วิกิซอร์ซ
thwikisource
https://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81
MediaWiki 1.47.0-wmf.22
first-letter
สื่อ
พิเศษ
พูดคุย
ผู้ใช้
คุยกับผู้ใช้
วิกิซอร์ซ
คุยเรื่องวิกิซอร์ซ
ไฟล์
คุยเรื่องไฟล์
มีเดียวิกิ
คุยเรื่องมีเดียวิกิ
แม่แบบ
คุยเรื่องแม่แบบ
วิธีใช้
คุยเรื่องวิธีใช้
หมวดหมู่
คุยเรื่องหมวดหมู่
สถานีย่อย
คุยเรื่องสถานีย่อย
ผู้สร้างสรรค์
คุยเรื่องผู้สร้างสรรค์
งานแปล
คุยเรื่องงานแปล
หน้า
คุยเรื่องหน้า
ดัชนี
คุยเรื่องดัชนี
TimedText
TimedText talk
มอดูล
คุยเรื่องมอดูล
Event
Event talk
ดัชนี:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu
252
46551
300821
175264
2026-10-03T09:32:14Z
Vesperstelo
11696
300821
proofread-index
text/x-wiki
{{:MediaWiki:Proofreadpage_index_template
|ประเภท=หนังสือ
|ชื่อ=[[ประชุมพงศาวดาร]]
|ภาษา=th
|เล่ม=[[ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 67 (2480)|ภาคที่ 67]]
|ผู้สร้างสรรค์={{ลผส|สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ}}
|ผู้แปล=
|บรรณาธิการ=
|ผู้วาดภาพประกอบ=
|สถานศึกษา=
|ผู้เผยแพร่={{ลสย|กรมศิลปากร}}; {{ลสย|โรงพิมพ์พระจันทร์}}
|สถานที่=พระนคร
|ปี=2480
|รหัส=
|ISBN=
|OCLC=
|LCCN=
|BNF_ARK=
|ARC=
|จากวารสาร=
|ที่มา=djvu
|ภาพ=1
|ความคืบหน้า=C
|การผสานหน้า=no
|วันที่ตรวจสอบเนื้อหาเสร็จสมบูรณ์=
|หน้า=<pagelist
1to5 = -
6 = ก
7 = ข
8 = -
9 = 1
11to12 = -
13 = 1
1to112 = thai
/>
|ชุดเล่ม={{ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร}}
|จำนวน=
|หมายเหตุ=
|Width=
|Css=
|Header={{ก|{{{pagenum}}}}}
|Footer=
}}
[[หมวดหมู่:ดัชนีประชุมพงศาวดาร]]
nj4192av1v44ubufiphxo7fekqfst8x
300822
300821
2026-10-03T09:32:27Z
Vesperstelo
11696
Vesperstelo ย้ายหน้า [[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf]] ไปยัง [[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu]]: เปลี่ยนชื่อ
300821
proofread-index
text/x-wiki
{{:MediaWiki:Proofreadpage_index_template
|ประเภท=หนังสือ
|ชื่อ=[[ประชุมพงศาวดาร]]
|ภาษา=th
|เล่ม=[[ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 67 (2480)|ภาคที่ 67]]
|ผู้สร้างสรรค์={{ลผส|สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ}}
|ผู้แปล=
|บรรณาธิการ=
|ผู้วาดภาพประกอบ=
|สถานศึกษา=
|ผู้เผยแพร่={{ลสย|กรมศิลปากร}}; {{ลสย|โรงพิมพ์พระจันทร์}}
|สถานที่=พระนคร
|ปี=2480
|รหัส=
|ISBN=
|OCLC=
|LCCN=
|BNF_ARK=
|ARC=
|จากวารสาร=
|ที่มา=djvu
|ภาพ=1
|ความคืบหน้า=C
|การผสานหน้า=no
|วันที่ตรวจสอบเนื้อหาเสร็จสมบูรณ์=
|หน้า=<pagelist
1to5 = -
6 = ก
7 = ข
8 = -
9 = 1
11to12 = -
13 = 1
1to112 = thai
/>
|ชุดเล่ม={{ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร}}
|จำนวน=
|หมายเหตุ=
|Width=
|Css=
|Header={{ก|{{{pagenum}}}}}
|Footer=
}}
[[หมวดหมู่:ดัชนีประชุมพงศาวดาร]]
nj4192av1v44ubufiphxo7fekqfst8x
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/4
250
46552
300813
146191
2026-10-03T09:30:07Z
Vesperstelo
11696
Vesperstelo ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/2]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/4]]: เปลี่ยนชื่อ
146191
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Bitterschoko" /></noinclude>{{กก|{{รมมจ|{{ชว}}หนังสือเรื่องนี้ ข้าพเจ้าสร้างขึ้นเปน|วัตถุที่ระลึกในการทำบุญฉลองอายุ ๗๐ ปี|ของเจ้าจอมมารดาอ่อน ผู้{{ตตฉ|มาดา}}ข้าพเจ้า และ|ฉลองอายุข้าพเจ้าครบ ๔ รอบ ผลคุณจะ|เกิดจากหนังสือนี้มากน้อยเพียงใดก็ตาม|ข้าพเจ้าขออุทิศน้อมเกล้าฯ ถวายล้นเกล้า|ล้นกระหม่อมพระบาทสมเด็จพระจุลจอม|เกล้าเจ้าอยู่หัวปิยมหากษัตราธิราชเจ้า|{{ชว}}วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๐|[[File:Adisai Suriyapha signature.svg|right|170px]]}}}}<noinclude></noinclude>
m6vdwjrnikixai69zuwl6zrp2ad7igs
300831
300813
2026-10-03T09:41:57Z
Vesperstelo
11696
300831
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Bitterschoko" /></noinclude>{{กก|หนังสือเรื่องนี้ ข้าพเจ้าสร้างขึ้นเปนวัตถุที่ระลึกในการทำบุญฉลองอายุ ๗๐ ปีของเจ้าจอมมารดาอ่อน ผู้{{ตตฉ|มาดา}}ข้าพเจ้า และฉลองอายุข้าพเจ้าครบ ๔ รอบ ผลคุณจะเกิดจากหนังสือนี้มากน้อยเพียงใดก็ตาม ข้าพเจ้าขออุทิศน้อมเกล้าฯ ถวายล้นเกล้าล้นกระหม่อมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวปิยมหากษัตราธิราชเจ้า
{{กข|วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๐ <br> อดิศัย สุริยาภา|center}}
|width=50%
}}<noinclude></noinclude>
4q5fnb9dhmzrto6sclbzjs7ai3s66b5
300832
300831
2026-10-03T09:42:18Z
Vesperstelo
11696
300832
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Bitterschoko" /></noinclude>{{กก|หนังสือเรื่องนี้ ข้าพเจ้าสร้างขึ้นเปนวัตถุที่ระลึกในการทำบุญฉลองอายุ ๗๐ ปีของเจ้าจอมมารดาอ่อน ผู้{{ตตฉ|มาดา}}ข้าพเจ้า และฉลองอายุข้าพเจ้าครบ ๔ รอบ ผลคุณจะเกิดจากหนังสือนี้มากน้อยเพียงใดก็ตาม ข้าพเจ้าขออุทิศน้อมเกล้าฯ ถวายล้นเกล้าล้นกระหม่อมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวปิยมหากษัตราธิราชเจ้า
{{กข|วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๐ <br> อดิสัย สุริยาภา|center}}
|width=50%
}}<noinclude></noinclude>
ra2zfzbebxdjtpfn5kzicvn9a5dl6st
300833
300832
2026-10-03T09:42:27Z
Vesperstelo
11696
/* Validated */
300833
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="4" user="Vesperstelo" /></noinclude>{{กก|หนังสือเรื่องนี้ ข้าพเจ้าสร้างขึ้นเปนวัตถุที่ระลึกในการทำบุญฉลองอายุ ๗๐ ปีของเจ้าจอมมารดาอ่อน ผู้{{ตตฉ|มาดา}}ข้าพเจ้า และฉลองอายุข้าพเจ้าครบ ๔ รอบ ผลคุณจะเกิดจากหนังสือนี้มากน้อยเพียงใดก็ตาม ข้าพเจ้าขออุทิศน้อมเกล้าฯ ถวายล้นเกล้าล้นกระหม่อมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวปิยมหากษัตราธิราชเจ้า
{{กข|วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๐ <br> อดิสัย สุริยาภา|center}}
|width=50%
}}<noinclude></noinclude>
d9qwhl6314xksiqcgwhkvq7de8oxprf
300834
300833
2026-10-03T09:42:50Z
Vesperstelo
11696
300834
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="4" user="Vesperstelo" /></noinclude>{{กก|หนังสือเรื่องนี้ ข้าพเจ้าสร้างขึ้นเปนวัตถุที่ระลึกในการทำบุญฉลองอายุ ๗๐ ปีของเจ้าจอมมารดาอ่อน ผู้{{ตตฉ|มาดา}}ข้าพเจ้า และฉลองอายุข้าพเจ้าครบ ๔ รอบ ผลคุณจะเกิดจากหนังสือนี้มากน้อยเพียงใดก็ตาม ข้าพเจ้าขออุทิศน้อมเกล้าฯ ถวายล้นเกล้าล้นกระหม่อมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวปิยมหากษัตราธิราชเจ้า
{{กข|วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๐ <br> อดิสัยสุริยาภา|center}}
|width=50%
}}<noinclude></noinclude>
17rmv70jbtmxgqth0lldyyrek5gp2um
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/5
250
46553
300815
146192
2026-10-03T09:30:26Z
Vesperstelo
11696
Vesperstelo ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/3]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/5]]: เปลี่ยนชื่อ
146192
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Bitterschoko" /></noinclude>[[File:Adisai Suriyapha (1).jpg|center|400px]]
{|
|-
|
|-
|}
{{กก|{{รมมจ|พระเจ้าบรมวงศเธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา|เมื่อพระชันษาครบ ๔ รอบปี|พ.ศ. ๒๔๘๐}}|center}}<noinclude></noinclude>
g61f55u09mhuqsys6bhrpkjl0i1qxkb
300835
300815
2026-10-03T09:43:21Z
Vesperstelo
11696
300835
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Bitterschoko" /></noinclude>[[File:Adisai Suriyapha (1).jpg|center|400px]]
{{ก|พระเจ้าบรมวงศเธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา|120}}
{{ก|เมื่อพระชันษาครบ ๔ รอบปี}}
{{ก|พ.ศ. ๒๔๘๐}}<noinclude></noinclude>
04wb1lyue4sheh9xofcypr95emlctab
300836
300835
2026-10-03T09:43:36Z
Vesperstelo
11696
/* Validated */
300836
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="4" user="Vesperstelo" /></noinclude>[[File:Adisai Suriyapha (1).jpg|center|400px]]
{{ก|พระเจ้าบรมวงศเธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา|120}}
{{ก|เมื่อพระชันษาครบ ๔ รอบปี}}
{{ก|พ.ศ. ๒๔๘๐}}<noinclude></noinclude>
o8tlmx6aqy38x3spr4rqhkbozq0emz2
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/8
250
46554
300817
146193
2026-10-03T09:30:45Z
Vesperstelo
11696
Vesperstelo ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/6]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/8]]: เปลี่ยนชื่อ
146193
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Bitterschoko" /></noinclude>[[File:Adisai Suriyapha (2).jpg|center|600px]]
{|
|-
|
|-
|}
{{กก|{{รมมจ|พระเจ้าบรมวงศเธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา|ฉายกับเจ้าจอมมารดาอ่อน รัชกาลที่ ๕}}|center}}<noinclude></noinclude>
3o1r8wz029ku479teo1un76yspmhquh
300839
300817
2026-10-03T10:02:12Z
Vesperstelo
11696
300839
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Bitterschoko" /></noinclude>[[File:Adisai Suriyapha (2).jpg|center|600px]]
{{ก|พระเจ้าบรมวงศเธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา|120}}
{{ก|ฉายกับเจ้าจอมมารดาอ่อน รัชกาลที่ ๕}}<noinclude></noinclude>
rudvsajmk4ebfqejebobob5mv1kkedm
300840
300839
2026-10-03T10:02:26Z
Vesperstelo
11696
/* Validated */
300840
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="4" user="Vesperstelo" /></noinclude>[[File:Adisai Suriyapha (2).jpg|center|600px]]
{{ก|พระเจ้าบรมวงศเธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา|120}}
{{ก|ฉายกับเจ้าจอมมารดาอ่อน รัชกาลที่ ๕}}<noinclude></noinclude>
fg0oqp8vug1ielzk10vqnh0wnu80lm7
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/11
250
46555
300819
146194
2026-10-03T09:31:01Z
Vesperstelo
11696
Vesperstelo ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/9]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/11]]: เปลี่ยนชื่อ
146194
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Bitterschoko" /></noinclude>[[File:Prachum Phongsawadan (vol 67, 1937, p 9).jpg|center|600px]]<noinclude></noinclude>
h8yarmstsmz2h9nt8bctvyta9gn5pd2
300843
300819
2026-10-03T10:08:51Z
Vesperstelo
11696
300843
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Bitterschoko" /></noinclude>[[File:Prachum Phongsawadan (vol 67, 1937, p 9).jpg|center|600px]]
{{ก|รูปฉายที่หน้ามหาเจดีย์บวรพุทโธ}}<noinclude></noinclude>
mkn2dxpmq2peyy3z0w5a4f1b4m2roum
300844
300843
2026-10-03T10:09:07Z
Vesperstelo
11696
/* Validated */
300844
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="4" user="Vesperstelo" /></noinclude>[[File:Prachum Phongsawadan (vol 67, 1937, p 9).jpg|center|600px]]
{{ก|รูปฉายที่หน้ามหาเจดีย์บวรพุทโธ}}<noinclude></noinclude>
61f3o7nhiu0rprzmpk0tdsgsoqrx970
แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร
10
50847
300810
300135
2026-10-03T09:28:52Z
Vesperstelo
11696
300810
wikitext
text/x-wiki
<!--
#ffa0a0 = สีแดง
#ffe867 = สีเหลือง
#90ff90 = สีเขียว
-->{{รายการแนวนอน|
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (01) 2457.djvu|1]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒) - ๒๔๕๗ b.pdf|2.1]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒) - ๒๔๗๐.pdf|2.2]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (03) 2457.djvu|3]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔) - ๒๔๕๘.pdf|4]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕) - ๒๔๖๐ reorganised.pdf|5]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖) - ๒๔๖๐.pdf|6.1]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖) - ๒๔๗๕ (๑).pdf|6.2ก]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖) - ๒๔๗๕ (๒).pdf|6.2ข]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗) - ๒๔๖๐.pdf|7.1]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗) - ๒๔๖๑.pdf|7.2]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (08) 2460.djvu|8]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๙) - ๒๔๖๑.pdf|9]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๐) - ๒๔๖๑.pdf|10]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (11) 2462.djvu|11]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๒) - ๒๔๖๒.pdf|12]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๓) - ๒๔๖๒.pdf|13]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๔) - ๒๔๗๒ a.pdf|14]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๕) - ๒๔๖๒.pdf|15.1]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๕) - ๒๔๘๑.pdf|15.2]]}}
* {{สพล|#90ff90|[[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (16) 2462.djvu|16.1]]}}
* {{สพล|#90ff90|[[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (16) 2475.djvu|16.2]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๗) - ๒๔๖๓.pdf|17.1]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๗) - ๒๔๖๕.pdf|17.2]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๘) - ๒๔๖๒.pdf|18]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๙) - ๒๔๖๓.pdf|19.1]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๙) - ๒๔๖๓ b.pdf|19.2]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๐) - ๒๔๖๓.pdf|20.1]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๐) - ๒๕๐๖.pdf|20.2]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๑) - ๒๔๖๔.pdf|21]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๒) - ๒๔๖๔.pdf|22]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๓) - ๒๔๖๔.pdf|23]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๔) - ๒๔๖๕.pdf|24]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๕) - ๒๔๖๘.pdf|25]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๖) - ๒๔๖๖.pdf|26]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๗) - ๒๔๖๕.pdf|27]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๘) - ๒๔๖๖ b.pdf|28]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๙) - ๒๔๗๖ a.pdf|29]]}}
*{{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๐) - ๒๔๗๑.pdf|30.1]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๐) - ๒๕๐๑.pdf|30.2]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๑) - ๒๔๖๘.pdf|31.1]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๑) - ๒๔๙๓.pdf|31.2]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๒) - ๒๔๖๘.pdf|32]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๓) - ๒๔๖๙.pdf|33]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๔) - ๒๔๖๙.pdf|34.1]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๔) - ๒๔๗๓.pdf|34.2]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๕) - ๒๔๖๙.pdf|35]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๖) - ๒๔๗๐.pdf|36]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๗) - ๒๔๖๙.pdf|37]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๘) - ๒๔๖๙ c.pdf|38]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๓๙) - ๒๔๙๐.pdf|39]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๐) - ๒๔๗๐.pdf|40]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๑) - ๒๔๗๐.pdf|41]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๒) - ๒๔๗๐.pdf|42]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๓) - ๒๔๗๐.pdf|43]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๔) - ๒๔๗๐.pdf|44]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๕.๑) - ๒๔๗๐.pdf|45ก]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๕.๒) - ๒๔๗๐.pdf|45ข]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๖) - ๒๔๗๑.pdf|46]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๗) - ๒๔๗๑.pdf|47]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๘) - ๒๔๗๒.pdf|48]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔๙) - ๒๔๗๑.pdf|49]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๐) - ๒๔๗๑.pdf|50.1]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๐) - ๒๔๗๔.pdf|50.2]]}}
* {{สพล|#90ff90|[[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (51) 2472.djvu|51]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๒) - ๒๔๗๒ b.pdf|52.1]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๒) - ๒๔๘๒.pdf|52.2]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๒) - ๒๔๙๗.pdf|52.3]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๓) - ๒๔๗๓.pdf|53.1]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๓) - ๒๔๗๖.pdf|53.2]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๔) - ๒๔๗๓.pdf|54]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๕) - ๒๔๗๓.pdf|55]]}}
* {{สพล|#ffe867|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๖) - ๒๔๗๕ b.pdf|56]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๗) - ๒๔๗๕.pdf|57]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๘) - ๒๔๗๕.pdf|58]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕๙) - ๒๔๗๕.pdf|59]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๐) - ๒๔๗๕.pdf|60]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๑) - ๒๔๗๙.pdf|61]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๒) - ๒๔๗๙.pdf|62]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๓) - ๒๔๗๙.pdf|63]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๔) - ๒๔๗๙.pdf|64]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๕) - ๒๔๘๐.pdf|65]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (66) 2480.djvu|66]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu|67.1]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (67) 2481.djvu|67.2]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๘) - ๒๔๘๑.pdf|68]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๙) - ๒๔๘๑.pdf|69]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๐) - ๒๔๘๔.pdf|70]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๑) - ๒๔๘๑.pdf|71]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๒) - ๒๔๘๒.pdf|72]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๓) - ๒๔๙๖.pdf|73]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๔) - ๒๕๐๒.pdf|74]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๕) - ๒๕๐๒.pdf|75]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๖) - ๒๕๐๔.pdf|76]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๗) - ๒๕๐๕.pdf|77]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๘) - ๒๕๐๕.pdf|78]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๙) - ๒๕๐๗.pdf|79]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๘๐) - ๒๕๐๙.pdf|80]]}}
* {{สพล|#ffa0a0|[[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๘๑) - ๒๕๑๐.pdf|81]]}}
}}
{{ซ้าย|{{เล็กลง|[[แม่แบบ:ชุดเล่ม ประชุมพงศาวดาร|แม่แบบ]]}}}}<noinclude> {{documentation}} </noinclude>
74abit3rjmqqxgakwglsjsnewhm6l94
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/2
250
88786
300811
287299
2026-10-03T09:29:40Z
Vesperstelo
11696
Vesperstelo ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/1]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/2]]: เปลี่ยนชื่อ
287299
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" />{{ก|-}}</noinclude>[[File:Thailand Fine Arts Dept Seal.svg|center|170px]]
{{ก|'''เล่าเรื่องไปชะวา'''<br>'''ครั้งที่ ๓'''|300}}
{{ก|นับเป็นประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๗|120}}
{{ก|'''สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ'''|140}}
{{ก|ทรงพระนิพนธ์|120}}
{{สกอ|sp|100}}
{{ก|'''พระเจ้าบรมวงศเธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา'''}}
{{ก|โปรดให้ตีพิมพ์}}
{{ก|ในงานฉลองพระชันษาครบ ๔ รอบปี|110}}
{{ก|และ|90}}
{{ก|'''ในงานฉลองเจ้าจอมมารดาอ่อน รัชกาลที่ ๕ ครบ ๗๐ ปี'''}}
{{ก|เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๐|90}}
{{สกอ|sp|100}}
{{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์}}<noinclude></noinclude>
0pdm09e4mngjb25xnpv04gyqyf80lqy
300824
300811
2026-10-03T09:35:03Z
Vesperstelo
11696
300824
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" /></noinclude>[[File:Thailand Fine Arts Dept Seal.svg|center|170px]]
{{ก|เล่าเรื่องไปชะวา|200}}
{{ก|ครั้งที่ ๓|200}}
{{ก|นับเป็นประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๗|120}}
{{ก|สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ|140}}
{{ก|ทรงพระนิพนธ์|120}}
{{สกอ|sp|100}}
{{ก|พระเจ้าบรมวงศเธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา|110}}
{{ก|โปรดให้ตีพิมพ์}}
{{ก|ในงานฉลองพระชันษาครบ ๔ รอบปี|120}}
{{ก|และ}}
{{ก|ในงานฉลองเจ้าจอมมารดาอ่อน รัชกาลที่ ๕ ครบ ๗๐ ปี|110}}
{{ก|เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๐}}
{{สกอ|sp|100}}
{{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์|110}}<noinclude></noinclude>
7qgwcrptw3m9fmq64ntb4r5vwkewh82
300825
300824
2026-10-03T09:35:15Z
Vesperstelo
11696
300825
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" /></noinclude>[[File:Thailand Fine Arts Dept Seal.svg|center|170px]]
{{ก|เล่าเรื่องไปชะวา|300}}
