วิกิซอร์ซ
thwikisource
https://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81
MediaWiki 1.47.0-wmf.20
first-letter
สื่อ
พิเศษ
พูดคุย
ผู้ใช้
คุยกับผู้ใช้
วิกิซอร์ซ
คุยเรื่องวิกิซอร์ซ
ไฟล์
คุยเรื่องไฟล์
มีเดียวิกิ
คุยเรื่องมีเดียวิกิ
แม่แบบ
คุยเรื่องแม่แบบ
วิธีใช้
คุยเรื่องวิธีใช้
หมวดหมู่
คุยเรื่องหมวดหมู่
สถานีย่อย
คุยเรื่องสถานีย่อย
ผู้สร้างสรรค์
คุยเรื่องผู้สร้างสรรค์
งานแปล
คุยเรื่องงานแปล
หน้า
คุยเรื่องหน้า
ดัชนี
คุยเรื่องดัชนี
TimedText
TimedText talk
มอดูล
คุยเรื่องมอดูล
Event
Event talk
บทเสภาสามัคคีเสวก
0
14415
295818
295152
2026-09-20T05:24:08Z
~2026-50634-76
12551
ตัดข้อความที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่มีการอ้างอิงทิ้ง
295818
wikitext
text/x-wiki
{{ย้ายไป|ราชวังสัน สามัคคี - วชิราวุธ - ๒๔๖๘.pdf}}
บทเสภาสามัคคีเสวก
: อันชาติใดไร้ศานติสุขสงบ ต้องมัวรบราญรอนหาผ่อนไม่
:ณ ชาตินั้นนรชนไม่สนใจ ในกิจศิลปะวิไลละวาดงาม
:แต่ชาติใดรุ่งเรืองเมืองสงบ ว่างการรบอริพลอันล้นหลาม
:ย่อมจำนงศิลปาสง่างาม เพื่ออร่ามเรืองระยับประดับประดา
: อันชาติใดไร้ช่างชำนาญศิลป์ เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า
:ใครๆ เห็นไม่เป็นที่จำเริญตา เขาจะพากันเย้ยให้อับอาย
:ศิลปกรรมนำใจให้สร่างโศก ช่วยบรรเทาทุกข์ในโลกให้เหือดหาย
:จำเริญตาพาใจให้สบาย อีกร่างกายก็จะพลอยสุขสราญ
: แม้ผู้ใดไม่นิยมชมสิ่งงาม เมื่อถึงยามเศร้าอุราน่าสงสาร
:เพราะขาดเครื่องระงับดับรำคาญ โอสถใดจะสมานซึ่งดวงใจ
:เพราะการช่างนี้สำคัญอันวิเศษ ทุกประเทศนานาทั้งน้อยใหญ่
:จึงยกย่องศิลปกรรม์นั้นทั่วไป ศรีวิไลวิลาศดีเป็นศรีเมือง
''' พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
rsjphy0rvcmo6anfpb9onbnin2flum3
มีเดียวิกิ:Gadgets-definition
8
17557
295821
207107
2026-09-20T09:33:50Z
NguoiDungKhongDinhDanh
9525
Remove deprecated option. See [[:phab:T298199|T298199]] for more information. ([[:m:GS|global sysop]] action)
295821
wikitext
text/x-wiki
== browsing ==
* Navigation_popups|popups.js
* imagelinks[default|dependencies=mediawiki.util]|imagelinks.js
== editing ==
* iScript|iScript.js
* wikEd|wikEd.js
* Easy_LST[default]|Easy_LST.js
* IndexFormTools[default|dependencies=oojs-ui-core]|IndexFormTools.js
* charinsert[default|peers=charinsert-styles]|charinsert.js
* charinsert-core[hidden|dependencies=jquery.textSelection,user,mediawiki.storage]|charinsert-core.js
* charinsert-styles[hidden|type=styles]|charinsert-core.css
* HotCat|HotCat.js
== appearance ==
* Site[default|top|dependencies=mediawiki.util|peers=Site-styles]|DisplayFooter.js
* Site-styles[hidden|type=styles]|Site.css|enwp-boxes.css|enwp-lists.css|enws-tweaks.css
* MobileSite[default|skins=minerva]|MobileDownloadLink.js|site-source-links.js|SiteHeader.css
* PageNumbers[default]|PageNumbers.js
* PageNumbers-core[hidden|dependencies=mediawiki.util,user,mediawiki.cookie]|PageNumbers-core.js|PageNumbers-core.css<!--
* dynamicLayoutOverrides[default]|dynamicLayoutOverrides.js-->
* PurgeTab[dependencies=mediawiki.util,mediawiki.api|default]|PurgeTab.js
* UTCLiveClock|UTCLiveClock.js
* edittop|edittop.js
* exlinks|exlinks.js
== advanced ==
* modrollback [dependencies=mediawiki.util|rights=rollback]|modrollback.js
* botRollback [dependencies=mediawiki.util|rights=markbotedits]|botRollback.js
* massdelete[rights=delete]|massdelete.js
== test ==
* Fill_Index|Fill_Index.js
a3i5a05hze6o47pw2zjpsg5qo1b7znd
แม่แบบ:ประกาศ/หัวข้ออภิปราย
10
33541
295819
225423
2026-09-20T06:43:35Z
Wutkh
9593
+* 20 ก.ย. — [[m:Wikimedia Thailand/Central Manual of Style for Thai Language|คู่มือการเขียนกลาง]] (ถึง 4 ต.ค.)
295819
wikitext
text/x-wiki
<!-- หัวข้อใหม่อยู่บน คงไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์/ตามความสนใจของชุมชน/ตามความเหมาะสมของพื้นที่ที่มีให้แสดงผล ถ้าไม่มีการอภิปรายให้ใส่ * ''ไม่มีหัวข้ออภิปราย'' -->
* 20 ก.ย. — [[m:Wikimedia Thailand/Central Manual of Style for Thai Language|คู่มือการเขียนกลาง]] (ถึง 4 ต.ค.)
bglu6n71v2soepou2euzpijcq5p87zl
แม่แบบ:ตามต้นฉบับ/doc
10
40165
295820
121295
2026-09-20T07:28:21Z
Miwako Sato
4619
295820
wikitext
text/x-wiki
{{เว็บย่อ|[[แม่แบบ:ตตฉ]]<br>[[แม่แบบ:SIC]]}}
==วัตถุประสงค์==
แม่แบบนี้ใช้ระบุว่า ข้อความที่ปรากฏนั้นเป็นไปตามต้นฉบับซึ่งอาจเป็นการพิมพ์ผิด และจะแสดงข้อความที่ถูกต้องเมื่อนำเคอร์เซอร์ไปวนบริเวณข้อความนั้น
แม่แบบนี้ไม่ใช้แสดงอักขรวิธีแบบเก่าหรือแบบโบราณ และไม่ใช้แสดงความหมายของศัพท์ คำอธิบายศัพท์ หรือความเห็นอย่างอื่นเกี่ยวกับศัพท์
==วิธีใช้==
<pre>{{ตามต้นฉบับ|1|2}}</pre>
* 1 = ข้อความเดิม (จำเป็นต้องใส่)
* 2 = ที่แก้ใหม่ (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
ถ้าไม่ต้องการเส้นใต้ ให้เพิ่ม "nodash" เข้าไปเป็นช่องที่ 3 หรืออาจใช้รูปแบบ <code>| 3 = nodash </code> ก็ได้
==ตัวอย่าง==
; ตัวอย่างที่ 1
<pre>{{ตามต้นฉบับ|หมู|เห็ด}}</pre>
: ผลลัพธ์
:: {{ตามต้นฉบับ|หมู|เห็ด}}
; ตัวอย่างที่ 2
<pre>{{ตามต้นฉบับ|เป็ด|ไก่|nodash}}</pre>
: ผลลัพธ์
:: {{ตามต้นฉบับ|เป็ด|ไก่|nodash}}
==แม่แบบที่เกี่ยวข้อง==
* {{tl|ทูลทิป}}
[[หมวดหมู่:แม่แบบวิกิซอร์ซ]]
ls9h4etbopx7vhvm1oobfldnap4h5um
หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/14
250
68472
295800
295799
2026-09-19T12:02:30Z
Vesperstelo
11696
295800
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ตามบาดหลวงบูรเลต์กล่าวว่า “ชาวบ้านไม่รู้จักกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อาณาเขตต์เป็นของเจ้าชีวิตหรือพระเจ้าแผ่นดินหลวงพระบาง ประชาชนเป็นแต่ผู้เก็บกินหรือผู้ทำ ก่อนที่ฝรั่งเศสเข้าปกครองประเทศนี้ ภาษีอากรที่ดินซึ่งชาวบ้านชำระทุกปีจึงดูเหมือนหนึ่งว่าเสียไปเพื่อเป็นค่าอาศัยที่ของเจ้าชีวิตอยู่”<ref>A. Bourlet, ''Socialisme dans les Hua Phan''.</ref> พวกไทยที่อาศัยภูเขาในตังเกี๋ยอยู่ก็เช่นเดียวกัน “ผู้เป็นกวานเจ้า (คือผู้เป็นอิสสระในอาณาเขตต์แห่งหนึ่ง) เป็นเจ้าของที่ดินทั่วอาณาเขตต์ที่ตนมีอำนาจปกครอง ชาวนาจึงไม่เป็นเจ้าของที่ ๆ ตนทำ ไม่มีสิทธิที่จะโอนให้แก่ใคร และเมื่ออพยพออกจากหมู่บ้านไปอยู่ที่อื่น ก็ต้องเวนคืนที่แก่กวานบ้าน เพื่อให้กวานบ้านแบ่งปันให้กับชาวบ้านที่เหลืออยู่”<ref>E. Diguet, ''[[:File:Etude de la langue Tai 1895.djvu|Etude de la langue tai]]''.</ref> ตามลัทธิธรรมเนียมของชาติที่เรียกชื่อว่าเมือง ซึ่งอาศัยอยู่ภูเขาทางทิศตวันตกเฉียงใต้ของตังเกี๋ยอยู่ ผู้เป็นกวานลาง หรือโถตี คือหัวหน้า “ถือตนเป็นเจ้าของที่ดินทุกแปลงในอาณาเขตต์ ทั้งแปลงที่มีผู้ทำเป็นนาเป็นสวน และแปลงซึ่งยังเป็นป่ารกร้างว่างเปล่าด้วย หากให้ราษฎรเข้าครอบครองอยู่ก็โดยทรงเมตตาให้อาศัยอยู่”<ref>Ch. Robequain, ''Le Than Hao''.</ref> สำหรับหมู่ชนเชื้อชาติไทยอื่น ๆ ที่อยู่ในประเทศอินโดจีน ผู้ศึกษาขนบธรรมเนียมทำข้อสังเกตทำนองเดียวกัน ฉะนั้นข้อที่ว่าประมุขเป็นเจ้าของที่ดินในอาณาเขตต์นั้นจึ่งเป็นหลักสำคัญในองค์การณ์ชุมนุมชนเชื้อชาติไทยทั้งหลาย
แต่ในบรรดาชุมนุมชนเหล่านั้น หลักที่ว่านี้ถือประกอบไปกับการแบ่งปันที่ดินในระหว่างประชาชน กล่าวคือผู้เป็นประมุขหายึดถือที่ดินเพื่อประโยชน์ของตนเช่นเจ้าของธรรมดาไม่ แต่ผู้เป็นประมุขแบ่งปันให้แก่ประชาชนเป็นเนื้อที่มากหรือน้อยตามตำแหน่งอำนาจของผู้รับตามที่ประมุขแต่งตั้งไว้ เช่นท่ามกลางชุมนุมชนเชื้อชาติไทยที่อาศัยภูเขาในประเทสตังเกี๋ยอยู่ ผู้เป็นกวานเจ้าเลือกเอาที่ดินแปลงใหญ่ ๆ ไว้เพื่อตนเองเสียก่อน แล้วประทานแปลงหนึ่งมีเนื้อที่น้อยกว่าแต่ยังใหญ่ให้แก่ผู้เป็นเจ้าองหรือเธอหลายซึ่งเป็นผู้ช่วยในการบริหารบ้านเมืองและเป็นที่สองรองลงมาจากกวานเจ้าตามทำเนียบบรรดาศักดิ์ แล้วกวานเจ้าแบ่งให้แก่นายบ้านทุกคนมีเนื้อที่น้อยกว่าอีก ต่อนั้นแบ่งให้แก่ท้าวทุกคนลดหลั่นลงมาตามฐานานุรูปและยศศักดิ์ ในหมู่<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
