว หนังสือรับรองจักรับรองความถูกต้องแท้จริงของลายมือชื่อ ตำแหน่งของผู้ลงนาม และผู้ทรงตราผนึกหรือตราประทับที่อยู่บนเอกสาร (ถ้ามี) ลายมือชื่อ ตราผนึก และตราประทับบนหนังสือรับรอง ยกเว้นไม่ต้องรับรองต่อไปอีก == ข้อ ๖ == รัฐภาคีแต่ละรัฐจักอาศัยอำนาจตามกฎหมาย แต่งตั้งผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรองตามความในวรรคแรกของข้อ ๓ รัฐภาคีจักต้องแจ้งการแต่งตั้งตามวรรคแรกให้แก่กระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์เมื่อยื่นสัตยาบันสาร ภาคยานุวัติสาร หรือตราสารขยายเขตการบังคับใช้ และจักต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรอง == ข้อ ๗ == ผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรองตามความในข้อ ๖ จักต้องรักษาสมุดทะเบียนหรือบัตรรายการซึ่งระบุใบอนุญาตที่ตนเองออก โดยต้องระบุ ก) หมายเลขและวันที่ของหนังสือรับรอง ข) ชื่อของผู้ลงนามเอกสารมหาชนและตำแหน่ง หรือในกรณีเอกสารไม่ลงนาม ชื่อของส่วนราชการที่ทรงตราผนึกหรือตราประทับ ผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรอง ต้องตรวจสอบยืนยันว่ารายการในหนังสือรับรองตรงกับที่บันทึกในสมุดทะเบียนหรือบัตรรายการ ตามคำขอของผู้มีส่วนได้เสีย == ข้อ ๘ == เมื่อสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือความตกลงระหว่างรัฐภาคีสองรัฐหรือมากกว่า มีข้อกำหนดให้ต้องมีการรับรองลายมือชื่อ ตราผนึก หรือตจราประทับ อนุสัญญาฉบับนี้จักลบล้างข้อกำหนดดังกล่าว หากมีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าที่บัญญัติไว้ในข้อ ๓ และข้อ ๔ == ข้อ ๙ == เมื่ออนุสัญญานี้ให้ผลยกเว้นแล้ว รัฐภาคีต้องจัดให้มีการห้ามมิให้นิติกรณ์เอกสารโดยเจ้าพนักงานทูตหรือเจ้าพนักงานกงสุลในเอกสารที่มีผลอีก == ข้อ ๑๐ == อนุสัญญานี้อนุญาตให้รัฐที่เป็นสมาชิกที่ประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายคดีบุคคลครั้งที่เก้า รวมถึงไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และตุรกี ลงนาม เมื่อได้ลงนามแล้ว จะต้องให้สัตยาบัน โดยต้องนำสัตยาบันสารมายื่นต่อกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ == ข้อ ๑๑ == อนุสัญญานี้จักมีผลบังคับใช้ในวันที่หกสิบ นับแต่การยื่นสัตยาบันสารครั้งที่สามตามความในวรรสองแห่งข้อ ๑๐ อนุสัญญาจะมีผลยังคับใช้กับรัฐภาคีที่ลงนามให้สัตยาบันเมื่อครบวันที่หกสิบนับแต่วันยื่นสัตยาบันสาร == ข้อ ๑๒ == รัฐใดที่มิได้กล่าวถึงในข้อ ๑๐ อาจขอภาคยานุวัติเป็นภาคีสมาชิก เมื่ออนุสัญญามีผลบังคับใช้แล้วตามความในวรรคแรกแห่งข้อ ๑ ๑ โดยต้องยื่นภาคยานุวัติสารต่อกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ การภาคยานุวัติดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ระหว่างรัฐที่ภาคยานุวัติและรัฐภาคีที่มิได้คัดค้านการภาคยานุวัติในห้วงหกเดือนนับแต่วันยื่นภาคยานุวัติสารตามความในอนุ ง) แห่งข้อ ๑๕ การคัดค้านใด ๆ ต้องกระทำเป็นหนังสือต่อกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ อนุสัญญาจักมีผลบังคับใช้ระหว่างรัฐที่ภาคยานุวัติและรัฐที่มิได้คัดค้านเมื่อครบกำหนดหกสิบวันหลังจากสิ้นระยะเวลาหกเดือนตามความในวรรคก่อน == ข้อ ๑๓ == รัฐใด ๆ อาจประกาศให้อนุสัญญานี้มีผลครอบคลุมถึงดินแดนทั้งหมดของตน หรือไปยังดินแดนหนึ่งดินแดนใดหรือมากกว่านั้นก็ได้ เมื่อลงนาม ให้สัตยาบัน หรือภาคยานุวัติ การประกาศดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้นับแต่วันที่อนุสัญญามีผลบังคับใช้กับรัฐนั้น ๆ หลังจากนั้น หากมีการประกาศขยายขอบเขตอนุสัญญาอีก ต้องทำเป็นหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เมื่อรัฐที่ลงนามและให่้สัตยาบันประกาศการขยายขอบเขตการบังคับใช้อนุสัญญา อนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับดินแดนนั้น ๆ ตามข้อ ๑ ๑ เมื่อรัฐที่ภาคยานุวัติ ประกาศการขยายขอบเขตการบังคับใช้อนุสัญญา อนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับดินแดนนั้น ๆ ตามข้อ ๑๒ == ข้อ ๑๔ == อนุสัญญานี้จักมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันบังคับใช้ ตามความในวรรคแรกแห่งข้อ ๑๑ โดยรวมถึงรัฐที่ได้ให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัติในภายหลังด้วย หากไม่มีการถอนตัวออกจากอนุสัญญา อนุสัญญาจักบังคับใช้ใหม่เรื่อย ๆ ทุก ๆ ห้าปี การถอนตัวออกจากอนุสัญญาจักต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ อย่างน้อยหกเดือนก่อนสิ้นระยะเวลาห้าปี การถอนตัวอาจจำกัดเฉพาะดินแดนบางส่วนที่อยู่ภายใต้อนุสัญญานี้ การถอนตัวจะมีผลเฉพาะรัฐที่แจ้งการถอนตัวเท่านั้น อนุสัญญาจักคงมีผลกับรัฐภาคีอื่น ๆ ต่อไป == ข้อ ๑๕ == กระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์จักแจ้งเป็นหนังสือต่อรัฐตามความในข้อ ๑๐ และรัฐที่ภาคยานุวัติตามความในข้อ ๑๒ ซึ่งรายละเอียดต่อไปนี้ :ก) คำประกาศตามความในวรรคสองแห่งข้อ ๖ :ข) ลายมือชื่อและการให้สัตยาบันตามความในข้อ ๑๐ :ค) วันที่ซึ่งอนุสัญญาฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ตามความในข้อ ๑๑ :ง) การภาคยานุวัติและการคัดค้านตามความในข้อ ๑๒ และวันที่การภาคยานุวัติจะมีผลบังคับใช้ :จ) การขยายเขตการบังคับใช้ตามความในข้อ ๑๓ และวันที่มีผลบังคับใช้ :ฉ) การถอนตัวตามความในวรรคสามแห่งข้อ ๑๔ เพื่อเป็นพยานหลักฐานในการนี้ ผู้มีอำนาจลงนามตามรายชื่อข้างท้ายนี้ ได้ลงนามไว้เป็นสำคัญ ทำ ณ กรุงเฮก เมื่อวันที่ห้า เดือนตุลาคม พุทธศักราชสองพันห้าร้อยสี่ ในภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ ในกรณีมีข้อขัดแย้งระหว่างสองภาษาให้ถือภาษาฝรั่งเศสเป็นสำคัญ ต้นฉบับเก็บรักษาไว้ ณ กระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ สำเนาที่รับรองแล้วจัดส่งผ่านช่องทางทูตไปยังรัฐแต่ละรัฐที่เป็นสมาชิกที่ประชุมกรุงเฮกว่าด้วยกฎหมายแผนกคดีบุคคลครั้งที่เก้า รวมถึงไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และตุรกี == บรรณานุกรม == * {{cite web|url=https://www.hcch.net/en/instruments/conventions/full-text/?cid=41|title=Convention of 5 October 1961 Abolishing the Requirement of Legalisation for Foreign Public Documents|date=24 January 1965|access-date=18 September 2026}} {{สัญญาอนุญาตงานแปล | {{สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล}} | {{สาธารณสมบัติ-เอง}} }} gont6cuepbu6oxmnkf5rzhvf90rhi9o 295613 295612 2026-09-18T13:40:29Z Flamevine 11908 Flamevine ย้ายหน้า [[อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ]] ไปยัง [[งานแปล:อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ]]: เป็นงานของผู้ใช้ ตามหน้าพูดคุย 295612 wikitext text/x-wiki {{หัวเรื่องงานแปล | ชื่อ = {{PAGENAME}} | ปี = 2504 | ภาษา = en | ต้นฉบับ = | ผู้สร้างสรรค์ = | บรรณาธิการ = | ส่วน = | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = | ถัดไป = | หมายเหตุ = ทำ ณ กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2504 | สถานีย่อย = | หมวดหมู่ = สนธิสัญญา }} รัฐผู้ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้ ปรารถนาที่จะยกเลิกข้อกำหนดการนิติกรณ์ทางทูตหรือทางกงสุลสำหรับเอกสารมหาชนต่างประเทศ ได้ตกลงทำอนุสัญญาฉบับนี้ให้มีผลบังคับใช้ มีข้อความตามที่จะกล่าวต่อไปนี้ == ข้อ ๑ == อนุสัญญาฉบับนี้จักมีผลบังคับใช้กับเอกสารมหาชนที่ทำขึ้นในดินแดนของรัฐภาคี ซึ่งต้องนำไปใช้ในดินแดนของรัฐภาคีอีกรัฐหนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งอนุสัญญานี้ ต่อไปนี้คือเอกสารมหาชน :ก) เอกสารที่ออกโดยองค์กรผู้มีอำนาจหรือบุคคลผู้มีอำนาจในศาลของรัฐนั้น รวมกึงพนักงานอัยการ เจ้าพนักงานศาล และเจ้าพนักงานส่งหมาย ("huissier de justice") :ข) เอกสารทางปกครอง :ค) เอกสารที่ออกโดยนิติกรสาธารณะ (โนตารี) :ง) เอกสารทางการที่ติดหรือผนึกกับเอกสารซึ่งลงนามโดยบุคคลในฐานะส่วนตัว ยกตัวอย่างเช่น ใบสำคัญการจดทะเบียน ใบสำคัญข้อเท็จจริงว่ามีอยู่จริงในวันที่นั้น ๆ และใบสำคัญรับรองลายมือชื่อ แต่อนุสัญญานี้ไม่ครอบคลุมถึง :ก) เอกสารที่ออกโดยเจ้าพนักงานทูตหรือเจ้าพนักงานกงสุล :ข) เอกสารทางปกครองที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพาณิชย์หรือการศุลกากร == ข้อ ๒ == รัฐภาคีแต่ละรัฐจักต้องยกเว้นไม่ต้องให้นิติกรณ์เอกสารซึ่งเป็นไปตามความในอนุสัญญานี้ซึ่งต้องยื่นในดินแดนของตนเอง เพื่อประโยชน์แห่งอนุสัญญานี้ การนิติกรณ์ หมายถึงพิธีการซึ่งเจ้าพนักงานทูตหรือเจ้าพนักงานกงสุลของประเทศผู้รับเอกสาร รับรองความถูกต้องของลายมือชื่อ ตำแหน่งของผู้ลงลายมือชื่อ และถ้าจำเป็น ผู้ทรงตราผนึกหรือตราประทับที่อยู่บนเอกสาร == ข้อ ๓ == พิธีการรับรองความถูกต้องแท้จริงของลายมือชื่อ ตำแหน่งของผู้ลงนาม และผู้ทรงตราผนึกหรือตราประทับบนเอกสาร (ถ้ามี) มีได้เฉพาะตามข้อ ๔ โดยหนังสือรับรองต้องออกโดยผู้มีอำนาจของรัฐที่เอกสารนั้นถูกทำขึ้น อย่างไรก็ตาม พิธีการที่กล่าวในวรรคก่อน จะมีไม่ได้เลย หากกฎหมาย กฎระเบียบ หรือข้อปฏิบัติซึ่งมีผลในประเทศที่เอกสารนั้นออก หรือความตกลงระหว่างรัฐสองรัฐหรือมากกว่าได้ยกเลิกหรือปรับปรุงให้ง่าย หรือยกเว้นเอกสารดังกล่าวจากการนิติกรณ์ == ข้อ ๔ == หนังสือรับรองตามวรรคแรกของข้อ ๓ จักต้องติดบนเอกสารโดยตรง หรือทำเป็นใบประจำต่อ และจักต้องทำตามรูปแบบตามบัญชีท้ายอนุสัญญานี้ อย่างไรก็ดีนั้น หนังสือรับรองอาจจัดทำเป็นภาษาทางการของผู้มีอำนาจออก และอาจมีภาษาที่สองด้วยหรือไม่ก็ได้ หัวกระดาษข้อความ "Apostille (Convention de La Haye du 5 octobre 1961)" จักต้องเป็นภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น == ข้อ ๕ == หนังสือรับรองจักต้องออกตามคำร้องของผู้ลงนามในเอกสารหรือผู้ถือเอกสาร เมื่อเติมข้อความครบถ้วนบริบูรณ์ดีแล้ว หนังสือรับรองจักรับรองความถูกต้องแท้จริงของลายมือชื่อ ตำแหน่งของผู้ลงนาม และผู้ทรงตราผนึกหรือตราประทับที่อยู่บนเอกสาร (ถ้ามี) ลายมือชื่อ ตราผนึก และตราประทับบนหนังสือรับรอง ยกเว้นไม่ต้องรับรองต่อไปอีก == ข้อ ๖ == รัฐภาคีแต่ละรัฐจักอาศัยอำนาจตามกฎหมาย แต่งตั้งผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรองตามความในวรรคแรกของข้อ ๓ รัฐภาคีจักต้องแจ้งการแต่งตั้งตามวรรคแรกให้แก่กระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์เมื่อยื่นสัตยาบันสาร ภาคยานุวัติสาร หรือตราสารขยายเขตการบังคับใช้ และจักต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรอง == ข้อ ๗ == ผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรองตามความในข้อ ๖ จักต้องรักษาสมุดทะเบียนหรือบัตรรายการซึ่งระบุใบอนุญาตที่ตนเองออก โดยต้องระบุ ก) หมายเลขและวันที่ของหนังสือรับรอง ข) ชื่อของผู้ลงนามเอกสารมหาชนและตำแหน่ง หรือในกรณีเอกสารไม่ลงนาม ชื่อของส่วนราชการที่ทรงตราผนึกหรือตราประทับ ผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรอง ต้องตรวจสอบยืนยันว่ารายการในหนังสือรับรองตรงกับที่บันทึกในสมุดทะเบียนหรือบัตรรายการ ตามคำขอของผู้มีส่วนได้เสีย == ข้อ ๘ == เมื่อสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือความตกลงระหว่างรัฐภาคีสองรัฐหรือมากกว่า มีข้อกำหนดให้ต้องมีการรับรองลายมือชื่อ ตราผนึก หรือตจราประทับ อนุสัญญาฉบับนี้จักลบล้างข้อกำหนดดังกล่าว หากมีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าที่บัญญัติไว้ในข้อ ๓ และข้อ ๔ == ข้อ ๙ == เมื่ออนุสัญญานี้ให้ผลยกเว้นแล้ว รัฐภาคีต้องจัดให้มีการห้ามมิให้นิติกรณ์เอกสารโดยเจ้าพนักงานทูตหรือเจ้าพนักงานกงสุลในเอกสารที่มีผลอีก == ข้อ ๑๐ == อนุสัญญานี้อนุญาตให้รัฐที่เป็นสมาชิกที่ประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายคดีบุคคลครั้งที่เก้า รวมถึงไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และตุรกี ลงนาม เมื่อได้ลงนามแล้ว จะต้องให้สัตยาบัน โดยต้องนำสัตยาบันสารมายื่นต่อกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ == ข้อ ๑๑ == อนุสัญญานี้จักมีผลบังคับใช้ในวันที่หกสิบ นับแต่การยื่นสัตยาบันสารครั้งที่สามตามความในวรรสองแห่งข้อ ๑๐ อนุสัญญาจะมีผลยังคับใช้กับรัฐภาคีที่ลงนามให้สัตยาบันเมื่อครบวันที่หกสิบนับแต่วันยื่นสัตยาบันสาร == ข้อ ๑๒ == รัฐใดที่มิได้กล่าวถึงในข้อ ๑๐ อาจขอภาคยานุวัติเป็นภาคีสมาชิก เมื่ออนุสัญญามีผลบังคับใช้แล้วตามความในวรรคแรกแห่งข้อ ๑ ๑ โดยต้องยื่นภาคยานุวัติสารต่อกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ การภาคยานุวัติดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ระหว่างรัฐที่ภาคยานุวัติและรัฐภาคีที่มิได้คัดค้านการภาคยานุวัติในห้วงหกเดือนนับแต่วันยื่นภาคยานุวัติสารตามความในอนุ ง) แห่งข้อ ๑๕ การคัดค้านใด ๆ ต้องกระทำเป็นหนังสือต่อกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ อนุสัญญาจักมีผลบังคับใช้ระหว่างรัฐที่ภาคยานุวัติและรัฐที่มิได้คัดค้านเมื่อครบกำหนดหกสิบวันหลังจากสิ้นระยะเวลาหกเดือนตามความในวรรคก่อน == ข้อ ๑๓ == รัฐใด ๆ อาจประกาศให้อนุสัญญานี้มีผลครอบคลุมถึงดินแดนทั้งหมดของตน หรือไปยังดินแดนหนึ่งดินแดนใดหรือมากกว่านั้นก็ได้ เมื่อลงนาม ให้สัตยาบัน หรือภาคยานุวัติ การประกาศดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้นับแต่วันที่อนุสัญญามีผลบังคับใช้กับรัฐนั้น ๆ หลังจากนั้น หากมีการประกาศขยายขอบเขตอนุสัญญาอีก ต้องทำเป็นหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เมื่อรัฐที่ลงนามและให่้สัตยาบันประกาศการขยายขอบเขตการบังคับใช้อนุสัญญา อนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับดินแดนนั้น ๆ ตามข้อ ๑ ๑ เมื่อรัฐที่ภาคยานุวัติ ประกาศการขยายขอบเขตการบังคับใช้อนุสัญญา อนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับดินแดนนั้น ๆ ตามข้อ ๑๒ == ข้อ ๑๔ == อนุสัญญานี้จักมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันบังคับใช้ ตามความในวรรคแรกแห่งข้อ ๑๑ โดยรวมถึงรัฐที่ได้ให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัติในภายหลังด้วย หากไม่มีการถอนตัวออกจากอนุสัญญา อนุสัญญาจักบังคับใช้ใหม่เรื่อย ๆ ทุก ๆ ห้าปี การถอนตัวออกจากอนุสัญญาจักต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ อย่างน้อยหกเดือนก่อนสิ้นระยะเวลาห้าปี การถอนตัวอาจจำกัดเฉพาะดินแดนบางส่วนที่อยู่ภายใต้อนุสัญญานี้ การถอนตัวจะมีผลเฉพาะรัฐที่แจ้งการถอนตัวเท่านั้น อนุสัญญาจักคงมีผลกับรัฐภาคีอื่น ๆ ต่อไป == ข้อ ๑๕ == กระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์จักแจ้งเป็นหนังสือต่อรัฐตามความในข้อ ๑๐ และรัฐที่ภาคยานุวัติตามความในข้อ ๑๒ ซึ่งรายละเอียดต่อไปนี้ :ก) คำประกาศตามความในวรรคสองแห่งข้อ ๖ :ข) ลายมือชื่อและการให้สัตยาบันตามความในข้อ ๑๐ :ค) วันที่ซึ่งอนุสัญญาฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ตามความในข้อ ๑๑ :ง) การภาคยานุวัติและการคัดค้านตามความในข้อ ๑๒ และวันที่การภาคยานุวัติจะมีผลบังคับใช้ :จ) การขยายเขตการบังคับใช้ตามความในข้อ ๑๓ และวันที่มีผลบังคับใช้ :ฉ) การถอนตัวตามความในวรรคสามแห่งข้อ ๑๔ เพื่อเป็นพยานหลักฐานในการนี้ ผู้มีอำนาจลงนามตามรายชื่อข้างท้ายนี้ ได้ลงนามไว้เป็นสำคัญ ทำ ณ กรุงเฮก เมื่อวันที่ห้า เดือนตุลาคม พุทธศักราชสองพันห้าร้อยสี่ ในภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ ในกรณีมีข้อขัดแย้งระหว่างสองภาษาให้ถือภาษาฝรั่งเศสเป็นสำคัญ ต้นฉบับเก็บรักษาไว้ ณ กระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ สำเนาที่รับรองแล้วจัดส่งผ่านช่องทางทูตไปยังรัฐแต่ละรัฐที่เป็นสมาชิกที่ประชุมกรุงเฮกว่าด้วยกฎหมายแผนกคดีบุคคลครั้งที่เก้า รวมถึงไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และตุรกี == บรรณานุกรม == * {{cite web|url=https://www.hcch.net/en/instruments/conventions/full-text/?cid=41|title=Convention of 5 October 1961 Abolishing the Requirement of Legalisation for Foreign Public Documents|date=24 January 1965|access-date=18 September 2026}} {{สัญญาอนุญาตงานแปล | {{สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล}} | {{สาธารณสมบัติ-เอง}} }} gont6cuepbu6oxmnkf5rzhvf90rhi9o หน้า:Winyan Thi Reron 2545.djvu/45 250 91219 295627 295595 2026-09-19T02:07:55Z สีทราย 11827 295627 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๔๖}}</noinclude>เที่ยงก็เริ่ม โดยประเทืองสีซอด้วงด้วยเสียงดังแจ่มใสกังวานในน้ำมือ ขึ้นต้นด้วยเพลงโดยกระปริบกะปรอยชมดชม้อยหวานซึ้ง ถึงแก่เกิดปฏิริริยาขึ้นในคนฟังที่แปลกหูและไม่คิดว่าจะได้ฟังอย่างนั้น ทางวงผู้ใหญ่โพธิเองก็ชะงัก ต่างเหลียวดูผู้สีซอด้วง รู้สึกว่าเป็นคนแปลกหน้าที่น่าครั่นคร้าม สายหยุด คนซอด้วงของผู้ใหญ่โพธิสีหน้าเผือดลง เพราะเสียงซอของชายแปลกหน้านั้นมันลอยเด่นกังวานหวานจับใจ รู้ตัวว่าทั้งความรู้และฝีมือเทียบกันไม่ได้เลย ในหระหว่างที่เพลงเดินอยู่นั้น เสียงซอของคนแปลกถิ่นลอยเด่น ทั้งทีท่าจะไปจะอยู่นั้นเก๋นัก ทั้งชมดชม้อยละทางยักเยื้องเสียดแทงในเชิงเล่น ครูเจริญวงผู้ใหญ่โพธิกระซิบกับพวกว่า "อ้ายคนนี้มันยอดขนาดเสือ มันจะลักจะล้วง มันทำอย่างระนาด แต่แล้วมันทอดโหยอย่างปี่" ผู้ใหญ่โพธินั่งอึ้งฟังซอคนแปลกถิ่นอย่างซึม รู้สึกสงสารสายหยุดบุตรสาวที่มาเจอเอาคนดีอย่างไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร นึกเอาเสียว่า ถึงวงเราจะถูกเฉือนไปโดยซอด้วงหนึ่งคัน แต่อื่นยังคงพอสู้และยังร้องอีกล่ะ ทั้งเสียงและทั้งรูปร่างก็ยังเหนืออยู่ ครั้นจบเพลงเยี่ยมวิมานลง เสียงปรบมือจากคนฟังแน่นดีผิดคาด และได้ยินซอใหม่ ถึงกับชะโงกชะง้ำมองดูหน้าประเทือง ซึ่งประเทืองนั่งดื่มเหล้าเฉยๆ ไม่มีท่าผยองในฝีมือตนแต่น้อย ทางผู้ใหญ่โพธิจึงปล่อยหมัดแย็บ คือให้แน่งน้อยลูกสาวคนเล็ก ร้องพม่าห้าท่อน โปรยน้ำเสียง ประเทืองเงี่ยหูฟัง นึกชมว่าเด็กคนนี้ถ้าได้ผู้แนะนำดีๆ จะไปไกลในวันหน้า พวกซอและเครื่องมืออื่นๆ พยายามเล่นยักย้ายสำนวนและกลเม็ดเพื่อให้แข่งขันตามแต่แค่สติปัญญาจะไปได้ พอจบเพลงพม่าห้าท่อนและออกเพลงท้ายเครื่องไปแล้วอย่างครึกโครม<noinclude></noinclude> m662o6sa7ah7f7yzel8f9isgc11jfe4 295628 295627 2026-09-19T02:12:17Z สีทราย 11827 295628 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๔๖}}</noinclude>เที่ยงก็เริ่ม โดยประเทืองสีซอด้วงด้วยเสียงดังแจ่มใสกังวานในน้ำมือ ขึ้นต้นด้วยเพลงโดยกระปริบกะปรอยชมดชม้อยหวานซึ้ง ถึงแก่เกิดปฏิริริยาขึ้นในคนฟังที่แปลกหูและไม่คิดว่าจะได้ฟังอย่างนั้น ทางวงผู้ใหญ่โพธิเองก็ชะงัก ต่างเหลียวดูผู้สีซอด้วง รู้สึกว่าเป็นคนแปลกหน้าที่น่าครั่นคร้าม สายหยุด คนซอด้วงของผู้ใหญ่โพธิสีหน้าเผือดลง เพราะเสียงซอของชายแปลกหน้านั้นมันลอยเด่นกังวานหวานจับใจ รู้ตัวว่าทั้งความรู้และฝีมือเทียบกันไม่ได้เลย ในหระหว่างที่เพลงเดินอยู่นั้น เสียงซอของคนแปลกถิ่นลอยเด่น ทั้งทีท่าจะไปจะอยู่นั้นเก๋นัก ทั้งชมดชม้อยละทางยักเยื้องเสียดแทงในเชิงเล่น ครูเจริญวงผู้ใหญ่โพธิกระซิบกับพวกว่า "อ้ายคนนี้มันยอดขนาดเสือ มันจะลักจะล้วง มันทำอย่างระนาด แต่แล้วมันทอดโหยอย่างปี่" ผู้ใหญ่โพธินั่งอึ้งฟังซอคนแปลกถิ่นอย่างซึม รู้สึกสงสารสายหยุดบุตรสาวที่มาเจอเอาคนดีอย่างไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร นึกเอาเสียว่า ถึงวงเราจะถูกเฉือนไปโดยซอด้วงหนึ่งคัน แต่อื่นยังคงพอสู้และยังร้องอีกล่ะ ทั้งเสียงและทั้งรูปร่างก็ยังเหนืออยู่ ครั้นจบเพลงเยี่ยมวิมานลง เสียงปรบมือจากคนฟังแน่นดีผิดคาด และได้ยินซอใหม่ ถึงกับชะโงกชะง้ำมองดูหน้าประเทือง ซึ่งประเทืองนั่งดื่มเหล้าเฉยๆ ไม่มีท่าผยองในฝีมือตนแต่น้อย ทางผู้ใหญ่โพธิจึงปล่อยหมัดแย็บ คือให้แน่งน้อยลูกสาวคนเล็ก ร้องพม่าห้าท่อน โปรยน้ำเสียง ประเทืองเงี่ยหูฟัง นึกชมว่าเด็กคนนี้ถ้าได้ผู้แนะนำดีๆ จะไปไกลในวันหน้า พวกซอและเครื่องมืออื่นๆ พยายามเล่นยักย้ายสำนวนและกลเม็ดเพื่อให้แข่งขันตามแต่แค่สติปัญญาจะไปได้ พอจบเพลงพม่าห้าท่อนและออกเพลงท้ายเครื่องไปแล้วอย่างครึกโครม ทางวงผู้ใหญ่เที่ยงก็เล่นเพลงหลีกไปเสีย เล่นเพลงสี่บท โดยนายเสมาคนร้องชายประจำวงของแก ทางวงผู้ใหญ่โพธิก็นึกหวาน แต่มาติดเจ้าด้วงที่หวานจ๋อยนำเด่นอยู่ เจ้าคนแปลกถิ่นผิวค้ามหน้าเก๋นี่มันร้ายนัก ช่างเดินเพลงอย่างน่าชวนฟัง สำนวนชัดหูไม่คลุมเครือ นิ้วโปร่งไม่แฟบไม่ฟอด มีเสียงแผ่วเสียงเน้น ทั้งหยิกทั้งขว่วนอยู่ตลอดเวลา เสียดาย ถ้าอู้วงนี้มือจะทันขึ้นมาสักเล็กน้อย จะดีเหลือเกิน แต่ก็จบเพลงลงด้วยด้วงนำดีและเรียบร้อย<noinclude></noinclude> kdhgmps7p1rp5wc1g9379sq52l4ontl คุยเรื่องงานแปล:อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ 115 91220 295598 2026-09-18T12:34:07Z Flamevine 11908 /* ที่มา */ ส่วนใหม่ 295598 wikitext text/x-wiki == ที่มา == {{ping|Char au}} ขอทราบที่มาของคำแปลนี้ได้ไหมครับ -- [[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:34, 18 กันยายน 2569 (+07) 0gm6ebzwwj6augn5mufhxe82y589hy1 295599 295598 2026-09-18T12:52:08Z Char au 5896 /* ที่มา */ ตอบกลับ 295599 wikitext text/x-wiki == ที่มา == {{ping|Char au}} ขอทราบที่มาของคำแปลนี้ได้ไหมครับ -- [[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:34, 18 กันยายน 2569 (+07) :แปลอย่าง'''ไม่เป็นทางการ''' ตามที่ระบุในหัวเอกสาร ไม่ใช่ต้นฉบับแท้จริง ซึ่งมีเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น เพื่อความสะดวกในการอ้างถึงจากวิกิพีเดีย จนกว่ากรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจะได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการในต้นปีถัดไป หรืออาจจะล่าช้ากว่านั้น ซึ่งอนุสัญญาฉบับอื่น ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี มีหลายอนุสัญญาที่มีเฉพาะคำแปลไม่เป็นทางการ หรือไม่มีคำแปลด้วยซ้ำไป ทั้งนี้หากท่านเห็นว่าผิดเงื่อนไข กรุณาลบออกเสีย จักขอบคุณมาก [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 19:52, 18 กันยายน 2569 (+07) 0yu7tmhm715ejrik89muntwz176noiz 295600 295599 2026-09-18T12:56:01Z Flamevine 11908 295600 wikitext text/x-wiki == ที่มา == {{ping|Char au}} ขอทราบที่มาของคำแปลนี้ได้ไหมครับ -- [[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:34, 18 กันยายน 2569 (+07) :แปลอย่าง'''ไม่เป็นทางการ''' ตามที่ระบุในหัวเอกสาร ไม่ใช่ต้นฉบับแท้จริง ซึ่งมีเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น เพื่อความสะดวกในการอ้างถึงจากวิกิพีเดีย จนกว่ากรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจะได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการในต้นปีถัดไป หรืออาจจะล่าช้ากว่านั้น ซึ่งอนุสัญญาฉบับอื่น ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี มีหลายอนุสัญญาที่มีเฉพาะคำแปลไม่เป็นทางการ หรือไม่มีคำแปลด้วยซ้ำไป ทั้งนี้หากท่านเห็นว่าผิดเงื่อนไข กรุณาลบออกเสีย จักขอบคุณมาก [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 19:52, 18 กันยายน 2569 (+07) :{{ping|Char au}} ที่ต้องการทราบคือใครแปลครับ ถ้าเป็นคุณแปล ก็อยู่ในวิกิซอร์ซได้ครับ (ถ้าคุณแปล โปรดแจ้งด้วยว่าต้องการให้คำแปลมีสถานะใด เช่น สาธารณสมบัติ หรืออื่น ๆ ครับ) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:56, 18 กันยายน 2569 (+07) ss09cqcooq0gh0lo4c4x3c2ykgnr96i 295601 295600 2026-09-18T12:56:13Z Flamevine 11908 295601 wikitext text/x-wiki == ที่มา == {{ping|Char au}} ขอทราบที่มาของคำแปลนี้ได้ไหมครับ -- [[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:34, 18 กันยายน 2569 (+07) :แปลอย่าง'''ไม่เป็นทางการ''' ตามที่ระบุในหัวเอกสาร ไม่ใช่ต้นฉบับแท้จริง ซึ่งมีเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น เพื่อความสะดวกในการอ้างถึงจากวิกิพีเดีย จนกว่ากรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจะได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการในต้นปีถัดไป หรืออาจจะล่าช้ากว่านั้น ซึ่งอนุสัญญาฉบับอื่น ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี มีหลายอนุสัญญาที่มีเฉพาะคำแปลไม่เป็นทางการ หรือไม่มีคำแปลด้วยซ้ำไป ทั้งนี้หากท่านเห็นว่าผิดเงื่อนไข กรุณาลบออกเสีย จักขอบคุณมาก [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 19:52, 18 กันยายน 2569 (+07) ::{{ping|Char au}} ที่ต้องการทราบคือใครแปลครับ ถ้าเป็นคุณแปล ก็อยู่ในวิกิซอร์ซได้ครับ (ถ้าคุณแปล โปรดแจ้งด้วยว่าต้องการให้คำแปลมีสถานะใด เช่น สาธารณสมบัติ หรืออื่น ๆ ครับ) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:56, 18 กันยายน 2569 (+07) fkjdk2574ksb31m1mn0vbn6g3pvsfny 295602 295601 2026-09-18T12:58:31Z Flamevine 11908 295602 wikitext text/x-wiki == ที่มา == {{ping|Char au}} ขอทราบที่มาของคำแปลนี้ได้ไหมครับ -- [[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:34, 18 กันยายน 2569 (+07) :แปลอย่าง'''ไม่เป็นทางการ''' ตามที่ระบุในหัวเอกสาร ไม่ใช่ต้นฉบับแท้จริง ซึ่งมีเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น เพื่อความสะดวกในการอ้างถึงจากวิกิพีเดีย จนกว่ากรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจะได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการในต้นปีถัดไป หรืออาจจะล่าช้ากว่านั้น ซึ่งอนุสัญญาฉบับอื่น ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี มีหลายอนุสัญญาที่มีเฉพาะคำแปลไม่เป็นทางการ หรือไม่มีคำแปลด้วยซ้ำไป ทั้งนี้หากท่านเห็นว่าผิดเงื่อนไข กรุณาลบออกเสีย จักขอบคุณมาก [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 19:52, 18 กันยายน 2569 (+07) ::{{ping|Char au}} ที่ต้องการทราบคือใครแปลครับ ถ้าเป็นคุณแปล ก็อยู่ในวิกิซอร์ซได้ครับ (ถ้าคุณแปล โปรดแจ้งด้วยว่าต้องการให้คำแปลมีสถานะใด เช่น [[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ตามเจตนาของผู้สร้างสรรค์เอง|สาธารณสมบัติ]] หรือ[[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ครีเอทีฟคอมมอนส์|ครีเอทีฟคอมมอนส์]] หรืออื่น ๆ ครับ) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:56, 18 กันยายน 2569 (+07) qflllirxi48716k3lg2724mcxtpupp1 295603 295602 2026-09-18T13:07:27Z Char au 5896 /* ที่มา */ ตอบกลับ 295603 wikitext text/x-wiki == ที่มา == {{ping|Char au}} ขอทราบที่มาของคำแปลนี้ได้ไหมครับ -- [[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:34, 18 กันยายน 2569 (+07) :แปลอย่าง'''ไม่เป็นทางการ''' ตามที่ระบุในหัวเอกสาร ไม่ใช่ต้นฉบับแท้จริง ซึ่งมีเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น เพื่อความสะดวกในการอ้างถึงจากวิกิพีเดีย จนกว่ากรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจะได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการในต้นปีถัดไป หรืออาจจะล่าช้ากว่านั้น ซึ่งอนุสัญญาฉบับอื่น ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี มีหลายอนุสัญญาที่มีเฉพาะคำแปลไม่เป็นทางการ หรือไม่มีคำแปลด้วยซ้ำไป ทั้งนี้หากท่านเห็นว่าผิดเงื่อนไข กรุณาลบออกเสีย จักขอบคุณมาก [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 19:52, 18 กันยายน 2569 (+07) ::{{ping|Char au}} ที่ต้องการทราบคือใครแปลครับ ถ้าเป็นคุณแปล ก็อยู่ในวิกิซอร์ซได้ครับ (ถ้าคุณแปล โปรดแจ้งด้วยว่าต้องการให้คำแปลมีสถานะใด เช่น [[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ตามเจตนาของผู้สร้างสรรค์เอง|สาธารณสมบัติ]] หรือ[[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ครีเอทีฟคอมมอนส์|ครีเอทีฟคอมมอนส์]] หรืออื่น ๆ ครับ) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:56, 18 กันยายน 2569 (+07) :::กระผมเป็นผู้แปลด้วยตนเอง ตามที่ระบุในหัวเอกสารชัดเจนว่าคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ และคำแปลนี้ ขอให้เป็น public domain เช่นเดียวกับเอกสารต้นทางฉบับภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ และไม่ให้ขัดหรือแแย้งกับมาตรา 7 แห่ง พรบ.ลิขสิทธิ์ เนื่องจาก อนุสัญญาจัดเป็น "กฎหมาย" (ขอให้ท่านอื่นที่เข้าใจผิด ได้โปรดตีความตามเจคนารมณ์ของกฎหมายยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวน ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย จะขอบพระคุณอย่างสูง) [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 20:07, 18 กันยายน 2569 (+07) ocz4t5pyszyiyb6uszqlifsbnpwyejl 295604 295603 2026-09-18T13:27:28Z Char au 5896 /* ที่มา */ ตอบกลับ 295604 wikitext text/x-wiki == ที่มา == {{ping|Char au}} ขอทราบที่มาของคำแปลนี้ได้ไหมครับ -- [[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:34, 18 กันยายน 2569 (+07) :แปลอย่าง'''ไม่เป็นทางการ''' ตามที่ระบุในหัวเอกสาร ไม่ใช่ต้นฉบับแท้จริง ซึ่งมีเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น เพื่อความสะดวกในการอ้างถึงจากวิกิพีเดีย จนกว่ากรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจะได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการในต้นปีถัดไป หรืออาจจะล่าช้ากว่านั้น ซึ่งอนุสัญญาฉบับอื่น ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี มีหลายอนุสัญญาที่มีเฉพาะคำแปลไม่เป็นทางการ หรือไม่มีคำแปลด้วยซ้ำไป ทั้งนี้หากท่านเห็นว่าผิดเงื่อนไข กรุณาลบออกเสีย จักขอบคุณมาก [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 19:52, 18 กันยายน 2569 (+07) ::{{ping|Char au}} ที่ต้องการทราบคือใครแปลครับ ถ้าเป็นคุณแปล ก็อยู่ในวิกิซอร์ซได้ครับ (ถ้าคุณแปล โปรดแจ้งด้วยว่าต้องการให้คำแปลมีสถานะใด เช่น [[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ตามเจตนาของผู้สร้างสรรค์เอง|สาธารณสมบัติ]] หรือ[[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ครีเอทีฟคอมมอนส์|ครีเอทีฟคอมมอนส์]] หรืออื่น ๆ ครับ) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:56, 18 กันยายน 2569 (+07) :::กระผมเป็นผู้แปลด้วยตนเอง ตามที่ระบุในหัวเอกสารชัดเจนว่าคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ และคำแปลนี้ ขอให้เป็น public domain เช่นเดียวกับเอกสารต้นทางฉบับภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ และไม่ให้ขัดหรือแแย้งกับมาตรา 7 แห่ง พรบ.ลิขสิทธิ์ เนื่องจาก อนุสัญญาจัดเป็น "กฎหมาย" (ขอให้ท่านอื่นที่เข้าใจผิด ได้โปรดตีความตามเจคนารมณ์ของกฎหมายยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวน ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย จะขอบพระคุณอย่างสูง) [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 20:07, 18 กันยายน 2569 (+07) :อนึ่ง คำแปลที่ทำขึ้นนี้ มีลิงก์ไปยังเอกสารที่มาต้นทางไว้ท้ายหน้าแล้ว และได้ระบุชัดเจนว่าเป็นฉบับแปลเอง มิใช่ฉบับจริง ซึ่งถึงแม้จะมีนัยสำคัญตามกฎหมายเหมือนกัน แต่การบังคับใช้ก็ยังต้องถือตามต้นฉบับ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อขัดหรือแย้ง :ทั้งนี้ เมื่อได้มีการจัดทำคำแปลทางการแล้ว (ซึ่งอาจจะไม่มีการจัดทำเลยเช่นเดียวกับหลาย ๆ อนุสัญญา) คำแปลที่ได้จัดทำขึ้นนี้ควรถูกลบหรือย้ายไปยังสถานที่ ๆ เหมาะสม เพื่อใช้ในการเทียบเคียงด้านภาษา เนื่องจากอนุสัญญาหนึ่ง ๆ มีคำแปลได้หลายฉบับ ทั้งทางการและไม่เป็นทางการ ของอาจารย์ท่านนั้น ของอาจารย์ท่านนี้ ซึ่งแต่ละท่านจะมีสำนวนที่ไม่เหมือนกัน เมื่อได้ศึกษาคำแปลมากกว่าหนึ่งคำแปลย่อมจะทำให้ผู้อ่านมีความรู้ลุ่มลึก และเข้าใจได้มากกว่าอิงคำแปลเพียงฉบับเดียว เมื่อได้พิจารณาเอกสาร[https://old.dcce.go.th/?page_id=3123 อนุสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี] ก็จะเห็นประจักษ์แจ้งได้ว่า ถ้าคัดลอกฉบับแปลไทยมาลงทีเดียวตรงนี้ จะอ่านไม่เข้าใจ ต้องเรียบเรียงใหม่โดยอ้างถึงต้นฉบับภาษาอังกฤษให้ชัดเจน [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 20:27, 18 กันยายน 2569 (+07) bm1edblbln8dw5qlrimio8ssbwhbwzc 295615 295604 2026-09-18T13:40:29Z Flamevine 11908 Flamevine ย้ายหน้า [[พูดคุย:อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ]] ไปยัง [[คุยเรื่องงานแปล:อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ]]: เป็นงานของผู้ใช้ ตามหน้าพูดคุย 295604 wikitext text/x-wiki == ที่มา == {{ping|Char au}} ขอทราบที่มาของคำแปลนี้ได้ไหมครับ -- [[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:34, 18 กันยายน 2569 (+07) :แปลอย่าง'''ไม่เป็นทางการ''' ตามที่ระบุในหัวเอกสาร ไม่ใช่ต้นฉบับแท้จริง ซึ่งมีเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น เพื่อความสะดวกในการอ้างถึงจากวิกิพีเดีย จนกว่ากรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจะได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการในต้นปีถัดไป หรืออาจจะล่าช้ากว่านั้น ซึ่งอนุสัญญาฉบับอื่น ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี มีหลายอนุสัญญาที่มีเฉพาะคำแปลไม่เป็นทางการ หรือไม่มีคำแปลด้วยซ้ำไป ทั้งนี้หากท่านเห็นว่าผิดเงื่อนไข กรุณาลบออกเสีย จักขอบคุณมาก [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 19:52, 18 กันยายน 2569 (+07) ::{{ping|Char au}} ที่ต้องการทราบคือใครแปลครับ ถ้าเป็นคุณแปล ก็อยู่ในวิกิซอร์ซได้ครับ (ถ้าคุณแปล โปรดแจ้งด้วยว่าต้องการให้คำแปลมีสถานะใด เช่น [[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ตามเจตนาของผู้สร้างสรรค์เอง|สาธารณสมบัติ]] หรือ[[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ครีเอทีฟคอมมอนส์|ครีเอทีฟคอมมอนส์]] หรืออื่น ๆ ครับ) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:56, 18 กันยายน 2569 (+07) :::กระผมเป็นผู้แปลด้วยตนเอง ตามที่ระบุในหัวเอกสารชัดเจนว่าคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ และคำแปลนี้ ขอให้เป็น public domain เช่นเดียวกับเอกสารต้นทางฉบับภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ และไม่ให้ขัดหรือแแย้งกับมาตรา 7 แห่ง พรบ.ลิขสิทธิ์ เนื่องจาก อนุสัญญาจัดเป็น "กฎหมาย" (ขอให้ท่านอื่นที่เข้าใจผิด ได้โปรดตีความตามเจคนารมณ์ของกฎหมายยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวน ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย จะขอบพระคุณอย่างสูง) [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 20:07, 18 กันยายน 2569 (+07) :อนึ่ง คำแปลที่ทำขึ้นนี้ มีลิงก์ไปยังเอกสารที่มาต้นทางไว้ท้ายหน้าแล้ว และได้ระบุชัดเจนว่าเป็นฉบับแปลเอง มิใช่ฉบับจริง ซึ่งถึงแม้จะมีนัยสำคัญตามกฎหมายเหมือนกัน แต่การบังคับใช้ก็ยังต้องถือตามต้นฉบับ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อขัดหรือแย้ง :ทั้งนี้ เมื่อได้มีการจัดทำคำแปลทางการแล้ว (ซึ่งอาจจะไม่มีการจัดทำเลยเช่นเดียวกับหลาย ๆ อนุสัญญา) คำแปลที่ได้จัดทำขึ้นนี้ควรถูกลบหรือย้ายไปยังสถานที่ ๆ เหมาะสม เพื่อใช้ในการเทียบเคียงด้านภาษา เนื่องจากอนุสัญญาหนึ่ง ๆ มีคำแปลได้หลายฉบับ ทั้งทางการและไม่เป็นทางการ ของอาจารย์ท่านนั้น ของอาจารย์ท่านนี้ ซึ่งแต่ละท่านจะมีสำนวนที่ไม่เหมือนกัน เมื่อได้ศึกษาคำแปลมากกว่าหนึ่งคำแปลย่อมจะทำให้ผู้อ่านมีความรู้ลุ่มลึก และเข้าใจได้มากกว่าอิงคำแปลเพียงฉบับเดียว เมื่อได้พิจารณาเอกสาร[https://old.dcce.go.th/?page_id=3123 อนุสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี] ก็จะเห็นประจักษ์แจ้งได้ว่า ถ้าคัดลอกฉบับแปลไทยมาลงทีเดียวตรงนี้ จะอ่านไม่เข้าใจ ต้องเรียบเรียงใหม่โดยอ้างถึงต้นฉบับภาษาอังกฤษให้ชัดเจน [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 20:27, 18 กันยายน 2569 (+07) bm1edblbln8dw5qlrimio8ssbwhbwzc 295617 295615 2026-09-18T13:44:35Z Flamevine 11908 295617 wikitext text/x-wiki == ที่มา == {{ping|Char au}} ขอทราบที่มาของคำแปลนี้ได้ไหมครับ -- [[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:34, 18 กันยายน 2569 (+07) :แปลอย่าง'''ไม่เป็นทางการ''' ตามที่ระบุในหัวเอกสาร ไม่ใช่ต้นฉบับแท้จริง ซึ่งมีเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น เพื่อความสะดวกในการอ้างถึงจากวิกิพีเดีย จนกว่ากรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจะได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการในต้นปีถัดไป หรืออาจจะล่าช้ากว่านั้น ซึ่งอนุสัญญาฉบับอื่น ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี มีหลายอนุสัญญาที่มีเฉพาะคำแปลไม่เป็นทางการ หรือไม่มีคำแปลด้วยซ้ำไป ทั้งนี้หากท่านเห็นว่าผิดเงื่อนไข กรุณาลบออกเสีย จักขอบคุณมาก [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 19:52, 18 กันยายน 2569 (+07) ::{{ping|Char au}} ที่ต้องการทราบคือใครแปลครับ ถ้าเป็นคุณแปล ก็อยู่ในวิกิซอร์ซได้ครับ (ถ้าคุณแปล โปรดแจ้งด้วยว่าต้องการให้คำแปลมีสถานะใด เช่น [[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ตามเจตนาของผู้สร้างสรรค์เอง|สาธารณสมบัติ]] หรือ[[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ครีเอทีฟคอมมอนส์|ครีเอทีฟคอมมอนส์]] หรืออื่น ๆ ครับ) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:56, 18 กันยายน 2569 (+07) :::กระผมเป็นผู้แปลด้วยตนเอง ตามที่ระบุในหัวเอกสารชัดเจนว่าคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ และคำแปลนี้ ขอให้เป็น public domain เช่นเดียวกับเอกสารต้นทางฉบับภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ และไม่ให้ขัดหรือแแย้งกับมาตรา 7 แห่ง พรบ.ลิขสิทธิ์ เนื่องจาก อนุสัญญาจัดเป็น "กฎหมาย" (ขอให้ท่านอื่นที่เข้าใจผิด ได้โปรดตีความตามเจคนารมณ์ของกฎหมายยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวน ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย จะขอบพระคุณอย่างสูง) [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 20:07, 18 กันยายน 2569 (+07) :อนึ่ง คำแปลที่ทำขึ้นนี้ มีลิงก์ไปยังเอกสารที่มาต้นทางไว้ท้ายหน้าแล้ว และได้ระบุชัดเจนว่าเป็นฉบับแปลเอง มิใช่ฉบับจริง ซึ่งถึงแม้จะมีนัยสำคัญตามกฎหมายเหมือนกัน แต่การบังคับใช้ก็ยังต้องถือตามต้นฉบับ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อขัดหรือแย้ง :ทั้งนี้ เมื่อได้มีการจัดทำคำแปลทางการแล้ว (ซึ่งอาจจะไม่มีการจัดทำเลยเช่นเดียวกับหลาย ๆ อนุสัญญา) คำแปลที่ได้จัดทำขึ้นนี้ควรถูกลบหรือย้ายไปยังสถานที่ ๆ เหมาะสม เพื่อใช้ในการเทียบเคียงด้านภาษา เนื่องจากอนุสัญญาหนึ่ง ๆ มีคำแปลได้หลายฉบับ ทั้งทางการและไม่เป็นทางการ ของอาจารย์ท่านนั้น ของอาจารย์ท่านนี้ ซึ่งแต่ละท่านจะมีสำนวนที่ไม่เหมือนกัน เมื่อได้ศึกษาคำแปลมากกว่าหนึ่งคำแปลย่อมจะทำให้ผู้อ่านมีความรู้ลุ่มลึก และเข้าใจได้มากกว่าอิงคำแปลเพียงฉบับเดียว เมื่อได้พิจารณาเอกสาร[https://old.dcce.go.th/?page_id=3123 อนุสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี] ก็จะเห็นประจักษ์แจ้งได้ว่า ถ้าคัดลอกฉบับแปลไทยมาลงทีเดียวตรงนี้ จะอ่านไม่เข้าใจ ต้องเรียบเรียงใหม่โดยอ้างถึงต้นฉบับภาษาอังกฤษให้ชัดเจน [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 20:27, 18 กันยายน 2569 (+07) :{{ping|Char au}} ได้ย้ายมาเนมสเปซ "งานแปล" แล้ว เนื่องจากคำแปลจะต้องอยู่ในเนมสเปซนี้ครับ (อ่านเพิ่มเติม [[วิกิซอร์ซ:งานแปล#คำแปลที่ผู้ใช้วิกิซอร์ซจัดทำขึ้นเอง]]) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 20:44, 18 กันยายน 2569 (+07) pdki90dla4eon3kujrx2vouj5zq8n80 295619 295617 2026-09-18T14:00:34Z Char au 5896 /* ที่มา */ ตอบกลับ 295619 wikitext text/x-wiki == ที่มา == {{ping|Char au}} ขอทราบที่มาของคำแปลนี้ได้ไหมครับ -- [[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:34, 18 กันยายน 2569 (+07) :แปลอย่าง'''ไม่เป็นทางการ''' ตามที่ระบุในหัวเอกสาร ไม่ใช่ต้นฉบับแท้จริง ซึ่งมีเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น เพื่อความสะดวกในการอ้างถึงจากวิกิพีเดีย จนกว่ากรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจะได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการในต้นปีถัดไป หรืออาจจะล่าช้ากว่านั้น ซึ่งอนุสัญญาฉบับอื่น ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี มีหลายอนุสัญญาที่มีเฉพาะคำแปลไม่เป็นทางการ หรือไม่มีคำแปลด้วยซ้ำไป ทั้งนี้หากท่านเห็นว่าผิดเงื่อนไข กรุณาลบออกเสีย จักขอบคุณมาก [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 19:52, 18 กันยายน 2569 (+07) ::{{ping|Char au}} ที่ต้องการทราบคือใครแปลครับ ถ้าเป็นคุณแปล ก็อยู่ในวิกิซอร์ซได้ครับ (ถ้าคุณแปล โปรดแจ้งด้วยว่าต้องการให้คำแปลมีสถานะใด เช่น [[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ตามเจตนาของผู้สร้างสรรค์เอง|สาธารณสมบัติ]] หรือ[[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ครีเอทีฟคอมมอนส์|ครีเอทีฟคอมมอนส์]] หรืออื่น ๆ ครับ) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:56, 18 กันยายน 2569 (+07) :::กระผมเป็นผู้แปลด้วยตนเอง ตามที่ระบุในหัวเอกสารชัดเจนว่าคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ และคำแปลนี้ ขอให้เป็น public domain เช่นเดียวกับเอกสารต้นทางฉบับภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ และไม่ให้ขัดหรือแแย้งกับมาตรา 7 แห่ง พรบ.