{{ก|ครั้งที่ ๓|300}}
{{ก|นับเป็นประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๗|120}}
{{ก|สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ|140}}
{{ก|ทรงพระนิพนธ์|120}}
{{สกอ|sp|100}}
{{ก|พระเจ้าบรมวงศเธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา|110}}
{{ก|โปรดให้ตีพิมพ์}}
{{ก|ในงานฉลองพระชันษาครบ ๔ รอบปี|120}}
{{ก|และ}}
{{ก|ในงานฉลองเจ้าจอมมารดาอ่อน รัชกาลที่ ๕ ครบ ๗๐ ปี|110}}
{{ก|เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๐}}
{{สกอ|sp|100}}
{{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์|110}}<noinclude></noinclude>
8pybec8bp08wsf43ktvwhuxxdqq160u
300826
300825
2026-10-03T09:35:41Z
Vesperstelo
11696
300826
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Peatlnwza" /></noinclude>[[File:Thailand Fine Arts Dept Seal.svg|center|170px]]
{{ก|เล่าเรื่องไปชะวา|300}}
{{ก|ครั้งที่ ๓|300}}
{{ก|นับเป็นประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๗|120}}
{{ก|สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ|140}}
{{ก|ทรงพระนิพนธ์|120}}
{{สกอ|sp|100}}
{{ก|พระเจ้าบรมวงศเธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา|120}}
{{ก|โปรดให้ตีพิมพ์}}
{{ก|ในงานฉลองพระชันษาครบ ๔ รอบปี|140}}
{{ก|และ}}
{{ก|ในงานฉลองเจ้าจอมมารดาอ่อน รัชกาลที่ ๕ ครบ ๗๐ ปี|120}}
{{ก|เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๐}}
{{สกอ|sp|100}}
{{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์|120}}<noinclude></noinclude>
jod6jav827untx1posr8eavwh521t08
300827
300826
2026-10-03T09:35:57Z
Vesperstelo
11696
/* Proofread */
300827
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" /></noinclude>[[File:Thailand Fine Arts Dept Seal.svg|center|170px]]
{{ก|เล่าเรื่องไปชะวา|300}}
{{ก|ครั้งที่ ๓|300}}
{{ก|นับเป็นประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๗|120}}
{{ก|สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ|140}}
{{ก|ทรงพระนิพนธ์|120}}
{{สกอ|sp|100}}
{{ก|พระเจ้าบรมวงศเธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา|120}}
{{ก|โปรดให้ตีพิมพ์}}
{{ก|ในงานฉลองพระชันษาครบ ๔ รอบปี|140}}
{{ก|และ}}
{{ก|ในงานฉลองเจ้าจอมมารดาอ่อน รัชกาลที่ ๕ ครบ ๗๐ ปี|120}}
{{ก|เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๐}}
{{สกอ|sp|100}}
{{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์|120}}<noinclude></noinclude>
svtj968h14j71mscn6m03bgamooxo2e
ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 67 (2480)
0
88787
300828
287288
2026-10-03T09:37:32Z
Vesperstelo
11696
แจ้งลบด้วย[[WS:iScript|สจห.]]: อ1 – เพื่อใช้เป็นชื่อหน้า [[เล่าเรื่องไปชวาครั้งที่ ๓]]
300828
wikitext
text/x-wiki
{{ลบ|อ1 – เพื่อใช้เป็นชื่อหน้า [[เล่าเรื่องไปชวาครั้งที่ ๓]]}}
{{ไม่เสร็จ|1|ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf}}
{{หัวเรื่อง
| ชื่อ = [[../]] ภาคที่ 67
| ปี = 2480
| ผู้สร้างสรรค์ =
| บรรณาธิการ =
| ผู้แปล =
| ส่วน = เล่าเรื่องไปชะวา ครั้งที่ 3
| ผู้มีส่วนร่วม = สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
| ก่อนหน้า = [[../ภาคที่ 66/]]
| ถัดไป = [[../ภาคที่ 68/]]
| หมายเหตุ =
| หมวดหมู่ = หนังสืองานศพ/ประชุมพงศาวดาร
}}
<pages index="ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf" include="1"/>
{{คหน}}
{{ลมท}}
bgsgb6t24oez5d205wjjhjabvt5uryd
หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/1
250
92672
300812
2026-10-03T09:29:40Z
Vesperstelo
11696
Vesperstelo ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/1]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/2]]: เปลี่ยนชื่อ
300812
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/2]]<noinclude></noinclude>
ojoy3aduo5ehbpj6zkd15trv5xokju4
หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/2
250
92673
300814
2026-10-03T09:30:07Z
Vesperstelo
11696
Vesperstelo ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/2]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/4]]: เปลี่ยนชื่อ
300814
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/4]]<noinclude></noinclude>
ix9185q80l0uqmzkaoau7rqrn6qmfgd
หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/3
250
92674
300816
2026-10-03T09:30:26Z
Vesperstelo
11696
Vesperstelo ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/3]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/5]]: เปลี่ยนชื่อ
300816
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/5]]<noinclude></noinclude>
rxcttc600swj9yh2sus0eruzshitp1u
หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/6
250
92675
300818
2026-10-03T09:30:45Z
Vesperstelo
11696
Vesperstelo ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/6]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/8]]: เปลี่ยนชื่อ
300818
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/8]]<noinclude></noinclude>
oo1e2y6iv9jo3uho93csnv2hv8bz11j
หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/9
250
92676
300820
2026-10-03T09:31:01Z
Vesperstelo
11696
Vesperstelo ย้ายหน้า [[หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf/9]] ไปยัง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/11]]: เปลี่ยนชื่อ
300820
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="" /></noinclude>#เปลี่ยนทาง [[หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/11]]<noinclude></noinclude>
19ed0702dxbdlh9wjf9gf6wim353u6t
ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf
252
92677
300823
2026-10-03T09:32:27Z
Vesperstelo
11696
Vesperstelo ย้ายหน้า [[ดัชนี:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๖๗) - ๒๔๘๐.pdf]] ไปยัง [[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu]]: เปลี่ยนชื่อ
300823
proofread-index
text/x-wiki
#REDIRECT [[ดัชนี:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu]]
ma6oq9l7cq8mgu7bxmcdqempcqz470c
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/1
250
92678
300829
2026-10-03T09:39:45Z
Vesperstelo
11696
/* Proofread */
300829
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="3" user="Vesperstelo" /></noinclude>[[File:Thailand Fine Arts Dept Seal.svg|center|170px]]
{{ก|เล่าเรื่องไปชะวา|300}}
{{ก|ครั้งที่ ๓|300}}
{{ก|นับเป็นประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๗|120}}
{{ก|สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ|140}}
{{ก|ทรงพระนิพนธ์|120}}
{{สกอ|sp|100}}
{{ก|พระเจ้าบรมวงศเธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา|120}}
{{ก|โปรดให้ตีพิมพ์}}
{{ก|ในงานฉลองพระชันษาครบ ๔ รอบปี|140}}
{{ก|และ}}
{{ก|ในงานฉลองเจ้าจอมมารดาอ่อน รัชกาลที่ ๕ ครบ ๗๐ ปี|120}}
{{ก|เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๐}}
{{สกอ|sp|100}}
{{ก|พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์|120}}<noinclude></noinclude>
svtj968h14j71mscn6m03bgamooxo2e
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/3
250
92679
300830
2026-10-03T09:39:58Z
Vesperstelo
11696
/* Without text */
300830
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="0" user="Vesperstelo" /></noinclude><noinclude></noinclude>
pmak7u4trln2sfl8ulkswxmwsv9bd1k
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/6
250
92680
300837
2026-10-03T10:00:50Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300837
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" /></noinclude>{{ก|คำนำ|140}}
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา จะทรงบำเพ็ญพระกุศลทักษิณานุปทานอุทิศถวายพระบุพพการี และบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชนมายุครบ ๔ รอบปีบริบูรณ์ ในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๐ มีพระประสงค์จะทรงพิมพ์หนังสือเป็นของชำร่วยเป็นมิตรพลีแด่ผู้แสดงไมตรีจิตต์เนื่องในงานนั้น ตรัสขอให้กรมศิลปากรช่วยเลือกหาหนังสือและจัดการตีพิมพ์ถวาย กรมศิลปากรมีความยินดีที่ได้มีโอกาสร่วมในงานพระกุศลนี้ ได้พิจารณาเลือกหาหนังสือเพื่อให้เหมาะแก่งาน ระลึกได้ว่าเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงพระนิพนธ์หนังสือ “เล่าเรื่องไปชะวาครั้งที่ ๓” ถวายสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยิกาเจ้า เป็นของเฉลิมพระขวัญ ในมงคลสมัยพระชนมายุครบ ๖ รอบ
หนังสือเรื่องนี้ ได้ทรงรวบรวมข้อความทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวด้วยประเทศชะวาไว้ชัดเจน ให้ความรู้กว้างขวางออกไปจากที่ปรากฎมาแล้วในภาษาไทยแห่งใดๆ ถ้ามีโอกาสจัดตีพิมพ์ขึ้นก็จะเป็นวิทยาทาน เป็นการเกื้อกูลความรู้แก่กุลบุตรและนักศึกษา แต่การพิมพ์หนังสือเรื่องนี้จะต้องกราบทูลสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยิกาเจ้า เพื่อขอ<noinclude></noinclude>
kqw3rnykbbigkdkf922p4s35baq0pob
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/7
250
92681
300838
2026-10-03T10:01:43Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300838
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|ข}}</noinclude>พระราชทานอนุญาตก่อน กรมศิลปากรได้นำความปรารภข้างต้นนี้กราบทูลพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา และในที่สุดสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยิกาเจ้า ก็โปรดพระราชทานอนุญาตให้ตีพิมพ์หนังสือเรื่องนี้ขึ้นได้ พระกรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าฯ
กรมศิลปากรถือโอกาสนี้ตั้งสัตยาธิษฐานขออำนาจพระรัตนตรัย และพระกุศลจริยาที่ได้ทรงบำเพ็ญในวารนี้ สำเร็จเป็นอิฐมนูญผลแด่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา ขอให้ทรงเจริญพระชันษายิ่งร้อยปี มีพระอนามัยสมบูรณ์พูนสุขไม่เสื่อมทราม และขอผลแห่งพระกุศลทักษิณานุปทานอันงามจงเผล็ดผลแด่พระบุพการี มีอาทิสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า สมควรแก่คติอุปบัตินั้นๆ เทอญ.
{{กข|{{ขนอ|120%|กรมศิลปากร}} <br> ๒๑ มกราคม ๒๔๘๐|center}}<noinclude></noinclude>
lbv2aiiuv14ern7e6i83j8x08q466m1
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/9
250
92682
300841
2026-10-03T10:07:02Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300841
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" /></noinclude>(สำเนา)
Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang.
วันที่ ๓๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗
กราบบังคมทูลทรงทราบฝ่าละอองพระบาท
วันที่ ๑๐ กันยายน ปีจอ พ.ศ. ๒๔๗๗ นี้เป็นวันเฉลิมพระชันษาของใต้ฝ่าละอองพระบาท ชนมายุยั่งยืนมาครบ ๖ รอบปีบริบูรณ์ เป็นอภิลักขิตมงคลอันใคร ๆ จะพึงประสบได้ด้วยยากยิ่ง อาศัยพระราชกุศลสัมมาปฏิบัติและพระบารมีบุญญาภินิหาร จึงได้ทรงประสบศุภมงคลนั้น ข้าพระพุทธเจ้ามีความชื่นชมโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง
แต่ก่อนมาเมื่อถึงวันเฉลิมพระชันษาของใต้ฝ่าละอองพระบาท ข้าพระพุทธเจ้าได้เคยไปเฝ้าถวายพระพรเป็นนิจ เว้นแต่เมื่อไม่สามารถจะไปได้ และเมื่อเฉลิมพระชันษาครบ ๕ รอบกับเมื่อพระชันษาครบ ๗๐ ปี ข้าพระพุทธเจ้าได้เคยให้ทำสิ่งของเฉลิมพระขวัญ ทูลเกล้าฯ ถวายสนองพระคุณมาทั้ง ๒ ครั้ง แต่ในครั้งนี้ข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถจะไปเฝ้าได้ ด้วยประจวบเวลาออกมาอยู่บ้านอื่นเมืองไกล และไม่มีกำลังพาหนะที่จะสร้างสิ่งอันใดอื่นเป็นของเฉลิมพระขวัญ ทูลเกล้าฯ ถวายได้ตามประสงค์เหมือนเช่นเคย จึงอาศัยโอกาสที่ได้ไปเมืองชะวาอีกครั้งหนึ่ง<noinclude></noinclude>
h9czvj1ho87j6d7e0zmluxzhnun5bhm
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/10
250
92683
300842
2026-10-03T10:08:18Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300842
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|- ๒ -}}</noinclude>เมื่อเร็ว ๆ นี้ พยายามแต่งหนังสือ “เล่าเรื่องไปชะวาครั้งที่ ๓” ขึ้นด้วยน้ำภักดิ์น้ำแรง ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายฉะบับแรกแด่ใต้ฝ่าละอองพระบาท เป็นของเฉลิมพระขวัญในวันเฉลิมพระชันษาครบ ๖ รอบ และทูลถวายพระพรทางโทรเลขโดยความจำเป็น หวังด้วยเกล้าฯ ว่าหนังสือซึ่งข้าพระพุทธเจ้าแต่งถวาย จะพอเป็นเครื่องประดับพระปรีชาญาณและสำราญพระราชหฤทัย ในเวลาที่ทรงอ่านได้บ้าง
ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายพระพรต่อใต้ฝ่าละอองพระบาท ให้ทรงเจริญพระชนมายุยั่งยืนต่อไปให้ช้านาน ทั้งให้ทรงเป็นสุขสำราญปราศจากสรรพวิบัติอุปัทวันตราย ได้เสด็จสถิตย์เป็นประธานในราชสกุล และทรงเชิดชูพระเกียรติยศของพระบรมราชจักรีวงศ์สืบไปเป็นนิจ เทอญ.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าฯ
(พระนาม)
ขอประทานทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า<noinclude></noinclude>
gziluky7tg0us4bj9dv2b4g900sh9gh
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/13
250
92684
300845
2026-10-03T10:13:58Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300845
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" /></noinclude>เล่าเรื่องไปชะวาครั้งที่ ๓
แต่ก่อนมา ข้าพเจ้าได้เคยตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปเมืองชะวา ๒ ครั้ง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๘ ครั้งหนึ่ง และต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ อีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ไปตามเสด็จครั้งหลังเวลาล่วงมาถึง ๓๓ ปี จึงมีโอกาสได้ไปชะวาอีกครั้งหนึ่งโดยลำพังตนใน พ.ศ. ๒๔๗๗ นี้ เมื่อได้รับปลดชรา พ้นหน้าที่ทั้งปวงออกมาอยู่เมืองปีนังตามสบายได้ ๗ เดือน เหตุที่จะไปชะวาครั้งนี้ เกิดขึ้นด้วยเมื่อเดือนมกราคมปีกลาย ไปส่งเสด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยุโรป ณ เมืองเมดานที่เกาะสุมาตรา ไปพบเจ้านายที่ประทับอยู่เมืองชะวา มีสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์ฯ เป็นต้น ซึ่งพร้อมกันมาส่งเสด็จฯ ทูลกระหม่อมตรัสชวนให้ไปเที่ยวชะวา และให้ไปพักที่ตำหนักของท่านซึ่งสร้างใหม่ ณ เมืองบันดุง ฝ่ายเจ้าหญิงลูกของข้าพเจ้าทั้ง ๓ คนก็อยากไปเห็นเมืองชะวา จึงทูลรับว่าพอถึงระดูแล้งในเกาะชะวา จะไปเฝ้าให้ทันช่วยงานเฉลิมพระชันษาของทูลกระหม่อม ในวันที่ ๒๙ มิถุนายน สมเด็จหญิงน้อยตรัสว่าวันเกิดของข้าพเจ้าก็ก่อนนั้นเพียงสัปดาหะเดียว ให้ไปฉลองวันเกิดที่บันดุงในปีนี้เถิด จะโปรดมีการเลี้ยงประทาน ก็เป็นอันตกลงกำหนดว่าจะไปให้ถึงบันดุงก่อนวันที่ ๒๑ มิถุนายน และจะอยู่ที่บันดุงจนวันที่ ๒๙ มิถุนายน
{{มปก}}<noinclude></noinclude>
chee5wwh9d3b90x1wdh9dcl5jt12ev3
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/14
250
92685
300846
2026-10-03T10:14:37Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300846
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๒}}</noinclude>ครั้นถึงเดือนพฤษภาคมเริ่มกะการที่จะไป ห้างอิสต์เอเซียติคเขารับให้เอเยนต์ของเขาซึ่งมีอยู่ตลอดทางที่จะไป ช่วยเป็นธุระในการเดินทาง กงสุลฮอลันดาที่ปีนังก็บอกไปยังรัฐบาลให้รู้และได้ขอให้กงสุลสยามที่เมืองบะเตเวียบอกเคาวเนอเยเนอราลให้ทราบด้วยอีกทางหนึ่ง แต่เรือที่จะไปนั้นไม่มีเรือที่เดินตรงจากปีนังไปเมืองบะเตเวีย จะต้องไปเรืออื่นจนถึงเมืองสิงคโปร์แล้วจึงลงเรือของบริษัทฮอลันดาจากที่นั่นไปยังเมืองบะเตเวีย ให้สืบดูวันเรือออก ได้ความว่า เรือเมล์ฮอลันดาออกจากสิงคโปร์ทุกวันศุกร์เวลาบ่าย ๑๖ นาฬิกา หาเรือที่จะไปจากปีนังให้เหมาะเวลา อย่าต้องไปค้างคอยเรืออยู่ที่สิงคโปร์ ได้ความว่าเรือเมล์ของบริษัทปีแอนด์โอ ลำชื่อ ราชปุตนะ จะมาถึงปีนังวันพฤหัสบดีที่ ๗ มิถุนายน และจะออกในวันนั้น ไปถึงสิงคโปร์วันศุกร์ที่ ๘ กลางวัน ทันไปลงเรือฮอลันดาออกจากสิงคโปร์ในวันนั้นเอง จึงตกลงให้ว่ากล่าวซื้อตั๋วเรือ และบอกไปให้ทราบที่ชะวาว่าจะไปตามวันที่กะนั้น ผู้ที่จะไปกับข้าพเจ้ามีแต่ลูกหญิงพูนคน ๑ หญิงพิลัยคน ๑ หญิงเหลือคน ๑ กับนายชิตคนรับใช้คน ๑ รวม ๕ คนด้วยกัน อธิบายรายการที่ไปมีดังเล่าต่อไปนี้.
วันพฤหัสบดีที่ ๗ มิถุนายน
เวลาบ่าย ๑๔ น. ขึ้นรถออกจากซินนะมอนฮอล ไปลงเรือราชปุตนะ ซึ่งจอดเทียบท่าอยู่หน้าเมืองปีนัง เพื่อนไทยที่มา<noinclude></noinclude>
2y3xlq0pucb9s9a5693z8r8bp65jukj
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/15
250
92686
300847
2026-10-03T10:15:31Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300847
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๓}}</noinclude>อยู่ปีนังไปส่งกันแทบทั้งนั้น ร่ำลากันแล้วเรือออกเวลา ๑๕ น. แล่นไปทางใต้ตลอดคืน
ฤกษ์ยาตราครั้งนี้ไม่สู้ดี ด้วยเมื่อวันก่อนจะลงเรือ รู้สึกตัวตะครั่นตะครอเหมือนกับจะจับหวัด รุ่งขึ้นเช้าถึงวันจะลงเรือธาตุก็ไม่ปกติ กินยาแล้วไปลงเรือ พอเรือออกจากท่าไปหน่อยหนึ่งก็รู้สึกว่าเป็นอินฟลวนซา (หวัดใหญ่) และได้รับความว่าหญิงพูนกับหญิงเหลือก็เป็นเช่นเดียวกันอีก ๒ คน ต่อมาเมื่อไปถึงชะวาแล้วได้ข่าวว่าพวกที่เหลืออยู่หลังยังซินนะมอนฮอล ก็เป็นอินฟลวนซาอีก ๒ คนถึงล้มหมอนนอนเสื่อ จึงเป็นอันได้ความว่าคงเป็นด้วยไอหวัดใหญ่เเข้บ้านเมื่อก่อนจะไป ถ้ากำหนดวันที่ไปช้าอีกสัก ๒ วัน ก็เห็นจะต้องเลื่อนกำหนด แต่พวกเราที่ไปอาการเป็นอย่างเบาเดินเหินได้ไม่เป็นไรนัก แต่ส่วนข้าพเจ้ากับหญิงเหลืออยู่ในเรือห้องเดียวกัน ถูกซ้ำร้ายด้วยไม่รู้จักใช้ท่อลมที่เขาสูบส่งมาให้ความเย็นที่ในห้องนอนกลางคืนรู้สึกร้อนปล่อยให้ลมเป่าถูกตัวตลอดคืน เช้าขึ้นเลยเป็นโรคปัตตะคาดยึดด้วยกันทั้ง ๒ คน ต้องไปให้หมอรักษาในชะวาหลายวัน จึงว่าฤกษ์ยาตราไม่สู้ดี
ไปในเรือเมล์ปีแอนด์โอครั้งนี้ชวนให้นึกถึงความหลัง ครั้งข้าพเจ้าไปยุโรปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ ก็ไปเรือเมล์บริษัทนี้เหมือนกัน เรือที่ไปจากสิงคโปร์ครั้งนั้น เป็นเรือดาดฟ้าชั้นเดียวขนาดเพียง ๔,๐๐๐ ตัน ยังไม่มีไฟฟ้าหรือห้องเย็น ต้องเลี้ยง<noinclude></noinclude>
6h84iwe8x4ud8jv0rhr81acg4ly1v58
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/16
250
92687
300848
2026-10-03T10:15:55Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300848
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๔}}</noinclude>สัตว์ที่จะกินเป็นอาหารกับทั้งวัวที่สำหรับรีดน้ำนมให้คนโดยสารกินไปในเรือ เรือเมล์สมัยปัจจุบันนี้ใหญ่โต ลำราชปุตนะนี้ถึง ๑๗,๐๐๐ ตัน กินอยู่ราวกับโฮเต็ล ได้ความรู้ปลาดอย่างหนึ่งว่าเรือเมล์ใหญ่ ๆ ที่มีปล่องควัน ๒ ปล่องนั้น ที่จริงเป็นปล่องลวงเสียปล่องหนึ่ง ด้วยเครื่องจักรที่ใช้กันในปัจจุบันนี้มีปล่องควันแต่ปล่องเดียวก็พอ แต่เจ้าของเขาไม่กล้าลดปล่องลง เพราะคนโดยสารชอบไปเรือที่มีหลายปล่อง ด้วยเข้าใจว่ามั่นคงแข็งแรงกว่าเรือปล่องเดียว แม้เรือกำปั่นยนต์ที่ต่อเป็นเรือรับคนโดยสารในสมัยนี้ ก็ทำปล่องขึ้นให้เหมือนเรือไฟปล่องหนึ่งหรือสองปล่อง สำหรับเอาใจคนโดยสารมิให้รังเกียจ ยังดื้อแต่บริษัทอิสต์เอเซียติค ซึ่งริทำกำปั่นยนต์ขึ้นก่อนเพื่อไม่ยอมทำปล่องเช่นนั้น สังเกตดูขนบธรรมเนียมในเรือเมล์เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนแปลงมาก แต่ก่อนถือกันเป็นธรรมเนียมว่าผู้หญิงขวัญอ่อน เพราะฉะนั้น ผู้ชายจะอยู่บนดาดฟ้าในระหว่างเวลาแต่เช้า ๘ น. จนค่ำ ๒๑ น. ร่วมกับผู้หญิง จำต้องแต่งตัวใส่เสื้อทั้งชั้นนอกชั้นในให้สุภาพเรียบร้อย และห้ามมิให้สูบบุหรี่ที่ห้องผู้หญิง แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีข้อบังคับเช่นนั้นแล้ว เพราะผู้หญิงก็ชอบสูบบุหรี่เหมือนผู้ชาย การแต่งตัวจะแต่งอย่างไรผู้หญิงก็ไม่ถือ แม้ผู้หญิงเองก็มักนุ่งกางเกงปะยามาขายาวหรือกางเกงช๊อตขาสั้นอย่างผู้ชาย จึงเป็นอันอนุญาตให้สูบบุหรี่และแต่งตัวไปตามชอบใจ แม้จะใส่เสื้อชั้นในอยู่บนดาดฟ้าก็ได้ทุกเมื่อ คงถือ<noinclude></noinclude>
9tkqhg3w0rb2s5a34o252gr5zxv2m71
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/17
250
92688
300849
2026-10-03T10:16:20Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300849
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๕}}</noinclude>วินัยอย่างเดียวแต่เมื่อเวลากินอาหารเย็นต้องแต่งเครื่องสำหรับเวลาเย็น เพราะกินอาหารแล้วมักมีการเต้นรำบนดาดฟ้าต่อไปจนดึก แต่เวลาเรือทอดอยู่ในอ่าวจะแต่งเครื่องเดินทางก็ได้ เพราะจะไม่ให้ลำบากแก่การขึ้นบก มีประเพณีที่เปลี่ยนใหม่อีกอย่างหนึ่ง แต่ก่อนในเรือเมล์มีประกาศปิดไว้ ห้ามมิให้คนโดยสารให้สินจ้างแก่คนรับใช้ แต่ที่จริงก็ให้กันเป็นสินน้ำใจทุกคน เป็นแต่ต้องลอบให้ ฝ่ายนายเรือก็ทำไม่รู้ เดี๋ยวนี้เลิกประเพณีนั้นแล้วให้กันได้โดยเปิดเผย ว่าโดยทั่วไปเรือเมล์เดี๋ยวนี้ แม้เรียกค่าโดยสารแพงขึ้น ก็สบายกว่าแต่ก่อนมาก.
วันศุกร์ที่ ๘ มิถุนายน
เวลาบ่าย ๑๔ น. เรือราชปุตนะถึงเมืองสิงคโปร์ จอดเทียบท่าที่ตันหยองปากา เอเยนต์ของห้างอิสต์เอเซียติคมารับไปลงเรือแปลนเชียส ของบริษัทเกปีเอมฮอลันดา ซึ่งจอดเทียบท่าอยู่อีกอ่าวหนึ่งในเวลาเดียวกัน ด้วยมีเวลาเพียง ๒ ชั่วโมง จะไปเที่ยวที่ไหนอีกไม่ได้
เวลาบ่าย ๑๖ น. เรือแปลนเชียสออกจากเมืองสิงคโปร์ไปทางช่องเกาะเรียวทางไปชะวา เรือลำนี้ขนาด ๔,๐๐๐ ตัน ต่อสำหรับรับคนโดยสารในระหว่างเมืองสิงคโปร์ เมืองมุนต๊อก เมืองบะเตเวีย เมืองสะมารัง และเมืองสุรไบยา ทำอย่างประณีตคล้ายกับเรือเมล์ใหม่ที่ไปมากับยุโรป เป็นแต่ขนาดย่อมกว่า{{วว}}<noinclude></noinclude>
emhhmac282o4sixck5jywsvgpenjjwk
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/18
250
92689
300850
2026-10-03T10:16:42Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300850
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๖}}</noinclude>และแก้ไขห้องหับให้เหมาะกับเมืองร้อน อยู่สบายดี คนโดยสารชั้นที่ ๑ อยู่กลางลำตอนข้างหน้า ชั้นที่ ๒ อยู่ค่อนข้างท้าย ตอนท้ายเรือทีเดียวสำหรับคนโดยสารชั้นที่ ๓ อยู่แต่กับดาดฟ้าและมีม่านกั้นไม่ให้ปะปนกับชั้นที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งไปมาถึงกันได้ เรือบริษัทเกปีเอมนี้เรียกค่าโดยสารอยู่ข้างแพง เพราะมีแต่บริษัทเดียวที่เดินเรือรับคนโดยสารในน่านน้ำตามหมู่เกาะชะวา.