ip63al2t2567meyxi8ab298yswlqu4p
หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/15
250
68473
295801
294181
2026-09-19T12:02:59Z
Vesperstelo
11696
295801
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๙|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>บ้านทุก ๆ หมู่ผู้เป็นกวานบ้านแบ่งปันนาในระหว่างครัวเรือนในนามของกวานเจ้า เมื่อชาวบ้านคนหนึ่งอพยพออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น หรือเมื่อมีคนใหม่มาอยู่เพิ่มเติม ก็มีการแบ่งปันกันใหม่ ในจำพวกไทยขาวซึ่งอยู่ทางแม่น้ำแดง ตามประเพณีเดิมมีการแบ่งปันนากันทุก ๆ ๓ ปี ในระหว่างครัวเรือน ๆ หนึ่งได้รับเนื้อที่มากน้อยตามจำนวนคนที่ต้องเลี้ยงดูอยู่ในครัวเรือนนั้น วิธีแบ่งปันนานั้นคือแบ่งนาออกเป็นแปลง ๆ แล้วชาวบ้านต่างก็มาจับสลากเอา เมื่อพ้น ๓ ปีแล้ว ชาวบ้านนั้น ๆ ต่างก็เอาที่นาเหล่านั้นมาคืนรวมเป็นผืนแผ่นเดียวกันแล้วมีการแบ่งปันจับสลากกันใหม่ ในการแบ่งปันนานี้โดยมากนายบ้านสงวนนาไว้ต่างหากเพื่อให้แก่ผู้มีตำแหน่งบริบาลเมือง นานั้นชาวบ้านถูกเกณฑ์ให้เป็นผู้ทำ<ref>E. Lunet de la Jonquière, ''[[:File:Ethnographie du Tonkin septentrional 1906.djvu|Ethnographie de Tonkin septentrional]]''.</ref> ในหัวพันประเทศลาวก็ถือประเพณีเช่นเดียวกัน ผู้เป็นท้าวแบ่งปันนาในระหว่างครัวเรือนอันมีอยู่ในหมู่บ้าน ฝ่ายท้าวเองก็เอาแปลงที่ดีไว้เป็นของตน การแบ่งปันมิได้ทำกันเป็นกำหนดระยะเวลาเสมอไปดังชุมนุมชนไทยขาว แต่กระทำกันตามกรณีที่เกิดขึ้น เช่นมีผู้อยู่ในครอบครัวแยกออกไปตั้งเป็นครัวหนึ่งต่างหาก หรือมีผู้ต่างบ้านเข้ามาอยู่ในบ้านนั้น หรือมีชาวบ้านร้องค้านว่าที่ ๆ ตนอยู่นั้นเป็นที่ ๆ ทำประโยชน์ได้ยาก ดังนี้จึงเป็นเหตุให้มีการแบ่งปันนากันขึ้น ในพวกชาติเมืองก็มีการแบ่งปันนาเช่นเดียวกัน คนที่เป็นกวานลางและท้าวเลือกเอาที่ ๆ ดีไว้สำหรับตน นาที่เหลือนั้นแบ่งปันให้ระหว่างครัวเรือนเป็นรายมากหรือน้อยตามความต้องการและกำลังของครอบครัว และทั้งตามภาระซึ่งครอบครัวของผู้รับส่วนแบ่งจะยอมปฏิบัติตามด้วย การแบ่งปันนี้มิได้ทำตามระยะเวลาเสมอไป แต่ทำตามกรณีที่เกิดขึ้นเช่นในเมืองหัวพัน ฉะนั้นครอบครัวหนึ่งอาจยึดถือนาแปลงหนึ่งได้ตลอดชีวิตของหัวหน้า และบางทีเมื่อหัวหน้าตายลูกก็เข้ารับทำนาสืบต่อไป ถ้าพูดโดยทั่วไปแล้วมีการแบ่งปันแต่ในกรณีที่จำนวนครอบครัวในหมู่บ้านเปลี่ยนไปเพราะเหตุที่ครอบครัวหนึ่งได้แยกออกเป็นสองครอบครัวหรือมีครอบครัวใหม่อพยพเข้ามาอยู่ ในการแบ่งปันนี้โดยมากไม่รวมเอานาทุกรายเข้ามาแบ่งกันใหม่ คงเอาแต่นาบางรายมาแบ่งเท่านั้น.
{{กม|ข3|7}}การแบ่งปันที่ดินดังพรรณ{{ปตปต|น}}ามาแล้วนี้เป็นลักษณะสำคัญของระบอบที่ดินในหมู่ชนเชื้อชาติไทยไม่ว่าชุมนุมชนอะไร โดยการแบ่งปันนี้เองผู้เป็นประมุขแสดงให้เห็นชัดและสงวนรักษาซึ่งกรรมสิทธิ์ของตนมีอยู่เหนือที่ดิน จริงอยู่ผู้เป็นประมุขอาจใช้สิทธิของตนในทางอื่นซึ่ง<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
mxdh908c9ybvcf7folw0r9ko4ytm0vt
หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/25
250
68474
295815
294201
2026-09-19T12:10:59Z
Vesperstelo
11696
295815
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๑๙|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ได้ ฉะนั้นน่าเชื่อได้ว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา การถือที่ดินคงมั่นอยู่ ที่ดินไม่เคยเปลี่ยนมือเสมอ ๆ และตามปกติราษฎรทำสวนทำนาของตนรเรื่อยไปโดยไม่มีกำหนดเวลา
เหตุไฉนจึงสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงพระราชบัญญัติยืนยันว่าที่ดินทั้งสิ้นในพระราชอาณาเขตต์เป็นของพระองค์ และพระเจ้าแผ่นดินผู้สืบราชสมบัติต่อมาตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยาทรงยึดมั่นตามนิตินัยนี้ จนจัดให้รวมเข้าเป็นกฎหมายปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ เหตุไฉนไม่ทรงพระกรุณาปล่อยให้ราษฎรผู้ถือที่ดินได้สิทธิที่จะอยู่ในที่ดินตามสถานะการณ์ที่เป็นอยู่ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ได้น่าจะต้องพิจารณาเหตุผลไปในทางการเมือง ในประเทศไทยก็เหมือนประเทศอื่นสมัยเก่า ข้อที่ว่าพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของที่ดินทั้งสิ้นในพระราชอาณาเขตต์หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศดังอธิบายมาแล้ว เนื่องจากการสับสนปะปนกันระหว่างกรรมสิทธิ์และอำนาจทางปกครอง กฎหมายจะรับรองสิทธิของราษฎรเหนือที่ ๆ อยู่หรือทำนั้นไม่ได้เลย เพราะสิทธินั้นเป็นปรปักษ์ต่ออำนาจของพระมหากษัตริย์ ตามความคิดเห็นในเวลานั้นผู้เป็นเจ้าของที่ดินแท้ ๆ เป็นอิสสระในที่นั้น ฉะนั้นจึงไม่ต้องเสียอากรเพื่อที่ดินประการหนึ่ง และไม่มีใครมีอำนาจบังคับให้ออกจากที่ได้อีกประการหนึ่ง การที่พระมหากษัตริย์ในกรุงศรีอยุธยาทรงยึดมั่นในกรรมสิทธิ์ของพระองค์ แม้เมื่อประเพณีแบ่งปันที่ดินเลิกเสียนานแล้ว ก็ยังเป็นประโยชน์มากในทางปกครอง โดยเป็นเค้ามูลเดิมแห่งอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะเรียกเอาภาษีอากรที่ดิน และที่จะขับไล่ผู้ถือที่ดินออกจากที่ ทั้งสองประการนี้
{{กม|ข3|16}}ส่วนการเสียภาษีอากรที่ดินนั้น ในสมัยเก่ามักถือกันว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าที่ดินไม่เป็นของผู้ถือ แต่เป็นของรัฐหรือพระราชา แม้ในประเทศโรมโบราณที่รับรู้กรรมสิทธิ์ของเอกชนแต่เนิ่นนาน ชนชาติโรมันผู้เป็นเจ้าของที่ดินแท้ ๆ ไม่เสียภาษีที่ดิน ที่ ๆ เจ้าของเสียภาษีเป็นที่ดินที่ถือกันว่ารัฐยังมีกรรมสิทธิ์อยู่ ความคิดเห็นในปัจจุบันกาลซึ่งภาษีอากรเป็นภาระอันตกแก่ชาวเมืองเพื่อให้รัฐมีเงินรายได้พอกับรายจ่ายที่ต้องการในราชการนั้น ชุมนุมชนเก่าไม่รู้ถึง ประมุขบริหารการเมืองโดยทุนทรัพย์ของตนเอง เหมือนเจ้าของบ้านบริหารบ้านของตน และทรัพย์สมบัติของประเทศไม่แยกออก{{ปตปต|จาก}}ทรัพย์สินของประมุข ภาษีที่ดินจึงมีลักษณะเป็นเงินที่ราษฎรต้องเสียเพื่อเป็นการชดเชยในการอาศัยอยู่ในดินแดนของประมุขคล้ายคลึงกับค่าเช่า ในประเทศไทยความคิดเห็นนี้แพร่หลายมาจนสมัยปัจจุบัน ดังเห็นได้จากประกาศออกโฉนดที่ดิน{{วว}}<noinclude>{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
ma4nvrjmxdlfneg7uoum1iz6bp5mw6e
หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/16
250
68475
295802
294183
2026-09-19T12:03:30Z
Vesperstelo
11696
295802
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๑๐|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>มีผลดุจเดียวกัน เช่นอาจขับไล่ราษฎรออกจากที่ ๆ ทำอยู่เพื่อเข้าครอบครองเองหรือเพื่อให้แก่ผู้อื่นได้ตามใจชอบ ผู้ศึกษาขนบธรรมเนียมของพวกไทยต่าง ๆ ในอินโดจีนอ้างตัวอย่างที่ผู้เป็นประมุขใช้สิทธิของตนในทางนี้ แต่ย่อมไม่เป็นการสงบ เพราะวิธีที่ผู้เป็นประมุขแสดงกรรมสิทธิ์ทำนองนี้ทำให้ราษฎรรู้สึกข้องใจ และเป็นเหตุให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่ชน ฉะนั้นผู้เป็นประมุขน่าจะละเว้นไม่ขับไล่ราษฎรออกจากที่ ๆ ทำ เว้นแต่จะลงโทษหรือในกรณีที่จำเป็น ตามปกติการแบ่งปันที่ดินจึ่งเป็นเครื่องแสดงกรรมสิทธิ์ของผู้เป็นประมุขทางเดียว วิธีนี้ไม่เป็นเหตุให้เกิดภยันตรายเหมือนการขับไล่ เพราะการแบ่งปันนั้น ถ้าจัดเอานาทั้งหมดมารวมแบ่ง ก็เป็นเหตุให้ราษฎรทุกคนเข้าทำประโยชน์ในที่ ๆ เพาะปลูกได้ทุกรายเป็นลำดับไป หากการแบ่งปันนั้นเกี่ยวกับนาบางแปลงโดยฉะเพาะ ก็จัดขึ้นเพื่อความยุตติธรรมให้ชาวบ้านรับที่ดินตามความต้องการ จึงไม่เป็นปัจจัยให้ชาวบ้านไม่พอใจ เพราะเหตุนี้ราษฎรจึงนิยมประเพณีแบ่งปันที่ดินและยอมปฏิบัติตามโดยดี แต่เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ราษฎรทุกคนรู้ว่าตนยึดถือที่ดินในนามของผู้เป็นประมุข ไม่มีโอกาสจะขยายที่ของตนหรือจะได้ที่ ๆ ใหญ่กว่าเก่า เว้นแต่จะมีการแบ่งปันกันใหม่ คือโดยอาศัยความกรุณาของผู้เป็นประมุข ตนทราบว่าตนโอนที่ดินให้ใครไม่ได้ ประมุขผู้เดียวเป็นผู้จำหน่ายที่ดิน ฉะนั้นจิตต์ใจราษฎรไม่มีทางจะเกิดความรู้สึกว่าตนมีสิทธิเหนือที่ดินที่ทำ การที่ต้องเวนคืนที่ดินและประมูลกันใหม่ป้องกันมิให้ราษฎรถือได้ว่าที่ดินเป็นทรัพย์เหมือนเช่นช้างม้าโคกระบือหรือไถคราดซึ่งตนเป็นเจ้าของอาจซื้อขายและเปลี่ยนได้ตามใจ แต่ที่ดินเป็นของประมุขต่างหาก ตนเป็นแต่เพียงผู้อาศัยอยู่.