ลิขสิทธิ์ เนื่องจาก อนุสัญญาจัดเป็น "กฎหมาย" (ขอให้ท่านอื่นที่เข้าใจผิด ได้โปรดตีความตามเจคนารมณ์ของกฎหมายยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวน ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย จะขอบพระคุณอย่างสูง) [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 20:07, 18 กันยายน 2569 (+07) :อนึ่ง คำแปลที่ทำขึ้นนี้ มีลิงก์ไปยังเอกสารที่มาต้นทางไว้ท้ายหน้าแล้ว และได้ระบุชัดเจนว่าเป็นฉบับแปลเอง มิใช่ฉบับจริง ซึ่งถึงแม้จะมีนัยสำคัญตามกฎหมายเหมือนกัน แต่การบังคับใช้ก็ยังต้องถือตามต้นฉบับ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อขัดหรือแย้ง :ทั้งนี้ เมื่อได้มีการจัดทำคำแปลทางการแล้ว (ซึ่งอาจจะไม่มีการจัดทำเลยเช่นเดียวกับหลาย ๆ อนุสัญญา) คำแปลที่ได้จัดทำขึ้นนี้ควรถูกลบหรือย้ายไปยังสถานที่ ๆ เหมาะสม เพื่อใช้ในการเทียบเคียงด้านภาษา เนื่องจากอนุสัญญาหนึ่ง ๆ มีคำแปลได้หลายฉบับ ทั้งทางการและไม่เป็นทางการ ของอาจารย์ท่านนั้น ของอาจารย์ท่านนี้ ซึ่งแต่ละท่านจะมีสำนวนที่ไม่เหมือนกัน เมื่อได้ศึกษาคำแปลมากกว่าหนึ่งคำแปลย่อมจะทำให้ผู้อ่านมีความรู้ลุ่มลึก และเข้าใจได้มากกว่าอิงคำแปลเพียงฉบับเดียว เมื่อได้พิจารณาเอกสาร[https://old.dcce.go.th/?page_id=3123 อนุสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี] ก็จะเห็นประจักษ์แจ้งได้ว่า ถ้าคัดลอกฉบับแปลไทยมาลงทีเดียวตรงนี้ จะอ่านไม่เข้าใจ ต้องเรียบเรียงใหม่โดยอ้างถึงต้นฉบับภาษาอังกฤษให้ชัดเจน [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 20:27, 18 กันยายน 2569 (+07) :{{ping|Char au}} ได้ย้ายมาเนมสเปซ "งานแปล" แล้ว เนื่องจากคำแปลจะต้องอยู่ในเนมสเปซนี้ครับ (อ่านเพิ่มเติม [[วิกิซอร์ซ:งานแปล#คำแปลที่ผู้ใช้วิกิซอร์ซจัดทำขึ้นเอง]]) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 20:44, 18 กันยายน 2569 (+07) ::ขอบคุณมากครับ ทั้งนี้ภาษาอื่น ๆ นอกจากอังกฤษฝรั่งเศสก็ขอให้เป็นไปตามมติของผู้ดูแลภาษานั้น ๆ (เพราะ ไม่มีคำแปลทางการเลย แต่กลับอยู่กลุ่มชือปกติ) นอกจากนี้ อาจจะไม่มายุ่ง ณ ที่แห่งนี้บ่อยนัก อาจจะอีกนานเป็นสิบ ๆ ปี เพราะงานของไทย กว่าจะมีได้ ต้องรอ 2590 เป็นต้นไป -- [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 21:00, 18 กันยายน 2569 (+07) buagx3u2z2ccklp7mluf8giohl7gwws 295620 295619 2026-09-18T14:05:52Z Flamevine 11908 295620 wikitext text/x-wiki == ที่มา == {{ping|Char au}} ขอทราบที่มาของคำแปลนี้ได้ไหมครับ -- [[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:34, 18 กันยายน 2569 (+07) :แปลอย่าง'''ไม่เป็นทางการ''' ตามที่ระบุในหัวเอกสาร ไม่ใช่ต้นฉบับแท้จริง ซึ่งมีเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น เพื่อความสะดวกในการอ้างถึงจากวิกิพีเดีย จนกว่ากรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจะได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการในต้นปีถัดไป หรืออาจจะล่าช้ากว่านั้น ซึ่งอนุสัญญาฉบับอื่น ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี มีหลายอนุสัญญาที่มีเฉพาะคำแปลไม่เป็นทางการ หรือไม่มีคำแปลด้วยซ้ำไป ทั้งนี้หากท่านเห็นว่าผิดเงื่อนไข กรุณาลบออกเสีย จักขอบคุณมาก [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 19:52, 18 กันยายน 2569 (+07) ::{{ping|Char au}} ที่ต้องการทราบคือใครแปลครับ ถ้าเป็นคุณแปล ก็อยู่ในวิกิซอร์ซได้ครับ (ถ้าคุณแปล โปรดแจ้งด้วยว่าต้องการให้คำแปลมีสถานะใด เช่น [[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ตามเจตนาของผู้สร้างสรรค์เอง|สาธารณสมบัติ]] หรือ[[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ครีเอทีฟคอมมอนส์|ครีเอทีฟคอมมอนส์]] หรืออื่น ๆ ครับ) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:56, 18 กันยายน 2569 (+07) :::กระผมเป็นผู้แปลด้วยตนเอง ตามที่ระบุในหัวเอกสารชัดเจนว่าคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ และคำแปลนี้ ขอให้เป็น public domain เช่นเดียวกับเอกสารต้นทางฉบับภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ และไม่ให้ขัดหรือแแย้งกับมาตรา 7 แห่ง พรบ.ลิขสิทธิ์ เนื่องจาก อนุสัญญาจัดเป็น "กฎหมาย" (ขอให้ท่านอื่นที่เข้าใจผิด ได้โปรดตีความตามเจคนารมณ์ของกฎหมายยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวน ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย จะขอบพระคุณอย่างสูง) [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 20:07, 18 กันยายน 2569 (+07) :อนึ่ง คำแปลที่ทำขึ้นนี้ มีลิงก์ไปยังเอกสารที่มาต้นทางไว้ท้ายหน้าแล้ว และได้ระบุชัดเจนว่าเป็นฉบับแปลเอง มิใช่ฉบับจริง ซึ่งถึงแม้จะมีนัยสำคัญตามกฎหมายเหมือนกัน แต่การบังคับใช้ก็ยังต้องถือตามต้นฉบับ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อขัดหรือแย้ง :ทั้งนี้ เมื่อได้มีการจัดทำคำแปลทางการแล้ว (ซึ่งอาจจะไม่มีการจัดทำเลยเช่นเดียวกับหลาย ๆ อนุสัญญา) คำแปลที่ได้จัดทำขึ้นนี้ควรถูกลบหรือย้ายไปยังสถานที่ ๆ เหมาะสม เพื่อใช้ในการเทียบเคียงด้านภาษา เนื่องจากอนุสัญญาหนึ่ง ๆ มีคำแปลได้หลายฉบับ ทั้งทางการและไม่เป็นทางการ ของอาจารย์ท่านนั้น ของอาจารย์ท่านนี้ ซึ่งแต่ละท่านจะมีสำนวนที่ไม่เหมือนกัน เมื่อได้ศึกษาคำแปลมากกว่าหนึ่งคำแปลย่อมจะทำให้ผู้อ่านมีความรู้ลุ่มลึก และเข้าใจได้มากกว่าอิงคำแปลเพียงฉบับเดียว เมื่อได้พิจารณาเอกสาร[https://old.dcce.go.th/?page_id=3123 อนุสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี] ก็จะเห็นประจักษ์แจ้งได้ว่า ถ้าคัดลอกฉบับแปลไทยมาลงทีเดียวตรงนี้ จะอ่านไม่เข้าใจ ต้องเรียบเรียงใหม่โดยอ้างถึงต้นฉบับภาษาอังกฤษให้ชัดเจน [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 20:27, 18 กันยายน 2569 (+07) :{{ping|Char au}} ได้ย้ายมาเนมสเปซ "งานแปล" แล้ว เนื่องจากคำแปลจะต้องอยู่ในเนมสเปซนี้ครับ (อ่านเพิ่มเติม [[วิกิซอร์ซ:งานแปล#คำแปลที่ผู้ใช้วิกิซอร์ซจัดทำขึ้นเอง]]) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 20:44, 18 กันยายน 2569 (+07) ::ขอบคุณมากครับ ทั้งนี้ภาษาอื่น ๆ นอกจากอังกฤษฝรั่งเศสก็ขอให้เป็นไปตามมติของผู้ดูแลภาษานั้น ๆ (เพราะ ไม่มีคำแปลทางการเลย แต่กลับอยู่กลุ่มชือปกติ) นอกจากนี้ อาจจะไม่มายุ่ง ณ ที่แห่งนี้บ่อยนัก อาจจะอีกนานเป็นสิบ ๆ ปี เพราะงานของไทย กว่าจะมีได้ ต้องรอ 2590 เป็นต้นไป -- [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 21:00, 18 กันยายน 2569 (+07) ::{{ping|Char au}} หน้าฝรั่งเศสเป็นคำแปลอย่างเป็นทางการนะครับ หน้าอังกฤษก็เช่นกัน ส่วนคำแปลของผู้ใช้ จะต้องอยู่ในเนมสเปซ "งานแปล" เป็นเช่นนี้ในทุกภาษาครับ (สามารถอ่านเพิ่มเติมในลิงก์ข้างต้นครับ) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 21:05, 18 กันยายน 2569 (+07) ht77kgsshcuur9btzssal2yr6i2qaji 295621 295620 2026-09-18T14:06:05Z Flamevine 11908 295621 wikitext text/x-wiki == ที่มา == {{ping|Char au}} ขอทราบที่มาของคำแปลนี้ได้ไหมครับ -- [[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:34, 18 กันยายน 2569 (+07) :แปลอย่าง'''ไม่เป็นทางการ''' ตามที่ระบุในหัวเอกสาร ไม่ใช่ต้นฉบับแท้จริง ซึ่งมีเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น เพื่อความสะดวกในการอ้างถึงจากวิกิพีเดีย จนกว่ากรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจะได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการในต้นปีถัดไป หรืออาจจะล่าช้ากว่านั้น ซึ่งอนุสัญญาฉบับอื่น ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี มีหลายอนุสัญญาที่มีเฉพาะคำแปลไม่เป็นทางการ หรือไม่มีคำแปลด้วยซ้ำไป ทั้งนี้หากท่านเห็นว่าผิดเงื่อนไข กรุณาลบออกเสีย จักขอบคุณมาก [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 19:52, 18 กันยายน 2569 (+07) ::{{ping|Char au}} ที่ต้องการทราบคือใครแปลครับ ถ้าเป็นคุณแปล ก็อยู่ในวิกิซอร์ซได้ครับ (ถ้าคุณแปล โปรดแจ้งด้วยว่าต้องการให้คำแปลมีสถานะใด เช่น [[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ตามเจตนาของผู้สร้างสรรค์เอง|สาธารณสมบัติ]] หรือ[[วิธีใช้:ป้ายลิขสิทธิ์#ครีเอทีฟคอมมอนส์|ครีเอทีฟคอมมอนส์]] หรืออื่น ๆ ครับ) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 19:56, 18 กันยายน 2569 (+07) :::กระผมเป็นผู้แปลด้วยตนเอง ตามที่ระบุในหัวเอกสารชัดเจนว่าคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ และคำแปลนี้ ขอให้เป็น public domain เช่นเดียวกับเอกสารต้นทางฉบับภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ และไม่ให้ขัดหรือแแย้งกับมาตรา 7 แห่ง พรบ.ลิขสิทธิ์ เนื่องจาก อนุสัญญาจัดเป็น "กฎหมาย" (ขอให้ท่านอื่นที่เข้าใจผิด ได้โปรดตีความตามเจคนารมณ์ของกฎหมายยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวน ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย จะขอบพระคุณอย่างสูง) [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 20:07, 18 กันยายน 2569 (+07) :อนึ่ง คำแปลที่ทำขึ้นนี้ มีลิงก์ไปยังเอกสารที่มาต้นทางไว้ท้ายหน้าแล้ว และได้ระบุชัดเจนว่าเป็นฉบับแปลเอง มิใช่ฉบับจริง ซึ่งถึงแม้จะมีนัยสำคัญตามกฎหมายเหมือนกัน แต่การบังคับใช้ก็ยังต้องถือตามต้นฉบับ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อขัดหรือแย้ง :ทั้งนี้ เมื่อได้มีการจัดทำคำแปลทางการแล้ว (ซึ่งอาจจะไม่มีการจัดทำเลยเช่นเดียวกับหลาย ๆ อนุสัญญา) คำแปลที่ได้จัดทำขึ้นนี้ควรถูกลบหรือย้ายไปยังสถานที่ ๆ เหมาะสม เพื่อใช้ในการเทียบเคียงด้านภาษา เนื่องจากอนุสัญญาหนึ่ง ๆ มีคำแปลได้หลายฉบับ ทั้งทางการและไม่เป็นทางการ ของอาจารย์ท่านนั้น ของอาจารย์ท่านนี้ ซึ่งแต่ละท่านจะมีสำนวนที่ไม่เหมือนกัน เมื่อได้ศึกษาคำแปลมากกว่าหนึ่งคำแปลย่อมจะทำให้ผู้อ่านมีความรู้ลุ่มลึก และเข้าใจได้มากกว่าอิงคำแปลเพียงฉบับเดียว เมื่อได้พิจารณาเอกสาร[https://old.dcce.go.th/?page_id=3123 อนุสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี] ก็จะเห็นประจักษ์แจ้งได้ว่า ถ้าคัดลอกฉบับแปลไทยมาลงทีเดียวตรงนี้ จะอ่านไม่เข้าใจ ต้องเรียบเรียงใหม่โดยอ้างถึงต้นฉบับภาษาอังกฤษให้ชัดเจน [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 20:27, 18 กันยายน 2569 (+07) :{{ping|Char au}} ได้ย้ายมาเนมสเปซ "งานแปล" แล้ว เนื่องจากคำแปลจะต้องอยู่ในเนมสเปซนี้ครับ (อ่านเพิ่มเติม [[วิกิซอร์ซ:งานแปล#คำแปลที่ผู้ใช้วิกิซอร์ซจัดทำขึ้นเอง]]) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 20:44, 18 กันยายน 2569 (+07) ::ขอบคุณมากครับ ทั้งนี้ภาษาอื่น ๆ นอกจากอังกฤษฝรั่งเศสก็ขอให้เป็นไปตามมติของผู้ดูแลภาษานั้น ๆ (เพราะ ไม่มีคำแปลทางการเลย แต่กลับอยู่กลุ่มชือปกติ) นอกจากนี้ อาจจะไม่มายุ่ง ณ ที่แห่งนี้บ่อยนัก อาจจะอีกนานเป็นสิบ ๆ ปี เพราะงานของไทย กว่าจะมีได้ ต้องรอ 2590 เป็นต้นไป -- [[ผู้ใช้:Char au|Char au]] ([[คุยกับผู้ใช้:Char au|คุย]]) 21:00, 18 กันยายน 2569 (+07) :::{{ping|Char au}} หน้าฝรั่งเศสเป็นคำแปลอย่างเป็นทางการนะครับ หน้าอังกฤษก็เช่นกัน ส่วนคำแปลของผู้ใช้ จะต้องอยู่ในเนมสเปซ "งานแปล" เป็นเช่นนี้ในทุกภาษาครับ (สามารถอ่านเพิ่มเติมในลิงก์ข้างต้นครับ) --[[ผู้ใช้:Flamevine|Flamevine]] ([[คุยกับผู้ใช้:Flamevine|คุย]]) 21:05, 18 กันยายน 2569 (+07) qvaidbmc836ji1nncg4u25nbo2bl7r5 แม่แบบ:สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล 10 91221 295605 2026-09-18T13:32:50Z Flamevine 11908 สร้างหน้าด้วย "{{license | image = PD-icon.svg | image_r = Great Seal of the United States (obverse).svg | category = | text = งานนี้เป็น'''[[{{int:wm-license-pd-wiki-link}}|สาธารณสมบัติ]]'''ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็น{{w|en:Government edicts doctrine|ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล}} ไม่ว่าเป็นรัฐบาล..." 295605 wikitext text/x-wiki {{license | image = PD-icon.svg | image_r = Great Seal of the United States (obverse).svg | category = | text = งานนี้เป็น'''[[{{int:wm-license-pd-wiki-link}}|สาธารณสมบัติ]]'''ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็น{{w|en:Government edicts doctrine|ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล}} ไม่ว่าเป็นรัฐบาลท้องถิ่นหรือรัฐบาลต่างประเทศ เอกสารชนิดนี้รวมถึง "สิ่งที่บัญญัติเป็นกฎหมาย คำวินิจฉัยทางตุลาการ คำสั่งทางปกครอง ข้อกำหนดสาธารณะ หรือสื่อทางกฎหมายอย่างเป็นทางการในลักษณะเดียวกัน" ตลอดจน "คำแปลใด ๆ ที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจัดทำขึ้นในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ทางการของตน" ตามความใน[https://www.copyright.gov/comp3/ บทสรุปแนวปฏิบัติของสำนักงานลิขสิทธิ์สหรัฐ 2 ข้อ 313.6 (ค) (2)] ---- {{font-size|90%|งานข้างต้นไม่รวมถึงงานของ{{w|องค์การนานารัฐอเมริกา}} {{w|สหประชาชาติ}} หรือทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ ตามความใน[https://www.copyright.gov/comp3/ บทสรุปแนวปฏิบัติของสำนักงานลิขสิทธิ์สหรัฐ 3 ข้อ 313.6 (ค) (2)] และ[https://www.law.cornell.edu/uscode/text/17/104 ประมวลกฎหมายสหรัฐ ลักษณะ 17 มาตรา 104 (ข) (5)]}} }}<includeonly>{{{หมวดหมู่|{{{category|[[หมวดหมู่:สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมาย]]}}}}}}</includeonly><noinclude>[[หมวดหมู่:แม่แบบลิขสิทธิ์]]</noinclude> 1b11ziwm9iq76jhwazun9htexf1h2bx 295606 295605 2026-09-18T13:33:25Z Flamevine 11908 Flamevine ย้ายหน้า [[แม่แบบ:สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมาย]] ไปยัง [[แม่แบบ:สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล]]: แก้ไขการพิมพ์หรือการสะกด: ตก gov 295605 wikitext text/x-wiki {{license | image = PD-icon.svg | image_r = Great Seal of the United States (obverse).svg | category = | text = งานนี้เป็น'''[[{{int:wm-license-pd-wiki-link}}|สาธารณสมบัติ]]'''ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็น{{w|en:Government edicts doctrine|ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล}} ไม่ว่าเป็นรัฐบาลท้องถิ่นหรือรัฐบาลต่างประเทศ เอกสารชนิดนี้รวมถึง "สิ่งที่บัญญัติเป็นกฎหมาย คำวินิจฉัยทางตุลาการ คำสั่งทางปกครอง ข้อกำหนดสาธารณะ หรือสื่อทางกฎหมายอย่างเป็นทางการในลักษณะเดียวกัน" ตลอดจน "คำแปลใด ๆ ที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจัดทำขึ้นในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ทางการของตน" ตามความใน[https://www.copyright.gov/comp3/ บทสรุปแนวปฏิบัติของสำนักงานลิขสิทธิ์สหรัฐ 2 ข้อ 313.6 (ค) (2)] ---- {{font-size|90%|งานข้างต้นไม่รวมถึงงานของ{{w|องค์การนานารัฐอเมริกา}} {{w|สหประชาชาติ}} หรือทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ ตามความใน[https://www.copyright.gov/comp3/ บทสรุปแนวปฏิบัติของสำนักงานลิขสิทธิ์สหรัฐ 3 ข้อ 313.6 (ค) (2)] และ[https://www.law.cornell.edu/uscode/text/17/104 ประมวลกฎหมายสหรัฐ ลักษณะ 17 มาตรา 104 (ข) (5)]}} }}<includeonly>{{{หมวดหมู่|{{{category|[[หมวดหมู่:สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมาย]]}}}}}}</includeonly><noinclude>[[หมวดหมู่:แม่แบบลิขสิทธิ์]]</noinclude> 1b11ziwm9iq76jhwazun9htexf1h2bx 295610 295606 2026-09-18T13:38:30Z Flamevine 11908 295610 wikitext text/x-wiki {{license | image = PD-icon.svg | image_r = Great Seal of the United States (obverse).svg | category = | text = งานนี้เป็น'''[[{{int:wm-license-pd-wiki-link}}|สาธารณสมบัติ]]'''ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็น{{w|en:Government edicts doctrine|ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล}} ไม่ว่าเป็นรัฐบาลท้องถิ่นหรือรัฐบาลต่างประเทศ เอกสารชนิดนี้รวมถึง "สิ่งที่บัญญัติเป็นกฎหมาย คำวินิจฉัยทางตุลาการ คำสั่งทางปกครอง ข้อกำหนดสาธารณะ หรือสื่อทางกฎหมายอย่างเป็นทางการในลักษณะเดียวกัน" ตลอดจน "คำแปลใด ๆ ที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจัดทำขึ้นในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ทางการของตน" ตามความใน[https://www.copyright.gov/comp3/ บทสรุปแนวปฏิบัติของสำนักงานลิขสิทธิ์สหรัฐ 2 ข้อ 313.6 (ค) (2)] ---- {{font-size|90%|งานข้างต้นไม่รวมถึงงานของ{{w|องค์การนานารัฐอเมริกา}} {{w|สหประชาชาติ}} หรือทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ ตามความใน[https://www.copyright.gov/comp3/ บทสรุปแนวปฏิบัติของสำนักงานลิขสิทธิ์สหรัฐ 3 ข้อ 313.6 (ค) (2)] และ[https://www.law.cornell.edu/uscode/text/17/104 ประมวลกฎหมายสหรัฐ ลักษณะ 17 มาตรา 104 (ข) (5)]}} }}<includeonly>{{{หมวดหมู่|{{{category|[[หมวดหมู่:สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล]]}}}}}}</includeonly><noinclude>[[หมวดหมู่:แม่แบบลิขสิทธิ์]]</noinclude> nqif3ki0x8udad123qkp1c5rhnisse3 แม่แบบ:สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมาย 10 91222 295607 2026-09-18T13:33:25Z Flamevine 11908 Flamevine ย้ายหน้า [[แม่แบบ:สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมาย]] ไปยัง [[แม่แบบ:สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล]]: แก้ไขการพิมพ์หรือการสะกด: ตก gov 295607 wikitext text/x-wiki #เปลี่ยนทาง [[แม่แบบ:สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล]] mtcntrdw9sxaypcufuzm5xye9dckf4f แม่แบบ:PD-EdictGov 10 91223 295608 2026-09-18T13:33:47Z Flamevine 11908 เปลี่ยนทางหน้าไปยัง [[แม่แบบ:สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล]] 295608 wikitext text/x-wiki #เปลี่ยนทาง [[แม่แบบ:สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล]] mtcntrdw9sxaypcufuzm5xye9dckf4f หมวดหมู่:สาธารณสมบัติ-ตัวบทกฎหมายของรัฐบาล 14 91224 295611 2026-09-18T13:39:15Z Flamevine 11908 สร้างหน้าด้วย "__HIDDENCAT__ [[หมวดหมู่:งานแบ่งตามสัญญาอนุญาต]] [[หมวดหมู่:สหรัฐ]]" 295611 wikitext text/x-wiki __HIDDENCAT__ [[หมวดหมู่:งานแบ่งตามสัญญาอนุญาต]] [[หมวดหมู่:สหรัฐ]] f9hoqhept7a9l6xvl5ba200nb4eg0pr อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ 0 91225 295614 2026-09-18T13:40:29Z Flamevine 11908 Flamevine ย้ายหน้า [[อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ]] ไปยัง [[งานแปล:อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ]]: เป็นงานของผู้ใช้ ตามหน้าพูดคุย 295614 wikitext text/x-wiki #เปลี่ยนทาง [[งานแปล:อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ]] f0aay52hvpnfpmg1bx6qaymtvwkc4we 295618 295614 2026-09-18T13:45:48Z Flamevine 11908 แจ้งลบด้วย[[WS:iScript|สจห.]]: อ3 – การเปลี่ยนทางข้ามเนมสเปซ 295618 wikitext text/x-wiki {{ลบ|อ3 – การเปลี่ยนทางข้ามเนมสเปซ}} #เปลี่ยนทาง [[งานแปล:อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ]] nypgq8i34lkql3p8vguly996nwokxgw พูดคุย:อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ 1 91226 295616 2026-09-18T13:40:29Z Flamevine 11908 Flamevine ย้ายหน้า [[พูดคุย:อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ]] ไปยัง [[คุยเรื่องงานแปล:อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ]]: เป็นงานของผู้ใช้ ตามหน้าพูดคุย 295616 wikitext text/x-wiki #เปลี่ยนทาง [[คุยเรื่องงานแปล:อนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนจากต่างประเทศ]] eevj1cx34j0c1qajv3gvo53v03018dt หน้า:Winyan Thi Reron 2545.djvu/46 250 91227 295629 2026-09-19T02:18:11Z สีทราย 11827 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย " ผู้ใหญ่โพธิสั่งลูกสาวหลบจากเพลงหกบทที่จะต่อจากสี่บทของผู้ใหญ่เที่ยงไป เพราะหกบาทกินเสียงมาก เนื้อหลายทบ อาจจะทำให้แน่งน้อยเสียกำลัง จึงให้ข้ามไปเอาแปดบ..." 295629 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๔๗}}</noinclude> ผู้ใหญ่โพธิสั่งลูกสาวหลบจากเพลงหกบทที่จะต่อจากสี่บทของผู้ใหญ่เที่ยงไป เพราะหกบาทกินเสียงมาก เนื้อหลายทบ อาจจะทำให้แน่งน้อยเสียกำลัง จึงให้ข้ามไปเอาแปดบท แน่งน้อยได้ร้องอย่างระมัดระวัง เพราะรู้ว่าวันนี้จะทำอะไรพลาดไม่ได้ จะเป็นที่อับอายแก่คนแปลกถิ่นที่กิริยาขรึมๆ ไม่มีท่าเย่อหยิ่งจองหอง คล้ายๆ จะเป็นคนไม่สำคัญ จึงเป็นที่น่าเกรงใจเพราะความนิ่ง แน่งน้อยรำพึงอยู่ในใจว่า ถ้าซอด้วงคันนั้นมาอยู่วงเรา และมาสวมร้องให้นิ่มชมดชม้อยจะเพราะนักทีเดียว เธอจะเบิกบานแช่มชื่นนัก<noinclude></noinclude> dp2dyka36jnk5ux6vla1i0110expwbh 295692 295629 2026-09-19T08:12:06Z สีทราย 11827 295692 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๔๗}}</noinclude> ผู้ใหญ่โพธิสั่งลูกสาวหลบจากเพลงหกบทที่จะต่อจากสี่บทของผู้ใหญ่เที่ยงไป เพราะหกบทกินเสียงมาก เนื้อหลายทบ อาจจะทำให้แน่งน้อยเสียกำลัง จึงให้ข้ามไปเอาแปดบท แน่งน้อยได้ร้องอย่างระมัดระวัง เพราะรู้ว่าวันนี้จะทำอะไรพลาดไม่ได้ จะเป็นที่อับอายแก่คนแปลกถิ่นที่กิริยาขรึมๆ ไม่มีท่าเย่อหยิ่งจองหอง คล้ายๆ จะเป็นคนไม่สำคัญ จึงเป็นที่น่าเกรงใจเพราะความนิ่ง แน่งน้อยรำพึงอยู่ในใจว่า ถ้าซอด้วงคันนั้นมาอยู่วงเรา และมาสวมร้องให้นิ่มชมดชม้อยจะเพราะนักทีเดียว เธอจะเบิกบานแช่มชื่นนัก<noinclude></noinclude> fnmezemzqafeu1owuzky7kntqe68l1m หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/39 250 91228 295684 2026-09-19T08:08:59Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295684 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>อาจจะนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้เป็นพิเศษสำหรับประกอบการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมาย นอกจากนี้ยังเป็นหนังสือที่ให้แนวความคิดแก่เราเกี่ยวแก่หนังสือคู่มือกฎหมายหรือตำราซึ่งเคยใช้อยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา. {{กม|ข3|26}}บทกฎหมายในฉะบับพิมพ์ตามที่กล่าวมานี้ รวมทั้งที่อยู่ในราชกิจจานุเบกษาด้วยนั้น ผู้จัดพิมพ์มิได้นำเข้าตรวจสอบกับฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงที่จัดทำขึ้นในรัชชกาลที่ ๑ คงเป็นแต่เพียงพิมพ์ลอกคัดต่อมาจากตัวบทกฎหมายตามที่หมอบรัดเลย์ได้พิมพ์ขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้นอกจากฉะบับพิมพ์ของหลวงดำรงธรรมสารแล้ว ในฉะบับพิมพ์อื่น ๆ ผู้อ่านจะได้พบตอนต้นของลักษณะมูลคดีวิวาทเข้ามาติดต่อท้ายกฎหมายลักษณะลักพาอยู่ด้วยดั่งเช่นในฉะบับพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ ในฉะบับพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ นอกจากการผิดพลาดตอนนี้แล้ว ยังมีตอนอื่น ๆ อีกหลายแห่งซึ่งผิดมากยิ่งไปกว่าตอนนี้อีก ถ้าหากเราทำการเปรียบเทียบฉะบับของหมอบรัดเลย์กับฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงในรัชชกาลที่ ๑ แล้ว เราจะเห็นได้ว่าฉะบับของหมอบรัดเลย์เต็มไปด้วยที่ผิดพลาดมากหลาย ซึ่งโดยเหตุที่มีการผิด ๆ ดั่งนี้เองจึ่งบางครั้งได้ทำให้ผู้อ่านกฎหมายเก่าในฉะบับพิมพ์ไม่สามารถจะเข้าใจได้โดยถนัด จนพากันหลงติกฎหมายเก่าว่ามีข้คอวามเข้าใจยาก หรือมิฉะนั้นบางครั้งก็เลยพาให้เข้าใจความผิดไปทีเดียว. ความผิดพลาดในฉะบับพิมพ์ของหมอบรัดเลย์นี้ได้ตกทอดไปยังฉะบับพิมพ์อื่น ๆ ในรุ่นหลังอีกมาก เว้นไว้แต่นาน ๆ ครั้งที่ผู้จัดพิมพ์ได้พบเห็นเข้าและแก้ไขเอาเอง อาศัยเหตุตามที่กล่าวนี้ผลจึ่งมีว่าถ้าหากปรารถนาจะทำการพิเคราะห์ค้นเอาความแท้จริงแห่งตัวบทกฎหมายอันเป็นสิ่งที่พึงจำต้องกระทำขาดเสียมิได้ในการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายแล้ว เพื่อความรอบคอบควรจะไปค้นพิเคราะห์ให้มากครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้จากฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงณหอพระสมุดวชิรญาณหรือณกระทรวงยุตติธรรม. {{กม|ข3|27}}ในระหว่างปีหลัง ๆ มานี้ได้มีผู้รู้สึกถึงคุณประโยชน์ในการที่จะนำเอาตัวบทกฎหมายตามที่เขียนอยู่ในฉะบับหลวงออกโฆษณาเผยแผ่แก่ประชาชน ในตอนปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๑ นาย ย. บูรเนย์ ได้พิมพ์ตัวบทกฎหมายลักษณะมฤดกใน[[:File:Siam Society Journal 1928 (vol 22-2).djvu|หนังสือแห่งสมาคมการค้นคว้าประเทศไทย]]ไว้ถูกต้องตามฉ{{ปตปต|ะ}}บับหลวงฉะบับเดียวที่ตกมาถึงสมัยเรา สองปีต่อมาหลวงประดิษฐมนูธรรมได้จัดการจำลองฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงเก้าฉะบับจากบรรดาฉะบับ<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> ikjegmi2sst1thol2yd67jstmrcgbza 295685 295684 2026-09-19T08:09:20Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295685 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>อาจจะนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้เป็นพิเศษสำหรับประกอบการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมาย นอกจากนี้ยังเป็นหนังสือที่ให้แนวความคิดแก่เราเกี่ยวแก่หนังสือคู่มือกฎหมายหรือตำราซึ่งเคยใช้อยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา. {{กม|ข3|26}}บทกฎหมายในฉะบับพิมพ์ตามที่กล่าวมานี้ รวมทั้งที่อยู่ในราชกิจจานุเบกษาด้วยนั้น ผู้จัดพิมพ์มิได้นำเข้าตรวจสอบกับฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงที่จัดทำขึ้นในรัชชกาลที่ ๑ คงเป็นแต่เพียงพิมพ์ลอกคัดต่อมาจากตัวบทกฎหมายตามที่หมอบรัดเลย์ได้พิมพ์ขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้นอกจากฉะบับพิมพ์ของหลวงดำรงธรรมสารแล้ว ในฉะบับพิมพ์อื่น ๆ ผู้อ่านจะได้พบตอนต้นของลักษณะมูลคดีวิวาทเข้ามาติดต่อท้ายกฎหมายลักษณะลักพาอยู่ด้วยดั่งเช่นในฉะบับพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ ในฉะบับพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ นอกจากการผิดพลาดตอนนี้แล้ว ยังมีตอนอื่น ๆ อีกหลายแห่งซึ่งผิดมากยิ่งไปกว่าตอนนี้อีก ถ้าหากเราทำการเปรียบเทียบฉะบับของหมอบรัดเลย์กับฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงในรัชชกาลที่ ๑ แล้ว เราจะเห็นได้ว่าฉะบับของหมอบรัดเลย์เต็มไปด้วยที่ผิดพลาดมากหลาย ซึ่งโดยเหตุที่มีการผิด ๆ ดั่งนี้เองจึ่งบางครั้งได้ทำให้ผู้อ่านกฎหมายเก่าในฉะบับพิมพ์ไม่สามารถจะเข้าใจได้โดยถนัด จนพากันหลงติกฎหมายเก่าว่ามีข้คอวามเข้าใจยาก หรือมิฉะนั้นบางครั้งก็เลยพาให้เข้าใจความผิดไปทีเดียว. ความผิดพลาดในฉะบับพิมพ์ของหมอบรัดเลย์นี้ได้ตกทอดไปยังฉะบับพิมพ์อื่น ๆ ในรุ่นหลังอีกมาก เว้นไว้แต่นาน ๆ ครั้งที่ผู้จัดพิมพ์ได้พบเห็นเข้าและแก้ไขเอาเอง อาศัยเหตุตามที่กล่าวนี้ผลจึ่งมีว่าถ้าหากปรารถนาจะทำการพิเคราะห์ค้นเอาความแท้จริงแห่งตัวบทกฎหมายอันเป็นสิ่งที่พึงจำต้องกระทำขาดเสียมิได้ในการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายแล้ว เพื่อความรอบคอบควรจะไปค้นพิเคราะห์ให้มากครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้จากฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงณหอพระสมุดวชิรญาณหรือณกระทรวงยุตติธรรม. {{กม|ข3|27}}ในระหว่างปีหลัง ๆ มานี้ได้มีผู้รู้สึกถึงคุณประโยชน์ในการที่จะนำเอาตัวบทกฎหมายตามที่เขียนอยู่ในฉะบับหลวงออกโฆษณาเผยแผ่แก่ประชาชน ในตอนปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๑ นาย ย. บูรเนย์ ได้พิมพ์ตัวบทกฎหมายลักษณะมฤดกใน[[:File:Siam Society Journal 1928 (vol 22-2).djvu|หนังสือแห่งสมาคมการค้นคว้าประเทศไทย]]ไว้ถูกต้องตามฉ{{ปตปต|ะ}}บับหลวงฉะบับเดียวที่ตกมาถึงสมัยเรา สองปีต่อมาหลวงประดิษฐมนูธรรมได้จัดการจำลองฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงเก้าฉะบับจากบรรดาฉะบับ<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> chnozil6mqbtylq6jvr4ndpoh5o4zkl หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/40 250 91229 295686 2026-09-19T08:10:02Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295686 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>หลวงทั้งหลายที่ตกมาถึงสมัยเราด้วยวิธีถ่ายภาพและพิมพ์ลงในหนังสือ “ประชุมกฎหมาย” เล่มที่หนึ่ง, เกือบจะเป็นในขณะเดียวกันได้มีการพิมพ์กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จขึ้นโดยลอกคัดตัวบทตามฉะบับหลวงที่ยังเหลืออยู่ฉะบับเดียว. ในที่สุดราชบัณฑิตย์สภาก็ได้เริ่มเอาใจใส่ในกิจจะธุระเรื่องนี้บ้างเหมือนกัน และเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ ก็ได้จัดพิมพ์ลอกคัด[[กฎหมายรัชกาลที่ 1 ฉบับตรา 3 ดวง ลักษณะอาชญาหลวงแลลักษณะอาชญาราษฎร์|กฎหมายลักษณะอาญาหลวงและลักษณะอาญาราษฎร์]]จากฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงที่เก็บไว้ในหอพระสมุดวชิรญาณ. โดยอาศัยการพิมพ์เผยแพร่ทำนองนี้ในยุคนี้ ตัวบทกฎหมายที่ถูกต้องแท้ของกฎหมายเก่าจึ่งเริ่มจะปรากฏให้เป็นที่ทราบได้ดีกว่าในสมัยที่ล่วงมามากขึ้น. การกระทำเช่นนี้ควรจะได้รับความชมเชยเป็นอย่างมาก แลควรเอาใจช่วยขอให้ความเคลื่อนไหวในการพิมพ์โฆษณาทำนองนี้ดำเนินคืบหน้าต่อไป เพราะการทราบถึงตัวบทที่แท้จริงของกฎหมายเก่านั้นเป็นขั้นต้นอันจำเป็นของการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายไทย.<ref>หลังที่คำสอนนี้เขียนเสร็จแล้ว มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองได้จัดการพิมพ์กฎหมายเก่าอีกครั้ง ๑ ให้ถูกต้องตามฉะบับหลวง เป็นหนังสือ ๓ เล่ม โดยให้ชื่อว่าประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ จ.ศ. ๑๑๖๖ พิมพ์เสร็จในปี ๒๔๘๒</ref> {{ลห|b6|๔. {{สนต|ตัวบทกฎหมายภายหลังการประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑}}|110}} {{กม|ข3|28}}ประมวลกฎหมาย พ.ศ. ๒๓๔๗–๒๓๔๘ หาได้บรรจุแต่เพียงบทกฎหมายซึ่งตรวจชำระสะสางจากบรรดาบทกฎหมายเก่าที่ได้รับมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาเท่านั้นไม่ ยังรวบรวมเอาบทกฎหมายที่ได้ประกาศใช้โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ซึ่งมีอยู่จนถึงเวลานั้นด้วย. จำนวนหนึ่งแห่งบทกฎหมายจำพวกหลังนี้ได้เป็นที่ปรากฏให้เห็นว่าแทรกคั่นอยู่ในระหว่างกฎหมายเก่าหลายแห่ง แต่ส่วนมากได้แยกรวมไว้ต่างหากในพระราชบัญญัติ กฎหมายพระสงฆ์ และพระราชกำหนดใหม่ เนื่องจากเหตุที่การตรวจชำระกฎหมายได้กระทำเพียงเมื่อสี่ปีก่อนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ สวรรคต จึ่งเป็นที่ถือได้ว่ากฎหมายเกือบทั้งหมดในรัชชกาลที่ ๑ นี้ได้รวบรวมเข้าไว้ในประมวลกฎหมายนี้. ตัวบทกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ ที่ได้ออกประกาศใช้ภายหลัง พ.ศ. ๒๓๔๘ และตัวบทกฎหมายในสองรัชชกาลต่อมา ได้มีปรากฏเป็นฉะบับเขียนซึ่งบัดนี้เก็บรักษาไว้ณหอพระสมุดวชริญาณ. บัญชีรายชื่อบทกฎหมายเหล่านี้ได้ลงพิมพ์ในหนังสือรายเดือนนิติสาส์น{{วว}}<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 1lt4cpves4xurgsz87svctpey1oqjd8 295687 295686 2026-09-19T08:10:23Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295687 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>หลวงทั้งหลายที่ตกมาถึงสมัยเราด้วยวิธีถ่ายภาพและพิมพ์ลงในหนังสือ “ประชุมกฎหมาย” เล่มที่หนึ่ง, เกือบจะเป็นในขณะเดียวกันได้มีการพิมพ์กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จขึ้นโดยลอกคัดตัวบทตามฉะบับหลวงที่ยังเหลืออยู่ฉะบับเดียว. ในที่สุดราชบัณฑิตย์สภาก็ได้เริ่มเอาใจใส่ในกิจจะธุระเรื่องนี้บ้างเหมือนกัน และเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ ก็ได้จัดพิมพ์ลอกคัด[[กฎหมายรัชกาลที่ 1 ฉบับตรา 3 ดวง ลักษณะอาชญาหลวงแลลักษณะอาชญาราษฎร์|กฎหมายลักษณะอาญาหลวงและลักษณะอาญาราษฎร์]]จากฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงที่เก็บไว้ในหอพระสมุดวชิรญาณ. โดยอาศัยการพิมพ์เผยแพร่ทำนองนี้ในยุคนี้ ตัวบทกฎหมายที่ถูกต้องแท้ของกฎหมายเก่าจึ่งเริ่มจะปรากฏให้เป็นที่ทราบได้ดีกว่าในสมัยที่ล่วงมามากขึ้น. การกระทำเช่นนี้ควรจะได้รับความชมเชยเป็นอย่างมาก แลควรเอาใจช่วยขอให้ความเคลื่อนไหวในการพิมพ์โฆษณาทำนองนี้ดำเนินคืบหน้าต่อไป เพราะการทราบถึงตัวบทที่แท้จริงของกฎหมายเก่านั้นเป็นขั้นต้นอันจำเป็นของการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายไทย.<ref>หลังที่คำสอนนี้เขียนเสร็จแล้ว มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองได้จัดการพิมพ์กฎหมายเก่าอีกครั้ง ๑ ให้ถูกต้องตามฉะบับหลวง เป็นหนังสือ ๓ เล่ม โดยให้ชื่อว่าประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ จ.ศ. ๑๑๖๖ พิมพ์เสร็จในปี ๒๔๘๒</ref> {{ลห|b6|๔. {{สนต|ตัวบทกฎหมายภายหลังการประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑}}|110}} {{กม|ข3|28}}ประมวลกฎหมาย พ.ศ. ๒๓๔๗–๒๓๔๘ หาได้บรรจุแต่เพียงบทกฎหมายซึ่งตรวจชำระสะสางจากบรรดาบทกฎหมายเก่าที่ได้รับมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาเท่านั้นไม่ ยังรวบรวมเอาบทกฎหมายที่ได้ประกาศใช้โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ซึ่งมีอยู่จนถึงเวลานั้นด้วย. จำนวนหนึ่งแห่งบทกฎหมายจำพวกหลังนี้ได้เป็นที่ปรากฏให้เห็นว่าแทรกคั่นอยู่ในระหว่างกฎหมายเก่าหลายแห่ง แต่ส่วนมากได้แยกรวมไว้ต่างหากในพระราชบัญญัติ กฎหมายพระสงฆ์ และพระราชกำหนดใหม่ เนื่องจากเหตุที่การตรวจชำระกฎหมายได้กระทำเพียงเมื่อสี่ปีก่อนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ สวรรคต จึ่งเป็นที่ถือได้ว่ากฎหมายเกือบทั้งหมดในรัชชกาลที่ ๑ นี้ได้รวบรวมเข้าไว้ในประมวลกฎหมายนี้. ตัวบทกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ ที่ได้ออกประกาศใช้ภายหลัง พ.ศ. ๒๓๔๘ และตัวบทกฎหมายในสองรัชชกาลต่อมา ได้มีปรากฏเป็นฉะบับเขียนซึ่งบัดนี้เก็บรักษาไว้ณหอพระสมุดวชริญาณ. บัญชีรายชื่อบทกฎหมายเหล่านี้ได้ลงพิมพ์ในหนังสือรายเดือนนิติสาส์น{{วว}}<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 7nwkz78ky1wqpe5ppjwse09qzuzzciz 295699 295687 2026-09-19T08:17:58Z Vesperstelo 11696 295699 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>หลวงทั้งหลายที่ตกมาถึงสมัยเราด้วยวิธีถ่ายภาพและพิมพ์ลงในหนังสือ “ประชุมกฎหมาย” เล่มที่หนึ่ง, เกือบจะเป็นในขณะเดียวกันได้มีการพิมพ์กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จขึ้นโดยลอกคัดตัวบทตามฉะบับหลวงที่ยังเหลืออยู่ฉะบับเดียว. ในที่สุดราชบัณฑิตย์สภาก็ได้เริ่มเอาใจใส่ในกิจจะธุระเรื่องนี้บ้างเหมือนกัน และเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ ก็ได้จัดพิมพ์ลอกคัด[[กฎหมายรัชกาลที่ 1 ฉบับตรา 3 ดวง ลักษณะอาชญาหลวงแลลักษณะอาชญาราษฎร์|กฎหมายลักษณะอาญาหลวงและลักษณะอาญาราษฎร์]]จากฉะบับกฎหมายฉะบับหลวงที่เก็บไว้ในหอพระสมุดวชิรญาณ. โดยอาศัยการพิมพ์เผยแพร่ทำนองนี้ในยุคนี้ ตัวบทกฎหมายที่ถูกต้องแท้ของกฎหมายเก่าจึ่งเริ่มจะปรากฏให้เป็นที่ทราบได้ดีกว่าในสมัยที่ล่วงมามากขึ้น. การกระทำเช่นนี้ควรจะได้รับความชมเชยเป็นอย่างมาก แลควรเอาใจช่วยขอให้ความเคลื่อนไหวในการพิมพ์โฆษณาทำนองนี้ดำเนินคืบหน้าต่อไป เพราะการทราบถึงตัวบทที่แท้จริงของกฎหมายเก่านั้นเป็นขั้นต้นอันจำเป็นของการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายไทย.<ref>หลังที่คำสอนนี้เขียนเสร็จแล้ว มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองได้จัดการพิมพ์กฎหมายเก่าอีกครั้ง ๑ ให้ถูกต้องตามฉะบับหลวง เป็นหนังสือ ๓ เล่ม โดยให้ชื่อว่า[[ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง|ประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ จ.ศ. ๑๑๖๖]] พิมพ์เสร็จในปี ๒๔๘๒</ref> {{ลห|b6|๔. {{สนต|ตัวบทกฎหมายภายหลังการประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑}}|110}} {{กม|ข3|28}}ประมวลกฎหมาย พ.ศ. ๒๓๔๗–๒๓๔๘ หาได้บรรจุแต่เพียงบทกฎหมายซึ่งตรวจชำระสะสางจากบรรดาบทกฎหมายเก่าที่ได้รับมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาเท่านั้นไม่ ยังรวบรวมเอาบทกฎหมายที่ได้ประกาศใช้โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ซึ่งมีอยู่จนถึงเวลานั้นด้วย. จำนวนหนึ่งแห่งบทกฎหมายจำพวกหลังนี้ได้เป็นที่ปรากฏให้เห็นว่าแทรกคั่นอยู่ในระหว่างกฎหมายเก่าหลายแห่ง แต่ส่วนมากได้แยกรวมไว้ต่างหากในพระราชบัญญัติ กฎหมายพระสงฆ์ และพระราชกำหนดใหม่ เนื่องจากเหตุที่การตรวจชำระกฎหมายได้กระทำเพียงเมื่อสี่ปีก่อนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ สวรรคต จึ่งเป็นที่ถือได้ว่ากฎหมายเกือบทั้งหมดในรัชชกาลที่ ๑ นี้ได้รวบรวมเข้าไว้ในประมวลกฎหมายนี้. ตัวบทกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ ที่ได้ออกประกาศใช้ภายหลัง พ.ศ. ๒๓๔๘ และตัวบทกฎหมายในสองรัชชกาลต่อมา ได้มีปรากฏเป็นฉะบับเขียนซึ่งบัดนี้เก็บรักษาไว้ณหอพระสมุดวชริญาณ. บัญชีรายชื่อบทกฎหมายเหล่านี้ได้ลงพิมพ์ในหนังสือรายเดือนนิติสาส์น{{วว}}<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 0pwckw0usk642x0jamwn8l2kqz7x4r6 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/41 250 91230 295688 2026-09-19T08:11:06Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295688 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เล่มปี พ.ศ. ๒๔๗๓ เดือนตุลาคม. ตัวบทกฎหมายเหล่านี้มีเป็นจำนวนน้อยที่สุด และไม่สู้มีประโยชน์นัก.<ref>หลังที่คำสอนนี้เขียนเสร็จแล้ว นายร้อยตำรวจโท เสถียร ลายลักษณ์ ได้พิมพ์บทกฎหมายเหล่านี้ในหนังสือ “ประชุมกฎหมายประจำศก” เล่ม ๓ และ ๔</ref> อนึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าในฉะบับพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ ๆ ได้นำเอากฎหมายลักษณะโจรห้าเส้นอันเป็นกฎหมายใน{{ตตฉ|รัชชการ|รัชชกาล}}ที่ ๓ พิมพ์เพิ่มเติมเข้าไว้ด้วย {{กม|ข3|29}}ครั้นมาในรัชชกาลที่ ๔ ประเทศไทยเข้าสู่ยุคที่จะรับการเปลี่ยนแปลงตามอารยธรรมปัจจุบันและจัดการขยายฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งให้เป็นโอกาสเกิดมีบัญญัติกฎหมายขึ้นมากหลายและน่าสนใจสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมาย ส่วนเล็กน้อยส่วนหนึ่งของกฎหมายในรัชชกาลนี้ได้ปรากฏอยู่ในฉะบับแรก ๆ ของราชกิจจานุเบกษาซึ่งได้เริ่มต้นมีขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๐๑ และหยุดชะงักไปในตอนกลางของปีต่อมา. เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ รัฐบาลได้จัดรวบรวมบทกฎหมายในครั้งรัชชกาลที่ ๔ ซึ่งยังใช้อยู่ในขณะพิมพ์ขึ้นนั้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่ศาล. ในที่สุดในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๔ กับ ๒๔๖๙ ราชบัณฑิตยสภาได้จัดพิมพ์ตัวบทกฎหมายทั้งหมดบรรดาที่ได้ออกประกาศใช้ในรัชชกาลที่ ๔ ขึ้นเป็นหนังสือ ๙ เล่ม ให้ชื่อว่า “[[ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4|ประชุมประกาศรัชชกาลที่ ๔]]” ตั้งแต่รัชชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา การพิมพ์ได้เจริญขึ้นเป็นลำดับและกลายเป็นวิธีสามัญสำหรับโฆษณาประกาศต่าง ๆ ทางราชการ. หนังสือราชกิจจานุเบกษาได้กลับมีขึ้นใหม่อีกใน พ.ศ. ๒๔๑๗ และหลังจากได้หยุดชะงักไปอีกครั้งชั่วเวลาอันเล็กน้อย ก็ได้มีออกโดยสม่ำเสมอต่อมาตราบเท่าทุกวันนี้. และถึงแม้ว่าในขณะนั้นยังหาได้เป็นที่ถือกันไม่ว่าบทกฎหมายทั้งปวงนั้นจำต้องได้มีการประกาศใช้ปรากฏอยู่ในราชกิจจานุเบกษาก่อนจึ่งจะมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ก็ดี, แต่ความจริงบทกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งออกประกาศใช้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๗ โดยมากก็ลงพิมพ์อยู่ในหนังสือราชกิจจานุเบกษานี้ทุกฉะบับ ครั้นมาใน พ.