วันเสาร์ที่ ๙ มิถุนายน
เรือแล่นถึงช่องเกาะบังกาแต่เช้า หยุดรับส่งคนโดยสารที่หน้าเมืองมุนต๊อกที่เกาะบังกาแล้วแล่นต่อไป ตอนค่ำเกิดเหตุร้ายขึ้นในเรือ ด้วยแขกบาตั๊กชาวเกาะสุมาตราคน ๑ ซึ่งไปในชั้นที่ ๓ เกิดเสียจริตถึงฆ่าคนโดยสารชั้นเดียวกันตายคน ๑ แต่นายเรือเขาจับตัวคนเสียจริตขังและทิ้งศพคนตายได้อย่างเงียบ คนโดยสารชั้นที่ ๑ และที่ ๒ เกือบจะไม่มีใครรู้ว่าเกิดเหตุนั้น ที่รู้ถึงหูพวกเราเพราะค่ำวันนั้นเผอิญหญิงพูนกับหญิงเหลือซึ่งอยู่ห้องเดียวกันสั่งให้เอาอาหารเย็นไปให้กินที่ในห้อง พอบ๋อยจีนยกอาหารเข้าไปขอให้ปิดประตูใส่กลอน เธอตกใจใต่ถาม จึงได้ความว่ามีคนบ้าฆ่าคนตายข้างท้ายเรือ กลัวมันจะวิ่งผลุนผลันเข้ามาในห้อง ค่ำวันนี้ตอนดึกแล่นเรือรอไปช้า ๆ หลายชั่วโมงเพราะใกล้จะถึงเกาะชะวา กัปตันประสงค์จะเข้าทอดท่าต่อสว่าง.
{{มปก}}<noinclude></noinclude>
m63tjkp644nxxxnxgzok9j6ms686vlc
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/19
250
92690
300851
2026-10-03T10:17:21Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300851
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๗}}</noinclude>วันอาทิตย์ที่ ๑๐ มิถุนายน
พอรุ่งสว่างถึงปากอ่าวตันหยองเปรียก เกาะชวา เรือเข้าเทียบท่าขึ้นเมืองบะเตเวียเวลา ๗ น. ทูลกระหม่อมชายกับมิสเตอร์ครูเดนกงสุลสยามและมิสเตอร์มะเครเกอผู้แทนบริษัทอิสต์เอเซียติคมารับถึงเรือ มิสเตอร์ไมเคลรีดกงสุลอังกฤษที่เคยคุ้นกันในกรุงเทพฯ ทราบว่าเราจะไป ก็มีแก่ใจมารับด้วย ไม่ทราบว่าด้วยเหตุใดกิตติศัพท์รู้ไปถึงพวกหนังสือพิมพ์ ให้ช่างมาคอยถ่ายรูปเป็นหลายคน กงสุลสยามบอกว่าเคาวเนอเยเนอราลขอเชิญให้ข้าพเจ้ากับเจ้าหญิงทั้ง ๓ คน ไปกินกลางวันที่วังเมืองบุยเตนซ๊อกในวันอังคารที่ ๑๒ ให้บอกรับและขอบใจแล้วขึ้นจากเรือ ขึ้นรถยนต์ด้วยกันกับทูลกระหม่อมไปยังเมืองบะเตเวียไปพักอยู่โฮเต็ลเดสอินดีสด้วยกัน โฮเต็ลนี้สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเคยประทับ แต่เขารื้อสร้างใหม่ใหญ่โตกว่าเก่ามาก ปลาดอยู่ที่เรือนหลังซึ่งเคยเสด็จประทับนั้น เขายังคงไว้อย่างเดิมไม่แก้ไข เมื่อไปเห็นก็จับใจเหมือนอย่างรำลึกชาติได้ ปรึกษากับทูลกระหม่อม เห็นว่าไม่มีเหตุที่จะพักอยู่เมืองบะเตเวียให้นานวัน จึงตกลงจะค้างแรมแต่คืนเดียว รุ่งขึ้นตอนเช้าจะไปดูพิพิธภัณฑสถานซึ่งอยากดูอยู่นานแล้ว ตอนบ่ายจะย้ายไปเมืองบุยเตนซ๊อกทางรถยนต์ ค้างแรมสำหรับไปดูสวนหลวงในตอนเช้า และไปกินเลี้ยงที่เคาวเนอเยเนอราลตอนกลางวันเวลาบ่าย ทูลกระหม่อมจะโปรดให้รถยนต์มารับไปยังเมืองบันดุง{{วว}}<noinclude></noinclude>
pwkz5s3kkbggg0pqzjchkakfpyjniy2
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/20
250
92691
300852
2026-10-03T10:17:40Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300852
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๘}}</noinclude>ระยะทาง ๓ ชั่วโมงถึงในเย็นวันนั้น ไม่ต้องค้างที่ไหนอีก เมื่อปรึกษากันแล้วในตอนเช้ามีเวลาว่าง ทูลกระหม่อมทรงพาขึ้นรถยนต์ไปเที่ยวดูบ้านเมือง ดูไม่สู้แปลกตากว่าที่ได้เห็นเมื่อ ๓๓ ปีมาแล้วเท่าใดนัก คลองลงเขื่อนอันเป็นต้นแบบคลองตลาดตอนสวนสราญรมย์ก็ยังอยู่ แต่สพานหกเปลี่ยนเป็นสพานเหล็กไปเสียแล้ว สโมสร “คองคอเดีย” อันเป็นต้นแบบของศาลาสหไทยสมาคมก็ยังอยู่อย่างเดิม เป็นแต่ขยายเมืองกว้างขวางออกไปกว่าแต่ก่อนมาก เย่าเรือนที่สร้างใหญ่โต เป็นอย่างใหม่ก็มีแต่โฮเต็ลกับอาคารต่าง ๆ เช่นธนาคารเป็นต้น เรือนคนอยู่ยังเป็นแบบเก่าอยู่นั่นเอง สิ่งซึ่งทอดทิ้งให้เลวลงกว่าแต่ก่อนก็มี ที่สำคัญคือท้องสนามหลวงที่เรียกว่า “กอนนิงสเปลน” ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรด ถึงทรงจำแบบมาทำท้องสนามหลวงในกรุงเทพฯ แต่ก่อนเป็นสิ่งที่สง่างามยิ่งนัก แต่เดี๋ยวนี้ทอดทิ้งปล่อยให้ต้นไม้ใหญ่ ๆ ที่รายรอบล้มตายหายสูญไปเสียมาก ที่ปลูกแซมก็ไม่บำรุง แม้ในตัวสนามเองก็ปล่อยให้ปลูกสร้างเรือนโรงอะไรลงหลายอย่าง ตรงที่ยังว่างก็ทิ้งราวกับที่ร้างน่าเสียดาย มีอะแควเรียมที่เลี้ยงปลาต่าง ๆ ตั้งขึ้นใหม่แห่งหนึ่ง น่าดูแต่ก็ไม่ใหญ่โตเท่าใดนัก
เวลาบ่าย มิสเตอร์ฟิตสมอริส กงสุลเยนอราลอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้คุ้นเคยกันมาแต่อยู่ในกรุงเทพฯ มาหา แล้วขึ้นรถยนต์<noinclude></noinclude>
6hcv4cqn3e6t8tc58wf24rf739wf0mv
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/21
250
92692
300853
2026-10-03T10:22:56Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300853
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๙}}</noinclude>ไปเที่ยวดูเมืองอีกครั้งหนึ่ง เลยไปเยี่ยมตอบขอบใจกงสุลไทยและกงสุลอังกฤษ กับผู้อื่นที่ไปรับด้วย
ทูลกระหม่อมชายจะเสด็จไปด้วยอากาศยานพรุ่งนี้เช้า กลับไปคอยอยู่ที่เมืองบันดุง
วันจันทร์ที่ ๑๑ มิถุนายน
เวลาเช้า ๑๐ น. ไปดูพิพิธภัณฑสถาน การที่จะไปนี้กงสุลได้ไปบอกไว้ พวกกรรมการสภาโบราณคดีมีศาสตราจารย์วันกันและดอกเตอร์บอตช์ นักปราชญ์คนสำคัญ กับพวกกรรมการพร้อมกันมาคอยรับ เพราะเขาเคยได้ยินชื่อข้าพเจ้าเมื่อเป็นนายกราชบัณฑิตยสภา พาไปนั่งในห้องประชุมเชิญให้ลงนามไว้ในสมุดสำหรับลงนามคนสำคัญก่อน (และเมื่อข้าพเจ้ากลับมาถึงเมืองปีนังแล้ว มีจดหมายบกมาว่าในคราวประชุมสภาครั้งหลัง ได้เลือกข้าพเจ้าให้เป็นสมาชิกกิตติมาศักดิ์ของราชบัณฑิตยสภาเมืองบะเตเวียด้วย) แล้วจึงพาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ข้าพเจ้าขอดูในวันนี้แต่ฉะเพาะห้องของมหัคฆภัณฑ์ ห้องของทองสัมฤทธิ์ กับห้องเครื่องศิลา เพราะมีเวลาน้อย ห้องของมหัคฆภัณฑ์มีเครื่องเพ็ชร พลอย เงิน ทอง ของโบราณต่าง ๆ ห้องนี้ทำทางเข้าออกและมีคนเฝ้ากวดขัน ของโบราณที่จัดไว้ในห้องเป็นของสมัยเมื่อพวกชะวาถือสาสนาอิสลามแล้วมากกว่าของสมัยเมื่อยังถือพระพุทธสาสนาและสาสนาพราหมณ์ มีพระพุทธ<noinclude></noinclude>
dy6ouhmnqm8zo5jdbnhzaind56waupy
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/22
250
92693
300854
2026-10-03T10:23:31Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300854
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๑๐}}</noinclude>รูปและรูปพระโพธิสัตว์ทำด้วยเงินและทองคำหลายองค์ แต่ฝีมือไม่ดีวิเศษสมกับที่ลงทุนทำด้วยเงินทอง ข้าพเจ้าปรารภขึ้นว่าผู้ที่ให้สร้างเห็นจะเป็นแต่เศรษฐีมิใช่ผู้รู้ศิลปศาสตร์ ท่านพวกนักปราชญ์เห็นชอบด้วย แล้วบอกว่าเมื่อมีการแสดงพิพิธภัณฑ์ที่เมืองฝรั่งเศสคราวหลัง ได้คัดเลือกของโบราณในพิพิธภัณฑ์ส่งไปตั้งแสดงหลายสิ่ง เผอิญเกิดไฟไหม้พิพิธภัณฑสถานของประเทศฮอแลนด์ ของโบราณสูญหายไปเสียหลายสิ่ง ทีหลังเห็นจะไม่ยอมส่งไปอีก ห้องของทองสัมฤทธิ์นั้นน่าดูมาก ด้วยมีของสมัยศรีวิชัยเมื่อพวกชะวาถือพระพุทธสาสนาและสาสนาพราหมณ์รวมไว้ในพิพิธภัณฑสถานนี้แปลก ๆ ไม่มีที่อื่นเหมือนของสมัยศรีวิชัยสิ่งใด มีที่พิพิธภัณฑสถานในกรุงเทพฯ ชิ้นหนึ่ง เขามีตั้งสองและสามทั้งนั้น แต่ปลาดอยู่ที่บรรดารูปพระโพธิสัตว์ที่มีในพิพิธภัณฑสถานนี้นับองค์ไม่ถ้วน พิจารณาดูจะหาที่งามยิ่งกว่าหรือแม้แต่ทัดเทียมรูปพระโพธิสัตว์เมืองไชยา ที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑสถานกรุงเทพฯ ไม่มีเลยสักองค์เดียว ถึงกระนั้นถ้าว่าโดยปริมาณ ก็ควรยอมยกย่องพิพิธภัณฑสถานเมืองบะเตเวียนี้ว่า รวบรวมเครื่องทองสัมฤทธิ์สมัยศรีวิชัยไว้ได้มากกว่าที่อื่นหมด มีพระพุทธรูปอินเดียแบบอมรวดีที่ทำจีวรจีบอยู่ในพิพิธภัณฑสถานนี้องค์หนึ่ง ว่าขุดพบที่เกาะกาลีปเมื่อ ๒ ปีมาแล้ว พระพุทธรูปอย่างนี้ปลาดที่ปรากฎว่ามีในประเทศต่าง ๆ แต่ ๔ องค์ คืออยู่ที่พิพิธภัณฑสถานเมืองโคลัมโบในลังกาทวีปองค์หนึ่ง{{วว}}<noinclude></noinclude>
re3itekj0s0lvhd38i4q088p9gr2ynn
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/23
250
92694
300855
2026-10-03T10:24:52Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300855
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๑๑}}</noinclude>อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานเมืองฮานอยองค์หนึ่ง อยู่ในพิพิธภัณฑสถานกรุงเทพฯ องค์หนึ่ง กับอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานเมืองบะเตเวียนี้องค์หนึ่ง นับถือว่าเป็นของวิเศษด้วยกันทั้ง ๔ แห่ง องค์ในกรุงเทพฯ นั้น ขุดพบที่เมืองนครราชสีมา ส่วนเครื่องศิลาของโบราณนั้นจัดตั้งรายไว้ตามระเบียง กระบวนทำรูปภาพต้องยอมว่าฝีมือชะวาทำงามกว่าที่ไหน ๆ หมด และมีมากนับไม่ถ้วน ที่เอามาไว้ในพิพิธภัณฑสถานนี้เลือกมาแต่พอเป็นตัวอย่าง เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปชะวาใน พ.ศ. ๒๔๔๔ รัฐบาลฮอลันดายังไม่ได้จัดรักษาโบราณวัตถุสถาน ถวายอนุญาตให้ทรงเลือกเครื่องศิลาของโบราณเอามากรุงเทพฯ ตามต้องพระราชประสงค์หลายสิ่ง แต่เดี๋ยวนี้เขาจัดการบำรุงรักษาโบราณวัตถุสถานห้ามปรามกวดขันมิให้เอาของโบราณออกจากชะวาแล้ว
เมื่อดูพิพิธภัณฑสถานแล้วกลับไปกินกลางวันที่โฮเต็ล ประเพณีเลี้ยงอาหารกลางวันตามโฮเต็ลในชะวาแปลกกว่าที่อื่นอย่างหนึ่งที่ให้กินเข้าอย่างชะวา (คล้าย ๆ กับกินอย่างไทย) ก่อน แล้วจึงให้กินกับเข้าฝรั่งแถมเมื่อภายหลัง อธิบายว่า ชาวต่างประเทศที่ไปอยู่เมืองชะวาถ้ากินอาหารเหมือนกับชาวเมืองถูกกับอากาศธาตุไม่วิปริต ที่มีกับเข้าฝรั่งแถมท้ายไว้สิ่งหนึ่งนั้นสำหรับคนไปอยู่ใหม่ ยังไม่คุ้นกับอาหารชะวา เมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปก็เช่นนั้น ไทยเรากินกันจนออกเบื่อเพราะทำกับเข้าซ้ำ ๆ กันทุกวัน แต่เดี๋ยวนี้เห็นจะเป็นเพราะมีชาวต่างประเทศ<noinclude></noinclude>
011u8wke77bf4zmqr8p3cmvzaxt19k8
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/24
250
92695
300856
2026-10-03T10:25:27Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300856
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๑๒}}</noinclude>ไปอยู่และไปเที่ยวมากขึ้น เขาจัดการแก้ไขถามคนกินก่อนทุกวันว่าจะพอใจกินเข้าหรือจะกินอาหารอย่างฝรั่ง ถ้าจะกินอาหารฝรั่งเขาก็เลี้ยงอย่างฝรั่งแต่ต้นจนปลาย ต่อบอกว่าจะกินเข้าจึงเลี้ยงตามกระบวนที่กล่าวมาก่อน แต่เพิ่มเติมกับเข้าขึ้นมากมายหลายอย่าง มีคนยกจานอาหารที่เลี้ยงเดินตามกันมาราวกับกระบวนแห่ แต่อาหารที่เลี้ยงเวลาอื่นเลี้ยงอย่างฝรั่งทั้งนั้น การเลี้ยงอาหารในโฮเต็ลนั้น ใครตื่นเช้าก่อน ๘ น. มีน้ำชากาแฟกับผลไม้มาให้กินรองท้องที่ห้องอยู่ ถึงเวลา ๘ น. ไปจน ๙.๓๐ น. ตั้งอาหารเช้าที่ห้องใหญ่สำหรับเลี้ยง ของเลี้ยงมีน้ำชา กาแฟ นม เนย ขนมปัง ไข่ไก่ กับเนื้อเย็นและผลไม้ ถึงเวลา ๑๒.๓๐ น. ไปจน ๑๔ น. เลี้ยงอาหารกลางวันดังกล่าวมาแล้ว (ตั้งแต่เวลา ๑๔ น. ไปจน ๑๖ น. นอนกลางวันกันหมด แม้จนคนรับใช้) เวลา ๑๖.๓๐ น. ไปจน ๑๗.๓๐ น. เลี้ยงน้ำชากับขนม ถึงเวลา ๑๙.๓๐ น. ไปจน ๒๑ น. เลี้ยงอาหารเย็น การเลี้ยงอาหารเวลาเย็นก็เปลี่ยนแปลกกับแต่ก่อนอย่างหนึ่ง เขาว่าพึ่งเกิดขึ้นในชะวาไม่ช้านัก แต่เดิมมาถ้าใครเชิญเพื่อนฝูงไปกินอาหารเย็นที่โฮเต็ล ย่อมแต่งตัวเครื่องเวลาเย็นไปพร้อมกันเมื่อใกล้กำหนดเวลากินอาหาร กินแล้วก็นั่งสนทนาหรือเล่นอะไรกันต่อไปจน ๒๒ หรือ ๒๓ น. แล้วกลับบ้าน แต่เดี๋ยวนี้เครื่องแต่งตัวเวลาเย็นเป็นอันเลิก จะแต่งตัวอย่างไร ๆ ก็ได้ แต่เปลี่ยนเวลาไปพร้อมกันแต่หัวค่ำ นั่งสนทนาดื่มค๊อกเตลกันไปจนจวน ๒๑ น. จึงเข้านั่งกินอาหาร กิน<noinclude></noinclude>
e1uw6vs52a1hkl6nle0m213ps8v5s59
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/25
250
92696
300857
2026-10-03T10:25:59Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300857
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๑๓}}</noinclude>แล้วต่างก็กลับบ้าน เว้นแต่พวกรักสนุกจึงอยู่เล่นเต้นรำกันต่อไปจนดึกถึง ๒ หรือ ๓ น. ตามโฮเต็ลใหญ่ย่อมมีมโหรีเครื่องสายสำหรับบรรเลงทั้งเวลาเลี้ยงกลางวันและเลี้ยงค่ำ แล้วทำเพลงให้เต้นรำด้วยทุกแห่ง กินกลางวันแล้วมานอนพักจนบ่าย ๑๖ น. ขึ้นรถยนต์ออกจากเมืองบะเตเวียระยะทางรถยนต์แล่นชั่วโมงเศษถึงเมืองบุยเตนซ๊อก ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา สูงกว่าระดับทะเล ๙๐๐ ฟีต อากาศเย็นกว่าที่เมืองบะเตเวีย จึงเป็นที่ตั้งวังที่อยู่ของเคาวเนอเยเนอราลสืบมาช้านาน เดิมหมายจะไปพักโฮเต็ลเบลวูที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเคยประทับ แต่ได้ความว่าเวลานี้กำลังปิดเพื่อจัดการใหม่ จึงไปอยู่โฮเต็ลชื่อเบลวูดิบเบต เป็นโฮเต็ลใหม่ตั้งอยู่ใกล้บริเวณวังเคาวเนอเยเนอราล.