แต่ทว่าแม้ในชุมนุมชนเชื้อชาติไทยที่ล้าหลังที่สุดก็ยังเป็นที่สังเกตได้ว่าการครอบครองของราษฎรกำลังจะยืดเยื้อคงที่เดิมไม่เปลี่ยนมือกันไปบ่อย ๆ เหมือนแต่ก่อน เป็นเหตุให้ราษฎรเกิดมีความรู้สึกขึ้นบ้างเล็กน้อยว่าตนมีสิทธิเหนือที่ดินที่ทำอยู่ ในเบื้องต้นควรสังเกตว่าที่ดินที่ต้องเวนคืนมาแบ่งปันก็มีแต่ที่นาอย่างเดียว ที่ ๆ ปลูกเรือนอยู่พร้อมด้วยสวนครัวโดยมากไม่ต้องประมูลแบ่งปันและตกทอดไปถึงลูกหลาน ในบางหมู่ยอมให้ซื้อขายกันได้ ส่วนป่าดงหรือที่รกร้างคงเป็นของประมุข โดยมากถือกันว่าผู้แผ้วถางได้สิทธิหวงห้ามและทำประโยชน์ต่อไปแต่คนเดียว แต่ต้องเสียภาษีให้แก่ประมุขเท่านั้น ฉะนั้นมีแต่นาอย่างเดียวซึ่งไม่<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
4fst827muor6ge29quwn45fvijdl9mc
หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/17
250
68476
295803
294185
2026-09-19T12:03:57Z
Vesperstelo
11696
295803
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๑๑|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>อาจตกเป็นของบุคคลคนหนึ่งตลอดไป ยังต้องเวนคืนให้ผู้เป็นประมุขจัดการแบ่งปันใหม่<ref>ควรสังเกตว่าระบอบที่ดินของชนเชื้อชาติไทยนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับลัทธิคอมมิวนิสม์ที่ถือว่าที่ดินที่เพาะปลูกควรเป็นของกลาง ในหมู่ชนที่ผู้เป็นประมุขมิได้แทรกแซงแบ่งปันโดยเห็นแก่บุคคล แต่เอาใจใส่ให้การแบ่งปันนั้นเป็นไปตามระเบียบเรียบร้อย ก็เสมือนหนึ่งว่าที่ดินเป็นของประชาชนร่วมกัน นอกจากนี้โดยเหตุที่ชาวนาช่วยแรงกันทำนา ยืมปสุสัตว์และเครื่องมือซึ่งกันและกัน และตำข้าวเกี่ยวข้าวด้วยกัน นักศึกษาขนบธรรมเนียมบางคนจึงกล่าวว่าชุมนุมเชื้อชาติไทยปฏิบัติตามลัทธิโซเชียลิสม์ มีบางคนคิดออกไปอีกจนแสดงความเห็นว่าตามธรรมเนียมเดิมของพวกชาติไทย ที่ดินเป็นของประชาชนร่วมกัน แต่ในกาลต่อมาผู้เป็นประมุขรุกรานสิทธิของประชาชนและถือตนว่าเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ความเห็นนี้ปราศจากหลักฐานที่จะเชื่อฟังเป็นความจริงได้</ref> ความจริงแม้แต่นาเองก็ปรากฏว่าการแบ่งปันกำลัง{{ตตฉ|สาปสูญ|สาบสูญ}}ไปเหมือนกัน เช่นได้กล่าวมาแล้วว่าแต่ก่อนพวกไทยขาวเคยแบ่งปันนากันทุก ๆ ๓ ปี แต่ในเวลาปัจจุบันเลิกเสียแล้ว ประมุขปล่อยให้ที่ดินตกอยู่ในการครอบครองของผู้ทำและครอบครัวเรื่อยไป ประเพณีการแบ่งปันกลับฟื้นขึ้นมาแต่ในกรณีที่ครอบครัวหนึ่งมีกำลังแรงน้อยลงจนไม่สามารถทำนาเต็มเนื้อที่ได้ หรือในกรณีที่มีครอบครัวสูญสิ้นไป นาที่เลิกทำว่างเปล่านั้นจึงแบ่งให้แก่ครัวเรือนที่มีกำลังคนมาก เนื่องจากการเลิกประเพณีแบ่งปัน สกุลที่มีอิทธิพลมากจึงฉวยโอกาสหวงห้ามที่มาเป็นสิทธิของตัวเสีย และใช้ผู้ที่เป็นบ่าวหรือจ้างคนเข้าทำ ได้กล่าวมาแล้วว่าในประเทศลาวก็เช่นเดียวกัน การแบ่งปันเกิดมีขึ้นแต่ในบางครั้งบางคราว แต่ยังถือว่าราษฎรซื้อขายที่ดินกันไม่ได้ ฉะนั้นผู้ครอบครองจะมีโอกาสขยายที่ของตนได้ก็แต่เมื่อได้รับตำแหน่งหรือเลื่อนยศขึ้น ในพวกชาติเมืองที่ได้เลิกประเพณีการแบ่งปันนาเสียแล้ว นาที่เป็นส่วนแบ่งเดิมของครัวเรือนเป็นที่ซื้อขายกันไม่ได้ แต่ที่ดินบางรายกำลังเข้าสู่หาฐานะเป็นทรัพย์สมบัติของราษฎรอย่างแท้จริง เช่นที่ดินที่กวานลางผู้เป็นประมุขขายให้เป็นต้น ส่วนที่ดินรายนี้ผู้ซื้อมีสิทธิโอนให้ตามลำพังได้ และเมื่อตายที่นั้นตกเป็นมฤดกของลูกหลน แต่เมื่อโอนต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่กวานลางทุกครั้ง
{{มปก}}
{{กม|ข3|8}}สรุปความว่าตามขนบธรรมเนียมประเพณีของบรรดาชุมชนชาติเชื้อไทยที่ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกประเทศไทยนั้น ถือว่าระบอบที่ดินมีลักษณะสำคัญเหมือนกันทุกหมู่ กล่าวคือผู้เป็นประมุขเป็นเจ้าของที่ดินที่อยู่ในบังคับ กรรมสิทธิ์นี้ประมุขได้มาทางการรบชะนะ จึงเกี่ยวข้องกับอำนาจของผู้เป็นประมุขโดยตรง และความจริงก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอำนาจเหนือที่ดินนั้นเอง ฉะนั้นประมุขไม่ใช้สิทธิอันมีอยู่เหนือที่ดินเหมือนเจ้าของธรรมดา ยกเว้นแต่<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
rjh1vsfi11dgrfdp49uxyueqi0jfyjx
295804
295803
2026-09-19T12:04:08Z
Vesperstelo
11696
295804
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๑๑|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>อาจตกเป็นของบุคคลคนหนึ่งตลอดไป ยังต้องเวนคืนให้ผู้เป็นประมุขจัดการแบ่งปันใหม่<ref>ควรสังเกตว่าระบอบที่ดินของชนเชื้อชาติไทยนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับลัทธิคอมมิวนิสม์ที่ถือว่าที่ดินที่เพาะปลูกควรเป็นของกลาง ในหมู่ชนที่ผู้เป็นประมุขมิได้แทรกแซงแบ่งปันโดยเห็นแก่บุคคล แต่เอาใจใส่ให้การแบ่งปันนั้นเป็นไปตามระเบียบเรียบร้อย ก็เสมือนหนึ่งว่าที่ดินเป็นของประชาชนร่วมกัน นอกจากนี้โดยเหตุที่ชาวนาช่วยแรงกันทำนา ยืมปสุสัตว์และเครื่องมือซึ่งกันและกัน และตำข้าวเกี่ยวข้าวด้วยกัน นักศึกษาขนบธรรมเนียมบางคนจึงกล่าวว่าชุมนุมเชื้อชาติไทยปฏิบัติตามลัทธิโซเชียลิสม์ มีบางคนคิดออกไปอีกจนแสดงความเห็นว่าตามธรรมเนียมเดิมของพวกชาติไทย ที่ดินเป็นของประชาชนร่วมกัน แต่ในกาลต่อมาผู้เป็นประมุขรุกรานสิทธิของประชาชนและถือตนว่าเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ความเห็นนี้ปราศจากหลักฐานที่จะเชื่อฟังเป็นความจริงได้</ref> ความจริงแม้แต่นาเองก็ปรากฏว่าการแบ่งปันกำลัง{{ตตฉ|สาปสูญ|สาบสูญ}}ไปเหมือนกัน เช่นได้กล่าวมาแล้วว่าแต่ก่อนพวกไทยขาวเคยแบ่งปันนากันทุก ๆ ๓ ปี แต่ในเวลาปัจจุบันเลิกเสียแล้ว ประมุขปล่อยให้ที่ดินตกอยู่ในการครอบครองของผู้ทำและครอบครัวเรื่อยไป ประเพณีการแบ่งปันกลับฟื้นขึ้นมาแต่ในกรณีที่ครอบครัวหนึ่งมีกำลังแรงน้อยลงจนไม่สามารถทำนาเต็มเนื้อที่ได้ หรือในกรณีที่มีครอบครัวสูญสิ้นไป นาที่เลิกทำว่างเปล่านั้นจึงแบ่งให้แก่ครัวเรือนที่มีกำลังคนมาก เนื่องจากการเลิกประเพณีแบ่งปัน สกุลที่มีอิทธิพลมากจึงฉวยโอกาสหวงห้ามที่มาเป็นสิทธิของตัวเสีย และใช้ผู้ที่เป็นบ่าวหรือจ้างคนเข้าทำ ได้กล่าวมาแล้วว่าในประเทศลาวก็เช่นเดียวกัน การแบ่งปันเกิดมีขึ้นแต่ในบางครั้งบางคราว แต่ยังถือว่าราษฎรซื้อขายที่ดินกันไม่ได้ ฉะนั้นผู้ครอบครองจะมีโอกาสขยายที่ของตนได้ก็แต่เมื่อได้รับตำแหน่งหรือเลื่อนยศขึ้น ในพวกชาติเมืองที่ได้เลิกประเพณีการแบ่งปันนาเสียแล้ว นาที่เป็นส่วนแบ่งเดิมของครัวเรือนเป็นที่ซื้อขายกันไม่ได้ แต่ที่ดินบางรายกำลังเข้าสู่หาฐานะเป็นทรัพย์สมบัติของราษฎรอย่างแท้จริง เช่นที่ดินที่กวานลางผู้เป็นประมุขขายให้เป็นต้น ส่วนที่ดินรายนี้ผู้ซื้อมีสิทธิโอนให้ตามลำพังได้ และเมื่อตายที่นั้นตกเป็นมฤดกของลูกหลน แต่เมื่อโอนต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่กวานลางทุกครั้ง
{{กม|ข3|8}}สรุปความว่าตามขนบธรรมเนียมประเพณีของบรรดาชุมชนชาติเชื้อไทยที่ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกประเทศไทยนั้น ถือว่าระบอบที่ดินมีลักษณะสำคัญเหมือนกันทุกหมู่ กล่าวคือผู้เป็นประมุขเป็นเจ้าของที่ดินที่อยู่ในบังคับ กรรมสิทธิ์นี้ประมุขได้มาทางการรบชะนะ จึงเกี่ยวข้องกับอำนาจของผู้เป็นประมุขโดยตรง และความจริงก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอำนาจเหนือที่ดินนั้นเอง ฉะนั้นประมุขไม่ใช้สิทธิอันมีอยู่เหนือที่ดินเหมือนเจ้าของธรรมดา ยกเว้นแต่<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
5fb4n82j6g4igytbl9dhybpx0cq089b
หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/18
250
68477
295805
294187
2026-09-19T12:04:40Z
Vesperstelo
11696
295805