ศ. ๒๔๓๖ ขุนหลวงพระยาไกรสี (เปล่ง) เมื่อยังเป็นหลวงรัตนาญัปติ ได้ลงมือรวบรวมกฎหมายและประกาศซึ่งได้ออกประกาศใช้มาตั้งแต่ต้นรัชชกาลที่ ๕ มาพิมพ์ขึ้น หนังสือชุมนุมกฎหมายชุดนี้ ซึ่งมักเรียกกันว่า[[กฎหมายไทย|กฎหมายไกรสี]] ได้มาหยุดลงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ รวมเป็นหนังสือ ๗ เล่ม. ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๙ หลวงดำรงธรรมสาร (มี) ก็ได้จัดพิมพ์ตัวบทกฎหมายขึ้นบ้างเหมือนกัน เป็นหนังสือซึ่งบรรจุกฎหมายที่ออกประกาศใช้ในปีที่ล่วงไปแล้ว{{วว}}<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> a6qml1wytpcmyi9rl6wpx10jr988sb0 295689 295688 2026-09-19T08:11:24Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295689 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เล่มปี พ.ศ. ๒๔๗๓ เดือนตุลาคม. ตัวบทกฎหมายเหล่านี้มีเป็นจำนวนน้อยที่สุด และไม่สู้มีประโยชน์นัก.<ref>หลังที่คำสอนนี้เขียนเสร็จแล้ว นายร้อยตำรวจโท เสถียร ลายลักษณ์ ได้พิมพ์บทกฎหมายเหล่านี้ในหนังสือ “ประชุมกฎหมายประจำศก” เล่ม ๓ และ ๔</ref> อนึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าในฉะบับพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ ๆ ได้นำเอากฎหมายลักษณะโจรห้าเส้นอันเป็นกฎหมายใน{{ตตฉ|รัชชการ|รัชชกาล}}ที่ ๓ พิมพ์เพิ่มเติมเข้าไว้ด้วย {{กม|ข3|29}}ครั้นมาในรัชชกาลที่ ๔ ประเทศไทยเข้าสู่ยุคที่จะรับการเปลี่ยนแปลงตามอารยธรรมปัจจุบันและจัดการขยายฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งให้เป็นโอกาสเกิดมีบัญญัติกฎหมายขึ้นมากหลายและน่าสนใจสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมาย ส่วนเล็กน้อยส่วนหนึ่งของกฎหมายในรัชชกาลนี้ได้ปรากฏอยู่ในฉะบับแรก ๆ ของราชกิจจานุเบกษาซึ่งได้เริ่มต้นมีขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๐๑ และหยุดชะงักไปในตอนกลางของปีต่อมา. เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ รัฐบาลได้จัดรวบรวมบทกฎหมายในครั้งรัชชกาลที่ ๔ ซึ่งยังใช้อยู่ในขณะพิมพ์ขึ้นนั้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่ศาล. ในที่สุดในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๔ กับ ๒๔๖๙ ราชบัณฑิตยสภาได้จัดพิมพ์ตัวบทกฎหมายทั้งหมดบรรดาที่ได้ออกประกาศใช้ในรัชชกาลที่ ๔ ขึ้นเป็นหนังสือ ๙ เล่ม ให้ชื่อว่า “[[ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4|ประชุมประกาศรัชชกาลที่ ๔]]” ตั้งแต่รัชชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา การพิมพ์ได้เจริญขึ้นเป็นลำดับและกลายเป็นวิธีสามัญสำหรับโฆษณาประกาศต่าง ๆ ทางราชการ. หนังสือราชกิจจานุเบกษาได้กลับมีขึ้นใหม่อีกใน พ.ศ. ๒๔๑๗ และหลังจากได้หยุดชะงักไปอีกครั้งชั่วเวลาอันเล็กน้อย ก็ได้มีออกโดยสม่ำเสมอต่อมาตราบเท่าทุกวันนี้. และถึงแม้ว่าในขณะนั้นยังหาได้เป็นที่ถือกันไม่ว่าบทกฎหมายทั้งปวงนั้นจำต้องได้มีการประกาศใช้ปรากฏอยู่ในราชกิจจานุเบกษาก่อนจึ่งจะมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ก็ดี, แต่ความจริงบทกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งออกประกาศใช้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๗ โดยมากก็ลงพิมพ์อยู่ในหนังสือราชกิจจานุเบกษานี้ทุกฉะบับ ครั้นมาใน พ.ศ. ๒๔๓๖ ขุนหลวงพระยาไกรสี (เปล่ง) เมื่อยังเป็นหลวงรัตนาญัปติ ได้ลงมือรวบรวมกฎหมายและประกาศซึ่งได้ออกประกาศใช้มาตั้งแต่ต้นรัชชกาลที่ ๕ มาพิมพ์ขึ้น หนังสือชุมนุมกฎหมายชุดนี้ ซึ่งมักเรียกกันว่า[[กฎหมายไทย|กฎหมายไกรสี]] ได้มาหยุดลงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ รวมเป็นหนังสือ ๗ เล่ม. ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๙ หลวงดำรงธรรมสาร (มี) ก็ได้จัดพิมพ์ตัวบทกฎหมายขึ้นบ้างเหมือนกัน เป็นหนังสือซึ่งบรรจุกฎหมายที่ออกประกาศใช้ในปีที่ล่วงไปแล้ว{{วว}}<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> jesapiu1dfyhzevwcqhmvacsb62v93d หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/42 250 91231 295690 2026-09-19T08:11:52Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295690 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>หนังสือนี้พิมพ์ออกปีละ ๑ ครั้ง การพิมพ์หนังสือประชุมกฎหมายออกปีละครั้งทำนองนี้ได้เป็นที่ปฏิบัติกันสืบมาจนบัดนี้. {{ลห|b7|๕. {{สนต|หนังสือรวบรวมคำพิพากษา}}|110}} {{กม|ข3|30}}คำพิพากษาของศาลก่อนสมัยรัชชกาลที่ ๕ ขึ้นไปมิได้ตกทอดมาถึงเราเลย ในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๘ กับ ๒๔๒๖ หนังสือราชกิจจานุเบกษาได้พิมพ์คำพิพากษาบางฉะบับของศาลลูกขุนเพื่อเป็นบรรทัดฐานแก่ศาลล่าง. คำพิพากษาเหล่านี้แม้ว่ามีจำนวนน้อยและเป็นคำพิพากษาที่มีขึ้นในสมัยไม่เก่าแก่นักก็ตาม แต่ก็มีประโยชน์ในทางประวัติศาสตร์กฎหมาย เพราะคำพิพากษาเหล่านี้ได้ประกอบเป็นหลักฐานเกือบทั้งหมดเท่าที่เราได้รับมาสำหรับแสดงให้เห็นธรรมเนียมประเพณีที่ศาลเก่าเคยปฏิบัติตาม ครั้งแรกที่มีหนังสือรวบรวมคำพิพากษาพิมพ์ขึ้นนั้นเป็นเวลาหลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่ทางการศาลและการปกครองในรัชชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ ขุนหลวงพระยาไกรสี (เปล่ง) ได้ออกหนังสือรายปักษ์ชื่อว่า “ธรรมศาสตร์วินิจฉัย” ขึ้น เป็นหนังสือพิมพ์การเมือง, การกฎหมาย, และการศาลด้วย หนังสือนี้ลงพิมพ์คดีและคำพิพากษาที่น่าใฝ่ใจ และได้ถึงที่สุดลงใน พ.ศ. ๒๔๓๙ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้มีหนังสือรายปักษ์ออก อันเป็นหนังสือประชุมคำพิพากษาโดยฉะเพาะ ชื่อว่า {{ปตปต|“}}ธรรมศาสตร์สมัย” มีอายุอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๔๔๓ หนังสือนี้ลงพิมพ์คำพิพากษาที่สำคัญ ๆ ของศาลต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ และหัวเมือง พร้อมกับลงพิมพ์คำฟ้องกับเอกสารประกอบคำฟ้องและคำให้การพะยานตามสำนวนคดีด้วย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ กรมหลวงราชบุรีได้ทรงรวบรวมคำพิพากษาที่ทรงเลือกคัดแล้วของศาลฎีกาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๑ พิมพ์เป็นหนังสือขึ้น ให้ชื่อว่า “ฎีกาบางเรื่อง” เพื่อประโยชน์ของนักเรียนกฎหมาย. หนังสือชุดนี้ผู้เจ้าของได้ทรงจัดพิมพ์ใหม่หลายครั้ง และทรงเติมหมายเหตุความเห็นซึ่งบางครั้งก็เป็นความเห็นที่กว้างขวางพิสดารมาก หนังสือนี้มีอายุจนถึง พ.ศ. ๒๔๕๓ จัดว่าเป็นหนังสือที่ให้คุณประโยชน์สำหรับค้นคว้าให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงผันแปรของกฎหมายไทยในยุคปัจจุบัน. หนังสือประชุมคำพิพากษาที่ออกในเวลาต่อ ๆ มาได้ดำเนินทำนองเดียวกับหนังสือฎีกาบางเรื่องนี้ คือรวบรวมเอาแต่คำพิพากษาของศาลฎีกามาลงเท่านั้น หนังสือเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากแล้ว จึงไม่จำเป็นจะต้องนำมากล่าวไว้ณที่นี้. {{มปก}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> j8w5apkml1qhwakthvwktnddentx59o 295691 295690 2026-09-19T08:12:05Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295691 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>หนังสือนี้พิมพ์ออกปีละ ๑ ครั้ง การพิมพ์หนังสือประชุมกฎหมายออกปีละครั้งทำนองนี้ได้เป็นที่ปฏิบัติกันสืบมาจนบัดนี้. {{ลห|b7|๕. {{สนต|หนังสือรวบรวมคำพิพากษา}}|110}} {{กม|ข3|30}}คำพิพากษาของศาลก่อนสมัยรัชชกาลที่ ๕ ขึ้นไปมิได้ตกทอดมาถึงเราเลย ในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๘ กับ ๒๔๒๖ หนังสือราชกิจจานุเบกษาได้พิมพ์คำพิพากษาบางฉะบับของศาลลูกขุนเพื่อเป็นบรรทัดฐานแก่ศาลล่าง. คำพิพากษาเหล่านี้แม้ว่ามีจำนวนน้อยและเป็นคำพิพากษาที่มีขึ้นในสมัยไม่เก่าแก่นักก็ตาม แต่ก็มีประโยชน์ในทางประวัติศาสตร์กฎหมาย เพราะคำพิพากษาเหล่านี้ได้ประกอบเป็นหลักฐานเกือบทั้งหมดเท่าที่เราได้รับมาสำหรับแสดงให้เห็นธรรมเนียมประเพณีที่ศาลเก่าเคยปฏิบัติตาม ครั้งแรกที่มีหนังสือรวบรวมคำพิพากษาพิมพ์ขึ้นนั้นเป็นเวลาหลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่ทางการศาลและการปกครองในรัชชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ ขุนหลวงพระยาไกรสี (เปล่ง) ได้ออกหนังสือรายปักษ์ชื่อว่า “ธรรมศาสตร์วินิจฉัย” ขึ้น เป็นหนังสือพิมพ์การเมือง, การกฎหมาย, และการศาลด้วย หนังสือนี้ลงพิมพ์คดีและคำพิพากษาที่น่าใฝ่ใจ และได้ถึงที่สุดลงใน พ.ศ. ๒๔๓๙ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้มีหนังสือรายปักษ์ออก อันเป็นหนังสือประชุมคำพิพากษาโดยฉะเพาะ ชื่อว่า {{ปตปต|“}}ธรรมศาสตร์สมัย” มีอายุอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๔๔๓ หนังสือนี้ลงพิมพ์คำพิพากษาที่สำคัญ ๆ ของศาลต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ และหัวเมือง พร้อมกับลงพิมพ์คำฟ้องกับเอกสารประกอบคำฟ้องและคำให้การพะยานตามสำนวนคดีด้วย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ กรมหลวงราชบุรีได้ทรงรวบรวมคำพิพากษาที่ทรงเลือกคัดแล้วของศาลฎีกาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๑ พิมพ์เป็นหนังสือขึ้น ให้ชื่อว่า “ฎีกาบางเรื่อง” เพื่อประโยชน์ของนักเรียนกฎหมาย. หนังสือชุดนี้ผู้เจ้าของได้ทรงจัดพิมพ์ใหม่หลายครั้ง และทรงเติมหมายเหตุความเห็นซึ่งบางครั้งก็เป็นความเห็นที่กว้างขวางพิสดารมาก หนังสือนี้มีอายุจนถึง พ.ศ. ๒๔๕๓ จัดว่าเป็นหนังสือที่ให้คุณประโยชน์สำหรับค้นคว้าให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงผันแปรของกฎหมายไทยในยุคปัจจุบัน. หนังสือประชุมคำพิพากษาที่ออกในเวลาต่อ ๆ มาได้ดำเนินทำนองเดียวกับหนังสือฎีกาบางเรื่องนี้ คือรวบรวมเอาแต่คำพิพากษาของศาลฎีกามาลงเท่านั้น หนังสือเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากแล้ว จึงไม่จำเป็นจะต้องนำมากล่าวไว้ณที่นี้. {{มปก}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> mtwa9utlya5heh1zcoiq8hrbjffhvd4 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/43 250 91232 295693 2026-09-19T08:12:46Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295693 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๗|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{ลห|c1|บทที่ ๒ <br> {{สนต|เค้ามูลเดิม}}|120}} {{ลห|c2|๑. {{สนต|จารีตประเพณีเดิมของไทย}}|110}} {{กม|ข3|31}}ก่อนที่ได้มามีที่ตั้งหลักแหล่งในประเทศไทยนี้ ไทยเคยมีประวัติสืบสาวมาอย่างยืดยาวแล้ว. เมื่อราว พ.ศ. ๑๓๐๐ ได้ตั้งอาณาจักรที่มีกำลังเข้มแข็งอาณาจักรหนึ่งชื่อว่าน่านเจ้า อันตั้งอยู่ในดินแดนซึ่งในปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งของมณฑลยูนนานแห่งประเทศจีน อาณาจักรไทยเดิมนี้ได้รักษาความเป็นอิสสระอยู่จนถึงยุคที่พวกมองโคลได้เข้ามาปกครองประเทศจีน. อาศัยเหตุนี้จึงน่าสันนิษฐานว่าไทยเคยมีกฎหมายที่เจริญและมีระเบียบทางชุมนุมชนซึ่งมีความเหมาะสมกับตนแล้ว. แต่เรื่องกฎหมายของไทยก่อนสมัยที่ได้มายึดเอาลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นภูมิลำเนานี้ เรารู้ได้แต่เพียงเงา ๆ เลือน ๆ เท่านั้น เพราะกฎหมายของไทยในครั้งนั้นเป็นที่แน่ว่าคงจะเป็นแต่จารีตประเพณีเท่านั้น. ความรู้ที่เราพอจะได้รับเกี่ยวกับกฎหมายไทยในครั้งนั้น เราได้อาศัยรายงานของข้าราชการจีนซึ่งได้เรียบเรียงขึ้นภายหลังที่ได้ยุบเอาอาณาจักรน่านเจ้าลงเป็นมณฑลของประเทศจีนแล้ว. ฉะนั้นจึ่งเป็นการยากมากที่จะชี้ได้ว่าเมื่อมีการจัดทำกฎหมายขึ้นในกรุงศรีอยุธยานั้น ได้มีบัญญัติใดบ้างที่เป็นส่วนของจารีตประเพณีเดิมของไทยตกทอดเข้ามาอยู่. แต่อย่างไรก็ดีสำหรับบางเรื่องเราอาจที่จะพอเล็งเห็นแนวของจารีตประเพณีเดิมของไทยได้บ้างโดยอาศัยเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายไทยในประเทศไทยกับจารีตประเพณีซึ่งยังเป็นที่ถือกันอยู่ปัจจุบันนี้ในหมู่ชุมนุมชนเชื้อชาติไทยซึ่งอยู่ในประเทศอินโดจีน. อาทิจารีตประเพณีซึ่งเป็นที่ปฏิบัติถืออยู่ในหมู่ไทยในตังเกี๋ยเหนือ. บรรดาชุมนุมชนเชื้อชาติไทยที่กล่าวถึงนี้เจริญล้าหลังกว่าไทยในประเทศไทยมาก ด้วยเหตุนี้จึ่งยังคงรักษาจารีตประเพณีซึ่งสืบย้อนถอยหลังขึ้นไปได้จนถึงสมัยก่อนเวลาที่ชนเชื้อชาติไทยดั้งเดิมต้องแตกแยกพลัดจากกัน แต่งานที่เกี่ยวกับการค้นหาจารีตประเพณีเช่นนี้เป็นงานที่ค่อนไปข้างงานค้นคว้าของวิชาว่าด้วยมนุษย์ชาติต่าง ๆ มากกว่าจะเป็นงานโดยแท้ของวิชาประวัติกฎหมาย. {{มปก}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> iy861lr73bx1hi8unillcvarnq9jf6i 295694 295693 2026-09-19T08:14:53Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295694 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๗|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{ลห|c1|บทที่ ๒ <br> {{สนต|เค้ามูลเดิม}}|120}} {{ลห|c2|๑. {{สนต|จารีตประเพณีเดิมของไทย}}|110}} {{กม|ข3|31}}ก่อนที่ได้มามีที่ตั้งหลักแหล่งในประเทศไทยนี้ ไทยเคยมีประวัติสืบสาวมาอย่างยืดยาวแล้ว. เมื่อราว พ.ศ. ๑๓๐๐ ได้ตั้งอาณาจักรที่มีกำลังเข้มแข็งอาณาจักรหนึ่งชื่อว่าน่านเจ้า อันตั้งอยู่ในดินแดนซึ่งในปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งของมณฑลยูนนานแห่งประเทศจีน อาณาจักรไทยเดิมนี้ได้รักษาความเป็นอิสสระอยู่จนถึงยุคที่พวกมองโคลได้เข้ามาปกครองประเทศจีน. อาศัยเหตุนี้จึงน่าสันนิษฐานว่าไทยเคยมีกฎหมายที่เจริญและมีระเบียบทางชุมนุมชนซึ่งมีความเหมาะสมกับตนแล้ว. แต่เรื่องกฎหมายของไทยก่อนสมัยที่ได้มายึดเอาลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นภูมิลำเนานี้ เรารู้ได้แต่เพียงเงา ๆ เลือน ๆ เท่านั้น เพราะกฎหมายของไทยในครั้งนั้นเป็นที่แน่ว่าคงจะเป็นแต่จารีตประเพณีเท่านั้น. ความรู้ที่เราพอจะได้รับเกี่ยวกับกฎหมายไทยในครั้งนั้น เราได้อาศัยรายงานของข้าราชการจีนซึ่งได้เรียบเรียงขึ้นภายหลังที่ได้ยุบเอาอาณาจักรน่านเจ้าลงเป็นมณฑลของประเทศจีนแล้ว. ฉะนั้นจึ่งเป็นการยากมากที่จะชี้ได้ว่าเมื่อมีการจัดทำกฎหมายขึ้นในกรุงศรีอยุธยานั้น ได้มีบัญญัติใดบ้างที่เป็นส่วนของจารีตประเพณีเดิมของไทยตกทอดเข้ามาอยู่. แต่อย่างไรก็ดีสำหรับบางเรื่องเราอาจที่จะพอเล็งเห็นแนวของจารีตประเพณีเดิมของไทยได้บ้างโดยอาศัยเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายไทยในประเทศไทยกับจารีตประเพณีซึ่งยังเป็นที่ถือกันอยู่ปัจจุบันนี้ในหมู่ชุมนุมชนเชื้อชาติไทยซึ่งอยู่ในประเทศอินโดจีน. อาทิจารีตประเพณีซึ่งเป็นที่ปฏิบัติถืออยู่ในหมู่ไทยในตังเกี๋ยเหนือ. บรรดาชุมนุมชนเชื้อชาติไทยที่กล่าวถึงนี้เจริญล้าหลังกว่าไทยในประเทศไทยมาก ด้วยเหตุนี้จึ่งยังคงรักษาจารีตประเพณีซึ่งสืบย้อนถอยหลังขึ้นไปได้จนถึงสมัยก่อนเวลาที่ชนเชื้อชาติไทยดั้งเดิมต้องแตกแยกพลัดจากกัน แต่งานที่เกี่ยวกับการค้นหาจารีตประเพณีเช่นนี้เป็นงานที่ค่อนไปข้างงานค้นคว้าของวิชาว่าด้วยมนุษย์ชาติต่าง ๆ มากกว่าจะเป็นงานโดยแท้ของวิชาประวัติกฎหมาย. {{มปก}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 7awkj7hvw7u9dviqx8cag07u2abtzs0 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/44 250 91233 295695 2026-09-19T08:15:17Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295695 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{ลห|c3|๒. {{สนต|อิทธิพลของกฎหมายเขมรและมอญ}}|110}} {{กม|ข3|32}}ในขณะที่ไทยเริ่มละทิ้งภูมิลำเนาเดิมของตนซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของประเทศจีนในระหว่าง พ.ศ. ๑๕๐๐ กับ ๑๗๐๐ และอพยพลงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี้ ดินแดนซึ่งเป็นประเทศไทยปัจจุบันนี้แบ่งออกเป็นสองราชอาณาจักร ทั้งสองราชอาณาจักรนี้ชนชาติมอญเป็นผู้สถาปนาขึ้น ราชอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ชื่อว่าราชอาณาจักรหริภัญชัย แรกตั้งขึ้นเมื่อราว พ.ศ. ๑๒๐๐ นครหลวงตั้งอยู่ณที่ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่าลำพูน, อีกราชอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ในแถบซึ่งเป็นที่ตั้งจังหวัดลพบุรีและสุพรรณบุรีปัจจุบัน ราชอาณาจักรนี้คือราชอาณาจักรทวาราวดี แรกตั้งขึ้นตั้งหลายศตวรรษมาแล้วก่อนหน้าราชอาณาจักรหริภุญชัย ราชอาณาจักรทวาราวดีได้ตกเข้าไปอยู่ในอำนาจของเขมรราว พ.ศ. ๑๕๕๐ แต่ส่วนราชอาณาจักรหริภุญชัยสามารถต้นทานอำนาจของเขมรอยู่ได้. การรุกล้ำของไทยเข้ามาในดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี้หาได้เป็นการที่ทำสำเร็จครั้งเดียวทันทีทันใดเช่นการจู่โจมเข้ายึดบ้านเมืองของศัตรูไม่. พวกไทยได้ค่อยอพยพบุกรุกเข้ามาตั้งถิ่นฐานติดต่อกับชนชาติในสองอาณาเขตต์ที่กล่าวข้างต้นนี้อยู่เป็นเวลาหลายศตวรรษ และเมื่อเป็นดั่งนี้ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จารีตประเพณีของไทยต้องผันแปรเปลี่ยนแปลงไปบ้างโดยการติดต่อเป็นเวลานาน ๆ {{ตตฉ|กันชน|กับชน}}ที่ต่างชาติกันกับตน. ครั้นต่อ ๆ มาเมื่อไทยค่อยมีจำนวนมากและกำลังแข็งพอ ก็ได้จัดตั้งเป็นอาณาเขตต์ต่าง ๆ สำหรับตนโดยฉะเพาะขึ้นบ้าง. อาณาเขตต์ของไทยในครั้งนี้มีคืออาณาเขตต์สุโขทัย, เชียงใหม่ และอยุธยา. {{กม|ข3|33}}ราชอาณาจักรอยุธยาได้ก่อกำเนิดขึ้นโดยการเข้ายึดเอาราชอาณาจักรทวาราวดีเก่าของมอญ, ราชอาณาจักรทวาราวดีนี้ แม้ได้ตกเข้าไปอยู่ในอำนาจของเขมรมาก่อนหน้าที่ไทยเข้ายึดเป็นเวลานานกว่าสามศตวรรษแล้วก็ดี แต่ก็ยังคงรักษาอารยธรรมดั้งเดิมของตน คืออารยธรรมของมอญ ไว้อีกได้. ลายจารึกและโบราณวัตถุต่าง ๆ ยังแสดงให้เห็นว่าแม้ราชอาณาจักรนี้อยู่ในความปกครองของเขมร พลเมืองก็ยั่งมั่นคงอยู่ในพระพุทธศาสนาลัทธิหีนยานซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมของมอญ และต่างกับเขมรที่นับถือศาสนาพราหมณ์หรือพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน. มอญเป็นชาติที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากตั้งแต่สมัยเก่าแก่ไกลมาแล้ว เค้าเงื่อนของอารยธรรมมอญนี้สืบเนื่องมาจากอารยธรรมฮินดู ชนชาติมอญ<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> jvvgwzwdm2f0e36owkrrwg3ecnbm87y 295696 295695 2026-09-19T08:15:28Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295696 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{ลห|c3|๒. {{สนต|อิทธิพลของกฎหมายเขมรและมอญ}}|110}} {{กม|ข3|32}}ในขณะที่ไทยเริ่มละทิ้งภูมิลำเนาเดิมของตนซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของประเทศจีนในระหว่าง พ.ศ. ๑๕๐๐ กับ ๑๗๐๐ และอพยพลงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี้ ดินแดนซึ่งเป็นประเทศไทยปัจจุบันนี้แบ่งออกเป็นสองราชอาณาจักร ทั้งสองราชอาณาจักรนี้ชนชาติมอญเป็นผู้สถาปนาขึ้น ราชอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ชื่อว่าราชอาณาจักรหริภัญชัย แรกตั้งขึ้นเมื่อราว พ.ศ. ๑๒๐๐ นครหลวงตั้งอยู่ณที่ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่าลำพูน, อีกราชอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ในแถบซึ่งเป็นที่ตั้งจังหวัดลพบุรีและสุพรรณบุรีปัจจุบัน ราชอาณาจักรนี้คือราชอาณาจักรทวาราวดี แรกตั้งขึ้นตั้งหลายศตวรรษมาแล้วก่อนหน้าราชอาณาจักรหริภุญชัย ราชอาณาจักรทวาราวดีได้ตกเข้าไปอยู่ในอำนาจของเขมรราว พ.ศ. ๑๕๕๐ แต่ส่วนราชอาณาจักรหริภุญชัยสามารถต้นทานอำนาจของเขมรอยู่ได้. การรุกล้ำของไทยเข้ามาในดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี้หาได้เป็นการที่ทำสำเร็จครั้งเดียวทันทีทันใดเช่นการจู่โจมเข้ายึดบ้านเมืองของศัตรูไม่. พวกไทยได้ค่อยอพยพบุกรุกเข้ามาตั้งถิ่นฐานติดต่อกับชนชาติในสองอาณาเขตต์ที่กล่าวข้างต้นนี้อยู่เป็นเวลาหลายศตวรรษ และเมื่อเป็นดั่งนี้ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จารีตประเพณีของไทยต้องผันแปรเปลี่ยนแปลงไปบ้างโดยการติดต่อเป็นเวลานาน ๆ {{ตตฉ|กันชน|กับชน}}ที่ต่างชาติกันกับตน. ครั้นต่อ ๆ มาเมื่อไทยค่อยมีจำนวนมากและกำลังแข็งพอ ก็ได้จัดตั้งเป็นอาณาเขตต์ต่าง ๆ สำหรับตนโดยฉะเพาะขึ้นบ้าง. อาณาเขตต์ของไทยในครั้งนี้มีคืออาณาเขตต์สุโขทัย, เชียงใหม่ และอยุธยา. {{กม|ข3|33}}ราชอาณาจักรอยุธยาได้ก่อกำเนิดขึ้นโดยการเข้ายึดเอาราชอาณาจักรทวาราวดีเก่าของมอญ, ราชอาณาจักรทวาราวดีนี้ แม้ได้ตกเข้าไปอยู่ในอำนาจของเขมรมาก่อนหน้าที่ไทยเข้ายึดเป็นเวลานานกว่าสามศตวรรษแล้วก็ดี แต่ก็ยังคงรักษาอารยธรรมดั้งเดิมของตน คืออารยธรรมของมอญ ไว้อีกได้. ลายจารึกและโบราณวัตถุต่าง ๆ ยังแสดงให้เห็นว่าแม้ราชอาณาจักรนี้อยู่ในความปกครองของเขมร พลเมืองก็ยั่งมั่นคงอยู่ในพระพุทธศาสนาลัทธิหีนยานซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมของมอญ และต่างกับเขมรที่นับถือศาสนาพราหมณ์หรือพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน. มอญเป็นชาติที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากตั้งแต่สมัยเก่าแก่ไกลมาแล้ว เค้าเงื่อนของอารยธรรมมอญนี้สืบเนื่องมาจากอารยธรรมฮินดู ชนชาติมอญ<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 8fpupsm4th2ca32up2vzum6gbhhdo8v หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/45 250 91234 295697 2026-09-19T08:16:18Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295697 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๙|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ได้เคยตั้งราชอาณาจักรรามัญญเทศทางทิศใต้ของประเทศพะม่าบัดนี้ โดยมีนครหลวงชื่อว่าหงสาวดี. เมื่อพระพุทธศาสนาในอินเดียเสื่อมโทรมเสียแล้ว เมืองหงสาวดีนี้เกิดเป็นศูนย์กลางใหญ่แห่งการสั่งสอนพระศาสนาฝ่ายหีนยาน. ในเมื่อ พ.ศ. ๑๖๐๐ กษัตริย์แห่งภุกาม พระเจ้าอนุรุทธ์ ตีได้ราชอาณาจักรรามัญญเทศ แต่การที่ราชอาณาจักรนี้ถูกข้าศึกตีไว้ได้ในอำนาจนั้นหาได้ทำให้อารยธรรมของมอญเสื่อมโทรมไปไม่. การกลับปรากฏว่ามอญได้กลายมาเป็นผู้อบรมสั่งสอนผู้ที่มีชัยชำนะตีได้อาณาเขตต์ตนเสียอีก และโดยอาศัยชนชาติมอญนี้เองที่ราชอาณาจักรภุกามกลายมาเป็นศูนย์กลางของการสั่งสอนพุทธศาสนาขึ้นอีกบ้าง. ในที่สุด, ซึ่งพอดีถึงสมัยที่ไทยได้ตั้งอาณาเขตต์แรก ๆ ของตนขึ้นในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มอญแห่งราชอาณาจักรรามัญญเทศก็ฉวยโอกาสที่ฐานะอันยุ่งยากคับขันได้บังเกิดขึ้นแก่กษัตริย์แห่งภุกามเพื่อประกาศตนเป็นอิสสระโดยความยุยงส่งเสริมของพระเจ้าวาเรรุ (ฟ้ารั่ว) ซึ่งต่อมาตั้งตนเป็นกษัตริย์ในเมืองเมาะตะมะ (พ.ศ. ๑๘๓๐) โดยเหตุต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ย่อมจะเห็นได้ว่าไม่เป็นการน่าพิศวงอย่างไรที่ไทยได้ตกอยู่ในอิทธิพลแห่งอารยธรรมของมอญเป็นอย่างมาก. {{กม|ข3|34}}อีกประการหนึ่งย่อมไม่เป็นที่สงสัยอีกเช่นเดียวกันถึงเรื่องที่ไทยได้ตกอยู่ในอิทธิพลแห่งอารยธรรมของเขมรซึ่งขึ้นสู่ขีดอันเด่นที่สุดเมื่อศตวรรษที่ ๑๖ แต่ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าราชอาณาจักรทวาราวดียังคงรักษาอารยธรรมเดิมของมอญอยู่ แม้ว่าได้ตกอยู่ในปกครองของเขมรแล้ว โดยเหตุนี้ในชั้นเดิมทีเดียวคงเป็นว่าอิทธิพลของมอญได้มีน้ำหนักดีกว่าอิทธิพลของเขมรในการที่จะมีอยู่เหนือไทย อารยธรรมของเขมรนั้นดูเหมือนจะเริ่มมีอิทธิพลก็เมื่อราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาได้ตั้งขึ้นแล้ว และโดยฉะเพาะภายหลังที่ได้ชัยชำนะเขมรแล้ว. แต่นั้นมาพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาถือพระองค์เสมือนหนึ่งว่าทรงสืบเนื่องมาจากมหากษัตริย์เขมร และทรงรับเอาวิธีการปกครองบ้านเมืองของเขมรมาใช้ในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้น่าสันนิษฐานว่าอิทธิพลของเขมรได้ปรากฏอยู่ในกฎหมายมหาชนเสียมาก ส่วนในกฎหมายเอกชนนั้นคงมีแต่เพียงเล็กน้อย. อิทธิพลของมอญนั้นตรงกันข้าม ได้มีส่วนในการจัดระเบียบและในการเจริญขยายตัวของกฎหมายเอกชนของไทยเป็นอันมาก ทั้งนี้ก็เพราะมอญต่างกับเขมร โดยเป็นชาติที่<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 3rzuxlrcb1wya2h59lv3yulfbtrsvqy 295698 295697 2026-09-19T08:16:29Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295698 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๓๙|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ได้เคยตั้งราชอาณาจักรรามัญญเทศทางทิศใต้ของประเทศพะม่าบัดนี้ โดยมีนครหลวงชื่อว่าหงสาวดี. เมื่อพระพุทธศาสนาในอินเดียเสื่อมโทรมเสียแล้ว เมืองหงสาวดีนี้เกิดเป็นศูนย์กลางใหญ่แห่งการสั่งสอนพระศาสนาฝ่ายหีนยาน. ในเมื่อ พ.ศ. ๑๖๐๐ กษัตริย์แห่งภุกาม พระเจ้าอนุรุทธ์ ตีได้ราชอาณาจักรรามัญญเทศ แต่การที่ราชอาณาจักรนี้ถูกข้าศึกตีไว้ได้ในอำนาจนั้นหาได้ทำให้อารยธรรมของมอญเสื่อมโทรมไปไม่. การกลับปรากฏว่ามอญได้กลายมาเป็นผู้อบรมสั่งสอนผู้ที่มีชัยชำนะตีได้อาณาเขตต์ตนเสียอีก และโดยอาศัยชนชาติมอญนี้เองที่ราชอาณาจักรภุกามกลายมาเป็นศูนย์กลางของการสั่งสอนพุทธศาสนาขึ้นอีกบ้าง. ในที่สุด, ซึ่งพอดีถึงสมัยที่ไทยได้ตั้งอาณาเขตต์แรก ๆ ของตนขึ้นในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มอญแห่งราชอาณาจักรรามัญญเทศก็ฉวยโอกาสที่ฐานะอันยุ่งยากคับขันได้บังเกิดขึ้นแก่กษัตริย์แห่งภุกามเพื่อประกาศตนเป็นอิสสระโดยความยุยงส่งเสริมของพระเจ้าวาเรรุ (ฟ้ารั่ว) ซึ่งต่อมาตั้งตนเป็นกษัตริย์ในเมืองเมาะตะมะ (พ.ศ. ๑๘๓๐) โดยเหตุต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ย่อมจะเห็นได้ว่าไม่เป็นการน่าพิศวงอย่างไรที่ไทยได้ตกอยู่ในอิทธิพลแห่งอารยธรรมของมอญเป็นอย่างมาก. {{กม|ข3|34}}อีกประการหนึ่งย่อมไม่เป็นที่สงสัยอีกเช่นเดียวกันถึงเรื่องที่ไทยได้ตกอยู่ในอิทธิพลแห่งอารยธรรมของเขมรซึ่งขึ้นสู่ขีดอันเด่นที่สุดเมื่อศตวรรษที่ ๑๖ แต่ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าราชอาณาจักรทวาราวดียังคงรักษาอารยธรรมเดิมของมอญอยู่ แม้ว่าได้ตกอยู่ในปกครองของเขมรแล้ว โดยเหตุนี้ในชั้นเดิมทีเดียวคงเป็นว่าอิทธิพลของมอญได้มีน้ำหนักดีกว่าอิทธิพลของเขมรในการที่จะมีอยู่เหนือไทย อารยธรรมของเขมรนั้นดูเหมือนจะเริ่มมีอิทธิพลก็เมื่อราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาได้ตั้งขึ้นแล้ว และโดยฉะเพาะภายหลังที่ได้ชัยชำนะเขมรแล้ว. แต่นั้นมาพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาถือพระองค์เสมือนหนึ่งว่าทรงสืบเนื่องมาจากมหากษัตริย์เขมร และทรงรับเอาวิธีการปกครองบ้านเมืองของเขมรมาใช้ในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้น่าสันนิษฐานว่าอิทธิพลของเขมรได้ปรากฏอยู่ในกฎหมายมหาชนเสียมาก ส่วนในกฎหมายเอกชนนั้นคงมีแต่เพียงเล็กน้อย. อิทธิพลของมอญนั้นตรงกันข้าม ได้มีส่วนในการจัดระเบียบและในการเจริญขยายตัวของกฎหมายเอกชนของไทยเป็นอันมาก ทั้งนี้ก็เพราะมอญต่างกับเขมร โดยเป็นชาติที่<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> mp3b0o3n8hnadi4eyclrgv4wh8nvzsi หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/46 250 91235 295700 2026-09-19T08:21:13Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295700 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๐|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>นับถือศาสนาเดียวกันกับไทย ฉะนั้นจึ่งเป็นธรรมดาอยู่เองที่ความคิดเห็นและจารีตประเพณีของมอญจะต้องมีกำลังหน่วงเหนี่ยวอยู่มากเหนือความคิดเห็นและจารีตประเพณีของไทย นอกจากนี้มอญยังมีกฎหมายที่วิวัฒน์ผันแปรมามาก ความเจริญทางกฎหมายของมอญนี้ปรากฏพะยานอยู่ในบรรดาคัมภีร์ที่เรียกกันว่าธรรมสัตถัม คัมภีร์ชะนิดนี้เล่มแรกซึ่งปรากฏชื่อนั้นเรียบเรียงขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๗๑๗ โดยพระเถระธรรมวิลาสเป็นผู้เรียบเรียง อีกเล่มหนึ่งนั้นพระเจ้าวาเรรุที่ได้ออกพระนามแล้วเป็นผู้ทรงสั่งให้เรียบเรียง แต่คงจะเป็นที่แน่นอนว่านอกจากคัมภีร์สองเล่มที่เราได้มานี้ มีเล่มต้นอื่นอยู่อีกซึ่งไม่ได้ตกทอดมายังเรา พระธรรมศาสตร์ซึ่งปรากฏในตอนต้นของประมวลกฎหมายที่จัดทำขึ้นในรัชชกาลที่ ๑ นั้นกล่าวไว้ชัดแจ้งว่าเป็นคำแปลของคัมภีร์เล่มหนึ่งที่เรียบเรียงขึ้นไว้เป็นภาษามอญในรามัญญเทศ เป็นที่เชื่อได้ในทุกทางว่าคัมภีร์พระธรรมศาสตร์นี้เดิมเป็นธรรมสัตถัมของบรรดาประชาชนมอญซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในแคว้นกรุงศรีอยุธยาและพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาทรงรับรองถือเอาคัมภีร์นี้ตั้งแต่สมัยดั้งเดิมมาแล้วเพื่อใช้เป็นหลักในการบัญญัติกฎหมาย. {{กม|ข3|35}}ข้อความที่กล่าวมาแล้วนี้ยังมิได้เป็นที่รับรองจากนักโบราณคดีบางท่าน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงเห็นว่าพระธรรมศาสตร์แห่งกฎหมายไทยเพิ่งได้นำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อรัชชกาลของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (พระศรีสรรเพ็ชญ์ พ.ศ. ๒๑๑๒–๒๑๒๗) เท่านั้น กล่าวคือในสมัยที่ราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาอยู่ในฐานะเป็นเสมือนมณฑลหนึ่งของพะม่า. นายดับลิว. เอ. อาร์{{ปตปต|.}} วูด (Mr. W. A. R. Wood) ก็ได้แสดงความเห็นพ้องเป็นทำนองเดียวกันนี้ไว้ในหนังสือของท่านชื่อว่า “History of Siam” ยังมีผู้เขียนเรื่องประวัติกฎหมายไทยอีกบางท่านซึ่งมีความเห็นคืบไปไกลกว่านี้ โดยเห็นคล้อยไปในทางที่ว่าพระธรรมศาสตร์แห่งกฎหมายไทยนี้ ถ้าไม่ทั้งหมด อย่างน้อยต้องมีบางส่วนซึ่งไทยได้รับเอามาจากธรรมสัตถัมของพะม่าในสมัยที่ไม่นานมานัก ซึ่งบางทีอาจจะเป็นในเวลาที่ได้ทำประมวลกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ นั้นก็เป็นได้. สำหรับข้าพเจ้าเห็นว่าจะรับรองถือเอาความเห็นนี้ไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะข้าพเจ้าเห็นว่าดูเหมือนท่านนักโบราณคดีเหล่านี้ได้ลืมระลึกว่าตามข้อความในพระธรรมศาสตร์แห่งกฎหมายไทยก็กล่าวอยู่แล้วว่าพระธรรมศาสตร์นี้ได้นำมาจากรามัญญเทศ และ<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 19p9kt3de74n9eq3iu4e7wva01php7s 295701 295700 2026-09-19T08:21:32Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295701 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๐|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>นับถือศาสนาเดียวกันกับไทย ฉะนั้นจึ่งเป็นธรรมดาอยู่เองที่ความคิดเห็นและจารีตประเพณีของมอญจะต้องมีกำลังหน่วงเหนี่ยวอยู่มากเหนือความคิดเห็นและจารีตประเพณีของไทย นอกจากนี้มอญยังมีกฎหมายที่วิวัฒน์ผันแปรมามาก ความเจริญทางกฎหมายของมอญนี้ปรากฏพะยานอยู่ในบรรดาคัมภีร์ที่เรียกกันว่าธรรมสัตถัม คัมภีร์ชะนิดนี้เล่มแรกซึ่งปรากฏชื่อนั้นเรียบเรียงขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๗๑๗ โดยพระเถระธรรมวิลาสเป็นผู้เรียบเรียง อีกเล่มหนึ่งนั้นพระเจ้าวาเรรุที่ได้ออกพระนามแล้วเป็นผู้ทรงสั่งให้เรียบเรียง แต่คงจะเป็นที่แน่นอนว่านอกจากคัมภีร์สองเล่มที่เราได้มานี้ มีเล่มต้นอื่นอยู่อีกซึ่งไม่ได้ตกทอดมายังเรา พระธรรมศาสตร์ซึ่งปรากฏในตอนต้นของประมวลกฎหมายที่จัดทำขึ้นในรัชชกาลที่ ๑ นั้นกล่าวไว้ชัดแจ้งว่าเป็นคำแปลของคัมภีร์เล่มหนึ่งที่เรียบเรียงขึ้นไว้เป็นภาษามอญในรามัญญเทศ เป็นที่เชื่อได้ในทุกทางว่าคัมภีร์พระธรรมศาสตร์นี้เดิมเป็นธรรมสัตถัมของบรรดาประชาชนมอญซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในแคว้นกรุงศรีอยุธยาและพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาทรงรับรองถือเอาคัมภีร์นี้ตั้งแต่สมัยดั้งเดิมมาแล้วเพื่อใช้เป็นหลักในการบัญญัติกฎหมาย. {{กม|ข3|35}}ข้อความที่กล่าวมาแล้วนี้ยังมิได้เป็นที่รับรองจากนักโบราณคดีบางท่าน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงเห็นว่าพระธรรมศาสตร์แห่งกฎหมายไทยเพิ่งได้นำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อรัชชกาลของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (พระศรีสรรเพ็ชญ์ พ.ศ. ๒๑๑๒–๒๑๒๗) เท่านั้น กล่าวคือในสมัยที่ราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาอยู่ในฐานะเป็นเสมือนมณฑลหนึ่งของพะม่า. นายดับลิว. เอ. อาร์{{ปตปต|.}} วูด (Mr. W. A. R. Wood) ก็ได้แสดงความเห็นพ้องเป็นทำนองเดียวกันนี้ไว้ในหนังสือของท่านชื่อว่า “History of Siam” ยังมีผู้เขียนเรื่องประวัติกฎหมายไทยอีกบางท่านซึ่งมีความเห็นคืบไปไกลกว่านี้ โดยเห็นคล้อยไปในทางที่ว่าพระธรรมศาสตร์แห่งกฎหมายไทยนี้ ถ้าไม่ทั้งหมด อย่างน้อยต้องมีบางส่วนซึ่งไทยได้รับเอามาจากธรรมสัตถัมของพะม่าในสมัยที่ไม่นานมานัก ซึ่งบางทีอาจจะเป็นในเวลาที่ได้ทำประมวลกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ นั้นก็เป็นได้. สำหรับข้าพเจ้าเห็นว่าจะรับรองถือเอาความเห็นนี้ไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะข้าพเจ้าเห็นว่าดูเหมือนท่านนักโบราณคดีเหล่านี้ได้ลืมระลึกว่าตามข้อความในพระธรรมศาสตร์แห่งกฎหมายไทยก็กล่าวอยู่แล้วว่าพระธรรมศาสตร์นี้ได้นำมาจากรามัญญเทศ และ<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 79n075lwz737zy7mgxyz6brq7ripef8 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/47 250 91236 295702 2026-09-19T08:21:58Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295702 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๑|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ฉะบับที่ไทยได้มานี้ก็ได้แต่งไว้เป็นภาษามอญด้วย และก็รามัญญเทศนี้ได้สิ้นฐานะเป็นประเทศเอกราชเสียแล้วในสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช และอารยธรรมของมอญได้เสื่อมโทรมไปเสียนานแล้วก่อนถึงสมัยนี้ ในสมัยที่กล่าวนี้ในประเทศพะม่าธรรมสัตถัมได้มีขึ้นแล้วแต่เขียนเป็นภาษาบาลีและภาษาพะม่า หาเขียนเป็นภาษามอญไม่ อนึ่งถ้าหากจะคิดไปว่าพระธรรมศาสตร์ได้นำเข้ามาใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเนื่องจากการที่พะม่าเข้ามาตีได้อาณาเขตต์แล้ว ก็จะเป็นที่เข้าใจได้ยาก, ทำให้เกิดความฉงนมากทีเดียว่าเหตุใดไทยซึ่งอยู่ในปกครองของพะม่าแล้วจึ่งได้ไปรับเอาธรรมสัตถัมซึ่งเขียนเป็นภาษามอญมาใช้, และจะยิ่งเป็นที่เข้าใจยากหนักขึ้นไปอีกถึงการที่ว่าเหตุใดไทยจึ่งมิได้ละทิ้งคัมภีร์ธรรมสัตถัมนี้เสีย ถ้าหากพะม่าเป็นผู้นำเข้ามา ในเมื่อตนกลับได้อิสสระภาพคืนมาแล้ว เพราะคัมภีร์นี้ย่อมเป็นเสมือนเครื่องประจานของการตกอยู่ในอำนาจของพะม่า แต่ตรงกันข้ามความสงสัยข้องใจทั้งปวงจะสิ้นไปหมด ถ้าหากเรารับรองว่าคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ได้เป็นที่รู้จักในหมู่ไทยก่อนยุคที่ได้ตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี. {{กม|ข3|36}}พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เองก็ได้ทรงชี้แจงวางข้อสังเกตไว้, คล้อยตามความเห็นของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระมหาสมณกรมพระยาวชิรญาณวโรรส, ถึงความเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิดในทางภาษาระหว่างคาถาในพระธณรมศาสตร์ของกฎหมายไทย และคาถาคำนมัสการในหนังสือไตรภูมิพระร่วงซึ่งพระเจ้าลิไทยเป็นผู้เรียบเรียง, โดยเป็นทำนองว่าพระองค์เองก็มิได้ทรงปฏิเสธเด็ดขาดถึงการที่จะมีความเห็นว่าพระธรรมศาสตร์ได้เข้ามาสู่ถิ่นฐานของไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย ยิ่งสำหรับในเวลาปัจจุบันนี้แล้วการจะเป็นไปไม่ได้ทีเดียวในอันที่จะมีความสงสัย, ไม่เชื่อว่าคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมได้ตกถึงพวกไทยแต่ครั้งสมัยสุโขทัย. เพราะตามความในศิลาจารึกของกรุงสุโขทัยที่กล่าวมาแล้วตอนต้นแห่งคำสอนนี้ ได้มีอยู่หลายแห่งที่ผู้จารึกกฎหมายลงบนศิลาจารึกนั้นอ้างอาศัยหลักเกณฑ์ในคัมภีร์ธรรมสัตถัม และแม้ถึงว่าคัมภีร์ธรรมสัตถัมที่ผู้จารึกกฎหมายสุโขทัยอ้างถึงนี้จะไม่ใช่ฉะบับเดียวกันกับฉะบับที่ปราฏอยู่ในตอนต้นแห่งกฎหมายไทยก็ดี แต่ยังคงเป็นหลักอันมั่นคงอยู่เสมอที่แสดงว่าเป็นเวลาช้านานมาแล้วก่อนการรุกรานของพะม่าเข้ามาในประเทศไทย ได้เคยมีคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมฉะบับหนึ่งซึ่งได้เป็นที่ถือ<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> s0txq8ued7j6gvzh9zhm9quaaa2ure0 295703 295702 2026-09-19T08:22:18Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295703 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๑|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ฉะบับที่ไทยได้มานี้ก็ได้แต่งไว้เป็นภาษามอญด้วย และก็รามัญญเทศนี้ได้สิ้นฐานะเป็นประเทศเอกราชเสียแล้วในสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช และอารยธรรมของมอญได้เสื่อมโทรมไปเสียนานแล้วก่อนถึงสมัยนี้ ในสมัยที่กล่าวนี้ในประเทศพะม่าธรรมสัตถัมได้มีขึ้นแล้วแต่เขียนเป็นภาษาบาลีและภาษาพะม่า หาเขียนเป็นภาษามอญไม่ อนึ่งถ้าหากจะคิดไปว่าพระธรรมศาสตร์ได้นำเข้ามาใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเนื่องจากการที่พะม่าเข้ามาตีได้อาณาเขตต์แล้ว ก็จะเป็นที่เข้าใจได้ยาก, ทำให้เกิดความฉงนมากทีเดียว่าเหตุใดไทยซึ่งอยู่ในปกครองของพะม่าแล้วจึ่งได้ไปรับเอาธรรมสัตถัมซึ่งเขียนเป็นภาษามอญมาใช้, และจะยิ่งเป็นที่เข้าใจยากหนักขึ้นไปอีกถึงการที่ว่าเหตุใดไทยจึ่งมิได้ละทิ้งคัมภีร์ธรรมสัตถัมนี้เสีย ถ้าหากพะม่าเป็นผู้นำเข้ามา ในเมื่อตนกลับได้อิสสระภาพคืนมาแล้ว เพราะคัมภีร์นี้ย่อมเป็นเสมือนเครื่องประจานของการตกอยู่ในอำนาจของพะม่า แต่ตรงกันข้ามความสงสัยข้องใจทั้งปวงจะสิ้นไปหมด ถ้าหากเรารับรองว่าคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ได้เป็นที่รู้จักในหมู่ไทยก่อนยุคที่ได้ตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี. {{กม|ข3|36}}พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เองก็ได้ทรงชี้แจงวางข้อสังเกตไว้, คล้อยตามความเห็นของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระมหาสมณกรมพระยาวชิรญาณวโรรส, ถึงความเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิดในทางภาษาระหว่างคาถาในพระธณรมศาสตร์ของกฎหมายไทย และคาถาคำนมัสการในหนังสือไตรภูมิพระร่วงซึ่งพระเจ้าลิไทยเป็นผู้เรียบเรียง, โดยเป็นทำนองว่าพระองค์เองก็มิได้ทรงปฏิเสธเด็ดขาดถึงการที่จะมีความเห็นว่าพระธรรมศาสตร์ได้เข้ามาสู่ถิ่นฐานของไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย ยิ่งสำหรับในเวลาปัจจุบันนี้แล้วการจะเป็นไปไม่ได้ทีเดียวในอันที่จะมีความสงสัย, ไม่เชื่อว่าคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมได้ตกถึงพวกไทยแต่ครั้งสมัยสุโขทัย. เพราะตามความในศิลาจารึกของกรุงสุโขทัยที่กล่าวมาแล้วตอนต้นแห่งคำสอนนี้ ได้มีอยู่หลายแห่งที่ผู้จารึกกฎหมายลงบนศิลาจารึกนั้นอ้างอาศัยหลักเกณฑ์ในคัมภีร์ธรรมสัตถัม และแม้ถึงว่าคัมภีร์ธรรมสัตถัมที่ผู้จารึกกฎหมายสุโขทัยอ้างถึงนี้จะไม่ใช่ฉะบับเดียวกันกับฉะบับที่ปราฏอยู่ในตอนต้นแห่งกฎหมายไทยก็ดี แต่ยังคงเป็นหลักอันมั่นคงอยู่เสมอที่แสดงว่าเป็นเวลาช้านานมาแล้วก่อนการรุกรานของพะม่าเข้ามาในประเทศไทย ได้เคยมีคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมฉะบับหนึ่งซึ่งได้เป็นที่ถือ<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> kcpd0xbilf1d5h27r0p8w1hmb2wxi5v หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/48 250 91237 295704 2026-09-19T08:22:41Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295704 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ว่าเป็นเค้ามูลที่มาแห่งกฎหมายในราชอาณาจักรสุโขทัย เหตุฉะนี้จึ่งเป็นการควรที่จะยึดถือเอาได้ว่าน่าจะได้คัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมฉะบับหนึ่งแล้ว{{ตตฉ|เหมือนกัน|เหมือนกับ}}ที่เคยใช้เป็นเค้ามูลที่มาของการบัญญัติบทกฎหมายในราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาอันเป็น{{ตตฉ|อาณาเขตข์|อาณาเขตต์}}ที่ใกล้เคียงกับราชอาณาจักรสุโขทัยด้วย ยิ่งกว่านั้นบางทีคัมภีร์ธรรมสัตถัมฉะบับที่กล่าวไว้ในศิลาจารึกครั้งกรุงสุโขทัยนั้นอาจจะเป็นฉะบับเดียวกันกับฉะบับที่ชนชาติไทยในอาณาเขตต์กรุงศรีอยุธยารับไว้ใช้เพื่อเป็นเค้ามูลที่มาแห่งกฎหมายของตนกล่าว คืออาจจะเป็นฉะบับเดียวกันกับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์นั้นเอง แต่ข้อนี้เป็นแต่การสันนิษฐาน ยังหาหลักฐานมั่นคงไม่ได้ นอกจากความใกล้ชิดเชิงสำนวนความระหว่างคาถาในพระธรรมศาสตร์และหนังสือไตรภูมิตามที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงยกขึ้นให้เห็นแล้ว เรายังอาจชี้ให้เห็นเพิ่มเติมต่อไปอีกถึงความเกี่ยวข้องอันใกล้ชิดที่มีอยู่ระหว่างอาณาเขตต์สุโขทัยและรามัญญเทศหลังจากที่ราชวงศ์กษัตริย์แห่งอาณาเขตต์ภุกามได้สิ้นลงแล้ว กล่าวคือตามพงศาวดารของประเทศพะม่าเล่าว่าพระเจ้าวาเรรุนั้น ก่อนที่จะได้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ในเมืองเมาะตะมะ เคยเป็นขุนนางรับราชการอยู่ที่กรุงสุโขทัย และซ้ำยังได้ทำการอภิเษกสมรสกับราชธิดาของกษัตริย์สุโขทัยด้วย ฉะนั้นโดยเหตุนี้เราอาจถือว่าคัมภีร์ธรรมสัตถัมที่ใช้ในสุโขทัยนั้นมาจากรามัญญเทศเช่นเดียวกับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ในกฎหมายของไทย และบางทีอาจจะเป็นคัมภีร์ฉะบับเดียวกันเสียด้วย {{ลห|c4|๓. {{สนต|อิทธิพลของกฎหมายฮินดู}}|110}} {{กม|ข3|37}}ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น มอญแห่งรามัญญเทศได้รับอารยธรรมมาจากอินเดีย และโดยอาศัยมอญเป็นสื่อกลางอิทธิพลของฮินดูนี้จึ่งได้มาปรากฏอีกทอดหนึ่งในกฎหมายของไทย. ดร. อี. ฟอร์ฮัมเมอร์ (Dr. E. Forchhammer) ได้แสดงความเห็นว่าระหว่าง พ.