วันอังคารที่ ๑๒ มิถุนายน
เวลาเช้าไปดูสวนหลวง สวนหลวงที่เมืองบุยเตนซ๊อกนี้ขึ้นชื่อลือนามว่าจัดดี มีพรรค์ไม้ต่าง ๆ มากกว่าสวนหลวงของประเทศอื่น ๆ ทางตะวันออกนี้ทั้งสิ้น เพราะได้ตั้งและรัฐบาลเอาใจใส่ทำนุบำรุงมากว่าร้อยปี ใครไปถึงเมืองบุยเตนซ๊อกก็ต้องไปดูทั้งนั้น แต่ไปดูคราวนี้เห็นอยู่ข้างจะร่วงโรยไปสักหน่อย ได้ยินว่าเพราะรัฐบาลต้องลดเงินค่ารักษาสวนลงในเวลาเศรษฐกิจกำลังฝืดเคือง ถึงเวลาจวน ๑๓ น. ขึ้นรถไปที่วัง เคาวเนอเยเนอราลชื่อ ยองเกียเดอยอง คอยรับอย่างรับแขกเมืองมีบันดาศักดิ์ เลี้ยงที่ห้องท้อง<noinclude></noinclude>
h84i98wyd3zid2yoitstghj18cwww9o
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/26
250
92697
300858
2026-10-03T10:26:20Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300858
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๑๔}}</noinclude>พระโรง จัดอย่างเลี้ยงในครัวเรือนนอกจากภรรยากับบุตรชายหญิงและนายทหารคนสนิท มีแต่เลขานุการของรัฐบาลกับภรรยาและเชิญบารอนเนสเซสิเลียวันตูล นางพระกำนัลของสมเด็จพระราชินีพันปีหลวงประเทศฮอแลนด์ ซึ่งได้เคยรู้จักกับข้าพเจ้าและเจ้าหญิงพูนหญิงพิลัยมาแต่ไปเฝ้า พ.ศ. ๒๔๗๓ อีกคนหนึ่ง กับพวกเราอีก ๔ คน นึกว่าตั้งแต่ข้าพเจ้าไปเฝ้าทรงรู้จักแล้ว สมเด็จพระราชินียังทรงแสดงพระเมตตาต่อมาเสมอ ข้าพเจ้าจึงเขียนโทรเลขขอให้เคาวเนอเยเนอราลส่งไปถวายว่า ข้าพเจ้าขอทูลให้ทรงทราบว่าได้มาชะวาอีกครั้ง ๑ กับลูกหญิง และเคาวเนอเยเนอราลได้ต้อนรับ ณ เมืองบุยเตนซ๊อกในวันนั้น ต่อมาอีก ๒ วัน สมเด็จพระราชินีพระราชโทรเลขตอบมาว่าทรงยินดีที่ทราบว่าไปชะวาและหวังพระราชหฤทัยว่าจะเป็นสุขสบายทั้งตัวข้าพเจ้าและเจ้าหญิงตลอดเวลาที่อยู่ในชะวา ส่วนเคาวเนอเยเนอราลนั้นรับจะสั่งเจ้าหน้าที่ตามหัวเมืองที่จะไปให้เอาเป็นธุระให้ความสดวกแก่ข้าพเจ้าทุกแห่ง เมื่อเลี้ยงแล้วเรียกช่างชักรูปมาถ่ายรูปหมู่ แล้วคุณหญิงของเคาวเนอเยเนอราลส่งมาแจกให้ไว้เป็นที่ระลึกด้วย เมื่อเสร็จการเลี้ยงแล้วกลับมาพักที่โฮเต็ลครู่หนึ่ง พอบ่าย ๑๕.๓๐ น. ก็ขึ้นรถยนต์ที่ทูลกระหม่อมให้มารับ กับจ้างรถยนต์บรรทุกหีบผ้าอีกรถหนึ่ง ออกจากเมืองบุยเตนซ๊อกไปเมืองบันดุงทางตำบลสินดันไลยะ ทางนี้สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเคยเสด็จประพาส แต่ย้อนทางกับที่เราไปวันนี้ เวลานั้นยังไม่มีรถยนต์ เสด็จ<noinclude></noinclude>
i7mmd6unt9hn2thjj46u45jojjfb2ua
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/27
250
92698
300859
2026-10-03T10:26:41Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300859
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๑๕}}</noinclude>ทรงรถไฟออกจากเมืองบุยเตนซ๊อกแต่เช้าไปลงที่เมืองตันยอ แต่นั้นทรงรถเทียมม้าคู่ต่อไป เมื่อถึงทางขึ้นภูเขาบางแห่ง ต้องเอาควายหลายตัวเข้าผูกล่ามลากทั้งม้าและรถขึ้นไปจนพ้นที่ชัน ไปถึงจวนที่พักของเคาวเนอเยเนอราลที่ตำบลจิปานะเอาจวนบ่าย ประพาสแล้วทรงรถข้ามเทือกเขากลับมาถึงเมืองบุยเตนซ๊อกจน ๒๒ น. อดเข้าเย็นกันทั้งกระบวน ข้าพเจ้าเป็นผู้จัดการประพาสในครั้งนั้น ถูกโทษว่าไม่คิดกะเวลาเสียให้ดี จึงจำเรื่องได้ไม่ลืม ไปคราวนี้มีรถยนต์ใช้ขึ้นเขาสูงถึง ๔,๘๐๐ ฟีตได้โดยสดวกไปสักชั่วโมงหนึ่งอย่างว่าไม่ทันรู้สึกตัวก็ถึงสินดันไลยะ คนขับรถชี้บอกให้ดูจวนเคาวเนอเยเอนราล จึงได้รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ไปได้รวดเร็วผิดกับแต่ก่อนมาก ทูลกระหม่อมพาพระองค์หญิง ๓ พระองค์ เสด็จทรงรถยนต์มาคอยรับที่เรสเตอรองข้างทาง ห่างเมืองบันดุงสักชั่วโมงหนึ่ง ประทานเลี้ยงน้ำชาเครื่องว่างแล้วพาไปเมืองบันดุง ถึงตำหนักที่เสด็จประทับ ๑๘ น. พอพลบค่ำทรงจัดให้อยู่ในตำหนักทั้งพวก ตัวข้าพเจ้าอยู่ห้องเคียงกับห้องที่ท่านบรรธม ลูกหญิง ๓ คนแยกกันอยู่ตามห้องของพระองค์หญิงพระธิดา ได้พบเจ้านายตลอดจนคนอื่นที่เป็นไทยไปอยู่เมืองบันดุงนั้น เกิดปีติยินดีกันทั่วหน้า
ตำหนักทูลกระหม่อมกับเจ้านายที่ประทับอยู่ณเมืองบันดุงนั้น ท่านซื้อที่ดินบนเนินริมถนนที่นคราทรตัดใหม่ นอกเมืองออกไปทางด้านเหนือ อยู่ห่างกลางเมืองบันดุงสัก ๘๐ เส้น{{วว}}<noinclude></noinclude>
6b4nfqbsrf9vbajohnr2qil71hucway
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/28
250
92699
300860
2026-10-03T10:28:54Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300860
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๑๖}}</noinclude>สร้างตำหนัก ๔ หมู่ อยู่ในบริเวณเดียวกันหมด ตำหนักสมเด็จหญิงน้อยให้ชื่อว่า “ดาหาปาตี” (ตามชื่อวังในเรื่องอิเหนา) อยู่ทางข้างเหนือ ตำหนักทูลกระหม่อมเรียกว่า “ประเสบัน” อยู่ต่อไปข้างใต้ ตำหนักกรมหลวงิพยรัตนฯ เรียกว่า “ปันจะรากัน” อยู่ต่อตำหนักประเสบันไปทางตะวันออก แล้วถึงตำหนักหม่อมเจ้าหญิงประสงค์สม เรียกว่า “สตาหมัน” เป็นที่สุด มีครัวไฟ โรงรถ และเรือนมหาดเล็กข้าหลวงอยู่ข้างหลัง มีฉนวนทางเดินถึงกัน ตำหนักเป็นตึกชั้นเดียวตามแบบเรือนฮอลันดา เขตต์บริเวณทำกำแพงแต่ทางด้านข้างกับด้านหลัง แต่ทางด้านหน้าที่ออกถนนเปิดทำเป็นสวนดอกไม้ไปจนจรดถนน ไม่มีอะไรกีดกั้น แต่สร้างอย่างนั้นเหมือนกันทั้งเมือง เพราะไม่มีใครละลาบละล้วง และรัฐบาลระวังโจรผู้ร้ายดีด้วย.
วันพุธที่ ๑๓ มิถุนายน
เวลาเช้า ๑๐ น. ทูลกระหม่อมพาขึ้นรถยนต์ไปเที่ยวดูเมืองบันดุง เมืองนี้เมื่อตามเสด็จคราว พ.ศ. ๒๔๔๔ ได้เคยอยู่ถึง ๒๐ วัน นานกว่าที่อื่น ๆ เพราะสมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธประชวร แต่เมื่อสมัยนั้นยังเป็นเมืองเล็ก ได้ยินแต่ว่ารัฐบาลฮอลันดาคิดจะมาตั้งเมืองบันดุงเป็นเมืองหลวงขึ้นอีกแห่ง เพราะเห็นว่าเมืองบะเตเวียตั้งอยู่ใกล้ทะเลนัก ถ้าชาติอื่นที่มีกำลังมากในท้องทะเลเช่นอังกฤษเกิดเป็นศัตรูจะต่อสู้รักษายาก เมือง<noinclude></noinclude>
5y3dalyt1f5485yulv1p1h5jelkz9tq
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/29
250
92700
300861
2026-10-03T10:39:39Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300861
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๑๗}}</noinclude>บันดุงเป็นที่ชัยภูมิด้วยอยู่บนเขาห่างทะเล แต่อาจจะไปมากับเมืองอื่น ๆ ในเกาะชะวาโดยทางบกได้สดวก ทั้งพื้นที่ก็กว้างขวางบริบูรณ์ด้วยการเพาะปลูก หากเสียเมืองบะเตเวียก็อาจจะเอาเมืองบันดุงเป็นที่มั่นได้ แต่ในสมัยนั้นได้เริ่มทำตามความคิดเพียงตั้งโรงงานสถานที่ของกรมรถไฟในชะวาอย่างเดียว ไปคราวนี้เห็นสร้างตึกใหญ่โตเป็นสถานสำหรับการต่าง ๆ เพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง เช่นที่ว่าการทหารบกทั้งปวงและวิทยาลัยสำหรับสอนวิชาต่าง ๆ เป็นต้น สำนักกรมอากาศยานก็ตั้งอยู่ที่บันดุงนี้ จึงมีพวกพ่อค้าไปตั้งค้าขายมากขึ้นอีกมาก ใช่แต่เท่านั้น ยังถือกันว่าเมืองบันดุงเป็นที่อากาศดี (ได้สังเกตปรอทในห้องเรือนเมื่อไปพักอยู่คราวนี้ หนาวเพียง ๗๓ ดีกรี ร้อนเพียง ๘๐ ดีกรี แต่เขาว่าฤดูฝน ๆ ตกในตอนเย็นทุกวัน) มีพวกที่ประสงค์จะอยู่ตามสบาย เช่นพวกที่รับเบี้ยบำนาญไปตั้งบ้านเรือนอยู่ประจำ และมีพวกคนไข้เจ็บแปรสถานไปพักรักษาตัวที่เมืองบันดุงมากขึ้นทุกที เวลานี้ว่ามีหมออยู่ที่เมืองบันดุงถึง ๖๐ คน และมีสถานรับพยาบาลตั้งขึ้นหลายแห่ง ดูเมืองบันดุงเห็นจะใหญ่โตกว่าเมื่อมาคราวก่อนสัก ๑๐ เท่า บ้านเรือนก็สร้างใหม่โดยมาก สังเกตได้แต่ตอนเมืองเดิมถนนแคบ ตอนที่ขยายเมืองออกไปทำถนนกว้าง บ้านเมืองที่สร้างใหม่ แม้ยังชอบอยู่เรือนชั้นเดียวตามวิสัยชาวฮอแลนด์ ก็ทำยักเยื้องอย่างประณีตบรรจงงามกว่าแต่ก่อน ตอนที่ขยายใหม่ดูบ้านเรือนคล้าย<noinclude>{{ข|๒}}</noinclude>
84wm470n98loockt7oiqqg4i32pfy3f
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/30
250
92701
300862
2026-10-03T10:40:08Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300862
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๑๘}}</noinclude>กับเมืองฝรั่ง พวกฝรั่งที่อยู่ในเมืองบันดุงเดี๋ยวนี้ก็ประพฤติผิดกับแต่ก่อน แต่ก่อนนี้ผู้หญิงเวลาอยู่บ้านชอบแต่งตัวอย่างชะวา คือใส่เสื้อเอวทำด้วยผ้าขาวขลิบผ้าโปร่ง นุ่งโสร่ง ใส่รองเท้าแตะ ไม่ใช้ถุงเท้า เวลาบ่าย ๆ เมื่อตื่นนอนกลางวันแล้วชอบออกมานั่งเก้าอี้โล้รับแขกที่สนามหน้าเรือน ที่นั่งเก้าอี้โล้นั้น บอกอธิบายว่า เวลาโล้เก้าอี้ตัวถูกลมเย็นสบาย ไม่ต้องใช้คนอื่นให้ชักพัด “ปังกา” เหมือนอย่างอังกฤษ ไปคราวนี้ที่เมืองบันดุงเห็นผู้หญิงแต่งแต่เป็น “แหม่ม” เก้าอี้โล้ก็ไม่มีในบ้านฝรั่ง ยังเห็นอยู่บ้างแต่ในบ้านพวกจีน เขาว่ายังคงใช้ธรรมเนียมเดิมอยู่แต่บ้านนอก.
เห็นของแปลกตาอยู่อย่างหนึ่งซึ่งทำให้คิดถึงสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ถ้ายังเสด็จอยู่ก็ต้องจะถึงถวายรายงาน ด้วยเมื่อเสด็จมาชะวาทอดพระเนตร์เห็นต้นปามอย่างหนึ่ง ซึ่งเขามักปลูกรายสองข้างถนน ปามอย่างนั้นลำต้นที่ตรงโคนป่องโต แล้วค่อยเรียวขึ้นไปจนถึงที่แตกใบคล้ายกับรูปขวดคอยาว ดำรัสเรียกว่า “ปามขวด” โปรดฯ ให้หาพรรค์เข้าไป ได้ปลูกรายไว้รอบกำแพงพระที่นั่งอนันตสมาคมและที่อื่นอีกในสวนดุสิต แต่เมื่อโตขึ้น รูปกลายไปป่องที่กลางลำต้นบ้างเล็กน้อย ไม่เป็นขวดเหมือนที่ในชะวา ทรงปรารภว่าเห็นจะเป็นเพราะดินและอากาศไม่เหมือนกัน ไปคราวนี้ไปเห็นต้นปามขวดที่ปลูกไว้ที่เมืองบันดุงกลายเป็นป่องกลางต้นเหมือนเช่นที่ปลูกในกรุง<noinclude></noinclude>
02by5iu6lagraurbj0zj9iaco468fra
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/31
250
92702
300863
2026-10-03T10:40:28Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300863
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๑๙}}</noinclude>เทพฯ หมดทั้งนั้น ไม่พบปามขวดอย่างเช่นเคยเห็นเมื่อคราวตามเสด็จสักต้นเดียว ดูปลาดนักหนา จะเป็นด้วยต้นปามพวกนั้นมี ๒ ชนิด หรือเป็นด้วยดินฟ้าอากาศทำให้กลายไป น่าสืบเอาความจริง แต่เมื่อคิดว่าจะสืบเอาไปบอกใคร นึกไม่ออก ก็เลยเลิก
วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ มิถุนายน
เวลาเช้า ๙ น. ทูลกระหม่อมพาขึ้นรถยนต์ไปดูภูเขาไฟ “ตันกูปันเปรา” ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือเมืองบันดุง ระยะทางรถยนต์แล่นเกือบ ๒ ชั่วโมงจึงถึง
เมืองบันดุงตั้งอยู่ในแอ่งกลางเหมือนอย่างก้นกะทะ มีเทือกภูเขาสูงถึงเมฆหมอกล้อมรอบ ถึงกระนั้นเพราะคนในเกาะชะวามีมากถึง ๔๐ ล้าน และรัฐบาลพยายามทำการทดน้ำดีไม่มีที่ไหนสู้ ตามภูเขาเหล่านั้นมีคนทำเรือกสวนไร่นาตั้งแต่เชิงเขาขึ้นไปจนเกือบถึงยอดเขาจึงเป็นป่าไม้ ถ้ามิใช่เขาสูงนักก็โก่นสร้างทำเป็นเรือกสวนหมดทั้งลูก มีบ้านเรือนราษฎรตั้งเรี่ยรายและมีถนนน้อยใหญ่ไปมาถึงกันได้ทุกแห่ง จะหาที่เปลี่ยวแทบไม่มี จนเป็นคำพูดกันว่า “ในเกาะชะวานี้ จะเดินไปทางไหนคงแลเห็นคนไม่ขาดสายตา” ไปเที่ยวเตร่ครั้งนี้ลองสังเกตดูก็เห็นสมดังว่า อีกประการหนึ่งตั้งแต่มีรถยนต์เกิดขึ้น รัฐบาล<noinclude></noinclude>
7pfge6k97oawv82je7jlk9q1otdk3cs
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/32
250
92703
300864
2026-10-03T10:41:10Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300864
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๒๐}}</noinclude>กับทั้งพวกเจ้าของที่ดินทำถนนเพิ่มเติมขึ้นอีกมาก เดี๋ยวนี้มีถนนดาดอัสเฟลด์สำหรับรถยนต์ไปได้ทุกทาง แม้จะไปตลอดเกาะชะวาด้วยรถยนต์ก็ไปได้ ทูลกระหม่อมท่านเสด็จมาอยู่นานเคยเที่ยวเตร่ในแถวนี้จนคุ้นเคยกับชาวเมือง วันนี้ไปหยุดกลางทางที่บ้านฝรั่งปลูกไม้ดอกขายแห่งหนึ่ง ณ อำเภอเลมปัง เจ้าของบ้านไม่อยู่ พบฝรั่งรุ่นหนุ่ม ๒ คนเข้ามาเฝ้า เป็นพวกว่างงานซึ่งทั้งรัฐบาลและพวกพ่อค้าที่เคยจ้างคนทำงานพากันอัตคัดต้องลดจำนวนลูกจ้างลงเป็นอันมาก จึงเกิดมีพวกว่างงานขึ้นกันในเกาะชะวาทั้งที่เป็นฝรั่งและเป็นชะวา พวกฝรั่งที่ว่างงานนั้น ถ้ามีหลักแหล่งอยูในเมืองฮอแลนด์ รัฐบาลก็สงเคราะห์ส่งกลับไปเมืองเดิม เหลือแต่พวกที่ไม่มีหลักแหล่งจะไปอาศัย จึงจัดที่ให้อยู่รวมกันรับจ้างทำการงานตามแต่จะหาได้ และเรี่ยรายผู้มีทรัพย์ให้บริจาคเงินช่วยการเลี้ยงฝรั่งว่างงานนั้นให้พอได้เงินเลี้ยงชีพคนนึ่ง ราวเดือนละ ๕๐ บาท จนกว่าจะหางานทำได้ดังแต่ก่อน ส่วนพวกชะวาที่ว่างงานนั้น ก็กลับไปช่วยญาติพี่น้องทำสวนทำนาอาศัยเลี้ยงชีพ ถึงกระนั้น เมื่อจำนวนคนที่ต้องอาศัยกินมีมากขึ้น ก็เกิดปัญหาว่าเสบียงอาหารจะเกิดขาดแคลนถึงพากันอดอยากหรือไม่ ข้อนี้ที่สะเทือนไปถึงสินค้าเข้าสารของไทย เพราะพ่อค้าบางพวกในชะวาคิดจะช่วยคนว่างงาน ด้วยเอาเข้าสารต่างประเทศเข้าไปขายให้ราคาเข้าสารในชะวาถูกลง แต่รัฐบาลกลับห้ามมิให้เอาเข้าสารต่าง<noinclude></noinclude>
marmhuy62gngy448i50c5uocyytt2nj
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/33
250
92704
300865
2026-10-03T10:41:43Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300865
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๒๑}}</noinclude>ประเทศเข้าไปขายทีเดียว เขาชี้แจงอธิบายว่าในเกาะชะวาราษฎรเป็นชาวไร่นามากกว่าพวกอื่น ทำนาได้เข้าปีละเท่าใดก็กินกันแต่ในพื้นเมืองมิได้ส่งไปขายต่างประเทศ รัฐบาลได้ให้สำรวจเข้าในพื้นเมืองยังพอมีที่จะเลี้ยงคนว่างงานได้ไม่อดอยาก ถ้าปล่อยให้เอาเข้าต่างประเทศเข้าไปขาย ราคาเข้าตกต่ำกว่าปกติ ราษฎรพวกทำนาก็จะได้ผลประโยชน์น้อยลง พากันขัดสนเกิดเดือดร้อนขึ้นอีกจำพวกหนึ่ง จนถึงไม่สามารถจะเลี้ยงพวกว่างงานที่ได้อาศัยพวกชาวนาอยู่ในบัดนี้ อธิบายการทำนาในเกาะชะวาถ้าว่าสำหรับไทยเรา ต้องได้ไปเห็นจึงจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าผิดกับการทำนาในเมืองไทยเป็นข้อสำคัญหลายอย่าง เป็นต้นแต่เขามีน้ำชลประทานพอใช้ตลอดปี จะทำนาเมื่อใดก็ทำได้และอาจทำนาได้แม้จนบนไหล่เขา ตัดอันนาเป็นคั่นบันไดลงไปจนในที่ต่ำ ไม่ต้องอาศัยแต่ในท้องที่ราบ หรือต้องทำแต่ตามฤดูฝนฟ้าเหมือนในเมืองไทย เมื่อนั่งรถผ่านไปสังเกตดูนาที่ทำสองข้างทางออกน่าพิศวง ด้วยนาตำบลเดียวกันบางแปลงกำลังไถ บางแปลงกำลังเกี่ยวเข้า และบางแปลงกำลังตกกล้าในที่ใกล้ ๆ กัน เมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปชะวา เขาทูลอธิบายว่า ตามที่นาเหล่านั้นทำปีละ ๓ ครั้ง ปลูกเข้าในระดูฝนปลูกไม้ไร่ในระดูแล้ง และขังน้ำเลี้ยงปลา (ให้เกิดปุ๋ย) เมื่อก่อนจะเข้าระดูฝน แต่สังเกตดูเดี๋ยวนี้เห็นแต่ปลูกเข้าอย่างเดียว เห็นจะเป็นเพราะพลเมืองมากขึ้น ต้องการเข้ามากกว่าแต่ก่อน{{วว}}<noinclude></noinclude>
leskdcebbg5ofo7k4oquio6yw605j45
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/34
250
92705
300866
2026-10-03T10:42:24Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300866
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๒๒}}</noinclude>ปลาดใจอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ได้เห็นพวกชะวาใช้เครื่องจักร หรือแม้แต่เครื่องมืออย่างฝรั่งทำนาเลยสักแห่งเดียว เคยใช้โคกระบือและเครื่องมืออย่างไรเมื่อ ๓๐ ปีมาแล้ว ก็คงใช้อยู่อย่างนั้น จะเป็นเพราะเหตุใด จะว่าโง่ก็ต้องตัดสินว่าโง่ตลอดจนพวกฮอลันดา ซึ่งฉลาดอย่างยิ่งในการทำทดน้ำ มันจะเป็นเพราะการทำนาด้วยใช้เครื่องจักรและเครื่องมืออย่างฝรั่ง เหมาะแต่กับพื้นที่บางชะนิด และทุนรอนของคนบางจำพวกดอกกระมัง
ขับรถตามไหล่เขาต่อไป ข้ามแอ่งใหญ่แล้วขึ้นเขาอีกเทือกหนึ่ง จึงถึงปากปล่องภูเขาไฟตันกูปันเปรา สูงจากระดับทะเลราว ๖,๐๐๐ ฟีต มี ๒ ปล่องอยู่ไม่ห่างกันแลดูลึกเป็นเหว ในนั้นเป็นโคลนเดือดมีควันและกลิ่นกำมะถันขึ้นมา ต้องดูแต่ทางเหนือลม ดูภูเขาไฟแล้วกลับมาบันดุงตามทางเดิม.
วันศุกร์ที่ ๑๕ มิถุนายน
การเที่ยวเตร่ในเกาชะวาเดี๋ยวนี้ผิดกับเมื่อไปคราวก่อนมาก ด้วยมีรถยนต์ อาจจะไปเที่ยวถึงที่ไกล ๆ ซึ่งแต่ก่อนต้องไปเต็มวันหรือต้องค้างแรม เดี๋ยวนี้ไปได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง กลับทันเวลากินกลางวันหรือในตอนเย็นวันนั้นเอง ตำบลที่คนชอบเที่ยวในเกาะชะวาภาคตะวันตกอยู่รายรอบเมืองบันดุงแทบทั้งนั้น แต่ทูลกระหม่อมท่านจะไม่ให้ข้าพเจ้าเหนื่อยเกินกำลังเมื่ออายุมาก จึงทรงกะให้ไปเที่ยวทางไกลสองสามวันครั้งหนึ่ง ให้พักหรือเที่ยว<noinclude></noinclude>
f1zj9pwybwm4zkzoqw60puwf8xevy1y
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/35
250
92706
300867
2026-10-03T10:45:45Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300867
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๒๓}}</noinclude>แต่ในเมืองบันดุงเองในวันว่าง เช้าวันนี้เสด็จกับกรมหลวงทิพยรัตนฯ พาไปดูร้านขายของในเมืองบันดุง ไปแวะดูแกรนด์โฮเต็ลโฮมันที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเคยประทับแต่ก่อน แต่เขารื้อของเดิมทำใหม่หมด เดี๋ยวนี้เป็นโฮเต็ลใหญ่โต และมีโฮเต็ลสร้างใหม่ใหญ่โตทำนองเดียวกันเรียกว่า โฮเต็ลเปรยงงา (ตามชื่อมณฑล) อยู่ใกล้ ๆ กันอีกแห่งหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีโฮเต็ลเล็ก ๆ อย่าง “เปนชัน” สำหรับรับคนอาศัยกินอยู่กับเจ้าของบ้าน เรียกราคาถูก ๆ อีกนับไม่ถ้วน เพราะเมืองบันดุงเจริญมีผู้คนไปมามากขึ้น ส่วนการค้าขายก็มีห้างหอร้านรวงหนาแน่นหลายสายถนน สมกับที่เป็นเมืองใหญ่ จะปรารถนาสิ่งใดหาซื้อได้แทบทั้งนั้น ในกระบวรร้านขายของที่บันดุงเห็นแปลกตากว่าที่อื่นอยู่บางอย่างคืออย่างหนึ่ง มีร้านขายแต่ดอกไม้สดต่าง ๆ หลายร้าน เพราะเมืองบันดุงตั้งอยู่ที่สูงถึง ๒,๔๐๐ ฟีต อากาศชุ่มเย็นเลี้ยงดอกไม้ได้งามทำนองเดียวกับที่เขาดอยสุเทพเมืองเชียงใหม่ ร้านอย่างอื่นมีร้านหนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตในทางการเมือง เป็นร้านใหญ่ของพวกยี่ปุ่นตั้งขายของต่าง ๆ สังเกตดูของที่ขายในร้านนั้นไม่มีของอย่างยี่ปุ่นสักสิ่งเดียว ล้วนเป็นของอย่างฝรั่งที่ยี่ปุ่นทำขายแข่งทั้งนั้น มีตั้งแต่รถจักรยาน เครื่องคราโมโฟน โคมและเครื่องไฟฟ้า เครื่องหนัง เครื่องแก้วและถ้วยชาม ตลอดจนเสื้อผ้า เครื่องใช้ในเย่าเรือน แม้จนตุ๊กตา ขายราคาถูกกว่าของฝรั่งทำตั้งครึ่งหนึ่งหรือกว่านั้นทุกสิ่งไป เมื่อเห็นห้างนี้ก็เข้าใจได้<noinclude></noinclude>
seqf61k8hi6uuhmhkv7mwprjel5vexr
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/36
250
92707
300868
2026-10-03T10:46:29Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300868
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๒๔}}</noinclude>ว่าเหตุใดฝรั่งจึงพากันตกใจในเรื่องสินค้ายี่ปุ่นทั้งในยุโรปและอเมริกา เพราะถ้าเป็นไปเช่นนี้ ในไม่ช้านานเท่าใดของที่ฝรั่งทำก็จะขายไม่ได้ ฝรั่งจึงคิดเกียจกันสินค้ามิให้เข้าเมืองด้วยอุบายต่าง ๆ อาจจะเป็นเหตุให้เกิดวิวาทบาดหมางในระหว่างชาติต่อชาติได้ในภายหน้า ขุนนางฮอลันดาคนหนึ่งซึ่งมีตำแหน่งในการปกครองเมืองชะวาเคยสนทนากับข้าพเจ้าในเรื่องนี้ เขาว่าที่จริงที่มีสินค้ายี่ปุ่นเข้าไปขายราคาถูก ๆ ให้คนมีทุนน้อยซื้อหามาใช้ได้ก็เป็นคุณแก่ราษฎรชาวเมือง แต่ถ้าปล่อยไปจะเป็นความฉิบหายแก่ชาวฮอแลนด์ที่หาเลี้ยงชีพอยู่ด้วยทำของอย่างเดียวกัน รัฐบาลฮอลันดาก็จำต้องช่วยคนชาติของตน ถึงชาติอื่นก็เหมือนกัน ยังกำลังหาทางที่จะให้ดีด้วยกันทั้งสองฝ่ายอยู่ในเวลานี้.