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๑๒|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เขตต์ที่ดินที่ประมุขเลือกเอาเป็นของส่วนตัวแล้ว ผู้เป็นประมุขไม่ทำประโยชน์เอง แต่ปล่อยให้ราษฎรเข้าแสวงหาประโยชน์เพื่อเป็นการตอบแทนแรงงานที่ต้องเสียไปในราชการ หรือเป็นรางวัลของแรงงานที่ได้เสียไปแล้ว ฉะนั้นผู้เป็นประมุขจึงแบ่งปันที่ดินที่ใช้ในการเพาะปลูกได้ในระหว่างพวกญาติที่รักใคร่และขุนนาง เป็นเนื้อที่มากหรือน้อยสุดแต่ตามยศและตำแหน่งของผู้จะได้รับ ส่วนประชาชนสามัญได้รับแบ่งที่ดินส่วนหนึ่งเพื่อทำการหาเลี้ยงชีพตนและครอบครัว การแบ่งปันให้ทั้งหลายนี้เป็นการชั่วคราว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงยศและตำแหน่งข้าราชการและตามทะเบียนสำมโนครัวจึงต้องมีการแบ่งปันกันบ่อย ๆ หรือตามระยะเวลากำหนด
ได้เห็นมาแล้วว่าในสมัยปัจจุบันระบอบที่ดินนี้ไม่ค่อยจะปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด เป็นแต่ยังถือกันอยู่บ้าง ทั้งนี้เป็นที่เข้าใจได้ง่าย คือเมื่อการตีได้และเข้าครอบครองอาณาเขตต์ที่ดินได้ล่วงมาเป็นเวลานานเข้าแล้ว ราษฎรก็มีความเคยชินกับดินแดนที่เข้ามาตั้งอยู่ จึง{{ตตฉ|ประสงค|ประสงค์}}ที่จะอยู่ในที่ ๆ ได้รับแบ่งไว้ต่อไป และรู้สึกไม่พอใจในประเพณีเดิม ในหมู่ชุมนุมชนที่อำนาจของประมุขเสื่อมลง ขุนนางที่ได้รับที่ดินเขตต์ใหญ่ ๆ ถือตนว่าเป็นเจ้าของที่ดิน ไม่ยอมเวนคืนให้ประมุขแบ่งปันใหม่ ใช้ผู้คนและบ่าวทำประโยชน์เหมือนเช่นเป็นประมุขเอง แม้ในชุมนุมชนที่อำนาจของประมุขยังสมบูรณ์อยู่และยังรักษาสิทธิเหนือที่ดินโดยปกติดังเดิม การที่ประเพณีแบ่งปันที่ดินไม่เป็นที่นิยม เลิกกันเสียแล้ว หรือยังทำกันแต่บางครั้งบางคราวนั้น คงเป็นปัจจัยให้ราษฎรเกิดมีสิทธิในที่ ๆ ตนอาศัยอยู่เป็นเวลานาน โดยถือเอาว่านอกจากผู้เป็นประมุขแล้ว ไม่มีผู้ใดมีอำนาจเหนือที่ดีกว่าตน โดยเหตุนี้ระบอบที่ดินของบรรดาชนเชื้อชาติไทย แม้มีสาระสำคัญอันเหมือนกัน แต่ความจริงถ้าจะศึกษาโดยละเอียดแล้วจะเห็นได้ว่ามีลักษณะอันต่างกันตามสภาพที่ ๆ ดินตั้งอยู่ และตามชั้นอารยธรรมที่หมู่ชนนี้นั้นได้บรรลุถึงแล้ว เกือบในทุกแห่งระบอบที่ดินที่พบเห็นในเวลานี้เป็นระบอบสมัยหัวต่อที่ผู้ถือที่ดินกำลังบากบั่นที่จะหาทางให้หลุดพ้นออกจกาการจำกัดสิทธิของตนในทางปกครอง เพื่อได้กรรมสิทธิ์ตามที่เป็นอยู่ในกฎหมายปัจจุบัน แต่ยังไม่ได้สมประสงค์ เป็นแต่ได้มาบ้างบางประการฉะเพาะที่ดินบางชะนิดและชุมนุมชนบางแห่ง ระบอบที่ดินในชุมนุมชนนี้จึงซับซ้อน ยุ่งยาก และแปลกกัน
ตามที่กล่าวมานี้จะได้ช่วยนักศึกษาให้เข้าใจได้ถึงระบอบที่ดินของประเทศไทยในสมัยโบราณ และการเปลี่ยนแปลงผันแปรอันปรากฏขึ้นในกาลต่อมาจนสมัยปัจจุบัน
{{มปก}}<noinclude>{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
iuexkfj0ql8a9c9mu53u3cfjvfp5gfo
หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/19
250
68478
295806
294189
2026-09-19T12:05:50Z
Vesperstelo
11696
295806
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๑๓|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude><section begin="19-1" />{{กม|ข3|9}}ต่อไปนี้จะสอนประวัติศาสตร์กฎหมายที่ดินในประเทศไทย โดยแบ่งคำสอนออกเป็น ๔ หมวด ในหมวดแรก (คือหมวด ๒ ต่อไปนี้) จะพิเคราะห์ดูลักษณะสำคัญของระบอบที่ดินในสมัยกรุงศรีอยุธยา หลักใหญ่ ๆ ของระบอบนี้คือเจ้าของที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญ สิทธิของเขาในที่ไม่มั่นคงและสูญสิ้นง่าย ในตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาและในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หนังสือสำคัญเกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้สิทธิของเจ้าของที่ดินดีขึ้น ทั้งเป็นเหตุให้กรรมสิทธิ์แยกออกจากการครอบครองได้อย่างชัดเจนด้วย ฉะนั้นในหมวดต่อไป (หมวด ๓) จึงจะศึกษาถึงหนังสือสำคัญต่าง ๆ ตามลำดับเวลาที่ปรากฏใช้ ต่อจากนั้นเราจึงสามารถเล่าเรียนได้ถึงการได้มาต่าง ๆ ซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน (หมวด ๔) และการขาดกรรมสิทธิ์ (หมวด ๕) ทั้งตามระบอบเก่าและระบอบใหม่เทียบกัน
<section end="19-1" />
<section begin="19-2" />{{ลห|b1|{{ขนอ|140%|หมวด ๒}} <br> {{ขนอ|120%|{{สนต|ลักษณะสำคัญแห่งระบอบที่ดินในสมัยกรุงศรีอยุธยา}}}} }}
{{กม|ข3|10}}กฎหมายที่ดินแห่งสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งตกทอดมายังสมัยเรานั้น ในประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ รวบรวมอยู่แทบทั้งหมดในตอนต้นแห่งพระอัยยการเบ็ดเสร็จตามลักษณะ เขตฺตาทิ อารามวนาทิถานํ<ref>ควรสังเกตว่าในพระธรรมสาตร์ข้อพิพาทเรื่องที่ดินจัดอยู่ในมูลคดี ๒ ประการต่างกัน คือ เขตฺตาทิ และ อารามวนาทิ (มูลคดีที่ ๙ และ ๑๐) ฉะนั้นดูเหมือนว่าเดิมมีระเบียบต่างกันตามแต่ประเภทที่ดินจะเข้าอยู่ในประเภท เขตฺต หรือในประเภท อารามวน แต่ทว่าถ้าเคยมีการแบ่งกันเช่นนี้จริง คงเลิกใช้ไม่ได้เป็นผลเสียแต่เนิ่นนาน เพราะในพระอัยยการเบ็ดเสร็จบทมาตราเกี่ยวกับเรือกสวนไร่นาและที่บ้านปะปนกันหมดจนถึงแยกจากกันไม่ได้.</ref> และแยกออกเป็น ๒ ตอน โดยผู้ชำระเอาบทมาตราที่ว่าด้วยลักษณะคาบเกี่ยวมาขั้นอยู่ด้วยความเผลอไป<ref>นี้เห็นได้ชัดจากการลงเลขลำดับมาตราในฉะบับพิมพ์ของนายโหมด และฉะบับพิมพ์อื่น ๆ ที่ผู้พิมพ์อาศัยฉะบับของนายโหมดเป็นสำเนา เช่นฉะบับหมอบรัดเลย์ และฉบับกรมหลวงราชบุรีฯ เป็นต้น.</ref> ตอนแรก คือบทที่ ๑ ถึงบทที่ ๔๕<ref>บทมาตราในประมวลกฎหมายรัชชกาลที่ ๑ ที่อ้างในคำสอนนี้ ก็อ้างตามเลขลำดับใน[[ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง|ฉะบับพิมพ์ของมหาวิทยาลัย]].</ref> มีคำปรารภลงปีมะแม ๑๒๖๓ แต่จะเป็นศักราชอะไรยังไม่มีหลักฐานที่จะพึงวินิจฉัยได้ ฉะนั้นเป็นที่ทราบไม่ได้ว่าบทมาตราในตอนแรกนี้ได้ตราขึ้นในแผ่นดินใดแห่งสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วน<section end="19-2" /><noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
r9jyavdmj787a2psz1brzqgxx4ni8b6
หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/20
250
68479
295807
294191
2026-09-19T12:07:09Z
Vesperstelo
11696
295807
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๑๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย|ข้อความทั่วไป}}{{สต}}</noinclude>ตอนที่ ๒ คือบทที่ ๕๒ ถึงบทที่ ๖๕ เริ่มด้วยบทกฎหมายลงปีกุน ๑๙๐๓ ซึ่งน่าจะเป็นปีตามพุทธศักราช เพราะ พ.ศ. ๑๙๐๓ เป็นปีกุนจริง บทกฎหมายนี้จึงเป็นบทอันเก่าแก่มาก โดยตราขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ผู้สร้างกรุงศรีอยุธยานั้นเอง แต่ไม่ควรถือว่าปี พ.ศ. ๑๙๐๓ นั้นเป็นปีที่ตราบทมาตราอันรวมอยู่ในตอนที่ ๒ นั้นทุกมาตรา กฎหมายที่ดินย่อมจะไม่ได้ตราขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทั้งมวล คงจะได้มีพระราชกำหนดออกเพิ่มเติมขึ้นเป็นลำดับในกาลต่อมา เมื่อมีการชำระกฎหมาย ผู้ชำระย่อเนื้อความในพระราชกำหนดนั้น และจัดเป็นมาตรา แล้วมาแทรกแซงเพิ่มเติมบทมาตราเดิมตามวิธีซึ่งได้พรรณ{{ปตปต|น}}าไว้ในคำสอนปี ๒๔๗๘ ฉะเพาะกฎหมายลักษณะที่ดินเรามีหลักฐานแน่นอนที่ทำให้ยืนยันได้ว่ามีการเพิ่มมาตราขึ้นในสมัยอันไม่สู้เก่านัก ดังจะเห็นได้ในต่อไปว่าการออกโฉนดให้แก่ผู้ขอจับจองที่ดินเพิ่งมีขึ้นในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกษ ฉะนั้นมาตราซึ่งกล่าวถึงโฉนดนี้ ถึงแม้ว่าจะได้จัดอยู่ในตอนบทกฎหมายอันลงปี ๑๙๐๓ นั้นก็ดี แต่คงจะได้ตราขึ้นภายหลังมาก คือในตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาลงมา บทกฎหมายที่ดินอันมีอยู่ในพระอัยยการเบ็ดเสร็จจึงเหมือนกันกับบทกฎหมายลักษณะอื่น คือเป็นบทกฎหมายอันตราขึ้นในแผ่นดินต่าง ๆ เก่าบ้างใหม่บ้าง และการที่จัดเข้าอยู่ด้วยกันนี้ ก็เพราะเหตุว่าเป็นเนื้อความเกี่ยวกับลักษณะมูลคดีวิวาทอันเดียวกัน นักประวัติศาสตร์จึงควรใช้ความระมัดระวังก่อนที่จะยืนยันว่าบทนี้ตราขึ้นในปีนั้น หรือตราขึ้นก่อนหลังกันเป็นลำดับ อย่างไรก็ดีเป็นโชคดีแก่เราที่บทกฎหมายอันสำคัญที่สุดในการค้นคว้าเรื่องระบอบที่ดินนั้นมีปีปรากฏแน่นอนอยู่บทหนึ่ง คือบทอันติดต่อกันกับพระราชปรารภลงปีกุน ๑๙๐๓ นั้นเอง.