ศ. ๑๑๐๐ กับ ๑๓๐๐ ทางทิศใต้ของอินเดียได้มีสำนักนิติศาสตร์พุทธศาสนิกสำนักหนึ่งซึ่งได้เรียบเรียงคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมขึ้นในภาษามคธตามแบบคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของฮินดู คัมภีร์ธรรมสัตถัมเหล่านี้ในสองศตวรรษต่อมาได้ตกทอดมายังมอญในรามัญญเทศ<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> s3mpobthax15lrgub2nkmm8e33u7c80 295705 295704 2026-09-19T08:23:35Z Vesperstelo 11696 295705 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ว่าเป็นเค้ามูลที่มาแห่งกฎหมายในราชอาณาจักรสุโขทัย เหตุฉะนี้จึ่งเป็นการควรที่จะยึดถือเอาได้ว่าน่าจะได้คัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมฉะบับหนึ่งแล้วเหมือนกัน{{ปตปต|กับ}}ที่เคยใช้เป็นเค้ามูลที่มาของการบัญญัติบทกฎหมายในราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาอันเป็น{{ตตฉ|อาณาเขตข์|อาณาเขตต์}}ที่ใกล้เคียงกับราชอาณาจักรสุโขทัยด้วย ยิ่งกว่านั้นบางทีคัมภีร์ธรรมสัตถัมฉะบับที่กล่าวไว้ในศิลาจารึกครั้งกรุงสุโขทัยนั้นอาจจะเป็นฉะบับเดียวกันกับฉะบับที่ชนชาติไทยในอาณาเขตต์กรุงศรีอยุธยารับไว้ใช้เพื่อเป็นเค้ามูลที่มาแห่งกฎหมายของตนกล่าว คืออาจจะเป็นฉะบับเดียวกันกับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์นั้นเอง แต่ข้อนี้เป็นแต่การสันนิษฐาน ยังหาหลักฐานมั่นคงไม่ได้ นอกจากความใกล้ชิดเชิงสำนวนความระหว่างคาถาในพระธรรมศาสตร์และหนังสือไตรภูมิตามที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงยกขึ้นให้เห็นแล้ว เรายังอาจชี้ให้เห็นเพิ่มเติมต่อไปอีกถึงความเกี่ยวข้องอันใกล้ชิดที่มีอยู่ระหว่างอาณาเขตต์สุโขทัยและรามัญญเทศหลังจากที่ราชวงศ์กษัตริย์แห่งอาณาเขตต์ภุกามได้สิ้นลงแล้ว กล่าวคือตามพงศาวดารของประเทศพะม่าเล่าว่าพระเจ้าวาเรรุนั้น ก่อนที่จะได้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ในเมืองเมาะตะมะ เคยเป็นขุนนางรับราชการอยู่ที่กรุงสุโขทัย และซ้ำยังได้ทำการอภิเษกสมรสกับราชธิดาของกษัตริย์สุโขทัยด้วย ฉะนั้นโดยเหตุนี้เราอาจถือว่าคัมภีร์ธรรมสัตถัมที่ใช้ในสุโขทัยนั้นมาจากรามัญญเทศเช่นเดียวกับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ในกฎหมายของไทย และบางทีอาจจะเป็นคัมภีร์ฉะบับเดียวกันเสียด้วย {{ลห|c4|๓. {{สนต|อิทธิพลของกฎหมายฮินดู}}|110}} {{กม|ข3|37}}ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น มอญแห่งรามัญญเทศได้รับอารยธรรมมาจากอินเดีย และโดยอาศัยมอญเป็นสื่อกลางอิทธิพลของฮินดูนี้จึ่งได้มาปรากฏอีกทอดหนึ่งในกฎหมายของไทย. ดร. อี. ฟอร์ฮัมเมอร์ (Dr. E. Forchhammer) ได้แสดงความเห็นว่าระหว่าง พ.ศ. ๑๑๐๐ กับ ๑๓๐๐ ทางทิศใต้ของอินเดียได้มีสำนักนิติศาสตร์พุทธศาสนิกสำนักหนึ่งซึ่งได้เรียบเรียงคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมขึ้นในภาษามคธตามแบบคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของฮินดู คัมภีร์ธรรมสัตถัมเหล่านี้ในสองศตวรรษต่อมาได้ตกทอดมายังมอญในรามัญญเทศ<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 8toy5xvmf9kl0b2u2v5o996mn35w7nt 295706 295705 2026-09-19T08:23:49Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295706 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ว่าเป็นเค้ามูลที่มาแห่งกฎหมายในราชอาณาจักรสุโขทัย เหตุฉะนี้จึ่งเป็นการควรที่จะยึดถือเอาได้ว่าน่าจะได้คัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมฉะบับหนึ่งแล้วเหมือนกัน{{ปตปต|กับ}}ที่เคยใช้เป็นเค้ามูลที่มาของการบัญญัติบทกฎหมายในราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาอันเป็น{{ตตฉ|อาณาเขตข์|อาณาเขตต์}}ที่ใกล้เคียงกับราชอาณาจักรสุโขทัยด้วย ยิ่งกว่านั้นบางทีคัมภีร์ธรรมสัตถัมฉะบับที่กล่าวไว้ในศิลาจารึกครั้งกรุงสุโขทัยนั้นอาจจะเป็นฉะบับเดียวกันกับฉะบับที่ชนชาติไทยในอาณาเขตต์กรุงศรีอยุธยารับไว้ใช้เพื่อเป็นเค้ามูลที่มาแห่งกฎหมายของตนกล่าว คืออาจจะเป็นฉะบับเดียวกันกับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์นั้นเอง แต่ข้อนี้เป็นแต่การสันนิษฐาน ยังหาหลักฐานมั่นคงไม่ได้ นอกจากความใกล้ชิดเชิงสำนวนความระหว่างคาถาในพระธรรมศาสตร์และหนังสือไตรภูมิตามที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงยกขึ้นให้เห็นแล้ว เรายังอาจชี้ให้เห็นเพิ่มเติมต่อไปอีกถึงความเกี่ยวข้องอันใกล้ชิดที่มีอยู่ระหว่างอาณาเขตต์สุโขทัยและรามัญญเทศหลังจากที่ราชวงศ์กษัตริย์แห่งอาณาเขตต์ภุกามได้สิ้นลงแล้ว กล่าวคือตามพงศาวดารของประเทศพะม่าเล่าว่าพระเจ้าวาเรรุนั้น ก่อนที่จะได้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ในเมืองเมาะตะมะ เคยเป็นขุนนางรับราชการอยู่ที่กรุงสุโขทัย และซ้ำยังได้ทำการอภิเษกสมรสกับราชธิดาของกษัตริย์สุโขทัยด้วย ฉะนั้นโดยเหตุนี้เราอาจถือว่าคัมภีร์ธรรมสัตถัมที่ใช้ในสุโขทัยนั้นมาจากรามัญญเทศเช่นเดียวกับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ในกฎหมายของไทย และบางทีอาจจะเป็นคัมภีร์ฉะบับเดียวกันเสียด้วย {{ลห|c4|๓. {{สนต|อิทธิพลของกฎหมายฮินดู}}|110}} {{กม|ข3|37}}ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น มอญแห่งรามัญญเทศได้รับอารยธรรมมาจากอินเดีย และโดยอาศัยมอญเป็นสื่อกลางอิทธิพลของฮินดูนี้จึ่งได้มาปรากฏอีกทอดหนึ่งในกฎหมายของไทย. ดร. อี. ฟอร์ฮัมเมอร์ (Dr. E. Forchhammer) ได้แสดงความเห็นว่าระหว่าง พ.ศ. ๑๑๐๐ กับ ๑๓๐๐ ทางทิศใต้ของอินเดียได้มีสำนักนิติศาสตร์พุทธศาสนิกสำนักหนึ่งซึ่งได้เรียบเรียงคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมขึ้นในภาษามคธตามแบบคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของฮินดู คัมภีร์ธรรมสัตถัมเหล่านี้ในสองศตวรรษต่อมาได้ตกทอดมายังมอญในรามัญญเทศ<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> qnrk29719p7m9b0qmmn213hprqt2o0d หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/49 250 91238 295707 2026-09-19T08:24:17Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295707 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ซึ่งตั้งอยู่ณฝั่งทะเลตรงข้าม<ref>[[:File:Jardine Prize 1885|''The Jardine prize'' Rangoon 1885]] นักศึกษาที่ประสงค์จะทราบให้กว้างขวางออกไปถึงอิทธิพลของกฎหมายฮินดูในกฎหมายมอญและพะม่า ขอให้ไปอ่านหนังสือนี้</ref> แต่ถ้าจะกล่าวตามที่แท้แล้ว, คัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนาซึ่งตกทอดมายังเรานั้นได้เกิดขึ้นในรามัญญเทศทั้งหมด และยังไม่ได้พบเลยในประเทศอินเดีย. โดยเหตุนี้จึ่งอาจสันนิษฐานได้อีกเช่นกันว่าคงเป็นมอญเองที่ได้เป็นผู้ต้นคิดในเรื่องคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนา แต่อย่างไรก็ดีเราจะต้องไม่ลืมว่านักนิติศาสตร์ผู้นับถือพระพุทธศาสนา จะเป็นคนชาติฮินดูหรือชาติมอญก็ตาม ซึ่งได้แต่งคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมนี้ มิได้พอใจแต่เพียงดำเนินตามแนวความคิดในคัมภีร์จำพวกเดียวกันนี้ของนักนิติศาสตร์ฮินดูเท่านั้น, ผู้แต่งคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมได้ทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างมากในการเรียบเรียงคัมภีร์จำพวกนี้เพื่อปรับให้เหมาะกับความต้องการของชุมนุมชนในประเทศของตนซึ่งมีความแตกต่างออกไปจากชุมนุมชนฮินดู. เช่นตามความคิดเห็นของฮินดูนั้นถือว่าคัมภีร์กฎหมายจะต้องศึกษาต่อเนื่องกันไปกับการศึกษาพระเวท และเป็นคัมภีร์ที่บรรยายถึงอุดมคติของปวงชนที่นับถือศาสนาพราหมณ์, แต่ฝ่ายผู้แต่งคัมภีร์ธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนาซึ่งโดยมากมักจะเป็นนักพรตได้เริ่มงานด้วยยุบตัดทอนความในคัมภีร์กฎหมายของอินเดียซึ่งมีลักษณะไปในทำนองลัทธิพราหมณ์ออกเสียเพื่อให้ลงรูปกันได้กับความเชื่อถือในพระ{{ตตฉ|พุทขศาสนา|พุทธศาสนา}}. ผู้แต่งคัมภีร์เหล่านี้ย่อมจะหยิบเลือกเฟ้นเอาส่วนที่มีลักษณะเป็นกฎหมายแท้ ๆ อันเป็นส่วนที่อาจจะนำเอาไปปรับเข้าได้ง่ายกับชุมนุมชนที่ต่างศาสนาความเชื่อถือ. คัมภีร์ธรรมสัตถัมคัมภีร์แรก ๆ ที่เราได้ไว้นั้นมีเช่นคัมภีร์มนูธรรมสัตถัมของพระเจ้าวาเรรุ เป็นคัมภีร์ที่ผู้เรียบเรียงได้เลือกเฟ้นเอาลักษณะที่น้อมไปในทางศาสนาออกจนเกือบหมดสิ้น ในกาลต่อมานักนิติศาสตร์มอญ และผู้สืบต่อจากนักนิติศาสตร์มอญนี้ คือนักนิติศาสตร์พะม่า ได้แต่งคัมภีร์กฎหมายซึ่งบรรจุความที่มีลักษณะน้อมไปในทางพระพุทธศาสนามาก โดยถือเอาตามแนวความคิดหรือหลักต่าง ๆ อัน{{ตตฉ|ปรากฎ|ปรากฏ}}อยู่ในคัมภีร์ของบรรดาอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในทางบรรยายขยายความในพระพุทธศาสนา เช่นคัมภีร์ของพระพุทธโฆษาจารย์อันเป็นคัมภีร์ที่พุทธศาสนิกชนในประเทศพะม่านับถือเทียบเท่ากับพระไตรปิฎก ฉะนั้นจึ่งน่าเชื่อว่ามอญเป็นผู้ที่ให้กำเนิดโดยแท้แก่<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> ppakba7y4qepu663cvwphm9opax0b0c 295708 295707 2026-09-19T08:24:47Z Vesperstelo 11696 295708 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ซึ่งตั้งอยู่ณฝั่งทะเลตรงข้าม<ref>[[:File:Jardine Prize 1885.djvu|''The Jardine prize'' Rangoon 1885]] นักศึกษาที่ประสงค์จะทราบให้กว้างขวางออกไปถึงอิทธิพลของกฎหมายฮินดูในกฎหมายมอญและพะม่า ขอให้ไปอ่านหนังสือนี้</ref> แต่ถ้าจะกล่าวตามที่แท้แล้ว, คัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนาซึ่งตกทอดมายังเรานั้นได้เกิดขึ้นในรามัญญเทศทั้งหมด และยังไม่ได้พบเลยในประเทศอินเดีย. โดยเหตุนี้จึ่งอาจสันนิษฐานได้อีกเช่นกันว่าคงเป็นมอญเองที่ได้เป็นผู้ต้นคิดในเรื่องคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนา แต่อย่างไรก็ดีเราจะต้องไม่ลืมว่านักนิติศาสตร์ผู้นับถือพระพุทธศาสนา จะเป็นคนชาติฮินดูหรือชาติมอญก็ตาม ซึ่งได้แต่งคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมนี้ มิได้พอใจแต่เพียงดำเนินตามแนวความคิดในคัมภีร์จำพวกเดียวกันนี้ของนักนิติศาสตร์ฮินดูเท่านั้น, ผู้แต่งคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมได้ทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างมากในการเรียบเรียงคัมภีร์จำพวกนี้เพื่อปรับให้เหมาะกับความต้องการของชุมนุมชนในประเทศของตนซึ่งมีความแตกต่างออกไปจากชุมนุมชนฮินดู. เช่นตามความคิดเห็นของฮินดูนั้นถือว่าคัมภีร์กฎหมายจะต้องศึกษาต่อเนื่องกันไปกับการศึกษาพระเวท และเป็นคัมภีร์ที่บรรยายถึงอุดมคติของปวงชนที่นับถือศาสนาพราหมณ์, แต่ฝ่ายผู้แต่งคัมภีร์ธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนาซึ่งโดยมากมักจะเป็นนักพรตได้เริ่มงานด้วยยุบตัดทอนความในคัมภีร์กฎหมายของอินเดียซึ่งมีลักษณะไปในทำนองลัทธิพราหมณ์ออกเสียเพื่อให้ลงรูปกันได้กับความเชื่อถือในพระ{{ตตฉ|พุทขศาสนา|พุทธศาสนา}}. ผู้แต่งคัมภีร์เหล่านี้ย่อมจะหยิบเลือกเฟ้นเอาส่วนที่มีลักษณะเป็นกฎหมายแท้ ๆ อันเป็นส่วนที่อาจจะนำเอาไปปรับเข้าได้ง่ายกับชุมนุมชนที่ต่างศาสนาความเชื่อถือ. คัมภีร์ธรรมสัตถัมคัมภีร์แรก ๆ ที่เราได้ไว้นั้นมีเช่นคัมภีร์มนูธรรมสัตถัมของพระเจ้าวาเรรุ เป็นคัมภีร์ที่ผู้เรียบเรียงได้เลือกเฟ้นเอาลักษณะที่น้อมไปในทางศาสนาออกจนเกือบหมดสิ้น ในกาลต่อมานักนิติศาสตร์มอญ และผู้สืบต่อจากนักนิติศาสตร์มอญนี้ คือนักนิติศาสตร์พะม่า ได้แต่งคัมภีร์กฎหมายซึ่งบรรจุความที่มีลักษณะน้อมไปในทางพระพุทธศาสนามาก โดยถือเอาตามแนวความคิดหรือหลักต่าง ๆ อัน{{ตตฉ|ปรากฎ|ปรากฏ}}อยู่ในคัมภีร์ของบรรดาอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในทางบรรยายขยายความในพระพุทธศาสนา เช่นคัมภีร์ของพระพุทธโฆษาจารย์อันเป็นคัมภีร์ที่พุทธศาสนิกชนในประเทศพะม่านับถือเทียบเท่ากับพระไตรปิฎก ฉะนั้นจึ่งน่าเชื่อว่ามอญเป็นผู้ที่ให้กำเนิดโดยแท้แก่<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> fdoo2bd2u5avmfsybsuf2nqv6ayfn0n 295709 295708 2026-09-19T08:25:00Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295709 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ซึ่งตั้งอยู่ณฝั่งทะเลตรงข้าม<ref>[[:File:Jardine Prize 1885.djvu|''The Jardine prize'' Rangoon 1885]] นักศึกษาที่ประสงค์จะทราบให้กว้างขวางออกไปถึงอิทธิพลของกฎหมายฮินดูในกฎหมายมอญและพะม่า ขอให้ไปอ่านหนังสือนี้</ref> แต่ถ้าจะกล่าวตามที่แท้แล้ว, คัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนาซึ่งตกทอดมายังเรานั้นได้เกิดขึ้นในรามัญญเทศทั้งหมด และยังไม่ได้พบเลยในประเทศอินเดีย. โดยเหตุนี้จึ่งอาจสันนิษฐานได้อีกเช่นกันว่าคงเป็นมอญเองที่ได้เป็นผู้ต้นคิดในเรื่องคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนา แต่อย่างไรก็ดีเราจะต้องไม่ลืมว่านักนิติศาสตร์ผู้นับถือพระพุทธศาสนา จะเป็นคนชาติฮินดูหรือชาติมอญก็ตาม ซึ่งได้แต่งคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมนี้ มิได้พอใจแต่เพียงดำเนินตามแนวความคิดในคัมภีร์จำพวกเดียวกันนี้ของนักนิติศาสตร์ฮินดูเท่านั้น, ผู้แต่งคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมได้ทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างมากในการเรียบเรียงคัมภีร์จำพวกนี้เพื่อปรับให้เหมาะกับความต้องการของชุมนุมชนในประเทศของตนซึ่งมีความแตกต่างออกไปจากชุมนุมชนฮินดู. เช่นตามความคิดเห็นของฮินดูนั้นถือว่าคัมภีร์กฎหมายจะต้องศึกษาต่อเนื่องกันไปกับการศึกษาพระเวท และเป็นคัมภีร์ที่บรรยายถึงอุดมคติของปวงชนที่นับถือศาสนาพราหมณ์, แต่ฝ่ายผู้แต่งคัมภีร์ธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนาซึ่งโดยมากมักจะเป็นนักพรตได้เริ่มงานด้วยยุบตัดทอนความในคัมภีร์กฎหมายของอินเดียซึ่งมีลักษณะไปในทำนองลัทธิพราหมณ์ออกเสียเพื่อให้ลงรูปกันได้กับความเชื่อถือในพระ{{ตตฉ|พุทขศาสนา|พุทธศาสนา}}. ผู้แต่งคัมภีร์เหล่านี้ย่อมจะหยิบเลือกเฟ้นเอาส่วนที่มีลักษณะเป็นกฎหมายแท้ ๆ อันเป็นส่วนที่อาจจะนำเอาไปปรับเข้าได้ง่ายกับชุมนุมชนที่ต่างศาสนาความเชื่อถือ. คัมภีร์ธรรมสัตถัมคัมภีร์แรก ๆ ที่เราได้ไว้นั้นมีเช่นคัมภีร์มนูธรรมสัตถัมของพระเจ้าวาเรรุ เป็นคัมภีร์ที่ผู้เรียบเรียงได้เลือกเฟ้นเอาลักษณะที่น้อมไปในทางศาสนาออกจนเกือบหมดสิ้น ในกาลต่อมานักนิติศาสตร์มอญ และผู้สืบต่อจากนักนิติศาสตร์มอญนี้ คือนักนิติศาสตร์พะม่า ได้แต่งคัมภีร์กฎหมายซึ่งบรรจุความที่มีลักษณะน้อมไปในทางพระพุทธศาสนามาก โดยถือเอาตามแนวความคิดหรือหลักต่าง ๆ อัน{{ตตฉ|ปรากฎ|ปรากฏ}}อยู่ในคัมภีร์ของบรรดาอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในทางบรรยายขยายความในพระพุทธศาสนา เช่นคัมภีร์ของพระพุทธโฆษาจารย์อันเป็นคัมภีร์ที่พุทธศาสนิกชนในประเทศพะม่านับถือเทียบเท่ากับพระไตรปิฎก ฉะนั้นจึ่งน่าเชื่อว่ามอญเป็นผู้ที่ให้กำเนิดโดยแท้แก่<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> rm4ykblav8gu004d8o4uc3uhko0qq44 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/50 250 91239 295710 2026-09-19T08:25:27Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295710 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>กฎหมายซึ่งดำเนินตามแนวพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุนี้แม้จะเป็นความจริงว่าในคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมที่แต่งขึ้นในรามัญญเทศและในพะม่าจะได้มีข้อความหลายประการที่เป็นเช่นเดียวกันกับในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ฮินดูก็ดี เราก็ยังหาควรที่จะถือว่าคัมภีร์ของมอญเป็นคัมภีร์เดียวกันกับคัมภีร์ของฮินดูไม่. {{กม|ข3|38}}ที่ว่าเช่นนี้ก็ต้องถือตลอดมาจนถึงในกฎหมายเก่าของไทยด้วย กล่าวคือคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมที่รับเอาเข้ามาไว้ในกฎหมายเก่าของไทยนั้น ถ้าหากเราถือว่าเป็นคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของมนูหรือคัมภีร์ธรรมศาสตร์อื่น ๆ ของฮินดูแล้วนั่นเอง ก็จะเป็นการผิดหลงอย่างมาก. คัมภีร์ธรรมศาสตร์ในกฎหมายไทยนั้นเป็นคัมภีร์มอญโดยแท้จริง หาใช่คัมภีร์ฮินดูไม่. และถ้าหากในชั้นแรกเราจะนำเอาคัมภีร์ธรรมศาสตร์ในกฎหมายไทยไปเทียบกับคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของฮินดูก่อน แล้วเปรียบเทียบกับคัมภีร์ธรรมสัตถัมมอญและพะม่า จะเห็นได้ชัดเจนว่าพระธรรมศาสตร์ในกฎหมายไทยใกล้เข้าไปทางคัมภีร์พวกหลังนี้มากกว่าทางพวกแรก. อุทาหรณ์เช่นประวัติของโลกซึ่งมีบรรยายไว้ในตอนต้นของพระธรรมศาสตร์ในกฎหมายไทยนั้นผิดกันกับที่มีบรรยายอยู่ในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของฮินดู ที่เป็นดั่งนี้ก็เพราะว่านักนิติศาสตร์มอญที่เป็นผู้ถือพระพุทธศาสนาเป็นผู้นำเอาประวัติเรื่องนี้เข้ามาในคัมภีร์ธรรมสัตถัมของตน โดยรับเอามาจากอรรถกถาพระไตรปิฎก มีคัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นต้น คัมภีร์ธรรมสัตถัมของพะม่าฉะบับหนึ่งชื่อ Manu Kyay ซึ่ง D. Richardson แปลเป็นภาษาอังกฤษนี้ กล่าวถึงประวัติโลกซึ่งมีใจความคล้ายคลึงกันอย่างใกล้ชิดที่สุดกับประวัติโลกที่มีอยู่ในพระธรรมศาสตร์ของกฎหมายไทย ความคล้ายคลึงระหว่างพระธรรมศาสตร์ในกฎหมายไทยกับคัมภีร์ธรรมสัตถัมของมอญและพะม่ายังปรากฏให้เห็นได้อีก โดยที่ส่วนหนึ่งแห่งคำศัพท์กฎหมายที่ใช้ในกฎหมายไทยนั้นมิได้อยู่ในคัมภีร์กฎหมายฮินดูเลย. แต่ตรงกันข้ามกลับปรากฏมีอยู่ในคัมภีร์กฎหมายของมอญและพะม่า ตัวอย่างเช่นในเรื่องที่ผู้บัญญัติกฎหมายไทยแบ่งทรัพย์ออกเป็นวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์นั้น. การแบ่งทำนองนี้ไม่ปรากฏอยู่ในบรรดาคัมภีร์กฎหมายของฮินดู ๆ กล่าวถึงการแบ่งทรัพย์เช่นเดียวกับในกฎหมายปัจจุบัน คือแบ่งทรัพย์เป็นสังหา<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> f1sucop4ynezhuqhk65oslqstsbmavf 295711 295710 2026-09-19T08:25:40Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295711 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>กฎหมายซึ่งดำเนินตามแนวพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุนี้แม้จะเป็นความจริงว่าในคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมที่แต่งขึ้นในรามัญญเทศและในพะม่าจะได้มีข้อความหลายประการที่เป็นเช่นเดียวกันกับในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ฮินดูก็ดี เราก็ยังหาควรที่จะถือว่าคัมภีร์ของมอญเป็นคัมภีร์เดียวกันกับคัมภีร์ของฮินดูไม่. {{กม|ข3|38}}ที่ว่าเช่นนี้ก็ต้องถือตลอดมาจนถึงในกฎหมายเก่าของไทยด้วย กล่าวคือคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัมที่รับเอาเข้ามาไว้ในกฎหมายเก่าของไทยนั้น ถ้าหากเราถือว่าเป็นคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของมนูหรือคัมภีร์ธรรมศาสตร์อื่น ๆ ของฮินดูแล้วนั่นเอง ก็จะเป็นการผิดหลงอย่างมาก. คัมภีร์ธรรมศาสตร์ในกฎหมายไทยนั้นเป็นคัมภีร์มอญโดยแท้จริง หาใช่คัมภีร์ฮินดูไม่. และถ้าหากในชั้นแรกเราจะนำเอาคัมภีร์ธรรมศาสตร์ในกฎหมายไทยไปเทียบกับคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของฮินดูก่อน แล้วเปรียบเทียบกับคัมภีร์ธรรมสัตถัมมอญและพะม่า จะเห็นได้ชัดเจนว่าพระธรรมศาสตร์ในกฎหมายไทยใกล้เข้าไปทางคัมภีร์พวกหลังนี้มากกว่าทางพวกแรก. อุทาหรณ์เช่นประวัติของโลกซึ่งมีบรรยายไว้ในตอนต้นของพระธรรมศาสตร์ในกฎหมายไทยนั้นผิดกันกับที่มีบรรยายอยู่ในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของฮินดู ที่เป็นดั่งนี้ก็เพราะว่านักนิติศาสตร์มอญที่เป็นผู้ถือพระพุทธศาสนาเป็นผู้นำเอาประวัติเรื่องนี้เข้ามาในคัมภีร์ธรรมสัตถัมของตน โดยรับเอามาจากอรรถกถาพระไตรปิฎก มีคัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นต้น คัมภีร์ธรรมสัตถัมของพะม่าฉะบับหนึ่งชื่อ Manu Kyay ซึ่ง D. Richardson แปลเป็นภาษาอังกฤษนี้ กล่าวถึงประวัติโลกซึ่งมีใจความคล้ายคลึงกันอย่างใกล้ชิดที่สุดกับประวัติโลกที่มีอยู่ในพระธรรมศาสตร์ของกฎหมายไทย ความคล้ายคลึงระหว่างพระธรรมศาสตร์ในกฎหมายไทยกับคัมภีร์ธรรมสัตถัมของมอญและพะม่ายังปรากฏให้เห็นได้อีก โดยที่ส่วนหนึ่งแห่งคำศัพท์กฎหมายที่ใช้ในกฎหมายไทยนั้นมิได้อยู่ในคัมภีร์กฎหมายฮินดูเลย. แต่ตรงกันข้ามกลับปรากฏมีอยู่ในคัมภีร์กฎหมายของมอญและพะม่า ตัวอย่างเช่นในเรื่องที่ผู้บัญญัติกฎหมายไทยแบ่งทรัพย์ออกเป็นวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์นั้น. การแบ่งทำนองนี้ไม่ปรากฏอยู่ในบรรดาคัมภีร์กฎหมายของฮินดู ๆ กล่าวถึงการแบ่งทรัพย์เช่นเดียวกับในกฎหมายปัจจุบัน คือแบ่งทรัพย์เป็นสังหา<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 5jtiz63okt79a1vuhturool7f8kikjo หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/51 250 91240 295712 2026-09-19T08:26:14Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295712 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ แต่ฝ่ายคัมภีร์กฎหมายของมอญและพะม่านั้นกลับ{{ตตฉ|ปรากฎ|ปรากฏ}}ว่าแบ่งทรัพย์อย่างในกฎหมายไทยนี้ คือแบ่งเป็นวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์. {{กม|ข3|39}}ข้าพเจ้าจะยกตัวอย่างของความคล้ายคลึงระหว่างพระธรรมศาสตร์ในกฎหมายไทยกับคัมภีร์ธรรมสัตถัมของมอญและพะม่าอีกอย่างหนึ่งเป็นตัวอย่างที่สุดท้ายซึ่งจะแสดงให้เห็นความคล้ายคลึงอย่างเด่นชัดเป็นพิเศษ. ผู้กล่าวถึงประวัติกฎหมายไทยบางท่านได้ชี้ไว้ให้เห็นข้อสังเกตว่าในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของมนูแบ่งทาษออกเป็นเจ็ดจำพวก ซึ่งผู้บัญญัติกฎหมายไทยได้นำมาระบุไว้ในตอนต้นของกฎหมายฉะบับแรกว่าด้วยเรื่องทาษ และผู้กล่าวถึงประวัติกฎหมายไทยเหล่านี้เลยยึดเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างว่ากฎหมายฮินดูเป็นเค้าเงื่อนที่มาของกฎหมายไทยโดยตรง. จริงอยู่, ในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของมนูนั้นมีการระบุทาษไว้เป็นเจ็ดจำพวก. แต่ในกฎหมายของมอญและพะม่าก็ได้แบ่งทาษออกเป็นเจ็ดจำพวกเหมือนกันนับตั้งแต่คัมภีร์มนูธรรมสัตถัดของพระเจ้าวาเรรุเป็นต้นมา แต่ทว่าทาษเจ็ดจำพวกตามกฎหมายมอญและ{{ตตฉ|พม่า|พะม่า}}นั้นได้วางลำดับไว้ในระเบียบต่างกับคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของมนู ลำดับที่คัมภีร์กฎหมายมอญและพะม่าได้เรียงจำพวกทาษไว้นั้นเป็นลำดับที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายไทย. ฉะนั้นในที่นี้กฎหมายไทยจึ่งเป็นแต่เพียงรับเอาตามกฎหมายของมอญมาโดยตรง มิได้ดัดแปลงแต่อย่างใด แต่ยังมีข้อสังเกตต่อไปอีก กล่าวคือต่อจากการระบุทาษเจ็ดจำพวกนี้แล้ว กฎหมายไทยได้ระบุบุคคลหกจำพวกซึ่งถือเอาเป็นทาษมิได้ การระบุอย่างที่สองนี้มิได้ปรากฏอยู่ในกฎหมายฮินดู ทั้งในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของมนูและคัมภีร์กฎหมายอื่น ๆ ด้วย แต่ถ้าเราไปพลิกดูในคัมภีร์กฎหมายของมอญและพะม่าก็กลับพบการระบุที่สองนี้เขียนต่อจากการระบุที่หนึ่งเช่นเดียวกันกับกฎหมายไทยทีเดียว ข้อคล้ายคลึงเช่นนี้ย่อมเป็นเหตุให้ยืนยันโดยจะโต้เถียงไม่ได้ว่าการแบ่งแยกชั้นในกฎหมายเก่าของไทยอันเกี่ยวกับด้วยชะนิดต่าง ๆ ของทาษและบุคคลที่จะถือเอาเป็นทาษไม่ได้นั้นได้มีเค้ามูลสืบมาจากคัมภีร์กฎหมายของมอญโดยตรง หาใช่สืบมาจากคัมภีร์ของฮินดูไม่. {{กม|ข3|40}}การที่ยกอุทาหรณ์ต่าง ๆ ไว้ข้างต้นนี้ก็โดยมีความประสงค์จะให้สังเกตว่าเราจะพึงต้องเข้าใจอย่างไรในเมื่อมีการกล่าวถึงอิทธิพลของกฎหมายฮินดูเหนือกฎหมายของไทย ลักษณะการที่อิทธิพลของกฎหมายฮินดูได้มีอยู่เหนือกฎหมายไทยนั้นก็แต่โดยทางอ้อม, กล่าว<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 0p52aij4lksqph0rng3efgck8b0v7hl 295713 295712 2026-09-19T08:26:40Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295713 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ แต่ฝ่ายคัมภีร์กฎหมายของมอญและพะม่านั้นกลับ{{ตตฉ|ปรากฎ|ปรากฏ}}ว่าแบ่งทรัพย์อย่างในกฎหมายไทยนี้ คือแบ่งเป็นวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์. {{กม|ข3|39}}ข้าพเจ้าจะยกตัวอย่างของความคล้ายคลึงระหว่างพระธรรมศาสตร์ในกฎหมายไทยกับคัมภีร์ธรรมสัตถัมของมอญและพะม่าอีกอย่างหนึ่งเป็นตัวอย่างที่สุดท้ายซึ่งจะแสดงให้เห็นความคล้ายคลึงอย่างเด่นชัดเป็นพิเศษ. ผู้กล่าวถึงประวัติกฎหมายไทยบางท่านได้ชี้ไว้ให้เห็นข้อสังเกตว่าในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของมนูแบ่งทาษออกเป็นเจ็ดจำพวก ซึ่งผู้บัญญัติกฎหมายไทยได้นำมาระบุไว้ในตอนต้นของกฎหมายฉะบับแรกว่าด้วยเรื่องทาษ และผู้กล่าวถึงประวัติกฎหมายไทยเหล่านี้เลยยึดเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างว่ากฎหมายฮินดูเป็นเค้าเงื่อนที่มาของกฎหมายไทยโดยตรง. จริงอยู่, ในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของมนูนั้นมีการระบุทาษไว้เป็นเจ็ดจำพวก. แต่ในกฎหมายของมอญและพะม่าก็ได้แบ่งทาษออกเป็นเจ็ดจำพวกเหมือนกันนับตั้งแต่คัมภีร์มนูธรรมสัตถัดของพระเจ้าวาเรรุเป็นต้นมา แต่ทว่าทาษเจ็ดจำพวกตามกฎหมายมอญและ{{ตตฉ|พม่า|พะม่า}}นั้นได้วางลำดับไว้ในระเบียบต่างกับคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของมนู ลำดับที่คัมภีร์กฎหมายมอญและพะม่าได้เรียงจำพวกทาษไว้นั้นเป็นลำดับที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายไทย. ฉะนั้นในที่นี้กฎหมายไทยจึ่งเป็นแต่เพียงรับเอาตามกฎหมายของมอญมาโดยตรง มิได้ดัดแปลงแต่อย่างใด แต่ยังมีข้อสังเกตต่อไปอีก กล่าวคือต่อจากการระบุทาษเจ็ดจำพวกนี้แล้ว กฎหมายไทยได้ระบุบุคคลหกจำพวกซึ่งถือเอาเป็นทาษมิได้ การระบุอย่างที่สองนี้มิได้ปรากฏอยู่ในกฎหมายฮินดู ทั้งในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของมนูและคัมภีร์กฎหมายอื่น ๆ ด้วย แต่ถ้าเราไปพลิกดูในคัมภีร์กฎหมายของมอญและพะม่าก็กลับพบการระบุที่สองนี้เขียนต่อจากการระบุที่หนึ่งเช่นเดียวกันกับกฎหมายไทยทีเดียว ข้อคล้ายคลึงเช่นนี้ย่อมเป็นเหตุให้ยืนยันโดยจะโต้เถียงไม่ได้ว่าการแบ่งแยกชั้นในกฎหมายเก่าของไทยอันเกี่ยวกับด้วยชะนิดต่าง ๆ ของทาษและบุคคลที่จะถือเอาเป็นทาษไม่ได้นั้นได้มีเค้ามูลสืบมาจากคัมภีร์กฎหมายของมอญโดยตรง หาใช่สืบมาจากคัมภีร์ของฮินดูไม่. {{กม|ข3|40}}การที่ยกอุทาหรณ์ต่าง ๆ ไว้ข้างต้นนี้ก็โดยมีความประสงค์จะให้สังเกตว่าเราจะพึงต้องเข้าใจอย่างไรในเมื่อมีการกล่าวถึงอิทธิพลของกฎหมายฮินดูเหนือกฎหมายของไทย ลักษณะการที่อิทธิพลของกฎหมายฮินดูได้มีอยู่เหนือกฎหมายไทยนั้นก็แต่โดยทางอ้อม, กล่าว<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 58k3lj6zlcsm0dqmh5g722pgw99r8ly หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/52 250 91241 295714 2026-09-19T08:27:00Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295714 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>คือโดยอาศัยกฎหมายมอญเป็นสื่อกลาง แต่ที่ว่านี้หาถึงกับจะทำให้ประโยชน์ของการมีความรู้ในกฎหมาญฮินดูลดน้อยลงสำหรับนักประวัติศาสตร์กฎหมายไทยไม่. เพราะกฎหมายฮินดูนั้นจะอย่างไรเสียก็ดีก็ยังอยู่ในฐานะที่เป็นเค้ามูลชั้นดั้งเดิมของคัมภีร์ธรรมสัตถัมมอญอยู่ และโดยเหตุนี้จึ่งเป็นต้นเค้าเก่าของกฎหมายไทยด้วย. หลักต่าง ๆ เป็นจำนวนมากในกฎหมายฮินดูนั้น นักนิติศาสตร์มอญรับเอามาโดยไม่ได้ดัดแปลงแก้ไขอย่างใดเลย และได้ตกทอดทอดเลยมาโดยบริบูรณ์ครบถ้วนยังกฎหมายไทยด้วย เนื่องจากเหตุนี้เราจึงอาจถือเอาได้ว่ากฎหมายฮินดูนั้นเป็นเสมือนเครื่องประสานสัมพันธ์ทั่วไปซึ่งความเกี่ยวเนื่องให้มีระหว่างกฎหมายเก่าของไทยกับกฎหมายในบรรดาประเทศที่ได้รับประโยชน์โดยตรงหรือโดยอ้อมจากอารยธรรมของฮินดู ทำนองเดียวกับที่กฎหมายโรมันได้เป็นมาแล้วสำหรับกฎหมายของนานาประเทศในตะวันตก. อนึ่งกฎหมายเก่าของมอญนั้น ตามที่ได้ตกทอดมายังเรา ยังขาดตกบกพร่องมาก การที่เราได้รู้จักกฎหมายของมอญนี้ โดยมากก็โดยอาศัยคัมภีร์ธรรมสัตถัมของพะม่า ซึ่งเป็นที่แน่ว่าคงจะรักษาถือตามแนวความคิดของพวกนักนิติศาสตร์มอญ แต่ว่าจารีตประเพณีและบทกฎหมายของพะม่าเองได้ค่อยแทรกซึมเข้าไปรวมปะปนอยู่ในคัมภีร์เหล่านี้ด้วย โดยเหตุนี้ในการค้นคว้าจึ่งเป็นการจำเป็นที่ต้องอาศัยกฎหมายฮินดูเพื่อทราบถึงเหตุผลอันจึงทำให้เราเข้าใจได้ถึงหลักที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายไทยบางประการ ซึ่งทั้งนี้ไม่ควรถือเลยว่าเป็นการขัดแย้งกับแนวความคิดในเรื่องอิทธิพลของกฎหมายมอญเหนือกฎหมายไทยดั่งข้าพเจ้าได้กล่าวมาข้างต้น. ผลแห่งการค้นคว้าเช่นว่านี้ข้าพเจ้าจะได้แสดงให้เห็นต่อไปตามโอกาสที่มีขึ้นในการบรรยายวิชาลักษณะนี้. {{ลห|c5|๔. {{สนต|การกำเนิดของกฎหมายไทย}}|110}} {{กม|ข3|41}}เช่นเดียวกันกับกฎหมายของชนชาติทั้งหลาย กฎหมายของชนชาติไทยในชั้นดั้งเดิมได้แก่จารีตประเพณีอย่างเดียวเท่านั้น กล่าวคือเป็นกฎหมายที่มีสมุฏฐานทั้งหมดอยู่ที่ข้อบังคับซึ่งมิได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และเป็นข้อบังคับที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความเคยชินของบรรดาสมาชิกในชุมนุมชนไทยในทางปฏิบัติติดต่อหนุนเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยที่เก่าแก่ออกนอกพ้นความสามารถที่จะจดจำรำลึกได้. จารีตประเพณีนี้คงเป็นที่มาอันสำคัญของกฎหมายอยู่ตลอดมาจนถึงในสมัยปัจจุบันนี้ด้วย. {{มปก}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> c3ns8hzsz3z04shjibxqetusi28xizw 295715 295714 2026-09-19T08:27:12Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295715 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>คือโดยอาศัยกฎหมายมอญเป็นสื่อกลาง แต่ที่ว่านี้หาถึงกับจะทำให้ประโยชน์ของการมีความรู้ในกฎหมาญฮินดูลดน้อยลงสำหรับนักประวัติศาสตร์กฎหมายไทยไม่. เพราะกฎหมายฮินดูนั้นจะอย่างไรเสียก็ดีก็ยังอยู่ในฐานะที่เป็นเค้ามูลชั้นดั้งเดิมของคัมภีร์ธรรมสัตถัมมอญอยู่ และโดยเหตุนี้จึ่งเป็นต้นเค้าเก่าของกฎหมายไทยด้วย. หลักต่าง ๆ เป็นจำนวนมากในกฎหมายฮินดูนั้น นักนิติศาสตร์มอญรับเอามาโดยไม่ได้ดัดแปลงแก้ไขอย่างใดเลย และได้ตกทอดทอดเลยมาโดยบริบูรณ์ครบถ้วนยังกฎหมายไทยด้วย เนื่องจากเหตุนี้เราจึงอาจถือเอาได้ว่ากฎหมายฮินดูนั้นเป็นเสมือนเครื่องประสานสัมพันธ์ทั่วไปซึ่งความเกี่ยวเนื่องให้มีระหว่างกฎหมายเก่าของไทยกับกฎหมายในบรรดาประเทศที่ได้รับประโยชน์โดยตรงหรือโดยอ้อมจากอารยธรรมของฮินดู ทำนองเดียวกับที่กฎหมายโรมันได้เป็นมาแล้วสำหรับกฎหมายของนานาประเทศในตะวันตก. อนึ่งกฎหมายเก่าของมอญนั้น ตามที่ได้ตกทอดมายังเรา ยังขาดตกบกพร่องมาก การที่เราได้รู้จักกฎหมายของมอญนี้ โดยมากก็โดยอาศัยคัมภีร์ธรรมสัตถัมของพะม่า ซึ่งเป็นที่แน่ว่าคงจะรักษาถือตามแนวความคิดของพวกนักนิติศาสตร์มอญ แต่ว่าจารีตประเพณีและบทกฎหมายของพะม่าเองได้ค่อยแทรกซึมเข้าไปรวมปะปนอยู่ในคัมภีร์เหล่านี้ด้วย โดยเหตุนี้ในการค้นคว้าจึ่งเป็นการจำเป็นที่ต้องอาศัยกฎหมายฮินดูเพื่อทราบถึงเหตุผลอันจึงทำให้เราเข้าใจได้ถึงหลักที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายไทยบางประการ ซึ่งทั้งนี้ไม่ควรถือเลยว่าเป็นการขัดแย้งกับแนวความคิดในเรื่องอิทธิพลของกฎหมายมอญเหนือกฎหมายไทยดั่งข้าพเจ้าได้กล่าวมาข้างต้น. ผลแห่งการค้นคว้าเช่นว่านี้ข้าพเจ้าจะได้แสดงให้เห็นต่อไปตามโอกาสที่มีขึ้นในการบรรยายวิชาลักษณะนี้. {{ลห|c5|๔. {{สนต|การกำเนิดของกฎหมายไทย}}|110}} {{กม|ข3|41}}เช่นเดียวกันกับกฎหมายของชนชาติทั้งหลาย กฎหมายของชนชาติไทยในชั้นดั้งเดิมได้แก่จารีตประเพณีอย่างเดียวเท่านั้น กล่าวคือเป็นกฎหมายที่มีสมุฏฐานทั้งหมดอยู่ที่ข้อบังคับซึ่งมิได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และเป็นข้อบังคับที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความเคยชินของบรรดาสมาชิกในชุมนุมชนไทยในทางปฏิบัติติดต่อหนุนเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยที่เก่าแก่ออกนอกพ้นความสามารถที่จะจดจำรำลึกได้. จารีตประเพณีนี้คงเป็นที่มาอันสำคัญของกฎหมายอยู่ตลอดมาจนถึงในสมัยปัจจุบันนี้ด้วย. {{มปก}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> l4blimbljhyx798km1835b0x4yavki0 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/53 250 91242 295716 2026-09-19T08:27:36Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295716 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๗|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>อนึ่งในอาณาเขตต์ต่าง ๆ ของชนชาติไทยตั้งแต่สมัยเริ่มราชอาณาจักร์อยุธยา และบางทีอาจจะตั้งแต่เริ่มราชอาณาจักร์สุโขทัยด้วย ได้เคยมีแนวความคิดบางอย่างเป็นพิเศษซึ่งมีลักษณะน้อมไปในทางระเบียบมหาชนมากกว่าทางระเบียบเอกชนเกิดขึ้น แต่เป็นแนวความคิดที่มีส่วนเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญขยายตัวของกฎหมายไทย ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นเป็นการสมควรที่จะกล่าวไว้บ้างณที่นี้. แนวความคิดเหล่านี้ว่าด้วยคุณค่าของคัมภีร์กฎหมายซึ่งมีชื่อว่าคัมภีร์ธรรมศาสตร์ (หรือธรรมสัตถัมในภาษาบาลี) อันมีเค้ามูลเนื่องมาจากฮินดูตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. ในความคิดของฮินดู, ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาบ้างแล้ว, เป็นที่ถือกันว่าวิชากฎหมายต้องศึกษาในลำดับต่อจากการศึกษาไสยศาสตร์. กฎหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมะ กล่าวคือเป็นกฎซึ่งควบคุมระเบียบทั้งปวงในโลก และซึ่งอยู่เป็นอิสสระไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งเจตนาของมนุษย์ใด. วิชากฎหมายจึ่งเป็นวิชาว่าด้วยธรรมะอันเป็นวิชาที่สำแดงให้มนุษย์รู้สึกถึงหลักต่าง ๆ ซึ่งมนุษย์จะต้องใช้เป็นหลักคำนึงถือตามความประพฤติของตน ถ้าหากว่าตนปรารถนาจะได้รับบุญกุศล และไม่ประสงค์จะก่อกวนให้เกิดความระส่ำระสายแก่ระเบียบของโลก. ดั่งนี้จึ่งเป็นอันว่าคัมภีร์ธรรมศาสตร์หาใช่ตำรากฎหมายธรรมดาไม่ แต่เป็นคัมภีร์ซึ่งผู้ทรงบุญฤทธิเป็นเจ้าหรือฤๅษีผู้มีฤทธิอำนาจสูงกว่าธรรมดาเป็นผู้แต่งขึ้น ผู้มีฤทธิเหล่านี้โดยอาศัยความติดต่อเกี่ยวข้องระหว่างตนกับพระเจ้าองค์ต่าง ๆ ตนจึ่งได้รับความดลบันดาลใจให้รู้ถึงกฎซึ่งจะพึงใช้เป็นทางทำให้ความระเบียบเรียบร้อยมีขึ้นในระหว่างมนุษย์. โดยเหตุนี้ข้อบังคับที่มีอยู่ในคัมภีร์ธรรมศาสตร์จึ่งใช้บังคับได้ไม่แต่ฉะเพาะแก่บุคคลซึ่งมีหน้าที่อำนวยความยุตติธรรมเท่านั้น แต่ย่อมใช้ได้แก่กษัตริย์ผู้ซึ่งมีหน้าที่สำคัญที่จะต้องรักษาระเบียบเรียบร้อยให้ดำรงอยู่ในระหว่างพลเมือง เพื่อปฏิบัติตามหน้าที่เช่นนี้กษัตริย์จึ่งต้องคำนึงถือเอาตามหลักที่วางไว้ใน{{ตตฉ|คำภีร์|คัมภีร์}}ธรรมศาสตร์. {{กม|ข3|42}}ความคิดความเข้าใจเหล่านี้ได้แพร่หลายอยู่ในทุกประเทศซึ่งได้รับอารยธรรมจากฮินดู มีอาทิในรามัญญเทศ, กับประเทศซึ่งได้รับอารยธรรมฮินดูมาโดยอาศัยมอญเป็นสื่อกลาง มีเป็นต้นคือประเทศพะม่า สุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วถึงอาการที่อิทธิพลของพระพุทธศาสนาได้ทำให้คัมภีร์ธรรมศาสตร์ที่ได้เข้า<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> gjh19ixx4hsgkb1bvc2m3mpp1dxyrky 295717 295716 2026-09-19T08:27:59Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295717 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๗|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>อนึ่งในอาณาเขตต์ต่าง ๆ ของชนชาติไทยตั้งแต่สมัยเริ่มราชอาณาจักร์อยุธยา และบางทีอาจจะตั้งแต่เริ่มราชอาณาจักร์สุโขทัยด้วย ได้เคยมีแนวความคิดบางอย่างเป็นพิเศษซึ่งมีลักษณะน้อมไปในทางระเบียบมหาชนมากกว่าทางระเบียบเอกชนเกิดขึ้น แต่เป็นแนวความคิดที่มีส่วนเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญขยายตัวของกฎหมายไทย ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นเป็นการสมควรที่จะกล่าวไว้บ้างณที่นี้. แนวความคิดเหล่านี้ว่าด้วยคุณค่าของคัมภีร์กฎหมายซึ่งมีชื่อว่าคัมภีร์ธรรมศาสตร์ (หรือธรรมสัตถัมในภาษาบาลี) อันมีเค้ามูลเนื่องมาจากฮินดูตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. ในความคิดของฮินดู, ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาบ้างแล้ว, เป็นที่ถือกันว่าวิชากฎหมายต้องศึกษาในลำดับต่อจากการศึกษาไสยศาสตร์. กฎหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมะ กล่าวคือเป็นกฎซึ่งควบคุมระเบียบทั้งปวงในโลก และซึ่งอยู่เป็นอิสสระไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งเจตนาของมนุษย์ใด. วิชากฎหมายจึ่งเป็นวิชาว่าด้วยธรรมะอันเป็นวิชาที่สำแดงให้มนุษย์รู้สึกถึงหลักต่าง ๆ ซึ่งมนุษย์จะต้องใช้เป็นหลักคำนึงถือตามความประพฤติของตน ถ้าหากว่าตนปรารถนาจะได้รับบุญกุศล และไม่ประสงค์จะก่อกวนให้เกิดความระส่ำระสายแก่ระเบียบของโลก. ดั่งนี้จึ่งเป็นอันว่าคัมภีร์ธรรมศาสตร์หาใช่ตำรากฎหมายธรรมดาไม่ แต่เป็นคัมภีร์ซึ่งผู้ทรงบุญฤทธิเป็นเจ้าหรือฤๅษีผู้มีฤทธิอำนาจสูงกว่าธรรมดาเป็นผู้แต่งขึ้น ผู้มีฤทธิเหล่านี้โดยอาศัยความติดต่อเกี่ยวข้องระหว่างตนกับพระเจ้าองค์ต่าง ๆ ตนจึ่งได้รับความดลบันดาลใจให้รู้ถึงกฎซึ่งจะพึงใช้เป็นทางทำให้ความระเบียบเรียบร้อยมีขึ้นในระหว่างมนุษย์. โดยเหตุนี้ข้อบังคับที่มีอยู่ในคัมภีร์ธรรมศาสตร์จึ่งใช้บังคับได้ไม่แต่ฉะเพาะแก่บุคคลซึ่งมีหน้าที่อำนวยความยุตติธรรมเท่านั้น แต่ย่อมใช้ได้แก่กษัตริย์ผู้ซึ่งมีหน้าที่สำคัญที่จะต้องรักษาระเบียบเรียบร้อยให้ดำรงอยู่ในระหว่างพลเมือง เพื่อปฏิบัติตามหน้าที่เช่นนี้กษัตริย์จึ่งต้องคำนึงถือเอาตามหลักที่วางไว้ใน{{ตตฉ|คำภีร์|คัมภีร์}}ธรรมศาสตร์. {{กม|ข3|42}}ความคิดความเข้าใจเหล่านี้ได้แพร่หลายอยู่ในทุกประเทศซึ่งได้รับอารยธรรมจากฮินดู มีอาทิในรามัญญเทศ, กับประเทศซึ่งได้รับอารยธรรมฮินดูมาโดยอาศัยมอญเป็นสื่อกลาง มีเป็นต้นคือประเทศพะม่า สุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วถึงอาการที่อิทธิพลของพระพุทธศาสนาได้ทำให้คัมภีร์ธรรมศาสตร์ที่ได้เข้า<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> jplcggy893vzu5i62gwea549t6l6wps หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/54 250 91243 295718 2026-09-19T08:28:30Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295718 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>มาใช้ในประเทศนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปจนลักษณะที่เป็นไปในทางศาสนาพราหมณ์ลบเสียหมด และค่อยกลายมาเป็นคัมภีร์กฎหมายฝ่ายพระพุทธศาสนา. ในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของฮินดูกล่าวว่ามนูนั้น ตามลำดับชั้นของพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ เป็นบุตรของพระพรหมาสวยัมภูผู้เป็นพระเจ้าสูงสุด แต่ครั้นมาในคัมภีร์ธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนา มนูกลายเป็นมนตรีที่ปรึกษาของกษัตริย์ทรงนามพระมหาสมมุติราช กษัตริย์องค์นี้คือพระโพธิสัตว์มาเสวยพระชาติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ด้วยเหตุที่มนูในคัมภีร์ธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนามิได้เป็นพระเจ้าดั่งเช่นในคัมภีร์ของฮินดู ผู้แต่งคัมภีร์จึ่งต้องสมมตินิยายที่มนูบวชเป็นฤๅษีแล้วได้บุญฤทธิสามารถเหาะไปอ่านบทกฎหมายอันจารึกไว้ณกำแพงจักรวาลได้. ตามที่กล่าวมานี้ แม้ความจะเปลี่ยนรูปเรื่องไปแล้ว แต่วัตถุของนิยายในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ฝ่ายศาสนาพราหมณ์และในคัมภีร์ธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนาคงเป็นเช่นเดียวกัน. กล่าวคือได้แก่ความประสงค์ของผู้รจนาคัมภีร์ในอันที่จะยกย่องว่าบรรดาบัญญัติในคัมภีร์ธรรมศาสตร์นั้นมีเค้ามูลที่มาอันสูงนอกเหนือเจตนาของมนุษย์ ย่อมจะพึงเป็นที่ต้องเชื่อฟังนับถือตามของบรรดามนุษย์ ทั้งกษัตริย์ผู้ปกครอง และพลเมืองผู้อยู่ในความปกครองด้วย. {{กม|ข3|43}}ตามที่กล่าวมานี้จะเป็นที่เห็นได้ว่าคัมภีร์ธรรมสัตถัมหาใช่ประมวลกฎหมายโดยแท้จริงทีเดียวไม่ แต่หากเป็นชุมนุมของข้อบังคับหลักเกณฑ์อย่างทั่วไปซึ่งมี{{ตตฉ|น้ำหหนัก|น้ำหนัก}}สูงยิ่งกว่าน้ำหนักของบทกฎหมายธรรมดา