สังเกตตามร้านขายของในเมืองบันดุงเห็นปลาดอีกอย่างหนึ่งที่เจ้าของร้านดูเป็นคนชาติอื่นทั้งนั้น เห็นพวกชะวามีขายของแต่ในตลาดของสดเป็นพื้นคล้ายกับไทย กิริยามารยาทพวกชะวา (รวมทั้งพวกสุนดาที่เป็นชาวบันดุง) ก็ดูคล้ายกับไทยยิ่งกว่าพวกมลายู สังเกตดูคนขับรถและลูกจ้างที่ตำหนักทูลกระหม่อม เข้ากับไทยได้เรียบร้อยทีเดียว.
ค่ำวันนี้เขาเชิญผู้มีบันดาศักดิ์ในเมืองบันดุง รวมทั้งพวกไทยที่ไปอยู่นั่น ไปดูละคอนม้า “เซอคัส” ด้วยจะเล่นเป็นการกุศลแบ่งเงินครึ่งหนึ่งช่วยฝรั่งว่างงานที่ได้กล่าวมาแล้ว เจ้านายที่เสด็จอยู่บันดุงจึงชวนกันไปทั้งหมด ละคอนม้าโรงนี้เคยเข้าไป<noinclude></noinclude>
5dk30x87twdzvm2yut0wkvipkw0m3b6
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/37
250
92708
300869
2026-10-03T10:48:18Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300869
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๒๕}}</noinclude>เล่นถึงกรุงเทพฯ ครั้งหนึ่ง เจ้าของเป็นนายทหารพวก “รุสเซียขาว” ที่หนีพวกบอลเซวิคมาอยู่ต่างประเทศ กระบวนเล่นไม่ต้องพรรณนาในที่นี้ ด้วยประเพณีของละคอนม้า จะเป็นเพราะเหตุใดไม่เคยได้ยินใครบอกอธิบาย เล่นเช่นเดียวกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ เปลี่ยนแต่การเล่นเบ็ดเตล็ดที่แซกแซง ถ้าใครไปอ่านรายงานของหม่อมราโชทัยพรรณนาถึงกระบวนเล่นละคอนม้าที่ได้ไปเห็นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๐ แล้วมาดูละคอนม้าเดี๋ยวนี้ก็จะเห็นว่าคงเล่นอยู่อย่างนั้น.
วันเสาร์ที่ ๑๖ มิถุนายน
วันนี้ตอนเช้าไม่ได้ไปไหน ตอนบ่ายกรมหลวงทิพยรัตนฯ เสด็จพาไปเลี้ยงเครื่องว่างที่ร้านขายขนมในเมืองบันดุง ซึ่งขึ้นชื่อลือนามว่าทำดีอย่างยิ่งในเกาะชะวา เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไป ร้านขายขนมเช่นว่านี้ก็มีแล้ว ข้าพเจ้าเคยพาสมเด็จหญิงน้อยกับพระเจ้าลูกเธอเมื่อยังทรงพระเยาว์ไปเสวยเนือง ๆ แต่เมื่อกระนั้นยังเป็นแต่ร้านเล็ก ๆ ไม่ใหญ่โตโอ่โถงเหมือนเดี๋ยวนี้ ที่เป็นร้านอย่างใหญ่มีสัก ๓ ร้านด้วยกัน ข้างหน้าร้านตั้งโต๊ะมีเก้าอี้ล้อม ๔ ตัวไว้เป็นหมู่ ๆ สำหรับคนไปนั่งกินในร้าน มีขนมต่าง ๆ ที่เป็นขนมชะนิดค้างวันได้ใส่ขวดแก้วตั้งเรียงรายประดับไว้ตามชั้นข้างฝา ที่เป็นขนมสดใส่ถาดเป็นอย่าง ๆ วางเรียงกันไว้ในตู้ต่ำ แล้วแต่คนจะเลือกกินอย่างไหน นอกจากขนม<noinclude></noinclude>
3rmennsvoiaqishmhw0cl5i81o7zwlo
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/38
250
92709
300870
2026-10-03T10:55:00Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300870
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๒๖}}</noinclude>หวานขนมปัง ยังมีไอสกรีมลูกไม้และนมเนย ไส้กรอก หมูแฮม กับของคาวอย่างอื่น ๆ ตลอดจนสุราเมรัย และมีครัวไฟอยู่ข้างหลังร้าน เมื่อเราไปถึง พอนั่งเก้าอี้ เขาก็เอาบัญชีของกินมาให้เลือก เราเลือกจะกินสิ่งไรบอกเขาแล้ว ในเวลาที่เขาไปสั่งในครัวนั้นเราก็เที่ยวเดินเลือกขนม คนขายเป็นหญิงสาวทั้งนั้น เราเลือกขนมอย่างไหนเขาก็เอาใส่จานมาตั้งให้ที่โต๊ะ เครื่องดื่มก็เลือกสั่งได้โดยทำนองเดียวกัน ข้าพเจ้าได้กินครั้งนี้แล้วก็เลยติดใจ ด้วยฝีมือเขาทำกินอร่อยดีมาก ร้านขายขนมอย่างนี้ในเมืองขึ้นของอังกฤษไม่มี เห็นจะเป็นเพราะวิสัยคนอังกฤษกับฮอลันดาผิดกัน คนอังกฤษพอตกเวลาบ่ายเย็นมักชอบไปเล่นกิฬาฝนสนาม แต่ฮอลันดาชอบสนทนากัน ในเวลาบ่ายจึงมักไปพบกันที่ร้านขายขนม มีคนไปมาก ๆ เสมอทุกวัน ขายของดี ร้านชะนิดนี้จึงตั้งอยู่ได้.
วันอาทิตย์ที่ ๑๗ มิถุนายน
วันนี้ ทูลกระหม่อมเสด็จพาไปเที่ยวดูทางทิศใต้ของเมืองบันดุง ทางด้านนี้มีภูเขาสูงใหญ่เรียกว่า เขามะละบา แต่ถากถางทำไร่ใบชา และอื่น ๆ ขึ้นไปจนเกือบถึงยอดเขา มีถนนและบ้านเรือนเรียงรายไปทุกแห่ง ทางขับรถถ้าจะไปรอบเขามะละบาถึง ๔ ชั่วโมง ทูลกระหม่อมท่านทรงกรงว่าข้าพเจ้าจะเหนื่อยนัก จึงพาไปเพียงที่ตำบลปะกะลงงัน ซึ่งมีโฮเต็ลสำหรับ<noinclude></noinclude>
8w9tykuaqjt63up1yxg1s3okqqc9436
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/39
250
92710
300871
2026-10-03T10:55:48Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300871
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๒๗}}</noinclude>หาความสุขตั้งขึ้นใหม่ โฮเต็ลนั้นตั้งบนยอดเขาน้อยแห่งหนึ่ง สูงจากระดับทะเลราว ๔,๐๐๐ ฟีต อากาศเย็นยิ่งกว่าในเมือง ตัวโฮเต็ลปลูกเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว มีหลังใหญ่เป็นที่ประชุมและที่เลี้ยงอาหารรวมกันหลังหนึ่ง แต่เรือนที่คนไปอยู่นั้นทำเป็นหลังย่อม ๆ คล้ายกับกุฏิพระ เรียงรายสลับไปกับสวนดอกไม้ โฮเต็ล “ซานิตอเรียม” เช่นนี้ เดี๋ยวนี้มีขึ้นในชะวาหลายแห่ง สำหรับพวกฝรั่งที่มาอยู่ในชะวาไปผ่อนพักรักษาตัวชั่วคราว เรียกค่าอยู่กินถูกกว่าโฮเต็ลใหญ่ โฮเต็ลที่ไปวันนี้เผอิญภรรยาเจ้าของโฮเต็ล เดิมอยู่เมืองบันดุง ได้เคยเฝ้าสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ด้วยแกเป็นลูกสาวของฝรั่งช่างทองชื่อ รอด ตั้งบ้านเรือนอยู่ตรงหน้าโฮเต็ลโฮมันที่เสด็จประทับ แกเล่าว่าเวลานั้นแกยังเป็นเด็ก เคยเข้าไปเล่นกับพระเจ้าลูกเธอ มีสมเด็จหญิงน้อยเป็นต้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจึงพระราชทานเครื่องแต่งตัว วันนี้เผอิญแกเจ็บต้องนอนแซ่วอยู่ในห้อง ถึงกระนั้นเมื่อทราบว่าข้าพเจ้าเคยตามเสด็จในครั้งนั้นก็อยากพบ ให้ผัวมาพาเข้าไปหาถึงข้างเตียงนอนและหยิบเข็มกลัดที่ได้พระราชทานครั้งนั้นมาให้ดู พักกินอาหารเช้ากันที่โฮเต็ลแล้วกลับมาถึงบันดุงในเวลากลางวัน.
วันจันทร์ที่ ๑๘ มิถุนายน
วันนี้พัก เวลาบ่ายทูลเชิญเสด็จสมเด็จหญิงน้อยไปเสวยเครื่องว่างที่ร้านขายขนมในเมืองบันดุง ด้วยคิดถึงความหลังครั้ง<noinclude></noinclude>
bs7gcdffkxi10svs1iff131m1uem42b
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/40
250
92711
300872
2026-10-03T10:56:11Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300872
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๒๘}}</noinclude>ท่านตามเสด็จไปชะวาเมื่อยังทรงพระเยาว์ ข้าพเจ้าได้เคยพาไปเสวยขนมและไอสกรีมตามร้านขนมเนือง ๆ ขอพาให้เหมือนหนหลังอีกสักครั้งหนึ่ง และเชิญเสด็จพระองค์หญิงเหมวดีไปด้วย เมื่อเสวยแล้วพากันเที่ยวเดินดูร้านขายขนมต่าง ๆ จนค่ำจึงกลับ.
ที่เมืองชะวาในเวลานี้ ยานพานะต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันชอบกล ในสมัยเมื่อยังไม่มีรถยนต์ การไปมาในพื้นเมืองยังใช้รถเทียมม้า มีรถรับจ้าง ๒ อย่าง เป็นรถ ๒ ล้อเทียมม้าเดี่ยวนั่งได้ ๔ คนอย่างหนึ่ง รถ ๔ ล้อเทียมม้าคู่นั่งได้ ๖ คนอย่างหนึ่ง เมื่อมีรถยนต์มากขึ้น มีผู้คิดเอารถยนต์เที่ยวรับจ้างเป็นรถ “แต๊กซี่” แย่งเอาคนโดยสารรถม้าไปได้บ้าง แต่ไม่สู้มากนัก เพราะต้องเสียค่าที่นั่งแพงกว่ารถเทียมม้า ต่อมามีผู้คิดให้ทำรถยนต์หลังเล็ก ๆ เป็นรถเก๋ง ๓ ล้อ เอาเครื่องยนต์ไว้ที่ล้อหน้า ทำนองเดียวกับเรือติดเครื่องยนต์ข้างท้าย รถชะนิดนี้นั่งได้ ๖ คน เขาว่าอาจจะล้มได้ง่าย ต่อมาจึงมีผู้คิดรถยนต์ขึ้นใหม่อีกอย่างหนึ่ง เป็นรถเก๋ง ๔ ล้อเหมือนรถใหญ่ แต่ทำขนาดเล็กให้สิ้นเปลืองน้อยอาจเรียกค่าโดยสารลดลง จนรถจ้างอย่าง ๔ ล้อเทียมม้าคู่สู้ไม่ไหวแล้ว ในเมืองใหญ่เดี๋ยวนี้ยังเหลือแต่รถจ้างอย่าง ๒ ล้อ ด้วยในชะวามีม้ามาก เพราะราษฎรใช้ม้าเทียมเกวียนและบันทุกต่างอยู่แพร่หลาย แต่นานไปรถจ้างเทียมม้าก็น่าจะแพ้รถยนต์หมด.
วันอังคารที่ ๑๙ มิถุนายน
วันนี้ทูลกระหม่อมท่านพาไปเมืองคารุต ระยะทางไกลกว่า<noinclude></noinclude>
tm7iwac7yi5bwezlrnope7rqw7jah7r
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/41
250
92712
300873
2026-10-03T10:57:04Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300873
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๒๙}}</noinclude>ไปเที่ยววันก่อน ๆ ต้องออกแต่เช้า ถึงกระนั้นก็น่าพิศวง ด้วยไปเมืองคารุตแต่ก่อนเคยไปรถไฟ ต้องไปค้างแรมทุกคราว เดี๋ยวนี้ใช้รถยนต์ อาจจะไปแล้วกลับมาเมืองบันดุงได้ในวันเดียวกัน ทางรถไฟในระหว่างเมืองบังดุงกับเมืองคารุต เป็นที่เลื่องลือว่าผ่านไปในที่งามน่าดูกว่าที่ไหน ๆ ในเกาะชะวา เพราะเลียบไต่วกวนไปตามไหล่ภูเขาสูงแลเห็นภาพภูมิที่ได้ไกล ชมเล่นเพลิดเพลินทางรถยนต์ก็แซงกับทางรถไฟไม่สู้ห่างกันนัก แต่ไปรถยนต์ดูเหมือนจะเพลิดเพลินกว่า เพราะทางรถไฟมักทำไปตามที่สูง ไม่ได้เห็นบ้านช่องผู้คนมากเหมือนไปรถยนต์ แล่นไปได้สัก ๒ ชั่วโมงก็ถึงเมืองคารุต แต่เมื่อถึงเห็นเมืองคารุตแปลกตากว่าเมื่อไปคราวก่อน ออกเสียใจ ด้วยเมืองคารุตนี้คนทั้งหลายนับถือกันว่าเป็นที่สบายในเกาะชะวามาแต่ไร ๆ เพราะอยู่สูงแต่ฝนไม่ตกมากเหมือนที่บันดุง อากาศแห้งและไม่หนาวจัดหรือร้อนจัดทั้งสองอย่าง ทั้งเป็นที่เงียบสงัดอย่างเมืองบ้านนอกผู้คนไม่พลุกพล่าน คนอยู่เมืองอื่นจึงชอบไปพักรักษาตัวที่เมืองคารุต สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็โปรดเมืองคารุต เสด็จไปประทับอยู่หลายวัน แต่ถึงสมัยนี้มีพวกท่องเที่ยวไปเมืองคารุตมากขึ้น ก็มีเจ๊กจีนและชนชาติอื่นไปตั้งโรงร้านขายของมากขึ้น จนไม่เป็นที่วิเวกเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ไม่เจริญถึงเป็นเมืองใหญ่โตอย่างบันดุง ดูตรงหน้าโฮเต็ลที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเคยเสด็จประทับ เหมือนกับโฮเต็ลตั้งอยู่ริมถนนเสาชิงช้าในกรุงเทพฯ พวกฝรั่งเขาก็คงรู้สึก<noinclude></noinclude>
ojmkvvt4a30j1gtr2jpvkuob4hpkdh1
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/42
250
92713
300874
2026-10-03T10:59:10Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300874
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๓๐}}</noinclude>ว่าเมืองคารุตเสียโฉมไปอย่างว่า จึงมีผู้คิดไปตั้งโฮเต็ลรับพวกท่องเที่ยวตามยอดเขาเล็ก ๆ ข้างนอกเมือง ได้ไปแวะดูแห่งหนึ่งในวันนี้ชื่อว่าโฮเต็ล Guan plang เราเรียกกันว่า “งามปลั่ง” เป็นโฮเต็ลอย่างสมัยใหม่ แต่เขาเลือกที่ดี อยู่โฮเต็ลแลเห็นภูมิที่เมืองคารุตได้รอบตัว หยุดพักที่โฮเต็ลงามปลั่งสักครึ่งชั่วโมงอย่างว่าพอหายเหนื่อย แล้วก็ขึ้นรถขับย้อนทาง ผ่านเมืองคารุตกลับมาจนถึงทางแยก จึงเลี้ยวเลยไปดูภูเขาไฟ กะโมดชัน ไปแต่ปากทางแยกขับขึ้นเขาไปอีกสักชั่วโมงหนึ่ง ถึงโฮเต็ล “แรเดียม” รับตัวนายฮักเจ้าของโฮเต็ลซึ่งทูลกระหม่อมทรงคุ้นเคยให้แกนำไปดูภูเขาไฟ เพราะแกเป็นผู้จัดการบำรุงที่ตำบลนี้ทั้งสิ้น แต่เดิมภูเขาไฟแห่งนี้ยังไม่มีทางรถไปถึงได้ นายฮักไปพบแร่แรเดียมมีเจืออยู่กับโคลนในปล่องภูเขาไฟ เอาโคลนแร่นั้นมาพอกแต่ยังกำลังร้อนแก้เมื่อยขบได้ จึงเกิดความคิดที่จะบำรุงที่แห่งนี้ ลงทุนทำถนนรถ แยกจากถนนหลวงของรัฐบาลมาตั้งโฮเต็ลใน “ปาง” กลางดงริมห้วยแห่งหนึ่ง แล้วทำถนนแต่โฮเต็ลต่อไปจนถึงภูเขาไฟ ด้วยภูเขาไฟแห่งนี้อาจจะเข้าไปได้จนใน “เครเตอร์” คือ วงปล่องไฟ ไม่เพียงแต่ไปเยี่ยมดูปล่องเหมือนอย่างที่ภูเขาไฟ ตันกูปันเปรา ที่เราไปแล้ว และนายฮักยังคิดต่อไปจนถึงจะเอาแรงภูเขาไฟ ให้หมุนเครื่องจักรทำไฟฟ้า เดี๋ยวนี้สำเร็จเพียงเอาท่อเหล็กต่อที่ปากปล่องไฟ บังคับให้ไอเป่าขึ้นแต่ทางในท่อได้แห่งหนึ่ง ผิดกับภูเขาไฟแห่งอื่น ๆ ที่ตำบลนี้จึง<noinclude></noinclude>
ok38b7bw2qe2yzj09bawrug7lhcgkq7
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/43
250
92714
300875
2026-10-03T11:01:25Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300875
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๓๑}}</noinclude>เป็นที่เที่ยวเกิดขึ้นใหม่ แม้เมื่อพระเจ้าอยู่หัวในรัชชกาลปัจจุบันนี้เสด็จไปชะวา ก็ได้เสด็จไปประพาส เมื่อใกล้จะเข้าเครเตอร์ผ่านหนองน้ำร้อน มีควันขึ้นโขมง เหม็นกลิ่นกำมะถันแต่พอทนได้ ไปจอดรถที่โรงพักซึ่งนายฮักสร้างไว้รับแขก มีสวนดอกไม้และเรือนคนเฝ้าอยู่ในบริเวณนั้นด้วย แต่นั้นลงเดินไปดูปากปล่องไฟมีหลายแห่ง แต่ต้องมีผู้ชำนาญนำทางให้เดินตามไปฉะเพาะรอยเพราะมีที่เป็นพลุอยู่ข้างทางตลอดไป ถ้าใครไม่รู้ไปเหยียบพลุเท้าก็จมลงไปถูกไอไฟถึงไหม้พอง เขาชี้ให้ดูรอยเท้าผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ไปเหยียบพลุเท้าพองอย่างว่า ต้องรักษากันอยู่หลายวันจึงหาย เครเตอร์ภูเขาไฟกะโมดชันอยู่ในเวิ้งเขา มีปากปล่องใหญ่บ้างเล็กบ้าง ควันขึ้นโขมงอยู่หลายแห่ง ที่ในปล่องบางแห่งเป็นพุน้ำร้อน บางแห่งเป็นโคลนเดือด นายฮักบอกว่าปล่องเหล่านั้นไม่คงที่อยู่เสมอไป เกิดขึ้นใหม่ ๆ ก็มี ปล่องเก่าที่เหือดหายไปก็มี แต่รู้ได้ว่าในบริเวณนั้นมีไอไฟอยู่ใต้ดินทั่วไป มีวิธีทดลองด้วยจุดบุหรี่พอให้มีควันแล้ว เอาบุหรี่แกว่งใกล้ ๆ พื้นดินตรงไหน ก็เกิดควันพลุ่งขึ้นมาจากแผ่นดินที่ตรงนั้น ดูปลาดนักหนา แต่ตรงท่อที่นายฮักดักไอไฟนั้นปลาดยิ่งกว่าที่ไหนหมด มีไอ “สตีม” พลุ่งขึ้นจากท่อเป็นลำขึ้นไปในอากาศสูงหลายวา เกิดเสียงดัง “โฟ้” ไม่รู้หยุด ได้ยินตลอดทั้งเวิ้งเขานั้น นัยว่าถึงคนที่นายฮักจ้างไปเฝ้าสถาน ทนเสียงอยู่ไม่ได้หลายวันต้องเปลี่ยนกันเสมอ ดูภูเขาไฟแล้วมาแวะ<noinclude></noinclude>
sh9b9ohnnx053ptz5wx2g8cq3k0uaaw
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/44
250
92715
300876
2026-10-03T11:01:47Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300876
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๓๒}}</noinclude>กินกลางวันที่โฮเต็ลแรเดียมของนายฮักแล้วกลับตามทางเดิม มาถึงบันดุงเวลาพอจวนพลบค่ำ.
วันพุธที่ ๒๐ มิถุนายน
วันนี้ทูลกระหม่อมท่านกะให้พัก ด้วยเมื่อวานนี้เที่ยวตลอดวันออกฟกอยู่บ้าง เป็นแต่นัดฝรั่งพวกนักปราชญ์โบราณคดีและพวกหนังสือพิมพ์ ซึ่งอยากจะพบข้าพเจ้าให้มาหาในวันนี้ ตอนบ่ายหายเหนื่อยแล้ว นึกอยากกินขนม ด้วยยังติดใจ จึงทูลขอให้พระองค์หญิงเล็ก ๆ เธอพาไปกินเครื่องว่างที่ร้านขายขนมซึ่งพรรณนามาแล้วอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเธอตรัสได้ทั้งภาษาฮอลันดาและภาษามลายู พวกเรารู้แต่ภาษาอังกฤษซึ่งคนเข้าใจได้แต่ตามโฮเต็ลหรือห้างหอใหญ่ ๆ จะไปเที่ยวเตร่ซื้อหาตามร้านรวงต่าง ๆ หรือแม้ที่สุดจะสั่งให้คนขับรถก็ลำบาก จึงต้องอาศัยพระองค์หญิงตลอดเวลาที่อยู่บันดุง.
วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มิถุนายน
วันนี้ตรงกับวันข้าพเจ้าเกิด อายุครบ ๖ รอบ เวลาเช้าทูลกระหม่อมท่านประทานอนุญาตให้เข้าไปบูชาพระรัตนตรัย และถวายบังคมพระบรมอัษฐิอธิฐานขอพรที่หน้าพระในห้องบรรธม แล้วเจ้านายทุกพระองค์กับผู้อื่นที่ชอบกันมาประทานของขวัญและอำนวยพร ทั้งได้รับโทรเลขอำนวยพระจากกรุงเทพฯ และที่อื่น<noinclude></noinclude>
rwkmwmzk7et5zamjc2p2dd7u8cmaoad
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/45
250
92716
300877
2026-10-03T11:02:36Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300877
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๓๓}}</noinclude>ก็หลายฉะบับ รู้สึกปีติยินดีไม่น้อย การทำบุญนั้น เมื่อก่อนจะไปชะวาได้สั่งให้ลูกที่อยู่ในกรุงเทพฯ ทำจีวรผ้าเนื้อดี และได้มีจดหมายส่งรูปฉายาลักษณ์แทนตัวให้ไปถวายพระมหาเถระ ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ เป็นต้น ตลอดจนชั้นธรรมรวม ๑๒ รูป กับได้สั่งพวกที่อยู่เฝ้าบ้านณเมืองปีนังให้ไปเลี้ยงพระวัดปูโลติกุส และนำหนังสือเทศนา ๕๒ กัณฑ์ ไปถวายไว้สำหรับวัดนั้น เป็นการทำบุญในวันที่ ๒๑ นี้ (เมื่อกลับมาถึงปีนัง ได้รับหนังสืออนุโมทนาแต่งดี ๆ หลายฉะบับ) เวลากลางวันสมเด็จหญิงน้อยทรงจัดอาหารมาเลี้ยง ถึงเวลาเย็นโปรดให้มีการประชุมเลี้ยงเครื่องว่างประทานที่โฮเต็ลเปรียงงาในเมืองบันดุง เป็นการฉลองวันเกิดอีกครั้งหนึ่ง
วันนี้เมื่อตอนสาย ได้ไปหาเรสิเดนต์ (สมุหเทศาภิบาล) มณฑลเปรียงงา เพื่อขอบใจในการที่เขารับธุระสื่อสาส์นนัดหมายสำหรับเราจะไปเมืองยกยาและเมืองโสโล ซึ่งประสงค์จะไปในระหว่างวันที่ ๒๔ และกลับมาบันดุงในวันที่ ๒๗ ให้ทันวันเฉลิมพระชันษาของทูลกระหม่อม ได้ความว่าตั้งแต่วันที่ ๒๓ จนวันที่ ๒๕ เป็นเวลามีงานพระราชพิธีสำหรับเมือง ทั้งที่เมืองยกยาและเมืองโสโล เพราะฉะนั้นสุลต่านเมืองยกยาไม่มีโอกาสที่จะรับเราได้ในระหว่างนั้น อยากจะให้ไปต่อวันที่ ๔ กรกฎาคมพ้องกับงานเฉลิมพระชันษาของสุลต่าน ว่าจะมีมโหรศพเป็นงานใหญ่ที่น่าดู แต่ฝ่ายเราก็รออยู่ไม่ได้ ด้วยจะคลาดกำหนดเรือที่จะไปปีนัง จึง<noinclude>{{ข|๓}}</noinclude>
3hm1c9byspt5aas5bczaojymemt1t5h
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/46
250
92717
300878
2026-10-03T11:03:06Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300878
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๓๔}}</noinclude>ตกลงว่าที่เมืองยกยานั้นจะไปอย่างคนท่องเที่ยวสามัญ เขาไม่ต้องต้อนรับอย่างไร แต่ที่เมืองโสโลนั้น สุสุหุนัน เจ้านครสุรเขตต์ได้เคยคุ้นกับข้าพเจ้ามาแต่เมื่อตามเสด็จทั้ง ๒ ครั้ง ทราบว่าจะไปก็ยินดีบอกมาว่าจะรับในวันที่ ๒๖ ต่อกับวันงานพระราชพิธี ทูลกระหม่อมตรัสอธิบายว่า ประเพณีการสมาคมของฮอลันดาในชะวาผิดกับอังกฤษมีหลายอย่าง เป็นต้นว่าการที่ไปมาหากันเป็นพิธีไม่มี แม้ส่งการ์ดชื่อก็มีใคร่ใช้ ถ้าใครอยากจะพบใครใช้บอกโทรศัพท์นัดหมายเวลาแล้วก็ไปหา เวลาไปหากันนั้น ถึงจะไปเวลาใดเจ้าของบ้านก็เลี้ยงขนมและเครื่องดื่ม นั่งพูดกันอยู่ช้าหรือเร็วตามพอใจ และไม่จำเป็นต้องเยี่ยมตอบ แต่ในวันนี้เมื่อไปหาเรสิเดนต์แล้ว ข้าพเจ้าเลยไปเยี่ยมตอบผู้อื่นที่เขาเคยมาหาด้วย.
วันศุกร์ที่ ๒๒ มิถุนายน
เวลาเช้า ไปถ่ายรูปฉายาลักษณ์ที่ร้านโบดมเหมือนอย่างเคยถ่ายเมื่ออายุครบ ๕ รอบ คราวนั้นถ่ายกับแม่ คราวนี้ถ่ายกับลูกหญิง ๓ คนรูป ๑ ถ่ายแต่ตัวรูป ๑ สั่งให้เขาพิมพ์พอแจกถวายสนองพระคุณเจ้านายและผู้ชอบพอกันที่บันดุง และสำหรับผู้อื่นในกรุงเทพฯ และเป็นของฝากสหชาตด้วย ทูลกระหม่อมท่านเสด็จไปด้วย เมื่อถ่ายรูปแล้วตรัสชวนไปดูสวนเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ และไปดูที่ (อาศัยสถาน) ของหมอซัวเบ๊ก ซึ่งเคยไปอยู่กรุงเทพฯ{{วว}}<noinclude></noinclude>
gr03hn8rt0suvoyka42vm4r6fjpiwew
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/47
250
92718
300879
2026-10-03T11:03:26Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300879
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๓๕}}</noinclude>คราวหนึ่งได้คุ้นเคยกันแล้ว จัดตั้งขึ้นบนเนินเขาแห่ง ๑ สำหรับรับรักษาคนที่พึ่งคลายไข้ในเวลาจะบำรุงกำลัง หรือคนที่เริ่มจะมีอาการเกิดโรคภัย หมอว่าที่บันดุงอากาศดี เหมาะแก่การรักษาพยาบาลอย่างนั้น เชื่อว่าเมื่อตั้งขึ้นแล้วจะมีคนเมืองอื่น ๆ มาอยู่รักษาตัว
ได้กล่าวมาแล้วในที่อื่นว่าเมืองบันดุงเดี๋ยวนี้เป็นที่คนชอบมารักษาตัว ถึงมีหมออยู่สัก ๖๐ คน ข้าพเจ้าได้ยินอยู่แต่ก่อนจะไปชะวา ว่าที่เมืองบันดุงมีหมอดี และมีหมอที่รับรักษาฉะเพาะโรคด้วย จึงตั้งใจว่าจะหาหมอตรวจดูหูของข้าพเจ้าสักที จะรักษาให้หายตึงได้หรือไม่ เมื่อไปถึงเมืองบะเตเวียลองสืบถามดู เขาบอกว่าที่เมืองบันดุงมีหมอชำนาญรักษาหูอยู่คน ๑ ชื่อหมอไฮด์ เมื่อไปถึงบันดุงทูลความประสงค์แด่ทูลกระหม่อม ท่านตรัสว่าหมอคนนั้นเป็นหมอประจำพระองค์เจ้านายที่บันดุงอยู่แล้ว เป็นหมอที่มีชื่อเสียง ถึงโรคอื่น ๆ ก็รักษาดีมีคนนิยมมาก ตรงกับอย่างเราว่า “กำลังมือขึ้น” จะทรงจัดการให้ตรวจหูข้าพเจ้าได้โดยง่าย พอไปถึงได้ ๒ วันก็ตรัสเรียกหมอไฮด์ให้มาตรวจ และเลยให้รักษาปลายหวัดใหญ่กับปัตตะคาดให้ข้าพเจ้าด้วย หมอตั้งต้นด้วยตรวจข้าพเจ้าทั้งสารพางค์กาย แล้วบอกว่ากำลังร่างกายข้าพเจ้ายังแข็งแรงดีกว่าคนอายุเท่ากันโดยมาก ต่อนั้นให้ยาแก้หวัดและฉีดยาแก้ปัตตะคาดต่อมา จนใกล้จะหายแล้วจึงเริ่มตรวจหู ให้น้ำมันอย่างหนึ่งมาหยอดหูอยู่ ๒ วัน ถึงวันที่ ๓ เอา<noinclude></noinclude>
opdmesojom0o8mbpnvns1idojxxdt9a
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/48
250
92719
300880
2026-10-03T11:03:51Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300880
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๓๖}}</noinclude>น้ำใส่กระบอกฉีดเข้าไปในหู ขี้หูและหยากเยื่ออันใดที่อยู่ในหูถูกน้ำมันชะไหลออกมากับน้ำหมด เมื่อหูสอาดแล้วเอาไฟฟ้าฉายตรวจดูแก้วหู แล้วเอาเหล็กรูปงอคล้ายกับแม่เหล็กแต่มีด้ามหมอเอานิ้วดีดที่ปลายเหล็กให้เกิดเสียง แล้วเอาด้ามเที่ยวจี้ที่บ้องหูและที่อื่นใกล้ ๆ หู พิศูจน์ว่าได้ยินเสียงถึงแก้วหูหรือไม่ แล้วให้ปิดหูทีละข้างให้คนอื่นกระซิบ (อย่างไม่ออกเสียง) ตรงทางหูข้างที เปิดใกล้ ๆ ก่อนแล้วค่อยถอยห่างออกไปทุกที พิศูจน์ว่าหูข้างไหนจะได้ยินไกลถึงแค่ไหน ปรากฏว่าหูของข้าพเจ้าข้างซ้ายได้ยินไกลกว่าข้างขวา เมื่อตรวจเสร็จแล้วหมอจึงชี้แจงว่าหูของข้าพเจ้าไม่ใช่หูหนวก เป็นแต่หูหนัก มูลเหตุที่เป็นเช่นนี้มี ๒ อย่าง คือเกิดด้วยโรคอย่างหนึ่ง หรือด้วยชราอย่างหนึ่ง หมอตรวจเห็นแก้วหูของข้าพเจ้ายังดีไม่มีโรคอย่างใด เห็นว่าที่หูหนักเป็นด้วยชราเท่านั้นเอง ทางที่จะแก้ไขด้วยอย่างอื่นไม่มี มีแต่ต้องใช้เครื่องโทรศัพท์สำหรับหู ซึ่งมีช่างทำให้ได้ในบันดุง เครื่องอย่างดีนั้นมีแบตรีไฟฟ้าใส่ไว้ในกระเป๋า ล่ามสายลวดไปถึงไมโครโฟนที่จุกไว้ในช่องหู คนหูหนวกถ้าใช้โทรศัพท์อย่างว่านั้นอาจได้ยินถนัด แต่หมอขอให้ข้าพเจ้าคิดชั่งใจดูเสียก่อน เพราะหูของข้าพเจ้าเป็นแต่หูหนักได้ยินมิใคร่ถนัด ไม่ถึงหนวก เปรียบเหมือนไนยสายตาสั้นมองอะไรไม่ใคร่เห็นถนัด ใช้โทรศัพท์หูก็เหมือนกับใส่แว่นตา คงจะได้ยินถนัดขึ้น แต่จะเลยติดโทรศัพท์เหมือนกับคนติดแว่นตา ถ้าเมื่อใดไม่ใช้โทรศัพท์ก็จะรู้สึกรำคาญ<noinclude></noinclude>
ixol6teghnbwt96rnrxxugumk2jwacn
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/49
250
92720
300881
2026-10-03T11:04:12Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300881
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๓๗}}</noinclude>ยิ่งกว่าเดี๋ยวนี้ จึงขอให้คิดชั่งใจดูเสียก่อน เมื่อได้ฟังหมอชี้แจงข้าพเจ้าก็ตกลงใจทันทีว่าปล่อยไว้อย่างเดี๋ยวนี้ดีกว่า เพราะในเวลานี้กิจที่ข้าพเจ้าจะต้องฟังด้วยหูก็ไม่สู้มีอะไร ยอมปลงใจว่า “ชราธมฺโมมฺหิ ชรํ อนตีโต” อย่าใช้โทรศัพท์หูให้เกิดรำคาญเมื่อภายหลังจะดีกว่า หมอก็เห็นชอบด้วย
ตอนค่ำ เรสิเดนต์กับภรรยามาเยี่ยมตอบที่ตำหนักประเสบัน.
วันเสาร์ที่ ๒๓ มิถุนายน
วันนี้ต้องเตรียมของลงบรรจุหีบ สำหรับจะไปเมืองยกยา พรุ่งนี้ตอนเช้าเป็นแต่ไปเที่ยวเยี่ยมตอบผู้ที่ได้มาหา แล้วทูลกระหม่อมเสด็จพาไปที่โฮเต็ลเปรียงงา ด้วยเขารับจัดซื้อตั๋วรถไฟและนัดหมายกับโฮเต็ลที่เมืองยกยา ออกจากนั้นเลยไปดูสนามบิน ซึ่งตั้งอยู่ในท้องทุ่งอันเดียวกันทั้งกองบินฝ่ายทหารและกองบินของบริษัทฝ่ายพลเรือน เป็นแต่ที่ตั้งอยู่แยกกัน สนามกอล์ฟสำหรับเมืองบันดุงก็อาศัยตั้งอยู่ส่วนหนึ่งในท้องทุ่งนี้ใกล้กับกองบินฝ่ายพลเรือน อยู่ที่เมืองบันดุงได้ยินเสียงเครื่องบินและได้ดูเครื่องบินทุกวัน เพราะทางกองบินฝ่ายทหารก็บินฝึกซ้อมทั้งเช้าเย็น กองบินฝ่ายพลเรือนก็พาคนโดยสารบินไปมาหลายสายดูเสียเคยตัวจนสิ้นกลัวกลับอยากจะขึ้นด้วยซ้ำไป
อนึ่งตั้งแต่มาถึงบันดุง ได้พบจีนซึ่งเคยรับเสด็จสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ๒ คน คนหนึ่งตั้งร้านขายของอยู่ในตลาด คนนี้<noinclude></noinclude>
dh4id7j02ddj1lgbiul0ga41hbdpjet
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/50
250
92721
300882
2026-10-03T11:10:17Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300882
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๓๘}}</noinclude>ได้พบแต่หนเดียวเวลาเมื่อรับเสด็จเห็นจะยังเป็นเด็กดูไม่สู้รู้อะไรนัก แต่อีกคนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่จำได้มาก พอเห็นข้าพเจ้าก็เรียกชื่อว่า “กรมหมื่นดำรง” บางทีก็เรียกว่า “กรมหลวงดำรง” แต่ก็ถูกของแกทั้งสองอย่าง เพราะเมื่อไปคราวแรกเป็นกรมหมื่น ไปคราวหลังเป็นกรมหลวง แต่น่าสงสารที่เดี๋ยวนี้แกยากจน จนออกจะกลายเป็นคนขอทาน กวนเอาเรารำคาญอยู่บ้าง.
วันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน
ตื่นแต่ก่อนสว่าง พอ ๖ น. ขึ้นรถไปจากตำหนัก ทูลกระหม่อมก็อุตส่าห์เสด็จไปส่งถึงสถานี พอ ๖.๓๐ น. รถไฟออกจากเมืองบันดุงไปทางตะวันตก เป็นรถไฟด่วนหยุดตามสถานีน้อยแห่ง ทางที่ไปบนเขาอากาศหนาวเย็น ไปสัก ๓ ชั่วโมงจึงเริ่มลงที่ต่ำรู้สึกร้อนขึ้นเป็นอันดับ เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปชะวา ทางรถไฟเพิ่งทำตลอดเกาะชะวายังไม่เรียบร้อย รถไฟออกจากเมืองบะเตเวียเวลาเช้า ต้องไปหยุดค้างแรมที่ตำบลเมาส์ รุ่งขึ้นจึงแล่นต่อไปยังเมืองยกยา เมืองโสโล และเมืองสุรไบยา เป็นที่สุดทาง แต่เดี๋ยวนี้รถไฟเดินตลอดเกาะได้ในวันเดียว ใช่แต่เท่านั้น ยังมีทางรถไฟทั้งทางตรงและทางแยกเพิ่มขึ้นอีกหลายสาย รถไฟที่ออกจากเมืองบะเตเวียเดี๋ยวนี้เดินทางเมืองซาริบอนข้างเหนือ ไปสมทบกับรถไฟที่ออกจากเมืองบันดุงที่ตำบลโกรชา แต่นั้นตัดรถเหลือออกเสียบ้างแล้วรวมเป็นกระบวน<noinclude></noinclude>
5hmfkvcpiemxgb1e03zefkslnd3rgd0
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/51
250
92722
300883
2026-10-03T11:10:51Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300883
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๓๙}}</noinclude>เดียวกันต่อไป ข้อนี้แต่แรกพวกเราไม่รู้ พอเวลา ๑๑ น. บ๋อย (ในชะวาเรียกว่า ยุงุส) มาเรียกเร่งให้ไปกินกลางวัน ก็ไปกินเมื่อขากลับก็เช่นนั้นเหมือนกัน ได้เห็นรถเสบียงผิดกับที่เคยไปกินเมื่อขาไป จึงรู้ว่าเขาสับรถปลดรถเสบียงเดิมไว้เพียงตำบลโกรชา รู้เมื่อเอากลับมาต่ออีกก็พอดี ด้วยนายชิตคนรับใช้หลงไปซื้ออาหารกินอยู่ในรถสายโน้น เรียกเอาตัวกลับมาทัน หาไม่ก็คงหลงเลยไปเมืองบะเตเวีย เป็นอธิบายเหตุที่เขาเรียกให้รีบกินกลางวันเสียแต่ก่อนเที่ยง เพราะเกรงจะกระชันกับเวลาสับเปลี่ยนรถ เวลาบ่าย ๒๔ น. นั่งในรถไฟมา ๘ ชั่วโมงถึงเมืองยกยา (อโยธยา) นายโฮเต็ลมารับพาไปยังแกรนด์โฮเต็ล ซึ่งอยู่ไม่ห่างกับสถานีรถไฟนัก เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปก็ประทับโฮเต็ลนี้ แต่เดี๋ยวนี้เขารื้อทำใหม่หมด ใหญ่โตกว่าแต่ก่อนมาก เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชชกาลปัจจุบันเสด็จไป ก็ประทับโฮเต็ลนี้เหมือนกัน นายโฮเต็ลเขารับจะจัดรถยนต์ของโฮเต็ลให้เราใช้ และจะหาคนนำทางที่พูดภาษาอังกฤษได้ให้เราด้วย เพราะพวกเรามีตัวข้าพเจ้ากับลูกหญิง ๓ คน พูดภาษาต่างประเทศได้แต่ภาษาอังกฤษ นายชิตคนรับใช้หัดพูดภาษามลายูไปแต่เมืองปีนังพอใช้ได้บ้าง เมื่อมาโดยลำพังเช่นนี้จึงจำต้องมีคนนำทางที่ชำนาญท้องที่และรู้ภาษาของชาวเมือง ทั้งรู้ภาษาที่จะพูดกับเราให้เข้าใจกันได้ พวกคนนำทางซึ่งในยุโรปเรียกกันว่า “คุเรีย” เพิ่งมีขึ้นในชะวาตั้งแต่มีชาวต่างประเทศไปเที่ยวปีละ<noinclude></noinclude>
d0admp44w6v2nzb8vmdi74hrim40y6o
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/52
250
92723
300884
2026-10-03T11:11:44Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300884
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๔๐}}</noinclude>มาก ๆ ก็ชาวต่างประเทศที่ไปนั้น มักเป็นอเมริกัน หรือชาติอื่นที่พูดภาษาอังกฤษได้เป็นพื้น ต้องใช้คนรู้ภาษาอังกฤษเป็นคนนำทาง จึงเกิดเป็นช่องของพวกชาวลังกาพากันไปรับจ้างเป็นคนนำทาง จนเดี๋ยวนี้ตั้งเป็นสมาคมไม่มีคนชาติอื่นเข้าแซกแซง ไปถึงโฮเต็ลนอนพักพอหายเหนื่อยแล้ว เวลาบ่าย ๑๗ น. ขึ้นรถยนต์ไปเที่ยวดูบ้านเมือง เห็นเมืองยกยาเจริญแปลกตาตั้งแต่รถไฟเข้าเขตต์แดนมา ข้าพเจ้ายังจำได้เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไป พวกฮอลันดาเขาทูลว่ากำลังกะการทดน้ำอย่างใหญ่ในแขวงเมืองยกยา ในว่าจะปิดแม่น้ำใหญ่อันหนึ่งในที่สูงขุดทำลำแม่น้ำใหม่ บางแห่งจะต้องทำสพานให้ลำแม่น้ำใหม่ข้ามลำแม่น้ำเดิม เอาน้ำไปแจกจ่ายให้เป็นประโยชน์แก่กสิกรรม การที่ทำเห็นจะสำเร็จมาหลายปีแล้ว เดี๋ยวนี้พื้นที่ในแขวงเมืองยกยา กสิกรรมจึงเจริญแปลกตากว่าแต่ก่อนมาก ใช่แต่กสิกรรมเท่านั้น ถึงตัวเมืองยกยาเองก็ขยายใหญ่โตกว่าแต่ก่อน ทำตึกกว้านบ้านเรือน ถนนหนทางเพิ่มเติมขึ้นอีกเป็นอันมาก เขาว่าเมืองยกยาเจริญด้วยเหตุ ๓ อย่าง คือด้วยการทดน้ำดังกล่าวมาแล้วอย่างหนึ่ง ด้วยโบราณสถานที่สำคัญของเกาะชะวาอยู่ในแขวงเมืองยกยาชวนให้มีคนต่างชาติต่างบ้านเมืองมาดู เอาเงินมาจ่ายไว้ในเมืองปีละมาก ๆ อย่างหนึ่ง เป็นแหล่งศิลปากรทำของชะวาต่าง ๆ ขายพวกท่องเที่ยว และส่งไปขายที่อื่น ๆ อย่างหนึ่ง เที่ยวดูเมืองแล้วพอเวลาใกล้ค่ำ คนนำทางพาเดินปนพลเมืองเข้าไปดูงานที่ในวัง<noinclude></noinclude>
ljirpi1eskx7hcog9qfs4oog7apfmg4
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/53
250
92724
300885
2026-10-03T11:15:18Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300885
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๔๑}}</noinclude>สุลต่าน แต่วังดูทรุดโทรมไม่เป็นสง่างามเหมือนเห็นเมื่อครั้งตามเสด็จ เช่นต้นไทรซึ่งนับถือกันว่าเป็น “พญาไม้” ปลูกไว้แต่ก่อนเก่าที่กลางสนาม ๒ ต้นและมีรายรอบสนาม เคยตัดเรือนเรียบร้อยก็ทิ้งให้ร่องแร่งเสียแล้ว ตำหนักรักษาก็ไม่เห็นตกแต่งให้แปลกตาดีขึ้นอย่างไร งานปีที่มีนั้นเป็นงานใหญ่ ยอมให้คนเข้าไปปลูกร้านขายของต่าง ๆ เต็มสนามที่ในวัง ดูคล้ายกับงานระดูหนาวของเรา ในสนามตอนหนึ่งสร้างเป็นโรงแสดงหัตถกรรมกลางสนามมีพลับพลายกและปรำที่เจ้านายขุนนางนั่ง เขาว่าสุลต่านเสด็จออกจากพลับพลาทุกวัน พรุ่งนี้เช้าจะเสด็จออกเป็นวาระที่สุดในการพิธี คิดดูมันขัดข้องแก่การที่สุลต่านจะรับเราในเวลางานเช่นนี้อยู่จริง ๆ จะรับอย่างไปรเวตไม่ให้ดูงานก็ไม่ได้ จะให้ไปดูงานก็ไม่รู้ว่าจะให้นั่งที่ไหนที่จะไม่เสียเกียรติยศของเรา คงเป็นด้วยเหตุนี้เองจึงขอให้ไปต่อเมื่อพ้นงาน ข้างเราก็เผอิญขัดข้องด้วยวันกลับมีวันจำกัด ก็เป็นอันไม่ได้พบสุลต่าน ถึงกระนั้นเมื่อเดินเข้าไปเที่ยวดูงานตามลำพังคงมีคนเห็นเป็นไทย ในไม่ช้าก็มีพวกนายตำรวจทั้งฝรั่งและชะวามาคอยกันคนให้ตลอดเวลาจนมาจากวัง ร้านขายของต่าง ๆ ที่ผ่านไปไม่เห็นน่าดู และผู้คนเกลื่อนกลุ้มคล้ายกับงานภูเขาทอง ไปมีที่สนุกน่าดูแต่ในโรงที่แสดงหัตถกรรม และไม่ต้องเบียดคน เพราะเขาเรียกค่าผ่านประตู คนชั้นเลวไม่ใคร่เข้า ในนั้นเขาจัดของต่าง ๆ ที่ทำในพื้นเมืองเป็นห้อง ๆ มีทั้งของที่ตั้งขาย และมีคนทำของเหล่านั้นให้<noinclude></noinclude>
brz1pwttju413x0sjiwwetjcxxilq13