{{มปก}}
{{กม|ข3|11}}ส่วนบทกฎหมายที่ดินที่ตราขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์หาได้จัดรวมอยู่ด้วยเหมือนเช่นบทกฎหมายเก่าไม่ แต่กระจัดกระจายอยู่ในหนังสือราชกิจจานุเบกษาหรือในหนังสือประชุมกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งมีผู้รวบรวมพิมพ์ขึ้นเป็นลำดับ<ref>นอกจากหนังสือประชุมกฎหมายทั่วไป เช่น [[กฎหมายไทย|ไกรสี]] ซึ่งได้ระบุชื่อในข้อความทั่วไปของคำสอนปี ๒๔๗๘ นั้น ควรระบุถึงหนังสือประชุมกฎหมายฉะเพาะที่ดิน ๒ ฉะบับ คือ “[[:File:Kot Mai Thi Din 2455.djvu|กฎหมายที่ดิน]]” ของหลวงดำรงธรรมสารรวบรวมในปี ร.ศ. ๑๓๑ และ “[[:File:Kot Lae Kham Sang Sena Bodi Krasuang Kasettrathikan 2464.djvu|กฎและคำสั่งกระทรวงเกษตราธิการ]]” ซึ่งรวบรวมพิมพ์โดยคำสั่งกระทรวงเกษตราธิการ วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๖๔ หนังสือ ๒ เล่มนี้รวบรวมกฎหมายบางบทซึ่งมิได้รวมอยู่ในหนังสือประชุมกฎหมายทั่วไป จะพบอ่านได้ก็แต่ฉะเพาะ ๒ เล่มนี้.</ref> บทกฎหมายนี้นับแต่รัชชกาลที่ ๕ เป็นต้น<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
fhbma8i2rgq2o7hejmh40s9jmfjcbmz
295808
295807
2026-09-19T12:07:18Z
Vesperstelo
11696
295808
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๑๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย|ข้อความทั่วไป}}{{สต}}</noinclude>ตอนที่ ๒ คือบทที่ ๕๒ ถึงบทที่ ๖๕ เริ่มด้วยบทกฎหมายลงปีกุน ๑๙๐๓ ซึ่งน่าจะเป็นปีตามพุทธศักราช เพราะ พ.ศ. ๑๙๐๓ เป็นปีกุนจริง บทกฎหมายนี้จึงเป็นบทอันเก่าแก่มาก โดยตราขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ผู้สร้างกรุงศรีอยุธยานั้นเอง แต่ไม่ควรถือว่าปี พ.ศ. ๑๙๐๓ นั้นเป็นปีที่ตราบทมาตราอันรวมอยู่ในตอนที่ ๒ นั้นทุกมาตรา กฎหมายที่ดินย่อมจะไม่ได้ตราขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทั้งมวล คงจะได้มีพระราชกำหนดออกเพิ่มเติมขึ้นเป็นลำดับในกาลต่อมา เมื่อมีการชำระกฎหมาย ผู้ชำระย่อเนื้อความในพระราชกำหนดนั้น และจัดเป็นมาตรา แล้วมาแทรกแซงเพิ่มเติมบทมาตราเดิมตามวิธีซึ่งได้พรรณ{{ปตปต|น}}าไว้ในคำสอนปี ๒๔๗๘ ฉะเพาะกฎหมายลักษณะที่ดินเรามีหลักฐานแน่นอนที่ทำให้ยืนยันได้ว่ามีการเพิ่มมาตราขึ้นในสมัยอันไม่สู้เก่านัก ดังจะเห็นได้ในต่อไปว่าการออกโฉนดให้แก่ผู้ขอจับจองที่ดินเพิ่งมีขึ้นในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกษ ฉะนั้นมาตราซึ่งกล่าวถึงโฉนดนี้ ถึงแม้ว่าจะได้จัดอยู่ในตอนบทกฎหมายอันลงปี ๑๙๐๓ นั้นก็ดี แต่คงจะได้ตราขึ้นภายหลังมาก คือในตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาลงมา บทกฎหมายที่ดินอันมีอยู่ในพระอัยยการเบ็ดเสร็จจึงเหมือนกันกับบทกฎหมายลักษณะอื่น คือเป็นบทกฎหมายอันตราขึ้นในแผ่นดินต่าง ๆ เก่าบ้างใหม่บ้าง และการที่จัดเข้าอยู่ด้วยกันนี้ ก็เพราะเหตุว่าเป็นเนื้อความเกี่ยวกับลักษณะมูลคดีวิวาทอันเดียวกัน นักประวัติศาสตร์จึงควรใช้ความระมัดระวังก่อนที่จะยืนยันว่าบทนี้ตราขึ้นในปีนั้น หรือตราขึ้นก่อนหลังกันเป็นลำดับ อย่างไรก็ดีเป็นโชคดีแก่เราที่บทกฎหมายอันสำคัญที่สุดในการค้นคว้าเรื่องระบอบที่ดินนั้นมีปีปรากฏแน่นอนอยู่บทหนึ่ง คือบทอันติดต่อกันกับพระราชปรารภลงปีกุน ๑๙๐๓ นั้นเอง.
{{กม|ข3|11}}ส่วนบทกฎหมายที่ดินที่ตราขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์หาได้จัดรวมอยู่ด้วยเหมือนเช่นบทกฎหมายเก่าไม่ แต่กระจัดกระจายอยู่ในหนังสือราชกิจจานุเบกษาหรือในหนังสือประชุมกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งมีผู้รวบรวมพิมพ์ขึ้นเป็นลำดับ<ref>นอกจากหนังสือประชุมกฎหมายทั่วไป เช่น [[กฎหมายไทย|ไกรสี]] ซึ่งได้ระบุชื่อในข้อความทั่วไปของคำสอนปี ๒๔๗๘ นั้น ควรระบุถึงหนังสือประชุมกฎหมายฉะเพาะที่ดิน ๒ ฉะบับ คือ “[[:File:Kot Mai Thi Din 2455.djvu|กฎหมายที่ดิน]]” ของหลวงดำรงธรรมสารรวบรวมในปี ร.ศ. ๑๓๑ และ “[[:File:Kot Lae Kham Sang Sena Bodi Krasuang Kasettrathikan 2464.djvu|กฎและคำสั่งกระทรวงเกษตราธิการ]]” ซึ่งรวบรวมพิมพ์โดยคำสั่งกระทรวงเกษตราธิการ วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๖๔ หนังสือ ๒ เล่มนี้รวบรวมกฎหมายบางบทซึ่งมิได้รวมอยู่ในหนังสือประชุมกฎหมายทั่วไป จะพบอ่านได้ก็แต่ฉะเพาะ ๒ เล่มนี้.</ref> บทกฎหมายนี้นับแต่รัชชกาลที่ ๕ เป็นต้น<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
fjlpbw3k1bjmh6sko82czdkgsqdvc8v
295809
295808
2026-09-19T12:07:37Z
Vesperstelo
11696
295809
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๑๔|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ตอนที่ ๒ คือบทที่ ๕๒ ถึงบทที่ ๖๕ เริ่มด้วยบทกฎหมายลงปีกุน ๑๙๐๓ ซึ่งน่าจะเป็นปีตามพุทธศักราช เพราะ พ.ศ. ๑๙๐๓ เป็นปีกุนจริง บทกฎหมายนี้จึงเป็นบทอันเก่าแก่มาก โดยตราขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ผู้สร้างกรุงศรีอยุธยานั้นเอง แต่ไม่ควรถือว่าปี พ.ศ. ๑๙๐๓ นั้นเป็นปีที่ตราบทมาตราอันรวมอยู่ในตอนที่ ๒ นั้นทุกมาตรา กฎหมายที่ดินย่อมจะไม่ได้ตราขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทั้งมวล คงจะได้มีพระราชกำหนดออกเพิ่มเติมขึ้นเป็นลำดับในกาลต่อมา เมื่อมีการชำระกฎหมาย ผู้ชำระย่อเนื้อความในพระราชกำหนดนั้น และจัดเป็นมาตรา แล้วมาแทรกแซงเพิ่มเติมบทมาตราเดิมตามวิธีซึ่งได้พรรณ{{ปตปต|น}}าไว้ในคำสอนปี ๒๔๗๘ ฉะเพาะกฎหมายลักษณะที่ดินเรามีหลักฐานแน่นอนที่ทำให้ยืนยันได้ว่ามีการเพิ่มมาตราขึ้นในสมัยอันไม่สู้เก่านัก ดังจะเห็นได้ในต่อไปว่าการออกโฉนดให้แก่ผู้ขอจับจองที่ดินเพิ่งมีขึ้นในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกษ ฉะนั้นมาตราซึ่งกล่าวถึงโฉนดนี้ ถึงแม้ว่าจะได้จัดอยู่ในตอนบทกฎหมายอันลงปี ๑๙๐๓ นั้นก็ดี แต่คงจะได้ตราขึ้นภายหลังมาก คือในตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาลงมา บทกฎหมายที่ดินอันมีอยู่ในพระอัยยการเบ็ดเสร็จจึงเหมือนกันกับบทกฎหมายลักษณะอื่น คือเป็นบทกฎหมายอันตราขึ้นในแผ่นดินต่าง ๆ เก่าบ้างใหม่บ้าง และการที่จัดเข้าอยู่ด้วยกันนี้ ก็เพราะเหตุว่าเป็นเนื้อความเกี่ยวกับลักษณะมูลคดีวิวาทอันเดียวกัน นักประวัติศาสตร์จึงควรใช้ความระมัดระวังก่อนที่จะยืนยันว่าบทนี้ตราขึ้นในปีนั้น หรือตราขึ้นก่อนหลังกันเป็นลำดับ อย่างไรก็ดีเป็นโชคดีแก่เราที่บทกฎหมายอันสำคัญที่สุดในการค้นคว้าเรื่องระบอบที่ดินนั้นมีปีปรากฏแน่นอนอยู่บทหนึ่ง คือบทอันติดต่อกันกับพระราชปรารภลงปีกุน ๑๙๐๓ นั้นเอง.