หากจะทำการเปรียบเทียบก็ควรจะเทียบได้{{ตตฉ|คล้ายกับ ๆ|คล้าย ๆ กับ}} น้ำหนักข้อบังคับที่เรียกกันในปัจจุบันนี้ว่ารัฐธรรมนูญ แต่ทว่าแดนแห่งการใช้บังคับของคัมภีร์ธรรมศาสตร์นี้ได้ไพศาลกว้างขวางกว่ารัฐธรรมนูญอีก เพราะคัมภีร์นี้{{ตตฉ|กลาว|กล่าว}}ถึงทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน คัมภีร์นี้ถือกันว่ากันว่าเป็นประหนึ่งประมวลอันย่นย่อของหลักความยุตติธรรมซึ่งเอามาจัดวางลงเป็นข้อกำหนดเพื่อประโยชน์สุขแก่มนุษย์ผู้ซึ่งโดยมากแล้วยังมัวเมาอยู่ด้วยราคะ{{ตตฉ|โทษะ|โทสะ}}โมหะในโลกียสมบัติ จึ่งมักมองไม่ใคร่เห็นหลักความยุตติธรรมนั้นโดยถนัด. โดยเหตุนี้ธรรมสัตถัมจึ่งไม่ขัดขวางลบล้างจารีตประเพณี เพราะจารีตประเพณีเกิดขึ้นจากความเคยชินในทางปฏิบัติ และออกข้อบังคับตามกรณีต่าง ๆ โดยฉะเพาะ แต่<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> e04dlkjrcfe18tb9tkn6644m1vlb67v 295719 295718 2026-09-19T08:28:43Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295719 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>มาใช้ในประเทศนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปจนลักษณะที่เป็นไปในทางศาสนาพราหมณ์ลบเสียหมด และค่อยกลายมาเป็นคัมภีร์กฎหมายฝ่ายพระพุทธศาสนา. ในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของฮินดูกล่าวว่ามนูนั้น ตามลำดับชั้นของพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ เป็นบุตรของพระพรหมาสวยัมภูผู้เป็นพระเจ้าสูงสุด แต่ครั้นมาในคัมภีร์ธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนา มนูกลายเป็นมนตรีที่ปรึกษาของกษัตริย์ทรงนามพระมหาสมมุติราช กษัตริย์องค์นี้คือพระโพธิสัตว์มาเสวยพระชาติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ด้วยเหตุที่มนูในคัมภีร์ธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนามิได้เป็นพระเจ้าดั่งเช่นในคัมภีร์ของฮินดู ผู้แต่งคัมภีร์จึ่งต้องสมมตินิยายที่มนูบวชเป็นฤๅษีแล้วได้บุญฤทธิสามารถเหาะไปอ่านบทกฎหมายอันจารึกไว้ณกำแพงจักรวาลได้. ตามที่กล่าวมานี้ แม้ความจะเปลี่ยนรูปเรื่องไปแล้ว แต่วัตถุของนิยายในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ฝ่ายศาสนาพราหมณ์และในคัมภีร์ธรรมสัตถัมฝ่ายพระพุทธศาสนาคงเป็นเช่นเดียวกัน. กล่าวคือได้แก่ความประสงค์ของผู้รจนาคัมภีร์ในอันที่จะยกย่องว่าบรรดาบัญญัติในคัมภีร์ธรรมศาสตร์นั้นมีเค้ามูลที่มาอันสูงนอกเหนือเจตนาของมนุษย์ ย่อมจะพึงเป็นที่ต้องเชื่อฟังนับถือตามของบรรดามนุษย์ ทั้งกษัตริย์ผู้ปกครอง และพลเมืองผู้อยู่ในความปกครองด้วย. {{กม|ข3|43}}ตามที่กล่าวมานี้จะเป็นที่เห็นได้ว่าคัมภีร์ธรรมสัตถัมหาใช่ประมวลกฎหมายโดยแท้จริงทีเดียวไม่ แต่หากเป็นชุมนุมของข้อบังคับหลักเกณฑ์อย่างทั่วไปซึ่งมี{{ตตฉ|น้ำหหนัก|น้ำหนัก}}สูงยิ่งกว่าน้ำหนักของบทกฎหมายธรรมดา หากจะทำการเปรียบเทียบก็ควรจะเทียบได้{{ตตฉ|คล้ายกับ ๆ|คล้าย ๆ กับ}} น้ำหนักข้อบังคับที่เรียกกันในปัจจุบันนี้ว่ารัฐธรรมนูญ แต่ทว่าแดนแห่งการใช้บังคับของคัมภีร์ธรรมศาสตร์นี้ได้ไพศาลกว้างขวางกว่ารัฐธรรมนูญอีก เพราะคัมภีร์นี้{{ตตฉ|กลาว|กล่าว}}ถึงทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน คัมภีร์นี้ถือกันว่ากันว่าเป็นประหนึ่งประมวลอันย่นย่อของหลักความยุตติธรรมซึ่งเอามาจัดวางลงเป็นข้อกำหนดเพื่อประโยชน์สุขแก่มนุษย์ผู้ซึ่งโดยมากแล้วยังมัวเมาอยู่ด้วยราคะ{{ตตฉ|โทษะ|โทสะ}}โมหะในโลกียสมบัติ จึ่งมักมองไม่ใคร่เห็นหลักความยุตติธรรมนั้นโดยถนัด. โดยเหตุนี้ธรรมสัตถัมจึ่งไม่ขัดขวางลบล้างจารีตประเพณี เพราะจารีตประเพณีเกิดขึ้นจากความเคยชินในทางปฏิบัติ และออกข้อบังคับตามกรณีต่าง ๆ โดยฉะเพาะ แต่<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> gdcckjduonrdfmyrpl3wu3lqfnozoye หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/55 250 91244 295720 2026-09-19T08:29:16Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295720 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๙|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ทว่าธรรมสัตถัมมีน้ำหนักเหนือจารีตประเพณี โดยคอยควบคุมวางขอบเขตต์แก่จารีตประเพณี และเป็นเครื่องทำให้ผู้บัญญัติกฎหมายและศาลได้มีหลักทั่วไปซึ่งจะเป็นหนทางให้สามารถตีความหมายของจารีตประเพณี และเพิ่มเติมในส่วนที่จารีตประเพณียังบกพร่องด้วย. การพิเคราะห์ดั่งนี้ทำให้เราเข้าใจได้ถึงอาการที่กฎหมายได้เจริญขยายตัวในประเทศไทย และทราบถึงอาการที่บทกฎหมายได้ถูกรวบรวมประมวลขึ้นในครั้งโบราณ ดั่งที่การตรวจชำระบทกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทรได้แสดงให้เห็นสภาพของการรวบรวมประมวลกฎหมายเป็นครั้งสุดท้าย. {{กม|ข3|44}}ในประเทศไทยในครั้งโบราณ พระมหากษัตริย์มิได้ทรงบัญญัติกฎหมายขึ้นอย่างแท้จริง พระราชภาระอันสำคัญของพระองค์คือทำให้ความสงบเรียบร้อยมีอยู่แก่บรรดาประชาชนโดยแน่นอนและมั่นคงสม่ำเสมอ ในฐานะเช่นนี้พระองค์จึ่งต้องคอยทรงสอดส่องควบคุมระวังให้การอำนวยความยุตติธรรมเป็นไปด้วยดี และทรงรับหน้าที่เป็นผู้พิพากษาสูงสุดเพื่อพิจารณาชี้ขาดในข้อพิพาทโต้เถียงซึ่งเกิดขึ้นระหว่างพลเมือง และในฐานะเช่นนี้อีกเหมือนกันพระองค์มีพระราชอำนาจที่จะวางข้อกำหนดลงโทษานุโทษแก่บรรดาผู้ที่ทำลายความสงบเรียบร้อยได้ ทั้งวางข้อบังคับเพื่อจัดระเบียบการศาลและการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีด้วย กล่าวโดยสรุปอีกนัยหนึ่งก็คือพระองค์ทรงจัดกระทำการทุกอย่างทุกวิธีเพื่อให้พลเมืองตั้งอยู่ในความสงบเรียบร้อยและปฏิบัติให้ถูกต้องตามจารีตประเพณี แต่พระราชกรณียกิจทั้งหลายตามที่กล่าวมานี้คงเป็นเพียงการกระทำอันเป็นผิวภายนอกของกฎหมาย หรือการบริการให้การเป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น ส่วนแก่นเนื้อแท้ของกฎหมาย กล่าวคือข้อบังคับอันจำจะต้องให้มีการเคารพปฏิบัติตามนั้น พระมหากษัตริย์หาทรงแต่งตั้งขึ้นไม่ เพราะในครั้งนั้นถือกันว่ากฎหมายย่อมอยู่ในจารีตประเพณีและในคัมภีร์ธรรมสัตถัมโดยสิ้นเชิง พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ป้องกันและให้ความอุปถัมภ์ค้ำชูจารีตประเพณีและธรรมสัตถัม แต่กระนั้นลักษณะการที่เป็นดั่งนี้ก็หาได้เป็นอุปสรรคมิให้พระองค์ทรงเป็นอธิปัตย์ที่ทรงอำนาจเด็ดขาดเต็มที่และทรงสามารถจัดทำการทุกอย่างตามความพอพระราชหฤทัย ฉะนั้นจึ่งเป็นอันว่าพระองค์ทรงมีความเป็น<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> hdtg4txpso7pv7ctri14zmep6a8lojf 295721 295720 2026-09-19T08:29:25Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295721 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๔๙|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ทว่าธรรมสัตถัมมีน้ำหนักเหนือจารีตประเพณี โดยคอยควบคุมวางขอบเขตต์แก่จารีตประเพณี และเป็นเครื่องทำให้ผู้บัญญัติกฎหมายและศาลได้มีหลักทั่วไปซึ่งจะเป็นหนทางให้สามารถตีความหมายของจารีตประเพณี และเพิ่มเติมในส่วนที่จารีตประเพณียังบกพร่องด้วย. การพิเคราะห์ดั่งนี้ทำให้เราเข้าใจได้ถึงอาการที่กฎหมายได้เจริญขยายตัวในประเทศไทย และทราบถึงอาการที่บทกฎหมายได้ถูกรวบรวมประมวลขึ้นในครั้งโบราณ ดั่งที่การตรวจชำระบทกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทรได้แสดงให้เห็นสภาพของการรวบรวมประมวลกฎหมายเป็นครั้งสุดท้าย. {{กม|ข3|44}}ในประเทศไทยในครั้งโบราณ พระมหากษัตริย์มิได้ทรงบัญญัติกฎหมายขึ้นอย่างแท้จริง พระราชภาระอันสำคัญของพระองค์คือทำให้ความสงบเรียบร้อยมีอยู่แก่บรรดาประชาชนโดยแน่นอนและมั่นคงสม่ำเสมอ ในฐานะเช่นนี้พระองค์จึ่งต้องคอยทรงสอดส่องควบคุมระวังให้การอำนวยความยุตติธรรมเป็นไปด้วยดี และทรงรับหน้าที่เป็นผู้พิพากษาสูงสุดเพื่อพิจารณาชี้ขาดในข้อพิพาทโต้เถียงซึ่งเกิดขึ้นระหว่างพลเมือง และในฐานะเช่นนี้อีกเหมือนกันพระองค์มีพระราชอำนาจที่จะวางข้อกำหนดลงโทษานุโทษแก่บรรดาผู้ที่ทำลายความสงบเรียบร้อยได้ ทั้งวางข้อบังคับเพื่อจัดระเบียบการศาลและการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีด้วย กล่าวโดยสรุปอีกนัยหนึ่งก็คือพระองค์ทรงจัดกระทำการทุกอย่างทุกวิธีเพื่อให้พลเมืองตั้งอยู่ในความสงบเรียบร้อยและปฏิบัติให้ถูกต้องตามจารีตประเพณี แต่พระราชกรณียกิจทั้งหลายตามที่กล่าวมานี้คงเป็นเพียงการกระทำอันเป็นผิวภายนอกของกฎหมาย หรือการบริการให้การเป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น ส่วนแก่นเนื้อแท้ของกฎหมาย กล่าวคือข้อบังคับอันจำจะต้องให้มีการเคารพปฏิบัติตามนั้น พระมหากษัตริย์หาทรงแต่งตั้งขึ้นไม่ เพราะในครั้งนั้นถือกันว่ากฎหมายย่อมอยู่ในจารีตประเพณีและในคัมภีร์ธรรมสัตถัมโดยสิ้นเชิง พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ป้องกันและให้ความอุปถัมภ์ค้ำชูจารีตประเพณีและธรรมสัตถัม แต่กระนั้นลักษณะการที่เป็นดั่งนี้ก็หาได้เป็นอุปสรรคมิให้พระองค์ทรงเป็นอธิปัตย์ที่ทรงอำนาจเด็ดขาดเต็มที่และทรงสามารถจัดทำการทุกอย่างตามความพอพระราชหฤทัย ฉะนั้นจึ่งเป็นอันว่าพระองค์ทรงมีความเป็น<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> ngf7iulp8662lyq23nk4wndq3ybdqi7 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/56 250 91245 295722 2026-09-19T08:29:50Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295722 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๐|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>อิสสระเต็มที่ในอันที่จะทรงวินิจฉัยชี้ขาดหรือบัญญัติในการเป็นไปในทางที่ขัดที่ตรงกันข้ามกับธรรมสัตถัมหรือกับจารีตประเพณีอันมีอยู่แล้วนั้นได้ แต่พระราชวินิจฉัยชี้ขาดหรือราชโองการนี้จะพึงมีก็แต่อำนาจในเชิงบังคับด้วยกำลังเท่านั้น หามีอำนาจในเชิงบทกฎหมายไม่ แต่ตรงกันข้ามในเมื่อพระราชโองการราชวินิจฉัยชี้ขาดของพระมหากษัตริย์เป็นการถูกต้องตรงกับหลักความยุตติธรรม กล่าวคือตรงกับธรรมสัตถัมแล้ว พระราชโองการย่อมเข้าประกอบรวมอยู่ในธรรมสัตถัมและมีอำนาจเช่นเดียวกับธรรมสัตถัม พระราชวินิจฉัยและพระราชโองการเช่นนี้เรียกชื่อว่าราชศาสตร์ กล่าวคือวิทยาว่าด้วยราชอำนาจที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ถูกต้องตามธรรม. ธรรมศาสตร์กับราชศาสตร์นี้ย่อมคอยประกอบทำความครบถ้วนบริบูรณ์ให้แก่กันและกัน ทั้งนี้ก็เพราะว่าถึงแม้ธรรมศาสตร์จะมีคุณภาพสูงกว่าราชศาสตร์และเป็นมูลรากให้ราชศาสตร์ได้อาศัยใช้อ้างอิงก็จริง แต่ก็อาจตกเป็นตัวหนังสือที่เป็นหมันตายด้านได้ ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงเป็นพระราชธุระจัดให้บทบัญญัติในธรรมศาสตร์นั้นได้รับการเคารพปฏิบัติตามโดยวิธีการต่าง ๆ ที่พระองค์มีอำนาจจะทรงใช้ได้. {{กม|ข3|45}}ในประเทศพะม่า พระราชวินิจฉัยของมหากษัตริย์ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ทรงอำนวยความยุตติธรรมเป็นอย่างดีนั้นได้เก็บรวบรวมขึ้นเป็นหนังสือประชุมราชวินิจฉัยแยกออกต่างหากจากคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัม ทั้งนี้ก็เพื่อใช้เป็นแบบแก่มหากษัตริย์พระองค์หลัง ๆ และแก่ศาล. ประชุมราชวินิจฉัยนี้ได้ตกทอดมายังสมัยเราบางฉะบับ. แต่โดยมากแล้วราชวินิจฉัยนี้ได้ค่อย ๆ เก็บเอาเข้าไปรวมไว้ในธรรมสัตถัมและกลายไปเป็นบทมาตราเข้าเรียงลำดับและปะปนอยู่ในข้อความของธรรมสัตถัม หรือมิฉะนั้นก็เข้ารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมสัตถัม. พฤตติการณ์ทำนองที่เกิดขึ้นในประเทศพะม่านี้ได้มีขึ้นในประเทศไทยเหมือนกัน เช่นตามประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ ประชุมกฎหมายที่เรียกว่าพระราชบัญญัติ พระราชกำหนดเก่า และพระราชกำหนดใหม่ ซึ่งแยกอยู่ต่างหากมิได้รวมอยู่กับบทกฎหมายทั่วไปนั้น ก็อาจถือได้ว่ามีลักษณะเป็นราชศาสตร์บางประการ แต่พระราชวินิจฉัยที่เก่าแก่ที่สุดนั้นย่อมได้เข้ารวมสมทบอยู่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมศาสตร์ ซึ่งเมื่อเวลาล่วงมานานเข้า<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> atzuddlhzatujfdwpi7nzt5yridpk70 295723 295722 2026-09-19T08:30:13Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295723 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๐|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>อิสสระเต็มที่ในอันที่จะทรงวินิจฉัยชี้ขาดหรือบัญญัติในการเป็นไปในทางที่ขัดที่ตรงกันข้ามกับธรรมสัตถัมหรือกับจารีตประเพณีอันมีอยู่แล้วนั้นได้ แต่พระราชวินิจฉัยชี้ขาดหรือราชโองการนี้จะพึงมีก็แต่อำนาจในเชิงบังคับด้วยกำลังเท่านั้น หามีอำนาจในเชิงบทกฎหมายไม่ แต่ตรงกันข้ามในเมื่อพระราชโองการราชวินิจฉัยชี้ขาดของพระมหากษัตริย์เป็นการถูกต้องตรงกับหลักความยุตติธรรม กล่าวคือตรงกับธรรมสัตถัมแล้ว พระราชโองการย่อมเข้าประกอบรวมอยู่ในธรรมสัตถัมและมีอำนาจเช่นเดียวกับธรรมสัตถัม พระราชวินิจฉัยและพระราชโองการเช่นนี้เรียกชื่อว่าราชศาสตร์ กล่าวคือวิทยาว่าด้วยราชอำนาจที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ถูกต้องตามธรรม. ธรรมศาสตร์กับราชศาสตร์นี้ย่อมคอยประกอบทำความครบถ้วนบริบูรณ์ให้แก่กันและกัน ทั้งนี้ก็เพราะว่าถึงแม้ธรรมศาสตร์จะมีคุณภาพสูงกว่าราชศาสตร์และเป็นมูลรากให้ราชศาสตร์ได้อาศัยใช้อ้างอิงก็จริง แต่ก็อาจตกเป็นตัวหนังสือที่เป็นหมันตายด้านได้ ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงเป็นพระราชธุระจัดให้บทบัญญัติในธรรมศาสตร์นั้นได้รับการเคารพปฏิบัติตามโดยวิธีการต่าง ๆ ที่พระองค์มีอำนาจจะทรงใช้ได้. {{กม|ข3|45}}ในประเทศพะม่า พระราชวินิจฉัยของมหากษัตริย์ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ทรงอำนวยความยุตติธรรมเป็นอย่างดีนั้นได้เก็บรวบรวมขึ้นเป็นหนังสือประชุมราชวินิจฉัยแยกออกต่างหากจากคัมภีร์จำพวกธรรมสัตถัม ทั้งนี้ก็เพื่อใช้เป็นแบบแก่มหากษัตริย์พระองค์หลัง ๆ และแก่ศาล. ประชุมราชวินิจฉัยนี้ได้ตกทอดมายังสมัยเราบางฉะบับ. แต่โดยมากแล้วราชวินิจฉัยนี้ได้ค่อย ๆ เก็บเอาเข้าไปรวมไว้ในธรรมสัตถัมและกลายไปเป็นบทมาตราเข้าเรียงลำดับและปะปนอยู่ในข้อความของธรรมสัตถัม หรือมิฉะนั้นก็เข้ารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมสัตถัม. พฤตติการณ์ทำนองที่เกิดขึ้นในประเทศพะม่านี้ได้มีขึ้นในประเทศไทยเหมือนกัน เช่นตามประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ ประชุมกฎหมายที่เรียกว่าพระราชบัญญัติ พระราชกำหนดเก่า และพระราชกำหนดใหม่ ซึ่งแยกอยู่ต่างหากมิได้รวมอยู่กับบทกฎหมายทั่วไปนั้น ก็อาจถือได้ว่ามีลักษณะเป็นราชศาสตร์บางประการ แต่พระราชวินิจฉัยที่เก่าแก่ที่สุดนั้นย่อมได้เข้ารวมสมทบอยู่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมศาสตร์ ซึ่งเมื่อเวลาล่วงมานานเข้า<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 3u5igaq2b5e0mu0vk98cxouxpj7cojh หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/57 250 91246 295725 2026-09-19T08:32:51Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295725 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๑|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>พระธรรมศาสตร์นั้นจึงได้เปลี่ยนแปลงตัดทอนร่อยหรอไป ปรากฏแต่โครงร่างกับเนื้อความที่ขาดกระท่อนกระแท่นอยู่. ธรรมเนียมอันเป็นที่ถือกันว่าพระราชโองการจะมีอำนาจใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อได้มีมูลรากอิงอยู่ในจารีตประเพณีหรือในธรรมสัตถัมนั้นได้มีน้ำหนักมั่นคงมาก จนแม้เมื่อกรุงศรีอยุธยาได้เสียแก่ข้าศึกแล้วก็ดี, ธรรมเนียมนี้ก็ยังคงดำรงอยู่ ดั่งเราได้เห็นมาแล้วว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ มิได้ทรงถือว่าพระองค์มีพระราชอำนาจที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทกฎหมายเก่า ส่วนบทกฎหมายบางเรื่องที่แก้ไขในรัชชสมัยของพระองค์นั้นก็โดยทรงพระราชดำริว่าบทกฎหมายเก่านั้น ๆ ได้คลาดเคลื่อนเสื่อมทรามไปเพราะผู้มีจิตต์ทุจจริตดัดแปลงให้ทรามลง พระองค์ทรงมั่นพระราชหฤทัยว่าบทกฎหมายเก่านั้น ถ้าหากดำรงคงอยู่ในฐานะดั้งเดิมมิได้ถูกคนทุจจริตเปลี่ยนแปลงแล้ว ย่อมจะเป็นบัญญัติที่ถูกต้องตรงกับหลักความยุตติธรรม ทั้งนี้ก็เพราะว่ากฎหมายนั้น ๆ ได้มีมูลรากตั้งอยู่ในจารีตประเพณีและธรรมสัตถัม. พระองค์จึ่งได้ทรงถือว่างานตรวจชำระบทกฎหมายเก่านั้นเปรียบได้เสมือนกับงานสังคายนาคัมภีร์พระไตรปิฎก. กล่าวคือคงเป็นแต่เพียงการฟื้นฟูบทบัญญัติเก่าให้กลับสู่สภาพอันแท้จริงตามเดิมเท่านั้น. และในเมื่อพระองค์ทรงมีพระราชโองการแก่คณะกรรมการตรวจชำระกฎหมายให้ตรวจ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}บทกฎหมายให้ถูกถ้วนตามบาลีและเนื้อความนั้นตามความประกาศพระราชปรารภ ก็ดูเป็นที่ว่าพระองค์ทรงมุ่งหมายถึงการแบ่งกฎหมายออกเป็นมูลคดีและ{{ตตฉ|สารคดี|สาขคดี}} กล่าวคือบทบัญญัติในพระธรรมศาสตร์และบทบัญญัติในราชศาสตร์ ฉะนั้นการชำระกฎหมายตอนนี้ก็เท่ากับเป็นการจัดวางพระราชกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติต่าง ๆ เข้าไว้ให้ถูกต้องตามลำดับหัวข้อแห่งพระธรรมศาสตร์. {{กม|ข3|46}}เราทราบแล้วว่าบทกฎหมายเก่านั้น แม้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็ได้เคยมีการตรวจชำระสะสางทำนองเดียวกันกับการตรวจชำระในรัชชกาลที่ ๑ แห่งสมัยรัตนโกสินทรมาแล้วหลายครั้ง คำปรารภในกฎสามสิบหกข้อก็ยังแสดงให้เราพอทราบเป็นเค้าถึงวิธีการตรวจชำระในกฎหมายที่ได้กระทำในรัชชกาลของพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งในตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเข้าใจว่าแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (เจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ) ในคำปรารภนี้ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์พระองค์นี้มีพระบรมราชโองการแก่ลูกขุนให้จัดการย่อ<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 57knecwhl9zdiszljm58stvcqjif87l 295726 295725 2026-09-19T08:33:03Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295726 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๑|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>พระธรรมศาสตร์นั้นจึงได้เปลี่ยนแปลงตัดทอนร่อยหรอไป ปรากฏแต่โครงร่างกับเนื้อความที่ขาดกระท่อนกระแท่นอยู่. ธรรมเนียมอันเป็นที่ถือกันว่าพระราชโองการจะมีอำนาจใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อได้มีมูลรากอิงอยู่ในจารีตประเพณีหรือในธรรมสัตถัมนั้นได้มีน้ำหนักมั่นคงมาก จนแม้เมื่อกรุงศรีอยุธยาได้เสียแก่ข้าศึกแล้วก็ดี, ธรรมเนียมนี้ก็ยังคงดำรงอยู่ ดั่งเราได้เห็นมาแล้วว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ มิได้ทรงถือว่าพระองค์มีพระราชอำนาจที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทกฎหมายเก่า ส่วนบทกฎหมายบางเรื่องที่แก้ไขในรัชชสมัยของพระองค์นั้นก็โดยทรงพระราชดำริว่าบทกฎหมายเก่านั้น ๆ ได้คลาดเคลื่อนเสื่อมทรามไปเพราะผู้มีจิตต์ทุจจริตดัดแปลงให้ทรามลง พระองค์ทรงมั่นพระราชหฤทัยว่าบทกฎหมายเก่านั้น ถ้าหากดำรงคงอยู่ในฐานะดั้งเดิมมิได้ถูกคนทุจจริตเปลี่ยนแปลงแล้ว ย่อมจะเป็นบัญญัติที่ถูกต้องตรงกับหลักความยุตติธรรม ทั้งนี้ก็เพราะว่ากฎหมายนั้น ๆ ได้มีมูลรากตั้งอยู่ในจารีตประเพณีและธรรมสัตถัม. พระองค์จึ่งได้ทรงถือว่างานตรวจชำระบทกฎหมายเก่านั้นเปรียบได้เสมือนกับงานสังคายนาคัมภีร์พระไตรปิฎก. กล่าวคือคงเป็นแต่เพียงการฟื้นฟูบทบัญญัติเก่าให้กลับสู่สภาพอันแท้จริงตามเดิมเท่านั้น. และในเมื่อพระองค์ทรงมีพระราชโองการแก่คณะกรรมการตรวจชำระกฎหมายให้ตรวจ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}บทกฎหมายให้ถูกถ้วนตามบาลีและเนื้อความนั้นตามความประกาศพระราชปรารภ ก็ดูเป็นที่ว่าพระองค์ทรงมุ่งหมายถึงการแบ่งกฎหมายออกเป็นมูลคดีและ{{ตตฉ|สารคดี|สาขคดี}} กล่าวคือบทบัญญัติในพระธรรมศาสตร์และบทบัญญัติในราชศาสตร์ ฉะนั้นการชำระกฎหมายตอนนี้ก็เท่ากับเป็นการจัดวางพระราชกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติต่าง ๆ เข้าไว้ให้ถูกต้องตามลำดับหัวข้อแห่งพระธรรมศาสตร์. {{กม|ข3|46}}เราทราบแล้วว่าบทกฎหมายเก่านั้น แม้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็ได้เคยมีการตรวจชำระสะสางทำนองเดียวกันกับการตรวจชำระในรัชชกาลที่ ๑ แห่งสมัยรัตนโกสินทรมาแล้วหลายครั้ง คำปรารภในกฎสามสิบหกข้อก็ยังแสดงให้เราพอทราบเป็นเค้าถึงวิธีการตรวจชำระในกฎหมายที่ได้กระทำในรัชชกาลของพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งในตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเข้าใจว่าแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (เจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ) ในคำปรารภนี้ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์พระองค์นี้มีพระบรมราชโองการแก่ลูกขุนให้จัดการย่อ<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> kt1td2l3qjwlbf5igflnjkjky1ip5mq หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/58 250 91247 295727 2026-09-19T08:36:50Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295727 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เนื้อความในพระราชกฤษฎีการวม ๓๖ ข้อของพระเจ้าแผ่นดิน ๒ พระองค์ก่อนหน้าที่จะมาถึงรัชชสมัยของพระองค์ โดยการพิเคราะห์งานชำระบทกฎหมายครั้งนั้นเราสังเกตพบขั้นหนึ่งแห่งความผันแปรเปลี่ยนแปลงอันทำให้เนื้อความแห่งพระราชกฤษฎีกาเดิมกลายมามีความย่นย่อลงมาเป็นบทมาตราของกฎหมายขึ้น ซึ่งในกาลต่อมาจะได้ประมวลเข้าอยู่ภายใต้หัวข้อต่าง ๆ ของพระธรรมศาสตร์. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงมีความเห็นว่าการตรวจชำระกฎหมายซึ่งมีสืบมาเป็นลำดับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะช่วยทำให้กิจการหน้าที่ของศาลสะดวกง่ายขึ้น. โดยการตรวจชำระกฎหมายย่อมเป็นการ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}คัดเลือกเอาแต่บทกฎหมายซึ่งยังใช้ได้อยู่. ทั้งนี้ย่อมจะทำให้ฉะบับกฎหมายมีจำนวนน้อยลง ไม่ทับถมทวีสับสน ถ้าหากไม่ทำเสียเช่นนี้แล้ว ในไม่ช้านานการที่ศาลจะไปค้นคว้าหาฉะบับซึ่งบรรจุตัวบทกฎหมายอันตรงกับความต้องการนั้นจะทำได้ด้วยยากมาก {{ตตฉ|ความความเห็น}}ที่ยกมานี้มีน้ำหนักฟังได้เป็นความจริง แต่ในเมื่อเราพิจารณาใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนแล้ว เราจะเห็นว่าเหตุอันแท้จริงที่ทำให้มีการตรวจชำระกฎหมายได้เนื่องมาจากลักษณะที่ว่าพระธรรมศาสตร์และราชศาสตร์ทั้งสองนี้ต่างก็มีส่วนหน้าที่ฉะเพาะของตนในการก่อกำเนิดให้แก่กฎหมาย ดั่งข้าพเจ้าจะได้อธิบายต่อไปนี้ คือ {{กม|ข3|47}}สำหรับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์นั้น โดยสภาพนั้นเองย่อมเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงและมีความดำรงคงทนตลอดไปไม่รู้สุดสิ้นยกเลิก แต่ส่วนพระราชวินิจฉัยและพระราชโองการของพระมหากษัตริย์นั้นตรงกันข้าม. คงเป็นแต่เพียงคำสั่ง อาจเพิกถอนได้เสมอ และตามหลักแล้วจะมีผลใช้บังคับได้ก็แต่เพียงในรัชชสมัยของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงประกาศพระบรมราชโองการนั้นเท่านั้น พฤตติการณ์บางอย่างที่เกี่ยวเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเศก เช่นพฤตติการณ์ที่ข้าราชการของพระมหากษัตริย์พระองค์ที่เพิ่งเสด็จสวรรคตล่วงลับไปนั้น หากจะสามารถดำรงตำแหน่งรับราชการต่อไปอีกได้ ก็โดยพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงโปรดให้แต่งตั้งรับราชการสืบไป พฤตติการณ์นี้เป็นต้นแสดงให้เห็นว่าในชั้นดั้งเดิมอำนาจของพระมหากษัตริย์ในประเทศไทยย่อมระงับลงพร้อมพระชนม์ชีพของพระองค์ และไม่ตกทอดสืบไปยังพระมหากษัตริย์{{ตตฉ|พระองต์|พระองค์}}ใหม่ที่เสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์แทนพระองค์ แต่พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่นี้จะต้องได้รับการแต่งตั้งใหม่ คือพระราชพิธี<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> b9zaxauiqoj05z1qy973aa4uu9kuhf7 295728 295727 2026-09-19T08:37:01Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295728 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เนื้อความในพระราชกฤษฎีการวม ๓๖ ข้อของพระเจ้าแผ่นดิน ๒ พระองค์ก่อนหน้าที่จะมาถึงรัชชสมัยของพระองค์ โดยการพิเคราะห์งานชำระบทกฎหมายครั้งนั้นเราสังเกตพบขั้นหนึ่งแห่งความผันแปรเปลี่ยนแปลงอันทำให้เนื้อความแห่งพระราชกฤษฎีกาเดิมกลายมามีความย่นย่อลงมาเป็นบทมาตราของกฎหมายขึ้น ซึ่งในกาลต่อมาจะได้ประมวลเข้าอยู่ภายใต้หัวข้อต่าง ๆ ของพระธรรมศาสตร์. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงมีความเห็นว่าการตรวจชำระกฎหมายซึ่งมีสืบมาเป็นลำดับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะช่วยทำให้กิจการหน้าที่ของศาลสะดวกง่ายขึ้น. โดยการตรวจชำระกฎหมายย่อมเป็นการ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}คัดเลือกเอาแต่บทกฎหมายซึ่งยังใช้ได้อยู่. ทั้งนี้ย่อมจะทำให้ฉะบับกฎหมายมีจำนวนน้อยลง ไม่ทับถมทวีสับสน ถ้าหากไม่ทำเสียเช่นนี้แล้ว ในไม่ช้านานการที่ศาลจะไปค้นคว้าหาฉะบับซึ่งบรรจุตัวบทกฎหมายอันตรงกับความต้องการนั้นจะทำได้ด้วยยากมาก {{ตตฉ|ความความเห็น}}ที่ยกมานี้มีน้ำหนักฟังได้เป็นความจริง แต่ในเมื่อเราพิจารณาใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนแล้ว เราจะเห็นว่าเหตุอันแท้จริงที่ทำให้มีการตรวจชำระกฎหมายได้เนื่องมาจากลักษณะที่ว่าพระธรรมศาสตร์และราชศาสตร์ทั้งสองนี้ต่างก็มีส่วนหน้าที่ฉะเพาะของตนในการก่อกำเนิดให้แก่กฎหมาย ดั่งข้าพเจ้าจะได้อธิบายต่อไปนี้ คือ {{กม|ข3|47}}สำหรับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์นั้น โดยสภาพนั้นเองย่อมเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงและมีความดำรงคงทนตลอดไปไม่รู้สุดสิ้นยกเลิก แต่ส่วนพระราชวินิจฉัยและพระราชโองการของพระมหากษัตริย์นั้นตรงกันข้าม. คงเป็นแต่เพียงคำสั่ง อาจเพิกถอนได้เสมอ และตามหลักแล้วจะมีผลใช้บังคับได้ก็แต่เพียงในรัชชสมัยของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงประกาศพระบรมราชโองการนั้นเท่านั้น พฤตติการณ์บางอย่างที่เกี่ยวเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเศก เช่นพฤตติการณ์ที่ข้าราชการของพระมหากษัตริย์พระองค์ที่เพิ่งเสด็จสวรรคตล่วงลับไปนั้น หากจะสามารถดำรงตำแหน่งรับราชการต่อไปอีกได้ ก็โดยพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงโปรดให้แต่งตั้งรับราชการสืบไป พฤตติการณ์นี้เป็นต้นแสดงให้เห็นว่าในชั้นดั้งเดิมอำนาจของพระมหากษัตริย์ในประเทศไทยย่อมระงับลงพร้อมพระชนม์ชีพของพระองค์ และไม่ตกทอดสืบไปยังพระมหากษัตริย์{{ตตฉ|พระองต์|พระองค์}}ใหม่ที่เสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์แทนพระองค์ แต่พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่นี้จะต้องได้รับการแต่งตั้งใหม่ คือพระราชพิธี<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> cizqncdq9e7osceeghbzo5gqa9eejlq หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/59 250 91248 295730 2026-09-19T08:37:54Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295730 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>บรมราชาภิเศก โดยเหตุนี้พระองค์ย่อมทรงเริ่มรัชชกาลของพระองค์ด้วยพระราชหัตถ์อันเป็นอิสสระ มิต้องทรงอยู่ในความผูกมัดใด ๆ จากพระราชโองการของพระองค์ก่อน. การสะดุดหยุดลงอันเนื่องจากการเปลี่ยนรัชชกาลนี้ได้ผลิผลออกไปไกลมาก จะทำให้แม้คดีต่าง ๆ ที่ว่ากล่าวกันค้างอยู่ในศาลทั้งหลายก็เป็นอันยกเลิกร้างไป (ดู [[ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง/เล่ม 1/ส่วนที่ 13|กฎหมายลักษณะตระลาการ]] มาตรา ๑๑๐)<ref>การอ้างบทมาตราในกฎหมายเก่านั้นได้อ้างตามเลขลำดับใน[[ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง|ฉะบับพิมพ์ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง]]</ref> โดยการสวรรคตของพระมหากษัตริย์นี้เอง พระบรมราชโองการต่าง ๆ ที่พระองค์ได้ทรงประกาศไว้ในระหว่างดำรงพระชนม์อยู่นั้นจึ่งเป็นอันล่วงสมัยตกไปใช้ไม่ได้เสียเลย การที่พระราชโองการของพระมหากษัตริย์ขาดความยืนยงเช่นนี้ เป็นเหตุให้เกิดข้อขัดข้องไม่สะดวกในการปกครอง เพราะพระราชโองการอาจเป็นข้อบังคับอันมีประโยชน์สำหรับแผ่นดินต่อไป ฉะนั้นจึ่งจำเป็นต้องหาวิธีที่จะทำให้พระราชโองการมีความมั่นคงขึ้นใช้บังคับได้เนืองนิตย์ภายหลังรัชชกาลที่พระราชโองการนั้น ๆ ได้ออกประกาศแล้ว วิธีที่จะทำเช่นนี้ก็มีอยู่แต่อย่างเดียว คือการเอาพระราชโองการนั้นประกอบสมทบเข้าไว้เสียในธรรมสัตถัม เพื่อการอันนี้ก็มีเพียงจะพิเคราะห์ดูถึงความถูกต้องตรงกันของพระราชโองการนั้น ๆ กับหลักอันกล่าวไว้ในธรรมสัตถัม ถ้าหากเห็นว่าพระราชโองการนั้นลงกันกับธรรมสัตถัม ก็เป็นอันว่าจะจัดเข้ารวมไว้ในธรรมสัตถัมได้ โดยเอาเนื้อความในพระราชโองการแต่งเป็นบทมาตราอันบัญญัติความทั่วไป และจัดลำดับให้เข้าไปอยู่ตามหมวดหมู่ของพระราชโองการอื่น ๆ ลักษณะเดียวกันซึ่งได้นำมาจัดวางไว้แต่ก่อน ๆ แล้ว โดยอาการเช่นนี้พระราชโองการของพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งจึ่งตกทอดต่อมาเป็นที่ใช้ได้ในรัชชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ดำรงราชย์สืบต่อมาได้โดยไม่มีความขัดข้องประหนึ่งว่าเป็นบทบัญญัติในธรรมสัตถัม การตรวจชำระ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}ที่ได้กระทำสืบ ๆ มาหลายครั้งหลายคราวแก่บทกฎหมายไทยในรัชชสมัยต่าง ๆ กันนั้นก็ย่อมมีวัตถุประสงค์เป็นทำนองดั่งกล่าวมาข้างต้นนี้ แต่ย่อมจะเป็นอยู่เองตามธรรมดาว่าสำหรับพระมหาราชวงศ์ที่มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นและกอปร์ด้วยอำนาจเข้มแข็งแล้ว พระราชโองการของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์นั้นย่อมจะได้รับการพิเคราะห์ตรวจชำระว่าถูกต้องตรงกันกับธรรมสัตถัมเสมอ<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> ab8w6k6865jro1q0vpn4ne51yew6908 295731 295730 2026-09-19T08:38:08Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295731 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>บรมราชาภิเศก โดยเหตุนี้พระองค์ย่อมทรงเริ่มรัชชกาลของพระองค์ด้วยพระราชหัตถ์อันเป็นอิสสระ มิต้องทรงอยู่ในความผูกมัดใด ๆ จากพระราชโองการของพระองค์ก่อน. การสะดุดหยุดลงอันเนื่องจากการเปลี่ยนรัชชกาลนี้ได้ผลิผลออกไปไกลมาก จะทำให้แม้คดีต่าง ๆ ที่ว่ากล่าวกันค้างอยู่ในศาลทั้งหลายก็เป็นอันยกเลิกร้างไป (ดู [[ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง/เล่ม 1/ส่วนที่ 13|กฎหมายลักษณะตระลาการ]] มาตรา ๑๑๐)<ref>การอ้างบทมาตราในกฎหมายเก่านั้นได้อ้างตามเลขลำดับใน[[ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง|ฉะบับพิมพ์ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง]]</ref> โดยการสวรรคตของพระมหากษัตริย์นี้เอง พระบรมราชโองการต่าง ๆ ที่พระองค์ได้ทรงประกาศไว้ในระหว่างดำรงพระชนม์อยู่นั้นจึ่งเป็นอันล่วงสมัยตกไปใช้ไม่ได้เสียเลย การที่พระราชโองการของพระมหากษัตริย์ขาดความยืนยงเช่นนี้ เป็นเหตุให้เกิดข้อขัดข้องไม่สะดวกในการปกครอง เพราะพระราชโองการอาจเป็นข้อบังคับอันมีประโยชน์สำหรับแผ่นดินต่อไป ฉะนั้นจึ่งจำเป็นต้องหาวิธีที่จะทำให้พระราชโองการมีความมั่นคงขึ้นใช้บังคับได้เนืองนิตย์ภายหลังรัชชกาลที่พระราชโองการนั้น ๆ ได้ออกประกาศแล้ว วิธีที่จะทำเช่นนี้ก็มีอยู่แต่อย่างเดียว คือการเอาพระราชโองการนั้นประกอบสมทบเข้าไว้เสียในธรรมสัตถัม เพื่อการอันนี้ก็มีเพียงจะพิเคราะห์ดูถึงความถูกต้องตรงกันของพระราชโองการนั้น ๆ กับหลักอันกล่าวไว้ในธรรมสัตถัม ถ้าหากเห็นว่าพระราชโองการนั้นลงกันกับธรรมสัตถัม ก็เป็นอันว่าจะจัดเข้ารวมไว้ในธรรมสัตถัมได้ โดยเอาเนื้อความในพระราชโองการแต่งเป็นบทมาตราอันบัญญัติความทั่วไป และจัดลำดับให้เข้าไปอยู่ตามหมวดหมู่ของพระราชโองการอื่น ๆ ลักษณะเดียวกันซึ่งได้นำมาจัดวางไว้แต่ก่อน ๆ แล้ว โดยอาการเช่นนี้พระราชโองการของพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งจึ่งตกทอดต่อมาเป็นที่ใช้ได้ในรัชชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ดำรงราชย์สืบต่อมาได้โดยไม่มีความขัดข้องประหนึ่งว่าเป็นบทบัญญัติในธรรมสัตถัม การตรวจชำระ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}ที่ได้กระทำสืบ ๆ มาหลายครั้งหลายคราวแก่บทกฎหมายไทยในรัชชสมัยต่าง ๆ กันนั้นก็ย่อมมีวัตถุประสงค์เป็นทำนองดั่งกล่าวมาข้างต้นนี้ แต่ย่อมจะเป็นอยู่เองตามธรรมดาว่าสำหรับพระมหาราชวงศ์ที่มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นและกอปร์ด้วยอำนาจเข้มแข็งแล้ว พระราชโองการของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์นั้นย่อมจะได้รับการพิเคราะห์ตรวจชำระว่าถูกต้องตรงกันกับธรรมสัตถัมเสมอ<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> c3gvlzw2mexc0y7bratyj9qvv35g7gr หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/60 250 91249 295732 2026-09-19T08:38:23Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295732 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ไป การพิเคราะห์ตรวจชำระในกรณีเช่นนี้ย่อมกระทำกันพอเป็นพิธีตามทางทฤษฎีเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นพฤตติการณ์เช่นนี้ก็ยังคงเป็นที่ชี้ให้เห็นถึงเค้ามูลดั้งเดิมและปัจจัยอันแท้จริงที่ให้เกิดมีการตรวจชำระบทกฎหมายในรัชชสมัยต่าง ๆ นั้นว่ามิใช่เนื่องมาจากเหตุอื่นนอกจากน้ำหนักของธรรมศาสตร์ซึ่งดีกว่าน้ำหนักของราชศาสตร์นั่นเท่านั้น {{กม|ข3|48}}เมื่อพูดโดยสรุปรวบรัดแล้วก็อาจจะกล่าวได้ว่าที่มาอันดั้งเดิมของกฎหมายไทยนั้นมีอยู่สองชะนิดเท่านั้น คือชะนิดหนึ่งเป็นที่มาซึ่งเป็นลายลักษณ์อักษร และอีกชะนิดหนึ่งซึ่งมิได้เป็นลายลักษณ์อักษร ชะนิดหลังนี้ได้แก่จารีตประเพณี ส่วนชะนิดแรกได้แก่คัมภีร์ธรรมสัตถัม คือพระธรรมศาสตร์ ครั้นเมื่อเวลาค่อย ๆ ล่วงมา ก็ได้มีการนำเอาพระราชโองการของพระมหากษัตริย์ซึ่งถูกต้องลงรอยกันกับจารีตประเพณีและหลักในธรรมสัตถัมเข้ามาเพิ่มเติมสมทบกับบทบัญญัติเดิมแห่งคัมภีร์ธรรมสัตถัม การประมวลเอาเข้าสมทบนี้ได้เป็นไปในทำนองซึ่งตามที่เป็นอยู่เนือง ๆ แล้วมักจะเป็นการพ้นวิสัยที่จะแยกพิเคราะห์ในบรรดาบทกฎหมายที่ตกมาถึงยุคเราให้รู้ว่าบทใดเป็นบทอันแท้จริงของธรรมสัตถัมมาแต่เดิม และบทใดได้นำเข้ามาเพิ่มเติมในภายหลัง แต่ควรสังเกตว่าในกฎหมายเก่ายังพบบทบัญญัติหลายแห่งซึ่งแม้จะได้ปรากฏอยู่เป็นมาตราทำนองบทกฎหมาย แต่โดยสำนวนความที่ได้แต่งข้อบัญญัติเหล่านี้เป็นที่ให้เห็นว่าข้อบัญญัติเหล่านี้ยังสงวนรักษาเค้าของกรณีโดยเฉพาะซึ่งเป็นเหตุให้เกิดข้อบัญญัตินี้ขึ้น เราจึ่งอาจสันนิษฐานได้ว่าข้อบัญญัติเหล่านี้เป็นส่วนเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อขยายความในกฎหมายเดิมหรือธรรมสัตถัม โดยพระมหากษัตริย์ได้ทรงกระทำในฐานะที่ทรงเป็นผู้ตีความในคัมภีร์ธรรมสัตถัม ส่วนข้อบัญญัติดั้งเดิมของธรรมสัตถัมนั้น เราอาจสังเกตได้จากลักษณะการที่ข้อบัญญัตินั้น ๆ อ้างว่ามโนสาราจารย์เป็นผู้กล่าวไว้ หรือจากลักษณะที่ข้อบัญญัตินั้น ๆ แสดงหลักกฎหมายใหญ่ ๆ ไม่จำกัดฉะเพาะเหตุการณ์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดีมีบทบัญญัติอีกเป็นจำนวนมากซึ่งเรายังไม่สามารถที่จะทำการชี้ขาดยืนยันอย่างใดลงไปได้. ในที่สุดเราไม่ควรลืมว่านอกจากกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ยังมีจารีตประเพณีอยู่อีกซึ่งเป็นที่มาแห่งกฎหมายอันสำคัญอยู่เหมือนกัน แต่จารีตประเพณีนี้หาได้รวบรวมทำเป็นประมวลขึ้นโดยครบถ้วนสิ้นเชิงไม่ หากปรากฏขึ้นเป็นตัวบทกฎหมายบ้าง<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 4fklgbsrcfyns5sdjl44nj6073sz4sl 295733 295732 2026-09-19T08:38:34Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295733 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ไป การพิเคราะห์ตรวจชำระในกรณีเช่นนี้ย่อมกระทำกันพอเป็นพิธีตามทางทฤษฎีเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นพฤตติการณ์เช่นนี้ก็ยังคงเป็นที่ชี้ให้เห็นถึงเค้ามูลดั้งเดิมและปัจจัยอันแท้จริงที่ให้เกิดมีการตรวจชำระบทกฎหมายในรัชชสมัยต่าง ๆ นั้นว่ามิใช่เนื่องมาจากเหตุอื่นนอกจากน้ำหนักของธรรมศาสตร์ซึ่งดีกว่าน้ำหนักของราชศาสตร์นั่นเท่านั้น {{กม|ข3|48}}เมื่อพูดโดยสรุปรวบรัดแล้วก็อาจจะกล่าวได้ว่าที่มาอันดั้งเดิมของกฎหมายไทยนั้นมีอยู่สองชะนิดเท่านั้น คือชะนิดหนึ่งเป็นที่มาซึ่งเป็นลายลักษณ์อักษร และอีกชะนิดหนึ่งซึ่งมิได้เป็นลายลักษณ์อักษร ชะนิดหลังนี้ได้แก่จารีตประเพณี ส่วนชะนิดแรกได้แก่คัมภีร์ธรรมสัตถัม คือพระธรรมศาสตร์ ครั้นเมื่อเวลาค่อย ๆ ล่วงมา ก็ได้มีการนำเอาพระราชโองการของพระมหากษัตริย์ซึ่งถูกต้องลงรอยกันกับจารีตประเพณีและหลักในธรรมสัตถัมเข้ามาเพิ่มเติมสมทบกับบทบัญญัติเดิมแห่งคัมภีร์ธรรมสัตถัม การประมวลเอาเข้าสมทบนี้ได้เป็นไปในทำนองซึ่งตามที่เป็นอยู่เนือง ๆ แล้วมักจะเป็นการพ้นวิสัยที่จะแยกพิเคราะห์ในบรรดาบทกฎหมายที่ตกมาถึงยุคเราให้รู้ว่าบทใดเป็นบทอันแท้จริงของธรรมสัตถัมมาแต่เดิม และบทใดได้นำเข้ามาเพิ่มเติมในภายหลัง แต่ควรสังเกตว่าในกฎหมายเก่ายังพบบทบัญญัติหลายแห่งซึ่งแม้จะได้ปรากฏอยู่เป็นมาตราทำนองบทกฎหมาย แต่โดยสำนวนความที่ได้แต่งข้อบัญญัติเหล่านี้เป็นที่ให้เห็นว่าข้อบัญญัติเหล่านี้ยังสงวนรักษาเค้าของกรณีโดยเฉพาะซึ่งเป็นเหตุให้เกิดข้อบัญญัตินี้ขึ้น เราจึ่งอาจสันนิษฐานได้ว่าข้อบัญญัติเหล่านี้เป็นส่วนเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อขยายความในกฎหมายเดิมหรือธรรมสัตถัม โดยพระมหากษัตริย์ได้ทรงกระทำในฐานะที่ทรงเป็นผู้ตีความในคัมภีร์ธรรมสัตถัม ส่วนข้อบัญญัติดั้งเดิมของธรรมสัตถัมนั้น เราอาจสังเกตได้จากลักษณะการที่ข้อบัญญัตินั้น ๆ อ้างว่ามโนสาราจารย์เป็นผู้กล่าวไว้ หรือจากลักษณะที่ข้อบัญญัตินั้น ๆ แสดงหลักกฎหมายใหญ่ ๆ ไม่จำกัดฉะเพาะเหตุการณ์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดีมีบทบัญญัติอีกเป็นจำนวนมากซึ่งเรายังไม่สามารถที่จะทำการชี้ขาดยืนยันอย่างใดลงไปได้. ในที่สุดเราไม่ควรลืมว่านอกจากกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ยังมีจารีตประเพณีอยู่อีกซึ่งเป็นที่มาแห่งกฎหมายอันสำคัญอยู่เหมือนกัน แต่จารีตประเพณีนี้หาได้รวบรวมทำเป็นประมวลขึ้นโดยครบถ้วนสิ้นเชิงไม่ หากปรากฏขึ้นเป็นตัวบทกฎหมายบ้าง<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> cctuhfek2uym08x65csq4spi2den4dk หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/61 250 91250 295734 2026-09-19T08:39:05Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295734 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>นั้นก็เป็นแต่เพียงโดยเหตุบังเอิญในเมื่อมีปัญหาข้อโต้เถียงบางประการเกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับวัตถุจารีตประเพณีนั้น โดยเหตุนี้จึงมีส่วนใหญ่ของกฎหมายเก่าส่วนหนึ่งซึ่งได้หลุดลอดไปมิเป็นที่รู้ได้แก่เราในปัจจุบันนี้ หรือหากเราจะรู้ได้บ้างก็เป็นแต่เพียงโดยทำนองที่ไม่ครบบริบูรณ์. {{ลห|d1|บทที่ ๓ <br> {{สนต|การแบ่งต่าง ๆ อย่างทั่วไป}}|120}} {{ลห|d2|๑. {{สนต|การแบ่งสมัยสำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}|110}} {{กม|ข3|49}}ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยนั้นควรแบ่งออกเป็นสี่สมัย คือ ๑) สมัยกรุงศรีอยุธยา ๒) สมัยสามรัชชกาลแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร ๓) สมัยรัชชกาลที่ ๔ และต้นรัชชกาลที่ ๕ ๔) สมัยประมวลกฎหมาย สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อพิเคราะห์ตามสภาพปัจจุบันแห่งความรู้ที่เราค้นคว้าเอามาได้ จะเห็นว่าออกจะเป็นการเร็วเกินไปที่จะพยายามจัดแบ่งกฎหมายในกรุงศรีอยุธยาออกเป็นสมัยต่าง ๆ กันได้ หลักฐานอันสำคัญที่ใช้ประกอบการค้นคว้าถึงกฎหมายในกรุงศรีอยุธยานั้นก็คือชุมนุมบทกฎหมายที่ได้ประมวลในรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร โดยการประมวลนี้ยังสงวนรักษาบทกฎหมายเก่าไว้เป็นจำนวนมาก แต่ตามที่ได้อธิบายมาแล้วบรรดากฎหมายเก่าที่ได้ตกทอดมาถึงรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทรนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขและเพิ่มเติมมาแล้วตามลำดับระยะเวลาของสมัยต่าง ๆ เรื่อย ๆ มา โดยเหตุนี้ควรถือเอาบทกฎหมายเก่าเหล่านี้ในฐานะที่เป็นบทกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในขณะที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึกเท่านั้น อีกประการหนึ่งในบางครั้งคงจะเป็นการยากพอสมควรแก่สติปัญญาเราที่จะแยกพิเคราะห์ในประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ นั้นว่าส่วนใดเป็นเนื้อแท้ของกฎหมายเก่า และส่วนใดเป็นส่วนที่กรรมการผู้ทำการตรวจชำระได้นำเอามาสมทบเข้าไว้ใหม่ อาศัยเหตุดั่งบรรยายมานี้จึ่งเป็นอันว่าในชั้นแรกที่ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยยังไม่เจริญนี้ เราต้องพอใจแต่เพียงในการที่เราสามารถได้ความรู้ถึงสภาพกฎหมายตามที่เป็นอยู่ก่อนการชำระ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}ในรัชชกาลที่ ๑ คือตามที่เป็นอยู่ในตอนสุดท้ายแห่งสมัยกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็ควรกล่าวเพิ่มว่าสำหรับกฎหมายเก่าบางเรื่อง, โดยอาศัยหลักฐานและวิธีพิเคราะห์<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> fvqklfhcov9nxlc9avwqm12vff05i1h 295735 295734 2026-09-19T08:39:19Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295735 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>นั้นก็เป็นแต่เพียงโดยเหตุบังเอิญในเมื่อมีปัญหาข้อโต้เถียงบางประการเกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับวัตถุจารีตประเพณีนั้น โดยเหตุนี้จึงมีส่วนใหญ่ของกฎหมายเก่าส่วนหนึ่งซึ่งได้หลุดลอดไปมิเป็นที่รู้ได้แก่เราในปัจจุบันนี้ หรือหากเราจะรู้ได้บ้างก็เป็นแต่เพียงโดยทำนองที่ไม่ครบบริบูรณ์. {{ลห|d1|บทที่ ๓ <br> {{สนต|การแบ่งต่าง ๆ อย่างทั่วไป}}|120}} {{ลห|d2|๑. {{สนต|การแบ่งสมัยสำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}|110}} {{กม|ข3|49}}ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยนั้นควรแบ่งออกเป็นสี่สมัย คือ ๑) สมัยกรุงศรีอยุธยา ๒) สมัยสามรัชชกาลแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร ๓) สมัยรัชชกาลที่ ๔ และต้นรัชชกาลที่ ๕ ๔) สมัยประมวลกฎหมาย สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อพิเคราะห์ตามสภาพปัจจุบันแห่งความรู้ที่เราค้นคว้าเอามาได้ จะเห็นว่าออกจะเป็นการเร็วเกินไปที่จะพยายามจัดแบ่งกฎหมายในกรุงศรีอยุธยาออกเป็นสมัยต่าง ๆ กันได้ หลักฐานอันสำคัญที่ใช้ประกอบการค้นคว้าถึงกฎหมายในกรุงศรีอยุธยานั้นก็คือชุมนุมบทกฎหมายที่ได้ประมวลในรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร โดยการประมวลนี้ยังสงวนรักษาบทกฎหมายเก่าไว้เป็นจำนวนมาก แต่ตามที่ได้อธิบายมาแล้วบรรดากฎหมายเก่าที่ได้ตกทอดมาถึงรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทรนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขและเพิ่มเติมมาแล้วตามลำดับระยะเวลาของสมัยต่าง ๆ เรื่อย ๆ มา โดยเหตุนี้ควรถือเอาบทกฎหมายเก่าเหล่านี้ในฐานะที่เป็นบทกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในขณะที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึกเท่านั้น อีกประการหนึ่งในบางครั้งคงจะเป็นการยากพอสมควรแก่สติปัญญาเราที่จะแยกพิเคราะห์ในประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ นั้นว่าส่วนใดเป็นเนื้อแท้ของกฎหมายเก่า และส่วนใดเป็นส่วนที่กรรมการผู้ทำการตรวจชำระได้นำเอามาสมทบเข้าไว้ใหม่ อาศัยเหตุดั่งบรรยายมานี้จึ่งเป็นอันว่าในชั้นแรกที่ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยยังไม่เจริญนี้ เราต้องพอใจแต่เพียงในการที่เราสามารถได้ความรู้ถึงสภาพกฎหมายตามที่เป็นอยู่ก่อนการชำระ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}ในรัชชกาลที่ ๑ คือตามที่เป็นอยู่ในตอนสุดท้ายแห่งสมัยกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็ควรกล่าวเพิ่มว่าสำหรับกฎหมายเก่าบางเรื่อง, โดยอาศัยหลักฐานและวิธีพิเคราะห์<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> ddirlaawhsl3pcvsc2zsur3kniu0m97 295770 295735 2026-09-19T08:55:47Z Vesperstelo 11696 295770 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude><section begin="61-1" />นั้นก็เป็นแต่เพียงโดยเหตุบังเอิญในเมื่อมีปัญหาข้อโต้เถียงบางประการเกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับวัตถุจารีตประเพณีนั้น โดยเหตุนี้จึงมีส่วนใหญ่ของกฎหมายเก่าส่วนหนึ่งซึ่งได้หลุดลอดไปมิเป็นที่รู้ได้แก่เราในปัจจุบันนี้ หรือหากเราจะรู้ได้บ้างก็เป็นแต่เพียงโดยทำนองที่ไม่ครบบริบูรณ์. <section end="61-1" /> <section begin="61-2" />{{ลห|d1|บทที่ ๓ <br> {{สนต|การแบ่งต่าง ๆ อย่างทั่วไป}}|120}} {{ลห|d2|๑. {{สนต|การแบ่งสมัยสำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}|110}} {{กม|ข3|49}}ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยนั้นควรแบ่งออกเป็นสี่สมัย คือ ๑) สมัยกรุงศรีอยุธยา ๒) สมัยสามรัชชกาลแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร ๓) สมัยรัชชกาลที่ ๔ และต้นรัชชกาลที่ ๕ ๔) สมัยประมวลกฎหมาย สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อพิเคราะห์ตามสภาพปัจจุบันแห่งความรู้ที่เราค้นคว้าเอามาได้ จะเห็นว่าออกจะเป็นการเร็วเกินไปที่จะพยายามจัดแบ่งกฎหมายในกรุงศรีอยุธยาออกเป็นสมัยต่าง ๆ กันได้ หลักฐานอันสำคัญที่ใช้ประกอบการค้นคว้าถึงกฎหมายในกรุงศรีอยุธยานั้นก็คือชุมนุมบทกฎหมายที่ได้ประมวลในรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร โดยการประมวลนี้ยังสงวนรักษาบทกฎหมายเก่าไว้เป็นจำนวนมาก แต่ตามที่ได้อธิบายมาแล้วบรรดากฎหมายเก่าที่ได้ตกทอดมาถึงรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทรนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขและเพิ่มเติมมาแล้วตามลำดับระยะเวลาของสมัยต่าง ๆ เรื่อย ๆ มา โดยเหตุนี้ควรถือเอาบทกฎหมายเก่าเหล่านี้ในฐานะที่เป็นบทกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในขณะที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึกเท่านั้น อีกประการหนึ่งในบางครั้งคงจะเป็นการยากพอสมควรแก่สติปัญญาเราที่จะแยกพิเคราะห์ในประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ นั้นว่าส่วนใดเป็นเนื้อแท้ของกฎหมายเก่า และส่วนใดเป็นส่วนที่กรรมการผู้ทำการตรวจชำระได้นำเอามาสมทบเข้าไว้ใหม่ อาศัยเหตุดั่งบรรยายมานี้จึ่งเป็นอันว่าในชั้นแรกที่ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยยังไม่เจริญนี้ เราต้องพอใจแต่เพียงในการที่เราสามารถได้ความรู้ถึงสภาพกฎหมายตามที่เป็นอยู่ก่อนการชำระ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}ในรัชชกาลที่ ๑ คือตามที่เป็นอยู่ในตอนสุดท้ายแห่งสมัยกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็ควรกล่าวเพิ่มว่าสำหรับกฎหมายเก่าบางเรื่อง, โดยอาศัยหลักฐานและวิธีพิเคราะห์ <section end="61-2" /><noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> ebzfibrb8ya09pr6zpsempc6y2nak1m หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/62 250 91251 295736 2026-09-19T08:39:43Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295736 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ดูความเก่าใหม่ในบทกฎหมายตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เราคงสามารถดำเนินการพิเคราะห์ไปอีกจนอาจรู้ถึงความวิวัฒน์ผันแปรของกฎหมายในอดีตกาลตามลำดับได้บ้าง ต่อเมื่อไรการค้นคว้าโดยอาศัยร่องรอยเค้าเงื่อนทำนองที่กล่าวนี้ได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างเพียงพอในสาขากฎหมายสาขาต่าง ๆ แล้ว เมื่อนั้นเราจึ่งจะสามารถพิเคราะห์เห็นได้ชัดถึงระยะต่าง ๆ แห่งความวิวัฒน์ของกฎหมายไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาชัดดีขึ้น. {{กม|ข3|50}}สมัยกรุงศรีอยุธยาได้มีระยะเวลายาวมาจนถึงรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร โดยรวมเอารัชชกาลของพระเจ้าตากสินเข้าไว้ด้วย. ในรัชชกาลที่ ๑ นั้นจัดว่าเป็นยุคที่มีกฎหมายใหม่ออกใช้มาก. แต่ทว่ากล่าวตามหลัก บรรดากฎหมายเหล่านี้ดำเนินตามแนวทางใหญ่ ๆ ของกฎหมายในสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือมิฉะนั้นก็เพียงแต่ช่วยสนับสนุนเร่งรัดความวิวัฒน์ผันแปรของกฎหมายซึ่งได้เริ่มต้นก่อขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่หากยังมิได้ปรากฏตัวออกมาถึงขั้นเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร โดยเหตุว่าตั้งแต่เมื่อได้มีการตรวจชำระบทกฎหมายในกรุงศรีอยุธยาเป็นคราวที่สุด ซึ่งได้มีขึ้นเป็นเวลาช้านานไกลมาแล้ว ก็มิได้มีการตรวจชำระบทกฎหมายขึ้นอีกจนมาถึงในรัชชกาลที่ ๑ นี้ บทกฎหมายใหม่ที่ออกในครั้งรัชชกาลที่ ๑ บางบทแทรกเข้ามาปะปนอยู่กับกฎหมายเก่าหรือเป็นการแก้ไขบทกฎหมายเก่าโดยตรง เนื่องจากการชำระ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗–๒๔๓๘ นั้น บางบทก็รวบรวมเป็นประชุมกฎหมายพิเศษเติมต่อท้ายประมวลกฎหมายเดิม เช่นพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดใหม่ ในรัชชกาลที่ ๒ และที่ ๓ นอกจากบทกฎหมายใหม่ไม่กี่ฉะบับและที่สำคัญก็คือกฎหมายโจรห้าเส้นแล้ว ก็กล่าวได้ว่าไม่มีกฎหมายออกเพิ่มเติมจากที่ได้มีอยู่เดิมแล้วอีกเลย กฎหมายในสองรัชชกาลนี้ได้เป็นกฎหมายเดียวกันกับกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑. อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ได้เริ่มสร้างกรุงมาจนถึงขณะนั้น แนวความคิดเชิงกฎหมายในกรุงรัตนโกสินทรย่อมเป็นเช่ยเดียวกันกับแนวความคิดในกรุงศรีอยุธยา. {{ซ|สมัยรัชชกาลที่ ๔ และต้นรัชชกาลที่ ๕|style=font-size:110%}} {{กม|ข3|51}}มาในรัชชกาลที่ ๔ ความเป็นไปต่าง ๆ ได้เปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัยไปอย่างตรงกันข้ามกับที่เป็นมาในสามรัชชกาลต้น ประเทศไทยได้เปิดรับแนวความคิดเห็นของประเทศ<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> c7ejgdalz5wn309kpfd0kotbl26sp3j 295737 295736 2026-09-19T08:39:56Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295737 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ดูความเก่าใหม่ในบทกฎหมายตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เราคงสามารถดำเนินการพิเคราะห์ไปอีกจนอาจรู้ถึงความวิวัฒน์ผันแปรของกฎหมายในอดีตกาลตามลำดับได้บ้าง ต่อเมื่อไรการค้นคว้าโดยอาศัยร่องรอยเค้าเงื่อนทำนองที่กล่าวนี้ได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างเพียงพอในสาขากฎหมายสาขาต่าง ๆ แล้ว เมื่อนั้นเราจึ่งจะสามารถพิเคราะห์เห็นได้ชัดถึงระยะต่าง ๆ แห่งความวิวัฒน์ของกฎหมายไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาชัดดีขึ้น. {{กม|ข3|50}}สมัยกรุงศรีอยุธยาได้มีระยะเวลายาวมาจนถึงรัชชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร โดยรวมเอารัชชกาลของพระเจ้าตากสินเข้าไว้ด้วย. ในรัชชกาลที่ ๑ นั้นจัดว่าเป็นยุคที่มีกฎหมายใหม่ออกใช้มาก. แต่ทว่ากล่าวตามหลัก บรรดากฎหมายเหล่านี้ดำเนินตามแนวทางใหญ่ ๆ ของกฎหมายในสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือมิฉะนั้นก็เพียงแต่ช่วยสนับสนุนเร่งรัดความวิวัฒน์ผันแปรของกฎหมายซึ่งได้เริ่มต้นก่อขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่หากยังมิได้ปรากฏตัวออกมาถึงขั้นเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร โดยเหตุว่าตั้งแต่เมื่อได้มีการตรวจชำระบทกฎหมายในกรุงศรีอยุธยาเป็นคราวที่สุด ซึ่งได้มีขึ้นเป็นเวลาช้านานไกลมาแล้ว ก็มิได้มีการตรวจชำระบทกฎหมายขึ้นอีกจนมาถึงในรัชชกาลที่ ๑ นี้ บทกฎหมายใหม่ที่ออกในครั้งรัชชกาลที่ ๑ บางบทแทรกเข้ามาปะปนอยู่กับกฎหมายเก่าหรือเป็นการแก้ไขบทกฎหมายเก่าโดยตรง เนื่องจากการชำระ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗–๒๔๓๘ นั้น บางบทก็รวบรวมเป็นประชุมกฎหมายพิเศษเติมต่อท้ายประมวลกฎหมายเดิม เช่นพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดใหม่ ในรัชชกาลที่ ๒ และที่ ๓ นอกจากบทกฎหมายใหม่ไม่กี่ฉะบับและที่สำคัญก็คือกฎหมายโจรห้าเส้นแล้ว ก็กล่าวได้ว่าไม่มีกฎหมายออกเพิ่มเติมจากที่ได้มีอยู่เดิมแล้วอีกเลย กฎหมายในสองรัชชกาลนี้ได้เป็นกฎหมายเดียวกันกับกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑. อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ได้เริ่มสร้างกรุงมาจนถึงขณะนั้น แนวความคิดเชิงกฎหมายในกรุงรัตนโกสินทรย่อมเป็นเช่ยเดียวกันกับแนวความคิดในกรุงศรีอยุธยา. {{ซ|สมัยรัชชกาลที่ ๔ และต้นรัชชกาลที่ ๕|style=font-size:110%}} {{กม|ข3|51}}มาในรัชชกาลที่ ๔ ความเป็นไปต่าง ๆ ได้เปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัยไปอย่างตรงกันข้ามกับที่เป็นมาในสามรัชชกาลต้น ประเทศไทยได้เปิดรับแนวความคิดเห็นของประเทศ<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> nph5z2t2soppgski3pogjdv78891tpk หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/63 250 91252 295738 2026-09-19T08:40:17Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295738 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๗|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ทางตะวันตกโดยอาการผลุนผลันรวดเร็ว ดั่งนี้จึ่งทำให้ประเทศไทยเกิดความต้องการที่จะกระทำตนให้ทันเทียมสมัยแห่งอารยธรรมของตะวันตก. ได้เป็นที่เข้าใจกันตั้งแต่ขณะนั้นมาว่าความคิดความเห็นเกี่ยวแก่ระเบียบแบบแผนต่าง ๆ ในทางกฎหมายนั้นมิใช่เป็นการคงที่ตายตัว แต่เป็นการที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามศีลธรรมของประเพณีและความก้าวหน้าในอารยธรรม ฉะนั้นเมื่อมาในสมัยนี้กฎหมายของไทยจึ่งเปลี่ยนรูปโครงไปบ้าง โดยถือเอาหลักความยุตติธรรมเป็นสำคัญแทนข้อบัญญัติแห่งพระธรรมศาสตร์ในการก่อกำเนิดกฎหมาย. ณสมัยนี้พระมหากษัตริย์เริ่มทรงใช้อำนาจบัญญัติกฎหมายโดยแท้จริง. ได้เกิดมีความตระหนักแน่แก่พระทัยว่ากฎหมายเก่าและจารีตประเพณีเดิมนั้นจำเป็นจะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขใหม่ จึงได้เกิดมีบัญญัติกฎหมายขึ้นมากหลายเพื่อแก้บทกฎหมายเก่าและจารีตประเพณีเดิม โดยกฎหมายใหม่นี้อาศัยหลักความยุตติธรรมแต่อย่างเดียวเท่านั้น หรืออ้างถึงการที่จะต้องตอบสนองความต้องการอย่างใหม่ที่มีขึ้นในชุมนุมชน. ส่วนกฎหมายเอกชนโดยเฉพาะนั้น การปรับปรุงแก้ไขอย่างสำคัญได้เกิดมีขึ้นแก่กฎหมายว่าด้วยครอบครัวในเรื่องสิทธิของสามีและบิดามีอยู่เหนือภรรยาและบุตรเป็นต้น และแก่กฎหมายว่าด้วยสัญญา มีอาทิในเรื่องสัญญากู้ยืมและสัญญาขายฝาก. ความเคลื่อนไหวในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้ได้ดำเนินต่อมาในรัชชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ในตอนต้นแห่งรัชชกาลนี้มีบทกฎหมายอันแสดงการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสำคัญชัดเจนฉะบับหนึ่ง คือ[[พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท|พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาษลูกไทย]] บทกฎหมายนี้เป็นขั้นแรกของการที่จะดำเนินไปสู่การยกเลิกเรื่องทาษอันเคยเป็นลักษณะสำคัญในกฎหมายเก่า การเปลี่ยนแปลงกฎหมายในรัชชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ นั้นเป็นไปในทำนองที่เป็นการปรับปรุงแก้ไขฉะเพาะส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นส่วน ๆ ไป แต่การเปลี่ยนแปลงในรัชชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงพร้อมกันไปในทุกส่วนอย่างครบบริบูรณ์ในเชิงกฎหมาย ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้ค่อย ๆ มีการยกเลิกวิธีการอย่างเก่าของกฎหมายเสียโดยสิ้นเชิง โดยอาการดั่งนี้เองเราก็ได้ดำเนินมาถึงสมัยการประมวลกฎหมาย, {{ซ|สมัยการประมวลกฎหมาย|style=font-size:110%}} {{มปก}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 3tdkjx8h2topvlm78qb7x61tkebzan9 295739 295738 2026-09-19T08:40:30Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295739 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๗|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ทางตะวันตกโดยอาการผลุนผลันรวดเร็ว ดั่งนี้จึ่งทำให้ประเทศไทยเกิดความต้องการที่จะกระทำตนให้ทันเทียมสมัยแห่งอารยธรรมของตะวันตก. ได้เป็นที่เข้าใจกันตั้งแต่ขณะนั้นมาว่าความคิดความเห็นเกี่ยวแก่ระเบียบแบบแผนต่าง ๆ ในทางกฎหมายนั้นมิใช่เป็นการคงที่ตายตัว แต่เป็นการที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามศีลธรรมของประเพณีและความก้าวหน้าในอารยธรรม ฉะนั้นเมื่อมาในสมัยนี้กฎหมายของไทยจึ่งเปลี่ยนรูปโครงไปบ้าง โดยถือเอาหลักความยุตติธรรมเป็นสำคัญแทนข้อบัญญัติแห่งพระธรรมศาสตร์ในการก่อกำเนิดกฎหมาย. ณสมัยนี้พระมหากษัตริย์เริ่มทรงใช้อำนาจบัญญัติกฎหมายโดยแท้จริง. ได้เกิดมีความตระหนักแน่แก่พระทัยว่ากฎหมายเก่าและจารีตประเพณีเดิมนั้นจำเป็นจะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขใหม่ จึงได้เกิดมีบัญญัติกฎหมายขึ้นมากหลายเพื่อแก้บทกฎหมายเก่าและจารีตประเพณีเดิม โดยกฎหมายใหม่นี้อาศัยหลักความยุตติธรรมแต่อย่างเดียวเท่านั้น หรืออ้างถึงการที่จะต้องตอบสนองความต้องการอย่างใหม่ที่มีขึ้นในชุมนุมชน. ส่วนกฎหมายเอกชนโดยเฉพาะนั้น การปรับปรุงแก้ไขอย่างสำคัญได้เกิดมีขึ้นแก่กฎหมายว่าด้วยครอบครัวในเรื่องสิทธิของสามีและบิดามีอยู่เหนือภรรยาและบุตรเป็นต้น และแก่กฎหมายว่าด้วยสัญญา มีอาทิในเรื่องสัญญากู้ยืมและสัญญาขายฝาก. ความเคลื่อนไหวในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้ได้ดำเนินต่อมาในรัชชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ในตอนต้นแห่งรัชชกาลนี้มีบทกฎหมายอันแสดงการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสำคัญชัดเจนฉะบับหนึ่ง คือ[[พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท|พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาษลูกไทย]] บทกฎหมายนี้เป็นขั้นแรกของการที่จะดำเนินไปสู่การยกเลิกเรื่องทาษอันเคยเป็นลักษณะสำคัญในกฎหมายเก่า การเปลี่ยนแปลงกฎหมายในรัชชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ นั้นเป็นไปในทำนองที่เป็นการปรับปรุงแก้ไขฉะเพาะส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นส่วน ๆ ไป แต่การเปลี่ยนแปลงในรัชชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงพร้อมกันไปในทุกส่วนอย่างครบบริบูรณ์ในเชิงกฎหมาย ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้ค่อย ๆ มีการยกเลิกวิธีการอย่างเก่าของกฎหมายเสียโดยสิ้นเชิง โดยอาการดั่งนี้เองเราก็ได้ดำเนินมาถึงสมัยการประมวลกฎหมาย, {{ซ|สมัยการประมวลกฎหมาย|style=font-size:110%}} {{มปก}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> iabhgzsuy5xln114ld2dgu2kskx700f หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/64 250 91253 295740 2026-09-19T08:41:05Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295740 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{กม|ข3|52}}สมัยนี้อาจเริ่มต้นนับได้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๔ อันเป็นปีที่ได้จัดตั้งและวางระเบียบการของกระทรวงยุตติธรรมขึ้น. นับแต่นี้เป็นต้นมา กฎหมายเก่าได้รับการตรวจชำระ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}โดยสิ้นเชิง การตรวจชำระนี้มิได้กระทำดั่งในสมัยรัชชกาลที่ ๑ ซึ่งเป็นแต่เพียงการแก้ไขตัวบทกฎหมายเดิมให้ดีขึ้น แต่การตรวจชำระในครั้งนี้เป็นการให้ยกเลิกกฎหมายเก่าออกไปเป็นชุด ๆ ทีเดียว และออกบัญญัติกฎหมายใหม่ขึ้นแทนบทกฎหมายเก่า ในบรรดาวิธีการยกเลิกกฎหมายเก่าเสียเป็นชุด ๆ เช่นนี้เราอาจให้ตัวอย่างได้ มีอาทิคือตารางต่อท้าย[[พระราชบัญญัติลักษณะพยาน รัตนโกสินทรศก 113|พระราชบัญญัติลักษณะพะยาน ร.ศ. ๑๑๓ (พ.ศ. ๒๔๓๗)]] และ[[ประกาศบอกเลิกกฎหมายต่อท้ายพระราชบัญญัติกระบวนพิจารณาความแพ่ง|ประกาศบอกเลิกกฎหมาย ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ร.ศ. ๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๑)]] ที่ออกตามความใน[[พระราชบัญญัติกระบวนพิจารณาความแพ่ง รัตนโกสินทรศก 115|พระราชบัญญัติวิธี{{ตตฉ|พิจาราณา|พิจารณา}}ความแพ่ง ร.ศ. ๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๓๙)]] ประกาศฉะบับหลังนี้ได้ยกเลิกกฎหมายเก่าเสียมากกว่า ๒๕๐ บท ในขณะเดียวกันนี้ก็ได้มีการบัญญัติกฎหมายใหม่เพื่อให้ข้อบกพร่องต่าง ๆ ในกฎหมายเก่าบริบูรณ์ขึ้น เช่นในเรื่องเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์เหนืออสังหาริมทรัพย์เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของกฎหมายเหล่านี้จะได้นำมาบรรยายในบทของคำสอนซึ่งกล่าวถึงสาขากฎหมายที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงนั้น. ส่วนการประมวลกฎหมายอย่างแท้จริงนั้น กล่าวฉะเพาะส่วนกฎหมายเอกชน เพิ่งเริ่มตั้งต้นขึ้นในรัชชกาลที่ ๖ แต่สมัยที่ ๔ ซึ่งกำลังกล่าวถึงอยู่นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นสมัยของการทำประมวลกฎหมายทั้งสมัย เพราะการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงกฎหมายในสมัยนี้ แม้การเปลี่ยนแปลงซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ทรงเริ่มต้นไว้ ก็มีวัตถุมุ่งหมายให้ตระเตรียมงานร่างประมวลกฎหมายทั้งสิ้น โดยมีลักษณะเป็นการเลือกคัดเอาส่วนที่เก่าแก่พ้นสมัยออกเสียจากกฎหมายไทยให้สิ้นเชิง ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวถึงประวัติของการประมวลกฎหมาย เพราะเชื่อว่าเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วแก่บรรดานักศึกษา และถ้าหากจะกล่าว ก็จะเป็นตอนที่ไม่มีข้อยุ่งยากนักสำหรับวิชาลักษณะนี้<ref>ขอให้นักศึกษาที่ประสงค์จะทราบเรื่องนี้อ่านหนังสือของนาย ร. กียอง ชื่อว่า “''La Codificaiton au Siam''” หนังสือได้แปลออกเป็นภาษาไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ให้ชื่อว่า “[[การตรวจชำระและร่างประมวลกฎหมายในกรุงสยาม]]”</ref> เนื่องจากการจัดทำประมวลกฎหมายนั้น กฎหมายเก่าของไทยค่อยถึงที่สุดลงเป็นตอน ๆ โดยถูกยกเลิกจนสิ้นเชิงในเมื่อการ<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 7248ohx1hcfyhpijyj163fedfneob5j 295741 295740 2026-09-19T08:41:39Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295741 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{กม|ข3|52}}สมัยนี้อาจเริ่มต้นนับได้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๔ อันเป็นปีที่ได้จัดตั้งและวางระเบียบการของกระทรวงยุตติธรรมขึ้น. นับแต่นี้เป็นต้นมา กฎหมายเก่าได้รับการตรวจชำระ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}โดยสิ้นเชิง การตรวจชำระนี้มิได้กระทำดั่งในสมัยรัชชกาลที่ ๑ ซึ่งเป็นแต่เพียงการแก้ไขตัวบทกฎหมายเดิมให้ดีขึ้น แต่การตรวจชำระในครั้งนี้เป็นการให้ยกเลิกกฎหมายเก่าออกไปเป็นชุด ๆ ทีเดียว และออกบัญญัติกฎหมายใหม่ขึ้นแทนบทกฎหมายเก่า ในบรรดาวิธีการยกเลิกกฎหมายเก่าเสียเป็นชุด ๆ เช่นนี้เราอาจให้ตัวอย่างได้ มีอาทิคือตารางต่อท้าย[[พระราชบัญญัติลักษณะพยาน รัตนโกสินทรศก 113|พระราชบัญญัติลักษณะพะยาน ร.ศ. ๑๑๓ (พ.ศ. ๒๔๓๗)]] และ[[ประกาศบอกเลิกกฎหมายต่อท้ายพระราชบัญญัติกระบวนพิจารณาความแพ่ง|ประกาศบอกเลิกกฎหมาย ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ร.ศ. ๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๑)]] ที่ออกตามความใน[[พระราชบัญญัติกระบวนพิจารณาความแพ่ง รัตนโกสินทรศก 115|พระราชบัญญัติวิธี{{ตตฉ|พิจาราณา|พิจารณา}}ความแพ่ง ร.ศ. ๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๓๙)]] ประกาศฉะบับหลังนี้ได้ยกเลิกกฎหมายเก่าเสียมากกว่า ๒๕๐ บท ในขณะเดียวกันนี้ก็ได้มีการบัญญัติกฎหมายใหม่เพื่อให้ข้อบกพร่องต่าง ๆ ในกฎหมายเก่าบริบูรณ์ขึ้น เช่นในเรื่องเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์เหนืออสังหาริมทรัพย์เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของกฎหมายเหล่านี้จะได้นำมาบรรยายในบทของคำสอนซึ่งกล่าวถึงสาขากฎหมายที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงนั้น. ส่วนการประมวลกฎหมายอย่างแท้จริงนั้น กล่าวฉะเพาะส่วนกฎหมายเอกชน เพิ่งเริ่มตั้งต้นขึ้นในรัชชกาลที่ ๖ แต่สมัยที่ ๔ ซึ่งกำลังกล่าวถึงอยู่นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นสมัยของการทำประมวลกฎหมายทั้งสมัย เพราะการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงกฎหมายในสมัยนี้ แม้การเปลี่ยนแปลงซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ทรงเริ่มต้นไว้ ก็มีวัตถุมุ่งหมายให้ตระเตรียมงานร่างประมวลกฎหมายทั้งสิ้น โดยมีลักษณะเป็นการเลือกคัดเอาส่วนที่เก่าแก่พ้นสมัยออกเสียจากกฎหมายไทยให้สิ้นเชิง ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวถึงประวัติของการประมวลกฎหมาย เพราะเชื่อว่าเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วแก่บรรดานักศึกษา และถ้าหากจะกล่าว ก็จะเป็นตอนที่ไม่มีข้อยุ่งยากนักสำหรับวิชาลักษณะนี้<ref>ขอให้นักศึกษาที่ประสงค์จะทราบเรื่องนี้อ่านหนังสือของนาย ร. กียอง ชื่อว่า “''La Codificaiton au Siam''” หนังสือได้แปลออกเป็นภาษาไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ให้ชื่อว่า “[[การตรวจชำระและร่างประมวลกฎหมายในกรุงสยาม]]”</ref> เนื่องจากการจัดทำประมวลกฎหมายนั้น กฎหมายเก่าของไทยค่อยถึงที่สุดลงเป็นตอน ๆ โดยถูกยกเลิกจนสิ้นเชิงในเมื่อการ<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> hrm6uskb6z66vt6j1ze25hg4smd0fqr หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/65 250 91254 295742 2026-09-19T08:42:05Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295742 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๙|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ประมวลกฎหมายสำเร็จครบบริบูรณ์แล้ว. ในคำสอนนี้จะกล่าวถึงบทบัญญัติของกฎหมายเก่าซึ่งผู้ร่างประมวลกฎหมายพิเคราะห์เห็นว่าควรนำเข้ามาใช้ในประมวลนั้น และซึ่งเป็นเหตุให้กฎหมายไทยในปัจจุบันยังคงสงวนรักษาลักษณะอันผิดแผกกับกฎหมายมหาชนชาติอื่น. {{ลห|d3|๒. {{สนต|การแบ่งกฎหมายอย่างเก่าและการแบ่งในคำสอนนี้}}|110}} {{กม|ข3|53}}กฎหมายเก่าของไทยตามที่ได้ตกทอดมาถึงเราโดยทางการชำระ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}ในรัชชกาลที่ ๑ นั้น มิใช่เป็นชุมนุมบทกฎหมายที่สับสนปะปนกันโดยมิได้จัดเรียบเรียงตามลำดับอันหนึ่งอันใดเลย ตรงกันข้ามถ้ายกเสียไม่กล่าวถึงบทกฎหมายบางเรื่อง ซึ่งความจริงก็มีจำนวนมากอยู่ ที่เรียกชื่อว่าพระราชบัญญัติ, กฎหมายสิบหกข้อ{{ปตปต|,}} พระราชกำหนดเก่า{{ปตปต|,}} พระราชกำหนดใหม่ อันเป็นบทกฎหมายซึ่งล้วนแต่เพิ่งตราขึ้นในเวลาอันไม่สู้ช้านานมานักแล้ว ปรากฏว่าบทบัญญัติของกฎหมายเก่าจัดแบ่งแยกไว้ตามความใกล้ชิดติดต่อของบทบัญญัตินั้น ๆ เป็นลักษณะต่าง ๆ เช่นลักษณะกู้หนี้, ลักษณะวิวาท, ลักษณะรับฟ้อง, ลักษณะผัวเมีย ฯลฯ การแบ่งกฎหมายเป็นลักษณะเช่นนี้เป็นที่แน่ว่าหาได้เป็นผลเนื่องจากการตรวจชำระกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ ไม่ เพราะตามข้อความในประกาศพระราชปรารภแห่งการประมวลกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ นี้ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ มีพระราชโองการแก่กรรมการผู้มีหน้าที่ตรวจชำระบทกฎหมายว่าให้จัดดำเนินการตรวจชำระ “ตั้งแต่พระธรรมศาสตร์ไป” ซึ่งทั้งนี้ย่อมเป็นที่ชี้ให้เห็นได้แล้วว่าพระธรรมศาสตร์นี้ได้{{ตตฉ|ปรากฎ|ปรากฏ}}อยู่แล้วเป็นตอนต้นในลำดับกฎหมายเก่าที่ได้ตกทอดมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร, และโดยเหตุนี้เองน่าสันนิษฐานว่าในชุมนุมกฎหมายเก่านั้น บทกฎหมายคงจะได้แบ่งออกเป็นลักษณะต่าง ๆ อยู่แล้วด้วย อีกประการหนึ่งเนื่องจากการที่คณะกรรมการผู้รับหน้าที่ชำระกฎหมายได้ทำการตรวจชำระภายในเวลาอันรวดเร็วตามที่ได้ชี้มาแล้วข้างต้น จึ่งเป็นที่แน่ว่าคณะกรรมการคงจะไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับดำเนินงานแบ่งแยกหมวดหมู่ของบทกฎหมายและเรียงเป็นลำดับใหม่ทั้งหมดได้ อันเป็นงานที่จะต้องกินเวลามาก {{มปก}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> jaarh1tmw0hn0lq60gg1uupbajn0h7x 295743 295742 2026-09-19T08:42:21Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295743 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๕๙|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ประมวลกฎหมายสำเร็จครบบริบูรณ์แล้ว. ในคำสอนนี้จะกล่าวถึงบทบัญญัติของกฎหมายเก่าซึ่งผู้ร่างประมวลกฎหมายพิเคราะห์เห็นว่าควรนำเข้ามาใช้ในประมวลนั้น และซึ่งเป็นเหตุให้กฎหมายไทยในปัจจุบันยังคงสงวนรักษาลักษณะอันผิดแผกกับกฎหมายมหาชนชาติอื่น. {{ลห|d3|๒. {{สนต|การแบ่งกฎหมายอย่างเก่าและการแบ่งในคำสอนนี้}}|110}} {{กม|ข3|53}}กฎหมายเก่าของไทยตามที่ได้ตกทอดมาถึงเราโดยทางการชำระ{{ตตฉ|สระสาง|สะสาง}}ในรัชชกาลที่ ๑ นั้น มิใช่เป็นชุมนุมบทกฎหมายที่สับสนปะปนกันโดยมิได้จัดเรียบเรียงตามลำดับอันหนึ่งอันใดเลย ตรงกันข้ามถ้ายกเสียไม่กล่าวถึงบทกฎหมายบางเรื่อง ซึ่งความจริงก็มีจำนวนมากอยู่ ที่เรียกชื่อว่าพระราชบัญญัติ, กฎหมายสิบหกข้อ{{ปตปต|,}} พระราชกำหนดเก่า{{ปตปต|,}} พระราชกำหนดใหม่ อันเป็นบทกฎหมายซึ่งล้วนแต่เพิ่งตราขึ้นในเวลาอันไม่สู้ช้านานมานักแล้ว ปรากฏว่าบทบัญญัติของกฎหมายเก่าจัดแบ่งแยกไว้ตามความใกล้ชิดติดต่อของบทบัญญัตินั้น ๆ เป็นลักษณะต่าง ๆ เช่นลักษณะกู้หนี้, ลักษณะวิวาท, ลักษณะรับฟ้อง, ลักษณะผัวเมีย ฯลฯ การแบ่งกฎหมายเป็นลักษณะเช่นนี้เป็นที่แน่ว่าหาได้เป็นผลเนื่องจากการตรวจชำระกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ ไม่ เพราะตามข้อความในประกาศพระราชปรารภแห่งการประมวลกฎหมายในรัชชกาลที่ ๑ นี้ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ มีพระราชโองการแก่กรรมการผู้มีหน้าที่ตรวจชำระบทกฎหมายว่าให้จัดดำเนินการตรวจชำระ “ตั้งแต่พระธรรมศาสตร์ไป” ซึ่งทั้งนี้ย่อมเป็นที่ชี้ให้เห็นได้แล้วว่าพระธรรมศาสตร์นี้ได้{{ตตฉ|ปรากฎ|ปรากฏ}}อยู่แล้วเป็นตอนต้นในลำดับกฎหมายเก่าที่ได้ตกทอดมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร, และโดยเหตุนี้เองน่าสันนิษฐานว่าในชุมนุมกฎหมายเก่านั้น บทกฎหมายคงจะได้แบ่งออกเป็นลักษณะต่าง ๆ อยู่แล้วด้วย อีกประการหนึ่งเนื่องจากการที่คณะกรรมการผู้รับหน้าที่ชำระกฎหมายได้ทำการตรวจชำระภายในเวลาอันรวดเร็วตามที่ได้ชี้มาแล้วข้างต้น จึ่งเป็นที่แน่ว่าคณะกรรมการคงจะไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับดำเนินงานแบ่งแยกหมวดหมู่ของบทกฎหมายและเรียงเป็นลำดับใหม่ทั้งหมดได้ อันเป็นงานที่จะต้องกินเวลามาก {{มปก}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 5f50fdjjuzv9gfcwkm0b36w8k4jxkzh หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/66 250 91255 295744 2026-09-19T08:42:48Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295744 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๐|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{กม|ข3|54}}การแบ่งแยกออกเป็นลักษณะต่าง ๆ นี้มีเค้ามูลเดิมอยู่ในธรรมสัตถัมซึ่งนักนิติศาสตร์มอญเรียบเรียงขึ้น โดยนักนิติศาสตร์มอญนั้นได้รับเอาการแบ่งนี้มาจากคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของฮินดูอีกทอดหนึ่งก่อนแล้ว. นักนิติศาสตร์ฮินดูมิได้จัดวางลำดับในกฎหมายโดยทำนองเดียวกับศาสตราจารย์กฎหมายปัจจุบัน ในทุกวันนี้การสอนวิชากฎหมายมีวัตถุมุ่งหมายเป็นการจะทำให้รู้ว่าระเบียบแบบแผนต่าง ๆ ในทางกฎหมายนั้นดำเนินอยู่เช่นใด สิทธิต่าง ๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร แดนของการใช้สิทธิต่าง ๆ นี้มีเพียงไร สิทธิมีเงื่อนอะไรบ้าง ระงับสิ้นลงอย่างไร ฯลฯ ดั่งนี้การสอนวิชากฎหมายจึ่งเป็นการบรรยายอย่างมีแบบแผนรูปโครงโดยครบถ้วนของบรรดาหลักและข้อบังคับทั้งปวงซึ่งใช้บังคับแก่กิจการงานความประพฤติของบุคคล แต่นักนิติศาสตร์ฮินดูได้มีความเพ่งเล็งไปอีกแง่หนึ่งต่างกับที่ศาสตราจารย์กฎหมายปัจจุบันนี้เพ่งเล็ง คือเพ่งเล็งไปในแง่ของการเป็นผู้พิพากษาอรรถคดี ฉะนั้นนักนิติศาสตร์ฮินดูจึ่งได้เอาใจใส่ที่จะวางวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้จากการที่บุคคลผู้หนึ่ง{{ตตฉ|ไช้|ใช้}}สิทธิของตนต่อบุคคลผู้อื่นเท่านั้น เช่นนักนิติศาสตร์ฮินดูไม่ได้มุ่งเข้าพิเคราะห์สัญญาซื้อขายโดยรอบคอบ แต่จะพิเคราะห์ก็แต่ปัญหาต่าง ๆ อันอาจเกิดมีขึ้นได้ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย มีอาทิเช่นการที่ผู้ขายเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาขาย หรือเช่นเดียวกันนักนิติศาสตร์ฮินดูจะพิจารณาเรื่องการยกให้ก็เพื่อวางกฎเกณฑ์ในกรณีที่ผู้ให้จะมีสิทธิเรียกเอาทรัพย์ที่ยกให้คืนมาจากผู้รับให้เท่านั้น หรือเช่นเดียวกันอีกนักนิติศาสตร์ฮินดูจะพิเคราะห์ในเรื่องกรรมสิทธิ์เหนืออสังหาริมทรัพย์ก็เพื่อวางข้อบังคับแก่กรณีที่มีการโต้แย้งเรื่องปักปันเขตต์ที่ดิน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือนักนิติศาสตร์ฮินดูมิได้แยกพิเคราะห์สิทธิออกต่างหากจากการร้องฟ้องเพื่อให้สิทธินั้นมีผล โดยเหตุนี้เองนิติศาสตร์ในประเทศฮินดูจึ่งถือได้ว่าเท่ากับเป็นศิลปที่ทำให้นักนิติศาสตร์สามารถแก้ปัญหาข้อพิพาทต่าง ๆ ได้ และวัตถุมุ่งหมายอันแรกของนิติศาสตร์ตามทำนองนี้ก็คือการแยกพิเคราะห์และจัดลำดับชั้นของเหตุอันเป็นเค้ามูลแห่งข้อพิพาททั้งสิ้น โดยเพ่งเล็งไปในแง่นี้ผู้แต่งคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์จึ่งได้แบ่งการศึกษากฎหมายออกเป็น ๑๘ หมวด โดยผู้แต่งเรียกว่ามารค (คือมรรค) ตามต้นเหตุแห่งการพิพาทต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเกิดมีขึ้นได้ การแบ่งของมนูธรรมศาสตร์นี้มีผู้แต่งคัมภีร์ธรรมศาสตร์ในยุคต่อมาก็ได้นิยมถือตาม มีอาทิเช่นคัมภีร์ของนารท {{มปก}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> sk2hpxvwiewetu8zk7x4xfk4ei34plg 295745 295744 2026-09-19T08:42:59Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295745 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๐|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{กม|ข3|54}}การแบ่งแยกออกเป็นลักษณะต่าง ๆ นี้มีเค้ามูลเดิมอยู่ในธรรมสัตถัมซึ่งนักนิติศาสตร์มอญเรียบเรียงขึ้น โดยนักนิติศาสตร์มอญนั้นได้รับเอาการแบ่งนี้มาจากคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของฮินดูอีกทอดหนึ่งก่อนแล้ว. นักนิติศาสตร์ฮินดูมิได้จัดวางลำดับในกฎหมายโดยทำนองเดียวกับศาสตราจารย์กฎหมายปัจจุบัน ในทุกวันนี้การสอนวิชากฎหมายมีวัตถุมุ่งหมายเป็นการจะทำให้รู้ว่าระเบียบแบบแผนต่าง ๆ ในทางกฎหมายนั้นดำเนินอยู่เช่นใด สิทธิต่าง ๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร แดนของการใช้สิทธิต่าง ๆ นี้มีเพียงไร สิทธิมีเงื่อนอะไรบ้าง ระงับสิ้นลงอย่างไร ฯลฯ ดั่งนี้การสอนวิชากฎหมายจึ่งเป็นการบรรยายอย่างมีแบบแผนรูปโครงโดยครบถ้วนของบรรดาหลักและข้อบังคับทั้งปวงซึ่งใช้บังคับแก่กิจการงานความประพฤติของบุคคล แต่นักนิติศาสตร์ฮินดูได้มีความเพ่งเล็งไปอีกแง่หนึ่งต่างกับที่ศาสตราจารย์กฎหมายปัจจุบันนี้เพ่งเล็ง คือเพ่งเล็งไปในแง่ของการเป็นผู้พิพากษาอรรถคดี ฉะนั้นนักนิติศาสตร์ฮินดูจึ่งได้เอาใจใส่ที่จะวางวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้จากการที่บุคคลผู้หนึ่ง{{ตตฉ|ไช้|ใช้}}สิทธิของตนต่อบุคคลผู้อื่นเท่านั้น เช่นนักนิติศาสตร์ฮินดูไม่ได้มุ่งเข้าพิเคราะห์สัญญาซื้อขายโดยรอบคอบ แต่จะพิเคราะห์ก็แต่ปัญหาต่าง ๆ อันอาจเกิดมีขึ้นได้ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย มีอาทิเช่นการที่ผู้ขายเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาขาย หรือเช่นเดียวกันนักนิติศาสตร์ฮินดูจะพิจารณาเรื่องการยกให้ก็เพื่อวางกฎเกณฑ์ในกรณีที่ผู้ให้จะมีสิทธิเรียกเอาทรัพย์ที่ยกให้คืนมาจากผู้รับให้เท่านั้น หรือเช่นเดียวกันอีกนักนิติศาสตร์ฮินดูจะพิเคราะห์ในเรื่องกรรมสิทธิ์เหนืออสังหาริมทรัพย์ก็เพื่อวางข้อบังคับแก่กรณีที่มีการโต้แย้งเรื่องปักปันเขตต์ที่ดิน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือนักนิติศาสตร์ฮินดูมิได้แยกพิเคราะห์สิทธิออกต่างหากจากการร้องฟ้องเพื่อให้สิทธินั้นมีผล โดยเหตุนี้เองนิติศาสตร์ในประเทศฮินดูจึ่งถือได้ว่าเท่ากับเป็นศิลปที่ทำให้นักนิติศาสตร์สามารถแก้ปัญหาข้อพิพาทต่าง ๆ ได้ และวัตถุมุ่งหมายอันแรกของนิติศาสตร์ตามทำนองนี้ก็คือการแยกพิเคราะห์และจัดลำดับชั้นของเหตุอันเป็นเค้ามูลแห่งข้อพิพาททั้งสิ้น โดยเพ่งเล็งไปในแง่นี้ผู้แต่งคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์จึ่งได้แบ่งการศึกษากฎหมายออกเป็น ๑๘ หมวด โดยผู้แต่งเรียกว่ามารค (คือมรรค) ตามต้นเหตุแห่งการพิพาทต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเกิดมีขึ้นได้ การแบ่งของมนูธรรมศาสตร์นี้มีผู้แต่งคัมภีร์ธรรมศาสตร์ในยุคต่อมาก็ได้นิยมถือตาม มีอาทิเช่นคัมภีร์ของนารท {{มปก}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> l7b3qfbrp8uxqdl8b92a15qterx0cdi หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/67 250 91256 295746 2026-09-19T08:43:27Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295746 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๑|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ในการจัดบทกฎหมายเข้าเป็นหมวดหมู่ นักนิติศาสตร์มอญก็ได้ใช้วิธีเดียวกันนี้ ในคัมภีร์ธรรมสัตถัมของมอญและพะม่าซึ่งตกทอดมายังเรานั้นได้มีการแบ่งกฎหมายเช่นเดียวกันกับคัมภีร์ของมนู คือจำแนกต้นเหตุที่จะให้เกิดเป็นคดีข้อพิพาทขึ้นได้ไว้ ๑๘ ประการด้วยกันซึ่งผู้แต่งคัมภีร์เรียกว่า “มูล” (คือมูลอรรถ) แต่นักนิติศาสตร์มอญหาได้เพียงแต่ลอกคัดเอาการแบ่งแยกหมวดหมู่ในกฎหมายเดิมตามคัมภีร์ฮินดูมาโดยตรงง่าย ๆ เท่านั้นไม่ ประการหนึ่งนักนิติศาสตร์มอญแต่งคัมภีร์เป็นภาษาบาลี ชื่อแห่งต้นเหตุหรือมูลที่ให้เกิดข้อพิพาทในคัมภีร์ธรรมสัตถัมจึ่งต้องเป็นภาษาบาลี ในการตั้งชื่อนี้นักนิติศาสตร์มอญมิได้เอาโวหารในภาษาสันสกฤตของคัมภีร์ฮินดูมาแปลงเป็นโวหารในภาษาบาลีเท่านั้น แต่ได้ตั้งชื่อใหม่ทีเดียว อีกประการหนึ่งในธรรมสัมถัมมอญและพะม่านั้น ส่วนใหญ่ของการแบ่งแยกกฎหมายตามมูลต่าง ๆ ที่ให้เกิดข้อพิพาทได้สืบเค้ามาจากคัมภีร์ฮินดูก็จริงอยู่ แต่กระนั้นการแบ่งแยกนี้ก็มีลักษณะอันผิดแปลกต่างกันไปกับคัมภีร์ฮินดูหลายประการ เช่นลำดับแห่งมูลเหตุที่จะให้เกิดข้อพิพาทนั้น ตามที่ปรากฏในคัมภีร์ธรรมสัตถัมก็ผิดกันกับลำดับในคัมภีร์ฮินดู และเป็นลำดับที่ผู้แต่งคัมภีร์ธรรมสัตถัมต่างคนได้เรียบเรียงขึ้นเอง จึ่งแตกต่างกันไปทุกคัมภีร์ด้วย อนึ่งมูลเหตุที่ให้เกิดข้อพิพาทบางประการซึ่งมีในธรรมศาสตร์ฮินดูก็มิได้ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ธรรมสัตถัมของมอญ และมีมูลเหตุใหม่เข้ามาใช้แทน ดั่งนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่านักนิติศาสตร์มอญซึ่งได้แต่งธรรมสัตถัมขึ้นเพื่อใช้ในประเทศมอญและพะม่ามิได้ตกอยู่ในการถูกชักจูงให้คล้อยตามหลักและแนวความคิดของฮินดูเสมอไป ทั้งนี้ย่อมเป็นที่เข้าใจได้อยู่เอง เพราะนักนิติศาสตร์มอญจำต้องรับเอากฎหมายฮินดูมาปรับให้ลงรูปกับความต้องการและศีลธรรมประเพณีแห่งประเทศบ้านเมืองของตน ซึ่งแม้ว่าได้รับอารยธรรมมาจากอินเดียก็จริง แต่การเจริญขยายตัวของอารยธรรมนี้มีขึ้นในบ้านเมืองของตนนั้นก็เป็นไปตามทำนองแห่งลักษณะพิเศษอันมีโดยฉะเพาะของชาติตนด้วย. {{กม|ข3|55}}คัมภีร์พระธรรมศาสตร์, ซึ่งปรากฏอยู่ในตอนต้นแห่งประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ ของไทยนั้นยิ่งแตกต่างห่างจากคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของฮินดูออกไปไกลกว่าที่ธรรมสัตถัมของมอญและพม่าซึ่งตกมาถึงเราได้มีความแตกต่างห่างอยู่แล้วนั้นอีก ในประการแรกก็คือแทนที่มูลคดีจะมีเพียง ๑๘ ประการ ธรรมสัตถัมของไทยมีถึง ๒๙ ประการ อันเป็นการแตก<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> d6detgm711a7s67f77zvp37h1fhbelh 295747 295746 2026-09-19T08:43:38Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295747 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๑|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ในการจัดบทกฎหมายเข้าเป็นหมวดหมู่ นักนิติศาสตร์มอญก็ได้ใช้วิธีเดียวกันนี้ ในคัมภีร์ธรรมสัตถัมของมอญและพะม่าซึ่งตกทอดมายังเรานั้นได้มีการแบ่งกฎหมายเช่นเดียวกันกับคัมภีร์ของมนู คือจำแนกต้นเหตุที่จะให้เกิดเป็นคดีข้อพิพาทขึ้นได้ไว้ ๑๘ ประการด้วยกันซึ่งผู้แต่งคัมภีร์เรียกว่า “มูล” (คือมูลอรรถ) แต่นักนิติศาสตร์มอญหาได้เพียงแต่ลอกคัดเอาการแบ่งแยกหมวดหมู่ในกฎหมายเดิมตามคัมภีร์ฮินดูมาโดยตรงง่าย ๆ เท่านั้นไม่ ประการหนึ่งนักนิติศาสตร์มอญแต่งคัมภีร์เป็นภาษาบาลี ชื่อแห่งต้นเหตุหรือมูลที่ให้เกิดข้อพิพาทในคัมภีร์ธรรมสัตถัมจึ่งต้องเป็นภาษาบาลี