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/54
250
92725
300886
2026-10-03T11:15:41Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300886
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๔๒}}</noinclude>เห็นวิธีทำด้วยทุกอย่าง ที่น่าชมโดยฉะเพาะนั้นคือการทำผ้าย้อมขี้ผึ้ง ซึ่งเรียกว่าผ้า “บาติ๊ก” เป็นลวดลายแลสีต่าง ๆ อย่าง ๑ ทำเครื่องเงินฝีมือดีมากอย่าง ๑ เครื่องกระและเครื่องหนังก็ทำดี แต่เครื่องทองเหลืองนั้นยังติได้ว่าหนาไป เที่ยวเดินดูเพลิดเพลินจน ๒๐ นาฬิกาจึงได้กลับมาโฮเต็ล
วันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน
เช้า ๘ น. เศษ ขึ้นรถยนต์ไปดู Boroboedo เรียกอย่างไทยน่าเรียกว่า “บวรพุทโธ” เป็นมหาเจดีย์ในพระพุทธสาสนาใหญ่ยิ่งกว่าโบราณเจดีย์บรรดามีในเกาะชะวา เปรียบเหมือนอย่างนครวัดในประเทศกัมพูชา หรือพระปฐมเจดีย์ในประเทศสยาม อยู่ห่างเมืองยกยาไปข้างทิศตะวันตก ระยะทางประมาณสัก ๓๐ กิโลเมตร์ เมื่อไปถึงกลางทางเห็นตลาดนัดแห่ง ๑ เป็นอย่างใหญ่โตกว่าที่ได้เคยเห็นมา กำลังคนประชุมซื้อขายจึงแวะดู ได้สังเกตมาทั้งในเกาะสุมาตราและเกาะชะวา ดูเหมือนมีตลาดนัดทุกอำเภอ ตลาดนัดกับตลาดประจำผิดกันโดยอธิบายดังต่อไปนี้ ตลาดประจำนั้น ขายสิ่งของที่คนต้องการใช้ทุกวัน คือเครื่องอาหารและเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น และขายตามเวลาที่ผู้ซื้อแสวงหา คือเช้าและเย็นทุกวัน ผู้ขายและผู้ซื้อล้วนเป็นผู้อยู่ไม่ห่างไกลจากตลาด ส่วนตลาดนัดนั้น มีการซื้อขายแต่ในวันกำหนดสัปดาหะละครั้ง ๑ หรือ ๒ ครั้ง ซื้อขายของทุกอย่างซึ่งอาจจะมีคนปรารถนา<noinclude></noinclude>
77swl7efoxrqygs5vx4q73ru5hjfhrc
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/55
250
92726
300887
2026-10-03T11:16:10Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300887
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๔๓}}</noinclude>ไม่เลือกว่าสิ่งอันใด หรือถ้าว่าอีกอย่างหนึ่ง ใครมีอะไรอยากจะเปลี่ยนเป็นเงินตรา ก็เอาไปขายที่ตลาดนัด ฝ่ายผู้ซื้ออยากจะได้สิ่งอันใดที่ไม่มีขายในตลาดประจำ เช่นปสุสัตว์และสินค้าป่าเป็นต้น ก็ไปหาซื้อที่ตลาดนัด ตลาดนัดเป็นที่ประชุมทั้งคนที่อยู่ใกล้และอยู่ไกล และเมื่อถึงวันนัดพวกที่ขายของในตลาดประจำก็เอาของไปประสมขายในตลาดนัดด้วย ผู้คนจึงมากเหมือนกับมีงานใหญ่อะไรอย่างหนึ่ง ทางเมืองยกยานี้ใช้เกวียนขนาดใหญ่ใช้วัวพรรค์อินเดียเทียม ไม่ใช้เกวียนอย่างย่อม ๆ เทียมม้าเหมือนทางเมืองบันดุง เห็นจะเป็นเพราะเป็นพื้นที่ราบโดยมาก ไม่ต้องขึ้นเขาลงเขาบ่อย ๆ เหมือนทางนั้น แต่สังเกตดูเห็นเกวียนเมืองยกยามีไม้ขอนแขวนขวางไว้ข้างท้ายเกวียนทุกเล่ม แต่แรกยังไม่รู้ว่าแขวนไว้ทำไม จนเมื่อเข้าไปดูตลาดนัดพิจารณาดูเกวียนบรรทุกของที่จอดอยู่ในนั้น จึ่งเข้าใจได้ว่าไม้ขอนที่แขวนนั้นคือ “เบร๊ก” สำหรับห้ามล้อ เวลาเกวียนไปในที่เสมอหรือขึ้นเนินไม้ขอนก็แขวนอยู่เปล่า ๆ แต่ถ้าเกวียนลงที่ต่ำเมื่อใดไม้ขอนนั้นก็ไกวเข้าไปเบียดลูกล้อทั้ง ๒ ข้างให้หมุนฝืด เป็นเครื่องห้ามล้อเองด้วยประการฉะนี้ ที่เกวียนบางเล่มมีรอยลูกล้อกัดขอนเข้าไปลึก ๆ ด้วยใช้มานาน ดูเป็นความคิดดีเสียยิ่งกว่าเครื่องห้ามล้ออย่างฝรั่ง เพราะขอนไม้มันห้ามล้อได้เอง คนขับไม่ต้องใช้มือหรือเท้าบังคับ แต่ก็สำหรับใช้แต่กับเกวียนเทียมวัวอย่างนี้ จะเอาไปใช้กับอย่างอื่นเห็นจะไม่ได้ ทางที่ไปวันนี้มีรางเหล็กวาง<noinclude></noinclude>
78efts7hoqtvhan39xtj3g0zh5f9ioh
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/56
250
92727
300888
2026-10-03T11:16:28Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300888
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๔๔}}</noinclude>เคียงไปข้างถนนสำหรับให้ใช้รถไฟได้ถึงเมืองเมคะลัง ซึ่งเป็นสถานีที่ตั้งกองทหารประจำตอนกลางเกาะชะวา สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเคยเสด็จไปถึง แต่ในเวลาปกติมิใคร่มีกิจต้องใช้รถไฟมากนัก จึงหาประโยชน์เดินเป็นรถรางรับส่งคนโดยสารตามระยะทาง
ตั้งแต่รถออกจากเมืองยกยาไปตามทางแลเห็นภูเขาไฟ “กุหนุงมะราปี” (ที่ว่าปะสันตาไปต่อนกในเรื่องอิเหนา) อยู่ใกล้ ๆ เป็นภูเขาสูงใหญ่มีควันไฟพลุ่งออกจากปล่องที่บนยอดอยู่เสมอ เขาเล่าว่าเมื่อสองปีมาแล้วกุหนุงมะราปีกำเริบ พ่นน้ำทองแดงออกจากปล่องไหลลงมาเผาหมู่บ้านเรือนราษฎร ที่ไปตั้งทำไร่อยู่บนไหล่เขาคนตายมาก เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปชะวา ประทับอยู่ที่เมืองบันดุงก็ไปประสบเวลาภูเขาไฟกำเริบเผาผู้คนตายมากครั้งหนึ่ง แต่ภูเขาที่กำเริบในครั้งนั้นชื่อ “กลุ๊ต” (ไกรลาส) อยู่ห่างไกลไปทางตะวันออก ถึงกระนั้นที่เมืองบันดุงก็มัวมลไม่เห็นแสงตะวัน และมีละอองถ่านตกโปรยเป็นละอองลงมาจากอากาศอยู่ตลอดวัน ได้รับโทรเลขจากยุโรปและกรุงเทพฯ หลายฉะบับ ถามว่าเสด็จประทับปลอดภัยอยู่ดีหรืออย่างไร เวลานั้นพระยาปฏิพัทธภูบาล (คอยุเหล ณ ระนอง) ยังเป็นหลวงสุนทรโกษา ล่วงหน้าไปจัดเตรียมรับเสด็จอยู่ที่เมืองหนึ่ง (ดูเหมือนจะเป็นเมืองมาลัง) ไม่ห่างจากเขากลุ๊ตนัก กลับมาเล่าว่าไม่มีใครรู้ตัวว่าภูเขาไฟจะกำเริบ อยู่ดี ๆ ที่เมืองนั้นก็มืดมลอนธ<noinclude></noinclude>
p0pls3vlrpcnhd8q0obqusvxcxtpw1q
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/57
250
92728
300889
2026-10-03T11:16:49Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300889
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๔๕}}</noinclude>การไปหมด เมื่อรู้ว่าภูเขาไฟกำเริบก็ยิ่งตกใจ ด้วยสำคัญว่าบ้านเรือนที่อยู่จะพังทับหรือน้ำทองแดงจะไหลมาท่วมถึง จะหนีไปไหนก็มืดไม่เห็นหนไปไม่ได้พากันสิ้นสติ บ้างก็รวมครอบครัวไว้ในห้องว่าถ้าตายก็ให้ตายด้วยกัน บ้างก็เอาเหล้าแชมเปนที่สงวนไว้สำหรับมีงานมาเปิดชวนกันกินว่าจะตายให้สนุก วุ่นกันอยู่ ๒ วันจนมีแสงสว่างขึ้นในท้องฟ้าจึงสงบ ที่ในชะวามีภูเขาไฟหลายแห่ง ดับอยู่บ้างยังติดอยู่บ้าง นาน ๆ ก็ระเบิดหรือบันดาลให้แผ่นดินไหว แต่ไม่มีใครรูว่าจะแผลงฤทธิ์เดชอย่างใดเมื่อใดก็อยู่ชินกันไปไม่กลัวภูเขาไฟ
ขับรถยนต์จากเมืองยกยาไปสักชั่วโมงหนึ่ง ถึงมหาเจดีย์บวรพุทโธ อยู่บนยอดเนินอันหนึ่ง เดี๋ยวนี้รัฐบาลจัดการบำรุงรักษาดีกว่าแต่ก่อนมาก ถึงมีโฮเต็ลสร้างไว้ในที่บริเวณ สำหรับให้คนดูไปพักร้อนหรือนอนค้างคืนก็ได้ แต่ใครจะขึ้นถึงชั้นทักษิณต้องเสียค่าธรรมเนียมเป็นการช่วยบำรุงคนละ ๕๐ เซ็นต์ มีคนไปดูอยู่เสมอทั้งชาวต่างประเทศและชาวเมือง
พระเจดีย์บวรพุทโธ ใหญ่โตกว่าโบราณเจดีย์แห่งอื่น ๆ ในชะวาทั้งหมด และเป็นเจดีย์ที่สร้างเป็นพระสถูปแต่แห่งเดียวนอกจากนั้นสร้างเป็นมณฑป ทำพระสถูปแต่อย่างเล็ก ๆ เป็นเครื่องประดับยอดทั้งนั้น ถ้าว่าด้วยขนาดของพระเจดีย์บวรพุทโธเล็กกว่านครวัดที่เมืองเขมรมาก แต่กระบวนทำลายจำหลักงามประหลาดอยู่ ที่พิจารณาเห็นได้ชัดว่าพระเจดีย์บวรพุทโธนี้ สร้างตาม<noinclude></noinclude>
31ivgg3izod6qf1y0542y727k12z28z
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/58
250
92729
300890
2026-10-03T11:17:34Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300890
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๔๖}}</noinclude>ความคิดเดิมไม่สำเร็จ ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดเมื่อภายหลัง ความคิดเดิมเห็นจะทำเป็นพระมหาสถูป มีชั้นทักษิณ ๕ ชั้น แต่ชะรอยจะเกิดทรุดเหมือนเช่นสร้างภูเขาทองวัดสระเกศ เมื่อรัชชกาลที่ ๓ ต้องหยุดการสร้างค้างอยู่เพียงฐานทักษิณ (เวลานี้ก็ยังแลเห็นฐานทรุดเอาออกมาข้างนอกที่บางแห่ง แต่รัฐบาลให้ตรวจชันสูตร์ปรากฏว่าอยู่ตัวแล้ว) บางทีก็ทิ้งค้างอยู่เพียงชั้นทักษิณตั้งหลายสิบปี จึงมีคนชั้นหลังคิดสร้างต่อให้สำเร็จ ให้ทำที่บนชั้นทักษิณซึ่งความคิดเดิมจะสร้างองค์พระสถูปนั้นเปลี่ยนเป็นลาน และในลานนั้นสร้างพระสถูปขนาดย่อมเป็นประธานอยู่กลางองค์หนึ่ง มีพระสถูปขนาดย่อมกว่านั้นลงมาเป็นบริวารรายรอบ ๓ แถว เป็นจำนวนพระสถูปถึง ๗๒ องค์พอเต็มลาน พระสถูปที่สร้างชั้นหลังนั้นทำทึบแต่องค์กลาง นอกจากนั้นทำองค์ระฆังโปร่งให้เบามีช่องฉลุให้แลเห็น ตั้งพระพุทธรูปไว้ในนั้นทุกองค์ สังเกตฝีมือตอนที่ทำอยู่ข้างหยาบ ไม่ประณีตเหมือนฐานทักษิณ จึงสันนิษฐานว่าทำต่างยุคกัน ข้าพเจ้าได้ถามพวกนักปราชญ์ฮอลันดาว่ามีใครได้เคยคิดวินิจฉัยบ้างหรือไม่ ว่าแบบเดิมเขาจะทำเป็นอย่างไร ตอบว่ามีผู้คิดวินิจฉัยนับตัวไม่ถ้วน เห็นต่าง ๆ กันยังไม่ตกลงจนเดี๋ยวนี้ แบบที่คิดเดิมจะเป็นอย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาดูทรวดทรงเห็นว่าไม่น่าชม เพราะเสียส่วนดูไม่เป็นสง่าเหมือนปราสาทหินตามแบบเขมร เป็นต้นว่าฐานทักษิณ ๕ ชั้นอันจำหลักลายเป็นรูปภาพเรื่องพุทธประวัติและชาดกทั้ง ๒ ข้างนั้น<noinclude></noinclude>
5ea3jsqs2u699nxe00qcy21ctzh21yv
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/59
250
92730
300891
2026-10-03T11:18:50Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300891
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๔๗}}</noinclude>ก็ทำกระชั้นกันนักจนทางเดินแคบดูรูปภาพไม่ได้ถนัด ชั้นทักษิณดูข้างนอก ส่วนสูงก็ไม่สมกับส่วนกว้าง แต่จะลงเนื้อเห็นว่าช่างผู้คิดแบบแต่แรกจะไม่รู้จักดีงามก็ไม่ควร เพราะกระบวนจำหลักและส่วนที่เป็นเครื่องประดับเขาทำงาม ชะรอยจะมีเหตุที่เรารู้ไม่ได้ในปัจจุบันนี้ บังคับให้เขาจำต้องทำทรวดทรงเป็นอย่างนั้น เที่ยวดูพระเจดีย์บวรพุทโธอยู่สักชั่วโมงหนึ่ง แล้วย้อนทางกลับมาแวะดูมณฑป “เมนดุ๊ต” เป็นมณฑปศิลาขนาดสักเท่าพระมณฑปในวัดพระแก้วที่กรุงเทพฯ ในนั้นมีพระพุทธรูปศิลาทั้งแท่งองค์ ๑ ตั้งเป็นประธานอยู่ด้านในขนาดใหญ่เท่า ๆ กับพระประธานในพระอุโบสถพระปฐมเจดีย์ และนั่งห้อยพระบาทปางประทานปฐมเทศนาเช่นเดียวกัน (แต่พระประทานที่พระปฐมเจดีย์ ทำด้วยศิลาทั้งแท่งต่อกัน) มีรูปพระโพธิสัตว์มหายานอีก ๒ องค์ทำด้วยศิลาทั้งแท่งขนาดใหญ่อย่างเดียวกัน ตั้งริมผนังด้านข้าง ๆ ละองค์ ฝีมือทำพระพุทธรูปและรูปพระโพธิสัตว์ที่เมนดุ๊ตนี้ ใครเห็นก็ต้องยอมว่างามอย่างยอดเยี่ยม แทบจะหาเสมอเหมือนไม่ได้ เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปมณฑปเมนดุ๊ตหลังคายังพังโหว่ และพระพุทธรูปก็เอนเอียงเกือบจะพลัดตกจากฐาน เพราะถูกแผ่นดินไหวมาแต่ก่อน แต่เดี๋ยวนี้รัฐบาลเขาพยายามปฏิสังขรณ์ เก็บหินหลังคาที่พลัดลงมากระจายเอากลับขึ้นไปเรียบเรียงปิดพอกันฝนได้ พระพุทธรูปเขาก็ยกขึ้นตั้งให้ตรง และปฏิสังขรณ์ฐานรองกับทั้งเรือนแก้วให้เหมือนของ<noinclude></noinclude>
h2elz5modftlguq945vsfazjr07chtv
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/60
250
92731
300892
2026-10-03T11:19:29Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300892
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๔๘}}</noinclude>เดิม ที่รูปพระโพธิสัตว์ก็ทำอย่างเดียวกัน ควรอนุโมทนาอย่างยิ่ง เมื่อกลับมาถึงปีนัง ข้าพเจ้ามาพบศาสตราจารย์คัลเลนเฟล ผู้อำนวยการบำรุงรักษาโบราณสถานในชะวา ได้ปรารภกับเขาว่าพระพุทธรูปกับรูปพระโพธิสัตว์ ๒ องค์ที่เมนดุ๊ตนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะสร้างก่อนช้านาน แล้วจึงสร้างมณฑปศิลาขึ้นเป็นที่ประดิษฐานต่อชั้นหลัง เขารับรองว่าพวกเขาก็คิดเห็นเช่นนั้น เพราะเมื่อปฏิสังขรณ์พบเค้าเงื่อนว่ามีมณฑปก่อด้วยอิฐอยู่ก่อน ทั้งลวดลายและแบบอย่างที่สร้างมณฑป ก็ส่อให้เห็นว่าเป็นของสมัยชั้นหลังมา เมื่อดูพระพุทธรูปที่เมนดุ๊ต คิดเห็นข้อสำคัญในเรื่องโบราณคดีขึ้นข้อหนึ่ง น่าจะจดลงไว้ตรงนี้ด้วย คือพระพุทธรูปห้อยพระบาททำด้วยศิลาขนาดนี้ไม่ปรากฏว่ามีในเมืองพะม่ามอญเขมรเลย ในชะวาก็มีแต่องค์เดียว แต่ไปมีในประเทศสยามถึง ๔ องค์ ตรวจได้หลักฐานว่าเดิมมีพระเจดีย์โบราณองค์หนึ่งในตำบลพระปฐมเจดีย์ (อยู่ในบริเวณสวนนันทอุทยาน ของสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ) ชาวบ้านเรียกกันมาแต่ก่อนว่า “พระเมรุ” องค์พระเจดีย์เดิมรูปร่างจะเป็นอย่างไรรู้ไม่ได้ ด้วยหักพังเสียหมดแล้ว รู้ได้แต่ว่ามีพระพุทธรูปศิลาเช่นว่า ตั้งไว้ที่มุขพระเจดีย์นั้นด้านละองค์ องค์ ๑ เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาย้ายเอาไปไว้ที่วัดมหาธาตุในพระนคร ครั้งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชชกาลที่ ๓ พระยาวิชิต (เผือก) เชิญมาไว้ที่วัดหน้าพระเมรุจนบัดนี้ เมื่อข้าพเจ้าเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ขุดพบ<noinclude></noinclude>
qoj0j46u1kebhg7481f5z50fzikibuy
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/61
250
92732
300893
2026-10-03T11:40:52Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300893
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๔๙}}</noinclude>ศิลาทับหลังเรือนแก้วที่ “พระเมรุ” จึงรู้ว่าพระพุทธรูปองค์วัดหน้าพระเมรุนั้นเดิมอยู่ที่พระปฐมเจดีย์ อีกองค์หนึ่งเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ขุดพบที่ “พระเมรุ” เหมือนกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ตั้งเป็นพระประทานอยู่ที่ในพระอุโบสถพระปฐมเจดีย์จนบัดนี้ อีก ๒ องค์ก็ขุดพบที่ “พระเมรุ” ในสมัยเมื่อข้าพเจ้าจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานที่พระปฐมเจดีย์ แต่เหลืออยู่เป็นชิ้น ๆ ไม่บริบูรณ์ ยังรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานพระปฐมเจดีย์จนบัดนี้ น่าสันนิษฐานว่าพระพุทธรูปทั้ง ๕ องค์นั้นจะสร้างในสมัยเดียวกันเมื่อราว พ.ศ. ๑๔๐๐ ตามแบบครั้งราชวงศ์คุปตะครองมัชฌิมประเทศ และการถือพระพุทธสาสนาจะเป็นอย่างมหายานด้วยกัน ทั้งที่ในชะวาและประเทศสยามนี้ กลับจากเมนดุ๊ตมาถึงเมืองยกยาพอเวลากินกลางวันพอดี
เวลาเย็นขึ้นรถไปเที่ยวดูเมืองอีกครั้งหนึ่ง แล้วแวะดูร้านขายของชะวาร้านหนึ่ง ซึ่งฝรั่งแก่คนหนึ่งตั้งขายคนท่องเที่ยว มีทั้งของโบราณและของที่ทำใหม่ มีพระพุทธรูปและเทวรูปทองสัมฤทธิ์หล่อปลอมตั้งไว้ขายหลายองค์ ถามราคาดูองค์หนึ่งเจ้าของบอกว่า ๕๐ กิลเดอ (ราว ๕๐ บาท) บอกแกว่าเห็นเป็นของทำปลอม ดูออกจะฉุน ที่จริงฝีมือชะวาทำปลอมยังสู้พวกบ้านหล่อที่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้ ออกจากนั่นไปแวะร้านขายเครื่องดนตรีหาซื้อแผ่นคราโมโฟนเพลงพิณพาทย์ และขับร้องของพวกสุนดา พวกชะวา และพวกบาหลี ได้ตามประสงค์แล้วกลับโฮเต็ล
{{มปก}}<noinclude>{{ข|๔}}</noinclude>
1htxvq4l6a4aiyow73hhqys0y2tvzru
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/62
250
92733
300894
2026-10-03T11:42:05Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300894
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๕๐}}</noinclude>วันอังคารที่ ๒๖ มิถุนายน
เวลาเช้า ๙ น. ขึ้นรถยนต์ มีรถคนรับใช้กับคนนำทางคุมของตามอีกรถหนึ่ง ออกจากเมืองยกยาไปโสโล ที่จริงเมืองทั้งสองนั้นตั้งอยู่เมืองละด้านภูเขามะราปีไม่ไกลกันนัก ถ้ารถยนต์แล่นตรงไปชั่วโมงเดียวก็ถึง แต่เราประสงค์จะแวะดูปราสาทหินหมู่ “พรหมานันท์” ซึ่งตั้งอยู่ในระหว่างทาง จึงกะว่าจะไปถึงเมืองโสโลพอเวลากินกลางวัน ในท้องที่ราบตอนเมืองยกยากับเมืองโสโลนี้ ทำไร่ยาสูบและไร่อ้อยมาก มีโรงจากสำหรับผึ่งยาสูบและโรงจักรหีบน้ำอ้อยทำน้ำตาลทรายตั้งรายเป็นระยะไป เมื่อรถยนต์แล่นมาตามทางสังเกตเห็นอะไรอย่างหนึ่งซึ่งไม่เป็นของปลาด แต่ไม่เคยเห็นมาแต่ก่อน คืออ้อยออกดอกเต็มไปตามไร่ดูราวกับป่าอ้อ ไร่อ้อยที่เคยเห็นมาแต่ก่อน พออ้อยขึ้นได้ขนาดแล้วเขาก็ตัดแต่ก่อนออกดอก เพิ่งเห็นปล่อยให้อ้อยออกดอกเมื่อไปชะวาคราวนี้ ได้ความว่าเป็นเพราะราคาน้ำตาลตกต่ำ และฮอลันดาใช้มาตราทองคำ ขายน้ำตาลราคาถูกเท่าประเทศที่ออกจากมาตราทองคำไม่ได้ ถึงต้องปิดโรงหีบอ้อยและปล่อยพวกกรรมกรออกจากงาน ไม่มีใครตัดอ้อยก็ทอดทิ้งออกดอกและเน่าอยู่คาไร่ ดูก็น่าทุเรศอยู่
ไปจากเมืองยกยาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงถึงปราสาทหินของโบราณแห่งหนึ่ง เรียกว่า จันดี (เจดีย์) กาละสัน ทำเป็นมณฑปในพระพุทธสาสนาขนาดเท่า ๆ กันกับมณฑปเมนดุ๊ต ยอดพังและข้างในไม่<noinclude></noinclude>
p6ly6gry3kwd3dbc4c54uq71klekj8s
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/63
250
92734
300895