{{กม|ข3|11}}ส่วนบทกฎหมายที่ดินที่ตราขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์หาได้จัดรวมอยู่ด้วยเหมือนเช่นบทกฎหมายเก่าไม่ แต่กระจัดกระจายอยู่ในหนังสือราชกิจจานุเบกษาหรือในหนังสือประชุมกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งมีผู้รวบรวมพิมพ์ขึ้นเป็นลำดับ<ref>นอกจากหนังสือประชุมกฎหมายทั่วไป เช่น [[กฎหมายไทย|ไกรสี]] ซึ่งได้ระบุชื่อในข้อความทั่วไปของคำสอนปี ๒๔๗๘ นั้น ควรระบุถึงหนังสือประชุมกฎหมายฉะเพาะที่ดิน ๒ ฉะบับ คือ “[[:File:Kot Mai Thi Din 2455.djvu|กฎหมายที่ดิน]]” ของหลวงดำรงธรรมสารรวบรวมในปี ร.ศ. ๑๓๑ และ “[[:File:Kot Lae Kham Sang Sena Bodi Krasuang Kasettrathikan 2464.djvu|กฎและคำสั่งกระทรวงเกษตราธิการ]]” ซึ่งรวบรวมพิมพ์โดยคำสั่งกระทรวงเกษตราธิการ วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๖๔ หนังสือ ๒ เล่มนี้รวบรวมกฎหมายบางบทซึ่งมิได้รวมอยู่ในหนังสือประชุมกฎหมายทั่วไป จะพบอ่านได้ก็แต่ฉะเพาะ ๒ เล่มนี้.</ref> บทกฎหมายนี้นับแต่รัชชกาลที่ ๕ เป็นต้น<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
kox5z0dsdqhl33i53wr3djplx6mz2j3
หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/21
250
68480
295810
294193
2026-09-19T12:08:26Z
Vesperstelo
11696
295810
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๑๕|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>ไปมีมากมายสลับซับซ้อนกัน การค้นคว้าจึงไม่สะดวกเหมือนกฎหมายเก่า แต่ในข้อนี้นักประวัติศาสตร์รับความช่วยเหลือจากผู้แต่งตำราต่าง ๆ ในรัชชกาลที่ ๕ และที่ ๖ ถึงแม้ว่าผู้แต่งมุ่งหมายแต่จะอธิบายบทกฎหมายใหม่นี้ แต่ก็ยังคงเป็นประโยชน์ทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากการที่ได้แต่งขึ้นในสมัยที่ยังไม่ได้ใช้กฎหมายปัจจุบันและที่ยังใช้กฎหมายเดิมอยู่บ้าง ในเบื้องต้นมี[[:File:Lai Phra Hat Rueang Kot Mai Thi Din 2443.djvu|คำสอนของกรมหลวงราชบุรีฯ]] ทรงแสดงในโรงเรียนกฎหมาย และจัดพิมพ์ไว้ในปี ร.ศ. ๑๑๙ (๒๔๔๓) คือก่อนออกโฉนดแผนที่ ในกาลต่อมามี[[:File:Kham Athibai Kot Mai Wa Duai Thi Din 2446.djvu| คำอธิบายว่าด้วยที่ดิน]]ของพระสุธรรมวินิจฉัย (ใหญ่ วินิจฉัยกุล) พิมพ์วันที่ ๑ มกราคม {{ตตฉ|๒๔๕๖|๒๔๔๖}} [[:File:Kham Athibai Kot Mai Laksana Thi Din 2457.djvu|คำอธิบายลักษณะที่ดิน]]ของหลวงวรวาทวินิจฉัย (สวัสดิ์) พิมพ์ปี ๒๔๕๗ และ[[:File:Kham Athibai Laksana Thi Din 2462.djvu|คำอธิบายกฎหมายลักษณะที่ดิน]]ของพระยาพิจารณาปฤชามาตย์ (สุหร่าย วัชราภัย) พิมพ์ปี ๒๔๖๒ ซึ่งเป็นฉะบับที่แพร่หลายมากกว่าฉะบับอื่น คำอธิบายทั้ง ๓ ฉะบับนี้แต่งขึ้นก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อนึ่งกรมขุนไชยาทรงนิพนธ์หนังสือภาษาเยอรมัน เรื่องกสิกรรมในประเทศไทย พิมพ์ปี ๒๔๕๒๑ ซึ่งมีหมวดว่าด้วยประวัติศาสตร์ระบอบที่ดินอยู่ด้วย<ref>นักศึกษาควรอ่านหนังสือของ H. G. Quaritch Wales: ''[[:File: Ancient Siamese Government & Administration 1934.djvu|Ancient Siamese Government Administration]]'' พิมพ์ที่กรุงลอนดอนปี ๒๔๗๗ ตอนเกี่ยวกับระบอบที่ดิน อีกเล่มหนึ่ง</ref>
{{กม|ข3|12}}ตามบทพระอัยยการเบ็ดเสร็จ ปรากฏว่าในตอนต้นสมัยกรุงศรีอยุธยาระบอบที่ดินมีหลักสำคัญ ๓ ประการ กล่าวคือ
{{กม|ข3|๑}}พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของที่ดินในพระราชอาณาจักร
{{กม|ข3|๒}}ราษฎรซื้อขายที่ดินแก่กันไม่ได้
{{กม|ข3|๓}}สิทธิของราษฎรเหนือที่ดินเบาบางมาก เพราะผูกพันอยู่กับการครอบครอง หากละทิ้งที่และมีผู้อื่นเข้ามาทำ เจ้าของเดิมก็ขาดสิทธิทันที
จะบรรยายลักษณะ ๓ ประการนี้ตามลำดับ โดยชี้ให้เห็นว่าหลักนั้นมีผลที่ปฏิบัติมาแต่ดั้งเดิมอย่างไร และมีการแก้ไขผ่อนผันกันเช่นไร
{{ลห|b2|๑ {{สนต|พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว}}|120}}
{{กม|ข3|13}}หลักนี้มีบัญญัติอยู่ชัดแจ้งในพระอัยยการเบ็ดเสร็จ บทที่ ๕๒ “ที่ในแว่นแคว้นกรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมเป็นที่แห่งพระเจ้าอยู่หัว{{วว}}<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
0d1vqefc79wput2v8a53ohyfxfibpwy
หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/22
250
68481
295811
294195
2026-09-19T12:08:53Z
Vesperstelo
11696
295811
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๑๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>หากให้ราษฎรทั้งหลายผู้เป็นข้าแผ่นดินอยู่ จะได้เป็นที่ราษฎรหามิได้” และต่อไปบทที่ ๕๔ บัญญัติดุจเดียวกันว่า “ถ้าที่นอกเมืองหลวงอันเป็นแว่นแคว้นกรุงศรีอยุธยา ใช่ที่ราษฎร อย่าให้ซื้อขายแก่กัน” ดังนี้ที่ดินที่อยู่ภายในอาณาเขตต์กรุงศรีอยุธยาจึงเป็นของพระมหากษัตริย์ทั้งหมด พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจที่จะจำหน่ายได้แต่ผู้เดียว<ref>กรมหลวงราชบุรีฯ ทรงอธิบายคำว่า “ที่ในแว่นแคว้นกรุงเทพ ฯลฯ” ตามทำนองเดียวกันนี้ คือให้กินความถึงที่ดินในพระราชอาณาจักร ไม่ฉะเพาะแต่เขตต์ที่ดินแก่กรุงศรีอยุธยาโดยตรง แต่ดูเหมือนว่าไม่กินความถึงอาณาเขตต์ของประเทศราช เช่นเมืองสุโขทัย ประเทศราชนี้เมื่อยอมอ่อนน้อมต่อกรุงศรีอยุธยาแล้วยังถือลัทธิธรรมเนียมระบอบที่ดินของตนต่อไปเช่นเดิม</ref>
หลักนี้หนังสือเก่าที่เกี่ยวกับนิติศาสตร์รับรองด้วย เช่นคัมภีร์ไตรโลกวินิจฉัยกล่าวว่าพระมหาสมมุติราชผู้เป็นปฐมบรมมหากษัตริย์ได้รับพระนามว่า ขัตติย หรือกษัตริย์ เพราะเป็นเจ้าของเขตต์ คือที่น้ำและที่แดนดินทั่วไปในพระราชอาณาจักร<ref>ความจริงคำว่ากษัตริย์นี้มาจากคำสันสกฤต กฺษตรํ อันหมายความว่าอำนาจอธิปตัยหรือฤทธิ กษัตริย์จึงเดิมแปลว่าผู้มีอำนาจศักดิสิทธิ์</ref>
ตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยาคงถือกันว่าพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของอาณาเขตต์ จนถึงกระทั่งสมัยปัจจุบันก็ยังถือกันอยู่บ้าง ดังจะเห็นในต่อไป ลาลูแบร์ที่เขียนเรื่องในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ว่า “กรรมสิทธิ์ (la pleine propiété) ในที่ดินนั้นคงไว้แก่พระมหากษัตริย์เสมอ และพระมหากษัตริย์อาจเรียกที่ดินคืนได้ตามพระทัยทุกขณะ แม้ที่ ๆ ได้โปรดขายให้แก่ราษฎรก็เคยเรียกคืนบ่อย ๆ โดยมิได้คืนราคาก็มี”<ref>''[[:File:Du Royaume de Siam 1961.pdf|Du Royaume de Siam]]'' เล่ม ๑ หน้า ๑๖๐</ref> ฝ่ายกรมหลวงราชบุรีฯ ก็ทรงบรรยายคำสอนตามนัยเดียวกันว่า “ที่ดินทั้งหมดเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หาได้ทรงเป็นเจ้าชีวิตอย่างเดียวไม่ ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินด้วย” โดยเหตุนี้จึงทรงกล่าวต่อไปในคำสอนว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจที่จะไล่คนซึ่งอยู่ในที่ดินนั้นออกไปได้โดยมิต้องพระราชทานสินไหมตอบแทน ถึงแม้ว่าผู้นั้นจะถือ{{ตตฉ|โฉม|โฉนด}}ตราแดงตราจองก็ดี<ref>เล็กเชอร์ หน้า ๑๘๙–๑๙๐</ref>
{{กม|ข3|14}}หลักนี้บรรดาชุมนุมชนเชื้อชาติไทยรับรองถือกันตามที่บรรยายมาแล้ว ฉะนั้นการที่กฎหมายไทยบัญญัติว่าที่ดินทั้งสิ้นเป็นของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นเป็นแต่ยืนยันตามขนบธรรมเนียมาของชาติซึ่งถือกันมาแต่นมนาน แต่มีผลเพียงไรเป็นปัญหาที่ต้องพิจารณาอยู่{{วว}}<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
aw4vvi2sjpt6gwl9pla6g6ixr4372oi
295812
295811
2026-09-19T12:09:09Z
Vesperstelo
11696
295812
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๑๖|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>หากให้ราษฎรทั้งหลายผู้เป็นข้าแผ่นดินอยู่ จะได้เป็นที่ราษฎรหามิได้” และต่อไปบทที่ ๕๔ บัญญัติดุจเดียวกันว่า “ถ้าที่นอกเมืองหลวงอันเป็นแว่นแคว้นกรุงศรีอยุธยา ใช่ที่ราษฎร อย่าให้ซื้อขายแก่กัน” ดังนี้ที่ดินที่อยู่ภายในอาณาเขตต์กรุงศรีอยุธยาจึงเป็นของพระมหากษัตริย์ทั้งหมด พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจที่จะจำหน่ายได้แต่ผู้เดียว<ref>กรมหลวงราชบุรีฯ ทรงอธิบายคำว่า “ที่ในแว่นแคว้นกรุงเทพ ฯลฯ” ตามทำนองเดียวกันนี้ คือให้กินความถึงที่ดินในพระราชอาณาจักร ไม่ฉะเพาะแต่เขตต์ที่ดินแก่กรุงศรีอยุธยาโดยตรง แต่ดูเหมือนว่าไม่กินความถึงอาณาเขตต์ของประเทศราช เช่นเมืองสุโขทัย ประเทศราชนี้เมื่อยอมอ่อนน้อมต่อกรุงศรีอยุธยาแล้วยังถือลัทธิธรรมเนียมระบอบที่ดินของตนต่อไปเช่นเดิม</ref>
หลักนี้หนังสือเก่าที่เกี่ยวกับนิติศาสตร์รับรองด้วย เช่นคัมภีร์ไตรโลกวินิจฉัยกล่าวว่าพระมหาสมมุติราชผู้เป็นปฐมบรมมหากษัตริย์ได้รับพระนามว่า ขัตติย หรือกษัตริย์ เพราะเป็นเจ้าของเขตต์ คือที่น้ำและที่แดนดินทั่วไปในพระราชอาณาจักร<ref>ความจริงคำว่ากษัตริย์นี้มาจากคำสันสกฤต กฺษตรํ อันหมายความว่าอำนาจอธิปตัยหรือฤทธิ กษัตริย์จึงเดิมแปลว่าผู้มีอำนาจศักดิสิทธิ์</ref>
ตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยาคงถือกันว่าพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของอาณาเขตต์ จนถึงกระทั่งสมัยปัจจุบันก็ยังถือกันอยู่บ้าง ดังจะเห็นในต่อไป ลาลูแบร์ที่เขียนเรื่องในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ว่า “กรรมสิทธิ์ (La pleine propiété) ในที่ดินนั้นคงไว้แก่พระมหากษัตริย์เสมอ และพระมหากษัตริย์อาจเรียกที่ดินคืนได้ตามพระทัยทุกขณะ แม้ที่ ๆ ได้โปรดขายให้แก่ราษฎรก็เคยเรียกคืนบ่อย ๆ โดยมิได้คืนราคาก็มี”<ref>''[[:File:Du Royaume de Siam 1961.pdf|Du Royaume de Siam]]'' เล่ม ๑ หน้า ๑๖๐</ref> ฝ่ายกรมหลวงราชบุรีฯ ก็ทรงบรรยายคำสอนตามนัยเดียวกันว่า “ที่ดินทั้งหมดเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หาได้ทรงเป็นเจ้าชีวิตอย่างเดียวไม่ ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินด้วย” โดยเหตุนี้จึงทรงกล่าวต่อไปในคำสอนว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจที่จะไล่คนซึ่งอยู่ในที่ดินนั้นออกไปได้โดยมิต้องพระราชทานสินไหมตอบแทน ถึงแม้ว่าผู้นั้นจะถือ{{ตตฉ|โฉม|โฉนด}}ตราแดงตราจองก็ดี<ref>เล็กเชอร์ หน้า ๑๘๙–๑๙๐</ref>