ในการตั้งชื่อนี้นักนิติศาสตร์มอญมิได้เอาโวหารในภาษาสันสกฤตของคัมภีร์ฮินดูมาแปลงเป็นโวหารในภาษาบาลีเท่านั้น แต่ได้ตั้งชื่อใหม่ทีเดียว อีกประการหนึ่งในธรรมสัมถัมมอญและพะม่านั้น ส่วนใหญ่ของการแบ่งแยกกฎหมายตามมูลต่าง ๆ ที่ให้เกิดข้อพิพาทได้สืบเค้ามาจากคัมภีร์ฮินดูก็จริงอยู่ แต่กระนั้นการแบ่งแยกนี้ก็มีลักษณะอันผิดแปลกต่างกันไปกับคัมภีร์ฮินดูหลายประการ เช่นลำดับแห่งมูลเหตุที่จะให้เกิดข้อพิพาทนั้น ตามที่ปรากฏในคัมภีร์ธรรมสัตถัมก็ผิดกันกับลำดับในคัมภีร์ฮินดู และเป็นลำดับที่ผู้แต่งคัมภีร์ธรรมสัตถัมต่างคนได้เรียบเรียงขึ้นเอง จึ่งแตกต่างกันไปทุกคัมภีร์ด้วย อนึ่งมูลเหตุที่ให้เกิดข้อพิพาทบางประการซึ่งมีในธรรมศาสตร์ฮินดูก็มิได้ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ธรรมสัตถัมของมอญ และมีมูลเหตุใหม่เข้ามาใช้แทน ดั่งนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่านักนิติศาสตร์มอญซึ่งได้แต่งธรรมสัตถัมขึ้นเพื่อใช้ในประเทศมอญและพะม่ามิได้ตกอยู่ในการถูกชักจูงให้คล้อยตามหลักและแนวความคิดของฮินดูเสมอไป ทั้งนี้ย่อมเป็นที่เข้าใจได้อยู่เอง เพราะนักนิติศาสตร์มอญจำต้องรับเอากฎหมายฮินดูมาปรับให้ลงรูปกับความต้องการและศีลธรรมประเพณีแห่งประเทศบ้านเมืองของตน ซึ่งแม้ว่าได้รับอารยธรรมมาจากอินเดียก็จริง แต่การเจริญขยายตัวของอารยธรรมนี้มีขึ้นในบ้านเมืองของตนนั้นก็เป็นไปตามทำนองแห่งลักษณะพิเศษอันมีโดยฉะเพาะของชาติตนด้วย. {{กม|ข3|55}}คัมภีร์พระธรรมศาสตร์, ซึ่งปรากฏอยู่ในตอนต้นแห่งประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ ของไทยนั้นยิ่งแตกต่างห่างจากคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของฮินดูออกไปไกลกว่าที่ธรรมสัตถัมของมอญและพม่าซึ่งตกมาถึงเราได้มีความแตกต่างห่างอยู่แล้วนั้นอีก ในประการแรกก็คือแทนที่มูลคดีจะมีเพียง ๑๘ ประการ ธรรมสัตถัมของไทยมีถึง ๒๙ ประการ อันเป็นการแตก<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 2ivde31ed8w2ogjleyibwpok72mxqpg หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/68 250 91257 295749 2026-09-19T08:44:08Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295749 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ต่างกับจำนวนมูลคดีที่มีสืบเนื่องตลอดมาเป็นนิจในธรรมสัตถัมทั้งหลาย ในประการต่อมาก็คือนอกจากมูลคดี ๒๙ ประการอันเป็นต้นเหตุให้เกิดข้อพิพาทโต้แย้งในระหว่างบุคคลแล้ว ธรรมสัตถัมของไทยยังกล่าวถึงมูลคดีอีก ๑๐ ประการอันเป็นมูลฉะเพาะสำหรับผู้พิพากษาตุลาการ ในการแบ่งตอนที่สองนี้รวบรวมเอาปัญหาว่าด้วยคุณวุฑฒิซึ่งตุลาการจะพึงต้องมีเพื่ออำนวยความยุตติธรรมให้เป็นไปด้วยดี กับปัญหาอันเกี่ยวกับอำนาจของศาล ปัญหาอันเกี่ยวกับการรับฟ้องและการพิจารณาฟ้องคดี และปัญหาอันเกี่ยวกับจำนวนค่าสินไหมที่เรียกเอาและค่าปรับเป็นพินัยที่จะพึงบังคับเอาในคดีต่าง ๆ ด้วย ทั้งนี้กฎหมายในฐานที่เป็นศิลปแห่งการพิพากษาคดีจึ่งแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ สองประเภท คือมูลคดีแห่งผู้พิพากษาและตุลาการ (อกฺขทสฺสมูลอรรถา) ซึ่งมีอยู่ ๑๐ ประการ และมูลคดีวิวาทอันบังเกิดคดีความระหว่างบุคคล (วิวาทมูลอรรถา) ซึ่งมีอยู่ ๒๙ ประการ การแบ่งอย่างใหม่นี้ควรถือว่าเป็นความเจริญอันแท้จริงที่คืบหน้าต่อมาจากการแบ่งอย่างแต่ก่อน เพราะเป็นการกันเอาไว้เสียต่างหากซึ่งบรรดาปัญหาที่แต่ก่อนปะปนอยู่กับปัญหาซึ่งเป็นข้อพิพาทในระหว่างคู่ความ อันเป็นการรวมปะปนอยู่โดยไม่ถูกต้องสมควร ปัญหาที่ว่าปะปนอยู่นี้คือปัญหาซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบทางศาลและการพิจารณาคดีในโรงศาล ปัญหาเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับเนื้อความในคดี แต่เกี่ยวกับการดำเนินคดีทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นจึงควรมีบทบัญญัติพิเศษเพื่อตัดปัญหาเหล่านี้ไว้ต่างหากแบ่งออกจากบทบัญญัติอันมีอยู่เพื่อตัดสินเนื้อความ โดยเหตุนี้เองในการสอนกฎหมายในปัจจุบันจึ่งได้มีการแยกสอนปัญหาเรื่องการจัดระเบียบทางศาลและการพิจารณาพิพากษาคดีไว้เป็นส่วนหนึ่งต่างหากตามทำนองการแบ่งกฎหมายในพระธรรมศาสตร์นี้เอง. รายชื่อมูลคดีสำหรับผู้พิพากษาตุลาการ ๑๐ ประการ และมูลคดีวิวาท ๒๙ ประการ ตามที่ปรากฏอยู่ในพระธรรมศาสตร์เวลานี้ คงเป็นแต่เพียงสารบาญของคัมภีร์ธรรมสัตถัมเดิมฉะบับที่รับรองใช้กันในประเทศไทย เพราะน่าสันนิษฐานว่าคัมภีร์เดิมนี้มิได้ยับยั้งอยู่แต่เพียงระบุรายชื่อแห่งมูลคดีเท่านั้น แต่ยังบรรยายเสนอวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ อันเกี่ยวกับมูลคดีนั้น ๆ ตามลำดับแห่งมูลคดีในสารบาญ โดยอ้างว่าปัญหาข้อนี้ข้อนั้นมโนสาราจารย์เคยแก้ไว้เช่นนี้เช่นนั้น ชื่อแห่งมูลคดีตามที่ปรากฏอยู่ในพระธรรมศาสตร์จึ่งคงเป็นแต่ชื่อแห่งบรรพต่าง ๆ ในคัมภีร์เดิม ความสันนิษฐานนี้มีเค้าเงื่อนอยู่ในบทบัญญัติของกฎหมายไทยหลายบท และยังปรากฏอยู่<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> lq5we1qwk1c7aexq83xt6nex2h0on9p 295750 295749 2026-09-19T08:46:07Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295750 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ต่างกับจำนวนมูลคดีที่มีสืบเนื่องตลอดมาเป็นนิจในธรรมสัตถัมทั้งหลาย ในประการต่อมาก็คือนอกจากมูลคดี ๒๙ ประการอันเป็นต้นเหตุให้เกิดข้อพิพาทโต้แย้งในระหว่างบุคคลแล้ว ธรรมสัตถัมของไทยยังกล่าวถึงมูลคดีอีก ๑๐ ประการอันเป็นมูลฉะเพาะสำหรับผู้พิพากษาตุลาการ ในการแบ่งตอนที่สองนี้รวบรวมเอาปัญหาว่าด้วยคุณวุฑฒิซึ่งตุลาการจะพึงต้องมีเพื่ออำนวยความยุตติธรรมให้เป็นไปด้วยดี กับปัญหาอันเกี่ยวกับอำนาจของศาล ปัญหาอันเกี่ยวกับการรับฟ้องและการพิจารณาฟ้องคดี และปัญหาอันเกี่ยวกับจำนวนค่าสินไหมที่เรียกเอาและค่าปรับเป็นพินัยที่จะพึงบังคับเอาในคดีต่าง ๆ ด้วย ทั้งนี้กฎหมายในฐานที่เป็นศิลปแห่งการพิพากษาคดีจึ่งแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ สองประเภท คือมูลคดีแห่งผู้พิพากษาและตุลาการ (อกฺขทสฺสมูลอรรถา) ซึ่งมีอยู่ ๑๐ ประการ และมูลคดีวิวาทอันบังเกิดคดีความระหว่างบุคคล (วิวาทมูลอรรถา) ซึ่งมีอยู่ ๒๙ ประการ การแบ่งอย่างใหม่นี้ควรถือว่าเป็นความเจริญอันแท้จริงที่คืบหน้าต่อมาจากการแบ่งอย่างแต่ก่อน เพราะเป็นการกันเอาไว้เสียต่างหากซึ่งบรรดาปัญหาที่แต่ก่อนปะปนอยู่กับปัญหาซึ่งเป็นข้อพิพาทในระหว่างคู่ความ อันเป็นการรวมปะปนอยู่โดยไม่ถูกต้องสมควร ปัญหาที่ว่าปะปนอยู่นี้คือปัญหาซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบทางศาลและการพิจารณาคดีในโรงศาล ปัญหาเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับเนื้อความในคดี แต่เกี่ยวกับการดำเนินคดีทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นจึงควรมีบทบัญญัติพิเศษเพื่อตัดปัญหาเหล่านี้ไว้ต่างหากแบ่งออกจากบทบัญญัติอันมีอยู่เพื่อตัดสินเนื้อความ โดยเหตุนี้เองในการสอนกฎหมายในปัจจุบันจึ่งได้มีการแยกสอนปัญหาเรื่องการจัดระเบียบทางศาลและการพิจารณาพิพากษาคดีไว้เป็นส่วนหนึ่งต่างหากตามทำนองการแบ่งกฎหมายในพระธรรมศาสตร์นี้เอง. รายชื่อมูลคดีสำหรับผู้พิพากษาตุลาการ ๑๐ ประการ และมูลคดีวิวาท ๒๙ ประการ ตามที่ปรากฏอยู่ในพระธรรมศาสตร์เวลานี้ คงเป็นแต่เพียงสารบาญของคัมภีร์ธรรมสัตถัมเดิมฉะบับที่รับรองใช้กันในประเทศไทย เพราะน่าสันนิษฐานว่าคัมภีร์เดิมนี้มิได้ยับยั้งอยู่แต่เพียงระบุรายชื่อแห่งมูลคดีเท่านั้น แต่ยังบรรยายเสนอวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ อันเกี่ยวกับมูลคดีนั้น ๆ ตามลำดับแห่งมูลคดีในสารบาญ โดยอ้างว่าปัญหาข้อนี้ข้อนั้นมโนสาราจารย์เคยแก้ไว้เช่นนี้เช่นนั้น ชื่อแห่งมูลคดีตามที่ปรากฏอยู่ในพระธรรมศาสตร์จึ่งคงเป็นแต่ชื่อแห่งบรรพต่าง ๆ ในคัมภีร์เดิม ความสันนิษฐานนี้มีเค้าเงื่อนอยู่ในบทบัญญัติของกฎหมายไทยหลายบท และยังปรากฏอยู่<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 3duewtcq1bdzn71o3fabnaxkzp98hyo หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/69 250 91258 295751 2026-09-19T08:46:35Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295751 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ในพงศาวดารบรรดาคัมภีร์ธรรมสัตถัมในพะม่าเป็นหลักฐานด้วย ธรรมสัตถัมมอญเก่า ๆ เช่นมนูธรรมสัตถัมของพระเจ้า{{ตตฉ|วาเรร|วาเรรุ}}ก็จัดแต่งขึ้นในทำนองดั่งกล่าวนี้เอง ในกาลต่อมาพระราชกฤษฎีกาต่าง ๆ ซึ่งพระมหากษัตริย์ออกประกาศโดยคำนึงถือตามหลักในพระธรรมศาสตร์ ได้จัดเป็นบทมาตราแล้วเข้ารวบวมอยู่ในพระธรรมศาสตร์ตามที่ได้อธิบายมาแล้ว โดยผู้ชำระกฎหมายนำเอาเนื้อความในพระราชกฤษฎีกานั้น ๆ มาแทรกไว้ในบทเดิมแห่งพระธรรมศาสตร์ โดยเหตุนี้พระราชกฤษฎีกาเหล่านี้จึ่งย่อมเรียบเรียงอยู่ตามมูลคดีแห่งพระธรรมศาสตร์เป็นหมู่เป็นเหล่าที่เรียกว่าลักษณะ ครั้นเวลาล่วงมาบทกฎหมายใหม่เช่นนี้ได้ค่อยเพิ่มมากขึ้น ๆ อย่างทับถมซับซ้อน จึ่งจำเป็นต้องแบ่งประชุมบทกฎหมายออกเป็นหนังสือหลายเล่ม แต่ละเล่ม ๆ ของหนังสือเหล่านี้ได้บรรจุบทเดิมของพระธรรมศาสตร์บทเดียวก็มี หลายบทก็มี พร้อมกับสาขะคดี หรือที่เราได้เรียกมาข้างต้นว่าราชศาสตร์ กล่าวคือพระราชกฤษฎีกาอันอยู่ติดต่อกับบทเดิมแห่งพระธรรมศาสตร์ด้วย ดั่งนี้แหละเป็นเหตุให้กฎหมายเก่าของไทยที่ตกทอดมายังเราได้แบ่งแยกเป็นลักษณะตามมูลคดีในพระธรรมศาสตร์ มิได้กระจัดกระจายเช่นดั่งกฎหมายเก่าของบางประเทศ. {{กม|ข3|56}}การแบ่งกฎหมายตามมูลคดีนี้ ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่าหาได้เป็นการไร้ค่าเสียทีเดียวไม่ ความจริงเป็นเสมือนวิธีทำประมวลกฎหมายวิธีหนึ่งซึ่งนักประวัติศาสตร์กฎหมายควรเอาใจใส่อยู่ อนึ่งการแยกเป็นมูลคดีสำหรับผู้พิพากษาตุลาการและมูลคดีวิวาทนั้นเป็นการแบ่งแยกที่มีคุณค่าอย่างน่าพอใจตามที่กล่าวมาแล้ว แต่การแบ่งมูลคดีซอยละเอียดลงไปอีกนั้น เมื่อพิเคราะห์ดูลำดับของมูลตดีตามที่เรียงกันอยู่ในพระธรรมศาสตร์นั้น กลับทำให้สังเกตได้ว่ามีข้อหลายข้อซึ่งภายในสายตาของนักนิติศาสตร์ปัจจุบันลงจะปรากฏเป็นข้อที่ไม่สมเหตุผล ตัวอย่างเช่นเราคงเข้าใจได้ยากว่าทำไมมูลคดีซึ่งเกี่ยวกับสัญญาจึ่งไม่อยู่ติดต่อกันและกัน แต่ได้แตกแยกห่างจากกัน กล่าวคือสัญญากู้ยืมจัดเป็นมูลคดีที่ ๑ ตามลำดับมูลคดีในพระธรรมศาสตร์ สัญญาซื้อขายเป็นมูลคดีที่ ๗ สัญญาฝากทรัพย์เป็นมูลคดีที่ ๒๔ สัญญาเช่าทรัพย์เป็นมูลคดีที่ ๒๖ โดยในระหว่างมูลคดีที่เกี่ยวกับสัญญานี้มีมูลคดีอื่น ๆ ซึ่งมิได้เกี่ยวกับสัญญาเลยมาแทรกเข้าอยู่ เราย่อมจะเข้าใจได้ยากเช่นเดียวกันว่าทำไมปัญหาซึ่งเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำพิพากษาจึ่งได้จัดไว้ในประเภทมูลคดีวิวาท และไม่ใช่ในประเภทมูลคดีสำหรับผู้พิพากษา<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> b4uffd5qz8w6rf9hjsxtscc8mszy83f 295752 295751 2026-09-19T08:46:46Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295752 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ในพงศาวดารบรรดาคัมภีร์ธรรมสัตถัมในพะม่าเป็นหลักฐานด้วย ธรรมสัตถัมมอญเก่า ๆ เช่นมนูธรรมสัตถัมของพระเจ้า{{ตตฉ|วาเรร|วาเรรุ}}ก็จัดแต่งขึ้นในทำนองดั่งกล่าวนี้เอง ในกาลต่อมาพระราชกฤษฎีกาต่าง ๆ ซึ่งพระมหากษัตริย์ออกประกาศโดยคำนึงถือตามหลักในพระธรรมศาสตร์ ได้จัดเป็นบทมาตราแล้วเข้ารวบวมอยู่ในพระธรรมศาสตร์ตามที่ได้อธิบายมาแล้ว โดยผู้ชำระกฎหมายนำเอาเนื้อความในพระราชกฤษฎีกานั้น ๆ มาแทรกไว้ในบทเดิมแห่งพระธรรมศาสตร์ โดยเหตุนี้พระราชกฤษฎีกาเหล่านี้จึ่งย่อมเรียบเรียงอยู่ตามมูลคดีแห่งพระธรรมศาสตร์เป็นหมู่เป็นเหล่าที่เรียกว่าลักษณะ ครั้นเวลาล่วงมาบทกฎหมายใหม่เช่นนี้ได้ค่อยเพิ่มมากขึ้น ๆ อย่างทับถมซับซ้อน จึ่งจำเป็นต้องแบ่งประชุมบทกฎหมายออกเป็นหนังสือหลายเล่ม แต่ละเล่ม ๆ ของหนังสือเหล่านี้ได้บรรจุบทเดิมของพระธรรมศาสตร์บทเดียวก็มี หลายบทก็มี พร้อมกับสาขะคดี หรือที่เราได้เรียกมาข้างต้นว่าราชศาสตร์ กล่าวคือพระราชกฤษฎีกาอันอยู่ติดต่อกับบทเดิมแห่งพระธรรมศาสตร์ด้วย ดั่งนี้แหละเป็นเหตุให้กฎหมายเก่าของไทยที่ตกทอดมายังเราได้แบ่งแยกเป็นลักษณะตามมูลคดีในพระธรรมศาสตร์ มิได้กระจัดกระจายเช่นดั่งกฎหมายเก่าของบางประเทศ. {{กม|ข3|56}}การแบ่งกฎหมายตามมูลคดีนี้ ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่าหาได้เป็นการไร้ค่าเสียทีเดียวไม่ ความจริงเป็นเสมือนวิธีทำประมวลกฎหมายวิธีหนึ่งซึ่งนักประวัติศาสตร์กฎหมายควรเอาใจใส่อยู่ อนึ่งการแยกเป็นมูลคดีสำหรับผู้พิพากษาตุลาการและมูลคดีวิวาทนั้นเป็นการแบ่งแยกที่มีคุณค่าอย่างน่าพอใจตามที่กล่าวมาแล้ว แต่การแบ่งมูลคดีซอยละเอียดลงไปอีกนั้น เมื่อพิเคราะห์ดูลำดับของมูลตดีตามที่เรียงกันอยู่ในพระธรรมศาสตร์นั้น กลับทำให้สังเกตได้ว่ามีข้อหลายข้อซึ่งภายในสายตาของนักนิติศาสตร์ปัจจุบันลงจะปรากฏเป็นข้อที่ไม่สมเหตุผล ตัวอย่างเช่นเราคงเข้าใจได้ยากว่าทำไมมูลคดีซึ่งเกี่ยวกับสัญญาจึ่งไม่อยู่ติดต่อกันและกัน แต่ได้แตกแยกห่างจากกัน กล่าวคือสัญญากู้ยืมจัดเป็นมูลคดีที่ ๑ ตามลำดับมูลคดีในพระธรรมศาสตร์ สัญญาซื้อขายเป็นมูลคดีที่ ๗ สัญญาฝากทรัพย์เป็นมูลคดีที่ ๒๔ สัญญาเช่าทรัพย์เป็นมูลคดีที่ ๒๖ โดยในระหว่างมูลคดีที่เกี่ยวกับสัญญานี้มีมูลคดีอื่น ๆ ซึ่งมิได้เกี่ยวกับสัญญาเลยมาแทรกเข้าอยู่ เราย่อมจะเข้าใจได้ยากเช่นเดียวกันว่าทำไมปัญหาซึ่งเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำพิพากษาจึ่งได้จัดไว้ในประเภทมูลคดีวิวาท และไม่ใช่ในประเภทมูลคดีสำหรับผู้พิพากษา<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 1soxfrkq1gecnn3dahz3hhamthbwvwo หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/70 250 91259 295753 2026-09-19T08:47:07Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295753 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ตุลาการ เป็นการประหลาดอยู่ กล่าวโดยสรุป ระเบียบที่ใช้วางลำดับมูลคดีในพระธรรมศาสตร์นั้น สำหรับเราในปัจจุบันนี้เห็นว่าออกจะเป็นการจัดเอาตามใจชอบเสียมากกว่าการจัดโดยอาศัยหลักเกณฑ์. {{กม|ข3|57}}ควรสังเกตว่าผู้บัญญัติกฎหมายไทย หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกแท้ อำมาตย์ผู้ซึ่งมีหน้าที่ชำระกฎหมาย กล่าวคือจัดวางบทบัญญัติของพระมหากษัตริย์ตามมูลคดีซึ่งตัวบทบัญญัตินั้นเกี่ยวเนื่องถึง หาได้ถือว่าตนจำเป็นต้องเรียบเรียงบทกฎหมายตามลำดับการแบ่งแยกในพระธรรมศาสตร์ไม่ อำมาตย์เหล่านี้ได้รวบรวมมูลคดีหลายมูลอันพระธรรมศาสตร์ได้แยกออกเป็นลักษณะต่าง ๆ กันเข้าอยู่ในบทกฎหมายเรื่องเดียวกันหรือแม้ในลักษณะเดียว เช่นกฎหมายลักษณะวิวาทรวมมูลคดีซึ่งปรากฏอยู่ในประการที่ ๑๒ ({{ตตฉ|ปหรญฺจขํสา|ปหรญฺจขุํสา}}) และประการที่ ๒๐ ({{ตตฉ|ถานาวิติกฺกมฺมพลากเรน|ฐานาวิติกฺกมฺมพลากเรน}}) แห่งมูลคดีวิวาท กฎหมายที่ในฉะบับรองทรงรัชชกาลที่ ๑ มีชื่อว่าพระอัยยการพรหมศักดิ์ (คือกรมศักดิ์ในฉะบับพิมพ์) ก็รวมมูลคดีวิวาทมูลหนึ่ง (ประการที่ ๒๓ {{ตตฉ|อคฺฆาปนายุ|อคฺฆาปนายู}}) เข้าไว้กับมูลคดีแห่งผู้พิพากษาและตุลาการมูลหนึ่ง (ประการที่ ๙ ทณฺโฑ) กฎหมายที่มีชื่อว่าพระอัยยการเบดเสด (คือเบ็ดเสร็จ) รวมลักษณะต่าง ๆ ซึ่งตามการเรียงลำดับลักษณะกฎหมายในพระธรรมศาสตร์นั้น ลักษณะของกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้แยกย้ายกันอยู่ในที่ต่าง ๆ กัน กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จนี้รวมเอามูลคดีซึ่งต่างกัน ({{ตตฉ|ภณฑเทยฺยํ|ภณฺฑเทยฺยํ}} ประการที่ ๒๖ และตาวกาลิกํ ประการที่ ๒๗) เข้าไว้เป็นลักษณะเดียว (ลักษณะเช่ายืม) กฎหมายซึ่งมีชื่อว่าพระอัยยการอาญาหลวงรวมเอามูลคดีวิวาทประการที่ ๒, ๑๕, ๑๖ และ ๑๗ เป็นลักษณะเดียว มูลคดีวิวาทประการที่ ๑๕ ({{ตตฉ|ราชทฏโฐ|ราชทุฏฺโฐ}}) นี้ปรากฏขึ้นซ้ำอีกในพระอัยยการขบถศึก โดยรวมอยู่กับมูลคดีประการที่ ๑๔ ({{ตตฉ|สํคามโทส|สงฺคามโทสา}}) ตัวอย่างที่ยกมานี้แสดงให้เห็นว่าแม้สำหรับนักนิติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเองก็ออกจะเป็นที่รู้สึกอยู่ว่าการแบ่งหมวดหมู่บทกฎหมายในพระธรรมศาสตร์นั้นไม่ค่อยจะลงตรงกันเหมาะเจาะกับความที่เป็นอยู่จริงในทางกฎหมายทุกประการ. อนึ่งยังมีบทบัญญัติบางบทซึ่งไม่สามารถจะนำเอาไปจัดเข้าไว้ในมูลใดแห่งมูลคดีซึ่งระบุไว้ในพระธรรมศาสตร์ เช่นตำแหน่งนาพลเรือน ตำแหน่งนาทหารหัวเมือง กฎหมายพิสูจน์น้ำลุยเพลิง กฎมณเฑียรบาล แต่เหตุที่บทกฎหมายเหล่านี้มิได้จัดให้เข้าอยู่ในลักษณะ<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 72o31a1icdf2qnsimh1k0gve3qosjk2 295754 295753 2026-09-19T08:47:36Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295754 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ตุลาการ เป็นการประหลาดอยู่ กล่าวโดยสรุป ระเบียบที่ใช้วางลำดับมูลคดีในพระธรรมศาสตร์นั้น สำหรับเราในปัจจุบันนี้เห็นว่าออกจะเป็นการจัดเอาตามใจชอบเสียมากกว่าการจัดโดยอาศัยหลักเกณฑ์. {{กม|ข3|57}}ควรสังเกตว่าผู้บัญญัติกฎหมายไทย หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกแท้ อำมาตย์ผู้ซึ่งมีหน้าที่ชำระกฎหมาย กล่าวคือจัดวางบทบัญญัติของพระมหากษัตริย์ตามมูลคดีซึ่งตัวบทบัญญัตินั้นเกี่ยวเนื่องถึง หาได้ถือว่าตนจำเป็นต้องเรียบเรียงบทกฎหมายตามลำดับการแบ่งแยกในพระธรรมศาสตร์ไม่ อำมาตย์เหล่านี้ได้รวบรวมมูลคดีหลายมูลอันพระธรรมศาสตร์ได้แยกออกเป็นลักษณะต่าง ๆ กันเข้าอยู่ในบทกฎหมายเรื่องเดียวกันหรือแม้ในลักษณะเดียว เช่นกฎหมายลักษณะวิวาทรวมมูลคดีซึ่งปรากฏอยู่ในประการที่ ๑๒ ({{ตตฉ|ปหรญฺจขํสา|ปหรญฺจขุํสา}}) และประการที่ ๒๐ ({{ตตฉ|ถานาวิติกฺกมฺมพลากเรน|ฐานาวิติกฺกมฺมพลากเรน}}) แห่งมูลคดีวิวาท กฎหมายที่ในฉะบับรองทรงรัชชกาลที่ ๑ มีชื่อว่าพระอัยยการพรหมศักดิ์ (คือกรมศักดิ์ในฉะบับพิมพ์) ก็รวมมูลคดีวิวาทมูลหนึ่ง (ประการที่ ๒๓ {{ตตฉ|อคฺฆาปนายุ|อคฺฆาปนายู}}) เข้าไว้กับมูลคดีแห่งผู้พิพากษาและตุลาการมูลหนึ่ง (ประการที่ ๙ ทณฺโฑ) กฎหมายที่มีชื่อว่าพระอัยยการเบดเสด (คือเบ็ดเสร็จ) รวมลักษณะต่าง ๆ ซึ่งตามการเรียงลำดับลักษณะกฎหมายในพระธรรมศาสตร์นั้น ลักษณะของกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้แยกย้ายกันอยู่ในที่ต่าง ๆ กัน กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จนี้รวมเอามูลคดีซึ่งต่างกัน ({{ตตฉ|ภณฑเทยฺยํ|ภณฺฑเทยฺยํ}} ประการที่ ๒๖ และตาวกาลิกํ ประการที่ ๒๗) เข้าไว้เป็นลักษณะเดียว (ลักษณะเช่ายืม) กฎหมายซึ่งมีชื่อว่าพระอัยยการอาญาหลวงรวมเอามูลคดีวิวาทประการที่ ๒, ๑๕, ๑๖ และ ๑๗ เป็นลักษณะเดียว มูลคดีวิวาทประการที่ ๑๕ ({{ตตฉ|ราชทฏโฐ|ราชทุฏฺโฐ}}) นี้ปรากฏขึ้นซ้ำอีกในพระอัยยการขบถศึก โดยรวมอยู่กับมูลคดีประการที่ ๑๔ ({{ตตฉ|สํคามโทส|สงฺคามโทสา}}) ตัวอย่างที่ยกมานี้แสดงให้เห็นว่าแม้สำหรับนักนิติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเองก็ออกจะเป็นที่รู้สึกอยู่ว่าการแบ่งหมวดหมู่บทกฎหมายในพระธรรมศาสตร์นั้นไม่ค่อยจะลงตรงกันเหมาะเจาะกับความที่เป็นอยู่จริงในทางกฎหมายทุกประการ. อนึ่งยังมีบทบัญญัติบางบทซึ่งไม่สามารถจะนำเอาไปจัดเข้าไว้ในมูลใดแห่งมูลคดีซึ่งระบุไว้ในพระธรรมศาสตร์ เช่นตำแหน่งนาพลเรือน ตำแหน่งนาทหารหัวเมือง กฎหมายพิสูจน์น้ำลุยเพลิง กฎมณเฑียรบาล แต่เหตุที่บทกฎหมายเหล่านี้มิได้จัดให้เข้าอยู่ในลักษณะ<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 0rlyyxlyrkhi58y9z3lrvot870d1m92 หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/71 250 91260 295755 2026-09-19T08:48:04Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295755 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ใดลักษณะหนึ่งแห่งมูลคดีในพระธรรมศาสตร์นั้น บางทีก็เนื่องจากการที่บทกฎหมายเหล่านี้มีลักษณะซึ่งแปลกเป็นพิเศษอยู่บ้าง จะให้ลงรอยกันได้กับลักษณะใดลักษณะหนึ่งได้ไม่ถนัด. {{กม|ข3|58}}อนึ่งมีกฎหมายบางลักษณะในประชุมกฎหมายเก่าซึ่งมิได้ปรากฏอยู่ในบรรดามูลคดีในพระธรรมศาสตร์ หรือซึ่งหากจะปรากฏอยู่ก็ได้มีชื่อเป็นภาษาบาลีต่างออกไป เช่นในพระอัยยการเบดเสดปรากฏลักษณะหนึ่ง คือลักษณะตู่ทรัพย์ (อพฺภุตพฺภกฺขลกฺขณํ)<ref>น่าจะเป็น อภูตภกฺขลกฺขณํ</ref> ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่ปรากฏอยู่ในบรรดามูลคดีวิวาทในพระธรรมศาสตร์เลย ในกฎหมายฉะบับเดียวกันนี้ลักษณะที่ว่าด้วยการยกให้นั้นออกชื่อในภาษาบาฬีว่า ทินฺนธนลกฺขณํ แต่ชื่อในพระธรรมศาสตร์มีว่า ปรสฺส {{ตตฉ|ทานํคหนํปุเนว|ทานํคหณํปุเนว}} เช่นเดียวกันในลักษณะว่าด้วยการพะนันขันต่อได้มีชื่อว่า อพฺภุตลกฺขณํ แต่ชื่อในพระธรรมศาสตร์มีว่า {{ตตฉ|อกฺขปฺปติจารธูต|อกฺขปฺปฏิจารธุตฺตา}} ตัวอย่างต่าง ๆ ที่ยกมากล่าวในตอนท้ายนี้ทำให้เกิดมีปัญหาที่สำคัญขึ้นปัญหาหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องวินิจฉัย แม้จะเป็นปัญหาอันไม่เกี่ยวกับการแบ่งกฎหมายโดยตรงก็ดี กล่าวคือมีข้อสงสัยขึ้นว่าเหตุใดชื่อบาลีซึ่งมิได้มีอยู่ในพระธรรมศาสตร์จึงปรากฏขึ้นในบทกฎหมายได้ การที่มาค้นพบชื่อแปลก ๆ ขึ้นเช่นนี้จะมิเป็นการขัดกันกับข้อความที่กล่าวไว้ในคำสอนว่าการแบ่งบทกฎหมายออกเป็นลักษณะนั้นได้แบ่งตามมูลคดีในพระธรรมศาสตร์เดิมหรือ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าหาเป็นเหตุให้เกิดความสงสัยไม่ เพราะว่าเมื่อพิจารณาไปในที่สุดแล้ว กฎหมายลักษณะที่มีชื่อเป็นภาษาบาลีต่างออกไปจากชื่อในพระธรรมศาสตร์นี้มีจำนวนเพียงเล็กน้อย ชื่อที่เกิดขึ้นมีใหม่นี้เป็นคำอีกคำหนึ่งซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกับชื่อที่ใช้เรียกอยู่ในพระธรรมศาสตร์ จึงอาจใช้แทนชื่อเดิมได้ ผู้แต่งพระธรรมศาสตร์เองก็อาจจะได้เรียกมูลคดีเป็นชื่อสองชื่อได้ ไม่เป็นการน่าพิศวงเลย อีกประการหนึ่งเราอาจคิดไปได้อีกนัยหนึ่งว่าขณะที่ทำการตรวจชำระกฎหมายคราวต่าง ๆ ในประเทศไทยดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น คัมภีร์ธรรมสัตถัมซึ่งเป็นที่ใช้อยู่ในขณะนั้นอาจจะได้มีอยู่หลายฉะบับด้วยกัน ต่างฉะบับก็จะมีความต่างกันอยู่บ้าง สารบาญมูลคดีในพระธรรมศาสตร์จึงอาจจะได้คัดเอามาจากฉะบับหนึ่ง และชื่อต่าง ๆ ซึ่งปรากฏอยู่ในตัวบทกฎหมายอาจจะได้คัดมาจากฉะบับอื่น จึงเป็นเหตุให้เกิดมีชื่อต่าง ๆ หรือการอาจจะกลับเป็นว่าสารบาญมูลคดีในพระธรรมศาสตร์ตามที่เป็นอยู่ในเวลานี้ก็อาจจะไม่เป็นสารบาญเดิม คือ<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 5pw0bi56kc8wgl5f2xq0og7o0f5kfd7 295756 295755 2026-09-19T08:48:21Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295756 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ใดลักษณะหนึ่งแห่งมูลคดีในพระธรรมศาสตร์นั้น บางทีก็เนื่องจากการที่บทกฎหมายเหล่านี้มีลักษณะซึ่งแปลกเป็นพิเศษอยู่บ้าง จะให้ลงรอยกันได้กับลักษณะใดลักษณะหนึ่งได้ไม่ถนัด. {{กม|ข3|58}}อนึ่งมีกฎหมายบางลักษณะในประชุมกฎหมายเก่าซึ่งมิได้ปรากฏอยู่ในบรรดามูลคดีในพระธรรมศาสตร์ หรือซึ่งหากจะปรากฏอยู่ก็ได้มีชื่อเป็นภาษาบาลีต่างออกไป เช่นในพระอัยยการเบดเสดปรากฏลักษณะหนึ่ง คือลักษณะตู่ทรัพย์ (อพฺภุตพฺภกฺขลกฺขณํ)<ref>น่าจะเป็น อภูตภกฺขลกฺขณํ</ref> ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่ปรากฏอยู่ในบรรดามูลคดีวิวาทในพระธรรมศาสตร์เลย ในกฎหมายฉะบับเดียวกันนี้ลักษณะที่ว่าด้วยการยกให้นั้นออกชื่อในภาษาบาฬีว่า ทินฺนธนลกฺขณํ แต่ชื่อในพระธรรมศาสตร์มีว่า ปรสฺส {{ตตฉ|ทานํคหนํปุเนว|ทานํคหณํปุเนว}} เช่นเดียวกันในลักษณะว่าด้วยการพะนันขันต่อได้มีชื่อว่า อพฺภุตลกฺขณํ แต่ชื่อในพระธรรมศาสตร์มีว่า {{ตตฉ|อกฺขปฺปติจารธูต|อกฺขปฺปฏิจารธุตฺตา}} ตัวอย่างต่าง ๆ ที่ยกมากล่าวในตอนท้ายนี้ทำให้เกิดมีปัญหาที่สำคัญขึ้นปัญหาหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องวินิจฉัย แม้จะเป็นปัญหาอันไม่เกี่ยวกับการแบ่งกฎหมายโดยตรงก็ดี กล่าวคือมีข้อสงสัยขึ้นว่าเหตุใดชื่อบาลีซึ่งมิได้มีอยู่ในพระธรรมศาสตร์จึงปรากฏขึ้นในบทกฎหมายได้ การที่มาค้นพบชื่อแปลก ๆ ขึ้นเช่นนี้จะมิเป็นการขัดกันกับข้อความที่กล่าวไว้ในคำสอนว่าการแบ่งบทกฎหมายออกเป็นลักษณะนั้นได้แบ่งตามมูลคดีในพระธรรมศาสตร์เดิมหรือ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าหาเป็นเหตุให้เกิดความสงสัยไม่ เพราะว่าเมื่อพิจารณาไปในที่สุดแล้ว กฎหมายลักษณะที่มีชื่อเป็นภาษาบาลีต่างออกไปจากชื่อในพระธรรมศาสตร์นี้มีจำนวนเพียงเล็กน้อย ชื่อที่เกิดขึ้นมีใหม่นี้เป็นคำอีกคำหนึ่งซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกับชื่อที่ใช้เรียกอยู่ในพระธรรมศาสตร์ จึงอาจใช้แทนชื่อเดิมได้ ผู้แต่งพระธรรมศาสตร์เองก็อาจจะได้เรียกมูลคดีเป็นชื่อสองชื่อได้ ไม่เป็นการน่าพิศวงเลย อีกประการหนึ่งเราอาจคิดไปได้อีกนัยหนึ่งว่าขณะที่ทำการตรวจชำระกฎหมายคราวต่าง ๆ ในประเทศไทยดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น คัมภีร์ธรรมสัตถัมซึ่งเป็นที่ใช้อยู่ในขณะนั้นอาจจะได้มีอยู่หลายฉะบับด้วยกัน ต่างฉะบับก็จะมีความต่างกันอยู่บ้าง สารบาญมูลคดีในพระธรรมศาสตร์จึงอาจจะได้คัดเอามาจากฉะบับหนึ่ง และชื่อต่าง ๆ ซึ่งปรากฏอยู่ในตัวบทกฎหมายอาจจะได้คัดมาจากฉะบับอื่น จึงเป็นเหตุให้เกิดมีชื่อต่าง ๆ หรือการอาจจะกลับเป็นว่าสารบาญมูลคดีในพระธรรมศาสตร์ตามที่เป็นอยู่ในเวลานี้ก็อาจจะไม่เป็นสารบาญเดิม คือ<noinclude>{{สต}} {{รกออ}} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> bp5fp77vt5fem7onewnto7p02ynln0o หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/72 250 91261 295757 2026-09-19T08:49:08Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295757 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>สารบาญเดิมอาจจะถูกเปลี่ยนแปลงได้บ้างโดยผู้เรียงใหม่นิยมใช้คำอื่นแทนคำที่ใช้กันในชั้นเดิม แต่ส่วนบทกฎหมายยังมีคำเดิมติดต่ออยู่ก็อาจจะเป็นได้เหมือนกัน. {{กม|ข3|59}}เนื่องจากเหตุเหล่านี้ การแบ่งบทกฎหมายตามทำนองในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์จึ่งไม่ควรจะนำมาใช้ในปัจจุบัน แม้เพื่อสอนกฎหมายเก่า อนึ่งถ้าหากจะศึกษากฎหมายเก่าโดยแบ่งการศึกษาเป็นลักษณะ ๆ ตามการแบ่งแยกในพระธรรมศาสตร์นั้น ก็น่ากลัวว่าจะเป็นการทำให้เกิดความฉงนวนเวียนแก่นักศึกษา โดยเหตุที่นักศึกษาคุ้นเสียแล้วกับการแบ่งแยกกฎหมายตามวิธีสอนกฎหมายในปัจจุบันนี้ ซึ่งต่างกันมากกับการแบ่งลักษณะกฎหมายอย่างเก่าด้วยอีกประการหนึ่ง เพราะฉะนั้นในการสอนวิชาลักษณะนี้จะละทิ้งวิธีแบ่งเป็นลักษณะ ๆ ตามในพระธรรมศาสตร์เสียอย่างสิ้นเชิง และจะพยายามจัดเอาบทบัญญัติต่าง ๆ ของกฎหมายเก่ามาวางลำดับเป็นระเบียบให้เข้าในกรอบของการสอนกฎหมายตามทำนองการสอนในปัจจุบัน โดยจะไม่คำนึงถึงลักษณะหรือมูลคดีที่กล่าวถึงในบทบัญญัติเหล่านี้เลย ดังนี้ความแตกต่างระหว่างความคิดเห็นอย่างเก่าและอย่างใหม่ในการจัดการตั้งระเบียบแบบแผนในทางกฎหมายเรื่องเดียวกันจึงจะได้ปรากฏอย่างแจ่มแจ้งทั้งเหตุผลที่ได้ทำให้กฎหมายเก่าต้องเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นก็คงจะปรากฏชัดเจนด้วย. ในคำสอนนี้ ซึ่งมีวัตถุจำกัดอยู่แต่ในวงกฎหมายเอกชน ข้าพเจ้าจะดำเนินตามวิธีแบ่งชะนิดที่แบ่งกฎหมายออกเป็นสามภาค อันเป็นการแบ่งที่สืบเค้ามูลมาจากกฎหมายโรมันและยังนิยมกันอยู่ทั่วไปจนในปัจจุบันนี้ ในภาคที่หนึ่งกล่าวถึงเรื่องบุคคล กล่าวคือฐานะของคนต่างด้าว การเป็นทาษ และครอบครัว เป็นต้น ในภาคที่สองศึกษาถึงเรื่องทรัพย์สิน กล่าวคือ{{ตตฉ|ทรัพย์สิทธิ|ทรัพยสิทธิ}} หนี้ และระบอบรับมฤดก ในภาคที่สามศึกษาถึงการร้องฟ้องเพื่อให้มีการบังคับตามสิทธิ กล่าวคือระเบียบจัดตั้งศาล การพิจารณาคดี และวิธีพิสูจน์. ในส่วนที่เกี่ยวกับสาขากฎหมายสาขาหนึ่ง ๆ ในบรรดาสาขากฎหมายเหล่านี้ ควรจะแสดงถึงการผันแปรของกฎหมายนับแต่สมัยเดิมเริ่มแรกมาจนถึงสมัยเราตามสมัยทั้งสี่ในประวัติศาสตร์กฎหมายซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นแห่งบทนี้. ในเวลานี้ตำราอันว่าด้วยกฎหมายเอกชนของไทยในอดีตกาลมีอยู่เป็นจำนวนเล็กน้อย ทั้งการค้นคว้าเสาะแสวงหาหลักฐานเรื่องประวัติศาสตร์กฎหมายไทยนั้นก็เป็นการยากด้วย{{วว}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 4uy8tl0czluj810tkpyamd2cdv90u5y 295759 295757 2026-09-19T08:49:21Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295759 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>สารบาญเดิมอาจจะถูกเปลี่ยนแปลงได้บ้างโดยผู้เรียงใหม่นิยมใช้คำอื่นแทนคำที่ใช้กันในชั้นเดิม แต่ส่วนบทกฎหมายยังมีคำเดิมติดต่ออยู่ก็อาจจะเป็นได้เหมือนกัน. {{กม|ข3|59}}เนื่องจากเหตุเหล่านี้ การแบ่งบทกฎหมายตามทำนองในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์จึ่งไม่ควรจะนำมาใช้ในปัจจุบัน แม้เพื่อสอนกฎหมายเก่า อนึ่งถ้าหากจะศึกษากฎหมายเก่าโดยแบ่งการศึกษาเป็นลักษณะ ๆ ตามการแบ่งแยกในพระธรรมศาสตร์นั้น ก็น่ากลัวว่าจะเป็นการทำให้เกิดความฉงนวนเวียนแก่นักศึกษา โดยเหตุที่นักศึกษาคุ้นเสียแล้วกับการแบ่งแยกกฎหมายตามวิธีสอนกฎหมายในปัจจุบันนี้ ซึ่งต่างกันมากกับการแบ่งลักษณะกฎหมายอย่างเก่าด้วยอีกประการหนึ่ง เพราะฉะนั้นในการสอนวิชาลักษณะนี้จะละทิ้งวิธีแบ่งเป็นลักษณะ ๆ ตามในพระธรรมศาสตร์เสียอย่างสิ้นเชิง และจะพยายามจัดเอาบทบัญญัติต่าง ๆ ของกฎหมายเก่ามาวางลำดับเป็นระเบียบให้เข้าในกรอบของการสอนกฎหมายตามทำนองการสอนในปัจจุบัน โดยจะไม่คำนึงถึงลักษณะหรือมูลคดีที่กล่าวถึงในบทบัญญัติเหล่านี้เลย ดังนี้ความแตกต่างระหว่างความคิดเห็นอย่างเก่าและอย่างใหม่ในการจัดการตั้งระเบียบแบบแผนในทางกฎหมายเรื่องเดียวกันจึงจะได้ปรากฏอย่างแจ่มแจ้งทั้งเหตุผลที่ได้ทำให้กฎหมายเก่าต้องเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นก็คงจะปรากฏชัดเจนด้วย. ในคำสอนนี้ ซึ่งมีวัตถุจำกัดอยู่แต่ในวงกฎหมายเอกชน ข้าพเจ้าจะดำเนินตามวิธีแบ่งชะนิดที่แบ่งกฎหมายออกเป็นสามภาค อันเป็นการแบ่งที่สืบเค้ามูลมาจากกฎหมายโรมันและยังนิยมกันอยู่ทั่วไปจนในปัจจุบันนี้ ในภาคที่หนึ่งกล่าวถึงเรื่องบุคคล กล่าวคือฐานะของคนต่างด้าว การเป็นทาษ และครอบครัว เป็นต้น ในภาคที่สองศึกษาถึงเรื่องทรัพย์สิน กล่าวคือ{{ตตฉ|ทรัพย์สิทธิ|ทรัพยสิทธิ}} หนี้ และระบอบรับมฤดก ในภาคที่สามศึกษาถึงการร้องฟ้องเพื่อให้มีการบังคับตามสิทธิ กล่าวคือระเบียบจัดตั้งศาล การพิจารณาคดี และวิธีพิสูจน์. ในส่วนที่เกี่ยวกับสาขากฎหมายสาขาหนึ่ง ๆ ในบรรดาสาขากฎหมายเหล่านี้ ควรจะแสดงถึงการผันแปรของกฎหมายนับแต่สมัยเดิมเริ่มแรกมาจนถึงสมัยเราตามสมัยทั้งสี่ในประวัติศาสตร์กฎหมายซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นแห่งบทนี้. ในเวลานี้ตำราอันว่าด้วยกฎหมายเอกชนของไทยในอดีตกาลมีอยู่เป็นจำนวนเล็กน้อย ทั้งการค้นคว้าเสาะแสวงหาหลักฐานเรื่องประวัติศาสตร์กฎหมายไทยนั้นก็เป็นการยากด้วย{{วว}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> slwa2dqe0r9hcfef6wzgpgq4e5e87re หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/73 250 91262 295760 2026-09-19T08:49:41Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295760 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๗|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>โครงการณ์สอนวิชาลักษณะประวัติศาสตร์นี้จึ่งต้องเป็นการค่อย ๆ สอนไปตามผลแห่งการค้นคว้าที่จะมีขึ้น สำหรับปีนี้ข้าพเจ้าจะนำเอาแต่เพียงระบอบกฎหมายเรื่องละเมิดตามกฎหมายเก่าของไทยมาบรรยายเท่านั้น ต่อไปเมื่อคำสอนนี้ได้แต่งครบบริบูรณ์แล้ว ตอนที่ว่าด้วยละเมิดนี้ก็จะเป็นแต่เพียงส่วนหนึ่งของลักษณะที่ ๒ (อันเป็นลักษณะที่ว่าด้วยหนี้ต่าง ๆ) ในภาค ๒ แห่งคำสอนนี้ซึ่งกล่าวถึงทรัพย์สิน. {{กม|ข3|60}}ณที่นี้ข้าพเจ้าจะขอกล่าวไว้เสียก่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องไปกล่าวในภายหน้าอีกว่าข้าพเจ้ามิได้หมายมั่นที่จะขบลงไปให้เด็ดขาดถึงปัญหาต่าง ๆ ซึ่งกฎหมายเก่าของไทยทำให้เกิดขึ้น บรรดาความเห็นซึ่งข้าพเจ้าได้ยกมาแสดงแล้วข้างต้นนี้ และซึ่งจะแสดงในคำสอนนี้ต่อไป โดยมากก็เป็นแต่ข้อสันนิษฐานซึ่งข้าพเจ้าพร้อมอยู่ที่จะสละเสียหรือที่จะแก้ไขเพิ่มเติมได้เมื่อมีผู้ชี้ให้เห็นข้อสันนิษฐานอื่นที่ดีขึ้นไปกว่า ฉะนั้นข้าพเจ้าจึ่งขอชักชวนบรรดานักศึกษาผู้มีความเอา{{ปตปต|ใจ}}ใส่เป็นพิเศษในประวัติศาสตร์กฎหมายไทยอย่าให้รับเอาความเห็นของข้าพเจ้าโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้เห็นชอบแท้แก่ใจเสียก่อน ตรงกันข้ามข้าพเจ้าขอให้นักศึกษาทุกคนพึงพิจารณาและออกความเห็นโต้แย้งในระหว่างกันและกันถึงความมั่นคงแน่นอนแห่งความเห็นที่ข้าพเจ้าแสดงไว้นั้น และถ้าหากมีความสงสัยในความเห็นส่วนใดของข้าพเจ้าแล้วก็ขอได้ชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบ ประวัติศาสตร์กฎหมายของเราในขณะนี้ยังมิได้มีการค้นคว้ากันอย่างจริงจังจนถึงกับได้ผลอันพึงพอใจแล้ว ฉะนั้นถ้าหากเราจะร่วมกันทำการค้นคว้า และเมื่อได้ความรู้อย่างใดขึ้นมาก็นำมาแสดงเพื่อโต้แย้ง คัดค้าน หรือสนับสนุนความเห็นของกันและกัน เช่นนี้แล้วในไม่ช้าก็จะเป็นที่ปรากฏแก่เราว่าเราได้รับผลเป็นความรู้ในวิชาประวัติกฎหมาย ซึ่งแม้จะยังถือว่าเป็นความรู้ที่แน่นอนวางความเชื่อให้เด็ดขาดลงไปนั้นมิได้ก่อนก็ตาม แต่ก็ยังอาจเป็นความรู้ที่สามารถทำความพอใจให้แก่เราไปชั่วคราวหนึ่งก่อนได้ จนกว่าจะค้นพบความรู้ที่แท้จริงแน่นอนสืบไป.<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 15ebr1w32ge0uvcyqew8ki2wjpdy2w4 295761 295760 2026-09-19T08:49:50Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295761 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๗|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>โครงการณ์สอนวิชาลักษณะประวัติศาสตร์นี้จึ่งต้องเป็นการค่อย ๆ สอนไปตามผลแห่งการค้นคว้าที่จะมีขึ้น สำหรับปีนี้ข้าพเจ้าจะนำเอาแต่เพียงระบอบกฎหมายเรื่องละเมิดตามกฎหมายเก่าของไทยมาบรรยายเท่านั้น ต่อไปเมื่อคำสอนนี้ได้แต่งครบบริบูรณ์แล้ว ตอนที่ว่าด้วยละเมิดนี้ก็จะเป็นแต่เพียงส่วนหนึ่งของลักษณะที่ ๒ (อันเป็นลักษณะที่ว่าด้วยหนี้ต่าง ๆ) ในภาค ๒ แห่งคำสอนนี้ซึ่งกล่าวถึงทรัพย์สิน. {{กม|ข3|60}}ณที่นี้ข้าพเจ้าจะขอกล่าวไว้เสียก่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องไปกล่าวในภายหน้าอีกว่าข้าพเจ้ามิได้หมายมั่นที่จะขบลงไปให้เด็ดขาดถึงปัญหาต่าง ๆ ซึ่งกฎหมายเก่าของไทยทำให้เกิดขึ้น บรรดาความเห็นซึ่งข้าพเจ้าได้ยกมาแสดงแล้วข้างต้นนี้ และซึ่งจะแสดงในคำสอนนี้ต่อไป โดยมากก็เป็นแต่ข้อสันนิษฐานซึ่งข้าพเจ้าพร้อมอยู่ที่จะสละเสียหรือที่จะแก้ไขเพิ่มเติมได้เมื่อมีผู้ชี้ให้เห็นข้อสันนิษฐานอื่นที่ดีขึ้นไปกว่า ฉะนั้นข้าพเจ้าจึ่งขอชักชวนบรรดานักศึกษาผู้มีความเอา{{ปตปต|ใจ}}ใส่เป็นพิเศษในประวัติศาสตร์กฎหมายไทยอย่าให้รับเอาความเห็นของข้าพเจ้าโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้เห็นชอบแท้แก่ใจเสียก่อน ตรงกันข้ามข้าพเจ้าขอให้นักศึกษาทุกคนพึงพิจารณาและออกความเห็นโต้แย้งในระหว่างกันและกันถึงความมั่นคงแน่นอนแห่งความเห็นที่ข้าพเจ้าแสดงไว้นั้น และถ้าหากมีความสงสัยในความเห็นส่วนใดของข้าพเจ้าแล้วก็ขอได้ชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบ ประวัติศาสตร์กฎหมายของเราในขณะนี้ยังมิได้มีการค้นคว้ากันอย่างจริงจังจนถึงกับได้ผลอันพึงพอใจแล้ว ฉะนั้นถ้าหากเราจะร่วมกันทำการค้นคว้า และเมื่อได้ความรู้อย่างใดขึ้นมาก็นำมาแสดงเพื่อโต้แย้ง คัดค้าน หรือสนับสนุนความเห็นของกันและกัน เช่นนี้แล้วในไม่ช้าก็จะเป็นที่ปรากฏแก่เราว่าเราได้รับผลเป็นความรู้ในวิชาประวัติกฎหมาย ซึ่งแม้จะยังถือว่าเป็นความรู้ที่แน่นอนวางความเชื่อให้เด็ดขาดลงไปนั้นมิได้ก่อนก็ตาม แต่ก็ยังอาจเป็นความรู้ที่สามารถทำความพอใจให้แก่เราไปชั่วคราวหนึ่งก่อนได้ จนกว่าจะค้นพบความรู้ที่แท้จริงแน่นอนสืบไป.