2026-10-03T11:43:06Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300895
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๕๑}}</noinclude>มีอะไรเสียแล้ว แต่ข้างนอกจำหลักลายละเอียดงามแปลกกว่าที่อื่น ดูปราสาทกาละสันแล้วขึ้นรถต่อไปแวะดูปราสาทหินอีกแห่งหนึ่ง เรียกว่า จันดีเสวู ทำแปลกเป็นตึก ๓ ห้อง ๒ ชั้น เครื่องประดับเป็นทางพระพุทธสาสนา เหมือนกับเจดีย์กาละสัน แต่ลายจำหลักหยาบกว่า เมื่อขึ้นไปดูทั่วแล้ว เห็นว่าของเดิมเห็นจะสร้างเป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก แต่พวกฮอลันดาเขาว่าเป็นกุฏิพระสงฆ์ เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้ปรารภกับศาสตราจารย์คัลเลนเฟลว่าแต่โบราณคนชอบอยู่เรือนไม้ ราชมนเทียรของพระเจ้าแผ่นดินก็สร้างด้วยไม้ สถานที่ก่อด้วยศิลาและอิฐแต่โบราณทำแต่เป็นเจดียวัตถุ เช่นเดียวกันทั้งในเมืองพะม่า มอญ ไทย เขมร และเข้าใจว่าในชะวาก็เช่นนั้นเหมือนกัน ที่ปราสาทหินขนาดใหญ่ในเมืองเขมรมักมีหอธรรมทุกแห่ง จันดีเสวูนี้น่าจะสร้างเป็นหอธรรมจึงตกแต่งอย่างเจดียสถาน ผิดกับที่อื่นแต่ทำพื้นเป็น ๒ ชั้น และกั้นเป็นห้อง ๆ ในนั้น ดูก็สมจะเป็นหอธรรมยิ่งขึ้น ศาสตราจารย์คัลเลนเฟลว่าตามวินิจฉัยของข้าพเจ้านั้นเห็นจะถูกต้อง วังโบราณที่ตรวจพบในชะวา ตรงราชมนเทียรสถานก็เป็นแต่พูนดินเป็นพื้นสูงขึ้น หาปรากฏเค้าเงื่อนว่ามีสถานสร้างด้วยศิลาหรือด้วยอิฐไม่ มีพวกฮอลันดาตัดสินว่าจันดีเสวูเป็นกุฏิสงฆ์นั้น เพราะพบศิลาจารึกที่จันดีกาละสันว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สร้างเจดีย์กาละสันได้ทรงสร้างกุฏิสงฆ์ ด้วยเห็นจันดีเสวูอยู่ใกล้ ๆ กันและเป็นตึก ๒ ชั้น จึงลงเนื้อเห็นว่า คือกุฏิสงฆ์ที่กล่าว<noinclude></noinclude>
lctveuehwg1bnb8i9g99gqg18kmwrk2
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/64
250
92735
300896
2026-10-03T11:43:24Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300896
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๕๒}}</noinclude>ในศิลาจารึกนั้น ออกจากจันดีเสวูไประยะทางไม่ไกลนัก ถึงจันดีพรหมานันท์ อันเป็นเทวสถานในทางพราหมณ์ ใหญ่โตกว่าที่อื่นหมด เหมือนเช่นพระบวรพุทโธใหญ่โตกว่าที่อื่นในเจดีย์ทรงพระพุทธสาสนาฉะนั้น ปลาดที่เจดียสถานในแดนเมืองยกยา นอกจากพระบวรพุทโธแล้ว แบบการก่อสร้างทำเป็นมณฑปทั้งนั้น ปราสาทหินพรหมานันท์นี้ก็ทำเป็นมณฑปใหญ่บ้าง ย่อมบ้าง มีจำนวนมณฑปศิลาอยู่ในหมู่เดียวกันมากมาย มณฑปใหญ่ที่อยู่กลางเป็นสถานพระอิศวร ข้างในมีรูปพระอิศวรทำด้วยศิลายืนสูงสัก ๕ ศอก ตั้งเป็นประธานทำงามดี ข้างนอกมณฑปนี้ทำมุขมีคูหาทั้ง ๔ ด้าน ด้านหน้าเป็นประตู มุขด้านใต้ไว้รูปเทวคุรุ คือรูปพระอิศวรมีหนวดเครา (อย่างรูปพระอิศวรเมืองกำแพงเพ็ชร ที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานกรุงเทพฯ) มุขด้านตะวันตกไว้รูปพระคเณศ มุขด้านเหนือไว้รูปนางทุรคะ (แต่ทำอย่างสวยงาม ไม่ให้น่ากลัวเหมือนอย่างแบบฮินดู) มีมณฑปที่เป็นประธานอีก ๒ หลัง ขนาดย่อมกว่ามณฑปพระอิศวรหน่อยหนึ่งอยู่ ๒ ข้าง หลังข้างใต้ตั้งรูปพระพรหม หลังข้างเหนือตั้งรูปพระวิษณุ ทำงามดีฝีมือเดียวกันกับรูปพระอิศวร มณฑปทั้ง ๓ หลังที่ว่ามานี้ มีชั้นทักษิณ ๒ ชั้น พนักฐานทักษิณชั้นล่างของสถานพระอิศวรและสถานพระพรหมด้านใน จำหลักลายเป็นรูปภาพเรื่องรามเกียรติ์ สถานพระวิษณุเป็นเรื่องพระกฤษณ ข้อนี้ส่อให้เห็นว่าพวกชะวาในสมัยนั้น นับถือพระ<noinclude></noinclude>
cjlgefug7ne2siw59jvzghzegfeq86y
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/65
250
92736
300897
2026-10-03T11:43:52Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300897
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๕๓}}</noinclude>เป็นเจ้าทั้ง ๓ ด้วยกัน เหมือนอย่างไทยเรานับถือ มิได้นับถือแต่ฉะเพาะพระองค์เหมือนเช่นพวกเขมรที่สร้างปราสาทหินในเมืองเขมร ลายจำหลักเรื่องรามเกียรติ์นี้ เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปทอดพระเนตร์ เทวสถานพรหมานันท์ยังทอดทิ้งอยู่ ด้วยรัฐบาลยังมิได้เริ่มบำรุงรักษาโบราณสถาน จึงตรัสขอเอามากรุงเทพฯ ห้องหนึ่งตั้งไว้ในพิพิธภัณฑสถานฯ ครั้นเมื่อรัฐบาลจัดการปฏิสังขรณ์ ศาสตราจารย์คัลเลนเฟลผู้อำนวยการรักษาโบราณวัตถุสถานในเมืองชะวา เข้าไปกรุงเทพฯ ไปเห็นเข้า พูดกับข้าพเจ้าเมื่อยังเป็นนายกราชบัณฑิตยสภา ว่ารัฐบาลกำลังปฏิสังขรณ์มณฑปที่พรหมานันท์ ทำอย่างไรจึงจะได้พนักภาพรามเกียรติ์นั้นกลับไปตั้งยังที่เดิม ข้าพเจ้าเห็นว่าเขามีสิทธิในทางธรรมที่จะได้กลับไป จึงได้รับว่าถ้าเขาให้เครื่องศิลาโบราณอย่างอื่นสมัยเดียวกันเป็นของแลกเปลี่ยนอย่าให้ของในพิพิธภัณฑสถานฯ ขาดไป ข้าพเจ้าจะกราบทูลขอพระบรมราชานุญาตคืนให้ เขาส่งเครื่องศิลาเป็นเทวรูปต่าง ๆ หลายรูปเข้าไปแลกจึงได้ภาพรามเกียรติ์คืนไป เผอิญเป็นตอนสำคัญ พอได้ไปตั้งที่สถานพระพรหม ก็ได้เรื่องติดต่อกับตอนอื่นที่เขายังสงสัยไม่รู้ว่าจะเรียงเข้าลำดับอย่างไร เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปชะวา เขาได้เชิญเสด็จไปทอดพระเนตร์และกราบทูลดังกล่าวมา ข้างหน้ามณฑปพระเป็นเจ้าทั้ง ๓ มีมณฑปขนาดย่อมลงมาเรียงกันอยู่ ๓ มณฑปอีกแถวหนึ่ง ตั้งรูปพาหนะของพระเป็นเจ้า คือโคนนทรี{{วว}}<noinclude></noinclude>
7e7g9ebyrdynczgbb3up9x4u54gn3b1
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/66
250
92737
300898
2026-10-03T11:44:42Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300898
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๕๔}}</noinclude>พระยาครุฑ และพระยาหงส์ไว้เป็นประธาน (สูญเสียแล้วบ้าง ยังเหลือแต่รูปโค) ปลายแถวมณฑปเทวพาหนะนี้มีมณฑปน้อยอีกข้างละหลัง ว่าเดิมตั้งรูปพระอาทิตย์หลังหนึ่ง พระจันทร์หลังหนึ่ง รัฐบาลพยายามปฏิสังขรณ์หลังข้างใต้ให้คืนดีอย่างเดิมได้หลังหนึ่งน่าชมมาก มณฑปที่พรรณามา ๘ หลังสร้างไว้ในลานชั้นบนมีกำแพงล้อมรอบ นอกกำแพงพื้นที่ลดต่ำลงมีมณฑปเล็ก ๆ เป็นบริวาร สร้างเรียงกันเป็น ๓ แถวรอบทั้ง ๔ ด้าน เป็นจำนวนมณฑปทั้งสิ้นเกือบ ๒๐๐ หลัง แต่ว่าถูกแผ่นดินไหวพังทะลายมากบ้างน้อยบ้างทั้งนั้น มณฑปสำคัญชั้นบนเป็นแต่หลังคาพัง ส่วนมณฑปบริวารรอบกำแพงนั้น เห็นจะถูกพวกชะวาเมื่อเข้ารีตเป็นอิสลามแล้ว รื้อเอาศิลาไปใช้เสียอีกซ้ำหนึ่งด้วย ยังเหลือแต่เพียงเชิงผนังเท่านั้น ข้าพเจ้าถามศาสตราจารย์คัลเลนเฟล ว่ามีใครได้เคยคิดวินิจฉัยบ้างหรือเปล่าว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงสร้างมณฑปบริวารไว้รอบกำแพงพรหมานันท์มากตั้งร้อย แกตอบว่าคิดเห็นกันเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งว่ามณฑปที่สำคัญเป็นของพระเจ้าแผ่นดินสร้าง ส่วนมณฑปบริวารพระญาติและราชบริพารสร้างโดยเสด็จ อีกอย่างหนึ่งว่าเทวสถานย่อมสร้างเป็นเทวพลี มณฑปใหญ่ ๆ ข้างในเป็นพลีของมหานครราชธานี ส่วนมณฑปบริวารพวกเมืองขึ้นเข้ามาสร้าง เป็นเครื่องหมายพลีของเมืองนั้น ๆ ประเพณีอย่างหลังในเกาะบาหลียังมีปรากฏอยู่ ข้าพเจ้าว่ามีประเพณีโบราณในประเทศสยามอีกอย่างหนึ่ง เมื่อสกุลใดตั้งมั่งคงแล้ว{{วว}}<noinclude></noinclude>
gg60dzoo1gvixtu3pmcg3u6o2fuj054
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/67
250
92738
300899
2026-10-03T11:45:17Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300899
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๕๕}}</noinclude>ย่อมสร้างวัดสำหรับสกุลไว้เป็นที่บรรจุอัฏฐิธาตุของสมาชิกในสกุล ที่บรรจุนั้นมักสร้างเป็นรูปสถูปที่เรียกกันว่า “พระเจดีย์” แกว่าในชะวาก็ได้พบที่บรรจุอัฎฐิธาตุของพระก็มี ของคฤหัสถ์ก็มี แต่ที่มณฑปบริวารณพรหมานันท์ยังหาได้ลองขุดชันสูตร์ไม่ การที่เข้าไปดูเทาสถานพรหมานันท์ ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละ ๕๐ เซนต์ อย่างเดียวกับที่บวรพุทโธ แต่เห็นจะมีคนไปดูไม่มากหรืออยู่ดูไม่นานเหมือนที่บวรพุทโธ จึงไม่มีโฮเต็ล ถึงกระนั้นว่าสำหรับพวกเราก็สนุกเพลิดเพลินมาก เสียแต่แดดอยู่ข้างร้อนจัด
เที่ยวดูเทวสถานอยู่กว่าชั่วโมง แล้วจึงขึ้นรถต่อไปถึงเมืองโสโลเวลาเที่ยงวัน ไปพักที่โฮเต็ลสะเลีย ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเคยเสด็จประทับ มีขุนนางชะวาเป็นผู้ใหญ่แต่งตัวเต็มยศนั่งอยู่ที่เฉลียงหน้าโฮเต็ลคนหนึ่ง พอเราลงจากรถ พวกคนโฮเต็ลวิ่งมาถามว่าเป็นคนไทยหรือมิใช่ พอบอกว่าใช่ ก็วิ่งไปบอกขุนนางชะวาคนนั้น ลุกขึ้นตรงมาหาข้าพเจ้าด้วยกิริยายิ้มย่องจับมือแสดงความยินดี แต่พูดกันไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าต้องเรียกฝรั่งนายโฮเต็ลมาวานให้เป็นล่าม ได้ความว่าแกชื่อ ยะโสทีปุร เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ตำแหน่งอธิบดีกรมวัง สุสุหุนัน พระเจ้ากรุงสุรเขตต์ให้มาคอยรับ ด้วยทรงยินดีนักที่ข้าพเจ้าไปเยี่ยมเยือนถึงเมืองโสโลอีกครั้งหนึ่ง และแจ้งให้ทราบว่าสุสุหุนันได้ตรัสสั่งให้จัดรถยนต์หลวงมาให้ข้าพเจ้าใช้ตลอดเวลาที่อยู่ในนครโสโล และให้ขอเชิญข้าพเจ้ากับลูกหญิงทั้ง ๓ คน เข้าไปในราชวังในค่ำวัน<noinclude></noinclude>
pry2axrk2q5wfrmo8xq14u62t7j7c96
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/68
250
92739
300900
2026-10-03T11:55:29Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300900
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๕๖}}</noinclude>นั้น เวลา ๒๐.๓๐ น. จะมีการรับรองอย่างเต็มยศติดเครื่องราชอิสสริยาภรณ์ แล้วบอกต่อไปว่าเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จ แกก็มีตำแหน่งอยู่ในราชสำนักอยู่แล้วยังจำข้าพเจ้าได้ เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชชกาลปัจจุบันนี้เสด็จไปแกก็รับเสด็จ ได้พระราชทานเครื่องราชอิสสริยาภรณ์ (เบญจมาภรณ์มงกุฎสยาม) ซึ่งติดมานั้น และต่อมาเมื่อทูลกระหม่อมชายเสด็จไป สุสุหุนันก็ให้แกเป็นผู้มาต้อนรับเหมือนกัน เพราะเห็นว่าแกคุ้นเคยกับเจ้านายไทยมาแต่ก่อน ข้าพเจ้าสั่งให้ไปทูลสุสุหุนันว่าข้าพเจ้าขอบพระคุณยิ่งนัก และจะเข้าไปเฝ้าตามเวลากำหนด ส่วนตัวแกข้าพเจ้าก็ยินดีที่ได้ไปพบอีก เพราะตั้งแต่พบกันครั้งก่อนเวลาล่วงมาถึง ๓๓ ปี คนที่เคยรู้จักน่าจะเหลือน้อยนักหนาแล้ว แกถามต่อไปว่าข้าพเจ้ามีประสงค์จะให้ (นายชิต) คนรับใช้ที่ไปด้วยดูระบำด้วยหรือไม่ ตอบว่าถ้าได้ประทานอนุญาตให้เข้าไปดูได้ ข้าพเจ้าก็จะยินดี แกก็รับจะให้มีคนมาพาไป แล้วถามถึงเวลาที่ข้าพเจ้าจะไปเที่ยวในตอนบ่าย นัดกันว่า ๑๗ น. แล้วแกก็กลับไป ข้างฝ่ายเรากินกลางวันแล้วก็นอนพักตามประเพณี โฮเต็ลสะเลียยังเก่าคร่ำคร่าอยู่เหมือนเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไป เจ้าของโฮเต็ลบอกว่ากำลังจะปลูกสร้างแก้ไข ได้ทำโรงเลี้ยงอาหารขึ้นใหม่หลังหนึ่ง และกำลังรื้อเรือนคนอยู่จะทำใหม่หลังหนึ่ง แต่ในเมืองโสโลจะทำโฮเต็ลใหญ่เหมือนอย่างเมืองยกยาไม่ได้ ด้วยมีชาวต่างประเทศไปเที่ยวน้อย
{{มปก}}<noinclude></noinclude>
ihrz5i6ilow1i3t9026hrd8fedc53rw
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/69
250
92740
300901
2026-10-03T11:55:48Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300901
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๕๗}}</noinclude>เวลาบ่าย ๑๗ น. อธิบดีกรมวังเอารถยนต์หลวงมารับ เป็นรถเก๋งขนาดนั่งได้ ๗ คน มีลายอักษรพระนามสุสุหุนันกับรูปมงกุฎไว้ข้างเก๋ง ตัวแกขึ้นนั่งเป็นคนนำทางไปด้วย เสียดายนักที่พูดเข้าใจกันไม่ได้ มิฉะนั้นก็จะไต่ถามได้ความรู้ไม่น้อย แกพยายามที่จะบอกอธิบายในภาษามลายู พวกเราก็เข้าใจได้แต่เพียงคำสองคำ แต่ทางที่แกพาเที่ยวนั้นแปลกดีมาก คือพาเข้าไปดูในบริเวณวังของสุสุหุนันถึงชั้นใน ซึ่งไม่เคยเข้าไปดูเมื่อคราวก่อน เห็นจะเป็นเพราะสุสุหุนันได้ตกแต่งซ่อมแซมใหม่หมดทั้งวัง ถนนในวังซึ่งแต่ก่อนเป็นแต่หนทางเดิน เดี๋ยวนี้ทำเป็นถนนใช้รถได้ทั่วทั้งวัง จึงให้พาพวกเราเข้าไปดูให้เห็นความเจริญซึ่งมีขึ้นผิดกับแต่ก่อน ราชวังเรียกตามภาษาชาวเมืองว่า “กราตอน” ทั้งที่เมืองโสโลและเมืองยกยา แต่กราตอนเมืองโสโลใหญ่กว่าที่เมืองยกยา ตีกำแพงล้อมรอบและมีประตูเข้าออกได้หลายทาง เป็นทางรถบ้าง เป็นแต่ทางสำหรับคนเดินบ้าง ฝรั่งว่าจำนวนคนอยู่กราตอนตั้งหมื่น แต่เห็นจะประมาณมากเกินไป ตามหนังสือสัญญาที่ทำกับฮอลันดา ๆ ยอมให้สุสุหุนันมีอาญาสิทธิ์ภายในกราตอน จะทำอย่างไรแม้จนถึงประหารชีวิตคน ฮอลันดาก็ไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ที่เป็นจริงก็ต้องทำแต่ที่รู้ว่าฮอลันดาจะไม่ขัดขวาง แผนผังของกราตอนนั้น ว่าตามตาเห็นดูเหมือนจัดเป็น ๓ ชั้น ๆ นอกด้านหน้าเป็นท้องสนามชัย มีพลับพลาสูงที่เสด็จออก ด้านข้างและด้านหลัง เป็น<noinclude></noinclude>
hcrm1ua3lsllyqbfcp4t2olhgktm4kv
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/70
250
92741
300902
2026-10-03T11:56:24Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300902
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๕๘}}</noinclude>อยู่ของข้าราชการที่ประจำวัง บ้านอธิบดีกรมวังก็อยู่ในนั้นด้วย แกได้พาไปถึงหน้าบ้านเรียกลูกหลานให้ออกมาหา แต่พวกเราไม่ได้ลงจากรถเข้าไปในบ้าน เพราะไม่มีล่ามที่จะพูดกัน ได้แต่ยิ้มแย้มและจับมือแสดงไมตรีจิตต์ ชั้นกลางเป็นสถานที่สำหรับราชการต่าง ๆ และตำหนักเจ้านายที่ยังไม่ออกวัง ชั้นในข้างด้านหน้าเป็นราชมนเทียรสถาน ข้างหลังออกไปเห็นจะเป็นเรือนนักสนม แต่สังเกตไม่ได้ว่าจะมีเขตต์ซึ่งให้อยู่แต่ผู้หญิงล้วนหรือไม่ ภายนอกกำแพงกราตอนก็ยังเป็นที่ชานวังออกไปอีก เป็นที่คนมีสังกัดในราชสำนักตั้งบ้านเรือน ทำนองเดียวกับที่เราเรียกว่า “ท้ายสนม” มีสวนหลวงกับทั้งพิพิธภัณฑสถานอยู่ที่ชานวังด้วย เมื่อเที่ยวดูในวังแล้วแกพาไปดูสวนหลวงที่ว่า จอดรถที่หน้าตึกหลังหนึ่งซึ่งวาเป็นพิพิธภัณฑสถาน แต่เป็นเวลาเย็นเขาปิดเสียแล้ว เห็นแต่รูปศิลาโบราณที่เอามาจากปราสาทหินตั้งอยู่ข้างหน้าตึกสองสามองค์ ที่งาม ๆ ก็มี ต่อนั้นเดินเข้าไปในสวนหลวง พอถึงก็เห็นได้ว่าทำตามความคิดของพวกชะวาสมัยใหม่ บางแห่งปลูกต้นไม้ดอก บางแห่งทำเป็นสนามหญ้า มีสระน้ำ ภูเขาดิน โรงหนังฉาย โรงเต้นรำ สนามเล่นเตนนิสและที่สุดโรงขายเครื่องดื่ม ดูสวนหลวงแล้วก็เป็นอันเสร็จดูตอนกราตอน ให้ขับรถไปตามถนนเที่ยวดูเมืองต่อไป เมืองโสโลแม้ใหญ่โตกว่าเมืองยกยาก็จริง แต่ถนนหนทางและบ้านเรือนยังเป็นอย่างเก่าอยู่โดยมาก ไม่เจริญเหมือนอย่างเมืองยกยา{{วว}}<noinclude></noinclude>
q25taklnxy3ayz0cpqmbki474y1yj6j
หน้า:Prachum Phongsawadan (67) 2480.djvu/71
250
92742
300903
2026-10-03T11:56:52Z
Vesperstelo
11696
/* Not proofread */
300903
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="Vesperstelo" />{{ก|๕๙}}</noinclude>ที่ เที่ยวแล้วกลับมาถึงโฮเต็ลเวลาราว ๑๙ น. มีเวลาพักพออาบน้ำและกินอาหารเย็นแล้วก็แต่งตัวเตรียมเข้าวัง แต่งเครื่องพลเรือนสำหรับเวลาค่ำ ติดดาราและสรวมสายสร้อยเครื่องราชอิสสริยาภรณ์มหาจักรี กับดาราและสายสะพายเครื่องราชอิสสริอาภรณ์ราชสีห์นิเทอแลนด์ ซึ่งสมเด็จพระราชินีกรุงฮอแลนด์พระราชทานข้าพเจ้าเมื่อไปยุโรป การที่แต่งเครื่องราชอิสสริยาภรณ์นี้มีเรื่องชอบกล สุสุหุนันตรัสสั่งให้อธิบดีกรมวังมาบอกข้าพเจ้าในตอนบ่าย ว่าขอให้สรวมสายสะพายราชสีห์นิเทอแลนด์ในค่ำวันนั้น ด้วยในชะวามีแต่ของสุสุหุนันกับของข้าพเจ้า ๒ สายเท่านั้น แต่ส่วนพระองค์เองจะทรงเครื่องราชอิสสริยาภรณ์สยาม ที่สุสุหุนันเอาพระทัยใส่มากในเรื่องเครื่องราชอิสสริยาภรณ์ เป็นเรื่องที่รู้กันมาแต่ครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไป ดูเหมือนเครื่องราชอิสสริยาภรณ์มีกี่อย่างในโลก สุสุหุนันจะทราบหมด ชะรอยจะมีใครได้เห็นหนังสือพิมพ์ฮอแลนด์แล้วทูลให้ทราบ ว่าดูเหมือนข้าพเจ้าได้เครื่องราชอิสสริยาภรณ์ราชสีห์นิเทอแลนด์ชั้นสูงสุด จึงสั่งมาให้แต่ง ทำนองพิศูจน์ว่าจะจริงดังว่าหรือไม่
ถึงเวลา ๒๐.๓๐ น. อธิบดีกรมวังพารถเทียมม้าเทศคู่มารับ ๒ หลัง เป็นรถเก๋งอย่างเต็มยศสมัยเก่า ดูเหมือนจะได้เคยรับสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงด้วยรถนี้ มีพนักงานคุมรถมารับนายชิตคนรับใช้ด้วยอีกหลังหนึ่ง ข้าพเจ้ากับหญิงพูนขึ้นรถหน้า{{วว}}<noinclude></noinclude>
jdcvg33yyspniyl8geic0ot5nrurnw3