{{กม|ข3|14}}หลักนี้บรรดาชุมนุมชนเชื้อชาติไทยรับรองถือกันตามที่บรรยายมาแล้ว ฉะนั้นการที่กฎหมายไทยบัญญัติว่าที่ดินทั้งสิ้นเป็นของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นเป็นแต่ยืนยันตามขนบธรรมเนียมาของชาติซึ่งถือกันมาแต่นมนาน แต่มีผลเพียงไรเป็นปัญหาที่ต้องพิจารณาอยู่{{วว}}<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
kv0l922exdevkamn2yk37bpznvgem4f
หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/23
250
68482
295813
294197
2026-09-19T12:09:45Z
Vesperstelo
11696
295813
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๑๗|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>เพราะมีชุมนุมชนหลายแห่งที่เคยถือหรือยังถืออยู่ว่าที่ดินในอาณาเขตต์เป็นของประมุขเช่นเดียวกัน ในประเทศจีนแต่โบราณกาลมาจนสมัยเร็ว ๆ นี้ถือว่าพระเจ้าปักกิ่งเป็นเจ้าของที่ดินในอาณาจักร โดยคัมภีร์ซีกิงของขงจื๊อว่า “ที่ดินใต้ท้องฟ้าเป็นของผู้เป็นประมุข และบรรดาผู้อาศัยที่ดินนั้นเป็นข้าของประมุข” ตามกฎหมายอิสลามก็เช่นเดียวกัน ที่กินเป็นของอิหม่ำผู้เป็นประมุขแห่งศาสนา ไม่ใช่เป็นของราษฎร แม้ในทวีปยุโรปเมื่อสมัยมัธยมนับถือกันว่าอาณาเขตต์เป็นของมหากษัตริย์ และเมื่อมหากษัตริย์ถึงแก่ความตาย ก็แบ่งปันกันระหว่างทายาทเช่นอย่างมฤดกของบุคคล ในบางแห่งผู้เป็นประมุขแผ่อำนาจได้โดยรบชะนะ อาณาเขตต์จึงตกเป็นของเขาทางชัยชะนะเหมือนอย่างสิ่งของเชลย ทำนองนี้พระเจ้าวิลเลียมที่ ๑ เมื่อตีประเทศอังกฤษได้แล้ว ถือเอาอาณาเขตต์ที่ ๆ ได้นั้นว่าเป็นทรัพย์สมบัติของตน และแบ่งปันในระหว่างขุนนางที่เป็นพรรคพวก ในสมัยเก่ากรรมสิทธิ์ยังไม่แยกออกจากอำนาจทางปกครอง ถือกันว่าสามีเป็นเจ้าของภริยา บิดาเป็นเจ้าของบุตร ประมุขจึงถือกันว่าเป็นเจ้าของที่ในอาณาเขตต์ดุจเดียวกัน เพราะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศ ต้องกินเวลานาน ๆ มาจนจวนสมัยปัจจุบัน มนุษย์จึงสามารถแยกอำนาจของสามี บิดา และประมุขออกได้ และเพิ่งพิเคราะห์เห็นว่าเป็นสิทธิคนละประเภท และใช้ได้ไปคนละขอบเขตต์<ref>กรรมสิทธิ์มุ่งไปในทางกฎหมายเอกชนเกี่ยวกับผลประโยชน์ในทางเงิน โดยฉะเพาะในระหว่างบุคคล ทำให้เจ้าของมีสิทธิห้ามมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์ของตนเท่านั้น ส่วนอำนาจนั้นมุ่งไปในทางกฎหมายมหาชน ประมาณราคาเป็นเงินไม่ได้ในระหว่างบุคคล ทำให้ผู้มีอำนาจมีสิทธิบังคับให้ผู้อื่นทำตาม ฉะนั้นอาจมีกรรมสิทธิ์แต่ไม่มีอำนาจ หรือมีอำนาจแต่ไม่มีกรรมสิทธิ์</ref> ในครั้งก่อนใครเป็นอิสสระต้องเป็นเจ้าของ การที่ประมุขว่าเป็นเจ้าอาณาเขตต์ จึงแสดงความสมบูรณ์แห่งอธิปตัย<ref>ภาษาไทยคำว่า “เจ้า” มุ่งไปทางกฎหมายเอกชนและมหาชนทั้งสองนัย คือหมายถึงผู้มีอำนาจปกครองและผู้มีกรรมสิทธิ์ คำว่ากรรมสิทธิ์เพิ่งประดิษฐใช้ขึ้นในรัชชกาลที่ ๕ เพื่อหมายความถึงสิทธิทางกฎหมายเอกชนโดยฉะเพาะตามความคิดเห็นในปัจจุบัน</ref> แต่ทั้งนี้ก็เป็นทฤษฎีหรือนิตินัยมากกว่าอื่น เพราะอาณาเขตต์กว้างขวาง ผู้เป็นประมุขย่อมไม่สามารถครอบครองเหมือนเจ้าของที่ดินอันแท้จริง ทางพฤตินัยมีแต่จะปกครองอาณาเขตต์ คือบริบาลการเมืองภายในอาณาเขตต์ ทำนองคล้ายกันกับวิธีปกครองปัจจุบัน ในประเทศเหล่านั้นการที่ประมุขอ้างอิงว่าเป็นเจ้าของที่ดินจึงไม่ค่อยเป็นอุปสรรคต่อสิทธิของราษฎรในที่ดิน เป็นแต่เหตุให้มีข้อจำกัดต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว
{{มปก}}<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ข|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
ll0rdelgq1tst0q07gg5ravxhbn78hy
หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/24
250
68483
295814
294199
2026-09-19T12:10:31Z
Vesperstelo
11696
295814
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Index Librorum Permissorum" />{{หสล|๑๘|ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย}}{{สต}}</noinclude>{{กม|ข3|15}}แต่ส่วนชุมนุมชนเชื้อชาติไทยนั้นมีเหตุพิเศษที่ทำให้กรรมสิทธิ์ของประมุขเป็นความจริงแท้ ไม่ใช่เพียงทฤษฎีหรือนิตินัย คือประเพณีที่ประมุขแบ่งปันที่ดินในระหว่างราษฎร การแบ่งปันนี้ทำให้ราษฎรมิวายคิดว่าตนทำประโยชน์ในที่ดินของผู้เป็นประมุขโดยพึ่งอาศัยกรุณาของประมุข ที่ดินหาเป็นของตนไม่ ส่วนประเทศไทยในโบราณกาล เจ้าหรือพระราชาที่เข้ามาตั้งถิ่นถานอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแต่เดิมอาจจะได้แบ่งปันที่ดินให้ราษฎรเป็นเนื้อที่มากหรือน้อยตามยศตำแหน่งหรือความชอบตามประเพณีของชนเชื้อชาติไทยอื่น การแบ่งปันนี้เองเป็นเค้าเงื่อนของศักดินาที่ปรากฏใช้อยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งศักดินานั้นก็คือจำนวนไร่ประจำยศบรรดาศักดิ์ของข้าราชการตามลำดับทหารและพลเรือน แต่ได้เห็นมาแล้วในหมู่ชนเชื้อชาติไทยในประเทศอินโดจีนแทบทั่วไป ประเพณีแบ่งปันที่ดินเลิกเสียไม่ถือต่อไป หรือยังปฏิบัติแต่นาน ๆ ครั้งหนึ่งตามกรณีที่เกิดขึ้นโดยฉะเพาะ ส่วนเชื้อชาติไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งได้บรรลุอารยธรรมเร็วกว่าเพื่อนเชื้อชาติไทยอื่นมาก ประเพณีแบ่งปันที่ดินนั้นคงสูญไปไม่ได้กระทำกันมาแต่เนิ่นนานก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแน่นอน ดั่งเห็นได้จากคำปรารภในพระอัยยการเบ็ดเสร็จลงปีกุน ๑๙๐๓ นั้นเอง คำปรารภนี้กล่าวถึงข้อพิพาทในระหว่างราษฎรที่ชิงที่ดินต่อกัน โดยหาว่าเป็นที่เดิมของตน และเรียกหากันว่าเป็นมฤดก ซึ่งส่อให้เห็นว่าแม้ในตอนต้นสมัยกรุงศรีอยุธยา ราษฎรถือที่ดินสืบกันต่อเป็นชั่วคนแล้ว ไม่เวนคืนตามกำหนดเวลา แม้เมื่อถึงแก่ความตาย ที่ดินก็มิต้องกลับคืนไปยังพระมหากษัตริย์เพื่อแบ่งปันใหม่ อนึ่งในกฎหมายก็ดี ในพระราชพงศาวก็ดี มิได้พาดพิงไปถึงการแบ่งปันที่ดินโดยอำนาจของพระมหากษัตริย์แม้แต่แห่งเดียว กฎหมายบังคับให้ข้าราชการพากเพียรหาผู้เข้าทำที่รกร้างว่างเปล่า แต่ส่วนแปลงที่มีผู้ทำอยู่ ผู้ทำคงถือที่เสมอไป ฝ่ายศักดินานั้นเป็นที่ทราบแล้วว่าในสมัยกรุงศรีอยุุธยาข้าราชการไม่ได้รับระราชทานไร่นามบรรดาศักดิ์จริง เป็นแต่วิธีแสดงลำดับบรรดาศักดิ์ซึ่งทำให้{{ปตปต|เกิด}}เอกสิทธิในระหว่างบุคคลก็จริงอยู่ แต่ไม่เกี่ยวกับการยึดถือที่ดินมากน้อย<ref>ตามความเห็นของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ศักดินานั้นดั้งเดิมหาได้หมายถึงจำนวนไร่ที่ข้าราชการรับพระราชทานตามบรรดาศักดิ์ไม่ แต่หมายถึงจำนวนไร่ที่อนุญาตให้ซื้อได้ (คำอธิบายเรื่อง[[พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา (2457)|พระราชพงศาวดาร ฉะบับพระราชหัดถเลขา]] หน้า ๔๖๓)</ref> ตามพระอัยยการตำแหน่งนาพลเรือนเห็นได้ว่าแม้พวกยาจก วรรณิพก และทาษ ก็มีศักดินา ๕ ไร่ ซึ่งความจริงบุคคลเหล่านี้ตามสภาพของตนแล้วไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดิน<noinclude>{{สต}}
{{รกออ}}
{{ซ|ม.ธ.ก.}}</noinclude>
knjl3al1icvtvf7a2wihbsao6nnu192
หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/75
250
91264
295816
295766
2026-09-19T12:29:52Z
Vesperstelo
11696
295816
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" /></noinclude>{{ลห|e2|มูลคดีในพระธรรมศาสตร์และในบทกฎหมายสอบกัน|140}}
{{สต|7em}}
{{กสต|มูลคดีแห่งผู้พิพากษา ๑๐|120}}
{| class="wikitable" style="margin:auto; border:none;"
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อินฺทภาโส
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|หลักอินทภาษ
|rowspan="10" style="border-right:none; border-top:none; border-bottom:none;"|อยู่ในกฎหมายลักษณะ
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อินทภาษ
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๒
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|{{ตตฉ|ธมฺมานุณฺโณ|ธมฺมานุญฺโญ}}
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|การประทับฟ้องโดยสมควรแก่กระทรวง
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ธรรมนูญ
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๓
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|สกฺขิ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องพะยาน
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|พะยาน
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๔
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|สกฺขิเฉทโก
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องตัดพะยาน
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๕
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อญฺญมญฺญปฏิภาโส
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องแก้ต่างว่าต่าง
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๖
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปฏิภาณเฉทโก
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องตัดสำนวน
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๗
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อฏฺฏคาโห
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องรับฟ้อง
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|{{ตตฉ|๗|๘}}
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อฏฺฏกูโฏ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องประวิงความ
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๙
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ทณฺโฑ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องทอดซึ่งอาญาและสินไหมพินัย
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|กรมศักดิ์
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๐
|style="border-top:none; border-bottom:none;"|โจทกเฉทโก
|style="border-top:none; border-bottom:none;"|เรื่องตัดฟ้อง