<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude> kgknu3w2j77gsn2wnouudqd8dok3rvb หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/74 250 91263 295762 2026-09-19T08:50:18Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295762 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{ลห|e1|มารค ๑๘ ในมนูธรรมศาสตร์|140}} {{สต|7em}} {| class="wikitable" style="margin:auto; border:none;" |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|ฤณาทานํ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ไม่ชำระหนี้ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๒ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|นิกฺเษป |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ฝากทรัพย์ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๓ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|อสฺวามิ วิกฺรยะ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ขายของ ๆ ผู้อื่น |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๔ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|สมฺภูย สมุตฺถานํ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ถือหุ้นส่วนกัน |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๕ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|ทตฺตสฺยานปกรฺม |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|เรียกของที่ให้แล้วคืน |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๖ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|เวตนสฺยาทนํ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ไม่ชำระเงินค่าจ้าง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๗ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|สมฺวิทาะ วฺยติกฺรมะ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ไม่ปฏิบัติตามสัญญา |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๘ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|กฺรยวิกฺรยานุศย |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|เพิกถอนการซื้อขาย |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๙ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|วิวาทาะ สฺวามิปาลโยะ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ข้อเถียงระหว่างเจ้าของสัตว์และผู้เลี้ยงสัตว์ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๐ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|สีมาวิวาทธรฺม |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ข้อเถียงเรื่องเขตต์ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๑ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|ปารุษฺเย |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|กระทำโดยพลการ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๒ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|ทาณฺฑาวาจิเก |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ด่าตี |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๓ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|สฺเตยํ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ลักทรัพย์ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๔ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|สาหสํ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ฆ่าฟันแทง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๕ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|สฺตฺรีสมฺคฺรหนํ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ทำชู้ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๖ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|สฺตฺรีปุํธรฺม |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|หน้าที่และสิทธิระหว่างผัวเมีย |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๗ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|วิภาค |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|แบ่งทรัพย์ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๘ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|ทฺยูตมาหฺวย |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|เล่นการพะนัน |- |}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> pxepbb7cg6eiw3ygntrwb2ikucuawst 295763 295762 2026-09-19T08:50:33Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295763 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{ลห|e1|มารค ๑๘ ในมนูธรรมศาสตร์|140}} {{สต|7em}} {| class="wikitable" style="margin:auto; border:none;" |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|ฤณาทานํ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ไม่ชำระหนี้ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๒ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|นิกฺเษป |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ฝากทรัพย์ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๓ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|อสฺวามิ วิกฺรยะ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ขายของ ๆ ผู้อื่น |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๔ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|สมฺภูย สมุตฺถานํ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ถือหุ้นส่วนกัน |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๕ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|ทตฺตสฺยานปกรฺม |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|เรียกของที่ให้แล้วคืน |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๖ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|เวตนสฺยาทนํ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ไม่ชำระเงินค่าจ้าง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๗ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|สมฺวิทาะ วฺยติกฺรมะ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ไม่ปฏิบัติตามสัญญา |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๘ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|กฺรยวิกฺรยานุศย |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|เพิกถอนการซื้อขาย |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๙ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|วิวาทาะ สฺวามิปาลโยะ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ข้อเถียงระหว่างเจ้าของสัตว์และผู้เลี้ยงสัตว์ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๐ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|สีมาวิวาทธรฺม |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ข้อเถียงเรื่องเขตต์ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๑ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|ปารุษฺเย |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|กระทำโดยพลการ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๒ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|ทาณฺฑาวาจิเก |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ด่าตี |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๓ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|สฺเตยํ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ลักทรัพย์ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๔ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|สาหสํ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ฆ่าฟันแทง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๕ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|สฺตฺรีสมฺคฺรหนํ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ทำชู้ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๖ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|สฺตฺรีปุํธรฺม |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|หน้าที่และสิทธิระหว่างผัวเมีย |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๗ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|วิภาค |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|แบ่งทรัพย์ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๘ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|ทฺยูตมาหฺวย |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|เล่นการพะนัน |- |}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> 1bviwnayiz1sxks3ikazbxjn8r289ux หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/75 250 91264 295764 2026-09-19T08:51:13Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295764 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{หสล|๖๙|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{ลห|e2|มูลคดีในพระธรรมศาสตร์และในบทกฎหมายสอบกัน|140}} {{สต|7em}} {{กสต|มูลคดีแห่งผู้พิพากษา ๑๐|120}} {| class="wikitable" style="margin:auto; border:none;" |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อินฺทภาโส |style="border-bottom:none; border-top:none;"|หลักอินทภาษ |rowspan="10" style="border-right:none; border-top:none; border-bottom:none;"|อยู่ในกฎหมายลักษณะ |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อินทภาษ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๒ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|{{ตตฉ|ธมฺมานุณฺโณ|ธมฺมานุญฺโญ}} |style="border-bottom:none; border-top:none;"|การประทับฟ้องโดยสมควรแก่กระทรวง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ธรรมนูญ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๓ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|สกฺขิ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องพะยาน |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|พะยาน |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๔ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|สกฺขิเฉทโก |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องตัดพะยาน |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๕ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อญฺญมญฺญปฏิภาโส |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องแก้ต่างว่าต่าง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๖ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปฏิภาณเฉทโก |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องตัดสำนวน |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๗ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อฏฺฏคาโห |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องรับฟ้อง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|{{ตตฉ|๗|๘}} |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อฏฺฏกูโฏ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องประวิงความ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๙ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ทณฺโฑ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องทอดซึ่งอาญาและสินไหมพินัย |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|กรมศักดิ์ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๐ |style="border-top:none; border-bottom:none;"|โจทกเฉทโก |style="border-top:none; border-bottom:none;"|เรื่องตัดฟ้อง |style="border-top:none; border-left:none; border-bottom:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |- |} {{กสต|มูลคดีวิวาท ๒๙|120}} {| class="wikitable" style="margin:auto; border:none;" |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อิณฺณํธนํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักษณะวิวาทด้วยกู้หนี้ถือสินกัน |rowspan="9" style="border-right:none; border-top:none; border-bottom:none;"|อยู่ในกฎหมายลักษณะ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|กู้หนี้ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|รญฺโญธนโจรหารํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักฉ้อบังประบัดผลัดเปลี่ยนพระราชทรัพย์ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อาญาหลวง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| โดยไม่ออกชื่อในภาษามคธ และรวมกับมูลคดีวิวาทที่ ๑๗ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๓ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อธมฺมทายชฺชวิภตฺตภาคํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|แบ่งปันมฤดก{{ตตฉ|มิใด้|มิได้}}เป็นธรรม |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|มฤดก |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๔ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปรสฺสทานํคหณํปุเนว |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ให้ทรัพย์แก่ท่านแล้วกลับคืน |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยมีชื่อภาษามคธว่า ธนลกฺขณํ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๕ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ภตฺติก |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักษณะวิวาทด้วยเป็นลูกจ้างท่านแลวานท่านไป |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยไม่ออกชื่อภาษามคธ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๖ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อกฺขปฺปฏิจารธูต |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เป็นนักเลงเล่นเบี้ยเล่นสะกาเป็นต้น |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยมีชื่อภาษามคธว่า อภูตพลกฺขณํ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๗ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ภณฺฑลญฺจเกยฺยาวิกยํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ซื้อขายกัน |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยไม่ออกชื่อภาษามคธ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๘ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อวหารํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|โจร |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|โจร |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๙ |style="border-bottom:none; border-top:none;"| |style="border-bottom:none; border-top:none;"| |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"| |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|<noinclude>{{มปกต}} |} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> ap6c2969cw5cncfmorbinj35lw2mc5z 295765 295764 2026-09-19T08:51:49Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295765 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" /></noinclude>{{ลห|e2|มูลคดีในพระธรรมศาสตร์และในบทกฎหมายสอบกัน|140}} {{สต|7em}} {{กสต|มูลคดีแห่งผู้พิพากษา ๑๐|120}} {| class="wikitable" style="margin:auto; border:none;" |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อินฺทภาโส |style="border-bottom:none; border-top:none;"|หลักอินทภาษ |rowspan="10" style="border-right:none; border-top:none; border-bottom:none;"|อยู่ในกฎหมายลักษณะ |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อินทภาษ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๒ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|{{ตตฉ|ธมฺมานุณฺโณ|ธมฺมานุญฺโญ}} |style="border-bottom:none; border-top:none;"|การประทับฟ้องโดยสมควรแก่กระทรวง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ธรรมนูญ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๓ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|สกฺขิ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องพะยาน |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|พะยาน |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๔ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|สกฺขิเฉทโก |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องตัดพะยาน |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๕ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อญฺญมญฺญปฏิภาโส |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องแก้ต่างว่าต่าง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๖ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปฏิภาณเฉทโก |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องตัดสำนวน |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๗ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อฏฺฏคาโห |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องรับฟ้อง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|{{ตตฉ|๗|๘}} |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อฏฺฏกูโฏ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องประวิงความ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๙ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ทณฺโฑ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องทอดซึ่งอาญาและสินไหมพินัย |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|กรมศักดิ์ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๐ |style="border-top:none; border-bottom:none;"|โจทกเฉทโก |style="border-top:none; border-bottom:none;"|เรื่องตัดฟ้อง |style="border-top:none; border-left:none; border-bottom:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |- |} {{กสต|มูลคดีวิวาท ๒๙|120}} {| class="wikitable" style="margin:auto; border:none;" |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อิณฺณํธนํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักษณะวิวาทด้วยกู้หนี้ถือสินกัน |rowspan="9" style="border-right:none; border-top:none; border-bottom:none;"|อยู่ในกฎหมายลักษณะ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|กู้หนี้ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|รญฺโญธนโจรหารํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักฉ้อบังประบัดผลัดเปลี่ยนพระราชทรัพย์ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อาญาหลวง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| โดยไม่ออกชื่อในภาษามคธ และรวมกับมูลคดีวิวาทที่ ๑๗ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๓ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อธมฺมทายชฺชวิภตฺตภาคํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|แบ่งปันมฤดก{{ตตฉ|มิใด้|มิได้}}เป็นธรรม |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|มฤดก |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๔ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปรสฺสทานํคหณํปุเนว |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ให้ทรัพย์แก่ท่านแล้วกลับคืน |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยมีชื่อภาษามคธว่า ธนลกฺขณํ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๕ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ภตฺติก |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักษณะวิวาทด้วยเป็นลูกจ้างท่านแลวานท่านไป |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยไม่ออกชื่อภาษามคธ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๖ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อกฺขปฺปฏิจารธูต |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เป็นนักเลงเล่นเบี้ยเล่นสะกาเป็นต้น |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยมีชื่อภาษามคธว่า อภูตพลกฺขณํ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๗ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ภณฺฑลญฺจเกยฺยาวิกยํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ซื้อขายกัน |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยไม่ออกชื่อภาษามคธ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๘ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อวหารํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|โจร |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|โจร |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๙ |style="border-bottom:none; border-top:none;"| |style="border-bottom:none; border-top:none;"| |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"| |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|<noinclude>{{มปกต}} |} {{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude> p862nmypkbjzx52g04fxl3ppne8if16 295766 295765 2026-09-19T08:51:58Z Vesperstelo 11696 295766 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" /></noinclude>{{ลห|e2|มูลคดีในพระธรรมศาสตร์และในบทกฎหมายสอบกัน|140}} {{สต|7em}} {{กสต|มูลคดีแห่งผู้พิพากษา ๑๐|120}} {| class="wikitable" style="margin:auto; border:none;" |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อินฺทภาโส |style="border-bottom:none; border-top:none;"|หลักอินทภาษ |rowspan="10" style="border-right:none; border-top:none; border-bottom:none;"|อยู่ในกฎหมายลักษณะ |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อินทภาษ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๒ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|{{ตตฉ|ธมฺมานุณฺโณ|ธมฺมานุญฺโญ}} |style="border-bottom:none; border-top:none;"|การประทับฟ้องโดยสมควรแก่กระทรวง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ธรรมนูญ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๓ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|สกฺขิ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องพะยาน |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|พะยาน |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๔ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|สกฺขิเฉทโก |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องตัดพะยาน |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๕ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อญฺญมญฺญปฏิภาโส |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องแก้ต่างว่าต่าง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๖ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปฏิภาณเฉทโก |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องตัดสำนวน |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๗ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อฏฺฏคาโห |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องรับฟ้อง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|{{ตตฉ|๗|๘}} |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อฏฺฏกูโฏ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องประวิงความ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๙ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ทณฺโฑ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องทอดซึ่งอาญาและสินไหมพินัย |style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|กรมศักดิ์ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๐ |style="border-top:none; border-bottom:none;"|โจทกเฉทโก |style="border-top:none; border-bottom:none;"|เรื่องตัดฟ้อง |style="border-top:none; border-left:none; border-bottom:none; border-right:none;"|รับฟ้อง |- |} {{กสต|มูลคดีวิวาท ๒๙|120}} {| class="wikitable" style="margin:auto; border:none;" |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อิณฺณํธนํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักษณะวิวาทด้วยกู้หนี้ถือสินกัน |rowspan="9" style="border-right:none; border-top:none; border-bottom:none;"|อยู่ในกฎหมายลักษณะ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|กู้หนี้ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|รญฺโญธนโจรหารํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักฉ้อบังประบัดผลัดเปลี่ยนพระราชทรัพย์ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อาญาหลวง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| โดยไม่ออกชื่อในภาษามคธ และรวมกับมูลคดีวิวาทที่ ๑๗ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๓ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อธมฺมทายชฺชวิภตฺตภาคํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|แบ่งปันมฤดก{{ตตฉ|มิใด้|มิได้}}เป็นธรรม |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|มฤดก |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๔ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปรสฺสทานํคหณํปุเนว |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ให้ทรัพย์แก่ท่านแล้วกลับคืน |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยมีชื่อภาษามคธว่า ธนลกฺขณํ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๕ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ภตฺติก |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักษณะวิวาทด้วยเป็นลูกจ้างท่านแลวานท่านไป |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยไม่ออกชื่อภาษามคธ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๖ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อกฺขปฺปฏิจารธูต |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เป็นนักเลงเล่นเบี้ยเล่นสะกาเป็นต้น |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยมีชื่อภาษามคธว่า อภูตพลกฺขณํ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๗ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ภณฺฑลญฺจเกยฺยาวิกยํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ซื้อขายกัน |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยไม่ออกชื่อภาษามคธ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๘ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อวหารํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|โจร |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|โจร |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๙ |style="border-bottom:none; border-top:none;"| |style="border-bottom:none; border-top:none;"| |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"| |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|<noinclude>{{มปกต}} |}</noinclude> 9162m8vf1vcb83hx75w730jc0n6cxlp หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/76 250 91265 295767 2026-09-19T08:53:24Z Vesperstelo 11696 /* Not proofread */ 295767 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{| class="wikitable" style="margin:auto; border:none;" |-</noinclude>{{มปกต}} |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๐ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อารามวนาทิฐานํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ที่ไร่ที่สวนและป่าผึ้ง |rowspan="20" style="border-right:none; border-top:none; border-bottom:none;"|อยู่ในกฎหมายลักษณะ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๑ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ทาสีทาสํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ทาษ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|ทาษ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๒ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปหรญฺจขุํสา |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ตบตีด่าและสบประมาท |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|วิวาท |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๓ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ชายมฺปติกสฺสวิปตฺติเภทา |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อธิกรณ์ผัวเมีย |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|ผัวเมีย |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๔ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|สงฺคามโทสา |style="border-bottom:none; border-top:none;"|การ{{ตตฉ|ณรง|ณรงค์}}สงคราม |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|ขบถศึก |rowspan="2" style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|{{ปก2|3}} รวมกันเป็นลักษณะเดียว |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๕ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ราชทุฏฺโฐ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ขบถต่อแผ่นดิน |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|ขบถศึก |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๖ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ราชาณํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ล่วงพระราชบัญญัติ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อาญาหลวง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๗ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|สุํกาทิวิวาทปตฺโต |style="border-bottom:none; border-top:none;"|พระราชทรัพย์อากรขนอนตลาด |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อาญาหลวง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|รวมกับมูลคดีวิวาทที่ ๒ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๘ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปรมฺปเสโยห |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ข่มเหง |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อาญาหลวง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๙ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อีติยกาโร |style="border-bottom:none; border-top:none;"|กระหนาบคาบเกี่ยวให้เป็นเสนียดแก่กัน |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๐ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ฐานาวิติกกมฺพลากเรน |style="border-bottom:none; border-top:none;"|บุกรุก |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|วิวาท |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๑ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปุตฺตาทิอาทาคมนาสเหว |style="border-bottom:none; border-top:none;"|พาบุตรท่านไป |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|ลักพา |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๒ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เหตุํปฏิจฺจอธิกรณํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ความสาเหตุ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๓ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อคฺฆาปนายู |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ขาดค่าตามเกษียรอายุชายหญิง |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|กรมศักดิ์ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๔ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ธนูปนิกฺขา |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักษณะวิวาทด้วยฝากทรัพย์ไว้ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยไม่ออกชื่อในภาษามคธ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๕ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อาถพฺพนิกา |style="border-bottom:none; border-top:none;"|กระทำกฤตยาคม |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๖ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ภณฺฑเทยฺยํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เช่าของท่านไป |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |rowspan="2" style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|{{ปก2|3}} รวมกันเป็นลักษณะเช่ายืม |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๗ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ตาวกาลีกํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ยืมของท่านไป |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๘ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|คณีวิภาคํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปันหมู่ชา |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|บานแผนก |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๙ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปญฺจูทรนฺตํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อุทธรณ์ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อุทธรณ์ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |- |}<noinclude></noinclude> bjv92v40pb623upaacr9l1u524858xm 295768 295767 2026-09-19T08:53:41Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295768 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" />{| class="wikitable" style="margin:auto; border:none;" |-</noinclude>{{มปกต}} |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๐ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อารามวนาทิฐานํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ที่ไร่ที่สวนและป่าผึ้ง |rowspan="20" style="border-right:none; border-top:none; border-bottom:none;"|อยู่ในกฎหมายลักษณะ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๑ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ทาสีทาสํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ทาษ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|ทาษ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๒ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปหรญฺจขุํสา |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ตบตีด่าและสบประมาท |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|วิวาท |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๓ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ชายมฺปติกสฺสวิปตฺติเภทา |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อธิกรณ์ผัวเมีย |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|ผัวเมีย |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๔ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|สงฺคามโทสา |style="border-bottom:none; border-top:none;"|การ{{ตตฉ|ณรง|ณรงค์}}สงคราม |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|ขบถศึก |rowspan="2" style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|{{ปก2|3}} รวมกันเป็นลักษณะเดียว |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๕ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ราชทุฏฺโฐ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ขบถต่อแผ่นดิน |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|ขบถศึก |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๖ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ราชาณํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ล่วงพระราชบัญญัติ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อาญาหลวง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๗ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|สุํกาทิวิวาทปตฺโต |style="border-bottom:none; border-top:none;"|พระราชทรัพย์อากรขนอนตลาด |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อาญาหลวง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|รวมกับมูลคดีวิวาทที่ ๒ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๘ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปรมฺปเสโยห |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ข่มเหง |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อาญาหลวง |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑๙ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อีติยกาโร |style="border-bottom:none; border-top:none;"|กระหนาบคาบเกี่ยวให้เป็นเสนียดแก่กัน |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๐ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ฐานาวิติกกมฺพลากเรน |style="border-bottom:none; border-top:none;"|บุกรุก |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|วิวาท |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๑ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปุตฺตาทิอาทาคมนาสเหว |style="border-bottom:none; border-top:none;"|พาบุตรท่านไป |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|ลักพา |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๒ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เหตุํปฏิจฺจอธิกรณํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ความสาเหตุ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๓ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อคฺฆาปนายู |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ขาดค่าตามเกษียรอายุชายหญิง |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|กรมศักดิ์ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๔ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ธนูปนิกฺขา |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักษณะวิวาทด้วยฝากทรัพย์ไว้ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยไม่ออกชื่อในภาษามคธ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๕ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อาถพฺพนิกา |style="border-bottom:none; border-top:none;"|กระทำกฤตยาคม |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๖ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ภณฺฑเทยฺยํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|เช่าของท่านไป |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |rowspan="2" style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|{{ปก2|3}} รวมกันเป็นลักษณะเช่ายืม |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๗ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ตาวกาลีกํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ยืมของท่านไป |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๘ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|คณีวิภาคํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปันหมู่ชา |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|บานแผนก |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |-style="vertical-align:top;" |style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒๙ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปญฺจูทรนฺตํ |style="border-bottom:none; border-top:none;"|อุทธรณ์ |style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อุทธรณ์ |style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| |- |}<noinclude></noinclude> bnwzlr9qm7e4g3upnqmtuwwqzmzhcjl ดัชนี:Prawatti Sat Kot Mai Thai vol 1 cover.jpg 252 91266 295773 2026-09-19T09:15:20Z Vesperstelo 11696 สร้างหน้าด้วย "" 295773 proofread-index text/x-wiki {{:MediaWiki:Proofreadpage_index_template |ประเภท=หนังสือ |ชื่อ=[[ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (กฎหมายเอกชน)]] |ภาษา=th |เล่ม= |ผู้สร้างสรรค์={{ลสย|มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง}} |ผู้แปล= |บรรณาธิการ= |ผู้วาดภาพประกอบ= |สถานศึกษา= |ผู้เผยแพร่={{ลสย|มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง}} |สถานที่=พระนคร |ปี=2491 |รหัส= |ISBN= |OCLC= |LCCN= |BNF_ARK= |ARC= |จากวารสาร= |ที่มา=djvu |ภาพ=1 |ความคืบหน้า=V |การผสานหน้า=yes |วันที่ตรวจสอบเนื้อหาเสร็จสมบูรณ์= |หน้า=<pagelist 1 = - /> |ชุดเล่ม={{ชุดเล่ม ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (กฎหมายเอกชน)}} |จำนวน= |หมายเหตุ= |Width= |Css= |Header= |Footer= }} [[หมวดหมู่:ดัชนีตำรากฎหมาย]] ac1g8h5ykdnxe69tnu8fqldye7mk6ik 295776 295773 2026-09-19T09:27:12Z Vesperstelo 11696 295776 proofread-index text/x-wiki {{:MediaWiki:Proofreadpage_index_template |ประเภท=หนังสือ |ชื่อ=[[ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (กฎหมายเอกชน)]] |ภาษา=th |เล่ม= |ผู้สร้างสรรค์={{ลสย|มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง}} |ผู้แปล= |บรรณาธิการ= |ผู้วาดภาพประกอบ= |สถานศึกษา= |ผู้เผยแพร่={{ลสย|มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง}} |สถานที่=พระนคร |ปี=2491 |รหัส= |ISBN= |OCLC= |LCCN= |BNF_ARK= |ARC= |จากวารสาร= |ที่มา=jpg |ภาพ=1 |ความคืบหน้า=V |การผสานหน้า=yes |วันที่ตรวจสอบเนื้อหาเสร็จสมบูรณ์= |หน้า=<pagelist 1 = - /> |ชุดเล่ม={{ชุดเล่ม ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (กฎหมายเอกชน)}} |จำนวน= |หมายเหตุ= |Width= |Css= |Header= |Footer= }} [[หมวดหมู่:ดัชนีตำรากฎหมาย]] hzudzlrgu8r9m4x8cvos8wow9onkp1x หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai vol 1 cover.jpg 250 91267 295774 2026-09-19T09:16:16Z Vesperstelo 11696 /* Proofread */ 295774 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" /></noinclude>{{ก|มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง|140}} {{ก|คำสอนชั้นปริญญาโท|200}} {{ก|พุทธศักราช ๒๔๗๘|140}} <noinclude>{{ก|พิมพ์ครั้งที่ ๓|120}} {{ก|เล่ม ๑|200}}</noinclude> {{สกอ|sp|100}} {{ก|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย|200}} {{ก|(กฎหมายเอกชน)|120}} <noinclude> {{ก|ข้อความเบื้องต้น|180}}</noinclude> {{ก|โดย}} {{ก|ร. แลงกาต์|140}} {{ก|เนติบัณฑิตพิเศษ}} {{ก|ด๊อกเตอร์กฎหมายฝรั่งเศส}}<noinclude></noinclude> mbo344lpwva0faywpoabp8notqheklb ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (กฎหมายเอกชน) 0 91268 295775 2026-09-19T09:25:57Z Vesperstelo 11696 สร้างหน้าด้วย "{{header <!-- ข้อมูลหลัก --> | title = {{PAGENAME}} | year = | author = โรแบร์ แลงกาต์ | editor = | translator = | section = | contributor = | previous = | next = | notes = <!-- ข้อมูลย่อย --> | categories = สารคดี/ความเรียง | portal = กฎหมายตราสามดวง }} <pages index="Prawatti Sat Kot Mai Thai vol 1 cover.jpg" include..." 295775 wikitext text/x-wiki {{header <!-- ข้อมูลหลัก --> | title = {{PAGENAME}} | year = | author = โรแบร์ แลงกาต์ | editor = | translator = | section = | contributor = | previous = | next = | notes = <!-- ข้อมูลย่อย --> | categories = สารคดี/ความเรียง | portal = กฎหมายตราสามดวง }} <pages index="Prawatti Sat Kot Mai Thai vol 1 cover.jpg" include="1"/> {{pb}} {{auxtoc| * '''[[/เล่ม 1/]]''' : ข้อความเบื้องต้น * '''[[/เล่ม 2/]]''' : ละเมิด * '''[[/เล่ม 3/]]''' : สัญญา * '''[[/เล่ม 4/]]''' : กฎหมายที่ดิน }} {{pd-th}} deh5ah13k55se1dm43wpgxon2xgaay3 295777 295775 2026-09-19T09:32:49Z Vesperstelo 11696 295777 wikitext text/x-wiki {{header <!-- ข้อมูลหลัก --> | title = {{PAGENAME}} | year = | author = โรแบร์ แลงกาต์ | editor = | translator = | section = | contributor = | previous = | next = | notes = <!-- ข้อมูลย่อย --> | categories = สารคดี/ความเรียง | portal = ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย }} <pages index="Prawatti Sat Kot Mai Thai vol 1 cover.jpg" include="1"/> {{pb}} {{auxtoc| * '''[[/เล่ม 1/]]''' : ข้อความเบื้องต้น * '''[[/เล่ม 2/]]''' : ละเมิด * '''[[/เล่ม 3/]]''' : สัญญา * '''[[/เล่ม 4/]]''' : กฎหมายที่ดิน }} {{pd-th}} 16xfmsjy2b930zsytk6m24pi8y4kers