|style="border-top:none; border-left:none; border-bottom:none; border-right:none;"|รับฟ้อง
|-
|}
{{กสต|มูลคดีวิวาท ๒๙|120}}
{| class="wikitable" style="margin:auto; border:none;"
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อิณฺณํธนํ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักษณะวิวาทด้วยกู้หนี้ถือสินกัน
|rowspan="9" style="border-right:none; border-top:none; border-bottom:none;"|อยู่ในกฎหมายลักษณะ
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|กู้หนี้
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|รญฺโญธนโจรหารํ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักฉ้อบังประบัดผลัดเปลี่ยนพระราชทรัพย์
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อาญาหลวง
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| โดยไม่ออกชื่อในภาษามคธ และรวมกับมูลคดีวิวาทที่ ๑๗
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๓
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อธมฺมทายชฺชวิภตฺตภาคํ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|แบ่งปันมฤดก{{ตตฉ|มิใด้|มิได้}}เป็นธรรม
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|มฤดก
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๔
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปรสฺสทานํคหณํปุเนว
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ให้ทรัพย์แก่ท่านแล้วกลับคืน
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยมีชื่อภาษามคธว่า ธนลกฺขณํ
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๕
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ภตฺติก
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักษณะวิวาทด้วยเป็นลูกจ้างท่านแลวานท่านไป
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยไม่ออกชื่อภาษามคธ
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๖
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อกฺขปฺปฏิจารธูต
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เป็นนักเลงเล่นเบี้ยเล่นสะกาเป็นต้น
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยมีชื่อภาษามคธว่า อภูตพลกฺขณํ
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๗
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ภณฺฑลญฺจเกยฺยาวิกยํ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ซื้อขายกัน
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยไม่ออกชื่อภาษามคธ
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๘
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อวหารํ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|โจร
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|โจร
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๙
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เขตฺตาทิฐานํ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ที่บ้านที่นา
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|<noinclude>{{มปกต}}
|}</noinclude>
eobhs1iks9rgou8fwq2zqohbpyvg7ew
295817
295816
2026-09-19T12:30:28Z
Vesperstelo
11696
295817
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" /></noinclude>{{ลห|e2|มูลคดีในพระธรรมศาสตร์และในบทกฎหมายสอบกัน|140}}
{{สต|7em}}
{{กสต|มูลคดีแห่งผู้พิพากษา ๑๐|120}}
{| class="wikitable" style="margin:auto; border:none;"
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อินฺทภาโส
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|หลักอินทภาษ
|rowspan="10" style="border-right:none; border-top:none; border-bottom:none;"|อยู่ในกฎหมายลักษณะ
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อินทภาษ
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๒
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|{{ตตฉ|ธมฺมานุณฺโณ|ธมฺมานุญฺโญ}}
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|การประทับฟ้องโดยสมควรแก่กระทรวง
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|ธรรมนูญ
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๓
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|สกฺขิ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องพะยาน
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|พะยาน
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๔
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|สกฺขิเฉทโก
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องตัดพะยาน
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๕
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อญฺญมญฺญปฏิภาโส
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องแก้ต่างว่าต่าง
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๖
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปฏิภาณเฉทโก
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องตัดสำนวน
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๗
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อฏฺฏคาโห
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องรับฟ้อง
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|{{ตตฉ|๗|๘}}
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อฏฺฏกูโฏ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องประวิงความ
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|รับฟ้อง
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๙
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ทณฺโฑ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เรื่องทอดซึ่งอาญาและสินไหมพินัย
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-left:none; border-right:none;"|กรมศักดิ์
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-top:none; border-left:none;"|๑๐
|style="border-top:none; border-bottom:none;"|โจทกเฉทโก
|style="border-top:none; border-bottom:none;"|เรื่องตัดฟ้อง
|style="border-top:none; border-left:none; border-bottom:none; border-right:none;"|รับฟ้อง
|-
|}
{{กสต|มูลคดีวิวาท ๒๙|120}}
{| class="wikitable" style="margin:auto; border:none;"
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๑
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อิณฺณํธนํ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักษณะวิวาทด้วยกู้หนี้ถือสินกัน
|rowspan="9" style="border-right:none; border-top:none; border-bottom:none;"|อยู่ในกฎหมายลักษณะ
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|กู้หนี้
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๒
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|รญฺโญธนโจรหารํ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักฉ้อบังประบัดผลัดเปลี่ยนพระราชทรัพย์
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|อาญาหลวง
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"| โดยไม่ออกชื่อในภาษามคธ และรวมกับมูลคดีวิวาทที่ ๑๗
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๓
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อธมฺมทายชฺชวิภตฺตภาคํ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|แบ่งปันมฤดก{{ตตฉ|มิใด้|มิได้}}เป็นธรรม
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|มฤดก
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๔
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ปรสฺสทานํคหณํปุเนว
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ให้ทรัพย์แก่ท่านแล้วกลับคืน
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยมีชื่อภาษามคธว่า ธนลกฺขณํ
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๕
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ภตฺติก
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ลักษณะวิวาทด้วยเป็นลูกจ้างท่านแลวานท่านไป
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยไม่ออกชื่อภาษามคธ
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๖
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อกฺขปฺปฏิจารธูต
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เป็นนักเลงเล่นเบี้ยเล่นสะกาเป็นต้น
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยมีชื่อภาษามคธว่า อภูตพลกฺขณํ
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๗
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ภณฺฑลญฺจเกยฺยาวิกยํ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ซื้อขายกัน
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|โดยไม่ออกชื่อภาษามคธ
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๘
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|อวหารํ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|โจร
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|โจร
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|
|-style="vertical-align:top;"
|style="text-align:right; border-bottom:none; border-left:none; border-top:none;"|๙
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|เขตฺตาทิฐานํ
|style="border-bottom:none; border-top:none;"|ที่บ้านที่นา
|style="border-bottom:none; border-left:none; border-top:none; border-right:none;"|เบ็ดเสร็จ
|style="border-bottom:none; border-top:none; border-right:none;"|<noinclude>{{มปกต}}
|}</noinclude>
r6e2jsn1mbetrbldgoua099l07t39ah